บทที่ 621: ใครไม่ได้จดจำไว้ในสมอง
"เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าอีกไม่นานคนในเมืองหลวงจะรู้ตัว พวกเขาจะต้องส่งคนมาไล่ล่าสังหารเจ้าแน่นอน! แม้ว่าจะไม่ไล่ล่าสังหารเจ้า แต่พวกเขาก็จะไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่นอน!"
เล่อเหนียงเปลี่ยนจากสีหน้าตกใจกลัวเป็นเย็นชา นางไม่เข้าใจว่าอาจารย์ใหญ่เฉินรู้เรื่องที่เกิดในเมืองหลวงได้อย่างไร และยิ่งไม่เข้าใจว่าอาจารย์ใหญ่เฉินมีความสามารถทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร
หากอาจารย์ใหญ่เฉินเป็นคนไม่ดี นางก็ไม่อาจปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ได้อีกต่อไป!
นางจะยอมสละชีวิตเพื่อไม่ให้เขาทำร้ายครอบครัวของนาง
"เด็กน้อย เจ้าไม่ต้องตื่นตระหนกไป!" อาจารย์ใหญ่เฉินมองดูเล่อเหนียงที่มีสีหน้าระแวดระวังแล้วหัวเราะเบาๆ
"ฮ่องเต้สั่งให้ข้าดูแลครอบครัวของพวกเจ้าเป็นอย่างดี!"
อาจารย์ใหญ่เฉินหยิบผ้าไหมสีเหลืองสดออกมาจากอกเสื้อแล้วกล่าวว่า "ข้าเป็นราชครูของฮ่องเต้ ชีวิตนี้ไม่มีลูกชายลูกสาว ข้าถือว่าฮ่องเต้เป็นลูกแท้ๆมาตลอด!"
เล่อเหนียงได้ยินคำพูดของอาจารย์ใหญ่เฉินแล้ว จิตใจก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงมีสีหน้าระแวดระวัง "อาจารย์ใหญ่เฉิน ท่านกำลังพูดอะไรหรือ เล่อเหนียงไม่เข้าใจความหมายของท่านเลย!"
อาจารย์ใหญ่เฉินเห็นเล่อเหนียงที่มีสีหน้าระแวดระวังจึงยิ้มอย่างพึงพอใจ
ไม่น่าแปลกใจที่องค์รัชทายาทอยู่ตรงหน้าแต่เขากลับไม่รู้ ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะทุกคนในครอบครัวปิดปากแน่นเกินไป
ตั้งแต่แม่เฒ่าฉินลงมาจนถึงเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ พวกเขาปิดปากแน่นที่แม้แต่งัดก็ยังงัดไม่ออก ดังนั้นการจะงัดเอาข้อมูลแม้เพียงเล็กน้อยออกมาจากปากของพวกเขาจึงเป็นเรื่องยากจริงๆ
หากไม่ใช่เพราะช่วงก่อนหน้านี้ ฮ่องเต้ส่งจดหมายลับมาให้เขา เขาก็คงไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทอยู่ข้างกายพวกเขา อีกทั้งพี่น้องร่วมสาบานขององค์รัชทายาทก็อยู่อยู่ภายใต้จมูกของเขา
เพราะเหตุนี้ เขาจึงแนะนำให้ฉินลิ่งอวี่ไปลองสอบขุนนางในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้
หากไม่มีเรื่องใดผิดพลาด ฉินลิ่งอวี่จะกลายเป็นจองหงวนทีอายุน้อยที่สุดภายในราชวงศ์ต้าหนิง
"เล่อเหนียง ข้าแนะนำให้พี่ใหญ่ของเจ้าเขาสอบช่วงฤดูใบไม้ร่วง ถ้าเขาสอบผ่าน เขาจะเป็นจองหงวนที่อายุน้อยที่สุดของราชวงศ์ต้าหนิง"
"แม้ว่าเวลานั้นตัวตนขององค์รัชทายาทจะถูกเปิดเผย หากมีคนต้องการลงมือกับองค์รัชทายาท เกรงว่าพวกเขาต้องคิดให้รอบคอบ"
เล่อเหนียงตอบรับหนึ่งเสียง สำหรับเรื่องนี้แล้ว นางไม่รู้จริงๆ
"ท่านปู่อาจารย์ใหญ่ ถ้าต้องเข้าร่วมสอบฤดูใบไม้ร่วง เหตุใดท่านไม่แนะนำลุงรองของข้าล่ะเจ้าคะ ลุงรองของข้าก็เป็นถงเซิงเช่นกัน เขามีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมด้วยใช่หรือไม่เจ้าคะ
อาจารย์ใหญ่เฉินได้ยินคำพูดของเล่อเหนียงพลันนิ่งไป ถูกต้อง เหตุใดเขาไม่คิดเรื่องนี้นะ
หากถามว่าผู้ใดในตระกูลฉินเหมาะสมที่สุด ก็คงต้องเป็นฉินเหล่าเอ้อร์ ตอนนี้เขาสอนหนังสืออยู่ภายในหมู่บ้าน แทนที่จะปล่อยให้ฉินลิ่งอวี่ซึ่งยังเด็กมาเข้าร่วมการสอบครั้งนี้ คงจะดีกว่าให้พ่อของเขาเข้าร่วมการสอบครั้งนี้
"เล่อเหนียง พวกเราสองคนกลับบ้านตอนนี้เลยดีหรือไม่"
ตอนนี้อาจารย์ใหญ่เฉินไม่อยากรอแม้แต่ครู่เดียว เขาอยากรีบไปที่ตระกูลฉินเพื่อถามดูว่าฉินไห่หลินเห็นด้วยหรือไม่
หากเขามีอยากจะเข้าร่วมการสอบฤดูใบไม้ร่วง เช่นนั้นแล้วจำเป็นต้องให้เขาเรียนในสำนักศึกษาที่เป็นทางการสักระยะหนึ่ง เพื่อเข้าร่วมการสอบในนามของบัณฑิตจากสำนัก
แม้แคว้นต้าหนิงจะไม่ได้กำหนดว่าผู้ที่ไม่ใช่บัณฑิตไม่สามารถเข้าร่วมการสอบขุนนางได้ แต่หากมีการรับรองจากสำนักศึกษาก็จะดีกว่ามาก
"ท่านปู่อาจารย์ใหญ่ พวกเราใจเย็นๆกันก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ"
เล่อเหนียงมองดูอาจารย์ใหญ่เฉินที่ตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ แล้วพูดด้วยความกลัวเล็กน้อยว่า
"ท่านตื่นเต้นขนาดนี้ ทำให้เล่อเหนียงตกใจแล้วนะเจ้าคะ! และแม้ว่าท่านจะไปตอนนี้ ท่านก็ไม่พบอาสองได้หรอกนะ ลุงรองกำลังสอนหนังสืออยู่!"
เล่อเหนียงพูดหลังจากอึ้งชั่วอึดใจหนึ่ง ที่จริงแล้วนางมาที่นี่เพื่อทักทายพี่ใหญ่และพี่ชายคนอื่น ตอนนี้นางได้เจอพี่ใหญ่แล้ว แต่นางยังไม่ได้เจอพี่ชายที่เหลือเลย เพราะฉะนั้นนางจะกลับบ้านตอนนี้ไม่ได้
"อาจารย์ใหญ่เฉิน ตอนนี้ยังไปไม่ได้นะเจ้าคะ ข้ายังไม่ได้พบพี่ชายคนอื่นเลย!" เล่อเหนียงปฏิเสธ นางสัญญากับพี่ชายไว้แล้ว และจะผิดคำพูดไม่ได้!
"ไม่เป็นไรหรอก อย่างมากพรุ่งนี้ข้าก็ให้เขาหยุดเรียน และให้เขากลับไปเยี่ยมเจ้า!"
อาจารย์ใหญ่เป็นคนกล้าพูดกล้าทไ ทันใดนั้นก็อุ้มเล่อเหนียงเดินออกไปข้างนอกทันที
เล่อเหนียง "..."
"ไม่ได้นะ ข้ายังไม่ได้ตกลงเลย ท่านทำแบบนี้ ท่านต้องการจะลักพาตัวข้าสินะ!"
"ลักพาตัวอะไรกัน ข้าไม่ได้ลักพาตัวเจ้าสักหน่อย ข้าแค่ส่งเจ้ากลับบ้านเท่านั้นเอง!" เฉินหยวนจื่อเดินตรงไปยังร้านขนมฝั่งตรงข้าม มองดูฉินเหล่าซานและคนอื่นๆที่ยังคงยุ่งอยู่ และตะโกนเข้าไป
"เถ้าแก่ ข้าพาหลานสาวของพวกเจ้ามาส่งแล้วนะ!"
"อาจารย์ใหญ่เฉิน ไฉนจึงต้องลำบากพาเล่อเหนียงกลับมาด้วยเล่าขอรับ!"
ฉินเหล่าซานได้ยินเสียงจึงหันกลับมา พอเห็นอาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาเติงเคออุ้มเด็กน้อยร่างอวบของบ้านพวกเขาอยู่
"ไม่เป็นไร ข้าได้ยินเล่อเหนียงบอกว่าพี่รองของพวกเจ้าก็เป็นคนชอบอ่านหนังสือมากใช่หรือไม่" อาจารย์ใหญ่เฉินถามอย่างร้อนรน
"อา เรื่องนี้สำคัญมากหรือ"
ฉินเหล่าซานมองชายคนนั้นด้วยสีหน้าอ่อนใจ
"เรื่องนี้สำคัญมาก สำคัญมากจริงๆ เจ้าบอกความจริงกับข้ามาเถอะ!" ตอนนี้อาจารย์ใหญ่เฉินกำลังร้อนใจจนเดินวนไปมา
เหตุใดตระกูลฉินของพวกเขาถึงได้ปิดปากกันแน่นทุกคนเช่นนี้
เรื่องสำคัญไม่พูดก็ยังพอเข้าใจได้ แต่แม้แต่เรื่องไม่สำคัญก็ไม่ยอมพูด พวกเขาไม่สามารถเห็นใจคนแก่อย่างข้าได้บ้างหรือ?
"อาจารย์ใหญ่เฉิน ในครอบครัวของพวกข้า ยกเว้นเหล่าอู่ที่ไม่ใช่ถงเซิง คนอื่นๆล้วนเป็นถงเซิงทั้งหมด ท่านว่าพวกข้าอ่านหนังสือมามากพอหรือไม่"
มีบางครั้งที่ฉินเหล่าซานถึงกับพูดไม่ออก
"ข้าจำเรื่องนี้ได้ พวกท่านก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงลืมเร็วนักเล่า หรือว่าไม่เคยจดจำเอาไว้ในหัวตั้งแต่แรกเลย"
อาจารย์ใหญ่เฉิน "..."
จะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาเขาจะไม่รู้ว่าสถานการณ์ของครอบครัวนี้ เขาเพียงแค่ต้องการยืนยันอีกครั้งเท่านั้น หรือว่าการที่เขามายืนยันอีกครั้งจะเป็นไปไม่ได้หรือ?
"โอ้ ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นแสดงว่าเหล่าเอ้อร์ของครอบครัวพวกเจ้าเป็นผู้ที่อ่านหนังสือมามากจริงๆใช่หรือไม่" อาจารย์ใหญ่เฉินยืนยันอีกครั้งหนึ่ง
"ถูกต้อง ถูกต้อง พี่รองของข้าเป็นผู้ที่อ่านหนังสือมามาก"
"เหตุใดอาจารย์ใหญ่เฉินจึงถามเช่นนี้ หรือว่าท่านต้องการให้ข้าเรียกพี่ชายคนที่สองไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือให้ท่าน" ฉินเหล่าซานพูดตอบอย่างไม่ใส่ใจ ขณะที่กำลังจัดขนมหวานไปด้วย
"ลุงสาม อาจารย์ใหญ่เฉินไม่ได้ต้องการให้ลุงไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่สถาบัน แต่ท่านต้องการให้ลุงรองไปเข้าร่วมการสอบฤดูใบไม้ร่วง!"
เล่อเหนียงพูดอย่างรวดเร็วว่า "แต่เดิมเขาต้องการให้พี่ใหญ่ไป แต่ท่านคิดว่าลุงรองเหมาะสมกว่านิดหน่อย!"
"เพราะฉะนั้นเขาจึงหมายตาลุงรอง!"
ครั้งนี้ไม่เพียงแค่ฉินเหล่าซาน เท่านั้นที่พูดไม่ออก แม้แต่สือไห่ถังก็พูดไม่ออกเช่นกัน
แม้เหล่าเอ้อร์จะเคยอ่านหนังสือมามาก แม้ว่าจะเป็นครูสอนหนังสือในหมู่บ้าน แต่ก็จำกัดอยู่แค่การสอนขั้นพื้นฐานเท่านั้น ส่วนความรู้ที่ลึกซึ้งกว่านั้น เขาคาดว่าพี่รองคงลืมไปหมดแล้ว
ให้ เหล่าเอ้อร์ไปยังไม่ดีเท่ากับให้ลิ่งอวี่ไป!
ฉินเหล่าซานกล่าวว่า "อาจารย์ใหญ่เฉิน พี่รองของข้าไม่ได้จับตำราเรียนมานานแล้ว หากจะต้องไปเข้าร่วมการสอบฤดูใบไม้ร่วงจริงๆ ลิ่งอวี่น่าจะเหมาะสมกว่า!"
"ถ้าอย่างนั้นก็ให้พวกเขาสองพ่อลูกไปพร้อมกันเลย!"
บทที่ 622: ต่อให้อยากไป ก็ไปไม่ได้
"อาจารย์ใหญ่เฉิน ท่านสติเลอะเลือนไปแล้วหรือ พวกเขาทั้งสองจะเข้าร่วมการสอบพร้อมกันได้อย่างไร" ฉินเหล่าซานมองหน้าอาจารย์ใหญ่เฉินอย่างหมดคำพูด
เหตุใดจะไม่ได้เล่า พวกเขาทั้งสองล้วนมีความสามารถ ถ้าพวกเขาทั้งคู่ติดอันดับสามคนแรกก็จะดีมาก จะเป็นผู้เก่งกาจจากสองคนจากสำนักเดียวกัน!
มุมปากของฉินเหล่าซานกระตุก เขาไม่รู้จะพูดกับอาจารย์ใหญ่เฉินอย่างไรดี
"เรื่องนี้บอกข้าไปก็ไม่มีประโยชน์ ท่านไปถามพี่รองดูเถอะ" ฉินเหล่าซานรู้ว่าตนเองไม่อาจเปลี่ยนใจอาจารย์ใหญ่เฉินได้ เขาจึงไม่อยากสนใจอีกต่อไป อย่างไรเสียคนที่จะเข้าร่วมการสอบก็ไม่ใช่เขา
ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดของเขาคือหาเงิน หาเงินและหาเงินอีก!
"เช่นนั้นพวกเจ้าจะกลับเมื่อใดเล่า ข้าจะกลับไปพร้อมกับเจ้า" อาจารย์ใหญ่เฉินถูมือพลางถามด้วยความกะตือรือร้น
"พวกข้ายังไม่รีบร้อนเท่าไหร่นัก หากท่านต้องการไป ท่านสามารถไปได้เองตอนนี้เลย แต่ท่านต้องทิ้งเล่อเหนียงไว้ให้ข้า!" ฉินเหล่าซานกล่าว
"เอ๊ะ จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าต้องพาเล่อเหนียงกลับไปด้วยกัน เช่นนั้นเจ้าจงยุ่งกับกิจการของเจ้าต่อไปเถิด ข้าจะพาเล่อเหนียงกลับไปก่อนละ!" อาจารย์ใหญ่เฉินพูดจบก็ไม่รอให้ฉินเหล่าซานได้ตอบสนอง เขารับอุ้มเล่อเหนียงวิ่งหนีไปทันที
เมื่ออาจารย์ใหญ่เฉินและเล่อเหนียงทั้งสองคนกลับมาถึงหมู่บ้านตระกูลตระกูลฉิน ฉินเหล่าเอ้อร์ยังไม่เลิกจากการสอนที่สำนักศึกษา
เขาอุ้มเล่อเหนียงมาที่สำนักศึกษาในหมู่บ้าน เขาแอบมอบดูฉินเหล่าเอ้อร์สอนหนังสืออยู่ที่ประตู
ขอโทษนะเหล่าเอ้อร์ ยิ่งมองก็ยิ่งพอใจ มิน่าล่ะลิ่งอวี่ถึงได้โดดเด่นขนาดนี้ ก็เพราะพ่อของเขาหล่อเหล่าขนาดนี้เอง เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหตุใด เขาถึงไม่เคยเห็นแม่ของฉินลิ่งอวี่มาก่อน และก็ไม่เคยได้ยินเขาพูดถึงด้วย
เสี่ยวชีที่กำลังงีบอยู่ในคาบเรียนอย่างเบื่อหน่าย ครั้นเห็นเล่อเหนียงก็รีบหายง่วงทันที เขายกมือข้างหนึ่งโบกมือทักทายเล่อเหนียง และแอบสงสัยว่าเหตุใดเล่อเหนียงถึงมีเวลามาที่นี่ ตอนนี้นางไม่ควรขายขนมอยู่ในอำเภอหรือ
ฉินเหล่าเอ้อร์เห็นเล่อเหนียงและอาจารย์ใหญ่เฉินตรงประตู พลันรีบสอนให้เร็วขึ้น
จนกระทั่งสอนจบบทเรียนเขาก็รับออกมาทันที เขายกมือขึ้นเพื่อคำนับอาจารย์ใหญ่เฉิน หลังจากนั้นอุ้มเล่อเหนียงมาไว้นอ้อมกอด "อาจารย์ใหญ่เฉิน ท่านมาได้อย่างไร"
"ไม่มีอะไร ไม่ใช่เรื่องของเด็กๆหรอก ข้าเพียงมีเรื่องอย่างคุยกับเข้าเท่านั้น!"
อาจารย์ใหญ่เฉินโบกมือแล้วพูดว่า "พ่อลิ่งอวี่ พวกเราไปหาที่นั่งคุยกันดีๆสักหน่อยเถอะ ข้ามีบางเรื่องอยากถามเจ้า!"
เจ้าเหล่าเอ้อร์ไม่เข้าใจ แต่ก็พาอาจารย์ใหญ่เฉินไปยังห้องเล็กๆด้านหลัง เป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับเตรียมการสอนและพักยามกลางวันโดยเฉพาะ
"อาจารย์ใหญ่เฉิน เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดท่านจึงทำท่าทางลับๆล่อๆเช่นนี้" ฉินเหล่าเอ้อร์เอ่ยปากถามอย่างงุนงง
อาจารย์ใหญ่เฉินกระแอมเบาๆหนึ่งครั้ง "เรื่องที่ลิ่งอวี่จะต้องเข้าร่วมการสอบฤดูใบไม้ร่วงนั้น เจ้าทราบแล้วใช่หรือไม่"
ฉินเหล่าเอ้อร์พยักหน้า ด้วยวัยขนาดนี้แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไร เพราะว่าลูกชายของเขาต้องเข้าร่วมการสอบฤดูใบไม้ร่วง เรื่องวุ่นวายในครอบครัวก่อนหน้านี้จึงได้รับการแก้ไขจนเรียบร้อย
เพราะสุดท้ายเจ้าลูกชายตัวแสบของเขาพูดว่า หากเรื่องในครอบครัวยังวุ่ยวายเช่นนี้ เขาจะลาออกจากสำนักศึกษากลับบ้านไปทำนาทันที คำขู่นี้ทำให้ทุกคนในครอบครัวตกใจจนไม่กล้าแม้แต่จะเถียงกันอีกแม้แต่คำเดียว
"อาจารย์ใหญ่เฉิน แม้ข้าจะรู้เรื่องนี้ แต่ที่ท่านพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เป็นเพราะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรหรือ"
ฉินเหล่าเอ้อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน หรือว่าลูกชายเขาจะไม่ได้เข้าร่วมการสอบฤดูใบไม้ร่วงแล้ว
"ไม่ใช่ ไม่ใช่ ลิ่งอวี่ยังคงเข้าร่วมได้ตามปกติ เพียงแต่ข้าอยากมาถามเจ้าว่า เจ้าสนใจจะลองไปด้วยกันหรือไม่" อาจารย์ใหญ่เฉินรีบกล่าว
"หา"
ฉินเหล่าเอ้อร์ได้ยินคำพูดของอาจารย์ใหญ่เฉินก็ชะงักงันไปชั่วขณะ เมื่อครู่เขาได้ยินผิดไปหรือไม่
เมื่อสักครู่อาจารย์ใหญ่เฉิน เสนอให้เขาร่วมการสอบฤดูใบไม้ร่วงด้วยกันใช่หรือไม่ จะให้เขาเข้ารวมสอบกับลูกชายหรือฃ
"อาจารย์ใหญ่เฉิน ท่านอย่าได้ล้อข้าเล่นเลย ข้าอายุปูนนี้แล้วจะไปสอบได้อย่างไรกัน"
ฉินเหล่าเอ้อร์ยิ้มขื่น "ยิ่งไปกว่านั้น ลิ่งอวี่ก็จะเข้าร่วมการสอบฤดูใบไม้ผลิครั้งนี้ด้วย หากพวกเราพ่อลูกไปสอบพร้อมกัน จะพูดอย่างไรก็ไม่เหมาะสมเลย"
อาจารย์ใหญ่เฉินใช้ช่วงเวลาแรกของชีวิตในวงการราชการมาหลายปี จึงมองออกว่า ฉินเหล่าเอ้อร์ก็มีความคิดเช่นนี้เหมือนกัน เพียงแต่เขามีความกังวลมากมายเท่านั้นเอง
"อายุมากหรือน้อยไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าจะเข้าร่วมการสอบฤดูใบไม้ร่วงได้หรือไม่ เพียงแต่ว่าพ่อลูกไปสอบพร้อมกัน เจ้ากล้าลองดูหรือไม่"
อาจารย์ใหญ่เฉินมองเขาด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความหวัง ดวงตาของเขาเปล่งประกายราวกับกำลังเขียนว่ารีบตอบตกลงเร็วเข้า
รีบตอบตกลงข้าเถอะ!
"เรื่องนี้..."
ฉินเหล่าเอ้อร์รู้สึกสั่นไหวจริงๆ เพียงแต่เขามีความกังวลมากมายเหมือนกัน และยิ่งไปกว่านั้น ภารกิจหลักของเขาคือการดูแลดูและและกตัญญูต่อพ่อแม่ ปล่อยให้เหล่าซานและเหล่าซื่อออกไปต่อสู้ชีวิตภายนอก! ยิ่งไปกว่านั้น บรรดานักเรียนในสำนักศึกษายังไม่จบการศึกษา ความจริงแล้วเขายังไม่อยากจากเด็กที่น่ารักเหล่านั้นเลย!
"เหล่าเอ้อร์ เจ้ามีความกังวลอะไรก็พูดออกมาตรงๆเถอะ มาดูเถอะ มาดูกันว่าข้าจะช่วยเจ้าแก้ปัญหาเหล่านั้นได้หรือไม่ ถ้าช่วยได้ก็จะช่วยแก้ไขให้ เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าก็จะสามารถไปสอบได้อย่างสบายใจ" อาจารย์ใหญ่เฉินเอ่ยอย่างใจกว้าง
"ความจริงแล้วข้าก็มีความกังวลอยู่บ้าง ท่านก็รู้ว่าตอนนี้ข้าเป็นอาจารย์ ข้าไม่อยากจากเด็กๆเหล่านี้เลย!"
อาจารย์ใหญ่เฉินรีบพูดอย่างรวดเร็ว "เรื่องนี้ง่ายนิดเดียว ข้าจะส่งอาจารย์คนหนึ่งจากสำนัดศึกษาช่วยสอนแทนก็เรียบร้อยแล้ว!"
ฉินเหล่าเอ้อร์ส่งเสียงตอบรับในลำคอ "ข้ายังต้องกลับบ้านไปขอคำแนะนำจากท่านแม่ของข้าก่อน เพราะตอนนี้ครอบครัวของพวกข้ากำลังมีเรื่องวุ่นวาย อะไรควรระมัดระวังก็ต้องระมัดระวังนะ!"
"สมควรแล้ว สมควรแล้ว ข้าจะกลับไปกับเจ้า ถ้าแม่เฒ่าฉินเห็นด้วย เจ้าก็เก็บข้าวของตอนนี้แล้วกลับไปกับข้าเลย"
อาจารย์ใหญ่เฉินเหมือนตัวอะไรสักอย่างและเกาะติดเขาไม่ปล่อย อาจารย์ใหญ่เฉินเองก็ตามไปไม่หาก เพราะเขากลัวว่าฉินเหล่าเอ้อร์จะไม่เข้าร่วมการสอบขุนนาง
แม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดของฉินเหล่าเอ้อร์ก็ดีใจจนบอกไม่ถูก อยากจะรีบบอกเรื่องนี้กับสตรีทั้งหมู่บ้านในทันที
"เหล่าเอ้อร์ เจ้ารีบเก็บข้าวของของเจ้าตอนนี้เลย เจ้าต้องไปกับอาจารย์ใหญ่ฉิน ต้องทุ่มเทสุดกำลัง อย่างน้อยต้องได้อันดับสิบกลับมา!" แม่เฒ่าฉินพูดอย่างตื่นเต้น
"ต้องสู้ให้สุดความสามารถ อย่าทำให้ข้าขายหน้า!"
"ท่านแม่ อย่าเพิ่งตื่นเต้นไป ถึงแม้ข้าจะต้องไปก็ไม่สามารถไปตอนนี้ได้!"
ฉินเหล่าเอ้อร์มองดูท่านแม่ที่ตื่นเต้นมากก็รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย
"เหตุใดจึงไม่สามารถไปตอนนี้ได้"
แม่เฒ่าฉินสงสัย "อาจารย์ใหญ่เฉินบอกแล้วว่าให้เรียกอาจารย์คนหนึ่งมาสอนแทนชั่วคราว เพื่อให้เจ้าสบายใจไปสอบ เหตุใดเจ้าจึงยังลังเลอยู่"
ฉินเหล่าเอ้อร์ร้องว่าถูกใส่ร้าย "ท่านแม่ ถึงแม้จะต้องไปก็ต้องรออีกสองสามวันถึงจะไปได้!"
"อีกไม่กี่วันพืชผลก็จะเก็บเกี่ยวได้แล้วมิใช่หรือ รอเก็บเกี่ยวพืชผลเสร็จแล้วค่อยไปเถิด!"
บทที่ 623: เริ่มเก็บเกี่ยวฤดูน้อย
เดือนหกเป็นช่วงที่อากาศร้อนที่สุดในรอบปี และยังเป็นช่วงที่พืชผลฤดูแรกสุกงอมพร้อมเก็บเกี่ยว ดังนั้นหลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลฉินต่างพากันลงมือเริ่มเก็บเกี่ยวธัญพืชกันอย่างคึกคัก
เล่อเหนียงก็รบเร้าให้พ่อเฒ่าจ้าวสานหมวกฟางให้นางโดยเฉพาะ แล้วนางก็ถือเคียวประจำตัวไปลงไปช่วยทุกคนเก็บเกี่ยว
ตระกูลฉินปลูกพืชผลไว้มาก แต่ปีนี้ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆไม่อยู่ ดังนั้นหลังจากที่ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลฉินเก็บเกี่ยวพืชผลในที่นาของตัวเองเสร็จแล้ว ก็พากันมาช่วยเหลือที่นาของตระกูลฉินโดยไม่ได้นัดหมาย
ส่วนแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆก็ไม่ตระหนี่ ทุกวันล้วนจัดเตรียมข้าวปลาอาหารไว้ให้อย่างดี ทำให้ชาวบ้านต่างบ่นกันว่า การเก็บเกี่ยวเป็นงานที่เหนื่อยที่สุด แต่พวกเขากลับอ้วนขึ้นตั้งสองชั่ง!
เล่อเหนียงตัวน้อยคนนี้ ตอนแรกยังสวมหมวกฟางไปช่วยงาน แต่หลังจากนั้นนางก็รู้สึกว่าหมวกฟางน่ารำคาญเกินไป จึงถอดหมวกใบนั้นอีก แล้วลงไปเก็บข้าวอย่างมีความสุข
ผลก็คือตอนกลางคืนขณะที่นางอาบน้ำจู่ๆก็พบว่าร่างกายของนางเป็นสองสี ทำให้ตอนนี้นางร้องไห้โฮ
"ฮือ~ ท่านย่า เล่อเหนียงไม่สวยแล้ว!"
แม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดของเล่อเหนียงก็รีบวิ่งออกไปทันที นางคิดว่าเล่อเหนียงเกิดอันตราย แต่พอไปถึงก็พบว่าตัวกับคอของหลานสาวมีสองสี และยังมองเห็นได้ชัดอีกด้วย
"โอ๋ๆๆ หลานรักของย่าอย่าร้องไห้เลยนะ เล่อเหนียงของย่าสวยที่สุดแล้ว!" แม่เฒ่าฉินฝืนใจพูด แต่คนอื่นกลับหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ
"เล่อเหนียงเอ๋ย เหตุใดอยู่ๆเจ้าก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเช่นนี้" เสี่ยวอู่พูดพลางหัวเราะลั่น
แม้ว่าการเยาะเย้ยน้องสาวจะเป็นเรื่องน่าละอาย แต่เขาก็ไม่กลัวจะเป็นคนน่าละอายถึงอย่างไรเด็กคนนี้ก็ตลกจริงๆ
ใบหน้า แขน และคอของเล่อเหนียงถูกแดดเผาจนเป็นดำ แต่ใต้คอลงไปกลับเป็นสีขาวจัด
สีดำและขาวสองสีนี้ผสมผสานเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดความแตกต่างที่ชัดเจน พอกระทบสายตาของพวกเขาก็ยากที่จะไม่หัวเราะออกมา
"น้องสาว วันนี้ข้าบอกเจ้าแล้วนะให้เจ้าสวมหมวก ไม่ก็อยู่เล่นในบ้าน อย่าออกไปข้างนอก แต่ดูสิว่าเจ้าเชื่อฟังข้าที่ไหน"
หงอวี่พูดด้วยสีหน้าจนปัญญา "เจ้าว่าข้างนอกแดดแรงขนาดนี้ แต่เจ้ากลับออกไปโดนไม่สวมหมวด เจ้าดื้อรั้นเอง ผู้ใดจะช่วยเจ้าได้"
แม้เสี่ยวลิ่วจะไม่ได้พูดอะไร แต่รอยยิ้มที่มุมปากก็ไม่จางหายไปเลย
"ท่านย่า ดูพวกพี่ชายรังแกข้าสิ!"
เล่อเหนียงหันไปพูดกับแม่เฒ่าฉินด้วยน้ำเสียงออดอ้อน "ท่านย่า ท่านต้องเห็นใจเล่อเหนียงสิ ท่านช่วยคิดหาวิธีให้เล่อเหนียงหน่อย เล่อเหนียงไม่อยากถูกเป็นตัวประหลาด!"
แม่เฒ่าฉินจะไปหาวิธีมาจากไหนเล่า นางได้แต่ตบหลังเจ้าสามตัวแสบเบาๆ แล้วไล่พวกเขาออกไป
"พอเถอะ พอเถอะ พวกเจ้าสามคนอย่ามาพูดจากทำลายจิตใจน้องสาวอีก ระวังนางจะโกรธเอา พอถึงเวลานางไม่สนใจพวกเจ้าแล้วพวกเจ้าจะเสียใจ" แม่เฒ่าฉินกล่าวพลางผลักให้พวกเขาเดินออกไปข้างนอก
"เล่อเหนียง ท่านย่าไม่ให้ข้าอยู่เจ้า แต่ถ้าเจ้าอยากให้ข้าอยู่ ข้าก็จะอยู่ หากเจ้าไม่ต้องการข้าจะไปเดี๋ยวนี้" เสี่ยวชีไม่ยอมแพ้ หันกลับมาถามอีกประโยค
ในบรรดาพี่ชายตระกูลฉิน เขากับเล่อเหนียงสนิทกันที่สุด ดังนั้นเด็กหญิงคนนี้คงจะไม่ปฏิเสธเขาหรอกนะ!
"ข้าปฏิเสธ ข้าคัดค้าน ข้าไม่ต้องการให้ท่านอยู่ที่นี่!" เล่อเหนียงพูดอย่างโกรธๆ "ข้าจะตัดขาดกับพวกท่านสามคน!"
เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว เสี่ยวชีทั้งสามคนดวงตาว่างเปล่าไร้ความรู้สึก ทุกครั้งที่เล่อเหนียงบอกว่าจะตัดขาดจากพวกเขา แต่เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม นางก็จะเป็นฝ่ายเข้ามาพูดคุยกับพวกเจ้าอีก และยังจะเป็นฝ่ายเข้ามาง้อเขาอีกด้วย
"เล่อเหนียง เตรียมจะตัดขาดจากพวกข้านานเท่าไหร่หรือ หนึ่งชั่วยาม สองชั่วยาม หรือครึ่งชั่วยามกัน" หงอวี่กล่าวพลางหัวเราะ
"สามชั่วยามนั่นมันเกี่ยวอะไรกัน ข้าจะตัดขาดจากท่าน ก็คือตัดขาดไปชั่วชีวิตเลย!" เล่อเหนียงกล่าวอย่างเย่อหยิ่ง
เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว เสี่ยวชี ทั้งสามสบตากัน พวกเขาต่างเห็นรอยยิ้มในดวงตาของกันและกัน!
"จริงๆแล้วก็ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกันมา เพียงแค่ครึ่งชั่วยามไก่ย่างสุกพอดี หนึ่งชั่วยามเนื้อตุ๋นสุกพอดี สามชั่วยามน้ำแกงที่เคี่ยวตั้งแต่เสร็จพอดี ทั้งหมดนี้ข้าทำเองด้วยมือของข้าเองนะ!" หงอวี่กล่าวพลางยิ้มตาหยี
แต่เดิมเสี่ยวชีไม่เคยทำอาหารเลย แต่นับตั้งแต่ช่วงที่พวกเขาเริ่มแย่งชิงพืชผลในไร่นา อาหารในบ้านล้วนเป็นไห่ถังและหลิวซิ่วเถาจัดการ ดังนั้นหงอวี่จึงสามารถหยิบอุปกรณ์ที่จำเป็นมาใช้ได้อย่างง่ายดาย
"เล่อเหนียง ถ้าเจ้ายังร้องไห้อีก ข้าจะไม่ให้เจ้ากินแล้วนะ ข้าตั้งใจเอามาให้เจ้ากินโดยเฉพาะเชียวนา" หลี่เฟยมองดูเล่อเหนียงที่กำลังแทะน่องไก่จนน้ำมันเลอะขาไปหมดอย่างหมดคำพูด ตอนที่เขาไปรับเจ้าสาวก่อนหน้านี้ เหตุใดถึงไม่คิดที่จะซ่อนรองเท้าไว้ใต้เตียงล่
ตั้งแต่เมื่อวานมานี้หลี่เฟยก็มาที่นี่บ่อยๆ เขาและฉินไห่เยี่ยนมีความลับใหญ่ร่วมกัน แต่ หลี่เฟยเพิ่งเข้ามาในหมู่บ้านตระกูลฉินก็ถูกแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆกดดันให้ไปช่วยทำงานในทุ่งนา
แม้ว่าหลี่เฟยจะแสดงสีหน้าปฏิเสธ แต่ก็ยอมรับชะตากรรมและหยิบมีดไปเริ่มทำงาน
"พี่เจ็ด ท่านเหนื่อยหรือไม่ ถ้าเหนื่อยก็พักสักหน่อยเถอะ" ลิ่งตงมองดูหงอวี่ด้วยความเป็นห่วง
ลิ่งตงยังอายุน้อย ดังนั้นเขาจึงอยู่บ้านตากข้าว คราวนี้เมื่อเห็นหงอวี่หน้าแดงก่ำจากการตากแดด เขาก็รีบเดินเข้ามาและถามด้วยความกังวลว่า
"พี่เจ็ด ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่ ต้องการพักสักครู่หรือไม่"
"ท่านแม่ของข้ากำลังต้มชาอยู่ในครัว ข้าจะไปตักมาให้ท่านดื่มสักถ้วย!"
ลิ่งตงพูดจบก็รีบเดินไปยังห้องครัวทันที
หงอวี่ดื่มน้ำอึกใหญ่สองอึก จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนอนกับพื้นแล้วหลับตาลงอย่างสบายใจ
บทที่ 624: ถูกวางยาพิษ
"เสี่ยวชี ข้าเพิ่งใส่น้ำแข็งลงไปในน้ำชานิดหน่อย เจ้าดื่มลงไปแบบนี้จะทำให้ท้องเสียได้นะ!" หลิวซิ่วเถาเพียงแค่หันหลังไปครู่เดียวก็เห็นเสี่ยวชีดื่มน้ำชาเย็นลงจนหมดไปหลายถ้วย
การกระทำของเขาทำให้นางตกใจมาก
ชาเย็นพวกนี้มีรสขมเล็กน้อย เด็กส่วนใหญ่ไม่คุ้นชินกับรสชาตินางถึงได้ขอน้ำแข็งจาก เล่อเหนีย มาใส่ลงไปเพื่อปรับรสชาติ
นางคิดว่าจะรอให้น้ำชาอุณหภูมิลดลงแล้วค่อยยกออกไปให้พวกเขาดื่ม แต่นางเพียงแค่หันหลังไปไม่นาน เสี่ยวชีก็ดื่มไปแล้วสองถ้วย
"อาสะใภ้ ท่านวางใจได้ ข้าไม่ท้องเสียหรอก!" เสี่ยวชีกล่าวพลางตักถ้วยใหม่แล้วพูดว่า "อีกอย่างถ้าจะปวดท้องจริงๆ ที่บ้านก็ยังมีปู่หลี่อันอยู่ไม่ใช่หรือ ถ้าข้าปวดท้อง เขาต้องมีวิธีแก้แน่นอน!"
ตอนนี้หงอวี่รู้สึกเพียงว่าร่างกายของตนเองร้อนราวกับเตาไฟ ร้อนมากๆ แต่เมื่อได้จิบน้ำชาเย็นๆก็ช่วยลดอุณหภูมิลงได้เล็กน้อย
"พอแล้ว พอแล้ว ถึงจะร้อนแค่ไหนก็ไม่ควรดื่มมากเกินไปนะ" หลิวซิ่วเถาเห็นหงอวี่กำลังจะไปตักถ้วยที่สี่จึงรีบห้ามไว้
ตอนนี้เด็กคนนี้คือบรรพบุรุษตัวน้อย ครอบครัวนางต้องดูแลเขาให้ดีๆ
"ท่านอาสะใภ้ ขอข้ากินอีกถ้วยเถอะนะ แค่ถ้วยเดียวเท่านั้น!" หงอวี่อ้อนวอน
เล่อเหนียงมาหาเสี่ยวชี เพื่อชวนเขาไปกินแตงโมด้วยกันเพราะเห็นว่าแตงโมในพื้นที่มิติสุกแล้ว และคิดจะให้เสี่ยวชีเข้าไปอุ้มแตงโมออกมาสักลูกแต่เมื่อเข้ามาก็เห็นพี่เจ็ดของนางกำลังจ้องมองหม้อน้ำชาไม่วางตา
นางจึงคิดว่ามีของอร่อยบ้างอย่าง สองขาสั้นป้อมจึงรีบวิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว แต่พอข้าวิ่งเข้าไปดูแล้วเห็นกำลังกินน้ำสีดำทั้งหม้อก็ตกตะลึงทันที
ช้าก่อน มันก็แค่ชาเย็นธรรมดาไม่ใช่หรือ เหตุใดพี่เจ็ดถึงได้จ้องมองมันอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้
"เล่อเหนียง เจ้ารีบมาดูพี่เจ็ดของเจ้าหน่อย เขาเป็นอะไรไป เหตุใดถึงอยากดื่มน้ำชาเย็นนี้ตลอดเวลาเล่า"
หลิวซิ่วเถาเห็นเล่อเหนียงเดินมารีบเอ่ยปากพูดว่า "ถึงแม้ว่าตอนนี้อากาศจะร้อนมาก การดื่มน้ำชาเย็นสักถ้วยก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำร้ายร่างกาย แต่เสี่ยวชีดื่มไปแล้วสามถ้วย และดูท่าทางแล้วเหมือนจะดื่มต่อไปเรื่อยๆนะ!"
เล่อเหนียงเห็นความผิดปกติของพี่เจ็ดแน่นอน นางเดินเข้าไปหาเสี่ยวชีแล้วถามว่า "พี่เจ็ด ท่านเป็นอะไรไป เหตุใดท่านถึงอยากดื่มชานี้ตลอดเวลาเล่า ชานี้มีอะไรแปลกประหลาดหรือ"
หงอวี่ส่ายหัว "ข้าไม่รู้ ข้ารู้แค่ว่าข้าดื่มชาถ้วยนี้แล้วรู้สึกว่าอร่อยมาก ก็เลยอยากดื่มถ้วยที่สอง พอดื่มถ้วยที่สองเสร็จก็อยากดื่มถ้วยที่สาม ชานี้ดูเหมือนจะทำให้ข้าติดใจ มันล่อลวงให้ข้าดื่มต่อไปเรื่อยๆ!"
เล่อเหนียงได้ยินคำพูดของพี่เจ็ดแล้วขมวดคิ้ว ตามหลักแล้วน้ำชาของหลิวซิ่วเถาก็ไม่ใช่ของที่พวกเขาไม่เคยดื่ม แล้วเหตุใดครั้งนี้ถึงได้ติดใจมากขนาดนี้เล่า
"น้ำชาเย็นนี้เพิ่มส่วนผสมอื่นเข้าไปด้วยหรือ"
"ท่านอาสะใภ้ น้ำชานี้ยังคงเป็นสูตรเดิมหรือไม่" เล่อเหนียงถาม
หลิวซิ่วเถาไม่เข้าใจว่าเหตุใดเล่อเหนียงจึงถามเช่นนี้อย่างกะทันหัน แต่นางก็ตอบอย่างตรงไปตรงมา
"ใช่แล้ว น้ำชานี้ช่วยคลายร้อนได้ดีที่สุดและก็เป็นสิ่งที่ข้าถนัดที่สุดด้วย ข้าต้มชานี้ให้พวกเจ้าดื่มมาตลอดนะ!"
"มีอะไรผิดปกติกับชานี้หรือ" เล่อเหนียงส่ายหน้า นางก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าตรงไหนที่ไม่ชอบมาพากล แต่พี่เจ็ด ท่านติดใจชานี้เสียแล้ว ในชาต้องมีอะไรบางอย่างเป็นแน่
"อาสะใภ้ ชาพวกนี้อย่าเพิ่งให้คนในบ้านดื่มนะเจ้าคะ ข้าจะเอาไปตรวจสอบดูสักถ้วยว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่" เล่อเหนียงพูดพลางตักน้ำใส่ถ้วยเล็กแล้วเดินจากไป
แม้หลิวซิ่วเถาจะไม่เข้าใจว่าการตรวจสอบที่เล่อเหนียงพูดถึงคืออะไร แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเด็กหญิง นางก็ไม่กล้าให้คนในบ้านดื่มชาเย็นนี้ต่อ จึงเก็บแยกเอาไว้ต่างหาก
เล่อเหนียงเพิ่งเข้าห้องก็รีบเข้าไปในพื้นที่มิติ แน่นอนว่าลิ่งอวี่ย่อมตามไปด้วย ดังนั้นตอนที่เล่อเหนียงกำลังจะเข้าพื้นที่มิติ เขาก็คว้าเสื้อของเล่อเหนียงไว้อย่างว่องไวแล้วเข้าไปพร้อมกัน
นางต้องสืบให้รู้ว่าเหตุใดพี่เจ็ดของนางถึงติดใจชาชนิดนี้เป็นพิเศษ
พี่เจ็ด ไปช่วยข้าให้อาหารไก่และเป็ดหน่อย ข้าจะไปห้องทดลองเพื่อวิเคราะห์ดูว่าในนี้มีอะไรกันแน่" เล่อเหนียงพูดพลางวิ่งเข้าห้องทดลองโดยไม่หันกลับมามอง
หงอวี่ที่ถูกทิ้งไว้ให้ไปให้อาหารไก่และเป็ด "..."
เหตุใดทุกครั้งที่เข้ามาที่เหตุนี้ หากไม่ไปให้อาหารไปก็ต้องไปให้อาหารเป็ด หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องไปเก็บผัก !
ไม่งานอื่นให้เขาทำแล้วหรือ
เล่อเหนียงไม่สนใจว่าหงอวี่จะคิดอะไรอยู่ในใจ ตอนนี้นางจดจ่ออยู่กับรหัสที่ยุ่งเหยิงบนหน้าจอเท่านั้น ไม่นานนัก รหัสที่ยุ่งเหยิงนั้นก็ปรากฏเครื่องหมายตกใจอันใหญ่ขึ้นมา
เล่อเหนียงเมื่อเห็นเครื่องหมายเตือนตกใจอันใหญ่นั้น หัวใจของนางก็จมดิ่งลงสู่ก้นเหวเครื่องหมายตกใจสีแดงนี้ แสดงว่าได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นแล้ว
นั่นหมายความว่าในน้ำชาของหลิวซิ่วเถามีสิ่งเหล่านั้นอยู่
แต่เหตุใดก่อนหน้านี้ถึงไม่มี แต่ตอนนี้มีแล้วล่ะ
หงอวี่เห็นเล่อเหนียงไม่กลับมาเสียทีก็นางคิดว่าเขาคงประสบปัญหาอะไรสักอย่าง ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจให้อาหารไก่และเป็ดอีกต่อไป แล้ววิ่งเข้าไปข้างใน
ทันทีที่เข้าไปเขาก็เห็นเล่อเหนียงกำลังเหม่อมองกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่อยู่ เขาจำสิ่งนี้ได้ เล่อเหนียงบอกว่ามันคืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แต่เขาไม่รู้ว่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์คืออะไร
"พี่เจ็ด ข้ารู้แล้วว่าเหตุใดท่านถึงได้หมกมุ่นกับชานั้นยิ่งนัก!" เล่อเหนียงกล่าวอย่างอ่อนแรง
เขาเคยคิดที่จะไม่ให้เสี่ยวชีรู้ความจริง แต่ตอนนี้เสี่ยวชีได้ดื่มมันไปแล้ว ดังนั้นในร่างกายของเขาจะต้องมีสิ่งเหล่านั้นอย่างแน่นอน ตอนกินมันง่าย แต่พอจะเลิกมันก็ยากเหลือเกินดังนั้นจึงจำเป็นต้องแน่ใจว่าเขามีการเตรียมใจพร้อมรับมือกับความท้าทายที่กำลังจะมาถึง
"ถูกวางยาพิษหรือ"
หงอวี่ตกตะลึง เขาแค่ดื่มน้ำชาธรรมดาหนึ่งถ้วยก็สามารถถูกวางยาพิษได้เลยหรือ
บทที่ 625: จะทำอย่างไรถ้าถูกวางยาพิษ
"เป็นไปไม่ได้ อาสะใภ้จะวางยาพิษพวกเราได้อย่างไร อีกอย่างก็ไม่ใช่แค่ข้าคนเดียวที่กิน ทั้งครอบครัวพวกเราก็กินเหมือกนันหมด รวมถึงอาสะใภ้เองก็ดื่มด้วย นางจะวางอย่างพิษพวกเราได้อย่าง"
หงอวี่พูดอย่างตื่นเต้น "ถ้าหากนางวางยาพิษจริง แสดงว่าเขาไม่สนใจแม้แต่ลูกชายของตัวเองเลยหรือ"
เล่อเหนียงเห็นพี่เจ็ดตื่นตระหนกมากก็รีบกอดเขาไว้แล้วพูดว่า "เรื่องนี้ท่านอย่าเพิ่งใจร้อน ท่านใจเย็นๆก่อน!"
"ยาพิษที่ข้าพูดถึงไม่ใช่ยาพิษธรรมดา แต่เป็นพืชชนิดหนึ่งที่ทำให้คนติด อาจเป็นไปได้ว่าอาสะใภ้เก็บสมุนไพรแล้วพลาดเก็บมันเข้าไปด้วย"
"แต่ก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีคนจงใจวางยาพิษ เพราะว่าพิษของพืชชนิดนี้ เมื่อติดแล้วก็จะทำให้คนติดและยากที่จะเลิกได้!"
หงอวี่โกรธจนหายใจถี่ "แล้วตอนนี้จะทำอย่างไรดี"
"จะทำอย่างไรได้อีกเล่า ออกไปถามก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ นี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร บางทีอาจเป็นอาสะใภ้ที่พลั้งไปก็ได้!"
หงอวี่รู้สึกว่าน้องสาวพูดมีเหตุผลจึงจูงมือน้องสาวออกไป
ตอนที่หงอวี่และเล่อเหนียงออกไป ทั้งครอบครัวกลับมาถึงพอดี เล่อเหนียงจึงถามออกไปตรงๆ
"อาสะใภ้ สมุนไพรที่ท่านใช้ชานี้ มีคนอื่นมาแตะต้องหรือไม่"
สมุนไพรเหล่านี้เป็นสิ่งที่นางเก็บมาเมื่อสองวันก่อน เนื่องจากบนภูเขามีพืชมีพิษอยู่มากมาย และหลายชนิดมีพิษร้ายแรง ส่วนพืชที่ไม่มีพิษก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ดังนั้นการเก็บสมุนไพรจึงต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ
หากเจอพืชสองชนิดที่มีใบคล้ายกันมาก แต่ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าชนิดใดเป็นมีพิษและชนิดใดเป็นสมุนไพร น่างจะทิ้งมันไปเลย ไม่มีทางที่จะเสี่ยงนำมันกลับมาด้วย!
"เล่อเหนียง เจ้าบอกข้าก่อนสิว่าเสี่ยวชีถูกพิษหรืออย่างไร มียาแก้พิษหรือไม่"
สิ่งแรกที่แม่เฒ่าฉินสนใจคือเรื่องพิษของเสี่ยวชี ส่วนเรื่องที่มาของพิษนั้น นางยังไม่มีอารมณ์จะสืบสาวราวเรื่องในตอนนี้
"ท่านย่า ท่านไม่ต้องกังวลไป พี่เจ็ดดื่มชาไปไม่มาก พิษในร่างกายของเขาคงไม่มากนัก!"
"แต่พวกท่านต้องเตรียมใจไว้นะ เพราะพิษชนิดนี้จะทำให้พวกท่านคิด เมื่อพิษกำเริบขึ้นมาก็ต้องดื่มน้ำชาชนิดนี้ ไม่เช่นนั้นจะทรมานมาก อาจถึงขั้นอยากตายเลยทีเดียว!"
เล่อเหนียงกังวลมาก สิ่งเหล่านี้คืออันใดกันแน่ พี่เจ็ดกินแค่ไม่กี่ชามก็ติดงอมแงม การติดแบบนี้ในชาติก่อนนั้นยากที่จะเลิกได้ ดังนั้นจึงมีสถานบำบัดเฉพาะสำหรับการเลิกสิ่งเหล่านี้
ยิ่งไปกว่านั้นประเทศที่นางอาศัยอยู่ก็เป็นสถานที่ที่มีกฎระเบียบเข้มงวดมาก หากตรวจพบสิ่งเหล่านี้เกินสองร้อยกรัมขึ้นไปก็จะถูกประหารชีวิต
แม่เฒ่าฉินพวกเขาได้ยินคำพูดของเล่อเหนียง แล้วรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจ เหตุใดเสี่ยวชีที่น่ารักถึงได้เจออะไรแบบนี้
"อาสะใภ้ ท่านช่วยนำสมุนไพรที่ใช้ต้มชามาให้ข้าดูอีกครั้งได้หรือไม่ ข้าอยากตรวจสอบว่าใส่อะไรผิดหรือเปล่า" เล่อเหนียงกล่าวหลังจากจัดการกับพี่เจ็ดเสร็จแล้วหันไปมองหลิวซิ่วเถา
หลิวซิ่วเถารีบไปนำกากสมุนไพรมาทันที
โชคดีที่ชาของนางเพิ่งต้มเสร็จไม่นาน ทำให้กากสมุมไพรยังอยู่ หากกากสมุนไพรไม่อยู่แล้ว คงจะแก้ต่างไม่ได้เลยจริงๆ
ไม่นานนัก นางก็นำถุงกากสมุนไพรมาแล้ว หลี่อันก็กลับมาพอดี เล่อเหนียงกับหลี่อัน ช่วยกันตรวจสอบกากสมุนไพรนั้น แล้วพบว่าล้วนเป็นส่วนผสมที่ใช้ต้มชาตามปกติ ไม่มีสิ่งอื่นใดเลย
"แปลกยิ่งนัก ส่วนผสมทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ใช้ต้มชาตามปกติ ไม่มีสิ่งอื่นใดเลยหรือว่าจะมีคนลอบวางยาพิษ" หลี่อันลูบเคราพลางเอ่ย
คำพูดของหลี่อันทำให้ทั้งตระกูลฉินตกอยู่ในความเงียบ เรื่องที่เสี่ยวชีอยู่ที่นี่เป็นความลับ จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีคนสืบรู้เรื่องนี้
สิ่งสำคัญที่สุดคือคนผู้นั้นยังเป็นผู้เชี่ยวชาญ วางยาพิษอย่างเงียบเชียบ หากไม่ใช่เพราะเล่อเหนียงสังเกตเห็นความผิดปกติ คาดว่าทั้งครอบครัวของพวกเขาคงจบชีวิตลงแล้ว!
"ท่านย่า พวกเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ" เล่อเหนียงเอ่ยหน้านิ่วคิ้วขมวด
พูดตามตรงนางก็กลัวจนทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน นางไม่ได้พูดอะไรอีก แต่ตระกูลฉินมีทั้งชาวบ้านและขุนนาง อีกทั้งยังมี ชิงเฟิง ชิงเยว่ และฉินไห่เยี่ยนที่คอยปกป้องพี่เจ็ดโดยเฉพาะ รวมถึงหลี่เฟยและปู่หลี่อันด้วย การจะหลบเลี่ยงสายตาและวางยาพิษโดยไม่มีใครรู้เห็นนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
แต่ถ้าไม่ใช่คนนอกวางยาพิษก็ต้องเป็นหลิวซิ่วเถาที่ทำ แต่หลิวซิ่วเถาก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะวางยาพิษเขาเลย เพราะสุดท้ายแล้วตระกูลฉินก็เป็นญาติของนาง และลูกชายของนางก็อยู่ที่นี่ด้วย
ลูกชายของนางก็ต้องดื่มชาด้วยนะ!
ตอนนี้หลิวซิ่วเถาก็รู้สึกกังวลไม่น้อย หากนางไม่สามารถหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้ และจะทำให้นางตกเป็นผู้ต้องสงสัยการวางยาพิษครั้งนี้ แม้ว่าตระกูลฉินจะไม่พูดออกมาตรงๆ แต่นางรับรองได้ว่าตั้งแต่นี้ไป พวกเขาต้องระแวงนางมากขึ้นแน่นอน
หลิวซิ่วเถาคิดไปคิดมา จู่ๆก็นึกขึ้นได้ถึงเรื่องหนึ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ข้านึกออกแล้ว ตอนที่ข้าเพิ่งเก็บลูกแดงน้อยกลับมา ข้าได้ล้างมือที่แม่น้ำชิงและล้างสมุนไพรด้วย"
"จากนั้นก็มีสาวน้อยหน้าตาน่ารักเดินเข้ามา นางมองดูสมุนไพรของข้าแวบหนึ่ง แล้วก็เริ่มโต้เถียงกับข้าว่ากินยาจีนมีประโยชน์อะไร ตอนนั้นข้าก็ว่างอยู่พอดีก็เลยอธิบายให้นางฟังสักหน่อย"
"แต่ข้าไม่รู้ว่าในระหว่างที่พูดคุยกันนั้น สมุนไพรของข้าถูกใครแตะต้องหรือไม่"
"เจ้ารู้จักสาวน้อยคนนั้นหรือไม่" แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้วถาม
หลิวซิ่วเถาส่ายหน้า "ข้าไม่คุ้นหน้านางเลย ดูเหมือนจะไม่เคยเห็นนางมาก่อน!"
"นางบอกข้าว่านางมาที่หมู่บ้านตระกูลฉิน เพื่อตามหาพี่สาว แต่เพราะว่าเบื่อจึงออกมาเดินเล่นรอบๆ ข้าคิดว่านางแค่ถามเรื่องสมุนไพรเท่านั้น ข้าจึงไม่ได้คิดอะไรมาก!"
"ถ้าเช่นนั้นก็ต้องเป็นนางแน่นอน!"
บทที่ 626: หากเขาไม่มีความสุข แล้วผู้ใดจะมี
"ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปถามคนในหมู่บ้านว่า เมื่อวานบ้านใดมีแขกมาเยือนบ้าง" แม่เฒ่าฉิน เริ่มนั่งไม่ติด นางหมุนตัวเดินออกไปทันที
หลิวซิ่วเถาเห็นเหตุการณ์เช่นนี้จะนั่งอยู่เฉยได้อย่างไร จึงตามออกไปด้วย นางต้องการไปเดินดูรอบหมู่บ้าน อยากรู้ว่าหญิงคนนั้นยังอยู่หรือไม่
เล่อเหนียงมองพี่เจ็ดที่พยายามทำท่าสงบนิ่งด้วยสีหน้ากังวล นางไม่รู้ว่าตอนนี้ควรทำอย่างไร นางก็ไม่รู้ว่าพี่เจ็ดเสพติดหนักเบาเพียงใด
หากเบาหน่อยก็ยังพอเลิกได้ แต่ถ้าหนักจริงๆ เกรงว่าจะเลิกยาก
"พี่เจ็ด ท่านลองนึกดูว่าช่วงนี้มีสิ่งใดที่ท่านไปครั้งหนึ่งแล้วอยากไปอีกครั้งหรือไม่"
หงอวี่เพียงแค่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง
"เนื้อตุ๋นของป้าสะใภ้สามนับได้หรือไม่"
เล่อเหนียง "..."
นั่นไม่เกี่ยวกันเลยสักนิด ฝีมือของสือไห่ถังนั้นเป็นเลิศจริงๆ โดยเฉพาะเนื้อตุ๋น ใครที่ลองกินครั้งแรกแล้วจะไม่อยากกินอีกเป็นครั้งที่สอง
คนที่ไม่อยากกินอีก ต้องเป็นพวกที่ประสาทรับรสไม่ปกติแน่ๆ
"ไม่ถูกต้องนะ เล่อเหนียง วันนั้นตอนทำขนมโก๋ พวกเราทุกคนก็กินด้วยกันไม่ใช่หรือ เหตุใดทุกคนไม่เป็นอะไร แล้วมีแค่เสี่ยวชีที่มีปัญหาล่ะ"
คำพูดของสือไห่ถังทำให้พวกเขาตระหนักขึ้นมาได้ ครั้งแรกที่พวกเขากินขนมโก๋ พวกเขาก็กินด้วยกันจริงๆ แต่หลังจากนั้นเสี่ยวชีก็อยากกินอยู่เรื่อย สือไห่ถังก็ตามใจ ทำให้เสี่ยวชีกินหลายครั้ง!
เล่อเหนียงได้ยินคำพูดของพวกเขาก็ขมวดคิ้วแน่น คิดอย่างรวดเร็ว สองเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรกันแน่ เพราะระหว่างสองเหตุการณ์นี้ห่างกันประมาณสิบวัน
หากในช่วงเวลานี้มีคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้าน พวกเขาจะต้องรู้อย่างแน่นอน
"เอ้อร์จู้ ช่วงนี้มีคนแปลกหน้าที่พวกเราไม่รู้จักเข้ามาในหมู่บ้านบ้างหรือไม่" แม่เฒ่าฉิน ตรงไปที่ทางเข้าหมู่บ้านเพื่อถามเอ้อร์จู้ หากมีคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้านจริง เขาจะต้องรู้อย่างแน่นอน!
"หา"
ฉินเอ้อร์จู้กำลังถือชามกินข้าวอยู่ เมื่อได้ยินเสียงของแม่เฒ่าฉินก็ชะงักไป ปากอ้าค้างไว้เล็กน้อยเผยให้เห็นอาหารที่เคี้ยวละเอียดแล้วข้างใน
อืม อาหารวันนี้ไม่เลวเลย มีเนื้อด้วยนะ!
"ท่านป้า ช่วงไม่กี่วันนี้ไม่มีใครมาที่หมู่บ้านพวกเราเลยนะ"
เอ้อร์จู้กลืนอาหารในปากลงคอแล้วพูดว่า "หลังจากเกิดเรื่องนั้นขึ้นในหมู่บ้านของพวกเรา พวกข้าก็ไม่ค่อยให้คนในหมู่บ้านเชิญญาติมาเยี่ยมแล้ว"
แม่เฒ่าฉินรู้ว่าเอ้อร์จู้ไม่มีทางโกหก ดังนั้นเมื่อนางรู้ว่าไม่มีใครเข้ามา นางก็หันหลังเดินจากไป
"ท่านป้า เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดข้ารู้ว่าทุกคนถึงดูแปลกๆ" เอ้อร์จู้รู้สึกสงสัย
แม่เฒ่าฉินจะไม่มาถามเรื่องพวกนี้โดยไม่มีเหตุผล นางมาถามเช่นนี้ต้องมีเรื่องเกิดขึ้นแน่นอน
แม่เฒ่าฉิน "ขอบคุณ!"
หลังจากมองไปรอบๆ เห็นว่าไม่มีใครอยู่จึงค่อยๆลดเสียงลงพูดว่า "เอ้อร์จู้ เสี่ยวชีถูกคนวางยาพิษแล้ว!"
"อะไรนะ!"
เอ้อร์จู้ได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าฉินก็ตกใจจนแทบตัวลอย เสี่ยวชีถูกวางยาพิษต่อหน้าต่อตาเลยหรือ
"เสี่ยวชี ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง อาการหนักหรือไม่" เอ้อร์จู้ถามอย่างร้อนใจ
"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ยังไม่ต้องกังวล เล่อเหนียงบอกว่ายาพิษที่เสี่ยวชีกินน่าจะเป็นชนิดที่ทำให้เสพติด" แม่เฒ่าฉินกล่าวเสียงเบาว่า "แต่หากเจ้าติดยาชนิดนี้แล้วก็จะเลิกได้ยากมาก"
"อย่ากังวลไปเลย ข้าจะไปเดินดูรอบหมู่บ้านเดี๋ยวนี้ ข้าอยากรู้นักว่าใครบ้างที่กล้าหน้าด้านรับคนนอกเข้ามาตามอำเภอใจ!" เอ้อร์จู้นั่งไม่ติดแล้วจึงคว้ามีดแล้วเดินตรงไปยังหมู่บ้านทันที
"เอ้อร์จู้ เอ้อร์จู้ เจ้าอย่าเพิ่งรีบร้อน เจ้าทำแบบนี้จะทำให้ชาวบ้านตกใจได้นะ!"
เอ้อร์จู้พูดอย่างตื่นเต้นว่า "เสี่ยวชีถูกคนวางยาพิษ ยังจะกลัวทำให้ชาวบ้านตกใจอีกหรือ"
แม่เฒ่าฉินมองดูเอ้อร์จู้ที่ดูเลือดร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จึงรีบดึงตัวเขาไว้ "เอ้อร์จู้ เจ้าเข้าไปหาคนแบบนี้จะทำให้คนร้ายตกใจหนีไปหมด เจ้าช่วยข้าไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาก่อน บอกเรื่องพวกนี้กับหัวหน้าหมู่บ้าน ให้พวกเขาสองคนแอบไปหาดู ส่วนข้าจะเดินอยู่ในหมู่บ้าน!"
"ข้าเป็นแค่หญิงชราคนหนึ่งการเดินเล่นในหมู่บ้านนับเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเจ้าเป็นชายหนุ่มถือมีดเดินไปมาในหมู่บ้านมันก็ดูผิดปกติไปหน่อย!"
เอ้อร์จู้รู้สึกว่าคำพูดของแม่เฒ่าฉินมีเหตุผลจึงพยักหน้าให้นาง เขาเก็บมีดให้เรียบร้อยแล้วก็เดินไปที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน
แม่เฒ่าฉินเดินเตร่ไปรอบหมู่บ้านตามที่บอกจริงๆ เมื่อเห็นพี่สาวในหมู่บ้านที่กำลังยุ่งอยู่ก็ทักทายอย่างร่าเริง
"ต้าฮวากำลังยุ่งอยู่หรือ" หญิงชราอีกคนหนึ่งได้ยินเสียงของแม่เฒ่าฉินจึงหัวเราะและตอบกลับว่า "พี่ชุนหลาน เหตุใดจึงมีเวลาว่างมาเดินเล่นในหมู่บ้านเช่นนี้"
"พวกเหล่าซานกลับมาแล้ว ข้าก็ปล่อยให้พวกเขาจัดการงานบ้าน ส่วนข้าเป็นแค่หญิงชราที่แอบหาเวลาว่างมาเดินเล่นในหมู่บ้านเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์สักหน่อย"
แม่เฒ่าฉินทักทายเสร็จแล้วก็เดินเล่นต่อไปในหมู่บ้าน
หญิงชราที่กำลังยุ่งอยู่มองตามเงาร่างของแม่เฒ่าฉินที่กำลังเดินเล่นอย่างสบายๆด้วยสีหน้าอิจฉา แต่นางก็แค่อิจฉาเท่านั้น เพราะอีกฝ่ายนั้นมีความสามารถจริงๆ ทั้งให้กำเนิดบุตรและหาเงินได้
นางมีลูกชายถึงสี่คน หลานชายแปดคน หลานสาวหนึ่งคน และยังมีคนรับใช้อีกหลายคน บ่อน้ำพุร้อนบนเขาด้านหลังสร้างเสร็จเกือบหมดแล้ว พวกผู้ชายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในหมู่บ้านมักจะไปแช่น้ำพุร้อนเป็นประจำทั้งยามว่างและไม่ว่าง
ลูกสะใภ้และหลานสะใภ้ก็เป็นคนกตัญญูและขยันขันแข็ง ครอบครัวแบบนี้ถ้านางไม่มีความสุข แล้วใครจะมีความสุขเล่า
เมื่อเข้ามานางก็เดินเที่ยวไปรอบหมู่บ้าน พลางทักทายผู้คนที่พบเจอ อาจกล่าวได้ว่าเขาได้สร้างความฮือฮาให้กับหมู่บ้านอย่างมาก!
ผู้คนเหล่านั้นต่างตอบรับด้วยความสงสัยและกระตือรือร้นไปพร้อมกัน
ตอนนั้นสายตาของแม่เฒ่าฉินตกไปที่บ้านข้างๆ และเห็นหญิงแปลกหน้าคนหนึ่ง
บทที่ 627: ล้วนเป็นพวกเดียวกัน
"สาวน้อยผู้นี้มาจากที่ใดหรือ เหตุใดข้าถึงไม่คุ้นหน้าเจ้าเลย" แม่เฒ่าฉินก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วถาม
"แล้วท่านเล่าเป็นใคร" หญิงสาวแปลกหน้าผู้นั้นถอยหลังไปสองก้าว มองดูแม่เฒ่าฉินอย่างระแวดระวัง
"ข้าคือย่าแม่เฒ่าฉินไงเล่า เจ้าไม่รู้จักข้าหรือ" แม่เฒ่าฉินหัวเราะ
"เหตุใดข้าต้องรู้จักเจ้าด้วยเล่า" หญิงแปลกหน้าผู้นั้นมองดูแม่เฒ่าฉินอย่างดูแคลนแวบหนึ่ง แล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านแล้วปิดประตู
แม่เฒ่าฉินจ้องมองประตูที่ปิดสนิทและหญิงสาวที่ดูหวาดระแวงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นมือโบกไปที่พุ่มหญ้าข้างๆ
ข้างๆพุ่มหญ้ามีสิ่งมีชีวิตตัวเล็กสีเหลืองอ่อนพุ่งออกมาทันที
……
"เจ้าว่าอะไรนะ เสี่ยวชีถูกวางยาพิษงั้นหรือ เกิดขึ้นเมื่อไหร่"
ฉินฟู่หลินกำลังให้ป้อนนมหลานทั้งสองอยู่ที่บ้านก็ได้ยินเอ้อร์จู้มาบอกว่าเสี่ยวชีถูกวา
ยาพิษ ทำให้เขาตกใจจนป้อนนมเข้าจมูกหลาน
หลิวต้าอวิ๋นก็กระวนกระวายไม่แพ้กัน "ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง อาการหนักหรือไม่"
เอ้อร์จู้รีบตอบว่า "รายละเอียดข้าเองก็ไม่รู้ ท่านป้าฉินบอกให้ข้ามาบอกพวกท่านสักคำ ส่วนนางไปเดินหาคนทำในหมู่บ้านแล้ว!"
"ไอ๊หยา เช่นนั้นจะได้อย่างไร นางจะไปตามหาคนคนเดียวได้อย่างไร-"
ฉินฟู่หลินร้อนรนหากแต่ไม่ลืมบอกภรรยา "ภรรยา เจ้าดูหลานทั้งสองคนให้ดี ข้าจะไปดูในหมู่บ้านสักครู่!"
"พี่ชุนหลานนะพี่ชุนหลาน จะเดินเล่นในหมู่บ้านคนเดียวไม่ได้นะ หากพบคนชั่วร้ายขึ้นมาจะแย่เอาได้"
หลิวต้าอวิ๋นเองก็รู้เรื่องนี้เป็นเรื่องร้ายแรงจึงเอ่ยปาก "งั้นเจ้าจะมัวรออันใดอยู่ รีบไปได้แล้ว ตรงนี้ข้าจัดการได้ หากข้าไม่ไหวจะไปเรียกแม่เถียหนิวมาช่วย"
ฉินฟู่หลินไม่กล้ารีรอและรีบออกจากบ้านทันที
ฉินเอ้อร์จู้รีบกลับไปเฝ้าทางเข้ามหู่บ้าน หากคนวางยาพิษต้องการหนี เขาจะได้ขวางอีกฝ่ายไว้ได้
……
ตอนนี้พวกเล่อเหนียงกำลังนั่งพิจารณาส่วนผสมของเครื่องประทินโฉท ตอนนั้นก็เห็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็กเลื้อยเข้ามา
"เสี่ยวชิง เหตุใดเจ้าถึงกลับมาแล้วเล่า เจ้าไม่ได้ตามท่านยาไปหรอกหรือ" เล่อเหนียงเห็นเจ้างูน้อยกลับมาพลันรีบถามทันที
ถูกต้อง เสี่ยวชิงคืองูตัวก่อนหน้านี้ แต่ชื่อของมันไม่เข้ากำกับลำตัวมันสักนิด เพราะฉะนั้นเล่อเหนียงจึงไม่ลังเลที่จะตั้งชื่อให้ใหม่
เสี่ยวชิงขดตัวแล้วส่ายหัวไปด้านหลัง
ขณะที่คนอื่นๆกำลังพยายามทำความเข้าใจว่างูตัวนี้ต้องการจะสื่อสารอะไร เล่อเหนียงกลับเข้าใจได้ทันที
"เจ้าพบเห็นอะไรบางอย่างใช่หรือไม่"
เจ้างูน้อยพยักหน้าเบาๆ แล้วเลื้อยออกไปข้างนอก เล่อเหนียงรีบตามออกไปทันที
"พี่เจ็ด ท่านอยู่พักผ่อนที่บ้านเถิด อย่าตามมาเลย!" เล่อเหนียงรีบเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเสี่ยวชีกำลังจะตามมาด้วย
หงอวี่เบะปากหากแต่ก็ไม่ได้เดินตามออกไป สวี่ซิ่วอิงเดินเข้าไปโอบเขาเอาไว้แล้วกล่าวว่า "เจ้าไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น สิ่งที่เจ้าต้องทำตอนนี้คือดูแลร่างกายของตัวเองให้ดี"
"ในเมื่อเล่อเหนียงบอกว่าเจ้าถูกวางยาพิษ แต่ตอนนี้เจ้าไม่มีอาการเหมือนคนถูกวางยาพิษเลย ข้าก็ไม่รู้ว่าเจ้าถูกวางยาพิษจริงหรือไม่"
"แต่เจ้าวางใจได้ อีกไม่กี่วันลุงของเจ้าจะมาที่อำเภอชิงเหอแล้ว ตอนนั้นให้เขาหาหมอชื่อดังมาตรวจดูอาการเจ้าสักหน่อย"
หงอวี่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของสวี่ซิ่วอิง เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายของสวี่ซิ่วอิง กำลังสั่นเทาขณะที่พูด เขารู้ว่าสวี่ซิ่วอิงกำลังหวาดกลัวและกังวล แต่ที่มากกว่านั้นก็คือความแค้น
เสี่ยวชีกล่าวด้วยสีหน้าสำนึกผิด "ท่านแม่ ข้าขอโทษที่ทำให้ท่านต้องกังวล!"
"เด็กโง่ เจ้ากำลังพูดอะไรเหลวไหลอยู่"
สวี่ซิ่วอิงลูบศีรษะของเขาพลางกล่าวว่า "ทั้งหมดนี้จะโทษเจ้าได้อย่างไร หากจะโทษก็ต้องโทษสิ่งชั่วร้ายนั่นที่วางยาพิษลูกรักของพวกเรา"
สวี่ซิ่วอิงแสดงสีหน้าดุร้าย "คนผู้นั้นควรสวดมนต์ขอพรว่าอย่าให้ข้าจับได้ หากข้าจับได้ ข้าจะเฉือนเนื้อบนร่างของเขาออกมาทีละชิ้นๆ ในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่!"
หงอวี่ไม่ได้พูดอะไร เขารู้ว่าสวี่ซิ่วอิงจริงจัง แม้ว่าท่านแม่ของเขาจะดูอ่อนแอ แต่เขารู้ว่านิสัยของท่านแม่ไม่ได้อ่อนแอเหมือนที่เห็นภายนอก อีกทั้งยังเป็นคนที่แข็งแกร่งมากด้วย
เล่อเหนียงพร้อมกับฉินเหล่าเอ้อร์ ฉินเหล่าซานและคนอื่นๆ เดินตามเสี่ยวชิงเข้าไปในหมู่บ้าน ระหว่างทางพวกเขายังเห็น ฉินฟู่หลินที่มีสีหน้ากังวลกำลังเดินมา
"เหล่าเอ้อร์ ข้าได้ยินมาว่า..." ฉินฟู่หลินกำลังจะเอ่ยปากถาม แต่ก็เห็นฉินเหล่าเอ้อร์ส่งสายตาให้เขา เขาจึงรีบปิดปากและไม่ถามอะไรอีก
ฉินฟู่หลินรับรู้ทันทีว่าเล่อเหนียงและคนอื่นๆมีเบาะแสแล้ว เขาจึงตามพวกเขาไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย หลังจากเดินมาสักพักในที่สุดก็ได้พบแม่เฒ่าฉิน แต่ตอนนี้แม่เฒ่าฉินกำลังคุยกับพ่อเฒ่าจ้าวอยู่
แม้พ่อเฒ่าจ้าวจะรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดหญิงชราจึงดึงตัวเขามาพูดคุยที่นี่ แต่เขาก็ไม่ได้ถาม กลับร่วมมือพูดคุยเรื่องทั่วไปกับนางอย่างเต็มใจ
แต่หลังจากคุยกันได้ไม่นานก็เห็นเหล่าเอ้อร์และคนที่พวกเขาพามาเดินฟึดฟัดเข้ามา
แม่เฒ่าฉินชี้ไปด้านใน ฉินเหล่าเอ้อร์ ฉินเหล่าซานและฉินไห่เยี่ยนก็พุ่งเข้าไปทันที พวกจับตัวหญิงสาวที่กำลังเก็บข้าวของอยู่ด้านในได้คาหนังคาเขา!
"สาวน้อย เจ้าจะหนีไปไหนหรือ" แม่เฒ่าฉินกล่าวพลางยิ้ม
"ข้าไม่เข้าใจว่าท่านกำลังพูดอะไร"
หญิงสาวผู้นั้นแกล้งทำเป็นโง่เขลา "พวกเจ้าเป็นใคร เหตุใดถึงมาแตะต้องตัวข้า ข้าจะบอกให้พวกเจ้ารู้เอาไว้นะว่า ถ้าพวกเจ้าจับตัวข้าโดยไร้เหตุผล ข้าจะไปฟ้องนายอำเภอเอาเรื่องพวกเจ้า!"
แม่เฒ่าฉินหัวเราะออกมาทันที "สาวน้อย เจ้ากำลังพูดอะไรอยู่ ข้าเพียงแค่เห็นว่าเป็นคนแปลกหน้าในหมู่บ้าน จึงคิดมาเชิญเจ้ามานั่งเล่นที่บ้านของพวกข้าเท่านั้นเอง!"
"เจ้ารีบร้อนเก็บข้าวของเช่นนี้ เพราะได้ทำเรื่องอะไรไว้หรือ"
สีหน้าของหญิงผู้ฉายแววรู้สึกผิด แต่ก็เพียงแค่แวบเดียว และยังคงดื้อดึง "เหตุใดข้าต้องไปบ้านของพวกท่านด้วย ข้าไม่รู้จักพวกท่านสักหน่อย!"
"บังเอิญเสียจริง พวกข้าก็ไม่รู้จักเจ้าเช่นกัน!"
แม่เฒ่าฉินชี้ไปที่ฉินฟู่หลินแล้วถามว่า "ถ้าเจ้าไม่รู้จักข้า เช่นนั้นเจ้ารู้จักเขาหรือไม่"
หญิงผู้นั้นหันไปมองฉินฟู่หลินด้วยสายตาดูแคลนแล้วกล่าวว่า "ข้าเป็นใครกัน ข้าจะไปรู้จักชายแก่สกปรกมอมแมมเช่นนี้ได้อย่างไร"
ฉินฟู่หลินชายแก่สกปรกมอมแมม "..."
"หญิงผู้นี้เป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงมาปรากฏตัวในหมู่บ้านตระกูลฉินของข้า" ฉินฟู่หลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ใครกันแน่ที่พาเจ้าเข้ามาที่นี่"
หญิงผู้นั้นหัวเราะเยาะเย้ย "ตาแก่บ้า คิดว่าตัวเองเป็นใคร กล้าดีมาจัดการข้าหรือ ระวังข้าจะเอาปืนยิงหัวเจ้าให้กระจุยเลย!"
เล่อเหนียง "?!"
อะไรกัน?
เล่อเหนียงมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ นางเพิ่งได้ยินว่านางจะเอาปืนยิงฉินฟู่หลินหรือ นางจะรู้จักปืนได้อย่างไร หรือว่านางก็ทะลุมิติมาเหมือนกัน
หญิงผู้นั้นพลั้งปากไปชั่วขณะ ท้ายที่สุดก็หลุดปากออกมา นางรีบเอามือปิดปากทันที สายตาเหลือบมองผู้คนตรงหน้าอย่างรวดเร็ว พบว่าพวกเขาไม่ได้สนใจความหมายในคำพูดของตนจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"ดูจากท่าทีของเจ้าแล้ว ยาพิษของเสี่ยวชีเป็นฝีมือเจ้าใช่หรือไม่"
บทที่ 628: ดูเหมือนว่าพวกเราจะมาจากโลกเดียวกัน
"ข้าไม่เข้าใจว่าเจ้ากำลังพูดอะไร" หญิงผู้นั้นแก้ตัวใบหน้าเรียบเฉย
"ข้าเป็นเพียงสตรีน่าสงสารคนหนึ่ง พวกเจ้าผู้ชายมากมายขนาดนี้มากดข่มข้า พวกเจ้าไม่ละอายใจบ้างหรือ"
แม่เฒ่าฉินแค่นเสียงเย็นชา "หากเจ้าไม่อยากให้พวกเข้าสงสัยคงเป็นเรื่องยากเสียแล้ว เจ้าต้องบอกพวกข้าก่อนว่าเจ้าเข้ามาจากที่ใด เหตุใดพวกข้าถึงไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อน"
"แน่นอนว่าข้าเข้ามาอย่างเปิดเผย เดินเข้ามาจากทางเข้าหมู่บ้าน ข้าแค่มาเยี่ยมญาติเท่านั้น หรือว่าหมู่บ้านของพวกเจ้าไม่อนุญาตให้คนมาเยี่ยมญาติกัน" หญิงผู้นั้นแค่นเสียงพูด
"ช่างบังเอิญจริง หมู่บ้านของพวกข้าใช่ว่าจะอนุญาตให้ใครมาเยี่ยมญาติได้ง่าย แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเยี่ยมญาติหรือมีธุระอะไร ทั้งหมดต้องลงชื่อหน้าที่ทางเข้าหมู่บ้าน!"
ฉินฟู่หลินมองหญิงผู้นั้นด้วยสายตาเย็นชา "อีกอย่างหนึ่ง เจ้าบอกว่าเจ้ามาเยี่ยมญาติ แล้วเจ้ามาเยี่ยมใครกัน?"
"นางคงไม่ได้มาเยี่ยมผีหรอกนะ" เล่อเหนียงแทรกขึ้นมา
ฉินฟู่หลินและแม่เฒ่าฉินจึงนึกขึ้นได้ว่าบ้านร้างหลังนี้ก็คือบ้านที่แม่เฒ่าคนนั้นเคยอาศัยอยู่ก่อนที่นางจะเสียชีวิต
หลังจากที่แม่เฒ่าคนนั้นจากไปแล้ว บ้านหลังนี้ก็ไม่มีใครมาดูแลเป็นเวลานานแล้ว
ก่อนหน้านี้ฉินฟู่หลินก็เคยคิดที่จะจัดสรรบ้านหลังนี้ให้คนอื่น แต่ตอนนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างก็มีบ้านอยู่กันหมดแล้ว บางคนถึงกับมีห้องว่างเหลือมากมาย ดังนั้นบ้านหลังนี้จึงถูกปล่อยให้ว่างเปล่ามาตลอด ไม่คิดว่าจะปล่อยให้หญิงผู้นี้ฉวยโอกาสเสียได้!
"ข้ามาเยี่ยมญาติ ข้าก็ไม่รู้ว่ายายทวดของข้าจากไปเมื่อใด หากไม่ใช่เพราะบังเอิญมาครั้งนี้ ข้าก็คงไม่รู้ เมื่อวานข้าไหว้ยายทวดเสร็จแล้ว ดังนั้นวันนี้ข้าจึงกำลังจะออกเดินทาง!"
หญิงผู้นี้แต่งเรื่องเก่งยิ่งนัก นางเอ่ยออกมาทันทีหลังจากเล่อเหนียงพูดเสร็จ
เล่อเหนียง "..."
น่าสงสารเจ้าจริงๆ ที่หาข้ออ้างไม่ได้ แต่กลับหยิบใครความสำคัญในคำพูดของนางไปแต่งเรื่อง
ตอนนี้เขาไม่มีเวลามาพูดจาไร้สาระกับหญิงคนนี้อีกแล้ว เพราะตอนนี้หลานสองคนยังรอเขาอยู่ที่บ้าน และภรรยาของเขาคงจะยุ่งจนหัวหมุน
ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานลงมือเตรียมลากหญิงคนนั้นไปยังศาลบรรพชน
"ระวัง หมอบลงซะ!" ทันใดนั้นเล่อเหนียงก็ตะโกนเสียงดัง
การตอบสนองของฉินเหล่าเอ้อร์และเหล่าซานค่อนข้างไหว ครั้นได้ยินเสียงของเล่อเหนียง พวกเราทั้งสองก็หมอบลงทันที
ปัง!
ช่วงเวลาที่เสียงนั้นดังขึ้น เล่อเหนียงก็กมองไปทางสายตาของเขา ทันใดนั้นสายตาคู่นั้นก็เย็นชาลง
ปืน!
ผู้หญิงคนนี้มาจากโรคเดียวกับเธอ!
หญิงผู้นั้นเห็นว่าการโจมตีครั้งแรกไม่เป็นผล จึงหมุนปากกระบอกปืนไปเล็งที่แม่เฒ่าฉิน หลี่เฟยที่อยู่ข้างๆ รีบพุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ปืนของหญิงผู้นั้นไม่ได้ยิงถูกแม่เฒ่าฉิน แต่กลับยิงเข้าที่ท้องของหลี่เฟย
"พี่หลี่เฟย!" เล่อเหนียงร้องเรียกด้วยความกังวล
แท่งเหล็กนี้คือสิ่งใด ไม่มีใครรู้แน่ชัด
แต่เล่อเหนียงรู้แน่นอน
ฉินไห่เหยียนเห็นหลี่เฟยบาดเจ็บจึงรีบพุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว ปัดแท่งเหล็กในมือของหญิงผู้นั้นร่วงลงกับ จากนั้นบิดมือของหญิงผู้นั้นอย่างรุนแรง!
"อ๊าก พวกเจ้าเป็นสัตว์เดรัจฉานที่ไม่รู้จักเห็นใจผู้หญิง เหตุใดถึงได้ทำกับข้าเช่นนี้!" หญิงผู้นั้นร้องกรีดด้วยความเจ็บปวด
พวกคนโบราณบ้านี่ เหตุใดจึงบิดข้อมือเธอจนเกือบหักเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าคนโบราณจะเห็นใจผู้หญิงหรอกหรือ
"พี่หลี่เฟย ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่ รู้สึกเจ็บตรงไหนบ้างเปล่า"
เล่อเหนียงย่อตัวลงกับพื้น ใช้มือปิดกดแผลบนท้องของหลี่เฟยด้วยความกังวล
หลี่เฟย ส่ายหัวแสดงว่าตนเองไม่มีอะไร เมื่อครู่ไปช่วยป้องกันลูกธนูให้แม่เฒ่าฉิน ในชั่วขณะนั้นข้ารู้สึกว่ามีบางสิ่งทะลุเข้ามาในท้องของข้า คิดว่าน่าจะเป็นอาวุธลับอะไรสักอย่าง แต่ไม่ได้เจ็บมากนัก ดังนั้นข้าจึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก
แต่เหตุใดตอนนี้ถึงรู้สึกแปลกๆเล่า เหตุใดสายตาถึงพร่ามัวขึ้นเรื่อยๆ
ศีรษะก็หนักขึ้น สุดท้ายก็ทนต่อความหนักที่ศีรษะไม่ไหวจึงเป็นลมหมดสติไป
"ปู่หลี่อัน ท่านรีบมาเร็วเข้า พี่หลี่เฟยเกิดเรื่องแล้ว!" เล่อเหนียงตะโกนเสียงดังลั่นเสียง
หลี่อันยังไม่ทันได้ยินเสียง ทั้งหมู่บ้านก็ได้ยินเสียงนั้นเสียแล้ว ทุกคนต่างทิ้งสิ่งของในมือละทิ้งงานที่กำลังทำอยู่แล้ววิ่งกรูกันมา
"เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น เหตุใด เหตุใดคุณชายหลี่ถึงได้รับบาดเจ็บอ่ะ" แม่เถียหนิวและสามีของนางวิ่งมาถึงเป็นคนแรก
สามีภรรยาคู่นี้แต่เดิมก็ทำงานอยู่แถวนี้อยู่แล้ว พอได้ยินเสียงก็โยนจอบทิ้งลงพื้นทันที
"แม่เถียหนิว หญิงชั่วคนนี้ช่างน่าชังนัก นางวางยาพิษพี่เจ็ดของข้า แล้วยังจะทำร้ายย่าของข้าอีก แต่โชคดีที่พี่หลี่เฟยขวางเอาไว้ได้!"
เล่อเหนียงเล่าเรื่องราวทั้งหมดอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ แม่เถียหนิวผู้มีนิสัยดุดัน เมื่อได้ยินว่าหญิงผู้นี้วางยาพิษเสี่ยวชีและยังคิดจะทำร้ายแม่เฒ่าฉินก็ทนไม่ไหว จึงเข้าไปเตะมือที่บาดเจ็บของหญิงผู้นั้น
หญิงผู้นั้นแม้แต่เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดก็ไม่อาจเปล่งออกมาได้ ไม่นานจากนั้นนางก็สลบไป
"ถอยไปให้หมด ถอยไปให้หมด ให้ข้าดูว่าเกิดอะไรขึ้น"
หลี่อันวิ่งแทรกฝูงชนเข้ามาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นหลี่เฟสลบไม่ได้สติก็รีบย่อตัวลงจับชีพจรให้เอา
แล้วเขาก็ง้างเปลือกตาของอีกฝ่ายขึ้นดู พร้อมทั้งมองดูบาดแผลของเขาแวบหนึ่ง แล้วรีบพูดว่า "เหล่าอู่ รีบอุ้มหลี่เฟยกลับไปเร็ว เขาบาดเจ็บสาหัส พวกเราต้องรีบกลับบ้านเดียวนี้ ที่บ้านเรามียาอยู่!"
ฉินไห่เยี่ยนจะกล้าชักช้าได้อย่างไรเล่า เขาอุ้มหลี่เฟยขึ้นมาแล้วใช้วิชาตัวเบาวิ่งกลับบ้านทันที!
ผู้คนในหมู่บ้านตระกูลฉินเพิ่งรู้ว่าฉินไห่เยี่ยนมีวรยุทธ!
"เหล่าเอ้อร์ เหล่าซาน พาหญิงคนนี้ไปขังไว้ในคอกหมูหลังศาลบรรพชนเดี๋ยวนี้!" ฉินฟู่หลินพูดเสียงเย็นชา
"ฟู่ไห่ เจ้าไปหาคนมาสักสองสามคนเพื่อผลัดกันเฝ้าหญิงคนนี้ให้ข้า!"
ฉินเหล่าเอ้อร์ เหล่าซาน และฉินฟู่ไห่ขานรับพร้อมกันแล้วรีบไปทำงานทันที
ชาวบ้านคนอื่นๆเพิ่งรู้ว่าเสี่ยวชีถูกวางยาพิษ จึงพากันมุ่งหน้าไปยังบ้านแม่เฒ่าฉิน
"พี่สะใภ้สาม รีบไปต้มน้ำร้อนมาหนึ่งกะละมัง เร็วเข้า!"
"ซิ่วเถา รีบไปเอาเหล้ามาจากห้องเก็บของ อีกสักครู่หมอหลี่อันจะใช้ฆ่าเชื้อ"
ฉินไห่เยี่ยนอุ้มหลี่เฟย กระโดดลงมาจากหลังคาพลางเดินไปยังห้องของเขา โดยไม่ลืมสั่งการไปด้วย
สือไห่ถังและหลิวซิ่วเถาตกตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนจะรีบลงมือทำทันที พวกเขาเห็นเลือดที่หยดลงบนพื้นจึงรู้ว่าหลี่เฟยได้รับบาดเจ็บสาหัสฃ ดังนั้นพวกนางจึงไม่กล้าชักช้า
"ท่านย่า พวกเรากลับกันเถอะ!" เล่อเหนียงพูดอย่างร้อนรน
การกลับไปตอนนี้เพราะกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บของหลี่เฟยแล้ว ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งคือฉินไห่เยี่ยนเอาปืนพกนั้นไปด้วย
ปืนกระบอกนั้นยังปิดระบบนิรภัยอยู่ หากเกิดอุบัติเหตุไปสะกิดโดนเข้า อาจจะทำให้ปืนลั่นได้ เช่นนั้นแล้วนางคงไม่รู้จะร้องไห้ที่ไหน
เมื่อแม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดของเล่อเหนียงก็รีบอุ้มเล่อเหนียง เดินกลับบ้านทันที แต่เพิ่งเดินเข้าไปใกล้ได้ยินเสียงดังขึ้นจากด้านใน!
ปัง!
บทที่ 629: มีคนโชคร้ายแล้ว
เล่อเหนียงได้ยินเสียงนั้นสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เกือบจะกรีดร้องออกมา
อาห้าของนางยังปลอดภัยดรหรือไม้
แม่เฒ่าฉินได้ยินเสียงนั้น ขาแข้งก็อ่อนยวบจนเกือบจะล้มลงบนพื้น
เสียงนี้นางคุ้นเคยมากจนน่ากลัว หากเมื่อครู่หลี่เฟยไม่ได้เข้ามาขวางนางไว้ ตอนนี้คนที่บาดเจ็บก็คงเป็นนางแล้ว
นางอายุมากแล้ว หากได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าจะรอดพ้นไปได้หรือไม่ หากนางทนไม่ไหว นางก็จะไม่มีโอกาสได้เห็นเล่อเหนียงที่น่ารักเช่นนี้อีก
"ท่านย่ารีบไปเถิด อาห้าคงเกิดเรื่องแล้ว!" เล่อเหนียงกระโดดลงจากอ้อมกอดผู้เป็นย่า สองเท้าสั้นป้อมรีบวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็ว
นางแอบภาวนาในใจให้อาห้าปืนลั่นและยิงพลาด ไม่ได้ทำร้ายตัวเอง มิเช่นนั้นท่านย่าจะต้องร้องไห้แทบขาดใจแน่นอน
แม่เฒ่าฉินสงบอารมณ์ลงเล็กน้อยแล้วก็ไล่ตามไป เพิ่งวิ่งเข้ามาในลานบ้านก็เห็นเสี่ยวชี ยืนอยู่ในลานบ้านด้วยสีหน้าประหลาด
เล่อเหนียงเดินเข้าไปข้างใน นางเห็นฉินไห่เยี่ยนที่ยังไม่ทันรู้ตัวว่านางมาแล้วก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา แล้ววิ่งไปดึงเก้าอี้ตัวหนึ่งมาปีนขึ้นไป เอื้อมมือไปหยิบแท่งเหล็กในมือของเขา
ฉินไห่เยี่ยนตกใจสะดุ้งโหยงและได้สติกลับมา เขาเห็นเล่อเหนียงพยายามจะแท่งเหล็กในมือของตน จึงต่อต้านโดยสัญชาตญาณ
"เล่อเหนียง เจ้ายังเด็กอยู่ ของเล่นนี้เจ้ายังเล่นไม่ได้หรอก รอเจ้าโตขึ้นแล้วอาค่อยให้เจ้าเล่นดีไหม"
ฉินไห่เยี่ยนกลัวว่าสิ่งที่อยู่ในปืนกระบอกนั้นจะทำอันตรายต่อเล่อเหนียง เขาจึงไม่เพียงแต่ไม่ให้ปืนแก่เล่อเหนียง แต่ยังเอาปืนไปไว้ข้างหลัง ทำท่าเหมือนไม่ยอมให้ใครแย่งไปเด็ดขาด
"อาห้า สิ่งนั้นอันตรายเกินไป ให้ข้าเถอะ ข้าจะเก็บรักษาให้ท่านเอง!" ดวงตาเล่อเหนียงวาววับด้วยความมุ่งมั่น
ภายในแคว้นนี้นอกจากนางแล้ว จะต้องไม่มีใครรู้วิธีใช้เป็นคนที่สาม
"เด็กน้อย เพราะมันอันตรายเกินไป ข้าถึงให้เจ้าไม่ได้!" ฉินไห่เยี่ยนยังคงไม่อ่อนข้อให้
เล่อเหนียงไม่พูดพร่ำทำเพลง นางหยิบปืนพกออกมาจากพื้นที่มิติโดยตรง ปืนกระบอกนั้นเล็กกว่าที่อยู่ในมือของเขาเสียอีก
เมื่อฉินไห่เยี่ยนเห็นปืนในมือของเล่อเหนียงเหมือนกับแท่งเหล็กในมืของตนไม่มีผิด เพียงแค่แตกต่างกันที่ขนาดก็ตะลึงงันทันที!
เหตุใดเด็กหญิงคนนี้ถึงมีสิ่งนี้ได้ หรือว่าแท่งเหล็กในมือของเขาก็เป็นของที่เด็กหญิงคนนี้ให้มา แต่นั่นก็ไม่มีเหตุผล จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะให้สิ่งที่เป็นอันตรายแก่คนในครอบครัวของตัวเอง
"เล่อเหนียง เหตุใดเจ้าถึงมีมากมายเช่นนี้?"
"อาห้า อย่ามัวพูดเพ้อเจ้อ รีบให้ข้าเร็วเข้า!" เล่อเหนียงพูดอย่างร้อนรน
ฉินไห๋เยี่ยนตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ส่งแท่งเหล็กในมือให้กับเล่อเหนียง ช่างเถอะ เด็กหญิงคนนี้มีพลังวิเศษ สิ่งเหล่านี้อยู่ในมือนางอาจจะปลอดภัยกว่า
เล่อเหนียงรับปืนพกมาอย่างคล่องแคล่วนางปิดเซฟตี้ ก่อนจะโยนมันเข้าไปในพื้นที่มิติพอโดน
ขณะเดียวกันหลี่อันก็กลับมาพร้อมกับ ตามหลังมาคือสือไห่ถังและหลิวซิ่วเถาที่ถือน้ำร้อนและเหล้าเข้า
"เหล่าอู่เจ้าออกไป เล่อเหนียงเจ้าอยู่ที่นี่!" หลี่อันเริ่มไล่คนออก
"หมอหลี่ ให้ข้าอยู่ด้วยเถอะ ข้าอยู่ช่วยท่านจะดีกว่าให้เล่อเหนียงอยู่เสียอีก!" ฉินไห่เยี่ยนรีบกล่าวทันที
"เจ้าพูดเหลวไหล รีบออกไปเดี๋ยวนี้!" หลี่อันพูดอย่างหงุดหงิด
ฉินไห่เยี่ยนลูบจมูกแล้วจำใจเดินออกไปอย่างไม่เต็มใจ
"เล่อเหนียงรีบให้ยาข้าเร็วเข้า!" หลี่อันพูดอย่างไม่เกรงใจ เล่อเหนียงไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ นางหยิบผงยาสลบและเข็มฉีดยาแก้อักเสบออกมาจากพื้นที่มิติ
หลี่อันดึงเสื้อผ้าของหลี่เฟยออก แล้วก็เห็นรูขนาดใหญ่บนหน้าท้องของหลี่เฟย เขายื่นมือเข้าไปคลำดูและสามารถสัมผัสได้ถึงก้อนเหล็กก้อนหนึ่ง
"เล่อเหนียง ก้อนเหล็กนี้ดูเหมือนจะไม่ธรรมดา" หลี่อันพูดพลางยืนยันตำแหน่งของก้อนเหล็ก
เล่อเหนียงเงียบไป นางไม่อยากตอบคำถามนี้และไม่รู้จะตอบอย่างไร
นางคงไม่สามารถบอกหลี่อันได้ว่ามันเป็นรอยจากการถูกปืนยิง และก้อนเหล็กนั้นก็คือหัวกระสุนนั่นเอง! ถ้านางพูดออกมา แล้วหลี่อันถามต่อว่าปืนพกและกระสุนปืนทำขึ้นมาอย่างไร นางจะทำอย่างไร
หากเกิดหลี่อันเกิดอารมณ์เลือดร้อน อยากทำปืนพกสักกระบอกขึ้นมาบ้างล่ะ นางจะทำอย่างไร
นั่นเป็นใช้เเทคโนโลยีสมัยใหม่สูงมากในการผลิต แม้ว่านางจะมีพื้นที่มิติและรู้เรื่องมากมาย แต่นางก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำแท่งเหล็กนั่นได้อย่างไร
นางเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
"รีบเอาก้อนเหล็กในท้องของพี่หลี่เหยออกมาเถอะ หากปล่อยไว้นานเกินไปแล้วเกิดไข้ขึ้นมาจะไม่ดีเอา" เล่อเหนียงเบี่ยงประเด็นไปทางอื่นทันที
หลี่อันรู้จักเด็กหญิงผู้นี้มานานแล้วและก็รู้จักนิสัยนางดี ปกติแล้วเด็กหญิงคนนี้มักจะพูดทุกเรื่อง แต่เรื่องความรัก แม้นางจะรู้ แต่นางก็จะไม่พูดออกมาและเก็บไว้ในใจ จนกระทั่งตัวเองแทบจะตายด้วยความอัดอั้น
"พอเถอะปู่หลี่อัน อย่าได้พูดเรื่องไร้สาระอีกเลย รีบทำการผ่าตัดเถิด!"
หลี่อันได้ทำตำแหน่งของกระสุนไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นจึงหยิบมีดออกมา ก่อนอื่นเขาแช่มีดในน้ำร้อนสักครู่ จากนั้นนำไปลนไฟ สุดท้ายฆ่าเชื้อด้วยเหล้าอีกครั้ง แล้วจึงเริ่มจัดการกับบาดแผล!
แม้ว่าหลี่อันจะไม่เคยรักษาบาดแผลในเนื้อมาก่อน แต่ตอนที่อยู่ในกองทัพก็เคยช่วยชีวิตคนที่ถูกดาบแทงอกมาไม่น้อย ดังนั้นการรักษาบาดแผลของหลี่เฟยแม้จะยุ่งยากอยู่บ้าง แต่ก็สามารถจัดการได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีอันตรายร้ายแรง
หลี่อันทำทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วก็ยืดแขนบิดขี้เกียจ จากนั้นก็ใช้มือนวดหลังของตัวเอง
"แม่เจ้า นานมากแล้วที่ไม่ได้ทำการผ่าตัดยากขนาดนี้ เกือบจะทำไม่เป็นแล้ว!" หลี่อัน พูดพลางหัวเราะ
"ปู่หลี่อัน ถ้าหากพี่หลี่เฟยตายเพราะการรักษาของท่าน ท่านก็อย่าหวังว่าจะหนีรอดไปได้!" เล่อเหนียงชูกำปั้นขึ้นขู่เขา
"เจ้าเฝ้าอยู่ที่นี่เถอะ ข้าจะไปดูหญิงผู้นั้น!"
บทที่ 630: เหมือนหนูที่แทรกซึมไปทุกที่
"เล่อเหนียง เจ้าจะไปที่ใดหรือ" เสี่ยวชีเดินเข้ามาขวางนางเอาไว้
"พี่เจ็ด ข้าจะไปดูว่าหญิงผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง"
"เจ้าจะไปคนเดียวหรือ เจ้าไม่ให้ท่านย่าไปกับเจ้าด้วยหรือ จะให้ข้าไปกับเจ้าก็ได้นะ" เสี่ยวชีพูดอย่างร้อนรน
"พี่เจ็ด ท่านไม่ต้องบอกท่านย่าหรอก หญิงผู้นั้นไม่ธรรมดา นางมีของที่มีแต่ในพื้นที่ของข้าเท่านั้น ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็นใครกันแน่" เล่อเหนียงพูดพลางเดินผ่านหงอวี่ ไปยังคอกหนู
หงอวี่รู้สึกไม่สบายใจจึงตามไปด้วย แต่ถูกเล่อเหนียงจ้องอย่างดุดัน
"พี่เจ็ด ร่างกายของท่านยังไม่ได้รับการถอนพิษเลย เหตุใดจึงวิ่งพล่านไปมาเช่นนี้ ท่านอยากตายเร็วงั้นหรือ"
หงอวี่ "..."
ข้าจะตามไปก็เพราะว่าข้าเป็นห่วงเจ้าน่ะสิ
"พี่เจ็ดวางใจเถิด จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก!"
เล่อเหนียงตบไหล่หงอวี่พลางกล่าวว่า "หากท่านยังไม่วางใจจริงๆ ก็ให้ชิงหมิงติดตามข้าไปก็พอแล้ว!"
หงอวี่ได้ยินเช่นนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะขัดขวางอีกต่อไป จากจึงสั่งให้ชิงหมิงตามไปด้วย เป็นครั้งแรกที่เล่อเหนียงออกไปข้างนอกคนเดียว ตลอดทางนางได้รับคำทักทายจากผู้คนมากมาย
"เล่อเหนียง เจ้าออกมาเดินคนเดียวได้อย่างไร ย่าของเจ้าล่ะ" แม่เถียหนิวเดินเข้ามาถาม
แม้หญิงที่เหลือจะไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของพวกนางก็ยังคงจ้องมองมาที่คนเอง
"ท่านป้าทั้งหลาย พวกท่านไม่ต้องกังวลหรอก ข้าไม่ได้ออกมาคนเดียว มีคนตามข้ามาด้วย!" เล่อเหนียงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
"ปู่ฟู่ไห่ เล่อเหนียงอยากจะพูดกับนางสักสองสามประโยค พวกท่านช่วยเดินออกไปก่อนได้หรือไม่" เล่อเหนียงเดินเข้ามาพูดน้ำเสียงออดอ้อน
"หา"
ฉินฟู่ไห่ชะงักงัน เขามองไปด้านหลังของเล่อเหนียง เมื่อพบว่ามีเพียงเล่อเหนียงคนเดียวที่เดินมาก็ยังคงงุนงงอยู่ "เล่อเหนียง เจ้ามาคนเดียวหรือ"
เล่อเหนียงพยักหน้า "ท่านย่าและคนอื่นๆกำลังยุ่งอยู่!"
"และข้าก็ไม่ได้มาคนเดียว!"
ฉินฟู่ไห่เข้าใจแล้วจากนั้นก็สั่งให้เอ้อร์จู้และคนอื่นๆออกไป
พวกเขารู้ว่าตระกูลฉินมีคนคอยเฝ้าอยู่ในที่ที่พวกเขามองไม่เห็น คนเหล่านั้นในเมืองตระกูลใหญ่ๆ เรียกคนพวกนี้ว่าองครักษ์ลับ แต่ในตระกูลฉินพวกเขาไม่ใช่องครักษ์ลับ เพราะพวกเขาก็ออกมาทำกิจกรรมบ่อยๆ
องครักษ์ลับไม่กี่คนของตระกูลฉินนี้ พวกเขาก็เคยเห็นหน้ากันมาก่อน ดังนั้นเมื่อเล่อเหนียงบอกว่าไม่ได้มาคนเดียวก็แน่นอนว่าต้องมีคนแอบเฝ้าอยู่แล้ว
"เด็กน้อย เจ้ามาทำอะไรที่นี่ เจ้าคิดจะมาเยาะเย้ยข้าหรือ" หญิงผู้นั้นแค่นเสียงเย็นชา
เล่อเหนียงไม่สนใจคำเยาะเย้ยของนาง ถามตรงๆว่า "เจ้าเป็นใครกันแน่"
"ปืนในมือเจ้ามาจากที่ใด"
หญิงผู้นั้นชะงักไปครู่หนึ่ง นางมองดูเล่อเหนียงอย่างไม่อยากเชื่อ จากนั้นก็พูดด้วยความดีใจอย่างบ้าคลั่ง "เจ้าก็เป็นเหมือนกันใช่หรือไม่"
เล่อเหนียงแกล้งโง่ทันที "อะไรหรือ"
"เจ้ากำลังพูดอะไร"
หญิงสาวมองดูเล่อเหนียงที่แกล้งทำเป็นโง่เขลาและงุนงง ก่อนจะเอ่ยปากเปิดโปงออกมาตรงๆ "เจ้าก็เป็นคนที่ทะลุมิติมาเช่นกันใช่หรือไม่ หากเจ้าไม่ได้ข้ามมิติมา เจ้าจะรู้จักปืนพกได้อย่างไร?"
"เช่นกัน"
ครั้งนี้เล่อเหนียงแน่ใจแล้วว่าหญิงสาวตรงหน้านางมาจากโลกเดียวกันกับนาง
"เจ้าชื่ออะไร จุดประสงค์ที่มาที่นี่คืออะไร"
หญิงผู้นั้นจ้องมองเล่อเหนียงนิ่งๆ "เจ้าเกิดใหม่ในครรภ์หรือว่าเกิดใหม่ทางวิญญาณ"
เด็กสาวตรงหน้านี้ดูเหมือนจะอายุเพียงสามขวบ น่าจะเป็นไปได้มากกว่าว่าเป็นการเกิดใหม่ในครรภ์
"เจ้าอย่าเพิ่งรีบถามข้า ตอบคำถามของข้าก่อนแล้วค่อยว่ากัน!"
เล่อเหนียงเพิกเฉยนาง "เจ้าจำเป็นต้องตอบคำถามของข้าอย่างตรงไปตรงมา เจ้าถึงจะมีโอกาสออกไปได้!"
หญิงผู้นั้นมองนางจับจ้องที่เล่อเหนียง นางยังคงวิเคราะห์คำพูดที่ออกมาจากปากของ เล่อเหนียงอยู่! เด็กหญิงคนนี้ดูอายุไม่เกินสามขวบ คำพูดของนางจะน่าเชื่อถือได้จริงหรือ
แต่ในตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเชื่อนางเท่านั้น
"ข้าชื่อคูมิ ไอโกะ เป็นเจ้าหญิงแห่งประเทศซากุระ ข้าเพียงแค่ไปศึกษาต่อที่ประเทศฮวาเซี่ย แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงข้ามมิติมาที่นี่"
"ที่นี่ช่างน่ากลัว ข้าไม่เคยเห็นการแต่งกายแบบนี้มาก่อน แตกต่างจากประเทศซากุระของพวกข้าที่ล้วนมีความสง่างามและศักดิ์สิทธิ์ แต่การแต่งกายของผู้คนที่นี่ดูเหมือนหนูที่ไม่อาจขึ้นเวทีได้ สวมใส่ทั้งน่าเกลียดและหนา ใบหน้าก็ไม่แต่งแต้มเครื่องสำอางแม้แต่น้อย ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าผู้คนที่นี่จะมองเห็นความงามของสตรีได้อย่างไร!"
สายตาของเล่อเหนียงเย็นชาลง นางมาที่นี่ไม่ได้ต้องการฟังหญิงผู้นี้วิพากษ์วิจารณ์สถานที่แห่งนี้ แต่ต้องการรู้ถึงที่มาของนางมากกว่า
"เจ้าออกนอกเรื่องแล้ว ข้าถามว่าเจ้าเป็นใคร ไม่ได้ถามเรื่องอื่น!"
คูมิ ไอโกะรู้สึกตัวว่าตนเองหลงประเด็นไปแล้ว จึงดึงหัวข้อสนทนากลับมาสู่เรื่องหลัก
"ข้ามาที่นี่เพียงไม่กี่วันก็พบกับสตรีประหลาดคนหนึ่ง นางมีปืนอยู่ในมือ ขาจึงสั่งให้ข้ามาที่หมู่บ้านตระกูลฉิน เมื่อเห็นครอบครัวหนึ่งที่มีเด็กชายและเด็กหญิงหน้าตาดีก็ให้หาทางฆ่าพวกเขา ข้าคิดว่าการฆ่าพวกเขานั้นง่ายเกินไป ดังนั้นข้าจึงโยนผงฝิ่นในถุงของข้า"
เล่อเหนียงเข้าใจแล้ว ดูเหมือนสิ่งที่นางคิดไว้ไม่ผิด มันคือผงฝิ่นจริงๆ
"ฟญองคนนั้นชื่ออะไร พวกเจ้ารู้จักกันมานานเท่าไหร่แล้ว" เล่อเหนียงถามต่อ
พูดตามตรงแค่คำพูดเหลวไหลของหญิงคนนั้นเมื่อครู่ก็ไม่มีทางรอดแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องสืบให้รู้ที่มาที่ไปของนางด้วย เจ้ารู้เรื่องครอบครัวของพวกเขาได้อย่างไร แล้วนางก่อกรรมทำเข็ญไว้มากแค่ไหนกันแน่!
"ข้าไม่รู้ชื่อของหญิงคนนั้น ข้าแค่รู้ว่าคนอื่นเรียกนางว่าองค์หญิง นางยังมีสามีที่หน้าตาดีมากคนหนึ่ง ข้าจำชื่อของเขาไม่ได้ แต่ข้ารู้แค่ว่าเขาแซ่หลิ่ว!"
เล่อเหนียงได้ยินคำพูดของนางแล้วรู้สึกใจหล่นวูบ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนพวกนั้นจริงๆด้วย พวกนั้นช่างเหมือนหนูที่ชอบมุดเข้าไปทุกรู! น่าเสียดายที่เหตุใดท่านลุงถึงได้พัวพันอยู่ในเรื่องนี้ด้วยนะ
จบตอน
Comments
Post a Comment