บทที่ 581: คางคกอยากกินเนื้อหงส์
"ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ยังคงเป็นความสะเพร่าของเสี่ยวลิ่วอยู่ดี!" ลิ่งเฟิงพูดพลางเบ้ปาก
เสี่ยวลิ่วนั้นแก่กว่าลิ่งตงถึงสามปีเชียวนะ
"นั้นเป็นสองแนวคิดที่แตกต่างกัน การประลองครั้งนั้นเป็นลิ่งตงที่ฉวยโอกาสอย่างแท้จริง!" หงอวี่พูดต่อเพื่อแก้ต่างให้พี่หก
แม้ว่าปกติพี่น้องทั้งสามคนจะเล่นหยอกล้อกันเป็นเรื่องปกติ แต่เขาไม่ยอมให้ใครมาดูหมิ่นพี่หกของเขาเด็ดขาด แม้ว่าคนนั้นจะเป็นพี่สามของเขาก็ตาม
"เสี่ยวชี ข้าพบว่าเจ้ากลับบ้านครั้งนี้แล้วกลับมาใจกล้าขึ้นมากเลยนะ!"
รถม้าเต็มไปด้วยเสียงหยอกล้อเต็มไปหมด ไม่นานก็กลับมาถึงหมู่บ้านตระกูลฉิน
ฉินเอ้อร์จู้เห็นว่ารถม้าของแม่เฒ่าฉินกลับมาแล้วจึงไปนำสิ่งกีดขวางมาวางขวางไว้ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ความหมายนั้นชัดเจนมาก
หมู่บ้านตระกูลฉินปฏิเสธที่จะต้อนรับแขก
"อาสี่" ทันทีที่ลิ่งเฟิงลงจากรถม้าก็วิ่งไปหาอาสี่ทันที แต่เขาหาอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ยังหาไม่พบ
"ท่านพ่อ ท่านก็ไม่เห็นอาสี่ของข้าเหมือนกันหรือ!" ฉินเหล่าเอ้อร์ชายตามองเขาอย่างดูแคลน "เจ้ารีบร้อนหาอาของเจ้าด้วยเหตุใด อาของเจ้าเพิ่งกลับมา ไม่ควรให้เขาได้พูดคุยกับป้าสี่ของเจ้าก่อนหรือ"
"อีกอย่างถึงเจ้าไปหาอาสี่ของเจ้า อาสี่ของเจ้าก็อาจจะไม่อยากสนใจเจ้าหรอก!"
ลิ่งเฟิงได้ยินคำพูดของพ่อตัวเองก็ระเบิดอารมณ์ทันที "อาสี่ของข้ารักข้าขนาดนี้ เขาจะทำใจไม่สนใจข้าได้อย่างไร"
ฉินเหล่าเอ้อร์หัวเราะเยาะ "ไร้สาระ อาสี่ของเจ้าชอบน้องสาวเจ้ามากกว่า!"
ลิ่งเฟิงชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยอย่างหมดคำ "ท่านพ่อ ท่านพูดเรื่องไร้สาระอะไรของท่าน"
"เจ้าเด็กเวร กลับมาก็จะมาทำให้ข้าโมโหใช่หรือไม่" ฉินเหล่าเอ้อร์ล้างมือแล้วเตรียมจะไปคว้าตัวฉินลิ่งเฟิงมาสั่งสอนสักยก
ลิ่งเฟิงเห็นผู้เป็นพ่อโกรธก็รีบวิ่งหนีไปทันที
ลิ่งอวีลงจากรถม้าแล้วทักทายท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้านและคนอื่นทีละคน ก่อนจะข้าตัวกลับเข้าห้อง ตอนนี้เขามีภารกิจสำคัญ เขาต้องรีบทบทวนความรู้ให้แม่นยำ
"หงอวี่เข้าสู่วัยหนุ่มแล้วยิ่งดูสง่างามขึ้นทุกวัน เจ้าได้หาคู่หมายไว้ให้เขาหรือยัง"
ระหว่างการพูดคุยกันอย่างสบายๆ แม่เฒ่าคนหนึ่งมองดูลิ่งอวี่ที่ดูสง่างามขึ้นเรื่อยๆก็พลันถามขึ้น
แม่เฒ่าฉินชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าดูหม่นลงเล็กน้อย "แม่เฒ่าหลี่ เจ้าพูดอะไรของเจ้า ลิ่งอวี่ของข้ายังเด็กอยู่นะ อีกไม่กี่ปีค่อยมาคิดเรื่องนี้ก็ได้!"
"อายุสิบห้าปีก็ไม่เด็กแล้วนะ คุณชายและหนุ่มน้อยคนอื่นในวัยนี้ก็มีคู่หมั้นกันแล้ว!"
"นี่ๆๆ ข้าพอจะรู้จักครอบครัวหนึ่ง ลูกสาวของพวกเขาหน้าตางดงามยิ่งนัก เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ วันหลังพาลิ่งอวี่ไปให้พวกเขาดูสักหน่อย!"
ยิ่งแม่เฒ่าหลี่พูดก็ยิ่งรู้สึกว่าวิธีนี้เป็นไปได้ นางบอกว่าครอบครัวนั้นเป็นครอบครัวของน้องสาวนาง ถ้าลูกสาวของน้องสาวนางได้เชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลฉินและกลายเป็นญาติกันก็จะเป็นเรื่องดีสำหรับครอบครัวของพวกเขาเช่นกัน นางได้ยินมาว่าตระกูลฉินนี้มีอิทธิพลไม่น้อยเลยทีเดียว
แม้แต่บ่อน้ำพุร้อนหลังเขานั่นก็เป็นตระกูลฉินที่ออกเงินสร้างด้วยไม่ใช่หรือ
"ข้าจะบอกอะไรเจ้าให้นะ ลูกสาวของตระกูลนั้นงดงามมาก ลิ่งอวี่ของพวกเราเหมาะสมกับนางยิ่งนัก!"
นางยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้นมาขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าที่ดำมืดราวกับจะน้ำหมึกของแม่เฒ่าฉิน สือไห่ถังและหลิวต้าอวิ๋นที่อุ้มเด็กอยู่ข้างๆเลย
"แม่เฒ่าหลี่ ขอบคุณในความหวังดีของเจ้า แต่ว่าลิ่งอวี่ของครอบครัวข้ายังไม่คิดเรื่องนี้ในตอนนี้!"
แม่เฒ่าฉินกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชาว่า "ช่วงนี้ลิ่งอวี่ของบ้านพวกข้ากำลังเตรียมตัวสอบขุนนาง เรื่องระหว่างชายหญิงไม่มีอยู่ในหัวของพวกเขาเลย อีกอย่างข้าก็ไม่อยากพูดเรื่องแต่งงานกับเขาเร็วขนาดนี้!"
"เตรียมตัวสอบชิงตำแหน่งจอหงวนใช่หรือไม่" แม่เฒ่าหลี่ถามด้วยสีหน้าตื่นเต้น
สวรรค์! หากลิ่งอวี่สามารถสอบได้ตำแหน่งจอหงวน เช่นนั้นหลานสาวของพวกนางก็จะได้เป็นภรรยาของจอหงวนก แน่นอนว่าอนาคตต้องรุ่งโรจน์แน่ ไม่รู้ว่าตระกูลของพวกนางจะได้รุ่งเรืองขึ้นเพราะเรื่องนี้หรือไม่
เมื่อถึงตอนนั้น ลูกชายของนางก็จะมีญาติผู้พี่เป็นภรรยาจอหงอนถึงตอนนั้นดูสิว่าลูกชายจะอยากได้สะใภ้แบบไหนก็ได้ทั้งนั้น นางยิ่งขึ้นก็ยิ่งตื่นเต้น อยากจะรีบกลับไปพาหลานสาวมาที่นี่ทันที
"ท่านย่าคนนี้ ท่านตื่นเต้นอะไรหรือ" เล่อเหนียงเดินเข้ามาถามด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
"เล่อเหนียง ข้าก็ต้องตื่นเต้นสิ เพราะพี่ชายของเจ้ากำลังจะมีภรรยาแล้ว เจ้ากำลังจะมีพี่สะใภ้คนแล้ว!" แม่เฒ่าหลี่พูดอย่างตื่นเต้น
นางต้องตื่นเต้นแน่นอนอยู่แล้ว แต่ที่นางตื่นเต้นไม่ใช่เพราะอีกเดี๋ยวจะได้กินเนื้อ แต่ตื่นเต้นที่หลานสาวของนางจะได้แต่งงานกับจอหงวนเร็วๆนี้
"ท่านย่าคนนี้ ท่านเข้าใจผิดหรือไม่ พี่ชายของข้ายังไม่ได้พูดถึงเรื่องแต่งงานเลย" เล่อเหนียงเอียงศีรษะพลางกล่าวว่า "อีกอย่างหนึ่งท่านย่าของข้าและคนอื่นๆคงไม่ยอมให้พี่ชายของข้าแต่งงานเร็วขนาดนี้แน่!"
"พูดให้ชัดเจนก่อนสิ ตกลงกันไว้ก่อน!" แม่เฒ่าหลี่จมอยู่กับความตื่นเต้น ไม่ได้สังเกตเลยว่าสีหน้าของเล่อเหนียงเปลี่ยนไปแล้ว
"ท่านย่าคนนี้ สำหรับพี่ชายของข้า หากต้องการพูดเรื่องการแต่งงาน แน่นอนว่าจะต้องรอจนกว่าเขาจะสอบได้เป็นจอหงวนได้เสียก่อน ส่วนเรื่องแต่งงานพับเก็บไว้ก่อนเถอะ!"
"พี่ชายของข้าเป็นหลานชายคนโต สะใภ้ที่จะแต่งเข้ามาจะต้องได้รับการยอมรับจากทุกคนในครอบครัวของพวกข้า อย่างน้อยที่สุดจะต้องอ่านออกเขียนได้!"
เล่อเหนียงตั้งใจพูดเช่นนี้ อย่าคิดว่านางไม่รู้ว่าหญิงชราคนที่อยู่ตรงหน้านี้กำลังคิดอะไรอยู่ พี่ใหญ่ของนางหน้าตาดีมาก เดินอยู่บนถนนใหญ่ก็สามารถทำให้เหล่าสาวน้อยทั้งหลายหน้าแดงได้
พี่ชายที่หล่อเหลาและมีความสามารถทางเช่นนี้ จะแต่งงานกับใครสักคนอย่างง่ายดายได้อย่างไร ไม่เพียงแต่ท่านย่าของนางจะไม่ยอม แม้แต่นางเองก็ไม่ยอมเช่นกัน!
คำพูดตรงไปตรงมาของเล่อเหนียง ก็ทำให้แม่เฒ่าหลี่เลิกตื่นเต้นในที่สุด นางจ้องมองเล่อเหนียงอย่างงุนงง และพูดอึกอัก "หญิงสาวคนนั้นหน้าตาสวยมากจริงๆ บางทีพี่ชายของเจ้าอาจจะชอบนางก็ได้นะ"
"แม่เฒ่าหลี่ ข้าบอกแล้วว่าตอนนี้พี่ชายของข้ายังไม่สนใจเรื่องนั้น ท่านก็อย่าเสียเวลาคิดอีกเลย!" สีหน้าของแม่เฒ่าฉินเย็นชาลงนางเพิ่งจะพับแขนเสื้อขึ้น เตรียมพร้อมที่จะด่าทอ แต่กลับถูกเล่อเหนียงเด็กสาวน้อยคนนี้ชิงพูดก่อนไปเสียแล้ว
ดังนั้นข้าจึงปล่อยนางไปก่อนในครั้งนี้!
"ใช่แล้ว ท่านป้าหลี่ ถ้าครอบครัวนั้นดีจริงอย่างที่เจ้าว่า เหตุใดเจ้าไม่แนะนำให้ลูกชายของท่านเล่า ลูกชายของเจ้าก็ใกล้จะถึงวัยแต่งงานแล้วไม่ใช่หรือ" หลิวต้าอวิ๋นพูดแทรกขึ้นมาจากด้านข้าง
หญิงผู้นี้ก็คือคนที่ก่อนหน้านี้ตอนเกิดทุพภิกขภัย ได้พาทั้งครอบครัวหนีออกจาก หมู่บ้านตระกูลฉิน
เมื่อไม่กี่วันก่อนได้ยินว่าหมู่บ้านตระกูลฉินมีบ่อน้ำพุร้อน และ หมู่บ้านตระกูลฉินก็ไม่ได้ยากจนเหมือนแต่ก่อนแล้ว จึงพาคนกลับมายังหมู่บ้านตระกูลฉินอีกครั้ง อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนของหมู่บ้านตระกูลฉิน หากหมู่บ้านมีสิ่งดีๆอะไรก็ต้องแบ่งให้นางครึ่งหนึ่งด้วย
แม่เฒ่าหลี่ถึงกับอึ้งไปกับคำพูดของหลิวต้าอวิ๋น นางไม่เคยคิดที่จะยกหลานสาวให้แต่งงานกับเขาเลย
แต่อีกฝ่ายไม่ยินยอม ดูเหมือนว่าหลานสาวไม่สนใจลูกชายของนางเลย
มิเช่นนั้นแล้วจะมาถึงตาของลิ่งอวี่ได้อย่างไร
แม่เฒ่าหลี่หัวเราะเบาๆสองที "ถ้าลิ่งอวี่ไม่มีความคิดเช่นนั้น ข้าก็จะไม่พูดถึงมันอีกแล้วล่ะ!"
บทที่ 582: บางเรื่องไม่อาจปิดบังนาง
ไม่นานหมูตัวนั้นก็ถูกคนในหมู่บ้านจัดการเรียบร้อยนแล้ว
สือไห่ถังเริ่มหุงข้าว ฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆตั้งหม้อใบใหญ่ไว้ที่หน้าประตู ฆ่าหมูแล้วต้องกินกับข้าวฆ่าหมู
เห็นว่าทุกอย่างจัดการเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็เตรียมทำกับข้าวแล้ว สตรีบางคนอาสามาช่วยล้างผัก คนล้างผักก็ล้างผัก คนหุงข้าวก็หุงข้าว คนช่วยงานก็ช่วยงาน
แม่เฒ่าฉินและหลิวต้าอวิ๋นอุ้มเด็กนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ข้างๆ มองเด็กเล็กที่กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน
"ต้าอวิ๋น ข้ารู้สึกว่าเด็กคนนี้ดูเบาลงนะ" แม่เฒ่าฉินอุ้มเด็กชายไว้ในอ้อมแขนเป็นจึงรู้สึกสงสัย เพราะสุดท้ายเด็กหญิงมักจะเบากว่าเด็กชาย
หลิวต้าอวิ๋นถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "เหวินเจี๋ยกินน้อย เหวินซีกินไปตั้งหนึ่งชามแล้ว แต่เขากลับกินไปแค่ครึ่งชามเท่านั้น ข้าก็กังวลมากเช่นกัน!"
หลานแฝดชายหญิงฉินฟู่หลิน มีชื่อว่าเหวินเจี๋ยและเหวินซี เป็นชื่อที่ฉินเหล่าเอ้อร์และ ผู้อาวุโสสามช่วยกันตั้งให้
พวกเขาได้ตัดสินใจเลือกชื่อมามากมายหลายชื่อ แต่กว่าจะเลือกสองชื่อนี้ออกมาได้กลับต้องใช้เวลาเต็มๆถึงสองวัน!
"ไม่เป็นไร รอสักครู่แล้วเรียกหมอหลี่มาจ่ายยาสักตำรับลองดูเถิด เด็กน้อยผอมเช่นนี้ไม่ดีเลย!"
"ได้ๆๆ เดี๋ยวตอนกลับข้าจะให้หมอหลี่จ่ายน้ำซานจามาให้ดื่มสักหน่อย เด็กเล็กเพียงนี้ กินยาก็ไม่ดี!" หลิวต้าอวิ๋นตอบรับ
"ท่านย่า ข้ามาดูน้องชายน้องสาวเจ้าค่ะ!" จากเล่อเหนียงวิ่งมาอย่างตื่นเต้น ตอนนี้นั่งลงอยู่ข้างผู้เป็นย่าที่กำลังอุ้มเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขน
นั่นคือเด็กที่นางช่วยเอาไว้นั่นเอง
"ท่านย่า น้องชายน้องสาวน่ารักจังเลย ตอนเล่อเหนียงเด็กๆน่ารักขนาดนี้หรือเปล่าเจ้าคะ" เล่อเหนียงเท้าคางมองเด็กน้อยผิวขาวนุ่มนิ่มทั้งสองคน ฉินจู้ไห่มีผิวดำคล้ำ หน้าตาไม่ได้เรียกว่าหล่อเหลาเท่าไหร่นะ แต่จือหยานั้นผิวขาว ทำให้ลูกทั้งสองที่คลอดออกมามีผิวเขาเหมือนแม่
"เล่อเหนียงเอ๋ย ตอนเจ้าเป็นเด็กน่ารักกว่ามากนัก!" แม่เฒ่าฉินเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเล่อเหนียง
หลานสาวสุดที่รักของนางจะไม่น่ารักได้อย่างไร ตอนที่ครอบครัวอพยพหนีภัยพิบัติ หากไม่ใช่เพราะนางใช้พลังวิเศษช่วยเหลือพวกเขา พวกเขาคงไม่มีทางเดินทางมาถึงที่นี่ได้
ดังนั้นในใจของตระกูลฉินเล่อเหนียงจึงสำคัญที่สุด ไม่นานนักอาหารวันนี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้อาหารจากเนื้อหมูแม้จะดูเรียบง่าย แต่ก็เป็นอาหารอร่อยหลากหลายชนิดที่ทำจากเนื้อหมู
ความจริงแล้วสือไห่ถังรู้ว่าพวกเขาไม่ได้กินเนื้อตุ๋นมานานแล้ว ดังนั้นนางจึงนำหัวหมู ขาหมู หางหมู และลำไส้ใหญ่ไปต้มในหม้อใบใหญ่จนได้น้ำซุปออกมา นอกจากนี้ยังหั่นเนื้อส่วนที่ไม่ติดมันไปผัดกับผักและทำลูกชิ้นหมู
จากนั้นตุ๋นหมูสามชั้นในหม้อใบใหญ่อีกหนึ่งหม้อ
ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็นำกระต่ายป่าและไก่ป่าจากบ้านของตนมาร่วมทำอาหารอีกสองอย่าง
"พวกเด็กๆ อาหารพร้อมแล้ว!" ฉินเหล่าซานตะโกนเสียงดัง
เวลานั้นฉินเหล่าซื่อและฉินเฉิงอันก็ออกมาจากลานหลังบ้านเช่นกัน
"เหล่าซื่อ ออกมาเร็วจังนะ" ทันทีที่ฉินเหล่าซื่อออกมาก็ถูกพ่อเฒ่าในหมู่บ้านแซวทันที
"พวกท่านลุง ขอร้องละ อย่ามองข้าด้วยสายตาแบบนั้นเลย ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น แค่พาภรรยาไปคุยกันเท่านั้นเอง!"
ฉินเหล่าซื่อไม่ได้โกหก เขาแค่พาภรรยากลับเข้าห้องไปคุยกันจริงๆ เขาออกจากบ้านไปตั้งครึ่งปี คิดถึงภรรยามานานแล้ว อีกอย่างหนึ่งเวลาแค่นี้จะทำอะไรได้ แม้แต่จะเริ่มคิดจะทำก็ทำไม่ได้แล้ว
ถ้าจะทำอย่างนั้นก็ต้องรอกลางคืนสิ กลางคืนมีเวลายาวนาน อยากทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น
หลังจากยกอาหารขึ้นโต๊ะแล้ว ทุกคนก็เริ่มนั่งลง ชาวบ้านต่างหาที่นั่งกับคนที่คุ้นเคย พอนั่งที่โต๊ะเดียวกันก็เริ่มขยับตะเกียบทันที
ภายในหมู่บ้านตระกูลฉิน พวกเขาไม่มีพิธีรีตองมากมาย พวกเขาแค่นั่งกินข้าวด้วยกันก็พอ!
"เหล่าซื่อ ฮั่นหลิน เฉิงอัน พวกเจ้าสามคนไปนานขนาดนี้ ไม่รู้จักส่งจดหมายกลับมาสักฉบับ มาดื่มเหล้าจอกนี้ซะ พวกเจ้าต้องลงโทษตัวเองซะ!" ฉินเหล่าเอ้อร์เอ่ย ตอนที่รู้ว่าเหล่าน้องเข้าต้องเดินทางไปค่ายทหารที่ชายแดน เขาพลันรู้สึกเป็นกังวลอย่างมาก
เขากลัวว่าสักวันหนึ่งจะได้รับข่าวการเสียชีวิตของพวกเขาทั้งสาม แต่หลังจากที่พวกเขากลับบ้านสองครั้งก็พบว่าร่างกายของพวกเขาแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมมาก และยังเก่งกาจขึ้นกว่าเดิมมากด้วย ดังนั้นเขาจึงวางใจและมุ่งมั่นกับงานของตนเองได้
ฉินเหล่าซื่อจำใจต้องรับจอกสุรานั้นมาและดื่มรวดเดียวจนหมด
จอกสุรานี้คือความรู้สึกผิด พวกเขาจากบ้านไปนานเช่นนี้และด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ไม่สามารถส่งจดหมายกลับบ้านได้ทันท่วงที และทำให้คนที่บ้านต้องกังวล
ดังนั้นจอกสุรานี้ต้องดื่ม!
งานเลี้ยงฆ่าหมูที่คึกคักสนุกสนานจบลงอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงหัวเราะและความสุข
พวกหญิงสาวพาลูกๆของตนกลับไปชำระล้างร่างกาย แต่พวกผู้ชายที่ยังสนุกไม่เต็มที่ยังคงอยู่ในลานบ้านตระกูลฉิน ดื่มสุรากับพวกฉินเหล่าซื่อ
เล่อเหนียงก็ใจกว้างมาก นางนำเหล้าไหใหญ่ออกมาจากพื้นที่มิติอย่างช่วยไม่ได้ รสชาติของเหล้านั้นช่างหอมหวานจนทำให้พวกผู้ชายที่ชอบดื่มไม่อยากกลับบ้านเลย
หลังจากแม่เฒ่าฉินกินเสร็จแล้วก็พาเด็กๆหลายคนกลับไปชำระล้างร่างกาย
เล่อเหนียงล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วก็นั่งรออยู่บนเตียง เมื่อครู่นี้นางได้ปรึกษากับพี่เจ็ดแล้ว มีบางเรื่องที่จำเป็นต้องบอกให้ท่านย่าทราบ ถึงอย่างไรย่าก็มีสิทธิ์ที่จะรับรู้บางเรื่อง
"เอ๊ะ เหตุใดพวกเจ้ายังไม่เข้านอนอีก" แม่เฒ่าฉินพูดพลางหัวเราะ
เล่อเหนียงมองย่าด้วยสีหน้าจนปัญญา "ท่านย่า ท่านคิดว่าคืนนี้ถ้าข้าไม่นอนกับท่าน ข้าจะไปนอนกับใครล่ะ"
"คืนนี้ท่านพ่อกับท่านแม่คงไม่ต้องการให้ใครไปรบกวนพวกเขาแน่นอน!"
"แต่เล่อเหนียงก็เพิ่งกลับบ้านวันนี้เหมือนกันนะ เหตุใดเล่อเหนียงถึงไม่ได้นอนกับท่านแม่ล่ะ"
แม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดของหลานสาวสุดที่รักก็อดขำไม่ได้ "เอาละ เอาละ ดวงใจของข้า พวกเราไม่อิจฉากันแล้วนะได้หรือไม่"
"พ่อของเจ้าหาโอกาสกลับมาได้ยากนัก ข้าเดาว่าเขาคงอยู่ที่นี่ไม่นานหรอก รอให้พ่อของเจ้าไปแล้ว เจ้าค่อยไปนอนกับแม่ของเจ้าดีหรือไม่"
เล่อเหนียงจะทำอย่างไรได้ล่ะ ได้แต่นอนที่นี่เท่านั้นแต่ แต่เล่อเหนียงก็พอเข้าใจได้ แล้วเสี่ยวชีที่อยู่ที่นี่ล่ะ
"เสี่ยวชี เจ้าเป็นอะไรไป หรือว่าเจ้าต้องการนอนกับข้า" แม่เฒ่าฉินมองเขาอย่างสงสัย
นับตั้งแต่เสี่ยวชีมีห้องของตัวเอง เขาก็แทบไม่ได้นอนกับคนอื่นอีกเลย
มีแค่เล่อเหนียงที่คอยรบเร้าเขาอยากนอนกับเขา
"ท่านย่า พวกข้าได้พบใครบางคนในเมืองหลวง พวกข้าตั้งใจว่าจะไม่บอกท่าน แต่คิดดูแล้วก็ตัดสินใจบอกท่านดีกว่า เพราะเรื่องนี้ท่านก็ควรรู้!"
หงอวี่พูดด้วยสีหน้าจริงจัง
แม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดของเขาแล้วยิ่งรู้สึกสงสัยมากขึ้น นางสงสัยว่าเขาจะบอกเรื่องราวในราชสำนักหรือ
"เสี่ยวชี เจ้ามีอะไรก็พูดมาตรงๆเถิด ไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อมไปมาหรอก!"
เสี่ยวชีเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "ข้าเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ได้พบกับไทเฮา และยังได้พบกับพระสวามีขององค์หญิงด้วย!"
"แต่เล่อเหนียงบอกว่านั่นคือลุงใหญ่!"
บทที่ 583: นางฉินบ้าหรือเปล่า?
แม่เฒ่าฉินที่กำลังจัดเตียงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองดูเล่อเหนียงอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"เล่อเหนียงหลานรัก เจ้ากำลังพูดอะไรอยู่"
"มี...มีบางเรื่องที่ไม่ควรนำมาล้อเล่นนะ!"
เล่อเหนียงมองดูร่างที่กำลังสั่นเทาของท่านย่าด้วยความสงสาร นางเดินเข้าไปโอบกอดย่าแล้วกล่าวว่า "ท่านย่า ข้ารู้ว่าท่านยังทำใจไม่ได้ในตอนนี้!"
"แท้จริงแล้วข้ากับพี่เจ็ดก็ตั้งใจว่าจะยังไม่บอกท่าน แต่ว่า..."
"ไม่ได้ เจ้าห้ามปิดบังข้า!" แม่เฒ่าฉินกล่าวอย่างร้อนใจ
"เล่อเหนียง เจ้าบอกข้ามาเดี๋ยวนี้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดเจ้าถึงจำลุงใหญ่ของเจ้าได้"
เล่อเหนียงถอนหายใจแล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงให้แม่เฒ่าฉินฟังอย่างละเอียด แต่นางไม่ได้เล่าเรื่องอันตรายที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงให้แม่เฒ่าฉินฟัง แต่เลือกที่จะเล่าแต่เรื่องของหลิ่วไฮว่ชิงให้นางฟังแทน
"ดังนั้น...ดังนั้น..." แม่เฒ่าฉินพึมพำว่า "ดังนั้นเขาจึงสูญเสียความทรงจำไป จำทางกลับบ้านไม่ได้จึงกลับบ้านไม่ได้ถูกหรือไม่"
เล่อเหนียงและหงอวี่เงียบไป พวกเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่! อย่างน้อยสิ่งที่พวกเขามั่นใจได้ก็คือ หลิ่วไฮว่ชิงจำเรื่องในอดีตไม่ได้จริงๆ
"ท่านย่า ข้าไม่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ข้ามั่นใจก็คือลุงใหญ่สูญเสียความทรงแน่นอน!"
เล่อเหนียงพูดอย่างมั่นใจว่า "แม้ว่าเขาจะจำเรื่องในอดีตไม่ได้ แต่เขายังมีความทรงจำเกี่ยวกับชื่อของท่าน ชื่อของท่านแม่ และชื่อของป้าสะใภ้สามด้วย!"
แม่เฒ่าฉินเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆก็ถามขึ้นว่า "แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นลุงใหญ่ของเจ้า"
"แต่เดิมการเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ ท่านพ่อและอาเฉิงอันก็อยู่ด้วยนะ!"
หงอวี่ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "ตอนแรกพวกข้าก็ไม่แน่ใจ เพียงแต่รู้สึกว่าเขาคล้ายท่านพ่อและอาอยู่บ้าง ภายหลังพวกข้าคิดวิธีหนึ่งขึ้นมา ให้ท่านพ่อปิดหน้าไปพบเขา คราวนี้จึงแน่ใจว่าเขาคือลุงใหญ่ของพวกข้า!"
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็เงียบไปพักใหญ่ จู่ๆก็วิ่งออกไปโดยไม่แม้แต่จะสวมรองเท้า!
"ท่านย่า ท่านจะไปไหนหรือ" เล่อเหนียงร้องเรียกหนึ่งครั้ง แล้วรีบวิ่งตามออกไป!
บริเวณลานบ้านฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆยังคงดื่มสุรากันอย่างสนุกสนาน ทันใดนั้นพวกเขาก็เห็นแม่เฒ่าฉินวิ่งออกมาด้วยผมเผ้ายุ่งเหยิง แม้แต่รองเท้าก็ยังไม่ได้สวม!
"ท่านแม่เกิดอะไรขึ้นหรือ" ฉินเหล่าซื่อตกใจจนทำถ้วยเหล้าหล่น
"เหล่าซื่อ เล่อเหนียงบอกว่าเจ้าเจอไห่เฉิน ใช่หรือไม่" แม่เฒ่าฉินถามพลางจับมือ ฉินเหล่าซื่อ
ดวงตาของนางจ้องมองฉินเหล่าซื่อเขม็ง
ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานก็ยังไม่ได้จากไป เมื่อได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าฉินพวกเขาถึงกับลืมดื่มเหล้า ดวงตาของทั้งสองหันไปจ้องมองฉินเหล่าซื่อ
ฉินเหล่าซื่อกลืนน้ำลายลงคอ แล้วพยักหน้าอย่างช้าๆ เมื่อนางได้รับการยืนยัน ขาแข้งก็อ่อนยวบลง ร่างกายของนางทรุดตัวลงบนพื้น แล้วทุบตีพื้นพลางร่ำไห้อย่างเจ็บปวด
"เจ้าลูกอกตัญญู เจ้าใจ้รายเช่นนั้นได้อย่างไร"
"ผ่านมาหลายปีแล้ว ไม่รู้จักกลับมาเยี่ยมเยียนแม่บ้างเลยหรือ
สือไห่ถังดวงตาแดงก่ำพลางประคองแม่เฒ่าฉินให้ลุกขึ้น "ท่านแม่ ลุกขึ้นก่อนเถิด อย่านั่งร้องไห้อยู่บนพื้นเลย เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอาได้!"
"พบพี่ใหญ่แล้ว ถือว่าเป็นเรื่องดีนะเจ้าค่ะ!"
"เหล่าซื่อ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ เหตุใดเจ้าไม่บอกข้า" ฉินเหล่าเอ้อร์โกรธจนวิ่งเข้าไปชกเขาหนึ่งที!
ฉินเหล่าซานก็ตำหนิว่า "เรื่องใหญ่ขนาดนี้ เจ้ากลับมาก็ควรบอกทันที เหตุใดต้องรอให้ เล่อเหนียงพูดออกมาด้วยเล่า"
ฉินเหล่าซื่อก้มหน้ายอมให้พวกเขาด่าโดยไม่ส่งเสียงอีกเลย!
แน่นอนว่าฉินฟู่หลินรู้แล้วว่าลูกชายคนโตของตระกูลฉินชื่ออะไร พอเห็นทั้งครอบครัวโศกเศร้าเช่นนี้ พวกเขาก็ไม่สะดวกจะอยู่ที่นี่ต่อ ดังนั้นจึงเก็บข้าวของแล้วรีบกลับบ้านไป
"เหล่าเอ้อร์ เจ้าก็อย่าเพิ่งร้อนใจไป เหล่าซื่ออาจมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่สามารถพูดออกมาได้!" ก่อนฉินฟู่หลินจะจากไป เขาได้เรียกเหล่าเอ้อร์มานั่งข้างๆ แล้วกระซิบปลอบโยนเบาๆ
ฉินเหล่าเอ้อร์พยักหน้าเบาๆ บอกว่าตนเองเข้าใจแล้ว
"เหล่าซื่อ เรื่องนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เจ้าจงบอกข้ามาตามตรง!" ฉินเหล่าเอ้อร์ กระทืบเท้าลงบนพื้นอย่างแรง และเอยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ท่านแม่ ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากบอกท่าน แต่ข้าไม่กล้าบอกท่านต่างหาก!"
ฉินเหล่าซื่อคุกเข่าลงกับพื้นพูดด้วยดวงตาแดงก่ำ "พี่ชาย เขาเป็นพระสวามีขององค์หญิง เป็นราชบุตรเขยของไทเฮา ส่วนพวกเรา..."
ฉินเหล่าซื่อพูดได้เพียงครึ่งเดียวแล้วก็ไม่สามารถพูดต่อไปได้อีก แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดต่อ แต่คนในตระกูลฉินทุกคนต่างเข้าใจความหมายของเขา
ฮ่องเต้กับไทเฮาเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ไม่มีวันปรองดองกันได้ และเสี่ยวชีก็คือลูกชายของฮ่องเต้ ทุกสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ในตอนนี้ล้วนเป็นเพื่อเสี่ยวชีทั้งสิ้น
เหตุใดสวรรค์จึงต้องมาเล่นตลกกับพวกเขาเช่นนี้ด้วย
พระราชบุตรเขตของไทเฮากลับกลายเป็นพี่ใหญ่ของพวกเขาเสียนี่!
"ไม่ได้ นั่นคือลูกชายของข้า ข้าไม่มีทางปล่อยให้เขากลายเป็นกบฎอย่างเด็ดขาด ข้าจะไปตามหาเขา ข้าจะพาเขากลับมา!"
สายตาแม่เฒ่าฉินเต็มไปด้วยความดุกัน
นางผลักสือไห่ถัง แล้วเดินออกไปข้างนอก
แต่พวกเขาจะปล่อยให้แม่เฒ่าฉินออกไปได้อย่างไร ทุกคนต่างพยายามสุดชีวิตเพื่อขวางนางไว้!
แต่ครั้งนี้แม่เฒ่าฉินดูเหมือนจะเอาจริงมาก เมื่อเห็นลูกชายและลูกสะใภ้ขวางทางนาง นางก็คว้าเก้าอี้มาตัวหนึ่งแล้วขว้างออกไปทันที
แต่นางไม่ได้ขว้างใส่พวกเขา กลับขว้างลงบนพื้นที่ว่างข้างๆแทน
"ไป! พวกเจ้ารีบไปเอารถม้าออกมา ข้าจะไปเมืองหลวง ข้าจะไปรับลูกชายของข้ากลับมา!" แม่เฒ่าฉินตะโกนด้วยความปวดร้าวใจ
"ท่านแม่ใจเย็นๆหน่อยได้หรือไม่!" ฉินเหล่าซื่อคลานเข่าเข้าไปกอดขาของแม่เฒ่าฉินพลางร้องไห้
"ท่านไปไม่ได้นะ ถ้าท่านไปเมืองหลวงเอาชีวิตไปทิ้งที่นั้นนะ!"
ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานก็พากันคุกเข่าลงต่อหน้าแม่เฒ่าฉินเช่นกัน
"ข้าใจเย็นไม่ไหวแล้ว ข้ารู้แค่ว่าเขาเป็นลูกชายของข้า ข้ารู้แค่ว่าเขาจำทางกลับบ้านไม่ได้แล้ว ทำให้ไม่สามารถกลับบ้านได้ ข้าต้องไปรับเขากลับมา!" แม่เฒ่าฉินในตอนนี้สูญเสียสติไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว ไม่ว่าใครจะมาเกลี้ยกล่อมนาง นางก็ไม่ฟังเสียงใดๆทั้งสิ้น
เล่อเหนียงและเสี่ยวชียืนอยู่ด้านข้าง พวกเขาอยากจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อเกลี้ยกล่อม แต่ก็พูดอะไรไม่ออก!
ตอนแรกพวกเขาลังเลจะบอกท่านย่าก็เพราะเหตุผลนี้ แต่การไม่บอกท่านย่า สำหรับย่าแล้วก็เป็นความโหดร้ายอย่างหนึ่งเช่นกัน!
"ท่านป้า ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจไป ถึงแม้ท่านจะอยากไปเมืองหลวง แต่ก็ไม่ใช่ตอนนี้นะ!"
ไป๋เช่ออวิ๋นดื่มสุราไปสองสามจอกแล้วขอตัวเข้าไปนอนในห้อง แต่ตอนนี้ถูกปลุกด้วยเสียงตะโกนของแม่เฒ่าฉิน
ตอนแรกเขายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น คิดว่าบ้านตระกูลฉินถูกโจรบุกเสียอีก เขาถึงกับชักดาบออกมา แต่พอออกมาก็ได้ยินแม่เฒ่าฉินจะไปเมืองหลวง!
พอได้ยินเช่นนั้นก็กระจ่างขึ้นมาทันที
"ข้าไม่สนใจ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ พวกเจ้าอย่าได้ขวางข้าอีกเลย ถ้าผู้ใดกล้าขวางข้า ข้าจะตายให้พวกเจ้าดู!"
แม่เฒ่าฉินตะโกนลั่นแล้วจู่ๆก็เห็นไป๋เช่ออวิ๋น วิ่งเข้ามาคว้ามือนางไว้แน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
"นายอำเภอไป๋ บ้านของท่านอยู่ในเมืองหลวงใช่หรือไม่ ท่านพาข้าไปด้วยได้หรือไม่"
บทที่ 584: ไม่มีใครแตะต้องลูกของข้าได้
"ท่านป้า เดี๋ยวพวกเราค่อยไปดีหรือไม่" ไป๋เช่ออวิ๋นมองหน้าแม่เฒ่าฉินด้วยสีหน้าลำบากใจ
ในตอนนี้เขาไม่กล้ากลับไปเมืองหลวงหรอก ถ้ากลับไปตอนนี้เขาต้องตายแน่!
"เจ้าเองก็จะไม่ช่วยข้าใช่หรือไม่"
แม่เฒ่าฉินมองเขาอย่างผิดหวัง "นายอำเภอไป๋ ท่านก็จะไม่ช่วยข้าใช่หรือไม่"
"ถ้าท่านไม่ช่วยข้า ต่อไปข้าจะบอกสะใภ้สามไม่ให้เนื้อตุ๋นแก่ท่านกินอีก!"
ไป๋เช่ออวิ๋น “...”
"ท่านย่า ลุงใหญ่จะกลับมาแน่นอน!" เล่อเหนียงพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เมื่อครู่เล่อเหนียงมองดูท่านย่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง นางรู้สึกหมดหนทางขึ้นมาจริงๆ แต่ในความคิดของนางกลับนึกบทสนทนาระหว่างตนเองกับหลิ่วไฮว่ชิง
ฟังจากน้ำเสียงของหลิ่วไฮว่ชิง เขาบอกว่าถ้ามีเวลาว่างจะมาที่อำเภอชิงเหอไม่เหมือนกับการพูดเล่นเลย!
"เล่อเหนียงเจ้าพูดความจริงหรือ เขาจะกลับมาเมื่อไหร่ พรุ่งนี้จะกลับมาหรือ" แม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดของหลานสาว ดวงตาของนางเปล่งประกายแห่งความหวัง
เล่อเหนียงพยักหน้า "ท่านย่า ลุงใหญ่ได้สัญญากับข้าไว้แล้ว เขาจะต้องกลับมาอย่างแน่นอน"
"เพียงแต่ช่วงนี้เขาไม่สบาย จึงไม่สามารถออกเดินทางได้ รอให้ร่างกายของเขาดีขึ้น เขาจะต้องกลับมาแน่นอน พวกเรามารอเขาอย่างใจเย็นดีหรือไม่"
แม่เฒ่าฉินเมื่อได้ยินว่าหลิ่วไฮว่ชิงป่วยยิ่งนั่งไม่ติด ทันใดนั้นก็จะพุ่งออกไปข้างนอก
"ท่านย่า หากตอนนี้ท่านบุ่มบ่ามไปหาหลิ่วไฮว่ชิง ไม่เพียงแต่พวกเราจะตาย แม้แต่ตัวเขาเองก็จะไม่รอดเหมือนกัน แม้แต่พวกเราทั้งตระกูลฉินก็จะตายเหมือนกัน!" หงอวี่ตะโกนออกมาประโยคหนึ่ง
"ข้ารู้ว่าเป็นข้าที่ทำให้พวกเจ้าเดือดร้อน พวกท่านจะตีข้าหรือด่าข้าอย่างไรก็ได้ แต่ตอนนี้จริงๆไม่สามารถไปเมืองหลวงได้ พวกเราเพิ่งกลับมาจากเมืองหลวงนะ!"
หงอวี่พูดไปพูดมาน้ำตาก็ไหลออกมา "ท่านพ่อของข้าเป็นถึงฮ่องเต้ มีตระกูลไป๋ ตระกูลฉี ลุงของข้า และอาของข้าคอยหนุนหลังอยู่ แต่ก็ยังสู้กับยายปีศาจเฒ่านั่นไม่ได้!"
"ตอนที่พวกเราออกจากเมืองหลวง ปีศาจเฒ่านั่นก็ลงมือกับท่านพ่อของข้าแล้ว!"
"ท่านย่า ข้ารู้ว่าท่านคิดถึงลุงใหญ่มากและอยากพาเขากลับมา แต่ถ้าหากตอนนี้พวกท่านเดินทางไปเมืองหลวงจะทำให้ผู้คนมากมายพลอยเดือดร้อนไปด้วย ข้าขอร้องท่าน ขอให้ท่านใจเย็นๆก่อนได้หรือไม่"
"ถ้าหากพวกท่านทนข้าไม่ได้แล้ว พรุ่งนี้ข้าจะไปเอง!"
สวี่ซิ่วอิงมองดูหงอวี่ที่น้ำตาไหลพรากไม่หยุด แต่ไม่กล้าร้องไห้ออกมาดังๆ ก็รู้สึกเจ็บปวดในใจอย่างยิ่ง
"เจ้าลูกคนนี้ เจ้าพูดอะไรออกมา ตอนนี้เจ้าเป็นลูกของข้า เจ้าก็ต้องเป็นไปตลอดชีวิต ข้าเลี้ยงเจ้ามานานขนาดนี้ พอปีกแข็งก็จะทิ้งพวกข้าไปแล้วหรือ"
"ท่านแม่..." หงอวี่ไม่อาจทนได้อีกต่อไป จึงซบหน้าลงบนอกของสวี่ซิ่วอิงและร่ำไห้ออกมาอย่างสุดจะทน
นับตั้งแต่รู้ว่าหลิ่วไฮว่ชิงคือลุงใหญ่ ในใจของเขาก็เตรียมพร้อมที่จะจากไปได้ทุกเมื่อแล้ว เขาเป็นเพียงลูกบุญธรรมเท่านั้น เขารู้ว่าตัวเองไม่มีค่ามากพอที่จะทำให้ตระกูลฉินยอมสละลุงใหญ่เพื่อเขา
ตอนแรกเล่อเหนียงที่ตั้งใจจะบอกท่านย่าว่าหลิ่วไฮว่ชิงคือลูกชายคนโตที่นางตามหามาตลอด เขาคิดจะห้ามน้องสาวเอาไว้ แต่คำพูดนั้นก็ติดอยู่ที่ริมฝีปากและสุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยออกมา เพราะไม่ว่าจะเป็นท่านย่าหรือทั้งครอบครัว พวกเขาล้วนมีสิทธิ์ที่จะรู้ความจริง
"เจ้าเด็กโง่ เหตุใดเจ้าถึงต้องร้องไห้ กลับห้องไปนอนเถอะ!" สวี่ซิ่วอิงมือหนึ่งจูงหงอวี่ อีกมือหนึ่งจูงเล่อเหนียง ปากก็เรียกเสี่ยวอู่กับเสี่ยวลิ่วให้กลับห้องไปนอน
ทั้งสี่คนนี้ล้วนเป็นลูกรักของนาง ไม่มีใครแตะต้องพวกเขาได้เด็ดขาด
แม่เฒ่าฉินมองดูสวี่ซิ่วอิงพาเด็กทั้งสี่กลับห้องไปแล้ว นางก็ค่อยๆสงบลงมา
"ท่านแม่..." ฉินเหล่าซื่อยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกแม่เฒ่าฉินขัดจังหวะเสียก่อน
"เจ้าคุกเข่าอยู่ตรงนั้นแหละ ห้ามลุกขึ้นจนกว่าฟ้าจะสาง!"
แม่เฒ่าฉินพูดจบก็สะบัดหน้ากลับเข้าห้องไป
"ท่านแม่ ข้าขอโทษ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเพราะข้าทั้งสิ้น ถ้าไม่มีข้า เรื่องมากมายเหล่านี้ก็คงไม่เกิดขึ้น!"
ทันทีที่หงอวี่เข้ามาในห้อง เขาก็คุกเข่าลงตรงหน้าสวี่ซิ่วอิง ทันที
สวี่ซิ่วอิงสีหน้าเย็นชาพลางเอ่ยว่า "ลุกขึ้น!"
เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และเล่อเหนียงได้ยินคำพูดของท่านแม่ก็รีบหดตัวไปอยู่ที่มุมเตียงทันที!
แย่แล้ว!
ท่านแม่โกรธแล้ว!
พี่เจ็ดระวังตัวด้วย!
หงอวี่ได้ยินคำพูดของสวี่ซิ่วอิง ร่างกายสั่นเทาก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้น "ท่านแม่..."
ปกติแล้วสวี่ซิ่วอิงมักจะพูดกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและนุ่มนวล แต่เพียงแค่น้ำเสียงเปลี่ยนไป พวกเขาก็รู้ว่านางกำลังโกรธ พวกเขาไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน แต่กลัวว่าท่านแม่จะโกรธเท่านั้น!
"ลุกขึ้นมา ขึ้นเตียงนอนได้แล้ว"
หงอวี่รีบลุกขึ้นมาทันที ถอดรองเท้าอย่างคล่องแคล่ว ปีนขึ้นเตียงแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมา นอนห่มอย่างว่าง่าย
เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และเล่อเหนียงก็รีบปีนขึ้นไปนอนเรียงกัน แล้วดึงผ้าคลุมตัวให้เรียบร้อย
ภายในห้องของสวี่ซิ่วอิงไม่มีเตียงเตา มีแต่เตียงเท่านั้น เมื่อหัวไชเท้าทั้งสี่นอนเรียงกัน สวี่ซิ่วอิงก็ไม่มีที่นอนแล้ว นางนั่งลงที่ขอบเตียงและจัดผ้าห่มให้พวกเขาแล้วกล่าวว่า
"ข้าไม่สนใจว่าคนภายนอกจะมองพวกเจ้าอย่างไร แต่พวกเจ้าต้องจำไว้ว่าพวกเจ้าทั้งสี่คนเป็นหนึ่งเดียวกัน!"
"และเสี่ยวชี แม้เจ้าจะไม่ใช่ลูกแท้ๆของข้า แต่นับตั้งแต่วันที่เหล่าซื่อเก็บเจ้ามา เจ้าก็เป็นลูกชายของข้าแล้ว ชาตินี้เจ้าอย่าคิดจะทิ้งพวกเราไป!"
หงอวี่ถามด้วยดวงตาแดงก่ำ "แต่ท่านแม่ แล้วเรื่องของท่านลุงใหญ่จะทำอย่าง"
"เขาเป็นพระสวามีขององค์หญิงนะ เป็นศัตรูกับท่านพ่อของข้า หากข้าอยู่ที่นี่ต่อไปจะนำความหายนะมาสู่ตระกูลไม่ใช่หรือ"
สวี่ซิ่วอิงขมวดคิ้วใช้ปลายนิ้วเช็ดน้ำตาที่หางตาของเขาแล้วกล่าวว่า "พอเถอะ นอนให้สบายเถิด เรื่องอื่นๆอย่าไปสนใจมากนัก!"
เมื่อหงอวี่ได้ยินดังนั้นก็ได้แต่หลับตาลงนอนอย่างว่าง่าย
เล่อเหนียง เสี่ยวอู่ และเสี่ยวลิ่ว ทั้งสามคนไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย แต่เมื่อเห็นสวี่ซิ่วอิงมองมาทางพวกเขาก็รีบหลับตาลงนอนทันที
อาจเพราะวันนี้เหล่าเด็กน้อยเล่นสนุกเกินไป บวกกับเรื่องวุ่นวายเมื่อครู่ทำให้เหนื่อยล้า ดังนั้นไม่นานพวกเขาก็หลับสนิท
เสี่ยวชีถึงขั้นส่งเสียงกรนเบาๆออกมา
สวี่ซิ่วอิงนั่งอยู่ข้างเตียงมองดูเด็กน้อยทั้งสี่คน แววตาเย็นชาปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ นางไม่สนใจว่าใครจะเป็นองค์หญิงหรือราชบุตรเขต เมื่อตอนที่นางแต่งเข้ามา ครอบครัวนี้ยากจนข้นแค้นมีเพียงสินสอดที่นางนำมาเท่านั้นที่ทำให้ครอบครัวนี้ประคองตัวอยู่ได้ ตอนนั้นฉินไห่เฉินก็ไม่ได้อยู่บ้านแล้ว นางไม่เคยพบกับคนที่เรียกว่าพี่ใหญ่คนนี้มาก่อนเลย
หากเพราะพี่ใหญ่ที่ไม่เคยพบหน้าคนนี้แล้วทำร้ายลูกของนาง ก็อย่าโทษนางที่จะพาลูกจากไป ก่อนหน้านี้นางอาจไม่มีความกล้าพอ แต่ตอนนี้ต่างออกไป อวี๋ชิงยึดอำนาจควบคุมตระกูลอวี๋กลับคืนมาสำเร็จแล้ว และเมื่อไม่นานมานี้ยังนำเงินสามพันตำลึงมามอบให้นางอีกด้วย
หากถึงเวลานั้นจริงๆก็อย่าโทษนาง นางเป็นคุณหนูใหญ่เพียงคนเดียวของตระกูลอวี๋ ตระกูลอวี๋อันยิ่งใหญ่นี้ย่อมเลี้ยงดูเด็กสี่คนได้อย่างแน่นอน!
บทที่ 585: สวรรค์เล่นตลก
"ท่านแม่ ข้าขอเข้าไปได้หรือไม่"
สือไห่ถังและหลิวซิ่วเถายืนอยู่หน้าประตูห้องของแม่เฒ่าฉินพลางเคาะประตูถาม
สวี่ซิ่วอิงพาเด็กๆกลับห้องไปแล้ว ตอนนี้จึงเหลือแต่พวกนางเท่านั้น
แม่เฒ่าได้ยินเสียงเคาะประตูจากด้านนอกก็ไม่ได้ตอบรับแต่อย่างใด ตอนนี้จิตใจของนางว้าวุ้นยิ่งนัก ตอนนี้นางก็ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี!
"ท่านแม่ ถ้าท่านไม่พูด ข้าจะถือว่าท่านตกลง!" สือไห่ถังตะโกนเสียงดัง
เมื่อเห็นว่าแม่เฒ่าฉินยังคงไม่ตอบคำของนาง นางจึงผลักประตูเข้า ทันทีที่เข้าไปก็เห็นแม่เฒ่าฉินนั่งกอดเข่าเหม่อลอยอยู่บนเตียงเตา
"ท่านแม่..."
"สะใภ้สาม เจ้าว่าข้าทำผิดหรือไม่" แม่เฒ่าฉินกล่าวอย่างสิ้นหวัง นางเพิ่งตื่นตระหนกเกินไปจนลืมเสี่ยวชีและเล่อเหนียงไปเสียสนิท
"ท่านแม่..." สือไห่ถังเองก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี!
นางไม่รู้ว่าควรจะปลอบแม่เฒ่าฉินอย่างไร แต่ตอนนี้นางจำเป็นต้องมาที่นี่ให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นหญิงชราผู้นี้อาจเกิดเรื่องขึ้นได้
"เจ้าว่าตอนนี้ข้าควรทำอย่างไรดี ฝ่ายหนึ่งคือลูกชายที่ข้าตามหามานาน อีกฝ่ายคือหลานชายของข้า ข้าทิ้งทั้งสองฝ่ายไม่ลงเลย!"
สือไห่ถังยังคงเงียบต่อไป หลิวซิ่วเถาก็ไม่รู้จะพูดอะไรเช่นกัน หลิวซิ่วเถาไม่เคยพบกับพี่ใหญ่ที่ว่านี้มาก่อนเลย หากจะพูดถึงความรู้สึกแล้ว แน่นอนว่าคงเทียบไม่ได้กับเล่อเหนียงและเสี่ยวชี
แต่นางก็รู้ว่าตระกูลฉินตามหาลูกชายคนนี้มานาน เป็นระยะเวลาสิบปีเต็ม
ความจริงแล้วสือไห่ถังรู้สึกแค้นเคืองฉินไห่เฉินอยู่ในใจ เมื่อก่อนเขาหนีออกจากบ้านไปอย่างไร้เหตุผล เหล่าเอ้อร์และเหล่าซานต้องออกไปตามหาเขาจึงไม่ได้ออกไปทำงาน
ไม่ได้ทำงานก็ไม่มีรายได้ ทั้งครอบครัวอยู่กันอย่างแร้นแค้น ตอนนั้นลูกชายของเขาป่วยหนักแต่กลับไม่มีเงินแม้แต่อีแปะเดียวพาไปหาหมอ
และในเวลานั้นเองสวี่ซิ่วอิงก็แต่งเข้ามา ทันทีที่แต่งเข้ามานางก็นำสินเดิมทั้งหมดของตนออกมาช่วยเหลือครอบครัว เพราะเหตุนี้ทั้งครอบครัวจึงอยู่รอดมาได้
แม้ว่านางจะมาเพื่อปลอบประโลมแม่เฒ่าฉิน แต่นางก็ไม่ได้เตรียมคำตอบใดไว้
นางเพียงแค่มาดูแลหญิงชราเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้นางเกิดเรื่องขึ้นเท่านั้นเอง
"สะใภ้สาม เจ้าอย่าได้นั่งเหม่ออยู่ตรงนั้นเลย มาคุยกับข้าหน่อยสิ ข้ารู้สึกอึดอัดใจเหลือเกิน!" แม่เฒ่าฉินเอ่ย
สือไห่ถังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า "ท่านแม่ ข้าไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรกับท่าน!"
"ท่านแม่ ข้าไม่รู้ว่าควรพูดอะไร!" สือไห่ถังยิ้มขื่น
"สะใภ้สาม เจ้าบอกข้าสิว่าข้าควรทำอย่างไร?"
แม่เฒ่าฉินพูดพลางยิ้มขื่น "ตอนนี้ข้าไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรแล้ว คนหนึ่งเป็นลูกชายข้า อีกคนเป็นหลานชายข้า เจ้าจะให้ข้าเลือกอย่างไรเล่า"
"เหตุใดสวรรค์จึงลงโทษข้าเช่นนี้ ข้าเพียงต้องการให้ลูกชายข้ากลับมาอย่างปลอดภัยเท่านั้น!"
"ท่านแม่ เมื่อท่านเอ่ยคำพูดนี้ออกมา ท่านก็ได้ตัดสินใจแล้วมิใช่หรือ" สือไห่ถังยิ้มขื่น
"จิตใจของท่านได้ตัดสินใจแล้ว ท่านเลือกพี่ใหญ้ไม่ใช่หรือไม่"
"ไม่ใช่!" แม่เฒ่าฉินเอ่ยอย่างร้อนรน
"เล่อเหนียงและเสี่ยวชีก็เป็นดวงใจของข้าเช่นกัน ข้าจะทิ้งพวกเขาได้อย่างไร"
สือไห่ถังตัดบทอย่างโหดร้าย "ตอนนี้ท่านไม่สามารถเลือกทั้งได้พร้อมกัน!"
"หากเป็นเพียงความขัดแย้งธรรมดา ผู้คนอาจเปลี่ยนจากศัตรูเป็นมิตรได้ แต่ไทเฮาก็หมายเอาชีวิตเขาหลายครั้งแล้วนะ!"
"พวกเราทั้งครอบครัวต้องพยายามมากแค่ไหนเพื่อให้มีชีวิตรอด เฉิงอัน เหล่าซื่อ และ ฮั่นหลินต่างเอาชีวิตเข้าแลก เพียงเพื่อหวังจะได้ชื่อเสียงกลับมาให้เสี่ยวชีได้เปรียบในการต่อสู้ เพื่อให้พวกเรามีชีวิตรอด!"
สือไห่ถังยิ่งพูดก็ยิ่งร้อนรน "ท่านแม่ ข้ารู้ว่าท่านคิดถึงพี่ใหญ่มาก แต่ตอนนี้พวกเราไม่สามารถทำอะไรได้และไม่สามารถตัดสินใจแทนเขาได้ แต่ตอนนี้พี่ใหญ่มีตำแหน่งสูงส่ง ท่านคิดว่าเขายังจะจำพวกเราได้หรือ ท่านคิดว่าถ้าพวกเราไปพบเขา พวกเราจะยังมีชีวิตรอดหรือ"
แม่เฒ่าฉินฟังคำพูดของสือไห่ถังแล้วร่างกายก็สั่นไปทั้งร่าง นางส่ายหน้าอย่างแรงพลางพึมพำ "เขาเป็นลูกของข้า เขาไม่มีทางทำร้ายข้าแน่!"
"ลูกของข้า ข้ารู้จักเขาดีที่สุด เขามีนิสัยซื่อสัตย์ ไม่มีทางไปยุ่งเกี่ยวกับการฆ่าคนแน่นอน!"
สือไห่ถังเห็นท่าทางของนางแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดในใจ แต่ก็มีบางอย่างที่จำเป็นต้องพูดออกมา! หากไม่พูดออกมาพวกเราต้องตายเป็นแน่!
"ซิ่วเถา เจ้าอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ที่นี่เถิด ข้าจะออกไปสูดอากาศสักหน่อย!" สือไห่ถังกุมหน้าอกเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
หัวใจของนางก็เจ็บปวดยิ่งนัก
ด้านนอกประตูลิ่งอวี่ ลิ่งหมิง ลิ่งเฟิง ลิ่งเหวิน และลิ่งตงต่างยืนอยู่ด้วยสีหน้ากังวล เมื่อเห็นสือไห่ถังเดินออกมาก็รีบเข้าถามไถ่
"ป้าสะใภ้สาม ท่านย่าเป็นอย่างไรบ้างขอรับ" ลิ่งอวี่ถามด้วยความเป็นห่วง
เขาเพิ่งกินข้าวเสร็จแล้วก็กลับเข้าไปในห้องทันที ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอก! แต่เมื่อได้ยินเสียงอึกทึกแล้วถึงได้วิ่งออกมา!
หลังจากวิ่งเข้ามาต้องใช้เวลาพิจารณาอยู่นานกว่าจะรู้ว่าลุงใหญ่ของเขายังมีชีวิตอยู่และตอนนี้เป็นพระสวามีขององค์หญิง
เมื่อได้ยินข่าวนี้สมองของเขาก็มึนงงไปชั่วขณะ เขารู้ตัวตนของเสี่ยวชีดี แต่ตอนนี้ลุงใหญ่ที่ครอบครัวของเขาตามหามานาน กลับกลายเป็นพระสวามีขององค์หญิงและเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับพ่อของเสี่ยวชี!
"ไม่เป็นไร ท่านย่าของเจ้าแค่ตกใจเท่านั้น รอถึงพรุ่งนี้นางก็จะดีขึ้นแล้ว!" สือไห่ถังลูบศีรษะของลิ่งตงแล้วบอกให้พวกเขากลับไปนอน
"ป้าสะใภ้สาม บอกข้าตามตรงเถิด วันนี้ท่านย่าตัดสินใจทำอะไรกันแน่!"
ลิ่งอวี่จ้องมองสือไห่ถังอย่างจริงจัง "หรือว่าท่านย่าจะเตรียมส่งเสี่ยวชีไปแล้ว"
สือไห่ถังได้ยินคำพูดของลิ่งอวี่ก็โกรธจนยกมือขึ้นเขกศีรษะเขาทีหนึ่ง "เจ้าเด็กน้อย พูดจาเหลวไหลอะไรกัน"
"ย่าของเจ้ารักและเอ็นดูเสี่ยวชีกับเล่อเหนียงมากที่สุด พวกนางจะยอมให้สองคนนั้นเป็นอันตรายได้อย่างไร" สือไห่ถังขมวดคิ้วแล้วดุด่า ลิ่งอวี่นั้นดีทุกอย่าง เพียงแต่จิตใจอ่อนไหวเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่หญิงผู้นั้นจากไป จิตใจของเขายิ่งอ่อนไหวมากขึ้น
"พอเถอะ พอเถอะ พวกเจ้าไม่ต้องยุ่งเรื่องนี้แล้ว รีบกลับไปนอนเสียเถิด ย่าของพวกเจ้าเป็นคนที่เข้าใจอะไรได้ง่าย ไม่ช้านางจะเข้าใจเรื่องนี้เอง!"
สือไห่ถังไล่พวกเขากลับห้องนอน เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กๆไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว!
"ป้าสะใภ้สาม..."
ลิ่งอวี่ยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกสือไห่ถังขัดขึ้นทันที "พอแล้วลิ่งอวี่ เจ้าเป็นพี่ชายคนโต จงดูแลน้องๆให้ดีได้หรือไม่?"
"เรื่องของผู้ใหญ่ก็ปล่อยให้ผู้ใหญ่จัดการเถิด ตกลงหรือไม่"
ลิ่งอวี่จำใจพาน้องชายกลับห้องไป
เขาตัดสินใจในใจว่าคืนนี้จะไม่นอน พรุ่งนี้เช้าจะมารอเจอท่านย่า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไม่ยอมให้ท่านย่าส่งเสี่ยวชีไปเด็ดขาด
สวี่ซิ่วอิงเห็นเด็กๆหลับไปแล้วจึงหยิบห่อผ้าออกมาใบหนึ่ง แล้วเก็บเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นใส่ลงไปข้างในยังสั่งการลับๆ และให้หมิงจิ่นไปนำรถม้ามา!
ฟ้ายังไม่สางสวี่ซิ่วอิงก็ปลุกพวกเด็กๆขึ้นมา หลังจากสวมเสื้อผ้าให้พวกเขาแล้วก็พาพวกเขาเดินออกไปข้างนอก
บทที่ 586: พาลูกหนีออกจากบ้าน
เด็กๆทั้งหลายเดินตามมารดาไปที่ประตูอย่างงุนงง ตอนนี้ภายในลานบ้านว่างเปล่า นอกจากเหล่าซื่อที่คุกเข่าอยู่ในลานไม่มีใครอยู่ที่นั่นเลย
ฉินเหล่าซื่อเห็นสวี่ซิ่วอิงพาลูกๆออกมาพร้อมห่อของในมือ ดวงตาของเขาหม่นลงเล็กน้อยแล้วพูดเบาๆว่าให้ระวังตัวด้วย
ด้วยความรักของสามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันมาหลายปี ฉินเหล่าซื่อจะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่าเหตุใดสวี่ซิ่วอิงถึงทำเช่นนี้
เขาถึงกับเห็นด้วยเสียอีก!
ตอนแรกเขาไม่ได้บอกท่านแม่เกี่ยวกับการมีอยู่ของหลิ่วไฮว่ชิงก็เพราะมีความเห็นแก่ตัวอยู่
เขารู้ว่าถ้าท่านแม่รู้ข่าวของพี่ใหญ่ นางจะตกใจอย่างแน่นอนและจะต้องอยากออกตามหาพี่ใหญ่กลับมาด้วย
ถ้าเป็นเช่นนั้นเสี่ยวชีของเขาก็จะอยู่ไม่ได้แล้ว!
เสี่ยวชีไม่ใช่แค่บุตรบุญธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ช่วยชีวิตของเล่อเหนียงอีกด้วย
แม้ว่าเขาจะรับเสี่ยวชีมาเลี้ยงไม่นานนัก แต่เขาก็รักและดูแลเสี่ยวชีเหมือนลูกชายแท้ๆของตัวเอง สวี่ซิ่วอิงย่อตัวลงกอดฉินเหล่าซื่อแล้วจุมพิตที่ใบหน้าของเขาสองครั้งก่อนจะพาเด็กๆไป
ฉินเหล่าซื่อมองภรรยาของตนพาลูกๆจากไปด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์ เขาไม่โกรธเคืองภรรยา เพราะเขารู้ว่าการกระทำของนางนั้นถูกต้องแล้ว
ท่านแม่ยึดติดกับพี่ใหญ่มากเกินไป ดังนั้นตอนนี้เขาจึงทำได้แค่นี้ การที่ภรรยาของเขาพาลูกๆจากไปสักระยะหนึ่งกลับเป็นเรื่องดี
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้ท่านแม่ตัดสินใจได้! นอกประตูหมิงจิ่นได้นำรถม้ามาถึงแล้ว
พวกเล่อเหนียงขึ้นรถม้าด้วยสีหน้ามึนงงก่อนจะพากันออกจากหมู่บ้านไป
"ท่านแม่ พวกเราจะไปที่ใดหรือ" เสี่ยวชีเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้
ขณะที่เขาพูดดวงตาของเขาก็แดงขึ้นอีกครั้ง เขาเข้าใจว่าเหตุใดท่านแม่จึงทำเช่นนี้
แต่ตัวเขาสมควรให้ท่านแม่ทำถึงเพียงนี้จริงหรือ สวี่ซิ่วอิงยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาของเขาเบาๆแล้วกล่าวว่า
"เหตุใดเจ้าถึงร้องไห้"
"ข้าจะกลับบ้านเกิดน่ะสิ พวกเจ้ายังไม่เคยพบน้าของเจ้าสินะ ข้าจะพาเจ้ากลับไปพบน้าของพวกเจ้า!"
เล่อเหนียงเด็กน้อยคนนี้ได้ยินคำพูดของสวี่ซิ่วอิงแล้วก็ชะงักงัน พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตนเองยังมีน้าอีกคน
ไม่ใช่ว่าท่านตากับท่านยายจากไปตั้งแต่ท่านแม่ยังเด็กหรือ พวกเขามีน้าตั้งแต่เมื่อใดกัน พวกเขาไม่เห็นรู้เรื่องเลย
"ท่านแม่ พวกเรามีท่านน้าเพิ่มตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ" เล่อเหนียงถามด้วยความสงสัยพลางกะพริบตาปริบๆ
"เจ้าเด็กน้อย อะไรกันที่ว่ามีน้าเพิ่มอีกคน?"
สวี่ซิ่วอิงเคาะศีรษะน้อยๆของเล่อเหนียงแล้วพูดว่า "พวกเจ้ามีน้ามาตลอดอยู่แล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้แม่กับน้าของเจ้าเกิดเรื่องขึ้นเล็กน้อย ดังนั้นจึงไม่ได้ไปหาพวกเขา แต่ตอนนี้ความเข้าใจผิดได้คลี่คลายแล้ว แม่จะพาพวกเขาเจ้ากลับไปเยี่ยมพวกเขา!"
"งั้นพวกเรากำลังจะไปจิ้นโจวใช่หรือไม่" หงอวี่เหลือบมองท้องฟ้าภายนอกที่ยังไม่สว่างแล้วเอ่ยปากถามขึ้น แม่ของเขาออกไปครั้งนอกน้อยครั้งมาก ครั้งเดียวที่ออกไปก็คือไปเมืองจิ้นโจว และไปอยู่หลายวันเลยทีเดียว!
หากเขาเดาไม่ผิด ท่านน้าน่าจะอยู่ในเมืองจิ้นโจวสินะ
"ใช่แล้ว เสี่ยวชี เจ้าช่างเก่งเหลือเกิน สมแล้วที่เป็นลูกชายของข้า!" สวี่ซิ่วอิงประคองใบหน้าเล็กๆของเขาพลางชมเชย
พวกเขาพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็นึกขึ้นได้ว่าสวี่ซิ่วอิงเคยไปเมืองจิ้นโจวมาก่อนจริงๆ ดังนั้น พวกเขาจึงรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับท่านน้าที่อยู่ในเมืองจิ้นโจวเป็นอย่างมาก!
"พอเถอะ ลูกรักทั้งหลาย ตอนนี้ยังเช้าอยู่ นอนต่ออีกสักหน่อยดีหรือไม่ รอให้ฟ้าสว่างก่อน พวกเราค่อยแวะหาอะไรกินสักหน่อยแล้วออกเดินทางกัน!" สวี่ซิ่วอิงพูดด้วยสีหน้าเอ็นดู
"รับทราบแล้ว"
สี่หัวหัวไชเท้ารับคำแล้วก็ล้มตัวนอนลงทันที ก่อนหน้านี้ตอนออกเดินทางซิ่วอิงได้ให้หมิงจิ่นหมิงจูถอดเก้าอี้ในรถม้าออกแล้วปูผ้านวมชั้นหนึ่งบนรถม้า บนผ้านวมปูเสื่อเย็นที่ให้ความเย็นสบายอีกผืนหนึ่ง!
ตอนนี้อากาศยังร้อนมาก ถ้าไม่ปูเสื่อเย็นไว้ พวกเด็กๆอาจจะทนไม่ไหว
สวี่ซิ่วอิงมองดูเด็กพวกนี้แม้จะนอนลงแล้ว แต่ยังคงกระซิบกระซาบกันอย่างตื่นเต้น นางก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างจนปัญญา ช่างเถอะ พวกเขาคงตื่นเต้นเกินไปจึงนอนไม่หลับ
เมื่อพวกเขานอนไม่หลับ นางก็จะนอนแทนพวกเขาเอง นางคิดเช่นนั้นแล้วเอนตัวพิงรถม้า เมื่อหลับตาลงไม่นานก็ผล็อยหลับไป
ลิ่งอวี่ไม่ได้นอนเลยทั้งคืน เมื่อฟ้าเริ่มสางเขาก็ไปรออยู่นอกห้องของแม่เฒ่าฉินแล้ว
ลิ่งหมิงและลิ่งเฟิงก็นอนไม่หลับเช่นกัน เมื่อเห็นพี่ใหญ่รออยู่นอกห้องท่านย่า พวกเขาจึงไปหาเสี่ยวชีกับเล่อเหนียง ไม่รู้ว่าพวกเขาตื่นแล้วหรือยัง
พวกเขาเข้าไปในห้องของเสี่ยวชี เสี่ยวอู่ รวมถึงห้องของเสี่ยวลิ่วก่อน เพื่อดูว่าพวกเขาอยู่หรือไม่ ผลลัพธ์เป็นไปตามที่คาดไว้ พวกเขาไม่ได้อยู่ในห้อง!
ดังนั้นพวกเขาจึงไปรอที่หน้าห้องของสวี่ซิ่วอิงสักพัก เห็นว่าฟ้าสว่างแล้วแต่สวี่ซิ่วอิง ยังไม่ออกมาจึงเข้าไปเคาะประตู
น่าเสียดายที่พวกเขาเคาะประตูนานแล้ว แต่สวี่ซิ่วอิงก็ยังไม่เปิดประตู
"สวรรค์! ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นใช่หรือไม่" ลิ่งเฟิงกล่าวอย่างเกินจริง
"ชู่! เงียบ!" ลิ่งหมิงตบศีรษะของเขาพลางเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวภายใน
แต่เขาฟังอยู่พักหนึ่งก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยจากข้างใน ตามหลักแล้วฟ้าสางแล้ว อาสะใภ้คนที่สี่ควรจะออกมาแล้วไม่ใช่หรือ แต่เหตุใดเวลานี้ยังไม่ออกมาอีก
"ไม่ถูกต้อง!" ลิ่งหมิงตะโกนขึ้นพร้อมกับผลักประตูเปิดออก
เห็นเพียงห้องว่างเปล่า ไม่มีเงาของผู้คนแม้แต่คนเดียว ผ้าห่มบนเตียงถูกพับเรียบร้อย
ลิ่งหมิงและลิ่งเฟิงทั้งสองคนรู้สึกเหมือนศีรษะถูกฟ้าผ่า พวกเขาได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ สมองของพวกเขาเต็มไปด้วยความคิดว่าน้องสาวหายไปแล้ว!
"ท่านย่า ไม่ดีแล้ว เล่อเหนียงกับพวกเสี่ยวชีหายไปกันหมดแล้ว!" ลิ่งหมิงตะโกนเสียงดังลั่นจนทำให้คนในบ้านตื่นขึ้น
สือไห่ถังและฉินเหล่าซานวิ่งออกมาโดยไม่ทันได้สวมเสื้อผ้าด้วยซ้ำ
"เจ้าพวกเด็กแสบ พวกเจ้าเสียงดังโวยวายอันใด" ฉินเหล่าซานโกรธจัดวิ่งเข้าไปคว้าตัว ลิ่งหมิงพร้อมจะลงมือ!
"ท่านพ่อ ข้าไม่ได้ตะโกนเล่นๆนะ เล่อเหนียงกับเสี่ยวชีหายตัวไปแล้ว!"
"ไม่ใช่แค่เล่อเหนียงกับเสี่ยวชีเท่านั้น อาสะใภ้สี่ เสี่ยวอู่ และเสี่ยวลิ่วก็หายไปด้วย!"
ฉินเหล่าซานได้ยินดังนั้นก็ชะงักค้าง เขาปล่อยมือจากลูกชายของตน แล้วหันไปสบตากับภรรยา
สือไห่ถังเมื่อได้ยินข่าวนี้ก็มีรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก นางรู้สึกว่าการที่สะใภ้สี่พาลูกๆจากไปเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
สิ่งเดียวที่ไม่ถูกต้องก็คือเหตุใดนางจึงไม่บอกล่วงหน้าเล่า
หากบอกกันสักก็สามารถให้เงินติดตัวแก่นางได้บ้าง ถึงอย่างไรการออกไปพักผ่อนหย่อนใจก็ต้องใช้เงินอยู่ดี
แม่เฒ่าฉินแต่เดิมก็ไม่ได้นอนทั้งคืน ตอนนี้เพิ่งจะหลับไปก็ได้ยินเสียงของลิ่งหมิงดังลั่นบ้าน ตอนแรกนางไม่เข้าใจว่าเขาตะโกนว่าอะไร
ตอนแรกเสียงยังอยู่ไกล นางไม่เข้าใจความหมายของลิ่งหมิง
ต่อมาเมื่อลิ่งหมิงวิ่งเข้ามาบอกว่าเล่อเหนียงและเสี่ยวชีหายไป ร่างกายของนางสั่นไหวเล็กน้อย จนแทบจะทรงตัวไม่อยู่
"เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้" แม่เฒ่าฉินพึมพำ
"ข้าเพียงแค่ต้องการพาลูกชายของข้ากลับมาเท่านั้น เหตุใดพวกเขาจึงไม่ยอมรับลูกชายของข้าเล่า"
"ท่านพ่อ ข้าจะไปหาอาสะใภ้สี่!" ลิ่งอวี่กล่าวพลางวิ่งออกไป
แต่เพียงก้าวได้สองก้าวก็ถูกฉินเหล่าซื่อหยุดไว้
"ลิ่งอวี่ ไม่มีประโยชน์หรอก!"
บทที่ 587: เพิ่มลุงอีกคนหรือ?
"อาสี่ เล่อเหนียงและอาสะใภ้สี่พวกเขาหายไปกันหมดแล้ว เหตุใดท่านยังใจเย็นอยู่เล่า"
ลิ่งอวี่ร้อนใจจนแทบตายอยู่แล้วอาสะใภ้สี่พาน้องชายน้องสาวหนีออกจากบ้านไปนะ เหตุใดอาสี่ยังนิ่งดูดายอยู่ได้
"ไม่เป็นไร ข้ารู้ว่าพวกเขาไปที่ไหน พวกเจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนางหรอก!" ฉินเหล่าซื่อกล่าวพร้อมรอยยิ้มขมขื่น
เขาเพิ่งกลับบ้านมาได้ไม่นาน แต่กลับต้องเจอกับเรื่องน่าปวดหัวเช่นนี้ ตอนนี้เขารู้สึกหมดเรี่ยวแรงและไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี ด้านหนึ่งคือพี่ใหญ่ อีกด้านหนึ่งคือลูกชาย!
แม่เฒ่าฉินได้ยินว่าสวี่ซิ่วอิงพาลูกหนีออกจากบ้านไป ในใจพลันรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา เพราะเมื่อคืนนางคิดจะส่งเสี่ยวชีไปจริงๆ
ลูกชายโตนั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่ออกมาจากท้องนาง เป็นลูกที่นางรักและเป็นห่วงที่สุด หากต้องสละเขาเพื่อเสี่ยวชี นางทำไม่ได้จริงๆ! เพียงแต่นางไม่คิดว่าสวี่ซิ่วอิงจะสุดโต่งถึงขนาดพาลูกหนีไป! ตอนนี้นางรู้สึกงุนงงและไม่รู้จะทำอย่างไรดี
นางไม่รู้ว่าการกระทำเช่นนี้ของนางถูกหรือผิด
"ท่านย่า ท่านพูดอะไรสักคำสิขอรับ!" ฉินลิ่งอวี่เห็นว่าอาสี่ไม่พูดอะไร จึงหันไปมองแม่เฒ่าฉิน!
แต่ว่าท่าทางของผู้เป็นย่านั้นได้บอกทุกอย่างหมดแล้ว เพราะตอนนี้นางกำลังหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้อง
"โอ้ย นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย" ฉินลิ่งอวี่ร้องตะโกนอย่างสิ้นหวัง
"ข้าขอถามพวกท่านหน่อย มีใครจำได้บ้างหรือไม่ว่าข้าต้องไปสอบขุนนางพรุ่งนี้ ช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ พวกท่านก่อเรื่องวุ่นวายแบบนี้ มีเจตนาไม่ให้ข้าไปสอบใช่หรือไม่"
"หรือว่าพรุ่งนี้ข้าควรไปลาออกจากสำนักศึกษาเสียเลย ไม่ต้องเรียนอีกต่อไปแล้ว!"
คำพูดของฉินลิ่งอวี่ก็ได้ผลอยู่บ้าง อย่างน้อยที่สุดฉินเหล่าเอ้อร์ก็รีบลากเขาเข้าห้องไป
"เจ้าเด็กแสบ เจ้าอยู่เฉยๆหน่อยได้หรือไม่ กลับไปอ่านหนังสืออยู่ในห้องดีๆ แล้วก็ช่วยดูแลน้องชายให้ข้าด้วย!"
ฉินเหล่าเอ้อร์ก็ปวดเศียรเวียนเกล้าไม่ใช่น้อย "เรื่องของผู้ใหญ่ก็ควรให้ผู้ใหญ่จัดการเถิด!"
"ไม่ได้ พวกท่านต้องคิดหาวิธีมาให้ข้า ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าจะส่งผลกระทบต่อการสอบขุนนางของข้า!"
สำหรับฉินลิ่งอวี่ ตอนนี้เรื่องการสอบขุนนางสำคัญที่สุด!
หลังจากออกเดินทางกันมาตั้งแต่ สวี่ซิ่วอิงและคณะได้ออกจากอำเภอชิงเหอแล้ว ตอนนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองจิ้นโจว
"ฮูหยิน ข้างหน้ามีคนขวางทางอยู่!" ระหว่างเดินทาง จู่ๆรถม้าก็หยุดลง หมิงจิ่นที่อยู่ด้านนอกมองเห็นกลุ่มคนด้านหน้าอย่างตื่นตระหนก
การเดินทางครั้งนี้มีเพียงหมิงจิ่นและหมิงจูที่ติดตามออกมา ฝ่ายตรงข้ามมีคนมากมายเช่นนี้พวกเขาคงสู้ไม่ไหวแล้ว
สวี่ซิ่วอิงเปิดม่านมองออกไปด้านนอก เมื่อเห็นคนคุ้นเคยก็ยิ้มทันที
"อาชิง!"
อวี๋ชิงเดินมาพร้อมรอยยิ้ม "พี่สาว ท่านพาเด็กๆกลับมาเหตุใดไม่บอกข้าสักคำ หากท่านบอกข้า ข้าจะไปรับท่านถึงอำเภอชิงเหอเลย!"
"พี่สาวหรือ"
เล่อเหนียงและพี่ชายทั้งสามคนร้องออกมาพร้อมกัน หากพวกเขาจำไม่ผิด คนตรงหน้านี้น่าจะเป็นอวี๋ชิง คุณชายอวี๋ที่เคยมาหาท่านแม่เพื่อให้นางซ่อมชุดแต่งงานใช่หรือไม่
สิ่งที่ทำให้เล่อเหนียงประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคืออวี๋ชิงผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดาเลย นางเคยเห็นเขาในงานเลี้ยงที่วังหลวง ครอบครัวของเขาเป็นถึงพ่อค้าในราชสำนักเชียวนะ!
"เด็กๆทั้งหลายมาทำความรู้จักกันใหม่กันเถอะ ข้าชื่ออวี๋ชิงเป็นน้าของพวกเจ้า!" อวี๋ชิงเอ่ยพลางปีนขึ้นรถม้า "ข้าจำท่านได้ ข้าเคยเห็นท่านในงานเลี้ยงที่วังหลวง!"
เล่อเหนียงไม่ได้ดีใจอย่างที่คิดไว้ แต่กลับมองเขาด้วยสีหน้าระแวดระวัง!
นางเข้าใจได้ว่าท่านแม่ของนางได้พบครอบครัวแล้ว!
นางเข้าใจได้ว่าท่านแม่ของนางได้หาน้าให้นาง!
แต่เหตุใดท่านน้าของนางถึงเป็นอวี๋ชิงได้เล่า
ตระกูลอวี๋นี้เป็นพ่อค้าในราชสำนักเชียวนะ และครอบครัวเขายังเป็นพ่อค้าในราชสำนักเชียวมาร้อยปีแล้ว แล้วเหตุใดพวกเขาปล่อยให้ท่านแม่ของนางต้องระหกระเหินอยู่ข้างนอกเล่า
"เล่อเหนียง เจ้าดูไม่ค่อยมีความสุขเท่าไรนัก!" อวี๋ชิงกล่าวพลางยิ้ม
พี่สาวเคยบอกเขาถึงความพิเศษของเล่อเหนียง ดังนั้นจึงรู้ว่าเล่อเหนียงไม่ใช่เด็กหญิงธรรมดา! การที่มีจิตใจแก่กว่าวัยเล็กน้อยก็เป็นเรื่องปกติ!
"ท่านเป็นน้าของข้าจริงหรือ" เล่อเหนียงถามอย่างสงสัย
ไม่เพียงแต่นางที่สงสัย แม้แต่หงอวี่ เสี่ยวอู่ และเสี่ยวลิ่วก็มีสีหน้าสงสัยเช่นกัน ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยได้ยินท่านแม่พูดถึงเลยว่ายังมีน้าอีกคนหนึ่ง!
และน้าคนนี้ยังมีฐานะสูงส่งถึงเพียงนี้!
ตอนนี้ไม่ใช่ความประหลาดใจอีกต่อไป แต่เป็นความตกใจกลัวเสียมากกว่า!
"ถูกต้อง ข้าคือน้าของพวกเจ้า เป็นน้าแท้ๆเชียวนะ!" อวี๋ชิงมองเด็กทั้งสี่ด้วยสายตาเอ็นดู!
บอกได้เลยว่าตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาได้เห็นเด็กเหล่านี้ เขาก็รู้สึกถึงความผูกผันอย่างบอกไม่ถูก เขายังสงสัยว่าเหตุใดถึงรู้สึกผูกผันกับเด็กแปลกหน้าคนหนึ่งได้
ภายหลังถึงได้รู้ว่านี่คือหลานแท้ๆของเขาเอง! โดยเฉพาะอย่างยิ่งเล่อเหนียง เด็กอ้วนตัวน้อยคนนี้ ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน!
"ในเมื่อท่านเป็นน้องชายของท่านแม่ข้า และครอบครัวของพวกท่านก็ร่ำรวยถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงปล่อยให้ท่านแม่ข้าต้องระหกระเหินอยู่ข้างนอกด้วย"
เล่อเหนียงพูดอย่างโกรธๆว่า "ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าต้องทนทุกข์ทรมานมากเพียงใดตั้งแต่ยังเด็ก ต้องผ่านความยากลำบากมามากแค่ไหน"
"ท่านพ่อของข้าคอยปกป้องนาง ตระกูลของย่าข้าก็เป็นครอบครัวที่ดีเลิศ ท่านลองคิดดูสิ ถ้าเป็นครอบครัวธรรมดาทั่วไป ท่านแม่ของข้าคงถูกรังแกจนตายไปนานแล้ว!"
ยิ่งเล่อเหนียงพูดหัวใจของอวี๋ชิงก็ยิ่งเจ็บปวด เขาตามหาพี่สาวของเขามาตลอด แต่ไม่ว่าเขาจะตามหาอย่างก็ไม่พบ
สิ่งที่นางพูดก็ไม่ผิด ครอบครัวของพวกเขารวยมาก แต่เหตุใดเขาถึงหาพี่สาวไม่พบล่ะ พูดตรงๆก็คือเขาไม่ได้ทุ่มเทอย่างเต็มที่นั่นเอง!
"ขออภัยด้วย เป็นความผิดของข้าเอง!"
อวี๋ชิงกล่าวด้วยความรู้สึกเสียใจเล็กน้อย "ต่อไปนี้น้าจะไม่ยอมให้ใครรังแกเจ้า ไม่ว่าใครก็ไม่มีทางรังแกเจ้าได้"
เล่อเหนียงได้ยินคำพูดของเขาแล้วจึงแค่นเสียงไม่พอใจ "ถ้าเช่นนั้นท่านต้องจำคำพูดของท่านให้ดีนะ ข้าจะจดจำไว้ในสมองเล็กๆนี้แล้ว!"
"ถ้าหากภายหลังท่านจำไม่ได้ ข้าจะมาเอาเรื่องกับท่านเอง!"
"งั้นพวกเราเกี่ยวก้อยกันดีหรือไม่" อวี๋ชิงกล่าวด้วยสีหน้าเอ็นดู
เล่อเหนียงยื่นนิ้วมืออวบอ้วนเล็กๆออกมา แต่เพิ่งจะเกี่ยวนิ้วก้อยไปนิดเดียว
"ถ้าเช่นนั้นข้าก็ต้องเกี่ยวก้อยด้วย"
"ข้าด้วย!"
เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และเสี่ยวชีพูดขึ้นพร้อมกัน
"ดี เกี่ยวก้อยกันทุกคนเลย!" อวี๋ชิงยิ้มแล้วเกี่ยวก้อยกับสมบัติตัวน้อยน้อยทีละคน
พี่สาวพูดถูกแล้ว เด็กๆพวกนี้ล้วนเป็นสมบัติล้ำค่า
แต่ละคนช่างน่ารักเสียจริงๆ
"พี่สาว เหตุใดท่านถึงกลับมาอย่างกะทันหันเช่นนี้" อวี๋ชิงถามหลังจากเล่นกับพวกเขาสักครู่
เขาไม่ได้รู้ตั้งแต่นางออกมาจากบ้านตระกูลฉิน แต่ได้รู้ระหว่างทางกลับมา เพราะพ่อบ้านของพวกเขาเพิ่งกลับมาจากอำเภอชิงเหอพอดี และได้เห็นสวี่ซิ่วอิงกับพวกนางพาเด็กๆมุ่งหน้ามายังเมืองจิ้นโจว
ดังนั้นพ่อจึงรีบควบม้ากลับมารายงานเขา เขาจึงรีบนำคนมารับพวกนางด้วยความกังวล!
สวี่ซิ่วอิงได้ยินคำพูดของอวี๋ชิง ดวงตาของนางวูบไหวเล็กน้อย "ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากพาเด็กๆกลับมาเยี่ยมบ้านสักหน่อย!"
นางไม่ตั้งใจจะบอกอวี๋ชิงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
คนรู้เรื่องมากขึ้นอีกคนก็เพิ่มความกังวลใจขึ้น
"พี่สาว ยังจะปิดบังข้าอีกหรือ" อวี๋ชิงกล่าวด้วยความไม่พอใจ
สวี่ซิ่วอิงสบตากับเขาแล้วถอนหายใจ จากนั้นจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบออกมา!
บทที่ 588: พวกเจ้าสมองมีปัญหาหรืออย่างไร
"เพื่อคนอกตัญญูผู้นั้น หญิงชราผู้นั้นก็ไม่ต้องการพวกท่านแล้วหรือ"
อวี๋ชิงกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชาหลังจากรู้เรื่องราวทั้งหมด เขาถึงกับเปลี่ยนคำเรียกแม่เฒ่าฉินเป็นหญิงชราผู้นั้น
หงอวี่กล่าวด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย "ท่านน้า เรื่องนี้ไม่ใช้ความผิดท่านย่าหรอก ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของข้า!"
"การมีตัวตนของข้า ทำให้ท่านย่าลำบากใจ!"
"พูดจาเหลวไหล!" อวี๋ชิงจ้องหลานชายเขม็งพลางกล่าวว่า "ยุคสมัยนี้ เจ้าคิดว่าเนื้อชิ้นนั้นจะเป็นของเขาจริงๆ เพียงเพราะเขาเป็นคนทำมันตกลงมาหรือ"
"องค์หญิงผู้สูงศักดิ์เป็นคนอย่างไร นางเป็นคนที่หากต้องการสังหารฮ่องเต้ก็จะไม่ปิดบังอีกต่อไป แล้วสามีของนางจะแตกต่างไปได้สักเท่าเท่าไหร่"
"และที่สำคัญที่สุดคือท่านราชบุตรเขยมาจากตระกูลหลิ่ว ซึ่งเป็นตระกูลใหญ่อันดับต้นๆของเมืองหลวง หากองค์หญิงผู้สูงศักดิ์รู้ว่าพระสวามีที่เลือกสรรมาอย่างพิถีพิถันกลับเป็นชายที่มาจากครอบครัวชาวนา เจ้าคิดว่านางจะทำอย่างไรเพื่อปกปิดความอัปยศนี้"
ตระกูลอวี๋เป็นพ่อค้าในราชสำนักมาหลายร้อนปี เขาคลุกคลีกับคนในราชสำนักมาตั้งแต่เด็ก ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอุปนิสัยและวิธีการของคนในราชสำนัก เพราะเขารู้ดีราวกับรู้จักฝ่ามือตัวเอง
ตอนนี้แม่เฒ่าฉินต้องการไปรับลูกชายคนโตของนาง นั่นเท่ากับเดินเข้าสู่หนทางแห่งความตายอย่างแน่นอน อีกทั้งยังเป็นหนทางแห่งความตายที่จะทำให้ทั้งครอบครัวต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย!
"พี่สาว ท่านกับพี่เขยจงหย่าจากกันเถิด!"
อวี๋ชิงพูดจาไม่เกรงใจผู้ใด คำพูดที่เอ่ยออกมาทำให้พวกเขาตกใจจนสะดุ้งโหยง
"อาชิง เจ้ากำลังพูดเรื่องบ้าบออะไรกัน" สวี่ซิ่วอิงกล่าวอย่างโกรธเคืองพลางดึงหูของนางชายเบาๆ
สี่หัวไชเท้าน้อยมองน้าชายด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
"ท่านพี่ ข้าไม่ได้พูดจาเหลวไหล หากแม่เฒ่าฉินยืนกรานจะไปรับลูกชายคนโตของนางที่เมืองหลวง ตระกูลฉินจะต้องพบจุดจบอย่างแน่นอน!"
"ตระกูลฉินอาจตกอยู่ในอันตรายจริงๆ ดังนั้นหากท่านกับพี่เขยหย่าร้างกัน อย่างน้อยหากเรื่องลุกลามถึงขั้นนั้น ข้าก็ยังสามารถปกป้องพวกท่านได้!"
"ตระกูลอวี๋เป็นตระกูลพ่อค้าในราชสำนักมาร้อยปี ในช่วงไม่กี่วันนี้ ตามกฎของคำสั่งศักดิ์สิทธิ์พันปี หากไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม นางก็ไม่สามารถแตะต้องตระกูลของพวกเราได้แน่นอน!"
"ไม่ได้!"
สวี่ซิ่วอิงยังไม่ทันได้พูดอะไร หงอวี่ก็รีบกระโดดออกมาทันที "ท่านพ่อกับท่านแม่ห้ามหย่ากันเด็ดขาด!"
"ข้าไม่อาจยอมให้พวกเขาหย่าร้างกันเพราะข้า หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าขอยอมจากไปเอง!"
หงอวี่กล่าวเอ่ยด้วยดวงตาแดงก่ำ ขอบตาเริ่มเปียกชื้นขึ้นมา หากแต่เขาพยายามกลั้นไม่มันไหลออกมา
"พอเถอะ เสี่ยวชี เจ้าอย่าร้องไห้อีกเลย พวกเราจะหาทางแก้ไขเรื่องนี้ เจ้าจงอยู่ข้างกายข้าอย่างสบายใจเถิด" สวี่ซิ่วอิงกล่าวปลอบโยนพลางโอบร่างของหงอวี่เข้ามา!
ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ เด็กคนนี้คงอัดอั้นตันใจมาตลอด จริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเสี่ยวชีแม้แต่น้อย
เสี่ยวชีไม่สามารถตัดสินใจเลือกชาติกำเนิดของตัวเองได้ แต่ฉินไห่เฉินนั้นแตกต่างออกไป ตอนเขาออกจากบ้านตอนนั้น เขาก็อายุยี่สิบปีแล้ว คนทั่วไปอายุยี่สิบปีลูกก็คลานได้แล้วทั้งนั้น และเส้นทางที่เขาจะเดินนั้น เป็นสิ่งที่เขาสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง
ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ควรโทษเสี่ยวชี หากจะโทษก็ควรโทษลุงใหญ่ที่นางไม่เคยพบหน้าคนนั้น
"ท่านแม่ ท่านว่าท่านย่าจะทำอย่างไร "
ที่จริงแล้วหงอวี่กังวลเกี่ยวกับท่านย่ามาตลอด
ท่านย่าก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่นา!
"เสี่ยวชี พี่สาวของข้าพูดถูกแล้ว ตอนนี้พวกเจ้าอย่าเพิ่งคิดถึงเรื่องพวกนี้ ให้พวกข้าพาคนมาจัดการเถิด"
อวี๋ชิงรู้ถึงตัวตนของเสี่ยวชี ไม่ว่าสุดท้ายพี่สาวของเขาจะเลือกอย่างไร ตระกูลอวี๋ของพวกเขาก็จะสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไข ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพี่สาวหรือเสี่ยวชี พวกเขาก็จะยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องเสี่ยวชีอย่างแน่นอน!
"ท่านน้า ที่จริงแล้วพวกท่านไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้หรอก ท่านแค่ทิ้งข้าไว้สักทีก็พอ
หงอวี่เอ่ยด้วยรอยยิ้มขมขื่น "แค่พวกท่านทิ้งข้าไว้ ต่อไปข้าก็จะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับพวกท่านอีก ถึงแม้ว่าในที่สุดข้าจะเจออะไร เรื่องราวก็จะถูกสาวไปถึงพวกท่าน..."
"พี่เจ็ด!"
หงอวี่ยังพูดไม่ทันจบก็ได้ยินเสียงเล่อเหนียงตะโกนเรียก เขาเขาหันกลับมามองด้วยความสงสัย แต่ยังไม่ทันรู้สึกตัวเขาก็ล้มลงไปกองกับพื้น
"เล่อเหนียง!?" สวี่ซิ่วอิงมองลูกสาวของตนเองด้วยความตกใจ!
"วางใจเถิด ยานี้เพียงแค่ทำให้เขาสลบไปชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น!" เล่อเหนียงกล่าวพลางตบมือเบาๆ
พี่เจ็ดคนนี้ช่างน่ารำคาญเหลือเกิน ท่านแม่และท่านน้าต่างก็บอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขาและจะปกป้องเขาแน่นอน แต่เขายังคงพูดจาเรื่อยเปื่อยไม่หยุด
คำพูดของเขาฟังแล้วทำให้รำคาญแทบตายเลย!
อวี๋ชิงมองหลานสาวที่ลงมือได้อย่างสะอาดและรวดเร็ว ในใจแอบปรบมือให้นาง
ถูกต้องแล้ว หลานสาวของอวี๋ชิงควรจะเป็นเช่นนี้!
เสี่ยวชียังต้องฝึกฝนอีกมาก!
"เล่อเหนียง เจ้าได้ผงยานี้มาจากที่ใดหรือ ข้ารู้สึกว่าดูเหมือนจะใช้ได้ผลดีทีเดียว!" อวี๋ชิงถามด้วยความสงสัย
เขานั่งอยู่ใกล้เสี่ยวชีขนาดนี้ แต่มีแค่เสี่ยวชีที่ล้มลง ส่วนเขาไม่เป็นไรและไม่รู้สึกถึงร่องรอยของยาสลบใดๆเลย!
"ปู่หลี่อันให้สิ่งนี้กับข้าไว้!" เล่อเหนียงเอ่ยน้ำเสียงอ่อนหวาน
ช่วงนี้หลี่อัน เหลียวเฉิน และฉินไห่เยี่ยนออกไปจัดการธุระข้างนอก! พอพวกเขาเพิ่งเดินมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน หลี่อันก็จามเสียงดังลั่น
เขาขยี้จมูกพลางสงสัย แล้วก็เห็นว่าสีหน้าของชาวบ้านดูแปลกๆไป
"เอ้อร์จู้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นที่บ้านอีกหรือ" หลี่อันถามขึ้นทันทีที่พบเอ้อร์จู้
เอ้อร์จู้มองฉินไห่เยี่ยนอย่างลังเลแล้วตอบ "ไม่มีอะไรหรอก แค่พวกเหล่าซื่อกลับมาแล้วเท่านั้นเอง!"
"เล่อเหนียงและเสี่ยวชีก็กลับมาด้วย!"
"จริงหรือ เด็กน้อยสองคนนั้นกลับมาแล้วหรือ" หลี่อันดีใจมากเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาคิดถึงเด็กสองคนนี้จะแย่แล้ว
แต่เมื่อเห็นสีหน้าแปลกๆของเอ้อร์จู้หัวใจของเขาก็เย็นวาบลงมาทันที
"เจ้าเด็กน้องสองคนนั้นกลับมาแล้ว เหตุใดเจ้าจึงทำหน้าเศร้าสร้อยเช่นนี้"
"มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นที่บ้านหรือ"
เอ้อร์จู้รู้ว่าเรื่องนี้พูดค่อนข้างลำบาก จึงรีบไล่ให้เขากลับบ้านไปโดยเร็ว "หมอหลี่อัน ท่านรีบกลับบ้านเถิด!"
"เมื่อกลับถึงบ้านแล้วท่านก็จะรู้เอง!"
หลี่อันและฉินไห่เยี่ยนได้ยินคำพูดของเขา กอปรกับสีหน้าของเขาก็พลันรู้สึกไม่สบายใจขึ้น จึงรีบวิ่งกลับบ้านทันที เมื่อเข้ามาในลานบ้านก็เห็นฉินเหล่าซื่อคุกเข่าตรงนั้น
ส่วนสือไห่ถังและหลิวซิ่วเถาต่างมองเขาด้วยสีหน้าเป็นกังวล
"เกิดอะไรขึ้นหรือ" หลี่อันขมวดคิ้วเดินเข้ามาถาม
ลิ่งเหวินพอได้ยินคำพูดของหลี่อัน ดวงตาก็แดงขึ้นทันที เขาวิ่งเข้าไปกอดขาของหลี่อันพลางร้องไห้โวยวาย
"ปู่หลี่อันป้าสะใภ้พาเล่อเหนียงและเสี่ยวชีหนีออกจากบ้านไปแล้ว"
หลี่อันได้ยินคำพูดของลิ่งเหวินก็ตกใจขึ้นมาทันที "ว่าอย่างไรนะ"
"เจ้าเด็กน้อยสองคนนั้นของข้าหนีออกจากบ้านไปแล้ว"
"พวกเขาเพิ่งกลับมาไม่ใช่หรือ"
หลี่อันร้อนใจจนเดินวนไปมา "ใครสามารถบอกข้าได้บ้างว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น"
หลังจากสือไห่ถังเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง หลี่อันก็ลุกขึ้นมาคำรามด้วยความโกรธทันทีง
"ในใจของพวกเจ้ากำลังคิดอะไรกันแน่"
"ตอนนี้เขาก็เป็นเพียงคนแปลกหน้าคนหนึ่ง พวกเจ้าจะไล่เล่อเหนียงและเสี่ยวชีออกไปเพื่อคนแปลกหน้าคนหนึ่งอย่างนั้นหรือ"
"พวกเจ้ากำลังรนหาที่ตายใช่หรือไม่"
บทที่ 589: หากไม่มีหลี่อันครอบครัวนี้ต้องแตกแยก
หลี่อันโกรธจนแทบจะเสียสติ เขาเพียงแค่ออกไปสักพักเท่านั้น เหตุใดถึงเกิดเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ขึ้นในบ้านได้ และที่สำคัญที่สุดคือเมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น กลับไล่หลานรักของเขาออกไปเสียได้
"เหล่าซื่อ เจ้าโง่ เจ้าปล่อยให้เมียของเจ้าพาลูกชายลูกสาวจากไปต่อหน้าต่อตาหรือ เจ้าไม่คิดจะตามไปหรืออย่างไร"
หลี่อันหันไปด่าฉินเหล่าซื่อทันที "เจ้าบอกข้าสิ ถ้าพวกเขาเกิดอะไรขึ้นมา ข้าอยากรู้ว่าเจ้าจะทำอย่างไร"
ฉินเหล่าซื่อเอ่ยอ้ำๆอึ้งๆ "หมิงจิ่นและหมิงจูไปด้วย พวกเขาจะไม่เป็นอะไรแน่นอน"
"แค่ผู้หญิงสองคนจะมีประโยชน์อะไร" หลี่อันแทบจะกระโดดขึ้นมาด่าเขาแล้ว!
ฉินเหล่าซื่อก็ไม่พูดอะไร ภรรยาของเขาจะไปก็ไปเถอะ อย่างน้อยในช่วงเวลาที่นางกลับไปอยู่กับท่านแม่ครั้งนี้ จะทำให้นางไม่ต้องปรากฏตัวต่อหน้าแม่ของเขา
เพื่อป้องกันไม่ให้นางต้องรับอารมณ์ของท่านแม่!
"น้องสาว เด็กๆอาจจะสับสน แต่เหตุใดเจ้าถึงสับสนไปด้วย"
หลี่อันทนไม่ไหว เขาไม่สนใจเรื่องการรักษาระยะห่างระหว่างชายหญิง ก่อนจะลากฉินไห่เยี่ยนไปเปิดประตูห้องของแม่เฒ่าฉิน
"ตอนนี้ความจริงของเรื่องราวเป็นอย่างไรก็ยังไม่เช่นเจน เหตุใดเจ้าถึงได้ไล่พวกเขาไปเสียเล่า"
แม่เฒ่าฉินรู้สึกเจ็บปวดในใจอย่างมาก "ข้าไม่ได้ไล่พวกเขาไปนะ!"
"พวกเขาล้วนเป็นดวงใจของข้า ข้าจะทำใจไล่พวกเขาไปได้อย่างไร"
หลี่อันจ้องนางด้วยสายตาดุดันแล้วพูดอย่างตรงไปตรงมา "ถ้าเช่นนั้น สิ่งที่เจ้าทำก่อนหน้านี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกเสี่ยวชีให้ออกไปจากบ้านหลังนี้ แล้วอย่ามารบกวนการกลับมาของลูกชายของเจ้า!"
"นั่นคือลูกชายของข้า ข้าสงสารเขา มันผิดมากงั้นหรือ" แม่เฒ่าฉินตะโกนอย่างสิ้นหวังหากแต่ครั้งนี้เสียงของหลี่อันดังยิ่งกว่าเดิม "เจ้าบอกว่าเขาเป็นลูกชายของเจ้า เขาจะเป็นลูกชายของเจ้าจริงๆหรือ"
"อีกอย่างแม้ว่าเขาจะเป็นลูกชายของเจ้า แล้วตอนนี้เจ้าจะทำอย่างไร เจ้าจะหาอะไรไปยืนยันความจริงกับเขาหรือ
"ข้าขอร้องเถอะ ตอนนี้เขาเป็นถึงพระสวามีขององค์หญิง เป็นราชบุตรเขยของไทเฮา และยังเป็นลูกชายคนโตของตระกูลหลิ่ว ตอนนี้หากเจ้าวิ่งไปบอกว่าเจ้าคือแม่แท้ๆของเขา เจ้าคิดว่าเขาจะยอมรับเจ้าหรือ"
แม่เฒ่าฉินกล่าวอย่างร้อนรน "ต้องยอมรับสิ ลูกชายของข้าเป็นคนดี เขาจะไม่มีทางปฏิเสธข้าเด็ดขาด!"
หลี่อันเห็นแม่เฒ่าฉินตอนนี้สูญเสียสติไปแล้ว เขาไม่อยากเสียเวลาพูดคุยกับนางอีก จึงหันหลังเดินจากไป
องค์หญิงเล่าเป็นคนเช่นไร
องค์หญิงนั้นเคยสร้างวีรกรรมสังหารผู้คนทั้งหมู่บ้านในคืนเดียวมิใช่หรือ
"หมอหลี่ ข้าได้ยินว่าเจ้าเคยอาศัยอยู่ในเมืองหลวง เจ้าพาข้าไปดูเมืองหลวงสักหน่อยได้หรือไม่" แม่เฒ่าฉินวิ่งตามออกมา
หลี่อันรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที "เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด เจ้าอย่าได้คิดฝันเลย!"
หลี่อันเห็นว่าแม่เฒ่าฉินยังคงไม่เข้าใจเหตุผลในเรื่องนี้ จึงส่ายหัวและกล่าวอย่างผิดหวังว่า "น้องหญิง เจ้าไม่เคยเป็นคนแบบนี้มาก่อน!"
"สติปัญญาของเจ้าหายไปไหนแล้ว"
แม่เฒ่าฉินงุนงงไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยอย่างจริงจัง "หมอหลี่อัน ข้ารู้สึกว่าข้าอาจจะตื่นเต้นเกินไป แต่ข้ารอมาสิบปีแล้วนะ ข้าขอร้องท่าน พาข้าไปสักครั้งเถิด ข้าขอเพียงแค่ได้เห็นหน้าเขาสักครั้ง ข้าก็พอใจแล้ว!"
"น้องสาว เหตุใดเจ้ายังไม่เข้าใจเหตุผลในการแก้ปัญหานี้อีกล่ะ"
หลี่อันกล่าวอย่างผิดหวังว่า "นี่ไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะพาเจ้าไปเมืองหลวงหรือไม่ แต่เป็นเรื่องที่เจ้าต้องใจเย็นลงเดี๋ยวนี้!"
"หลิ่วไฮว่ชิงคนนั้นตอนนี้เป็นลูกชายของตระกูลหลิว ตอนนี้เขาได้เป็นพระสวามีขององค์หญิงใหญ่ เขาก็จะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับเจ้าอีกแล้ว"
แม่เฒ่าฉินไม่อาจยอมรับความจริงข้านี้ "แต่เขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่ออกมาจากร่างของข้านะ จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่มีความเกี่ยวข้องกับข้าอีก"
"แค่เขาคือหลิ่วไฮว่ชิงก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าแล้ว เจ้าเข้าใจหรือไม่" หลี่อันตะโกนด้วยความโกรธ
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดเขาถึงเปลี่ยนชื่อ"
"เป็นเพราะเขาสูญเสียความทรงจำหรือว่าเพราะความโลภในทรัพย์สินเงินทองจนทำให้ตามืดบอด"
แม่เฒ่าฉินพูดด้วยความมั่นใจ "เขาต้องสูญเสียความทรงจำแน่นอน ดังนั้นข้าจะต้องพาเขากลับมา!"
หลี่อันโกรธจนต้องจิกเอวและเดินวนไปมาหลายรอบ เขาอยากตบหน้านางสักสองทีเพื่อให้ได้สติจริงๆ!
"เจ้าจะไปพาเขากลับมาหรือ"
"เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าเจ้าจะสามารถพาเขากลับมาได้"
"ตอนนี้เขาเป็นถึงพระสวามีขององค์หญิง มีอำนาจล้นฟ้า ส่วนพวกเราเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งทางใต้เมืองหลวงเท่านั้น อย่าพูดถึงเรื่องอื่นเลย พวกเราทำงานหนักทั้งปีถึงจะได้เงินร้อยตำลึง และรู้สึกว่าเงินร้อยตำลึงนี้มากมายจนใช้ไม่หมดในหลายปี แต่สำหรับเขาแล้ว เงินร้อยตำลึงเป็นเพียงราคารองเท้าข้างเดียวของเขาเท่านั้น เจ้าคิดว่าในสภาพเช่นนี้ เขาจะยอมกลับมากับเจ้าจริงๆหรือ"
แม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดที่ทิ่มแทงหัวใจของหลี่อัน ก็ถอยหลังไปสองก้าวอย่างงุนงง
"แต่เขาเป็นลูกชายที่ข้าตามหามาสิบปีนะ..."
หลี่อันอยู่กับพวกเขามาตั้งแต่อพยพ เขาย่อมรู้ดีว่าลูกชายคนโตของตระกูลฉินเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับพวกเขามาโดยตลอด และพวกเขาก็อยากจะตามหาลูกชายคนโตคนนี้กลับมาเหลือเกิน
ดังนั้นเมื่อได้ข่าวของลูกชายคนโต พวกเขาจะตื่นเต้นและอยากจะไปพาเขากลับมา ก็เข้าใจได้! แต่ตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้จริงๆ!
ไม่ใช่เพราะการมีอยู่ของเสี่ยวชีและก็ไม่ใช่เพราะพวกเขายากจน แต่ตำแหน่งปัจจุบันของหลิ่วไฮว่ชิงนั้นพิเศษเกินไป
"น้องสาว ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้า ข้าเคยมองเหล่าเอ้อร์เป็นเสมือนหลานแท้ๆของข้าเสมอมา ข้าจำได้ว่าพวกเจ้ากระวนกระวายใจอยากจะตามหาพี่ชายกลับมา แต่ตอนนี้ไม่ใช่เพราะพวกเราไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะตำแหน่งของเขาสูงส่งเกินไป"
"หากพวกเราไม่ได้ทำความเข้าใจความจริงให้กระจ่างแล้วรีบร้อนไปรับตัวเขา อาจจะทำให้ทั้งหมู่บ้านตระกูลฉินพลอยเดือดร้อนไปด้วย ไม่ใช่แค่ครอบครัวของพวกเรา แต่เป็นทั้งหมู่บ้านตระกูลฉินเลยนะ!"
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็นิ่งเงียบไป แม้ในใจนางจะไม่อยากยอมรับ แต่หลังจากความตื่นเต้นผ่านไป สติของนางก็กลับคืนมา
หลังจากที่นางคิดทบทวนอีกครั้ง เหงื่อเย็นๆก็ผุดซึมทั่วแผ่นหลังของนางทันที
นางเกือบจะทำผิดพลาดครั้งใหญ่แล้ว!
"หมอหลี่ พวกเราจะทำอย่างไรต่อไปดี"
หลี่อันรู้สึกโล่งอกเมื่อเห็นว่าตอนนี้นางกลับมามีสติแล้ว ตอนนี้เขาได้ถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้ว
ยังดีที่แม่เฒ่าฉินยังเป็นคนที่มีเหตุผลอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้คงอยากลำบากมาก!
"น้องสาว เล่อเหนียงและคนอื่นๆเพิ่งกลับมาจากเมืองหลวง พวกเขาคงได้ยินมาบ้างได้เห็นหลายอย่างในเมืองหลวง ตอนนี้เมืองหลวงคงจะวุ่นวายมาก ข้ารู้ว่าเจ้าอยากไปรับตัวลูกกลับมา แต่ตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้จริงๆ!"
"เช่นที่เจ้ากล่าว เหล่าต้าเป็นลูกที่เจ้าให้กำเนิด เจ้าย่อมเข้าใจกลอุบายของเขาดีที่สุด หากเขาสูญเสียความทรงจำจริงๆ เขาก็จะต้องกลับมาหาพวกเจ้าเอง อีกอย่างเล่อเหนียงก็ได้เผยความลับออกมาบ้างแล้วไม่ใช่หรือ"
แม่เฒ่าฉินเมื่อได้ยินคำพูดของหลี่อันก็ทรุดตัวลงนั่งยองๆทันที เอามือทั้งสองปิดหน้าและร่ำไห้อย่างเจ็บปวด "ข้าจะทำอย่างไรดี ข้าทำเล่อเหนียงหายไปเสียแล้ว!"
"เหล่าซื่อ เจ้าลูกสารเลวว เจ้ายังไม่รีบไปรับเล่อเหนียงกับเสี่ยวชีกลับมาให้ข้าอีก!"
ฉินเหล่าซื่อ “...”
"ท่านแม่วางใจเถิด พวกเขาจะไม่เป็นอันตรายอย่างนี้ให้ซิ่วอิงพาเด็กๆไปเที่ยวเล่นคลายเครียดสักหน่อยเถอะ!" ฉินเหล่าซื่อย่อมรู้ดีว่าภรรยาของตนไปที่ใด เพียงแต่แม่เฒ่าฉินนั้นไม่รู้เรื่องนี้เลย
ท้ายที่สุดแล้ว ใครเล่าจะรู้ว่าเขามีน้องเมียร่ำรวยจนสามารถต่อกรกับแคว้นได้อีกคนหนึ่ง!
บทที่ 590: ถ้าเจ้าตาบอกก็จงมาล้างตาที่นี่
"ท่านน้า สิ่งนั้นคืออะไรหรือ เหตุใดถึงดูสวยงามเช่นนี้"
พวกอวี๋ชิงรีบเร่งเดินทางจนในที่สุดก็มาถึงเมืองจิ้นโจว
ทันทีที่เข้าเมืองเล่อเหนียงก็ชี้ไปยังสิ่งของต่างๆด้วยความตื่นเต้น ริมฝีปากเอ่ยถามราวกับเด็กน้อยที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ส่วนอวี๋ชิงก็อุ้มเล่อเหนียงไว้ด้วยสีหน้าเอ็นดู พลางตอบคำถามนางอย่างไม่รู้สึกรำคาญ
ก่อนที่จะเข้าเมืองอวี๋ชิงได้สั่งให้ลูกน้องซื้อหน้ากากเล็กๆมาให้พวกเขาสวมไว้บนใบหน้า สำหรับหลานคนอื่นไม่เป็นอะไร แต่เสี่ยวชีกับเล่อเหนียงสองคนนี้อาจจะเป็นปัญหาขึ้นมา
เพราะเล่อเหนียงเพิ่งกลับมาจากวังหลวง หลายคนรู้ว่าเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ตายไปแล้ว
อีกทั้งใบหน้าอัปมงคลของเสี่ยวชีที่เหมือนกับไทเฮาองค์ก่อนมากเกินไป หากมีคนที่คุ้นเคยกับไทเฮามาเห็นเข้า จะต้องเกิดปัญหาใหญ่แน่นอน
ดังนั้นแม้พวกเขาทั้งสองจะไม่เต็มใจก็ต้องสวมหน้ากากไว้
"อาชิง ปลวกไรในบ้านจัดการหมดแล้วหรือ" สวี่ซิ่วอิงมองประตูใหญ่ตระกูลอวี๋ที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้วถามขึ้น
"ท่านวางใจได้ ผู้ที่ควรถูกกำจัดล้วนถูกจัดการหมด แต่บางคนที่ไม่อยากไปก็ไม่มีทางเลือก!" อวี๋ชิงกล่าวด้วยความกังวลใจ
"ส่วนใหญ่เป็นเพราะท่านย่าคอยปกป้องอารองอยู่ตลอด แม้ว่าข้าอยากจะลงมือแต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่จับคนรอบข้างเขามาลงโทษ จริงๆเป็นเรื่องมีใจแต่ไร้กำลังจริงๆ!"
ความจริงแล้วเวลาที่อวี๋ชิงรับช่วงต่อตระกูลอวี๋นั้นไม่นานนัก ทั้งในและนอกบ้านล้วนมีสายตานับไม่ถ้วนจับจ้องเขาอยู่ หากเขาทำผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียวก็จะมีดวงตานับไม่ถ้วนโผล่ออกมาทันที
"ท่านน้า บ้านของท่านใหญ่จังเลย!" เล่อเหนียงถูกอวี๋ชิงอุ้มเข้าไปมองดูลานบ้านแล้วพูดอย่างตื่นเต้นด้วย ใบหน้าเปี่ยมด้วยความประหลาดใจ
"ท่านแม่เคยอาศัยอยู่ในลานบ้านใหญ่ขนาดนี้หรือเจ้าคะ" สวี่ซิ่วอิงพยักหน้าเบาๆ มองดูลานบ้านที่มีความงดงาม ดอกไม้ที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับที่นางจินตนาการไว้ไม่มีผิดเพี้ยน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ดวงตาของนางแดงก่ำด้วยความตื้นตัน
ที่นี่คือสถานที่ที่นางเติบโตมา ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง!
"พี่สาว ถึงแม้ว่าต่อมาตระกูลอวี๋จะมีอารองเป็นผู้ดูแล แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง หากอารองคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร ข้าก็จะออกมาคัดค้านทันที"
แม้อวี๋ชิงจะยิ้ม แต่ดวงตาก็เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา "นับตั้งแต่ท่านแม่จากไปและท่านเองก็ออกจากไป ไม่นานหลังจากที่ท่านหนีออกจากบ้าน ท่านพ่อก็ออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วทุกหนแห่ง ใบไม้ทุกใบในตระกูลอวี๋นี้ล้วนเป็นความคิดถึงของข้า!"
"ข้าเชื่อมั่นมาตลอดว่าตราบใดที่บ้านไม่เปลี่ยนแปลง พวกท่านก็จะกลับมาและแล้วท่านก็กลับมาจริงๆ!" สวี่ซิ่วอิงได้ยินคำพูดของอวี๋ชิงแล้วไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป
"อาชิง ต่อไปนี้ไม่ต้องเสียใจแล้ว ข้ากลับมาแล้ว!"
"ข้านึกว่าใครเสียอีก ที่แท้ก็คุณหนูใหญ่ที่หนีออกจากบ้านไปหลายปีกลับมาแล้ว!"
อวี๋ชิงและสวี่ซิ่วอิงกำลังพูดคุยกันอย่างซาบซึ้งอยู่นั้นก็ถูกเสียงน่ารำคาญเสียงหนึ่งขัดจังหวะขึ้นมา
เล่อเหนียงได้ยินเสียงนั้นแล้วปฏิกิริยาแรกก็คือ "เสียงเป็ดมาจากไหนกัน"
ไม่เพียงแต่นางคิดเช่นนั้น แม้แต่เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และเสี่ยวชีก็คิดเช่นเดียวกัน!
"อาสะใภ้รอง!" อวี๋ชิงทักทายน้ำเสียงราบเรียบ
"อาสะใภ้รอง นานแล้วที่เราไม่ได้เจอกัน!"
สวี่ซิ่วอิงรู้จักหญิงตรงหน้าคนนี้ดี จึงเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยเป็นการทักทาย
"เมื่อครู่คนรับใช้มารายงานข้าว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลอวี๋ของพวกเรากลับมาแล้ว ทั้งยังพาลูกกลับมาด้วย ข้ายังไม่อยากเชื่อเลย!"
หญิงผู้นั้นเอามือปิดปากหัวเราะเบาๆ "เจ้าพาลูกกลับมาด้วยหรือ หรือว่าเจ้ากลายเป็นหญิงม่ายแล้วกลับบ้านเกิดมาขอเงินล่ะ"
สวี่ซิ่วอิงไม่แม้แต่จะเปลี่ยนสีหน้า "อาสะใภ้รอง ท่านพูดเช่นนี้ช่างดูเหมือนคนนอกเหลือเกิน"
"อะไรกันที่เรียกว่ากลับบ้านเกิดมาขอเงิน"
"แม้ว่าข้าจะพาลูกกลับบ้านเกิดมาขอเงิน มันเกี่ยวอะไรกับท่านด้วย ท่านเป็นเพียงอาสะใภ้คนหนึ่งของข้า ใครให้ความกล้าท่านมาส่งเสียงร้องหน้าคุณหนูตระกูลอวี๋อย่างข้าหรือ"
อวี๋ชิงพูดขึ้นจากด้านข้าง "ข้าเรียกท่านว่าอาสะใภ้รอง แต่ท่านคิดจริงๆหรือว่าตัวเองเป็นผู้อาวุโสของข้า?"
"ท่านบอกว่าห้องของท่านไม่มีแม้แต่กระจกก็พอเข้าใจ แต่อย่างน้อยก็น่าจะมีปัสสาวะ เหตุใดถึงไม่ชะโงกดูเงาตัวเองล่ะ!"
สำหรับอาสะใภ้รองคนนี้...ไม่อาจนับว่าเป็นอาสะใภ้รองได้
หญิงตรงหน้านี้เป็นเพียงอนุภรรยาของอารองเท่านั้น อีกทั้งยังเป็นอนุที่ต้องอดทนมาหลายปีกว่าจะได้รับการยอมรับ ในตอนที่เขายังไม่ได้แย่างตระกูลอวี๋คืนมา เขาก็ไม่เคยสนใจนางเลย แต่บัดนี้เขาได้ควบคุมอวี๋ชิงทั้งหมดแล้ว ยิ่งไม่มีทางเอาใจใส่ตัวตลกที่ถือตะกร้าผักตรงหน้านี้
"เจ้า...คุณชายใหญ่กลับจวนมาอย่างยิ่งใหญ่จริงๆนะ!" หญิงผู้นั้นมองไปที่สินสอดด้านหลังอย่างมีนัยยะ จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อออกไปอย่างโกรธเคือง
"ท่านน้า เหตุใดข้ารู้สึกว่าท่านรังเกียจหญิงคนนั้นมากเลยล่ะ" เล่อเหนียงถามอย่างไร้เดียงสา
"เล่อเหนียง เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว เสี่ยวชีข้าจะบอกพวกเจ้าเกี่ยวกับหญิงคนนั้น หากพวกเจ้าเจอนางในจวนให้อยู่ห่างๆไว้!" อวี๋ชิงกำชับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หญิงผู้นี้ไม่ใช่คนดีแน่ เมื่อเขาควบคุมสถานการณ์ได้ แม้ว่าเขาก็อยากจะโยนนางกลับไปยังหอชิง แต่หญิงผู้นี้กลับวางยาจิตอารองและย่าของข้าเสียอย่างนั้น ทั้งสองคนจึงปกป้องนางสุดชีวิต
ทำให้เขาอยากจะลงมือแต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน ได้แต่มองดูหญิงผู้นี้ทำให้ตนรู้สึกขยะแขยงอยู่ในจวนอย่างนั้น!
"ท่านน้า หญิงผู้นั้นเป็นใครหรือ" เล่อเหนียงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ความรู้สึกแรกที่นางมีต่อหญิงผู้นี้คือความไม่สบายใจ ใบหน้าของนางดูเหมือนคนคิดเจ้าแค้น
ที่สำคัญที่สุดคือใต้จมูกของนางยังมีไฝสีดำขนาดเท่าหัวแม่มืออีกด้วย นางไม่รู้จริงๆว่าปู้รองของนางมองเห็นอะไรดีในตัวนาง
"พี่สาว หญิงคนนี้ช่างน่ารังเกียจเหลือเกิน นางพยายามวางยาข้าหลายครั้งแล้ว แต่ข้าก็รู้ทันทุกครั้ง!"
ใบหน้าของอวี๋ชิงบิดเบี้ยวราวกับเพิ่งกินแมลงวันเข้าไป "ที่สำคัญที่สุดคือท่านย่ากับอารองยังคงปกป้องหญิงคนนี้อย่างสุดชีวิต ถึงขนาดที่ว่าจะโยนนางออกไปก็ยังทำไม่ได้!"
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของสวี่ซิ่วอิงก็เย็นชาลง นางยกมือตบไหล่อวี๋ชิงเพื่อปลอบประโลม "วางใจเถิด ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้เจ้าเอง!"
"ไม่พูดถึงหญิงคนนั้นแล้ว รีบเข้าไปพักผ่อนในลานบ้านกันเถอะ พวกเราเดินทางมาทั้งวันแล้ว พวกข้าไม่หิว แต่เด็กๆพวกนี้คงหิวกันแล้วล่ะ!" อวี๋ชิงโบกมือพลางกล่าว
"คุณชายใหญ่ ฮูหยินผู้เฒ่าขอเชิญท่านพร้อมฮูหยินสวี่และเด็กๆไปพบที่ลานบ้านเจ้าค่ะ!"
พวกอวี๋ชิงเพิ่งจะนั่งลง ยังไม่ทันได้ดื่มน้ำสักอึก แม่นมคนหนึ่งก็เดินเข้ามาพูดอย่างเย่อหยิ่ง
"เหตุใดจึงเรียกว่าฮูหยินสวี่"
อวี๋ชิงจ้องแม่นมคนนั้นด้วยสีหน้าเย็นชา "ที่นี่ไม่มีฮูหยินสวี่ มีแต่พี่สาวของข้า หากท่านย่าจำไม่ได้ก็ให้นางมาที่นี่เองเถอะ ข้าจะช่วยให้นางนึกออกว่าพี่สาวข้าชื่ออะไร"
แม่นมคนนั้นชะงักสีหน้าเย่อหยิ่งไป "คุณชายใหญ่ ท่านตั้งใจจะขัดคำสั่งฮูหยินผู้เฒ่าหรือ"
"ตระกูลอวี๋ของพวกเราไม่เคยมีคุณหนูใหญ่มาก่อน มีแต่คุณชายใหญ่กับคุณชายรอง คุณชายใหญ่คงจะสับสนไปแล้วกระมัง!"
จบตอน
Comments
Post a Comment