lucky kid ep51-60

 บทที่ 51: โจรปล้นบ้าน (2)

   


   “เกิดอันใดขึ้น”

   

   เสียงของฉินฟู่หลินดังมาจากนอกประตู ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ตามมาด้วยเสียงเคาะประตู ฉินลิ่งเหวินที่อยู่ใกล้ประตูที่สุดจึงรีบเปิดประตูออก

   

   เห็นฉินฟู่หลินผมเผ้ายุ่งเหยิง สวมเพียงเสื้อตัวใน สวมรองเท้าเพียงข้างเดียวเดินเข้ามา ตามหลังมาด้วยชายหนุ่มในหมู่บ้านอีกหลายคน

   

   “สะใภ้สาม ข้าได้ยินเจ้าร้องโวยวายแต่เช้าตรู่ เกิดอันใดขึ้นหรือ?” ฉินฟู่หลินถามพลางหอบหายใจ

   

   ฟ้าเพิ่งสาง เขาตื่นขึ้นมาเพราะเสียงตะโกนของสือไห่ถัง เห็นได้ชัดว่ายังไม่ทันได้สวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก็รีบวิ่งมาที่บ้านแม่เฒ่าฉินทันที

   

   “หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านดูสิ บ้านของพวกข้าถูกโจรปล้น ทั้งหนังเสือ และเนื้อแห้งที่จะเก็บไว้สำหรับหน้าหนาวหายไปหมดแล้ว” สือไห่ถังเล่าน้ำตานองหน้า

   

   “หนังเสือนั่น ข้ายังตั้งใจว่าอีกสองสามวันหากมีเวลาว่างจะเย็บเสื้อผ้าให้เล่อเหนียง ตอนนี้มันหายไปแล้ว”

   

   “โอ๋ๆ หลานรักของย่า อย่าร้องไห้นะ อย่าร้องไห้ รอให้พ่อของเจ้ากลับมา แล้วให้พ่อหาเสือมาให้เจ้าอีกตัวดีหรือไม่”

   

   ฉินเยาเยากลอกตา คิดว่าเสือเป็นผักกาดขาวหรืออย่างไร จะหามาได้ทุกที่ทุกเวลาเช่นนั้นหรือ

   

   “หัวหน้าหมู่บ้านดูสิ เล่อเหนียงรู้ว่าหนังเสือของตัวเองหายไปจึงร้องไห้เสียใจมาก”

   

   “ไอ้พวกโจรชั่ว”

   

   ฉินฟู่หลินสบถด่าแล้วหันไปมองแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ

   

   “ทุกคนเป็นอย่างไรบ้าง มีใครเป็นอะไรหรือไม่”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ส่ายหน้า “ไม่มีขอรับ นอกจากเฝิงเสี่ยวฮวาที่นอนหลับอยู่ในห้องเหมือนหมูแล้ว คนอื่นๆก็อยู่ที่นี่กันหมด”

   

   ฉินฟู่หลินถอนหายใจโล่งอก “ไม่มีผู้ใดเป็นอะไรก็ดีแล้ว พวกเจ้าลองคิดดูให้ดี เมื่อคืนมีอะไรผิดปกติบ้างหรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินเพิ่งปลอบหลานสาวให้หยุดร้องได้ จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนตอนที่นางลุกมาเข้าห้องน้ำ นางได้ยินเสียงสุนัขในหมู่บ้านเห่าเสียงดังมาก ไม่รู้ว่าเป็นตอนที่โจรเข้ามาในหมู่บ้านหรือไม่

   

   พอนางพูดจบ ก็มีชาวบ้านคนอื่นเห็นด้วย “ข้าก็ได้ยินเช่นกัน ตอนนั้นข้าถึงกับด่าไปหลายคำ”

   

   “ข้าก็เช่นกัน”

   

   ฉินฟู่หลินจึงหันไปพูดกับพวกเขาว่า “พวกเจ้ารีบกลับบ้านไปดูว่ามีสิ่งใดหายไปบ้างหรือไม่”

   

   ชาวบ้านที่มาด้วยกันได้ยินดังนั้นต่างก็รีบกลับบ้านกันไป

   

   ฉินเหล่าซานโกรธจัด จะรีบขับรถม้าไปแจ้งความ แต่ถูกฉินฟู่หลินห้ามไว้

   

   “ไม่มีประโยชน์หรอก เจ้าไปก็เสียเวลาเปล่า พวกเขาไม่สนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้หรอก”

   

   ฉินเหล่าซานโกรธจัดจึงเตะก้อนหินอย่างแรง ความเจ็บปวดที่เท้าทำให้เขาเบ้หน้า

   

   ไม่นานชาวบ้านก็รู้กันทั่วว่าบ้านแม่เฒ่าฉินถูกโจรปล้น ต่างก็นำของมาให้ที่บ้านแม่เฒ่าฉิน

   

   บ้างก็ผักสองกำ บ้างก็ไข่ไก่สองสามฟอง แม้ของจะไม่มาก แต่แม่เฒ่าฉินก็รู้สึกอบอุ่นใจ

   

   ฉินเยาเยาเศร้าทั้งวัน ไม่มีเรี่ยวแรง

   

   ทุกคนกังวลมาก ไม่ว่าจะปลอบอย่างไรนางก็ไม่สนใจ

   

   สุดท้ายแล้วก็เป็นหลี่อันที่ลงมือ

   

   เขาล้วงเอาทองคำก้อนเล็กออกมาจากอกเสื้อ แล้วแกว่งไปมาตรงหน้าฉินเยาเยา นางคว้ามันไปอย่างรวดเร็ว แล้วเอาเข้าปาก ใช้ฟันลองกัดดู จากนั้นก็ยิ้มออกมาทันที

   

   ตอนนี้ทุกคนต่างก็โล่งอก แม่เฒ่าฉินถึงกับหัวเราะพลางเอ่ยว่า

      

   “เจ้าเด็กหน้าเงิน ต่อไปถ้าแต่งงานไปแล้วกลายเป็นเสือสิงห์ครองเรือนจะทำอย่างไร”

   

   แต่ยิ่งแม่เฒ่าฉินคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ในหมู่บ้านมีบ้านตั้งหลายหลัง แต่กลับขโมยของบ้านพวกเขาบ้านเดียว

   

   ใช่แล้ว!

   

   นางนึกออกแล้ว

   

   บ้านหลังอื่นในหมู่บ้านไม่มีใครถูกขโมยของเลย มีแต่บ้านของนางที่ถูกขโมย นี่มันชัดเจนว่าพุ่งเป้ามาที่บ้านของพวกเขาโดยเฉพาะ

   

   แต่นอกจากคนในครอบครัวแล้ว ก็ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ว่าในลานบ้านของพวกเขามีหนังเสือตากอยู่

   

   และจากสภาพในที่เกิดเหตุ ดูเหมือนว่าหัวขโมยจะตรงดิ่งมาที่หนังเสือในลานบ้านเลย ไม่ได้เดินเบี่ยงไปทางอื่นเลย นี่มันต้องเป็นการวางแผนมาก่อนแน่ๆ

   

   หรือจะมีโจรในบ้านของพวกเรา?

   

   คิดถึงตรงนี้ แม่เฒ่าฉินจึงเรียกทุกคนมารวมกัน แล้วถามเสียงเข้มว่า

   

   “เมื่อคืนนี้พวกเจ้าได้ยินเสียงอะไรบ้างหรือไม่”

   

   “หรือว่าเมื่อคืนนี้มีใครในพวกเจ้าออกไปไหนมาบ้าง”

   

   ทุกคนต่างส่ายหน้า

   

   มีเพียงเฝิงเสี่ยวฮวาที่มองดูลานบ้านที่ว่างเปล่าแล้วแอบด่าในใจ

   

   ‘ไอ้เจ้าพวกนั้นก็แย่จริงๆ ไม่ใช่ว่าตกลงกันว่าจะเอาแค่หนังเสือหรือ ทำไมถึงเอาเนื้อไปด้วย’

   

   เอาเนื้อไปหมดเช่นนี้ พวกเขาจะกินอะไรล่ะ?

   

   “เฝิงเสี่ยวฮวา”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาได้ยินเสียงเรียกจึงตอบออกไปทันที “ไม่ใช่ ข้าไม่รู้ ข้าไม่ได้เอาไป”

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูเฝิงเสี่ยวฮวาที่มีสายตาล่อกแล่ก ในใจก็ครุ่นคิดบางอย่าง แต่นางไม่ได้ถามออกไปตรงๆ เพียงแต่ให้ทุกคนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน

   

   คืนต่อมา มีเงาร่างสองคนแอบย่องเข้ามาในลานบ้านของแม่เฒ่าฉิน เมื่อเห็นเนื้อตากแห้งและของแห้งที่ตากอยู่ในลาน พวกเขาหัวเราะคิกคักเบาๆ แล้วหยิบของพวกนั้นใส่ลงในถุง

   

   ทว่ามือของพวกเขาเพิ่งจะแตะของเหล่านั้น จู่ๆ ในลานบ้านก็สว่างวาบขึ้นด้วยคบเพลิง พวกเขาเห็นว่าตนเองถูกล้อมไว้

   

   เงาร่างทั้งสองรีบใช้ถุงบังหน้าตนเองไว้

   

   สือไห่ถังถือคบเพลิงพุ่งเข้าไปฟาดลงอย่างแรง คนผู้นั้นร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าที่ถูกปิดบังไว้ก็เผยออกมา

   

   เมื่อเห็นใบหน้านั้น นอกจากสวี่ซิ่วอิงแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็ตะลึงงันอยู่กับที่

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ถึงกับไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง

   

   “ฉินไห่หลิน เจ้าปฏิบัติต่อพ่อตาของเจ้าเช่นนี้หรือ”

   

   สองคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นพ่อตาของฉินเหล่าเอ้อร์ เฝิงหนิว และน้องชายภรรยา เฝิงต้าจวิน

   

   “พวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ถามด้วยเสียงโกรธเกรี้ยว

   

   คนน่ารังเกียจสองคนนั่นไม่ได้ตายไปแล้วหรือ ทำไมถึงมาปรากฏตัวที่นี่

   

   เฝิงหนิวเห็นว่าเรื่องถูกเปิดโปงแล้ว เขาจึงไม่ปิดบังอีกต่อไป ลุกขึ้นยืนสั่งฉินเหล่าเอ้อร์อย่างยโสโอหัง

   

   “ฉินไห่หลิน เอาเนื้อในบ้านเจ้าออกมา แล้วขนข้าวสองกระสอบมาให้ข้า นอกจากนี้ยังต้องให้เงินข้าอีกสิบตำลึงด้วย”

   

   ยังไม่ทันที่จะพูดจบ สือไห่ถังที่อยู่ข้างๆ ก็ทนไม่ไหว “เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใครกัน ยังกล้ามาที่นี่ เรียกร้องข้าวของบ้านข้าอีก”

   

   เฝิงหนิวจ้องสือไห่ถังตาเขม็ง “ข้าคุยกับลูกเขยข้า มันเกี่ยวอะไรกับเจ้า ไม่มีธุระอันใดก็กลับห้องไปกลิ้งเกลือกกับสามีเจ้าซะ”

   

   “คืนหนังเสือของบ้านข้ามา!”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์เอ่ยปากอย่างไม่ไว้หน้า หลังจากเรื่องนั้น เขาไม่มีความรู้สึกดีๆ ต่อครอบครัวพ่อตาเลยแม้แต่น้อย อาจจะเรียกได้ว่ารังเกียจด้วยซ้ำ

   

   “หนังเสืออันใดกัน ข้าไม่เห็น!” เฝิงหนิวพูดอย่างไม่รู้จักอาย

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์โกรธจัดจึงเดินเข้าไปต่อยเฝิงหนิวอย่างแรง โดยไม่สนใจว่านั่นคือพ่อตาของตน

   

   “เจ้ากล้าต่อยข้ารึ?!”

   

   เฝิงหนิวกุมหน้าทรุดลงกับพื้น จ้องมองฉินเหล่าเอ้อร์ด้วยสายตาเกรี้ยวกราด “ฉินไห่หลิน เจ้าช่างเนรคุณเสียจริง กล้าต่อยข้า หากไม่ใช่เพราะข้าตัดสินใจ ด้วยสภาพยากจนของครอบครัวเจ้า เจ้าจะได้แต่งงานกับลูกสาวข้าได้อย่างไร”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์โกรธจนหัวเราะเยาะ “พวกเจ้าเข้ามาได้ คงเป็นเพราะเฝิงเสี่ยวฮวาช่วยเหลือไม่น้อยสินะ”

   

   “ดีนัก เมื่อเจ้าดูถูกครอบครัวพวกข้าถึงเพียงนี้ ตอนนี้เจ้าจงพาลูกสาวสุดที่รักของเจ้ากลับบ้านไปเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่พากลับไป ข้าจะดูถูกเจ้า!”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ตะโกนเสียงดัง

   

   “เฝิงเสี่ยวฮวาออกมาเดี๋ยวนี้!”

   

   ขณะนั้น เฝิงเสี่ยวฮวากำลังซ่อนตัวอยู่ในห้อง ในใจร้อนรน

   

   นางไม่กล้าออกไป



บทที่ 52: แม่เฒ่าฉินคลุ้มคลั่ง


   

   แม่เฒ่าฉินจ้องมองชายที่กำลังพูดจาอวดดีด้วยดวงตาแดงก่ำ มือที่อุ้มฉินเยาเยาสั่นไม่หยุด

   

   ฉินเยาเยามองดวงตาแดงก่ำของท่านย่า สีหน้าของนางดูราวกับจะกินเลือดกินเนื้อชายทั้งสองคนนั้นเสียให้ได้ ในใจของนางมีลางสังหรณ์ไม่ดี

   

   ท่านย่าดูไม่ค่อยปกติ

   

   แล้วสัญชาตญาณของนางก็ไม่ผิด นางรู้สึกเพียงว่าโลกหมุนคว้าง พอตั้งสติได้ก็พบว่าตนเองอยู่ในอ้อมกอดของมารดาเสียแล้ว

   

   ฉินเยาเยารีบหันไปมองท่านย่า เห็นเพียงท่านย่าที่พุ่งเข้าใส่เฝิงหนิวราวกับคนบ้า ยื่นมือออกไปข่วนเขาอย่างบ้าคลั่งไม่คิดชีวิต

   

   เฝิงหนิวคิดจะตอบโต้ แต่ถูกเหล่าเอ้อร์กับเหล่าซานจับแขนคนละข้างเอาไว้แน่น

   

   ส่วนเฝิงต้าจวินที่อยู่ข้างๆ คิดจะเข้าไปช่วย แต่ถูกสือไห่ถังที่จ้องมองอยู่นานแล้วฟาดล้มลงกับพื้น เห็นได้ชัดว่าสือไห่ถังลงมือรุนแรงเพียงใด

   

   เฝิงต้าจวินลุกขึ้นมาก็คิดจะไปคว้าตัวสือไห่ถัง แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านร่วมแรงร่วมใจกันจับเขาทุ่มลงกับพื้น

   

   ช่างเป็นเรื่องตลกสิ้นดี ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดคนทั้งสองถึงทำกับตระกูลฉินเช่นนี้ แต่พวกเขาก็ไม่อาจยืนดูคนตระกูลฉินถูกรังแกได้

   

   ยิ่งไปกว่านั้น นับตั้งแต่ครอบครัวของแม่เฒ่าฉินย้ายมาอยู่ที่นี่ พวกเขาก็ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเอื้อเฟื้อและอ่อนโยน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องตระกูลฉิน ที่ช่วยชาวบ้านเก็บเกี่ยวพืชผล ช่วยซ่อมแซมบ้าน และเมื่อไม่นานมานี้ยังเสนอความคิดในการดูแลคนชราที่อยู่ตัวคนเดียวในหมู่บ้าน

   

   พวกเขาไม่ขึ้นไปเตะสองทีก็ดีแล้ว ยังคิดจะรังแกคนต่อหน้าพวกเขาอีก

   

   “ฉินชุนหลาน นางหญิงบ้า หยุดมือเดี๋ยวนี้!”

   

   “นางหญิงบ้า เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาตีข้า!”

   

   “โอ๊ย เจ็บ!”

   

   ในชั่วพริบตา เสียงร้องโหยหวนก็ดังขึ้นในลานบ้าน ด้านนอกมีชาวบ้านที่มาดูเหตุการณ์ยืนเบียดเสียดกัน พวกเขาอยากเข้าไปดู แต่ฉินฟู่หลินกลับปิดประตูใส่พวกเขา ตัดความหวังที่จะได้ดูเรื่องสนุกอย่างสิ้นเชิง

   

   ฉินเยาเยาอ้าปากค้างมองภาพตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ

   

   หญิงที่เหมือนคนบ้าผู้นั้น คือท่านย่าของนางหรือ

   

   อะไรกัน ป้าสะใภ้สามกำลังเตะคน

   

   ฉินเยาเยาหันไปมองมารดา หวังจะได้รับความจริงบางอย่างจากนาง

   

   แต่เมื่อนางเห็นว่ามารดาของตนก็อ้าปากค้างด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อเช่นกัน ก็ได้แต่ยอมรับว่ามารดาของนางก็ไม่รู้เช่นกัน

   

   อาจเป็นเพราะความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างแม่ลูก สวี่ซิ่วอิงจึงก้มหน้าลงมาพอดี สบตากับลูกสาว

   

   เมื่อเห็นประกายอยากรู้อยากเห็นในดวงตาของลูกสาว นางก็อดยิ้มไม่ได้

   

   “แอ้!”

   

   ฉินเยาเยาร้องเรียกมารดา พลางชี้นิ้วไปทางแม่เฒ่าฉินที่กำลังต่อสู้

   

   “อย่าถามแม่เลย แม่ก็ไม่รู้เช่นกัน”

   

   “พอเถอะ พอเถอะ พี่ชุนหลานก็พอได้แล้ว อย่าตีเขาจนตายเลย”

   

   ฉินฟู่หลินรีบห้าม หญิงสาวหลายคนก็เข้ามาดึงตัวแม่เฒ่าฉินออกไป

   

   แม่เฒ่าฉินหมดแรงทันที ร่างทรุดลงกับพื้น เอามือปิดหน้าร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆ ต่างก็มีสีหน้าทั้งเศร้าทั้งโกรธ

   

   ชาวบ้านรอบๆ มองดูครอบครัวฉินที่กำลังโศกเศร้า แล้วก็มองไปที่ร่างสองร่างที่นอนอยู่บนพื้นไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย ทุกคนต่างสะท้านไปตามๆกัน

   

   ช่างร้ายกาจเหลือเกิน โชคดีที่พวกเขาไม่เคยคิดจะเป็นศัตรูกับคนพวกนี้ มีชาวบ้านบางคนขมวดคิ้วแน่น พวกเขาคิดว่าครอบครัวของแม่เฒ่าฉินทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เกินไป

   

   แค่ถูกขโมยหนังเสือกับผักป่าอีกกองหนึ่งหรือ จำเป็นที่จะต้องทำร้ายคนถึงเพียงนี้

   

   พวกเขาไม่ได้ดองญาติกันแล้วหรอกหรือ

   

   “แอ้ แอ้!”

   

   ฉินเยาเยาเห็นท่านย่าร้องไห้อย่างเจ็บปวดเช่นนั้น นางก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงยื่นมือออกไปอยากให้ท่านย่าอุ้ม

   

   แม่เฒ่าฉินผู้ที่รักและทะนุถนอมนางราวกับดวงใจและอุ้มไว้ในอ้อมแขนไม่ยอมปล่อย แต่คราวนี้กลับผลักมือของนางออก เดินโซเซเข้าไปในห้อง หยิบกล้องยาสูบเก่าๆ มากอดไว้แล้วร่ำไห้ไม่หยุด

   

   ‘หา’

   

   ฉินเยาเยาไม่อยากเชื่อว่าท่านย่าที่รักนางมากจะผลักมือของนางออก

   

   นางร้องไห้ออกมาดังลั่น หวังว่าเสียงร้องไห้จะเรียกท่านย่ากลับมา ทว่านางร้องไห้ได้ครู่เดียว ประตูห้องของแม่เฒ่าฉินก็ยังคงปิดสนิท

   

   ตอนนี้นางรู้สึกน้อยใจจริงๆ น้ำตาคลอเบ้า แต่นางก็ยังคงเม้มปากน้อยๆ ดูน่าสงสารยิ่งนัก

   

   สือไห่ถังเห็นเฝิงต้าจวินพยายามจะคลานออกไปนอกประตู จึงหยิบถังไม้ข้างๆ มาครอบเขาไว้ทันที

   

   “โอ๊ย!”

   

   “สะใภ้สาม เจ้าเบามือหน่อย หากตีเขาตายจริงๆ ครอบครัวของพวกเจ้าก็จะต้องมีคดีความติดตัวนะ”

   

   ฉินฟู่หลินเอ่ยเตือน “จะพูดอย่างไรดี เขาก็เป็นพ่อตาของเหล่าเอ้อร์ ถือเป็นญาติของตระกูลฉิน สำหรับเรื่องนี้ให้บทเรียนพวกเขาสักหน่อยก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงมือหนักขนาดนี้”

   

   สือไห่ถังก้าวไปข้างหน้าเหยียบมือของเฝิงต้าจวิน บดขยี้อย่างแรง พลางพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน

   

   “หากไม่ใช่เพราะพวกเขา ท่านพ่อก็จะไม่ตาย ท่านพ่อถูกพวกเขาทำให้ตายนั่นแหละ!”

   

   พอพูดจบ บริเวณรอบข้างก็เงียบลงทันที ชาวบ้านที่เดิมทีคิดจะเกลี้ยกล่อมก็หุบปากทันที มองนางด้วยสีหน้าสงสัย

   

   “เจ้าพูดเหลวไหล กล่าวหาผู้อื่น พ่อของพวกเจ้าตายเพราะป่วยเอง มันเกี่ยวอะไรกับข้า?!”

   

   เฝิงหนิวตะโกนอย่างร้อนรน

   

   “พี่น้องชาวบ้านทั้งหลาย นางกำลังกล่าวหาข้า นางใส่ร้ายข้า!”

   

   “พวกเขานี่แหละคือคนเลือดเย็นไร้น้ำใจ มีข้าวของก็ไม่รู้จักแบ่งปันช่วยเหลือพวกเราบ้าง หากข้าไม่สิ้นหนทางแล้ว ข้าก็คงไม่กล้าเสี่ยงไปขโมยของของพวกเขาหรอก”

   

   เฝิงหนิวคลานเข้าไปกอดขาของฉินฟู่หลิน แล้วร้องตะโกนเสียงดัง ร้องไห้จนน้ำมูกเปรอะเปื้อนใบหน้า ผสมกับเลือดบนใบหน้า ดูน่าขยะแขยงอย่างยิ่ง ทำให้ผู้คนที่มองเห็นรู้สึกคลื่นไส้

   

   ฉินฟู่หลินมองดูเฝิงหนิวที่ใบหน้าบวมเป่ง บนใบหน้ายังมีทั้งน้ำตา น้ำมูก เลือดหยดลงพื้น เขารู้สึกรังเกียจอย่างบอกไม่ถูก จึงสะบัดขาอย่างแรงเพื่อสลัดมือของเฝิงหนิวออก

   

   ทว่าสะบัดหลายครั้งก็ไม่สำเร็จ อีกทั้งเกือบจะทำให้ตนเองล้มลงไปด้วย

   

   ชาวบ้านสองคนที่เห็นเหตุการณ์ จึงรีบเข้ามาช่วยดึงแขนของเฝิงหนิวออกคนละข้าง

   

   “เจ้ากล้าปฏิเสธสิ่งที่ท่านทำในอดีตหรือ?! เจ้าไม่กลัวฟ้าผ่าหรืออย่างไร”

   

   สือไห่ถังโกรธจัด ก้าวเข้าไปเตะเขาอย่างแรงสองที

   

   “สะใภ้สาม เจ้าใจเย็นๆก่อน อย่าใจร้อน มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ เจ้าเล่ามาสิ”

   

   สวี่ซิ่วอิงดึงสือไห่ถังไว้พลางกล่าวว่า “ใช่แล้ว พี่สะใภ้สาม เกิดอันใดขึ้นกันแน่ เหตุใดถึงบอกว่าการตายของท่านพ่อเกี่ยวข้องกับบิดาของพี่สะใภ้รองล่ะ ท่านพ่อไม่ได้ตายเพราะป่วยหรอกหรือ”

   

   ตอนที่สวี่ซิ่วอิงแต่งเข้ามา พ่อสามีก็ไม่อยู่แล้ว แต่ได้ยินชาวบ้านพูดว่าพ่อสามีตายเพราะป่วยนี่นา

   

   สือไห่ถังใช้มือปาดน้ำตา สะอื้นพลางกล่าวว่า “ดี! ในเมื่อพวกเจ้าอยากรู้ ข้าก็จะบอกพวกเจ้า ขอให้พวกเจ้าช่วยตัดสินด้วยว่าพวกเราลงมือหนักเกินไปหรือไม่”

   

   “พวกเจ้าคงรู้กันดีว่าพ่อสามีของข้า มีความรู้ด้านการรักษาใช่หรือไม่”

   

   ผู้เฒ่าผู้แก่รอบข้างต่างพยักหน้าพร้อมกล่าวว่า “รู้สิ”

   

   สือไห่ถังกล่าวต่อ

   

   “ในอดีต หมู่บ้านของเราเกิดโรคฝีดาษระบาด เด็กๆในบ้านก็เป็นโรคนี้ด้วย ตอนแรกพ่อสามีคิดว่าเป็นโรคฝีดาษธรรมดา จึงพาชาวบ้านขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรมาต้มยาให้พวกเขากิน”

   

   “แต่หลังจากกินยาไปหลายครั้งอาการก็ไม่ดีขึ้น พ่อสามีจึงสังเกตอาการอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบความแตกต่างใดๆ จำใจต้องรวมเด็กๆไว้ด้วยกัน แล้วนำน้ำต้มสมุนไพรมาอาบให้พวกเขาทุกวัน”



บทที่ 53: ฉินเหล่าเอ้อร์เดือดดาล


   

   “แต่เด็กๆที่เป็นโรคนั้นมีมากเหลือเกิน สมุนไพรในละแวกนี้ถูกเก็บไปจนหมดแล้ว ด้วยความจำเป็น ท่านพ่อจึงต้องไปซื้อสมุนไพรในตำบล และท่านพ่อก็ได้รู้สูตรยารักษาที่นั่น แต่ที่บ้านขาดวัตถุดิบหลักอย่างเห็ดหลินจือ ท่านพ่อเดินหาทั่วร้านขายยาในละแวกนั้นก็ไม่มีเห็ดหลินจือ”

   

   “ตอนที่ท่านพ่อกำลังจะถอดใจ ก็ได้พบกับเขาผู้นั้น!” สือไห่ถังชี้ไปที่เฝิงหนิว

   

   “คนชั่วช้าที่สมควรถูกตีให้ตายผู้นี้แหละ ที่บอกว่าเขามีวิธีหาเห็ดหลินจือได้ แต่ราคาแพงมาก ต้องใช้เงินถึงหนึ่งร้อยตำลึง”

   

   “หนึ่งร้อยตำลึง!”

   

   เมื่อได้ยินคำพูดของสือไห่ถัง ทุกคนก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ

   

   “เงียบ!”

   

   ฉินฟู่หลินตะโกนเสียงดัง แล้วหันไปพูดกับสือไห่ถังว่า “สะใภ้สาม เจ้าเล่าต่อไปสิว่าเกิดอันใดขึ้น”

   

   สือไห่ถังยิ้มเยาะ “พวกเจ้าคงคิดออกสินะ เขา...เขาได้เงินแล้วก็หนีไป!”

   

   “เป็นอย่างที่พวกเจ้าได้ยินนั่นแหละ เขาเอาเงินทั้งหมดในบ้านของพวกข้าไป รวมถึงเงินที่ชาวบ้านร่วมกันบริจาคจนครบหนึ่งร้อยตำลึงหนีไปแล้ว ฮ่าๆ!”

   

   สือไห่ถังหัวเราะอย่างเศร้าสร้อย “ลิ่งอวี่ ที่เป็นหลานชายแท้ๆของเขาป่วยหนัก แต่คนเป็นตากลับฉกเงินที่จะใช้รักษาหลานชายแล้วหนีไป!”

   

   “ท่านพ่อพยายามที่จะรักษาโรคให้เด็กๆในหมู่บ้าน จึงบุกเข้าไปในป่าลึกเพียงลำพังเพื่อหาเห็ดหลินจือมารักษาโรค แต่เขาก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด ถูกสัตว์ป่ากัดที่เอวเป็นแผลลึก เพียงแค่ครึ่งเดือน ท่านพ่อก็จากไป”

   

   ฉินเยาเยารู้สึกว่ามีเปลวไฟเล็กๆ ลุกโชนอยู่ในร่างกายและมีแนวโน้มว่าจะลุกลามขึ้นเรื่อยๆ

   

   นางอยากฆ่าคน!

   

   นางอยากเอาอาวุธทั้งหมดในพื้นที่มิติของนางมาจัดการพวกเขาให้หมด!

   

   กล้าดีอย่างไรถึงได้วางแผนชั่วช้าเช่นนี้ จนทำให้ท่านปู่ของนางต้องตาย

   

   “ถุย! ไอ้พวกชั่ว เมื่อครู่ข้ายังคิดจะช่วยพูดแทนเจ้าอยู่เลย ตอนนี้ข้าอยากจะเตะเจ้าให้ตายเสียจริง”

   

   ชายผิวคล้ำคนหนึ่งเอ่ยด้วยความโกรธ

   

   คนอื่นๆก็จ้องมองพวกเขาด้วยสายตาโกรธแค้น หญิงคนหนึ่งไม่รู้ว่าไปหยิบถังน้ำมาจากมุมไหน แล้วสาดใส่หัวพวกเขาทันที

   

   คนอื่นๆก็ไม่รู้ว่าไปหยิบใบไม้เน่าๆ ไข่เน่า มาจากไหน แล้วขว้างใส่พวกเขาโดยตรง

   

   หลังจากสือไห่ถังพูดจบ ร่างกายของนางก็หมดแรงทรุดลงนั่งกับพื้น

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานที่อยู่ไม่ไกล จึงรีบเข้าไปดูนาง

   

   เดิมคิดว่าเวลาผ่านไป พวกเขาจะค่อยๆลืมเรื่องเหล่านี้ไป ทว่าเมื่อได้เห็นเฝิงหนิวอีกครั้ง ความเจ็บปวดที่เคยได้รับในอดีต ก็ยังคงจำได้แม่นยำ

   

   “เอ๊ะ บิดาและน้องชายของเฝิงเสี่ยวฮวาอยู่ที่นี่ แล้วเฝิงเสี่ยวฮวาล่ะ” ฉินฟู่หลินนึกขึ้นได้

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์สายตาเฉียบคม กวาดตามองรอบหนึ่งแล้วเดินตรงไปยังหลังบ้าน

   

   ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็อยากจะตามเข้าไป แต่ถูกฉินฟู่หลินห้ามไว้ “มัดสองคนที่อยู่บนพื้นนั่นไว้ รอให้ฟ้าสางแล้วค่อยส่งไปที่ศาลาว่าการ”

   

   อีกด้านหนึ่ง ฉินเหล่าเอ้อร์เดินตรงไปที่ห้องน้ำ แล้วเตะประตูไม้อย่างแรง ประตูไม้สั่นไหวอยู่ครู่หนึ่ง แล้วล้มลงกับพื้นดังโครม

   

   “เหล่า…เหล่าเอ้อร์…”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาขดตัวอยู่ตรงมุม มองฉินเหล่าเอ้อร์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกลัวและความเสียใจ

   

   ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ควรให้ท่านพ่อและน้องชายมาที่นี่ ต่อไปข้าจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ไม่ก่อเรื่องวุ่นวายอีกแล้ว

   

   ทว่าน่าเสียดายที่ฉินเหล่าเอ้อร์ไม่มีความสามารถในการอ่านใจ เขาไม่เข้าใจ และไม่อยากจะเข้าใจอีกต่อไป

   

   “เหล้าเอ้อร์ ช้าลงหน่อย ข้ากำลังจะล้ม”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์กระชากคอเสื้อของเฝิงเสี่ยวฮวา ลากนางเดินไปข้างหน้า โดยไม่สนใจว่าภรรยาจะล้มหรือไม่

   

   ที่ลานบ้านด้านหน้า ฉินฟู่หลินได้มัดตัวเฝิงหนิวและเฝิงต้าจวินไว้แล้ว แต่เขาก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาควรทำอย่างไรดี หลังจากฟังคำพูดของสือไห่ถังแล้ว ในใจเขาไม่อยากแจ้งทางการ

   

   ในยามที่บ้านเมืองวุ่นวาย หมู่บ้านของพวกเขาก็อยู่ห่างไกล ตายไปสักคนสองคนก็คงไม่มีใครสนใจ

   

   “ไห่หลิน ไห่ชิว ข้าจะพาสองคนนี้ไปขังไว้ที่ศาลบรรพชนก่อน รอให้ถึงรุ่งเช้าค่อยว่ากันอีกที ตกลงหรือไม่”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์พยักหน้า

   

   ฉินฟู่หลินสั่งให้คนลากเฝิงหนิวกับเฝิงต้าจวินไปยังศาลบรรพชน

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ลากเฝิงเสี่ยวฮวาเข้าไปในห้อง

   

   สวี่ซิ่วอิงอุ้มฉินเยาเยายืนอยู่หน้าบ้าน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจอุ้มฉินเยาเยาไปปลอบแม่เฒ่าฉิน

   

   “ท่านแม่…”

   

   สวี่ซิ่วอิงผลักประตูห้องแม่เฒ่าฉิน นางเห็นแม่เฒ่าฉินกอดกล้องยาสูบเก่าๆ นอนร้องไห้อย่างน่าสงสารอยู่บนเตียง นางชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งว่าจะเข้าไปหรือจะถอยออกมาดี

   

   นางไม่เคยเห็นท่านแม่เป็นเช่นนี้มาก่อน

   

   ตอนที่นางแต่งเข้ามา พ่อสามีก็สิ้นไปแล้ว ปีนั้นเป็นปีที่ครอบครัวลำบากที่สุด เพื่อประทังชีวิต นางถึงกับต้องขายทรัพย์สินของตนเอง

   

   ในความทรงจำของนาง แม่สามีเป็นคนที่เข้มแข็งและเก่งกาจมาโดยตลอด แทบจะไม่มีเรื่องยากใดที่ตกถึงมือท่านแม่แล้วจะไม่กลายเป็นเรื่องง่าย

   

   แม้แต่ตอนที่พวกเราหนีภัยจากทางเหนือมาจนถึงตอนนี้ ผ่านความเป็นความตายมามากมาย นางก็ไม่เคยเห็นท่านแม่แสดงท่าทีอ่อนแอเช่นนี้มาก่อน

   

   “ซิ่วอิง คืนนี้ให้เล่อเหนียงนอนกับเจ้าเถอะ”

   

   แม่เฒ่าฉินเงยหน้าขึ้นเช็ดน้ำตาพลางกล่าว

   

   “แอ้ แอ้ แอ้!”

   

   ฉินเยาเยามองดวงตาบวมแดงของท่านย่าก็รู้สึกเจ็บปวดใจอย่างยิ่ง นางยื่นมือน้อยๆออกไปเพื่อให้ท่านย่าอุ้ม

   

   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “เล่อเหนียง คืนนี้นอนกับแม่เจ้าก่อนนะ ย่าไม่ค่อยสบาย อยากนอนคนเดียวน่ะ”

   

   “แอ้”

   

   ฉินเยาเยาดื้อดึงยื่นมือน้อยๆไปหาท่านย่า เมื่อเห็นว่าท่านย่าไม่ยอมอุ้มเสียที ดวงตากลมโตของนางก็เริ่มมีน้ำตาคลอ

   

   “ท่านแม่ อุ้มเล่อเหนียงสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เล่อเหนียงอยู่กับท่านมาตลอด ตอนนี้นางไม่สนิทกับข้าผู้เป็นแม่เลย”

   

   “พูดเหลวไหลอะไรกัน เจ้าเป็นแม่ของเล่อเหนียง จะไม่สนิทกับเจ้าได้อย่างไร”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวทำท่าจะร้องไห้ ในใจก็รู้สึกสงสารยิ่งนัก จึงยื่นมือไปอุ้มมา แต่ก็ไม่ลืมที่จะว่าสวี่ซิ่วอิงสักประโยค

   

   สวี่ซิ่วอิงเองก็ไม่โกรธ หัวเราะเบาๆสองทีแล้วหาที่นั่งลง

   

   ฉินเยาเยาเห็นว่าแม้ท่านย่าจะอุ้มตนอยู่ แต่ใบหน้าของท่านย่ายังคงถูกความเศร้าปกคลุมอยู่ นางไม่สนใจว่าท่านแม่ยังอยู่ที่นี่ นางหยิบเค้กชิ้นเล็กๆออกมาจากพื้นที่มิติ

   

   ไม่มีความสุขก็ต้องกินของหวานสักหน่อยสิ!

   

   แม่เฒ่าฉินร้องอุทานเบาๆ รับมาแล้วก็ซ่อนไว้ข้างหลังทันที

   

   ‘หลานรักของย่า ยังมีคนอยู่ที่นี่นะ’

   

   แม่เฒ่าฉินไม่สนใจความเศร้าอีกต่อไป นางหันไปมองสวี่ซิ่วอิง แล้วเห็นว่าสวี่ซิ่วอิงก็มองนางอยู่เช่นกัน

   

   “ท่านแม่ ท่านไม่ต้องซ่อนหรอกเจ้าค่ะ ลูกที่ข้าคลอดมาเอง นางเป็นอย่างไรข้าจะไม่รู้หรือ แต่ไม่ว่าเล่อเหนียงจะเป็นอย่างไร นางก็เป็นเพียงลูกสาวของข้า สวี่ซิ่วอิงเท่านั้น!”

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้าไม่พูดอะไร แล้วอุ้มหลานสาวขึ้นมาหอมแรงๆหนึ่งที

   

   ลูกสะใภ้สี่ของนางนั้นมีความคิดละเอียดอ่อน นางก็ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังซิ่วอิงไปตลอดหรอก

   

   ฉินเยาเยาดีใจ ท่านย่าดูมีความสุขขึ้นเล็กน้อย นางได้ผู้สมรู้เพิ่มอีกคน ต่อไปนางจะนำของออกมาได้สะดวกขึ้น

   

   ฉินเยาเยาหยิบผิงกั่วลูกใหญ่ออกมาจากพื้นที่มิติให้สวี่ซิ่วอิง ดูคล้ายค่าปิดปากทีเดียว

   

   แม่เฒ่าฉินก็ไม่อยากทำให้หลานสาวผิดหวัง จึงค่อยๆหยิบเค้กขึ้นมากิน

   

   สวี่ซิ่วอิงก็เข้าไปกินกับแม่เฒ่าฉินด้วย

   

   ฉินเยาเยาเห็นท่าทางของท่านย่าและท่านแม่ ก็หัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข

   

   ในตอนนั้นเอง เสียงร้องโหยหวนก็ดังขึ้นมา…



 บทที่ 54: ใบหน้าที่แท้จริงของเฝิงเสี่ยวฮวา


   

   เช้าวันรุ่งขึ้น ศาลบรรพชนของหมู่บ้านฉินเต็มไปด้วยผู้คนที่มาชุมนุมกัน

   

   พวกเขาต่างได้ยินเรื่องราวของเมื่อคืนมากบ้างน้อยบ้าง นอกจากญาติสนิทมิตรสหายที่รู้สึกโกรธแค้นแล้ว ส่วนใหญ่ก็มาเพื่อดูเรื่องสนุก

   

   ตอนนี้เข้าฤดูหนาวแล้ว ในไร่นาแทบไม่มีงานอะไรให้ทำ ผู้คนว่างงานก็อยากมารวมตัวกันดูเรื่องสนุก

   

   ฟ้ายังไม่ทันสาง ด้านนอกศาลบรรพชนก็เต็มไปด้วยผู้คนแล้ว

   

   ทุกคนในครอบครัวฉินต่างนอนไม่หลับ แน่นอนยกเว้นฉินเยาเยา

   

   แม่เฒ่าฉินเปิดประตูห้องก็เห็นเฝิงเสี่ยวฮวาคุกเข่าอยู่หน้าประตูอย่างเก้ๆกังๆ ใบหน้าช้ำบวม

   

   “ท่านแม่...”

   

   เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินออกมา นางก็เรียกอย่างหวาดหวั่น

   

   แม่เฒ่าฉินไม่สนใจนาง เดินตรงไปที่ครัวเพื่อเตรียมต้มโจ๊ก

   

   เมื่อมาถึงครัว กลับพบว่าสือไห่ถังได้ทำอาหารเช้าเสร็จแล้ว ครั้นมองเห็นรอยคล้ำใต้ตาของนาง ก็รู้ว่าเมื่อคืนนางก็นอนไม่หลับเช่นกัน

   

   “ท่านแม่ อาหารเช้าเสร็จแล้ว ท่านรออยู่ข้างนอกก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะยกออกไปให้”

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า หยิบชามผักดองที่อยู่บนเตาแล้วเดินออกไป

   

   ในบรรดาลูกสะใภ้ นางติดค้างสะใภ้สามและสะใภ้สี่ แต่ไม่ได้ติดค้างสะใภ้รองเลย

   

   ไม่นานคนอื่นๆก็ตื่นกันหมด พวกเขาเห็นเฝิงเสี่ยวฮวาคุกเข่าอยู่กลางบ้าน ต่างก็ทำเป็นมองไม่เห็น

   

   แม่เฒ่าฉินเงยหน้ามองเฝิงเสี่ยวฮวาที่คุกเข่าสั่นเทาอยู่บนพื้น ก็ถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า

   

   “เหล่าเอ้อร์ เรียกนางมากินข้าวเถอะ”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ไม่ขยับเขยื้อน “ท่านแม่จะไปสนใจนางทำไมขอรับ ปล่อยให้นางคุกเข่าอยู่อย่างนั้นแหละ”

   

   “ให้นางมากินเถิด กินให้อิ่มแล้วค่อยว่ากัน เรื่องที่เหลือจะจัดการอย่างไรก็ว่าไป”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์เดินเข้าไปฉุดนางขึ้นมา พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ท่านแม่ให้เจ้าไปกินข้าว”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาแทบจะร้องไห้ออกมา นางไม่คิดว่าท่านแม่จะยังนึกถึงนาง

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูสภาพของเฝิงเสี่ยวฮวาที่หน้าตาบวมช้ำ ก็อดถอนหายใจไม่ได้

   

   นิสัยของลูกชายคนรองอ่อนโยนที่สุด ปกติแล้วไม่เคยลงมือ แม้แต่พูดเสียงดังก็แทบไม่มี มีแต่ตอนหนีภัยแล้งที่โมโหจนตบหน้าเฝิงเสี่ยวฮวาไปสองที

   

   เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เขาก็แค่ทำหน้าเย็นชาใส่สองเดือนโดยไม่เคยลงมือ จะเห็นได้ว่าคราวนี้ลูกชายคนรองลงมือจริงจังแล้ว

   

   “พี่ชุนหลาน กินข้าวเช้าแล้วหรือยังขอรับ”

   

   เสียงของฉินฟู่หลินดังมาจากนอกประตู เหล่าเอ้อร์จึงรีบไปเปิดประตู

   

   “ฟู่หลิน ตอนนี้แม้จะไม่หนาวมาก แต่ช่วงเช้าอากาศก็เย็นจัด เหตุใดเจ้าจึงมาแต่เช้าและแต่งตัวบางเบาเช่นนี้”

   

   แม่เฒ่าฉินเริ่มบ่นทันที

   

   “พี่ชุนหลาน สองคนนั้นจะจัดการอย่างไร”

   

   “ต้องส่งไปให้ทางการหรือไม่ หากจะส่งไปให้ทางการ ข้าจะให้มัดพวกเขาไว้หน้าที่ศาลาว่าการเลย”

   

   “ไม่ได้! ห้ามส่งไปให้ทางการ!”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาตะโกนด้วยความร้อนรน

   

   “ท่านแม่ ข้าขอร้อง อย่าส่งไปให้ทางการเลยเจ้าค่ะ พวกเขาเป็นพ่อและน้องชายของข้า เป็นตาและเป็นน้าของลิ่งอวี่กับลิ่งเฟิงนะเจ้าคะ”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาคุกเข่าลงกับพื้น กอดขาของแม่เฒ่าฉินพลางร้องขอ

   

   “เจ้าวางใจได้ ข้าไม่ส่งไปให้ทางการหรอก ข้าจะเชือดเฉือนพวกมันเอง!”

   

   แม่เฒ่าฉินพูดจบก็หมุนตัวเข้าไปในครัว แล้วเดินออกมาพร้อมมีดทำครัวเล่มหนึ่งในมือ

   

   การกระทำของแม่เฒ่าฉินทำให้เฝิงเสี่ยวฮวาตกใจกลัว นางไม่สนใจสภาพอันน่าสมเพชในตอนนี้ ลุกขึ้นวิ่งตามแม่สามีไป

   

   คนอื่นๆจึงวิ่งตามไปด้วย

   

   สวี่ซิ่วอิงอยู่บ้านดูแลฉินเยาเยา นางไม่อยากพาลูกสาวไปด้วย นางรู้ดีว่าต่อจากนี้จะต้องมีเลือดตกยางออกเป็นแน่ นางไม่อยากให้ลูกสาวตกใจ

   

   แต่ฉินเยาเยาไม่ยอม นางชี้นิ้วไปข้างนอกตลอดเวลา ตัวก็เอนไปทางประตู บอกชัดเจนว่านางต้องการไป

   

   “เล่อเหนียง เราไม่ไปได้หรือไม่”

   

   “แอ้!”

   

   ฉินเยาเยายังคงดื้อดึงชี้ไปที่ประตู เห็นแม่ไม่ยอมนางก็เบะปาก น้ำตาคลอเบ้าทันที

   

   สวี่ซิ่วอิงเห็นลูกสาวเป็นเช่นนี้ก็รู้สึกสงสาร ไม่สนใจว่าจะทำให้ลูกตกใจหรือไม่ นางหยิบผ้าห่อมาห่อตัวลูก แล้วห่อทับด้วยผ้าห่อผืนใหญ่อีกชั้น

   

   จากนั้นสวี่ซิ่วอิงก็อุ้มลูกสาวเดินไปยังศาลบรรพชน

   

   เมื่อพวกนางมาถึง ด้านในก็วุ่นวายไปหมดแล้ว เหล่าเอ้อร์กับเหล่าซานกำลังจับแขนของแม่เฒ่าฉินไว้แน่น

   

   บรรดาป้าๆก็กำลังขวางแม่เฒ่าฉินอยู่

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาคุกเข่าอยู่บนพื้น กอดเฝิงหนิวกับเฝิงต้าจวินไว้แน่น

   

   นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

   

   นางพลาดอะไรไปงั้นหรือ

   

   “ไม่นึกเลยว่าสะใภ้รองของตระกูลฉินจะเป็นคนไม่รู้จักยางอายถึงเพียงนี้ ถึงกับกล้าเอ่ยปากขอให้แม่สามีชดใช้ค่ารักษาให้บิดาของนางถึงห้าสิบตำลึง!”

   

   “ใช่แล้ว ตั้งแต่ครอบครัวของพวกเขาย้ายมาอยู่ที่นี่ ก็แทบไม่เคยเห็นสะใภ้รองออกมาจากบ้านเลย แต่เดิมคิดว่าเป็นคนซื่อๆ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นคนไม่รู้จักยางอายเช่นนี้”

   

   “เมื่อครู่ข้าเห็นสภาพของเฝิงเสี่ยวฮวาที่หน้าตาบวมช้ำไปหมด ในใจก็แอบด่าว่าตระกูลฉินลงมือหนักเกินไป แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าถึงจะตีให้ตายก็ไม่เกินไป”

   

   เมื่อได้ยินเรื่องราวจากชาวบ้าน ฉินเยาเยารู้สึกโกรธมาก

   

   “แอ้!”

   

   ฉินเยาเยาชี้ไปข้างในพลางร้องขึ้นมา

   

   ไม่ทันที่ฉินเยาเยาจะร้องเรียก สวี่ซิ่วอิงก็อุ้มนางเบียดเข้าไปแล้ว

   

   อย่ามีใครมาขวางนางเลย นางจะไปจัดการกับสะใภ้รองผู้ไร้ยางอายคนนี้

   

   “เจ้ามาทำอะไรที่นี่ พาเล่อเหนียงกลับไป อย่าทำให้นางตกใจ”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นสวี่ซิ่วอิงอุ้มเล่อเหนียงเบียดเข้ามา ก็ว่าออกมาทันที

   

   “ท่านแม่ ข้า...”

   

   ไม่ทันที่สวี่ซิ่วอิงจะได้อธิบาย ฉินเยาเยาก็เบ้ปากพ่นน้ำลายใส่เฝิงเสี่ยวฮวา

   

   นางโมโหจะตายอยู่แล้ว!

   

   แม้ตอนนี้นางจะลงไม้ลงมือไม่ได้ แต่นางจะพ่นน้ำลายใส่ป้าสะใภ้รองผู้ไร้ยางอายคนนี้ให้ท่วมตายไปเลย

   

   นางพ่นน้ำลายออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่การโจมตีด้วยน้ำลายไม่ได้ผล มีเพียงคางอวบอูมที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำลาย

   

   ภาพนี้ทำให้ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ หัวเราะลั่น

   

   แม่เฒ่าฉินสะใจจนอุ้มนางเข้ามากอดแน่นและจูบแก้มอย่างรักใคร่

   

   เล่อเหนียงคือดวงใจน้อยๆของนาง

   

   “เฝิงเสี่ยวฮวา เงินทองข้าไม่มีให้หรอก แต่หนังสือหย่านั้นมีอยู่หนึ่งฉบับ เอาหนังสือหย่านี้ไปแล้วพาคนเลวพวกนั้นไปให้พ้นหูพ้นตาข้าเสีย!”

   

   แม่เฒ่าฉินโยนหนังสือหย่าที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้ลงตรงหน้าเฝิงเสี่ยวฮวา

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาตกตะลึง นางยอมรับผิดแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดยังไม่ยอมปล่อยนางไป

   

   นางแค่ขอให้แม่เฒ่าฉินชดใช้ค่ารักษาให้บิดาของนางห้าสิบตำลึงเท่านั้น มันมากเกินไปหรือ

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาหยิบหนังสือหย่าขึ้นมาฉีกเป็นชิ้นๆด้วยความโกรธ แล้วตะโกนว่า “ข้าให้กำเนิดหลานชายสองคนให้ตระกูลฉิน ถึงไม่มีความดีความชอบก็ยังมีความเหนื่อยยาก ตอนนี้พวกท่านกลับจะขับไล่ข้าออกจากบ้านเพียงเพราะหนังเสือผืนเดียว ข้าบอกพวกท่านเลยว่าไม่มีทาง เว้นแต่จะให้เงินข้าหนึ่งร้อยตำลึง มิเช่นนั้นข้าจะไม่มีวันไปแม้ต้องตายก็ตาม”

   

   แม่เฒ่าฉินผิดหวังในตัวเฝิงเสี่ยวฮวามาก นางให้โอกาสเฝิงเสี่ยวฮวามาหลายครั้งแล้ว แม้กระทั่งหนังสือหย่าที่โยนลงพื้นก็เป็นของปลอม นางคิดว่าหากเฝิงเสี่ยวฮวายอมคุกเข่าขอโทษ นางก็จะให้โอกาสอีกครั้ง ถึงอย่างไรเฝิงเสี่ยวฮวาก็เป็นมารดาของลิ่งอวี่กับลิ่งเฟิง

   

   แม่เฒ่าฉินมีสีหน้าเย็นชาแล้วเอ่ยว่า “ไม่ต้องพูดอีกแล้ว เงินทองข้าไม่มี แต่ข้ายังมีหนังสือหย่าอีกฉบับหนึ่ง”

   

   “ไม่มีเงินงั้นหรือ”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาเอ่ยเสียงแหลม “เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ โสมนั่นขายได้ตั้งหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง!”



 บทที่ 55: ข้าไม่ได้ทำการกุศล


   

   “หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง?!”

   

   เมื่อเฝิงเสี่ยวฮวาเอ่ยจบ เสียงหายใจเฮือกดังขึ้นรอบข้าง

   

   “หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงเชียวนะ! นั่นมันเงินมากมายเพียงใดกัน”

   

   “หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง ข้าใช้ทั้งชีวิตก็คงใช้ไม่หมด”

   

   “ไม่นึกเลยว่าตระกูลฉินจะมีเงินถึงหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง!”

   

   ชาวบ้านมองไปทางครอบครัวของแม่เฒ่าฉินด้วยสายตาเป็นประกาย

   

   “นี่คือจุดประสงค์ของเจ้าสินะ” แม่เฒ่าฉินถามด้วยความโกรธที่พยายามกลั้นไว้

   

   โชคดีที่พวกเราระวังตัวไว้ก่อน ให้หลี่อันประกาศว่าโสมของพวกเขาขายได้แค่หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง

   

   “โสมเป็นของลูกชายข้าก็คือของข้าด้วย พวกท่านจะเอาไปด้วยเหตุผลอันใด”

   

   “นั่นสิ ของหลานชายข้า พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมายึดครอง”

   

   เมื่อได้ยินคำพูดไร้ยางอายของเฝิงเสี่ยวฮวาและเฝิงหนิว คนในตระกูลฉินต่างก็โกรธเคืองยิ่งนัก

   

   พวกเขาเคยคิดว่าเฝิงเสี่ยวฮวาสำนึกผิดแล้วจริงๆ ไม่คิดว่านางจะแอบซ่อนไพ่ใบสุดท้ายไว้

   

   “เช่นนั้นตั้งแต่อยู่ในอำเภอจี้โจว พวกเจ้าก็วางแผนไว้แล้วสินะ ข้าว่าแล้วเชียว”

   

   “มัวพูดมากไปได้ เอาเงินของหลานชายข้าคืนมา!” เฝิงหนิวเอ่ยอย่างดุร้าย

   

   แต่เดิมคิดจะเอาของจากตระกูลฉินไปก่อน แล้วค่อยมาเรียกเงินทีหลัง ใครจะรู้ว่าจะถูกพวกเขาจับได้เสียก่อน

   

   พวกเขาไม่เพียงแต่จะเอาเงินค่าโสมคืนมา ยังจะให้ชดใช้ค่ารักษาด้วย

   

   “หึ หลานชายของเจ้างั้นหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินถูกทำให้โกรธจนหัวเราะออกมา น้ำเสียงของนางยิ่งน่ากลัวมากขึ้น

   

   “ตอนนั้นเจ้าเอาเงินค่ายาหนีไป เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่านั่นคือหลานชายของเจ้า”

   

   “รู้บ้างหรือไม่ว่าหลานชายของเจ้าเป็นอะไร”

   

   “ฝีดาษ!”

   

   “เจ้าเอาเงินค่ายาไปทั้งหมด ทำให้สามีของข้าต้องเข้าไปในป่าลึกจนเกิดอันตราย เป็นสามีของข้าที่แลกชีวิตตนเองเพื่อช่วยชีวิตลิ่งอวี่ เจ้ายังหน้าด้านมาบอกว่านั่นคือหลานชายของเจ้างั้นหรือ!”

   

   “แล้วก็เจ้า!”

   

   แม่เฒ่าฉินหันไปมองเฝิงเสี่ยวฮวา

   

   “เจ้าใช้ยา วางแผนปีนขึ้นเตียงลูกชายข้า สามีของข้าไม่เพียงแต่ไม่โกรธเจ้า ยังจ่ายค่าสินสอดยี่สิบตำลึงเพื่อรับเจ้าเข้าตระกูลฉินของพวกข้า”

   

   “หลังจากแต่งเข้ามา เจ้าก็กินแรงไม่ทำงาน พวกข้าก็ไม่เคยถือสา เฝิงหนิวพ่อของเจ้าเอาเงินค่ายาสมุนไพรหนีไป สามีของข้าก็ไม่ได้โทษเจ้า สุดท้ายพวกข้ากลับเลี้ยงงูเห่าไว้ในบ้าน!”

   

   เฝิงหนิวเห็นแม่เฒ่าพูดเรื่องราวออกมาหมด จึงรู้สึกละอายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

   

   “ลิ่งอวี่ก็ไม่ได้ตายนี่ สามีของเจ้าเข้าไปในป่าเอง จะมาเกี่ยวอันใดกับข้า อย่าคิดจะมาโยนความผิดให้ข้านะ”

   

   แม่เฒ่าฉินไม่อยากเถียงกับคนพวกนี้อีก นางหันไปกระซิบบางอย่างข้างหูสวี่ซิ่วอิง

   

   สวี่ซิ่วอิงพยักหน้า แล้วอุ้มฉินเยาเยาพลางเดินออกไปกับฉินเหล่าซาน

   

   ไม่นาน นางก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับฉินเหล่าซานที่ถือถุงใบหนึ่งกลับมาด้วย

   

   ฉินเหล่าซานลากโต๊ะตัวหนึ่งมา แล้วเทของในถุงออกมา

   

   ก้อนเงินสีเงินวาววับก็ปรากฏต่อหน้าพวกเขา ในชั่วขณะนั้น ความโลภและความอยากได้ก็ปรากฏขึ้นในใจทุกคน

   

   โดยเฉพาะเฝิงหนิวและเฝิงต้าจวิน ตาแดงก่ำจ้องมองกองเงินนั้น แล้วพุ่งเข้าไปหมายจะแย่งชิง แต่ถูกฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานถีบกลับไปคนละที

   

   “พี่ชุนหลาน นี่หมายความว่าอย่างไร”

   

   ฉินฟู่หลินกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แล้วถามอย่างงุนงง

   

   แม่เฒ่าฉินเปล่งเสียงดังว่า “ตระกูลฉินของข้าเลือกคนผิด เลี้ยงดูคนอกตัญญูเช่นนี้ วันนี้ข้าขอให้ทุกท่านเป็นพยานและตัดสินแทนข้าด้วย!”

   

   “เฝิงเสี่ยวฮวา ข้าจะทำตามที่เจ้าต้องการ เงินจากการขายโสมหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง เจ้าก่อเรื่องที่อำเภอจี้โจวเสียไปสามสิบตำลึง ช่วงนี้ใช้จ่ายไปสามสิบตำลึง เหลืออยู่เก้าสิบตำลึง แบ่งคนละครึ่ง คนละสี่สิบห้าตำลึง เจ้าเอาเงินกับหนังสือหย่าไปแล้วไสหัวไปซะ! ต่อไปนี้เจ้าไม่ใช่สะใภ้ตระกูลฉินอีกแล้ว และไม่ใช่แม่ของลิ่งอวี่กับลิ่งเฟิงอีกต่อไป!”

   

   แม่เฒ่าฉินพูดจบก็แบ่งเงินออกเป็นสองกอง

   

   เมื่อได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าฉิน ก็มีหญิงผู้หนึ่งที่สนิทสนมกับแม่เฒ่าฉินรีบเอ่ยเตือน

   

   “แม่เฒ่าฉิน เงินนี้ไม่ควรให้นางนะ ลิ่งอวี่ยังต้องเรียนหนังสืออยู่”

   

   “แม่เฒ่าหลานพูดถูกแล้ว สำหรับสะใภ้เช่นนี้ ก็แค่ไล่ออกจากบ้านไปเลย เหตุใดต้องเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ด้วยเล่า”

   

   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “ด้วยเหตุนี้ข้าจึงขอให้พวกท่านช่วยเป็นพยานให้ข้า เงินก้อนนี้เป็นการตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างนางกับตระกูลฉินของพวกข้า รวมถึงลิ่งอวี่กับลิ่งเฟิงด้วย ให้ถือว่ามารดาของพวกเขาตายไปแล้ว”

   

   “นับจากนี้ ตระกูลเฝิงของพวกเจ้าจะเป็นหรือตายก็ไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลฉินของพวกข้าอีกต่อไป!”

   

   “ข้าไม่ยอม พวกเขาทั้งสองเป็นลูกของข้า เงินแค่นี้จะมาไล่ข้าไปได้อย่างไร”

   

   “เจ้าไม่เอางั้นหรือ ดี งั้นข้าจะได้เก็บเงิน เหล่าเอ้อร์เอาหนังสือหย่าให้นาง แล้วไล่นางไปซะ”

   

   เฝิงหนิวกับเฝิงต้าจวินไม่สนใจความเจ็บปวดบนร่างกาย รีบเข้าไปกอบโกยเงินมาไว้

   

   “เสี่ยวฮวา เจ้าไม่ต้องไปสนใจเด็กสองคนนั่นหรอก ตอนนี้พวกเรามีเงินแล้ว พ่อจะหาคู่ที่ดีให้เจ้าใหม่ ไม่ต้องก้มหัวให้นางปีศาจแก่ผู้นี้แล้ว”

   

   เฝิงหนิวกระซิบเกลี้ยกล่อมข้างหูเฝิงเสี่ยวฮวา

   

   เงินได้มาแล้ว เขาจะไม่มีวันปล่อยไปแน่ ถึงนางไม่ยอมไป เขาก็จะลากนางไปให้ได้

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาคิดดูแล้วก็เห็นด้วย ก่อนหน้านี้พวกเขาได้หนังเสือมาผืนหนึ่งอย่างน้อยก็ขายได้ยี่สิบตำลึง รวมกับสี่สิบห้าตำลึงนี้ ก็จะมีหกสิบห้าตำลึง ซึ่งเพียงพอให้พวกเขาอยู่อย่างสุขสบายได้แล้ว

   

   ในที่สุด เฝิงเสี่ยวฮวาก็รับหนังสือหย่ามา และพยุงเฝิงหนิวกับเฝิงต้าจวินเดินออกจากหมู่บ้านไป

   

   “ท่านแม่…”

   

   ฉินลิ่งเฟิงเรียก ทว่าเฝิงเสี่ยวฮวากลับเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง แต่ฉินลิ่งเฟิงก็ยังเป็นแค่เด็ก เมื่อเห็นว่ามารดาไม่สนใจ เขาจึงร้องไห้ออกมา

   

   สือไห่ถังรีบเข้ามาหาแล้วกอดลิ่งเฟิงไว้ พลางลูบหลังเบาๆเพื่อปลอบโยน

   

   ฉินเยาเยาส่งเสียงอ้อแอ้ยื่นมือน้อยๆไปทางพี่ชาย

   

   สวี่ซิ่วอิงที่อุ้มฉินเยาเยาไว้ จึงย่อตัวลงตรงหน้าฉินลิ่งเฟิง แล้วปลอบว่า “เฟิงเอ๋อร์ เจ้าอย่าร้องไห้ ดูสิ น้องสาวสงสารเจ้าเพียงใด”

   

   ฉินลิ่งเฟิงสะอื้นไห้มองน้องสาว เขารู้ว่าการร้องไห้นั้นน่าอับอาย แต่ก็อดไม่ได้

   

   ฉินเยาเยายื่นมือน้อยออกไป แล้วตบปากเขาเบาๆ

   

   ฉินลิ่งเฟิงคิดว่าน้องสาวรังเกียจที่ใบหน้าตนเต็มไปด้วยน้ำตา น้ำมูก คิดว่านางทนดูไม่ไหวจึงตีเขา แต่แล้วในปากก็มีลูกกวาดปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน เขาจึงหยุดร้องไห้

   

   ลูกกวาดนั้นหอมหวานและนุ่มนวล ทั้งยังมีกลิ่นหอมของนม

   

   นั่นเป็นของที่น้องสาวมอบให้เขา!

   

   มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับ!

   

   น้องสาวต้องรักเขามากที่สุดเป็นแน่ คนอื่นไม่มีใครได้รับ มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น

   

   แม่เฒ่าฉินจึงถามว่า “เจ้าเคยกินขนมที่นุ่มเหมือนก้อนเมฆหรือไม่”

   

   “ไม่เคยกินใช่หรือไม่”

   

   “ข้าเคยกินแล้ว!”

   

   เขารีบปิดปากแน่น กลัวว่ากลิ่นหวานของนมจะลอยออกมา

   

   แม่เฒ่าฉินหยิบเงินส่วนที่เหลือให้ฉินเหล่าซานนำกลับบ้านไปเก็บไว้ให้ดี

   

   “ขอบคุณทุกท่านที่ต้องมาวุ่นวายกับเรื่องยุ่งยากของครอบครัวข้า พรุ่งนี้ข้าจะจัดโต๊ะไว้หน้าบ้านเพื่อขับไล่สิ่งอัปมงคล พวกท่านทั้งหลายมาช่วยข้าขจัดสิ่งอัปมงคลด้วยนะ!”

   

   เมื่อผู้คนได้ยินว่าจะมีงานเลี้ยงให้กินอีก ก็ตอบรับอย่างกระตือรือร้น

   

   แม่เฒ่าฉินส่งเงินให้ฉินฟู่หลิน “รบกวนเจ้าช่วยไปซื้อหมูตัวหนึ่งกลับมาให้ข้าด้วย”

   

   ฉินฟู่หลินมองนางแวบหนึ่งคล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยปาก เพียงแต่รับเงินไปอย่างเงียบๆ

   

   ลูกพี่ลูกน้องร่วมสกุลผู้นี้ของเขาเป็นคนเข้มแข็งมาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังไม่ยอมให้มีข้อบกพร่องแม้แต่น้อย

   

   “พี่ชุนหลาน จะปล่อยพวกเขาไปง่ายๆเช่นนี้หรือ”

   

   หญิงผู้หนึ่งถามอย่างไม่เข้าใจ

   

   แม่เฒ่าฉินยิ้มออกมา “หึ! ข้าไม่ใช่คนทำการกุศลเสียหน่อย!”



บทที่ 56: เข้าเมือง 


    

   เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงร้องโหยหวนของหมูดังขึ้นอีกครั้งที่หน้าประตูบ้านแม่เฒ่าฉิน ผู้คนที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ก็พากันมุ่งหน้าไปยังบ้านแม่เฒ่าฉิน

    

   ระหว่างทาง พวกเขาพบกับชาวบ้านที่เดินทางมาด้วยกัน ต่างสบตากันอย่างเข้าใจ แล้วพากันมุ่งหน้าไปพร้อมกัน

    

   เมื่อวานนี้ แม่เฒ่าฉินบอกว่าจะจัดงานเลี้ยง พวกเขาก็คิดว่าเป็นเพียงคำพูดที่เกิดจากความโมโห

    

   เพราะไม่มีใครจัดงานเลี้ยงฉลองเมื่อหย่าขาดกับลูกสะใภ้

    

   แต่ครั้งนี้ไม่รู้ว่าแม่เฒ่าฉินดีใจจริงๆ หรือแกล้งทำเพื่อประชดประชัน อาหารวันนี้ดูจะหรูหรากว่างานเลี้ยงฉลองครบเดือนของหลานสาวเสียอีก

    

   อาหารจานหลักมีหมูตุ๋นน้ำแดง ไก่นึ่งหั่นเป็นชิ้น และซุปกระดูกหมูตุ๋นหัวไชเท้า


   มีผัดผักรวม แผ่นแป้งทอดไส้ผัก และข้าวสวยหุงหม้อใหญ่

    

   แม่เฒ่าฉินยังซื้อสุรามาอีกหลายไห 

    

   คนที่รู้ว่าตระกูลฉินหย่าขาดกับลูกสะใภ้ก็ยังงง ส่วนคนที่ไม่รู้คงคิดว่าตระกูลฉินกำลังจัดงานแต่งงานเสียอีก

    

   แม้อาหารจะมีมากมาย แต่ผู้มาเยือนกลับกินไม่ค่อยอร่อย พวกเขาไม่กล้าพูดมาก กลัวว่าจะพูดผิดและทำให้เจ้าของบ้านไม่พอใจ จึงรีบกินเสร็จแล้วกลับไป

    

   ฉินลิ่งเฟิงหลบอยู่ในห้องทั้งวัน ไม่ยอมออกมาไม่ว่าใครจะเรียก

    

   เขาเข้าใจทุกอย่างแล้ว เขารู้ว่ามารดาของเขาไม่ต้องการเขาอีกต่อไป

    

   และไม่ต้องการพี่ลิ่งอวี่กับบิดาด้วย

    

   เขาควรจะเกลียดนาง

    

   แต่ทำไมยังรู้สึกเศร้าเหลือเกิน

    

   เขาไม่ควรจะเศร้าเลย

    

   อีกด้านหนึ่ง ฉินเหล่าเอ้อร์ผู้ไม่เคยดื่มสุราก็หิ้วไหสุราเข้าไปในห้องโถง

    

   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยายืนอยู่หน้าประตู นางเห็นสือไห่ถังและหลานชายคนอื่นๆ ยืนอยู่หน้าห้องลิ่งเฟิงเช่นกัน

    

   เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้จากด้านใน สือไห่ถังและเด็กๆก็คิดจะผลักประตูเข้าไป แต่ถูกแม่เฒ่าฉินห้ามเอาไว้

    

   “ปล่อยให้เฟิงเอ๋อร์อยู่ตามลำพังเถิด เขาจะคิดได้เอง”

    

   “แต่ว่าเฟิงเอ๋อร์ยังเด็กอยู่นะเจ้าคะ...” สือไห่ถังกล่าวด้วยความเป็นห่วง


   เฝิงเสี่ยวฮวาเป็นแม่ที่ไร้ความรับผิดชอบ ตั้งแต่เฟิงเอ๋อร์เกิดมาก็เป็นสือไห่ถังที่เลี้ยงดูมาตลอด นางมองเฟิงเอ๋อร์เหมือนลูกชายของตนเอง

    

   “เฟิงเอ๋อร์ไม่เด็กแล้ว บางเรื่องเขาก็คิดเองได้”

    

   …....

   

   หลายวันติดต่อกัน ฉินเหล่าเอ้อร์กับฉินลิ่งเฟิงสองพ่อลูกต่างหงอยเหงาเศร้าซึม จนแม่เฒ่าฉินทนดูไม่ไหว วันรุ่งขึ้นจึงเรียกทุกคนมาแบ่งงานกัน

    

   “ซิ่วอิงกับไห่ถังพาเด็กๆไปเดินเล่นบนเขาสักหน่อย ดูว่ามีผักป่าอะไรบ้างหรือไม่ เก็บมาตากแห้งแล้วดองเค็มไว้ ผักดองในบ้านเราถูกเฝิงหนิวขนเอาไปเกือบหมดแล้ว อากาศก็เริ่มเย็นลงแล้วจะไม่มีผักดองกินไม่ได้”

    

   “ส่วนเหล่าเอ้อร์กับเหล่าซานตามข้าเข้าเมือง ใกล้จะถึงฤดูหนาวแล้ว ข้าวของในบ้านก็เหลือน้อยแล้ว พวกเด็กๆก็ต้องมีเสื้อผ้าใส่ด้วย เตรียมรถม้าไว้ สิ่งใดที่ต้องซื้อก็ซื้อเสียเลย”

    

   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาขึ้นรถม้า และออกเดินทางเข้าเมือง พวกเขาตัดสินใจไปซื้อข้าวก่อน ปีนี้พวกเขาไม่ได้ทำนาจึงไม่มีข้าวให้เก็บเกี่ยว จัดงานเลี้ยงไปหลายครั้ง ข้าวในบ้านก็หมดเกลี้ยงแล้ว มีปากที่ต้องป้อนอีกสิบกว่าปาก ไม่มีข้าวไม่ได้เด็ดขาด

    

   ลูกจ้างร้านขายธัญพืชเห็นครอบครัวแม่เฒ่าฉินเดินเข้ามา จึงต้อนรับอย่างกระตือรือร้น

    

   “นายท่านต้องการข้าวชนิดใดขอรับ?”

    

   “ตอนนี้ข้าวใหม่ข้าวเก่าราคาเท่าใดหรือ?” แม่เฒ่าฉินถาม

    

   แม้ว่าครอบครัวแม่เฒ่าฉินจะแต่งตัวเรียบง่าย แต่เขาก็ไม่ได้ดูถูกพวกเขา กลับแนะนำอย่างสุภาพ

    

   “ตอนนี้ข้าวใหม่ราคาสิบสามตำลึง ข้าวเก่าแปดตำลึง แต่ตอนนี้ข้าวเก่าเหลือไม่มากแล้วขอรับ”

    

   “แป้งหยาบห้าตำลึง แป้งข้าวเจ้าแพงหน่อย สิบสองตำลึงขอรับ”

    

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า ตอนนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยว ทุกบ้านมีธัญพืชเหลือเฟือ ราคาธัญพืชจึงไม่แพงนัก

    

   “งั้นเอาข้าวใหม่มาห้าพันชั่ง แป้งข้าวเจ้าสองร้อยชั่ง”

    

   ลูกจ้างคนนั้นตกตะลึง เอ่ยปากอย่างไม่อยากเชื่อ “นายท่าน ขอรับ ท่านแน่ใจหรือว่าจะเอามากขนาดนี้?”

    

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า “แน่นอน พวกเจ้าส่งของถึงบ้านได้หรือไม่?”

    

   ลูกจ้างดีใจมาก รีบกล่าวว่า “ได้ขอรับ นายท่านโปรดบอกที่อยู่บ้านแก่ข้า เดี๋ยวข้าจะกลับไปบอกเถ้าแก่ร้านแล้วส่งของไปให้ท่านขอรับ”

    

   แม่เฒ่าฉินจึงบอกที่อยู่บ้านแก่เขา แล้วหยิบเงินออกมา

    

   “ตอนนี้ข้าไม่ได้พกเงินสดมามาก ขอจ่ายเป็นเงินมัดจำก่อน พอส่งของถึงบ้านค่อยจ่ายที่เหลือได้หรือไม่?”

    

   ลูกจ้างรีบรับเงินมัดจำไป “ได้ขอรับ”

    

   ลูกจ้างส่งแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆออกจากร้านอย่างสุภาพ มองดูเงาหลังของพวกเขาแล้วอดคิดในใจไม่ได้ ‘ดูแต่งตัวธรรมดา แต่กลับเป็นคนรวย’

    

   หลังจากนั้นแม่เฒ่าฉินก็ไปที่ร้านผ้า

    

   เด็กๆในบ้านโตเร็วมาก ปีที่แล้วเพิ่งตัดชุดให้ ตอนนี้ข้อเท้าโผล่ออกมาแล้ว

    

   ลูกสะใภ้สองคนก็ใส่เสื้อผ้าเก่าๆที่คนอื่นไม่ต้องการ เต็มไปด้วยรอยปะรอยเย็บ ใกล้เทศกาลฤดูใบไม้ผลิแล้ว ต้องหาชุดใหม่ให้พวกนางด้วย

    

   ส่วนหลานสาวสุดที่รักของนาง ก็ต้องแต่งตัวให้สวยงามด้วยเช่นกัน


   “แม่เฒ่าท่านนี้ และบรรดาสตรีทั้งหลาย พวกท่านลองดูผ้าที่ชื่นชอบดูสิเจ้าคะ” 

    

   เถ้าแก่ร้านเดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม

    

   เถ้าแก่ร้านผู้นี้แซ่ไหล เป็นแซ่ที่พบเห็นได้ยาก รูปร่างขาวอวบอ้วน ท่าทางใจดี อีกทั้งยังชอบทำบุญสุนทาน เป็นผู้ใจบุญที่มีชื่อเสียงไปทั่วละแวกใกล้เคียง ผู้คนจึงขนานนามว่าโพธิสัตว์ไหล

    

   แม่เฒ่าฉินมองดูแล้วกล่าวว่า “ต้องการผ้าหยาบห้าพับ ผ้าเนื้อดีหนึ่งพับ”

    

   เมื่อเถ้าแก่ไหลได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น “ได้เจ้าค่ะ ข้าจะจัดห่อให้เอง”

    

   แม่เฒ่าฉินมองดูอีกครั้ง ชี้ไปที่ผ้าหยาบสีฟ้าอ่อนผืนหนึ่ง “ข้าซื้อผืนนั้นด้วย”

    

   เถ้าแก่ไหลรีบห่อผ้าผืนนั้นไว้ทันที แล้วยังหยิบผ้าละเอียดสีแดงออกมาพูดว่า “ผ้าผืนนี้เป็นผ้าที่ช่างเย็บในเรือนหลังตัดเสียหาย ทำเป็นชุดผู้ใหญ่ไม่ได้แล้ว แต่ยังพอเอาไปทำเป็นเสื้อผ้าสองตัวให้หลานสาวของท่านได้ ข้าขอมอบให้พวกท่านไปด้วยเลย”

    

   แม่เฒ่าฉินรีบกล่าวขอบคุณ แล้วหยิบเงินออกมาให้

    

   เถ้าแก่ไหลหยิบตาชั่งเงินออกมาชั่ง แล้วหยิบกรรไกรออกมาตัดเงินออกมาก้อนหนึ่ง จากนั้นก็ชั่งอีกครั้ง เมื่อน้ำหนักถูกต้องแล้ว จึงส่งผ้าและเงินให้แก่แม่เฒ่าฉินพร้อมกัน

    

   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาเดินช้าๆ เมื่อเห็นอะไรที่แปลกใหม่และสนุกสนานก็ซื้อให้

    

   หลิวซิ่วเถาเห็นแม่เฒ่าฉินใช้เงินเช่นนั้น ก็รู้สึกเข็ดฟันขึ้นมา

    

   ท่านป้าใช้เงินเช่นนี้ เงินคงหมดในไม่ช้าแน่ นางไม่กล้าทำเช่นนั้นหรอก นางอยากจะผ่าเงินหนึ่งก้อนออกเป็นสองส่วนเสียด้วยซ้ำ บางทีอาจเป็นเพราะท่านป้าโกรธตระกูลเฝิงจนเสียสติไปแล้ว


   แม่เฒ่าฉินเดินเรื่อยมาจนถึงหน้าร้านทอง นางยืนสำรวจอยู่หน้าประตูสักครู่ แล้วก้าวเท้าเข้าไปข้างใน

    

   เรื่องนี้ทำให้หลิวซิ่วเถาตกใจมาก ท่านป้าคงจะโกรธตระกูลเฝิงจริงๆสินะ?

    

   ถึงกับกล้าเข้าร้านทองเชียวหรือ!

    

   หลิวซิ่วเถาค่อยๆดึงเสื้อฉินเฉิงอันเบาๆ หวังจะให้สามีเตือนท่านป้าสักหน่อย

    

   แต่ฉินเฉิงอันไม่ได้สังเกตเห็นความหมายของนาง เขาโยกผ้าในมือไปมาแล้วเดินตามแม่เฒ่าฉินเข้าไป

    

   ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานก็มีสีหน้างุนงงเช่นกัน

    

   ท่านแม่ของพวกเขาเข้าไปในร้านทองทำไมกัน หรือว่าจะซื้อกำไลเงินเป็นของขวัญวันเกิดให้เล่อเหนียง?

    

   “เถ้าแก่ โปรดนำกำไลเงินทั้งหมดในร้านของท่านออกมาให้ข้าดูเสียหน่อย” 



บทที่ 57: ต่อไปนี้ข้าคือแม่สามีของเจ้า 

    


   เดิมทีเถ้าแก่ร้านไม่อยากสนใจพวกเขา เห็นพวกเขาแต่งตัวเรียบง่ายก็รู้ว่าเป็นชาวนา คนพวกนี้เขาเห็นมามากแล้ว รู้ว่าไม่มีทางควักเงินซื้อแน่ แค่มาดูเล่นเท่านั้น

    

   แต่เถ้าแก่ร้านเห็นว่าพวกเขามากันหลายคน หากไม่เอาใจพวกเขาแล้วพวกเขามาทุบทำลายข้าวของจะทำอย่างไร ตนเองก็สู้พวกเขาไม่ได้ จึงหยิบกำไลทั้งหมดออกมา

    

   แม่เฒ่าฉินรับกำไลมา แล้วแกว่งให้หลานสาวดูทีละอัน

    

   ฉินเยาเยาตอนแรกไม่เข้าใจความหมายของท่านย่า แต่ต่อมาก็เข้าใจ

    

   ท่านย่ากำลังให้นางเลือกกำไล

    

   ดังนั้นนางจึงซบไหล่แม่เฒ่าฉิน ดูกำไลแต่ละอันอย่างละเอียด


   ฉินเยาเยาชี้ไปที่กำไลดอกบัวสามวงพลางร้องขึ้น 

    

   แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวเลือกแล้ว ก็ไม่ดูแบบอื่นอีก บอกให้เถ้าแก่ร้านห่อเลย

    

   กำไลสามวงนั้นใช้เงินไปสิบกว่าตำลึง

    

   เมื่อเห็นเช่นนั้น หลิวซิ่วเถายิ่งเข็ดฟัน

    

   ดวงตะวันค่อยๆลับขอบฟ้า แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆก็เดินทางกลับ

    

   ขณะผ่านแผงขายเนื้อหมู นางบอกให้ฉินเหล่าเอ้อร์หยุด แล้วลงไป

    

   “นายท่าน ต้องการเนื้ออะไรบ้างขอรับ?”

    

   เมื่อเห็นมีคนเดินมา คนขายเนื้อก็รีบลุกขึ้นยืนทันที มือซ้ายถือหินลับมีด มือขวาถือมีด แล้วลับมีดสองสามที

   ด้วยใบหน้าที่ดุดันของเขา หากผู้ใดไม่รู้จักคงคิดว่าเขาเป็นโจรปล้นชิง ไม่ใช่คนขายเนื้อเป็นแน่

    

   “ขอเนื้อหมูสองชั่งก่อน แล้วพรุ่งนี้ช่วยเก็บมันหมูไว้ให้ข้าด้วย ต้องเป็นมันหมูหนาสองนิ้วนะ”

    

   “ได้ขอรับ พรุ่งนี้ข้าจะเก็บไว้ให้”

    

   คนขายเนื้อใช้ใบไม้ห่อเนื้อสองชั่งอย่างคล่องแคล่ว แล้ววางลงในตะกร้าหลังของฉินเฉิงอัน

    

   เขาหยิบกระดูกชิ้นใหญ่ออกมาอีกสองสามชิ้น แล้วใส่ลงไปด้วยกัน “นายท่าน เอากระดูกพวกนี้กลับไปต้มน้ำซุปเถิดขอรับ รสชาติหอมยิ่งนัก”

    

   “โอ้! ข้าจะรับไปได้อย่างไร เจ้าเก็บไว้เถิด” แม่เฒ่าฉินโบกมือปฏิเสธ

    

   “เอากลับไปเถิดขอรับ ต้มน้ำซุปอร่อยยิ่งนัก ของพวกนี้บ้านข้ากินจนเบื่อแล้ว”


   แม่เฒ่าฉินจึงไม่ปฏิเสธอีก กล่าวขอบคุณแล้วจากไป

    

   เสียงฝีเท้าม้าที่ทางเข้าหมู่บ้านดึงดูดสายตาของกลุ่มหญิงปากมากที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้

    

   “พวกท่านไปซื้อของที่เมืองกันมาหรือ? ของมากมายขนาดนี้ คงใช้เงินไม่น้อยเลยสินะ?”

    

   นางโกวอดใจไม่ไหว ถามออกไปตรงๆ โดยไม่สนใจว่าคำพูดของนางจะไปขัดหูใครหรือไม่

    

   แม่เฒ่าฉินรู้นิสัยของนาง จึงไม่ถือสาหาความ เพียงแต่กล่าวเรียบๆว่า

    

   “ไปซื้อข้าวมาบ้าง บ้านพวกข้าไม่ได้ทำนา ปีนี้ไม่มีผลผลิต จึงซื้อมาเก็บไว้ หากหิมะตกหนักปิดทางเขา ก็จะออกไปไหนไม่ได้”

    

   “โอ้โห ยังซื้อผ้ามาอีกด้วย ป้าฉินนี่มีฐานะร่ำรวยจริงๆ” 

    

   หญิงอีกคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงอิจฉา

    

   แม่เฒ่าฉินยิ้มบางๆ แล้วพาทุกคนกลับบ้าน

    

   “ชิ มีเงินแล้วยิ่งใหญ่นักหรือไง? ใครจะรู้ว่าเงินนั่นได้มาสะอาดหรือไม่?” 

    

   แม่เฒ่าฉินมีหูที่ดีมาแต่กำเนิด คำพูดของหญิงผู้นั้นจึงเข้าหูนางทั้งหมด แต่นางก็ไม่ได้สนใจอะไร

    

   ผู้คนก็เป็นเช่นนี้ หากเจ้ายากจนกว่าเขา เขาก็จะดูถูกเจ้า แต่หากเจ้าร่ำรวยกว่าเขา เขาก็จะยิ่งดูถูกเจ้า โดยคิดว่าเงินของเจ้าได้มาอย่างไม่สุจริต

    

   ดังนั้นคนเราควรสำรวมใจไว้บ้าง อย่าโง่เขลาไปสนิทสนมกับผู้อื่นมากเกินไป

    

   เมื่อกลับถึงบ้าน เด็กๆเห็นท่านย่ากลับมาก็ดีใจวิ่งเข้าไปกอดนาง


   ดวงตาประกายวาววับของเด็กๆมองมาที่นาง

    

   แม่เฒ่าฉินหัวเราะออกมา ใช้มือแตะที่หน้าผากของพวกเขา แล้วหยิบขนมที่ซื้อมาให้พวกเขา

    

   เมื่อเด็กๆได้รับขนมแล้วก็ไม่ได้รบเร้าท่านย่าอีก พากันไปแบ่งกินอย่างมีความสุข

    

   สวี่ซิ่วอิงเข้ามาอุ้มฉินเยาเยากลับเข้าไปในห้องแล้วแหวกเสื้อป้อนนมให้นาง

    

   ฉินเยาเยากินอย่างเอร็ดอร่อย

    

   นางหิวมาก

    

   แต่นางเป็นทารกที่รู้ความ ถึงจะหิวก็อดทนได้

    

   สวี่ซิ่วอิงมองฉินเยาเยาด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความรัก “ลูกสาวของแม่ เจ้าหิวมากใช่หรือไม่?”


   “อืม อืม”

    

   จมูกเล็กๆส่งเสียงฮึมฮัมตอบรับคำของท่านแม่

    

   ในครัว สือไห่ถังและหลิวซิ่วเถา สองคนช่วยกันลงมือทำอาหารเย็นวันนี้

    

   สือไห่ถังนำผักป่าที่เก็บมาจากภูเขามาสับละเอียด แล้วโรยเกลือลงไปเล็กน้อย

    

   แล้วนวดแป้งอีกชาม เทผักป่าลงไป แล้วทอดแผ่นแป้งผักป่าออกมาหนึ่งกระทะใหญ่

    

   จากนั้นก็ผัดไข่กับต้นหอม เป็นต้นหอมผัดไข่

    

   ต่อมา นางตักมันหมูมาเล็กน้อย ต้มซุปเห็ดน่าอร่อย

    

   และอาหารเย็นอย่างง่ายๆ ก็เสร็จเรียบร้อย

    

   หลังทานอาหารเย็นเสร็จ แม่เฒ่าฉินเรียกสะใภ้ทั้งสองและหลิวซิ่วเถาเข้าไปในห้อง แล้วหยิบกำไลเงินที่ซื้อมาวันนี้ส่งให้พวกนาง

    

   สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังรับกำไลมา พวกนางดีใจจนบอกไม่ถูก แม่สามีถึงกับซื้อกำไลเงินให้พวกนางด้วย

    

   มีเพียงหลิวซิ่วเถาที่รับกำไลเงินมาอย่างงุนงง

    

   “ท่านป้า นี่มันมีค่ามากเกินไป ข้ารับไว้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ” หลิวซิ่วเถายื่นกำไลคืนไป

    

   แม่เฒ่าฉินกลับกดมือนางไว้พลางกล่าวว่า “ซิ่วเถาเอ๋ย เจ้ารับไว้เถิด ข้าซื้อมาให้เจ้าโดยเฉพาะ เจ้ากับลูกสะใภ้สองคนของข้าก็เหมือนกัน พวกนางมีอะไร เจ้าก็ต้องมีด้วย”

    

   “แม่สามีของเจ้าไม่อยู่แล้ว ต่อไปนี้ข้าก็คือแม่สามีของเจ้า เจ้าไม่ต้องเกรงใจข้า และไม่ต้องเกรงใจใครในบ้านนี้ทั้งนั้น เจ้าก็เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลฉินเช่นกัน”

    

   “ท่านป้า...”

    

   หลิวซิ่วเถารู้สึกซาบซึ้งจนแทบจะร้องไห้ออกมา ช่วงนี้นางระมัดระวังตัวมาตลอด ช่วยทำงานบ้านทุกอย่าง เพราะกลัวว่าท่านป้าจะรังเกียจและไล่พวกนางกลับไปอยู่บ้านเก่า

    

   “เจ้าร้องไห้ทำไมกัน ดึกดื่นป่านนี้แล้ว จะตาบวมเอานะ”

    

   หลิวซิ่วเถาจึงรีบเช็ดน้ำตา ในใจตั้งปณิธานว่าจะปฏิบัติต่อท่านป้าเหมือนแม่สามีแท้ๆ ด้วยความเคารพ!

    

   จากนั้นแม่เฒ่าฉินก็หยิบผ้าส่งให้สือไห่ถังกับสวี่ซิ่วอิง

    

   “เสื้อผ้าของพวกเด็กๆในบ้านสั้นกันหมดแล้ว พวกเจ้าสองคนปรึกษากันแล้วตัดให้พวกเขาคนละสองชุดนะ ข้าแก่แล้ว ตาฝ้าฟาง ตัดเสื้อผ้าให้คนมากมายขนาดนี้ไม่ไหวแล้ว ส่วนเสื้อผ้าของเล่อเหนียงข้าจะจัดการเอง”

    

   สือไห่ถังและสวี่ซิ่วอิงหัวเราะพรืดออกมา แล้วกล่าวว่า “ท่านแม่ ข้าว่าท่านไม่ได้ตาฝ้าฟางหรอกเจ้าค่ะ ท่านแม่จะทำให้เล่อเหนียงคนเดียวมากกว่า”

    

   แม่เฒ่าฉินถูกหัวเราะและไม่ได้รู้สึกโกรธ นี่ก็เป็นความจริงอยู่แล้ว นางลำเอียงรักเล่อเหนียง หลานชายที่ไหนจะน่ารักเท่าหลานสาวได้

    

   จากนั้นนางก็ส่งผ้าสีฟ้าอ่อนผืนหนึ่งให้หลิวซิ่วเถา

    

   “นี่เป็นผ้าที่ข้าซื้อมาให้เจ้าโดยเฉพาะ เอาไปตัดชุดใหม่สักสองชุด ทุกวันนี้เจ้าสวมแต่เสื้อผ้าป่านสีเทา ดูแก่เกินวัย ไม่มีสีสันเลยสักนิด”

    

   “ส่วนผ้าหยาบผืนนี้ เอาไปตัดชุดใหม่ให้เฉิงอันกับโก่วต้านสองชุด”

    

   หลิวซิ่วเถารับผ้าไว้ น้ำตาก็ไหลออกมาอีกครั้ง นางรีบยกมือขึ้นเช็ด แต่ยิ่งเช็ดน้ำตาก็ยิ่งไหลมากขึ้น 



 บทที่ 58: สอนหมักเนื้อ


    

   เช้าวันรุ่งขึ้น เกวียนวัวสามคันบรรทุกข้าวเต็มคันค่อยๆเคลื่อนเข้าสู่หมู่บ้านฉิน สร้างความฮือฮาในทันที

    

   มีหญิงช่างซักช่างถามเข้าไปสอบถาม “นายท่าน เกวียนบรรทุกข้าวนี้จะส่งไปที่ใดหรือ?”

    

   ลูกจ้างร้านขายข้าวรีบโบกมือปฏิเสธ “ข้าไม่กล้ารับคำว่านายท่าน ข้าเป็นเพียงลูกจ้างเท่านั้น ข้าวนี้แม่เฒ่าฉินสั่งซื้อจากร้านของพวกเรา”

    

   เขาจึงถามต่อ “บ้านของแม่เฒ่าฉินอยู่ทางนี้ใช่หรือไม่?”

    

   “ใช่ๆ เดินไปข้างหน้า เห็นบ้านหลังคากระเบื้องก่ออิฐสีน้ำเงินนั่นแหละ บ้านของพวกเขาอยู่ตรงนั้น”

    

   ลูกจ้างกล่าวขอบคุณแล้วขับเกวียนต่อไปข้างหน้า 

    

   เบื้องหลังเขา หญิงปากมากหลายคนรวมตัวกันซุบซิบนินทา

    

   “ไม่นึกเลยว่าบ้านแม่เฒ่าฉินจะร่ำรวยถึงเพียงนี้ ถูกลูกสะใภ้รองแบ่งเงินไปสี่สิบห้าตำลึง ยังซื้อข้าวได้มากมายขนาดนี้”

    

   “ใช่แล้ว ดูภายนอกไม่เห็นมีอะไรโดดเด่น ไม่คิดว่าจะร่ำรวยขนาดนี้”

    

   “ข้าขอกล่าวว่า เงินของตระกูลฉินอย่างน้อยต้องมีจำนวนเท่านี้” 

    

   หญิงผู้หนึ่งที่อุ้มเด็กน้อยชู้นิ้วทั้งห้าโบกไปมา

    

   หญิงคนอื่นๆ ต่างตกใจจนสูดลมหายใจเฮือก

    

   “เจ้าหมายถึงห้าร้อยตำลึงงั้นหรือ?”

    

   “ต้องไม่น้อยกว่านั้นแน่ มิเช่นนั้นพวกเขาคงซื้อข้าวได้ไม่มากขนาดนี้ อีกทั้งเจ้าดูสิ พวกเขามาที่นี่เพียงไม่กี่เดือนก็จัดงานเลี้ยงไปแล้วสองครั้ง แต่ละครั้งก็ยิ่งใหญ่กว่าครั้งก่อน หากไม่มีเงินมากพอ ก็คงจัดงานเลี้ยงแบบนี้ไม่ได้”

    

   คนอื่นๆพยักหน้าเห็นด้วย

    

   หญิงผู้หนึ่งเปลี่ยนเรื่องพูด “น่าเสียดายที่ลูกชายของแม่เฒ่าฉินแต่งงานกันหมดแล้ว มิเช่นนั้นข้าต้องพยายามแนะนำหลานสาวของข้าให้เข้าสู่ตระกูลฉินให้ได้”

    

   “ใครว่าทั้งหมดเล่า ฉินเหล่าเอ้อร์เพิ่งหย่าภรรยา...”

    

   เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา บรรยากาศรอบข้างก็เงียบลงทันที

    

   ครู่หนึ่งผ่านไป หญิงที่อุ้มเด็กน้อยก็กระแอมเบาๆ แล้วกล่าวว่า “เอ่อ... ข้าต้องกลับไปทำอาหารน่ะ”

    

   ขณะที่พูดจบ นางก็อุ้มเด็กเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

    

   ตอนนี้บรรดาสตรีต่างมองหน้ากัน แล้วพร้อมใจกันกระแอมเบาๆ ก่อนจะหาข้ออ้างแยกย้ายกลับบ้านไป

    

   ในเวลานี้ ฉินเหล่าเอ้อร์ยังไม่รู้ตัวว่าเขาได้กลายเป็นที่หมายปองของบรรดาหญิงสาวในหมู่บ้านไปแล้ว ขณะที่กำลังเดินกลับบ้านพร้อมกับฉินเหล่าซาน หลังจากตัดฟืนบนเขา

    

   “ท่านแม่เฒ่าฉินอยู่บ้านหรือไม่?”

    

   แม่เฒ่าฉินนั่งอยู่บนเตียงกำลังเย็บปักถักร้อยไปพลางดูหลานสาวตัวน้อยที่หลับอยู่ เมื่อได้ยินเสียงเรียก นางก็วางงานเย็บปักลงแล้วไปเปิดประตู

    

   “เจ้ามาแล้วหรือ ขอบใจเจ้ามากที่ลำบากมาถึงที่นี่”

    

   ข้างนอกคือลูกจ้างจากร้านขายข้าว

    

   ลูกจ้างโบกมือ “ไม่ลำบากหรอกขอรับ นี่เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว ท่านดูสิว่าจะให้ข้าวางของพวกนี้ไว้ที่ใด?”

    

   พอดีกับที่ฉินเฉิงอันกลับมาจากข้างนอก แม่เฒ่าฉินรีบให้เขาไปเปิดโรงเก็บของ แล้วขนข้าวเข้าไปเก็บ

    

   “ท่านแม่เฒ่าฉิน ถุงแป้งขาวละเอียดครึ่งถุงนี้เป็นของแถมจากเถ้าแก่ร้าน ให้เอาไว้ทำแผ่นแป้งให้เด็กๆกิน”

    

   แม่เฒ่าฉินรีบกล่าวขอบคุณ “ต้องขอบคุณเถ้าแก่ร้านยิ่งนัก”

    

   นางหยิบเงินออกมาจ่ายค่าข้าวให้เรียบร้อย แล้วนำแอปเปิลลูกใหญ่หลายลูกจากในบ้านมามอบให้เขา

    

   ลูกจ้างร้านข้าวพยายามปฏิเสธหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายจึงจำต้องรับแอปเปิลไว้ พลางจดจำบุญคุณนี้ไว้ในใจ

    

   คนขายเนื้อก็ส่งเนื้อหมูครึ่งซีกมาให้ด้วย พร้อมกระดูกหมูหลายชิ้น

    

   แม่เฒ่าฉินจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว ยังเชื้อเชิญให้เขานั่งดื่มน้ำชาสักถ้วยด้วยความมีน้ำใจ แต่เขารีบโบกมือปฏิเสธ


   “ไม่เป็นไรขอรับ ข้ายังต้องกลับไปขายของ วันหลังถ้าข้ามีเวลาว่างจะแวะมาพูดคุยกับท่านแน่นอน”

    

   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ไม่อยากรบกวนเวลาของเขา จึงนำแอปเปิลสองลูกจากในบ้านมายัดใส่มือให้

    

   คนขายเนื้อไม่ได้ปฏิเสธ เขากล่าวขอบคุณแล้วก็จากไป

    

   แม่เฒ่าฉินเห็นว่าหลานสาวยังไม่ตื่น จึงล้างเนื้อหมูให้สะอาดแล้วเริ่มหั่นเนื้อเพื่อหมักเก็บไว้

    

   การหมักเนื้อนั้นเป็นงานใหญ่ทีเดียว

    

   ก่อนอื่นต้องหั่นเนื้อให้เป็นชิ้นยาวขนาดเท่าๆกัน แล้วนำไปแช่น้ำ เพื่อให้เลือดออกมาจากเนื้อ วิธีนี้จะช่วยกำจัดกลิ่นคาวได้

    

   ระหว่างที่แช่เนื้อในน้ำ แม่เฒ่าฉินก็ไปคั่วเกลือ

    

   ต้องคั่วเกลือให้สุกและมีกลิ่นหอม เนื้อเค็มที่ทำจะได้หอมและเก็บได้นานขึ้น

    

   หลังจากคั่วเกลือเสร็จ แม่เฒ่าฉินก็เดินไปดูหลานสาวตัวน้อยที่ห้องข้างๆ ตามความเคยชิน แต่กลับพบว่าหลานสาวตื่นแล้ว กำลังลืมตาโตดูดนิ้วอยู่

    

   “นี่หลานสาวบ้านไหนกันนะ ช่างว่าง่ายเสียจริง ตื่นแล้วก็ไม่ส่งเสียงร้องเลย”

    

   แม่เฒ่าฉินยิ้มพลางเดินเข้าไปอุ้มหลานสาว หอมแก้มหนึ่งที แล้วแกะผ้าออกให้หลานฉี่

    

   หลังจากฉินเยาเยาฉี่เสร็จ นางก็รู้สึกสบายตัวขึ้น จึงเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้

    

   “หนูน้อยบ้านไหนเนี่ยน่ารักเสียจริง” แม่เฒ่าฉินอุ้มหลานพลางเล่นด้วย

    

   “อ้า อ้า!”


   ฉินเยาเยาชี้นิ้วไปที่หน้าอกของแม่เฒ่าฉิน

    

   แม่เฒ่าฉินสะดุ้ง แล้วถามอย่างไม่อยากเชื่อว่า

    

   “เจ้าเป็นหลานสาวของบ้านใครหรือ?”

    

   ฉินเยาเยาส่งเสียงอีกครั้งพร้อมชี้นิ้วไปที่หน้าอกของแม่เฒ่าฉิน

    

   ดวงตาของแม่เฒ่าฉินแดงขึ้นทันที นางหอมฉินเยาเยาอย่างแรงแล้วอุ้มเดินออกจากห้อง

    

   “เฉิงอัน เฉิงอัน!” แม่เฒ่าฉินตะโกนเรียกเสียงดัง

    

   ฉินเฉิงอันกำลังจัดการข้าวอยู่ในโรงเก็บของ เมื่อได้ยินเสียงแม่เฒ่าฉินตะโกนเรียก เขาคิดว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น จึงรีบวิ่งมาทันที

    

   เมื่อเขาวิ่งมาถึงตรงหน้าแม่เฒ่าฉิน ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก


   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาพลางพูดว่า “เล่อเหนียง เฉิงอันคือคนไหนหรือ?”

    

   “อ้ะ!”

    

   ฉินเยาเยาชี้นิ้วไปที่เฉิงอันพลางส่งเสียง

    

   “นี่...เล่อเหนียง เจ้าจำคนได้แล้วงั้นหรือ?!” 

    

   ฉินเฉิงอันร้องออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ

    

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้าอย่างตื่นเต้น นางก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าเด็กน้อยขนาดนี้จะจำคนได้แล้ว

    

   ฉินเฉิงอันก็รู้สึกตื่นเต้นเช่นกัน เขารักหลานสาวคนนี้มาก จึงยื่นมือออกไปลูบเบาๆ “เล่อเหนียง มาให้อาอุ้มหน่อย!”

    

   ฉินเยาเยาก็ยื่นมือไปหาเขา ฉินเฉิงอันจับแขนนางแล้วอุ้มขึ้นมา


   ฉินเฉิงอันใช้เคราที่คางของเขาถูแก้มเล็กๆของนาง

    

   ฉินเยาเยากอดใบหน้าของเขาแล้วหัวเราะคิกคัก

    

   มือน้อยๆลูบไปบนแผลไฟไหม้บนใบหน้าของฉินเฉิงอัน ดวงตาของนางหม่นลงเล็กน้อย

    

   นางสามารถรักษาแผลเป็นบนใบหน้าของเขาได้ น้ำในพื้นที่มิติของนางไม่เพียงแต่เสริมสร้างร่างกาย แต่ยังช่วยกระตุ้นการฟื้นฟูผิวหนัง สำหรับแผลไฟไหม้แบบนี้ใช้เวลารักษาเพียงหนึ่งเดือนก็หายแล้ว

    

   แต่ตอนนี้นางไม่สามารถรักษาเขาได้ นางยังเป็นเพียงทารก นางไม่อยากถูกมองว่าเป็นปีศาจและถูกเผาทิ้ง

    

   ฉินเฉิงอันรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของหลานสาว คิดว่าเยาเยาตกใจกับแผลเป็นบนใบหน้าของเขา เขาจึงเบือนหน้าหนี

    

   ในใจรู้สึกเสียใจอย่างมาก เขาลืมไปได้อย่างไรว่ายังมีแผลเป็นน่าเกลียดบนใบหน้า


   ทันใดนั้นเอง เขาก็แทบจะกระโดดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นเมื่อได้รับจูบจากหลานสาว

    

   “เฉิงอัน เจ้าเอาเนื้อขึ้นมาหมักก่อน หากแช่น้ำนานเกินไปกลิ่นหอมของเนื้อจะหายไปหมด”

    

   ฉินเฉิงอันรับคำ เขาส่งฉินเยาเยาให้แม่เฒ่าฉิน

    

   “ท่านป้า ข้าไม่รู้วิธีหมักเนื้อขอรับ”

    

   ฉินเฉิงอันเอาเนื้อขึ้นมาแล้วจึงนึกขึ้นได้ว่าเขาไม่รู้วิธีหมักเนื้อ

    

   เมื่อก่อนตอนที่มารดายังอยู่ มารดาเป็นคนหมัก หลังจากมารดาจากไป เขาก็ถูกหยางผิงไล่ออกมา แค่อิ่มท้องก็ดีแล้ว อย่าหวังว่าจะมีเนื้อให้กิน

    

   แม้ว่าเขาจะออกไปหางานทำ แต่เพราะสิ่งที่อยู่บนใบหน้าของเขา ก็ไม่มีใครกล้ารับเขาเข้าทำงาน

    

   ถึงแม้ภายหลังเขาจะแต่งภรรยาแล้ว เขาก็แค่ล่าสัตว์บนภูเขาได้เท่านั้น จึงจะมีอาหารให้กินกัน 

    

   “เรื่องนั้นไม่ยากหรอก ข้าจะสอนเจ้าเอง เจ้ามาเรียนรู้เถิด ต่อไปเรื่องการหมักเนื้อในบ้านก็ให้เป็นหน้าที่ของเจ้า” 

    

   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยายืนอยู่ข้างๆ พลางกล่าว

    

   “เจ้าไปเหลาไม้ไผ่ให้เป็นไม้เสียบปลายแหลมสักสองสามอัน แล้วมัดรวมกันไว้”

    

   ครู่หนึ่งไม้เสียบก็เหลาเสร็จ แม่เฒ่าฉินจึงกล่าวต่อ

    

   “เจ้าเอาเกลือที่คั่วแล้วมาถูนวดบนเนื้อ แล้วใช้ไม้เสียบแทงลงไป”

    

   “ขณะที่แทง ก็ให้ทาเกลือไปด้วย ต้องออกแรงนวดเกลือเข้าไปในเนื้อ มิฉะนั้นเนื้อจะเสียง่าย”

    

   “เมื่อหมักเนื้อเสร็จแล้วให้ใส่ลงในโอ่ง ใช้หินที่มีน้ำหนักกดทับฝาโอ่งไว้ จะช่วยให้หมักได้ดียิ่งขึ้น”

    

   “หลังจากหมักเสร็จแล้ว ให้นำเนื้อเค็มไปแขวนในที่ที่มีลมโกรกและแสงแดดดี ต้องคอยพลิกกลับด้านเพื่อให้แสงแดดส่องถึงเนื้อเค็มอย่างทั่วถึง โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณสิบวัน เมื่อเห็นว่ามีน้ำมันซึมออกมาเล็กน้อยที่ผิวหนังและส่วนที่เป็นมันแล้ว ส่วนที่เป็นมันจะมีสีขาวและชมพูอ่อน ส่วนที่เป็นเนื้อแดงจะมีสีแดงเข้ม ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว” 



บทที่ 59: ฝ่าหิมะกลับบ้าน


    

   แม่เฒ่าฉินสอนฉินเฉิงอันหมักเนื้อไปพลาง มองไปทางประตูใหญ่ไปพลาง

    

   ในใจบ่นพึมพำว่าทำไมสะใภ้ทั้งสองยังไม่กลับมาอีก

    

   เล่อเหนียงหิวจะแย่แล้ว

    

   ไม่นานฉินเยาเยาก็ร้องเสียงดังด้วยความตื่นเต้น

    

   อาหารของนางกลับมาแล้ว นางหิวจนแทบขาดใจอยู่แล้ว

    

   แรกๆ แม่เฒ่าฉินยังไม่รู้ว่าทำไมนางถึงตื่นเต้นขนาดนั้น พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นสะใภ้สองคนเดินกลับมาด้วยกันแต่ไกล

    

   นางจิ้มที่หัวเล็กๆของหลานสาว “โอ้โห ไม่นึกเลยว่าเล่อเหนียงของพวกเราจะมีจมูกไวยิ่งนัก ได้กลิ่นนมมาแต่ไกลขนาดนี้”


   ฉินเยาเยาน้ำลายไหล ยื่นมือออกไปพยายามเอื้อมหาไม่หยุด

    

   “ท่านแม่ ลมแรงเช่นนี้ เหตุใดท่านจึงอุ้มเล่อเหนียงมายืนอยู่หน้าประตูเจ้าคะ?” 

    

   สวี่ซิ่วอิงรีบก้าวเข้าไปอุ้มฉินเยาเยา พลางถามด้วยความสงสัย แม่เฒ่าฉินหัวเราะเบาๆ “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะออกไปข้างนอกหรอก นี่เป็นเพราะเล่อเหนียงได้กลิ่นนมต่างหาก”

    

   สวี่ซิ่วอิงหน้าแดงระเรื่อ อุ้มฉินเยาเยาเดินเร็วๆกลับเข้าไปในห้อง แล้วแหวกเสื้อออก

    

   ฉินเยาเยาเข้าไปใกล้ ดูดนมอย่างหิวโหย

    

   นางหิวจริงๆเสียด้วย

    

   ในตอนนั้น ฉินเหล่าเอ้อร์และเด็กๆก็กลับมาพอดี

    

   “ท่านย่าดูสิ พวกเราเก็บเกาลัดมาได้เยอะแยะเลย”

    

   ฉินลิ่งผิงตัวเล็กแต่ขายาว วิ่งเร็วกว่าใครทั้งหมด

    

   เขาหยิบเกาลัดในอกเสื้อออกมาให้ท่านย่าดู ดวงตาเป็นประกายวิบวับ ราวกับกำลังจะบอกว่า ‘ชมข้าสิ ชมข้าสิ!’

    

   แม่เฒ่าฉินลูบศีรษะพวกเขาทีละคน “หลานของใครเนี่ย ช่างเก่งกาจเหลือเกิน”

    

   ฉินลิ่งผิงและพี่น้องทั้งหลายพร้อมใจกันเอ่ยปากว่า “หลานของท่านย่า!”

    

   ฉินเหล่าเอ้อร์ พวกเขาวางฟืนลง เมื่อเห็นเฉิงอันกำลังขยันขันแข็งนวดเนื้อหมูอยู่คนเดียว จึงล้างมือแล้วเข้าไปช่วย

    

   สือไห่ถังนำผักป่าที่เก็บมาจากบนเขาเข้าไปในครัว

    

   เมื่อวานฝนตก วันนี้อากาศยังดีอยู่ พวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา หวังจะหาผักป่าหรือเห็ดในละแวกนั้นมาตากแห้งไว้เป็นอาหารสำหรับฤดูหนาว

    

   ผลคือพวกเขาเพิ่งขึ้นไปบนภูขาก็เจอผักมากมาย พอได้เก็บก็เลยลืมเวลาไปเลย

    

   สือไห่ถังซาวข้าวใส่น้ำแล้วเอาเกาลัดที่เก็บได้จากบนเขามาปอกเปลือก ใส่ลงไปเป็นข้าวอบเกาลัด

    

   หยิบผักแห้งออกมากำหนึ่ง หั่นเนื้อ เตรียมผัดผัดกับเนื้อ

    

   แม่เฒ่าฉินถือไก่ตัวหนึ่งเข้ามาพลางพูดว่า “ฆ่าไก่ซะ แล้วต้มน้ำซุปหม้อหนึ่ง”

    

   สือไห่ถังมองแม่เฒ่าฉินแวบหนึ่ง รู้สึกงุนงงอยู่บ้าง ตอนเที่ยงแบบนี้จะฆ่าไก่เลยหรือ?

    

   แต่นางก็ไม่ได้ขัดใจ ถึงอย่างไรฆ่าไก่แล้วก็ได้กินด้วยกันทั้งนั้น นางก็จะได้ลิ้มรสด้วยไม่ใช่หรือ


   ฉินลิ่งเฟิงพาน้องๆมานั่งเรียงแถวหน้าเตาไฟ อ้างว่าจะช่วยเติมฟืน แต่ความจริงแล้วพวกเขาโยนเกาลัดเข้าไปในเตา รอให้มันสุก

    

   ไม่นานอาหารก็เสร็จเรียบร้อย ทุกคนมองดูไก่ต้มบนโต๊ะด้วยความประหลาดใจ พวกเขามีความคิดเหมือนกับสือไห่ถัง

    

   ท่านแม่ฆ่าไก่ตอนเที่ยงวันแบบนี้เลยหรือ?

    

   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาเข้ามาแล้วพูดว่า “เล่อเหนียง เจ้าลองชี้ดูซิว่าคนไหนคือลุงรองของเจ้า?”

    

   ฉินเยาเยาชี้นิ้วไปที่ฉินเหล่าเอ้อร์

    

   แม่เฒ่าฉินถามต่อ “แล้วคนไหนคือลุงสามของเจ้าล่ะ?”

    

   ฉินเยาเยาชี้ไปที่ฉินเหล่าซาน

    

   เมื่อเห็นเช่นนี้ คนอื่นๆก็เข้าใจทันที


   เล่อเหนียงจำคนได้แล้ว

    

   “เล่อเหนียง แล้วคนไหนคือป้าสะใภ้สามของเจ้า?”

    

   ฉินเยาเยาชี้ไปที่สือไห่ถัง

    

   “แล้วข้าล่ะ? ข้าคือใคร?” 

    

   สวี่ซิ่วอิงถามอย่างตื่นเต้น

    

   อย่างไรก็ตาม ฉินเยาเยาไม่ได้ชี้ไปที่สวี่ซิ่วอิง เพียงแค่เอียงศีรษะเล็กน้อยและมองดูนางอย่างสงสัย

    

   ‘ท่านแม่ ท่านคิดว่าตอนนี้ข้าสามารถพูดได้แล้วหรือ?’

    

   ฉินเยาเยาแสดงท่าทางเหนื่อยใจ

    

   หลังจากนั้น ทุกคนต่างพากันเบียดเสียดเข้ามาหน้าฉินเยาเยาและถามว่าคนนี้คือใคร

    

   ฉินเยาเยาชี้ไปทีละคน ในใจรู้สึกเหนื่อยมาก

    

   พวกเขาดีใจขนาดนี้เลยหรือที่นางจำคนได้แล้ว

    

   หลังจากผ่านไปหนึ่งคืน หิมะก็ตกลงมาในที่สุด

    

   แม่เฒ่าฉินยืนอยู่ตรงหน้าต่าง มองออกไปข้างนอก ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

    

   ส่วนฉินเยาเยาก็อุ้มแอปเปิลลูกหนึ่งแล้วนอนคว่ำอยู่บนเตียงกำลังแทะมันอยู่

    

   แทะไม่ถึงเนื้อ กินน้ำหน่อยก็ยังดี

    

   ใกล้ถึงเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ ฉินลิ่งอวี่ก็กลับมาจากสำนักศึกษา


   เมื่อเขารู้ถึงการกระทำของมารดาตนเอง ใบหน้าก็แดงก่ำขึ้นมา

    

   เขาไม่อยากเชื่อเลยว่ามารดาของเขาจะไม่ต้องการเขากับน้องชายจริงๆ

    

   และไม่ต้องการท่านพ่อกับท่านย่าด้วย

    

   แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็เป็นเด็กที่รู้ความแล้ว บางเรื่องคิดอยู่สองวันก็เข้าใจทั้งหมดแล้ว

    

   ในตอนนี้ สือไห่ถัง สวี่ซิ่วอิง และหลิวซิ่วเถา ทั้งสามคนเข้ามาในห้องของแม่เฒ่าฉินพร้อมกัน 

    

   ในมือถือผ้าผืนหนึ่งมาด้วย

    

   เห็นแม่เฒ่าฉินยืนอยู่ตรงหน้าต่าง จึงเอ่ยปากถามว่า “ท่านแม่ ท่านกำลังทำอันใดอยู่หรือ ข้างนอกลมหนาวแรง เดี๋ยวจะป่วยเอานะเจ้าคะ”

    

   แม่เฒ่าฉินจึงปิดหน้าต่างแล้วนั่งลงบนเตียงกล่าวว่า

    

   “ใกล้จะถึงเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ เหตุใดเหล่าซื่อกับฮั่นหลินยังไม่กลับมาอีก”

    

   สวี่ซิ่วอิงก็รู้สึกกังวลเช่นกัน แต่นางไม่ได้แสดงออกมา แล้วเอ่ยปลอบใจว่า

    

   “ท่านแม่ ท่านวางใจเถิด แม้ท่านพี่จะมีนิสัยหุนหันพลันแล่นไปบ้าง แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ อีกทั้งยังมีพละกำลังมาก คนธรรมดาคงทำอันใดเขาไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”

   

   “อีกทั้งยังมีฮั่นหลินอยู่ด้วยนะเจ้าคะ”

    

   ฉินเยาเยาที่กำลังแทะแอปเปิลอยู่ โยนแอปเปิลทิ้งไว้ข้างเตียง พลิกตัวหมุนรอบหนึ่ง แล้วดิ้นอยากจะลงจากเตียง

    

   แม่เฒ่าฉินรีบอุ้มนางขึ้นมาอย่างเร็ว แล้วถามเสียงเบาว่า “เล่อเหนียง หิวอีกแล้วหรือ?”


   สวี่ซิ่วอิงรีบปลดเสื้อออก

    

   ฉินเยาเยาส่ายหน้า ชี้นิ้วไปข้างนอก แล้วส่งเสียงอ้อแอ้

    

   ที่แท้นางเห็นเหล่าพี่ชายเล่นหิมะกันอยู่ข้างนอก นางจึงอยากออกไปเล่นด้วย แต่แม่เฒ่าฉินก็ปฏิเสธ

    

   “ไม่ได้นะเล่อเหนียง เมื่อวานฝนตก วันนี้อากาศคงหนาวมาก หากออกไปข้างนอกอาจจะป่วยได้ หากป่วยต้องกินยาขมนะ”

    

   ฉินเยาเยาแอบกลอกตา นางอยากไปหาท่านพ่อ!

    

   เมื่อเห็นว่าท่านย่าไม่มีทีท่าจะอุ้มนางออกไป นางจึงทำปากเบะ น้ำตาคลอเบ้า ทำท่าจะร้องไห้ ดูแล้วน่าสงสารยิ่งนัก

    

   แม่เฒ่าฉินทนสายตาเช่นนี้ไม่ไหว จึงรีบหยิบเสื้อคลุมหนาๆมาสวม แล้วก็ใส่เสื้อผ้าให้ฉินเยาเยาอย่างมิดชิด มองดูหิมะที่ตกหนักอยู่ข้างนอกครู่หนึ่ง นางก็หยิบผ้าห่มเล็กๆมาห่อตัวอีกชั้นหนึ่ง แล้วจึงอุ้มฉินเยาเยาออกไป


   “เล่อเหนียง เราไม่ออกไปข้างนอกนะ ยืนดูอยู่ใต้ชายคาได้หรือไม่?” แม่เฒ่าฉินต่อรองกับฉินเยาเยา

    

   หิมะตกหนักเหลือเกิน หากเกล็ดหิมะหล่นเข้าไปในเสื้อผ้าแล้วละลาย จะทำให้ป่วยแน่นอน

    

   หลานสาวที่น่ารักของนางไม่เหมือนหลานชายที่แข็งแรง

    

   ฉินเยาเยาไม่ยอม นิ้วของนางชี้ไปที่ประตูอย่างดื้อรั้น แสดงให้เห็นว่าต้องการออกไปข้างนอก

    

   เมื่อเห็นว่าท่านย่าไม่ยอมอุ้มนางออกไป ดวงตาของฉินเยาเยาก็เต็มไปด้วยน้ำตาอีกครั้ง มองท่านย่าด้วยดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา

    

   “เฮ้อ ก็ได้”

    

   แม่เฒ่าฉินใจอ่อน หยิบร่มคันหนึ่งมากางแล้วอุ้มฉินเยาเยาเดินออกไปนอกประตู

    

   ช่างเถอะ ค่อยต้มน้ำขิงสักถ้วยให้เยาเยาดื่มเพื่อขับไล่ความหนาวเย็น

    

   เมื่อเดินมาถึงประตู ก็เห็นรถม้าคันหนึ่งวิ่งฝ่ามาท่ามกลางหิมะ 



 บทที่ 60: กระโดดขึ้นคานบ้าน 


    

   ฉินเยาเยามองดูรถม้าที่กำลังเคลื่อนมาอย่างใจจดใจจ่อ

    

   ส่วนแม่เฒ่าฉินนั้น น้ำตาเอ่อคลอ

    

   นางก้มลงจุมพิตที่หน้าผากเย็นๆของหลานสาวด้วยความรักใคร่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “เล่อเหนียง เจ้าสัมผัสได้ใช่หรือไม่ ว่าพ่อของเจ้ากำลังจะกลับมา จึงอยากออกมารอรับเช่นนี้”

    

   “อื้อ!”

    

   ขณะที่ฉินเยาเยาตอบรับนั้น รถม้าก็มาถึงเบื้องหน้า ชายสองคนก้าวลงมา คุกเข่าลงตรงหน้านางแล้วเอ่ยว่า “ท่านแม่พวกข้ากลับมาแล้วขอรับ”

    

   แม่เฒ่าฉินตื้นตันจนพูดไม่ออก น้ำตาไหลรินอาบแก้ม นางพยักหน้ารับเบาๆ


   ฉินเยาเยายื่นมือไปหาฉินเหล่าซื่อ นางต้องการให้อุ้ม

    

   ท่านพ่อไม่ได้อุ้มนางมานานแล้ว

    

   ท่านแม่ก็แอบร้องไห้ทุกคืน

    

   ท่านแม่ก็คิดถึงท่านพ่อเช่นกัน! 

   

   “ลุกขึ้นเถิด ลุกขึ้น เหตุใดจึงคุกเข่าอยู่บนพื้นเช่นนี้? พื้นเย็นนัก!”

    

   แม่เฒ่าฉินยื่นมือออกไปดึงพวกเขาให้ลุกขึ้น

    

   ฉินเหล่าซื่อลุกขึ้นตาม แล้วยื่นมือออกไปจะอุ้มลูกสาว แต่แม่เฒ่าฉินตีมือเขาพลางกล่าวอย่างไม่พอใจ

    

   “ร่างกายเจ้าเย็นเช่นนี้ อย่าทำให้เล่อเหนียงหนาวเลย เข้าไปดื่มน้ำขิงก่อน อุ่นร่างกายแล้วค่อยมาอุ้ม”

    

   ในตอนนั้น ฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆ ก็ได้ยินเสียงและเดินออกมา

    

   “ท่านพ่อ!”

    

   ฉินลิ่งผิงและฉินลิ่งอันวิ่งเข้าไปกอดฉินเหล่าซื่อ พวกเขากอดขาคนละข้างไม่ยอมปล่อย

    

   ฉินเหล่าซื่ออุ้มพวกเขาขึ้นมาคนละมือ แล้วหันไปมองภรรยาที่ยืนอยู่ไม่ไกล ดวงตาแดงก่ำ เขาไม่รู้สึกอายแม้แต่น้อย เดินตรงเข้าไปจูบนางทันที

    

   สวี่ซิ่วอิงตกตะลึงไปชั่วขณะ นางไม่คิดเลยว่าฉินเหล่าซื่อจะกล้าถึงเพียงนี้ กล้าจูบนางต่อหน้าผู้อื่นเช่นนี้

    

   เรื่องนี้ทำให้สวี่ซิ่วอิงอับอายจนใบหูแดงก่ำ นางยื่นมือไปหยิกแขนสามีอย่างแรง

    

   ใบหน้านางแดงระเรื่อ สามีโง่ผู้นี้ออกจากบ้านไปนานขนาดนี้ ทว่าร่างกายกลับแข็งแรงขึ้นไม่น้อย


   “พวกเจ้ายืนอยู่หน้าประตูทำไมกัน? เข้าบ้านไป ข้างนอกอากาศหนาว”

    

   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาเข้าบ้าน ฉินเหล่าซื่ออุ้มลูกชายแล้วโอบภรรยาเข้าบ้านไปด้วย

    

   เฉินฮั่นหลินมองดูด้วยความอิจฉา เขาอยากแต่งภรรยาและมีลูกบ้างแล้ว

    

   แต่เมื่อนึกถึงครอบครัวของเขาที่ยังไม่รู้ชะตากรรม เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นไป

    

   ฉินเหล่าเอ้อร์ ฉินเหล่าซานและฉินเฉิงอันช่วยเฉินฮั่นหลินขนของ

    

   ฉินลิ่งอวี่ก็มาช่วยด้วย ส่วนฉินลิ่งเฟิงกับพวกน้องๆ บอกว่ามาช่วยแต่กลับมาก่อกวน จนโดนฉินเหล่าเอ้อร์บ่นอย่างขบขัน

    

   สือไห่ถังเห็นว่าตนเองช่วยอันใดไม่ได้ จึงหันหลังเดินไปที่ครัว แล้วต้มน้ำขิงหนึ่งหม้อ


   เมื่อพวกเขาขนของเข้าบ้านเสร็จ น้ำขิงก็ต้มเสร็จพอดี

    

   ทุกคนดื่มน้ำขิงรวดเดียวลงท้อง

    

   หลังจากดื่มน้ำขิงไปหนึ่งชาม ร่างกายก็อบอุ่นขึ้น ฉินเหล่าซื่อเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้วจึงออกมาอุ้มลูกสาวไม่ยอมปล่อย

    

   เขาจูบแก้มเล็กๆของฉินเยาเยาอย่างแรง ซุกหน้าลงที่ซอกคอของนาง แล้วสูดกลิ่นหอมของเด็กเข้าปอด

    

   กลิ่นหอมจากลูกสาวทำให้เขาลืมความเหนื่อยล้าจากการเดินทางหลายวัน

    

   “เล่อเหนียง เจ้าจำพ่อได้หรือไม่?”

    

   ฉินเยาเยาใช้มือทั้งสองโอบกอดศีรษะของฉินเหล่าซื่อ แล้วงับใบหน้าของเขา

    

   ความเจ็บแปลบเล็กน้อยแล่นมา ฉินเหล่าซื่อชะงัก จึงอุ้มขึ้นมาดูปากของนาง

    

   เห็นจุดสีขาวเล็กๆบนเหงือกเด่นชัด

    

   “โอ้! เล่อเหนียงฟันขึ้นแล้ว” 

    

   ฉินเหล่าซื่อร้องขึ้นด้วยความตื่นเต้น

    

   “จริงหรือ ข้าขอดูหน่อย!” 

    

   แม่เฒ่าฉินรีบวิ่งเข้าไปหาฉินเหล่าซื่อ แล้วพูดเอาใจเล่อเหนียงให้อ้าปาก

    

   “เด็กดี อ้าปากให้ย่าดูหน่อยได้หรือไม่”

    

   ฉินเยาเยาเชื่อฟังและอ้าปากออก เห็นฟันล่างเล็กๆโผล่ขึ้นมา ดูน่ารักมาก

    

   แม่เฒ่าฉินมองอย่างละเอียดแล้วเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “โอ้! เล่อเหนียงฟันคู่ขึ้นแล้วนี่”

    

   “ข้าขอดูบ้าง ข้าขอดูบ้าง”

    

   สวี่ซิ่วอิงก็ตื่นเต้นวิ่งเข้ามาดูใกล้ๆ แล้วยังไม่แน่ใจจึงยื่นนิ้วออกไปแตะดู

    

   “เด็กคนนี้ฟันขึ้นครั้งแรก ฟันคู่ขึ้นนับเป็นโชคใหญ่ทีเดียว”

    

   “สะใภ้สาม เจ้าไปจับไก่มาตุ๋นสักตัว ส่วนสะใภ้สี่ทำเนื้อผัดสักชิ้น แล้วก็ต้มไข่อีกสองสามฟอง เล่อเหนียงฟันคู่ขึ้นแล้ว ต้องไหว้ขอพรให้ดีๆ เพื่อรักษาโชคลาภไว้”

    

   สือไห่ถังและสวี่ซิ่วอิงรับคำแล้วเดินออกไป

    

   ตอนนี้ฉินเฉิงอันกับภรรยาก็มาถึงแล้ว หลิวซิ่วเถาเห็นสวี่ซิ่ว อิงกับสือไห่ถังไปที่ครัว นางก็ตามไปช่วยด้วย

    

   “ท่านพี่สี่ ท่านพี่ฮั่นหลิน” ฉินเฉิงอันทักทายพวกเขา

    

   ฉินเหล่าซื่อพยักหน้า จู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เขาส่งฉินเยาเยาให้แม่เฒ่าฉินอุ้มไว้ แล้วค้นหาในกองสัมภาระสักครู่ หยิบขวดสีขาวออกมาส่งให้ฉินเฉิงอัน

    

   “เฉิงอัน ยาขี้ผึ้งขวดนี้เขาว่าใช้รักษาแผลไฟไหม้ได้ดีมาก เจ้าลองดูสิ”

    

   “ท่านพี่สี่...ขอบคุณมากขอรับ”

    

   ฉินเฉิงอันรับขวดยาขี้ผึ้งมาอย่างซาบซึ้งใจ

    

   ท่านพี่สี่ออกไปหาเลี้ยงชีพยังไม่ลืมหายาให้เขา

    

   ฉินเหล่าซื่อตบไหล่เฉิงอันเบาๆ

    

   แต่ฉินเยาเยากลับมีสายตาเฉียบคม นางมองเห็นสิ่งที่เหมือนหยกในห่อผ้านั้น


   “อ้าอ้า”

    

   นางชี้ไปที่ห่อผ้านั้นพลางร้องเสียงดัง ร่างกายยังเอนไปทางห่อผ้านั้นด้วย

    

   “ฮ่าๆๆ เจ้าลูกคนนี้ สายตาช่างเฉียบแหลมเสียจริง”

    

   ฉินเหล่าซื่อหัวเราะเบาๆ แล้วหยิบหยกชิ้นหนึ่งออกมาจากห่อผ้าส่งให้นาง

    

   ฉินเยาเยาคว้ามันมาแล้วยัดเข้าปากทันที หยกชิ้นนี้มีสีแดงทั้งก้อน จับแล้วรู้สึกอุ่นๆ

    

   แม่เฒ่าฉินมองออกในทันทีว่าหยกชิ้นนี้ไม่ใช่หยกธรรมดา สายตาที่มองฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินก็มีแววสงสัย

    

   “หยกชิ้นนี้ดูมีค่าไม่น้อย พวกเจ้าได้ของดีเช่นนี้มาจากที่ใดกัน?”

    

   ฉินเหล่าซื่อเล่นกับลูกสาว พลางตอบลอยๆว่า “ปล้นมา”

    

   “อะไรนะ?!”

    

   แม่เฒ่าฉินโมโหทันที นางถอดรองเท้าแล้วฟาดใส่ฉินเหล่าซื่อ

    

   “ไอ้ลูกบ้า! เจ้าบอกว่าออกไปค้าขายหนังสัตว์ ที่แท้กลับไปทำเรื่องเลวทรามเช่นนี้ ข้าจะตีเจ้าให้ตายเสียเดียวนี้!”

    

   ฉินเหล่าซื่อกระโดดขึ้นไปบนเก้าอี้อย่างรวดเร็ว แล้วกระโดดขึ้นไปบนคานบ้านทันที

    

   แม่เฒ่าฉินโกรธจัด นางหันไปตีเฉินฮั่นหลินด้วย

    

   เฉินฮั่นหลินงุนงงไปชั่วขณะ ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยถูกใครตีมาก่อน แม้แต่บิดามารดาก็ไม่เคยแตะต้องเขาแม้แต่นิ้วเดียว การถูกตีกลับให้ความรู้สึกมีความสุขอย่างประหลาด 

    

   แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเพลิดเพลินกับความสุข พื้นรองเท้าที่ฟาดลงมานั้นเจ็บไม่น้อย

    

   “ท่านป้า ท่านป้าขอรับ นี่ไม่ใช่การปล้นอย่างที่ท่านเข้าใจ ขอท่านฟังข้าอธิบายก่อน” เฉินฮั่นหลินตะโกนพลางหลบหนี

    

   แม่เฒ่าฉินโยนรองเท้าทิ้ง หอบหายใจแรงแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ ทำหน้าเย็นชาเอ่ยว่า

    

   “เจ้าจงบอกมา เกิดอันใดขึ้นกันแน่?”

    

   เฉินฮั่นหลินลูบก้นพลางกล่าวว่า “ข้าไม่ปฏิเสธว่าพวกข้าแย่งหยกชิ้นนี้มา แต่พวกข้าไม่ใช่โจร ทั้งนี้ก็ไม่อาจโทษพวกข้าได้ เพราะพวกเขาลงมือแย่งของพวกข้าก่อน พวกข้าเพียงแต่ใช้วิธีของพวกเขามาตอบโต้เท่านั้น”

    

   จากนั้นเฉินฮั่นหลินก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟัง

    

   ด้วยเหตุนี้สีหน้าของแม่เฒ่าฉินจึงดีขึ้น

    

   ฉินเหล่าซื่อก็กระโดดลงมาจากคานบ้าน

    

   ฉินเหล่าเอ้อร์ ฉินเหล่าซาน พาเด็กๆเดินเข้ามา

    

   ใช่แล้ว ในตอนที่แม่เฒ่าฉินถอดรองเท้านั้น พวกเขาทั้งหมดวิ่งหนีไป ทิ้งให้เฉินฮั่นหลิน เผชิญหน้ากับความโกรธของแม่เฒ่าฉินเพียงลำพัง 




จบตอน

Comments