บทที่ 501: ถ้าคิดถึงข้าก็มาหาข้าสิ
เพียงแค่พูดติดตามพูดจบก็รู้สึกเจ็บบริเวณลำคอ เขาใช้มือทั้งสองข้างกุมคอไว้แน่น พยายามหันหน้าไปมองอวี้หมิงอย่างยากลำบาก ขยับปากขมุบขมิบราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่ลำคอของเขาถูกอวี้หมิงปาดคอ จึงไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้อีก หลังจากส่ายหัวอย่างไม่ยอมแพ้สองสามครั้งก็ล้มลงกับพื้นอย่างสิ้นท่า เขาเองก็รู้ว่ามีบางคำพูดที่ไม่ควรเอ่ยออกมา หากพูดออกไปก็จะต้องเสียชีวิต
อวี้หมิงเช็ดเลือดบนมือด้วยสีหน้ารังเกียจ “เรื่องนี้เจ้าจะโทษข้าไม่ได้นะ ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่โทษเจ้า แต่ข้าไม่ได้บอกว่าข้าจะไม่ฆ่าเจ้า ถ้าจะโทษก็ต้องโทษตัวเจ้าเองที่มีปากนั่นแหละ!"
อวี้หมิงแค่นเสียงเย็นชา แล้วโบกมือไปทางต้นท้อที่อยู่ไกลออกไปไม่นานนัก ชายคนหนึ่งสวมชุดสีดำ สวมหน้ากากบนใบหน้าทะยานมาจากต้นท้อ แบกร่างไร้วิญญาณบนพื้นก่อนจะกระโดดแล้วหายวับไปต่อหน้าอวี๋หมิง
ภายในตัวเมืองอำเภอจิ้นโจว
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋เร่งรีบไปพบสวี่ซิ่วอิงอย่างใจร้อน
เดินไปได้ครึ่งทางก็ถูกเด็กสาวน้อยคนหนึ่งขวางไว้ “คุณชายท่านนี้ขายดอกไม้หรือไม่ เป็นดอกไม้ที่เพิ่งเก็บมาสดๆวันนี้เลยเจ้าค่ะ”
อวี๋ชิงเข้าไปก็กลายเป็นหมิงจูข้างกายสวี่ซิ่วอิงเมื่อ เห็นนางอุ้มช่อดอกไม้ไว้ก็รู้ทันทีว่า สวี่ซิ่วอิงต้องมีเรื่องอื่นสั่งให้เขาทำ
“เด็กหญิงน้อย ดอกไม้นี้ช่างงดงามจริงๆ ขายราคาเท่าไหร่หรือ”
หญิงสาวขายดอกไม้คลี่ยิ้มหวาน “หนึ่งดอกสามอีแปะ ในมือของข้ามีสิบดอก ท่านให้ข้าสามสิบอีกแปะก็พอแล้ว”
อวี๋ชิงล้วงเหรียญทองแดงสามสิบเหรียญออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นไปพร้อมกับรับดอกไม้มา
“เจ้าไม่มีคนที่ถูกใจ แล้วเหตุใดต้องซื้อดอกไม้มาด้วย” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ขมวดคิ้วมองดูอวี๋ชิงที่อุ้มดอกไม้ขนาดใหญ่เข้ามา
จะทำอย่างไรดี นางอยากเตะเจ้าหนูเหม็นคนนี้ออกไปเหลือเกิน เขาต้องการให้นางไปตามหาหลานสาวของนาง
อวี๋ชิงไม่สนใจคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ แต่กลับเริ่มค้นหาในช่อดอกไม้แทน ไม่นานก็เห็นว่ามีกระดาษแผ่นหนึ่งผูกติดอยู่
เขารีบหยิบกระดาษออกมาแล้วคลี่ออกดู
“มาเร็ว รีบออกจากเมืองเดี๋ยวนี้!” อวี๋ชิงมองดูเนื้อหาบนกระดาษแผ่นนั้นแวบหนึ่ง แล้วสั่งให้รถม้าหันหัวออกนอกเมืองทันที!
“เหตุใดต้องออกนอกเมืองด้วย พวกเราไม่ไปหาเซี่ยเซี่ยหรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋เอ่ยปากด้วยความสงสัย อวี๋ชิงส่งกระดาษแผ่นเล็กในมือไปให้ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋รับมันมาด้วยสีหน้าสงสัย
เมื่อนางมองดูก็เห็นว่าบนกระดาษนั้นเขียนไว้ว่า ‘พบกันที่เนินเขานอกประตูเมือง!’
หลังจากฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋อ่านจบก็ขยำกระดาษเป็นก้อนแล้วโยนกลับไป
“เจ้าจงซ่อมจดหมายนั้นให้ข้าเสีย หากผู้อื่นเห็นเข้าคงจบเห็นแห่แน่!”
อวี๋มองจดหมายที่ถูกขยำจนเป็นก้อนเล็กๆด้วยความลังเล แต่สุดท้ายก็โยนมันเข้าปากเคี้ยวๆ แล้วกลืนลงท้องไป
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋มองการกระทำของหลานชายด้วยสีหน้าจริงจัง “ไม่ใช่อย่างนั้น ข้าบอกให้เจ้าหาที่ซ่อนหรือฉีกทำลายมัน ไม่ได้บอกให้เจ้ากินมันเข้าไปซะหน่อย!”
อวี๋ชิงโบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจนัก “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เก็บไว้ในท้องข้าปลอดภัยที่สุด!”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ถึงกับพูดไม่ออก นางหลับตาไม่สนใจอวี๋ชิงที่เป็นเหมือนหมูแดงชิ้นนี้
หลังจากออกเดินทางสักพัก ไม่นานรถม้าก็หยุดลงอย่างรวดเร็ว ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋รีบลงจากรถม้าอย่างใจร้อน
ทันทีที่ลงจากรถม้าก็เห็นสตรีนางหนึ่งสวมหมวกมีผ้าโปร่งปิดหน้าอยู่ในศาลาซึ่งห่างออกไปสิบลี้
“เซี่ยเซี่ย” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ร้องเรียกด้วยความไม่อยากเชื่อ เมื่อสวี่ซิ่วอิงได้เห็นฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ น้ำตาของนางก็ไหลนองหน้า
นางเติบโตมาตั้งแต่เล็กภายใต้การเลี้ยงดูของผู้เป็นย่า ความผูกพันระหว่างนางกับผู้เป็นย่าจึงลึกซึ้งยิ่งกว่าผู้ใด
“ท่านย่า!” สวี่ซิ่วอิงทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น แล้วร่ำไห้โฮออกมาอย่างสุดกลั้น
“ท่านย่า ข้าขอโทษ ข้าเป็นหลานสาวที่อกตัญญู”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋กอดสวี่ซิ่วอิงพลางร้องไห้ตะโกน “เจ้าหลานอกตัญญู เจ้าหนีออกจากบ้านไปสิบกว่าปี เหตุใดไม่ส่งจดหมายกลับมาสักฉบับเลย”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องบอกข้าว่าเจ้าอยู่ที่ไหน เจ้าแค่ส่งจดหมายกลับมาให้ข้ารู้ว่าเจ้ายังปลอดภัยดีก็พอแล้ว แต่ใจของเจ้าช่างโหดร้ายเหลือเกิน แม้แต่จดหมายสักฉบับก็ไม่เคยส่งกลับมาเลย!”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋กอดสวี่ซิ่วอิงแน่นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะกลืนนางเข้าไปในร่างของตน
“เซี่ยเซี่ย มาให้ข้าเห็นหน้าเจ้า!” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋พยายามจะเลิกผ้าคลุมหน้าของสวี่ซิ่วอิง แต่ถูกสวี่ซิ่วอิงจับมือไว้ “ท่านย่า อวี๋ชิงคงจะบอกท่านแล้วว่าตอนนี้ข้ามีสถานะพิเศษ หากประสบความสำเร็จ ท่านก็จะกลายเป็นสตรีที่ได้รับเกียรติสูงสุดในใต้หล้านี้ แต่หากล้มเหลวก็ไม่อาจทำให้ท่านต้องพลอยเดือดร้อนได้”
ฝ่ายฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น นางฉวยเปิดผ้าคลุมหน้าของสวีซิ่วอวิ๋นออกอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นใบหน้าคุ้นเคยนั้นปรากฏ ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ก็หลั่งน้ำตาราวสายฝนในทันที
“เซี่ยเซี่ยของข้า ในที่สุดย่าก็ได้พบเจ้าแล้ว!”
สวี่ซิ่วอิงรอจนฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋มองแล้วจึงปล่อยผ้าคลุมหน้าลงมา แม้ว่าทุกสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว นางก็ไม่ต้องการให้ตระกูลอวี๋ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
“หลานรัก เรื่องของเจ้านั้น อวี๋ชิงเล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว เจ้าวางใจได้ ตระกูลอวี๋ของพวกเราจะทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อช่วยเจ้าปกป้องทั้งสองคนนั้นอย่างแน่นอน”
สวี่ซิ่วอิงส่ายหน้า “ท่านย่า ข้าไม่ต้องการให้พวกท่านต้องเปิดเผยตัวต่อหน้าคนอื่นหรอก”
“วันเฉลิมพระชนมพรรษาของฮ่องเต้ ข้ารู้ว่าตระกูลอวี๋ในฐานะพ่อค้าในพระราชสำนักจะต้องเข้าร่วมงานอย่างแน่นอน ข้าเพียงแค่หวังว่าพวกท่านจะช่วยข้าแอบสังเกตเด็กทั้งสองคนนั้นให้ข้าด้วย เพราะข้าไม่สามารถเข้าไปด้วยได้!”
“แต่ตอนนี้ตระกูลอวี๋มีอารองเป็นผู้นำครอบครัวแล้ว ข้าไม่รู้ว่าควรจะขอร้องใครดี”
“เจ้าพูดเหลวไหลอะไรกัน ตระกูลอวี๋ยังไม่ถึงคราวที่เขาจะมาเป็นใหญ่หรอก!” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ถ่มน้ำลายด้วยความรังเกียจ
“แต่ก่อนข้าไม่อยู่ ท่านพ่อของเจ้าก็ไม่อยู่ ดังนั้นถึงได้ปล่อยให้อวี้หมิงลูกนอกสมรสคนนั้นฉวยโอกาสได้”
“บัดนี้ข้ากลับมาแล้ว ข้าจะไม่ยอมให้ลิงตัวนั้นมาโลดแล่นที่นี่ได้อย่างไร!”
สวี่ซิ่วอิงเข้าใจถึงความสามารถของย่าของนาง เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนี้ก็วางใจลงทันที
“ความสามารถของท่านย่า หลานสาวย่อมรู้ดี เมื่อมีท่านย่าอยู่ หลานสาวก็สบายใจได้แล้ว!” สวี่ซิ่วอิงมองดูท้องฟ้าแล้วกล่าวว่า “ท่านย่า หลานสาวไม่สามารถอยู่ที่นี่นานกว่านี้ได้แล้ว!”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋เพิ่งได้พบหน้าหลานสาว แต่หลานสาวกลับจะต้องจากไปแล้ว หัวใจของนางนั้นรู้สึกไม่เต็มใจเลยสักนิด
“เซี่ยเซี่ย ย่าเพิ่งจะได้พบหน้าเจ้า เจ้าจะจากไปแล้วหรือ”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋มีสีหน้าอาลัยอาวรณ์ “เจ้าอยู่เป็นเพื่อนย่าสักสองวันได้ไม่หรือ”
สวี่ซิ่วอิงก้าวเข้าไปกอดผู้เป็นย่าเบาๆ พลางปลอบประโลมว่า “ท่านย่า เล่อเหนียงยังเล็กอยู่ ข้าออกมาสองวันแล้วยังไม่กลับบ้าน นางต้องร้องไห้งอแงแน่ๆ ยังมีเสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว เสี่ยวชีอีก ข้าออกมานานขนาดนี้ข้าเป็นห่วงพวกเขาจริงๆ”
“อีกอย่างครอบครัวของหลานตอนนี้อยู่ที่อำเภอชิงเหอ อวี๋ชิงรู้ที่อยู่บ้านของข้า หากท่านย่าคิดถึงข้าก็มาที่อำเภอชิงเหอสิเจ้าคะ"
“ถ้าข้ามาแล้ว เจ้าอย่าได้หลบหน้าข้า ไม่ยอมออกมาพบข้าเชียวนะ!” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋จับมือสวี่ซิ่วอิงแน่น นางไม่อยากปล่อยให้หลานสาวจากไปเลยสักนิดนางหลานสาวที่นางทะนุถนอมมาตั้งแต่เล็ก พวกนางไม่ได้พบหน้ากันมาสิบกว่าปีแล้ว เพิ่งจะได้พบกันอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็ต้องจากไปอีกแล้ว นางจะทำใจปล่อยไปได้อย่างไรกัน
“ท่านย่าวางใจได้ พอมาถึงเล่อเหนียงจะต้องดีใจมากแน่นอน!”
บทที่ 502: กระทบผลประโยชน์ของบางคนเข้าแล้ว
“เซี่ยเซี่ย เจ้าอยู่ต่ออีกวันไม่ได้จริงๆหรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋จับมือหลานสาวถามด้วยความห่วงใย
สวี่ซิ่วอิงส่ายหน้า “ท่านย่า หลานเป็นคนเห็นแก่ตัว เมื่อเจอปัญหาถึงได้รู้จักมาหาท่าน ครั้งนี้ขอท่านย่าโปรดให้อภัยหลานด้วยเถิด”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋เข้าใจความหมายในคำพูดของสวี่ซิ่วอิง “เซี่ยเซี่ย ย่าเข้าใจความหมายของเจ้าแล้ว แต่ย่าทนไม่ได้จริงๆที่จะให้เจ้าต้องทนทุกข์อีก!”
สวี่ซิ่วอิงคุกเข่าลงกับพื้น “ท่านย่า เสี่ยวชีคือลูกชายของข้า ข้าจำเป็นต้องต่อสู้เพื่อเขาสักครั้ง แต่ไม่มีใครรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับตระกูลอวี้ ข้าขอร้องท่านย่าอย่าเปิดเผยตัวตนโดยไม่ระมัดระวังเพื่อปกป้องตระกูลอวี้ หลานไม่กล้าเอารากฐานร้อยปีของตระกูลอวี้มาเสี่ยง!”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ตาแดงก่ำพลางพยุงนางขึ้นมา “ข้าเข้าใจแล้ว ย่าเข้าใจแล้ว เจ้าวางใจเถิด ตราบใดที่เจ้าต้องการ ย่าจะเป็นที่พึ่งอันแข็งแกร่งที่สุดของเจ้า!”
สวี่ซิ่วอิงเห็นว่าฟ้ามืดแล้วจึงกล่าวลา “รุ่นจือ ร้านของเถ้าแก่หลายคนนั้น ข้าได้ซื้อมันมาแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น หากท่านจะมาที่อำเภอชิงเหอในอนาคต ให้ไปหาข้าที่นั่นก่อน!”
อวี๋ชิงพยักหน้า “พี่หญิง ท่านวางใจได้ ข้าเข้าใจแล้ว!”
สวี่ซิ่วอิงโอบกอดฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋และอวี๋ชิงเบาๆด้วยความอาลัยอาวรณ์อย่างยิ่ง ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋จ้องมองรถม้าของสวี่ซิ่วอิงอย่างไม่อาจละสายตา จนกระทั่งรถม้าของสวี่ซิ่วอิงหายลับไป นางจึงค่อยๆละสายตากลับมาอย่างเศร้าสร้อย
“กลับไปจัดการเรื่องที่บ้านเถอะ!”
สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋พลันเปลี่ยนเป็นดุดันในพริบตา “ในเมื่อเกี่ยวพันถึงหลานชายและเหลนของข้าแล้ว คนอย่างอวี้หมิงไม่อาจปล่อยให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้!”
อวี๋ชิงมีสีหน้าเคร่งขรึมเช่นกัน “ท่านย่า วันเฉลิมพระชนมพรรษาของฮ่องเต้ ข้าจะไปเอง!”
อวี๋ชิงและฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋กำลังขับรถม้ากลับบ้าน พลางปรึกษาหารือกันว่าจะจัดการกับพวกปลิงในตระกูลอวี๋อย่างไรดี ขณะเดินทางมาได้ครึ่งทาง รถม้าก็ต้องหยุดกะทันหัน
“ฮูหยินผู้เฒ่า โปรดซ่อนตัวอยู่ข้างในอย่าได้ออกมาเลย!” เสียงตื่นตระหนกของคนขับรถม้าดังขึ้นจากภายนอก อวี๋ชิงสีหน้าเย็นชาลงทันที เขาเปิดม่านและมองออกไปด้านนอก
เขาเห็นเพียงกลุ่มคนสวมชุดดำมากมายล้อมรอบอยู่ภายนอก แต่ละคนถือดาบค่อยๆเคลื่อนเข้ามาล้อมพวกเขา “ท่านย่า ดูเหมือนจะมีคนที่ทนเห็นพวกเราไม่ได้เสียแล้ว!”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ได้ยินดังนั้น สีหน้าของนางก็มืดครึ้มน่ากลัว นางหยิบแส้เส้นหนึ่งออกมาจากกล่องลับในรถม้า แล้วชักมีดสั้นซ่อนแขนออกมาอีกเล่มหนึ่งโยนให้อวี๋ชิง
“เจ้ารู้วิธีใช้หรือไม่”
อวี๋ชิงพยักหน้า “รู้ขอรับ!”
เขาไม่ใช่คนไร้ประโยชน์ เขาจะไม่รู้วิธีใช้มีดสั้นซ่อนแขนได้อย่างไร เพียงแค่เขาไม่ค่อยคุ้นเคยกับการใช้มันเท่านั้นเอง
ลูกธนูแหลมคมพุ่งทะลุอากาศมาปักลงบนรถม้า การต่อสู้ด้านนอกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว คนขับรถม้าก็เป็นผู้มีวรยุทธ ทันทีที่ชักดาบออกมาก็พุ่งเข้าไปต่อสู้กับศัตรูทันที
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ก็ถือแส้พุ่งออกไป ข้อมือของนางออกแรงหนึ่งครั้งก็บิดคอของคนหนึ่งขาดทันที
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ ตอนเด็กร่างกายของนางไม่แข็งแรง จึงถูกส่งไปอยู่ที่สำนักเต๋าเพื่อฝึกฝนวิชา ทุกวันนางได้ติดตามอาจารย์ในสำนักเพื่อฝึกวรยุทธ์และขัดเกลาจิตใจ ในสำนักมีอาจารย์สิบคน นางก็ได้เรียนวิชาจากอาจารย์ทั้งสิบคน ดังนั้นในวัยหนุ่มสาว นางสามารถเอาชนะเหล่าคุณชายรุ่นราวคราวเดียวกันในอำเภอจิ้นโจวได้อย่างง่ายดายจากวิชาที่เรียนมา จนพวกนั้นยอมเคารพนางด้วยความเต็มใจ
ชายชุดดำคนอื่นๆตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าหญิงชราที่ดูอ่อนแอบอบบางคนหนึ่ง เพียงแค่แส้เดียวจะสามารถปลิดชีพคนได้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ชายชุดดำก็แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งจัดการกับคนขับรถม้า อีกกลุ่มหนึ่งจัดการกับฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋
เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีของโจรจำนวนมาก ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ไม่แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย แส้ในมือของนางเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว บางครั้งพันรอบตัวโจร บางครั้งก็ป้องกันดาบที่พุ่งเข้ามา ทำให้กลุ่มคนนั้นไม่สามารถเอาเปรียบได้แม้แต่น้อย
ส่วนอีกด้านหนึ่งคนขับรถม้าที่มีวรยุทธ์ด้อยกว่าเล็กน้อย ค่อยๆเสียเปรียบในการต่อสู้แม้จะมีอวี๋ชิงคอยช่วยเหลือ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับผู้คนมากมายเช่นนี้ก็ยังรู้สึกหมดแรงอยู่บ้าง
เพียงแค่เผลอเล็กน้อย แขนก็ได้รับบาดแผลและมีเลือดไหลออกมา พวกโจรที่ล้อมโจมตีฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋เห็นว่านางเป็นคู่ต่อสู้ที่ยากเย็นจึงผิวปากทันที
ไม่นานนักก็มีโจรอีกหลายคนที่สวมเสื้อผ้าเหมือนกันพุ่งออกมาจากป่า โจมตีฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋อย่างพร้อมเพรียง
“ท่านย่า!” อวี๋ชิงตะโกนอย่างร้อนใจเมื่อเห็นว่ามีคนเพิ่มขึ้นอีกหลายคน
เขาอยากจะพุ่งเข้าไปช่วยผู้เป็นย่า แต่เขาเองก็ถูกคนอื่นรุมล้อมไว้เช่นกัน ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี้แต่เดิมก็อายุมากแล้ว ตอนนี้มีคนเพิ่มขึ้นอีกหลายคน แม้ว่านางจะมีวรยุทธ์สูงส่งเพียงใด แต่ก็ค่อยๆหมดแรงไปทีละน้อย นางเพิ่งใช้แส้พันคอคนหนึ่งไป แส้ยังไม่ทันได้ดึงกลับ ด้านหลังก็ปรากฏดาบสองเล่มพุ่งตรงมาที่หัวใจของนาง
“ท่านย่า!” อวี๋ชิงตาเบิกโพลงมองดู ดาบสองเล่มนั้นกำลังจะแทงเข้าที่หัวใจของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋รู้ตัวว่ากำลังมีคนโจมตีตนเอง แต่ตอนนี้นางไม่มีทางหลบหลีกได้ในช่วงเวลาอันตราย ตอนนี้ในหัวนางมีวิธีเดียวเท่านั้น
ขออภัยด้วย หลานสาวที่รัก ท่านย่าไม่สามารถปกป้องเจ้าได้อีกต่อไปแล้ว
ฉึก!
เสียงมีดแทงเข้าเนื้อดังขึ้น
อวี๋ชิงหลับตาแน่น เขาไม่กล้าแม้แต่จะลืมตาขึ้นมอง เขากลัวว่าหากลืมตาขึ้นมาจะเห็นภาพที่ทำให้หัวใจแตกสลาย
“คนพวกนี้ช่างไม่มีความเป็นลูกผู้ชายเอาเสียเลย คนมากมายขนาดนี้รุมทำร้ายหญิงชราคนเดียว พวกเจ้าหรือเอาความไร้ยางอายออกมาจากท้องของแม่หรืออย่างไร”
เสียงสบายๆพลันดังขึ้นมา อวี๋ชิงลืมตาขึ้นด้วยความตื่นเต้นดีใจ เพราะน้ำเสียงนั้นเขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี!
เมื่อเขาลืมตาขึ้นก็เห็นว่าคนชุดดำที่เมื่อครู่ล้อมโจมตีพวกเขานั้น ถูกกลุ่มคนที่สวมชุดลูกจ้างจับกุมไว้แล้ว และที่ด้านข้างมีชายหนุ่มรูปงามสองคนสวมเสื้อผ้าสีเขียวและสีฟ้ายืนอยู่
“คุณชายหลี่!” อวี๋ชิงเดินเข้าไปหาด้วยความดีใจ
“ขอบคุณคุณชายหลี่ที่ช่วยชีวิตข้าไว้ อวี๋ชิงจะไม่มีวันลืมพระคุณนี้!” อวี๋ชิงก้าวเข้าไปยกมือคำนับพวกเขา
ก่อนหน้านี้ตอนที่อวี๋ชิงนำชุดเจ้าสาวไปซ่อมแซมที่อำเภอชิงเหอ ทุกครั้งที่ไปอำเภอชิงเหอ เขามักจะไปกินอาหารที่ภัตตาคารว่านฝู ดังนั้นจึงคุ้นหน้าคุ้นตากับหลี่เฟยเป็นอย่างดี
“คุณชายอวี๋ชิงไม่ต้องมากพิธีหรอก พวกข้าก็แค่บังเอิญผ่านมาแถวนี้เท่านั้น” หลี่เฟยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
ฉินไห่เยี่ยนเห็นว่าแขนของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋มีรอยบาดแผล จึงรีบล้วงยาห้ามเลือดที่หลี่อันปรุวขึ้นเป็นพิเศษออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นส่งให้
ยาห้ามเลือดนี้เป็นยาที่หลี่อันพัฒนาขึ้นจากยาที่เล่อเหนียงมอบให้
แม้ว่าหลี่อันจะไม่สามารถค้นพบสูตรขั้นสุดยอดของยาชนิดนั้นได้ แต่ยาตัวนี้ก็ยังดีกว่ายาห้ามเลือดที่มีขายทั่วไปในท้องตลาดถึงสิบเท่า
อวี๋ชิงเห็นบาดแผลบนแขนของผู้เป็นย่าของตน เขาจึงไม่ทำตัวเรื่องมากอีกต่อไป ปากเอ่ยคำขอบคุณแล้วรับยามาทาบนบาดแผลของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋อย่างระมัดระวัง
“คุณชายอวี๋ เหตุใดพวกท่านถึงถูกลอบทำร้ายอยู่ที่นี่ ทีนี่ควรจะเป็นเขตของอำเภอจิ้นโจวมิใช่หรือ” หลี่เฟยกล่าวอย่างสงสัย
เหตุที่เขาถามเช่นนี้เพราะเขารู้ถึงตัวตนของอวี๋ชิง
อวี๋ชิงยิ้มขมขื่น “จะเป็นเพราะอะไรได้อีกเล่า ใช่แล้ว การมีตัวตนของข้ากับท่านย่าของข้านั้นไปกระทบผลประโยชน์ของบางคนเข้าน่ะสิ”
หลี่เฟยก็เคยได้ยินเรื่องราวของตระกูลอวี๋มาบ้าง เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็เพียงแค่ยิ้มน้อยๆโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ
เพราะสุดท้ายแล้วนี่ก็เป็นเรื่องของคนอื่น
บทที่ 503: สมองของคุณคงโดนประตูหนีบ
“แล้วคุณชายหลี่มาทำธุระที่จิ้นโจวหรือ” อวี๋ชิงถามขึ้น
หลี่เฟยพยักหน้า “ใช่แล้ว ตามเหล่าอู่มาตามหาผ้าชั้นดีน่ะ”
นับตั้งแต่รู้ว่าสวี่ซิ่วอิงซื้อร้านผ้าของเถ้าแก่หลายไปแล้ว เขากับฉินไห่เยี่ยนก็ไม่ได้หยุดพัก ถูกเด็กตัวเหม็นหงอวี่สั่งให้มาหาผ้าชั้นดีให้แม่ของเขา
ทั้งยังสั่งอีกว่า ถ้าหาไม่ได้ห้ามกลับบ้านเด็ดขาด พูดตามตรง ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าหงอวี่มีสถานะน่าสงสาร และก็สงสารแม่ของตัวเองจริงๆ พวกเขาคงทิ้งงานนี้ไปนานแล้ว
อวี๋ชิงได้ยินดังนั้นจึงถามด้วยความประหลาดใจว่า “คุณชายก็จะเปิดร้านผ้าด้วยหรือ”
หลี่เฟยส่ายหน้า “ไม่ใช่ แต่ภัตตาคารว่านฝูข้ายังจัดการไม่ไหวเลย จะไปเปิดร้านผ้าได้อย่างไร”
เขาใช้ศอกกระทุ้งเอวฉินไห่เยี่ยนที่อยู่ข้างๆ “เป็นพี่สะใภ้ของเหล่าอู่ที่เปิดร้านผ้า เสี่ยวชี เจ้าเด็กน้อยเกเรนั่นคอยตามก้นพวกข้าทุกวัน สั่งให้พวกข้าไปหาผ้าดีๆให้แม่ของเขา เพื่อให้กิจการของแม่เขาดีขึ้น พวกข้าจะไม่ไปก็ไม่ได้”
อวี๋ชิงได้ยินชื่อเสี่ยวชีก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ยังไม่ทราบชื่อของท่านผู้นี้ รอให้ข้าว่างสักวัน ข้าจะต้องไปเยี่ยมเยียนอย่างแน่นอน”
ฉินไห่เยี่ยนยิ้มเล็กน้อย "แซ่ฉินชื่อไห่เยี่ยน ผู้คนเรียกข้าว่าฉินเหล่าอู่”
อวี๋ชิงได้ยินดังนั้นมือก็สั่นเทาเล็กน้อย
คนตระกูลฉินหรอ
เขาจำได้ว่าพี่เขยมีชื่อเล่นว่าฉินเหล่าซื่อ หรือว่าคนผู้นี้จะเป็นน้องสามีของพี่สาวเขา
แม้ในใจอวี๋ชิงจะคาดเดาเช่นนั้น แต่เขาไม่ได้แสดงออกมา เพียงแต่ประสานมือโค้งคำนับ
“คุณชายหลี่ คุณชายฉิน ท่านย่าของข้าได้รับบาดเจ็บ ขออภัยที่อวี๋ต้องขอตัวก่อน!”
หลี่เฟยและฉินไห่เอี้ยนรีบโบกมือ “คุณชายอวี๋ไม่ต้องมากพิธีหรอก รีบพาท่านกลับไปเถอะ”
“ส่วนคนพวกนี้ ถ้าท่านไว้ใจ หลี่เฟยจะพาพวกเขาไปขังไว้ที่ไร่นาห่างออกไปสิบลี้ คุณชายอวี๋ว่างเมื่อไหร่ก็ไปสอบสวนที่นั่นได้”
แน่นอนว่าอวี๋ชิงไม่อาจปฏิเสธได้ “หากเป็นเช่นนั้น ข้าต้องขอบคุณคุณชายหลี่มาก”
อวี๋ชิงพูดจบก็พยุงฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ขึ้นรถม้า โดยไม่ลืมหันมาพยักหน้าให้พวกเขาแล้วขับรถม้าจากไปอย่างรวดเร็ว
“เจ้าเด็กแสบ เจ้ารีบร้อนไปไหนกัน”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋จ้องมองอวี๋ชิง “คุณชายทั้งสองท่านนั้นดูแล้วมีฝีมือไม่ธรรมดา ชาติกำเนิดก็ไม่ธรรมดา อีกทั้งยังรู้จักกับเจ้าด้วย เหตุใดเจ้าไม่เชิญพวกเขาไปที่จวนเสียล่ะ”
“หากสามารถผูกมิตรกับพวกเขาได้ก็จะช่วยหาคนช่วยให้เซี่ยเซี่ยได้อีกสองคน!”
อวี๋ชิง มองดูผู้เป็นย่าที่กำลังตื่นเต้นแล้วรีบประคองนาง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มือที่บาดเจ็บของนางกระแทกกับรถม้า “ท่านย่า ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย”
“พวกเขาทั้งสองคนจะต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเหลนของท่านแน่นอน!”
“เหตุใดเจ้าจึงกล่าวเช่นนั้น” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋มองเขาด้วยความสงสัย
“ชายที่สวมเสื้อสีฟ้านั่นคือหลี่เฟยทายาทของภัตตาคารว่านฝูในอำเภอชิงเหอ เขาเป็นคนคุ้นเคยกับเล่อเหนียง อาหารจานเด็ดของพวกเขาอย่างเนื้อกระต่ายเผ็ดและหมูสามชั้นตุ๋นผักดองล้วนเป็นสูตรของตระกูลฉิน”
“ครั้งหนึ่งเขาเคยได้ยินมาว่าเล่อเหนียงไปเที่ยวที่ภัตตาคารว่านฝูแล้วถูกอนุภรรยาของ หลี่เฟยสั่งสอน จากนั้นหลี่เฟยและพ่อของเขา หลี่หยางเถ้าแก่ภัตตาคารจับหญิงคนนั้นขังไว้ทันที ทั้งๆที่ตอนนั้นอนุภรรยาคนนั้นกำลังตั้งครรภ์ได้หกเดือน”
“ส่วนอีกคนหนึ่งที่สวมเสื้อผ้าสีฟ้า เขาแซ่ฉิน ชื่อว่าฉินไห่เยี่ยน!”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋กำลังฟังอย่างตั้งใจ เมื่อเห็นอวี๋ชิงหยุดพูดจึงจ้องเขาอย่างไม่พอใจ “พูดต่อสิ คุณชายที่สวมเสื้อผ้าสีฟ้ามีความสัมพันธ์อย่างไรกับเล่อเหนียง”
อวี๋ชิงได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง “ข้าบอกแล้วว่าเขาเป็นคนตระกูลฉิน ข้าคิดว่าข้าเคยบอกท่านแล้วว่าตระกูลสามีของพี่หญิงก็แซ่ฉิน คนทั่วไปเรียกพี่เขยเหล่าซื่อ เขาชื่อว่าฉินไห่โจว"
“ฉินไห่โจว ฉินไห่เยี่ยน”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ท่องชื่อทั้งสองซ้ำๆ พลันใดนั้นก็นึกขึ้นมาได้
“เจ้าหมายความว่าพวกเขาทั้งสองเป็นพี่น้องกันหรือ”
อวี๋ชิงพยักหน้า
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ตบศีรษะเขาอย่างโมโห “เหตุใดเมื่อครู่เจ้าถึงไม่พูด”
“หากเจ้าพูดออกมา ข้าจะต้องเชิญพวกเขามานั่งที่บ้านเราสักหน่อย!”
อวี๋ชิงกุมศีรษะที่ถูกตีจนเจ็บพลางถอนหายใจ “ท่านย่า เมื่อครู่พี่หญิงไม่ได้บอกหรอกหรือ หากไม่จำเป็นจริงๆ พวกเราไม่ควรเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพี่หญิง”
“การทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะรักตัวกลัวตาย แต่เป็นการเก็บไพ่ใบสุดท้ายไว้ พวกเราคือไพ่ใบสุดท้ายของพี่หญิง!”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลอวี๋ถอนหายใจอย่างอ่อนแรง นางไม่เคยรู้สึกหมดเรี่ยวแรงเช่นนี้มาก่อน
……
“เล่อเหนียง เจ้านั่งอยู่หน้าประตูมาทั้งวันแล้ว พวกเรากลับไปดื่มน้ำกันก่อนดีหรือไม่” แม่เฒ่าฉินมองหลานสาวที่นั่งเท้าคางมองออกไปนอกหมู่บ้านด้วยความเป็นห่วง
นับตั้งแต่สวี่ซิ่วอิงไปจิ้นโจว เด็กหญิงคนนี้ก็มักจะนั่งเหม่อลอยอยู่หน้าประตูทุกครั้งที่มีเวลาว่าง
แม้แต่เนื้อตุ๋นอาหารจานโปรดที่สือไห่ถังทำให้ก็ไม่สามารถกระตุ้นความสนใจของนางได้อีกต่อไป ไหนจะจิ้งจอกน้อยและเหยี่ยวอีก สัตว์ทั้งสองชนิดผลัดกันมาเล่นกับนาง แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่สนใจพวกมัน
“ท่านย่า ข้าอยู่ตรงนี้ไม่ได้ถูกแดดเผาเลย ข้าไม่กระหายน้ำหรอก!” เล่อเหนียงหันกลับมาพูดเสียงอ่อนหวาน
“เล่อเหนียง เจ้ากำลังเป็นห่วงแม่ของเจ้าใช่หรือไม่”
เล่อเหนียงพยักหน้า “ร่างกายของท่านแม่อ่อนแอมาตลอด แต่กลับต้องรีบไปจิ้นโจว ข้ากลัวว่าร่างกายของนางจะทนไม่ไหว”
นางหยุดชั่วครู่แล้วพูดต่อว่า “อีกอย่างคือ…เล่อเหนียงคิดถึงท่านแม่”
“เล่อเหนียงไม่เคยแยกจากท่านแม่เลยนะ!”
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจ นางก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดสวี่ซิ่วอิงถึงต้องไปจิ้นโจวด้วย
แม้ว่าปกติแล้วสวี่ซิ่วอิงจะไม่ค่อยพูดอะไรมากนัก แต่นางเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเองอย่างมาก เมื่อนางยืนกรานที่จะไปเมืองจิ้นโจวก็คงจะมีธุระสำคัญแน่นอน นางก็ไม่อยากถามอะไรเพิ่มเติม ได้แต่เก็บความห่วงใยไว้ในใจเท่านั้น
“น้องสาว ลุงหมิงจื้อกับพี่หมิงจูอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ ท่านแม่ต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน!” หงอวี่วิ่งเข้ามานั่งด้วยกันและปลอบโยนนาง
“พี่เจ็ด ท่านว่าท่านแม่ไปหาผ้าจริงๆหรือ” หงอวี่นิ่งเงียบ เขาก็ไม่แน่ใจว่าสวี่ซิ่วอิงจิ้นโจวเพื่อหาผ้าจริงหรือไม่
แต่ข่าวที่เขาได้รับกลับแสดงว่าสวี่ซิ่วอิงไปจิ้นโจว ไม่ได้ไปหาผ้าแต่อย่างใด แต่เข้าพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ดูเหมือนว่านางได้พบกับชายคนหนึ่ง!
หงอวี่ตบไหล่เล่อเหนียงเบาๆ เพื่อปลอบประโลมว่า “น้องสาว ท่านแม่ต้องไปหาผ้าแน่นอน เจ้าดูสิ พวกเราเพิ่งซื้อร้านผ้ามาใหม่ จะไม่มีผ้าได้อย่างไรกัน”
แต่เล่อเหนียงกลับเบ้ปากและส่ายหน้า “แต่ข้ามีความรู้สึกว่าท่านแม่ไม่ได้ไปหาผ้า แต่กำลังวุ่นวายอยู่กับเรื่องของท่าน!”
หงอวี่พูดติดขัด เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าน้องสาวมีท่าทีน้อยใจอยู่บ้าง ราวกับว่านางกำลังตำหนิเขา
“น้องสาว เจ้ากำลังโกรธข้าหรือ”
เล่อเหนียงกะพริบกลมตาโต “พี่เจ็ด สมองของท่านถูกประตูหนีบหรือ”
“ข้าเพียงแค่พูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น เหตุใดท่านจึงคิดเช่นนี้เล่า” หงอวี่มองนางด้วยสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจ “แต่ความรู้สึกที่เจ้าให้ข้านั้นก็คือเจ้ากำลังตำหนิข้าอยู่นั่นเอง!”
บทที่ 504: ความลับของเขาถูกเปิดเผยแล้ว
“บางครั้งเรื่องนี้ก็ไม่สำคัญเท่าไหร่”
เล่อเหนียงตบไหล่ของหงอวี่พลางกล่าวว่า “บางครั้งความรู้สึกก็อาจผิดพลาดได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเห็นกับตาตัวเอง”
“ท่านดูน้องสาวของท่านสิ ข้าน่ารักขนาดนี้จะไปรังเกียจท่านได้อย่างไร ข้าชอบเจ้าจนแทบจะไม่ทันด้วยซ้ำ!”
หงอวี่มองดูเล่อเหนียงที่กำลังพูดจาไปเรื่อย “น้องสาว เจ้าคิดว่าเจ้าพูดแบบนี้ เจ้าจะเชื่อตัวเองได้หรือ”
“ได้สิ เหตุใดจะไม่ได้!” เล่อเหนียงพูดอย่างหนักแน่น
หงอวี่ไม่พูดอะไรต่อเพียงแค่มองนางเงียบๆ
“เอ่อ…”
“พี่ชาย พวกเราไปผ่าแตงโมกันเถอะ แตงโมในพื้นที่มิติสุกแล้วนะ” เล่อเหนียงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที
"ไม่อยากกิน ไม่มีอารมณ์ น้องสาวเกลียดข้าแล้ว” หงอวี่พูดเสียงเบาๆ
“ชิ~” เล่อเหนียงลุกขึ้นทันทีแล้ว ก่อนข้าสั้นๆทั้งสองข้าจะพานางเดินเข้าไปในห้อง
“อยากกินก็กิน ไม่อยากกินก็เรื่องของท่าน ถ้าเจ้าไม่กิน ข้าจะเอาไปให้พี่หกและคนอื่นกินแทน”
เล่อเหนียงไม่ยอมตามใจนิสัยเอาแต่ใจของหงอวี่หรอก โตป่านนี้แล้วยังมาทำตัวงอแงอีก
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ ท่านอยากกินแตงโมหรือไม่” เล่อเหนียงตรงไปหาลิ่งอวี่ทันที
ลิ่งอวี่กำลังท่องบทเรียนที่อาจารย์สอนอยู่ในห้องโถงเห็นน้องสาววิ่งเข้ามาพลันมองด้วยความสงสัย
“หืม แตงโมคืออะไรหรือ” ลิ่งอวี่ถามอย่างสงสัย “หรือว่านี่จะเป็นแตงที่ย่าติดขึ้นมา”
“แตงโมก็คือแตงโมที่มีรสชาติอร่อย ท่านอยากกินหรือไม่ ถ้าอยากกินเล่อเหนียงจะให้ท่านกิน!”
ลิ่งอวี่พยักหน้า “อยากกิน!”
“ไปกันเถอะ พวกเราไปกินข้างนอกกัน แล้วก็เรียกพี่รองและพี่สามมาด้วยนะ!”
ลิ่งอวี่จำใจวางหนังสือในมือลง แล้วอุ้มเล่อเหนียงออกไป เพิ่งเดินมาถึงห้องโถงก็เห็นหงอวี่นั่งอย่างหดหู่อยู่บนธรณีประตู
“เกิดอะไรขึ้นกับเสี่ยวชีหรือ”
เล่อเหนียงเบ้ปาก “ไม่ต้องสนใจเขาหรอก เขาอารมณ์เสียน่ะ!”
หงอวี่ได้ยินคำพูดของเล่อเหนียงจึงหันหน้ามามองนางด้วยสายตาน้อยใจ
เฮ้อ เขาไม่ใช่พี่ชายที่เล่อเหนียงชอบมากที่สุดอีกแล้ว ตอนนี้เล่อเหนียงมีพี่ชายคนอื่นแล้ว
“เสี่ยวชี พวกเจ้าทะเลาะอะไรกันอีกแล้ว”
ลิ่งเฟิงและลิ่งหมิงเดินเข้ามาพร้อมกับตะกร้าหญ้าให้อาหารหมู่ที่แบกไว้บนหลัง
“พี่รอง พี่สาม พวกท่านช่วยตัดสินทีว่าน้องสาวนางรังเกียจข้าใช่หรือไม่” หงอวี่รีบฟ้องทันที
ลิ่งหมิงถอนหายใจอย่างอ่อนใจ แล้วดึงเขาให้ลุกขึ้น “พอเถอะ พวกเจ้าสองคนชอบทำเรื่องให้ยุ่งยากเสียจริง สองสามวันก็ทะเลาะกันที ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างหรือไร”
หงอวี่และเล่อเหนียงส่งเสียงฮึดฮัดพร้อมกัน แล้วสะบัดหน้าหนีกันไปคนละทาง
“พี่รอง พี่สาม พวกท่านรีบมาเร็ว เล่อเหนียงมีแตงโมมาให้พวกท่านชิม” เล่อเหนียงโบกมือเรียกพวกเขาทันใดนั้น เพียงแค่โบกมือแตงโมลูกใหญ่มหึมาก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะ
ลิ่งหมิงมองด้วยความสงสัย “สิ่งนี้คืออะไรหรือ เหตุใดถึงใหญ่ขนาดนี้”
ลิ่งอวี่ก็จ้องมองสิ่งใหญ่โตนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน พวกเขาไม่เคยเห็นผลไม้ที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน
หงอวี่ เสี่ยวอู่ และเสี่ยวลิ่วเริ่มน้ำลายไหลแล้ว “พี่ใหญ่ ผลไม้ชนิดนี้เรียกว่าแตงโม น้องสาวปลูกไว้ อร่อยมากเลยนะ!”
เสี่ยวชียืนกลืนน้ำลายอยู่ที่ประตู
เขาก็อยากกินแตงโมเหมือนกันนะ…
ลิ่งเหวินถือมีดมาด้วย “พี่ใหญ่ รีบหั่นแตงโมเถอะ”
ลิ่งอวี่รับมีดมาแล้วหั่นแตงโมเป็นสองซีกตามที่พวกเขาบอก จากนั้นก็หั่นมันออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
แตงโมกำลังสุกได้ที่ เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วรีบคว้าแตงโมชิ้นหนึ่งขึ้นมาแทะทันที
ลิ่งอวี่เห็นน้องชายทั้งสองกินอย่างเอร็ดอร่อยจึงหยิบชิ้นหนึ่งขึ้นมากินด้วย เพียงชั่วพริบตากลิ่นหอมหวานสดชื่นของแตงโมก็ขับไล่ความร้อนอบอ้าวออกจากร่างของเขา
“ว้าว น้องสาว แตงโมนี้ช่างอร่อยเหลือเกิน!” ลิ่งอวี่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม
เล่อเหนียงมองหงอวี่ที่ยืนอยู่ที่ประตูไม่ยอมเข้ามา นางก็ถอนหายใจแล้วหยิบแตงโมชิ้นหนึ่งเดินเข้าไปหา “เอาไปสิ เจ้าเป็ดตาย!”
“เจ้าว่าใครเป็นไอ้เป็ดตาย” หงอวี่เอียงหัวไปด้านข้าง
“ใครปากแข็งก็เป็นเป็ดตายสิ”
เล่อเหนียงชูชิ้นแตงโมขึ้นพลางกล่าวว่า “ถ้าท่านไม่กิน ต่อไปก็จะไม่มีให้กินแล้วนะ”
หงอวี่รับแตงโมมา แล้วกัดอย่างแรงหนึ่งคำ
“พี่เจ็ด ท่านกำลังกลัวอยู่หรือไม่” เล่อเหนียงถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน
หงอวี่นิ่งเงียบไม่ตอบ เพียงแค่กินแตงโมอย่างเงียบๆ
เล่อเหนียง ไม่ได้เร่งเร้าเขา เพียงแค่นั่งเงียบๆกินแตงโมเป็นเพื่อนเขา
ลิ่งอวี่และคนอื่นๆที่อยู่ข้างในก็เช่นกัน พวกเขากินแตงโมอย่างเงียบๆราวกับว่ากำลังรอฟังคำพูดต่อไปของเขา
“ข้า...ไม่อยากจากพวกเจ้าไปเลย!” หงอวี่กินแตงโมชิ้นหนึ่งจนหมดแล้วจึงเอ่ยปากด้วยความรู้สึกผิดหวัง
“อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาแล้ว ข้าจำเป็นต้องเข้าวัง แต่ข้าไม่อยากให้พวกเจ้าต้องเสี่ยงอันตรายไปด้วย”
เล่อเหนียงตีไหล่เขาทีหนึ่ง “พี่เจ็ด ท่านเป็นอะไรอีกแล้ว”
“ท่านลืมความสามารถของเล่อเหนียงไปแล้วหรือ ปีศาจตัวเล็กๆไม่กี่ตัวไม่สามารถทำอะไรเล่อเหนียงได้หรอก”
“อีกอย่างยังมีท่านอาไป๋อยู่ด้วยนะ”
ลิ่งอวีเดินเข้ามาตบไหล่ของเขาเบาๆ “เสี่ยวชี แม้เจ้าจะกลัวก็ไร้ประโยชน์ ถึงตอนนี้ไม่ว่าเจ้าจะเลือกอย่างไรก็หลีกเลี่ยงไม่ได้”
“แม้ว่าชั่วชีวิตนี้เจ้าจะต้องการเป็นเพียงเสี่ยวชีของครอบครัวพวกเรา แต่ก็ต้องมีบางคนไม่ยอมปล่อยเจ้าไปแน่ๆ เพราะเจ้าเป็นลูกชายของคนคนนั้น เจ้ามีเลือดของคนคนนั้นอยู่ในตัว การมีอยู่ของเจ้า สำหรับพวกเขาแล้วคือหินขวางทาง!”
“พี่ใหญ่…”
ดวงตาของหงอวี่พลันแดงขึ้นมา “ข้าเสียใจแล้ว ข้ารู้ว่าข้าไม่ควรมาที่นี่ หากเป็นเช่นนั้นก็จะไม่นำภัยพิบัติมาสู่ครอบครัวของพวกเรา”
หงอวี่พูดจบก็ถูกเสี่ยวลิ่วต่อยไปหนึ่งหมัด “เสี่ยวชี เจ้ามาพูดแบบนี้ตอนนี้จะไปมีประโยชน์อะไร”
“เจ้าขี้ขลาดเสียเหลือเกิน ทุกคนต่างพยายามกันอยู่ มีแต่เจ้าที่หวาดกลัวอยู่คนเดียว!”
แม้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นเพียงเด็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้โง่เขลา และมีหลายสิ่งที่พวกเขารู้ดี
เขารู้ถึงความกลัวและความไร้ที่พึ่งของเสี่ยวชี
พูดตามตรงแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังกลัวเลย เขาเพิ่งอายุเก้าขวบเท่านั้นนะ
พวกเขาเป็นพี่น้องกัน ลิ่งอวี่และคนอื่นๆจะมองไม่ออกถึงความคิดของหงอวี่ได้อย่างไร เขาจึงดึงหงอวี่ไปคุยเป็นการส่วนตัวแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้เจ้ากลัวไปก็ไร้ประโยชน์ สิ่งเดียวที่เจ้าทำได้ตอนนี้คือเดินหน้าต่อไป วางใจเถิด รอให้ข้าสอบเป็นจอหงวนได้ ข้าจะเป็นขุนนางผู้น้อยคอยช่วยเหลือเจ้าไปชั่วชีวิต!”
หงอวี่สะอื้น “พี่ใหญ่…”
ลิ่งอวี่เปลี่ยนน้ำเสียงทันที “หากเจ้าต้องการปกป้องความปลอดภัยของครอบครัวพวกเรา จริงก็มีอยู่วิธีหนึ่งคือการนั่งอยู่ในตำแหน่งนั้น และยังมีเล่อเหนียงอีก ถ้าไม่แข็งแกร่งพอ ต่อไปข้าจะให้เล่อเหนียงรับเขยเข้าบ้าน!”
หงอวี่หรี่ตาเล็กลง “พี่ใหญ่... เหตุใดท่าน…”
“เจ้าอยากถามว่าข้ารู้ได้อย่างไรใช่หรือไม่”
หงอวี่พยักหน้าเบาๆ เขาคิดว่าในอนาคตจะได้แต่งงานกับเล่อเหนียง แต่เรื่องนี้เขาไม่เคยบอกใครเลย อีกอย่างเขาก็ไม่กล้าพูดออกไป เพราะหากพูดออกไปคงจะถูกไล่ออกจากบ้านทันที
แล้วพี่ชายคนนี้รู้ได้อย่างไร?
ลิ่งอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “อ้อ เจ้าบอกข้าเองไง!”
บทที่ 505: จบแล้ว แตงโมหายไป
“เป็นไปได้อย่างไร” หงอวี่ตกตะลึงรีบโต้แย้งทันที
“ข้าไม่เคยพูดเรื่องนี้กับใครเลย ท่านอย่ามาหลอกข้าเสียให้ยาก!”
หงอวี่พยายามคิดอย่างหนัก แต่ก็นึกไม่ออกว่าเขาเคยพูดเรื่องนี้ที่ไหนมาก่อน และยังต้องเป็นการพูดกับพี่ใหญ่ด้วย แม้ว่าปกติพี่ใหญ่จะอ่อนโยนและมีมารยาทเสมอ แต่ไม่ว่าจะเป็นเขา เสี่ยวอู่ หรือเสี่ยวลิ่ว คนที่พวกเขากลัวที่สุดในบ้านหลังนี้ก็คือพี่ใหญ่ แม้แต่ท่านย่าเองก็ยังสู้ไม่ได้
เพราะท่านย่ากับท่านแม่ก็แค่ขู่และตีแค่ไม่กี่ทีเท่านั้น แต่หากเป็นพี่ใหญ่ เขานั้นลงมือหนักเลยทีเดียว
เขา เสี่ยวอู่ และเสี่ยวลิ่วเคยไปเดินเล่นที่ริมแม่น้ำกันสามคน และบังเอิญไปเจอพี่ใหญ่เข้าพอดี วันนั้นพวกเขาทั้งสามถูกพี่ใหญ่ใช้กิ่งหลิวตีตั้งแต่ริมแม่น้ำจนถึงบ้าน พวกเขาถูกตีจนหลังไม่เหลือทีว่างเลย แล้วเขาจะเคยบอกความลับเรื่องนี้กับพี่ใหญ่ได้อย่างไร
ลิ่งอวี่ยิ้มเล็กน้อย “ก่อนหน้านี้ตอนข้าไปห่มผ้าให้เจ้าตอนดึก ข้าเห็นเจ้ากำลังนอนกัดฟันผายลม แล้วยังพูดละเมอด้วย”
“ข้าก็อยากรู้ว่าเจ้าละเมอว่าอะไรก็เลยแอบฟัง และก็ได้ยินเจ้าละเมอว่า เล่อเหนียง ต่อไปข้าจะแต่งงานกับเจ้าเท่านั้น ใครคัดค้านก็ไม่ได้!”
บรึ้ม!
หงอวี่รู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า ร่างกายสั่นไหวไปชั่วขณะ รีบใช้มือปิดปากทันที
แย่แล้ว แย่แล้ว เขาละเมอแบบนั้นได้อย่างไร!
ทั้งยังเผยความลับสำคัญเช่นนี้ออกมาอีก
“พี่ใหญ่ เรื่องนี้มีแค่ท่านคนเดียวที่รู้ใช่หรือไม่” หงอวี่ถามอย่างกังวล
ลิ่งอวี่พยักหน้า “ตอนนี้ก็มีเพียงข้าคนเดียวเท่านั้นที่รู้!”
“แต่ว่า…”
หงอวี่ตัดบทเขาด้วยความเร็วสูง “ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น!”
“พี่ใหญ่วางใจได้ ข้าจะต้องพยายามอย่างเต็มที่แน่นอน ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าจะตื่นนอนตั้งแต่ยามอิ๋น เพิ่มเวลาถูพื้นอีกครึ่งชั่วยาม จากนั้นจะฝึกวรยุทธอีกหนึ่งชั่วยาม ทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น เพื่อที่ภายหนังจะได้ปกป้องน้องสาวได้!”
“และยังต้องพยายามกำจัดยายแก่คนนั้นด้วย!”
ลิ่งอวี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ “เสี่ยวชี พี่ใหญ่ไม่ได้บังคับให้เจ้าไปแย่งชิงตำแหน่งนั้น แต่ตอนนี้แม้ว่าเจ้าจะไม่อยากนั่งในตำแหน่งนั้น เจ้าก็ต้องกำจัดยายปีศาจแก่คนนั้นให้ได้”
“ถึงแม้เจ้าจะไม่ลงมือเอง ลุงของเจ้าและคนอื่นๆต้องลงมือแน่นอน รวมถึงอาสี่และอาฮั่นหลินด้วย ดังนั้นตอนนี้เจ้าไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง เข้าใจหรือไม่”
“นอกจากนี้ยังมีเล่อเหนียง นางมีความสามารถที่แตกต่างจากคนทั่วไป นอกจากจะพึ่งพาท่านพ่อท่านแม่แล้ว เจ้าสามารถพึ่งพานางได้เช่นกัน แม้ว่าต้องรู้สึกอับอายเล็กน้อยก็ตาม!”
หงอวี่ได้ฟังคำพูดของลิ่งอวี่แล้วก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันที ใช่แล้ว เขากำลังกังวลและกลัวอะไรอยู่กันแน่
เขาไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง เขายังมีท่านพ่อและท่านแม่ที่ดีที่สุดในใต้หล้า ยังมีท่านย่า ยังมีพี่ชายน้องสาวและท่านลุงท่านอา ข้ายังต้องกลัวอะไรอีก
“ขอบคุณพี่ใหญ่ ข้ารู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร” หงอวี่กล่าวด้วยความซาบซึ้ง
“อืม ในเมื่อเจ้ารู้แล้วก็ไปให้อาหารหมูเถอะ”
"หงอวี่ชะงักไปแล้วมองดูลิ่งอวี่อย่างงุนงง “ท่านเปลี่ยนเรื่องเร็วเกินไปแล้วกระมัง”
เมื่อครู่ไม่ได้พูดถึงเรื่องทางนั้นหรอกหรือ เหตุใดจู่ๆถึงให้เขาไปให้อาหารหมูเล่า
“หงอวี่มัวแต่ยืนงงอยู่ได้ รีบไปเดี๋ยวนี้” ลิ่งอวี่ถลึงตามองน้องชาย
หงอวี่รีบคว้าตะกร้าสะพายหลัง กวาดเปลือกแตงโมที่เหลือจากการกินเมื่อครู่ใส่ลงไปในตะกร้า จากนั้นก็สะพายตะกร้าไปให้อาหารหมู
“พี่ใหญ่เป็นอะไร เหตุใดท่านถึงให้เขาไปให้อาหารหมูเล่า” ลิ่งหมิงถามอย่างไม่เข้าใจว่า “เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเมื่อครู่เขายังมีสีหน้าเศร้าหมองอยู่เลย”
ลิ่งอวี่ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ก็แน่ละ เมื่อครู่เขาแทะแตงโมยังไม่มีความสุขเลย หากไม่หางานให้เขาทำสักหน่อย ข้าคาดว่าเขาคงจะยิ่งจมอยู่กับความคิดอยู่อย่างนั้น”
พวกเขาสบตากันไปมาแล้วก็ต่างเห็นความจนปัญญาในสายตาของกันและกัน พวกเขาเรียนหนังสืออยู่ในสำนักศึกษาเติงเคอ ได้พบปะผู้คนมากมาย ย่อมได้ยินข่าวลือต่างๆมาแน่นอน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังมีเหยียนเทาผู้เป็นเหมือนผู้ป่าวประกาศคนหนึ่ง เขาคลุกคลีอยู่ในตลาดมาเป็นเวลานาน ข่าวเล็กข่าวน้อยไม่มีทางหลุดรอดหูของเขาไปได้ ดังนั้นพวกเขาจึงพอมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องในราชสำนักอยู่บ้าง
หงอวี่เพิ่งแบกตะกร้ามาถึงคอกหมู ชิงเฟิงก็โผล่ออกมาทันที
“คุณชาย ให้พวกข้าช่วยเถิด!”
หงอวี่จ้องพวกเขาด้วยสายตาดุดัน “ข้าไม่ได้เรียกพวกเจ้า เหตุใดพวกเจ้าถึงออกมาโดนพละการ รีบไปให้พ้นสายตาข้าเดี๋ยวนี้!”
ชิงเฟิงจำใจต้องหายตัวไปอย่างไม่มีทางเลือก
พวกเขาเพียงแค่อยากช่วยคุณชายให้อาหารหมูเท่านั้น ด้วยสถานะอันสูงส่งของคุณชาย จะมาทำงานให้อาหารหมูได้อย่างไรกัน ใครจะรู้ว่าการประจบเอาใจนั้นกลับทำให้เจ้านายน้อยโกรธเสียอย่างนั้น
ขณะให้อาหารหมู หงอวี่ก็คิดว่าควรทำอย่างไรต่อดี นอกจากชิงเฟิงและชิงเยว่ที่ท่านลุงทิ้งไว้ให้แล้ว และก็ยังมีคนที่ท่านยายทิ้งคนไว้ให้เพราะกลัวว่าพวกเขาจะสืบข่าวบางอย่างได้
“ชิงเฟิง ชิงเยว่ พวกเจ้าสองคนไปติดต่อกับอ้านอี้ดูหน่อย ดูว่าที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง”หงอวี่สั่งการ
“คุณชาย ให้ชิงเฟิงไปเถิด ข้าจะอยู่ที่นี่!” ชิงเฟิงชิงเยว่ได้ยินคำพูดของหงอวี่ก็ปรากฏตัวออกมาจากที่ซ่อน พวกเขาไม่กล้าไปทำธุระพร้อมกันสองคน เพราะกลัวว่าจะมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น
หากเกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีกครั้ง พวกเขาได้หัวหลุดออกจากบ่าแน่
“ไม่ต้องกังวล พวกเจ้าสองคนไปเถิด!”
หงอวี่รู้ถึงความกังวลในใจของพวกเขาจึงเอ่ยปากว่า “พวกเจ้าวางใจได้ ตอนนี้หมู่บ้านตระกูลฉินไม่เหมือนกับหมู่บ้านตระกูลฉินในอดีตแล้ว ตอนนี้หมู่บ้านตระกูลฉินไม่มีอะไรมากมาย มีแต่ผู้คนที่มากขึ้น”
“ลุงฉีสือและคนอื่นๆยังคงฝึกฝนอยู่บนภูเขา อีกทั้งยังมีปู่หลี่อัน คนอื่นๆก็อยู่ในหมู่บ้านด้วย ข้าเองก็ไม่ได้ออกจากหมู่บ้าน ดังนั้นพวกเจ้าจะกลัวอะไร”
“นี่…” ชิงเฟิง ชิงเยว่ยังคงไม่วางใจ หากไม่สามารถทิ้งใครไว้ได้ พวกเขาก็ยอมขัดคำสั่งไม่ไป
หงอวี่เห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็สีหน้าเย็นชาลง “ตอนนี้คำสั่งของข้าไม่มีผลแล้วอย่างนั้นหรือ!?”
“ขออภัยคุณชาย พวกข้าไม่กล้าจริงๆ” ชิงเยว่คุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน
“พอเถอะ อย่ามาถ่วงเวลาของข้าอีก พวกเจ้ารีบไปรีบกลับก็พอ ข้าสัญญากับพวกเจ้า ข้าจะไม่ออกไปเด็ดขาด พอใจหรือยัง”
หงอวี่ยอมแพ้พวกเขาจริงๆ “ปู่เหลียวเฉินกับลุงหมิงเฟิงก็อยู่ที่นี่ ใครจะบ้าบิ่นมาหาความตายที่นี่กัน”
ชิงเฟิงจำต้องยอมทำตามที่หงอวี่บอก แต่ตั้งใจว่าจะรีบไปแล้วรีบกลับ
หงอวี่เห็นพวกเขาจากไปในที่สุดก็เทอาหารหมูที่เหลือทั้งหมดลงไป
จากนั้นนางก็ปัดมือ แบกตะกร้าเดินกลับ การให้อาหารหมูเป็นงานที่ต้องใช้แรงจริงๆ ให้อาหารหมูไปรอบหนึ่งท้องก็หิวแล้ว
เขาจะกลับไปหาป้าสะใภ้สาม ขอให้นางทำเนื้อตุ๋นให้เขากิน อีกอย่างหนึ่งคือให้เล่อหนิวหยิบแตงโมออกมาอีกลูก เขายังกินไม่หนำใจเลย
หงอวี่คิดพลางเร่งฝีเท้ากลับไปอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นเขาได้กลิ่นประหลาดลอยมา เขาตระหนักได้ทันทีว่ามันคืออะไรจึงรีบกลั้นหายใจ ก่อนจะออกฝีเท้าวิ่งพลางตะโกนเสียงดัง
จากนั้นคอของเขาก็รู้สึกเจ็บ หลังจากนั้นไม่นานก็หมดสติไป
ก่อนที่จะสลบความคิดสุดท้ายในหัวของเขาคือแย่แล้ว แตงโมของเขาหายไปแล้ว!l
บทที่ 506: หายไปในหมู่บ้าน
“คุณชายอวี่ ท่านเห็นคุณชายของพวกข้าหรือไม่”
ลิ่งอวี่กำลังให้อาหารจิ้งจอกอยู่ในลานบ้านกับเล่อเหนียง ทันใดนั้นชิงเยว่ก็ปรากฏตัวขึ้นและถามอย่างร้อนรน
“หืม เขาไม่ได้ไปให้อาหารหมูหรอกหรือ พวกเจ้าไม่ได้อยู่กับเขาหรือ” ลิ่งอวี่ถามอย่างสงสัย
“ไม่ได้อยู่ด้วยกันขอรับ พวกข้าเพียงแค่ออกไปสักครู่ เขาก็หายตัวไปแล้ว!”
ชิงเฟิงกับชิงเยว่เดิมทีได้รับคำสั่งจากหงอวี่ให้ไปหาอ้านอีเพื่อสืบข่าว แต่พวกเขาเพิ่งออกจากหมู่บ้านตระกูลฉินไม่นานก็รู้สึกไม่สบายใจจึงรีบวิ่งกลับมาทันที แต่พอกลับมาตะกร้าที่เจ้านายน้อยแบกเมื่อครู่นี้อยู่ในคอกหมู แต่คนหายตัวไปแล้ว!
“เกิดอะไรขึ้น พวกเจ้าไม่ได้ติดตามเขาตลอดเวลาหรอกหรือ เหตุใดถึงทำเขาหายไปได้” ตอนนี้ลิ่งอวี่รู้สึกกังวลขึ้นมาแล้ว
“ข้าไม่รู้จริงๆ ชิงเฟิงไปตามหาในหมู่บ้านแล้ว ถ้าเขาหายไปจริงๆ พวกเราจะทำอย่างไร” ตอนนี้ชิงเยว่เกือบจะร้องไห้แล้ว
เขารู้ว่าพวกเขาไม่ควรห่างจากคุณชายแม้แต่ครึ่งก้าว เพราะห่างไปครึ่งก้าวก็จะเกิดเรื่อง!
“ชิงเยว่ เจ้ารีบไปตามหาปู่หลี่อันและปู่เหลียวเฉินกลับมา ให้พวกเขารีบตามหากันทีนที” ลิ่งอวี่ตัดสินใจอย่างรวดเร็วและสั่งการลงไป “ลิ่งหมิง ลิ่งเฟิง พวกเจ้าสองคน คนหนึ่งไปตามท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน อีกคนไปตามท่านย่ากลับมา!”
“ลิ่งเหวิน ลิ่งผิง ลิ่งอัน พวกเจ้าสามคนอยู่ที่บ้านรอข่าว หากอาสามและอาสะใภ้สามกลับมาก็บอกพวกเขาด้วย”
หลังจากสั่งการเรียบร้อนแล้ว หลังจากนั้นก็อุ้มเล่อเหนียงวิ่งออกไปตามหาในหมู่บ้าน
ไม่นานชาวบ้านทั้งหมดก็รู้ว่าหงอวี่หายตัวไป ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านชาวกันออกตามหาหงอวี่
เอ้อร์จู้ผู้รับผิดชอบเฝ้าประตูหมู่บ้านก็วิ่งมาสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“ลุงเอ้อร์จู้วันนี้มีคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้านบ้างหรือไม่” ลิ่งอวี่ถามอย่างร้อนรน
เอ้อร์จู้ส่ายหัว “แน่นอนว่าไม่มี ตอนนี้ข้ากับพ่อซานพ่างสองคนผลัดกันเฝ้าทางเข้าหมู่บ้าน แม้แต่จะกะพริบตาก็ยังไม่กล้า อย่าว่าแต่คนแปลกหน้าเลย แม้แต่ยุงตัวแปลกหน้าก็เข้ามาไม่ได้!”
“ลิ่งอวี่เกิดอะไรขึ้น เสี่ยวชีไม่ได้อยู่บ้านตลอดหรอกหรือ” ฉินฟู่หลินและแม่เฒ่าฉินก็วิ่งเข้ามา
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าเมื่อพวกเขารู้ข่าวว่าเสี่ยวชีหายไป ขาของพวกเขาแทบจะอ่อนยวบด้วยความตกใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่เฒ่าฉิน ผู้อื่นไม่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของหงอวี่ แต่นางรู้ดีว่าการที่หงอวี่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับพวกนั้นแน่
แต่ตอนนี้เหล่าซื่อไม่อยู่ ซิ่งอิงก็ไม่อยู่ เหล่าอู่ก็ไม่อยู่ ส่วนฉินเหล่าเอ้อร์เป็นเพียงบัณฑิตที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้
ฉินเหล่าซานให้ทำการค้ายังพอไหว แต่การช่วยคนนั้นไม่ถนัดเลย
“ท่านย่า เมื่อครู่เสี่ยวชีไปให้อาหารหมู ข้าคิดว่าเขาจะกลับมาเร็วๆ จึงไม่ได้ตามไปด้วย”
“แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ เหตุใดเสี่ยวชีถึงหายตัวไปอย่างนี้ หากเขาเจอกับอันตรายจะทำอย่างไร”
“ท่านย่า ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้าน พวกท่านอย่าเพิ่งร้อนใจ ลุงเอ้อร์จู้บอกว่าไม่มีคนแปลกหน้าเข้าออกเลย นั่นหมายความว่าต้องอยู่ในหมู่บ้านแน่นอน พวกเราไปตามหาในหมู่บ้านกันเถอะ!” ลิ่งอวี่เห็นสีหน้าร้อนใจของผู้เป็นย่าก็รีบเอ่ยปากปลอบโยนทันที
“ข้าจะไม่ร้อนใจได้อย่างไร เหล่าซื่อกับซิ่งอิงไม่อยู่บ้าน ถ้าพวกเขากลับมาพบว่าเสี่ยวชี หายไปจะทำอย่างไรดีเล่า” แม่เฒ่าฉินรู้สึกเสียใจอย่างมากในตอนนี้ นางคิดว่าเมื่อครู่เหตุใดถึงต้องไปเก็บผักในแปลงผักด้วยนะ
นางควรจะอยู่บ้านคอยดูแลพวกเด็กๆแท้ๆ
“เป็นอย่างไรบ้าง พบเบาะแสของเขาแล้วหรือไม่” หลี่อันกระโดดมาและถามอย่างร้อนใจ
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “ยังไม่พบ!”
“ตอนนี้พวกเจ้าอย่าได้อยู่เฉยที่นี่อีกเลย รีบไปค้นหาเดี๋ยวนี้ ค้นหาทุกซอกทุกมุมในหมู่บ้านอย่าง อย่าได้ปล่อยผ่านแม้แต่มุมเดียว!”
ฉินฟู่หลินมองดูผู้คนที่ล้อมรอบแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “จำไว้ ห้ามปล่อยผ่านทุกซอกทุกมุม แม้แต่เล้าไก่ก็ต้องหาดูให้หมด!”
“หัวหน้าหมู่บ้าน พวกข้าเข้าใจแล้ว!” ชาวบ้านต่างรับปากอย่างขยันขันแข็ง
“เอ้อร์จู้ เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่มีคนแปลกหน้าเข้ามา” หลี่อันถามซ้ำอีกครั้ง
เอ้อร์จู้พยักหน้าอย่างมั่นใจ “แน่นอนที่สุด วันนี้ข้าไม่ได้งีบหลับเลย”
พวกแม่เฒ่าฉินเงียบไป หากไม่ได้เข้ามาทางปากทางเข้าหมู่บ้าน ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเข้ามาทางเขาด้านหลัง
“หมอหลี่ ท่านมีวรยุทธ์เก่งกาจ ไปสอบถามอาจารย์ฉีบนภูเขาหน่อยว่าวันนี้มีคนแปลกหน้าเข้ามาทางเขาด้านหลังหรือไม่”
เพื่อความสะดวกในการเข้าออกบ่อน้ำพุร้อน พวกเขาร่วมมือกันซ่อมแซมเส้นทางนั้นทั้งหมด และยังสร้างศาลาไว้ที่เส้นทางบนเขาด้วย เพื่อความสะดวกในการจัดเวรยามในอนาคต
หลี่อันพยักหน้าแล้วรีบขึ้นภูเขาไป
“เล่อเหนียง เจ้ารู้หรือไม่ว่าพี่เจ็ดของเจ้าอยู่ที่ใด”
แม่เฒ่าฉินร้อนใจเหลือเกิน ถึงกับถามเด็กอายุสองสามขวบ
เล่อเหนียงส่ายหัว “ท่านย่า ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน!”
“หากถามความรู้สึกข้า ข้ารู้สึกว่าพี่เจ็ดน่าจะยังอยู่ในหมู่บ้าน!”
นางไม่ได้พูดเหลวไหล แต่นางรู้สึกจริงๆว่าพี่เจ็ดยังอยู่ในหมู่บ้าน บางทีอาจเป็นเพราะพวกเขาทั้งสองมีสายสัมพันธ์ร่วมกันที่สามารถเข้าสู่พื้นที่มิติได้ ดังนั้นการเชื่อมโยงทางจิตใจระหว่างพวกเขาจึงแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย
“อืม ข้าก็รู้สึกว่าในเวลาสั้นๆเช่นนี้ เสี่ยวชีคงน่าจะอยู่ในหมู่บ้าน” ลิ่งอวี่กล่าวขึ้นจากด้านข้าง
“ท่านย่า ท่านกลับไปก่อนเถิด หากมีข่าวคราวใด ข้าจะบอกท่านเอง” ลิ่งอวี่เห็นผู้เป็นย่าร้อนใจจนทนไม่ไหวจึงเอ่ยปากปลอบ
“เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว พวกเจ้ากลับไปรอข่าวที่บ้านพร้อมกับท่านย่า ข้าจะพาเล่อเหนียง เดินวนรอบๆหมู่บ้าน เล่อเหนียงก็เป็นมีโชคลาภ มีนางอยู่ด้วยย่อมไม่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นแน่”
แม่เฒ่าฉินก็รู้ว่าตนเองอยู่ที่นี่กังวลไปก็ไร้ประโยชน์ จึงกลับบ้านไปตามคำบอกของลิ่งอวี่
หลี่อันกลับมาจากภูเขาแล้ว “อาจารย์ฉีและคนอื่นๆ บอกว่าไม่เห็นใครเข้ามาหรือออกทางหลังเขาเลย”
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ไม่มีคนเข้ามา ทั้งไม่มีคนออกไปหรือว่าจะเป็นฝีมือของคนในหมู่บ้าน” นางขมวดคิ้วเอ่ยปาก อย่างไรก็ตามนางล้มล้างความคิดของตัวเองอย่างรวดเร็ว เพราะตอนนี้ชาวบ้านไม่เพียงแต่สามัคคีกันมาก แต่พวกเขากำลังยุ่งอยู่กับงานของตัว แต่ละคนคิดอย่างหนักว่าจะใช้ประโยชน์จากบ่อน้ำพุร้อนนั้นให้ได้มากที่สุดอย่างไร
ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่พวกเขาห่วงใยที่สุดคือชีวิตความเป็นอยู่ในอนาคตและเรื่องราวของลูกหลาน
บ่อน้ำพุร้อนนี้คือทรัพย์สมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พวกเขาจะทิ้งไว้ให้ลูกหลาน
“ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน ข้ารู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้หรอก เสี่ยวชีแม้จะเป็นคนเย่อหยิ่งหน่อย อารมณ์ร้ายหน่อย แต่เขาก็ยังเป็นเด็กดีต่อหน้าผู้ใหญ่นะ”
“อีกอย่างเขาก็เป็นคนปากร้ายใจดี ให้เขาช่วยทำงานอะไรสักหน่อย แม้ปากจะบ่นไม่หยุด แต่ในหัวก็เริ่มวางแผนการทำงานแล้ว ดังนั้นในหมู่บ้านคงไม่มีใครที่เขาทำให้ขุ่นเคืองใจหรอก!”
ลิ่งอวี่ก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นคนในหมู่บ้านที่ลักพาตัวเขาไป แต่ถ้าไม่ใช่คนในหมู่บ้านแล้วจะเป็นใครไปได้ ในเมื่อไม่มีคนแปลกหน้าเข้าออกหมู่บ้านเลย หรือว่าพวกเขาจะมีวรยุทธ์สูงส่งจริงๆ สามารถหลบซ่อนจากสายตาของคนทั้งหมู่บ้านตระกูลฉิน แล้วแอบเข้ามาลักพาตัวเสี่ยวชีไป
ขณะที่พวกเขากำลังคิดหาทางอย่างหมดปัญญา ฟูไห่และชาวบ้านที่ออกไปตามหาก็กลับมา
พวกเขาต่างส่ายหัว
“ไม่พบเสี่ยวชีขอรับ!”
บทที่ 507: ข้าคลานกลับมาด้วยความทุกข์ทรมาน
“นั่นก็แปลกแล้ว เป็นไปได้หรือที่เสี่ยวชีจะหายไปอย่างไร้เหตุผล” ฉินฟู่หลินทั้งตกใจและรู้สึกโกรธ
คนทั้นคนจะหายไปจากหมู่บ้านได้อย่างไร อีกทั้งตอนนี้ยังเป็นกลางวันแสกๆ คนหายไปแบบนี้ เขาจะไปใครมาอธิบายเหตุผลได้ล่ะ
เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น นางแกล้งนอนหลับซบไหล่ของลิ่งอวี่ แต่จิตสำนึกของนางแอบเข้าไปในพื้นที่มิติอย่างเงียบๆ
ถ้าไม่นับการหลบหนีหรือถูกลักพาตัว ตอนนี้ก็เหลือแค่สองทางเท่านั้น คือออกไปนอกหมู่บ้านหรือไม่ก็อยู่ในพื้นที่มิติของนาง นางพยายามมองหารอบพื้นที่มิติ แต่ก็ไม่พบ หงอวี่ เล่อเหนียงรู้สึกหดหู่ใจ
หรือว่าพี่เจ็ดของนางจะถูกลักพาตัวไปจริงๆ
…...…
หงอวี่ที่กำลังหมดสติอยู่นั้นรู้สึกว่ามีน้ำสาดใส่หน้าของตน ทำให้เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมา
เขาค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า สิ่งแรกที่เห็นคือหมู่หลายตัวที่เดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว เขามองดูสภาพแวดล้อมรอบตัว รอบด้านมีเพียงความมืดมิด ข้างๆยังมีมันเทศวางอยู่หลายหัว ไม่ต้องคิดเขาก็รู้ว่าตนเองคงอยู่ในห้องใต้ดินสักแห่ง
“พวกเจ้าต้องการทำอะไร ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!” หงอวี่เพิ่งจากอาการหมดสติ ตอนนี้เสียงของเขาจึงแหบแห้ง หงอวี่มองดูคนทั้งสามตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เขารู้จักสามคนตรงหน้าเป็นอย่างดี พวกเขาเป็นหนึ่งในชาวบ้านที่ย้ายมาจากหมู่บ้านต้าหลิว คนหนึ่งชื่อหลิวซู่เป็นพวกไม่เอาไหนที่ไม่ทำงานสุจริต
ส่วนอีกสองคน คนหนึ่งชื่อสือโถว อีกคนชื่อหวังเอ้อร์ ปกติแล้วพวกเขาทั้งสามมักจะรวมตัวกันไปลักเล็กขโมยน้อยตามหมู่บ้านอื่นๆ
“เจ้าตื่นแล้วหรือ ข้านึกว่าเจ้าตายไปแล้วเสียอีก!” หลิวซู่เอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงอำมหิต
“พวกเจ้าต้องการทำอะไรกันแน่ พวกเราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน ถ้าท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน รู้เข้า พวกเจ้าต้องไม่รอดแน่!” หงอวี่คิดจนสมองแทบระเบิดก็ยังคิดไม่ออกว่าเหตุใดคนทั้งสามถึงได้จับตัวเขามา เขาไม่เคยทำอะไรให้คนพวกนี้ขุ่นเคืองเสียหน่อย
อีกทั้งคนในครอบครัวของเขาก็ไม่เคยทำให้พวกเขาไม่พอใจด้วย
“เจ้าอย่าถามข้าว่าต้องการทำอะไร ถ้าเจ้าไม่อยากทรมานก็หุบปากให้สนิท!”
หลิวซู่แกว่งมีดสั้นในมือ “ไม่อย่างนั้นข้าจะตัดลิ้นเจ้าออกมา!”
หงอวี่เห็นว่าพวกเขาไม่ได้ล้อเล่นก็ตกใจจนไม่กล้าขยับตัวอีก แต่มือที่อยู่ด้านหลังกลับขยับเบาๆ พยายามจะสลัดเชือกที่ผูกมือของเขาให้หลุดออก
หลิวซู่เห็นสีหน้าหวาดกลัวของหงอวี่ก็ยิ้มอย่างพอใจ จากเดินเข้าไปเตะเขาทีหนึ่ง
“นับว่าเจ้ายังรู้ความอยู่บ้าง!”
หงอวี่ถูกเตะจนล้มไปด้านข้าง บังเอิญไปชนกับชามกระเบื้องที่แตกกระจัดกระจายอยู่บนพื้น แม้ว่าเขาจะนิ่งเงียบ แต่ก็แอบหยิบเศษชามกระเบื้องที่แตกกระจัดนั้นมาอย่างไม่ให้ใครสังเกตเห็น
“พี่หลิว พวกข้าจะพาเจ้าเด็กคนนี้ออกจากหมู่บ้านอย่างไรดี” สือโภวมองออกไปข้างนอกด้วยสีหน้าเป็นกังวล “เมื่อครู่มีคนหลายกลุ่มมาตามหาแล้ว ข้ากลัวว่าถ้าเป็นแบบนี้ พวกเราไม่มีทางหนีพ้นแน่”
แน่นอนว่าหลิวซู่เห็นสถานการณ์นี้แล้วเช่นกัน แต่ตอนนี้ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากซ่อนตัวอยู่แบบนี้
“รอจนถึงตอนมืด ค่อยพาเด็กคนนี้ออกไปทางหลังเขา แล้วพาไปส่งให้เขา หลังจากนั้นพวกเราก็จะไปจากที่นี่ ไปยังที่ที่ไม่มีใครรู้จักพวกเรา หลังจากนั้นพวกเราก็จะใช้ชีวิตสงบสุข”
หงอวี่ฟังคำพูดของพวกเขาแล้วก็เข้าใจในทันที ความจริงแล้วข้าไม่มีเรื่องบาดหมางอะไรกับคนทั้งสามคนนี้ เพียงแต่มีคนจ้างพวกเขามาลักพาตัวตนเองเท่านั้น
“ท่านลุงทั้งสาม ปกติข้าไม่เคยมีเรื่องบาดหมางอะไรกับพวกท่าน ท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่าเหตุใดพวกท่านถึงต้องจับตัวข้าด้วย”
หงอวี่พูดด้วยท่าทางน่าสงสารว่า “ถ้าจะให้ข้าตาย ก็ขอให้ตายอย่างรู้เรื่องรู้ราวด้วยเถิด!”
หลิวซู่มองดูหงอวี่ที่ดูน่าสงสารอย่างยิ่ง ความจริงในใจของเขาก็รู้สึกสงสารอยู่เล็กน้อย จริงๆแล้วเด็กคนนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรให้เขาโกรธเคืองเลย แค่ทำให้รู้สึกรำคาญนิดหน่อยเท่านั้น
แต่ก็นึกได้ว่าหากพาเขาออกไปได้ก็จะได้เงินก้อนใหญ่ ความรู้สึกสงสารเล็กๆน้อยๆนั้นก็หายไปหมดสิ้น
“ไอ้หนู เจ้าอย่าหาว่าลุงใจร้ายเลย ถ้าเจ้าจะโทษใครก็ไปโทษแม่กับย่าของเจ้าที่ไปทำให้คนอื่นโกรธเคืองเถอะ!”
“เจ้าอย่ามาโทษข้าเลย ถ้าจะโทษก็โทษครอบครัวของเจ้าเถอะ เพราะสุดท้ายแล้วพวกเขานั่นแหละที่ทำร้ายเจ้า!”
หงอวี่ฟังคำพูดของหลิวซู่แล้วรู้สึกโล่งใจไม่น้อย หากอิงตามคำพูดของเขา คนที่ต้องการลักพาตัวเขาต้องไม่ใช่คนของยายปีศาจเฒ่านั่น
เพราะคนของยายปีศาจเฒ่านั่นไม่รู้จักท่านแม่และย่า พวกเขาไม่มีทางใช้ข้ออ้างเรื่องท่านแม่และย่ามาลักพาตัวเขาได้
ดังนั้นเป็นไปได้มากว่าเป็นคนที่ท่านแม่และย่าเคยจัดการมาก่อน คนที่ท่านแม่และย่าเคยจัดการมาเมื่อเร็วๆนี้โดยไม่มีข้อยกเว้นก็มีเพียงตระกูลเดียวคือ ตระกูลอู๋!
“ท่านลุงทั้งสาม พวกท่านกำลังทำงานให้ตระกูลอู๋ใช่หรือไม่” หงอวี่ถามอย่างระแวดระวัง
หลิวซู่ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตวัดสายตามองอย่างดุดัน “เจ้าเด็กเวร ถ้าเจ้าไม่อยากโดนตีก็หุบปากเสีย!”
หงอวี่สังเกตจากท่าทางที่ไม่เป็นพิลึกพิกลของพวกเขาก็รู้ว่าตนเองเดาถูก หลังจากได้คำตอบแล้ว หงอวี่ก็ไม่พูดอะไรอีก เขาหดตัวอยู่ในมุมห้อง ใช้ชามกระเบื้องแตกๆตัดเชือกที่มัดมืออย่างตั้งใจ
ตั้งแต่ฟ้าสางจนฟ้ามืด ฉินฟู่หลินและคนที่พามาด้วยได้ค้นหาในหมู่บ้านอย่างละเอียดถึงสามรอบแล้ว แม้กระทั่งบ้านร้างในหมู่บ้านก็ถูกค้นจนทั่วแล้ว แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังไม่พบคน
ส่วนไป๋เช่ออวิ๋นก็มาถึงที่นี่ตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว
“ท่านป้า พวกท่านแน่ใจหรือว่าได้ค้นหาทั่วทั้งหมู่บ้านแล้ว”
ฉินฟู่หลินที่เพิ่งพาคนออกมาจากการค้นหาทั่วหมู่บ้านพยักหน้าอย่างมั่นใจ “พวกข้าค้นหาทุกที่แล้วแต่ก็ไม่พบ บ้านไหนที่มีห้องใต้ดิน เจ้าของบ้านก็ยังเปิดให้พวกข้าเข้าไปค้นหาด้วยซ้ำ แต่ก็ยังไม่พบอยู่ดี”
ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้น “มันไม่มีเหตุผลเลย คนเป็นๆจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยได้อย่างไรกัน”
“หรือว่าจะมีผู้มากฝีมือที่หลบหลีกสายตาพวกท่านทั้งหมู่บ้านได้ แล้วลักพาตัวเจ้าเด็กคนนั้นไป”
หลี่อันได้ยินคำพูดของไป๋เช่ออวิ๋นก็กลอกตาใส่เขาทันที “เจ้าคิดว่าทุกคนจะอ่อนแอเหมือนเจ้าหรือไร”
“อย่าว่าแต่ตอนนี้ในหมู่บ้านมีคนมากมายเลย นอกจากข้ากับเหลียวเฉินแล้ว ยังมีหมิงเฟิง หมิงจิ่นอยู่ด้วยจะมีปีศาจร้ายแบบไหนที่สามารถหลบสายตาคนมากมายขนาดนี้แล้วจับตัวหงอวี่ไปได้อย่างเงียบเชียบหรือ”
ไป๋เช่ออวิ๋นรู้ดีว่าความคิดของตัวเองช่างเหลวไหลเกินไป แต่นอกจากเรื่องนี้แล้วก็ไม่รู้จะอธิบายได้อย่างไร
แม่เฒ่าฉินและสือไห่ถังนั่งเหม่อลอยอยู่ในห้องโถง ดวงตาจ้องมองออกไปนอกประตูด้วยความกระวนกระวายใจจนแทบขาดใจ มืดค่ำแล้วไม่รู้ว่าเสี่ยวชีกินข้าวหรือยัง
หากเขาหิวจะทำอย่างไร
เล่อเหนียงเห็นพวกเขาที่มีสีหน้ากังวล แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดใจของนางกลับไม่รู้สึกกังวลเลยราวกับรู้ว่าพี่เจ็ดของนางจะไม่เป็นอะไรเลย
หงอวี่หลับตาแกล้งหลับอยู่ที่เดิมเห็นหลิวซู่และคนอื่นอนกรนเสียงดัง จึงค่อยๆแกะเชือกที่มัดร่างกายออก แล้วปีนบันไดออกไปอย่างเงียบๆ ขณะที่ปีนขึ้นไปก็รู้สึกขอบคุณอยู่ในใจ ขอบคุณปู่หลี่อันที่สอนวิชาความรู้ทั้งหมดนี้ให้แก่เขา!
หลังจากปีนออกจากห้องใต้ดินได้แล้ว หงอวี่ก็ไม่ลืมที่จะลากแผ่นไม้มาปิดห้องใต้ดินให้แน่นหนา
จากนั้นก็กลิ้งไปคลานมาร้องโหยหวนราวมุ่งหน้ากลับบ้าน!
บทที่ 508: หน้าหนาพอสมควร
“ท่านย่าช่วยด้วย!”
ขณะที่แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆกำลังกระวนกระวาย จู่ๆก็ได้ยินเสียงร้องไห้โหยหวนของหงอวี่ดังมาจากนอกประตู
“เสี่ยวชี!” แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆรีบวิ่งออกไปทันที
พอวิ่งไปถึงประตูใหญ่ก็รับตัวหงอวี่ที่กำลังร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลพราก
“เสี่ยวชี เจ้าไปไหนมา เจ้าอยากทำให้ย่าตกใจตายหรืออย่างไร!” แม่เฒ่าฉินตาแดงก่ำ พลางกอดเขาเอาไว้แน่น
“เล่อเหนียงตกใจแทบตาย พี่เจ็ดไปไหนมา” เล่อเหนียงร้องไห้โฮพลางกอดหงอวี่ไว้แน่น
“พอเถอะ พอเถอะ ให้เสี่ยวชีเข้าไปข้างในก่อนแล้วค่อยคุยกัน” ไป๋เช่ออวิ๋นรู้สึกโล่งอกเมื่อเห็นเสี่ยวชีกลับมา
เจ้าเด็กแสบคนนี้อยากทำให้ใครตกใจตายกัน
“ใช่ๆๆ เข้าไปข้างในก่อนแล้วค่อยคุย!” แม่เฒ่าฉินพยายามจะอุ้มเสี่ยวชีแต่นางอุ้มไม่ไหว
ฉินเหล่าซานแทรกตัวเข้ามาแล้วอุ้มหงอวี่ขึ้นมาวางบนม้านั่งในห้องโถงก สือไห่ถังรีบคว้าผ้าขนหนูมาเช็ดดินบนใบหน้าของเขา
“เสี่ยวชี เจ้าหายไปไหนมาหรือ” แม่เฒ่าฉินจับมือของหงอวี่แน่นพลางถาม
เสี่ยวชีสะอื้นเบาๆ “ท่านย่า หลิวซู่จับข้าไป เขาบอกว่าจะเอาตัวข้าไปขาย”
“ข้าแอบหนีออกมาตอนที่เขาหลับ!”
“ว่าอย่างไร สารเลวนั่น!” หลิวฉางไห่โกรธจัด หลิวซู่คนนี้แต่เดิมก็เป็นคนของหมู่บ้านต้าหลิวของพวกเขา เขาเคยเตือนพวกนั้นแล้วว่าอย่าก่อเรื่อง แต่กลับพบว่าพวกนั้นหมายตาคนของตระกูลฉินเสียแล้ว
พวกแม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็โกรธจนแทบจะระเบิด หลิวซู่นี่ช่างกล้าหาญเหลือเกิน กล้าลักพาตัวเสี่ยวชีไป!
“เอ้อร์จู้ ฟู่ไห่ พวกเจ้าสองคนพาคนไปสักสองสามคน ไปจับพวกสารเลวนั่นมาให้ข้า”
ฉินฟู่หลินโบกกล้องยาสูบพลางกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว “ข้าอยากจะดูว่าหัวใจของพวกสารเลวนั่นทำมาจากอะไร เหตุใดถึงได้กล้าลงมือกลับเสี่ยวชีขนาดนี้!”
“ข้าจะไปเอง!” หลิวฉางไห่กล่าวด้วยความรู้สึกผิดและโกรธแค้นอย่างยิ่ง
“สะใภ้สาม ซิ่วเถา พวกเจ้ารีบไปทำอาหารให้เสี่ยวชีหน่อย เขาไม่ได้กินข้าวมาทั้งวันแล้ว คงหิวจนทนไม่ไหวแล้ว”
แม่เฒ่าฉินมองดูหงอวี่ที่ดูน่าสงสารอย่างยิ่ง รู้สึกเจ็บปวดใจจนทนไม่ไหวจึงรีบพูดว่า
“เหล่าซาน เจ้ารีบไปต้มน้ำหนึ่งให้เขาล้างหน้าสักหน่อย ดูสิหน้าสกปรกหมดแล้ว”
ฉินเหล่าซานและคนอื่นๆรีบลงมือทำทันที
ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูหงอวี่ที่ดูน่าสงสารอย่างยิ่ง ทั้งรู้สึกเจ็บปวดใจและขบขัน แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นความรู้สึกโล่งใจ
โชคดีที่คนที่จับเขาไปไม่ใช่พวกยัยปีศาจแก่นั่น ไม่เช่นนั้นคงเกิดเรื่องใหญ่แน่
“เสี่ยวชี เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกที่จับเจ้าไปทำตามคำสั่งของใคร” ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยปากถาม เขาจำเป็นต้องหาความกระจ่างให้ได้ว่า ใครกันแน่ที่จับตัวเด็กคนนี้ไป
เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของผู้คนทั้งหมู่บ้าน
หงอวี่ส่ายหน้า “ข้าไม่แน่ใจว่าจะล้วงความลับออกมาได้หรือไม่ แต่ข้ามั่นใจว่าพวกมันทำไปเพื่อเงินเท่านั้น”
เล่อเหนียงรู้สึกเจ็บปวดใจ นางกุมมือของหงอวี่พลางมองริมฝีปากที่แห้งแตกของเขา จึงใช้แขนเสื้อหยิบน้ำวิเศษหนึ่งถ้วยออกมาจากพื้นที่มิติ และรีบยื่นให้เขา
หงอวี่ยิ้มเล็กน้อยรับถ้วยน้ำนั้นมาแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด ไม่นานนักหลิวฉางไห่ก็จับตัวหลิวซู่และพวกมาได้
“หลิวฉางไห่ เจ้าทำอะไร ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้”
ยังไม่ทันเดินเข้าไปก็ได้ยินเสียงตะโกนอย่างหยิ่งผยองของหลิวซู่ แม่เฒ่าฉินได้ยินเสียงที่ดังมาจากนอกประตู สีหน้าของนางเย็นชาลงทันที สองเท้าก้าวออกไปอย่างไม่รีบร้อน
ทันทีที่ออกไปนอกประตูก็เห็นหลิวซู่ถูกโยนลงบนพื้น กำลังดิ้นรนเหมือนหนอนตัวหนึ่ง นางเดินเข้าไปคว้าคอเสื้อของเขา ก่อนจะง้างมือตบหน้าเขาซ้ายทีขวาที
“สัตว์เดรัจฉาน ข้าว่าข้าก็ปฏิบัติต่อเจ้าไม่เลวเลยนะ มีของอร่อยอะไรก็นึกถึงเจ้า เจ้าทำกับข้าแบบนี้ได้อย่างไร”
“กล้าคิดจะขายหลานชายของข้าเชียวหรือ!”
หลิวซู่ถูกตีจนตาลาย แต่กระนั้นก็ไม่ลืมที่จะโต้ตอบ “เขาก็ไม่ใช่สายเลือดแท้ๆของครอบครัวท่าน ข้าช่วยขายเขาให้ก็จะได้ช่วยพวกเจ้าประหยัดอาหารไปด้วย พวกท่านไม่ขอบคุณข้าก็แล้วไป แต่นี่กลับมาตำหนิข้าอีก!”
คำพูดของหลิวซู่ไม่เพียงแต่ทำให้แม่เฒ่าฉินโกรธจัด แม้แต่คนอื่นๆก็รู้สึกโกรธเคืองไปด้วย
“หลิวซู่ เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่ เจ้ากล้าพูดคำแบบนี้ออกมาได้อย่างไร!” ฉินฟู่หลินโบกกล้องยาสูบฟาดเข้าไป
“ปกติพวกเราหมู่บ้านตระกูลฉินก็ดูแลพวกเจ้าทั้งสามไม่เลวนัก แต่พวกเจ้ากลับจับเด็กในหมู่บ้านไปเพียงเพราะเงินเล็กน้อยหรือ”
“หากไม่ใช่เพราะเสี่ยวชีฉลาดหลักแหลม พวกเจ้าคงทำสำเร็จไปแล้ว แล้วเช่นนั้นพวกเจ้าจะไม่ไปจับเด็กในหมู่บ้านไปขายอีกหรือ”
หลิวซู่โต้แย้งทันที “เรื่องนั้นคงไม่มีทาง ใครใช้ให้แม่ของเด็กเวรนั่นไปสร้างศัตรูล่ะ!”
หลิวซู่พูดจบก็รีบปิดปากตัวเองทันที แย่แล้ว เหตุใดเขาถึงได้หลุดปากออกมาได้ เมื่อพูดออกไปแล้ว คนพวกนี้จะยอมให้เขาอยู่ที่นี่ต่อหรือเปล่า
พวกแม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดของหลิวซู่อย่างชัดเจน ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความเยือกเย็น
“เจ้าหมายความว่าเป็นฝีมือของคนตระกูลอู๋หรือ” สีหน้าของฉินฟู่หลินดูน่ากลัวอย่างยิ่ง
สำหรับตระกูลอู๋นั้น เขาเกลียดชังจนถึงกระดูก หากไม่ใช่เพราะตระกูลอู๋ จู้ไห่ก็คงไม่ถูกหลอกจนหลงผิดและตกอยู่ในสภาพเช่นนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ จือหยาก็จะไม่ตาย!
“พูดมา!” ฉินฟู่หลินใช้กล้องยาสูบตีศีรษะของหลิวซู่อย่างแรงหลายครั้ง
หลิวซู่กุมศีรษะพลางตะโกนว่า “หากพวกเจ้ากล้าหัวเราะเยาะข้าอีก ข้าจะไม่บอกพวกเจ้าแล้ว!”
“หากเจ้ายังไม่ยอมพูด ข้าจะโยนเจ้าลงไปในแม่น้ำเดี๋ยวนี้!” ฉินฟู่หลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาทันที
หลิวซู่หดศีรษะลงเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าฉินฟู่หลินไม่ได้พูดเล่น เขาจึงรีบเล่าเรื่องทั้งหมดออกมาทันที
“ข้าก็ไม่รู้ว่าเป็นคนของตระกูลอู๋หรือไม่ คนผู้นั้นมาหาข้าและบอกให้ข้าไปลักพาตัวเด็กๆของบ้านสวี่ซิ่วอิงไปให้เขา แล้วเขาจะให้เงินข้าหนึ่งร้อยตำลึง!”
“ยิ่งลักพาตัวได้มาก ก็จะยิ่งได้เงินมาก”
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น “คนผู้นั้นมาหาเจ้าเมื่อไหร่”
หลิวซู่คิดสักครู่ “ประมาณห้าวันก่อน ตอนแรกที่เขาทุบตีข้า ข้าปฏิเสธไปจริงๆ แต่สุดท้ายก็ไม่มีทางเลือก เขาให้เงินมากเกินไป ทั้งยังให้เงินมาแล้วสิบตำลึง”
“ดังนั้นเจ้าตั้งใจจะลงมือกับเสี่ยวชีตั้งแต่แรกเลยหรือ”
หลิวซู่ส่ายหน้า “ไม่ใช่เช่นนั้น เขาเพียงแค่บอกว่าเป็นเด็กในบ้านของซวี่ซูอิ่ง แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นใคร ข้าคอยสังเกตการณ์มาหลายวันแล้ว แต่ไม่เห็นใครอยู่คนเดียวเลย ทำให้การลงมือครั้งนี้ไม่สะดวก จนกระทั่งบังเอิญเจอเสี่ยวชีอยู่คนเดียว ข้าจึงจับตัวเขามา”
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็กระตุกมุมปาก ต้องยอมรับว่าหลานชายคนที่เจ็ดของนางนั้นโชคร้ายจริงๆ ทั้งที่เป็นคนที่มีความสามารถมากที่สุดในบรรดาหลานชายทั้งหมด เพราะมีเพียงเขาเท่านั้นที่มีองครักษ์คอยคุ้มกัน
แต่กลับกลายเป็นว่าเขาถูกลักพาตัวไปเช่นนี้ ถ้าจะบอกว่าเขาไม่โชคร้าย ก็ดูจะพูดไม่ออกเหมือนกัน
“ข้าบอกไปแล้ว อีกทั้งข้าก็ไม่ได้ทำร้ายเขาเลย พวกท่านปล่อยข้าไปได้หรือไม่”
หลิวซู่ดิ้นรนเล็กน้อย “ถึงอย่างไรพวกเราก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน เจอหน้ากันบ่อยๆไม่ใช่หรือ”
ฉินฟู่หลินฟังคำพูดไร้ยางอายของเขาแล้วก็โกรธจนเตะเข้าไปทีหนึ่ง “ฝันไปเถอะ!”
บทที่ 509: ก้าวเท้าเข้าไปในนรก
“ฉินฟู่หลิน เหตุใดท่านจึงยังเตะข้า ข้าได้บอกทุกสิ่งที่ควรบอกแล้ว”
หลิวซู่ไม่ได้รู้สึกว่าตนเองทำผิดแม้แต่นิดเดียว ในมุมมองของเขา เขาได้พูดทุกสิ่งที่ควรพูดและปล่อยคนกลับไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ทำผิดอะไร
คนเหล่านี้ไม่มีเหตุผลที่จะกดดันเขาอีกต่อไป
“ฉินฟู่หลิน อย่าคิดว่าเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแล้วจะทำอะไรกับพวกข้าตามใจชอบได้!”
"ไอ้หลานชายเอ๊ย!" ฉินฟู่หลินโกรธจนเดินเข้าไปจะเตะอีกฝ่ายอีกครั้ง แต่ถูกคนข้างๆห้ามไว้ ทว่ากลับถูกคนด้านข้างห้ามเอาไว้
“หัวหน้าหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านใจเย็นก่อนเถอะ ไม่คุ้มค่าที่จะโกรธเคืองคนแบบนั้นหรอก!” พ่อเฒ่าหวงเอ่ยบอกให้เขาใจเย็น
“ใช่แล้ว หัวหน้าหมู่บ้าน มีขุนนางอยู่ที่นี่ ท่านสงบสติอารมณ์ก่อน ยังไงสัตว์เดรัจฉานนั่นก็หนีไปไหนไม่พ้นหรอก!”
ฉินฟู่หลินได้ยินคำปลอบโยนจากคนรอบข้างจึงค่อยๆสงบลง จากนั้นก็นั่งลงพลางหอบหายใจ
“หงอวี่ มาลองชิมลูกชิ้นปลานี่ดูสิว่าอร่อยหรือไม่”
“จะกินลูกชิ้นปลาอะไรกัน ควรกินไข่ตุ๋นก่อนสิ” บนโต๊ะอาหารสือไห่ถังและหลิวซิ่วเถา ได้เตรียมอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองต่างแย่งกันตักอาหารใส่ชามของหงอวี่ สายตาที่มองมายังเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“ป้าสะใภ้สาม อาซิ่วเถา พวกท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ข้าไม่เป็นไรหรอก”
หงอวี่รีบห้ามพวกนางเมื่อเห็นชามของตนเองเต็มไปด้วยอาหารที่ถูกตักมาจนล้น
“ตอนแรกข้าก็ตกใจอยู่บ้าง แต่พอได้เจอพวกท่าน ความไม่สบายใจและความกลัวทั้งหมดของข้าก็หายไป เมื่ออยู่ที่บ้านข้าไม่รู้สึกกลัวเลย ดังนั้นพวกท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้หรอก”
“ท่านทำเช่นนี้ทำให้ข้ารู้สึกราวกับว่าข้าไร้ประโยชน์!”
สือไห่ถังได้ยินคำพูดไร้สาระของหงอวี่ก็โกรธจนต้องเคาะศีรษะเขาเบาๆ “เจ้าเด็กคนนี้กำลังพูดจาเหลวไหลอะไรอยู่”
หลังจากนางพูดจบ ดวงตาของนางก็พลันแดงระเรื่อขึ้นมา เมื่อตอนกลางวันพวกเขาตกใจกันจริงๆนะ นอกจากเป็นห่วงหงอวี่แล้ว สิ่งที่นางเป็นห่วงมากกว่านั้นคือความปลอดภัยของคนในครอบครัว
นางเป็นคนที่มีความเห็นแก่ตัว สิ่งที่นางปรารถนาในชีวิตไม่ใช่ความร่ำรวยหรือเกียรติยศใดๆ แต่เป็นการที่ครอบครัวอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเท่านั้น ไม่มีใครรู้ว่าหลังจากได้รับรู้ว่าเสี่ยวชีหายตัวไป นางก็ได้แต่สวดภาวนาอย่างเงียบๆ ได้แต่อ้อนวอนขอให้เสี่ยวชีปลอดภัย
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสวดภาวนาอย่างเงียบๆว่า อย่าให้เสี่ยวชีถูกคนของย่าของเขาจับตัวไป ไม่เช่นนั้นครอบครัวของพวกเขาจะตกอยู่ในอันตราย
สือไห่ถังเอ่ยพลางตักอาหารให้เขาอีก “แค่นี้ไม่พอหรอก กินให้มากกว่านี้หน่อย กินเสร็จก็อาบน้ำเข้านอน คืนนี้นอนหลับให้สบาย พรุ่งนี้ตื่นมาก็จะลืมทุกอย่างแล้ว!”
หงอวี่เห็นว่าไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่สามารถโน้มน้าวได้ เขาจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตายอมรับ ช่างเถอะ เพื่อให้ครอบครัวสบายใจ เขาก็แค่ต้องกินให้มากขึ้นหน่อย กินจนท้องอืดก็ไม่เป็นไร หากเขากินจนอิ่มเกินไป ก็ไปขอยาสักเม็ดจากเล่อเหนียงก็พอ
…....…
“หลิวซู่ ข้าจะให้โอกาสเจ้าได้ลบล้างความผิดด้วยการทำความดี เจ้าต้องการหรือไม่”
ไป๋เช่ออวิ๋นเห็นว่าตระกูลฉินได้ระบายความโกรธกันจนพอใจแล้ว ตอนนี้จึงถึงตาเขาออกโรงบ้างเสียแล้ว
“โอกาสอะไรหรือ หากข้าทำสำเร็จแล้วจะได้รับเงินรางวัลหรือไม่” หลิวซู่ถามอย่างร้อนรน
“ข้าไม่ฆ่าเจ้าก็ดีเท่าไหร่แล้ว เจ้ายังจะอยากได้เงินรางวัลอีกหรือ” ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะเยาะ
เขายังอยากจะได้เงินอีกหรือ ไม่ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ก็ตาม คนผู้นี้ก็ไม่อาจปล่อยไว้ได้ การลักพาตัวเสี่ยวชีก็เหมือนก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปในนรก
หลิวซู่ได้ยินว่าไม่มีเงินก็ไม่ยอมรับโอกาสนี้ “อย่างนั้นไม่ได้ ไม่มีเงินอย่ามาสั่งให้ข้าทำงาน ข้าไม่ช่วยพวกเจ้าทำงานเปล่าๆหรอก!”
“ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง แน่ใจใช่หรือไม่ว่าจะไม่ทำ” ไป๋เช่ออวิ๋นถามด้วยสีหน้าเย็นชา
“ไม่มีเงินก็ไม่ต้องมาคุยกัน!” สำหรับหลิวซู่แล้วไม่มีเงินก็ไม่ทำงาน
ไป๋เช่ออวิ๋นพยักหน้า “ใครก็ได้ จับสารเลวสามคนนี้โยนลงแม่น้ำชิง เอาพวกเขาไปเป็นอาหารปลาซะ”
ผู้คนรอบข้างรอฟังคำพูดของไป๋เช่ออวิ๋น เมื่อได้ยินคำสั่งของเขาก็รีบลงมือจับตัวพวกเขาลากข้าไปที่แม่น้ำชิงทันที
“เฮ้ย พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน พวกเจ้าจะฆ่าคนหรือ” หลิวซู่เห็นพวกเขากล้าทำอย่างนั้นก็ตกใจขึ้นมาทันที
แต่คนรอบข้างไม่สนใจยังคงลากพวกเขาไปที่แม่น้ำชิง
แม่น้ำชิงเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านสามอำเภอ แม่น้ำนี้มีขนาดกว้างใหญ่ หากไม่ระวังจมน้ำตายสักคนสองคนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หากโชคดีหน่อยก็อาจถูกพัดไปทางปลายน้ำ ให้คนอื่นเก็บศพได้ แต่ถ้าโชคร้ายก็คงได้เป็นอาหารเลี้ยงปลาเท่านั้น แต่สำหรับคนเลวทั้งสามคนนี้ แม้แต่การเป็นอาหารปลาก็ยังดูจะดีเกินไปสำหรับพวกเขา
“ใต้เท้าขอรับ ใต้เท้าขอรับ พวกข้ายินดีทำงานให้ท่าน!” สือโถวตะโกนอย่างร้อนรน
“ข้าก็ยินดีทำงานเช่นกัน!” หวังเอ้อร์ตกใจจนฉี่ราดกางเกง
“พวกเจ้าสองคนยินดีทำงานแล้วอย่างไร พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่านายจ้างคือใคร”
ไป๋เช่ออวิ๋นหัวเราะเยาะ ทั้งสามคนนี้ในสายตาของข้าก็เป็นเพียงคนตายแล้ว การพูดกับพวกมันอีกประโยคก็เท่ากับให้พวกมันมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสองวินาทีเท่านั้น
“พวกข้าไม่รู้หรอก แต่ข้าเคยพบเขา ข้าจำเขาได้!” หวางเอ้อร์ตะโกนพลางจับขากางเกงของเอ้อร์จู้
ไป๋เช่ออวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย “เอ้อร์จู้ ปล่อยเขาไป”
เอ้อร์จู้แค่นเสียงเย็นชาหนึ่งเสียง แล้วปล่อยเขาพร้อมกับเตะเขาอีกทีเพื่อระบายความแค้น!
“นายอำเภอไป๋ แล้วพวกเราจะทำอย่างไรกับสองคนที่เหลือดีขอรับ”
ไป๋เช่ออวิ๋นมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา “ปลาในแม่น้ำชิงนี้ผอมหมดแล้ว โยนปุ๋ยสองก้อนนี้ลงไปเลี้ยงปลาเสีย!”
สือโถวตกใจจนฉี่ราดกางเกง เขาดิ้นรนอย่างสุดกำลัง “แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้าเลย ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของหลิวซู่คนเดียวเท่านั้น”
“ใต้เท้าขอรับ พวกข้าถูกเขาหลอก ข้าขอร้องท่าน โปรดปล่อยข้าไปเถิด ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว”
สือโถวร้องไห้พลางดิ้นไปด้วย จนฟูไห่ที่จับตัวเขาอยู่แทบจะจับไว้ไม่อยู่ ฟูไห่โกรธจัดจนเตะเข้าที่ร่างของเขาพลางพูดอย่างดุดัน
“ถ้าเจ้ากล้าดิ้นอีกแม้แต่ครั้งเดียว ข้าจะเตะเจ้าอีกที เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะเตะจนเจ้าตายก่อนที่จะถึงแม่น้ำชิง!”
สือโถวหดคอลงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงดิ้นต่อไป “พี่ฟูไห่ ข้าขอร้องท่าน ช่วยข้าด้วย ข้าไม่อยากตายจริงๆ!”
ฟู่ไห่แค่นเสียงเย็นชา “เจ้าไม่อยากตายจริงหรือ”
“เจ้าไม่อยากตายแต่กลับทำเรื่องเลวร้ายเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานเช่นนี้ เสี่ยวชีอายุยังน้อยนักแต่เจ้ากลับคิดจะขายเขา!”
“ข้าไม่ได้เป็นคนทำ! ข้าก็แค่ถูกหลอกเท่านั้น ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของหลิวซู่”
หลิวซู่ได้ยินคำพูดของหวังเอ้อร์และสือโถวคนทรยศสองคนที่พยายามผลักภาระทั้งหมดมาให้เขา จึงสบถออกมาด้วยความโกรธ
“พวกเจ้าคนชั่วช้า ตอนที่กินเนื้อดื่มเหล้าของข้าก็เรียกข้าว่าพี่ชาย แต่พอเกิดเรื่องขึ้น พวกเจ้ากลับผลักความผิดทั้งหมดมาให้ข้า มโนธรรมของพวกเจ้าถูกสุนัขกินไปแล้วหรือ”
หลิวซู่พูดจนทำให้คนข้างๆหัวเราะออกมา ฎข้าไม่ได้ฟังผิดใช่หรือไม่ หลิวซู่ เจ้ายังกล้าพูดถึงจิตสำนึกอีกหรือ!”
“ตอนที่เจ้าลงมือกับเสี่ยวชี เหตุใดถึงไม่คิดมีจิตสำนึกบ้างเหล่า ขอถามหน่อยว่าตอนนั้นจิตสำนึกของเจ้าถูกสุนัขกินไปแล้วหรือ”
หลิวซู่โกรธจนพูดไม่ออก “ข้าทำเพื่อความดีต่างหาก อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าไอ้เด็กนั่นเป็นขอทาน โชคดีที่พวกเขารับมาเลี้ยง ข้าขายมันไปก็เพื่อช่วยพวกเขาทำความดี ประหยัดอาหารไปอีกหนึ่งปากท้อง!”
ลิ่งอวี่ที่เดินตามหลังพวกเขามาตลอ ได้ยินหลิวซู่ยังกล้าพูดดูถูกเสี่ยวชีอย่างไม่ละอายใจ โกรธจนถือไม้พุ่งเข้าไปทันที!
บทที่ 510: เพื่อนรักนอนเรียงกัน
“ข้าจะฆ่าเจ้าให้ตาย คนสารเลว ปากเจ้ากินอุจจาระมาหรืออย่างไร เหตุใดปากเจ้าถึงได้เหม็นเช่นนี้!”
ลิ่งอวี่โกรธจนทั้งทุบทั้งด่า “เจ้าคนสารเลว เจ้ากินอาหารเย็นร่วมกับหมูหรืออย่างไร ปากเจ้าเหม็นเช่นนั้น ยังจะพ่นลมหายใจไปทั่วอีก!”
ไป๋เช่ออวิ๋นและฉินฟู่หลินต่างมองดูลิ่งอวี่ที่กลายร่างเป็นปีศาจดุร้ายด้วยสีหน้าตกตะลึง ในความทรงจำของพวกเขา เขาเป็นคนที่สุภาพเรียบร้อยเสมอ พูดจาก็สุภาพอ่อนโยน ปฏิบัติต่อผู้อื่นก็อ่อนโยน ไม่เคยเห็นเขาโกรธใครมาก่อน ไม่สิ ควรจะพูดว่าไม่เคยเห็นเขาพูดเสียงดังกับใครสักมาก่อนต่างหาก
“พอแล้ว ลิ่งอวี่ เจ้ายั้งมือก่อน อย่าตีเขาจนตายสิ!” ไป๋เช่ออวิ๋นเข้าไปอุ้มลิ่งอวี่ออกมา
“ท่านอาไป๋ ปล่อยข้าเถิด ข้าจะตีเจ้าสารเลวนี่ให้ตาย ข้าปล่อยเขาไว้ไม่ได้!” ลิ่งอวี่โบกไม้ในมือไปมาไม่หยุด
นอกจากความโกรธแล้ว เขายังรู้สึกละอายใจ หากเขาไม่สั่งให้เสี่ยวชีไปให้อาหารหมู เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของเขา!
“เจ้าอย่าเพิ่งใจร้อน ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว!” ไป๋เช่ออวิ๋นออกแรงกอดลิ่งอวี่ไว้ไม่ให้เขาดื้อดึง
“ใช่แล้ว ลิ่งอวี่ เจ้าอย่าเพิ่งใจร้อน พวกคนเลวเหล่านี้ไม่มีทางหนีรอดไปได้แน่” ฉินฟู่หลินก็เข้ามาปลอบโยนเช่นกัน
“ที่นี่มีพวกข้าอยู่ เจ้าอย่าได้เพิ่งใจร้อนไป เดี๋ยวถ้าเจ้าพลาดทำให้ตัวเองบาดเจ็บขึ้นมา ย่าของเจ้าก็จะเสียใจอย่างแน่นอน!”
ลิ่งอวี่ได้ยินคำพูดของฉินฟู่หลินแล้วค่อยๆสงบลง
“ข้าไม่สนใจ ข้าต้องการให้เขาตาย!” ลิ่งอวี่พูดอย่างดุร้าย
“เอาละ เอาละ ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ากลับไปก่อนดีหรือไม่” ไป๋เช่ออวิ๋นปลอบเขา “ลุงหวงพา ลิ่งอวี่กลับไปเดี๋ยวนี้!”
พ่อเฒ่าหวงตอบรับหนึ่งเสียง แล้วเดินไปจับมือลิ่งอวี่พาเขากลับบ้าน ลิ่งอวี่ยังไม่อยากกลับบ้าน แต่ถูกพ่อเฒ่าหวงบังคับลากตัวกลับไป
ไป๋เช่ออวิ๋นเห็นลิ่งอวี่กลับไปแล้วจึงหันไปมองหลิวซู่ที่ถูกทุบตีจนหมดสภาพบนพื้นแล้วพูดว่า “เจ้าบอกข้าสิว่า เจ้าทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร”
“หากเจ้าให้ความร่วมมือกับพวกข้าในการหาคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ บางทีข้าอาจจะไว้ชีวิตเจ้าก็ได้ แต่ดูเจ้าสิ ถูกทุบตีแล้วยังไม่ยอมพูด ต่อให้ข้าอยากจะไว้ชีวิตเจ้า คนอื่นก็คงไม่ยอมหรอก”
หลิวซู่ขดตัวอยู่บนพื้นกุมท้องที่ถูกลิ่งอวี่เตะจนเจ็บปวด ปากร้องครวญครางไม่หยุด
หากรู้แต่แรกเขาคงไม่ยอมร่วมมืออย่างว่าง่าย ได้เงินมาแล้วจะไปคุ้มอะไร ตอนนี้ชีวิตก็เกือบจะเอาไม่รอดอยู่แล้ว เงินจะยังมีประโยชน์อะไร”
“ใต้ท่าน ข้าขอร้องท่าน ขอท่านช่วยชีวิตข้าด้วย ข้า...ข้าจะช่วยท่านหาคนที่อยู่เบื้องหลังนั่นออกมาให้ได้แน่นอน!” หลิวซู่เอ่ยปากอย่างยากลำบาก
แม้ลิ่งอวี่จะดูอ่อนแอ แต่เขาก็ฝึกฝนมาเช่นกัน ตอนอยู่บ้านเขาจะฝึกยืนท่าม้าและศิลปะป้องกันตัวพื้นฐานกับหลี่อันอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ดังนั้นการเตะของเขาจึงไม่ใช่เบาๆ
หลิวซู่รู้สึกเพียงว่าท้องของตนกำลังปั่นป่วนอย่างรุนแรง ราวกับมีบางสิ่งกำลังพยายามพุ่งขึ้นมาทางปาก เขารู้สึกอยากอาเจียนแต่ก็ไม่สามารถอาเจียนออกมาได้
“เจ้าต้องให้ความร่วมมืออย่างซื่อสัตย์ หากข้าจับคนที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้ ข้าจะโยนเจ้าลงไปในแม่น้ำชิง”
หลิวซู่พยักหน้าอย่างยากลำบาก บ่งบอกว่าพวกเขาเข้าใจแล้ว
“ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้าน ช่วยนำคนผู้นี้ไปขังไว้ในคอกหมูก่อน ข้าจะไปเตรียมตัวสักหน่อย พรุ่งนี้ตอนกลางคืนเราจะเริ่มจับปลา!” ไป๋เช่ออวิ๋นหัวเราะเย็นชา “ข้ามีลางสังหรณ์ว่าปลาตัวใหญ่นี้ต้องไม่ธรรมดาแน่”
ฉินฟู่หลินพยักหน้าและสั่งให้คนลากพวกเขาไปยังคอกหมู การพยุงพวกเขาเป็นไปได้อย่างยากลำยาก รอดก็รอด ไม่รอดก็แค่หาหลุมฝันเสีย!
"ท่านย่า ตอนนี้ข้าไม่เป็นไรแล้ว ท่านไม่ต้องจ้องข้าอย่างนั้นหรอก”
หลังอาบน้ำเสร็จ เสี่ยวชีง่วงจนลืมตาไม่ขึ้น แต่เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินนอนอยู่บนเตียงแล้วจ้องมองเขาตลอด เขาก็นอนไม่หลับสิ
“เสี่ยวชี เจ้าหลับเถิด ข้าจะอยู่เฝ้าเจ้าที่นี่!” แม่เฒ่าฉินกล่าวพลางจัดผ้าห่มให้เขา
“ท่านย่าไม่ต้องกลับไปหรอกหรือ ท่านกลับไปนอนเถิด พรุ่งนี้เช้าข้าอยากกินโจ๊กข้าวฟ่าง ท่านไปต้มโจ๊กข้าวฟ่างให้ข้าได้หรือไม่” หงอวี่ปลอบให้ผู้เป็นอย่างวางใจลง
ท่านย่าอายุมากแล้ว ไม่ควรให้นางมาเฝ้าตนเอง หากเกิดอะไรขึ้นมาตอนนี้ ท่านพ่อกลับมาคงจะถลกหนังข้าแน่
“งั้นเจ้านอนก่อนเถิด เมื่อเจ้าหลับแล้วข้าจึงจะไป!” แม่เฒ่าฉินไม่ยอมไป แล้วเอ่ยอย่างดื้อรั้น
“ท่านย่า…” หงอวี่ไม่รู้จะพูดอะไรดี
“ท่านย่า พวกข้าจะอยู่เฝ้าที่นี่เอง ท่านกลับไปเถิด!” ลิ่งอวี่พูดพลางพาน้องชายเดินเข้ามา
“ลิ่งอวี่ เหตุใดจึงพาน้องมาด้วยเล่า รีบพาพวกเขากลับไปนอนเถิด พรุ่งนี้เช้าไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อฝึกฝนหรอกหรือ”
แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้วถามเมื่อเห็นลิ่งอวี่พาน้องชายที่เหลือเดินเข้ามา
“ท่านย่า ท่านกลับไปนอนเถิด พวกข้ามีกันหลายคนเช่นนี้คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก!”
ลิ่งอวี่พูดเกลี้ยกล่อมว่า “ปู่เหลียวเฉินและลุงหมิงเฟิงอยู่เฝ้าข้างนอก รับรองว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน
หงอวี่ก็พยักหน้าและพูดเกลี้ยกล่อมว่า “ท่านย่า ท่านฟังพี่ใหญ่และกลับไปนอนเถิด”
แม่เฒ่าฉินยอมแพ้พวกเขาและจำต้องกลับไปยังห้องตัวเอง
“พวกท่านกลับไปเถิด มีชิงเฟิงและชิงเยว่เฝ้าอยู่แล้ว”
ลิ่งอวี่ปูเสื่อที่นำมาลงบนพื้นแล้วกล่าวว่า “เจ้าพูดอะไรเหลวไหลอย่างนั้น พวกข้าเพิ่งสัญญากับท่านย่าไปเมื่อครู่ว่าคืนนี้จะนอนเฝ้าเจ้า ถ้าเจ้าเหนื่อยก็รีบไปนอน”
ทันใดนั้นลิ่งหมิงก็พูดว่า “ใช่แล้ว เสี่ยวชี เจ้าผ่านเรื่องเลวร้ายมาทั้งวัน รีบพักผ่อนเถิด ทักษะการฟังของข้ายอดเยี่ยม หากมีความเคลื่อนไหวใดๆข้าจะบอกเจ้าเอง”
พี่ชายคนอื่นๆแม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่พวกเขาแสดงออกด้วยการกระทำ ทุกคนล้มตัวลงนอนบนพื้น ห่มผ้าห่มที่นำมาด้วยแล้วก็หลับไป
หงอวี่เห็นภาพนี้แล้วรู้สึกอิ่มเอมใจ แบบนี้แหละคือพี่น้อง แม้ปากไม่พูดอะไร แต่ก็แสดงออกด้วยการกระทำ
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกอดผ้าห่มไปนอนข้างกายเสี่ยวลิ่ว เขาวางมือบนตัวเสี่ยวลิ่วและวางเท้าบนตัวลิ่งเหวิน แล้วหลับไปด้วยความปลื้มใจ
พี่น้องที่ดีก็ต้องนอนเรียงกัน!
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
แม่เฒ่าฉินค่อยๆเปิดประตูเข้าไปเห็นด้านใน แล้วนางก็หลานทั้งเจ็ดนอนเรียงรายกันอยู่บนพื้น
แม่เฒ่าฉินหัวเราะเสียงแผ่วเบาแล้วปิดประตู ก่อนจะเดินไปที่ครัวเพื่อต้มโจ๊กข้าวฟ่างให้หงอวี่
“ท่านแม่ วันนี้เหตุใดท่านจึงตื่นแต่เช้าเช่นนี้”
เมื่อแม่เฒ่าฉินมาถึงครัว สือไห่ถังก็กำลังเตรียมอาหารเช้าอยู่แล้ว แม่เฒ่าฉินเห็นสือไห่ถังก็ประหลาดใจ “วันนี้เจ้าไม่ต้องไปเปิดร้านหรอกหรือ เหตุใดจึงยังอยู่ที่นี่”
สือไห่ถังรีบกล่าวว่า “เอ้อร์หยาสามารถดูร้านได้ด้วยตัวเองแล้ว ต่อไปให้เหล่าซานหรือหมิงเฟิงเป็นคนส่งไปก็พอแล้ว”
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร มุ่งความสนใจไปที่การล้างข้าวฟ่าง เพิ่งจะใส่ข้าวฟ่างลงในหม้อ นางก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
“ซิ่วอิง กำลังจะกลับมาแล้วใช่หรือไม่”
จบตอน
Comments
Post a Comment