บทที่ 471: ตัวอ่อนหงส์มังกร
“หมอหลี่ เกิดเรื่องในหมู่บ้านแล้ท่านยังนอนหลับลงอีกหรือ!” หมิงจิ่นเดินเข้าไปแล้วกระชากใบไม้ที่คลุมหัวเขาออก
หลี่อันที่กำลังงัวเงียอยู่พอได้ยินว่าเกิดเรื่องในหมู่บ้านก็กระโดดลุกขึ้นมาทันที
“เกิดอะไรขึ้น มีใครบาดเจ็บหรือ”
“เป็นเล่อเหนียงหรือเสี่ยวชีหรือ”
หมิงจิ่นลากเขากลับไปพลางพูดว่า “ไม่ใช่ทั้งคู่ แต่เป็นบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน จือหยากำลังจะคลอด ทารกในครรภ์อยู่ในท่าผิดปกติ ท่านรีบกลับไปช่วยคนเร็วเข้า”
หลี่อันตกตะลึงชั่วขณะ จากนั้นก็สลัดมือของหมิงจิ่นออกแล้วใช้วิชาตัวเบาวิ่งเข้าไปทางหมู่บ้าน
“เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่ว่ายังอีกสองเดือนจือหยาถึงจะคลอดหรอกหรือ”
เสียงของหลี่อันมาถึงก่อนตัว แม่เฒ่าฉินได้ยินเสียงของหลี่อัน จึงวิ่งไปลากตัวหลี่อันที่ยังยืนไม่มั่นคงเข้าไปในห้อง
“เล่อเหนียงคลำดูแล้ว เด็กทั้งสองคนนี้อยู่ในท่าก้น รีบคิดหาวิธีเร็วเข้า!” แม่เฒ่าฉินกล่าวเสียงเบา
หลี่อันรู้ว่าเรื่องนี้ไม่อาจรอช้าได้ เขาไม่สนใจเรื่องมารยาทระหว่างชายหญิงอีกต่อไป เดินเข้าห้องไปโดยตรงแล้วจับมือของจือหยาขึ้นมาจับชีพจร
ยิ่งจับชีพจรเขาก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น จากนั้นมองหน้าจือหยาแล้วพูดว่า “จือหยา ในท้องของเจ้ามีเด็กสองคน แต่เด็กอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้อง ข้าจะใช้วิธีที่สืบทอดมาในตระกูลของข้าช่วยปรับท่าเด็กให้ถูกต้อง มือของข้าจะต้องสัมผัสท้องของเจ้า ข้าไม่มีเจตนาอื่นใด หวังว่าเจ้าจะไม่ถือสาข้า!”
ไม่ใช่ว่าหลี่อันอยากจะพูดมาก แต่เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยช่วยปรับท่าทารกให้กับสตรีมีครรภ์มาแล้ว ตอนนั้นเขาคิดแต่จะช่วยชีวิตคน จึงไม่ได้คิดอะไรมากและลงมือทำทันที
แต่หลังจากสตรีผู้นั้นคลอดลูกเสร็จ นางก็ฟ้องร้องทางการว่าเขาลวนลามนาง
จือหยาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงว่า “ข้าเข้าใจเจตนาของหมอหลี่ ข้ารู้สึกขอบคุณหมอหลี่อย่างยิ่ง แล้วจะไปโทษท่านได้อย่างไรเล่า”
หลี่อันได้ยินดังนั้นจึงวางใจลงและหันกลับมาพูดว่า “น้องหญิง แม่เฒ่าซ่ง ขอให้พวกเจ้าทั้งสองช่วยข้าถอดกางเกงจือหยาออก แล้วใช้ผ้าปูที่นอนห่อตัวนางไว้ เปิดเฉพาะบริเวณท้องก็พอ”
แม่เฒ่าฉินและแม่เฒ่าซ่งรีบลงมือทันที ในชั่วพริบตาก็ถอดเสื้อผ้าของนางออกแล้วหาผ้าปูที่นอนสองผืนมาห่อตัวจือหยาไว้
“หมอหลี่เรียบร้อยแล้ว ท่านเร่งมือเร่งมือเร็วเข้า!"
หลี่อันหันกลับมาใช้มือค่อยๆคลำท้องของจือหยาทีละน้อย สีหน้าของจือหยาก็เริ่มแสดงความเจ็บปวดขึ้นมา เล่อเหนียงเห็นสถานการณ์จึงฉวยโอกาสขณะรินน้ำออกมาจากพื้นที่มิติให้จือหยาดื่ม
เมื่อน้ำวิเศษลงสู่ท้อง จือหยารู้สึกว่าร่างกายได้ฟื้นฟูเล็กน้อย นางกำลังคิดจะใช้โอกาสที่มีแรงคลอดลูกออกมาในคราวเดียว แต่ถูกแม่เฒ่าซ่งห้ามไว้
“จือหยา เจ้าอย่าเพิ่งขยับ เก็บแรงไว้ก่อน รอให้หมอหลี่ปรับท่าทารกให้ถูกต้องแล้วค่อยเบ่ง!”
จือหยาพยักหน้าอย่างอ่อนแรง สายตามองไปที่นอกประตูราวกับกำลังรอใครบางคน
“จือหยา เจ้ากำลังจะคลอดลูกแฝด อาจจะทำให้คลอดได้ไม่ง่านนัก เจ้าฟังคำสั่งข้า ข้าบอกให้เบ่งเมื่อไหร่ก็ให้เบ่งนะ”
จือหยาพยักหน้าพลงสูดลมหายใจเข้าลึกๆเตรียมตัว
“อาจือหยาต้องสู้นะเจ้าคะ!” เล่อเหนียงคุกเข่าอยู่ข้างเตียงเพื่อให้กำลังใจนาง
“จือหยา ฟังคำสั่งข้านะ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ใช้แรงทั้งหมดที่มีตรงส่วนล่างแล้วออกแรงนับหนึ่งถึงสาม จากนั้นค่อยผ่อนคลาย”
“เริ่ม!”
จือหยาได้ยินคำพูดของหลี่อันจึงเริ่มใช้แรงที่ส่วนล่างของร่างกาย แต่นางเพิ่งเคยคลอดบุตรเป็นครั้งแรก ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน จึงไม่รู้ว่าจะออกแรงอย่างไร ครั้งแรกนี้จึงล้มเหลว
หลี่อันเห็นสถานการณ์ของจือหยาจึงเริ่มสอนนาง “เช่นนี้ เจ้าหลับตาลง อย่าคิดว่าเจ้ากำลังคลอดลูก แต่ให้คิดว่าเจ้ากำลังถ่ายหนักแต่ถ่ายไม่ออก!”
“เหมือนกับที่พวกเราปกติถ่ายหนักแล้วถ่ายไม่ออก แต่เจ้าต้องออกแรงเบ่งมันออกมา เข้าใจความหมายของข้าหรือไม่”
ใบหน้าของจือหยาเริ่มร้อนผ่าว แต่ก็ยังพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว หมอหลี่พวกเรามาลองอีกครั้งเถอะ”
“ดี หลับตาลง เมื่อข้าบอกให้เริ่มก็ให้เริ่มเลย!” จือหยาพยักหน้า สูดหายใจเฮือกใหญ่แล้วหลับตาลงอย่างว่าง่าย
“มา พยายามเข้า!”
จือหยาได้ยินดังนั้นก็จินตนาการถึงตอนที่กินมากเกินไปแล้วถ่ายไม่ออก ช่วงเวลานั้นช่างทรมานนัก แล้วพยายามเบ่งออกมาสุดแรง
“ใกล้แล้ว จือหยาพยายามอีกนิดเดียว!” แม่เฒ่าซ่งร้องอย่างดีใจ
“จือหยาอย่าฟังนางเลย เจ้าพักก่อนสักครู่ เดี๋ยวพวกเราต้องทำต่ออีก” หลี่อันกล่าวพลางปรับตำแหน่งทารกในครรภ์อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าทารกคนแรกอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องแล้วจึงเอ่ยปาก
“มา เตรียมพร้อมเริ่มได้แล้ว!”
จือหยาเตรียมพร้อมมานานแล้ว เพียงรอคำพูดของหลี่อันเท่านั้น แม้ว่าตอนนี้นางจะทรมานมาก อยากจะยอมแพ้ไม่คลอดแล้ว แต่ไม่ว่าจะคลอดหรือไม่คลอดก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนางอีกต่อไป เมื่อไม่มีทางเลือกจึงได้แต่เลือกที่จะเชื่อใจหลี่อัน!
“เริ่ม!”
หลี่อันกล่าวพลางค่อยๆกดท้องของนางเบาๆ “เร็วเข้า เห็นผมแล้ว ออกแรงเบ่งครั้งสุดท้าย!” แม่เฒ่าซ่งตะโกนดังลั่น
คราวนี้หลี่อันไม่ได้ร้องให้หยุด ถึงแม้จือหยาจะหมดแรงแล้ว นางก็ต้องรวบรวมกำลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ออกแรงเบ่ง!
“เอ้า ได้แล้ว! คลอดแล้ว! คลอดแล้ว!”
เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมเสียงร้องไห้ของเด็กทารก หลี่อันก็หมดแรงจนทรุดลงกับพื้น
นางหลิวที่อยู่นอกประตูได้ยินเสียงร้องไห้ของทารกก็ตื่นเต้นจนเอามือปิดหน้าร้องไห้ออกมา
“ช่างดีเหลือเกิน ช่างดีเหลือเกิน สวรรค์โปรดคุ้มครองด้วยเถิด!”
“เป็นเด็กชายนี่นา ขอแสดงความยินดีกับจือหยาด้วย” แม่เฒ่าซ่งตัดสายสะดืออย่างคล่องแคล่ว หลังจากห่อตัวเด็กและตรวจดูเพศแล้วก็วางเด็กไว้ข้างๆ
แม่เฒ่าฉินให้กำลังใจจือหยาว่า “จือหยา ลุกขึ้นเถิด พวกเรายังมีศึกหนักที่ต้องต่อสู้อีก”
เล่อเหนียงรินน้ำพุวิเศษให้นางดื่มอีกถ้วยหนึ่ง เพื่อให้นางได้มีกำลังมากยิ่งขึ้น
“มาเถิด จือหยา พวกเราจะคลอดลูกสาวอีกคน พวกเราจะพยายามให้ได้ลูกแฝดชายหญิงดีหรือไม่” หลี่อันถอนหายใจเฮือก หลังจากนั้นลุกขึ้นเพื่อปรับท่าทารกในครรภ์ให้นางต่อ
การปรับท่าทารกคนที่สองนั้นค่อนข้างยาก หลี่อันลองอยู่หลายวิธี ในที่สุดก็สามารถปรับท่าทารกให้ถูกต้องได้
“มาเถิด จือหยา พวกเรามาพยายามคลอดเด็กคนนี้ออกมาเถอะ!”
หลี่อันลูบท้องนางเบาๆ พลางปรับท่าทารกไปด้วย แล้วกล่าวว่า “หากเจ้าคลอดลูกแฝดชายหญิงออกมา ข้าจะไปตีกำไลข้อมือมังกรหงส์และกุญแจเสริมสิริมงคลมังกรหงส์ให้เจ้า”
จือหยายิ้มอย่างอ่อนแรงพลางกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น หมอหลี่ต้องเตรียมพร้อมให้ดี กำไลข้อมือนั้น ข้าจะเอาแน่นอน!”
“ดี มาเตรียมตัวกัน!”
จือหยาใช้แรงที่เหลืออยู่ครั้งสุดท้าย ด้วยความช่วยเหลือของหลี่อันและแม่เฒ่าซ่ง พร้อมกับเสียงร้องไห้ดังก้องขึ้น เด็กคนสุดท้ายก็คลอดออกมา
“เป็นเด็กชายหรือเด็กหญิงหรือ” จือหยาถามอย่างอ่อนแรง
“เด็กหญิง เป็นเด็กหญิง” แม่เฒ่าซ่งกล่าวอย่างดีใจ
“เป็นฝาแฝดชายหญิง จือหยาเจ้าเก่งมาก!”
จือหยายิ้มมองไปทางหลี่อัน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงว่า “ท่านหมอ อย่าลืมกำไลข้อมือนะ”
พูดจบนางก็เอียงศีรษะและหมดสติไป!
หลี่อันตกใจรีบคว้ามือของนางเพื่อจับชีพจร
แม่เฒ่าซ่งก็เปิดผ้าห่มที่อยู่ใต้ตัวจือหยาออก
“แย่แล้วเลือดเต็มไปหมดเลย”
บทที่ 472: สมมุติว่าเขาตายนอกบ้านแล้วกัน
“สวรรค์ เร็วเข้า ไปเตรียมยาห้ามเลือดมา!” แม่เฒ่าฉินร้องตะโกนด้วยความตกใจ แล้วรีบวิ่งออกไปทันที
ยาต้มอื่นๆ แม่เฒ่าฉินอาจจะไม่ค่อยชำนาญนัก แต่ยาห้ามเลือดนั้นเป็นสิ่งที่นางถนัดที่สุด ตอนที่ยังไม่ได้ออกเรือนนั้น นางกับชุนอวิ๋นต้มยาห้ามเลือดบ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสตรีที่ตกเลือดหนักหลังคลอดหรือผู้ที่บาดเจ็บสาหัส ล้วนดื่มยานี้ได้ทั้งนั้น
หลี่อันเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ดึงเข็มเงินออกมาแทงลงบนมือและจุดชีพจรของนาง
ด้านนอกประตู หลิวต้าอวิ๋นได้ยินว่าจือหย่าเลือดออกมากก็เป็นลมหมดสติไป
“ท่านแม่ จือหย่าคลอดแล้วหรือยัง”
แม่เฒ่าฉินวิ่งกลับไปเอาสมุนไพรก็เจอสือไห่ถังและหลิวซิ่วเถาวิ่งมา
“แย่แล้ว จือหย่าเสียเลือดมาก พวกเจ้ารีบกลับไป ช่วยข้าเก็บยาด้วย!”
แม่เฒ่าฉินพูดพลางรีบร้อนวิ่งกลับบ้าน แต่ถูกสือไห่ถังดึงไว้ “ท่านแม่ ซิ่งอิงกลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นจึงได้ต้มยาห้ามเลือดไว้แล้ว ข้าจะกลับไปนำมา มาสยรีบกลับไปช่วยป้าหลิวเถิด นางคนเดียวคงจะยุ่งไม่ไหว”
“ถูกต้อง ถูกต้อง ข้าต้องรีบกลับไปช่วย ต้าอวิ๋นเป็นลมไปแล้ว!” แม่เฒ่าฉินรีบวิ่งกลับไปอย่างเร่งรีบ
“แม่เฒ่าซ่ง เจ้าอุ้มเด็กสองคนนี้ไปล้างให้สะอาด แล้วดูว่ายาต้มห้ามเลือดต้มเสร็จหรือยัง ส่วนที่เหลือตรงนี้ข้าจะจัดการเอง
หลี่อันมองแม่เฒ่าซ่งที่ยืนอยู่ข้างๆอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร จึงเอ่ยปากไล่นางออกไปตรงๆ
หลังจากแม่เฒ่าซ่งออกไปแล้ว เล่อเหนียงหยิบยาห้ามเลือดชนิดเข้มข้นหนึ่งหลอดออกมาจากพื้นที่มิติ แล้วฉีดให้จือหยาอีกทั้งยังหยิบขวดยา ยาอวิ๋นหนานไป๋สองขวดออกมา แกะเอาเม็ดยาสองเม็ดออกมาแล้วยัดเข้าไปให้นาง
“เล่อเหนียง เจ้าคิดว่ายาพวกนี้จะได้ผลหรือไม่” หลี่อันถามอย่างร้อนรน
เล่อเหนียงส่ายหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ข้าไม่รู้ ตอนนี้ต้องขึ้นอยู่กับโชคชะตาของนางแล้ว!”
ในชาติก่อนนางเป็นแพทย์ทหาร ถนัดที่สุดคือศัลยกรรม ส่วนนรีเวชวิทยานั้นเป็นจุดอ่อนของนาง แม้แต่การคลอดบุตรนางก็เคยศึกษามา แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้เชี่ยวชาญ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความสามารถในการแย่งชิงชีวิตกับยมทูต กรณีตกเลือดหลังคลอด นางเคยเรียนมาก่อน แต่ไม่เคยได้ลงมือปฏิบัติจริงดังนั้นนางจึงไม่ลงมือ วันนี้นางจึงไม่ชวนหลี่อันเดิมพัย
ยุคสมัยนี้โอกาสที่สตรีจะเสียชีวิตจากการตกเลือดหลังคลอดมีถึงเก้าในสิบส่วน ยาของนางช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้เพียงสองส่วนเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกเจ็ดส่วนขึ้นอยู่กับโชคชะตาของนางเอง
“ปู่หลี่อัน ช่วยปลุกอาจื่อหยาให้ข้าด้วยเถิด”
เล่อเหนียงครุ่นคิดครู่หนึ่ง นางหยิบน้ำวิเศษออกมาจากพื้นที่มิติหนึ่งถ้วย แล้วพูดกับ หลี่อัน
หลี่อันมองน้ำในมือนางแล้วเข้าใจความหมาย จึงนำเข็มเงินออกมาแทงที่ง่ามนิ้วของนางจือหยาตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด
“เจ้าจือหยา เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจ ค่อยๆดื่มน้ำนี้เข้าไปซะ”
หลี่อันยกหมอนของจือหยาให้สูงขึ้นเล็กน้อย เอียงศีรษะของนางเพื่อช่วยให้นางดื่มน้ำได้สะดวก
“ท่านหมอหลี่ จู้ไห่อยู่ที่ใด” จือหยาถามด้วยเสียงอ่อนแรง
หลี่อันเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดเบาๆว่า “กลับมาแล้ว กำลังอุ้มลูกอยู่ข้างนอก เจ้าพักผ่อนให้ดีก่อน เดี๋ยวพอทำความสะอาดเด็กเสร็จ เขาก็จะอุ้มเด็กเข้ามา”
จือหยาตอบรับเสียงอ่อนแรงแล้วก็หลับไป
หลี่อันจับชีพจรของนางอีกครั้ง พบว่าชีพจรของนางมั่นคงขึ้นกว่าเดิมมาก จึงเรียกแม่เฒ่าซ่งเข้ามาดูว่าเลือดที่ออกน้อยลงหรือไม่
แม่เฒ่าซ่งเปิดผ้าห่มดูแล้วร้องด้วยความตื่นเต้นดีใจ “เลือดออกน้อยลงแล้ว เลือดน่าจะหยุดไหลแล้ว!”
หลี่อันและเล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
คนที่อยู่นอกประตูก็รู้สึกเช่นเดียวกัน เลือดหยุดไหลแล้ว หลี่อันเป็นชายหนุ่มร่างใหญ่จึงไม่สะดวกที่จะอยู่ที่นี่นานนัก เขาจึงอุ้มเล่อเหนียงเดินออกไป
“ขอบคุณท่านหมอหลี่ ขอบคุณที่ช่วยชีวิตจือหยา!” หลิวต้าอวิ๋นคุกเข่าลงตรงหน้าหลี่อันพลางร้องไห้ขอบคุณ
หลี่อันรีบยื่นมือไปพยุงนางขึ้นมา “เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้”
“หากเจ้าต้องการขอบคุณจริงๆ ก็จงขอบคุณเด็กอ้วนคนนี้เถิด!”
หลิวต้าอวิ๋นจึงคุกเข่าลงกับพื้นทันที แล้วโขกศีรษะให้เล่อเหนียงเสียงดัง “ขอบคุณเจ้า เล่อเหนียง!”
“โอ้! เหตุใดท่านจึงคุกเข่าให้ข้าเช่นนี้!” เล่อเหนียงตกใจร้องเสียงดังลั่น!
แม่เฒ่าฉินรีบเข้าไปพยุงหลิวต้าอวิ๋นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ต้าอวิ๋น เจ้าต้องใจเย็นๆ เจ้าอย่าทำเช่นนี้เลย เจ้าทำให้เล่อเหนียงตกใจแล้ว!”
“เล่อเหนียงเป็นหลานของเจ้า ลูกในท้องของจือหยาขอบคุณเขา เป็นสิ่งที่นางควรทำ แต่เจ้าคุกเข่าให้นาง เจ้าว่าสมควรแล้วหรือ”
ในตอนนั้นแม่เฒ่าซ่งอุ้มเด็กทารกสองคนที่ชำระร่างกายเรียบร้อยแล้วออกมา
“พอเถอะ อย่าเกรงใจกันอีกเลย รีบมาดูเด็กอ้วนสองคนนี้เร็วเข้า!”
หลิวต้าอวิ๋นและแม่เฒ่าฉินรีบเข้าไปอุ้มเด็กไว้ในอ้อมกอดคนละคน
“เจ้าดูเด็กคนนี้สิ หน้าตาดีจริงๆ คิ้วหนา ตาโต ดูก็รู้ว่าเป็นคนมีโชคลาภ”
แม่เฒ่าฉินอุ้มเด็กชายตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน เมื่อเห็นเด็กน้อยในอ้อมกอดมีคิ้วหนาตาโตก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชม
หลิวซิ่วเถาก็เข้ามาดูใกล้ๆ แล้วรู้สึกยินดี “เด็กคนนี้ผิวขาวสะจริงๆ ไม่เหมือนลิ่งตงตอนเด็กๆที่ดำปี๋เลย”
“เหตุใดจู้ไห่ยังไม่กลับมาอีก” แม่เฒ่าฉินมองออกไปข้างนอกแล้วถาม “เรื่องน่ายินดีเช่นนี้ เหตุใดจึงยังไม่กลับมา ตามหลักแล้วรถม้าที่ส่งไปควรจะกลับมานานแล้วไม่ใช่หรือ”
ขณะที่กำลังพึมพำอยู่นั้น เสียงรถม้าก็ดังขึ้นจากนอกประตู
ตามมาด้วยเสียงสาปแช่งของฉินฟู่หลิน พร้อมกับเสียงปลอบโยนของฉินเหล่าซาน
“ปล่อยให้มันตายอยู่ข้างนอกไปเถอะ ข้าจะไม่นับว่ามันเป็นลูกชายข้าอีกต่อไป!”
ฉินฟู่หลินเดินเข้ามาด้วยสีหน้าโกรธเคือง ทันทีที่เข้ามาเห็นภรรยาของตนและแม่เฒ่าฉินอุ้มเด็กมองมาที่เขาก็รีบเก็บอาการบนใบหน้าทันที แล้วเปลี่ยนเป็นสีหน้ายินดีแทน
“โอ้โฮ! ให้ข้าอุ้มหลานชายคนโตของข้าหน่อยเร็ว!” ฉินฟู่หลินเดินเข้าไปพร้อมรอยยิ้ม ชะเง้อคอมองทารกตัวอ้วนในอ้อมแขนของแม่เฒ่าฉิน
จากนั้นก็หันไปเห็นภรรยาของตนอุ้มเด็กอีกคนหนึ่ง จึงร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“เป็นลูกแฝดด้วย!”
“จือหยาช่างเก่งจริงๆ!”
หลิวต้าอวิ๋นอุ้มเด็กเข้ามาใกล้เขา “เป็นลูกแฝดมังกรหงส์นะ พี่ชายน้องสาว!”
“จริงหรือ วิเศษเหลือเกิน ข้าจะรีบไปซื้อของไปบอกกล่าวบรรพบุรุษที่ศาลบรรพชนเดี๋ยวนี้!”
ฉินฟู่หลินพูดพลางเดินออกไปข้างนอก แต่หลิวต้าอวิ๋นเรียกเขาไว้ “จู้ไห่เล่า”
“เหตุใดจู้ไห่ไม่กลับมากับเจ้า”
สีหน้าของฉินฟู่หลินไม่ค่อยสู้ดีนักเมื่อได้ยินชื่อลูกชาย “ตอนนี้เขาไม่มีเวลากลับมา อีกสักพักก็จะกลับมาแล้ว!”
“อะไรคืออีกสักพักก็จะกลับมา”
หลิวต้าอวิ๋นโกรธจนพูดไม่ออก “จือหย่าเกือบตายเพื่อคลอดลูกให้เขา เขาจะไม่กลับมาได้อย่างไร”
“เจ้าอย่าถามอีกเลย เจ้าก็คิดเสียว่าเขาตายอยู่ข้างนอกแล้วเถอะ” ฉินฟู่หลินพูดอย่างดุดันแล้วเดินออกไปข้างนอก
“นี่...นี่มันคำพูดอะไรกัน” หลิวต้าอวิ๋นคิดจะวิ่งตามไป แต่ถูกแม่เฒ่าฉินดึงไว้
“ต้าอวิ๋น ข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้มันดูไม่ค่อยชอบมาพากลนะ” แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้วถาม
“เหล่าซาน เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดจู้ไห่ถึงไม่กลับมา”
“นี่...นี่…” ฉินเหล่าซานมองหลิวต้าอวิ๋นแวบหนึ่ง แต่พูดอะไรไม่ออกสักคำ
“ท่านแม่ ท่านอย่าถามอีกเลย เดี๋ยวต่อไปท่านก็จะรู้เองแหละ!”
บทที่ 473: ความเจ็บปวดที่สุดคือการลูกเกิดมาแต่แม่จากไป
“เด็กเวร เกิดอะไรขึ้นกันแน่รีบพูดมาเดี๋ยวนี้ เจ้าจะให้ข้าตายเพราะความกังวลหรืออย่างไร!” แม่เฒ่าฉินอยากจะเอารองเท้าฟาดหัวลูกชายสักที
แม้จะเห็นแม่เฒ่าฉินโกรธจัด ฉินเหล่าซานก็ยังคงปิดปากเงียบ ถึงขั้นคิดจะวิ่งหนีไปด้วยซ้ำ ดีสือไห่ถังถือยาห้ามเลือดที่ต้มเสร็จมาพร้อมกับสวี่ซิ่วอิง พอเห็นสถานการณ์เช่นนั้นจึงแอบเข้าไปบิดหูเขาทันที
“เหล่าซาน เวลาเช่นนี้เจ้าจะมาทำตัวมีลับลมคมในอยู่ได้ มีอะไรก็รีบพูดออกมาเสียที!”
“โอ๊ย เจ็บๆๆ ภรรยา เจ็บจริงๆ…” ฉินเหล่าซานร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แต่ก็ไม่กล้าปัดมือภรรยา เพราะกลัวภรรยาจะโกรธ
“รู้ว่าเจ็บก็รีบพูดมาสิ อย่ามัวแต่บ่นลีลาอยู่ตรงนี้”
สือไห่ถังดึงเขาอย่างแรงแล้วปล่อยมือ สายตายังจ้องเขาเขม็ง
“ท่านแม่ ข้าไปที่จวนตระกูลอู๋กับอาฟู่หลิน พบว่าที่จวนกำลังจัดพิธีแต่งงาน และเจ้าบ่าว…”
ฉินเหล่าซานมองหลิวต้าอวิ๋นอย่างกังวลแล้วกัดฟันพูด “เจ้าบ่าวก็คือจู้ไห่!”
“ว่าอย่างไรนะ”
ร่างของหลิวต้าอวิ๋นโงนเงนไปมา และพูดอย่างกระวนกระวาย “เป็นไปได้อย่างไร จู้ไห่ลูกข้าจะแต่งงานงั้นหรือ เขาจะแต่งงานอีกได้อย่างไร เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่ได้ดูผิด”
แม่เฒ่าฉินก็ตกใจเช่นกัน “เหล่าซาน เจ้ากำลังพูดเหลวไหลอะไรอยู่”
ฉินเหล่าซานปิดหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าไม่ได้พูดเหลวไหล ข้าไม่ตั้งใจจะพูดหรอก เพราะรู้ว่าพวกท่านจะไม่เชื่อ!”
“ข้าก็ไม่เชื่อเหมือนกัน ไม่มีใครอยากเชื่อหรอก แต่มันเป็นเรื่องจริง”
“ตอนที่พวกข้าไปถึงพิธีแต่งงานเพิ่งจะเสร็จสิ้น จู้ไห่แต่งงานกับบุตรสาวนอกสมรสของตระกูลอู๋”
ฉินเหล่าซานมองประตูห้องที่ปิดสนิทแล้วลดเสียงลงพูดต่อว่า “ภรรยาของจู้ไห่ไม่เพียงแต่ดูถูกลุงฟู่หลิน จู้ไห่ยังให้ลุงฟู่หลินนำจดหมายหย่ากลับมาด้วย บอกว่าแต่เดิมจือหยาก็เป็นเขาทิ้งไว้ให้ตระกูลฉินเท่านั้น!” หลิวต้าอวิ่นได้ยินเช่นนั้นก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ตาทั้งสองปิดลงและล้มลงสลบไปกับพื้น
หลิวซิ่วเถาที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบยื่นมือไปประคองนางไว้อย่างรวดเร็ว ส่วนมืออีกข้างก็อุ้มเด็กเอาไว้
ขณะเดียวกันเสียงของสิ่งของหนักๆ ตกลงพื้นก็ดังมาจากในห้อง แม่เฒ่าฉินได้ยินเสียงนั้น หัวใจก็กระตุกวูบด้วยความรู้สึกไม่ดี
“ไห่ถัง พวกเจ้ารีบเข้าไปดูหน่อยเร็ว!” แม่เฒ่าฉินเพิ่งพูดจบ สือไห่ถังก็พุ่งเข้าไปในห้องแล้ว
“จือหยา!”
เมื่อสือไห่ถังเข้าไปในห้องก็เห็นจือหยาหมดสติอยู่ข้างเตียง ใต้ร่างมีเลือดสีแดงไหลฉาน
“หมอหลี่ หมอหลี่ ท่านรีบมาเร็วเข้า!” สือไห่ถังตะโกนด้วยความร้อนใจ
“จือหยา เจ้าต้องอดทนนะ ลูกไม่อาจขาดแม่ได้!”
ดวงตาของจือหยาตอนนี้พร่ามัวไปหมด นางพยายามเปล่งเสียงด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“ที่แท้...ที่แท้ข้าก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของเขา...เพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูลเท่านั้นเอง”
“ไม่ใช่ เจ้าฟังผิดแล้ว!” สือไห่ถังรีบกล่าว
สวี่ซิ่วอิงในตอนนี้ก็นำยาต้มห้ามเลือดที่อุ่นแล้วมาด้วย “จือหยา เร็วเข้า ดื่มมันลงไป ดื่มแล้วจะดีขึ้น!”
จือหยาหันหน้าไปอีกทาง “ไม่ต้องแล้ว ข้าคงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว”
น้ำตาของสวี่ซิ่วอิงไหลออกมา นางร้องไห้พลางด่า “เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรกัน!”
“เด็กทั้งสองเพิ่งลืมตาดูโลก พวกเขาน่ารักน่าชังยิ่งนัก เจ้าจะใจร้ายปล่อยให้พวกเขาไร้แม่ตั้งแต่แรกเกิดได้อย่างไร”
“ใช่แล้ว ลูกของข้า ลูกของข้า…”
หลี่อันเพิ่งกลับมาถึงบ้านเพื่อปรุงยาให้จือหยา ยังปรุงไม่ทันเสร็จก็ได้ยินว่าจือหยาอาการไม่ดี เขารีบวิ่งออกไปอย่างร้อนรน แม้แต่รองเท้าก็ไม่ทันได้สวม
“เกิดอะไรขึ้น เมื่อครู่ห้ามเลือดได้แล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงได้ตกเลือดอีก”
หลี่อันเพียงก้าวเข้าไปก็ได้กลิ่นคาวเลือดอันรุนแรง พลันรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้สถานการณ์ไม่ดีแล้ว เขารีบชักเข็มเงินออกมาแทงลงบนจุดสำคัญหลายจุดบนร่างของนาง
“ใครบอกข้าได้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนที่ข้าจากมาเลือดหยุดไหลแล้วไม่ใช่หรือ” หลี่อันร้อนใจจนทำอะไรไม่ถูก
เขาพูดพลางออกไปลากตัวเล่อเหนียงเข้ามา “เล่อเหนียง เจ้าคิดหาวิธีเร็วเข้า ดูเหมือนเลือดของนางจะไหลไม่หยุดเลย”
เล่อเหนียงรีบหยิบยาฉีดห้ามเลือดออกมาจากพื้นที่มิติ จากนั้นก็หยิบน้ำวิเศษมาป้อนให้นาง แต่จือหยาตั้งใจจะตายแล้ว น้ำที่ป้อนเข้าไปถูกนางบ้วนออกมาหมด
หลี่อันเห็นดังนั้นก็รีบปิดปากนางไม่ให้บ้วนออกมา ทว่าสุดท้ายก็ไม่เป็นผล
เล่อเหนียงส่ายหน้า “ขออภัยปู่หลี่อัน เล่อเหนียงไม่มีวิธีแล้ว”
สามารถหยุดเลือดครั้งแรกได้นั้นเป็นเพราะว่าโชคดี แต่ครั้งนี้เป็นการตกเลือดอย่างรุนแรงและจือหยาก็ไม่ได้อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป แม้แต่ไปต่อยยมบาลก็ไม่อาจดึงนางกลับมาได้
“ข้าขอร้องเจ้า เจ้าอ้าปากหน่อยได้หรือไม่ ดื่มน้ำนี่ลงไปเถอะนะ”
“ข้าไม่เคยรักษาคนไม่หายมาตลอดชีวิต เจ้าอย่าทำให้ข้าต้องผิดกฎเลยนะ” ตอนนี้หลี่อันก็สะอื้นขึ้นมา
จือหยายิ้มอย่างอ่อนแรง “ขออภัยด้วยหมอหลี่ ข้าเกรงว่าครั้งนี้จะทำให้ท่านต้องผิดกฎเสียแล้ว"
“ซิ่วอิงไปเรียกป้าหลิวของเจ้ามาเถิด อุ้มเด็กทั้งสองมาด้วย ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้เด็กทั้งสองได้เห็นหน้าแม่ของพวกเขาสักครั้ง”
“หมอหลี่!” คราวนี้สวี่ซิ่วอิงหลั่งน้ำตาออกมา
“หมอหลี่ ข้าขอร้องท่าน ช่วยคิดหาวิธีอีกครั้งได้หรือไม่ จือหยาอายุน้อยนักเชียว!”
“ข้าขอร้องท่าน ช่วยคิดหาวิธีอีกครั้งเพราะเห็นแก่เด็กทั้งสองคนนี้ได้หรือไม่”
หลี่อันหันหน้าหนี “ไปเถิด อีกประเดี๋ยวจะสายเกินไป”
สวี่ซิ่วอิงได้แต่ร้องไห้เดินออกไป ไม่นานนักหลิวต้าอวิ๋นก็อุ้มเด็กพลางร้องไห้วิ่งเข้ามา
“จือหย่า ลูกสะใภ้ของข้า เจ้าต้องอดทนนะ”
จือหย่าทรุดตัวลงบนหัวเตียงพยายามเงยหน้าขึ้นมองเด็กทั้งสองคนอย่างตั้งใจ เมื่อเห็นเด็กทั้งสองตัวขาวอวบอ้วนยิ้มอย่างพึงพอใจ “ช่างดีจริงๆ ลูกที่ข้าให้กำเนิดมาช่างน่ารักเหลือเกิน!”
หลิวต้าอวิ๋นโอบกอดเด็กทั้งสองเข้าไปใกล้นาง แล้วร้องไห้พลางวิงวอน “จือหย่า เจ้าดูเด็กสองคนนี้สิ พวกเขาน่ารักเหลือเกิน พวกเขาไม่อาจขาดแม่ได้!”
“เจ้าไม่อาจใจร้ายทิ้งพวกเขาไปได้”
จือหย่าพยายามยื่นมือจับมือของหลิวต้าอวิ๋นไว้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “ท่านแม่ ข้าดีใจจริงๆ ที่มีแม่สามีที่ดีเช่นท่าน หากมีชาติหน้า ข้าก็ยังยินดีเป็นลูกสะใภ้ของท่านอีก”
“ข้าไม่ต้องการชาติหน้า ข้าต้องการชาตินี้ภพนี้ ข้าขอร้องเจ้า โปรดทำตามความปรารถนาของข้าด้วยเถิด”
จือหย่ายิ้มให้นางอย่างอ่อนแรง “ได้ ข้าสัญญา…”
มือของฉือหยาตกลงตกลงบนเตียงก่อนจะนางจะพูดจบประโยค
“จือหยา!” หลิวต้าหยุนร้องไห้ราวกับจะขาดใจ
ลูกแฝดมังกรหงส์ในอ้อมกอดของนางเริ่มร้องไห้เสียงดัง ดูเหมือนพวกเขาจะรู้ว่าพวกเขาจะไม่มีแม่อีกแล้ว
“จือหยา ลูกสะใภ้ที่ดีของข้า เจ้าจะทิ้งแม่สามีและลูกน้อยที่น่ารักเช่นนี้ไปได้อย่างไร”
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงหมุนตัวกลับแล้วใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา
สวี่ซิ่วอิงร้องไห้จนควบคุมตัวเอง ฉินเหล่าซานที่อยู่นอกประตูได้ยินเสียงร้องไห้ จึงยกมือขึ้นมาตบหน้าตัวเองอย่างแรงสองที
“ใครให้เจ้าพูด ใครให้เจ้าพูด!”
ฉินฟู่หลินแต่เดิมออกไปซื้อของอย่างมีความสุข แต่เดินไปได้ครึ่งทางก็ถูกเหลียวเฉินลากกลับมาเมื่อ เพิ่งก้าวเข้าประตูบ้านก็ได้ยินเสียงร้องไห้ครวญครางอย่างปวดร้าวดังมาจากด้านใน
ขาแข้งของเขาอ่อนแรง ร่างทรุดลงที่หน้าประตูทันที
บทที่ 474: สถานที่ของเราเล็กเกินจะรองรับท่านผู้สูงศักดิ์
“เด็กเวรนั่น ข้าจะไปจับมันกลับมา!”
ฉินฟู่หลินตะโกนลั่น แล้วหมุนตัววิ่งออกไปทันที
“หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านกลับมาก่อน อย่าเพิ่งใจร้อนสิ!” ฉินเหล่าซานวิ่งไปรั้งตัวเขาเอาไว้
“หัวหน้าหมู่บ้าน เข้าไปดูข้างในก่อนเถอะ จัดการเรื่องจือหยาให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยว่ากัน!"
ฉินฟู่หลินได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งกลับมาทันที พลางเช็ดน้ำตาไปด้วย “ฮือ~ ลูกสะใภ้ของข้า เจ้าจากไปแล้วหรือปล่อยให้พวกข้าสองตายายอยู่อย่างนี้ ต่อไปจะทำอย่างไรเล่า”
ไม่นานนักชาวบ้านทั้งหมดก็รู้ว่าจือหย่าให้กำเนิดลูกแฝดชายหญิง แต่พวกเขาก็ได้รับข่าวร้ายแล้วนางจากไปแล้ว
ทุกคนต่างพากันมาช่วยเหลือโดยไม่ได้นัดหมาย
ฉินเหล่าเอ้อร์ก็ลาหยุดครึ่งวันมาดูว่ามีอะไรที่พอจะช่วยได้บ้าง
ฉินเหล่าซานกับหมิงเฟิงไปที่ร้านขายโลงศพเพื่อขนโลงศพหนึ่งใบกลับมา
เนื่องจากจือหย่าเสียชีวิตกะทันหัน จึงไม่ได้เตรียมข้าวของสำหรับคนตายไว้เลย สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังรวมถึงสตรีที่สนิทสนมกันอีกไม่กี่คนช่วยกันเย็บชุดให้จือหยาสวมใส่
พวกเขาเข้าใจกันเป็นอย่างดี ไม่มีใครพูดถึงจู้ไห่ เพราะพวกเขาได้รู้ความจริงทั้งหมดจากปากของคนอื่นแล้ว พวกเขารู้สึกโกรธแค้นและรู้สึกเสียดาย ทั้งยังรู้สึกสงสารจือหยาเป็นที่สุด
หญิงสาวที่ดีเช่นนี้ เหตุใดถึงต้องมาเจอกับชายเช่นนี้ด้วย
ไม่นานงานศพของจือหยาก็จัดการเสร็จสิ้น ฉินเหล่าซานได้เชิญวงดนตรีซั่วน่ามาบรรเลงตลอดทั้งคืน หลังจากนั้นในเช้าวันรุ่งขึ้น พวกเขาก็ฝังร่างของจือหยาลงดินอย่างสงบ
“แม่เฒ่า นมแพะพร้อมหรือยัง เด็กๆหิวแล้ว!” ฉินฟู่หลินอุ้มเด็กไว้พลางตบก้นปลอบประโลมเด็กๆ
เด็กในอ้อมแขนหิวจนร้องไห้โยเย
หลิวต้าอวิ๋นนำนมแพะที่อุ่นเสร็จแล้วมาป้อนให้หลานทั้งสองทีละนิด แต่ไม่ว่าอย่างไรทั้งสองไม่ยอมดื่มนมแพะ ไว้จะป้อนเท่าไหร่ก็บ้วนทิ้งตลอด
หลิวต้าอวิ๋นจึงต้องค่อยๆป้อนพวกเขาอย่างอดทน ขณะที่ป้อนอาหาร น้ำตาก็ไหลออกมา นับตั้งแต่ฝังศพของจือหยาเมื่อวาน เด็กทั้งสองก็ร้องไห้ไม่หยุด
เมื่อวานร้องไห้ทั้งวันไม่หยุดเลย แม้แต่นมก็ไม่ยอมดื่ม
เรื่องนี้ทำให้คนแก่ทั้งสองเป็นห่วงอย่างมาก แม้แต่พวกเขาก็นอนไม่หลับทั้งคืนเช่นกัน
เมื่อแม่เฒ่าฉินและเล่อเหนียงมาถึง พวกเขากำลังเร่งรีบหาทางแก้ไข โดยไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรแล้ว
“ฟู่หลินส่งเด็กมาให้ข้าเถอะ ข้าจะอุ้มเอง!” แม่เฒ่าฉินรับเด็กมาอุ้มแล้วค่อยๆตบก้นปลอบโยน แต่ไม่ว่าจะปลอบอย่างไรก็ไม่เป็นผล
เล่อเหนียงเห็นพวกเขาร้องไห้จึงถามว่า “ท่านย่า พวกเขาหิวแล้วใช่หรือไม่”
“ไม่กินอะไรมาวันหนึ่งกับคืนหนึ่งแล้วจะไม่หิวได้อย่างไร”
หลิวต้าอวิ๋นร้องไห้พลางกล่าวว่า “พวกเขาไม่ยอมดื่มนมแพะเลย ป้อนอย่างไรก็ไม่ยอมกิน”
“พวกเขาไม่ดื่มนมได้อย่างไร” แม่เฒ่าฉินกล่าวหน้านิ่วคิ้วขมวดคิ้ว
“เด็กเล็กขนาดนี้ เดี๋ยวจะหิวจนป่วยเอา!”
“เหตุผลนี้ข้าจะไม่เข้าใจได้อย่างไร แต่พวกเขาก็ไม่ยอมดื่มนี่นา”
หลิวต้าอวิ๋นก็รู้สึกหมดหนทางเช่นกัน “ข้าพยายามป้อนแล้ว แต่พวกเขาไม่ยอมกินแม้แต่อึกเดียว กินเข้าไปก็บ้วนออกมาหมด ข้าไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วจริงๆ!”
“ถ้าไม่ดื่มนมแพะก็ลองนมวัวสิ ไปซื้อแม่วัวนมมาสักตัวเถอะ” จริงๆแล้วเล่อเหนียงไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาถึงไม่รู้จักปรับเปลี่ยน
แม้ว่าจะพูดกันว่านมแพะนั้นใกล้เคียงกับนมมารดามากที่สุด แต่ถ้าไม่มีนมแพะ นมวัวก็ใช้ทดแทนกันได้ จะปล่อยให้พวกเขาหิวอยู่อย่างนี้ตลอดไปไม่ได้หรอกนะ
หลิวต้าอวิ๋นและฉินฟู่หลินได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้างุด “พวกข้า...พวกข้าไม่มีเงินแล้ว!”
“ซื้อแพะนมตัวนี้ก็ใช้เงินเก็บของพวกข้าและผู้อาวุโสสามหมดแล้วนะ”
แม่เฒ่าฉินเบิกตาโพลง “ไม่มีเงิน เจ้าไม่รู้จักอ้าปากขอหรือ”
“รอก่อน!” แม่เฒ่าฉินส่งเด็กน้อยคืนให้เขาแล้วหันหลังวิ่งออกไป
ไม่นานนางก็กลับมาพร้อมถุงเงินใบหนึ่ง และส่งให้ฉินฟู่หลิน "ในนี้น่าจะมีเงินสามสิบกว่าตำลึง เจ้ารีบไปซื้อวัวมาหนึ่งตัว ต้องซื้อแม่วัวที่มีลูกอ่อน มีน้ำนม ซื้อลูกวัวมาด้วยพร้อมกัน”
“หากเงินไม่พอก็บอกให้คนเลี้ยงวัวมาเก็บเงินที่หมู่บ้าน!”
ฉินฟู่หลินมองถุงเงินในมือ ดวงตาแดงก่ำ เขาขยับปากอึกๆอัดๆ อยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกมา จึงส่งเด็กน้อยให้แม่เฒ่าฉิน แล้วกำถุงเงินไว้
“หมิงเฟิง หมิงจื้อ พวกเจ้าสองคนตามฟู่หลินไปด้วย อย่าให้เขาถูกรังแก” แม่เฒ่าฉินสั่งการว่า “หากหมิงจื้อพบแม่วัว ให้รีดนมวัวมาสักหน่อยเพื่อป้อนเด็ก!”
หมิงเฟิงและหมิงจื้อรับคำแล้วรีบวิ่งตามฉินฟู่หลินไป
“พี่ชุนหลาน ข้าจะขอบคุณท่านอย่างไรดี” หลิวต้าอวิ๋นกล่าวพลางเช็ดน้ำตา
“ขอบคุณอะไรกัน นั่นเป็นเสบียงที่ข้าซื้อให้หลานชายข้า ไม่ได้ซื้อให้เจ้าเสียหน่อย!”
“ถ้าข้าไม่ลงมือช่วย พวกเจ้าก็คงปล่อยให้พวกเขาอดตายแล้ว ดูเจ้าสิ โตป่านนี้แล้วยังดูแลเด็กสองคนไม่ได้” หลิวต้าอวิ๋นฟังคำพูดของแม่เฒ่าฉินแล้วรู้สึกอุ่นวาบไปทั้งใจ
แม้ว่าคำพูดของแม่เฒ่าฉินจะฟังแล้วไม่ลื่นหู แต่ตนรู้ว่านางมีเจตนาดี
ขณะนี้หน้าทางเข้าหมู่บ้านตระกูลฉิน เอ้อรจู้ถือมีดเล่มใหญ่ มองคนตรงหน้าด้วยความเกลียดชังอย่างที่สุด
“เอ้อรจู้ ข้าคือจู้ไห่นะ เจ้าจำข้าไม่ได้แล้วหรือ”
ฉินจู้ไห่สวมเสื้อคลุมยาวสีฟ้าเข้ม บนศีรษะปักปิ่นหยก เอวห้อยแผ่นหยกสองอัน ดูคล้ายคุณชายจากตระกูลมั่งคั่ง สตรีข้างข้างกายเขาสวมชุดกระโปรงยาวสีชมพู บนศีรษะประดับด้วยปิ่นทองหลายเล่ม ต่างหูก็เป็นทองคำหนัก ดูก็รู้แล้วว่าเป็นลูกสาวตระกูลใหญ่โต
“ขออภัยด้วย หมู่บ้านของพวกข้าไม่มีผู้ใดชื่อว่าจู้ไห่!” เอ้อร์จู้กล่าวเสียงเย็นชา
“พี่เอ้อร์จู้ ท่านเป็นอะไรไป”
ฉินจู้ไห่ส่ายมือด้วยความสงสัย “พี่เอ้อร์จู้ ท่านจำข้าไม่ได้จริงๆหรือ ข้าคือจู้ไห่ ตอนเด็กๆพวกเราเคยเล่นด้วยกัน เมื่อไม่กี่เดือนก่อนพวกเรายังดื่มสุราด้วยกันเลยนะ”
“ข้าบอกว่าที่นี่ไม่มีคนผู้นี้ก็คือไม่มีคนผู้นี้ พวกเจ้ารีบไสหัวไปซะ ถ้าไม่ไปอย่าโทษว่าข้าไม่สุภาพ!” ตอนนี้เอ้อร์จู้กำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมมีดยาวในมือ
เมื่อวานเมื่อเขาได้รู้ว่าจู้ไห่ทิ้งเมียทิ้งลูกโดยส่งจดหมายหย่าในวันที่จือหยาคลอดลูก และยังทำให้จือหยาตกเลือดจนเสียชีวิต เขาก็อยากจะสับคนเลวนี่ให้แหลกเป็นชิ้นๆ
“สามี พวกเราไม่ได้มาผิดที่ใช่หรือไม่ สถานที่ทุรกันดาร ทรุดโทรมเช่นนี้ กลับมีคนเฝ้าอยู่ด้วย”
อู๋หลานเอามือปิดปากมองป้ายหินที่มีคำว่า ‘หมู่บ้านตระกูลฉิน’ ด้วยสีหน้ารังเกียจ
“สามี พวกเรากลับกันเถอะ บ้านนอกห่างไกล หากเกิดมีพวกชาวบ้านขี้ขโมยออกมาปล้นพวกเราจะทำอย่างไร”
นางไม่ได้อยากมาที่นี่เลยสักนิด บางทีคนในนั้นอาจจะไม่มีข้าวกินด้วยซ้ำ การมาที่นี่เพียงการให้เกียรติจู้ไห่เท่านั้น อย่างไรก็ต้องไปกราบไหว้บิดามารดาของเขาสักถ้วยชา
อีกทั้งยังต้องอุ้มเด็กที่เกิดจากหญิงนามจือหยากลับไปเลี้ยงดูที่บ้านด้วย เพราะนางไม่อยากไม่อยากมีลูก ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการมีลูกนั้นสูงเกินไป นางไม่เต็มใจที่จะมีลูกเลย
เอ้อร์จู้หัวเราะเย็นชาทีหนึ่ง “ใช่ สิ่งที่เจ้าคิดไม่ผิด บ้านของพวกข้าก็เป็นแค่ชนบทห่างไกล พวกเรายากจนมาก อีกทั้งยังมีพวกชาวบ้านหัวร้อนและอันธพาลมากมาย ดังนั้นพวกเจ้ารีบไปเถอะ”
“เอ้อร์จู้ ใครกำลังทะเลาะกันที่ทางเข้าหมู่บ้านหรือ”
บทที่ 475: ท่านกล้าตีข้าหรือ!
ผู้อาวุโสสามไปหาหลี่อันเพื่อขอยาสมุนไพรสำหรับอาบน้ำให้เด็ก
เด็กทั้งสองคนไม่ยอมกินอะไรเลยจึงรู้สึกกังวลใจมาก แต่ถึงกระนั้นเขาก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ภาวนาในใจขอให้เทพเจ้าคุ้มครองทั้งสองคน
“ท่านผู้อาวุโสสาม ข้าคือจู้ไห่ ท่านช่วยบอกพี่เอ้อร์จู้ให้เปิดทางหน่อยสิ ภรรยาข้ากำลังตั้งครรภ์ จะให้นางมาตากแดดเช่นนี้ได้อย่างไร”
ผู้อาวุโสสามเห็นจู้ไห่แล้วก็ถลึงตาใส่ “เอ้อร์จู้ ไล่คนพวกนี้ออกไปให้ข้า อย่าให้พวกเขามาทำให้ผืนดินของหมู่บ้านตระกูลฉินของพวกเราแปดเปื้อน!”
จู้ไห่รู้สึกงงงวย ตอนนี้เขาไม่เข้าใจเลยว่าพวกเขาต้องการทำอะไรกันแน่ หรือว่าเป็นเพราะครั้งนี้เขากลับมามือเปล่า พวกเขาเลยไม่ต้อนรับข้า
“ผู้อาวุโสสาม ข้าเข้าใจความหมายของท่านแล้ว สุราและอาหารอร่อยล้วนอยู่บนรถม้า รอให้ข้ากลับไปพบท่านพ่อท่านแม่ก่อน แล้วค่อยไปดื่มสุรากับท่านดีหรือไม่” จู้ไห่กล่าวพลางยิ้มแหยๆ
“ใครจะอยากได้ของของเจ้ากัน!”
ผู้อาวุโสสามแค่นเสียงเย็นชา “เอ้อรจู้ เหตุใดเจ้ายังยืนเหม่ออยู่อีก ไล่คนพวกนี้ออกไปให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
เอ้อรจู้ได้ยินดังนั้นก็คว้าไม้กระบองขึ้นมาแล้วเริ่มไล่คน!
“พวกท่านเป็นอะไรกันไปหมด ข้าเป็นคนตระกูลฉิน ข้ากลับมาเยี่ยมบ้านมันผิดตรงไหน”
แม้จู้ไห่จะมีนิสัยดีเพียงใด แต่เมื่อถูกไล่เหมือนหมูเหมือนหมาเช่นนี้ก็เริ่มโมโหขึ้นมา
“นับจากวันนี้เป็นต้นไป เจ้าไม่ใช่คนของหมู่บ้านตระกูลฉินอีกต่อไป เก็บข้าวของของเจ้าแล้วไสหัสไปให้พ้น!”
ผู้อาวุโสสามก็โกรธเช่นกันและโกรธไม่น้อยเลยทีเดียว
เจ้าสัตว์เดรัจฉานตัวนี้ ตอนจือหยาคลอดลูกไม่แม้แต่จะโผล่หัวมา ทั้งยังไปแต่งงานกับหญิงอื่น และทำร้ายจือหยาจนต้องจากไปเช่นนี้
“ที่นี่คือบ้านของข้า เหตุใดข้าต้องไป”
“ก็เพราะข้าเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกอย่างภายในหมู่บ้านตระกูลฉิน!” เสียงทะเลาะกันของผู้อาวุโสสามกับฉินจู้ไห่ดังขึ้นที่ทางเข้าหมู่บ้าน
ฉินจู้ไห่ยืนกรานว่าต้องเข้าไปให้ได้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ตั้งใจจะพักที่นี่ แต่เขาก็ต้องพาเด็กทั้งสองคนนั้นไปด้วย! การโต้เถียงของพวกเขาดึงดูดความสนใจของผู้คนในหมู่บ้าน พอเห็นจู้ไห่ สายตาทุกคู่ก็เต็มไปด้วยความโกรธเคือง
ฉินจู้ไห่สังเกตสีหน้าของพวกเขาแล้วเข้าใจทันที และเขารีบหยิบขนมสองห่อยื่นไปให้
“ท่านลุงท่านอาทั้งหลาย นี่คือขนมจากร้านหวานละมุน รสชาติอร่อยมาก เอากลับไปให้เด็ก ๆ ลองชิมดูนะขอรับ” แม่เถียหนิวที่ยืนอยู่ด้านหน้ายกมือขึ้นปัดขนมของเขาตกลงพื้น
“ใครจะอยากได้ขนมของเจ้า”
"รีบไสหัวไปซะ!"
เมื่อวานตอนที่แม่เถียหนิวช่วยจือหยาสวมชุดศพ นางเห็นว่าจือหยาตายไปโดยที่ดวงตายังเบิกกว้าง ตอนนี้นางอยากจะฉีกร่างฉินจู้ไห่ให้แหลกเป็นชิ้นๆ
“ข้าจะบอกอะไรพวกท่านให้นะ ตอนนี้ข้าเป็นลูกเขยของนายท่านอู๋ มีเงินมากมายจนใช้ไม่หมด พวกเจ้าไม่เอาอกเอาใจข้าก็ช่างเถอะ แต่ยังมาปฏิบัติกับข้าแบบนี้อีก รอให้ถึงเวลาที่พวกเจ้ามีเรื่องต้องมาขอความช่วยเหลือจากข้า อย่าโทษว่าข้าไม่นึกถึงน้ำใจคนบ้านเดียวกันล่ะ!”
ฉินจู้ไห่โกรธจนทนไม่ไหว เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดชาวบ้านที่แต่ไหนแต่ไรมาเป็นมิตรกับเขา ถึงได้มองเขาเหมือนเป็นศัตรูกันทุกคนเป็นเพราะเขาแต่งงานกับลูกสาวของนายท่านอู๋จึงทำให้อิจฉาหรือ
“สามี พวกชาวบ้านเหล่านี้ช่างดุร้ายนัก พวกเราไปกันเถิด”
อู๋หลานมองพวกเขาด้วยสีหน้ารังเกียจ “สามี ตอนนี้ท่านเป็นเขยของตระกูลอู๋แล้ว ท่านเป็นคนชั้นสูง ไม่จำเป็นต้องถ่อมตัวกับพวกคนชั้นต่ำเหล่านี้”
“ใครกันเป็นคนชั้นต่ำ นางปีศาจจิ้งจอก ดูหน้าตาเจ้าสิ ช่างน่าขยะแขยงเสียจริง!” แม่เถียหนิวด่ากลับไปทันที
“ป้าหลิว จู้ไห่กลับมาแล้ว ตอนนี้กำลังโวยวายอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน ท่านรีบไปดูหน่อยเถิด!”หญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาบอก
“อะไรนะ เจ้าลูกสารเลวนั่นยังกล้ากลับมาอีกหรือ คอยดูข้าจะตีมันให้ตายเลย!”
หลิวต้าอวิ๋นวางเด็กๆไว้แล้วคว้าไม้พลองวิ่งออกไป
“เอ๊ะ ต้าอวิ๋น เจ้าใจเย็นๆอย่าใจร้อนนะ!” แม่เฒ่าฉินสั่งให้หมิงจิ่นและหมิงจูดูแลเด็กทั้งสอง แล้วพานางเล่อเหนียงวิ่งตามไป
“ฉินจู้ไห่ ไอ้สารเลว!”
ฉินจู้ไห่เห็นหลิวต้าอวิ๋นมาก็พลันรู้สึกดีใจ รีบตะโกนเสียงดัง “ท่านแม่ ในที่สุดท่านก็มา พวกผู้อาวุโสสามไม่รู้ว่ากินอะไรผิดสำแดง ถึงได้ไม่ยอมให้ข้าเข้าไป!”
“ท่านช่วยข้าพูด…”
ฉินจู้ไห่ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกไม้พลองของหลิวต้าอวิ๋นฟาดเข้าอย่างจัง
“เจ้าสัตว์เดรัจฉาน เจ้าลูกอกตัญญูสมควรตาย เจ้ายังมีหน้ากลับมาอีกหรือ เหตุใดเจ้าไม่ตายไปเสีย” หลิวต้าอวิ๋นร้องไห้พลางฟาดลูกชายไปด้วย
“โอ๊ย ท่านแม่ ท่านทำอะไรน่ะ ข้าเป็นลูกชายของท่านนะ เหตุใดต้องตีข้าด้วยเล่า”
ตอนแรกฉินจู้ไห่งุนงงไปชั่วขณะ แต่เมื่อไม้พลองที่ฟาดลงบนตัวเขาหนักขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ได้สติกลับมา พลางหลบหลีกและร้องตะโกนไปด้วย
“ท่านแม่ ท่านเสียสติไปแล้วหรือ”
หลิวต้าอวิ๋นมองด้วยสายตาดุร้าย มือยิ่งออกแรงมากขึ้น “ข้าเสียสติไปแล้วจริงๆ ตอนนั้นเหตุใดข้าไม่บีบคอเจ้าให้ตายเสียเลย ไม่น่าปล่อยให้เจ้ามีชีวิตอยู่มาทำร้ายชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งเลย!”
ฉินจู้ไห่โดนทุบตีก็โมโหไม่น้อย จึงผลักหลิวต้าอวิ๋นออกไปทันที “ท่านแม่ ท่านพูดอะไรออกมา”
“มีใครมาพูดอะไรให้ท่านฟังหรือ”
หลิวต้าอวิ๋นถูกฉินจู้ไห่ผลักอย่างแรง ทรงตัวไม่อยู่จึงล้มลงกับพื้นทันที
“ป้าหลิว!”
“แม่เฒ่าหลิว!”
เมื่อชาวบ้านเห็นหลิวต้าอวิ๋นล้มลง พวกเขารีบวิ่งเข้าไปช่วยพยุงนางขึ้นมา และถามอย่างร้อนใจว่านางได้รับบาดเจ็บหรือไม่
ฉินจู้ไห่มองมือของตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ เมื่อครู่นี้เขาผลักท่านแม่ล้มหรือ
“ท่านแม่ ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
ฉินจู้ไห่แทรกตัวเข้ามาจับมือนางพลางถามอย่างร้อนรน “ท่านแม่ ท่านได้รับบาดเจ็บหรือไม่”
“ข้าขอโทษ เมื่อครู่ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
หลิวต้าอวิ๋นสลัดมือเขาออกอย่างผิดหวัง “ฉินจู้ไห่ เจ้าไปเสียเถอะ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าไม่ใช่ลูกของข้าอีกต่อไป และไม่ใช่คนของหมู่บ้านตระกูลฉินอีกแล้ว!”
ฉินจู้ไห่ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง มองดูหลิวต้าอวิ๋นอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “ท่านแม่ ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านกำลังพูดอะไรอยู่”
“ข้าเป็นลูกชายของท่านนะ ข้าทำผิดอะไรไปหรือ เหตุใดท่านถึงปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้!”
เขาพูดพลางดึงอู๋หลานเข้ามา “ลูกชายพาลูกสะใภ้กลับมาแล้ว ท่านไม่เพียงแต่ไม่ดีใจ ทั้งยังจะไล่พวกข้าออกไปอีก!”
เขาพูดพลางชี้ไปที่รถม้าที่บรรทุกของเต็มคันด้านหลัง “ข้านำของกลับมามากมายขนาดนี้ พอให้ท่านกินดื่มอย่างไร้กังวลไปครึ่งชีวิต แต่ท่านกลับไล่ข้า บอกข้าสิว่าเพราะเหตุใด”
หลิวต้าอวิ๋นมองฉินจู้ไห่และอู๋หลานด้วยสีหน้ารังเกียจ “ลูกสะใภ้ของข้ามีเพียงคนเดียว นั่นก็คือจือหยา คนอื่นข้าไม่รับรู้!”
“แต่ข้าได้หย่าขาดกับนางไปแล้ว นางไม่ใช่ลูกสะใภ้ของท่านอีกต่อไป หลานเอ๋อร์ต่างหากที่เป็นลูกสะใภ้ที่ถูกต้องของท่าน”
หากไม่พูดถึงจดหมายหย่าก็คงจะดี แต่พอพูดถึงจดหมายหย่า ความโกรธในใจของหลิวต้าอวิ๋นก็พลุ่งพล่านขึ้นมา ก็เพราะจดหมายหย่าฉบับนี้นี่แหละที่ทำให้จือหยาต้องเสียชีวิต!
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะสัตว์เดรัจฉานกับนางปีศาจจิ้งจอกตัวนี้ที่ทำร้ายจือหยา!
“ฉินจู้ไห่ เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่ เจ้าถึงกับส่งจดหมายหย่าให้นางในวันที่นางคลอดลูก เจ้าต่ำช้ายิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีก”
ฉินจู้ไห่ไม่ได้รู้สึกอะไร “ท่านแม่ ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ข้าทำไม่ถูก อย่างมากข้าก็จ่ายเงินชดเชยให้นางเพิ่มก็แล้วกัน!”
“จือหยาจากไปแล้ว!
บทที่ 476: แย่ยิ่งกว่าคนเลวเสียอีก
“นางไปแล้วหรือ”
“ไปแล้วก็ดี จะได้ประหยัดเงินมาซื้อเสื้อผ้าให้ท่านแม่สองชุด!” ฉินจู้ไห่ไม่ได้สนใจจือหยาเลยแม้แต่น้อย กลับรู้สึกว่าการที่นางจากไปเป็นเรื่องดี
“เจ้ามันสัตว์เดรัจฉาน จือหยา นางตายแล้ว!”
หลิวต้าอวิ๋นกุมอกชี้หน้าฉินจู้ไห่ตะโกน “นางถูกเจ้าทำร้ายจนตาย!”
ฉินจู้ไห่ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มออกมา “ท่านแม่ นางตายก็ดีแล้ว อย่างไรเสียข้าก็หย่านางไปแล้ว ตายหรือไม่ตายก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราแล้ว ขอเพียงลูกยังมีชีวิตอยู่ก็พอ!”
ฉินจู้ไห่ไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยว่าจือหยาจะตายหรือรอด ในสายตาของเขาจือหยาเป็นเพียงคนที่ใช้สืบทอดวงศ์ตระกูลเท่านั้น
“เจ้าสัตว์เดรัจฉาน สารเลว ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
ผู้อาวุโสสามทนไม่ไหวอีกต่อไป ยกไม้เท้าขึ้นฟาดจู้ไห่ทันที
“ตั้งแต่เด็กข้าสอนเจ้าว่าอย่างไร มโนธรรมของเจ้าอยู่ที่ใด ถูกสุนัขกินไปแล้วหรือ”
“เจ้าสัตว์เดรัจฉาน นั่นมันชีวิตคนคนหนึ่งเลยนะ ปากของเจ้าดูถูกเหยียดหยามนางเช่นนี้เลยหรือ” ผู้อาวุโสสามทั้งฟาดทั้งด่าไปพร้อมกัน
“ผู้อาวุโสสาม ท่านกำลังทำอะไรอยู่ ภรรยาของข้าเกี่ยวอะไรกับท่านด้วย”
ฉินจู้ไห่สามารถทนต่อการถูกหลิวต้าอวิ๋นตีเฉยๆได้ แต่เพราะนางเป็นแม่ของเขา ถึงแม้จะทนไม่ไหวก็ไม่มีทางเลือก ได้แต่กล้ำกลืนฝืนใจทนเอาไว้ แต่ผู้อาวุโสสามนั้นเป็นใครกัน
“ผู้อาวุโสสาม ท่านเป็นเพียงปู่ของข้าเท่านั้น เรื่องในครอบครัวของพวกข้าเกี่ยวอะไรกับท่านด้วย”
“เจ้า... เจ้าพูดอีกครั้งซิ!” ผู้อาวุโสสามกุมอกหายใจหอบ
“ผู้อาวุโสสาม ท่านเป็นอะไรหรือไม่ ท่านใจเย็นก่อนเถอะ หากเกิดป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไร” แม่เฒ่าฉินรีบยื่นมือไปประคองผู้อาวุโสสาม พลางถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง
เล่อเหนียงเห็นสถานการณ์แล้วจึงล้วงแขนเสื้อหยิบยาลูกกลอนช่วยชีวิตออกมาจากพื้นที่มิติ แล้วยัดเข้าไปในปากของผู้อาวุโสสาม
ผู้อาวุโสสามผ่อนคลายลงชั่วครู่ ในที่สุดก็หายใจได้สะดวกขึ้น
“ท่านแม่ พวกเรากลับบ้านไปคุยกันดีๆได้หรือไม่ อย่าขวางทางอยู่ตรงนี้เลย เดี๋ยวบางคนเห็นพวกเรานำของมาแล้วจะอิจฉา”
ฉินจู้ไห่พูดพลางกวาดตามองไปที่แม่เฒ่าฉินและเล่อเหนียงอย่างจงใจ
เขาทำงานอยู่ที่บ้านตระกูลอู๋มาตลอด แทบจะไม่ได้กลับบ้านเลย โดยเฉพาะหลังจากได้คบหากับอู๋หลานแล้วยิ่งไม่อยากย่างกรายเข้ามาในสถานที่ห่างไกลความเจริญเช่นนี้อีก
ดังนั้นสำหรับครอบครัวของแม่เฒ่าฉิน เขาก็เพียงแต่ได้ยินมาว่าพวกเขาหนีความอดอยากมาจากทางเหนือ และเมื่อมาถึงที่นี่ก็ไม่ได้นำสิ่งของใดๆติดตัวมาด้วย ดังนั้นเขาจึงกล้ารับรองได้ว่าครอบครัวของแม่เฒ่าฉินไม่มีเงินอย่างแน่นอน
เขาไม่อาจให้พวกเขาเห็นของดีๆที่ตนเองนำมาเด็ดขาด เพราะท้ายที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่นายท่านอู๋มอบให้แก่พวกเขา
“เจ้าเป็นลูกของใครกัน ข้าไม่มีลูกชายเช่นเจ้า!” หลิวต้าอวิ๋นสะบัดมือของฉินจู้ไห่ออกอย่างรวดเร็ว
ฉินจู้ไห่รู้สึกอับอาย
“ท่านแม่ ท่านอย่าทำให้เรื่องวุ่นวายเลย ครั้งนี้ข้ากลับมาพร้อมนำของดีๆมาให้ท่าน หากท่านยังเป็นเช่นนี้อีก ข้าจะไม่ให้ท่านแล้ว” ตอนนี้ฉินจู้ไห่เริ่มโกรธขึ้นมาแล้วเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นผู้คนมากมายเข้าหลายล้อม เขายิ่งโกรธจนแทบจะมีควันออกมาจากหัว “ท่านแม่ อย่าฟังคำยุยงของใครบางคนเลย ข้าคือลูกชายแท้ๆของท่าน ท่านพึ่งพาได้แค่ข้าเท่านั้น!”
อู๋หลานเห็นฉินจู้ไห่ขัดขวางตาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงเดินเข้าไปแก้ต่างให้เขา
ถึงอย่างไรฉินจู้ไห่ก็เป็นสามีที่นางเลือกเอง แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะมีภรรยาคนหนึ่ง แต่ก็ถูกเขาหย่าไปแล้ว
“ท่านแม่ ข้าได้ยินจู้ไห่พูดบ่อยๆว่าท่านเป็นคนดี ทั้งใจดีและอ่อนโยน ลูกสะใภ้รู้ว่าท่านแม่คงถูกคนยุยงทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างแม่ลูก”
“ไม่เป็นไร ถ้าท่านไม่อยากอยู่ในหมู่บ้าน พวกข้าสามารถรับท่านไปอยู่ที่เรือนรองได้ แม้จะไม่ได้ใหญ่โตโออ่า แต่ก็เพียงพอสำหรับท่านและท่านพ่อสองคน!”
หลิวต้าอวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองอู๋หลานอย่างพิจารณา คู่ตาเรียวเฉียว ริมฝีปากใหญ่น่าขยะแขยง ประกอบกับการแต่งเติมใบหน้าที่ยากจะบรรยาย ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดูเหมือนหญิงที่ออกมาจากหอนางโลม
“ข้าไม่ใช่แม่สามีของเจ้า!” หลิวต้าอวิ๋นสะบัดมือของอู๋หลานออกอย่างแรง
“ลูกสะใภ้ของข้ามีเพียงจือหยาคนเดียวเท่านั้น!”
หลิวต้าอวิ๋นพูดพลางหันหลังกลับไปด้วยความโกรธ
นางไม่อยากเสวนากับคนเลวสองคนนี้อีก นางยังมีหลานสองคนที่ต้องดูแล เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหตุใด น้ำตาของนางกลับยิ่งไหลรินมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้นางจะเกลียดชังฉินจู้ไห่ เกลียดที่เขาไร้หัวใจจนทำให้จือหยาต้องตาย แต่เขาก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขที่หลุดออกมาจากท้องนาง เป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่รู้สึกเจ็บปวด
ฉินจู้ไห่เห็นหลิวต้าอวิ๋นเดินจากไปก็อยากจะตามไปด้วย แต่กลับถูกเอ้อร์จู้และคนอื่นๆขวางเอาไว้
“คนที่ไม่ใช่ชาวหมู่บ้านตระกูลฉินห้ามเข้าไป!” เอ้อร์จู้พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“ฉินเอ้อรจู้ เจ้าช่างน่ารังเกียจนัก ข้าเกิดและเติบโตที่นี่มายี่สิบปีแล้ว เหตุใดจึงไม่ใช่คนของหมู่บ้านตระกูลฉินเล่า”
ฉินจู้ไห่ชี้นิ้วไปที่คนที่ขวางหน้าเขาอยู่พลางด่าทออย่างโกรธเกรี้ยว “แล้วพวกเจ้าล่ะ เรื่องของครอบครัวข้ามันเกี่ยวอะไรกับพวกเจ้าด้วย อย่ามาแสร้งทำเป็นใส่ใจไปหน่อยเลย พวกเจ้าก็แค่อยากได้เงินไม่ใช่หรือ ดี ข้าจะให้พวกเจ้า!”
ฉินจู้ไห่ล้วงเหรียญทองแดงออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนใส่หน้าพวกเขา “มาสิ มาเก็บสิ ไอ้พวกขี้ข้า!”
เหรียญทองแดงกระจัดกระจายไปทั่ว มีเหรียญหนึ่งพุ่งไปกระแทกใบหน้าของผู้อาวุโสสามพอดี
“เจ้า...เจ้าลูกหลานอกตัญญู…” ผู้อาวุโสสามโกรธจนตัวสั่น
“สามี อย่าไปสนใจพวกเขาเลย พวกเขามาขวางทางเราก็เพียงเพราะต้องการเงินเท่านั้น ให้พวกเขาเพิ่มอีกหน่อยก็พอแล้ว!”
อู๋หลานก็หยิบเหรียญทองแดงกำหนึ่งโยนลงที่เท้าของพวกเขา ปรายตามองแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆอย่างดูถูก “สามี ดูสิ ยังอุ้มเด็กออกมาขอเงินด้วยนะ”
“คนผู้นี้เป็นใครกัน”
ฉินจู้ไห่มองดูแม่เฒ่าฉินอย่างดูแคลน “นั่นคือป้าของข้าที่หนีความอดอยากกลับมาจากทางเหนือ ตอนที่กลับมานั้นก็กลับมามือเปล่า”
แม่เฒ่าฉินที่ถูกกล่าวถึงกับคนอื่นๆต่างตกตะลึง
ใครบอกว่าแม่เฒ่าฉินกลับมาตอนนั้นโดยไม่ได้นำสิ่งของกลับมาด้วยเล่า พวกเขานำสิ่งของกลับมาเต็มสองรถม้าเลยทีเดียว
รถม้าสองคันที่มีอยู่ในหมู่บ้านตระกูลฉิน ตอนนี้ล้วนเป็นของแม่เฒ่าฉินทั้งสิ้น
บ่อน้ำพุร้อนที่หลังเขานั้นก็เป็นแม่เฒ่าฉินและครอบครัวที่ออกเงินสร้างขึ้นมา ดังนั้น ฉินจู้ไห่คนนี้มีสมองไว้แค่คั่นหูหรืออย่างไร”
“ท่านอาคนนอกหมู่บ้าน ท่านกำลังพูดถึงข้าหรือ” เล่อเหนียงทนไม่ไหวกับคำพูดนี้จึงถามออกมา
“คนนอกอะไรกัน เจ้านี่มันพูดไม่รู้เรื่องเสียจริง” ฉินจู้ไห่โมโหจนพูดไม่ออก
“แต่ว่าท่านย่าหลิวบอกว่า ท่านไม่ใช่ลูกของนางแล้วนี่นา อีกอย่างผู้อาวุโสสามก็อยู่ที่นี่ด้วย เขาก็ไม่ยอมรับท่านเช่นกัน แล้วหมู่บ้านของพวกข้าก็มีแต่คนนอกที่ไม่สามารถเข้ามาได้ ท่านก็เข้ามาไม่ได้ ถ้าไม่ใช่คนนอกแล้วจะเป็นอะไรล่ะ”
เล่อเหนียงตัวเล็ก แต่กลับพูดจาฉะฉาน แต่ละประโยคเหมือนมีดแทงใจ
“เจ้าหนูน้อย เจ้าช่างปากคอเราะรายยิ่งนัก รูปร่างหน้าตาก็ไม่เลวเลย”
อู๋หลานมองดูเล่อเหนียงที่ตัวขาวอวบอ้วน แล้วคิดอุบายในใจ
ช่วงนี้ท่านพ่อมักจะโชคร้ายติดตัว ไปบ่อนพนันสิบครั้งแพ้เก้าครั้ง เด็กอ้วนคนนี้หน้าตาดีเช่นนี้ พอดีจะได้ช่วยเปลี่ยนโชคชะตาให้ท่านพ่อได้!
“พวกเจ้าตั้งราคามา ขายเด็กคนนี้ให้ข้า”
บทที่ 477: คิดจะหาประโยชน์จากนางอีกแล้ว
เมื่อคำพูดของอู๋หลานหลุดออกมา บรรยากาศในที่นั้นก็เงียบกริบลงทันที ทุกคนต่างมองอู๋หลานด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ
“หลานเอ๋อร์ เจ้ากำลังพูดอะไรอยู่” ฉินจู้ไห่ก็มองอู๋หลานด้วยความไม่อยากเชื่อเช่นกัน
“หลานเอ๋อร์ หากเจ้าต้องการซื้อสาวใช้มาปรนนิบัติ ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อที่นี่!”
หากต้องการซื้อสาวใช้ หากเข้าไปหาในอำเภอก็มีตั้งมากมาย เหตุใดต้องมาซื้อที่นี่ด้วย
หมู่บ้านตระกูลฉินก็เป็นรากเหง้าของข้า หากเขาพาผู้ใดออกจากหมู่บ้าน ข้าก็ต้องดูแลบ้างไม่มากก็น้อย นั่นนับเป็นเรื่องยุ่งยากใหญ่โตเลยทีเดียว เขาไม่ยินยอมให้พวกคนเหล่านี้มาดูดเลือดเขาเด็ดขาด!
“สามี ท่านดูสิ เด็กหญิงคนนี้หน้าตาน่ารักมาก ขาวๆอ้วนๆ ซื้อกลับไปให้ท่านพ่อของข้าเสริมโชคลาภ!” อู๋หลานยิ่งมองเล่อเหนียงก็ยิ่งพอใจ อยากจะคว้าตัวนางกลับไปเดี๋ยวนี้เลย
“เสริมโชคลาภหรือ” แม่เฒ่าฉินโกรธจนตาแดงก่ำ นางกัดฟันถามด้วยความเดือดดาล
“เจ้าจะซื้อหลานสาวของข้าไปให้พ่อเจ้าเสริมโชคลาภงั้นหรือ”
อู๋หลานมองนางด้วยสายตาดูแคลน “ถูกต้อง เจ้าควรจะดีใจนะที่มีหลานสาวหน้าตาดีเช่นนี้ เห็นแก่ที่นางหน้าตาดีมาก ข้าจะให้เงินเจ้าเพิ่มอีกหน่อย…”
“นางหญิงถ่อย ไปตายซะ!”
อู๋หลานยังพูดไม่ทันจบก็ถูกสวี่ซิ่วอิงที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลังตบเข้าอย่างแรงจนล้มลงกับพื้น
“เจ้ามันไร้หัวใจ ก่อนหน้านี้เจ้าคิดไม่ดีกับลูกสาวข้ายังไม่พอหรือ ตอนนี้ยังจะคิดร้ายกับนางอีก คอยดูเถอะข้าจะตบเจ้าให้ตายเสียเลย!” สวี่ซิ่วอิงเปลี่ยนท่าทีจากปกติที่อ่อนแอ พลิกตัวขึ้นคร่อมอู๋หลานแล้วตบไม่ยั้ง
“พวกเจ้าคนไร้หัวใจ ยังคิดจะใช้ลูกสาวข้าเป็นเครื่องรางนำโชค ข้าจะส่งเจ้าไปให้ยมบาลเอาไปขัดโถส้วมเสีย!”
“นางสารเลว เจ้ากล้าตบข้าหรือ ข้าจะบอกให้ได้รู้ ข้าเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลอู๋ กล้าตบข้า ข้าจะทำให้เจ้าได้รับผลกรรมอย่างสาสม” อู๋หลานไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนกล้าขึ้นคร่อมนางแล้วตบนางไม่ยั้งเช่นนี้ นางแม้จะเป็นบุตรสาวนอกสมรส แต่พ่อของนางก็ยังไม่กล้าทำให้นางโกรธเลย
สามีของนางก็เป็นคนที่นางเลือกเอง พ่อของนางไม่มีสิทธิ์มาถามไถ่!
ฉินจู้ไห่ตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หลังจากตั้งสติได้ก็เข้าไปคว้าผมสวี่ซิ่วอิงแล้วกระชากอย่างแรง
“นางหญิงบ้า กล้าดีมาตบภรรยาของข้า…”
“อ๊าก!!!” ฉินจู้ไห่ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกไม้ท่อนหนึ่งฟาดลงบนศีรษะ
ในทันใดนั้นเลือดสีแดงสดก็ไหลทะลักลงมาจากศีรษะ เขาหันหน้าไปมองอย่างไม่อยากเชื่อสายตาก็เห็นเพียงฉินฟู่หลินยืนอยู่ด้านหลังเขา ถือไม้ท่อนขนาดเท่าข้อมือ กำลังจ้องเขาด้วยสายตาดุร้าย
“สารเลว เจ้ากล้าดียังไงถึงได้กลับมา” ฉินฟู่หลินยกไม้ขึ้นฟาดอีกครั้ง!
“พวกเจ้ายืนเหม่ออยู่ไย รีบจับพวกชาวบ้านเลวๆพวกนี้มาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
อู๋หลานเห็นสามีได้รับบาดเจ็บจึงตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยวใส่บรรดาคนรับใช้ตระกูลอู๋ที่ยืนงงอยู่ คนรับใช้ตระกูลอู๋ได้ยินดังนั้นจึงชักดาบยาวออกจากใต้รถม้าแล้วพุ่งเข้าใส่ผู้คนตระกูลฉิน
ผู้คนในหมู่บ้านตระกูลฉินเห็นสถานการณ์เช่นนั้น พวกสตรีและคนชราจึงถอยหลังไปอยู่ด้านหลังโดย ชายหนุ่มร่างกำยำถือไม้กระบองยืนขวางอยู่เบื้องหน้าพวกเขา
บรรดาคนรับใช้ตระกูลอู๋มีจำนวนมากและต่างถือดาบยาวคนละเล่ม โดยปกติแล้วผู้คนจากหมู่บ้านตระกูลฉินไม่น่าจะสู้ได้ แต่ใครจะไปคิดว่าพวกเขาจะเลือกเวลาต่อสู้ไม่เป็น เพราะพอดีกับที่ฉีสือและคนอื่นๆเพิ่งลงมาจากภูเขา
รวมถึงหลี่อันที่มาพร้อมเหลียวเฉิน หมิงเฟิง หมิงจื้อ และชิงเฟิงชิงหมิง
พวกคนของตระกูลอู๋ยังไม่ทันได้แตะต้องชายเสื้อของคนตระกูลฉินด้วยซ้ำ ก็ถูกจัดการล้มลงนอนหมดสภาพอยู่บนพื้น
“ท่านพ่อ ข้าเป็นลูกชายของท่านนะ ท่านจะตีข้าให้ตายหรือ” ฉินจู้ไห่ตะโกนด้วยความโกรธขณะที่ปกป้องศีรษะของตัวเอง
"ท่านเสียสติไปแล้วหรือ ถึงกับตีลูกชายแท้ๆของตัวเอง ท่านดูสิว่าต่อไปใครจะมาดูแลท่านยามแก่เฒ่าและจัดงานศพให้ท่าน!”
“ข้าขอตายอยู่ในบ้านนี้เสียยังดีกว่า ถึงไม่มีใครฝังศพข้า ข้าก็ไม่อยากให้สัตว์เดรัจฉานไร้หัวใจเช่นเจ้ามาดูแลข้ายามแก่เฒ่าและจัดงานศพให้!”
ฉินฟู่หลินแต่เดิมออกไปซื้อแม่วัวข้างนอก โชคดีที่หมู่บ้านตระกูลหวงมีแม่วัวตัวหนึ่งเพิ่งคลอดลูกเมื่อสองวันก่อนพอดี อีกทั้งยังเป็นคนคุ้นเคยกันมานาน ดังนั้นเขาจึงซื้อแม่วัวและลูกวัวในราคาสามสิบตำลึง
เขาต้อนแม่วัวเข้าหมู่บ้านมาได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครม จากนั้นก็ได้ยินเสียงหญิงคนหนึ่งพูดว่าจะเอาเล่อเหนียงไปเสริมโชคลาภ เดิมทีเขายังคิดอยู่ว่าหญิงผู้ใดช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำถึงเพียงนี้ กล้าเอาสมบัติล้ำค่าของหมู่บ้านตระกูลฉินไปเปลี่ยนโชคชะตา
แต่ไม่ถึงอึดใจต่อมาเขาก็ได้ยินเสียงที่ทำให้เขาเกลียดชังจนฟันกรอด เมื่อเขาได้ยินเสียงนี้ จะยังมีอะไรที่ไม่เข้าใจอีกเล่า
ตระกูลอู๋มาก่อกวนเล่อเหนียงอีกแล้ว
เขาโกรธจนถือไม้พลองวิ่งขึ้นหมายจะสั่งสอนหญิงสาวคนนั้นสักยกสองยก แต่สะใภ้สี่ชิงลงมือเสียก่อน เขาจึงได้แต่หันไปตีฉินจู้ไห่หนึ่งครั้งเพื่อระบายแค้น “เจ้าสัตว์เดรัจฉานทำร้ายเล่อเหนียงยังไม่พอ ยังกล้าพาคนตระกูลอู๋อีก หัวใจของเจ้าทำด้วยอะไรกันแน่”
“คนตระกูลอู๋หรือ”
ผู้คนในหมู่บ้านตระกูลฉิน พอได้ยินคำว่าตระกูลอู๋และคำว่าเปลี่ยนโชคชะตาก็นึกถึงเรื่องที่เล่อเหนียงเกือบถูกคนทำร้ายเมื่อปีก่อน
นั่นไม่ใช่ตระกูลอู๋จากอำเภอซางเหอที่ต้องการเอาเล่อหนิวไปเป็นเปลี่ยนโชคชะตาหรอกหรือ
ดังนั้นตระกูลอู๋นั้นกับตระกูลอู๋ตอนนี้เป็นตระกูลเดียวกันสินะ
เมื่อเข้าใจสถานการณ์ ชาวบ้านก็โกรธจนทนไม่ไหว พวกเขาคว้าไม้กระบอง บ้างก็ถอดรองเท้าพุ่งเข้าไปรุมทำร้ายคนรับใช้ตระกูลอู๋ที่ล้มลงร้องครวญครางอยู่บนพื้น
แม่เถียหนิวและป้าคนอื่นๆช่วยกันจับตัวอู๋หลานไว้เพื่อให้สวี่ซิ่วอิงทุบตีได้สะดวกยิ่งขึ้น
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! ภรรยาข้าเป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลอู๋ ถ้าพวกเจ้าไม่ปล่อยนาง ตระกูลอู๋จะไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้!”
ฉินจู้ไห่ถูกฉินฟู่หลินทุบตีจนต้องกุมหัววิ่งหนีไปมา แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะปกป้องภรรยาของตน
“ตระกูลอู๋นับเป็นอะไรกัน เล่อเหนียงของพวกข้าเป็นสมบัติล้ำค่าของหมู่บ้านตระกูลฉินต่างหาก!” แม่เถียหนิวอย่างไม่ครั่นคร้าม
“ฉินจู้ไห่ เจ้ามันคนอกตัญญู ถ้ารู้แต่แรกว่าเจ้าเป็นคนแบบนี้ เหตุใดพ่อของเจ้าไม่บีบคอเจ้าให้ตายตั้งแต่ตอนนั้นเสีย”
ฉินฟู่หลินตอบกลับว่า “ตอนนั้นเจ้าก็ไม่ได้เตือนข้า ถ้าเตือนข้า ข้าก็คงบีบคอมันให้ตายไปแล้ว!”
หลังจากที่ฉินฟู่หลินพูดจบก็เริ่มหอบหายใจ ด้วยอายุที่มาขึ้นของเขากอปรกับโทสะในใจ รวมถึงสองวันนี้ก็ยังพักผ่อนไม่ดีอีกด้วย พอเขาหยุดลงสายตาก็เริ่มพร่ามัวร่างกายเริ่มโงนเงน
“ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน!” เล่อเหนียงเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นสภาพของฉินฟู่หลิน จึงส่งเสียงร้องขึ้น
เอ้อร์จู้ที่อยู่ข้างๆ รีบยื่นมือไปประคองฉินฟู่หลินอย่างรวดเร็ว
“ท่านลุงหัวหน้าหมู่บ้าน ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”
“ฟู่หลิน เป็นอย่างไรบ้าง” คนอื่นๆก็พากันเข้ามาล้อมรอบและถามด้วยความเป็นห่วง
หัวหน้าหมู่บ้านเป็นเสาหลักของหมู่บ้านพวกเขา จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นไม่ได้เด็ดขาด
ฉินฟู่หลินโบกมือ “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เมื่อคืนข้านอนไม่หลับ สมองเลยมึนไปหน่อย”
ขณะนี้ฉินจู้ไห่รีบย่อตัวลงแล้ววิ่งหนีไป
“พวกเจ้ารีบจับสัตว์เดรัจฉานนั่นไว้ให้ข้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะส่งมันลงไปขอโทษจือหย่า!”
เอ้อร์จู้ได้ยินดังนั้นจึงรีบหันไปมอง แต่ไม่เห็นเงาของฉินจู้ไห่แล้ว มีเพียงคนรับใช้ตระกูลอู๋ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นเหมือนตายไม่ตาย และอู๋หลานที่ถูกป้าเทียหนิวกับคนอื่นๆกดลงกับพื้นถูไปมา! “ท่านลุงหัวหน้าหมู่บ้าน ลูกชายของท่านหนีไปแล้ว!”
ฉินฟู่หลินโกรธจนต้องตบศีรษะเขาพลางกล่าวว่า “เขาไม่ใช่ลูกชายข้า!”
บทที่ 478: ปล่อยให้เขาตายข้างนอกนั้นแหละ
“ข้าฉินฟู่หลินไม่มีลูกชายเช่นนั้น!” ฉินฟู่หลินเห็นฉินจู้ไห่วิ่งหนีไปจนตาแดงก่ำด้วยความโกรธ
เขาเลี้ยงลูกชายที่อกตัญญูและลืมบุญคุณเช่นนี้ได้อย่างไร
“ฟู่หลิน พาหญิงคนนี้กลับไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน มีนางอยู่ ฉินจู้ไห่จะต้องกลับมาแน่นอน!” แม่เฒ่าฉินพูดด้วยสีหน้าเย็นชา
หากมองให้ดีจะเห็นว่าดวงตาของนางเหมือนมีแผนการบางอย่าง
“ท่านย่า ไม่เป็นไร ท่านอย่าได้กังวลไปเลย!” เล่อเหนียงกอดแม่เฒ่าฉินพลางพูดด้วยสีหน้าผ่อนคลาย “เล่อเหนียงมีย่าและลุงอีกมากมายคอยปกป้อง เล่อเหนียงจะไม่เป็นอะไรแน่นอน!”
สวี่ซิ่วอิงตบตีอู๋หลานรุนแรงเสียจนหมดสภาพ จนกระทั่งนางถูกคนลากขึ้นมา ใบหน้าของอู๋หลานก็บวมเป่งราวกับซาลาเปาแล้ว
“สะใภ้สี่ จับผู้หญิงคนนี้และคนพวกนั้นกลับไปก่อน เจ้าวางใจได้ ข้าจะไม่ปล่อยคนพวกนี้ไปเด็ดขาด!” ฉินฟู่หลินทุบอกรับรอง
แม้ว่าอู๋หลานจะนับเป็นลูกสะใภ้ของเขา แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ยอมรับ ลูกสะใภ้ของเขามีเพียงจือหยาเพียงคนเดียว ชีวิตนี้เขาไม่ต้องการลูกชายอีกแล้ว!
“เล่อเหนียง มาให้แม่อุ้มหน่อย!” สวี่ซิ่วอิงเช็ดมือบนเสื้อผ้าแล้วยื่นมือไปอุ้มเล่อเหนียงเข้ามาแนบอก
“ท่านแม่ เล่อเหนียงไม่เป็นไร เล่อเหนียงไม่ได้ตกใจเลย!”
เล่อเหนียงรู้สึกได้ว่าร่างกายสวี่ซิ่วอิงกำลังสั่นเล็กน้อย จึงยื่นมือโอบรอบคอนางแล้วหอมแก้มนางสองที ก่อนซุกหน้าลงที่ซอกคอนางเพื่อปลอบโยน
“ท่านแม่ ข้าจะพาเล่อเหนียงกลับแล้ว” สวี่ซิ่วอิงเอ่ยขึ้นเบาๆ แล้วอุ้มลูกสาวเดินกลับบ้าน
เล่อเหนียงสังเกตเห็นว่าอารมณ์ของท่านแม่ไม่ปกติ จึงได้แต่กอดคอนางแน่น และหอมแก้มนางเป็นระยะ เพื่อแสดงว่านางยังอยู่ตรงนี้
สวี่ซิ่วอิงที่กลั้นน้ำตามาตลอดทาง พอกลับถึงห้องก็ร้องไห้โฮออกมาทันที
“ท่านแม่ อย่าร้องไห้สิเจ้าคะ ถ้าท่านแม่ร้องไห้ เล่อเหนียงก็จะร้องไห้ตามไปด้วย”
แต่เดิมเล่อเหนียง พียงแค่พูดเล่นเพื่อไม่ให้สวี่ซิ่วอิงร้องไห้ แต่เมื่อเห็นสวี่ซิ่วอิงร้องไห้อย่างเศร้าโศกเช่นนี้ นางก็กลั้นไม่อยู่ร้องไห้ตามออกมาเช่นกัน ฎท่านแม่ ขออภัยด้วย ตอนนั้นเล่อเหนียงกลัวมากจริงๆ แต่เล่อเหนียงไม่อาจพูดได้ เพราะถ้าเล่อเหนียงพูดออกไป ทุกคนก็จะกังวลฎ
“เล่อเหนียงเป็นเด็กดี แม่ขอสัญญากับเจ้าว่าต่อไปจะไม่มีใครคิดทำร้ายเล่อเหนียงอีกแล้ว”
“แม่จะปกป้องเล่อเหนียงให้ดี!”
สวี่ซิ่วอิงมองลูกสาวที่ร้องฟูมฟาย หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัด ขณะเดียวกันนางก็ได้ตัดสินใจบางอย่างในใจอย่างเงียบๆ หงอวี่ที่อยู่นอกประตูได้ยินเสียงร้องไห้จากภายในห้องก็กำหมัดแน่น
สมควรตาย!
ตระกูลอู๋สมควรตาย กล้าดีอย่างไรถึงอยากได้ตัวน้องสาวเขา ถึงขั้นทำให้ท่านแม่ของเขาตกใจจนร้องไห้!
เขาจะไม่ให้อภัยเด็ดขาด! “ชิงเฟิง ชิงเยว่มาถึงแล้ว อากาศเย็นลงถึงเวลาที่ตระกูลอู๋ควรจะหายไปแล้ว!”
ชิงเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยปากด้วยความลังเล “คุณชายน้อย ตระกูลอู๋ยังไม่สามารถหายไปตอนนี้ได้”
หงอวี่เหลือบมองเขาด้วยหางตา ส่งสัญญาณให้เขาพูดต่อ
“คุณชายน้อย ท่านผู้เฒ่าตระกูลอู๋เป็นสมุนของแม่ทัพเว่ยหยวน และแม่ทัพเว่ยหยวนก็เป็นคนสนิทของไทเฮา ช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ เราไม่สามารถแตะต้องตระกูลอู๋ได้จริงๆ”
ตอนพวกเขาถูกแม่ทัพเผ่ยส่งมาที่นี่ พวกเขาก็ได้สืบหาความเป็นมาของผู้คนในหมู่บ้านตระกูลฉินอย่างถี่ถ้วนแล้ว เล่อเหนียงเกือบถูกนำไปเป็นตุ๊กตานำโชค เรื่องนี้พวกเขาก็สืบสวนมาแล้วเช่นกัน
ดังนั้นพวกเขาจึงรู้ดีถึงความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลอู๋กับไทเฮา
“เช่นนั้นข้าจะต้องนิ่งดูดายมองตนเองและน้องสาวของข้าถูกรังแกโดยไม่กล้าส่งเสียงหรือ” ใบหน้าของหงอวี่เย็นชาน่ากลัว
ลมหายใจของเด็กหนุ่มวัยสิบขวบนั้นไม่อาจมองข้ามได้แล้ว
เสียงพูดของหงอวี่เมื่อครู่นี้ที่พูดออกมาด้วยความร้อนใจ ไม่ได้เบาเลยสักนิด ดังนั้นสวี่ซิ่วอิงและเล่อเหนียงที่อยู่ในห้องจึงได้ยินอย่างชัดเจน เล่อเหนียงกระโดดลงจากอ้อมกอดของสวี่ซิ่วอิงแล้วเปิดประตูห้องออกไป
“พี่เจ็ด ท่านกลับมาแล้วหรือ”
เล่อเหนียงคลี่ยิ้มหวานราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย หากสามารถมองข้ามดวงตาที่บวมแดงและหยดน้ำตาที่เกาะอยู่บนใบหน้าได้น่ะนะ
“ท่านแม่ ข้าขอโทษ เป็นเพราะเสี่ยวชีไร้ประโยชน์ ทำให้ท่านแม่และน้องสาวต้องเจ็บช้ำน้ำใจ!” หงอวี่กล่าวด้วยสีหน้าละอายใจ
สวี่ซิ่วอิงลูบจมูกของหงอวี่เบาๆ “เจ้าเด็กโง่ เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วยเล่า”
“เจ้าอย่าได้เอาทุกเรื่องมาแบกไว้เองสิ เจ้ายังมีพี่ชายอีกหลายคนอยู่นะ!”
ดวงตาของหงอวี่แดงเรื่อเล็กน้อย “แต่ว่า ขะ...ข้าจริงๆแล้ว”
สวี่ซิ่วอิงรู้ว่าหงอวี่ต้องการจะพูดอะไร นางรีบเอามือปิดปากเขาไว้ “เสี่ยวชี เก็บความคิดนั้นไว้ในใจเถอะ เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามายุ่ง ข้าสามารถจัดการได้!”
“ตระกูลอู๋น่ะ พวกเขาไม่มีทางอยู่ได้นานหรอก!”
เล่อเหนียงและหงอวี่ได้ยินดังนั้นจึงสบตากัน ว้าว ความลับของท่านแม่ของนางกำลังจะถูกเปิดเผยแล้ว
……....
แม้ว่าหลิวต้าอวิ๋นพูดอย่างนั้น แต่นางยังคงเป็นห่วงฉินจู้ไห่อยู่ในใจ เขาเป็นลูกที่นางอุ้มท้องมาสิบเดือนเต็ม จะให้นางทำใจทิ้งขว้างเขาได้อย่างไร
ฉินฟู่หลินถอนหายใจแล้วเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นทั้งหมดให้หลิวต้าอวิ๋นฟังอย่างละเอียด
หลิวต้าอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็กุมอกร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด “ช่างเป็นเวรกรรมจริงๆ”
“จู้ไห่แต่ก่อนยังเป็นเด็กดี เหตุใดถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ไปได้ เขากล้าร่วมมือกับตระกูลอู๋เพื่อจะเอาชีวิตของเล่อเหนียงเสียนี่”
ฉินฟู่หลินก็รู้สึกปวดใจไม่น้อย เนื่องจากจู้ไห่มีร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เด็ก เขาจึงรักและเอ็นดูลูกขายตนนี้เป็นพิเศษ
ไม่ว่าในบ้านจะมีของอร่อยอะไร ถ้าเสื้อผ้าใหม่ก็จะให้เขาได้สวมใส่ก่อน ให้เขาได้กินก่อนเสมอ
เขาจำได้ว่าตอนฉินจู้ไห่ยังเล็ก มีอยู่ปีหนึ่งที่ฟ้าฝนแล้ง เก็บเกี่ยวได้ไม่ดี ในบ้านต้องกินแต่มันเทศทุกวัน แต่มีเพียงเขาคนเดียวที่ได้กินข้าวขาว
แม้แต่ยามที่เขาอยากกินเนื้อ ต่อให้ไม่มีเงินก็จะพยายามทุกวิถีทางเพื่อหาเนื้อกลับมาให้เขาได้กินสักชิ้น การเรียนหนังสือก็เช่นกัน เมื่อที่บ้านไม่มีเงิน ก็ต้องแบกหน้าไปยืมคนอื่นมา ทำให้เขาได้เรียนหนังสือมาหลายปี ได้เรียนจนมีความรู้
แต่พวกเขาไม่เคยคิดฝันเลยว่าเด็กที่พวกเขาทุ่มเททั้งหัวใจเลี้ยงดูมา สุดท้ายกลับกลายเป็นคนอกตัญญู ไม่เพียงแต่ทิ้งภรรยาและลูก ยังบีบคั้นจนภรรยาต้องตายอีก!
“แม่เฒ่า ต่อไปพวกเราเลี้ยงดูหลานให้โตก็พอแล้ว ส่วนจู้ไห่ก็ให้ถือว่าเขาตายไปแล้วเถอะ!” ฉินฟู่หลินเอ่ยปากพูดอย่างยากลำบาก
ก่อนหน้านี้เขาก็เคยพูดว่าให้ถือว่าฉินจู้ไห่ตายไปแล้ว แต่นั้นก็เป็นเพียงแค่ลมปากเท่านั้น แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่พวกเขาต้องยอมแพ้แล้ว!
“พ่อเฒ่า ข้าเข้าใจทุกสิ่งที่เจ้าพูด ข้าจะทำตามคำสั่งของเจ้าทั้งหมด!”
หลิวต้าอวิ๋นเช็ดน้ำตาแล้วหมุนตัวเดินไปยังห้องข้าง
“ใช่ ข้าจะไปรีดนมวัวมาสักหน่อยเพื่อป้อนเด็กๆสักหน่อย พวกเขาไม่ได้กินอะไรมานานแล้ว คงหิวมากแน่ๆ!”
ฉินฟู่หลินเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้รีดนมวัว เขาไม่สนใจความเศร้าโศกอีกต่อไป คว้าชามแล้ววิ่งออกไปข้างนอก เมื่อออกมาก็เห็นหลี่อันกำลังนั่งยองๆรีดนมวัวอยู่แล้ว
“หมอหลี่อัน…” ฉินฟู่หลินรู้สึกจมูกแสบร้อน น้ำตาเริ่มคลอเบ้าอีกครั้ง
“อายุปูนนี้แล้ว ยังจะร้องไห้ง่ายๆอีก เจ้าไม่อายบ้างหรือ”
หลี่อันส่งนมวัวที่รีดเสร็จแล้วให้เขา “แม้แต่ฮ่องเต้ก็เลี้ยงลูกได้แค่ถึงอายุสิบหกปีเท่านั้น หลังจากสิบหกปีไปแล้ว ไม่ว่าเขาจะก่อกบฏหรือจะอยู่อย่างสงบเป็นองค์ชายที่ไม่มีตำแหน่งก็ขึ้นอยู่กับการเลือกของตัวเขาเอง!”
บทที่ 479: ความชอบธรรมสำคัญกว่าความผูกพันทางสายเลือด
“หมอหลี่ ข้าเข้าใจความหมายของท่านแล้ว ข้ารู้ว่าจะเลือกอย่างไร!” ฉินฟู่หลินตอบรับ แล้วถือนมวัวที่รีดเสร็จแล้วกลับไป
นมวัวที่เพิ่งรีดออกมาไม่สามารถดื่มได้ทันที จำเป็นต้องต้มอีกครั้งจึงจะดื่มได้
ฉินฟู่หลินไม่ต้องให้หลิวต้าอวิ๋นช่วย เขาลงมือทำเองอย่างคล่องแคล่ว ต้มนมวัวในชามให้สุกแล้วปล่อยให้เย็นลง เมื่อนมมีอุณหภูมิพอเหมาะแล้ว เขาก็ถือเข้าไปป้อนหลานทั้งสอง
ตั้งแต่เกิดมาเด็กทั้งสองยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย แม้แต่นมแพะที่ป้อนไปก่อนหน้านี้ พวกเขาก็บ้วนออกมาทั้งหมด ดังนั้นฉินฟู่หลินและคนอื่นก็รู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อย หากเด็กๆไม่ยอมดื่มนมนี้ พวกเขาก็จะหมดหนทางจริงๆ
โชคดีที่เด็กทั้งสองคงหิวท้องหิวมาทั้งวันแล้ว อีกทั้งอาจจะชอบดื่มนมด้วยจึงไม่ต้องพยายามมากนัก ตอนนี้พวกเขาจึงดื่มนมอย่างเอร็ดอร่อย
ฉินฟู่หลินและหลิวต้าอวิ๋นแทบจะไล่ตามความเร็วในการกินของพวกเขาไม่ทัน
“ฟู่หลินเป็นอย่างไรบ้าง เด็กๆกินหรือไม่” เมื่อครู่แม่เฒ่าฉินโกรธจริงๆ แต่พอใจแล้วจึงแวะมาดูสักหน่อย
ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเด็กทั้งสองคนนี้ เรื่องอื่นๆสามารถวางไว้ก่อนได้ แต่เรื่องของอู๋หลานไม่อาจปล่อยไว้ได้ เพราะพวกเขารู้ว่าตระกูลอู๋จะส่งคนมาในไม่ช้า
“ฟู่หลิน เจ้าไปที่อำเภอแล้วบอกนายอำเภอไป๋เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ข้าว่าตระกูลอู๋อาจจะส่งคนมาก่อเรื่องเป็นแน่!”
แต่แรกฉินฟู่หลินไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ แต่พอแม่เฒ่าฉินมาเตือน เขาก็พลันนึกขึ้นมาได้ทันที
“ถูกต้อง สัตว์เดรัจฉานนั่นจะต้องกลับไปพอคนมาสร้างปัญหาแน่ ข้าต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน”
ฉินฟู่หลินพูดพลางยัดเด็กในอ้อมกอดใส่มือของแม่เฒ่าฉินแล้ววิ่งออกไป เด็กในมือถูกฉินฟู่หลินใช้ท่าทางที่ไม่ค่อยนุ่มนวลนักยัดใส่มือแม่เฒ่าฉินจนนมวัวที่เพิ่งกลืนลงท้องไหลย้อนกลับมาทางปาก และอาเจียนออกมา
“ตายแล้ว ตายแล้ว เร็วเข้า อาเจียนออกมาแล้ว!” แม่เฒ่าฉินพูดพลางหาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดนมที่เด็กอาเจียนออกมา
“ฟู่หลินนี่ก็จริงๆเลย เหตุใดจึงรีบร้อนเช่นนี้” แม่เฒ่าฉินไม่เคยมีความคิดที่จะหยิบรองเท้ามาฟาดฉินฟู่หลินมาก่อน แต่ตอนนี้นางกลับมีความคิดนี้ขึ้นมาแล้ว
“ท่านพ่อ ท่านต้องเป็นช่วยข้าด้วย ชาวบ้านพวกนั้นจับตัวหลานเอ๋อร์เอาไว้” ฉินจู้ไห่วิ่งหนีกลับมาที่บ้านตระกูลอู๋สภาพทุลักทุเล เขาทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้านายท่านอู๋พลางร้องไห้โวยวาย
“ท่านพ่อ พวกเขาไม่ใช่คน ข้าให้เงินพวกมันไปแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่ปล่อยข้า ทั้งยังจับตัวหลานเอ๋อร์ไว้อีก”
นายท่านอู๋ได้ยินดังนั้นก็หน้าตึงขึ้นทันที “เจ้ากลับมาคนเดียวงั้นหรือ”
ฉินจู้ไห่ยังไม่ทันสังเกตว่ามีบางอย่างผิดปกติ “ท่านพ่อ หลานเอ๋อร์ถูกกลุ่มสตรีในหมู่บ้านทุบตี ข้าเข้าไปห้ามพวกนางแล้ว แต่พวกนางกลับไม่ฟังอะไรเลย ท่านดูสิ พวกเขาทำร้ายข้าด้วย!”
ฉินจู้ไห่พูดพลางดึงแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นบาดแผลที่บวมแดงและยังมีเลือดซึมอ
“ท่านพ่อ ดูสิ ดูมือของข้า มันถูกพวกเขาทำร้ายมา”
“โชคดีที่ข้าวิ่งเร็ว ไม่เช่นนั้นข้าคงถูกพวกเขาทุบตีจนตายแล้ว!”
นายท่านอู๋สีหน้ายิ่งดูมืดครึ้มลง เขาเตะเข้าที่หน้าอกของอีกฝ่าย “ดังนั้นเจ้าจึงทิ้งลูกสาวของข้าไว้ที่นั่น ปล่อยให้นางถูกทุบตีอยู่คนเดียวหรือ”
ฉินจู้ไห่ในตอนนี้ก็รู้สึกได้ถึงสีหน้าที่ไม่พอใจของนายท่านอู๋ กฌรีบลุกขึ้นมาแล้วโขกศีรษะคำนับอย่างแรง
“ท่านพ่อ ข้าไม่ได้ตั้งใจทิ้งนางไว้ที่นั่นคนเดียว ข้าก็อยากพานางหนีไปด้วย แต่ข้าสู้พวกนั้นไม่ได้จริงๆ ข้าจึงต้องรีบกลับมาขอความช่วยเหลือจากท่านพ่อก่อน!”
“ท่านพ่อ พวกเราไปช่วยหลานเอ๋อร์กันเถอะ ถ้าตกอยู่ในมือของคนพวกนั้น นางจะต้องกลัวมากแน่ๆ!”
“ท่านพ่อ ตุ๊กตานำโชคที่ท่านต้องการก่อนหน้านี้ก็อยู่ในหมู่บ้านตระกูลฉินเช่นกัน ตอนนี้นางมีโชคากกว่าเดิม ทั้งยังตัวขาวจ้ำม้ำ โชคลาภบนตัวนางต้องดีมากแน่นอน”
นายท่านอู๋ลูบนิ้วที่ขาด สีหน้ายิ่งดูเคร่งเครียดขึ้น เพราะเด็กต่ำช้านั่นแหละ ทำให้เขาต้องเสียนิ้วมือไปสองนิ้ว แค้นนี้เขาต้องแก้ให้ได้!
“บอกให้คนเตรียมอาวุธแล้วตามข้าไปหมู่บ้านตระกูลฉิน ไปช่วยคุณหนูใหญ่ออกมา!” นายท่านอู๋คำรามเสียงดังก้องจากนั้นก็เดินออกไป
บ่าวไพร่ด้านนอกประตูต่างลงมือกันอย่างรวดเร็ว คนถือไม้ก็ถือไม้ คนถือดาบก็ถือดาบ
ฉินจู้ไห่ก็ตามออกไปเชนกัน เขามองดูกลุ่มคนที่ถืออาวุธ ในใจของเขารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ตระกูลอู๋แต่เดิมก็เป็นผู้มีอิทธิพลในอำเภอซางเหอ อีกทั้งเมื่อสองปีก่อนยังได้สานสัมพันธ์กับแม่ทัพเว่ยหยวน ทำให้พวกเขายิ่งเดินอย่างองอาจในอำเภอซางเหอ
เขาเห็นจุดนี้จึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อล่อลวงอู๋หลาน นางอัปลักษณ์คนนั้นมาอยู่ในกำมือแม้กระทั่งยอมแต่งเป็นเขยเข้าบ้าน!
“พวกเจ้าทั้งหมดจงตั้งใจให้ดี ตามข้าไปบุกหมู่บ้านตระกูลฉินเพื่อแก้แค้นให้ลูกเขยและคุณหนู หากพวกเรากลับมาพร้อมชัยชนะ แต่ละคนจะได้รับรางวัลห้าตำลึงเป็นค่าตอบแทน!"
คำพูดของนายท่านอู๋ทำให้เหล่าอันธพาลทั้งหลายต่างพากันคึกคักขึ้นมา
แม้แต่ฉินจู้ไห่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย มันคือความรู้สึกของผู้อยู่ในตำแหน่งสูงส่งหรือ ความรู้สึกนี้ช่างดีเหลือเกิน เขาชักจะติดใจเสียแล้วสิ
อีกด้านหนึ่งไป๋เช่ออวิ๋นเพิ่งทำงานเสร็จ เขาเพิ่งถอดเสื้อคลุมออกกำลังเตรียมตัวพักผ่อนสักครู่ ก็ได้ยินคนมารายงานว่าฉินฟู่หลินมาหา
ไป๋เช่ออวิ๋นชะงักไปครู่หนึ่ง ตามปกติแล้วหากไม่มีเรื่องสำคัญอะไร ฉินฟู่หลินจะไม่มาหาเขาที่ศาลาว่าการ
แม้แต่มีเรื่องอะไรก็จะรอให้เขาไปที่หมู่บ้านตระกูลฉินถึงจะพูดกับเขา
อีกอย่างตอนนี้ฟ้าก็ใกล้จะมืดแล้ว เขามาที่นี่ในเวลานี้หรือว่า หมู่บ้านตระกูลฉินเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาจึงรีบสวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วแล้วเปิดประตูเดินออกไป
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน มาที่นี่ตอนนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ” ไป๋เช่ออวิ๋นไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป และเอ่ยปากถามตรงๆ
ฉินฟู่หลินพยักหน้าด้วยสีหน้าละอายใจ แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านตระกูลฉิน ให้ไป๋เช่ออวิ๋นฟังตามความเป็นจริง
อีกทั้งยังเน้นย้ำถึงเรื่องของเล่อเหนียง
ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินดังนั้นก็โกรธจนทุบโต๊ะอย่างแรง “บังอาจนัก!”
“ภายใต้เขตปกครองของข้า ยังคิดจะทำเรื่องชั่วช้าสามานย์เช่นนี้อีกหรือ”
“ที่สำคัญที่สุดคือกล้าคิดร้ายกับเล่อเหนียง เด็กน้อยผู้เป็นที่รักของข้า!”
“เตรียมรถม้า ข้าจะออกไปข้างนอก!”
ไป๋เช่ออวิ๋นตะโกนหนึ่งครั้ง แล้วออกไปพร้อมกับฉินฟู่หลิน
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ท่านวางแผนจะจัดการกับฉินจู้ไห่อย่างไร” ระหว่างทางกลับสู่หมู่บ้านตระกูลฉิน ไป๋เช่ออวิ๋นครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะเอ่ยปากถาม
หากเป็นคนอื่นไป๋เช่ออวิ๋นคงจัดการตามหน้าที่ไปแล้ว
ใครควรถูกจำคุกก็จำคุก ใครควรถูกโบยก็โบย
แต่หมู่บ้านตระกูลฉินนั้นแตกต่าง หมู่บ้านตระกูลฉินไม่เพียงแต่ได้รับการคุ้มครองจาก เสี่ยวชีท่านั้น แต่ยังได้รับการปกป้องจากเผ่ยเฉิงเฟิงอีกด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือฉินฟู่หลินและฉินเหล่าซื่อเป็นญาติกัน ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ผู้คนในหมู่บ้านตระกูลฉินก็ไม่สามารถจัดการพวกเขาได้ตามอำเภอใจ
“ใต้เท้าขอรับ ลูกสะใภ้ของข้าตายแล้ว ลูกชายของข้าก็ได้ตามลูกสะใภ้ไปแล้ว!”
แต่เดิมฉินฟู่หลินคิดว่าการพูดประโยคนี้ออกมาคงจะยากลำบากนัก หัวใจคงจะเจ็บปวดยิ่ง แต่พอได้เอ่ยออกมาจริงๆ เขากลับพบว่าตนเองไม่รู้สึกอะไรเลย
“ท่านแน่ใจแล้วหรือ นั่นเป็นลูกชายแท้ๆของท่านนะ หากท่านแน่ใจแล้ว ข้าก็จะดำเนินการตามหน้าที่!” ฉินฟู่หลินยิ้มขื่น “ท่านใต้เท้าขอรับ ท่านต่างหากที่เป็นขุนนางผู้ปกครอง ผู้ใดกระทำความผิดใด ก็ควรได้รับการลงโทษตามสมควร ไม่จำเป็นต้องสอบถามความเห็นจากผู้อื่นแต่อย่างใด”
บทที่ 480: ข้าไม่อยากปล่อยเจ้าไป
เมื่อฉินฟู่หลินและไป๋เช่ออวิ๋นขับรถม้ากลับมาถึงหมู่บ้านตระกูลฉินเจอกับนายท่านอู๋ที่มาหาเรื่อง
“พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน” ไป๋เช่ออวิ๋นตวาดเสียงดัง
นายท่านอู๋มองดูไป๋เช่ออวิ๋นที่สวมชุดขุนนางพลันหดคอลงเล็กน้อย แต่แล้วก็ยืดตัวขึ้นอีกครั้ง พี่ชายใหญ่ของเป็นคนสนิทของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ ส่วนไป๋เช่ออวิ๋นนี่ก็แค่นายอำเภอตัวเล็กๆของอำเภอชิงเหอ มีอะไรให้น่ากลัวกันเล่า
“ใต้เท้าไป๋ ท่านมาได้เหมาะเจาะพอดี ชาวบ้านอันธพาลของหมู่บ้านตระกูลฉินไม่เพียงแต่ทำร้ายลูกเขยข้า แต่ยังกักตัวลูกสาวข้าไว้อีก หมู่บ้านตระกูลฉินนี้อยู่ภายในเขตปกครองของอำเภอชิงเหอ ท่านในฐานะนายอำเภอ ต้องให้คำอธิบายแก่ข้าสักหน่อย!”
นายท่านอู๋พูดด้วยท่าทางดูแคลน ด้วยความสัมพันธ์กับแม่ทัพผู้ทรงอำนาจ เขาไม่ได้สนใจไป๋เช่ออวิ๋นเลยแม้แต่น้อย
แม้ว่าเขาจะไม่ได้สืบประวัติของไป๋เช่ออวิ๋น แต่ก็ไม่จำเป็นต้องคิดก็รู้ว่าเจ้าหนุ่มคนนี้ต้องมาจากตระกูลต่ำต้อยแน่นอน การได้ตำแหน่งนายอำเภอก็ถือว่าสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลแล้ว
อย่างไรก็ตาม ผู้มีอำนาจและอิทธิพลคงไม่มีทางยอมให้ลูกหลานของตนมาเป็นนายอำเภอเล็กในอำเภอชิงเหออันแห้งแล้งนี้หรอก
“เจ้ารู้ว่าด้วยหรือว่าที่นี่อยู่ภายใต้การปกครองของอำเภอชิงเหอ แล้วเจ้ายังกล้ามาอาละวาดที่นี่อีกหรือ” ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวเสียงเย็นเยือก
“ถ้าเจ้ารู้จักก็รีบไสหัวออกไปก่อนที่ข้าจะโกรธเถอะ!”
“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร กล้าพูดกับท่านพ่อตาของข้าเช่นนี้หรือ”
ฉินจู้ไห่กระโดดออกมาชี้หน้าไป๋เช่ออวิ๋นพลางด่าด้วยความโกรธ “เจ้ารู้หรือไม่ว่านายท่านตระกูลอู๋ของข้านั้นเป็นคนสนิทของท่านแม่ทัพเว่ยหยวน”
“หากเอ่ยนามของท่านแม่ทัพเว่ยหยวนออกมา เจ้าคงตกใจตายเป็นแน่”
ใบหน้าไป๋เช่ออวิ๋นกระตุกเล็กน้อย ทั้งยังดูมืดครึ้มขึ้นเรื่อยๆ แต่คำพูดที่เอ่ยออกมากลับทำให้ผู้คนไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้
“ข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนจริงๆ นี่มันหนูตัวไหนที่วิ่งออกมาจากซอกไหนกัน”
“เจ้า... เจ้ากล้าหาญนัก กล้าด่าท่านแม่ทัพเว่ยหยวนว่าเป็นหนูเชียวหรือ!”
นายท่านอู๋ได้ยินไป๋เช่ออวิ๋นกล้าด่าท่านแม่ทัพเว่ยหยวนว่าเป็นหนูก็นั่งไม่ติดทันที
“ใครก็ได้ จับตัวไอ้คนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงนี่ไว้ แล้วลากไปขอขมาต่อหน้าท่านแม่ทัพเว่ยหยวน!”
คำพูดของนายท่านอู๋เพิ่งจบลง พวกบ่าวรับใช้ที่ถือดาบและไม้พล่องอยู่ด้านหลังเขาก็พุ่งเข้ามาทันที
ไป๋เช่ออวิ๋นมีสีหน้าเย็นชา หมุนตัวผลักฉินฟู่หลินเข้าไปในหมู่บ้านตระกูลฉิน “ชาวหมู่บ้านตระกูลฉินทั้งหลายฟังข้าให้ดี ห้ามออกมาเด็ดขาด!”
กล่าวจบเขาก็คว้าแส้จากมือคนขับม้าแล้วบุกเข้าไปเผชิญหน้า
คนขับรถม้าของไป๋เช่ออวิ๋นก็เป็นคนมีฝีมือแกร่งกล้า ความสามารถไม่ใช่น้อย เขาก็ดึงไม้พลองออกมาจากใต้รถม้าแล้วพุ่งเข้าไปทันที
พวกเขาต่อสู้คู่กับไป๋เช่ออวิ๋นอย่างสนุกสนาน
ผู้คนในหมู่บ้านตระกูลฉินนั้นเชื่อฟังจริงๆ เมื่อไม่อนุญาตให้พวกเขาออกมา พวกเขาก็ไม่ออกมาจริงๆ
ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าผู้คนในหมู่บ้านตระกูลฉินเฉยเมย แต่พวกเขาล้วนเคยเห็นฝีมือการต่อสู้ของไป๋เช่ออวิ๋นมาแล้วถึง อย่างไรก่อนหน้านี้เขาคนเดียวก็สามารถทำให้ฉินไห่เยี่ยนและหลี่เฟยร้องโอดครวญได้ โดยที่ตัวเองแทบไม่มีรอยขีดข่วนเลยสักนิด
แม้ว่าบรรดาคนรับใช้หลายสิบคนที่นายท่านอู๋พามานั้นดูเหมือนจะมีจำนวนมาก แต่พวกเขาส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ไม้ประดับ แม้จะมีบางคนที่จะมีฝีมือ แต่ก็ไม่สามารถต่อกรกับไป๋เช่ออวิ๋นได้ เพียงแค่สามกระบวนท่าพวกเขาก็ถูกสยบ
ไม่นานนักคนทั้งหมดที่นายท่านอู๋พามาก็ถูกซัดจนล้มกองกับพื้น ปากร้องโอดโอยหาแม่ แม้แต่นายท่านอู๋และฉินจู้ไห่ก็ถูกซัดจนนอนหมดสภาพกับพื้น
“ท่านพ่อ ข้าเจ็บไปทั้งตัวเลย ช่วยข้าด้วย!” ฉินจู้ไห่ร้องด้วยความเจ็บปวด
ไป๋เช่ออวิ๋นเพิ่งจะต่อยคนเสร็จ กำลังยืดแขนเพื่อผ่อนคลายร่างกายที่เหนื่อยล้าก็ได้ยินประโยคนี้ มือที่กำลังยืดออกหยุดชะงัก มองดูคนที่นอนอยู่บนพื้นที่เขาเพิ่งต่อด้วยความไม่อยากเชื่อ
ไป๋เช่ออวิ๋นชี้ไปที่ฉินจู้ไห่แล้วถามอย่างไม่อยากเชื่อว่า “เขาเป็นลูกชายของท่านหรือ”
ฉินฟู่หลินไม่ได้ตอบคำถามของเขาตรงๆ แต่กลับพูดน้ำเสียงราบเรียบว่า
“ข้ากับเขาไม่ใช่พ่อลูกกัน!”
“ท่านพ่อ ข้าเป็นลูกแท้ๆของท่านนะ ท่านจะปล่อยให้ข้าตายโดยไม่ช่วยเหลืออย่างนั้นหรือ” ฉินจู้ไห่ตะโกนอย่างไม่อยากเชื่อ
ฉินฟู่หลินเบือนหน้าไปทางอื่นทันที สำหรับลูกชายคนนี้ ความผิดหวังของเขามีมากกว่าความเจ็บปวด แต่แรกเขายังคงมีความหวังริบหรี่อยู่บ้างว่าลูกชายของเขาจะไม่พาคนมาก่อเรื่อง
แต่ตอนนี้ไม่เพียงแต่พามาเท่านั้น แต่ยังพากันมามากมายขนาดนี้ บางคนถึงกับพกอาวุธมาด้วย แบบนี้ไม่ใช่การต้องการเอาชีวิตชาวหมู่บ้านตระกูลฉินทั้งหมู่บ้านหรอกหรือ
“ไป๋เช่ออวิ๋น เจ้าปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นเมื่อกองทัพของแม่ทัพผู้ทรงอำนาจมาถึง พวกเจ้าจะต้องรับผลกรรมแน่นอน!” นายท่านอู๋ขู่อย่างดุร้าย
ไป๋เช่ออวิ๋นตบอกตัวเองเบาๆ ทำท่าทางเหมือนกลัวมาก “ข้ากลัวเหลือเกิน!”
“กลัวว่าเขาจะไม่มาเสียมากกว่า!”
“เจ้าทำให้เขามาให้ได้ละ ถ้าเขาไม่มาก็เป็นแค่หนูในท่อตัวหนึ่งเท่านั้น!” ไป๋เช่ออวิ๋นพูดเสียงเย็นชา
“จับคนพวกนี้เข้าคุกให้หมด!”
“เจ้ากล้าหรือ!” นายท่านอู๋คำรามด้วยความโกรธ “มีอะไรที่ข้าไม่กล้าบ้าง แต่เจ้าพูดถูก เจ้าไม่สามารถถูกขังในคุกได้จริงๆ!”
นายท่านอู๋ได้ยินดังนั้นก็แสดงสีหน้าภาคภูมิใจ เขารู้ว่านายอำเภอไร้ความสามารถผู้นี้ไม่กล้าแตะต้องเขาอย่างแน่นอน!
“นับว่าเจ้ารู้จักที่ต่ำที่สูง รีบปล่อยข้าไปเสีย แล้วจัดโต๊ะสุราอย่างดีให้ข้าด้วย!”
“ยังต้องส่งเด็กอ้วนตระกูลฉินมาให้ข้าด้วย แล้วข้าจะไม่ถือสาความผิดพลาดครั้งนี้ของพวกเจ้า!”
ไป๋เช่ออวิ๋นหัวเราะเย็นชาทีหนึ่ง “ยังอยากดื่มสุราอีกหรือ”
“ยังคิดจะขโมยลูกของคนอื่นมาเป็นตุ๊กตานำโชคอีกหรือ”
นายท่านอู๋คิดว่าไป๋เช่ออวิ๋นกำลังยืนยันกับเขาถึงสิ่งที่เขาต้องการ ดังนั้นจึงพูดด้วยท่าทางยโสโอหังว่า “ถูกต้อง แต่การดื่มสุราไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องส่งมอบเด็กคนนั้นให้ข้า!”
“แน่นอน ข้าก็ไม่ได้จะพานางไปเฉยๆ ข้าสามารถให้เงินหนึ่งตำลึงแก่พวกเขาเป็นค่าตอบแทนสำหรับการเลี้ยงดูนาง!”
เมื่อผู้คนจากหมู่บ้านตระกูลฉินได้ยินคำพูดนี้ ต่างก็โกรธจนกำหมัดแน่น แม้แต่ชาวบ้านที่มีความอดทนน้อยกว่าเกือบจะพุ่งเข้าไปแล้ว แต่ถูกผู้อาวุโสในครอบครัวดึงกลับมาด้านหลัง
“ถุย เจ้าคนไร้ยางอาย เงินแค่หนึ่งตำลึงจะแลกกับเด็กน้อยบ้านข้าหรือ เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน รีบไสหัวไปเสีย!” พ่อเฒ่าจ้าวคว้าท่อนไม้แล้วพุ่งเข้าไป
“กล้าดีมาคิดไม่ดีกับเล่อเหนียงของพวกข้า ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
พ่อเฒ่าจ้าวเรียกได้ว่าอาวุโสที่สุดภายในหมู่บ้าน เมื่อเห็นเขาถือไม้พุ่งเข้าไป ไม่มีใครห้ามปราม กลับเปิดทางให้เขาอย่างเต็มใจ
“อ๊าก!!! ไอ้ขาเปื้อนโคลน เจ้ากล้าตีข้าผู้หรือ ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!”
“บังเอิญจริง ข้าก็ไม่คิดจะปล่อยเจ้าเหมือนกัน!” พ่อเฒ่าจ้าวพูดพลางฟาดไม้ลงไป แรงนั้นไม่ได้น้อยเลยทีเดียว นายท่านอู๋
ยกมือขึ้นอ้อนวอนขอความเมตตา “อย่าตีอีกเลย อย่าตีอีกเลย ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ ข้าสาบานว่าจะไม่เข้าใกล้หมู่บ้านตระกูลฉินของพวกเจ้าแม้แต่ก้าวเดียว!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พ่อเฒ่าจ้าวไม่เพียงแต่ไม่หยุดมือ แต่กลับยิ่งทุ่มเทตีอย่างเอาเป็นเอาตาย เพียงแต่เขาหลบเลี่ยงจุดสำคัญอย่างแยบยล มุ่งเน้นไปที่จุดที่ทำให้เจ็บปวดแต่ไม่ถึงตายเท่านั้น!
ไม่นานเสียงอ้อนวอนขอความเมตตาของ นายท่านอู๋ก็ค่อยๆอ่อนแรงลงจนกระทั่งเงียบหายไป!
จบตอน
Comments
Post a Comment