lucky kid ep491-500

   บทที่ 491: ตกใจจนแทบตาย ไม่ต้องชดใช้ชีวิต


   “ไม่ได้!”


   สวี่ซิ่วอิงกล่าวอย่างเด็ดขาด “เล่อเหนียงเอ๋ย ตอนนี้อากาศข้างนอกร้อนมาก เจ้าไปก็จะลำบากเปล่าๆ อีกอย่างแม่ไม่ได้ไปเที่ยว ถ้าทุกอย่างราบรื่นก็จะกลับมาในอีกไม่กี่วัน”


   เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจ “งั้นวันที่พาเล่อเหนียงเข้าวัง ท่านจะกลับมาหรือไม่”


   “แม่ต้องกลับมาแน่นอน!” สวี่ซิ่วอิงรับรอง


   “สะใภ้สี่ เจ้าจะไปเมื่อไหร่หรือ” แม่เฒ่าฉินถามจากด้านข้าง “ท่านแม่ พรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทางแต่เช้าตรู่ และจะพยายามกลับมาให้เร็วที่สุด”


   แม่เฒ่าฉินส่งเสียงรับในลำคอแล้วกล่าวว่า “เจ้าพาหมิงจื้อและหมิงจูไปด้วย ทั้งสองคนนั้นมีวิชาติดตัว หากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็จะได้ช่วยดูแลกัน”


   สวี่ซิ่วอิงพยักหน้า “เจ้าค่ะ ข้าก็คิดจะทำเช่นนั้นอยู่แล้ว”


   แม่เฒ่าฉินกำชับนางอีกหลายประโยคแล้วจึงพาเล่อเหนียงกลับห้องไปล้างหน้าล้างตา


   ตอนนอนเล่อเหนียงรู้สึกว่ามีบางอย่างค้างคาใจ นางขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็นึกไม่ออก จึงตัดสินใจปล่อยวางแล้วไปเล่นหมากรุกกับเทพแห่งความฝันแทนภายในพื้นที่มิติ


   เสี่ยวจินกำลังขุดทองอย่างสบายอกสบายใจ มันตั้งใจจะขุดทองให้ได้มากขึ้นเพื่อมอบให้เจ้านายน้อย จากนั้นจะขอให้เจ้านายน้อยพามันออกไปเที่ยวเล่น


   มันไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว ทุกวันต้องถูกพวกไก่ เป็ด และห่านรังแก


   ขณะที่มันกำลังขุดอยู่นั้นก็รู้สึกหนาวสะท้านที่แผ่นหลัง นั่นคือความรู้สึกถึงภัยคุกคามจากศัตรู เสี่ยวจินตัวแข็งทื่อแล้วหันกลับไปช้า ก่อนจะเห็นงูตัวหนึ่งยาวสองเมตร กำลังแลบลิ้นจ้องมองมันอยู่


   เสี่ยวจิน “....”


   “จี๊ด!”


   เสี่ยวจินร้องด้วยความตกใจ แล้วรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว


   สวรรค์! งูตัวนี้มาจากไหนกัน! มันไม่ได้กำลังจะกินข้าหรือ!


   งูเหลือมตัวนั่นถูกเล่อเหนียงโยนเข้ามาใน ตั้งแต่มันก็รู้แล้วว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ดีเลย ที่นี่เต็มไปด้วยไก่ เป็ด ห่าน วัว และแกะ อาจกล่าวได้ว่าล้วนเป็นศัตรูตามธรรมชาติของมันทั้งสิ้น!


   ฟ้าดินเป็นพยาน มันเพิ่งถูกห่านไล่ล่ามาหมาดๆ จนแทบอยากจะงอกขาสิบคู่เพื่อหนีให้รอด


   เมื่อครู่มันวิ่งหนีอย่างไม่สนทิศทางจนมาถึงที่นี่ ผลปรากฏว่าฝูงห่านพวกนั้นกลับไม่ไล่ตามมันมาอีก ขณะที่มันกำลังดีใจอยู่ในใจ มันก็เห็นหนูตัวหนึ่งกำลังขุดอะไรบางอย่างอยู่ในพื้นที่โล่งไม่ไกลออกไป หัวใจของมันพลันเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น!


   อ่า! ช่างดีเหลือเกิน ในที่สุดก็มีสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่ศัตรูของมันปรากฏตัวขึ้น


   เมื่อเห็นหนูวิ่งพล่านไปมาด้วยความตกใจ งูเหลือมก็ไล่ตามมันไป


   หลายครั้งที่มันเกือบจะงับหนูตัวน้อยเข้าปากได้แล้ว แต่น่าเสียดายที่มันหนีรอดไปได้


   วันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่ เล่อเหนียงก็ตื่นขึ้นมาแล้ววันนี้ต้องไปส่งท่านแม่ไปเจรจาเรื่องกิจการ และต้องไปรับพี่ชายทั้งหลายกลับมาที่อำเภอด้วย


   ในที่สุดก็ถึงวันหยุดพักผ่อนที่มีหนึ่งวันในหนึ่งเดือนแล้ว


   “น้องสาว น้องสาว!”


   หงอวี่วิ่งมาด้วยใบหน้าซีดขาว


   “น้องสาว งูของเจ้าอยู่ไหน!”


   สวรรค์! เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ทันทีที่ตื่นนอนว่าเทพแห่งโชคลาภของเขายังอยู่ในพื้นที่มิติ!


   เล่อเหนียงตกใจกับการกระทำของพี่เจ็ดอย่างมาก รีบพูดว่า “อยู่ในพื้นที่ของท่านปู่เทพเซียนไงล่ะ ข้าไม่ได้บอกเจ้าหรือว่าข้าจะโยนมันเข้าไป”


   “ว่าอย่างไรนะ”


   หงอวี่ร้อนใจจนเกือบจะเสียสติ “น้องสาว เสี่ยวจินยังอยู่ข้างในนั่นนะ!”


   “ตามธรรมชาติงูกับหนูเป็นศัตรูกันนะ งูกินหนูได้นะ!” เล่อเหนียงได้ยินคำพูดนั้นสีหน้าก็แข็งค้าง รีบลากหงอวี่หลบเข้าไปในพื้นที่มิติ


   ทันทีที่หงอวี่เข้าไปในพื้นที่มิติ ฝูงห่านใหญ่ก็พุ่งเข้ามา หงอวี่ตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะเล่นกับพวกมัน ในหัวคิดแต่เรื่องอยากดูเสี่ยวจินที่สามารถขุดทองคำได้


   “บอกพวกเจ้าไว้ก่อนนะ วันนี้พวกเจ้าอย่าได้เข้ามาใกล้ข้าเชียว ไม่เช่นนั้นข้าจะเอาพวกเจ้าไปต้มกินเสียเลย!” หงอวี่พูดอย่างดุดัน


   แน่นอนว่าฝูงห่านที่เลี้ยงมานานสามารถเข้าใจคำพูดของคนได้แล้ว พวกมันได้ยินคำพูดของหงอวี่ก็รีบหันหลังกลับไปทันที ไม่แม้แต่จะมองสบตาหงอวี่


   “พี่เจ็ดอย่าเพิ่งรีบไปที่นั่นเลย รีบมาหาตรงนี้เร็ว!” เล่อเหนียงดึงหงอวี่วิ่งอย่างรวดเร็วไปยังจุดที่เสี่ยวจินชอบขุดทองคำ


   ตรงนั้นมีทองคำก้อนเล็กๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นสิ่งที่เสี่ยวจินขุดออกมา


   ข้างๆนั้นยังมีขนหนูกระจัดกระจายอยู่หลายเส้น!


   ถัดจากขนหนูยังมีหยดเลือดสดอยู่สองหยด ทุกสิ่งทุกอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าเสี่ยวจินคงประสบเคราะห์กรรมแล้ว


   “เสี่ยวจินเอ๋ย!” เล่อเหนียงร้องออกมาดังลั่น


   นางลืมไปได้อย่างไรว่าในพื้นที่มิติยังมีเสี่ยวจินอยู่อีกตัว เหตุใดนางถึงได้โยนงูตัวนั้นเข้ามาในพื้นที่มิตินะ


   “พอเถอะน้องสาว เจ้าอย่าร้องไห้เลย เสี่ยวจินเฉลียวฉลาดมาตลอด มันคงไม่เป็นอะไรหรอก”


   แม้หงอวี่จะปลอบนางเช่นนี้ แต่ในใจของเขาก็รู้ดีว่าเสี่ยวจินคงไม่รอดแล้วแปดส่วน เอ๊ะ รู้อย่างนี้น่าจะเอางูนั่นไปตุ๋นตั้งแต่แรกดีกว่า


   ตอนนี้กินเทพเจ้าแห่งโชคลาภของพวกเขาไปซะได้!


   "พี่เจ็ด ถ้าข้าไม่โยนงูตัวนั้นเข้ามาก็คงจะดี ถ้าเป็นอย่างนั้น เสี่ยวจินก็คงไม่ตาย“


   เล่อเหนียงยิ่งคิดยิ่งเสียใจ “ข้าเลี้ยงเสี่ยวจินมานานแล้ว มันไม่ได้ตายอย่างสงบ กลับกลายเป็นอาหารของงูไปเสียได้


   เล่อเหนียงเสียใจจริงๆ เสี่ยวจินตัวนี้นางโยนเข้ามาตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว มันอยู่เคียงข้างนางมาตลอดตั้งแต่ชาติก่อนจนถึงตอนนี้เหตุใดจึงต้องจบชีวิตลงเช่นนี้!


  “จี๊ด!”


   เล่อเหนียงได้ยินเสียงร้องดังขึ้นข้างหู นางหยุดร้องไห้ชั่วขณะ แล้วหันไปมองอย่างไม่อยากเชื่อสายตา


   เห็นเพียงบนซุ้มองุ่นไม่ไกลนัก หนูตัวน้อยกำลังจับหางงูแกว่งไปมาราวกับกำลังเล่นชิงช้า


   “เสี่ยวจิน!” จากมุมมองของพวกเขา เสี่ยวจินกำลังถูกหางงูพันอยู่ ห้อยอยู่กลางอากาศ ดูเหมือนว่ากำลังจะถูกบีบให้ตายในไม่ช้า


   เล่อเหนียงปล่อยหงอวี่และรีบวิ่งเข้าไปหวังจะช่วยเสี่ยวจินออกมา


   แต่เมื่อพวกเขาวิ่งเข้าไปใกล้ถึงได้พบว่าไม่ใช่หางงูที่พันเสี่ยวจินเอาไว้


   ปต่ก็คือหนูน้อยกำลังใช้หางงูนั้นเป็นชิงช้าเล่นอยู่ชัดๆ!


   “เสี่ยวจิน เจ้าทำให้ข้าตกใจแทบตาย ข้านึกว่าเจ้าถูกกินไปแล้ว!” เล่อเหนียงพูดพลางเช็ดน้ำมูกบนใบหน้า หงอวี่รีบคว้ามันลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วตรวจสอบร่างกายของมันอย่างละเอียด มันได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่านะ


   ผลปรากฏว่าเขาได้ตรวจดูทั่วทั้งตัวของมัน แม้แต่ซอกเล็บก็ยังส่องดู แต่กลับไม่พบบาดแผลแม้แต่น้อย


   “เอ๊ะ ร่างกายของเสี่ยวจินไม่มีบาดแผลเลย” หงอวี่เอ่ยปากด้วยความประหลาดใจ


   งูเหลือมใต้ต้นองุ่นค่อยๆยื่นหัวลงมาอย่างเชื่องช้า


   หงอวี่มองดูบาดแผลหลายแห่งใต้หัวของงูจงอาง มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อย หงอวี่กล่าวอย่างหมดคำพูดว่า “เฮ้อ เจ้าเป็นงูแท้ๆ แต่กลับสู้หนูตัวเดียวไม่ได้ โตมาเสียเปล่าจริงๆ!”


   ก็ได้ ตอนแรกเขาก็กลัวจริงๆ ว่าเทพแห่งโชคลาภของเขาจะถูกงูกิน


   แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นงูใหญ่ยาวถูกหนูตัวเท่าฝ่ามือข่วนจนเป็นแบบนี้ เขาก็รู้สึกสงสารงูตัวนี้อยู่บ้าง


   ขณะที่หงอวี่กำลังพูดอยู่นั้น ไม่รู้เหตุใดเขาจึงเห็นความน้อยใจในดวงตาของงูตัวนั้น


   หงอวี่ “...”


   สวรรค์ ช่างน่าสมเพช เจ้าไม่สามารถเอาชนะหนูตัวเล็กๆได้ แล้วเจ้ายังมาทำท่าน้อยใจอีกหรือ


   เจ้าจะน้อยใจใคร


   “เหตุใดพวกเจ้าถึงต่อสู้เช่นนี้ ดูสิ เจ้าทำให้งูน้อยเป็นมีรอยข่วนเต็มไปหมดแล้ว ใบหน้าก็เสียโฉมไปด้วย” เล่อเหนัยงกล่าวด้วยความขบขันและอึ้งในเวลาเดียวกัน เมื่อเห็นรอยข่วนจากกรงเล็บบนหัวของงู


   เสี่ยวจินรู้สึกน้อยใจ มันพุ่งขึ้นไปบนซุ้มองุ่นอย่างรวดเร็ว ยื่นกรงเล็บออกมาและตวัดใส่งูอีกครั้ง!



  บทที่ 492: เขามีเงินมาก



   เล่อเหนียงจับเสี่ยวจินมาพูดว่า “เสี่ยวจิน เจ้าทำแบบนี้ไม่ได้นะ ถ้าเจ้ายังทะเลาะกับสัตว์ตัวอื่นอีก จะไม่มีสัตว์ตัวไหนอยากเล่นกับเจ้าเลยนะ”


   หนูทองส่งเสียงร้องอย่างน้อยใจ เห็นอยู่ชัดๆว่างูเหม็นตัวนี้เป็นฝ่ายรังแกมันก่อนนะมันกำลังขุดทองคำอย่างดีๆ แต่กลับเกือบถูกงูตัวนี้กินเสียแล้ว ตอนนี้เจ้านายน้อยยังมาดุมันอีก มันรู้สึกน้อยใจมากเลยทีเดียว


   เล่อเหนียงลูบหัวเสี่ยวจินพลางปลอบใจว่า “พอเถอะเสี่ยวจิน ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นหนูที่ว่านอนสอนง่าย อย่าไปสนใจงูตัวนั้นเลยนะ ตกลงหรือไม่”


   จากนั้นก็เริ่มสั่งสอนงูเหลือมทันที “ข้าบอกเจ้าเอาไว้เลยนะ เจ้าควรประพฤติตัวดีๆ ห้ามรังแกงูเหลือม มิเช่นนั้นข้าจะเอาเจ้าไปน้ำแกง!”


   เล่อเหนียงไม่สนใจว่างูเหลือมจะเข้าใจหรือไม่ ปากน้อยๆของนางก็พร่ำคำสั่งสอนยาวเหยียด แต่สิ่งที่นางไม่คาดคิดคืองูเหลือมกลับพยักหน้า


   เล่อเหนียงและหงอวี่ “...”


   มันกลายเป็นปีศาจแล้วหรือ “พวกเราออกไปกันเถอะ เดี๋ยวท่านแม่จะไปแล้ว!”


   หงอวี่ไม่ได้ลืมว่าวันนี้ยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำอีกเรื่องหนึ่ง


   แน่นอนว่าเล่อเหนียงก็จำเรื่องนี้ได้ “พวกเจ้าทั้งสองต้องอยู่ด้วยสงบสุขเข้าใจหรือไม่ห้ามทะเลาะกัน ห้ามก่อความวุ่นวาย ถ้าเจ้าหิว นอกจากสัตว์แล้ว เจ้าอยากกินอะไรก็กินได้”


   เล่อเหนียงหยุดชั่วครู่แล้วหันไปพูดกับงูเหลือมว่า “ถ้าเจ้าอยากกินไข่ไก่หรือไข่ห่าน เจ้าก็ไปหยิบเองได้ แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องสู้กับฝูงไก่ให้ชนะก่อน!”


   พูดจบนางก็ดึงหงอวี่ออกไปอย่างรวดเร็ว


   ตอนที่ทั้งสองออกมา สวี่ซิ่วอิงกำลังบรรทุกของขึ้นรถพอดี เล่อเหนียงรีบวิ่งเข้าไปหา พูดด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์ว่า “ท่านแม่ ท่านต้องกลับมาเร็วๆนะเจ้าคะ ถ้าท่านกลับมาช้า เล่อเหนียงจะคิดถึงท่านนะเจ้าคะ!”


   สวี่ซิ่วอิงแตะศีรษะเล็กๆของเล่อเหนียงแผ่วเบา “เอาละ เอาละ ข้าไปไม่นานหรอก จะหาแหล่งสินค้าแล้วกลับมาเร็วๆ”


   “ตอนข้าไม่อยู่บ้านก็ระวังตัวด้วย หงอวี่ต้องดูแลน้องสาวให้ดีนะ นางเป็นเด็กซุกซนมาก นอกจากเจ้าแล้ว พี่ชายอีกสองคนก็ควบคุมนางไม่อยู่”


   เล่อเหนียงและหงอวี่พยักหน้าหงึกหงักมองดูสวี่ซิ่วอิงขึ้นรถม้าด้วยดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา


   “พี่เจ็ด ทำอย่างไรดี ข้าคิดถึงท่านแม่แล้ว” เล่อเหนียงพูดพลางเบ้ปาก


   หงอวี่ทำหน้าเบื่อหน่าย “ท่านแม่น่าจะยังไปไม่ไกลหรือข้าจะเรียกนางกลับมาดี”


   เล่อเหนียงแค่ล้อเล่นเท่านั้น พี่เจ็ดคงไม่คิดจริงจังกระมัง


   “พวกเจ้าสองคนจะไปรับพี่ชายในอำเภอหรือไม่ หากไม่ไปก็อยู่เฝ้าบ้าน” แม่เฒ่าฉินกล่าว


   “ไปเจ้าค่ะ ไป เล่อเหนียงจะไป เล่อเหนียงจะไป…” เล่อเหนียงรีบยกมือขึ้นทันที


   แม่เฒ่าฉินถามเสี่ยวชีอีกว่า “เสี่ยวชี เจ้าจะไปหรือไม่”


   แม่เฒ่าเพียงแค่ถามลอยๆเท่านั้น เพราะไม่ว่านางจะเห็นด้วยหรือไม่ หงอวี่ก็จะไปด้วยอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เขากลับไม่ได้ไปด้วยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


   “ท่านย่า ท่านพาเล่อเหนียงไปเถิด ข้ายังต้องทบทวนบทเรียนอีกนิด!"


   แม่เฒ่าฉินมองเขาอย่างสงสัย ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม แล้วพาเล่อเหนียงขึ้นรถม้า


   อย่าว่าแต่ทบทวนบทเรียนเลย แม้แต่เรียนเขาก็แทบไม่ได้ไป การที่เขาพูดเช่นนี้แน่นอนว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่ต้องทำ


   ช่างเถอะ เขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว มีความคิดเป็นของตัวเอง มีเส้นทางของตัวเองที่ต้องเดิน นางก็ไม่อาจก้าวก่ายได้อีกต่อไป


   “ท่านย่า ท่านว่าการที่ท่านแม่ไปจิ้นโจวครั้งนี้ เป็นการไปหาแหล่งสินค้าจริงหรือเจ้าคะ” เล่อเหนียงไม่เชื่อท่านแม่ไปจิ้นโจวครั้งนี้เพียงเพื่อหาแหล่งสินค้าเท่านั้น


   การหาแหล่งสินค้าไม่จำเป็นต้องไปด้วยตนเอง ปล่อยให้ลูกจ้างไปซื้อตัวอย่างสินค้ากลับมาก็พอแล้ว


   เหตุใดจะต้องทิ้งลูกแล้วไปด้วยตนเอง


   แม่เฒ่าฉินยิ้มเล็กน้อย “เรื่องนี้ข้าไม่รู้ แม่ของเจ้าอยากไปด้วยตัวเอง แน่นอนว่าต้องมีเหตุผลของนาง ส่วนเรื่องอื่นๆ พวกเราอย่าถามมากเลย”


   เล่อเหนียงเห็นว่าไม่สามารถล้วงข้อมูลอะไรจากท่านย่าได้อีกแล้ว นายจึงเบือนหน้าหนี แล้วเลือกหันไปชมวิวทัศน์แทน ในบ้านหลังนี้ทั้งคนที่หนึ่ง สอง สาม สี่ ต่างก็มีความลับ นางอยากจะขุดคุ้ยก็ขุดไม่เจอ


   ในฐานะเทพเซียนตัวน้อยที่มีความอยากรู้อยากเห็นอย่างรุนแรง ต้องบอกว่ารู้สึกทรมานจริงๆ


   หลังจากรถม้าเข้าอำเภอแล้วก็ตรงไปที่ร้านหวานละมุน พวกเขาเพิ่งจัดวางขนมเสร็จก็มีลูกค้ามาแล้ว


   “ท่านเถ้าแก่ พวกท่านเปิดร้านช้าเกินไปแล้ว ข้าวิ่งไปวิ่งมาตั้งสามรอบกว่าจะได้เจอพวกท่าน!” ชายที่ดูเหมือพ่อบ้านคนหนึ่งบ่นพลางเลือกขนม


   ไม่รู้ว่าข้าจะถูกฮูหยินด่าหรือเปล่า!”


   ฉินเหล่าซานรีบขอโทษ “ข้าต้องขออภัยท่านผู้มีพระคุณจริงๆ เนื่องจากขนมของร้านพวกข้าทำสดใหม่ทุกวัน ดังนั้นเวลาเปิดร้านอาจจะเร็วหรือช้ากว่าปกติบ้าง"


   “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะมอบขนมให้ท่านเพิ่มอีกสองสามชิ้น เป็นขนมที่พวกข้าเพิ่งทำใหม่ ให้ท่านได้ลองชิมรสชาติใหม่ๆได้หรือไม่”


   ชายที่ดูเหมือนพ่อบ้านผู้นั้นโบกมือ “ไม่ต้อง ไม่ต้องหรอก ข้าแค่พูดไปอย่างนั้นเอง!”


   “เถ้าแก่ ข้าจะบอกให้ ฮูหยินของบ้านข้าชอบขนมของร้านพวกท่านมาก อร่อยและสดใหม่ ไม่เหมือนร้านเหอเว่ยไจที่อยู่ด้านหน้านั่น ขนมของพวกเขาแข็งเหมือนอิฐยังกล้าเอามาขาย ไม่กลัวว่าจะทำให้ฟันคนอื่นหักหรืออย่างไร!”


   ฉินเหล่าซานพูดพร้อมรอยยิ้ม “เฮ้อ ลูกๆของพวกข้าต้องกินขนมที่ทำเองทุกวัน ดังนั้นพวกข้าจึงไม่กล้าขายขนมค้างคืน ถ้าทำให้ปวดท้องขึ้นมาจะทำอย่างไรล่ะ!”


   ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ใช่แล้ว ข้าก็เคยได้ยินมาว่าพวกท่านพอถึงช่วงบ่ายถ้าขายไม่หมดก็จะแจกให้คนอื่นกิน พวกเจ้าทำแบบนี้ทุกวันไม่กลัวขาดทุนหรือ”


   “ก็แค่ขนมไม่กี่ชิ้นเท่านั้น จะมีอะไรขาดทุนไม่ขาดทุนกันเล่า” ฉินเหล่าซานกล่าวพลางหัวเราะ


   “ขนมพวกนั้นสุดท้ายก็ขายไม่ค่อยออกอยู่แล้ว การแบ่งปันให้คนที่ต้องการก็เป็นวิธีหนึ่งในการสะสมบุญกุศลให้ตัวเองนะ”


   เมื่อเห็นว่าชายคนนั้นเลือกขนมเสร็จแล้ว เขาก็ห่อขนมอย่างคล่องแคล่ว คิดเงินเสร็จแล้วก็หยิบขนมที่ทำใหม่อีกไม่กี่ชิ้นยื่นให้เขา


   “นี่เป็นขนมที่ร้านพวกข้าทำใหม่ ขอรบกวนท่านผู้มีพระคุณนำกลับไปลองชิมให้ข้าหน่อย ลองชิมดูว่ารสชาติเป็นอย่างไรบ้าง” ชายวัยกลางคนผู้นั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธ รับมันมาโดยตรงแล้วกล่าวคำอำลากับฉินเหล่าซาน หลังจากนั้นก็เดินออกจากร้านไป


   “เล่อเหนียง เจ้ากำลังทำอะไรอยู่”


   ฉินเหล่าซานหันหน้าไปก็เห็นหลานสาวตัวน้อยนุ่มนิ่มของตน กำลังขมวดคิ้วมองชายคนเมื่อครู่


   “อาสาม ท่านรู้จักคนเมื่อครู่นั่นหรือไม่”


   ฉินเหล่าซานหัวเราะออกมาทันที “ก็ไม่ถึงกับรู้จัก เพียงแต่เป็นลูกค้าประจำที่มาบ่อยๆเท่านั้นเอง!”


   เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นสีหน้าลำบากใจ นางครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ แล้วเอ่ยปากถามอย่างระมัดระวัง


   “เช่นนั้นลุงสาม ท่านรู้สึกว่าเขาแตกต่างหรือไม่เจ้าคะ”


   ฉินเหล่าซานมองดูเล่อเหนียงอย่างสงสัย “มีอะไรแตกต่างกันเล่า ก็เป็นชายที่มีจมูกหนึ่งจมูก ตาสองข้าง ปากหนึ่งปากเหมือนกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ”


   “หากจะพูดว่ามีที่ใดแตกต่างก็มีอยู่จริงๆ!"


   เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็มองเขาด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความหวัง “ลุงสาม แตกต่างตรงไหนหรือเจ้าคะ”


   ฉินเหล่าซานหัวเราะคิกคักแล้วกล่าวว่า “เขามีเงินมาก!”



  บทที่ 493: ข้าอ้วน ข้าภูมิใจ



   “ลุงสาม ข้าไม่ได้ล้อท่านเล่นนะ!” เล่อเหนียงแหงนหน้าร้องครวญครางยาว


   ฉินเหล่าซานเห็นท่าทางของเล่อเหนียงก็เก็บสีหน้าทะเล้นไว้ กำลังจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็มีแขกมาที่หน้าประตูเสียก่อน


   ฉินเหล่าซานคิดว่าควรไปต้อนรับแขกก่อนดีกว่า


   “ท่านป้าคนสวย ท่านอยากกินขนมหวานชนิดไหนหรือ ขนมหวานทุกอย่างในร้านของพวกข้าอร่อยทั้งนั้นเลยนะ!”


   อาจเป็นเพราะได้ยินว่าร้านหวานละมุนเปิดแล้ว ผู้คนหลายกลุ่มมาพร้อมกัน ฉินเหล่าซานต้อนรับไม่ทันในคราวเดียว แม่เฒ่าฉินและเล่อเหนียงจึงต้องเข้ามาช่วยต้อนรับลูกค้า


   “ข้าจำเจ้าได้ เจ้าคือเด็กอ้วนน่ารักคนนั้นสินะ” หญิงที่แต่งตัวดูมีฐานะกล่าวพลางยิ้ม


   “โอ้ ท่านป้าคนสวย ยังจำข้าได้ด้วยอีกหรือ!” เล่อเหนียงเงยหน้ายิ้มหวานพลางกล่าว


   ความจริงแล้วนางไม่รู้จักหญิงตรงหน้าคนนี้ หรืออาจจะเคยเห็นมาก่อน แต่นางจำไม่ได้ว่านางเป็นใครเท่านั้นเอง


   “เด็กอ้วน เจ้าช่วยแนะนำข้าหน่อยได้หรือไม่ ที่นี่มีอะไรอร่อยบ้าง” หญิงสาวกล่าวพลางยิ้ม


   “ได้แน่นอนเจ้าค่ะ แต่ท่านป้าคนสวยต้องอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาก่อนนะเจ้าคะ เพราะเล่อเหนียงมองไม่เห็นว่าขนมบนชั้นวางสินค้าเป็นชนิดไหน”


   เมื่อได้ยินดังนั้น หญิงสาวจึงยื่นมือไปอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมา


   แม้ว่านางจะเตรียมใจไว้แล้วว่าเล่อเหนียงเด็กคนหนึ่งน้ำหนักตัวไม่เบา แต่พอได้อุ้มขึ้นมาจริงๆ ถึงได้รู้ว่าเล่อเหนียงหนักมากเพียงใด ทำเอานางเกือบจะอุ้มไม่ไหว


   “ท่านป้า นี่คือขนมดอกบัว ข้างในมีเมล็ดบัวและกลีบบัว หอมหวานและอร่อยมาก!”


   “ส่วนตรงนั้นที่สีเหลืองๆคือขนมไข่ ทำจากไข่แดง เด็กๆชอบกินมากที่สุด!”


   “ยังมีอีก…” เล่อเหนียงแนะนำขนมทีละชิ้น ทุกครั้งที่เล่อเหนียงแนะนำขนมชนิดหนึ่งจบ จะมีคนมาซื้อขนมหวานที่เพิ่งแนะนำไป


   สาวใช้ที่อยู่ข้างหญิงสาวผู้นั้นก็หยิบขนมตามไปด้วย


   ตอนแรกเล่อเหนียงไม่ได้ตั้งใจจะแนะนำขนมทั้งหมดให้หญิงสาวผู้นั้นฟัง แต่คิดว่าจะแนะนำเพียงไม่กี่อย่างตามใจชอบจากนั้นเขาก็พบว่าขนมที่นางแนะนำไปทั้งหมดถูกซื้อจนหมดเกลี้ยง ดังนั้นนางจึงยิ่งกระตือรือร้นในการขายมากขึ้น


   นางแนะนำขนมเกือบทุกชนิดไปแล้วหนึ่งรอบ


   เล่อเหนียงฟังเสียงเหรียญทองแดงที่ถูกโยนเข้าไปในกล่องเงินดังกรุ๋งกริ๋ง นางรู้สึกดีใจจนบอกไม่ถูก และยิ่งกระตือรือร้นในการแนะนำมากขึ้น


   แต่หญิงสาวที่อุ้มเล่อเหนียงนั้นกลับลำบาก เล่อเหนียงอ้วนกว่าเด็กในวัยเดียวกันอยู่บ้าง ดังนั้นน้ำหนักของนางจึงมาก


   สตรีผู้นั้นอุ้มได้สักพักก็ยังพอไหว แต่ตอนนี้นางรู้สึกว่าแขนทั้งสองข้างไม่ใช่ของตัวเองนางปวดแขนมากเหลือเกิน!


   ทางด้านโน้น ฉินเหล่าซานเพิ่งรับเงินเสร็จก็เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นสีหน้าลำบาดใจของสตรีผู้นั้นจึงรีบวิ่งเข้าไปรับเล่อเหนียงมา


   “ฮูหยิน ท่านคงปวดแขนแล้วสินะ เช่นนั้นนั่งพักก่อนเถิด ข้าจะห่อขนมหวานให้ท่านสักครู่” ฉินเหล่าซานกล่าวพลางยิ้มแหย


   สตรีผู้นั้นยิ้มขื่น “แต่เดิมข้าตั้งใจจะอุ้มเด็กคนนี้สักหน่อย แต่ไม่คิดว่าข้าจะอ่อนแอถึงเพียงนี้ เพิ่งอุ้มได้ครู่เดียวก็รู้สึกหมดแรงเสียแล้ว!”


   ฉินเหล่าซานย่อมรู้ว่านางพูดด้วยความสุภาพจึงรีบอธิบาย “ฮหยินไม่ต้องเกรงใจหรอก เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของท่าน แต่เป็นปัญหาของเด็กอ้วนคนนี้ต่างหาก"


   “เด็กอ้วนคนนี้น่ะ อ้วนกว่าเด็กวัยเดียวกันมากทีเดียว อีกทั้งน้ำหนักตัวยังมากกว่าด้วย ถ้าพวกเราอุ้มเขาพร้อมกันก็อุ้มได้แค่สักพักเท่านั้น ถ้าอุ้มนานๆแขนจะเมื่อยจนทนไม่ไหว!”


   “ไม่ๆๆ ไม่ใช่เพราะนางหรอก เป็นเพราะร่างกายของข้าอ่อนแอเกินไปต่างหาก”


   หญิงสาวคนนั้นชอบเล่อเหนียงจริงๆ เมื่อได้ยินฉินเหล่าซานพูดเช่นนั้นก็รีบโต้แย้งกลับทันที “เด็กกินเก่งนั่นแหละคือบุญ กินเก่งร่างกายถึงจะแข็งแรงไง!”


   คำพูดของหญิงผู้นั้นเป็นความจริง ลูกชายของนางกินข้าวไม่ค่อยได้ ผอมเหมือนลำไม้ไผ่ สามวันดีสี่วันไข้ ไม่เจ็บตรงนั้นก็ปวดตรงนี้ นางเห็นแล้วรู้สึกรำคาญ!


   หลังจากที่หญิงผู้นั้นคุยกับ ฉินเหล่าซานสองสามประโยค นางก็จ่ายเงินแล้วเดินจากไปแต่เดิมนางมาที่นี่ก็เพื่อดูว่าเด็กอ้วนน้อยนั่นอยู่หรือไม่ นางกับสามีกำลังพยายามอย่างหนักที่จะมีลูกสาวสักคน หากมีเวลาว่างก็จะมาซื้อขนมหวาน และถือโอกาสอุ้มเด็กอ้วนน้อยคนนี้ด้วย ใครจะรู้ บางทีนางอาจจะให้กำเนิดเด็กน่ารักอ้วนท้วนเช่นนี้ก็ได้


   เมื่อขนมหวานขายเกือบหมดแล้ว ในที่สุดประตูของสำนักศึกษาเติงเคอฝั่งตรงข้ามก็เปิดออก


   เล่อเหนียงยืนอยู่ที่ประตู สายตาของนางจับจ้องไปที่พี่ชายคนโตของนางที่ดูหล่อเหลาขึ้นทุกวัน


   ลิ่งอวี่อายุใกล้สิบสี่ปีแล้ว รูปลักษณ์อันงดงามของเขาในวัยหนุ่มค่อยๆปรากฏชัดขึ้น


   รูปร่างของเขาก็ค่อยๆสูงขึ้น จนแทบจะสูงเท่าฉินเหล่าซานแล้ว ตอนนี้เมื่อเขาเดินไปตามถนนก็จะทำให้บรรดาสาวน้อยที่กำลังมีความรักต้องหน้าแดงไม่หยุด


   และสิ่งที่นางคิดก็คือหัวหน้าวงบอยแบนด์สมัยใหม่นั่นเอง!


   “พี่ใหญ่!” เล่อเหนียงยืนอยู่ที่ประตูพลางกระโดดโบกมือไปมา เพราะกลัวว่าพี่ชายของนางจะมองไม่เห็น


   ลิ่งอวี่เห็นเด็กน้อยน่ารักที่กำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ที่หน้าประตูร้าน ดวงตาของเขาก็เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เขารีบเดินเร็วๆไปอุ้มเด็กอ้วนตัวน้อยขึ้นมา


   “น้องสาว เจ้ามารับข้าอีกแล้วหรือ”


   “อืมอืม แล้วข้าก็จะมารับพี่ทุกเดือนด้วย!”


   “โอ้โฮ เจ้าเด็กอ้วนนั่น เหตุใดอ้วนขึ้นอีกแล้วล่ะ” น้ำเสียงเกเรดังมาแต่ไกล


   เล่อเหนียงเอามือเท้าสะเอวมองด้วยความโกรธ “พี่เหยียนเทา เหตุใดทุกครั้งที่ท่านเห็นข้า เจ้าต้องพูดว่าข้าอ้วนด้วย”


   “ข้าอ้วนแบบนี้ไม่น่ามองหรือ”


   แม้ปากของเล่อเหนียงจะแข็งกร้าวและไม่ยอมแพ้ แต่ในใจนั้นเจ็บปวดราวกับถูกเข็มทิ่มแทงนางไม่เข้าใจ หรือว่าชาตินี้นางกลายเป็นเด็กอ้วนไปแล้ว


   ชาติที่แล้ว ตั้งแต่เด็กจนโตนางไม่เคยอ้วนเลย หรือเพราะว่าชาติที่แล้วไม่อ้วน ชาตินี้จึงต้องอ้วนชดเชย


   “น่ารักน่ารักเหมือนตุ๊กตาขนาดนี้ จะไม่น่ารักได้อย่างไร” เหยียนเทาพูดขึ้นอย่างรีบร้อนราวกับขอความเมตตา


   “ฮึ! พี่ เหยียนเทา ถ้าครั้งหน้าท่านบอกว่าข้าอ้วนอีก ข้าจะไม่ให้ท่านกินขนมมากเช่นนี้อีก คนอื่นได้สามชิ้น แต่ท่านจะได้แค่สองชิ้นเท่านั้น!”


   เหยียนเทาได้ยินดังนั้นก็หัวเราะไม่หยุด “เอาละ เอาละ พี่ผิดเอง”


   “พอเถอะ พี่เหยียนอย่าแกล้งเล่อเหนียงอีกเลย!” ลิ่งอวี่กล่าวพลางหัวเราะเพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์


   เหยียนเทาทำหน้าตลกใส่เล่อเหนียง แล้ววิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว “ลุงสาม มีขนมหวานหรือไม่ขอรับ”


   ฉินเหล่าซานเตรียมขนมหวานไว้ให้พวกเขาแล้ว “มี มี มี อยู่ในห้องด้านหลัง เจ้าไปหยิบเองเถอะ!”


   เหยียนเทาได้ยินดังนั้นก็วิ่งเข้าไปอย่างดีใจ แล้วหยิบขนมหวานออกมาหนึ่งห่อใหญ่ให้ ฉินเหล่าซานคิดเงิน


   ฉินเหล่าซานเพียงแค่เก็บเงินเขาแค่ไม่กี่อีแปะ เป็นเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น การกระทำนี้ทำให้ลูกค้าคนอื่นๆสงสัยจึงเอ่ยปากถามว่า “เหตุใดขนมห่อใหญ่ที่เถ้าแก่เพิ่งขายไปถึงได้ราคาถูกเช่นนั้น”


   “พวกข้าซื้อขนมห่อใหญ่ขนาดนั้นต้องใช้อย่างน้อยหลายสิบอีแปะ”


   ฉินเหล่าซานยิ้มพลางอธิบายว่า “ขนมห่อนั้นของเขาเป็นขนมที่ข้าใช้ไฟแรงเกินไป ขนมจึงออกมาไม่สวยงาม แม้ว่ายังกินได้ แต่รสชาติอาจจะไม่อร่อยเท่าขนมปกติ”


   “เด็กคนนั้นพ่อแม่เสียชีวิตทั้งคู่ มีเพียงแค่ย่าผู้ชราเท่านั้นที่อยู่ที่บ้าน อีกทั้งยังมีน้องชายน้องสาวอีกหลายคนที่ต้องเลี้ยงดูและต้องหาเงินค่าเล่าเรียนด้วย แต่เดิมข้าตั้งใจจะไม่เก็บเงินจากเขา แต่เด็กคนนั้นมีศักดิ์ศรี ถ้าข้าไม่รับเงิน เขาก็ยอมอดข้าวดีกว่า


   “ข้าจึงเก็บเงินเพียงไม่กี่อีแปะเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น”



  บทที่ 494: ช่างเป็นชายชราที่แปลกประหลาดจริงๆ



   “เถ้าแก่ช่างมีจิตใจเมตตาจริงๆ ไม่แปลกเลยที่กิจการของท่านถึงเจริญรุ่งเรืองเช่นนี้”


   เมื่อลูกค้าคนอื่นๆได้ยินคำพูดของฉินเหล่าซาน ความไม่พอใจเล็กๆน้อยๆที่มีก่อนหน้านี้ก็สลายไปจนหมดสิ้น


   “ฮ่าๆๆ อย่างไรเสียขนมพวกนั้นก็จะเสียอยู่แล้ว หากสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ ข้าก็ยินดียิ่งนัก อีกอย่างก็ถือเป็นการสร้างบุญกุศลให้แก่ภรรยาแก่ของข้าด้วย”


   ลูกค้าเหล่านั้นพูดคุยกับเขาอีกสองสามประโยคก่อนจะชำระเงินแล้วจากไป ฉินเหล่าซานเห็นว่าขนมเหลือไม่มากแล้วและหน้าตาก็ไม่ค่อยน่ากินนัก จึงนำขนมทั้งหมดใส่ถาดแล้วยกออกไปข้างนอก


   “ลิ่งอวี่ เจ้าเอาขนมพวกนี้ไปให้ชายชราเฝ้าประตูลองชิมรสชาติดู จากนั้นก็เอาไปที่ตรอกด้านใน แล้วตะโกนเรียกให้เฒ่าหวังและคนอื่นๆออกมารับขนมเถอะ”


   ลิ่งอวี่รับคำแล้วยกขนมหวานขึ้นมา เริ่มจากไปที่สำนักศึกษา ชายชราเฝ้าประตูเห็นลิ่งอวี่ถือขนมหวานมาก็ยิ้มแย้มหยิบไปสองชิ้นให้หลานชาย แล้วไม่ยอมรับเพิ่มอีก


   ตราบใดที่ร้านหวานละมุนเปิด ทุกวันจะมีขนมหวานที่เหลือจากการขายมาแจกจ่ายให้ครอบครัวยากจนในละแวกนั้น และทุกวันเขาจะได้กินสองชิ้น


   ลิ่งอวี่เห็นชายชราเฝ้าประตูไม่ยอมรับเพิ่มอีกสองชิ้นจึงถือขนมหวานเข้าไปในตรอกด้านใน


   ในตรอกหน้าบ้านแต่ละหลังมีคนแก่สิบกว่าคนนั่งบ้างยืนบ้าง แล้วพวกเขาตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นชายหนุ่มรูปงามสวมชุดบัณฑิตของสำนักศึกษาเติงเคอ


   “วันนี้เปลี่ยนเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาดีมาส่งขนมให้พวกเราแล้วหรือ” คุณยายใจดีคนหนึ่งพูดหยอกเย้า


   “คารวะท่านพ่อเฒ่าแม่เฒ่าขอรับ”


   ฉินลิ่งอวี่ทักทายพวกเขาอย่างสุภาพ “อาสามของข้าให้ข้านำขนมมาให้ขอรับ”


   “อ้อ เจ้าของร้านหวานละมุนเป็นอาสามของเจ้าหรือ”


   ฉินลิ่งอวี่พยักหน้า “ใช่แล้ว วันนี้เขาไม่ว่างจึงให้ข้านำมาส่งให้พวกท่าน!”


   พ่อเฒ่าแม่เฒ่าในตรอกเล็กๆ ต่างหัวเราะพลางเดินเข้ามา แต่ละคนหยิบเพียงสองชิ้น ไม่มีใครหยิบมากกว่านั้น หากมีเหลือก็จะหยิบรอบที่สอง!


   ฉินลิ่งอวี่รู้สึกสงสัยมาก “พ่อเฒ่าแม่เฒ่าทั้งหลาย เหตุใดพวกท่านจึงไม่หยิบมากๆในคราวเดียวเล่า เช่นนี้ก็ไม่ต้องหยิบเป็นรอบที่สองแล้ว”


   แม่เฒ่าคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าป่านยิ้มแล้วกล่าวว่า “ขอบคุณเถ้าแก่ร้านใจดีที่เลี้ยงขนมพวกเราทุกวัน พวกเราแก่แล้ว วันหนึ่งก็กินได้ไม่กี่ชิ้น เอาสองชิ้นไปให้หลานที่บ้านหรือแก้อยากเวลาอยากกินก็พอแล้ว!”


   “หากเอาไปหมด พี่น้องที่มาทีหลังก็จะไม่มีกินแล้ว”


   ฉินลิ่งอวี่ได้ยินดังนั้นก็หน้าแดงขึ้นมาทันที เขาไม่ได้คิดถึงจุดนี้เลย


   “ขออภัยด้วยขอรับ พ่อเฒ่าแม่เฒ่าทั้งหลาย ข้าโง่เขลาเกินไป ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย!” ฉินลิ่งอวี่รีบกล่าวขอโทษพวกเขาทันที


   “ไม่ต้องขอโทษหรอก ไม่ต้องขอโทษ เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด จะมาขอโทษพวกเราคนแก่พวกนี้ทำไมกัน!”


   ฉินลิ่งอวี่ยิ้มเขินๆ หยิบถาดขึ้นเตรียมจะเดินจากไป แต่มีคนแก่คนหนึ่งเรียกเขาไว้


   “เด็กน้อย ดูจากเสื้อผ้าของเจ้า เจ้าคงเป็นศิษย์ของสำนักศึกษาเติงเคอที่อยู่ข้างๆสินะ!”


   ฉินลิ่งอวี่พยักหน้าเบาๆ “ขอรับ ข้าเป็นศิษย์ของสำนักศึกษาเติงเคอจริงๆ”


   ชายชราเอ่ยปากอีกครั้ง “ดูอายุเจ้าก็ไม่มากนัก เจ้าคงเป็นถงเซิงสินะ”


   ฉินลิ่งอวี่ส่ายหน้า “ท่านลุง ข้าไม่ใช่หรอก ข้าสอบผ่านถงเซิงแล้ว!”


   “ว่าอย่างไรนะ เจ้าสอบผ่านถงเซิงแล้วหรือ” ไม่เพียงแต่ผู้เฒ่าที่ถามคำถามเมื่อครู่จะประหลาดใจ แม้แต่ผู้เฒ่าคนอื่นๆก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน


   ในสายตาของพวกเขา ฉินลิ่งอวี่ดูเหมือนจะมีอายุเพียงสิบสามสิบสี่ปีเท่านั้น เด็กขนาดนี้กลับสอบผ่านถงเซิงแล้วหรือ


   ฉินลิ่งอวี่เผชิญหน้ากับบรรดาผู้เฒ่ายากจนเหล่านี้โดยไม่มีท่าทีดูถูกแม้แต่น้อย “ถูกแล้ว ข้าสอบผ่านเป็นถงเซิงตั้งแต่อายุเก้าขวบแล้ว!”


   “อ๋า”


   ทันทีที่คำพูดของฉินลิ่งอวี่จบลง เสียงสูดลมหายใจด้วยความตกใจก็ดังขึ้นพร้อมกันทั่วบริเวณ!


   เสียงเด็กอายุเก้าขวบ!


   พวกเขาอาศัยอยู่ข้างสำนักศึกษาเติงเคอมานานแล้ว พวกเขาเข้าใจดีว่าการสอบเป็นถงเซิงนั้นยากเพียงใด


   บางคนใช้เวลาทั้งชีวิต แต่ก็สอบผ่านเป็นถงเซิงเท่านั้น แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีคนสอบผ่านเป็นถงเซิงตั้งแต่อายุเก้าขวบ


   นี่คือดาวแห่งวรรณกรรมที่ลงมาจากสวรรค์แท้ๆ!


   “มาๆๆ เจ้าเด็กน้อย รีบมาที่นี่เร็ว ให้ปู่ได้ดูเจ้าให้ชัดๆหน่อย!” ชายชราที่เพิ่งถามคำถามเมื่อครู่ยิ่งตื่นเต้นไม่หยุด!


   เขาไม่ได้เห็นเด็กที่มีแววดีเช่นนี้มานานมากแล้ว!


   “ข้าว่านะ พ่อเฒ่าเวิน เหตุใดเจ้าถึงได้เห็นเด็กที่เก่งกาจเช่นนี้ ตื่นเต้นมากสินะ”


   “แล้วเจ้าไม่ตื่นเต้นหรอกหรือ” ชายชราที่ถูกเรียกว่าพ่อเฒ่าเวินนั้นโต้กลับทันที


   ฉินลิ่งอวี่รู้สึกกลัวปฏิกิริยาของพวกเขาอยู่ในใจ เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกชายชราถึงได้ตื่นเต้นถึงเพียงนี้


   “เจ้าเด็กน้อย ไม่ต้องกลัวหรอก ข้าเคยเป็นอาจารย์สอนหนังสือมาก่อน!”


   ฉินลิ่งอวี่ได้ยินดังนั้นจึงค่อยๆผ่อนคลายความระแวง แล้วค่อยๆเดินเข้าไปใกล้


   “เด็กน้อย เจ้าชื่ออะไรหรือ ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้ว บ้านอยู่ที่ไหน ที่มีบ้านสมาชิกกี่คน”


   ฉินลิ่งอวี่งุนงงกับคำถามมากมายที่ถาโถมเข้ามา เขามองชายชราที่จับมือของตนไว้ด้วยความระแวงเหมือนเช่นเคย เขาไม่เข้าใจ เหตุใดชายชราตรงหน้าเขาถึงตื่นเต้นเช่นนี้


   หรือว่าเป็นเพราะเขาให้ขนมอีกฝ่ายมากเกินไป


   “เหล่าเวินเจ้ากำลังทำให้เขาตกใจนะ!” เสียงของแม่เฒ่านางหนึ่งดังขึ้น


   “อ๋า ขออภัยด้วยเด็กน้อย ข้าทำให้เจ้าตกใจไป ข้าแค่ตื่นเต้นเกินไปหน่อย”


   “ข้าแซ่เวิน ชื่อเวินเต้าหมิง แต่ก่อนก็เคยเป็นอาจารย์สอนหนังสือ หากเจ้าไม่รังเกียจ ต่อไปก็เรียกข้าว่าปู่เวินเถอะ” เวินเต้าหมิงรีบแนะนำตัวเองทันที


   “เด็กน้อย ข้าแซ่เซี่ย ชื่อเซี่ยอวิ่นสิง ต่อไปเจ้าเรียกข้าว่าลุงเซี่ยก็พอแล้ว!” พ่อเฒ่าอีกคนหนึ่งก็เอ่ยแนะนำตัวเอง


   “คารวะปู่เวิน คารวะปู่เซี่ย!”


   ฉินลิ่งอวี่ร้องทักทายทันที จากนั้นก็รีบพูดต่อว่า “ท่านปู่ทั้งสอง ข้าต้องไปก่อนแล้ว เมื่อข้ามีเวลาว่างจะมาเยี่ยมพวกท่านอีกนะ!"


   ก่อนที่ชายชราทั้งสองจะทันได้ตอบสนอง ฉินลิ่งอวี่ก็วิ่งออกไปโดยไม่หันกลับมามองแล้ว


   สวรรค์ ข้าตกใจแทบตาย เหตุใดพ่อเฒ่าทั้งสองคนนี้ถึงได้แปลกประหลาดเช่นนี้ แม้แต่แม่เฒ่าทั้งสองด้านหลังก็ดูแปลกประหลาดเช่นกัน


   ฉินลิ่งอวี่ตบอกตัวเองเบาๆเพื่อสงบสติอารมณ์ แล้วเดินกลับไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน


   ต้องไม่ทำให้เล่อเหนียงตกใจ!


   พ่อเฒ่าแม่เฒ่าในตรอกเห็นฉินลิ่งอวี่ที่วิ่งหนีไป ต่างก็ถอนหายใจอย่างหมดหนทาง


   “โธ่เอ๋ย กว่าจะได้พบเด็กที่มีแววดีสักคน แต่กลับขี้ขลาดเสียจนน่าใจหาย พูดแค่ประโยคเดียวก็วิ่งหนีไปแล้ว ช่างไม่สนุกเอาเสียเลย!”


   เวินเต้าหมิงส่ายหน้าพลางกล่าว “เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกหรือ มาถึงก็ถามว่าบ้านอยู่ที่ไหน ครอบครัวมีกี่คน อายุเท่าไหร่ เจ้าถามแบบนี้ใครจะไม่วิ่งหนีไปเล่า!”


   เซี่ยอวิ่นสิงจ้องตาพูดอย่างดุดัน


   “เฮ้ เหล่าเซี่ย ถ้าเจ้ามีฝีมือจริงก็อย่ามาแย่งคนกับข้าสิ!” เวินเต้าหมิงก็จ้องตากลับไปเช่นกัน!


   “พวกเราก็ใช้ความสามารถของตัวเองแล้วกัน!”



 บทที่ 495: ตระกูลอวี้



   “ฮูหยินสี่ ข้างหน้านั่นคืออำเภอจิ้นโจวแล้ว พวกเราจะหยุดพักสักครู่หรือไม่เจ้าคะ” หมิงจูถามด้วยความกังวล


   ตั้งแต่ออกจากบ้านมา พวกนางก็มุ่งหน้าสู่อำเภอจิ้นโจวโดยไม่หยุดพักเลยแม้แต่ก้าวเดียว แม้กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่จุดพักม้า พวกนางจึงเปลี่ยนรถม้าคันใหม่แล้วเร่งเดินทางต่อ


   ทั้งนางและหมิงจื้อต่างเป็นห่วงว่าสวี่ซิ่วอิงจะทนไม่ไหว


   “ไม่ได้ พวกเจ้าอดทนอีกหน่อย พวกเราต้องเข้าอำเภอจิ้นโจวให้เร็วที่สุด!” แม้ใบหน้าของสวี่ซิ่วอิงจะซีดขาว แต่นางก็ยังคงยืนกรานไม่ยอมหยุดพัก


   “ฮูหยินสี่ การที่ท่านจะไปอำเภอจิ้นโจวนั้นมีเรื่องเร่งด่วนอะไรหรือเจ้าคะ” หมิงจูเอ่ยปากถามอย่างกระวนกระวายใจ


   หากไม่ใช่เรื่องสำคัญจริงๆ นางคงไม่รีบร้อนถึงขนาดไม่หยุดพักแม้แต่ก้าวเดียว ถึงกับต้องเปลี่ยนม้าเพื่อเร่งเดินทาง!


   “ใช่ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด อีกทั้งยังเกี่ยวพันถึงชีวิตคน ดังนั้นพวกเราจึงหยุดไม่ได้!”


   สวี่ซิ่วอิงไม่ปิดบังพวกเขา ถึงอย่างไรเดี๋ยวพวกเขาก็ต้องรู้อยู่ดี ปิดบังไว้ก็ไม่มีประโยชน์


   หมิงจื้อที่ขับรถม้าอยู่ด้านนอกได้ยินดังนั้นก็เร่งความเร็วขึ้น พวกเขาเร่งรีบเดินทางมาตลอดทาง และเข้าเมืองได้ในอึดใจสุดท้ายก่อนที่ประตูเมืองจะปิด หมิงจูมองใบหน้าซีดเซียวของสวี่ซิ่วอิงด้วยความเป็นห่วงอย่างยิ่ง


   “ฮูหยิน ท้องฟ้ามืดแล้ว พวกเราควรหาโรงเตี๊ยมสักแห่งเพื่อพักค้างคืนและกินอาหารก่อนดีหรือไม่”


   สวี่ซิ่วอิงก็รู้ดีว่าพวกเขาเดินทางมาทั้งวัน ทุกคนต่างเหนื่อยล้าแล้วจึงตกลงที่จะหาโรงเตี๊ยมเพื่อพักผ่อน


   “แขกผู้มีเกียรติ พวกท่านต้องการแวะพักชั่วคราวหรือจะพักค้างคืนขอรับ”


   ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด วันนี้มีผู้คนจากนอกอำเภอจิ้นโจวเข้ามามากเป็นพิเศษ พวกเขาหาโรงเตี๊ยมหลายแห่งแต่ก็เต็มไปหมด ในที่สุดจึงจำใจต้องเลือกโรงเตี๊ยมที่ดูไม่โดดเด่นแห่งนี้ พวกเขาเพิ่งเดินมาถึงประตู เสี่ยวเอ้อร์ก็วิ่งออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม และยังกระตือรือร้นรับช่วงจูงรถม้าไว้


   “เสี่ยวเอ้อร์ ขอรบกวนจัดเตรียมห้องพักชั้นดีสองห้องให้ข้าด้วย แล้วก็เตรียมอาหารบ้านๆให้พวกข้าสักหน่อย!"


   เสี่ยวเอ้อร์ได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นยินดี “ได้เลยขอรับ แขกผู้มีเกียรติทั้งสาม เชิญด้านในเลยขอรับ เชิญด้านใน!”


   เสี่ยวเอ้อร์ในร้านยิ้มแย้มต้อนรับพวกเขาเข้าไป "เถ้าแก่ขอรับ ห้องพักชั้นดีสองห้อง!"


   “มาแล้ว มาแล้ว แขกผู้มีเกียรติทั้งสาม เชิญด้านในเลยขอรับ!” ชายร่างท้วมหน้าตาซื่อๆ ยิ้มแย้มเดินออกมาต้อนรับสวี่ซิ่วอิง


   พวกเขาสำรวจโรงเตี๊ยมตรงหน้าอย่างละเอียด โต๊ะและเก้าอี้ในโรงเตี๊ยมสะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นละออง


   เมื่อเดินเข้าไปในห้อง การจัดวางข้าวของในห้องก็เป็นระเบียบเรียบร้อยและดูสง่างาม สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดคือทั้งโรงเตี๊ยมกลับมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่เข้าพัก


   ช่างน่าขนลุกเกินไปหน่อยมิใช่หรือ!


   สวี่ซิ่วอิงถึงกับเกิดความรู้สึกอยากวิ่งหนีขึ้นมาแล้ว


   “ขอให้แขกพวกท่านรออยู่สักครู่ ข้าจะไปเตรียมอาหารให้พวกท่านเดี๋ยวนี้” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมผู้นั้นค้อมตัวให้พวกเขาแล้วก็เดินลงไป


   “ฮูหยินสี่ เหตุใดที่นี่จึงแปลกประหลาดเช่นนี้”


   หมิงจูขมวดคิ้วถาม “โรงเตี๊ยมแห่งนี้ดูไม่เล็กนัก อีกทั้งการตกแต่งก็อบอุ่นมาก เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดพักอาศัยเลยเล่า”


   สวี่ซิ่วอิงส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน แต่ข้าอยากจะหนีไปเสียแล้ว!”


   “ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปกันเดี๋ยวนี้เลย!” หมิงจูเป็นคนใจร้อน นางคว้าห่อสัมภาระขึ้นมาทันทีพร้อมจะออกเดินทาง!


   สวี่ซิ่วอิงห้ามนางไว้ “หมิงจู อย่าเพิ่งใจร้อนไป รอสักครู่ ข้าจะถามเถ้าแก่โรงเตี๊ยมก่อน หากมีสิ่งใดไม่ชอบมาพากล พวกเราค่อยจากไปก็ยังไม่สาย!”


   “เป็นเช่นนั้นแหละ จูเอ๋อร์ เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจไป หากโรงเตี๊ยมที่นี่มีเรื่องประหลาดจริง อย่างมากข้าก็จะไม่นอนคอยเฝ้าพวกเจ้าเอง ตอนนี้หากออกไปก็คงยากที่จะหาโรงเตี๊ยมอื่นให้พักเท้าได้แล้ว”


   เมื่อได้ยินฮูหยินกับพี่รองพูดเช่นนั้น หมิงจูก็ได้แต่ยอมแพ้ วางห่อผ้าลง เพียงแต่ตรวจสอบตามมุมห้องเท่านั้น


   ไม่นาน เถ้าแก่โรงเตี๊ยมและเสี่ยวเอ้อร์ก็ยกอาหารขึ้นมา


   “แขกผู้มีเกียรติ อาหารมาแล้ว เชิญรับประทานตามสบายนะขอรับ!”


   เจ้าของโรงเตี๊ยมวางอาหารลงบนโต๊ะแล้วพูดอย่างเกรงใจว่า “ขออภัยด้วยขอรับ แขกผู้มีเกียรติทั้งสาม ครัวหลังไม่มีอาหารอะไรเหลือแล้วจริงๆ อาหารเหล่านี้ถือว่าข้าเลี้ยงพวกท่านนะขอรับ พวกท่านก็ลองกินสักสองคำเถิด!”


   หมิงจื้อมองดูเถ้าแก่ร้านและลูกจ้างที่มีใบหน้าซื่อๆ แล้วถามตรงๆว่า “เถ้าแก่ ข้าเห็นร้านของพวกเจ้าก็ใหญ่โตดี เหตุใดถึงได้เงียบเหงาเช่นนี้”


   เถ้าแก่ยิ้มค้างไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มอย่างขมขื่นพลางกล่าวว่า “ร้านของพวกข้านี่ไปทำให้คุณชายตระกูลอวี๋ไม่พอใจเข้า คุณชายผู้นั้นประกาศห้ามไม่ให้ผู้ใดมากินอาหารและพักแรมที่ร้านของข้า ดังนั้นมันจึงกลายเป็นสภาพที่พวกท่านเห็นอยู่ในตอนนี้”


   “ตระกูลอวี๋”


   สวี่ซิ่วอิงมีสายตาที่มืดมนไม่ชัดเจน “ตระกูลอวี๋มีอิทธิพลมากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ แค่บอกว่าไม่ให้ผู้คนมากินอาหารที่ร้านของพวกเจ้า ผู้คนก็ไม่มาเลยหรือ”


   เถ้าแก่ยิ้มอย่างขมขื่นไม่หยุด “ตระกูลอวี๋เป็นผู้มีอิทธิพลในแถบนี้ พวกเขามีทรัพย์สินมากมาย แทบจะผูกขาดการทำมาหากินทั้งหมดในจิ้นโจว อย่าว่าแต่พวกข้าที่เป็นสามัญชนธรรมดาไม่กล้าทำให้ไม่พอใจเลย แม้แต่นายอำเภอเองก็ยังต้องให้เกียรติพวกเขาสามส่วนเชียวนะ"


   “พวกเจ้าไปทำอะไรให้ตระกูลอวี๋โกรธกันหรือ” หมิงจื้อถามอย่างอยากรู้อยากเห็น


   เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของเถ้าแก่ เขารีบพูดว่า “เถ้าแก่ ข้าแค่อยากรู้เท่านั้น หากไม่สะดวกจะเล่าก็ถือว่าข้าไม่ได้ถาม ท่านไม่ต้องคิดมากไป!”


   เถ้าแก่ยิ้มขื่นแล้วเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พวกเขาฟัง


   “เมื่อสามเดือนก่อน คุณชายสามแห่งตระกูลอวี๋ อวี๋เฉิงได้ลักพาตัวเด็กสาวอายุไม่ถึงสิบสามปีกลางถนน ลากนางผู้มาที่โรงเตี๊ยมของข้าด้วยเจตนาชั่วร้าย ข้าทนดูไม่ได้จึงออกปากห้ามเขา”


   “ผลก็คืออวี๋เฉิงโกรธจัดด้วยความอับอาย ไม่เพียงแต่โยนเด็กสาวผู้บริสุทธิ์ลงมาจากชั้นบนจนนางเสียชีวิต แต่ยังขู่ว่าจะไม่ให้ข้าอยู่ในอำเภอจิ้นโจวอย่างสงบสุขอีก”


   เถ้าแก่กล่าวพลางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา “สามเดือนที่ผ่านมานี้ ข้าถูกผู้คนรังเกียจไปทั่ว ออกไปซื้อของก็ไม่มีใครขายให้ข้าแล้ว พูดคุยกับผู้อื่น พวกเขาก็หลีกเลี่ยงข้าราวกับงูพิษ เสี่ยวเอ้อร์ในร้านก็ทยอยจากไปทีละคน เหลือแต่ฟู่จื่อน้อยที่ยังคงอยู่กับข้า พูดตามตรง ข้าตั้งใจว่าจะปิดร้านพรุ่งนี้ แล้วไปหาทางทำมาหากินที่อื่น”


   หมิงจื้อโกรธจนตบโต๊ะ “รังแกกันเกินไปแล้ว ทางการไม่จัดการอะไรเลยหรือ”


   เถ้าแก่ยิ้มขมขื่นพลางส่ายหน้า “จัดการหรือ จะจัดการอย่างไรเล่า”


   “ก่อนหน้านี้ก็เคยมีนายอำเภอคนใหม่เข้ามาจัดการ เขาเคยจับคนในตระกูลอวี๋ที่ทำผิดเข้าคุกอย่างเด็ดขาด แต่เพียงแค่สามวัน แค่สามวันเท่านั้น นายอำเภอผู้นั้นกลับสิ้นใจอย่างไม่ทราบสาเหตุกลางถนน”


   “ตอนที่นายอำเภอผู้นั้นสิ้นชีวิต เขาเพิ่งอายุได้ยี่สิบหกปีเท่านั้น ช่วงอายุที่ดีที่สุดของชีวิต กลับต้องมาสิ้นใจอย่างไม่ทราบสาเหตุกลางถนนเช่นนี้”


   “ตระกูลอวี๋นี่ช่างไม่ใช่คนดี กล้าฆ่าแม้แต่นายอำเภอ พวกเขากล้าหาญเกินไปแล้ว”


   หมิงจื้อโมโหจนทนไม่ไหว หากรู้แต่แรกเขาคงลากตัวเหลียวเฉินมาด้วยแล้ว


   ให้เหลียวเฉินแอบเข้าไปในตระกูลอวี๋ตอนกลางดึกแล้วจัดการซะ


   แน่นอนว่าเขาเองก็สามารถเข้าไปได้ เพียงแต่เขาต้องอยู่ที่นี่เพื่อปกป้องฮูหยินสี่


   ต้องเป็นเช่นนี้แน่นอน เขาจะไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าวรยุทธ์ของเขายังไม่ถึงขั้น!


   “ข้าได้ยินมาว่าคุณชายตระกูลอวี๋ อวี๋ชิง เป็นคนไม่เลวเลยทีเดียว!”



  บทที่ 496: อยากตายแต่ไม่อยากเจ็บปวด



   “คุณชายอวี๋นั้นเป็นคนดีจริงๆ แต่ตอนนี้สถานการณ์ของเขาก็ลำบากมากเช่นกัน!" เถ้าแก่กล่าวด้วยความเสียดาย


   “ตอนนี้สถานการณ์ของเขาในอำเภอจิ้นโจวก็ไม่ต่างจากข้าเท่าไหร่”


   สวี่ซิ่วอิงได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว “ไม่ใช่ว่าคนตระกูลอวี๋นั้นยโสโอหังไม่มีใครกล้ายุ่งด้วยหรอกหรือ แล้วเหตุใดคุณชายอวี๋ถึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้”


   เถ้าแก่หันมามองประตูด้านนอกแล้วปิดประตู จากนั้นก็มองไปที่ด้านนอกแล้วปิดหน้าต่าง นั่งลงบนโต๊ะแล้วกระซิบว่า


   “ข้าจะแอบเล่าให้ท่านฟังนะ พวกท่านอย่าได้นำไปเล่าต่อเด็ดขาดนะ!”


   พวกสวี่ซิ่วอิงรีบพยักหน้า “เถ้าแก่วางใจได้ พวกข้าจะไม่นำเรื่องนี้ไปพูดข้างนอกแน่นอน!”


   เถ้าแก่รินชาให้ตัวเองหนึ่งถ้วย หลังจากดื่มชาเสร็จก็เริ่มเล่าถึงสาเหตุของเรื่องราวอย่างช้าๆ


   “ว่ากันว่าคุณชายอวี๋ชิง แต่เดิมมีคู่หมั้นที่เป็นเพื่อนเล่นตั้งแต่เด็ก ทั้งสองคนได้กำหนดวันแต่งงานไว้แล้ว แต่แล้วคู่หมั้นของคุณชายอวี๋ชิง กลับถูกอวี้เฉิงที่เพิ่งกลับมาจากการเที่ยวเตร่ต่างถิ่นหมายปอง”


   “อวี้เฉิงคนนั้นถึงกับฉวยโอกาสตอนที่คุณชายอวี๋ชิงออกไปข้างนอก พยายามจะล่วงเกินคู่หมั้นของเขา แต่ไม่คาดคิดว่าคู่หมั้นของคุณชายอวี๋ชิงจะเป็นสตรีที่เด็ดเดี่ยวอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้ต้องอับอาย นางจึงปลิดชีพตัวเองด้วยการกรีดคอ”


   เมื่อสวี่ซิ่วอิงได้ยินดังนั้น ดวงตาของนางก็ลุกโชนด้วยความโกรธ นางพยายามข่มความโกรธในใจไว้ แกล้งทำเป็นสงบถามว่า “แล้วต่อมาเป็นอย่างไร”


   “แล้วเรื่องราวจบลงอย่างไร”


   เถ้าแก่ถอนหายใจ “จะจบลงอย่างไรได้ ก็ใช้เงินจ่ายไปสิ!”


   “ว่าอย่างไรนะ นั่นมันชีวิตคนที่มีลมหายใจอยู่นะ แค่ใช้เงินจ่ายก็จบแล้วเหรอ”


   “แล้วคุณชายอวี๋ชิงไม่ได้ทำอะไรเลยหรือ”


   “ทำสิ!” เถ้าแก่จิบชาอีกครั้งแล้วกล่าวว่า “ข้าได้ยินมาว่าวันนั้นคุณชายอวี๋ชิงถือมีดไล่ล่าอวี้เฉิงไปทั่วอำเภอจิ้นโจว ไม่สนใจชีวิตตัวเอง เพียงต้องการตายพร้อมกับอวี้เฉิง แต่สุดท้ายก็ถูกคนตระกูลอวี้ขัดขวางไว้”


   “หลังจากนั้นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สองพี่น้องนี้แม้ไม่มีทางคืนดีกันได้ แต่ก็ไม่ถึงขั้นต้องฆ่าฟันกัน!”


   “แต่หลังจากนั้นคุณชายอวี๋ชิงก็ถูกผู้คนรังเกียจไปทั่ว สถานการณ์ของเขาคงไม่ดีไปกว่าข้าหรอก!”


   หมิงจื้อและหมิงจูได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจด้วยความสลดใจ แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างนั้น แต่การที่ต้องเห็นศัตรูที่ฆ่าว่าที่ภรรยาของตนเดินผ่านไปมาทุกวัน คงทำให้จิตใจของเขาทุกข์ทรมานเป็นแน่


   ส่วนสวี่ซิ่วอิงดวงตาเต็มไปด้วยความสงสารอย่างลึกซึ้ง “โอ้ ดูปากข้าสิ พอเริ่มพูดก็หยุดไม่ได้เลย ขออภัยด้วยนะทุกท่าน พวกท่านกินข้าวให้อร่อยนะ หากมีอะไรก็เรียกข้าได้”


   เถ้าแก่ลุกขึ้นยืน กล่าวคำขอโทษแก่พวกเขาแล้วก็จากไป


   “ฮูหยิน ท่านเป็นอะไรไป เหตุใดสีหน้าดูแย่เหลือเกิน” หมิงจูมองสีหน้าซีดเซียวของสวี่ซิ่วอิงรีบถามด้วยความกังวล


   สวี่ซิ่วอิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากในที่สุด “หมิงจื้อ เจ้าไปที่ร้านหนังสือทางทิศตะวันออกของเมืองหน่อย ดูซิว่าคุณอวี๋ชิงอยู่หรือไม่ ถ้าอยู่ก็บอกให้เขามาที่นี่”


   “หา” หมิงจื้อและหมิงจูมองหน้าสวี่ซิ่วอิงด้วยความงุนงง


   “ฮูหยิน ท่านอย่าได้สงสารเขาเพียงเพราะได้ยินเรื่องราวของเขานะเจ้าคะ หากท่านทำเช่นนั้น คุณชายสี่จะโกรธเอาได้” หมิงจูพูดด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว


   สวี่ซิ่วอิงมองดูปากที่พองออกเหมือนกบอย่างจนปัญญาแล้วยิ้มเล็กน้อย “อวี๋ชิง...เขาเป็นน้องชายของข้า!”


   “หา!?” คราวนี้หมิงจูและหมิงจื้อยิ่งสงสัยมากขึ้น


   ไม่ใช่ว่าฮูหยินสี่เป็นเด็กกำพร้าที่พ่อแม่เสียชีวิตทั้งคู่หรอกหรือ เมื่อไหร่ถึงได้มีน้องชายผุดขึ้นมาได้ และยังเป็นน้องชายที่มีฐานะยิ่งใหญ่เช่นนี้อีก


   “ไปก่อนเถอะ ภายหลังข้าจะค่อยๆอธิบายให้พวกเจ้าฟัง!”


   สวี่ซิ่วอิงหยุดชั่วครู่แล้วเอ่ยปากอีกครั้ง “หากเขามาจำไว้ว่าต้องให้เขาหลบคนหน่อย ข้ายังไม่อยากเข้าไปอยู่ในสายตาของคนทั้งครอบครัวเร็วขนาดนี้”


   หมิงจื้อตอบรับเสียงหนึ่ง แล้วเปิดประตูห้องออกไป


   ……


   ณ ร้านหนังสือทางทิศตะวันออกของเมือง อวี๋ชิงกำลังเก็บข้าวของเตรียมกลับบ้านที่ทำให้เขารู้สึกรังเกียจอย่างยิ่ง


   หมิงจื้อยืนอยู่นอกประตู สำรวจร้านหนังสือเล็กๆที่ค่อนข้างทรุดโทรมตรงหน้า เขารู้สึกไม่อยากเชื่อว่าตระกูลอวี๋ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจะมีร้านหนังสือเล็กๆที่ทั้งเล็กทั้งเก่าแบบนี้ และยิ่งไปกว่านั้นยังต้องคอยดูแลทุกวันอีก!


   “คุณชาย ท่านต้องการอะไรหรือครับ” อวี๋ชิงที่กำลังจัดเก็บข้าวของอยู่นั้นรู้สึกว่ามีคนเดินเข้ามา ยังไม่ทันเงยหน้าขึ้นมองก็เอ่ยออกมาก่อนแล้ว


   “หืม”


   อวี๋ชิงมองชายหนุ่มตรงหน้าที่ดูคุ้นตาอยู่บ้าง “คุณชาย พวกเราเคยพบกันที่ไหนมาก่อนหรือไม่ ข้ารู้สึกคุ้นหน้ากับท่านอยู่บ้าง”


   หมิงจื้อพยักหน้า “พวกเราเคยพบกันมาก่อนจริงๆ!”


   “คุณชายอวี๋ชิง ฮูหยินของพวกเราเชิญท่านไปพบ!” อวี๋ชิงมองดูหมิงจื้อด้วยสีหน้าระแวดระวัง


   “ฮูหยินของบ้านพวกเจ้าเป็นผู้ใดกัน”


   ท้องฟ้ามืดลงแล้ว ฮูหยินที่เป็นคนดีของบ้านใดกัน จะเชิญชายหนุ่มไปพบในยามค่ำคืนเช่นนี้


   “คุณชายอวี๋ชิง ท่านไม่ต้องกังวลหรือกลัว ฮูหยินของพวกข้านั้นท่านก็รู้จัก ท่านเคยพบนางมาก่อนแน่นอน!” หมิงจื้อเผยรอยยิ้มที่คิดว่าอ่อนโยน


   แต่ในสายตาของอวี๋ชิงรอยยิ้มของหมิงจื้อนั้นไม่ได้มีเจตนาดี อีกทั้งยังรู้สึกว่าเขาจะถูกจับตัวไปขายในทันที


   “ข้าไม่ไป หากฮูหยินของท่านมีธุระอันใดจริง ก็ให้นางมาพบข้าที่นี่ในวันพรุ่งนี้เถิด” อวี๋ชิงกล่าวพลางจัดห่อสัมภาระขึ้นสะพายหลังเตรียมตัวกลับบ้าน


   หมิงจื้อเห็นว่าเขาไม่ยอมรับฟังเหตุผลใดๆ จึงหรี่ตามองแล้วแบกเขาขึ้นมาทันที


   “คุณชายอวี๋ชิง ข้าบอกแล้วว่าฮูหยินของบ้านพวกข้าต้องการพบท่าน เหตุใดท่านถึงไม่ตอบรับข้าเล่า”


   อวี๋ชิงรู้สึกหมดหนทาง “ข้าบอกท่านแล้วนะ ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว ฮูหยินของบ้านพวกท่านนัดข้าไปพบในเวลาเช่นนี้ หากถูกจับได้จะทำอย่างไร”


   “อีกอย่างข้าไม่เคยรู้จักฮูหยินคนไหนมาก่อนเลย ข้าว่าท่านจำผิดคนแล้ว”


   อวี๋ชิงพูดพลางหัวเราะเยาะตัวเอง “คนอย่างข้าที่เหมือนหนูถูกไล่ล่าตามถนน ทุกคนต่างก็ตะโกนให้ฆ่าข้า แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีคนมาเป็นเพื่อนกับข้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีฮูหยินคนไหนมาตามหาข้าหรอก!”


   หมิงจื้อไม่สนใจคำเยาะเย้ยตัวเองของเขา แล้วแบกเขาหลบฝูงชนวิ่งเข้าไปในโรงเตี๊ยมอย่างรวดเร็ว!


   อวี๋ชิงเห็นตัวเองถูกแบกไปยังที่ที่เปลี่ยวร้างมากขึ้นเรื่อยๆ ในใจกลับรู้สึกโล่ง อก ต่อไปนี้จะเป็นการฆ่าปิดปากข้าใช่หรือไม่ อย่างไรเสียเขาก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว แต่เขาไม่สามารถฆ่าตัวตายได้ หากชายตรงหน้านี้ฆ่าเขา เขาก็จะได้หลุดพ้นเสียที


   “ท่านผู้กล้าหาญ เมื่อถึงเวลาที่ท่านลงมือ ขอรบกวนท่านทำอย่างรวดเร็ว ให้ข้าเจ็บปวดน้อยที่สุด” อวี๋ชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มีความตื่นเต้นอยู่บ้าง ราวกับว่านางกำลังรอคอยที่จะถูกผู้อื่นสังหาร


   “คุณชายอวี๋ชิง ท่านอย่างพูดอะไรไร้สาระได้หรือไม่”


   หมิงจื้อตกใจกับคำพูดของอวี๋ชิงจนเกือบจะสะดุดล้มลงบนพื้น


   “ข้าจะไม่พูดแล้ว แต่ท่านจะลงมือเมื่อไหร่เล่า!”


   หมิงจื้อถึงกับพูดไม่ออกอีกครั้ง ข้าแบกอีกฝ่ายเข้าไปในโรงเตี๊ยมแล้ว โยนเขาเข้าไปในห้องของสวี่ซิ่วอิงโดยตรง



   บทที่ 497: ขอความช่วยเหลือ



   “โอ๊ย! ก้นข้า!”


   อวี๋ชิงกุมก้นที่ถูกกระแทกกับพื้นพลางร้องครวญครางไม่หยุด


   “ข้าพูดดีๆแล้วนะ ถ้าเจ้าจะฆ่าจะแกงก็ลงมือเลย เหตุใดต้องมาโยนข้าแบบนี้ด้วย…”


   อวี๋ชิงพูดยังไม่ทันจบก็ได้กลิ่นหอมสดชื่น ตามด้วยมือขาวผ่องยื่นเข้ามา


   อวี๋ชิงเงยหน้าขึ้นมองตามแขนนั้นไปช้าๆ เพียงแค่แวบเดียวก็ตะลึงงัน


   “ท่าน...ท่าน...ท่านไม่ใช่แม่นางสวี่จากหมู่บ้านตระกูลฉินหรอกหรือ” อวี๋ชิงรีบลุกขึ้นมาถามอย่างรวดเร็ว


   “เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่เล่า”


   สวี่ซิ่วอิงไม่ได้ตอบคำถามของเขา แต่กลับพับแขนเสื้อขึ้นแล้วยิ้มพลางร้องเรียก “รุ่นจือ ไม่ได้พบกันนานเหลือเกิน!”


   โครม


   อวี๋ชิงยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับถูกฟ้าผ่า ดวงตาจ้องมองรอยแผลเป็นบนแขนของสวี่ซิ่วอิง อย่างไม่วางตา


   “ท่านคือ...ท่านคือพี่ข้าหรือ” อวี๋ชิงถามด้วยเสียงสั่นเครือ


   สวี่ซิ่วอิงกล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้า “หรุ่นจือ ข้าคืออวี๋หวั่นเซี่ย!”


   “พี่สาว!” อวี๋ชิงโผเข้ากอดสวี่ซิ่วอิงทันที แล้วร่ำไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น


   “พี่สาว หลายปีมานี้ท่านหายไปไหนมา ข้าตามหาเจ้าจนท้าไปหมดแล้ว!”


   “อารองทำตัวเหมือนกับไม่ใช่คน พวกเขารังแกข้า!”


   สวี่ซิ่วอิงร้องไห้พลางพูดว่า “ข้าขอโทษรุ่นจือ ข้าอ่อนแอเกินไป”


   หมิงจื้อและหมิงจูรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า พวกเขายืนนิ่งอยู่กับที่ มองดูพี่น้องสองคนที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญ


   ที่แท้พวกนางก็คือคุณหนู นางมีฐานะไม่ธรรมดาจริงๆ อีกทั้งคุณอวี๋ชิงก็เป็นน้องชายของฮูหยินพวกเขาจริงๆ ถ้าอย่างอวี๋ชิงก็เป็นน้าของคุณหนูเล่อเหนียงใช่หรือไม่


   อีกทั้งยังเป็นน้าของคุณชายเจ็ดด้วย...


   ตอนนี้พวกเขาดูเหมือนจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดฮูหยินสี่จึงยืนกรานที่จะรีบเร่งเดินทางมายังอำเภอจิ้นโจวอย่างไม่หยุดพัก นั่นก็เพราะว่าคุณชายเจ็ดรอไม่ไหวแล้วนั่นเอง


   เมื่อคิดได้ดังนี้หมิงจื้อและหมิงจูก็ไม่อาจอยู่ในห้องต่อไปได้อีก คนหนึ่งบินออกไปทางหน้าต่าง อีกคนเดินออกไปทางประตู


   “พี่สาว ตอนนั้นท่านหายไปไหน ข้าตามหาท่านอย่างไรก็ไม่พบ!” อวี๋ชิงกล่าวพลางเช็ดน้ำตา


   ตอนนั้นหลังจากที่เขากลับมาจากสำนักศึกษาก็ได้ยินว่าพี่สาวหนีออกจากบ้านไปแล้ว


   ตอนที่พี่สาวของเขาหนีออกจากบ้านไป นางอายุเพียงสิบสองปีเท่านั้น


   สวี่ซิ่วอิงยิ้มพลางช่วยเช็ดน้ำตาให้นาง “เรื่องในอดีตผ่านไปแล้ว ไม่ต้องพูดถึงมันอีกก็ได้ แต่ว่าเจ้าล่ะ ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง”


   อวี๋ชิงยิ้มขื่น “หลังจากที่ท่านแม่จากไป ท่านพ่อก็ออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่ว ไม่สนใจเรื่องในบ้านอีกเลย”


   “แม้กระทั่งกลับบ้านก็ยังกลับมาน้อยครั้ง ดังนั้นตอนนี้ตระกูลอวี๋จึงมีเพียงครอบครัวของอารองที่ยิ่งใหญ่เพียงผู้เดียว!”


   สวี่ซิ่วอิงคิดไว้แล้วแต่แรก ดังนั้นจึงไม่รู้สึกประหลาดใจกับเรื่องนี้แต่อย่างใด


   “ข้าได้ยินผู้อื่นพูดถึงคู่หมั้นของเจ้า…” สวี่ซิ่งอิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถามต่อ


   “พี่สาวอยากถามเรื่องของชิงเหอใช่หรือไม่” อวี๋ชิงถามด้วยรอยยิ้มขื่น


   สวี่ซิ่วอิงพยักหน้าเบาๆ “ข้าเพียงแค่ได้ยินผู้อื่นเล่าให้ฟังเท่านั้น อีกทั้งชุดแต่งงานนั้นข้าก็ช่วยซ่อมแซม ดังนั้นข้าจึงรู้สึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”


   “หากเจ้าไม่อยากเล่าก็ถือว่าข้าไม่ได้ถามเถอะ”


   อวี๋ชิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก “จริงๆแล้วก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ว่าอวี๋เฉิงคนชั่วช้านั่นหมายปองความงามของชิงเหอ อยากจะครอบครองนาง ชิงเฉิงยอมตายไม่ยอมจำนน จึงกรีดคอตัวเองเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์”


   สวี่ซิ่วอิงฟังอวี๋ชิงพูดออกมาอย่างเบาๆ แต่นางสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดในใจของอวี๋ชิง


   “แล้วต่อมาเป็นอย่างไร เหตุใดถึงจบลงง่ายๆเช่นนี้” สวี่ซิ่วอิงพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็โมโห


   “ข้าได้ยินว่าใช้เงินแก้ปัญหาใช่หรือไม่”


   อวี๋ชิงพยักหน้า “แต่เดิมข้าตั้งใจจะตายพร้อมกับอวี๋เฉิง แต่ท่านพ่อของชิงเหอห้ามข้าไว้ เขาบอกว่าอวี๋เฉิงไม่คู่ควรให้ข้าต้องเอาชีวิตไปแลก อีกทั้งชิงเหอก็ไม่อยากให้ข้าต้องสละชีวิตเพื่อสัตว์เดรัจฉานเช่นนั้น”


   “ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนั้นกิจการของพ่อชิงเหอมีปัญหาบาง ไม่มีเงินหมุนเวียน จึงไม่มีทางเลือกนอกจากเรียกค่าชดเชยก้อนใหญ่จากอวี๋เฉิง แล้วเรื่องก็จบลงแค่นั้น!”


   สวี่ซิ่วอิงได้ยินดังนั้นก็ตบโต๊ะอย่างแรง “รังแกกันเกินไปแล้ว!”


   “หากท่านพ่อและท่านย่ายังอยู่ คนอย่างอารองจะทำอย่างไรได้” อวี๋ชิงรู้สึกหมดหนทางเช่นกัน “ใช่แล้ว หากท่านพ่อยังอยู่ พี่สาวก็คงไม่ต้องระเหเร่ร่อนอยู่ข้างนอกมาเป็นเวลาสิบกว่าปี และครอบครัวของอารองก็คงไม่กล้าข่มเหงรังแกพวกเราเช่นนี้”


   “และชิงเหอก็คงไม่ต้องตายด้วยน้ำมือของสัตว์เดรัจฉานผู้นั้น!”


   หลังจากอวี๋ชิงพูดจบ ทั้งสองคนก็ตกอยู่ในความเงียบ พวกเขาจะโทษท่านพ่อของพวกเขาได้หรือ


   ไม่ได้เลย!


   “รุ่นจือ ครั้งนี้ข้ามาเพราะประสบปัญหา ข้าก็ไม่รู้ว่าเจ้าจะช่วยข้าได้หรือไม่!” สวี่ซิ่วอิงแต่เดิมมาอำเภอจิ้นโจวก็เพื่อขอความช่วยเหลือจากอวี๋ชิง


   แต่ในเวลานี้ที่อวี๋ชิงพบเจอกับความยากลำบากเช่นนี้ นางก็ไม่รู้ว่าเขาจะสามารถช่วยตนเองได้หรือไม่ แต่หากไม่มีตระกูลอวี๋ช่วยเหลือ นางก็ไม่วางใจที่จะให้เสี่ยวชีและเล่อเหนียงเข้าไปยังวังหลวงกินคนนั้น


   “พี่สาวเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ท่านบอกข้ามาเถิด ข้าจะทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อช่วยท่านเอง”


   “หากข้าแก้ไขไม่ได้ ข้าก็จะไปขอร้องให้ท่านย่าออกหน้า!”


   สวี่ซิ่วอิงถอนหายใจแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้อวี๋ชิงฟัง อวี๋ชิงได้ยินแล้วถึงกับตะลึง เขาไม่คิดว่าพี่สาวของเขาจะมีชะตาชีวิตเช่นนี้ รับเลี้ยงลูกชายมาคนหนึ่งซึ่งกลับกลายเป็นองค์ชายใหญ่แห่งราชสำนัก!


   ยิ่งไปกว่านั้นหลานชายทั้งสองของเขากลับเป็นเพียงถงเซิง ส่วนพี่เขยของเขาตอนนี้ก็ติดตามท่านอ๋องเจ็ดและแม่ทัพเผ่ยไปต่อสู้ที่ชายแดน


   สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหลานสาวของเขากลับมีความพิเศษอัศจรรย์เช่นนี้ รอจนกระทั่งพี่เขยประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงกลับมา ฐานะและตำแหน่งของพี่สาวจะไม่ต่ำกว่าตอนอยู่ในตระกูลอวี๋แน่นอน


   เมื่อถึงเวลานั้น เขาก็จะมีพี่เขยเป็นแม่ทัพ หลานชายเป็นองค์รัชทายาท อีกทั้งยังมีหลานชายอัจฉริยะสองคนและหลานสาวที่มีความสามารถรอบด้านอีกหนึ่งคน


   ช่างน่าตื่นเต้นเหลือเกิน…


   “พี่สาว ท่านหมายความว่า ให้ตระกูลอวี๋คุ้มครองเด็กสองคนนี้อย่างลับๆใช่หรือไม่”


   สวี่ซิ่วอิงพยักหน้า “ตระกูลอวี๋เป็นพ่อค้าในราชสำนักมาหลายชั่วอายุคน ในวันเทศกาลเทศกาลชิวจี้ ตระกูลอวี๋ในฐานะพ่อค้าในราชสำนักจะต้องเข้าร่วมอย่างแน่นอน”


   “แต่ข้าไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้เข้าร่วมในวันนั้น หากเป็นอารองแล้ว เกรงว่าเรื่องราวจะยิ่งแย่ลงไปอีกมาก”


   อวี๋ชิงตบโต๊ะ “พี่สาวเพิ่งพูดไปว่าครอบครัวอารองไม่มีความสำคัญอะไร อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาของฮ่องเต้แล้ว ตอนนี้จะจัดการทุกอย่างใหม่ก็ไม่ทันแล้ว ทางเดียวที่เหลือคือต้องขอร้องให้ท่านย่าออกหน้า”


   “แต่ตอนนี้ท่านย่าอยู่ที่ไหนกัน ทั้งเจ้าและข้าต่างก็ไม่รู้ว่าจะไปตามหาอย่างไร” สวี่ซิ่วอิงรู้สึกกระวนกระวายอย่างยิ่ง


   ตอนนางมาถึงอำเภอจิ้นโจว เขาไม่ได้คิดเลยว่าตอนนี้อวี๋ชิงจะอยู่ภายใต้การควบคุมของอาสองแล้ว


    ยิ่งไปกว่านั้นอวี๋ชิงก็พูดอะไรไม่ได้แล้ว


   “พี่สาว ท่านวางใจได้ ทุกอย่างนี้มอบให้ข้า ข้าจะออกเดินทางไปตามหาท่านย่ากลับมาเดี๋ยวนี้!”


   นั่นมันไม่ใช่ อวี๋ชิง เด็กไร้ค่านั่นหรอกหรือ ดึกดื่นป่านนี้ยังเดินเพ่นพ่านอยู่บนถนนอีก ไม่มีเงินใช้แล้วออกมาขโมยไก่ลักสุนัขหรือ?"


   อวี๋เฉิงเพิ่งกลับมาจากการเที่ยวเตร่กับพวกสหาย พอออกมาก็เห็นอวี๋ชิงกำลังรีบร้อนกลับบ้าน จึงขวางทางเขาไว้ทันที


   “ไอ้เศษสวะ ไสหัวไป!”



  บทที่ 498: ไร้ค่าก็ไร้ค่าสิ้นดี



   ตอนนี้อวี๋ชิงไม่อยากจะรักษามารยาทกับอวี๋เฉิงอีกต่อไปแล้ว จึงง้างขาเตะเขากระเด็นออกไปไกล


   แต่ก่อนตอนพี่สาวหายตัวไป เขาก็ออกจากบ้านทุกวัน ผู้เป็นย่าก็อาศัยอยู่ในอารามเต๋าเป็นเวลานาน เขาเองก็ไม่มีอารมณ์จะจัดการเรื่องในบ้าน จึงทำให้ครอบครัวของอารองฉวยโอกาสนี้


   ตอนนี้พี่สาวกลับมาแล้ว เขาต้องปกป้องพี่สาว ต้องปกป้องหลานชายและหลานสาว ดังนั้นตั้งแต่นี้ไปเขาจะลุกขึ้นมาจัดการเอง


   “เจ้า...เจ้าขอทาน! เจ้ากล้าเตะข้านายท่านแบบข้าหรือ!” อวี๋เฉิงคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความเจ็บท้อง และมองอวี๋ชิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ


   “เจ้าว่าใครคือนายท่านนะ” อวี๋ชิงเตะอีกทีหนึ่ง และครั้งนี้เขาเตะไปที่หน้าอกของอีกฝ่าย อวี๋เฉิงร้องครางด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่ดวงตาทั้งสองข้างจะปิดลงและสลบไปในทันที


   “คุณชายอวี๋!” สหายร่วมดื่มเห็นอวี๋เฉิงสลบไป จึงร้องเรียกด้วยความตกใจ


   แต่พวกเขาก็แค่ร้องด้วยความตกใจเท่านั้น แต่ไม่กล้าเข้าไปใกล้แต่อย่างใด เพราะตอนนี้อวี๋ชิงดูเหมือนคนเสียสติไปแล้วจริงๆ


   “พวกเจ้ามัวยืนบื้ออันใด ไสหัวไปให้พ้น!” อวี๋ชิงจ้องพวกเขาด้วยสายตาดุดัน


   พวกสหายไม่เอาไหนเหล่านั้นรีบวิ่งหนีกันไปอย่างลนลาน ทิ้งให้อวี๋เฉิงนอนสลบอยู่บนพื้น อวี๋ชิงหัวเราะเย็นชาเบาๆ แล้วยกเท้าเตะอวี๋เฉิงอีกสองสามที จากนั้นก็หาม้าตัวหนึ่งออกจากเมืองไป


   อำเภอจิ้นโจวถึงเวลาห้ามออกนอกเคหสถานแล้ว ประตูเมืองก็ถูกลงกลอนไปนานแล้ว ตามหลักการแล้วไม่น่าจะออกไปได้


   แต่สำหรับอวี๋ชิงแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย เขาใช้เตะทหารเฝ้าประตูออกไปด้านข้างโดยตรง จากนั้นก็เปิดประตูและออกจาเมืองไป


   เจ้าหน้าที่ยามที่ถูกเตะออกไปด้านข้างนั้นกล้าโกรธแต่ไม่กล้าพูดอะไร ใครจะให้ตระกูลอวี๋เป็นอิทธิพลในอำเภอจิ้นโจวเล่า


   แม้แต่นายอำเภอยังไม่กล้าล่วงเกิน แล้วจะพูดถึงพวกเขาที่เป็นเพียงกุ้งเล็กปลาน้อยได้อย่างไร


   “ฮูหยินสี่ คุณชายอวี๋จะสามารถหาวิธีได้จริงหรือ” หมิงจื้อเอ่ยปากด้วยความกังวล


   พวกเขาก็รู้ถึงสถานะที่แท้จริงของคุณชายเจ็ด พวกเขาย่อมรู้ว่าสถานการณ์ของคุณชายเจ็ดในตอนนี้ยากลำบากเพียงใด เพียงแค่เขาเกิดเรื่องขึ้นทั้งตระกูลฉินและหมู่บ้านตระกูลฉินทั้งหมดก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย!


   เบาสุดก็เสียชีวิต หนักสุดก็ถูกบดกระดูกโปรยเถ้าธุลี ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องตายอยู่ดี! ดูว่าวิธีตายแบบไหนจะมีศักดิ์ศรีมากกว่ากันเท่านั้นเอง


   “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตา”


   สวี่ซิ่วอิงถอนหายใจลึกๆ นางไม่คิดว่าตระกูลอวี๋ในปัจจุบันจะกลายเป็นเช่นนี้อารองกับท่านพ่อไม่ถูกกันมาตลอด เมื่อท่านพ่อไม่อยู่ อวี๋ชิงก็ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในบ้านอีกต่อไป นางไม่รู้ว่าการมาครั้งนี้ของนางถูกต้องหรือผิดพลาดกันแน่


   อวี๋ชิงควบม้ามาทั้งคืนจนมาหยุดอยู่ที่เชิงเขาลูกหนึ่ง เขาจ้องมองบันไดที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาตรงหน้า เขาถอนหายใจแล้วจำใจลงจากม้าเริ่มเดินขึ้นบันได


   “ฮือ ไม่รู้ว่าเจ้าอาวาสคนก่อนคิดอะไรอยู่ เหตุใดถึงอารามไว้บนที่สูงขนาดนี้ เขาเดินไม่เหนื่อยหรือย่างไร”


   อวี๋ชิงบ่นพึมพำขณะเดินขึ้นบันได “ไม่รู้ว่าท่านย่าคิดอะไรอยู่ ไปบำเพ็ญตนที่ไหนก็ได้เหตุใดต้องมาอยู่ที่ที่ไม่เห็นผู้คนแล้วยังไม่เห็นแม้แต่ผีด้วย”


   อวี๋ชิงเดินขึ้นบันไดด้วยความเกียจคร้าน จนในที่สุดก็ขึ้นไปถึงยอดเขา เมื่อเห็นประตูอารามที่ปิดสนิทก็พุ่งตัวเข้าไปทันที


   “ท่านย่า เปิดประตูด้วย หลานชายสุดที่รักของท่านกำลังจะตายอยู่แล้ว!” อวี๋ชิงนอนแผ่กับพื้นเคาะประตูอย่างอ่อนแรง


   ครู่หนึ่งผ่านไป ภิกษุณีคนหนึ่งเปิดประตูออกมา นางมองออกไปข้างนอกแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ก็ปิดประตู


   คุณชายอวี๋ที่นอนอยู่บนพื้น “...”


   ท่านไม่คิดจะมองลงมาที่พื้นหน่อยหรือ อวี๋ชิงจำต้องยกมือขึ้นเคาะประตูอีกครั้ง


   จากนั้นก็เป็นแม่ชีคนเดิมที่มาเปิดประตู นางกวาดตามองออกไปด้านนอกอีกครั้ง เมื่อไม่เห็นผู้ใดก็เตรียมปิดประตูอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้นางไม่ได้ปิดสนิท ขณะที่นางกำลังสงสัย อวี๋ชิงก็เอ่ยปากขึ้นอย่างอ่อนแรง


   “เซียนหญิงผู้นี้ ท่านจะไม่มองลงมาข้างล่างหน่อยหรือ”


   แม่ชีผู้นั้นได้ยินเสียงก็ตกใจ จากนั้นจึงกวาดตามองที่พื้นตกใจจนรีบเปิดประตูให้กว้างขึ้นทันที “พระอมิตาพุทธ ท่านผู้มีจิตศรัทธา เหตุใดเจ้าจึงนอนคว่ำอยู่บนพื้นเช่นนี้”


   อวี๋ชิงลุกขึ้นอย่างยากลำบาก “พระอมิตาพุทธ เป็นความผิดของข้าเอง”


   “ข้าไม่ควรนอนคว่ำอยู่บนพื้นเช่นนี้”


   ภิกษุณีนางนั้นได้ยินคำพูดของอวี๋ชิง ใบหน้าของนางปรากฏความประหม่าและเก้อเขินอย่างหายได้อยาก


   อารามของพวกเขานั้นมีความพิเศษอยู่บ้าง ตั้งอยู่บนยอดเขาการจะขึ้นมาใช้ความพยายามอยู่บ้างจริงๆ


   “ท่านย่าของข้าอยู่ที่ไหนหรือ” อวี๋ชิงเดินเข้าไปและเดินวนรอบหนึ่ง แต่ไม่เห็นผู้ใดจึงถามด้วยความกังวล


   “อมิตาพุทธ ท่านผู้มีจิตศรัทธา อย่าเพิ่งร้อนใจไป ฮูหยินผู้เฒ่าน่าจะไปเก็บผักป่าที่เขาด้านหลัง”


   อวี๋ชิงได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งไปยังเขาด้านหลังทันที


   “ท่านย่า เหตุใดท่านจึงนั่งอยู่บนพื้นเช่นนี้” อวี๋ชิงเพิ่งมาถึงก็เห็นฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋นั่งอยู่บนพื้นอย่างไร้ภาพลักษณ์


   มือยังกอดหัวหัวไชเท้าไว้แล้วแทะกินอยู่


   “ข้านั่งอยู่บนพื้นมันแปลกอย่างไรหรือ อากาศร้อนขนาดนี้ นั่งบนพื้นถึงจะเย็นสบาย!”ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋โบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจนัก


   “หลานรักของย่า เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่”


   อวี๋ชิงทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นด้วยเสียงดัง พูดด้วยดวงตาแดงก่ำว่า “ท่านย่า หลานต้องการให้ท่านเรียกร้องความยุติธรรมให้หลานด้วย”


   “อารองรังแกกันเกินไปแล้ว!”


   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋หยุดการเคี้ยวหัวไชเท้าลงชั่วครู่ แล้วถามด้วยสีหน้าเย็นชา “เกิดอะไรขึ้น”


   “สารเลวนั้นทำเรื่องอะไรอีก”


   อวี๋ชิงปาดน้ำตาแห่งความปวดร้าวแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ


   เขาเน้นย้ำถึงการขอความช่วยเหลือของสวี่ซิ่วอิงอีกด้วย ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ได้ยินว่าหลานสาวกลับมาแล้วและยังมีเหลนด้วย นางก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที


   “เจ้าบอกว่าเซี่ยเซี่ยกลับมาแล้วหรือ เจ้าไม่ได้กำลังหลอกข้าแก่อย่างข้าอยู่ใช่หรือไม่”


   อวี๋ชิงกล่าวอย่างดีใจว่า “ท่านย่าข้าจะหลอกท่านได้อย่างไรกัน”


   “ตอนนี้พี่หญิงอยู่ในอำเภอจิ้นโจวแล้ว หากท่านไม่เชื่อ ท่านสามารถไปดูด้วยตัวเองได้ว่านางเป็นพี่หญิงหรือไม่”


   เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ได้ยินว่าหลานสาวที่นางคิดถึงอยู่ในอำเภอจิ้นโจว นางก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น นางโยนหัวไชเท้าในมือทิ้งไปด้านข้างทันที แล้วลุกขึ้นเดินลงเขาไปทันที


   “พาข้ากลับไป ข้าต้องเรียกร้องความยุติธรรมให้หลานชายของข้า!”


   อวี๋ชิงมองดูย่าที่กำลังร้อนรนอย่างรวดเร็ว รีบดึงนางไว้ “ท่านย่า โปรดใจเย็นๆก่อน อย่าเพิ่งรีบร้อน!”


   “แม้ว่าท่านจะต้องการลงจากเขาตอนนี้ ท่านก็ควรจัดเก็บสัมภาระก่อน และไม่ว่าจะอย่างไร ท่านก็ควรบอกลาเจ้าอาวาสด้วย”


   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ตบศีรษะตัวเอง “โอ้ ดูข้าสิ ตื่นเต้นเกินไปจนลืมเรื่องนี้ไปเลย”


   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋หันกลับไปอีกครั้ง ก่อนอื่นนางไปเก็บเสื้อผ้าและข้าวของสารพัดยัดใส่ห่อผ้า จากนั้นก็พยุงอวี๋ชิงไปบอกลาเจ้าอาวาสจากนั้นก็วิ่งลงเขาไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลม


   อวี๋ชิงวิ่งไล่ตามมาด้านหลังจนหอบแฮ่กๆ ไม่ว่าเขาจะพยายามเร่งฝีเท้าไปข้างหน้าสุดกำลังเพียงใดก็ไม่สามารถไล่ทันย่าของเขาที่อายุใกล้แปดสิบปีได้


   “โอ้ย เจ้านี่มันไร้ประโยชน์จริงๆ!”



  บทที่ 499: ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ผู้ทรงอำนาจ



   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋มองหลานชายที่วิ่งตามหลังนางมาด้วยสีหน้ารังเกียจ


   อวี๋ชิง “...”


   “ใช่ๆๆ ข้าเป็นคนไร้ประโยชน์ ข้าถึงได้ให้ท่านย่าออกหน้าแทนข้าไงเล่า!”


   อวี๋ชิงยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าตนเองเป็นคนไร้ประโยชน์ อย่างไรเสียการถูกท่านย่าด่าว่าไร้ประโยชน์ก็ไม่ได้น่าอับอายอะไร!


   ตระกูลอวี๋


   “ไอ้สารเลวอวี๋ชิง อย่าให้ข้าจับได้ ถ้าข้าจับได้ ข้าจะทำให้จะตีมันให้พิการเสียให้รู้แล้วรู้รอด!”


   อวี้หมิง นายท่านรองตระกูลอวี๋มองดูลูกชายที่ตนเองทะนุถนอมราวกับแก้วตาดวงใจถูกอวี๋ชิงไอ้ชาติชั่วนั่นทำร้าย ทั้งยังโยนทิ้งไว้กลางถนนอีก


   หากไม่ใช่เพราะคนใช้มีไหวพริบรับกลับมารายงาน ลูกชายของเขาคงตายอยู่กลางถนนโดยไม่มีใครรู้


   “สามี อวี๋ชิงช่างโหดร้ายเหลือเกิน เหตุใดจึงทำถึงเพียงนี้ เฉิงเอ๋อร์เป็นน้องชายของเขานะ เหตุใดเขาจึงลงมือรุนแรงถึงเพียงนี้” หลี่หลานใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาพลางร้องไห้


   “หากเฉิงเอ๋อร์เป็นอะไรไป ข้าก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป!” อวี๋หมิงมองภรรยาที่กำลังร้องไห้น้ำตานองหน้า แล้วเหลือบมองลูกชายที่นอนอยู่บนเตียงในสภาพเป็นตายเท่ากันแล้วก็กำหมัดแน่น


   “ไอ้สารเลวนั่น ข้าไม่อาจไว้ชีวิตมันได้อีกต่อไป!”


   “เจ้าจะไม่ไว้ชีวิตผู้ใด” เสียงที่ฟังไม่ออกว่าโกรธหรือดีใจดังขึ้น


   อวี๋หมิงที่กำลังโกรธอยู่นั้นพลันนึกขึ้นได้ว่าเป็นเสียงของใคร เขาตกใจจนแทบจะคุกเข่าลงกับพื้น


   “ท่าน...ท่านป้า!” เขามองไปที่ประตูด้วยความไม่อยากเชื่อ “ไม่…ไม่มีทางเป็นไปได้ ท่านป้าเข้าวัดปฏิบัติธรรมแล้ว ไม่มีทางปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างแน่นอน!” อวี๋หมิงปลอบใจตัวเอง


   “เหตุใดข้าปฏิบัติธรรมแล้วจึงไม่สามารถกลับมาได้หรือ”


   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋เดินเข้ามาด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ “หากข้าไม่กลับมา ข้าคงไม่รู้ว่าตระกูลอวี๋นี้กลายเป็นของนายท่านรองตระกูลอวี๋ไปเสียแล้ว”


   อวี๋หมิงมองดูฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ที่แม้ผมจะขาวโพลนแต่ยังคงกระปรี้กระเปร่า สีหน้าของเขาก็หมองลงในทันที


   “ท่านป้า ท่านกลับมาได้อย่างไร เหตุใดไม่บอกกล่าวล่วงหน้าสักคำ ข้าจะได้ส่งคนไปรับท่าน!” อวี๋หมิงฝืนยิ้มแล้วเดินเข้าไปกล่าว


   “ถ้าข้าบอกเจ้าล่วงหน้าเสียก่อน ถึงตอนนั้นเจ้าก็ทำลายหลักฐานไปหมดแล้วน่ะสิ” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋กล่าวอย่างไม่ไว้หน้า


   สำหรับอวี๋หมิง ลูกนอกสมรสคนนี้ นางไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตาเลย


   อวี๋หมิงเป็นลูกนอกสมรสที่น้องชายของสามีเลี้ยงไว้ และเป็นลูกของหญิงจากหอนางโลม


   หากเขาถูกนำมาเลี้ยงในตระกูลอวี๋ตั้งแต่แรกก็คงไม่เป็นไร แต่อารองกลับเลี้ยงดูลูกนอกสมรสคนนี้อยู่ภายนอกเป็นเวลาถึงสิบปีเต็ม ในที่สุดความลับก็ไม่อาจปิดบังได้ ถูกคนแพร่งพรายออกมา เขาจึงถูกรับตัวกลับมา


   ตอนที่รับกลับมา แม้อายุยังน้อยแต่กลับมีนิสัยเจ้าเล่ห์ ประจบสอพลอคนในจวน เวลาอยู่ข้างนอกก็อาศัยความเป็นคุณชายตระกูลอวี๋ข่มเหงรังแกผู้อื่น! หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่ว่าอารองของข้ามีลูกชายเพียงคนเดียว อีกทั้งอารองของข้าได้วิงวอนขอร้องข้าให้สงสารเขาและมอบงานให้เขาทำ นางคงไล่เดรัจฉานผู้นี้ออกจากบ้านไปนานแล้ว


   ไฉนจึงมาถึงวันนี้ที่เขากล้าเหยียบย่ำลูกและหลานของนาง เหตุใดกล้าแสดงอำนาจบาตรใหญ่เช่นนี้


   “ท่านป้า ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไรกัน” อวี๋หมิงทำทีเป็นงุนงงทั้งที่เข้าใจดี


   เขาตอบอย่างนอบน้อมพลางส่งสายตาให้หัวหน้าพ่อบ้าน


   หัวหน้าพ่อบ้านกำลังจะออกมา แต่ถูกฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋เรียกไว้ “พอเถอะ เจ้าไม่ต้องพยายามทำลายหลักฐานหรอก เจ้าทำอะไรลงไป เจ้าย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ!”


   “ท่านป้า ข้าไม่เข้าใจว่าท่านพูดอะไร!”


   อวี้หมิงตอนนี้เริ่มหมดความอดทน “ท่านอายุมากแล้ว หูเบาไปหน่อย บางคนยืนพูดข้างหูท่าน ท่านอย่าได้เชื่อเป็นจริงเป็นจังเลยนะขอรับ!”


   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋หัวเราะเบาๆสองที “อวี้หมิง เจ้ามีอะไรจะพูดก็พูดออกมาตรงๆเลย ไม่ต้องอ้อมค้อม ข้าเองก็เกลียดคนที่พูดจาพลิกลิ้นมาที่สุด”


   “ถ้าเจ้าพูดไม่เป็นก็ปิดปากเสีย อย่างไรตระกูลอวี้ก็เลี้ยงคนใบ้ได้อีกคนหนึ่ง!”


   อวี้หมิงถูกประจบประแจงมาหลายปี จนเคยชินกับความสูงส่งและควบคุมทุกอย่างได้นานมากแล้วที่ไม่เคยถูกคนชี้หน้าด่า ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ชี้หน้าด่าเขาต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ดูเหมือนความโกรธของเขาจะเผาผลาญสติปัญญาไปหมดแล้ว


   “ท่านป้า ข้าเรียกท่านว่าป้าด้วยความเคารพ แต่ท่านอย่าได้ถือโอกาสนี้!”


   อวี๋หมิงแสดงสีหน้าโกรธเกรี้ยว “ตอนนี้ตระกูลอวี๋อยู่ภายใต้การดูแลของข้า หากท่านป้าต้องการใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในบั้นปลายชีวิต ท่านควรจะปิดปากให้แน่น!”


   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ไม่ยอมอ่อนข้อให้เขา นางยกไม้เท้าขึ้นฟาดใส่เขา “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร กล้าพูดกับข้าเช่นนี้!”


   “เจ้าคิดว่าเพียงเพราะคนอื่นประจบประแจงเจ้า เจ้าก็คิดว่าตัวเองเป็นนายท่านตระกูลอวี๋จริงๆหรือ” อวี๋หมิงถูกไม้เท้าของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ฟาดจนมึนงง ยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกฟาดอีกครั้ง


   ไม้เท้านั้นฟาดลงบนคิ้วของเขาโดยตรง ทำให้เลือดออกทันที


   “ยายแก่บ้า ข้าให้เกียรติเรียกเจ้าว่าท่านป้าก็ถือว่ามากพอแล้ว เจ้ายังคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญอีกหรือ!”


   อวี๋หมิงโกรธจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ เขาคว้าไม้เท้าของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋แล้วสะบัดไปด้านข้าง หมายจะสลัดฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ออกไป


   แต่พริบตาต่อมาอวี๋หมิงกุมข้อมือร้องครวญครางไม่หยุด


   “ยายแก่บ้า เจ้าทำอะไรกับข้า”


   ฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋ค่อยๆยกเข็มเงินขึ้นมาอย่างช้าๆ แล้วเป่าลมเข็มเงินเบาๆ


   “สหายของข้า นานแล้วที่ข้าไม่ได้นำเจ้าออกมาพบผู้คน!”


   เมื่อเห็นเข็มเล่มนั้น สีหน้าของอวี๋หมิงก็ซีดเผือดในทันที ความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำแผ่ซ่านไปทั่วร่างในพริบตา


   “เจ้า...เจ้าอย่าเข้ามาใกล้ข้า!” เสียงสั่นเครือของอวี้หมิงเอ่ยขึ้น


   “สามี ท่านเป็นอะไรไป” หลี่หลานเห็นสภาพผิดปกติของอวี้หมิง รีบเข้าไปประคองเขาทันที


   “ยายแก่บ้า เจ้าทำอะไรกับสามีของข้า” หลี่หลานจ้องมองฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋อย่างดุร้าย


   “หนูตัวไหนมาร้องครวญครางแถวนี้นะ” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ใช้นิ้วก้อยแคะหูอย่างไม่สุภาพ


   “เจ้า…” หลี่หลานโกรธจนแทบขาดใจเมื่อเห็นสีหน้าดูแคลนของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ “ข้าเป็นนายหญิงของตระกูลอวี๋นะ ยายแก่บ้าระวังตัวให้ดีเถอะ”


   “เจ้าเถอะระวังตัวใหดี ข้าจะทำให้เจ้าได้รับผลกรรม”


   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ตบอกตัวเองเบาๆทำท่าตกใจกลัว “โอ้ย ยายแก่อย่างข้ากลัวเหลือเกิน!”


   หลี่หลานมองอย่างภาคภูมิใจไปทางอวี๋ชิงที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆ “ถ้ากลัวก็คุกเข่าโขกหัวให้ข้าสองที ข้าถึงจะยกโทษให้”


   เมื่อคำพูดของหลี่หลานจบลง บรรยากาศรอบข้างก็เงียบกริบลงในทันที ไม่เพียงแค่อวี๋ชิงที่มองอีกฝ่ายราวกับมองคนโง่ แม้แต่อวี้หมิงก็มองนางด้วยสีหน้าตกตะลึง


   ภรรยาของเขาช่างกล้าหาญเหลือเกิน!


   แต่ภรรยาคนนี้กำลังจะทำให้เขาเดือดร้อน ภรรยาแบบนี้รับไว้ไม่ได้!


   “ให้ข้าคุกเข่าโขกหัวให้เจ้าหรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ชี้นิ้วไปที่ตัวเองพลางกล่าวด้วยสีหน้าราวกับว่าตนเองได้ยินผิดไป


   หลี่หลานกล่าวด้วยสีหน้าเหยียดหยาม “ถูกต้อง!”


   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋หัวเราะเบาๆสองครั้ง จากนั้นก็ฟาดไม้เท้าลงไปอย่างแรง!



 บทที่ 500: กล้าเต้นแร้งเต้นกาต่อหาข้างั้นหรือ



   “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร เหตุใดถึงกล้ามาเต้นแร้งเต้นกาต่อหน้าข้า!”


   แม้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋จะอายุมากแล้ว แต่ตอนยังสาว ข้าเคยเป็นผู้เก่งกาจไร้คู่ต่อสู้ในอำเภอจิ้นโจว ใช้ไม้ตีสุนัขเพียงอันเดียวก็สามารถเอาชนะทุกคนได้


   แม้ว่าภายหลังข้าจะไปบำเพ็ญตนและไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องโลกีย์ แต่ตอนอยู่ที่สำนักนั้น ข้าก็เป็นมือฉมังในการตัดฟืน ตักน้ำ และไล่ล่ากระต่ายป่าบนเขา


   ส่วนหลี่หลานนั้น นับตั้งแต่แต่งงานกับอวี๋หมิงก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ไม่เคยต้องทำงานบ้านงานเรือนเลย จะเป็นคู่ต่อสู้ของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ได้อย่างไร


   ตอนนี้นางถูกตีจนต้องวิ่งหนีเหมือนหนูตัวหนึ่ง นางกอดหัวพลางวิ่งพล่านไปทั่ว


   “สามี ช่วยข้าด้วย!” หลี่หลานร้องขอความช่วยเหลือจากอวี้หมิงพลางเอามือปิดศีรษะไว้


   แต่อวี้หมิงไม่กลัวใครในตระกูลอวี้เลย ยกเว้นป้าใหญ่คนนี้เท่านั้นที่เขากลัวที่สุด


   ตอนที่ท่านพ่อพาเขากลับมา เขาก็โดนป้าใหญ่คนนี้รังแกไม่น้อย โดยเฉพาะเข็มเงินในมือของนาง มันเต็มไปด้วยเงามืดสำหรับเขา


   “อวี้หมิง เจ้าเป็นคนขี้ขลาด แม้แต่คนแก่คนเดียวก็สู้ไม่ได้!” หลี่หลานเห็นอวี้หมิงไม่ขยับเขยื้อนก็โกรธจนด่าทอออกมา “มาๆๆ ข้าจะดูว่าเจ้ามีความสามารถมากแค่ไหนถึงกล้ามาท้าทายข้า!” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋พูดพลางตบตีไปด้วย


   “พวกเจ้าคิดว่าหลังจากข้าออกปฏิบัติธรรมมาหลายปี ตระกูลอวี๋จะกลายเป็นของพวกเจ้าหรือ”


   “กล้าดีอย่างไรถึงได้เหยียบย่ำหลานชายข้าและทำตัวเป็นใหญ่!”


   “ท่านป้า อวี๋เฉิงก็เป็นหลานชายของท่านเช่นกันนะขอรับ” อวี๋หมิงเอ่ยเสียงแผ่ว


   “ถุย! เขาจะนับเป็นหลานชายได้อย่างไร!” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ด่าอย่างไม่ไว้หน้า ใบหน้าแสดงความรังเกียจอย่างชัดเจน


   “ข้าจะบอกพวกเจ้าเอาไว้ตรงนี้เลยนะ ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ในตระกูลอวี๋ พวกเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์มาออกคำสั่งที่นี่!”


   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ด่าจนรู้สึกเหนื่อยอ่อน นางทิ้งตัวลงนั่งบนโต๊ะแล้วคว้ากาน้ำชามาดื่ม ไม่มีท่าทางของสตรีชั้นสูงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย!


   “ยายแก่บ้าน ท่านพ่อของข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปง่ายๆแน่!” หลี่หลานที่นอนคว่ำอยู่บนพื้นกล่าวอย่างเคียดแค้น


   ตระกูลเดิมของนางไม่ใช่ตระกูลธรรมดาทั่วไป แต่เป็นตระกูลของป้าสะใภ้ของเจิ้งกุ้ยเฟย! แม้ว่าครอบครัวของพวกเขาจะเป็นญาติห่างๆ แต่ความสัมพันธ์กลับสนิทสนมกันมาก!


   “ถ้าเช่นนั้นก็ให้เขามาสิ ถ้าเขากล้ามา ข้าก็กล้าตีเขา!” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋พูดอย่างไม่เกรงกลัว


   ในอำเภอจิ้นโจว ไม่มีใครกล้าขัดใจนาง เว้นแต่ว่าผู้นั้นจะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว


   “ยายแก่บ้าน ญาติทางบ้านเกิดของข้าเป็นญาติของเจิ้งกุ้ยเฟย เจ้าควรคุกเข่าลงต่อหน้าข้าและโขกศีรษะขอโทษสักสองสามที ไม่เช่นนั้น เจิ้งกุ้ยเฟยจะไม่ปล่อยเจ้าไปง่ายๆแน่!”


   เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ได้ยินคำว่าเจิ้งกุ้ยเฟย สามคำนี้ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองอวี๋ชิง หากข้าจำไม่ผิด อวี๋ชิงเพิ่งบอกว่าเด็กที่เซี่ยเซี่ยรับเลี้ยงคือองค์ชายใหญ่ แต่เพราะเจิ้งกุ้ยเฟยให้กำเนิดองค์ชาย นางจึงพยายามกำจัดบุตรชายของเซี่ยเซี่ย


   ถึงขนาดที่สามีและครอบครัวของเซี่ยเซี่ยต้องเสี่ยงชีวิตไปยังชายแดนเพื่อแลกกับเกียรติยศเพียงน้อยนิด เพื่อความปลอดภัยของครอบครัวในอนาคต


   คิดได้ดังนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋จึงทนไม่ไหว ตรงเข้าไปฟาดไม้เท้าลงบนศีรษะของนางทันที


   หลี่หลานร้องครางด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะหลับตาลงและสลบไป


   “ถุย! กล้าดีอย่างไรกล้ามาทำตัวโอหังต่อหน้าข้า!” อวี๋หมิงมองดูหลี่หลานที่ถูกฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ตีด้วยไม้เท้าจนสลบไป เขาตกใจจนเกือบจะฉี่ราด


   แม้ว่าหลิวจวิ้นข่ายจะเป็นที่เคารพนับถือของชาวอำเภอจิ้นโจวในฐานะคุณชายอวี๋รองแล้ว แต่ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ เขาก็ไม่มีค่าอะไรเลย!


   “อวี๋หมิง!” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋หรี่ตามองไปทางอวี๋หมิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ขาสั่นไม่หยุด


   “ข้าได้ยินมาว่าลูกชายของเจ้าไปทำลายความบริสุทธิ์ของคู่หมั้นหลานชายข้า เรื่องนี้จริงหรือไม่”


   อวี๋หมิงได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้าลงมองพื้น แล้วคุกเข่าลงทันที “ท่านป้า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า ตอนที่ข้ารู้เรื่อง มันก็สายเกินไปแล้ว”


   “แต่เดิมข้าตั้งใจจะขังอวี๋เฉิง ไว้ในจวนให้เขาชดใช้ความผิดนี้ไปชั่วชีวิต แต่พ่อของหญิงสาวคนนั้นมาหาข้าและรับเงินห้าร้อยตำลึงไป บอกว่าจะขายลูกสาวให้ลูกชายของข้า!”


   “ลูกชายคิดว่าคำสั่งของบิดามารดาและคำพูดของแม่สื่อนั้นสำคัญ เมื่อพ่อของหญิงสาวได้รับเงินจากข้าแล้ว นางก็เป็นคนของตระกูลเรา ดังนั้นจึงไม่นับว่าเป็นคู่หมั้นของ อวี๋ชิงอีกต่อไป”


   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋หัวเราะเยาะ “เจ้าคิดคำนวณได้แยบยลนัก เกิดเรื่องขึ้นมาก็ซื้อหญิงสาวมาเลย เช่นนี้เจ้าไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาหรือ หรือว่าไม่เห็นอวี๋ชิงสายเลือดตรงๆของตระกูลอวี๋อยู่ในสายตา”


   ร่างของอวี๋หมิงแข็งทื่อไปชั่วขณะ สองมือกำหมัดแน่นใต้แขนเสื้อ


   ตลอดชีวิตของเขา สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือคำว่า ‘สายเลือดตรง’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตระกูลอวี๋คอยเตือนเขาอยู่ตลอดเวลาว่า เขาไม่ใช่ลูกชายที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เป็นคนต่ำช้าที่เกิดจากหญิงในหอนางโลม


   อวี๋หมิงสูดหายใจลึกๆ ก่อนจะหลุบตาลงเพื่อซ่อนแววตาอำมหิตไว้ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านป้าพูดเล่นแล้ว อวี๋ชิงเป็นบุตรชายที่ถูกต้องตามกฎหมายของตระกูล ข้าจะกล้าดูถูกเขาได้อย่างไร ข้ายังไม่ทันได้ยกย่องเขาเลย”


   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋กระแทกไม้เท้าลงบนพื้นอย่างแรงพลางแค่นเสียงเย็นชา


   “ข้าเห็นเจ้าน่ะยโสโอหังเหลือเกิน!”


   “อวี๋ไหล แจ้งไปว่าพรุ่งนี้ข้าจะเรียกประชุมตระกูลที่นี่ เจ้าไปเถอะ สายรองของตระกูลอวี๋ที่ยังหายใจได้ให้เชิญมาทั้งหมด!”


   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋กล่าวเสียงเย็น “บอกพวกเขาว่า หากใครกล้าไม่มา ต่อไปก็ไม่ต้องใช้แซ่อวี๋อีก!”


   ชายชราที่ชื่ออวี๋หลายรับคำแล้วรีบไปจัดการตามที่สั่ง


   อวี๋หมิงมองฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ออกคำสั่งด้วยท่าทางดุดันราวกับสายฟ้าฟาด เขาถึงกับตะลึงงันทันที


   เมื่อได้สติก็คุกเข่าลงกับพื้นกอดขาฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋พลางร้องไห้โวยวาย “ท่านป้า เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดท่านจึงอยู่ๆก็จะเรียกประชุมตระกูลเช่นนี้”


   “ท่านมีเรื่องอะไรหรือ เหตุใดจึงไม่บอกหลานชายเล่า หลานชายก็ดูแลตระกูลอวี๋มาสิบกว่าปีแล้ว ข้าขอร้องท่าน ได้โปรดให้เกียรติหลานชายสักหน่อยเถิด”


   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋สะบัดเท้าออก “ข้าให้เกียรติเจ้า แล้วใครจะให้เกียรติข้าเล่า”


   “เจ้าเคยคิดถึงหน้าข้าบ้างไหม ตอนที่เจ้าทำเรื่องเลวร้ายเช่นนั้น”


   “เจ้าเคยคิดถึงหน้าพี่ชายของเจ้าบ้างไหม เคยคิดถึงหน้าอวี๋ชิงของเจ้าบ้างไหม”


   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋กล่าวจบแล้วยังไม่หายแค้น นางยกไม้เท้าขึ้นฟาดเขาอีกครั้ง จากนั้นก็ให้อวี๋ชิงพยุงเดินออกไป


   นางไม่อยากอยู่ในบ้านหลังนี้อีกต่อไป ทุกคนล้วนแต่หน้าไหว้หลังหลอก นางรู้สึกรำคาญเมื่อมองดูพวกเขา ตอนนี้นางต้องการไปหาหลานสาวที่อ่อนโยนและน่ารักของนางเสียที!


   “ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่”


   ผู้ติดตามประจำตัวของอวี๋หมิงเห็นฮูหยินผู้เฒ่าเดินจากไปแล้ว จึงรีบวิ่งเข้าไปประคองอวี๋หมิงให้ลุกขึ้น


   “ต้าฟู่ เจ้าว่าการที่ท่านป้าเรียกประชุมตระกูลครั้งนี้เพื่ออะไรกัน” อวี๋หมิงมองไปที่ประตูใหญ่ด้วยสีหน้าหม่นหมองพลางเอ่ยถาม


   “เรื่องนี้…” ผู้ติดตามไม่กล้าเอ่ยปาก เพราะเขากลัวว่าในวินาทีถัดไปศีรษะของเขาอาจจะหลุดออกจากบ่า


   แม้ว่าเจ้านายของพวกเขาจะดูเป็นคนสุภาพอ่อนโยน แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับเป็นคนโหดเหี้ยมไร้ปรานี


   หากมีผู้ใดทำให้เขาไม่พอใจ เขาจะไม่แก้แค้นในทันที แต่จะรอจนกลับไปแล้วสั่งให้คนไปสังหารทั้งครอบครัวของผู้นั้นเลยทีเดียว! ส่วนบรรดาผู้ติดตามที่พบจุดจบด้วยน้ำมือของเขานั้นก็มีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน


   “เจ้าพูดตรงๆมาเถิด ข้าจะไม่ตำหนิเจ้าหรอก” อวี๋หมิงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นน่าขนลุก


   “ข้ารู้สึกว่าฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋มาที่นี่เพื่อนายท่านป็นแน่!”



จบตอน

Comments