lucky kid ep521-530

   บทที่ 521: ข้าก็รู้สึกเหนื่อยมาก


   ทางด้านไป๋เช่ออวิ๋น


   “ใต้เท้า ท่านดูสิ จางเฟิ่งฝังคนพวกนั้นไว้ที่นี่ทั้งหมด ใต้ต้นไม้แต่ละต้นนี้ฝังเด็กผู้บริสุทธิ์ไว้ต้นละหนึ่งคน” จางจ่งจือชี้ไปที่สวนท้อของเหยาเยว่


   ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูสวนท้อหนาแน่นตรงหน้าด้วยสีหน้าเย็นชาน่ากลัว ภายในสวนท้อแห่งนี้มีต้นท้อหลายสิบต้น


   ถ้าสิ่งที่จางจ่งจือพูดเป็นความจริง เช่นนั้นจางเฟิ่งคนนี้ก็ต้องมีชีวิตคนในมืออย่างน้อยเกือบร้อยชีวิต!


   “ใครก็ได้ มาขุดต้นไม้นี้ให้ข้า!”


   เจ้าหน้าที่จางและคนอื่นลงมือปฏิบัติอย่างรวดเร็ว พวกเขารีบไปหาจอบมา ส่วนคนที่หาจอบไม่ได้ก็ใช้ไม้ ทุกคนต่างยึดครองต้นไม้คนละต้น แล้วย่อตัวลงเริ่มขุดดิน ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่หยางก็ขุดเจอผ้าห่มนวมผืนหนึ่ง


   “ท่านใต้เท้า พวกข้าขุดเจอแล้ว!”


   ไป๋เช่ออวิ๋นรีบเดินเข้าไปดู เมื่อเปิดผ้าห่มนวมออกดู เลือดลมก็พลุ่งพล่านขึ้นสู่หัวใจ ใต้ผ้าห่มนวมห่อหุ้มร่างเล็กๆของศพอยู่


   อาจเป็นเพราะถูกฝังลึกใต้ดินหรืออาจเป็นเพราะตายตาไม่หลับ ศพนี้มีสภาพดำคล้ำ แต่ไม่เน่าเปื่อย ยังพอมองเห็นได้รางๆว่านางหน้าตาน่ารักมาก!


   ชายที่มาร้องทุกข์เมื่อครู่นี้แต่เดิมเพียงต้องการเข้ามาหาว่าลูกสาวของข้ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ตอนที่เจ้าหน้าที่หยางขุดศพขึ้นมา จึงไม่ได้สนใจมากนัก เพราะจิตใต้สำนึกของเขาบอกว่า ลูกสาวของข้าต้องยังมีชีวิตอยู่แน่นอน


   แต่การเหลือบมองโดยไม่ตั้งใจเพียงครั้งเดียวของเขา กลับทำให้เขาชะงักค้างทันที


   “ลูกน้อยของข้า!”


   เขากลับมาได้สติ พุ่งเข้าไปกอดร่างเล็กๆนั้นไว้แน่นและเริ่มร่ำไห้เสียงดัง


   “ลูกน้อยของข้า เจ้าจะทิ้งพ่อไปได้อย่างไร”


   “เจ้าทำเช่นนี้ ท่านพ่อจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร”


   ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูชายที่กำลังกอดร่างเล็กๆนั้นพลางร่ำไห้น้ำตานองหน้า จึงหรี่ตาลงซ่อนแววเย็นชาในดวงตา แล้วถามเสียงเบาว่า “แน่ใจหรือว่านี่คือลูกสาวของท่าน”


   ชายวัยกลางคนพยักหน้าพลางร้องไห้ “ลูกสาวของข้ามีรอยแผลเป็นบนไหล่ นั่นเป็นแผลที่นางได้มาตอนเด็ก นางซุกซนปีนขึ้นต้นไม้แล้วตกลงมา ข้าจะจำผิดได้อย่างไร”


   เจ้าหน้าที่หยางได้ยินดังนั้นจึงรีบมองไหล่ของนางแล้วพยักหน้าให้กับไป๋เช่ออวิ๋น


   ไป๋เช่ออวิ๋นตะโกนด้วยความโกรธ “จับตัวหญิงอำมหิตคนนั้นมาที่นี่!”


   ตั้งแต่เขามาถึงที่นี่ ยังไม่เคยเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรขึ้น เรื่องใหญ่ที่สุดก็คือเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทที่หมู่บ้านตระกูลฉิน


   เขาเคยคิดว่าอำเภอชิงเหอมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ผู้คนในเมืองก็มีน้ำใจ ไม่มีใครจะถือสาหาความกันเพียงเพราะเรื่องเล็กน้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการก่อเหตุร้ายแรงที่ผิดต่อสวรรค์และแผ่นดิน แต่ไม่คิดว่าตระกูลจางจะใช้กลอุบายใหญ่ตบตาเขาเช่นนี้!


   ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดตอนเขาย้ายมาที่นี่ เขาแทบไม่เห็นเด็กหญิงเลย แม้แต่เด็กชายก็แทบไม่พบ เดิมทีคิดว่าครอบครัวคงเข้มงวดเกินไป ไม่ให้เด็กๆออกนอกบ้านตามใจชอบ ไม่คิดว่าความแล้วพวกเขากำลังป้องกันเองตัวจากจางเฟิ่ง หญิงใจดำคนนี้


   “เจ้าหน้าที่หยาง ช่วยสาดน้ำปลุกนางที!”


   เจ้าหน้าที่หยางรีบคว้าถังน้ำจากข้างๆมาแล้วสาดลงไปทันที


   “แค่ก! แค่ก!”


   จางเฟิ่งถูกสาดน้ำใส่หน้าจึงตื่นขึ้นมาอย่างงุนงง แต่เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาและเห็นว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ก็แทบอยากจะสลบไปอีกครั้ง


   “จางเฟิ่ง เหตุใดเจ้าถึงได้ฝังศพไว้บนต้นท้อ” ไป๋เช่ออวิ๋นถามด้วยความโกรธที่พยายามข่มกลั้นอารมณ์ไว้


   จางเฟิ่งรีบอธิบายทันที ใบหน้ายังคงแสดงความน้อยใจ “ที่ฝังไว้ใต้ต้นท้อนั่นคือลูกสาวคนเล็กของข้าที่ตายตั้งแต่เด็กนะ เหตุใดท่านถึงได้ขุดมันขึ้นมาเล่า”


   “ท่านตั้งใจทำให้ลูกสาวคนเล็กของข้าจากไปอย่างไม่สงบใช่หรือไม่”


   “ท่านใต้เท้า พวกข้าขุดพบอีกหนึ่งศพแล้ว!”


   จางเฟิ่งเดิมทีตั้งใจจะใช้ท่าทางน่าสงสารเพื่อแก้ต่างให้ตัวเอง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันเสียแล้ว


   ไป๋เช่ออวิ๋นถามว่า “จางเฟิ่ง ข้าขอถามเจ้า ศพนั้นจะอธิบายว่าอย่างไร หรือว่าก็เป็นลูกสาวที่ตายตั้งแต่เด็กของเจ้าอีกคน”


    ไป๋เช่ออวิ๋นแทบจะข่มความโกรธของตัวเองไว้ไม่อยู่แล้ว


   “ใช่แล้ว ใช่แล้ว นั่นก็เป็นลูกสาวของข้าที่ตายตั้งแต่เด็กเช่นกัน” จางเฟิ่งเริ่มตกใจแล้ว


   นางแอบภาวนาในใจว่าอย่าให้พวกเขาขุดต่อไปเลย ถ้าขุดต่อไปจริงๆ จะต้องเกิดเรื่องแน่ น่าเสียดายที่สวรรค์ไม่ได้อยู่ข้างนาง เพราะมีคนขุดพบศพเด็กอีกสองศพ


   จากการดูกระดูก ทั้งหมดล้วนเป็นเด็กเล็กๆอายุประมาณเจ็ดแปดขวบ


   จางเฟิ่งเห็นภาพตรงหน้านี้ หัวใจของนางก็พลันชาวาบ ก่อนจะหลับตายอมรับชะตากรรม


   นางไม่ปฏิเสธและก็ปฏิเสธไม่ได้ นางเพียงแต่กังวลว่าจะไม่ได้เห็นลูกชายมีอายุยืนยาวอีกต่อไป


   “จับตัวจางเฟิ่งขังคุกให้ข้า!” ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยปากด้วยความโกรธเกรี้ยว “อ้อ แล้วก็จับลูกชายของนางมาด้วย!”


   จางเฟิ่งได้ยินว่าไป๋เช่ออวิ๋นจะจับลูกชายของนางด้วย จึงรีบคลานมากอดขาของไป๋เช่ออวิ๋นแน่น


   “ท่านใต้เท้าเจ้าคะ ข้าทำเรื่องนี้คนเดียว ทุกอย่างเป็นความผิดของข้าคนเดียว ขอร้องท่านอย่าได้ลงโทษลูกชายของข้าด้วยเลย! ลูกชายของข้ายังเด็กนัก ทนรับเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ไม่ไหวหรอก!”


   ไป๋เช่ออวิ๋นสะบัดชายกระโปรงออกจากมือของอีกฝ่าย “ในโลกนี้ไม่มีความรักที่ไร้เหตุผล ไม่มีความเกลียดชังที่ไร้สาเหตุ และไม่มีเรื่องใดที่มีจุดเริ่มต้นแต่ไม่มีจุดจบ ชีวิตคนมากมายที่อยู่ในมือเจ้า เจ้าล้วนเป็นต้นเหตุ แต่ถึงกระนั้นลูกชายของเจ้าก็ไม่อาจหนีพ้น!”


   “ท่านใต้เท้า ข้าขอร้องท่าน ทุกอย่างข้าเป็นคนทำเอง ขอร้องท่านไว้ชีวิตลูกชายของข้าด้วยเถิด!” จางเฟิ่งดิ้นรนสุดกำลัง นางพยายามขืนตัวไม่ให้ตัวเองถูกลากออกไป ถึงขั้นใช้เล็บจิกเข้าไปในดิน หวังให้เจ้าหน้าที่หยางและคนของเขาปล่อยนาง ให้นางได้ขอความเมตตาจากไป๋เช่ออวิ๋น


   แต่น่าเสียดายที่เจ้าหน้าที่หยางไม่สนใจเรื่องพวกนั้น เขาลากตัวนางออกไปอย่างไม่ไว้หน้า


   เล็บของนางถูกกระชากออกมา ฝ่ามือถลอกปอกเปิก เลือดเปรอะเปื้อนไปทั่วพื้น


   ผู้คนที่อยู่ในที่เกิดเหตุเห็นจางเฟิ่งในสภาพอันน่าเวทนา กลับไม่รู้สึกสงสารแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามพวกเขากลับรู้สึกสะใจ


   หญิงร้ายเช่นนี้สมควรถูกโบยจนตายอย่างทรมาน! เหลือเลือดไว้บ้าง ตัดเล็บนิ้วมือออกไปนิดหน่อยจะเป็นอะไรไป


   “เจ้าหน้าที่หยาง ช่วงนี้ขอรบกวนท่านช่วยขุดร่างของเด็กๆผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ขึ้นมาด้วย หากสามารถหาญาติพี่น้องได้ก็ให้พวกเขามารับกลับไป แต่ถ้าหาไม่ได้ก็ขอให้หาสถานที่ฝังศพที่มีฮวงจุ้ยดีๆ ฝังเด็กเหล่านี้ด้วย”


   ไป๋เช่ออวิ๋นพลันรู้สึกหมดเรี่ยวแรงอย่างยิ่ง ภายใต้การปกครองของข้ากลับเกิดเรื่องใหญ่โตเช่นนี้เกิดขึ้น


   ชีวิตคนเกือบสิบคนเหล่านี้ เขากลับไม่ได้ยินข่าวคราวอะไรเลยแม้แต่น้อย


   หากครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเล่อเหนียงบังเอิญมาเจอเรื่องนี้เข้า เขาคงถูกหลอกตาไปชั่วชีวิต ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวจบแล้วลากเท้าอันหนักอึ้งออกจากจวนตระกูลจาง


   ตอนนี้เขาจำเป็นต้องไปที่หมู่บ้านตระกูลฉินสักครั้ง พี่สะใภ้สี่ได้รับบาดเจ็บ ไม่รู้ว่าอาการบาดเจ็บจะเป็นอย่างไรบ้าง ก่อนที่พี่สี่จะจากไป ได้กำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้เขาปกป้องพี่สะใภ้สี่ให้ดี เขาไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องกับพี่สะใภ้สี่เช่นนี้ แล้วเขาจะไปอธิบายกับพี่ชายคนที่สี่อย่างไรเล่า!


   ณ หมู่บ้านตระกูลฉิน


   “ซิ่วอิงเป็นอะไรไป” แม่เฒ่าฉินกำลังอุ้มเล่อเหนียงอยู่ก็เห็นฉินเหล่าซานแบกสวี่ซิ่วอิงเดินเข้ามา


   ส่วนสวี่ซิ่วอิงนั้นใบหน้าซีดขาวและอยู่ในอาการหมดสติ


   “ท่านแม่ ตอนนี้หมอหลี่อยู่ที่ใดขอรับ”


   “ซิ่วอิงถูกคนเตะมาหนึ่งที ได้รับบาดเจ็บสาหัส หมอในอำเภอได้จ่ายยาให้แล้ว แต่ก็ยังต้องให้หมอหลี่มาดูอีกทีจึงจะมั่นใจได้”


   “สะใภ้สี่ เป็นอะไรไป”



 บทที่ 522: ฮวาค่งที่เกือบจะถูกเสี่ยวชีซัดเข้าให้



   หลี่อันได้ยินเสียงแหบแห้งของฉินเหล่าซานมาแต่ไกล จึงรีบลากตัวเหลียวเฉินวิ่งมาอย่างรวดเร็ว


   “ท่านปู่หลี่ รีบมาดูท่านแม่ของข้าด้วย ท่านแม่บอกว่าเจ็บหน้าอก” เล่อเหนียงร้องเรียกด้วยน้ำเสียงสะอื้น


   หลี่อันรีบจับชีพจรของสวี่ซิ่วอิง ก่อนใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อมือไว้แล้วค่อยๆกดลงบนกระดูกหน้าอกของสวี่ซิ่วอิงเบาๆ


   “อืม โชคดีที่กระดูกไม่หัก แต่อาการบาดเจ็บภายในก็ไม่เบาเหมือนกัน มีเลือดออกบ้างเล็กน้อย ต้องพักรักษาตัวให้ดีถึงจะได้”


   หลี่อันรีบเขียนใบสั่งยาแล้วให้เหลียวเฉินไปหยิบยาจากโรงเก็บขอ ตอนนี้ตระกูลฉินมีโรงเก็บเก็บสมุนไพรโดยเฉพาะ ข้างในไม่ได้มีแค่สมุนไพรที่หลี่อันเก็บมาจากภูเขาเป็นเท่านั้น แต่ยังมีสมุนไพรที่ชาวบ้านคนอื่นๆเก็บมาจากภูเขาด้วย ทั้งหมดล้วนเก็บไว้ในโรงเก็บของตระกูลฉิน


   ส่วนชาวบ้านที่มีอาการเจ็บป่วยไม่ว่าจะมากหรือน้อยทั้งหมดล้วนมาหาหลี่อัน ไม่เพียงแต่ไม่ต้องจ่ายเงินเท่านั้น สมุนไพรยังเป็นชนิดที่ดีที่สุดอีกด้วย


   เหลียวเฉินรับใบสั่งยาแล้วไปหยิบยาทันที


   หลิวซิ่วเถากลัวว่าผู้ชายตัวโตจะสะเพร่า กลัวว่าจะหยิบยาตกหล่นไปบ้างจึงตามไปด้วย


   “เล่อเหนียง มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่” หลี่อันอุ้มเล่อเหนียงเข้ามาแล้วถามเบาๆ


   “ตอนเช้าที่ออกไปยังดีอยู่ไม่ใช่หรือ เหตุใดกลับมาจึงเป็นเช่นนี้”


   เล่อเหนียงสะอื้นเล็กน้อยแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คนในตระกูลฉินฟัง


   “ปู่หลี่อัน ท่านย่า ทั้งหมดเป็นความผิดของเล่อเหนียง เล่อเหนียงเพียงแค่เห็นว่าปิ่นนั่นสวยงามมาก อยากถามว่านางไปทำมาจากที่ใด จากนั้นก็จะได้ทำให้ท่านแม่ ท่านย่า ป้าสะใภ้สาม รวมถึงอาซิ่วเถาด้วย ไม่คิดเลยว่าหน้าตางดงามขนาดนั้น แต่นิสัยจะเลวร้ายถึงเพียงนี้”


   “สารเลว!”


   แม่เฒ่าฉินโกรธจนตัวสั่น “นางผู้นี้ควรตาย กล้าดีอย่างไรมาคิดไม่ดีกับหลานสาวของข้า สมควรตายจริงๆ!”


   หลี่อันได้ยินดังนั้นใบหน้าชราก็เย็นชาลงจนหน้ากลัว ไม่คิดว่าอำเภอชิงเหอนี้จะยังมีสถานที่สกปรกเลวทรามเช่นนี้


   “ไป๋เช่ออวิ๋นมันดูแลบ้านเมืองอย่างไร ดวงตาของเขามืดบอดไปแล้วหรืออย่างไร”


   “เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ในอำเภอ เขากลับไม่รู้เรื่อง!”


   "ท่านแม่!"


   พวกหงอวี่ยังเรียนไม่เลิกก็ได้ยินชิงเฟิงมาบอกว่าสวี่ซิ่วอิงบาดเจ็บ หงอวี่จึงวิ่งออกมาจากสำนักศึกษาเป็นคนแรก


   ฉินเหล่าเอ้อร์รีบบอกเลิกชั้นเรียน บ้านให้เด็กๆกลับไปเล่นที่บ้านก่อน แล้วตัวองจึงรับวิ่งกลับบ้าน


   “ท่านแม่ ท่านเป็นอะไรไป อย่าทำให้เสี่ยวชีตกใจสิ!” หงอวี่เห็นสวี่ซิ่วอิงหมดสติก็แทบร้อนไห้ด้วยความตกใจ


   เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วก็วิ่งตามมาติดๆ เมื่อเห็นสวี่ซิ่วอิงนอนหมดสติอยู่บนเตียง ดวงตาก็แดงก่ำและพุ่งเข้าไปข้างเตียง พวกเขาร้องไห้โวยวายขึ้นมา


   แม่เฒ่าฉิน หลี่อัน และคู่สามีภรรยาฉินเหล่าซานมองดูเด็กๆเหล่านี้ร้องไห้ราวกับว่าแม่ของพวกเขาจะไม่ฟื้นมากแล้ว ก็ทำให้มุมปากของพวกเขากระตุกขึ้นทีละคน


   โชคดีที่สวี่ซิ่วอิงเพียงแค่หมดสติไป หากเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นจริงๆ พวกเขาไม่กล้าจินตนาการเลยว่าเด็กพวกนี้จะเป็นอย่างไร


   เล่อเหนียงก็รู้สึกว่าพี่ชายของนางน่ารำคาญเกินไปเล็กน้อย “พี่ชายทั้งหลาย พวกท่านอย่าร้องไห้เลย อย่าทำให้ท่านแม่ต้องรำคาญสิ!”


   “ท่านแม่...เพียงแค่หลับไปเท่านั้นเอง”


   “ท่านแม่ สะใภ้สี่ไม่เป็นไรใช่หรือไม่”


   ฉินเหล่าเอ้อร์ช้าไปหนึ่งก้าว เขาเพิ่งเดินเข้าประตูบ้านก็ได้ยินเสียงร้องไห้โหยหวนของสามเจ้าตัวแสบ พวกเขาร้องไห้ราวกับฟ้าถล่มดินทลาย เขายังเผลอคิดไปว่าสวี่ซิ่วอิงจากไปแล้ว


   “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร นางแค่หมดสติไปเท่านั้น พักสักสองสามวันก็หายแล้ว!” แม่เฒ่าฉินโบกมือให้พวกเขาสบายใจ


   “อืม…”


   ต้องยอมรับว่าเสียงร้องไห้ของเสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และคนอื่นๆนั้นได้ผลมาก เพียงได้ยินเสียงร้องไห้อันน่าเวทนาเช่นนี้ สวี่ซิ่วอิงก็ค่อยๆฟื้นขึ้นมา


   “ท่านแม่ตื่นแล้วหรือ ท่านบาดเจ็บตรงไหนบ้าง” เสี่ยวชีเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นว่าสวี่ซิ่วอิงฟื้นแล้ว


   “ท่านแม่!”


   “สะใภ้สี่!”


   แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆได้ยินเสียงจึงรีบเดินเข้ามา “สะใภ้สี่ เจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่”


   สวี่ซิ่วอิงส่ายหัว “ท่านแม่ นอกจากหน้าอกจะเจ็บนิดหน่อยแล้ว ส่วนอื่นๆไม่มีอะไรที่รู้สึกไม่สบายเลย”


   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดูเหมือนว่าการตรวจของหลี่อันจะไม่ผิด “ท่านแม่ เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่” เสี่ยวชีถามด้วยความสงสัย


   ทั้งที่ตอนเช้าท่านแม่และน้องสาวออกไปยังดีอยู่ แต่เหตุใดกลับมาถึงมีสภาพเช่นนี้


   เมื่อเขาได้รู้ความจริง ดวงตาของเขาก็แดงก่ำด้วยความโกรธทันที


   “ชิงเฟิง ชิงเยว่ไปจับตัวหญิงคนนั้นมาให้ข้า!” สีหน้าของหงอวี่ในตอนนี้เย็นชาน่ากลัว


   เขาไม่เคยคิดว่าจะมีคนกล้าคิดไม่ดีกับเล่อเหนียงของเขา ทั้งยังทำให้ท่านแม่ของเขาบาดเจ็บอีก! พวกเขารู็หรือไม่ว่ากำลังลองดีอยู่!


   ชิงเฟิงตอบรับเสียงหนึ่งแล้วหายตัวไปต่อหน้าเขา


   “นายอำเภอไป๋ ท่านก็มาเยี่ยมสะใภ้สี่เหมือนกันหรือ” เสียงของฉินฟู่หลินดังมาจากนอกประตู


   ฉินฟู่หลินมาหาแม่เฒ่าฉินเพราะมีธุระ แต่บังเอิญได้ยินว่าสวี่ซิ่วอิงบาดเจ็บจึงรีบวิ่งเข้ามาทันทีอ ผู้ที่มาพร้อมกับเขายังมีฉีสืออีกด้วย


   “อืม งานในอำเภอเสร็จแล้ว ข้ามาดูว่าพี่สะใภ้เป็นอย่างไรบ้าง”


   ไป๋เช่ออวิ๋นเพิ่งเดินเข้าประตูบ้านก็เห็นหงอวี่ยืนเท้าสะเอวจ้องมองเขาด้วยความโกรธ


   “เจ้านกยูงจอมกะล่อน ท่านดูแลคนในอำเภออย่างไร เหตุใดเจ้าถึงปล่อยให้คนในบ้านของข้าได้รับบาดเจ็บ”


   หงอวี่พุ่งเข้ามาเหมือนลูกวัวน้อย ใช้หัวดันท้องไป๋เช่ออวิ๋นพลางถาม


   ไป๋เช่ออวิ๋นรู้ตัวว่าตนผิดจึงไม่กล้าส่งเสียงใดๆ “ท่านพูดมาสิ พูดมาสิ ท่านจัดการเรื่องนี้อย่างไรกัน”


   ไป๋เช่ออวิ๋นถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ไม่ใช่เพราะว่าข้าละเลยหน้าที่ แต่เป็นเพราะจางเฟิ่งผู้นี้ช่างเฉลียวฉลาดเหลือเกิน"


   ไป๋เช่ออวิ๋นจากนั้นก็เล่าเรื่องที่ขุดคุ้ยได้จากจวนสกุลจางออกมา


   "จางเฟิ่งหญิงผู้นี้มีวิธีการที่แยบยลยิ่งนัก นางมิได้ลักพาตัวโดยตรง แต่ใช้เงินซื้อเด็กหญิงผู้บริสุทธิ์เหล่านั้นไป”


   “ยิ่งไปกว่านั้นเหตุผลของนางก็ชวนให้ผู้คนหวั่นไหวใจ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวร่ำรวยหรือยากจน นางก็บอกกับพวกเขาว่าซื้อไปในฐานะเจ้าสาวเด็ก พวกที่ยากจนมาทั้งชีวิตเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ยื่นลูกสาวของตนให้ทั้งสองมือ หวังว่าสักวันหนึ่งลูกสาวของพวกเขาจะได้เป็นฮูหยินน้อยตระกูลจาง และพวกเขาก็จะได้ร่ำรวยมีหน้ามีตาตามไปด้วย”


   “นั่นไม่ใช่ความคิดเพ้อฝันหรอกหรือ”


   แม่เฒ่าฉินได้ยินเสียงจึงเดินออกมา “ตั้งแต่โบราณมา เรื่องสำคัญคือการแต่งงานระหว่างครอบครัวที่มีฐานะเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตระกูลที่ไม่สูงส่งนักแต่ก็ไม่ต่ำต้อย ยิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก”


   “ข้าก็เคยได้ยินเรื่องของตระกูลจางเหมือนกัน ในอำเภอชิงเหออย่างมากก็แค่ครอบครัวที่มีฐานะดีหน่อย ฐานะเช่นนี้จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะรับลูกสาวจากครอบครัวยากจนมาเป็นภรรยาของลูกชาย”


   ไป๋เช่ออวิ๋นตอบอย่างปวดหัว “ก็ใช่น่ะสิ แต่ก็มีบางคนที่มองไม่ทะลุและทนต่อการล่อลวงนี้ไม่ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วนี่เป็นกุญแจสำคัญที่จะกำหนดว่าสามรุ่นต่อจากนี้จะรุ่งเรืองหรือไม่”


   “ท่านป้า ท่านรู้ไหม ในสวนท้อของตระกูลจางนั้นฝังศพไว้กี่ศพ”


   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “ข้าจะรู้ได้อย่างไร น่าจะมีสักสิบกว่าศพกระมัง!”


   “ใกล้เคียงร้อยศพเลยทีเดียว!”



 บทที่ 523: ทำไมเรื่องราวทั้งหมดถึงมารวมกันที่นี่?



   “ว่าอย่างไรนะ เป็นร้อยเลยหรือ” แม่เฒ่าฉินอุทานด้วยความตกใจ


   แม้แต่หงอวี่และฉินฟู่หลินก็มองเขาด้วยความประหลาดใจ


   “เจ้านับผิดหรือไม่ มีมากขนาดนั้นจริงหรือ หากมีมากมายขนาดนั้นจริง เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีใครพบเห็น!” แม่เฒ่าฉินยังคงไม่เชื่อว่าสตรีคนหนึ่งจะสามารถพรากชีวิตผู้คนได้มากถึงร้อยชีวิต


   แคว้นต้าหนิง ผู้ที่สังหารคนสามคนก็ถูกนิยามว่าเป็นคนชั่วร้ายแล้ว


   การฆ่าคนเป็นร้อยนั้นช่างเกินจริงเกินไป!


   ไป๋เช่ออวิ๋นส่ายหัว “ข้าไม่ได้พูดเหลวไหล!”


   “ตามที่จางจ่งจือกล่าว หลังจากจางเฟิ่งฆ่าคนหนึ่ง นางก็จะปลูกต้นท้อหนึ่งต้น แล้วฝังร่างขอไว้ใต้ต้นท้อนั้น”


   “เมื่อข้าไปดูสวนท้อที่จวนตระกูลจางถึงกับตกตะลึง ข้านับคร่าวๆ ดูแล้วมีต้นท้อออกดอกอย่างน้อยก็หลายสิบถึงร้อยต้น!”


   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ตกใจจนร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย นางเพียงแค่นึกถึงว่าเล่อเหนียงเกือบจะกลายเป็นปุ๋ยให้ต้นท้อก็ทำให้นางเหงื่อเย็นผุดทั่วร่าง


   หงอวี่ไม่สามารถพูดอะไรมากไปกว่านี้ได้ ในใจเขาอยากจะสับคนตระกูลจางเป็นแปดชิ้นเสียให้รู้แล้วรู้รอด


   “ช่างเถอะ อย่าพูดถึงคนพวกนั้นเลย พูดแล้วทำให้เสียอารมณ์ พวกเขาก็คงจะไม่ได้อยู่ดีมีสุขไปอีกนาน” ไป๋เช่ออวิ๋นพูดด้วยสีหน้ารังเกียจ


   แม่เฒ่าฉินก็มีสีหน้าที่ไม่สู้ดีเช่นกัน


   “อ้อ ใช่แล้ว ท่านป้า พี่สะใภ้สี่เป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บหนักหรือไม่” ไป๋เช่ออวิ๋นถามด้วยความเป็นห่วง


   “ไม่มีอะไรร้ายแรง แต่ก็ต้องนอนพักฟื้นบนเตียงสักระยะหนึ่ง!”


   ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินดังนั้นก็นิ่งเงียบไป วันเฉลิมพระชนมพรรษาของคนผู้นั้นก็ใกล้จะมาถึงแล้ว ในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้ สวี่ซิ่วอิงกลับได้รับบาดเจ็บ เขาไม่รู้ว่าควรพาเล่อเหนียงและหงอวี่ไปด้วยหรือไม่


   “พี่ชุนหลาน วัสดุบนภูเขาหมดอีกแล้ว!”


   ฉินฟู่หลินเอ่ยว่า “เรือนแรมที่พวกท่านพูดถึงนั้นสร้างเสร็จแล้ว สามารถนำลูกไก่เข้าไปเลี้ยงได้แล้ว”


   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นดวงตาก็เปล่งประกายขึ้นมา หลายวันมานี้ในที่สุดก็มีข่าวดีเสียที


   “ตอนนี้ยังขาดอีกเท่าไหร่หรือ” แม่เฒ่าฉินถาม


   “บริเวณรอบๆบ่อน้ำพุร้อนได้รับการทำความสะอาดเกือบหมดแล้ว บนถนนก็ปูด้วยหินเรียบร้อย ตอนนี้ก็เหลือแค่สร้างบ้านสักสองสามหลัง และไม้ที่จะใช้สร้างศาลาอีกสองสามหลัง”


   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็รีบหยิบเงินออกมาทันที “เงินสามสิบตำลึง ข้าก็ไม่รู้ว่าจะพอหรือไม่ พวกเจ้าเอาไปดูก่อนว่าพอหรือไม่”


   “หากไม่พอก็กลับมาบอกข้า ข้าจะหาทางรวบรวมเพิ่มให้” แม่เฒ่าฉินก้อนเศษเงินและเหรียญทองแดงทั้งหมดลงบนโต๊ะ


   ความจริงแล้วแม่เฒ่าฉินมีเงินอยู่ในมือ แต่คนเราไม่ควรโอ้อวด


   “อืม น่าจะพอแล้ว ถ้าไม่พอข้าก็จะไปต่อรองราคากับเขาเอง!” ฉินฟู่หลินมองกองเงินพลางกล่าว เงินนี้ต้องใช้อย่างประหยัดแล้ว ดูเหมือนว่าพี่ชุนหลานก็ไม่มีเงินแล้ว


   ฉินฟู่หลินและฉีสือรีบเก็บเงิน แล้วเข้าอำเภอเพื่อซื้อของจำเป็น บ่อน้ำพุร้อนกำลังจะสร้างเสร็จแล้ว เหลือแค่ขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น พวกเขาไม่สามารถล่าช้าได้


   “ท่านป้า…” ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยขัดจังหวะด้วยความกังวล ขณะที่แม่เฒ่าฉินมีสีหน้ายินดี


   “นายอำเภอไป๋ ท่านเป็นอะไรหรือ” แม่เฒ่าฉินมองเขาด้วยความสงสัย เจ้าหนุ่มคนนี้เป็นคนไม่กล้าพูดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน


   ก่อนหน้านี้เขาไม่ใช่คนที่พูดอะไรก็พูดตรงๆหรอกหรือ อีกทั้งยังพูดโดยไม่กลัวว่าจะทำให้ผู้อื่นไม่พอใจด้วย


   “ท่านป้า วันคล้ายวันเกิดของท่านผู้สูงศักดิ์ที่อยู่เบื้องบนนั้นใกล้จะมาถึงแล้ว พวกเรายังจะพาเล่อเหนียงและเสี่ยวชีเข้าวังอีกหรือไม่”


   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นร่างก็แข็งทื่อไปทันที นางลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย หงอวี่ที่อยู่ข้างๆ ก็ตะลึงงัน นางมักคิดเสมอว่ามันคงไม่เร็วขนาดนี้ แต่ไม่คิดว่าเพียงชั่วพริบตาเวลานั้นก็มาถึงแล้ว โชคไม่ดีเลย สวี่ซิ่วอิงบาดเจ็บอีกครั้ง


   เวลาเช่นนี้พวกเขาจะวางใจจากไปได้อย่างไร


   ไป๋เช่ออวิ๋นพูดจบก็เงียบไป นางก็รู้ว่าตอนนี้เสี่ยวชีและคนอื่นๆไม่มีทางแน่นอน


   “เสี่ยวชี ไปเถอะ!” แม่เฒ่าฉินถอนหายใจแล้วใช้มือลูบศีรษะเล็กๆของหงอวี่


   “แต่ว่าท่านย่า ท่านแม่บาดเจ็บอยู่ ข้าจะทิ้งนางไว้ที่บ้านได้อย่างไรกัน”


   แม้ในใจเสี่ยวชีจะอยากไปจริงๆ เขาอยากไปช่วยท่านพ่อของเขา แต่สิ่งที่เขากังวลมากกว่าคือสวี่ซิ่วอิง ผู้เป็นมารดาที่คอยให้ความรักแก่เขา


   “แม่เจ้าบาดเจ็บต้องให้พวกข้า ส่วนเจ้าดูแลเด็กน้อยคนนี้ด้วย จะมากังวลอะไรกัน”


   “ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าท่านผู้สูงศักดิ์นั่นตายจริงๆ ทั่วหล้าก็จะวุ่นวาย”


   เล่อเหนียงก็วิ่งออกมาจับมือหงอวี่พลางกล่าวว่า “พี่เจ็ด เมื่อครู่ข้าได้คุยกับท่านแม่แล้ว ท่านแม่ก็สนับสนุนให้ท่านไป พวกเราไปกันเถอะ ยิ่งไปเร็วก็จะได้กลับเร็ว”


   หงอวี่กอดเล่อเหนียงอย่างซาบซึ้ง “ข้าขอบคุณเจ้า”


   “เจ้านกยูงกะล่อน พวกเราจะออกเดินทางเมื่อไหร่” หงอวี่ถาม


   ไป๋เช่ออวิ๋นมองไปที่แม่เฒ่าฉินแวบหนึ่ง “อีกสามวันก็จะถึงวันคล้ายวันเกิดของท่านผู้นั้นแล้ว พวกเราต้องออกเดินทางตอนนี้ ไม่เช่นนั้นจะไปไม่ทัน”


   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นร่างกายก็สั่นไหวเล็กน้อย เอ่ยปากอย่างไม่อยากเชื่อ “ต้องเร็วขนาดนี้เลยหรือ”


   “ยังมีของอีกมากมายที่ยังไม่ได้เตรียม พรุ่งนี้ค่อยไปได้หรือไม่”


   ไป๋เช่ออวิ๋นถอนหายใจ เขาย่อมรู้ดีว่าตระกูลฉินไม่อยากปล่อยเด็กน้อยสองคนนี้ไป หากไม่ใช่เพราะเล่อเหนียงบอกว่ามีวิธีช่วยท่านผู้นั้น เขาก็ไม่อยากให้เด็กน้อยทั้งสองไปเสี่ยงอันตราย


   “ท่านย่า ท่านไม่ต้องเตรียมอะไรให้พวกข้าหรอก พวกข้าจะกลับมาเร็วๆนี้”


   เล่อเหนียงกอดขาท่านย่า “หากท่านเตรียมของให้ข้ามากมาย ข้าจะคิดว่าข้าจะไม่ได้กลับมาอีกนะ”


   “ท่านย่า ท่านไม่อยากให้ข้ากลับมาหรือ”


   “จะเป็นไปได้อย่างไร หากเจ้าไม่กลับมา ข้าจะตามหาเจ้าไปจนสุดขอบฟ้า ข้าจะหักขาเจ้า แล้วมัดเจ้ากลับมา” แม่เฒ่าฉินร้อนใจนางกล่าวจบดวงตาก็แดงขึ้นมา “อย่างน้อยข้าจะเตรียมเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนให้เจ้าสองชุด”


   แม่เฒ่าฉินพูดจบก็หมุนตัวเดินเข้าไปในห้องโถง เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อจัดเตรียมเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนสองชุดให้พวกเขา แล้วยัดเงินจำนวนหนึ่งเข้าไปในห่อผ้า


   แม้จะรู้ว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้เงินแม้แต่อีแปะเดียว แต่ถ้าไม่ใส่เงินลงไปในนั้นบ้าง หัวใจของนางก็จะรู้สึกไม่สบายใจ


   คนอื่นๆในตระกูลฉินต่างรู้ว่าเล่อเหนียงและหงอวี่กำลังจะไปเมืองหลวง ทุกคนต่างออกมาส่งพวกเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ


   พวกเขาไม่อยากเชื่อจริงๆ ว่าเหตุใดวันนี้จึงมาถึงเร็วเช่นนี้? จะมาได้อย่างกะทันหันเช่นนี้หรือ


   พวกเขาไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลยจริงๆ แล้วก็ได้ยินอย่างฉับว่าทั้งสองคนจะออกเดินทางแล้ว ทุกคนต่างวางงานในมือแล้ววิ่งมาส่งเด็กสองคนนี้


   พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆก็ได้ยินมาว่าเด็กน้อยสองคนนี้จะไปเข้าเมืองหลวง พวกเขาอ้าปากปิด อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา


   ช่างเถอะ เล่อเหนียงคนนี้มีความสามารถ พวกเขาภาวนาอยู่ในใจเงียบๆ ให้พรแก่พวกเขาก็พอแล้ว


   “ท่านย่า พวกท่านกลับไปเถิด พวกข้าจะกลับมาในไม่ช้า อย่าได้เป็นห่วงพวกข้าเลย!”


   เล่อเหนียงยืนอยู่ข้างรถม้าพลางกำชับพวกเขา “พี่ชายทั้งหลาย พวกท่านอย่าได้ทำให้ท่านแม่และท่านย่าโกรธเชียวนะ”


   เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และคนอื่นๆรีบพยักหน้าทันที แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเข้าใจแล้ว


   ไม่นานรถม้าก็ออกจากหมู่บ้านตระกูลฉิน เล่อเหนียงเห็นว่าออกมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านแล้ว ยังมีคนมาส่งนางมากมายเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดในใจนางจึงผุดความคิดประหลาดขึ้นมา


   เหตุใดรู้สึกเหมือนกำลังส่งสาวใหญ่ออกเรือนเช่นนี้นะ



  บทที่ 524: ท่านอาไป๋ขี้ขลาด



   “เล่อเหนียง เจ้ากำลังกลัวอยู่หรือ” หงอวี่ถามขณะมองดูเล่อเหนียงที่กำลังเกาะอยู่ที่หน้าต่างรถ


   เล่อเหนียงส่ายหน้าแล้วพูดเบาๆว่า “ไม่ใช่ ข้าแค่รู้สึกว่าพวกเขาออกมาส่งข้า เหมือนกับการส่งสาวใหญ่ออกเรือนเท่านั้นเอง”


   “และข้าก็คือสาวใหญ่คนนั้น!”


   หงอวี่หัวเราะคิกคักสองสามที “น้องสาวเอ๋ย เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้นเล่า”


   “ไม่รู้ว่าสมองน้อยๆของเจ้าจะมีความคิดเช่นนี้ได้อย่างไร”


   เล่อเหนียงส่งเสียงฟึดฟัดสองครั้ง “ท่านคิดว่าไม่ใช่หรือไร“


   หงอวี่ไม่พูดอะไรอีก “ถ้าเจ้าคิดว่าใช่ก็ใช่แล้วกัน!”


   ไป๋เช่ออวิ๋นมองสองพี่น้องที่กำลังโต้เถียงกัน แล้วถามอย่างสงสัย “เล่อเหนียง เจ้าบอกว่าเจ้ามีวิธีพาเจ้าหนูเหม็นๆคนนี้เข้าวังหลวง วิธีของเจ้าคืออะไรหรือ”


   เล่อเหนียงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ท่านอาไป๋ ท่านอยากรู้ตอนนี้เลยหรือ”


   “แต่เล่อเหนียง กลัวว่าจะทำให้ท่านตกใจ”


   ไป๋เช่ออวิ๋นมองนางด้วยสีหน้าประหลาด “พูดเล่นอะไรกัน ข้าจะกลัวได้อย่างไร”


   วิธีของเล่อเหนียงก็คงไม่พ้นการแต่งตัวพี่เจ็ดของนางให้เป็นขันทีน้อยแล้วพาเข้าไป


   หรือไม่ก็แอบซ่อนตัวในอุปกรณ์ประกอบฉากขณะที่คณะละครกำลังแสดงอยู่แล้วลอบเข้าไป


   นอกจากสองวิธีนี้แล้ว จะมีวิธีที่สามอีกหรือ


   เห็นได้ชัดว่าไม่มีแน่นอนเล่อเหนียงและหงอวี่ สบตากัน “ทำให้เขาตกใจสักหน่อยก็ไม่เป็นไร!”


   เล่อเหนียงพยักหน้าเบาๆแล้วโบกมือ ทันใดนั้นหงอวี่ก็หายวับไป


   “สวรรค์!”


   ไป๋เช่ออวิ๋นเห็นหงอวี่หายไปต่อหน้าต่อตา ก็ตกใจจนเกือบจะกลิ้งตกจากรถม้า


   “เจ้าเด็กเหม็นคนนั่นไปไหนแล้ว” ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวด้วยสีหน้าตกใจ “เล่อเหนียง เด็กนั่นหายไปไหนแล้ว”


   เล่อเหนียงหัวเราะเบาๆ “นี่แหละวิธีของข้า”


   “เป็นอย่างไรบ้าง ตื่นเต้นหรือไม่ ประหลาดใจหรือเปล่า”


   ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูเล่อเหนียงราวกับเห็นผี “อะไรกัน เจ้าเป็นคนทำให้เขาหายไปหรือ”


   เล่อเหนียงพยักหน้า แล้วโบกมือหนึ่งครั้ง ทันใดหงอวี่ก็ปรากฏตัวขึ้นที่เดิมอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้เมื่อเขาปรากฏตัว ในมือยังกำงูเอาไว้อีกตัวหนึ่ง


   ”อ๊ากกก เจ้าไปเสกเขามาจากที่ไหนอีกแล้ว!” ครั้งนี้ไป๋เช่ออวิ๋นตกใจจนสะดุ้งโหยง


   ศีรษะกระแทกเพดานรถม้า จนเกิดเสียงดัง


   ไป๋เช่ออวิ๋นไม่สนใจความเจ็บปวดบนศีรษะ นั่งอยู่ตรงมุม มองดูพวกเขาทั้งสองด้วยสีหน้าหวาดผวา


   ในสายตาของเขา ทั้งสองคนนี้ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว “พวกเจ้าสองคนเป็นปีศาจร้ายที่วิ่งออกมาจากที่ไหนกัน!”


   หงอวี่สะบัดงูในมือแล้วพูดว่า “อะไรกันเล่า เรียกพวกข้าว่าปีศาจร้ายงั้นหรือ พวกข้าเป็นมนุษย์ธรรมดา ธรรมดานะ”


   “ดูความกล้าของท่านสิ ไม่มีความอดทนเสียจริง!”


   ไป๋เช่ออวิ๋นตะโกนอย่างสิ้นหวัง “นี่ไม่ใช่เรื่องของการทนได้หรือไม่ได้นะ”


   “นี่มันเรื่องของการเอาชีวิตเป็นเดิมพันเลยนะ เข้าใจหรือไม่”


   หงอวี่และเล่อเหนียงพร้อมใจกันยักไหล่ “ข้าไม่เห็นสึกอะไรเลย ไม่ใช่ท่านบอกว่าจะสาธิตให้ดูหรอกหรือ ข้าก็สาธิตให้ท่านดูแล้วไง”


   “ท่านไม่ปรบมือให้ก็แล้วไป แต่ยังทำหน้าแบบนี้อีก ท่านทำแบบนี้มันทำร้ายจิตใจเด็กนะรู้หรือไม่”


   ไป๋เช่ออวิ๋นตะโกน “แล้วเหตุใดพวกเจ้าไม่บอกว่าการทำแบบนี้จะทำร้ายจิตใจข้าล่ะ”


   เล่อเหนียงกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูก หงอวี่ดึงไว้ “น้องสาว พวกเราอย่าไปสนใจเขาเลย เขาขี้ขลาด ระวังจะตกใจตายเอาได้!”


   เล่อเหนียงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง “ถูกต้อง เขาก็แค่ขี้ขลาดเกินไป”


   “แต่ว่าพี่เจ็ด เหตุใดเจ้าจึงพาเจ้าเขียวน้อยออกมาด้วยเล่า”


   อืม ก่อนหน้านี้งูเหลือมนั่น เล่อเหนียรู้สึกว่าการเรียกมันว่างูเหลือมนั้นไม่ไพเราะ นางจึงตั้งชื่อที่ดุดันให้มันเช่น เขียวน้อย


   หงอวี่สะบัดงูในมือแล้วกล่าว “ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจพามันออกมาหรอก มัน...มันลอยมาหาข้าเอง!”


   “หืม ลอยมาหาท่านได้อย่างไรกัน” เล่อเหนียงสงสัย


   “ก็ตอนข้าเข้าไป มันกำลังถูกฝูงห่านใหญ่ไล่จิกพอดี พอข้าออกมา มันก็ลอยมาเกาะตัวข้าเลย”


   “ข้าไม่ทันได้ตอบสนองก็พาเจ้านั่นออกมาแล้ว”


   เล่อเหนียงเข้าใจแล้ว “ดูเหมือนว่าชีวิตของมันในพื้นที่มิติคงไม่ค่อยดีนักสินะ!”


   ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูพวกเขาทั้งสองที่กำลังจดจ่อศึกษางูตัวนั้นต่อไป มันทำให้ความเข้าใจของเขาที่มีต่อพวกเขาทั้งสองพังทลายลงจริงๆ


   ในสายตาของเขา ทั้งสองคนนี้เป็นเพียงเด็กน้อยน่ารักเท่านั้น


   แม้ว่าหงอวี่จะซุกซนไปหน่อย และน่ารำคาญไปบ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้วเขาก็ยังชอบเด็กน้อยคนนี้อยู่ดีเล่อเหนียงยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาเอาแต่ตามใจเด็กหญิงคนนี้ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า


   ผลลัพธ์คือตอนนี้พวกเขาทั้งสองกำลังเล่นกับงู และยังสนุกสนานกันอย่างเต็มที่


   “ข้าว่าพวกเจ้าทั้งสองดูเหมือนเด็กน้อยไปหน่อยนะ”


   ไป๋เช่ออวิ๋นตะโกนอย่างสิ้นหวัง “แต่เด็กบ้านไหนจะเล่นคล่องแคล่วเหมือนพวกเจ้าเล่า”


   “ไม่ต้องมายุ่ง เจ้าคนขี้ขลาด”


   ไป๋เช่ออวิ๋นไม่ยอมแพ้ “อะไรกัน เหตุใดข้าจึงถูกเรียกว่าขี้ขลาด”


   “เจ้าลองไปถามที่อื่นดูสิว่า ใครเจอเรื่องแบบนี้แล้วไม่กลัวจนฉี่ราดกางเกงบ้าง”


   “ข้าถือว่าเป็นคนกล้าหาญไม่ได้หรือ”


   เล่อเหนียงกลอกตาอย่างเหนื่อยหน่ายใส่นาง “ใช่ ใช่ ใช่ เจ้ากล้าหาญ เจ้ากล้าหาญที่สุดเลย กล้าจนไม่กลัวแม้แต่พวกข้า”


   เล่อเหนียงหัวเราะเบาๆ แล้วพาหงอวี่หายตัวไปในพริบตา


   “สวรรค์!” สมองของไป๋เช่ออวิ๋นหยุดทำงานทันที


   มันเกิดอะไรขึ้น ที่นี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่


   “อ๊ากกก ข้าจะตายแล้ว!"


   ไป๋เช่ออวิ๋นร้องตะโกนออกมา แต่ก็ไม่กล้าขยับไปมาเพราะกลัวว่าจะไปโดนอะไรเข้าการได้พบกับสองบรรพบุรุษนี้ถือเป็นโชคของเขา แม้ไม่อยากได้ก็ต้องอดทนเอาไว้!


   “น้องสาว พวกเราทิ้งเจ้านกยูงกะล่อนไว้ข้างนอกแบบนี้จะดีหรือ” หงอวี่กล่าว


   “มันไม่ดีตรงไหนกัน ท่านวางใจเถอะ ไม่ถึงกับตกใจตายหรอก” เล่อเหนียงโบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจพลางกล่าว


   “งั้นก็ได้ หวังว่าเจ้านกยูงกะล่อนจะทนไหว!” หงอวี่ เอ่ยขึ้นหนึ่งประโยค จากนั้นก็เดินเที่ยวชมพื้นที่มิติ อย่างสบายใจ


   “เจ้าเขียว เจ้าเขียว เจ้าบอกข้าสิว่าเจ้ากินไข่ของพวกมันไปกี่ฟองกันแน่ ดูสิ เจ้าเพิ่งเข้ามาพวกมันก็วิ่งไล่ตามเจ้าแล้ว” หงอวี่กล่าวอย่างหมดคำพูด"


   “หากเจ้าไม่ลงไปเดี๋ยวนี้ พวกมันจะกัดข้าแล้ว”


   งูเหลือมดูเหมือนจะเข้าใจคำพูดของหงิวี่ แต่ก็ตามมันก็ยังรัดแขนของหงอวี่แน่น ไม่ยอมลงไปไม่ว่าจะพูดอย่างไร


   หงอวี่พูดอย่างหมดคำพูด “น้องสาว พวกเราหาโอกาสเอามันไปต้มกินกันดีหรือไม่!”


   “มันดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย เลี้ยงจนอ้วนพีแบบนี้ กินได้แล้วนะ!”


   เล่อเหนียงพยักหน้าเห็นด้วยอีกครั้ง “ข้าเห็นด้วย” งูเหลือมได้ยินดังนั้นก็เกร็งตัว มันมองซ้ายมองขวา เห็นว่าฝูงห่านไม่อยู่ที่นี่แล้ว จึงเลื้อยหนีไปอย่างรวดเร็ว


   ช่างเถอะ ช่างเถอะ หนีไปเสียเถิด สู้ไม่ได้ก็วิ่งหนีไม่ได้หรือไร


   หงอวี่เห็นงูตัวนั้นเลื้อยหนีอย่างน่าขันก็หัวเราะออกมาทันที “น้องสาว เจ้าเห็นหรือไม่ว่ามันโง่เขลาเพียงใด”


   “พี่เจ็ด ท่านต้องเข้าใจว่างูตัวนี้ไม่ใช่คน มันโง่เขลาสักหน่อยก็เป็นเรื่องปกติ”


   คราวนี้ถึงคราวของหงอวี่ที่พยักหน้า “เจ้าพูดถูก งูที่โง่เขลาเช่นนี้กินไม่ได้ กินเข้าไปจะส่งผลต่อสติปัญญาเสียเปล่า”


   เล่อเหนียงพยักหน้าเบาๆ “พี่เจ็ดต้องการเอาอะไรออกไปหรือไม่”


   “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พวกเราก็ออกไปกันเถอะ ท่านอาไป๋ น่าจะทำใจได้พอสมควรแล้ว”


   หงอวี่พยักหน้าเล็กน้อย “ได้ ออกไปกันเถอะ”


   เล่อเหนียงโบกมือ แล้วหายออกไปในพริบตา



 บทที่ 525: ดูว่าเจ้าจะทนโดนตีได้หรือไม่!



   "ท่านอาไป๋ พวกข้ากลับมาแล้ว!" เล่อเหนียงวิ่งออกไปข้างนอก เห็นไป๋เช่ออวิ๋นยืนงงๆ จึงทักทายด้วยรอยยิ้ม


   ไป๋เช่ออวิ๋นไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง เพียงแต่จ้องมองพวกนางอย่างเหม่อลอย จากนั้นก็คว้าตัวทั้งสองคนมากดลงบนตักแล้วตีอย่างแรง


   “พวกเจ้าสองคนนี่ กล้าดีนักนะ ถึงกับทำให้ข้าตกใจถึงเพียงนี้!”


   ช่วงเวลาที่พวกนางหายตัวไปนั้น เขาได้สงบสติอารมณ์ลงแล้ว


   เขาบังคับตัวเองให้ปรับสภาพจิตใจให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งแต่ตกใจ ไม่อยากเชื่อ จนถึงยอมรับความจริง เขาใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามเท่านั้น


   “ท่านอาไป๋ ท่านถึงกับตีเล่อเหนียงเลยหรือ!” เล่อเหนียงร้องเสียงดังอย่างสนุกสนาน


   ไป๋เช่ออวิ๋นไม่สนใจเสียงร้องของนาง แล้วลงมือตีต่อไป


   เขาไม่ได้ใช้แรงตีเลยสักนิด เด็กหญิงคนนี้ช่างเก่งในการแสร้งเสียจริง


   “เจ้านกยูงกะล่อน ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่ไว้หน้าท่านแน่!” หงอวี่ก็ถูกกดลงบนต้นขาเช่นกัน


   แม้ว่าไป๋เช่ออวิ๋นจะดูเป็นคนอ่อนแอ แต่วรยุทธของเขานั้นสูงส่งยิ่งนัก เขาสามารถกดเด็กซุกซนทั้งสองคนนี้ไว้บนขาและตีพวกเขาได้อย่างง่ายดาย แม้แต่จะขยับตัวยังทำไม่ได้เลย “พวกเจ้ารู้ตัวแล้วหรือไม่ว่าทำผิด”


   “คราวหน้าพวกเจ้ายังกล้าทำให้ข้าตกใจอีกหรือไม่”


   ไป๋เช่ออวิ๋นถามไปพลางตีไปด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ออกแรงมากนัก


   “ท่านอาไป๋ ข้าเพิ่งออกจากบ้านมา ท่านก็กล้าตีข้าเสียแล้ว!”


   เล่อเหนียงส่งเสียงฟึดฟัดสองครั้ง “ท่านรอดูเถิด พอข้ากลับไป ข้าจะบอกท่านย่า ให้ท่านย่าจัดการท่าน!”


   หงอวี่ก็ส่งเสียงไม่พอใจสองสามคำ “เจ้านกยูงกะล่อน ท่านรอดูเถอะ รอให้ลุงของข้ากลับมา ข้าจะบอกเขาว่าท่านตีข้า ท่านรังแกข้า!"


   ไป๋เช่ออวิ๋นไม่ได้สนใจคำขู่ของพวกเขาทั้งสองแม้แต่น้อย “พวกเจ้าไปเลยสิ!”


   "พวกเจ้าไปเรียกลุงของพวกเจ้ากลับมาให้ข้าเสียที!"


   "เฮ้อ!"


   หงอวี่ถอนหายใจหนึ่งครึ่ง "ท่านไปเองเถอะ ท่านอยากให้ข้าไปเรียกลุงของข้ากลับมา ข้าจะบอกให้ท่านรู้ ไม่มีทางเด็ดขาด!"


   "ข้าจะบอกท่านตา ข้าจะไปบอกลุงของข้าหาภรรยาสองคน ตอนนั้นท่านก็ไปเป็นโสดไปตลอดชีวิตเถอะ!"


   สายตาของไป๋เช่ออวิ๋นหม่นลง "ข้าจะเป็นโสดหรือไม่ มันเกี่ยวอะไรกับพวกเจ้าสองคนด้วย"


   "ดูแลเรื่องของตัวเองให้ดีก่อนเถอะ!" ไป๋เช่ออวิ๋นพูดจบก็หันหน้าไปอีกทาง ไม่พูดอะไรอีก


   เล่อเหนียงและหงอวี่รู้ว่าตนเองล้อเล่นแรงเกินไป จึงปิดปากไม่กล้าพูดอะไรอีก


   "โอ้ ท่านอา ข้าขอโทษเจ้าค่ะ เมื่อครู่พวกข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้น ท่านอย่าได้เก็บคำพูดของพวกข้าไปคิดมากเลยนะเจ้าคะ!”


    ในที่สุดเล่อเหนียงก็เอ่ยปากออดอ้อน


   หงอวี่แสดงออกว่าการออดอ้อนเป็นเรื่องน่าอับอาย เขาไม่อยากทำแม้แต่น้อย


   ยิ่งไปกว่านั้นการออดอ้อนต่อหน้าไป๋เช่ออวิ๋นด้วยแล้ว


   ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวอน้ำเสียงเรียบเฉย "พวกเจ้าสองเด็กน้อยพูดอะไรน่าเชื่อถือหรือไม่ ข้าเหนื่อยแล้ว ไม่อยากเถียงกับพวกเจ้าอีกแล้ว!"


   เล่อเหนียงถามอย่างอยากรู้ "ท่านอาไป๋ ชาตินี้ท่านไม่มีแผนจะแต่งงานมีลูกเลยหรือ"


   ยุคปัจจุบันการที่ชายสองคนชอบกันและแต่งงานกันก็เป็นเรื่องปกติ บางประเทศถึงขั้นรับรองการแต่งงานเพศเดียวกันอย่างถูกกฎหมายด้วยซ้ำ แต่ที่นี่ไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องชายสองคนคบหากันเลย แค่สาวโสดถูกชายแปลกหน้าเห็นเท้าก็คงต้องแต่งงานกับชายคนนั้นแล้ว


   ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องชายสองคนคบหากันเลย!


   "ค่อยว่ากันทีหลังเถอะ อย่างน้อยตอนนี้ข้าก็ยังไม่อยากคิด บางทีระหว่างทางกลับอาจจะได้พบคนที่จะอยู่เคียงข้างข้าไปชั่วชีวิตก็ได้!" ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวพลางยิ้ม


   แม้เขาจะพูดด้วยรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่ถึงดวงตา ดวงตาคู่นั้นยังคงเต็มไปด้วยความเศร้าและจนใจ


   "ท่านอาไป๋..." เล่อเหนียงอัดอั้นอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็รวบรวมความกล้าถามว่า


   "ท่านอาไป๋ เมื่อก่อนตอนที่ท่านปลอมตัวเป็นหญิงไปสืบความลับกับแม่ทัพเผ่ย ท่านไม่เคยสังเกตเห็นเลยหรือว่าอีกฝ่ายเป็นชาย"


   ตามหลักการแล้วมันเป็นไปไม่ได้ ในสมัยโบราณไม่มีการแต่งหน้าเหมือนสมัยใหม่ ที่นี่ไม่ว่าจะเป็นชายปลอมเป็นหญิงหรือหญิงปลอมเป็นชาย ก็ทำอย่างเรียบง่าย แค่เปลี่ยนปิ่นปักผม เครื่องประดับผม หรือเสื้อผ้าให้เหมือนชายหรือหญิงก็พอแล้ว


   ไม่จำเป็นต้องเขียนคิ้ว แต่งปาก แต่งคาง ดัดจมูก ดัดคิ้ว หรือดัดตาแต่อย่างใด


   ถ้าเอาการแต่งหน้าสมัยนี้มาวางไว้ตรงนี้ มันก็คงเป็นของวิเศษอย่างแน่นอน


   ไป๋เช่ออวิ๋นเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยปาก "ข้าก็เคยสงสัยอยู่บ้าง แต่เผ่ยเฉิงเฟิง หมอนั่นปลอมตัวได้เหมือนมาก ทั้งการขยับเคลื่อนไหวและรอยยิ้มล้วนเหมือนสตรีไปหมด"


   "ยิ่งไปกว่านั้น เขายังใช้วิชาย่อกระดูกอีก รูปร่างและท่าทางนั้นเหมือนสตรีอย่างยิ่ง"


   "แล้ว ท่านอาไป๋เล่า" เล่อเหนียงถามต่อ


   "อะไรนะ" ไป๋เช่ออวิ๋น มองนางอย่างสงสัย "หมายความว่าอย่างไร“


   "ก็คือแม่ทัพเผ่ยแต่งกายเป็นสตรีและใช้วิชาย่อกระดูก จำไม่ได้นั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ท่านล่ะ"


   แม่ทัพเผ่ยและไป๋เช่ออวิ๋นมีผิวขาวและรูปร่างสูง สูงประมาณหนึ่งเมตรแปดสิบเซนติเมตร สถานการณ์เช่นนี้ หากไม่ใช้สิ่งอื่นเพิ่มเติม แน่นอนว่าย่อมปิดไม่มิด


   "อย่านะว่า ท่านก็ใช้วิชาย่อกระดูกเช่นกัน"


   ไป๋เช่ออวิ๋นพยักหน้าเงียบๆ "หากไม่ใช้วิชาย่อกระดูก ความสูงจะเป็นที่สังเกตได้!"


   "ดังนั้นพวกท่านไม่รู้จักกันมาตั้งแต่แรก เพิ่งมารู้จักกันตอนนั้นหรือ"


   ไป๋เช่ออวิ๋นพยักหน้า "การไปแฝงตัวนั้นช่างเถอะ แต่ยังตั้งชื่อให้ตัวเองว่าเหล่าเถีย ซึ่งบ้านนอกสุดๆอีก"


   "เหล่าเถีย" เล่อเหนียงเบิกตากว้าง "ไม่ใช่ แม่ทัพเผ่ยน่ารักขนาดนี้ แล้วตั้งชื่อตัวเองว่าเหล่าเถียหรือ"


   "ใช่แล้ว หมอนั่นก็ไม่รู้คิดอะไรอยู่ ต่อมาข้าถามเขา เขาบอกว่าตอนที่เข้ามาทางประตูนี้ คนสุดท้ายที่เขาพบคือช่างตีเหล็กแก่ๆคนหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงตั้งชื่อนี้เลยทีเดียว!"


   "ข้าคิดว่าชื่อเหล่าเถียนั้นดีนะ แสดงว่าลุงของข้ามีรสนิยม ตั้งชื่อได้สุดยอดมาก!"


   เล่อเหนียงถึงกับพูดไม่ออก ดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งสองคนนี้ โชคดีที่ไม่ได้ข้ามเวลามาในตอนนี้ พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าคำว่า ‘เหล่าเถีย’ นั้นมีความหมายอย่างไรในชีวิตยุคปัจจุบันของนาง


   "ดังนั้นพวกเจ้าทั้งสองคนไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นชายหรือหญิงหรือก็ตกลงปลงใจกันแล้วหรือ" เล่อเหนียงเอ่ย


   เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ นางยังรู้สึกว่ามันช่างเหลือเชื่อเหลือเกิน


   ไม่ว่าจะอย่างไร การที่บุรุษแต่งกายเป็นหญิง เพียงแค่ไม่ระมัดระวังเล็กน้อยก็จะถูกจับได้


   แต่สองคนนี้กลับเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุด ถึงขนาดไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นชายหรือหญิง แล้วก็ตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกันไปเลย


   พวกเขาคงไม่ได้ใช้ลูกตาสองข้างนั้นเพื่อมองดูอะไรเลยกระมัง


   อย่างไรก็ตาม คำพูดเหล่านี้เล่อเหนียงได้แต่บ่นอยู่ในใจเท่านั้น นางไม่กล้าพูดออกมาอย่างเปิดเผยหรอก หากพูดออกมาอย่างเปิดเผย พี่เจ็ดของนางคงจะเป็นคนแรกที่ลงมือแน่นอน


   ต่อมาก็คงเป็นเจ้านกยูงกะล่อนและแม่ทัพเผ่ย อาจถึงขั้นที่ท่านพ่อ ท่านลุง และอาเฉินอันของนางก็อาจจะเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย


   "ท่านอาไป๋ ที่จริงแล้วชายสองคนก็สามารถรักกันได้นะ"


   "แต่ข้อแม้ก็คือท่านต้องทนรับการถูกซ้อมให้ได้!"



   บทที่ 526: ฆ่าพวกเขาทิ้ง



   "เจ้าเป็นบ้าหรือข้าเป็นบ้ากันแน่" ไป๋เช่ออวิ๋นมองเล่อเหนียงอย่างอึ้งๆ พลางกล่าว


   "เขาเป็นถึงแม่ทัพเผ่ยนะ เป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ ถ้าเจ้ามีความสามารถ ลองไปพูดแบบนี้ต่อหน้าเขา ดูซิว่าเขาจะต่อยเจ้าหรือไม่" ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวอย่างหงุดหงิด


   "ไม่มีทางเด็ดขาด!" เล่อเหนียงและหงอวี่พูดพร้อมกัน


   "ยังไงลุงของข้าก็ไม่มีทางแตะต้องข้าแม้แต่นิ้วเดียวแน่นอน และก็ไม่มีทางทำร้ายเล่อเหนียงด้วย เว้นแต่ว่าเขาอยากโดนไม้เรียวของท่านย่า!" หงอวี่พูดอย่างภาคภูมิใจ


   "ก็ได้ พวกเจ้าสองคนชนะแล้ว ไปเล่นกันเถอะ อย่ามารบกวนข้าอีก ปล่อยให้ข้าไปหาที่สงบ ๆ อยู่คนเดียวสักพัก!" ไป๋เช่ออวิ๋นพูดจบก็หลบออกไปนอก


   สองคนนี้ไม่อาจนับว่าเป็นมนุษย์ได้เลย ปกติดูเหมือนจะว่านอนสอนง่าย แต่พอกลายเป็นปีศาจขึ้นมาเสียได้


   "เอ๊ะ ท่านอาไป๋ ท่านโกรธแล้วหรือ" เล่อเหนียงไม่คิดจะปล่อยเขาไป ถึงขนาดยื่นหัวออกไปนอกรถม้า


   ไป๋เช่ออวิ๋นใช้มือใหญ่กดหัวของเล่อเหนียงแล้วผลักนางกลับเข้าไป


   "ข้าบอกพวกเจ้าสองคนแล้วนะ พวกเจ้าสองคนตอนนี้อย่าได้แหย่ข้าเป็นดีที่สุด มิเช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะไม่ล่าไก่ป่าให้พวกเจ้ากินแล้ว!"


   เล่อเหนียงส่งเสียงฟึดฟัดสองที แล้วโบกมือหยิบไก่ตัวอ้วนใหญ่สองตัวออกมาจากพื้นที่มิติ หงอวี่จับไก่อ้วนสองตัวนั้นยื่นมือออกไป


   ไป๋เช่ออวิ๋นกำลังสงสัยอยู่ เมื่อครู่เหมือนได้ยินเสียงไก่ขัน แต่ที่นี่จะมีไก่ได้อย่างไร


   แต่พริบตาต่อมาก็มีมือคู่หนึ่งจับไก่อ้วนตัวหนึ่งยื่นออกมา


   หัวไก่ตัวหนึ่งเกือบจะถูกยัดเข้าไปในปากของเขาแล้ว


   "..." มันจะเกิดอะไรขึ้นกันแน่


   พวกเขายังอยากให้เขามีชีวิตต่อไปหรือไม่


   "เจ้านกยูงกะล่อน ท่านยังยืนเหม่ออยู่ทำไม รีบจัดการให้สะอาดแล้วย่างเสีย!" หงอวี่เร่งอย่างหงุดหงิด


   ไก่ถูกส่งมาถึงมือเขาแล้ว เขายังไม่รู้จะจัดการอย่างไรอีกหรือ


   ไป๋เช่ออวิ๋นสูดหายใจลึก แย่งไก่สองตัวนั้นมาอย่างแค้นเคือง คว้าเชือกเส้นหนึ่งมาผูกมันไว้ด้วยกัน แล้วแขวนไว้ที่หัวรถอย่างเปิดเผย ตอนนี้เขายังไม่หิว เหตุใดเขาต้องจัดการมันด้วย


   อยากกินไก่ก็รอให้เขาหิวก่อนค่อยว่ากัน!


   หงอวี่รอสักพักก็ไม่เห็นเขาหยุดรถ จึงยื่นหัวออกไปด้วยความสงสัย "เจ้านกยูงกะล่อน ท่านกำลังทำอะไรอยู่"


   "ข้ากับเล่อเหนียงหิวแล้ว ท่านรีบจัดการมันเถอะ ย่างกินดีหรือไม่ ถ้าท่านปล่อยให้ข้ากับเล่อเหนียง หิวอีก ข้าจะไปบอกท่านลุงของข้า!" หงอวี่ขู่ฟ่อ


   ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินดังนั้นไม่เพียงไม่หยุดรถ แต่กลับยกเท้าถีบก้นม้าหนึ่งที วิ่งเร็วขึ้นอย่างสนุกสนานเพราะความเจ็บที่ก้น


   หงอวี่ไม่ทันระวังตัว ถูกม้าสะบัดจนกระเด็นกลิ้งเข้าไปในรถม้า


   เล่อเหนียงมองพี่เจ็ดด้วยสีหน้าประหลาดใจ "พี่เจ็ด นี่เป็นกระบวนท่าใหม่ที่ท่านเพิ่งฝึกมาหรือ กลิ้งเข้ารถม้าเลยนะ!"


   หงอวี่ "..."


   "ถูกต้อง ไม่ผิด เจ้าอยากเรียนหรือไม่ ถ้าอยากเรียนข้าจะสอนให้เจ้านะ" หงอวี่พูดพลางฟันกัดแน่น


   "ไม่จำเป็นแล้ว เล่อเหนียงรู้สึกว่าตอนนี้ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียนอะไรเพิ่มเติม!"


   ไป๋เช่ออวิ๋นที่อยู่นอกรถม้าได้ยินเสียงพูดคุยจากด้านในจึงยกเท้าเตะอีกครั้ง


   คราวนี้ถึงแม้เล่อเหนียงจะไม่อยากเรียน แต่ตอนนี้ก็ได้เรียนรู้แล้ว


   "ฮ่าๆๆ น้องสาว วันนี้เจ้าได้รับบทเรียนเสียทีนะ!" หงอวี่หัวเราะลั่นพลางกุมท้อง


   สมควรแล้ว!


   ใครสั่งให้เด็กหญิงตัวน้อยนั่นหัวเราะเยาะข้าละ!


   เล่อเหนียงลุกขึ้นมาอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ นั่งขัดสมาธิบนพื้น หลับตาลง และไม่ยอมจากไปไม่ว่าพี่เจ็ดพูดอะไรก็ตาม


   ฮึ่ม! พี่เจ็ดของนางช่างน่ารำคาญเสียจริง!


   นางควรจะเลิกคบกับเขาตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป!


   เลิกคบกันหนึ่งอึดใจ!


   ไป๋เช่ออวิ๋นที่อยู่นอกรถม้าก็ยิ้มกว้าง อารมณ์ดีขึ้นมาก


   แม้ว่าอารมณ์ของเขาจะดี แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งการด่าใครบางคนในใจได้


   "ฮัดชิ้ว!"


   ณ ค่ายชายแดน เผ่ยเฉิงเฟิงที่กำลังก้มหน้าศึกษาแผนที่ทรายบนโต๊ะ ก็จามออกมาอย่างรุนแรง


   เขาขยี้จมูกอย่างหงุดหงิด "เหตุใดช่วงนี้ข้าถึงจามบ่อยนัก"


   "หรือว่าข้าจะเป็นหวัด"


   "ท่านแม่ทัพ ช่วงนี้ท่านเป็นหวัดหรือไม่ เหตุใดสองสามวันนี้ข้าเห็นท่านจามบ่อยเหลือเกิน" เฉินฮั่นหลินถามด้วยความเป็นห่วง


   เผ่ยเฉิงเฟิงส่ายหน้า "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน อากาศบ้านี่ ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ตอนที่ควรจะฝนตก กลับไม่มีแม้แต่หยดเดียว ตอนนี้กลับดีนัก ฝนตกติดต่อกันห้าวันแล้ว ต้นกล้าที่ปลูกไว้อุตส่าห์รอดมาได้ก็ถูกน้ำท่วมตายหมด!"


   เฉินฮั่นหลินและฉินเหล่าซื่อต่างก็มองออกไปข้างนอกด้วยความกังวล


   แม้ว่าฝนที่ตกติดต่อกันทั้งคืนจะเป็นเรื่องดีสำหรับพวกเขา เพราะทหารม้าหนานหมานจะไม่สามารถบุกรุกได้ และพวกเขาก็จะได้หายใจหายคอสักพักแต่ฝนตกติดต่อกันทั้งคืน พวกเขาอยู่ในเขตชายแดน เมื่อฝนตกพื้นดินก็เละเทะจนคนจมลงไป ดังนั้นเสบียงอาหารในกองทัพของพวกเขาจึงเกือบหมดแล้ว และไม่มีที่ไหนให้ไปซื้อได้


   "เอ๊ะ วันนี้วันอะไรนะ เหตุใดข้ารู้สึกว่าลืมอะไรบางอย่างไปน่ะ" เผ่ยเฉิงเฟิงขยี้จมูกแล้วถามขึ้นอย่างกะทันหัน


   เฉินฮั่นหลินตอบว่า "วันนี้เป็นวันที่ห้าเดือนห้าขอรับ!"


   "อ้าว วันนี้เป็นวันที่ห้าเดือนห้าแล้วหรือ" ฉินเหล่าซื่อถามอย่างประหลาดใจ


   "วันที่ห้าเดือนห้าแล้ว อีกไม่นานก็จะถึงเวลาเก็บเกี่ยวพืชผลแล้ว ไม่รู้ว่าท่านแม่และคนอื่นๆจะเก็บเกี่ยวทันหรือไม่!"


   เมื่อได้ยินเขาพูดถึงแม่เฒ่าฉิน เฉินฮั่นหลินก็ รู้สึกคิดถึงบ้านไม่น้อย


   พวกเขาจากมานานแล้วยังไม่มีเวลากลับไปดูสักหน่อย อยากจะกอดเล่อเหนียงน้อยที่น่ารักและว่านอนสอนง่ายด้วย


   เผ่ยเฉิงเฟิงขมวดคิ้ว "ถ้าวันนี้เป็นวันที่ห้าเดือนห้า แสดงใกล้วันเกิดของคนผู้นั้นแล้ว!"


   "ใครหรือ"


   ฉินเหล่าซื่อสงสัย "ท่านหมายถึงวันคล้ายวันเกิดของท่านผู้นั้นหรือ"


   เป่ยเฉิงเฟิงพยักหน้าด้วยสีหน้าเป็นกังวล "ลูกชายของเจิ้งกุ้ยเฟยใกล้จะมีอายุครบหนึ่งขวบแล้ว ข้าเกรงว่าไทเฮสคงจะเริ่มลงมือแล้ว อาจจะก่อเรื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาก็เป็นได้!"


   "แล้วเสี่ยวชี..."


   ปฏิกิริยาแรกของฉินเหล่าซื่อคือกังวลถึงความปลอดภัยของเสี่ยวชี


   "หากเป็นเช่นนั้นจริง เสี่ยวชีจะตกอยู่ในอันตรายหรือไม่"


   "อีกอย่างตระกูลฉินจะตกอยู่ในอันตรายด้วยหรือไม่"


   ฉินเหล่าซื่อรู้สึกกังวลใจอย่างมาก เดิมทีเขาคิดว่าการติดตามแม่ทัพเผ่ยและท่านอ๋องเจ็ดมาทำศึกที่นี่จะสร้างผลงานและชื่อเสียงได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อมาถึงที่นี่กลับพบว่า สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ไม่เหมือนกับการทำสงครามเลย แต่กลับเป็นเหมือนการทำสงครามยืดเยื้อ


   ทุกครั้งที่ทหารม้าหนานหมานเข้ามารบกวน และพวกเขามักคิดจะไล่ตามและทำลายล้างให้สิ้นซาก


   แต่ทุกครั้งพวกนั้นก็แค่เข้ามารบกวน พอเห็นว่าพวกเขาไล่ตามมา ก็รีบหนีกลับเข้าเมืองไปเหมือนหนู


   แน่นอนว่าพวกเขาก็เคยลองทำลายประตูเมืองมาแล้ว แต่ประตูเมืองนั้นแข็งแกร่งเหลือเกิน อีกทั้งพวกนั้นยังไม่รู้จักศักดิ์ศรีของนักรบ ทุกครั้งที่พวกเขาพยายามจะบุกเข้าประตูเมือง พวกนั้นก็จะโยนไฟ ไม่ก็โยนอุจจาระ หรือไม่ก็โยนคนลงมาจากกำแพง


   เวลานี้พวกเขาจึงไม่สามารถทำอะไรได้ แล้วพวกเขาควรจะทำอย่างไรดี หากว่าเล่อเหนียงอยู่ที่นี่ นางคงจะไม่พูดพร่ำทำเพลงแน่นอน นางจะลากปืนใหญ่หลายกระบอกออกมาจาก แล้วยิงพวกมันทิ้งทันที จะปล่อยให้พวกมันเต้นโลดแล่นอยู่ที่นี่ได้กัน


   "เฉิงเฟิง เจ้าพาพวกเขาทั้งสองกลับเมืองหลวงเถิด!"



  บทที่ 527: เสี่ยวชี ผู้ทำงานหนักโดยไม่บ่น



   "ท่านอ๋องเจ็ด ท่านว่าอย่างไรนะ" ฉินเหล่าซื่อมอง ท่านอ๋องเจ็ดด้วยความไม่อยากเชื่อ


   "ตอนนี้สถานการณ์สงครามที่ชายแดนกำลังคับขัน พวกข้าจะจากไปได้อย่างไร"


   ท่านอ๋องเจ็ดโบกมือ "แต่เดิมข้าควรจะกลับไปร่วมงานวันเกิดของเสด็จพี่หวง หากปีนี้ข้าไม่มีเวลากลับไป การส่งพวกเจ้ากลับไปแทนก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล"


   ฉินเหล่าซื่อนิ่งเงียบไป เขารู้ว่านี่เป็นโอกาสที่ท่านอ๋องเจ็ดให้พวกเขากลับไปเยี่ยมญาติ


   แต่หากพวกเขาจากไปกันหมด ที่นี่ก็จะเหลือเพียง ท่านอ๋องเจ็ดอยู่เพียงลำพัง "ท่านอ๋องพาพวกเขากลับไปเถิด ข้าจะอยู่เฝ้าที่นี่!"


   เผ่ยเฉิงเฟิงกล่าวว่า "ท่านวางใจได้ ข้าอยู่ที่นี่ พวกเขาไม่กล้าโผล่หัวออกมาแน่นอน!"


   "เรื่องนี้ก็ตกลงกันแล้ว เฉิงเฟิง เจ้าไม่ต้องพูดอีก พวกเขาได้เตรียมม้าพันลี้ไว้ให้พวกเจ้าแล้ว หากพวกเจ้าออกเดินทางตอนนี้ก็จะทันได้"


   เมื่อเห็นท่านอ๋องเจ็ดเด็ดเดี่ยวเช่นนั้น เผ่ยเฉิงเฟิงก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก จึงพาเฉินฮั่นหลินและฉินเหล่าซื่อเดินออกเดินทาง


   พวกเขาคิดว่าจะมีแค่สามคนกลับไปเท่านั้น แต่ข้างนอกกลับมีม้าถึงสี่ตัว!


   "ท่านอ๋อง..."


   "เรียกเฉิงอันกลับไปด้วยเถิด พวกเจ้าทั้งหมดกลับไปแล้วจะทิ้งเขาไว้คนเดียวได้อย่างไร!" ท่านอ๋องเจ็ดกล่าวพลางหัวเราะ


   ฉินเหล่าซื่อรู้สึกซาบซึ้งใจ เขารีบวิ่งไปลากตัวฉินเฉิงอันกลับมา


   เมื่อฉินเฉิงอันรู้เรื่องก็รู้สึกซาบซึ้งใจเช่นกัน เขาค้อมกายคำนับท่านอ๋องเจ็ดอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังม้าควบกลับไปยังเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว


   ตอนนี้ฉินเฉิงอันไม่ใช่ทหารธรรมดาอีกต่อไปแล้ว ขณะนี้เขาได้เป็นถึงนายกอง ส่วนฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลิน คนหนึ่งเป็นรองแม่ทัพ อีกคนเป็นผู้ช่วยแม่ทัพ ตำแหน่งของพวกเขาทั้งสองไม่ได้มาจากเส้นสาย แต่ได้มาจากฝีมืออย่างแท้จริง


   โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉินเหล่าซื่อ เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากการที่สามารถตัดหัวแม่ทัพของทหารม้าหนานหมานได้ด้วยตัวคนเดียว


   ส่วนเฉินฮั่นหลินนั้นอาศัยวรยุทธ์ขั้นสูงของตนแทรกซึมเข้าไปในค่ายของทหารม้าหนานหมาน และเผาเสบียงของพวกเขาจนสำเร็จ แล้วถอนตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย


   ทั้งสองคนนี้เป็นที่ยอมรับนับถืออย่างในกองทัพ


   ฉินเฉิงอันเมื่อเทียบกันแล้วด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ในใจของเขามีความคิดที่จะสร้างชื่อเสียงให้เร็วที่สุด ดังนั้นเขาจึงพยายามอย่างหนักมาโดยตลอดทุกครั้ง เขามักจะพุ่งไปข้างหน้าสุด แม้ว่าหลายครั้งเมื่อเผชิญกับอันตราย เขาจะถูกฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินช่วยเหลือไว้ แต่ก็เพราะจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เช่นนี้ ทำให้เขาค่อยๆไต่เต้าจากทหารธรรมดาขึ้นมาเป็นนายกองได้


   "ท่านแม่ทัพ หากพวกเราเดินทางทั้งวันทั้งคืน พวกเราจะย่นเวลาลงได้หรือไม่!" ฉินเหล่าซื่อถามอย่างร้อนรน


   เวลาอยู่กองทัพจะคิดถึงบ้านตลอดเวลา แต่เพราะเหตุผลนานัปการ พวกเขาจึงกลับไปไม่ได้ ทำได้เพียงกดความคิดนั้นไว้ในใจ แต่ตอนนี้พวกเขาได้ออกมาแล้ว ความคิดอยากกลับบ้านก็ทะลุออกมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับอยากจะงอกปีกบินกลับไป


   สองวันมานี้เผ่ยเฉิงเฟิงก็เปิดประตูออกมา ใจที่ร้อนรนอยากกลับไปพบญาติพี่น้อง เขาจะไม่รู้สึกเช่นนั้นได้อย่างไร


   เขาก็มีคนที่คิดถึงและอยากพบเช่นกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้าเสี่ยวอวี่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง


   แล้วก็เล่อเหนียงเด็กอ้วนคนนั้น...


   "พยายามเร่งเท่าที่ทำได้ อีกสักพักพวกเราจะได้ม้าพันลี้ที่สามารถวิ่งได้พันลี้ในหนึ่งวัน แม้ว่าจะเร็วมาก แต่ก็ไม่ควรรีบร้อนเกินไป ม้าพันลี้แม้จะสวยงาม แต่ก็เหนื่อยล้าได้เช่นกัน หากม้าพันลี้วิ่งไม่ไหว พวกเราก็จะติดอยู่ที่นี่!" เผ่ยเฉิงเฟิวกล่าว


   ฉินเหล่าซื่อพยักหน้า "งั้นพวกเราก็จะพยายามเร่งเท่าที่ทำได้ โดยดูสภาพของม้าไปด้วย!"


   คนอื่นๆก็เห็นด้วย ขณะที่เร่งเดินทางก็ให้ความสนใจกับสภาพของม้าด้วย หากรู้สึกว่าม้าเริ่มเหนื่อยล้าก็จะหยุดทันทีเพื่อให้น้ำและหญ้าแก่พวกมัน รอให้พวกมันพักผ่อนแล้วค่อยเดินทางต่อ


   "เจ้านกยูงกะล่อน ไก่ย่างเสร็จหรือยัง"


   ในป่าเล็กๆริมถนนหลวงของเมืองหลวง หงอวี่ยืนบีบจมูกอยู่ลึกในป่าและตะโกนเสียงดัง


   "ยังไม่เสร็จ พวกเจ้าจัดการธุระให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยมา!"


   ไป๋เช่ออวิ๋นตะโกนตอบกลับมาเสียงดังลั่น


   เล่อเหนียงคงกินอะไรเข้าไป ถึงได้ปวดท้องขนาดนี้ วันนี้ถ่ายไปแล้วถึงสี่ครั้ง และกลิ่นของมันก็เหม็นเหลือเกิน


   "น้องสาวกินอะไรเข้าไปแน่ เหตุใดถึงเหม็นขนาดนี้" หงอวี่ถามพลางบีบจมูกตัวเอง


   แม้เขาจะบีบจมูกไว้ แต่ก็ยังได้กลิ่นเหม็นนั้นอยู่ดี


   "ข้าไม่ได้กินอะไรเลยนะ!" เล่อเหนียงพูดพลางปิดจมูกเช่นกัน


   "แล้วอีกอย่าง เหม็นหน่อยแล้วเป็นไรไป เหม็นก็ดีสิ เหม็นแสดงว่าร่างกายกำลังขับพิษออกมา!"


   แม้หงอวี่จะหันหลังให้นาง แต่ก็ยังได้ยินจากเสียงของนาง แค่ฟังก็รู้ว่านางก็ปิดจมูกเช่นเดียวกัน!


   หงอวี่ตอบโต้กลับไปว่า "ในเมื่อเจ้าคิดว่าการถ่ายเหม็นแสดงว่าร่างกายแข็งแรง แล้วเหตุใดเจ้าจึงต้องปิดจมูกด้วย ทั้งยังปิดแน่นขนาดนั้นอีก"


   เล่อเหนียงตอบโต้กลับด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องว่า


   "การที่มันดีต่อร่างกายกับการรู้สึกว่ามันเหม็นนั้นเป็นคนละเรื่องกันนะ!"


   นางจำได้ว่านางไม่ได้กินอะไรมากนัก เพียงแค่ตอนเช้าที่ท้องหิว นางไปหยิบแตงกวามาจากพื้นที่มิติมากินเท่านั้น


   หรือว่าปัญหาจะเกิดจากการกินแตงกวานั้น แต่นั่นก็เป็นไปไม่ได้ นางกินแตงกวาทุกวันอยู่แล้ว


   อย่างไรก็ตามมันยังคงส่งกลิ่นเหม็นอยู่จริงๆ เหม็นจนนางแทบจะทนไม่ไหวแล้ว


   เมื่อรู้สึกว่าท้องว่างแล้ว เล่อเหนียงก็ทำความสะอาดตัวเอง จากนั้นก็เดินผ่านหงอวี่ไปอย่างรวดเร็ว


   หงอวี่ถือพลั่วเหล็กด้วยมือซ้าย ส่วนมือขวาปิดตา แล้วไปฝังของให้เล่อเหนียง


   แต่เดิมเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำงานนี้ คิดแค่ว่าอย่างไรเสียก็อยู่กลางป่า เพราะฉะนั้นไม่เป็นไรหรอก


   แต่เล่อเหนียงไม่ยอมเด็ดขาด ยืนกรานว่าเขาต้องฝังให้เท่านั้น ให้คนอื่นทำยังพอว่า แต่เหตุใดจะต้องเป็นเขาด้วย!


   "ท่านอาไป๋ ข้ทเดินมาแต่ไกลก็ได้กลิ่นหอมแล้ว ไก่สุกหรือยังเจ้าคะ" เล่อเหนียงกระโดดโลดเต้นเข้ามาถาม


   ไป๋เช่ออวิ๋นคิดจะหยิบกาน้ำข้างๆมาให้เล่อเหนียงล้างมือ


   "ไก่พร้อมกินแล้ว แต่ยังไม่สุกพอ พวกเราคอยอีกสักครู่เถอะ รอให้สุกอีกนิดค่อยกิน!" ไป๋เช่ออวิ๋นปลอบ


   เล่อเหนียงลูบท้องที่แบนราบ "งั้นท่านต้องเร็วหน่อยนะ เล่อเหนียงหิวจนทนไม่ไหวแล้ว!"


   "ดีๆ อีกสักพักก็จะให้เจ้ากินแล้วนะ"


   ไป๋เช่ออวิ๋นลูบศีรษะของเล่อเหนียงแล้วถามว่า "เด็กดีของข้า เจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนอีกหรือไม่ ท้องยังปวดอยู่หรือเปล่า"


   เล่อเหนียงตบท้องน้อยของตัวเองเบาๆ "ท้องน้อยๆบอกว่ามันไม่เจ็บแล้ว แต่ว่าท้องน้อยๆหิวแล้วนะ"


   ไป๋เช่ออวิ๋นก็ยื่นมือไปลูบท้องน้อยๆของนางเช่นกัน ท้องน้อยๆไม่เย็นเหมือนตอนเช้าแล้ว คงจะดีขึ้นบ้างแล้ว


   "เจ้าเด็กน้อยคนนี้นะ ตะกละอย่างเดียวจะไม่ว่าเลย แอบกินคนเดียวใช่หรือไม่ ตอนนี้เป็นยังไงบ้างล่ะ ท้องเสียเลยใช่ไหม!"


   เล่อเหนียงไม่ยอมรับ "ข้าไม่ได้ตะกละเลยสักนิด"


   นางไม่ได้แอบกินจริงๆ และก็ไม่ได้กินคนเดียวด้วย นางเพียงแค่รู้สึกหิวและเห็นว่าพวกเขาต่างหลับสนิท จึงไม่อยากรบกวน นางจึงหาแตงกวามาหนึ่งลูกเพื่อประทังความหิว แต่ใครจะรู้ว่าแตงกวาจะมีพลังมากมายขนาดนี้


   หงอวี่หลังจากฝังกลบเสร็จแล้ว ก็สะบัดมือเดินออกมา พอออกมาก็เห็นนกยูงน้อยกับน้องสาวของเขากำลังเริ่มกินกันแล้ว



  บทที่ 528: คิดถึงเขา



   "เหตุใดพวกเจ้าถึงกินฝกันแล้ว" หงอวี่ตะโกน


   สองคนนี้ช่างไม่มีน้ำใจเลย ขณะที่เขาไปฝังอุจจาระ พวกเขาก็กินไก่หมดแล้ว ไม่เหลือให้เขาเลยสักนิด!


   "พี่เจ็ด เอานี่!" เล่อเหนียงยื่นกระดูกน่องไก่พลางกล่าว


   หงอวี่มองดูกระดูกน่องไก่ที่ถูกแทะจนเกลี้ยง แม้แต่สุนัขก็ไม่กิน มุมปากของเขากระตุกอย่างบ้าคลั่ง


   "เล่อเหนียง ข้ายังเป็นพี่เจ็ดที่เจ้ารักที่สุดอยู่หรือไม่?"


   เล่อเหนียงพยักหน้า "ใช่แล้ว!"


   "ข้าเป็นพี่เจ็ดที่เจ้ารักมากที่สุด เจ้าจะปฏิบัติกับพี่เจ็ดที่เจ้ารักมากที่สุดแบบนี้หรือ"


   "เจ้าให้แค่กระดูกข้าหรอกหรือ อย่างน้อยก็ควรเหลือก้นไก่ให้พวกข้าสองคนบ้างสิ!"


   เล่อเหนียงและไป๋เช่ออวิ๋นสบตากันแล้วหัวเราะคิกคัก จากนั้นก็หยิบเนื้อชิ้นหนึ่งจากด้านหลังส่งให้เขา


   "เอาเถอะ พี่เจ็ด นี่คือก้นไก่ที่ท่านต้องการ!"


   หงอวี่ “...”


   ข้าขอบคุณพวกเจ้าเหลือเกิน!


   ยังเหลือก้นไก่ให้ข้าจริงๆด้วย!


   "พี่เจ็ด ท่านไม่ได้บอกหรือว่าอยากกินก้นไก่ เหตุใดไม่รับล่ะ" เล่อเหนียงแกล้งถามอย่างไม่เข้าใจ


   "เช่นนั้นก็ปล่อยให้ข้าอดตายไปเถอะ!" หงอวี่หันหน้าหนีแล้วเดินไปอีกทาง ไปนั่งงอนอยู่คนเดียว


   เล่อเหนียงหัวเราะคิกคักแล้วเดินไปกอดคอหงอวี่จากด้านหลังพลางถามว่า


   "พี่เจ็ดโกรธหรือไม่"


   หงอวี่พูดอ้อมแอ้ม "ไม่ได้โกรธ ข้าจะโกรธอะไรเล่า"


   "อย่างไรเสียข้าก็ไม่มีความสามารถ ล่าสัตว์ไม่ได้ หิวโหยก็สมควรแล้ว"


   เล่อเหนียงหัวเราะคิกคักอีกครั้ง แล้วหยิบไก่ย่างออกมาจากพื้นที่มิติยื่นให้เขา


   "พี่เจ็ดไม่ใช่ว่าพวกข้าไม่เหลือไว้ให้ท่าน แต่เพราะไก่ตัวนั้นที่ท่านอาไป๋ถอนขน แต่ไม่ได้ทำความสะอาดข้างใน ไก่ทั้งตัวก็เหลือแค่น่องกับปีกที่พอจะกินได้เท่านั้นแหละ"


   หงอวี่มองไก่ที่ยื่นมาตรงหน้า แล้วทำเสียงฟึดฟัดอย่างเย่อหยิ่งก่อนจะรับไก่ย่างที่กรอบนอกนุ่มในมา


   เขาแกะน่องไก่ให้เล่อเหนียง ก่อนแล้วจึงเริ่มกินเอง


   เล่อเหนียงก็ถือน่องไก่ในมืออย่างเอร็ดอร่อย


   หลังจากกินอิ่มดื่มหนำแล้ว เล่อเหนียงก็ไปปลดทุกข์ครั้งใหญ่อีกรอบ แล้วจึงเริ่มออกเดินทางต่อครั้งนี้


   พวกเขาแทบจะไม่ได้หยุดพักเลย เดินทางอย่างไม่หยุดยั้งมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง


   …....…


   "เอ๊ะ เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว พวกเจ้านั่งอยู่ที่หน้าประตูทำอะไรกัน" แม่เฒ่าฉินถามเมื่อเห็นหลานชายทั้งสองนั่งเหม่อลอยอยู่ที่หน้าประตู


   "ท่านย่า ท่านคิดว่าน้องสาวกับเสี่ยวชี ตอนนี้ไปถึงแล้วหรือยังขอรับ" เสี่ยวลิ่วถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล


   แม่เฒ่าฉินชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของนางก็ปรากฏความกังวลเช่นกัน


   นางก็เป็นห่วงเหมือนกัน แต่มากกว่านั้นคือความหวาดกลัว พวกเขาออกเดินทางไปสองวันแล้ว แต่ก็ยังไม่มีข่าวคราวกลับมาเลย ไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง


   เมื่อเทียบกับเสี่ยวอู่แล้ว เสี่ยวลิ่วและคนอื่นนั้นคิดอย่างเรียบง่ายว่าเล่อเหนียงแค่ไปเที่ยวเล่นเท่านั้น ไม่มีอันตรายใหญ่หลวงอะไร แต่ในใจของนางนั้นรู้ดีว่าเรื่องนี้ยากลำบากเพียงใด และรู้ว่าเด็กน้อยจะต้องไปยังสถานที่แบบไหน


   หากเด็กน้อยทั้งสองถูกค้นพบ สิ่งที่รอคอยพวกเขาอยู่ก็คือหายนะอันใหญ่หลวง


   "ท่านย่า ท่านกับน้องสาวจะมีอันตรายหรือไม่" เสี่ยวลิ่วถามด้วยความกังวล


   "แล้วเสี่ยวชีล่ะ ถ้าเขาถูกย่าของเขาจับได้จะทำอย่างไร" เสี่ยวอู่ก็กังวลเช่นกัน แม่เฒ่าฉินถอนหายใจพลางลูบศีรษะเล็กๆของพวกเขาแล้วไม่พูดอะไรอีก


   แม้ว่าทั้งสามคนนี้มักจะทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำ ดูเหมือนจะไม่ถูกชะตากันเลย แต่ถ้าใครสักคนไม่อยู่บ้าน อีกสองคนก็จะคิดถึงเสมอ


   ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเล่อเหนียงที่เป็นสมบัติล้ำค่า


   "พวกเจ้าสองคนฃกำลังเหม่ออะไรอยู่ รีบมาช่วยข้าทำงานเร็วเข้า!" หลี่อันเห็นสองเจ้าหนูนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่หน้าประตู จึงตะโกนเรียกพวกเขา


   "ปู่หลี่ พวกข้าจัดระเบียบสมุนไพรเหล่านี้หลายครั้งแล้ว เหตุใดต้องจัดอีกล่ะขอรับ" เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วลุกขึ้นอย่างจำใจแล้วเดินไปหาเขา


   "พี่สี่ ท่านไม่รู้สึกเบื่อหน่ายบ้างหรือ?ฃ" เสี่ยวลิ่วกล่าวด้วยความหงุดหงิด


   สองวันมานี้ปู่หลี่อันมักจะให้พวกเขาช่วยจัดระเบียบโรงเก็บสมุนไพร


   โรงเก็บนั้นไม่จำเป็นต้องให้พวกเขาจัดระเบียบเลย ปกติแล้วอาซิ่วเถาก็จะจัดระเบียบ อีกทั้งพี่ป้าน้าอา ในหมู่บ้านก็จะจัดระเบียบทุกครั้งที่นำสมุนไพรมาเก็บ หรือไม่ก็ถือโอกาสนำสมุนไพรออกมาตากแดดในวันที่อากาศดี


   "เสี่ยวลิ่ว เจ้าใจร้อนเกินไปแล้ว จงสงบสติอารมณ์!" ลิ่งเหวินปลอบใจ


   "พวกตัวแสบสองตัวอย่ายืนเฉยอยู่เลย รีบขนตะกร้าสมุนไพรสองใบนี้ออกไปตากซะ!"


   หลี่อันกล่าวพลางเคาะตะกร้า หากไม่ให้เขาดูแลสองคนนี้ พวกเขาควรจะทำตัวเหงาหงอยอยู่อย่างงั้น ปกติเขาไม่อยากปล่อยให้เด็กซุ่มซ่ามสองคนเข้ามายุ่งกับสมุนไพรอันล้ำค่าของเขา


   มีแค่ลิ่งเหวินคนเดียวก็เพียงพอแล้ว


   เสี่ยวและอู่เสี่ยวลิ่วรับคำ จากนั้นหิ้วตะกร้าสมุนไพรออกไปตากข้างนอกเสียแล้ว


   "ปู่หลี่ จริงๆแล้วสมุนไพรสองตะกร้านั้นตากไปเมื่อวานแล้วนะขอรับ" ลิ่งเหวินเอ่ยเสียงเรียบ


   "เสี่ยวซื่อ ตอนนี้ในบ้านก็ไม่มีงานอะไรให้สองคนนั้นทำแล้ว ถ้าไม่ให้พวกมันลงมือจัดการสมุนไพร พวกเจ้าก็คงได้แต่ยืนเหม่อลอยอยู่หน้าประตูเท่านั้น"


   หลี่อันกล่าวอย่างจนปัญญาว่า


   "พวกเขาทั้งสองคนเหมือนกับอาสะใภ้สี่ของเจ้า มีจิตใจอ่อนไหว เมื่อว่างเมื่อไหร่ก็จะคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อย และเมื่อคิดฟุ้งซ่านแบบนี้ก็จะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นได้"


   ลิ่งเหวินก็ถอนหายใจตามและก้มหน้าลงเลือกสมุนไพรอย่างตั้งใจ


   ความจริงแล้วสองวันนี้ไม่มีใครในบ้านที่สบายใจเลย ไม่เพียงแต่เขา เสี่ยวอู่ และเสี่ยวลิ่ว แม้แต่ท่านย่าและลุงสองก็ล้วนแต่ใจลอยกันทั้งนั้น


   เวลาลุงลองสอนหนังสือก็มักจะเหม่อลอยอยู่บ่อยๆ


   ส่วนแม่ของเขา ชั่วชีวิตไม่เคยทำอาหารไหม้สักครั้ง แต่สองวันนี้กลับทำอาหารไหม้ถึงสามครั้ง พวกเขาไม่อยากทำให้เสียของ จึงกินข้าวต้มสามมื้อมาสามมื้อแล้ว


   เป็นข้าวต้มที่ไหม้จนขม…


   "พวกเจ้าไม่วางใจขนาดนี้ แล้วเหตุใดถึงปล่อยให้นางจากไปตั้งแต่แรกเล่า"


   หลี่อันไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดตระกูลฉินถึงสนับสนุนการกระทำอันบ้าบิ่นของเล่อเหนียง


   ลิ่งเหวินได้ยินดังนั้นก็ไม่พูดอะไร พลางถอนหายใจอย่างอ่อนแรง


   มันเป็นเรื่องที่พวกเขาจะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนได้หรือ น้องสาวตัดสินใจแล้ว แม้พวกเขาอยากจะขัดขวางก็คงทำไม่ได้


   หลี่อันไม่ได้คำตอบจากลิ่งเหวิน เขาจึงไม่ถามต่อ และก็ขี้เกียจจะถามด้วย อย่างไรก็คงถามไม่ได้คำตอบอยู่ดี


   เขาหันหลังแล้วใช้วิชาตัวเบาวิ่งเข้าไปในป่าลึก วันนี้เขาได้วางกับดักไว้ในป่า ไม่รู้ว่าจะสามารถจับสัตว์ใหญ่ในป่านั่นได้หรือไม่


   แต่เขาได้ให้เหลียวเฉินคอยเฝ้าอยู่ที่นั่นแล้ว หากสัตว์ใหญ่ของข้าโผล่หัวออกมา น่าจะสามารถจับได้เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว พวกเขาเห็นหลี่อันจากไปแล้ว จึงวางสมุนไพรลงบนแผ่นหินด้านล่างทันที ก่อนจะแล้วจับมือกันวิ่งกลับไปยังหมู่บ้าน


   พวกเขาไม่อยากตากแดดสมุนไพรที่นี่หรอก อีกอย่างสมุนไพรพวกนี้พวกเขาได้ตากไว้เมื่อวานแล้ว


   พวกข้าจะไปหาซานพ่างเพื่อจับปลา


   ฝนไม่ตกมาระยะหนึ่งแล้ว ระดับน้ำในแม่น้ำชิงลดลงไปมากจนเห็นก้อนหินด้านล่างโผล่ขึ้นมา ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการจับปลาและกุ้ง


   ลิ่งเหวินเห็นน้องชายทั้งสองวิ่งหนีไปแล้ว จึงส่ายหัวอย่างจนปัญญา


   ช่างเถอะ ขอเพียงพวกเขาสามารถปลอบใจตัวเองได้ก็พอแล้ว!



  บทที่ 529: เจ้าคนโชคร้าย


   

   "ท่านอาไป๋ นี่คือบ้านของท่านหรือ" เล่อเหนียงถามขณะยืนอยู่หน้าจวนหลังใหญ่

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นพยักหน้าอย่างเย็นชา "ก็นับว่าใช่!"

   

   ขณะที่เขาพูดก็อุ้มเล่อเหนียงเดินเข้าไปข้างใน

   

   แต่เพียงแค่ก้าวข้ามประตูใหญ่เข้าไป ก็มีรองเท้าลอยมาใส่ พร้อมกับเสียงประชดประชันดังขึ้น

   

    "นั่นมิใช่ซื่อจื่อของพวกเราหรอกหรือ เจ้ายังรู้ว่าต้องกลับมาอีกหรือ"

   

   เสียงนั่นดังขึ้นพร้อมกับสตรีสูงศักดิ์คนหนึ่งถูกสาวใช้พยุงเดินออกมา

   

   "ท่านแม่!" ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยเรียกด้วยสีหน้าเย็นชา ก่อนจะถูกอุ้มเล่อเหนียงน้อยเข้าไปข้างใน

   

   สตรีผู้นี้คือภรรยาของจิ่นอันโหว แม่เลี้ยงของไป๋เช่ออวิ๋นนามว่าเฉิงผิง

   

   "หยุดเดี๋ยวนี้ เจ้ายังเห็นข้าเป็นมารดาอยู่อีกหรือ"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นหันกลับมาพูดเสียงเย็น "ข้าเพิ่งทักทายท่านไปเมื่อครู่ไม่ใช่หรือ หรือว่าหูของท่านหนวกจนไม่ได้ยิน"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นพูดจาโดยไม่มีความสุภาพแม้แต่น้อย แม้กระทั่งต่อหน้าผู้อาวุโสของเขา หรือแม้แต่มารดาในนามของเขาก็เช่นกัน

   

   "เจ้า...เจ้าลูกอกตัญญู คุกเข่าลงต่อหน้าข้าเดี๋ยวนี้!"

   

   เฉิงผิงโกรธจนหน้าซีดสลับกับแดงก่ำ

   

   "ให้ข้าคุกเข่า ท่านมีคุณสมบัติพอหรือ" ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยเย็นชา แล้วอุ้มเล่อเหนียงเดินกลับห้องไป

   

   ไม่เพียงแค่หญิงผู้นี้ แม้แต่ทั้งจวนหลังนี้เขาก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย

   

   หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์บีบบังคับ เขาแทบไม่อยากกลับมาที่นี่เลย

   

   "ท่านอาไป๋ ท่านไม่สบายใจหรือ" เล่อเหนียงสังเกตเห็นอารมณ์หดหู่ของไป๋เช่ออวิ๋นจึงเอ่ยถาม

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นส่ายหัว "ไม่มีอะไรหรอก เล่อเหนียงไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนี้ เล่อเหนียงอยู่ที่นี่สองวันอย่างมีความสุขก็พอแล้ว"

   

   เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็ไม่ถามอะไรอีก

   

   นางรู้ว่าไป๋เช่ออวิ๋นไม่อยากพูด ดังนั้นนางก็จะไม่ถาม

   

   ไม่นานข่าวที่ไป๋เช่ออวิ๋นอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยกลับบ้านก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งจวน

   

   "เล่อเหนียง รีบปล่อยเสี่ยวชีออกมาหายใจหน่อย!"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นรีบปิดประตูแล้วพูดอย่างร้อนรน

   

   เล่อเหนียงเก็บหงอวี่เข้าไปในพื้นที่มิติตั้งแต่ตอนที่เข้าเมืองแล้ว

   

   ตอนเข้าเมืองนางยังได้แวะไปกินอาหารมื้อหนึ่งด้วย ดังนั้นหงอวี่จึงอยู่ในพื้นที่มิติมาครึ่งวันแล้ว

   

   ไม่รู้ว่าเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง

   

   เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นจึงโบกมือหนึ่งที ปล่อยหงอวี่ออกมา

   

   ตอนที่หงอวี่ออกมาทั้งที่ในมือยังอุ้มแตงโมครึ่งลูกอยู่เลย

   

   "เล่อเหนียง เจ้าปล่อยข้าออกมาทำไมกัน" หงอวี่ถามอย่างงุนงง

   

   พวกเขาไม่ได้ตกลงกันแล้วหรอกหรือ อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในพื้นที่มิติสักสองวัน

   

   "ไม่เป็นไรหรอก ท่านอาไป๋กลัวว่าท่านจะอึดอัดตาย เลยให้ข้าปล่อยเจ้าออกมาสูดอากาศบ้าง!" เล่อเหนียงพูดพลางยักไหล่

   

   "เจ้านกยูงกะล่อน ท่านสมองมีปัญหาหรืออย่างไร ข้าจะอึดอัดตายได้อย่างไรกัน"

   

   หงอวี่พูดอย่างหมดคำพูด "ข้างนอกตอนนี้อันตรายมาก เจ้าพาเล่อเหนียงไปก็ดึงดูดความสนใจมากพออยู่แล้ว แล้วเจ้ายังจะปล่อยข้าออกไปอีก ถ้าข้าถูกคนอื่นพบเข้าจะทำอย่างไร"

   

   แม้หงอวี่ปากจะบ่นว่าไป๋เช่ออวิ๋น แต่ก็ยังผลักแตงโมครึ่งซีกในมือไปให้เขา

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นส่งเสียงฟึดฟัดสองครั้ง ไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อยที่จะเลื่อนแตงโมครึ่งซีกนั้นมาตรงหน้าตัวเอง แล้วหยิบช้อนขึ้นมาเริ่มตักกิน

   

   เอาเถอะ เห็นแก่แตงโมนี่ ข้าจะยกโทษให้เจ้า

   

   "ท่านซื่อจื่อ ฮูหยินผู้เฒ่าขอพบเจ้าค่ะ!"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นกำลังซ่อนตัวอยู่ในห้องตักแตงโมกินอย่างสนุกสนาน โดยมีหงอวี่และเล่อเหนียงเล่นอยู่ข้างๆ ก็ได้ยินเสียงแหบๆเหมือนเป็ดดังมาจากนอกประตู ไป๋เช่ออวิ๋นมีสายตาเย็นชาและสบถเบาๆว่า

   

   "แม่งเอ๊ย แม้แต่จะกินแตงโมยังไม่ให้ข้ากินอย่างสงบสุขเลย!"

   

   ส่วนเล่อเหนียงเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูก็โยนหงอวี่เข้าไปในพื้นที่มิติ

   

   "รู้แล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!" ไป๋เช่ออวิ๋นตอบอย่างไม่พอใจ

   

   หลังจากเสียงฝีเท้าของคนนอกประตูหายไปแล้ว ไป๋เช่ออวิ๋นจึงค่อยๆวางแตงโมในมือลงอย่างอาลัยอาวรณ์

   

   "เล่อเหนียง เจ้าอยู่ในห้องนี้นะ อย่าออกไปข้างนอกเด็ดขาด ข้างนอกนั่นมีผีสางนางไม้มากมาย ถ้ามีคนมาเคาะประตู เจ้าก็อย่าเปิด รอข้ากลับมา!"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นกำชับ ที่จริงแล้วเขาเคยคิดจะพาเล่อเหนียงไปด้วย แต่ว่าหญิงคนนั้นมีพฤติกรรมและการกระทำที่น่ารังเกียจเหลือเกิน เขาไม่อยากให้เล่อเหนียงเด็กน่ารักเช่นนี้ต้องรับรู้ถึงความโหดร้ายของจิตใจมนุษย์ก่อนเวลาอันควร

   

   "ข้าเข้าใจแล้ว ท่านอาไป๋ ข้าจะลงกลอนประตูให้แน่นหนา ไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาได้แน่นอน!" เล่อเหนียง ตอบอย่างอ่อนหวาน

   

   ตอนนี้ถึงแม้จะให้นางออกไป นางก็ไม่อยากออกไป ยิ่งไปกว่านั้นเพียงแค่เห็นหน้ากัน นางก็รู้ว่าเฉิงผิงหญิงคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา

   

   สมองของนางคงมีปัญหาถึงจะไปยุ่งเรื่องวุ่นวายนั้น

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นยกมือลูบศีรษะเล็กๆของเล่อเหนียง แล้วจัดเสื้อผ้าบนร่างกายก่อนจะเดินออกไป ส่วนเล่อเหนียงหลังจากที่ไป๋เช่ออวิ๋นจากไปก็รีบปิดประตูใหญ่ทันที

   

   นางเป็นเด็กน้อยที่เชื่อฟังมาก ท่านอาไป๋สั่งให้นางทำอะไร นางก็จะทำตามนั้น

   

   อย่างไรเสียที่นี่ก็ถือเป็นอาณาเขตของเขาด้วย!

   

   "ข้าขอคารวะ!"

   

   เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นมาถึงเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลไป๋ก็พบว่าด้านในมีสตรีสาวสวยสามคนนั่งอยู่แล้วไป๋เช่ออวิ๋นหัวเราะเยาะเบาๆ หลังจากทักทายท่านย่าแล้ว ก็นั่งเงียบๆอยู่ที่มุมห้องและเริ่มกินอาหาร

   

   "เสี่ยวอวิ๋น ที่นี่ไม่ได้มีแค่ข้าคนเดียว!” ฮุหยินผู้เฒ่าเห็นหลานชายของตนไม่รู้จักกาลเทศะเช่นนี้จึงขมวดคิ้วและตำหนิ

   

   "ไป๋เช่ออวิ๋น เหตุใดเจ้าจึงไม่ทักทายมารดาของเจ้า และท่านอาคนอื่นๆ"

   

   "แม้ว่าตอนนี้เจ้าจะเป็นซื่อจื่อ แต่เรื่องราวส่วนใหญ่ในโลกนี้ล้วนเปลี่ยนแปลงได้อย่างไม่คาดคิด วันนี้เจ้าเป็นซื่อจื่อ แต่พรุ่งนี้อาจกลายเป็นขอทานที่ต้องขอข้าวกินในเมืองหลวง"

   

   เสียงของท่านย่าดังขึ้น น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยการข่มขู่เล็กน้อย นางคิดว่าเมื่อนางพูดเช่นนี้ไป๋เช่ออวิ๋นจะต้องยอมอ่อนข้อโดยดี

   

   แต่ไป๋เช่ออวิ๋นยังคงนั่งนิ่งก้มหน้าก้มตากินขนม

   

   ไม่ว่าย่าของเขาจะคำรามด่าทอเขาว่าเป็นลูกหลานอกตัญญูอย่างไร เขาก็เพียงแค่ยิ้มแล้วปล่อยผ่านไป

   

   สำหรับญาติที่มีเพียงสายเลือดเดียวกันพวกนี้ เขาไม่ได้อยากรู้จักสักยิด

   

   อีกทั้งเขาก็ไม่อยากรู้จักกับพวกแม่เลี้ยงที่เป็นเหมือนนกยูงเจ้าชู้พวกนี้ด้วย ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลไป๋เห็นไป๋เช่ออวิ๋นมีท่าทางมุ่งมั่นเช่นนั้น จึงจำต้องกลืนความโกรธนั้นลงไป

   

   "ข้าได้ยินว่าเจ้าเก็บเด็กหญิงคนหนึ่งกลับมา"

   

   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลไป๋ถามอย่างสงสัย "เจ้าแน่ใจหรือว่าเด็กคนนั้นเป็นเด็กที่เจ้าเก็บมา ไม่ใช่เด็กที่เจ้าแย่งชิงมา"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินดังนั้นก็จ้องตานางทันที "หากท่านพูดไม่เป็น ก็ปิดปากเสีย!"

   

   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลไป๋โกรธจนแทบจะกระอักเลือดเมื่อได้ยินคำพูดของหลานชาย "เจ้าหลานอกตัญญู กลับมาก็จะก่อเรื่องวุ่นวาย จะพลิกแผ่นดินให้ได้ใช่ไหม"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นทำหน้าไร้เดียงสา "ท่านแม่ ท่านย่า พวกท่านกำลังพูดถึงอะไรหรือ"

   

   "เหตุใดข้ากลับมาแล้วบ้านถึงต้องวุ่นวายไปหมด ข้าก็เคยอยู่ที่นี่มาก่อนนะ เพียงแต่ตอนนั้นคนที่ก่อกวนเป็นพี่สาวของข้าเท่านั้น เหตุใดพวกท่านไม่ตีพี่สาวของข้า แต่กลับจะมาตีข้า”

   

   เล่อเหนียงกำลังกินขนมหวานพลางแอบมองไป๋เช่ออวิ๋นที่กำลังด่าทอกับหญิงชราคนหนึ่ง

   

   "เจ้าหลานสารเลว รีบไสหัวไปให้พ้นเดี๋ยวนี้!"



 บทที่ 530: เธอคือเล่อเหนียง


   

   "ไปก็ไป ใครจะกลัวใครกัน" ไป๋เช่ออวิ๋นส่งสายตาดูถูกให้ ก่อนจะเดินไปอุ้มเล่อเหนียงที่แอบออกมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้แล้วเดินออกไป

   

   "เจ้า...เจ้าลูกอกตัญญู กลับมาที่นี่เดี๋ยวนี้!" เฉิงผิงตวาดด้วยความโกรธ

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นชะงักฝีเท้า สีหน้าฉายแววเย็นชา เขาสูดหายใจเข้าลึกๆหนึ่งครั้ง จากนั้นหันกลับมามองพวกนาง เพียงแต่ความเย็นชาในตัวได้หายไปแล้ว

   

   "หากพวกท่านเรียกข้ามาแค่นี้ เช่นนั้นพวกท่านก็อย่าเปลืองน้ำลายเลย"

   

   "ตอนนี้ข้าเหนื่อยมาก ไม่อยากเถียงกับพวกท่าน แต่หากพวกท่านจะมาหาเรื่องให้ข้าด่า ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะสู้!"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นพูดจบแล้วอุ้มเล่อเหนียงเดินจากไปโดยไม่สนใจว่าสีหน้าของพวกเขาจะดูแย่แค่ไหน

   

   "ท่านอาไป๋ ดูเหมือนท่านจะอยู่ในบ้านหลังนี้อย่างไม่มีความสุขนะ"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าเบาๆ "อืม อยู่ในสถานที่สกปรกเช่นนี้ มันทำให้ข้ารู้สึกขยะแขยงจริงๆ"

   

   เล่อเหนียงไม่รู้จะปลอบใจเขาอย่างไร ได้แต่โอบกอดคอเขาเงียบๆ

   

   ทุกครอบครัวล้วนมีปัญหายากที่จะแก้ไข แต่ปัญหาของท่านอาไป๋นั้นยากเกินกว่าจะแก้ไขเสียแล้ว

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นอุ้มเล่อเหนียงเข้าไปในห้องพัก แล้วปิดประตูทันที

   

   จากนั้นก็ปิดตัวเองอยู่ในห้องตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นฮูหยินไป๋หรือแม้แต่นายท่านไป๋มาขอให้เขาออกไป เขาก็ยังคงปิดประตูห้องแน่นหนาไม่ยอมออกไป

   

   เขากำลังเพลิดเพลินกับอาหารอร่อยที่เล่อเหนียงนำออกมาจากพื้นที่มิติ และดื่มสุราที่เล่อเหนียงหมักไว้

   

   รสชาติช่างวิเศษเหลือเกิน

   

   "ท่านอาไป๋ ท่านไม่ให้เกียรติมารดาของท่าน ไม่ให้เกียรติย่าของท่านก็แล้วไป แต่เหตุใดเจ้าถึงไม่ให้เกียรติพ่อของท่านด้วยเล่า" เล่อเหนียงรู้สึกไม่เข้าใจจริงๆ

   

   นางรู้แล้วว่าภรรยาของจิ่นอันโหวในตอนนี้เป็นแม่เลี้ยงของเขา แม้แต่ย่าของเขาก็เป็นย่าเลี้ยง

   

   เขาเป็นคนที่ไม่ได้รับความรักจากทั้งพ่อและแม่ในบ้านหลังนี้

   

   "เหตุใดข้าจึงต้องให้เกียรติเขาด้วย"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นหัวเราะเยาะ "เขาเป็นศัตรูของข้า เขาเป็นคนของไทเฮา!"

   

   เล่อเหนียงสูดหายใจเฮือกใหญ่ "ท่านกำลังล้อเล่นใช่หรือไม่"

   

   "หากท่านพ่อของท่านเป็นคนของไทเฮา แล้วท่านเล่า"

   

   "ข้าหรือ" ไป๋เช่ออวิ๋นกะพริบตาโตหนึ่งครั้ง แล้วใช้นิ้วชี้ไปที่ตัวเองพลางถามอย่างสงสัย

   

   "ข้าเป็นคนของใคร พวกเจ้าไม่รู้กันจริงๆหรือ"

   

   เล่อเหนียงและหงอวี่พร้อมใจกันส่ายหน้า "ไม่รู้ ไม่ทราบเลย!"

   

   ท่าทางจริงจังของพวกเขาทั้งสองทำให้ไป๋เช่ออวิ๋นทั้งโกรธทั้งขำ “ข้าก็เป็นคนของไทเฮา ข้าจะกลับไปเดี๋ยวนี้ ส่งพวกเจ้าทั้งสองให้ไทเฮา แล้วไปรับรางวัลก้อนโต ไปใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ!"

   

   "เหอะ!"

   

   หงอวี่และเล่อเหนียงต่างส่งเสียงร้องพร้อมกัน แล้วหันหน้าหนีไป ไม่สนใจเขาอีกต่อไป

   

   เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงวันพระเฉลิมพระชนมพรรษา

   

   "ข้าบอกเจ้านะ ไป๋เช่ออวิ๋น วันนี้หากเจ้าจะพาเด็กหญิงคนนี้ไปด้วย เจ้าก็ต้องข้ามศพของข้าไปก่อน!"

   

   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลไป๋ถือไม้เท้าขวางหน้าประตูใหญ่พลางกล่าว

   

   เมื่อวานเขาอุ้มเด็กหญิงคนนี้หลบอยู่ในห้องตลอดทั้งวัน ไม่ว่าใครจะมาเชิญก็ไม่ยอมเปิดประตู ตอนนี้ในที่สุดก็ได้เวลาออกไปร่วมงานเลี้ยง แต่กลับต้องอุ้มเจ้าเด็กหญิงตัวน้อยไปด้วย

   

   เขาไม่ได้กำลังเบื่อชีวิตหรือ

   

   "หากท่านไม่นอนลง ข้าจะข้ามไปได้อย่างไร" ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา

   

   ถ้านางกล้านอน เขาก็กล้าข้าม!

   

   "ในสายตาของเจ้ามีข้าผู้เป็นย่าอยู่บ้างหรือไม่!" ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลไป๋กระแทกไม้เท้าลงอย่างแรงพลางกล่าว

   

   "ไม่มีจริงๆ!"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยอย่างเยาะเย้ย "พี่สาวของข้ามีท่านอยู่ในสายตา แต่สุดท้ายท่านก็บีบคั้นนางจนตายมิใช่หรือ!"

   

   "ดังนั้นข้าจึงหวงชีวิต และไม่เคยมีท่านอยู่ในสายตา!" ไป๋เช่ออวิ๋นพูดจบก็ใช้มือผลักนางออกไปด้านข้าง แล้วอุ้มเล่อเหนียงขึ้นนั่งบนรถม้า

   

   "เล่อเหนียงอีกประเดี๋ยวก็จะถึงวังแล้ว เจ้ากลัวหรือไม่" ไป๋เช่ออวิ๋นมองออกไปนอกประตูครู่หนึ่ง เห็นว่าใกล้ถึงวังหลวงเข้าไปทุกทีจึงอดถามออกไปไม่ได้

   

   เล่อเหนียงทำหน้างุนงง "ไม่เลย มีอะไรน่ากลัวด้วยหรือ ถึงท่านจะออกไป ข้าก็มีวิธีหลบหนีอยู่แล้ว"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋น "..."

   

   ก็ได้ เมื่อครู่นี้เขาไม่ควรพูดมากเลย!

   

   สำหรับเด็กหญิงคนนี้ ไม่สามารถใช้พฤติกรรมของคนทั่วไปมาทำความเข้าใจนางได้

   

   "ท่านอาไป๋ ท่านไม่ต้องกังวลมากเช่นนี้ ท่านเพียงแค่พาข้าไปส่งที่วัง พาไปพบกับบุคคลผู้นั้นก็พอแล้ว ส่วนเรื่องอื่นๆไม่จำเป็นต้องให้ท่านจัดการ!"

   

   เล่อเหนียงตบไหล่เขาเบาๆ เพื่อปลอบประโลมและกล่าวว่า "ท่านควรรู้ถึงความสามารถที่แท้จริงของข้า แม้ว่าความสามารถของข้าจะไม่ได้ยิ่งใหญ่นัก แต่ก็เพียงพอที่จะปกป้องตัวเองได้!"

   

   ท่านอาไป๋ดูเหมือนจะตื่นเต้นยิ่งกว่านางเสียอีก

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นรับรู้ถึงความดูแคลนของเล่อเหนียง เขาไม่ได้โต้แย้งอะไร เพียงแค่เช็ดเหงื่อที่หน้าผากเงียบๆ เขาจะไม่กลัวได้อย่างไร ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่อาจทำให้หัวหลุดได้

   

   ทั้งยังจะถูกลงโทษทั้งตระกูลอีกต่างหาก

   

   การลงโทษทั้งตระกูลนั้นหมายความว่าอย่างไร นั่นหมายความว่าต่อไปจะไม่มีใครมาไหว้บรรพบุรุษให้ข้าอีกแล้ว

   

   รถม้าโคลงเคลงมาถึงประตูวัง จากนั้นเมื่อเข้าไปในวังจะต้องถูกตรวจค้นตัวอย่างแน่นอน เมื่อพวกเขามาถึงด้านหน้าก็มีคนเข้าแถวรออยู่แล้ว และแถวก็ยาวพอสมควร ส่วนเล่อเหนียงเบื่อหน่ายจึงเลิกม่านรถม้าขึ้นมองออกไปข้างนอก

   

   ในเวลาเดียวกันคนบนรถม้าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับพวกเขาก็เลิกม่านรถขึ้นเช่นกัน

   

   แน่นอนว่าสายตาของทั้งสองฝ่ายสบประสานกัน จากนั้นทั้งคู่ก็รีบปล่อยม่านรถลงพร้อมกันในทันที

   

   "ภรรยา เจ้าเป็นอะไรไป มีใครทำให้เจ้าตกใจหรือ” ข้างๆฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยเป็นชายชราผู้หนึ่งที่มีผมและหนวดเคราขาวโพลน ขณะนี้ชายชราผู้นั้นกำลังมองภรรยาของตนด้วยความห่วงใย

   

   ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยไม่ได้สนใจสามีของนาง นางจมอยู่กับความตกตะลึงเมื่อครู่

   

   คนเมื่อครู่นั้นเป็นเล่อเหนียงหรือไม่ หากใช่เล่อเหนียง เช่นนั้นเสี่ยวชีก็ต้องอยู่ที่นั่นแน่นอน

   

   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยที่ยังไม่แน่ใจ เปิดม่านรถม้าขึ้นอีกครั้งตอนนี้ เล่อเหนียงเอนตัวพิงหน้าต่างพลางมองดูฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

   

   เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยแน่ใจว่าคนที่นั่งอยู่ในรถม้าฝั่งตรงข้ามคือเล่อเหนียง นางก็ตกใจจนหัวใจแทบหลุดออกมา

   

   ส่วนเล่อเหนียงยังคงทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังคงยิ้มเจ้าเล่ห์มองนางอยู่ เพียงแต่ไม่ได้ยื่นมือออกไปทักทายเท่านั้น

   

   "สวรรค์!" ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยดึงตัวกลับเข้ามาในรถม้า ดวงตาเหม่อลอยพลางทิ้งตัวลงในอ้อมกอดของนายท่านตระกูลเผ่ย

   

   "นี่มันเวรกรรมอะไรกัน" นายท่านตระกูลเผ่ยไม่เข้าใจสถานการณ์ จึงยื่นมือออกไปเปิดม่านรถม้าขึ้น

   

   เมื่อเปิดออกพบข้างนอกไม่มีอะไรเลย มีเพียงเล่อเหนียงอ้วนๆที่กำลังฟุบหน้าอยู่บนขอบหน้าต่างรถม้าและทักทายพวกเขา

   

   เล่อเหนียงเห็นว่ามีศีรษะหนึ่งโผล่ออกมาก็ยังคงยิ้มตาหยีพลางพยักหน้าให้เขา

   

   ตอนนี้นายท่านตระกูลเผ่ยยิ่งสงสัยมากขึ้น หรือว่าภรรยาของเขาตอนนี้ไม่สามารถเห็นเด็กได้

   

   "ภรรยา เจ้าอยากอุ้มหลานชายแล้วหรือ” นายท่านตระกูลเผ่ยพูดหยอกล้อ

   

   "เจ้าเพิ่งอยากอุ้มหลาน แต่ข้ามีหลานแล้ว!" ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยกล่าวอย่างโมโหพลางตีเขาหนึ่งที

   

   "แต่ข้างนอกไม่มีอะไรเลย เจ้ากลัวอะไรกันแน่"

   

   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยได้ยินสามีของนางพูดว่าข้างนอกไม่มีอะไร จึงยื่นมือเปิดม่านรถม้า

   

   ผลปรากฏว่าเล่อเหนียงยังคงเกาะอยู่ที่หน้าต่าง เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยโผล่หัวออกมาอีกครั้ง จึงยิ้มตาหยีทักทายนางหนึ่งครั้ง

   

   "ฮูหยิน นางก็แค่เด็กคนหนึ่ง เจ้ากลัวอะไรกัน”

   

   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยชกอกสามีหนึ่งหมัด แล้วลดเสียงลงพลางกัดฟันพูดว่า

   

   "นางคือเล่อเหนียง!"



จบตอน

Comments