lucky kid ep511-520

  บทที่ 511: ข้าไร้เดียงสาจริงๆ


   “ฮูหยิน พวกเราไม่พักสักครู่ก่อนเดินทางต่อหรือขอรับ” หมิงจื้อเดินทางมาทั้งวันแล้วตอนนี้เหนื่อยจนแทบไม่ไหว อีกทั้งม้าก็ส่งเสียงประท้วงแล้ว


   สวี่ซิ่วอิงนั่งรถม้ามาทั้งวันเช่นกัน ร่างกายรู้สึกไม่สบายอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินคำพูดของหมิงจื้อจึงตัดสินใจหยุดพักสักครู่ เรื่องที่ต้องทำก็ทำเสร็จหมดแล้ว ตอนนี้จึงไม่ต้องรีบร้อนกลับไป


   “ฮูหยิน ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากคือหมู่บ้านเหอหลิ่ว เมื่อสิบปีก่อนมีครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านเปิดโรงย้อมผ้าที่มีชื่อเสียงมาก แต่ไม่กี่ปีมานี้ไม่ได้ยินข่าวคราวของพวกเขาเลย ฮูหยินอยากไปดูหรือไม่” หมิงจูชี้ไปยังหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลนักพลางเอ่ย


   สวี่ซิ่วอิงรู้สึกสนใจขึ้นมา “โรงย้อมผ้าหรือ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ในเมื่อผ่านมาแล้วก็ไปดูสักหน่อยเถอะ บางทีอาจมีของที่ข้าใช้ได้”


   หมิงจื้อพยักหน้า หลังจากให้อาหารและน้ำม้าจนอิ่มหนำสำราญแล้ว พวกเขาก็ออกเดินทางอีกครั้ง แต่เมื่อถึงทางโค้ง พวกเขากลับเลี้ยวไปยังสถานที่อื่น


   “ท่านผู้เฒ่า ขออนุญาตถามสักหน่อย แต่ก่อนที่นี่เคยมีโรงย้อมผ้าใช่หรือไม่”


   รถม้าเพิ่งจอดรออยู่ที่ประตูหมู่บ้านเหอหลิ่ว ก็มีพ่อเฒ่าแม่เฒ่าหลายคนมามุงดู สวี่ซิ่วอิงหยิบขนมสองห่อลงมาจากหลังม้าแจกจ่ายให้พวกเขา และถือโอกาสถามคำถามไปด้วย


   พวกนางล้วนเป็นชาวนา หญิงชราเหล่านี้ไม่เคยได้กินของดีเช่นนี้มาก่อนในชีวิต บัดนี้พวกนางมีของดีเช่นนี้อยู่ในมือ ในใจพวกนางดีใจจนบอกไม่ถูก จึงกระตือรือร้นชี้ทางให้พวกเขา


   “แม่นาง เจ้าไปตามถนนเส้นนี้ไปจนถึงสุดทาง ประตูทางเข้าจะดูทรุดโทรมเล็กน้อย คนที่เจ้าตามหาอยู่ในนั้น!”


   สวี่ซิ่วอิงและหมิงจูสบตากัน พวกเขารู้สึกสงสัยกับคำพูดของหญิงชรา


   หากโรงย้อมผ้ามีชื่อเสียงจริง เป็นไปได้อย่างไรที่จะทรุดโทรมถึงขนาดซ่อมแซมบ้านไม่ไหว แม้จะรู้สึกสงสัย แต่พวกเข้าก็ยังขับรถม้าไปตามทางที่หญิงชราบอก


   ไม่นานนักก็เห็นประตูใหญ่ที่ทรุดโทรมตรงหน้า ประตูนั้นส่ายไปมาราวกับจะพังทลายเมื่อถูกลมพัด


   “มีคนอยู่ข้างในหรือไม่”


   หมิงจูเดินไปเคาะประตูบานใหญ่อีกบานหนึ่งที่ยังคงอยู่ในสภาพดีพอสมควรพลางถาม


   หลังจากรออยู่นานก็ไม่มีเสียงตอบรีบ จนกระทั่งสวี่ซิ่วอิงและคนอื่นๆ คิดว่าไม่มีใครอยู่กำลังจะเตรียมตัวกลับ ทันใดนั้นก็มีเสียงชายคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านใน


   หมิงจื้อและหมิงจูดึงสวี่ซิ่วอิงไว้ด้านหลังแล้วค่อยๆเดินเข้าไปข้างใน สิ่งแรกที่เห็นคือชายคนหนึ่งที่ไม่สามารถบอกอายุได้นอนอยู่ในห้องที่รกรุงรัง


   ชายคนนั้นผมเผ้ายุ่งเหยิง เคราของเขายาวจนสามารถผูกเป็นปมได้แล้ว หมิงจื้อเอ่ยปากถามว่า “ขออภัยที่รบกวน ท่านคือเถ้าแก่ร้านเหอ เหอหลินใช่หรือไม่”


   “เถ้าแก่เหอหรือ ฮ่าๆๆ”


   ชายผู้นั้นได้ยินคำเรียกขานก็ขยับตัวเล็กน้อย จากนั้นก็หัวเราะเยาะเสียงดังลั่น


   “ที่นี่ไม่มีเถ้าแก่เหออะไรแล้ว ที่นี่มีแต่เหอคนไร้ค่าเท่านั้น!”


   สวี่ซิ่วอิงพวกเขาได้ยินคำพูดเยาะเย้ยตัวเองของชายผู้นั้นก็รู้ว่าเขาคือเถ้าแก่เหอ


   “เถ้าแก่เหอ พวกข้าเป็นคนจากร้านผ้าในอำเภอชิงเหอ ได้ยินมาว่าฝีมือของเถ้าแก่เหอนั้นยอดเยี่ยม ไม่ทราบว่าพวกข้าจะขอพบท่านสักครั้งได้หรือไม่” สวี่ซิ่วอิงกล่าวอย่างถ่อมตัว


   เหอหลินโบกมือ “หากเจ้ามาหาข้าเมื่อสิบปีก่อน ข้าอาจจะแสดงฝีมือให้เจ้าดูสักหน่อย แต่ตอนนี้ พวกเจ้ากลับไปเถอะ!”


   “เหตุใดตอนนี้จึงไม่ได้เล่า ท่านประสบเหตุอะไรมาหรือ”


   สวี่ซิ่วอิงถามด้วยความสงสัย “ท่านบอกพวกข้ามาก็ได้ พวกข้าอาจจะช่วยแก้ไขปัญหาให้ท่านได้บ้าง”


   เหอหลินหัวเราะข่มขื่น “พวกเจ้าจะช่วยข้าแก้ปัญหาหรือ พวกเจ้าจะช่วยได้อย่างไร”


   “ภรรยาของข้าพาลูกชายและพาทักษะเฉพาะของข้าหนีไปกับชายชู้ พวกเขาหนีไปก็แล้วไป แต่ยังเอาเงินเก็บหลายปีของข้าไปด้วยทั้งหมด!”


   “หากพวกเจ้าอยากช่วยข้าก็จงช่วยจับคู่ชู้สาวคู่นั้นมาให้ข้าที!”


   สวี่ซิ่วอิง “...”


   “ขออนุญาตถามสักหน่อย ภรรยาของท่านหนีไปกี่ปีแล้ว”


   “หากเวลาที่หนีไปไม่นานนัก ข้าอาจช่วยท่านตามหาได้!”


   เหอหลินลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างตื่นเต้นพลางโบกไม้โบกมือ “สิบปีแล้ว สิบปีเต็มๆ!”


   พวกสวี่ซิ่วอิงต่างพากันนิ่งอึ้งอีกครั้ง หนีไปตั้งสิบปี ไม่คิดจะออกตามหาเอง ยังจะหวังให้คนอื่นช่วยตามหาอีกหรือ ท่านคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไปแล้ว!


   “เถ้าแก่เหอ คนหายหนีไปตั้งสิบปีแล้ว จะตามหาได้อย่างไรกัน” สวี่ซิ่วอิงกล่าวอย่างหมดคำพูด


   “ข้อขออนุญาตกล่าวคำไม่น่าฟัง สิบปีที่ผ่านมามีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น บางทีภรรยาของท่านอาจไม่อยู่แล้วก็ได้!”


   ชายผู้นั้นได้ยินดังนั้นร่างกายก็สั่นเทา “ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเจ้าก็ไปเถิด”


   “ต่อไปอย่าได้ย่างกรายเข้ามาในบ้านของข้าอีก ที่นี่ไม่มีเถ้าแก่เหอ มีแต่เหอผู้ไร้ค่าเท่านั้น!”


   แต่เดิมสวี่ซิ่วอิงเพียงแค่สนใจโรงย้อมผ้าเท่านั้น แต่บัดนี้เมื่อเห็นชายตรงหน้ากล้าไล่พวกเขาออกไป ความอยากรู้อยากเห็นของนางก็พลันเพิ่มขึ้นถึงขีดสุด


   “เถ้าแก่เหอ อย่าทำเช่นนี้เลย พวกข้าเพียงแค่อยากชมเชยฝีมือการย้อมผ้าของท่านเท่านั้น ไม่ได้ต้องการรบกวนชีวิตท่านแต่อย่างใด” สวี่ซิ่วอิงมองดูเหอหลินที่ดูสกปรกมอมแมมด้วยสายตารังเกียจ


   “ใต้หล้านี้มีวิธีการใช้ชีวิตมากมาย ภรรยาของท่านหนีไปแล้ว การทรมานตัวเองเช่นนี้มันคุ้มค่าจริงหรือ”


   “หากเป็นข้า ข้าคงไม่ทำตัวโง่เช่นนั้น ข้ามีฝีมือสามารถหาเงินได้ ไม่สู้แต่งภรรยาใหม่ แล้วมีลูกอ้วนๆสักคนไม่ดีกว่าหรือ ไยต้องผูกคอตายอยู่กับต้นไม้ต้นเดียว!"


   เหอหลินเงียบไปหรือว่าการกระทำเช่นนี้ของเขาไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความรักอันลึกซึ้งเขาเป็นชายที่มีความรักมั่นคงนะ


   “เจ้าไม่เข้าใจหรอก การทำเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความรักอันลึกซึ้งของข้า มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นภรรยาของข้าถึงจะกลับมา!” เหอหลินกล่าวด้วยสีหน้าไม่พอใจ


   สวี่ซิ่งอิงส่ายหน้าอย่างหมดคำพูดแล้วกลอกตาใส่เขา “แล้วภรรยาของท่านกลับมาหรือยัง”


   “ข้าจะพูดตรงๆนะ ดูสภาพของท่านตอนนี้สิ สกปรกมอมแมมขนาดนี้ หนาวเคราก็ยาวจนพันกันไปหมด ตัวก็เต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ บ้านก็รกรุงรังมีกลิ่นเหม็นอับ ถ้าท่านเป็นแบบนี้ ท่านเชื่อหรือไม่ว่าพอภรรยากลับมาเห็น นางจะหนีไปทันที!”


   “ที่ข้าไม่ดูแลตัวเองก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรักลึกซึ้งที่ข้ามีต่อนาง ข้าคิดถึงนางมากจนไม่อยากกินข้าวดื่มน้ำ ขี้เกียจแม้แต่จะจัดการตัวเอง นางจะไม่รู้สึกซาบซึ้งหรอกหรือ” เหอหลินพูดอย่างไม่ยอมแพ้


   น่าโมโหจริงๆ หญิงผู้นี้เป็นใครกันแน่ เหตุใดถึงได้วิ่งมาสั่งสอนเขาเสียงดังแบบนี้


   เขาเป็นสุภาพบุรุษจึงไม่อาจโกรธเคืองสตรีได้ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะคว้าไม้กวาดมาไล่พวกนางออกไปแล้ว


   “โอ๊ย ไม่จริงกระมัง ไม่จริงกระมัง ท่านไม่ได้กลิ่นที่ติดตัวท่านอยู่หรือ”


   สวี่ซิ่วอิงปิดจมูกพลางทำหน้ารังเกียจ “นางยังจะซาบซึ้งอันใดอีก นางเห็นท่านแล้วคงอยากวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด!"


   หมิงจื้อและหมิงจูก็ร่วมมือกันปิดจมูกเช่นกัน พร้อมถอยหลังไปสองก้าว


   เหอหลินโกรธขึ้นมาทันที “หญิงผู้นี้เป็นใครกันแน่”


   “ข้าไม่เคยมีเรื่องบาดหมางใดๆกับเจ้า เหตุใดเจ้าถึงได้มาถึงบ้านข้าแล้วชี้โน่นชี้นี่ใส่ข้าเช่นนี้”


   สวี่ซิ่วอิงยักไหล่พลางแสดงสีหน้าไร้เดียงสาแล้วกล่าวว่า “เถ้าแก่เหอ ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าเพิ่งบอกไปว่าข้าแค่สนใจในทักษะการย้อมผ้าของท่านเท่านั้น!”



   บทที่ 512: หลอกคนมาอีกคน



   “พวกเจ้ามีมารยาทหรือไม่ ข้านอนสบายๆอยู่ในนั้นเพื่อหลบร้อน แล้วพวกเจ้าก็วิ่งเข้าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งยังเยาะเย้ยข้าอีก!”


   เหอหลินโกรธจนกระทืบเท้า “ยังจะพูดว่าอยากรู้ทักษะการย้อมผ้าของข้าอีก พวกเจ้ารีบไปซะ อย่าบังคับให้ข้าต้องไล่คน!”


   หมิงจื้อยิ้มกว้างก้าวไปข้างหน้าบังตัวสวี่ซิ่วอิงและหมิงจูไว้ด้านหลัง “เถ้าแก่เหอ พวกข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายจริงๆ ท่านแสดงฝีมือให้พวกข้าดูหน่อยเถอะนะ!”


   เหอหลินยืนอยู่กับที่บ่นพึมพำอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ยอมแพ้ แล้วเอาผ้าขาวผืนหนึ่งออกมาเริ่มลงมือ


   ถ้าเข่ไม่ขยับตัว คนพวกนี้คงไม่ยอมไปแน่ หากสวี่ซิ่วอิง รู้ถึงความคิดในใจของเขา นางคงจะกล่าวเพียงประโยคเดียวว่า ท่านคิดมากเกินไปแล้ว


   พวกเขาตั้งใจจะจากไปอยู่แล้ว แต่ฝีมือของ เหอหลินนั้นไร้ที่ติจริงๆ แม้จะหยุดพักมาหลายปีแล้ว เขาก็ยังสามารถทำสีที่งดงามยิ่งจากวัสดุที่ถูกทิ้งขว้าง แล้วย้อมผ้าผืนให้พวกเขาได้”


   “ให้เจ้า ให้เจ้าทั้งหมดแล้ว พอใจหรือยัง ถ้าพอใจก็รีบไปเสียที!” เขาเอ่ยอย่างหงุดหงิด


   สวี่ซิ่วอิงรับผ้าผืนที่ยังชุ่มน้ำมาพิจารณาอย่างละเอียด นางสังเกตสีบนผืนผ้านั้น แม้ว่าฝีมือการทำงานจะดูหยาบๆ และการผสมสีก็ทำอย่างลวกๆ แต่สีที่ได้กลับสวยงามมาก


   “เถ้าแก่เหอ ท่านมีฝีมือเช่นนี้ เหตุใดจึงต้องมาทนตกอับเช่นนี้เล่า เอาความสามารถของท่านไปหาเงินแล้วแต่งภรรยาใหม่อีกคนไม่ดีกว่าหรือ”


   เหอหลินหัวเราะเยาะ “เจ้าคิดว่าข้าไม่อยากเปิดกิจการใหม่หรือ แถวนี้ไม่มีใครต้องการผ้าย้อมสีจากร้านเล็กๆอีกแล้ว พวกเขาสั่งของโดยตรงจากโรงย้อมผ้าขนาดใหญ่กันทั้งนั้น”


   ขณะที่พูดสายตาของเหอหลินฉายแววเศร้า นี่คือกิจการของตระกูลที่สืบทอดมาสามชั่วอายุคน แต่กลับต้องมาสิ้นสุดลงในมือของเขา


   หากถามว่าเขายอมรับได้หรือไม่ เขาจะยอมรับได้อย่างไร เพียงแต่หัวใจของเขาตายด้านไปแล้วเท่านั้นเอง “ท่านจะมาทำงานกับข้าหรือไม่ ข้ากำลังจะเปิดร้านขายผ้า!” สวี่ซิ่วอิงแนะนำ


   เหอหลินชะงักไปครู่หนึ่ง “เจ้าเปิดร้านขายผ้าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับโรงย้อมผ้าของข้าล่ะ”


   “เจ้ากำลังล้อเล่นกับข้าใช่ไหม” 


   สวี่ซิ่วอิงกลับส่ายหน้า “ข้าไม่ได้ล้อเล่น ข้าพูดจริงๆ”


   “อีกอย่างใครบอกว่าเปิดร้านขายผ้าแล้วจะไม่สามารถย้อมผ้าได้ล่ะ ข้าก็แค่ซื้อผ้าดิบมาย้อมเอง อยากย้อมสีอะไรก็ย้อมสีนั้น” เหอหลินเงียบไปและรู้สึกสั่นไหว


   เขากำลังพิจารณาว่าควรจะรับข้อเสนอนี้หรือไม่ แต่ถ้าหากอีกฝ่ายเป็นคนหลอกลวง จะทำอย่างไร


   อย่างไรก็ตามเมื่อเขาคิดอีกครั้ง เขามีเพียงตัวลำพังไม่มีอะไรเลย นางจะหลอกเขสได้อย่างไร


   “แล้วค่าจ้างจะคิดอย่างไร” เหอหลินยังคงรู้สึกตื่นเต้น มีคนต้องการฝีมือของเขาย่อมดีกว่าการที่เขาต้องรอความตายทุกวันที่นี่


   สวี่ซิ่วอิงชูนิ้วสามนิ้วขึ้นมา “สามร้อยอีแปะต่อเดือน รวมอาหารและที่พัก!”


   “สามร้อยอีแปะ” เหอหลินมองดูสวี่ซิ่วอิงอย่างไม่อยากเชื่อ


   เขาคิดว่าหญิงผู้นี้คงกำลังล้อเขาเล่นแน่ๆ แม้แต่คนทำความสะอาดหรือคนตีระฆังยามวิกาลยังได้ยี่สิบอีแปะต่อวัน แต่เขากลับได้แค่สามร้อยอีแปะต่อเดือน


   ไม่ต้องจ่ายเลยดีกว่า


   หมิงจื้อและหมิงจูยังคงมองดูสวี่ซิ่วอิงด้วยความประหลาดใจ


   สามร้อยอีแปะนั้นน้อยเกินไปจริงๆ ตอนที่พวกเขาอยู่บ้าน แค่ขอเงินค่าใช้จ่ายจากท่านย่าทุกเดือนก็ยังได้มากกว่าสามร้อยอีแปะเสียอีก


   ครอบครัวนี้ทำงานหนักทั้งเดือน แต่ให้ค่าจ้างแค่สามร้อยอีแปะเท่านั้นหรือ


   “ผู้หญิงคนนี้ เห็นข้าโสดคนเดียวแล้วคิดจะรังแกข้าใช่หรือไม่”


   เหอหลินโกรธจนหายใจถี่ "แม้แต่คนเดินตรวจตราก็ยังได้มากกว่าสามร้อยอีแปะต่อเดือน ข้าเป็นคนมีฝีมือ แต่เจ้ากลับให้ข้าแค่สามร้อยอีแปะเนี่ยนะ”


   “ข้าทำงานให้เจ้าโดยไม่คิดเงินก็ยังได้”


   สวี่ซิ่วอิงพยักหน้า “ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้นะ!”


   เหอหลินโกรธจนตาลาย หันหลังกลับไปทันที


   “เอ๊ะ ท่านอย่าเพิ่งไป ฟังข้าพูดให้จบก่อนสิ!” สวี่ซิ่วอิงรีบตะโกนเรียก เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะจากไป


   “เจ้าให้ค่าจ้างข้าสามร้อยอีแปะแล้ว ยังจะมาหลอกล่อข้าด้วยคำสัญญาลมๆแล้งๆอีกหรือ” เหอหลินพูดอย่างหงุดหงิด หญิงสาวผู้นี้ดูสวยและเรียบร้อยเหลือเกิน ไม่คิดว่าจะเอาเปรียบถึงเพียงนี้


   ทั้งเอาเปรียบทั้งใจดำ!


   “สามร้อยอีแปะเป็นเพียงค่าประกันพื้นฐานของท่าน ไม่ว่าท่านจะทำงานหรือไม่ในหนึ่งเดือน ท่านก็จะได้รับสามร้อยอีแปะ ส่วนที่เหลือนั้น ท่านย้อมผ้าหนึ่งผืน ข้าจะให้เจ้าห้าอีแปะ ย้อมมาก ได้มาก ท่านคิดว่าอย่างไร”


   เหอหลินได้ยินคำพูดของสวี่ซิ่วอิงก็เริ่มคำนวณในใจทันที


   โดยปกติแล้ว เขาสามารถย้อมผ้าได้ยี่สิบถึงสามสิบผืนต่อวัน หากคิดว่าย้อมยี่สิบผืนต่อวัน นั่นก็คือหนึ่งร้อยอีแปะต่อวัน เมื่อครบหนึ่งเดือนก็จะได้เงินสองสามตำลึง


   “เจ้าจะรักษาคำพูดหรือไม่” เหอหลินถามอย่างร้อนรน


   สวี่ซิ่วอิงยิ้มแล้วกล่าวว่า “แน่นอนว่าข้าจะรักษาคำพูด หากท่านต้องการไปกับข้า ก็จงเก็บข้าวของ พวกเราจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้”


   “หากไม่อยากไปก็ถือว่าพวกข้าไม่เคยมาที่นี่!”


   เหอหลินพูดอย่างร้อนรนว่า “ไป แน่นอนว่าต้องไป!”


   พูดจบเขาก็วิ่งเข้าไปข้างในเพื่อเก็บข้าวของ ความจริงแล้วก็ไม่มีอะไรให้เก็บกวาดหรอก ก็แค่เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน และเงินที่เหลืออยู่อีกไม่กี่อีแปะเท่านั้น


   นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว


   ขณะที่เขากำลังเก็บข้าวของอยู่ พวกสวี่ซิ่วอิงรออยู่นอกรถม้า


   “ฮูหยินสี่ ถ้าพวกเราจะซื้อผ้า ไม่ใช่ว่าควรซื้อผ้าสำเร็จรูปเลยหรือเจ้าคะ เหตุใดต้องหาคนย้อมผ้าด้วยล่ะ” หมิงจูถามอย่างสงสัย


   สวี่ซิ่วอิงยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบว่า “แต่เดิมข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะหาคนที่ย้อมผ้าเป็นหรอก เมื่อครู่ก็แค่อยากไปดูความคึกคักเท่านั้นเอง”


   “แต่เมื่อข้าเห็นผ้าที่เขาย้อม ข้าก็เปลี่ยนความคิด พวกเราอาจจะย้อมเองได้ อยากย้อมสีอะไรก็ย้อมสีนั้น และผ้าดิบก็ราคาถูกด้วย!”


   หมิงจูและหมิงจื้อพูดไม่ออก ฮูหยินของพวกเขาก็เริ่มตระหนี่ขึ้นมาแล้ว


   เหอหลินเก็บข้าวของเสร็จอย่างรวดเร็ว เมื่อเดินไปถึงประตูใหญ่ ยังตั้งใจเอาแผ่นไม้สองแผ่นที่ถูกลมพัดล้มมาประกบเข้าด้วยกัน


   ไม่ว่าจะอย่างไรที่นี่ก็เป็นบ้านเกิดของเขา ถึงจะพังก็ทิ้งไม่ได้


   “พอเถอะ อย่าชักช้าอีกเลย รีบขึ้นรถกันเถอะ ไม่อย่างนั้นพวกเราจะไปไม่ถึงอำเภอชิงเหอก่อนฟ้ามืด”


   หมิงจื้อเอ่ยปากเร่งเร้า “มาแล้ว มาแล้ว!”


   เหอหลินกระโดดขึ้นรถม้าและนั่งอยู้ข้างนอกข้างหมิงจื้อ


   ไม่ใช่ว่าเขาต้องการนั่งอยู่ข้างนอก แต่เป็นเพราะหมิงจื้อไม่ยอมให้เขาอยู่ข้างใน


   ตลอดทางหมิงจื้อใช้แส้ม้าอย่างกระตือรือร้น เร่งรีบไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็เข้าสู่อำเภอชิงเหอได้ก่อนที่ประตูเมืองจะปิด


   “เถ้าแก่เหอหลิน ช่วงสองสามวันนี้ ท่านพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมก่อน เงินข้าจ่ายให้แล้ว ที่บ้านข้ายังมีธุระอีกเล็กน้อย รอให้ข้าจัดการเสร็จแล้วข้าจะมาหาท่าน!” สวี่ซิ่วอิงกล่าวกับเหอหลินที่ดูมีความสุขอย่างเห็นได้ชัดเหอหลิน โบกมือด้วยความรำคาญ


   ”รู้แล้ว รู้แล้ว พวกเจ้ารีบไปเถอะ ไปทำธุระของพวกเจ้าเสีย ที่นี่มีสภาพแวดล้อมที่ดีเช่นนี้ มีทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ข้าไม่มีทางหนีไปหรอก!“


   หมิงจื้อโกรธจนแทบจะคว้าแจกันดอกไม้ข้างๆมาฟาดใส่เขา เมื่อเห็นสีหน้าและน้ำเสียงที่ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติของเหอหลิน


   “ข้าหวังว่าเจ้าจะมีความสามารถจริงๆ ไม่เช่นนั้นข้าจะจัดการเจ้าเป็นคนแรก!" หมิงจื้อกัดฟันพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนจะออกเดินทางไปยัง หมู่บ้านตระกูลฉิน!



 บทที่ 513: ข้าจะไม่ทำอะไรโง่ๆ



   “เอ๊ะ พวกเจ้าจะออกนอกเมืองหรือ” เหอหลินตะโกนด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นพวกเขายืนอยู่บนรถม้าที่กำลังมุ่งหน้าออกนอกอำเภอ


   ประตูเมืองเพิ่งปิดลงกลอนไปไม่ใช่หรือ พวกเขาจะออกนอกเมืองได้อย่างไร


   ได้!


   ได้อย่างแน่นอน!


   เมื่อครู่ตอนที่หาโรงเตี๊ยม หมิงจูได้ไปที่ศาลาว่าการเพื่อขอให้เจ้าหน้าที่หยางมาช่วยเปิดประตูแล้ว แต่แล้วพวกเขาก็ได้รับข่าวที่น่าตกใจและน่ากลัวยิ่งกว่านั่นก็คือ หงอวี่เกือบจะถูกลักพาตัวไปแล้ว


   ไม่ถูกต้อง ความจริงเขาถูกลักพาตัวไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ถูกพาออกจากหมู่บ้าน!


   “หมิงจื้อเร็วอีกหน่อย ข้าไม่รู้ว่าเสี่ยวชีจะเป็นอย่างไรบ้าง!” สวี่ซิ่วอิงพูดอย่างร้อนรน


   เมื่อครู่ตอนที่ได้รับข่าว นางตกใจจนเกือบจะเป็นลมไป ต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อทำให้ตัวเองสงบลง


   “ฮูหยินสี่ ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจเลย ม้าตัวนี้มีแค่สี่ขา วิ่งเร็วที่สุดก็แค่นี้แหละ!” หมิงจื้อ ปลอบใจสวี่ซิ่วอิงพลางฟาดแส้ม้าไม่หยุด


   สวี่ซิ่วอิงก็รู้ว่าตนเองร้อนใจเกินไป แต่นางก็ไม่อาจสงบสติอารมณ์ลงได้ นางนึกถึงว่าตนเองไปหาความช่วยเหลือจากครอบครัวมา แต่หงอวี่กลับเกิดเรื่อง นางอยากตบหน้าตัวเองสักสองที


   ตอนนี้พวกเขาไม่ควรชักช้าเช่นนี้เลย


   เอ้อร์จู้เห็นว่าฟ้ามืดแล้วกำลังคิดจะวางสิ่งกีดขวางไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้านแล้วกลับไปนอน แต่กลับเห็นรถม้าคันหนึ่งวิ่งมาอย่างรวดเร็ว พอเขาเพ่งมองดูอย่างถี่ถ้วนก็เห็นหมิงจื้อ เป็นผู้ขับรถม้า อีกทั้งสีหน้าของเขาดูร้อนรนอยู่มาก จึงรีบย้ายสิ่งกีดขวางทางออกไป ปล่อยให้เขาเข้าหมู่บ้านได้อย่างราบรื่น


   “เสี่ยวชี!”


   รถม้ายังไม่ทันหยุดสนิท สวี่ซิ่วอิงก็กระโดดลงมาอย่างใจร้อน ร่างกายซวนเซเล็กน้อย ทำให้คุกเข่าลงกับพื้นทันที


   นางไม่สนใจความเจ็บปวดที่ส่งมาจากหัวเข่า รีบลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งเข้าไปข้างในทันที


   แม่เฒ่าฉินเพิ่งช่วยเล่อเหนียงล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ได้ยินเสียงของสะใภ้สี่ ดังมาจากนอกประตู ระหว่างกำลังสงสัยอยู่ก็เห็นสวี่ซิ่วอิงวิ่งเข้ามาราวกับคนบ้า เล่อเหนียงเห็นผู้เป็นแม่กลับมาจึงก้าวเท้าเล็กๆวิ่งออกไป หวังจะกอดท่านแม่และออดอ้อนสักหน่อย


   แต่ผลคือผู้เป็นแม่ไม่แม้แต่จะหยุดฝีเท้า ขณะเดินผ่านข้างกายนางก็คว้าตัวนางขึ้นมาแล้ววิ่งตรงไปยังห้องของหงอวี่


   เล่อเหนียง “...”


   “เสี่ยวชี เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่” สวี่ซิ่วอิงวิ่งเข้าไปในห้องของหงอวี่แล้ววางเล่อเหนียงลงบนเตียง ก่อนจะดึงตัวหงอวี่มาตรวจสอบอย่างละเอียดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า


   หากไม่ใช่เพราะหงอวี่ต่อต้านสุดชีวิต นางคงจะถอดกางเกงของหงอวี่ออกเพื่อตรวจสอบแม้กระทั่งก้นด้วย


   “ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไรแล้ว!” ใบหน้าของหงอวี่แดงก่ำ สองมือจับขอบกางเกงแน่น


   เล่อเหนียงแต่เดิมรู้สึกว่าท่านแม่รักพี่เจ็ดมากกว่า จึงรู้สึกน้อยใจเล็กน้อย แต่พอเห็นพี่เจ็ดเกือบถูกท่านแม่ถอดกางเกง นางจึงล้มลงบนเตียงหัวเราะไม่หยุด


   “เสี่ยวชี เจ้าไม่เป็นไรจริงๆหรือ เจ้าหน้าที่หยางไม่ได้บอกหรือว่าเจ้าถูกลักพาตัวไป”


   สวี่ซิ่วอิงไม่เชื่อและคิดจะดึงกางเกงของเขาอีกครั้ง


   หงอวี่รีบอุ้มเล่อเหนียงที่กำลังหัวเราะไม่หยุดบนเตียงมาบังไว้ข้างหน้าทันที


   “ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไรจริงๆ!”


   “ดูสิ ตอนนี้ข้ากระโดดโลดเต้นได้ ทั้งยังอุ้มน้องสาวขึ้นมาได้ด้วยนะ!”


   สวี่ซิ่วอิงเห็นหงอวี่เหมือนจะไม่เป็นอะไรจริงๆ ในที่สุดก็วางใจลงได้ นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ พลางหายใจหอบแรงๆ


   “สวรรค์ ข้าเกือบตกใจตายแล้ว!”


   “เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนที่ข้าได้ยินว่าเจ้าเกิดเรื่อง ข้าตกใจจนหัวใจแทบจะกระเด็นออกมาอยู่แล้ว”


   หงอวี่รู้ว่าสวี่ซิ่วอิงเป็นห่วงเขามาก เขาวางเล่อเหนียงกลับลงบนเตียง แล้วโผเข้าไปในอ้อมกอดของสวี่ซิ่วอิงพร้อมกับออดอ้อน


   “ท่านแม่ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้ามากนัก ข้าโตแล้วนะ”


   สวี่ซิ่วอิงพูดอย่างหงุดหงิด “เจ้าโตแล้วอย่างนั้นหรือ โตแล้วจะถูกคนทำให้หมดสติหรือ


   “ถ้าเจ้าถูกพาตัวออกไปแล้ว ข้าก็ต้องกลับมาเสียเทียวน่ะสิ!” สวี่ซิ่วอิงกอดหงอวี่ไว้แน่นพลางพูดด้วยความหวาดกลัวที่ยังหลงเหลืออยู่ โชคดีที่คนลักพาตัวเขาไม่ใช่คนจากฝั่งนั้น มิเช่นนั้นแล้ว นางไม่กล้าจินตนาการว่าตอนนี้เขาจะมีชะตากรรมอย่างไร


   หรืออาจกล่าวได้ว่าตระกูลฉินหรือแม้แต่หมู่บ้านตระกูลฉินทั้งหมดจะต้องเผชิญชะตากรรมเช่นไร


   “ท่านแม่ ข้ารู้สึกว่าท่านรักข้ามากที่สุด ข้าจะดูแลตัวเองให้ดี ข้าสัญญากับท่านว่าเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองอีก ได้หรือไม่”


   หงอวี่ส่ายหัวในอ้อมกอดของสวี่ซิ่วอิงพลางออดอ้อนอย่างสุดกำลัง


   สวี่ซิ่วอิงไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่โบกมือเรียกเล่อเหนียงเข้ามา แล้วกอดพวกเขาทั้งสองไว้แน่น


   สำหรับหงอวี่นางรักและเอ็นดูเขาจากใจจริง นางปฏิบัติต่อเสี่ยวชีเหมือนกับที่ปฏิบัติต่อ เล่อเหนียง ตอนนี้แม้แต่เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่วก็ยังสู้ไม่ได้เลย นางรู้ว่าการกระทำเช่นนี้ของนางนั้นเป็นการเอาเปรียบเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่ว แต่นางก็ไม่อาจทำใจให้โหดร้ายได้


   เมื่อนึกถึงเสี่ยวชี เด็กน้อยที่ต้องเผชิญกับการเรื่องเลวร้ายมากมายในวัยเยาว์เช่นนี้ ต้องระหกระเหินอยู่ภายนอก หัวใจของนางก็รู้สึกเจ็บปวดไปหมด จึงไม่รู้ตัวว่าได้ลำเอียงเข้าข้างเสี่ยวชีไปเสียแล้ว


   หงอวี่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของสวี่ซิ่วอิง เขาสัมผัสได้ถึงอ้อมกอดอันอบอุ่นของสวี่ซิ่วอิง มือน้อยๆค่อยๆจับแก้มของเล่อเหนียง ช่วงเวลาอันอบอุ่นนี้ เขาจะจดจำมันไว้ตลอดกาล


   แต่เขารู้ว่าหากต้องการจะอ้อนท่านแม่อยู่ในอ้อมกอดเช่นนี้ไปชั่วชีวิต เขาจำเป็นต้องทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น


   ไม่ใช่ว่าข้าจำเป็นต้องนั่งอยู่ในตำแหน่งนั้น แต่อย่างน้อยก็ต้องแข็งแกร่งจนไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องเขาได้


   เล่อเหนียงกัดฟันมองพี่เจ็ดของนางที่กำลังดึงแก้มของนางแรงขึ้นเรื่อยๆด้วยความโกรธ


   “พี่เจ็ด ท่านคันมืออย่างนั้นหรือ”


   หงอวี่ที่กำลังดึงแก้มน้องสาวอย่างสนุกสนาน พอได้ยินเสียงแล้วก็ชะงัก เขามองน้องสาวอย่างงุนงง


   “หา”


   หลังจากหงอวี่อุทานออกมาคำหนึ่ง เขาก็ยื่นมือออกไปดึงแก้มน้องสาวอีกครั้ง


   คราวนี้ทำให้เล่อเหนียงโกรธจัด นางยื่นมือไปคว้ามือที่แดงก่ำของพี่ชายมาแล้วกัดอย่างแรง


   “โอ๊ย!”


   หงอวี่ถูกกัดอย่างไม่ทันตั้งตัวจึงร้องออกมาดังลั่น เขาอยากจะสลัดน้องสาวออก แต่ก็กลัวว่าจะทำให้นางเจ็บ จึงได้แต่ปล่อยให้นางกัดอยู่อย่างนั้น และมองน้องสาวด้วยสายตาน่าสงสาร


   เมื่อผู้คนได้ยินเสียงร้องของหงอวี่ก็ตกใจ แต่พอเห็นใบหน้าแดงก่ำของลูกสาวตัวเอง ก็รีบผลักหงอวี่ออกไปอย่างหมดคำพูด


   ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเสี่ยวชีแกล้งดึงผมน้องสาวอีกแล้ว ปล่อยให้พวกเขาทั้งสองคนจัดการกันเองเถิด นางไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยเลย!


   สวี่ซิ่วอิงไม่เพียงแต่ไม่ยุ่งเกี่ยว แต่ยังวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย!


   นางกลัวว่าหากวิ่งช้าไปแม้เพียงก้าวเดียว เจ้าเด็กน้อยทั้งสองคนนี้ก็จะลากนางเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้ด้วย


   “ท่านแม่…”


   หงอวี่เห็นสวี่ซิ่วอิงวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว จึงร้องเรียกด้วยความเสียใจอย่างยิ่ง


   ท่านแม่ของพวกเขาหายไปไหนแล้ว เหตุใดจึงทิ้งข้าไว้แล้วหนีไปเสียเล่า


   “โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย เล่อเหนียงปล่อยมือข้าเดี๋ยวนี้นะ!” หงอวี่ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด


   โอ๊ย เขาจะไม่แหย่น้องสาวอีกแล้ว


   “ฮึ่ม พี่เจ็ด ท่านโดนแน่!” เล่อเหนียงตะโกน


   “โอ๊ย น้องสาว เจ้ากัดเบาๆหน่อยได้หรือไม่ มือของข้ายังต้องใช้เขียนหนังสืออยู่นะ”


   “หรือว่าเจ้าจะเปลี่ยนไปกัดมืออีกข้างแทนได้หรือไม่”


   “ได้สิ!”


   เล่อเหนียงปล่อยมือที่กำลังกัดอยู่จากนั้นก็ใช้มือที่ว่องไวคว้ามืออีกข้างของเขาไว้ แล้วส่งเสียงร้องตาลุกวาว ก่อนจะกัดลงไปอีกครั้ง!



  บทที่ 514: นอกจากตามใจแล้วจะทำอันใดได้



   หงอวี่แต่เดิมคิดจะกล่อมให้เล่อเหนียงอ้าปาก แล้วรีบวิ่งหนีไป แต่ไม่คิดว่ามือของนางจะเร็วกว่าเท้าของเขาเสียอีก


   “น้องสาว ไว้ชีวิตข้าด้วยได้หรือไม่” หงอวี่ยอมแพ้แล้ว


   เล่อเหนียงส่งเสียงฟึดฟัดสองครั้ง แล้วลากเขาเข้าไปในพื้นที่มิติอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่จะเข้าไปในพื้นที่มิติ เล่อเหนียงหยิบชอล์กออกมาจากพื้นที่มิติแล้วขีดเส้นสองเส้นบนโต๊ะ


   มันคือข้อตกลงระหว่างนางกับผู้เป็นย่า ช่วงก่อนหน้านี้เล่อเหนียงมักจะวิ่งเข้าไปในพื้นที่มิติอยู่เสมอ แต่แม่เฒ่าฉินไม่มีเวลาคอยเฝ้าดูนางทุกครั้ง ดังนั้นทั้งสองจึงตกลงกันว่าหากเห็นเส้นขีดสองเส้นที่วาดด้วยชอล์กสีแดงบนโต๊ะ แม่เฒ่าฉินก็จะรู้ว่าเล่อเหนียง เข้าไปในพื้นที่มิติแล้ว


   ทันทีที่หงอวี่เข้าไปในพื้นที่มิติ เขาก็คว้าไม้ที่อยู่ข้างๆทันที แต่ครั้งนี้แปลกยิ่งนัก ห่านฝูงใหญ่ไม่ได้วิ่งเข้ามาโจมตีเขา ทำให้เขารู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง


   “น้องสาว ห่านพวกนี้นิสัยเปลี่ยนไปแล้วหรือ” เล่อเหนียงเหลือบมองไปยังฝูงห่านที่หมดแรงเหล่านั้น


   “ไม่มีอะไรหรอก ก่อนหน้านี้มีช่วงหนึ่งที่ท่านไม่ได้เข้ามา พวกมันทำนิสัยเดิม คือไปรังแกงูตัวนั้น ทำให้มันโกรธ งูตัวนั้นเลยกินไข่ของพวกมันไปหลายฟอง”


   “งูเหลียมตัวนี้ว่องไวเกินไป พวกห่านสู้ไม่ได้ ได้แต่มองดูมันกินไข่ของตนเองไปต่อหน้าต่อตา สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ พวกมันเลยกลายเป็นแบบนี้”


   หงอวี่มองดูห่านที่อ่อนระโหยโรยแรงด้วยความรู้สึกสุขใจอย่างยิ่ง


   “ฮ่าๆๆ สมควรแล้ว สั่งสอนพวกมันให้รู้ซะบ้าง ทุกครั้งที่ข้าเข้ามาพวกมันก็มาจิกข้า!”


   “พี่เจ็ด ท่านช่วยข้าเก็บผักหน่อยได้หรือไม่” เล่อเหนียงชี้ไปที่ผักที่สามารถเก็บได้ พลางกล่าว


   หงอวี่ที่เคยยิ้มแย้มกลับกลายเป็นแข็งทื่อ “น้องสาว เจ้าไม่ควรโหดร้ายเช่นนี้นะ”


   “เมื่อครู่เจ้ากัดข้าสองครั้ง ตอนนี้เจ้ายังจะให้ข้าช่วยเจ้าทำงานอีก ข้าคนนี้บอบบางเหลือเกิน เจ้าไม่เห็นใจข้าบ้างหรือ”


   เล่อเหนียงส่งเสียงฮึดฮัดสองสามครั้ง “หากท่านไม่ช่วยข้า ข้าจะฟ้องท่านแม่ว่าท่านรังแกข้า ทั้งยังแย่งอาหารข้ากินอีก!”


   หงอวี่ “...”


   บ้าบอที่สุด!


   แย่งอาหารนางกินงั้นหรือ!


   ครั้งไหนบ้างที่นางไม่เทอาหารที่กินไม่หมดลงชามเขา เหอะ เขาไม่รังเกียจก็ดีแค่ไหนแล้ว


   “พี่เจ็ด ช่วยข้าหน่อยสิ!”


   เล่อเหนียงเห็นหงอวี่ทำหน้าปฏิเสธจึงเปลี่ยนวิธี นางจับแขนเขาแกว่งไปแกว่งมาพลางออดอ้อน


   หงอวี่มุมปากกระตุก ยอมรับชะตากรรมแล้วหยิบตะกร้าไปเก็บผักต่อ


    ใครเล่าจะทนต่อการออดอ้อนของเล่อเหนียงได้เล่า


   แน่นอนว่าเขาทนไม่ไหว!


   หงอวี่เคยชินกับการทำงานและการเก็บผัก ตอนนี้เขาชำนาญเป็นอย่างมาก ตอนนี้เขากำลังเก็บผักอย่างกระตือรือร้น


   เขาจับมีดขึ้นมา ดึง ตัด โยนลงตะกร้า เท่านี้ก็เสร็จแล้ว


   เล่อเหนียงนั่งยองๆยิ้มกว้างมองดูพี่เจ็ดของนางที่กำลังทำหน้าบึ้งตึงเก็บผักในพื้นที่มิติ ภายในพื้นที่มิตินั้นง่ายดายมาก แค่นางโบกมือนางก็จะเก็บผักทั้งหมดได้ แต่นางก็ชอบให้พี่เจ็ดช่วยเก็บอยู่ดี


   นางรู้สึกว่าพี่เจ็ดของนางที่มีใบหน้าน่ารักเหมือนเด็กทารก การที่เขามาเก็บผักอย่างทุกข์ทรมานช่างดูดีเป็นพิเศษ


   หงอวี่แต่เดิมกำลังเก็บผักอย่างโกรธเคือง แต่หลังจากเก็บไปได้สองชุด จิตใจของเขาก็ค่อยๆสงบลง เมื่อมองไปที่เล่อเหนียงที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังยิ้มกว้างมองเขาอยู่ หัวใจของเขาก็มีกระแสความอบอุ่นไหลผ่าน


   ไม่มีใครรู้ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ เขาทนผ่านมันมาได้อย่างไร ทุกวันต้องอยู่ด้วยความหวาดกลัว กลัวว่าตนเองจะนำภัยมาสู่ตระกูลฉิน ยิ่งกลัวว่าตนเองจะถูกคนผู้นั้นค้นพบ


   หลิวซู่จับตัวเขาไปเป็นตัวประกัน แม้ภายนอกเขาดูสงบนิ่ง แต่ภายในเขาตื่นตระหนกมากแค่ไหนนั้นไม่มีใครรู้ พูดให้ถูกก็คือเขากำลังหวาดกลัว เพียงแต่เขาแสดงได้ดีมาก ไม่มีใครสักคนสังเกตเห็น


   แต่การเปลี่ยนแปลงของเขาก็ไม่อาจหลอกน้องสาวได้ เขารู้ว่าตอนนี้น้องสาวกำลังใช้วิธีของนางเพื่อทำให้จิตใจของเขาสงบลง และกำลังใช้วิธีของนางเพื่อบอกให้เขากล้าหาญก้าวไปข้างหน้า หากสำเร็จก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าล้มเหลวก็ยังมีพื้นที่เล็กๆนี้ที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้


   หงอวี่คิดถึงจุดนี้แล้วยิ่งทำงานในมืออย่างขยันขันแข็งมากขึ้น ไม่นานก็เก็บผักทั้งหมดกลับเข้าโรงเก็บเรียบร้อย


   “น้องสาว ขอบคุณเจ้า!” หงอวี่เช็ดเหงื่อบนหน้าผากด้วยแขนเสื้อแล้วเดินเข้ามาพูด


   เล่อเหนียงส่งน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ให้เขาหนึ่งถ้วย “พี่เจ็ด ท่านยังกลัวอยู่หรือ”


   หงอวี่จ้องมองเล่อเหนียงด้วยสายตาเป็นประกาย “ไม่กลัวแล้ว”


   เล่อเหนียงหัวเราะขึ้นมาทันที “พวกเราไปขนแตงโมออกไปกันเถอะ ท่านแม่กลับมาแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกินแตงโมที่บ้านสักคำเพื่อดับกระหาย”


   หงอวี่พยักหน้าอย่างเอ็นดู “ดี!”


   เด็กน้อยทั้งสองมองหน้ากันแล้วยิ้ม อุ้มแตงโมลูกใหญ่แล้วพุ่งออกมาในพริบตา ทันทีที่ออกไปข้างนอก แตงโมลูกใหญ่ที่หงอวี่อุ้มอยู่ก็ตกลงพื้น


   แตงโมกลิ้งไปสองรอบบนพื้นแล้วก็แตกออกเอง


   หงอวี่ “...”


   ถ้าข้าบอกว่าไม่ใช่ความผิดของเขา ทุกคนจะเชื่อหรือไม่


   เล่อเหนียง “...”


   แตงโมของข้า!


   เสียงแตงโมตกลงพื้นดึงดูดความสนใจของลิ่งอวี่ที่อยู่ข้างๆอย่างรวดเร็ว ลิ่งอวี่วางหนังสือในมือลง พอเด็กเข้ามาก็เห็นเด็กน้อยสองคนยืนอยู่กับที่ จ้องมองแตงโมที่แตกเป็นสองซีกบนพื้น ตาโตเบิกกว้างจ้องกันไปมา


   ลิ่งอวี่ถามพลางเก็บแตงโมที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา “พวกเจ้าไปทำอะไรกันมา”


   “พี่ใหญ่ พี่เจ็ดทำแตงโมตกพื้น!” เล่อเหนียงรีบฟ้องทันทีที่เห็นลิ่งอวี่


   หงอวี่ “...”


   ข้าไม่ใช่พี่เจ็ดสุดที่รักของเจ้าอีกแล้วหรือ


   “ได้แล้ว ได้แล้ว น้องสาวแตงโมลูกนี้หนักมาก พี่เจ็ดของเจ้าคงจะยกไม่ไหวถึงได้ทำตก อย่างไรก็ยังกินได้อยู่ ให้อภัยพี่เจ็ดของเจ้าได้หรือไม่” เล่อเหนียงไม่ได้โกรธแต่อย่างใด นางเพียงแต่รู้สึกว่าแตงโมนี้ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน


   อีกอย่างนางจะกล้าโทษพี่เจ็ดได้อย่างไร เพราะในแคว้นต้าหนิง คนที่จะได้กินแตงโมคงมีเพียงครอบครัวของพวกเขาเท่านั้น


   “พี่เจ็ด คราวหน้าท่านห้ามทำแบบนี้อีกนะ!” เล่อเหนียงดึงเสื้อของหงอวี่พลางกล่าว


   ส่วนหงอวี่ในตอนนี้กำลังครุ่นคิดอย่างหนักว่าแตงโมลูกนี้ถูกยัดเข้ามาในอ้อม อกของเขาได้อย่างไร เขาจำได้อย่างชัดเจนว่าตอนที่อยู่ในพื้นที่มิตินั้น เขาไม่ได้อุ้มแตงโมเลย


   ดังนั้นความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวนั่นก็คือเล่อเหนียงเป็นคนวางแตงโมไว้บนตัวเองใช่หรือไม่


   เมื่อคิดถึงตรงนี้หงอวี่จึงมองไปที่เล่อเหนียงด้วยสีหน้าตำหนิ ดวงตาคู่โตนั้นฉายแววน้อยใจ แบบนี้ไม่ยุติธรรมเลย


   “พี่ชาย พวกเราไปหั่นแตงโมกันเถอะ ตอนนี้ท่านแม่อยู่บ้านพอดีเลย” เล่อเหนียงสังเกตเห็นสายตาน้อยใจของหงอวี่ จึงรีบดึงลิ่งอวี่เดินออกไปอย่างรวดเร็ว ช่างเถอะ เทพผู้ยิ่งใหญ่องค์นี้เขาไม่อาจล่วงเกินได้ มีเพียงท่านย่าเท่านั้นที่จะจัดการได้


   นางยังคงไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว เกรงว่าจะลุกลามมาถึงตัวเอง


   ลิ่งอวี่มองดูคู่อริน้อยทั้งสองด้วยความจนปัญญา ปล่อยให้เด็กหญิงลากตัวไปตัดแตงโมแล้ว


   หงอวี่ถอนหายใจลึกๆ ก้าวเท้าตามไป


   นางเป็นน้องสาวที่เขารักที่สุด เขาได้แต่ต้องตามใจพวกนางเท่านั้น


   เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่วและคนอื่นเห็นลิ่งอวี่อุ้มแตงโมสองซีกเดินมาก็ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีทันที จากนั้นคนหนึ่งก็วิ่งไปล้างมือ คนหนึ่งสิ่งไปหยิบมีด



  บทที่ 515: ของข้า!



   วันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่


   สวี่ซิ่วอิงตื่นแต่เช้ามืด วันนี้นางต้องไปอำเภอเพื่อจัดการเรื่องเสื้อผ้า สิ่งสำคัญที่สุดคือยังมีอีกคนที่นางทิ้งไว้ในโรงเตี๊ยม


   เล่อเหนียงนอนกับสวี่ซิ่วอิงตั้งแต่เมื่อคืน ดังนั้นเมื่อสวี่ซิ่วอิงตื่น นางก็ตื่นตามไปด้วย เด็กน้อยนั่งขยี้ตามองหน้าสวี่ซิ่วอิงอย่างสงสัย


   “ท่านแม่ ตอนนี้ฟ้ายังไม่สว่างเลย เหตุใดท่านถึงตื่นเช้าขนาดนี้เจ้าคะ” สวี่ซิ่วอิงเห็นลูกสาวแสนน่ารักของนางตื่นขึ้นแล้ว จึงเดินเข้าไปอุ้มนางไว้ในอ้อมกอด พร้อมลูบหลังเบาๆ เพื่อให้นางหลับต่อ


   แต่เมื่อเล่อเหนียงตื่นขึ้นมาแล้วก็ไม่มีทางหลับอีกเด็ดขาด ตอนนี้นางลืมตาโตที่เปียกชื้นขึ้นมามองหน้าสวี่ซิ่วอิง


   “แล้วครั้งนี้ท่านจะไปที่ใดอีกเจ้าคะ”


   เล่อเหนียงเบ้ปากน้อยๆสองโอบรอบคอของสวี่ซิ่วอิงไว้ พร้อมกับออดอ้อนไม่หยุด


   “ท่านแม่ ต่อไปไปไหนพาเล่อเหนียงไปด้วยได้หรือไม่ ครั้งที่แล้วเล่อเหนียงอยู่บ้านคนเดียวเหงามากเลย”


   สวี่ซิ่วอิงได้ยินคำพูดหวานหูของลูกสาวก็รู้สึกใจอ่อนยวบยาบ สุดท้ายทั้งตระกูลฉินไม่มีใครสักคนที่จะทนต่อการออดอ้อนของเล่อเหนียงได้


   หากเล่อเหนียงออดอ้อนนั่นหมายความว่าจะต้องมีบางสิ่งเกิดขึ้น หรือไม่นางก็กำลังจะทำอะไรบางอย่าง


   “เจ้าตัวแสบ เจ้ากำลังวางแผนการอะไรอยู่อีกละ” สวี่ซิ่วอิงเอ่ยอย่างหงุดหงิดพลางเคาะเบาๆที่หน้าผากของลูกสาว


   “ท่านแม่ ข้าขอเข้าอำเภอกับท่านด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ”


   สวี่ซิ่วอิงนิ่งเงียบไป วันนี้นางมีธุระสำคัญที่ต้องจัดการที่อำเภอ อีกทั้งยังต้องเปิดร้านผ้าที่ซื้อต่อมาจากเถ้าแก่หลายอีกด้วย แต่ก่อนที่จะเปิดร้านยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำ หากพาเล่อเหนียงไปด้วย เกรงว่าจะดูแลนางไม่สะดวก


   เล่อเหนียงดูเหมือนจะเข้าใจความกังวลของผู้เป็นแม่ “ท่านแม่วางใจได้ ข้าจะเป็นเด็กดีแน่นอน จะไม่สร้างปัญหาให้ท่านเด็ดขาด”


   “ได้หรือไม่เจ้าคะ ท่านแม่ เล่อเหนียงอยากไปด้วย!”


   “ได้ๆๆ พาเจ้าไป พาเจ้าไป พอใจหรือยังเจ้าเด็กซน!” สุดท้ายสวี่ซิ่วอิงก็ยอมอ่อนข้อ


   ช่างเถอะ ไปถึงอำเภอก่อนแล้วค่อยว่ากัน ถ้าจัดการได้ก็จัดการไป ถ้าจัดการไม่ได้ก็ค่อยว่ากันอีกที


   ทางด้านพวกลิ่งอวี่กำลังเก็บข้าวของ วันหยุดสองวันได้ผ่านพ้นไปแล้ว วันนี้พวกเขาจะต้องกลับไปยังสำนักศึกษา


   การกลับไปสำนักศึกษาครั้งนี้ หลังจากนั้นอีกหนึ่งเดือนก็จะเป็นการปิดเรียนฤดูเก็บเกี่ยว สำหรับครอบครัวชาวนาจะมีเวลาเกือบหนึ่งเดือน ตอนนั้นจะสามารถเล่นสนุกได้อย่างเต็มที่


   เมื่อสวี่ซิ่วอิงและเล่อเหนียงเก็บข้าวของเสร็จและเดินออกไป พวกเขาพบว่าคนอื่นๆกำลังรออยู่ที่รถม้าแล้ว สิ่งที่น่าประหลาดใจคือหงอวี่ก็อยู่ที่นั่นด้วย


   “พี่เจ็ด วันนี้ท่านก็จะเข้าอำเภอด้วยหรือ” เล่อเหนียงถามอย่างสงสัย


   หงอวี่พยักหน้า “ใช่แล้ว พวกเจ้าไปกันหมดแล้ว ข้าก็ต้องไปแน่นอน!”


   เขามีธุระต้องไปอำเภอจริงๆ แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจก็คือ วันนี้เป็นวันที่ลิ่งอวี่และคนอื่นๆ กลับไปเรียนที่สำนักศึกษาด้วย


   ทันทีที่หงอวี่เห็นลิ่งอวี่ปฏิกิริยาภายในของเขาก็เหมือนนกคุ่มเจอแมว และรีบหาที่หลบทันที


   ล้อเล่นหรืออย่างไร ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนตระกูลฉินเหมือนกัน แต่เขาก็ยังไม่เคยได้สัมผัสกับเสียงปีศาจของลิ่งอวี่เลยจริงๆ


   หากแต่ช่วงเวลานี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเอาแต่ท่องหนังสืออย่างหนักจนถึงขั้นลืมกินลืมนอน


   หากไม่เช่นนั้นเขากับแม่เฒ่าฉินที่มีนิสัยชอบตื่นมาเดินเล่นด้านหลังกลางดึก ก็คงไม่มีทางค้นพบว่าลิ่งอวี่นั้นพยายามอย่างหนักขนาดนี้


   “เรียบร้อยแล้ว รีบนั่งให้มั่นคงเถอะ พวกเราจะออกเดินทางแล้ว!” สวี่ซิ่วอิงตะโกนบอกหลังจากขึ้นรถม้าพร้อมตะกร้า แล้วรถม้าก็เริ่มเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ


   หลังจากมาถึงอำเภอแล้ว สวี่ซิ่วอิงและคนอื่นๆก็ลงรถตรงหน้าร้านทันที


   “พวกเจ้าคนใดคนหนึ่งไปที่โรงเตี๊ยมทงฝู ชั้นสอง ห้องหมายเลขห้า ไปเชิญชายร่างกายมอมแมมคนนั้นมาที่นี่” สวี่ซิ่วอิงสั่งการต่อไปว่า “พวกเจ้าจงเร่งมือทำงานวันนี้ให้เต็มที่ ทำทุกอย่างให้เสร็จภายในวันนี้ ข้าจะเริ่มวางแผนแล้ว”


   ลูกจ้างทั้งสองรีบตอบรับเสียงดังอย่างกระตือรือร้น


   “ท่านแม่ สภาพแวดล้อมที่นี่ช่างดีเหลือเกิน ข้าเพียงแค่ออกมานอกประตูก็เห็นผู้คนมากมายเช่นนี้”


   เล่อเหนียงเอนตัวพิงประตูมองดูฝูงชนที่เดินผ่านไปมา ในใจรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก “ที่นี่ช่างดีเหลือเกิน ออกจากประตูก็มีของขายมากมาย แถมยังมีถังหูลู่ที่อร่อยให้กินด้วย”


   สวี่ซิ่วอิงได้ยินคำพูดของลูกสาวตัวเองก็รู้ว่านิสัยชอบกินของนางกำเริบอีกแล้ว นางหัวเราะเบาๆ แล้วคว้าลูกจ้างคนหนึ่งมาแล้วยื่นเงินให้เขาเล็กน้อย สั่งให้เขาไปซื้อถังหูลู่มาหนึ่งไม้


   “ไปซื้อถังหูลู่มาให้เจ้าแมวน้อยจอมตะกละตัวนี้กินเถอะ”


   ทันทีที่เล่อเหนียงเห็นถังหูลู่ไม้นั้น ดวงตาก็เป็นประกายรีบยื่นมือรับมาทันที


   แม้ว่าครอบครัวของพวกเขาเคยทำถังหูลู่ขายมาก่อน แต่ฤดูกาลตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะกินผลซานจา ดังนั้นนางจึงไม่รู้ว่าชายชราที่ขายถังหูลู่นั้นเก็บซานจามาจากที่ใด


   “เอ๊ะ เหตุใดที่นี่ถึงไม่มีสินค้าแล้วล่ะ”


   “เตรียมจะปิดร้านแล้วหรือ”


   เล่อเหนียงกำลังแทะถังหูลู่อยู่ก็มีสตรีผู้หนึ่งสวมชุดผ้าไหม ปักปิ่นทองสองอันบนศีรษะ พาสาวใช้สองคนเดินเข้ามา


   เล่อเหนียงจ้องมองปิ่นทองสองอันบนศีรษะของนางตาไม่กะพริบ อืม สองแบบนั้นดูสวยจริงๆ ไม่รู้ว่าถ้าท่านแม่สวมใส่จะดูสวยขึ้นอีกหรือไม่นะ


   “ท่านป้า ปิ่นปักผมบนศีรษะของท่านสวยมากเลย ท่านช่วยบอกเล่อเหนียงได้หรือไม่ว่าท่านซื้อมาจากที่ไหน”


   เล่อเหนียงรีบวิ่งเข้าไปดึงแขนเสื้อของสตรีผู้นั้นทันที พลางถามด้วยน้ำเสียงเสียงอ่อนหวาน


   สตรีผู้นั้นก้มลงมอง เห็นเด็กน้อยที่มีผมมวนเป็นจุกสองข้างบนศีรษะ บนจุกมีผ้าสีเหลืองผูกไว้ บนร่างกายสวมชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อนเหมือนเด็กในภาพวาดวันปีใหม่ หัวใจพลันละลายกลายเป็นน้ำ


   “เจ้าเป็นลูกสาวบ้านไหนกันนะ เหตุใดถึงน่ารักขนาดนี้”


   เล่อเหนียงได้ยินคำพูดของสตรีผู้นั้นก็รู้สึกอายจนต้องใช้มือปิดหน้าไว้ แต่แล้วก็แอบแยกนิ้วสองนิ้วออก เผยให้เห็นดวงตากลมโตคู่หนึ่ง


   “ท่านป้าคนสวย ที่ท่านพูดถึงเล่อเหนียงเช่นนี้ เล่อเหนียงรู้สึกเขินเหลือเกิน”


   หญิงสาวคนนั้นขำกับท่าทางทะเล้นของเล่อเหนียง นางถอดปิ่นปักผมบนศีรษะลงมาแล้วย่อตัวลงมองตาเล่อเหนียง “เด็กน้อย เจ้าอยากได้ปิ่นปักผมอันนี้หรือ”


   เล่อเหนียงส่ายหน้า “ไม่ใช่เจ้าค่ะ แค่เล่อเหนียงคิดว่าปิ่นปักผมนี้สวยมาก ข้าอยากทำให้ท่านแม่สักสองอัน”


   “อืม ยังต้องทำให้ป้าสะใภ้สาม อาซิ่วเถา และท่านย่าด้วย!” เล่อเหนียงพูดพลางนับนิ้วไปด้วย ท่าทางเซ่อซ่าไม่เพียงทำให้สตรีผู้นั้นหัวเราะ แม้แต่สาวใช้สองคนที่อยู่ด้านหลังนางก็หัวเราะออกมาเช่นกัน


   “ถ้าเช่นนั้นข้าจะมอบมันให้เจ้าเลย เจ้าก็ไม่ต้องไปทำมันแล้วสิ” หญิงสาวผู้นั้นกล่าวพลางยิ้มตาหยี


   อืม เด็กน้อยคนนี้ช่างน่าสนใจเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเป็นลูกบ้านใคร ถ้าพาตัวนางกลับไปเป็นเจ้าสาวเด็ก[1]คงจะดีเหลือเกิน


   “ท่านป้าคนสวย รอยยิ้มของท่านช่างน่ากลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ!”


   [1] เป็นธรรมเนียมโบราณในจีนที่ครอบครัวหนึ่งจะรับเด็กผู้หญิงมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็ก โดยตั้งใจให้เธอแต่งงานกับลูกชายในอนาคตของครอบครัวนั้น



 บทที่ 516: เจ้าสาวเด็ก



   “ไอ๊หยา เด็กน้อย ป้าชอบเจ้าเหลือเกิน!” ฮูหยินผู้นั้นยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ


   “เด็กน้อย จะเอาไปไว้เล่นดีหรือไม่”


   เล่อเหนียงมองปิ่นทองที่ยื่นมาตรงหน้า พลางถอยหลังอย่างระแวดระวังสองก้าว


   “ท่านป้าคนสวย เล่อเหนียงรับของของท่านไม่ได้”


   ฮูหยินผู้นั้นกลอกตาไปมา พยายามพูดจาหว่านล้อม “เอาไปเล่นเถอะ เจ้าไม่ชอบมันหรอกหรือ”


   เล่อเหนียงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ในใจรู้สึกเสียใจเล็กน้อย เหตุใดถึงได้ขวางนางไว้เพราะอย่างรู้ที่มาของปิ่นด้วยนะ ไม่มีผู้ใดจะมอบของมีค่าเช่นนี้ให้แก่คนแปลกหน้าโดยไร้เหตุผล หากมีเช่นนั้นย่อมต้องมีเจตนาร้ายแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน


   “เล่อเหนียง เจ้ากำลังทำอะไรอยู่” สวี่ซิ่วอิงเดินออกมาก็เห็นเล่อเหนียงกำลังจ้องมองหญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้านางด้วยสายตาระแวดระวัง


   “ท่านแม่ ท่านป้าคนนี้อยู่ดีๆก็จะมอบปิ่นทองสองอันให้ข้า แต่เล่อเหนียงไม่ได้รับไว้นะเจ้าคะ!” เล่อเหนียงรีบวิ่งกลับไปหาสวี่ซิ่วอิงแล้วเอ่ย


   สวี่ซิ่วอิงได้ยินคำพูดของเล่อเหนียงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย นางเดินเข้าไปหาแล้วกล่าวอย่างสุภาพว่า


   “ขออภัยฮูหยิน ลูกสาวของข้านิสัยดื้อรั้น หากนางได้ล่วงเกินท่านไป ข้าขอให้ท่านโปรดอภัยด้วย!” หญิงสาวผู้ยิ้มพลางโบกมือ “ไม่หรอก ไม่หรอก เล่อเหนียงน่ารักมาก ข้าชอบนาง นางยังไม่ได้ทำอะไรให้ข้าขุ่นเคืองใจเลย”


   สวี่ซิ่วอิงฟังคำพูดของนางแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ดูเหมือนว่าจะมีความหมายอื่นแฝงอยู่ในคำพูดนั้น


   “ท่านต้องการเข้ามาดูผ้าหรือไม่” สวี่ซิ่วอิงถามน้ำเสียงราบเรียบ


   หญิงสาวผู้นั้นมองดูสวี่ซิ่วอิงอย่างประหลาดใจ “ท่านซื้อร้านนี้มาแล้วหรือ”


   สวี่ซิ่วอิงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ใช่แล้ว ผ้าเก่าที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ขายหมดแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงแค่ตกแต่งใหม่เล็กน้อยก็สามารถเปิดร้านได้แล้ว พวกข้ามีผ้าชั้นดีหลายม้วนอยู่ที่ห้องด้านหลัง ท่านสนใจจะไปดูหรือไม่” หญิงสาวผู้นั้นแต่เดิมมาซื้อเสื้อผ้า แต่ว่ายังมีเรื่องสำคัญอีกหนึ่งเรื่องที่นางต้องทำ


   “แม่เล่อเหนียง ข้าแซ่จางชื่อเฟิ่ง ตระกูลสามีข้าคือตระกูลจางแห่งอำเภอชิงเหอ”


   สวี่ซิ่วอิงไม่เข้าใจความหมายจึงไม่ได้ตอบรับคำพูดของนาง แต่กลับมองนางด้วยความสงสัย


   นางไม่เข้าใจว่าหญิงคนนี้ต้องการทำอะไร เหตุใดถึงได้เริ่มแนะนำตัวเช่นนี้


   จางเฟิ่งเห็นสวี่ซิ่วอิงไม่ตอบรับ สายตาของนางหม่นลงเล็กน้อย แล้วเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม


   “บ้านข้ามีลูกชายเพิ่งอายุครบสิบสองปี เขายังไม่ได้หมั้นหมาย ข้าเห็นว่าพวกเราสองคนก็มีวาสนาต่อกัน ไฉนไม่ผูกเป็นญาติกันเสียเลยล่ะ”


   “ว่าอย่างไรนะ”


   สวี่ซิ่วอิงไม่อยากเชื่อหูตัวเอง “ท่านพูดว่าอะไรนะ”


   เล่อเหนียงก็งุนงงเช่นกัน ไม่ใช่นะ หญิงคนนี้สมองมีปัญหาหรืออย่างไร


   จางเฟิ่งเห็นปฏิกิริยาของสวี่ซิ่วอิงก็คิดว่านางดีใจจนเกินไป สายตาฉายแววดูแคลน นางถอดปิ่นทองออกจากศีรษะแล้วปักเข้าไปในมวยผมของสวี่ซิ่วอิง


   “แม่ยาย พวกเราตกลงกันแบบนี้นะ นี่คือของขวัญแรกพบสำหรับท่าน ท่านเอากลับไปทำเป็นกำไลก็ได้นะ”


   “เล่อเหนียง ข้าจะพากลับไปเลย พอดีให้คู่บ่าวสาวได้สร้างความสัมพันธ์กันสักหน่อย!”


   สวี่ซิ่วอิงโกรธจัดถอดปิ่นปักผมบนศีรษะแล้วขว้างใส่จางเฟิ่ง “ไปให้พ้น แม่ยายบ้านเจ้าสิ เจ้าพูดอะไรออกมา ทั้งยังกล้าคิดจะเอาตัวเล่อเหนียงไปอีก”


   จางเฟิ่งเห็นปฏิกิริยาโกรธเกรี้ยวของสวี่ซิ่วอิงพลันงุนงง ปล่อยให้ปิ่นทองอันนั้นกระแทกใส่ร่างของนาง


   “เจ้ารีบไสหัวไปให้พ้นก่อนที่ข้าจะโกรธ ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!” สวี่ซิ่วอิงกอดเล่อเหนียงไว้พลางผลักจางเฟิ่ง


   บ้าไปแล้วหรืออย่างไร ทั้งยังคิดจะเอาเล่อเหนียงไปเป็นสะใภ้เด็กอีก ฝันไปเถอะ!


   “หญิงคนนี้ช่างไม่รู้จักบุญคุณเสียจริง การที่ข้าจะดูแลเด็กหญิงบ้านของพวกเจ้านั้นถือเป็นโชคดีของนางแล้ว!”


   ในที่สุดจางเฟิ่งก็รู้สึกตัว “เด็กหญิงน่ารังเกียจคนนี้ เลี้ยงไว้ในบ้านก็มีแต่จะกลายเป็นของไร้ค่า ถ้าเจ้าให้ข้าพานางกลับบ้านไป เจ้าก็จะได้ปิ่นปักผมทองสองอันนะ”


   คำพูดของจางเฟิ่งทำให้สวี่ซิ่วอิงเดือดดาล นางก้าวฉับๆเข้าไปแล้วฟาดมือลงใบหน้าอีกฝ่ายอย่างแรง


   “พูดบ้าอะไรของเจ้า ไสหัวไปให้พ้น”


   เล่อเหนียงคือชีวิตของนาง กล้าด่าเล่อเหนียงก็เท่ากับด่านาง ตบนางหนึ่งทีก็ถือว่าเปล่ามากแล้ว


   “นางหญิงชั้นต่ำ เจ้ากล้าตบข้าหรือ!” จางเฟิ่งยกมือกุมแก้มมองดูสวี่ซิ่วอิงอย่างไม่อยากเชื่อ


   “ข้าตบเจ้าแล้วอย่างไร เจ้าใช้ปากมาด่าลูกสาวข้าก่อน การที่ข้าตบเจ้าหนึ่งทีถือว่าเบามากแล้ว”


   “จะ…จะ...เจ้า...เจ้ารู้หรือไม่ว่าตระกูลของข้าคือใคร” จางเฟิ่งกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด


   “ข้าไม่หรอกว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน ต่อให้เจ้าเป็นเทพเซียนจากสวรรค์ หากคิดร้ายกับลูกสาวของข้าก็ไม่มีทางหนีรอดออกไปได้อย่างปลอดภัย!” สวี่ซิ่วอิงกล่าวอย่างดุดัน


   การโต้เถียงของพวกเขาทั้งสองคนได้ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมาย ตอนนี้เริ่มมีผู้คนมามุงดูด้วยความสนุกแล้ว


   พวกเขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่จากน้ำเสียงที่ได้ยินและคำพูดที่ดุดันเช่นนี้ พวกเขาเข้าใจผิดโดยสัญชาตญาณว่า สวี่ซิ่วอิงกำลังรังแกผู้อื่นและเริ่มปริปากตำหนิ


   “ต่างก็เป็นผู้หญิงด้วยกัน จำเป็นด้วยหรือที่จะต้องทำร้ายกันเอง ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ลองถอยคนละก้าวดูไม่ได้หรือ” หญิงวัยกลางคนใจดีคนหนึ่งออกมาพูดทันใดนั้น


   หญิงอีกคนหนึ่งก็เอ่ยปากขึ้นว่า “ข้าได้ยินมาว่าร้านผ้านี้ถูกคนซื้อไปแล้ว และเป็นเจ้าของเป็นผู้หญิงด้วย คงไม่ใช่คนเดียวกันใช่หรือไม่”


   แต่ก็มีคนที่รู้จักสวี่ซิ่วอิง พวกเขาช่วยพูดแทนสวี่ซิ่วอิงหรือไม่


   เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากด้านนอกประตูแน่นอนว่าเข้าหูของสวี่ซิ่วอิง แต่นางก็ไม่ได้สนใจ นางขี้เกียจที่จะใส่ใจ ตอนนี้นางแค่อยากไล่หญิงน่ารังเกียจคนนี้ออกไปเท่านั้น


   “ไม่ใช่อย่างนั้น แต่เป็นป้าคนนี้ที่ต้องการล่อลวงเล่อเหนียงกลับไปเป็นเจ้าสาวเด็ก!”


   เล่อเหนียงก็ได้ยินคำพูดไม่เป็นมิตรต่อมารดาของนางจากด้านนอกจึงตะโกนแก้ต่างให้มารดาของตนเอง ผู้คนที่อยู่นอกประตูได้ยินคำพูดของเด็กอ้วนคนนั้น ท่าทีของพวกเขาก็เปลี่ยนไปในทันที ขณะที่รู้สึกเห็นอกเห็นใจเล่อเหนียง พวกเขาก็มองจางเฟิ่งด้วยสายตารังเกียจ


   “บ้าเอ๊ย หญิงคนนี้ช่างน่าขยะแขยงเหลือเกิน เด็กน้อยคนนี้ดูก็รู้แล้วว่าอายุสองสามขวบเท่านั้น นางก็คิดจะลักพาตัวลูกสาวของคนอื่นกลับไปเป็นลูกสะใภ้เชียวหรือ”


   “ใช่แล้ว ใช่แล้ว ข้าคิดว่าการที่นางโดนตบไปหนึ่งทีนั้นยังเบาไปด้วยซ้ำ ถ้าเป็นข้า ข้าจะต้องตบนางอีกหลายๆที”


   “หญิงคนนี้ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนดีอะไร ดูสันจมูกที่แบนราบนั่นสิ นั่นแหละลักษณะของคนที่เจ้าเล่ห์จริงๆ!”


   จางเฟิ่งได้ยินเสียงจากนอกประตู โกรธจนจมูกบิดเบี้ยว ความจริงแล้วนางต้องการหาเด็กหญิงมาเลี้ยงเป็นเจ้าสาวเด็กก็จริง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเล่อเหนียงเสมอไป นางอยากได้ลูกสาว ก็แค่เห็นว่าเล่อเหนียงดูสวยกว่า ดูน่ารักกว่าเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม หญิงผู้นี้กลับก่อเรื่องวุ่นวายมากมายเช่นนี้


   ไม่ว่าอย่างไร เด็กคนนี้ก็ต้องเป็นของนาง!


   “มาเร็ว พาเจ้าเด็กคนนี้กลับไปให้ข้า!” จางเฟิ่งตะโกนเสียงดัง


   พริบตาบรรดาคนรับใช้ที่มีท่าทางดุร้ายนับไม่ถ้วนก็บุกเข้ามาอย่างป่าเถื่อน


   “พวกเจ้าต้องการทำอะไร” สวี่ซิ่วอิงอุ้มเล่อเหนียงถอยหลังสองก้าว มองชายร่างใหญ่ที่บุกเข้ามาด้วยสีหน้าระแวดระวัง


   “จับหญิงคนนี้มาให้ข้า!” จางเฟิ่งออกคำสั่ง


   ชายร่างใหญ่เหล่านั้นก็เดินเข้าไปหาสวี่ซิ่วอิง เล่อเหนียงมองดูผู้คนที่รุมล้อมเข้ามาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวขึ้นเรื่อยๆ นางสาบานว่าหากใครทำร้ายท่านแม่ นางจะสับคนพวกนี้เป็นชิ้นๆอย่างแน่นอน


   “เถ้าแก่!”


   เสียงของลูกจ้างภายในร้านกังขึ้น เขาวิ่งออกมาพร้อมกับท่อนไม้ และยืนขวางหน้าสวี่ซิ่วอิงไว้



 บทที่ 517: กล้าหาญยิ่งขึ้น



   คนที่อยู่นอกประตูเห็นว่าจางเฟิ่งยังคงดื้อรั้น พอคิดจะใช้วิธีรุนแรงก็มีบางคนวิ่งไปแจ้งทางการ บางคนก็ไปที่ร้านหวานละมุนเพื่อตามคนมา


   มีคนจำได้แล้วว่าเล่อเหนียงก็คือเด็กอ้วนจากร้านหวานละมุน ยิ่งไปกว่านั้นบางคนคิดจะบุกเข้าไปเพื่อหยุดจางเฟิ่ง


   แต่พวกอันธพาลที่จางเฟิ่งพามาก็ไม่ใช่พวกอ่อนแอ พวกเขายืนขนาบสองข้าง จัดการคนที่พยายามจะเข้ามาให้ล้มลงกับพื้น พร้อมกันนั้นก็จัดการกับลูกจ้างในร้านให้ล้มลงด้วย


   ตอนนั้นฉินเหล่าซานและไห่ถังกำลังห่อขนมให้พวกลิ่งอวี่เพื่อนำกลับไปกินที่สำนักศึกษา ทันใดนั้นมีคนมาบอกว่าสวี่ซิ่วอิงเกิดเรื่อง มีคนจะแย่งตัวเล่อเหนียงกลับไปเป็นเจ้าสาวเด็ก


   พวกเขาตกใจเป็นอย่างยิ่ง ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังทิ้งข้าวของแล้วรีบวิ่งไปที่ร้านผ้าทันที


   พี่ชายหลายคนของลิ่งอวี่จะทนได้อย่างไร พวกต่างโยนกระเป๋าผ้าทิ้งแล้ววิ่งตามไปที่ร้านผ้าด้วย


   เหยียนเทาและสหายสนิทอีกหลายคนของลิ่งอวี่ บังเอิญอยู่ในร้านช่วยต้อนรับลูกค้าพอดี พอได้ยินเรื่องนี้ก็ทิ้งข้าวของแล้ววิ่งตามไปด้วย


   “ข้าอยากรู้นักว่าใครมันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอยากจะแย่งตัวเล่อเหนียงนั้นไป!” เหยียนเทาพูดอย่างดุดันขณะวิ่ง


   ไป๋เช่ออวิ๋นเพิ่งจัดการคดีหนึ่งเสร็จ กำลังยืดเส้นยืดสายและเตรียมจะไปดื่มชาสักถ้วย ก็ได้ยินคนมารายงานว่าเกิดเรื่องขึ้นที่ร้านผ้า


   ไป๋เช่ออวิ๋นไม่ได้ใส่ใจนัก คิดจะส่งเจ้าหน้าที่คนหนึ่งไปดูสถานการณ์เท่านั้น แต่จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่าร้านผ้าเพียงแห่งเดียวในอำเภอชิงเหอนั้นถูกสวี่ซิ่วอิงซื้อไปแล้ว


   ถ้าร้านผ้าเกิดเรื่อง ไม่ได้หมายความว่าสวี่ซิ่วอิงและคนของนางเกิดเรื่องหรอกหรือ ได้ยินเช่นนี้ไป๋เช่ออวิ๋นจะนั่งอยู่เฉยๆได้อย่างไร รีบนำกลุ่มเจ้าหน้าที่ไปยังร้านผ้าของสวี่ซิ่วอิงทันที


   “เล่อเหนียง!”


   ชายฉกรรจ์หลายคนล้อมรอบ สวี่ซิ่วอิงและพยายามแย่งชิงเล่อเหนียงไป หากแต่สวี่ซิ่วอิงไม่ยอมปล่อยมือเด็ดขาด นางกอดเล่อเหนียงแน่นพร้อมกับเตะชายที่อยู่ใกล้ตนเองที่สุด


   คนรับใช้คนนั้นมีหน้าตาดุร้ายน่ากลัว ดูก็รู้ว่าในชาติก่อนคงเคยทำเรื่องชั่วร้ายมามาก เมื่อถูกสวี่ซิ่วอิงเตะโดยไม่มีสาเหตุ เขาจึงทนไม่ไหวและเตะกลับทันที


   สวี่ซิ่วอิงมีร่างกายผอมบางอยู่แล้ว เมื่อถูกชายฉกรรจ์ร่างกำยำเตะเข้าก็กระเด็นออกไปทันที


   “ท่านแม่!” เล่อเหนียงเห็นผู้เป็นแม่ของตนล้มลง หากแต่แขนยังกอดนางแน่น ดวงตาของเด็กน้อยก็แดงกขึ้นมาทันที นางพลิกมือจะหยิบอาวุธออกมาจากพื้นที่มิติ เพื่อจะฆ่าคนพวกไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเหล่านี้ให้ตายตกไปเสีย


   ขณะนั้นฉินเหล่าซานและคนอื่นๆก็วิ่งมาถึง ทันทีที่พวกเขามาถึงก็เห็นภาพสวี่ซิ่วอิงถูกเตะกระเด็น ดวงตาของพวกเขาแดงก่ำขึ้นมาในทันที


   “ไอ้พวกเศษสวะ เจ้ากล้าทำร้ายคนในครอบครัวของข้าหรือ!” ฉินเหล่าซานคว้าไม้คานที่ลุงใหญ่ใช้หาบของอยู่ข้างๆมาแล้วพุ่งเข้าไป


   สือไห่ถังก็ยกแผงถังหูลู่ขึ้นมาฟาดเข้าไปด้วยเช่นกัน เป้าหมายครั้งนี้แม่นยำมาก เป้าหมายครั้งนี้ของนางคือจางเฟิ่ง


   พวกลิ่งอวี่ช้าไปหนึ่งก้าว เมื่อวิ่งมาถึงก็เห็นเล่อเหนียง กำลังพยายามอย่างยากลำบากในการลากสวี่ซิ่วอิงให้ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก


   ส่วนสวี่ซิ่วอิงกุมท้องไว้และไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ไม่ว่าจะพยายามเท่าไร ขณะที่ฉินเหล่าซานคนเดียวต่อสู้กับสามคน ถูกกลุ่มชายร่างใหญ่เหล่านั้นรุมทำร้ายจนไม่สามารถตอบโต้ได้


   สือไห่ถังมีพลังในการต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้


   “อ๊ากกก ข้าจะสู้กับพวกเจ้าจนถึงที่สุด!”


   ลิ่งอวี่นักเรียนร่างผอมบางถึงกับตาแดงก่ำด้วยความโกรธ เมื่อหาอาวุธที่ถนัดไม่ได้จึงถอดรองเท้าออกแล้ววิ่งเข้าไป


   เหยียนเทาและเด็กอีกหลายคนที่วิ่งมา พวกเขาหยิบไม้ติดมือมาด้วย ตอนนี้พวกเขาเริ่มต่อสู้กันอีกแล้ว


   จางเฟิ่งและพวกของเขาเห็นลิ่งอวี่และคนอื่นๆ สวมชุดของสำนักศึกษาเติงเคอก็ถึงกับตะลึงงันไปทันที


   สำนักศึกษาเติงเคอนี้ไม่เหมือนกับสำนักทั่วไป ผู้ที่สามารถเข้าเรียนในสำนักศึกษาเติงเคอได้ล้วนเป็นคนที่เก่งกาจโดดเด่นทั้งสิ้น ไม่ก็ต้องมาจากตระกูลที่ร่ำรวยและมีอิทธิพล!


   “หยุดเดี๋ยวนี้ จางเปี่ยวหยุดเดี๋ยวนี้!” แม้จางเฟิ่งจะเป็นคนหยาบคาย แต่นางก็รู้ดีว่ากลุ่มนักเรียนเหล่านี้เป็นคนที่ไม่อาจแตะต้องได้เด็ดขาด หากทำร้ายพวกเขา นางจะต้องรับผลอันร้ายแรงแน่นอน


   ดังนั้นนางจึงอดทนต่อความเจ็บปวดทางร่างกายและตะโกนห้ามปรามอย่างสุดเสียง


   น่าเสียดายที่คนที่นางพามาทั้งหมดต่างคลั่งไปกับการทำร้ายผู้อื่น ไม่เพียงแต่ไม่ฟังคำพูดของจางเฟิ่ง เมื่อพวกเขาเห็นเด็กกลุ่มหลังที่เพิ่งเข้ามาร่วม ความริษยาก็ทำให้จิตใจของพวกเขาบิดเบี้ยวไปในทันที


   ดังนั้นพวกเขาจึงมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเด็กเหล่านั้นโดยเฉพาะ จางเฟิ่งเห็นสถานการณ์แย่ลงก็ตกใจจนร้องไห้ออกมา นางทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้น ร้องไห้คร่ำครวญขอร้องให้พวกเขาหยุดมือ


   น่าเสียดายที่ไร้ประโยชน์


   ไม่มีใครสนใจนางเลยสักคน


   ไม่สิ มีคนคนหนึ่งสนใจนาง!


   สือไห่ถังใช้แผงถังหูลู่ขนาดใหญ่ฟาดนางอย่างแรง


   ตอนนี้จางเฟิ่งไม่มีท่าทางหยิ่งผยองเหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว นางไม่เคยคิดเลยว่าการลักพาตัวเด็กหญิงไปเป็นเจ้าสาวเด็กจะนำมาซึ่งการต่อสู้กับบัณฑิตจากสำนักศึกษาเติงเคอ


   “เจ้าหญิงชั่วช้า กล้าดีอย่างไรมาหมายปองเล่อเหนียงของครอบครัวพวกข้า เจ้าเคยถามความเห็นข้าหรือไม่”


   สือไห่ถังเห็นจางเฟิ่งไม่กล้าต่อต้านแล้ว จึงแผงถังหูลู่ทิ้งไปอีกด้าน แล้วเปลี่ยนมาใช้มือกระชากผมนางแทน ถึงอย่างไรแผงถังหูลู่นั้นก็หนักอยู่พอสมควร


   “ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้ว ข้าขอร้องละ ให้พวกเขาหยุดเถิด!” จางเฟิ่งร้องไห้โวยวายเสียงดัง


   นางเห็นจางเปี่ยวไล่ตามทุบตีเหยียนเทาและลิ่งอวี่ จนสีหน้าซีดเผือดราวกับคนตายแล้ว


   “พวกเจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!”


   ไป๋เช่ออวิ๋นวิ่งมาถึงพอดีเห็นจางเปี่ยวกำลังชกลิ่งอวี่ เขาก็ตกใจรีบพุ่งเข้าไป กระโดดเตะจนจางเปี่ยวกระเด็นไปชนกำแพง


   เจ้าหน้าที่ทางการคนอื่นๆต่างพากันวิ่งเข้ามา ควบคุมสถานการณ์ได้ในพริบตา


   จางเฟิ่งเห็นทุกคนหยุดลงในที่สุด คนของนางไม่ได้ไล่ตามทำร้ายพวกบํณฑิตอีกแล้ว ในใจรู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก


   “ใครสามารถบอกข้าได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “พวกเจ้าช่างกล้าหาญนัก กล้าทำร้ายแม้แต่ศิษย์ของสำนักศึกษาเติงเคอ!”


   “ท่านอาไป๋!”


   เมื่อเล่อเหนียงเห็นไป๋เช่ออวิ๋นก็เบะปากน้อยๆ น้ำตาไหลออกมาทันที


   “ท่านอาไป๋ พวกเขารังแกเล่อเหนียง แล้วยังรังแกท่านแม่ด้วย พวกเขาทำร้ายท่านแม่!”


   เล่อเหนียงร้องไห้โฮออกมา


   เรื่องนี้ทำให้ป๋เช่ออวิ๋นรู้สึกปวดใจ เขารีบเข้าไปอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมา แล้วตบหลับปลอบเบาๆ “เล่อเหนียงเด็กดี เล่อเหนียงเด็กดี อย่าร้องไห้นะ อย่าร้องไห้ ใครรังแกเล่อเหนียงอาไป๋จะช่วยเจ้าตีเขาให้ดีหรือไม่”


   จางเฟิ่งและจางเปี่ยวเห็นไป๋เช่ออวิ๋น แสดงความสนิทสนมกับเด็กสาวคนนี้ออกมา พวกเขารู้สึกเย็นเยือกในใจ ในหัวของพวกเขาพร้อมใจกันคิดว่า ชีวิตข้าจบแล้ว!


   “ซิ่งอิง เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่” สือไห่ถังเห็นสวี่ซิ่วอิงกุมท้องด้วยสีหน้าเจ็บปวดตลอดเวลา จึงรีบวิ่งเข้าไปประคองนางด้วยสีหน้าเป็นห่วง


   สวี่ซิ่วอิงหน้าซีดขาวมีเหงื่อผุดที่หน้าผาก “พี่สะใภ้สาม อกของข้าเจ็บมาก”


   สือไห่ถังพอได้ยินก็ร้อนรนขึ้นมาทันที “เหล่าซาน ซิ่วอิงบอกว่าอกเจ็บ รีบไปเชิญหมอมาเร็ว” ฉินเหล่าซานเองก็มีผ้าพันแผลเต็มศีรษะ เมื่อได้ยินเสียงของภรรยา เขาก็ไม่สนใจบาดแผลบนศีรษะอีกต่อไป รีบวิ่งออกไปทันที


   “ท่านแม่!” เล่อเหนียงได้ยินท่านแม่บอกว่าเจ็บหน้าอกก็รู้สึกร้อนใจ นางพยายามดิ้นรนจากอ้อมกอดไป๋เช่ออวิ๋


   สวี่ซิ่วอิงยิ้มอย่างอ่อนแรง ร่างกายเอนไปด้านหลังก่อนจะหมดสติไป



 บทที่ 518: แท้จริงแล้วเรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่



   “ท่านแม่!”


   “ซิ่วอิง!”


   “ท่านอา!”


   เสียงหลายเสียงดังขึ้นพร้อมกัน


   “ท่านแม่ ตื่นเร็วเข้า ท่านอย่าทำให้เล่อเหนียงตกใจสิ!” เล่อเหนียงเห็นว่าผู้เป็นแม่หมดสติก็ตกใจจนแทบบ้า นางร้องไห้พลางโผเข้าไปกอดร่างของสวี่ซิ่วอิ่งแล้วร่ำไห้เสียงดัง


   จางเฟิ่งเห็นสวี่ซิ่วอิงหมดสติ พลันก็รู้สึกเหมือนจะเป็นลมไปด้วย


   “เหตุใดพวกเจ้ายังยืนเหม่ออยู่อีก รีบมาช่วยข้าพาเจ้านายของพวกเจ้าขึ้นไปชั้นบนเร็วเข้า!” สือไห่ถังตะโกนใส่ลูกจ้างทั้งสองคน


   พอได้ยินเช่นนั้นทั้งสองคนก็รู้สึกตัว รีบเข้าไปอุ้มสวี่ซิ่วอิงขึ้นมาแล้ววิ่งขึ้นไปชั้นบนทันที


   เล่อเหนียงจ้องจางเฟิ่งอย่างดุดันแล้วก็วิ่งตามขึ้นไปด้วย ลิ่งอวี่ก็อยากจะขึ้นไปเหมือนกันแต่ถูกสือไห่ถังห้ามเอาไว้


   “ลิ่งอวี่ พวกเจ้ารีบไปสำนักศึกษาเถอะ อีกเดี๋ยวประตูจะปิดแล้ว”


   “อาสะใภ้…” ลิ่งอวี่ ลิ่งหมิง และลิ่งเฟิงจะจากไปได้อย่างไร


   “พอเถอะ ข้ารู้ว่าพวกเจ้าทั้งสามคนเป็นห่วงครอบครัว แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเจ้าคือการตั้งใจเรียน เพื่อเตรียมตัวสอบฤดูใบไม้ร่วงปีหน้า ส่วนเรื่องที่นี่ มีพวกข้าและนายอำเภอไป๋จัดการ เจ้าวางใจได้ ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกมันลอยนวลแน่นอน!”


   ลิ่งอวี่ยังคงไม่อยากจากไป แต่ถูกเหยียนเทาลากตัวออกไปอย่างไม่มีทางเลือก


   “พี่ฉิน ท่านอาพูดถูกแล้ว ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดของพวกเราคือการตั้งใจเรียน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสอบในฤดูใบไม้ร่วงปีหน้า ส่วนเรื่องที่นี่ ข้าเชื่อว่าพวกเขาจะจัดการได้แน่นอน”


   แม้ลิ่งอวี่จะเข้าใจเหตุผลนี้ดี แต่เขาก็ยังอดเป็นห่วงสวี่ซิ่วอิงไม่ได้


   ตอนนั้นฉินเหล่าซานก็ลากตัวหมอผมขาวโพลนคนหนึ่งมาด้วย


   “เหล่าซาน ซิ่วอิงขึ้นไปชั้นบนแล้ว รีบพาหมอขึ้นไปเร็วเข้า” สือไห่ถังตะโกนเสียงดังฉินเหล่าซานจึงรีบพาหมอขึ้นไปทันที


   ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูจางเฟิ่งที่คุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นอย่างช้าๆ แล้วลากเก้าอี้มานั่ง


   “เล่ามา เรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร”


   น้ำเสียงราบเรียบของไป๋เช่ออวิ๋นทำให้ผู้คนเดาไม่ออกว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร แต่คนที่คุ้นเคยกับเขาล้วนรู้ดีว่านี่คือสัญญาณก่อนพายุจะมาถึง


   “ใต้เท้าเจ้าคะ เรื่องนี้ช่างไม่ยุติธรรมเลย ข้ากับหญิงผู้นั้นก็แค่อยากจะผูกสัมพันธ์เป็นญาติกันเท่านั้น นางไม่ยินยอมก็แค่ไม่ยินยอมสิ แต่เขากลับด่าข้า แถมยังทำร้ายข้าอีก”


   จางเฟิ่งรีบพูดก่อน “บรรดาสาวใช้และผู้ติดตามของข้าเข้ามาหลังจากที่พวกเขาเห็นข้าถูกรังแก แต่พวกข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายบัณฑิตพวกนั้นจริงๆ”


   ไป๋เช่ออวิ๋นเป่าฟองบนถ้วยชาเบาๆ สายตาที่มองจางเฟิ่งเหมือนกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง เขาไม่แม้แต่จะมองหน้านางด้วยซ้ำ


   “เรื่องการแต่งงานของลูกชาย เจ้ากล้าพูดออกมาด้วยหรือ”


   “เจ้าออกจากบ้านแล้วลืมเอาดวงตามาด้วยใช่หรือไม่ เจ้าไม่เห็นหรือว่าเล่อเหนียง เป็นเด็กอายุสองขวบ เจ้ากล้าลงมือกับเด็กเช่นนี้ได้อย่างไร มโนธรรมของเจ้าถูกสุนัขกินไปแล้วหรือ”


   ดูเหมือนพายุจะเริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว


   “แล้วพวกเจ้าแต่ละคนคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน กล้ามากที่มาหาเรื่องที่บ้านของพี่สะใภ้ข้า ทั้งยังทำร้ายหลานสาวและหลานชายข้าอีก!"


   เมื่อจางเฟิ่งและพวกได้ยินคำพูดของไป๋เช่ออวิ๋นก็ทรุดตัวลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง


   เดิมทีพวกเขาเคยคิดว่าสวี่ซิ่วอิงนี้เป็นเพียงเจ้าของร้านผ้าธรรมดา ธรรมดาเท่านั้น อย่างมากก็แค่มีเงินเล็กน้อยเท่านั้น


   แต่เงินจำนวนเล็กน้อยนี้เมื่อเทียบกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า มันไม่ต่างอะไรกับผายลมเลย พวกเขาถึงได้กล้าทำอะไรโดยไม่เกรงกลัว


   แต่ไม่คิดเลยว่าพวกนางจะเป็นญาติของนายอำเภอ และที่ร้ายแรงกว่านั้นคือพวกเขายังทำร้ายศิษย์ของสำนักศึกษาเติงเคออีกด้วย


   “ใต้เท้าเจ้าคะ พวกข้าไม่รู้จริงๆ ว่านี่เป็นบ้านของท่าน หากข้ารู้ต่อให้ข้ามีความกล้ากว่านี้ร้อยเท่า ข้าก็ไม่กล้าทำเช่นนี้” จางเฟิ่งคุกเข่าลงกับพื้นพลางโขกศีรษะขอความหวาดกลัว


   ไป๋เช่ออวิ๋นหัวเราะเบาๆสองครั้ง “อย่างนั้นหรือ ถ้าเป็นคนในครอบครัวของข้า เจ้าจะไม่กล้าลงมือ แต่ถ้าไม่ใช่คนในครอบครัวของข้า พวกเจ้าก็คิดจะลักพาตัวคนอย่างไม่เกรงกลัวอะไรเลย ใช่หรือไม่”


   “ไม่ใช่เช่นนั้นนะเจ้าคะ ข้าเห็นเล่อเหนียงน่ารักจึงอยากได้นางเป็นลูกสะใภ้เท่านั้น พวกข้าไม่ได้คิดจะทำร้ายใครจริงๆ” จางเฟิ่งคุกเข่าลงกับพื้นโขกศีรษะดัง


   “เจ้าพูดเหลวไหล นางหญิงชั่วร้าย คืนลูกสาวข้ามา!”


   ทันใดนั้นชายวัยกลางคนร่างผอมคนหนึ่งก็เดินออกมาจากฝูงชนพลางชี้นิ้วด่าจางเฟิ่งอย่างโกรธเกรี้ยว จางเฟิ่งเมื่อเห็นชายวัยกลางคนผู้นั้น สายตาพลันฉายแววสับสนขึ้นมาทันที


   ไป๋เช่ออวิ๋นมองสีหน้าของจางเฟิ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองชายวัยกลางคนผู้นั้น


   “เจ้าเป็นใครอีกเล่า”


   ชายวัยกลางคนผู้นั้นคุกเข่าลงกับพื้นด้วยเสียงดัง “ใต้เท้าผู้ทรงความยุติธรรม ข้าขอร้องท่านให้ความเป็นธรรมแก่ข้าด้วย!”


   “จางเฟิ่งหญิงใจโฉดนี้ ปีที่แล้วนางใช้เงินยี่สิบตำลึงบังคับพาตัวลูกสาวของข้าไป จนถึงตอนนี้ลูกสาวของข้าก็ยังหายสาบสูญ”


   “โอ้~”


   ไป๋เช่ออวิ๋นขมวดคิ้วมองชายผู้นั้นแล้วถามว่า “เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไรกันแน่ เล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียด หากมีการปิดบังแม้แต่น้แอย ข้าจะส่งเจ้าลงคุกไปพร้อมกับนางด้วย!”


   ชายผู้นั้นคุกเข่าลงกับพื้น ก้มศีรษะคำนับอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง น้ำตาของข้าเริ่มไหลขณะที่นึกถึงเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ


   “ใต้เท้าขอรับ พวกข้าเป็นคนจากอำเภอหยางหลิ่ว ภรรยาของข้าล้มป่วยหนักและจากไปแล้ว ข้าพาลูกสาวมาที่อำเภอชิงเหอเพื่อพึ่งพาพี่ชาย แต่ระหว่างทางได้พบกับหญิงผู้นี้”


   “ตอนแรกหญิงผู้นี้แกล้งทำเป็นมีน้ำใจพาพวกข้าเข้าเมือง จากนั้นก็หยิบเงินยี่สิบตำลึงออกมา บอกให้ข้าขายลูกสาวให้นาง”


   ชายวัยกลางคนชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศก “ท่านว่าข้ามีลูกสาวเพียงคนเดียวจะเป็นไปได้อย่างไรที่ข้าจะขายลูกสาวไปเพียงเพื่อเงินยี่สิบตำลึงเล่า ยิ่งไปกว่านั้นบรรพบุรุษได้สะสมเงินทองไว้ให้พวกข้า แม้พวกข้าจะกินดื่มไปตลอดชีวิตโดยไม่ทำงานก็ไม่ต้องกังวล จะเป็นไปได้อย่างไรที่ข้าจะขายลูกสาวไป”


   “น่าเสียดายที่หญิงใจร้ายผู้นี้ เห็นว่าข้าไม่ยอมจึงแย่งตัวลูกสาวข้าไป ทั้งยังเตะข้าตกจากรถม้า ทำให้ศีรษะของข้ากระแทกกับก้อนหินข้างทางสลบไป”


   “เมื่อข้าฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าก็มืดแล้ว ลูกสาวข้าถูกพาตัวไปเสียแล้ว”


   “ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ข้าได้ตามหาทั่วทั้งอำเภอชิงเหอ แต่ก็ไม่พบลูกสาวของข้า ข้าเพียงอยากถามว่าจางเฟิ่งว่าลูกสาวข้าอยู่ที่ไหน ข้าขอพบหน้านางสักครั้งได้หรือไม่ แต่นางไม่เพียงไม่ให้ข้าพบ ทั้งยังส่งคนมาทุบตีข้าอย่างโหดร้าย”


   ชายวัยกลางคนชี้ไปที่บ่าวรูปร่างอ้วนคนหนึ่งพลางกล่าวด้วยความโกรธ “ไอ้อ้วนคนนั้นแหละ ทุกครั้งที่มันทุบตีข้า ข้าต้องนอนบนเตียงตั้งครึ่งเดือน!”


   ไป๋เช่ออวิ๋นหรี่ตามองบ่าวรับใช้ร่างอ้วนท้วนผู้นั้นแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มเยาะ


   “ตระกูลใหญ่ก็สมกับเป็นตระกูลใหญ่จริงๆ แม้แต่บ่าวก็ยังกินดีอยู่ดีถึงเพียงนี้”


   จางเฟิ่งได้ยินดังนั้นสีหน้าก็ซีดเผือดลงทันที ในใจกำลังด่าตัวเองที่ดันออกมานอกบ้านในวันนี้


   “รีบคืนลูกสาวข้ามาเดี๋ยวนี้!” ชายวัยกลางคนผู้นั้นตะโกนอย่างคลุ้มคลั่ง พุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อของจางเฟิ่ง


   จางเฟิ่งไม่พูดอะไร ทั้งยังไม่กล้าดิ้นรน ปล่อยให้น้ำลายของชายผู้นี้กระเด็นใส่หน้าตัวเอง


   เมื่อเห็นว่าจางเฟิ่งไม่สนใจ ชายผู้นั้นก็ยิ่งพูดด้วยความตื่นเต้นจนถึงขั้นยกมือตบหน้านางฉาดใหญ่ “จางเฟิ่ง เจ้าบอกข้าซิ เด็กคนก่อนหน้านี้อยู่ที่ใด?!”



 บทที่ 519: ต่ำช้ายิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน



   “ใต้เท้าเจ้าคะ ไม่มีเด็กอะไรทั้งนั้น ทั้งหมดนี้เป็นเพียงคำโกหกเท่านั้น ข้าไม่เคยพบลูกสาวของเขามาก่อนะเจ้าค่ะ”


   ตอนนี้แผนการเดียวของจางเฟิ่งคือปฏิเสธจนตัวตาย


   “ใต้เท้าขอรับ คนผู้นี้ลักพาตัวลูกสาวของข้า ต่อให้กลายเป็นเถ้าถ่าน ข้าก็จำนางได้!”


   ชายวัยกลางคนรีบอธิบายเสียงดัง “มีไฝอยู่บนคอหนึ่งเม็ด แต่ตอนที่ข้าไปขอลูกสาวคืน นางไม่ยอมให้ ข้าโกรธจนต้องต่อสู้กับหญิงผู้นั้น จึงได้เห็นไฝบนคอของนาง”


   ไป๋เช่ออวิ๋นส่งสัญญาณตาให้เจ้าหน้าที่จับกุม เจ้าหน้าที่เข้าใจความหมายจึงเดินเข้าไปและกระชากคอเสื้อของจางเฟิ่งออก ไฝสีดำขนาดใหญ่นั้นปรากฏต่อหน้าทุกคน ไฝสีดำนั้นยังมีขนงอกออกมาสองเส้น


   “จางเฟิ่ง เจ้ายังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่” ไป๋เช่ออวิ๋นถามน้ำเสียงเรียบเฉย


   “ใต้ท่าน ช่วงก่อนหน้านี้ขณะที่ข้ากำลังอาบน้ำอยู่ที่บ้าน จู่ๆก็มีโจรบุกเข้ามา เขาไม่เพียงแต่ขโมยเครื่องประดับทองและเงินของข้าไป แต่ยังเห็นร่างกายของข้า ที่สำคัญที่สุดคือโจรคนนั้นไม่ถูกจับ"


   “ดูเหมือนว่าตอนนี้ คนผู้นี้จะต้องเป็นโจรผู้นั้นเป็นแม่ ข้าขอร้องให้ทุกคนรีบจับตัวเขาไว้ ทรมานอย่างรุนแรง และเอาเครื่องประดับของข้าคืนมา”


   ชายวัยกลางคนนั้นโกรธจนตัวสั่น “พูดเหลวไหลบ้าบออะไรของเจ้า ข้าเคยแอบเข้าไปในบ้านเจ้าตอนไหน แล้วยังแอบดูเจ้าอาบน้ำอีก”


   “ท่านผู้สูงศักดิ์ ข้าเป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆ หากข้ามีวิธีลอบเข้าไปขโมยของในบ้านผู้อื่นโดยไม่ให้ใครรู้ เหตุใดข้าจึงไม่พาลูกสาวของข้าหนีไปด้วย แต่กลับปล่อยให้นางทนทุกข์ทรมานอยู่ในนั้นเหล่า


   จางเฟิ่งโต้กลับทันที “เจ้านั้นแหละคือหัวขโมยที่ขโมยของของข้าไป เจ้ากล้าทำแต่ไม่กล้ารับหรือ”


   ไป๋เช่ออวิ๋นและเจ้าหน้าที่ถูกผลักไปด้านข้าง พวกเกาศีรษะมองสองคนทะเลาะกัน ตอนนี้เขารู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาแล้ว


   นับตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนางอำเภอแห่งอำเภอชิงเหอ เขาได้จัดการเรื่องเล็กน้อยมามากมาย ถ้าว่ามากขนาดไหนน่ะหรือ มากจนกระทั่งนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว ดังนั้นการโต้เถียงของสองคนตรงหน้าเขาจึงรู้สึกว่าช่างเด็กเกินไป


   “จางเฟิ่ง เจ้ากล้าทำแต่ไม่กล้ารับผิดชอบหรือ”


   ตอนนั้นมีชายหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งเดินเข้ามาจากนอกประตู จางเฟิ่งเห็นชายคนนั้นแล้วตกใจจนหลับตาทั้งสองข้าง และหมดสติไปทันที


   จางจ่งจือเห็นว่าหญิงคนนี้ช่างตกใจจนหมดสติ จึงเบ้ปากอย่างดูแคลน


   “ข้าขอถามว่าเจ้าเป็นผู้ใด” ไป๋เช่ออวิ๋นมองชายที่เดินเข้ามารู้สึกว่าเคยเห็นชายคนนี้ที่ไหนมาก่อน หากแต่ตอนนี้เขายังนึกไม่ออก


   “ขอตอบท่านใต้ท่าน ข้าน้อยแซ่จาง ชื่อว่าจ่งจือ เป็นคุณชายรองตระกูลจาง!” ไป๋เช่ออวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย อ๋อ คุณชายรองตระกูลจางนี่เอง


   ดูเหมือนว่าเรื่องนี้กำลังจะวุ่นวายขึ้นเรื่อยๆเลย


   “ขอตอบท่านใต้เท้า ข้าทราบว่าลูกสาวของลุงท่านนี้อยู่ที่ใด”


   ชายวัยกลางคนคนนั้นได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นคว้ามือเขาพลางถามว่า “คุณชายรอง ท่านรู้หรือไม่ว่าลูกสาวของข้าอยู่ที่ใด ท่านบอกข้าได้หรือไม่ ข้าคิดถึงนางมากจริงๆ!”


   จางจ่งจือมองเขาเงียบๆแล้วถอนหายใจ “หากข้าเดาไม่ผิด ลูกสาวของท่านน่าจะอยู่ใต้ต้นท้อในสวนหลังเรือนของจางเฟิ่ง!”


   “ว่าอย่างไรนะ”


   ลุงคนนั้นแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง “คุณชายท่านนี้ ลูกสาวของข้าขี้ขลาด ท่านอย่าทำให้ข้าตกใจเช่นนี้เลย!”


   “ท่านจะกลัวแน่นอน!” จางจ่งจือส่ายหน้า แสดงว่าตนเองไม่ได้โกหก


   ต่อมาชายวัยกลางคนผู้นั้นก็ชะงักไป ไม่นานก็ยกมือมือปิดหน้าร้องไห้โฮออกมา


   “ลูกสาวที่น่าสงสารของข้า เจ้าทิ้งพ่อไปได้อย่างไร”


   “ต่อไปนี้ข้าจะอยู่อย่างไร”


   ชายคนนี้ช่างร้องไห้ได้น่าสงสารเหลือเกิน ผู้คนภายนอกที่เห็นเขาร้องไห้อย่างเศร้าโศกเช่นนั้น ต่างก็พากันยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตา


   ไป๋เช่ออวิ๋นมีใบหน้าหมองหม่นกล่าวว่า “เรื่องนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ บอกความจริงมาให้หมด!”


   จางจ่งจือคุกเข่าลงกับพื้นแล้วก้มศีรษะคำนับไป๋เช่ออวิ๋นอย่างแรง จากนั้นจึงค่อยๆเล่าความจริงทั้งหมดออกมา


   “หญิงผู้นี้ก็คือพี่สะใภ้ใหญ่ของข้า นางมีลูกชายคนหนึ่งที่เกิดมาร่างกายอ่อนแอ หมอบอกว่าจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้เกินสิบหกปี”


   “แต่หลานชายคนนี้ของข้ามีอายุสิบหกปีแล้ว พูดให้ถูกต้องคือเกินสิบหกปีมาแล้ว ตอนแรกพวกข้าคิดว่าหมอคนนั้นพูดเหลวไหล”


   “ต่อมาข้าบังเอิญล่วงรู้ว่าพี่สะใภ้ใหญ่ของข้า ออกไปหาสาวน้อยจากตระกูลที่บริสุทธิ์ทั่วทุกหนแห่งเพื่อให้มาแต่งงานกับหลานชายของข้า หวังจะใช้วิธีนี้ต่ออายุให้หลานชายของข้า”


   ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินคำพูดนี้ ยิ่งรู้สึกสงสัย “เหตุใดต้องหาเด็กหญิงมาแต่งงานเพื่อเสริมดวง พวกเจ้าไม่มีผู้หญิงในหมู่บ้านหรือไร”


   “ประเด็นสำคัญที่สุดคือเด็กอายุสี่ห้าขวบจะทำอะไรได้ ทั้งวันมีแต่กินดื่มขับถ่าย จะทำอะไรได้อีก หลอกเด็กพวกนี้กลับบ้านไปแต่งงานเพื่อเสริมดวง แล้วจะเสริมดวงอะไร”


   จางจ่งจือยิ้มขื่น “พวกเจ้าคงคาดไม่ถึงว่าข้าพี่สะใภ้คนดีของข้าเสริมดวงและต่ออายุให้หลานชายของข้าอย่างไร”


   ไป๋เช่ออวิ๋นไม่พูดอะไร เพียงแต่มองเขาเงียบๆ รอฟังคำพูดต่อไปของเขา


   จางจ่งจือหยุดชั่วครู่แล้วพูดต่อว่า “นางใช้เลือดแห่งการเกิดใหม่ของเด็กสาวเหล่านี้เพื่อต่ออายุให้หลานชายของข้า”


   “ดูเหมือนว่ายิ่งอายุน้อย ผลลัพธ์ก็ยิ่งดี ก่อนหน้านี้นางซื้อเด็กที่เพิ่งหัดเดินมาก่อน แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงเปลี่ยนมาใช้เด็กอายุสามสี่ขวบแทน”


   “สารเลว! เจ้ามันสัตว์เดรัจฉานจริงๆ” ไป๋เช่ออวิ๋นตบโต๊ะอย่างแรงด้วยความโกรธ


   โต๊ะตัวนั้นสั่นไหวไปมาสองสามครั้งก่อนจะล้มลงเสียงดังสนั่น เห็นได้ชัดว่าไป๋เช่ออวิ๋น โกรธมากเพียงใด!


   “พวกนี้ล้วนเป็นเด็กน้อยทั้งนั้น นางกล้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร”


   ผู้คนที่ยืนมุงดูอยู่นอกประตูได้ยินคำพูดของจางจ่งจือต่างก็รู้สึกโกรธแค้นไม่หา แม้แต่ครอบครัวที่ขายลูกสาวให้ตระกูลจางก็รีบวิ่งเข้ามาและคุกเข่าลงตรงหน้าไป๋เช่ออวิ๋นทันที ขอร้องให้ท่านช่วยเหลือพวกเขา


   “ใต้เท้าป๋าย ก่อนหน้านี้สะใภ้ตระกูลจางมาที่บ้านข้า บอกว่านางยังขาดสาวใช้คนสนิทอีกคน จึงจ่ายเงินซื้อลูกของข้าไป”


   “ข้าไม่ได้พบลูกสาวของข้ามานานแล้ว คิดว่านางคงประสบเคราะห์กรรมเสียแล้ว”


   “ลูกสาวของข้าก็เช่นกัน สะใภ้ตระกูลจางบอกว่าเห็นลูกสาวข้าฉลาดเฉลียว จึงอยากให้ข้าเป็นญาติกับนาง ให้ข้าพาลูกสาวไปเป็นเจ้าสาวเด็ก”


   หญิงสาวคนหนึ่งที่ดูอายุน้อยกว่าคุกเข่าร้องไห้โฮ “ข้าไม่ยินยอมแต่แรก แต่สามีข้าเป็นติดพนัน เมื่อนางให้เงินยี่สิบตำลึง นางก็พาลูกสาวข้าไปเสียแล้ว”


   ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูผู้คนที่ทยอยเข้ามาคุกเข่าลงบนพื้น วิงวอนให้เขาอำนวยความยุติธรรมให้แก่ตน ใบหน้าพลันฉายแววเย็นชาน่ากลัว


   เดิมทีเขาคิดว่านี่เป็นเพียงข้อพิพาทเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าจะเกี่ยวพันไปถึงคดีใหญ่เช่นนี้ ก็ว่าสองปีมานี้เขาแทบไม่เห็นเด็กผู้หญิงออกมาเดินเล่นตามท้องถนนเลย


   ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะทุกครัวเรือนล้วนมีแต่เด็กชาย จึงทำให้มีเด็กหญิงน้อยเพราะบ้านของแม่เฒ่าฉินก็มีเพียงเล่อเหนียงเป็นเด็กหญิงเพียงคนเดียว


   “จางจ่งจือ สิ่งที่เจ้าพูดมานั้นเป็นความจริงหรือไม่ ข้าไม่อาจตัดสินใจโดยอาศัยเพียงคำพูดด้านเดียวของเจ้าได้ ข้าหวังว่าสิ่งที่เจ้าพูดจะเป็นความจริง แต่หากเจ้ากล้าหลอกลวงข้า ข้าจะสั่งให้โบยเจ้าจนตาย!”



  บทที่ 520: บาดเจ็บ



   “ใต้เท้าขอรับ ทุกคำที่ข้าน้อยพูดล้วนเป็นความจริง หากมีคำโกหกแม้แต่หนึ่งคำ ก็ขอให้ฟ้าผ่าข้าน้อยคนนี้เสีย” จางจ่งจือคุกเข่าลงกับพื้นและโขกศีรษะอย่างแรงสองครั้ง


   “หากท่านไม่เชื่อ ท่านสามารถไปดูที่จวนตระกูลจางกับข้าน้อยได้ เมื่อไปถึงท่านจะได้รู้ความจริงเอง”


   “พี่สะใภ้ใหญ่ของข้าหลงเชื่อคำยุยงของนักพรตชราผู้นั้น และได้ฝังร่างของเด็กหญิงที่ถูกทำร้ายทั้งหมดไว้ใต้ต้นท้อที่ปลูกไว้เป็นพิเศษสำหรับหลานชายตัวดีของข้า ท่านไปดูเองก็จะรู้ความจริง!”


   “ไป ไปจวนตระกูลจาง!” ไป๋เช่ออวิ๋นเผยสีหน้าเย็นชา แล้งเดินนำออกไปก่อน


   จางจ่งจือรีบตามไปติดๆ รวมถึงชายวัยกลางคนนั้นด้วย ด้านหลังมีกลุ่มคนที่มาดูเรื่องสนุกตามมาเป็นพรวน


   …....…


   “ท่านหมอ ท่านแม่ของข้าเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” เล่อเหนียงทรุดตัวลงข้างเตียงและถามด้วยความกังวล


   หมอตรวจดูหน้าอกของสวี่ซิ่วอิงที่ถูกเตะอย่างละเอียดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด


   “นางได้รับบาดเจ็บที่หน้าอกจากการถูกเตะ กระทบกระเทือนถึงด้านใน นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้นางสลบไป”


   “โชคดีที่กระดูกไม่หัก แต่ถึงกระนั้นก็ต้องพักฟื้นให้ดี ห้ามลงจากเตียงเด็ดขาดอย่างน้อยห้าวัน!” หมอชราพูดพลางจับชีพจร


   เมื่อเล่อเหนียงได้ยินคำพูดของหมอชรา ดวงตาของนางก็แดงขึ้นทันที หากรู้เช่นนี้แต่แรก นางคงไม่ไปถามสตรีผู้นั้นถึงลวดลายของปิ่นปักผมเล่มนั้น ในพื้นที่มิติของนางก็มีหนังสือมากมาย นางน่าจะศึกษาลวดลายด้วยเอง อีกทั้งยังดูเป็นเอกลักษณ์มากกว่าด้วย


   “ป้าสะใภ้สาม จะทำอย่างไรดี ท่านแม่ของข้าได้รับบาดเจ็บ” เล่อเหนียงโผเข้าไปในอ้อมกอดของสือไห่ถังและร่ำไห้ออกมา


   “ข้าขอโทษ ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของเล่อเหนียง หากไม่ใช่เพราะเล่อเหนียง ท่านแม่ก็คงไม่ได้รับบาดเจ็บ”


   "ไม่ใช่ ไม่ใช่ มันไม่เกี่ยวกับเล่อเหนียงเลย ทั้งหมดนี้เป็นเพราะหญิงผู้นั้นอิจฉาที่เล่อเหนียงของพวกเราหน้าตาดี นางจึงต้องการจะพรากตัวเล่อเหนียงของพวกเราไป”


   สือไห่ถังกอดเล่อเหนียงไว้อย่างเจ็บปวดใจพลางปลอบประโลม


   ดวงใจของนาง ร้องไห้จนหัวใจของนางแทบสลาย


   “นางควรจะฟื้นในช่วงเย็น จ่ายยาบำรุงสักสองสามขนาน ดูแลให้ดี ผ่านไปหนึ่งเดือนก็จะไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”


   หมอชราเขียนใบสั่งยาส่งให้ ฉินเหล่าซานฉินเหล่าซานรีบรับใบสั่งยามา แล้วหยิบเงินจากอกเสื้อให้หมอ จากนั้นก็ส่งหมอออกไปอย่างนอบน้อม


   “ช่วงนี้พวกเจ้าทั้งสามคนจัดการร้านให้เรียบร้อยก่อน หากมีอะไรไม่เข้าใจก็ไปหาพวกข้าที่หมู่บ้านตระกูลฉิน!” สือไห่ถังพูดกับลูกจ้างทั้งสามคนนั้น


   ลูกจ้างภายในร้อนพยักหน้า “ท่านวางใจได้ พวกข้าจะทำให้ดี!”


   “เหล่าซาน ไปนำรถม้ามา พวกเราพาซิ่งอิงกลับบ้านกัน แล้วให้หมอหลี่อันตรวจดูอีกครั้ง อย่าให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง!” สือไห่ถังพูดกับฉินเหล่าซานที่เพิ่งเดินขึ้นมา


   ฉินเหล่าซานพยักหน้าแล้วรีบวิ่งออกไป “เอ้อร์หยา ช่วงสองวันนี้ข้าอาจจะทำขนมส่งไม่ไหว เจ้ากับโก่วต้านสองคนทำได้ก็ทำ ทำไม่ไหวก็ปิดร้านพักสักหน่อย”


   ฉินเหล่าซานเพิ่งเข้ามาก็พูดกับเอ้อร์หยาที่กำลังยุ่งอยู่ในร้านตอนนี้ ช่วงก่อนหน้านี้เอ้อร์หยากับโก่วต้านสองคนได้ย้ายมาอยู่ที่นี่แล้ว หลังจากดูการประเมินแล้ว นอกจากดูแลร้านแล้ว นางยังต้องดูแลทำขนมเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ด้วย รับประกันได้ว่าเปิดร้านได้ทุกวัน


   “อาสาม อาสะใภ้สี่เป็นอย่างไรบ้าง”


   เอ้อร์หยาพูดด้วยสีหน้ากังวล “แล้วเล่อเหนียงล่ะ นางไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”


   ฉินเหล่าซานยิ้มเล็กน้อย “ไม่เป็นไร นางแค่ตกใจนิดหน่อยเท่านั้น”


   ฉินเหล่าซานจูงรถม้าเดินไปสองก้าวแล้วเดินกลับมา หยิบกล่องขนมไปที่สำนักศึกษาเติงเคอ


   “ท่านลุง รบกวนช่วยบอกลูกของข้าด้วยว่าคนที่บ้านไม่เป็นไร ถ้ามีอะไรให้บอกเอ้อร์หยาที่อยู่ตรงข้าม” ฉินเหล่าซานยื่นขนมให้พลางกล่าว


   “ไม่ต้อง ไม่ต้อง ท่านไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้น เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น!” พ่อเฒ่าหยางไม่ยอมรับไม่ว่าจะอย่างไร


   ฉินเหล่าซานยัดขนมใส่มือเขาแล้วหมุนตัวเดินจากไปทันที เขายังมีเรื่องมากมายที่ต้องทำ จริงๆแล้วไม่มีเวลามาถกเถียงกับเขาที่นี่


   พ่อเฒ่าหยางมองขนมในมือพลางถอนหายใจลึกๆ แล้วถือขนมไปหาลิ่งอวี่และคนอื่น


   ฉินเหล่าซานรีบขับรถม้ามาถึงร้านผ้า หลังจากจอดรถม้าเรียบร้อยแล้วก็ขึ้นไปอุ้มสวี่ซิ่วอิงลงมา ลูกน้องสามคนด้านล่างรีบปูผ้าห่มผืนหนาสองผืนลงในรถ


   ฉินเหล่าซานจดจำการกระทำของพวกเขาไว้ในใจ “พวกเจ้าทั้งสามจงทำงานให้ดี ข้าจะไม่ทำให้พวกเจ้าต้องผิดหวัง”


   ฉินเหล่าซานมองดูบาดแผลบนใบหน้าของพวกเขา แล้วล้วงเงินออกมาจากอกเสื้อสามตำลึงเงิน แล้วแจกให้คนละหนึ่งตำลึง พร้อมกับเหรียญทองแดงอีกกำใหญ่


   “เงินเหล่านี้รวมทั้งเหรียญทองแดง พวกเจ้าเอาไปหาหมอรักษาบาดแผลให้ดี ส่วนที่เหลือก็ซื้อเนื้อมาบำรุงร่างกายเสียหน่อย”


   “ขอบพระคุณขอรับ ขอบพระคุณ!” ลูกจ้างภายในร้านดีใจอย่างบอกไม่ถูก และยื่นมือออกไปรับเงิน


   ฉินเหล่าซานกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชมและตักเตือนสองสามประโยค ก่อนจะขับรถม้าจากไป สามสหายมองส่งรถม้าของฉินเหล่าซานที่กำลังจากไป พวกเขาก็ตื่นเต้นจนพูดไม่ออก เมื่อเห็นเงินหนึ่งตำลึงและเหรียญทองแดงที่ได้รับ


   เมื่อครู่พวกเขาเพียงแค่ทำหน้าที่ของคนรับใช้เท่านั้น ใครเล่าจะยอมมองดูผู้ที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนถูกทำร้ายโดยไม่ทำอะไร แต่พวกเขาไม่คิดว่าจะได้รับเงินด้วย


   “พี่รอง มีเงินนี้แล้ว พวกเราก็สามารถซื้อยาให้ท่านแม่ได้แล้ว” หนึ่งในสหายกล่าวอย่างตื่นเต้น


   อีกคนที่อายุมากกว่าเล็กน้อยก็ดีใจไม่แพ้กัน แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะแบ่งเงิน “พี่หยาง เงินที่พวกเขาให้มาแบ่งเป็นสามส่วน นี่เป็นส่วนของท่าน!”


   หยางหลินยื่นมือออกไปรับเหรียญทองแดงเหล่านั้นมา “การร้องเพลงของข้าไม่สำคัญหรอก เงินเพียงเท่านี้ก็พอซื้อเนื้อสองตำลึงได้แล้ว”


   “เงินหนึ่งตำลึงนั้น พวกเจ้าเอากลับไปให้แม่ของพวกเจ้าซื้อยาเถอะ”


   “ขอบคุณพี่หยาง ขอบคุณพี่หยาง!” ลูกจ้างที่อายุน้อยกว่าพูดขึ้น


   หยางหลินโบกมือแล้วเดินเข้าไปจัดชั้นวางสินค้า เขามาถึงที่นี่เมื่อสามวันก่อน ตอนนั้นเขากำลังแย่งชิงซาลาเปาเน่าๆกับขอทานคนหนึ่งบนถนน แต่เนื่องจากไม่ได้กินอาหารมาหลายวัน เขาจึงสู้ขอทานไม่ได้และถูกขอทานหลายคนรุมทำร้าย


   เหตุการณ์นี้บังเอิญถูกสวี่ซิ่วอิงเห็นเข้า นางและผู้ติดตามข้างกายจึงช่วยเขาไว้ แล้วพาเขามาทำงานที่นี่


   เขาไม่มีทั้งพ่อและแม่ เร่ร่อนมานานล ในที่สุดก็หาที่ที่มีอาหารกิน มีที่อยู่อาศัย และมีงานทำได้ เขาจึงทะนุถนอมโอกาสนี้เป็นพิเศษ


   ฉินเหล่าซานรีบขับรถม้าไปตลอดทาง ในใจร้อนรนอยากจะบินกลับไปที่หมู่บ้านตระกูลฉินเพื่อตามหาหลี่อันทันที แต่ก็กลัวว่าถ้าขับเร็วเกินไปจะทำให้สวี่ซิ่วอิงกระทบกระเทือน ดังนั้นจึงต้องอดทนขับรถไปอย่างช้าๆ


   ฉินเหล่าซานเข้าหมู่บ้านมาแล้วจอดรถม้าตรงหน้าบ้านทันที จากนั้นก็ตะโกนเรียกหา หลี่อัน เล่อเหนียงกระโดดลงจากรถม้าและเริ่มร้องไห้เสียงดัง


   “ท่านย่า มีคนรังแกท่านเจ้าค่ะ!”


   แม่เฒ่าฉินที่กำลังซ่อมเสื้อผ้าอยู่ในห้องโถงสะดุ้งตกใจเพราะเสียงร้องไห้ที่ดังราวกับฟ้าร้องของเล่อเหนียง เข็มในมือของนางจึงพลาดแทงเข้าไปในนิ้วมือของนางเอง


   “เล่อเหนียง เกิดอะไรขึ้น” แม่เฒ่าฉินไม่สนใจความเจ็บปวดที่นิ้วมือ รีบดึงเข็มออกแล้วเปิดประตูวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว


   เล่อเหนียงเห็นย่าของนางออกมา จึงร้องไห้พลางวิ่งเข้าไปกอดนาง



จบตอน

Comments