lucky kid ep651-660

  บทที่ 651: มีเจ้าค่อยรับหน้าอยู่าแล้ว


   พอเสี่ยวชีป่วยขึ้นมาครั้งหนึ่ง เขาก็กลายคนสำคัญของทั้งหมู่บ้านตระกูลฉินที่ต้องคอยปกป้อง สายตาของทุกคนจับจ้องอยู่ที่ตัวเขา แม้แต่เมื่อเสี่ยวชียจะจามก็ทำให้พวกเขาตื่นตระหนกไปครึ่งวัน เพราะกลัวว่าเขาจะป่วยขึ้นมาอีกครั้ง


   เพราะเขาป่วยขึ้นมาแล้วช่างน่ากลัวเหลือเกิน พวกเขาไม่อยากเจอเหตุการณ์เช่นนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง


   ผ่านไปหนึ่งเดือนก็ถึงการสอบระดับอำเภอ


   "ท่านย่า ลุงรองกับพี่ใหญ่กำลังจะสอบเป็นซิวไฉ พวกเราไม่เข้าอำเภอไปให้กำลังใจพวกเขาหรือ" เล่อเหนียงถามพลางซบไหล่ผู้เป็นย่า


   แม่เฒ่าฉินมองดูเสี่ยวชีที่มีสีหน้าซีดเซียวด้วยความกังวล แล้วส่ายหน้า "ช่างเถอะ ให้อาสามกับป้าสะใภ้สามของเจ้าไปแทนเถอะ ข้าจะอยู่บ้านดูแลพวกเจ้า"


   ความจริงแล้วนางไม่อาจละทิ้งเสี่ยวชีได้ เมื่อคืนนี้เสี่ยวชีชเกิดอาการกำเริบอีกครั้ง โชคดีที่สวี่ซิ่วอิงมีนิสัยชอบตื่นมาดูเด็กๆตอนกลางดึกเสมอ ดังนั้นเมื่อนางไปดูจึงเห็นหงอวี่กำลังใช้หัวโขกกำแพง ทำให้นางตกใจรีบเข้าไปกอดหงอวี่ทันที


   ไม่แปลกใจเลยที่นางจะถูกหงอวี่กัดอีกครั้ง คราวนี้กัดเข้าที่แขนโดยตรง


   "ท่านย่า พวกท่านไม่ต้องกังวลไปหรอก รีบไปให้กำลังใจลุงรองกับพี่ใหญ่เถอะขอรับ!" หงอวี่รู้ว่าย่ากำลังเป็นห่วงเขา


   "เมื่อคืนข้าเพิ่งอาการกำเริบ นเวลาอันสั้นนี้คงไม่มีอาการอีกหรอก ท่านย่าวางใจเถิด!"


   แม่เฒ่าฉินยังคงไม่วางใจ "ไม่เป็นไรหรอก มันก็แค่การสอบระดับอำเภอเท่านั้น ข้าเชื่อว่าลุงรองและพี่ใหญ่ของเจ้าจะเข้าใจ!"


   …....…


   บริเวณหน้าประตูสำนักศึกษา เหล่าเอ้อร์และฉินลิ่งอวี่กำลังท่องหนังสือด้วยความตื่นเต้นพลางเขย่งปลายเท้ามองออกไปนอกประตู


   พวกเขากำลังรอ!


   กำลังรอคนมาให้กำลังใจพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขากำลังรอเด็กน้อยตัวอ้วนคนนั้น แต่พวกเขาอยู่สักพักก็ยังไม่มีใครมาสักที และคนที่มาก็ไม่ใช่เด็กน้อยตัวอ้วนคนนั้น!


   "พี่รอง เสี่ยวอวี่ ของสิ่งนี้ท่านแม่ฝากมาให้ พวกท่านต้องพยายามนะ พยายามสอบเป็นซิ่วไฉกลับมาให้ได้!" ฉินไห่เยี่ยนให้กำลังใจพวกเขา


   "อาห้า เหตุใดเล่อเหนียงไม่มาล่ะ" ฉินลิ่งอวี่ถามอย่างผิดหวัง


   เด็กน้อยตัวอ้วนคนนี้ ปกติชอบมาร่วมวงสนุกที่สุด เหตุใดเรื่องใหญ่อย่างพวกเขาจะสอบซิ่วไฉถึงไม่มา


   ยิ่งกว่านั้นเพื่อการทุ่มเทสอบครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้กลับบ้านมานานแล้ว พวกเขาต่างคิดถึงเด็กน้อยคนนั้นมาก ฉินไห่เยี่ยนถอนหายใจแล้วเล่าเรื่องที่บ้านให้พวกเขาฟัง จากนั้นก็กล่าวว่า


   "ท่านแม่บอกว่าถ้าเล่อเหนียงไม่มา พวกท่านก็คงจะคิดวุ่นวายไปเอง ถ้ารู้เรื่องของเสี่ยวชีพวกท่านก็จะคิดมากเช่นกัน แต่ข้าก็บอกแล้วนางเขาไม่มาก็เพื่อจะอยู่บ้านดูแลเล่อเหนียงและเสี่ยวชี เพื่อป้องกันไม่ให้พวกท่านคิดมาก ดังนั้นจึงอยากให้พวกท่านแสดงศักยภาพที่ดีที่สุดในการสอบครั้งนี้"


   "ท่านแม่ยังบอกอีกว่าแม้จะสอบตกก็ไม่เป็นไร ขอเพียงทำเต็มที่ก็พอ!"


   ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินลิ่งอวี่ตอนแรกก็รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่พอได้ยินเรื่องที่บ้าน ความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยนั้นก็หายไป และแทนที่ด้วยความกังวล


   แต่สิ่งที่เหล่าอู่พูดก็ถูกต้อง ตอนนี้พวกเขาต้องแสดงศักยภาพที่ออกมาเพื่อรับมือกับการสอบครั้งนี้


   "ไห่หลิน ลิ่งอวี่!" อาจารย์ใหญ่เฉินเดินเข้ามา


   "อาจารย์ใหญ่!" ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินลิ่งอวี่พร้อมใจกันโค้งคำนับเพื่อแสดงความเคารพ


   "พวกเจ้าทั้งสองไม่ต้องกังวลมากนัก แปดส่วนของการสอบนั้นเป็นสิ่งที่พวกเจ้าถนัดที่สุด เพียงแค่ทำให้เต็มความสามารถก็พอแล้ว!" อาจารย์ใหญ่เฉินเดินเข้ามากล่าวเตือน


   "ขอบคุณท่านอาจารย์ใหญ่ที่เตือน ศิษย์จะจดจำไว้!" ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินลิ่งอวี่กล่าวเสียงดังฟังชัด


   อาจารย์ใหญ่เฉินพยักหน้าแล้วหันไปมองฉินไห่เยี่ยน เมื่อเห็นว่าข้างๆฉินไห่เยี่ยนไม่มีเด็กน้อยตัวอ้วนท้วมคนนั้นอยู่ก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย


   "เหตุใดเจ้ามาเพียงลำพัง เด็กน้อยคนนั้นเล่า เหตุใดนางจึงไม่มา"


   ฉินไห่เยี่ยนยกมือคำนับก่อนกล่าวว่า "ที่บ้านเกิดเรื่องนิดหน่อย จึงไม่ได้พาเล่อเหนียงมาด้วย!"


   "หากอาจารย์ใหญ่เฉินคิดถึงเล่อเหนียง วันหน้าข้าจะพาเล่อเหนียงมาพบท่านนะ!"


   ฉินไห่เยี่ยนไม่ได้บอกเรื่องที่เสี่ยวชีอาการกำเริบให้อาจารย์ใหญ่เฉินรู้ เพราะเขารู้ว่าอาจารย์ใหญ่เฉินเป็นคนที่พ่อแท้ๆของเสี่ยวชีส่งมา


   เรื่องนี้ยังไม่ควรให้คนทางเมืองหลวงรู้ หากพวกเขารู้เข้าเกรงว่าจะเกิดปัญหาใหญ่


   "พี่รอง ลิ่งอวี่ พวกท่านเข้าไปสอบก่อนเถิด ข้าจะรออยู่ข้างนอก พอสอบเสร็จแล้วพวกเราจะได้กลับบ้านพร้อมกัน!"


   ฉินไห่หลินโบกมือพลางพาฉินลิ่งอวี่เข้าไปข้างใน


   สำหรับฉินเหล่าเอ้อร์นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าร่วมการสอบใหญ่เช่นนี้ จะบอกว่าไม่ตื่นเต้นคงเป็นเรื่องโกหก แต่ยังดีที่มีลูกชายอยู่เป็นเพื่อน


   ฉินไห่เยี่ยนรออยู่ข้างนอกตามที่บอกพี่ชายกับหลาน ไม่เพียงแค่ฉินไห่เยี่ยนที่รออยู่ข้างนอก แม้แต่ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านในหมู่บ้านตระกูลฉินก็รอคอยข่าวคราวอยู่เช่นกัน


   พวกเขารู้เรื่องที่ฉินเหล่าเอ้อร์ไปสอบซิ่วไฉ พวกเขาอวยพรให้การสอบผ่านไปด้วยดีและกำลังให้กำลังใจ หวังว่าเขาจะสามารถสอบผ่านซิ่วไฉกลับมาได้


   เมื่อพวกเขามีซิ่วไฉในหมู่บ้านแล้ว ก็คงไม่ไกลจากจอหงวนแล้วกระมัง


   "ท่านย่า ท่านเดินวนไปวนมานานแล้ว พักสักหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ" เล่อเหนียงมองท่านย่าที่เดินวนเป็นวงกลมอยู่ตรงนี้ด้วยความจนปัญญา


   หากรู้แต่แรกว่าท่านย่าจะกังวลเช่นนี้ ตั้งแต่ต้นนางควรให้ท่านย่าไปให้กำลังใจลุงรองอาและพี่ใหญ่ที่อำเภอ


   แต่ตอนนั้นพี่เจ็ดก็พยายามเกลี้ยกล่อมแล้ว เพียงแต่เกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จเท่านั้นเอง!


   เมื่อฉินเหล่าเอ้อร์เริ่มทำข้อสอบรู้สึกประหม่าอย่างมาก ประหม่าจนแทบมองไม่เห็นโจทย์ไม่ชัด


   แต่เมื่อเขานึกถึงบ้าน นึกถึงหมู่บ้านตระกูลฉินก็สงบสติอารมณ์ลงได้ทันที แล้วค่อยๆพิจารณาโจทย์อย่างละเอียด เมื่อพิจารณาโจทย์ข้อนี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงพบว่าทั้งคำถามและเนื้อหาของโจทย์ข้อนี้ เขาได้ท่องจำและเขียนตามคำบอกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน


   ดังนั้นการทำข้อสอบต่อจากนี้จึงง่ายดายและสบายมาก ถึงขนาดมีเวลาเหลือให้ตรวจทานอย่างไม่รีบร้อน หลังจากทำข้อสอบเสร็จ เขามองดูเพื่อนร่วมชั้นและเพื่อนร่วมงาน พวกเขาทุกคนต่างเดินออกมาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าจนแทบเดินไม่ไหว รวมถึงลูกชายคนโตของเขาก็เช่นกัน แต่ตัวเขาเองกลับรู้สึกสดชื่นแจ่มใส ราวกับว่าความแค้นที่สะสมมานานหลายปีในอกได้ถูกระบายออกมาจนหมดสิ้น ทั้งร่างกายรู้สึกเบาสบายอย่างที่สุด


   "พี่รอง!" ฉินไห่เยี่ยนเห็นฉินเหล่าเอ้อร์เดินออกมาก็รีบโบกมือร้องเรียกดังลั่น


   ฉินเหล่าเอ้อร์ประคองฉินลิ่งอวี่ที่ขาอ่อนแรงค่อยๆเดินเข้ามาหา


   "เกิดอะไรขึ้นกับลิ่งอวี่ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้" ฉินไห่เยี่ยนถามพลางรับตัวฉินลิ่งอวี่มา


   "ไม่มีอะไร เด็กนี่แค่ตกใจจนขาอ่อนเท่านั้นเอง!" ฉินเหล่าเอ้อร์กล่าวอย่างรู้สึกอับอายเล็กน้อย


   "เจ้าเด็กแสบ เจ้าเพิ่งสอบซิ่วไฉก็ทำตัวห่างเหินถึงเพียงนี้ ถ้าวันหน้าเจ้าสอบได้เป็นขอหงวน สอบอยู่เก้าวันหกคืน ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าจะทำเช่นไร"


   ฉินลิ่งอวี่โบกมือด้วยท่าทางอ่อนแรง "ท่านพ่อ เรื่องนี้มันไกลเกินไปแล้ว!"


   "ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องเป็นผู้บุกเบิกอยู่แล้ว ยังมีอะไรน่ากลัวอีกเล่า!"



   บทที่ 652: สิ่งที่ออกมาจากพื้นที่มิติย่อมเป็นของวิเศษเสมอ



   หลังจากสอบเสร็จฉินเหล่าเอ้อร์ก็กลับมาที่หมู่บ้านตระกูลฉิน เพื่อมาเป็นครูสอนหนังสืออีกครั้ง ความจริงแล้วเขาคิดว่าหลังจากสอบเสร็จ ยังต้องรออีกหนึ่งเดือนถึงจะรู้ผล ดังนั้นเขาจึงกลับมาเป็นสอนหนังสือต่อไปเพื่อหาเงินเพิ่มอีกสองตำลึง


   แม้ว่าชาวบ้านจะเข้าใจผิดคิดว่าเขาสอบตกและอยากจะปลอบใจเขา แต่เขาก็ไม่รู้จะปลอบอย่างไร ได้แต่มองเขาด้วยสายตาเห็นใจและปลอบประโลม


   เหล่าเอ้อร์รู้สึกแปลกใจมาก เหตุใดช่วงนี้ทุกครั้งที่เขาเดินในหมู่บ้านถึงได้รับสายตาสงสารจากคนอื่นๆ แม้แต่พ่อเฒ่าที่สนิทกันหลายคนก็วิ่งเข้ามาตบไหล่ข้าแล้วให้กำลังใจก่อนจะวิ่งจากไป


   เมื่อถามพวกเขาว่าหมายความว่าอย่างไร พวกเขาก็ไม่ตอบ ได้แต่มองเขาด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ!


   "ท่านแม่ เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าช่วงนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านประหลาดนัก เหตุใดสายตาที่พวกเขามองมาเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจเล่า" ฉินเหล่าเอ้อร์กล่าวอย่างหงุดหงิด


   "ช่วงนี้ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย!"


   แม่เฒ่าฉินมองดูบุตรชายที่มีสีหน้างุนงงสงสัยแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิดจริงๆ แต่เจ้าปล่อยวางเกินไปหน่อย!"


   "คนอื่นสอบเสร็จแล้วต่างก็กระวนกระวายใจ ทุกคนล้วนรอคอยผลสอบ ดูว่าตนเองจะสอบผ่านหรือไม่ ส่วนเจ้านั้นกลับดี สอบเสร็จแล้วก็ทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่เห็นกังวลเลยสักนิด แถมยังกลับมาสอนหนังสือต่ออีก!"


   "เจ้าทำเช่นนี้มันก็เท่ากับเป็นการแสดงให้ชาวบ้านเห็นว่าสอบตกแล้วไม่ใช่หรือ!" ฉินเหล่าเอ้อร์พูดอย่างหมดคำ


   "นี่ไม่ใช่ปฏิกิริยาปกติของข้าหรอกหรือ หรือว่าข้าต้องกินไม่ได้นอนไม่หลับเป็นเดือนถึงจะเป็นปกติ"


   "ถ้าหากข้าสอบไม่ติด ข้าก็คงต้องกินไม่ได้นอนไม่หลับไปอีกครึ่งปีสินะ"


   แม่เฒ่าฉินชี้มือไปที่ลิ่งอวี่ที่นั่งไม่ติดที่ "เจ้าไม่รู้สึกหรือว่าสภาพของเจ้าไม่ปกติ ดูสภาพของลิ่งอวี่สิ นั่นแหละคือปกติ เจ้าลองนึกดูตอนที่พี่ใหญ่ของเจ้าสอบเป็นซิ่วไฉสิ"


   ฉินเหล่าเอ้อร์นึกย้อนกลับไป ตอนที่พี่ใหญ่ของเขาสอบเป็นซิ่วไฉนั้น ดูเหมือนว่าหลังจากสอบเสร็จก็กินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่เป็นเดือน


   ในช่วงที่ยังไม่ประกาศผล ทุกวันก็เหม่อลอยไม่มีสมาธิ โชคดีที่พี่ใหญ่ของเขาสอบผ่านเป็นซิ่วไฉ ถ้าหากสอบไม่ผ่าน คาดว่าชีวิตพี่ใหญ่คงพังทลายไปแล้ว


   "ลุงรอง ท่านไม่สังเกตหรือว่าชาวบ้านต่างคิดว่าท่านสอบตก พวกเขาจึงระมัดระวังคำพูดเวลาพูดกับท่านมากขึ้น" เล่อเหนียงพูดแทรกขึ้นมา


   ฉินเหล่าเอ้อร์ตอบอย่างเบื่อหน่าย "ไม่ใช่หรอก ข้าละทิ้งการเรียนมานานแล้ว ถึงตอนนี้สอบไม่ติดก็เป็นเรื่องปกติ ข้าเองก็ไม่ได้รีบร้อน เหตุใดพวกเขาถึงได้รีบร้อนนัก"


   เมื่อเห็นฉินเหล่าเอ้อร์ทำหน้าเบื่อหน่าย เล่อเหนียงและคนอื่นๆที่กำลังคัดถั่วอยู่ต่างเอามือปิดปากหัวเราะคิกคักไม่หยุด


   ลุงรองของพวกเขาใจเย็นเกินไปจริงๆ แม้แต่พี่ใหญ่ยังเห็นได้ชัดว่ากำลังกังวลเลย


   "พี่ชุนหลาน คนคนนั้นสารภาพแล้ว ท่านจะไปฟังหรือไม่" ฉินฟู่หลินรีบเดินเข้ามาถาม


   เมื่อแม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดของฉินฟู่หลินก็โยนถั่วในมือทิ้งแล้วลุกขึ้นเดินออกไปทันที นางอยากดูให้รู้แน่ว่าคนนั้นถูกใครส่งมากันแน่


   เล่อเหนียงและหงอวี่รีบตามไปอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าด้านหลังไม่ขาดพวกชอบดูเรื่องสนุก โดยมีเสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่วตามไปติดๆ


   "ท่านป้า คนผู้นั้นสารภาพแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ข้างใน แต่ตอนนี้สภาพร่างกายของไม่ค่อยหน้าดูนัก ท่านต้องเตรียมใจไว้ให้ดี!" ฟูไห่เห็นแม่เฒ่าฉินเดินมาจึงเกาท้ายทอยพลางกล่าว


   เขารู้สึกว่าครั้งนี้ลงมือหนักไปหน่อย


   "ฟูไห่ เจ้าเฝ้ามาทั้งคืนแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ ที่นี่มีข้าอยู่ก็พอแล้ว!" แม่เฒ่าฉินตบไหล่เขาพลางกล่าว


   ฟูไห่เองก็รู้สึกง่วงจริงๆจึงไม่เกรงใจอีก และหมุนตัวกลับไปทันที


   "มาเถอะ บอกข้าซิว่าใครส่งเจ้ามา ถ้าพูดให้ข้าพอใจ ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป แต่ถ้าเจ้าทำให้ข้าพอใจไม่ได้ ข้าจะเฉือนเนื้อเจ้าไปเลี้ยงหมา!" แม่เฒ่าฉินกล่าว


   "เจ้ามันบังอาจนัก นางหญิงชั่วร้าย เจ้ากล้าลงมือกับข้าหรือ ข้าจะบอกเจ้าให้รู้ นายอำเภอไป๋เป็นหลานชายคนโตของข้า!" ไป๋หม่ายังคงใช้ไป๋เช่ออวิ๋นมาอ้าง


   แม่เฒ่าฉินมองชายที่ใกล้ตายแต่ยังพร่ำเพ้อถึงความสัมพันธ์อย่างไร้สาระด้วยอย่างอ่อนใจ


   "ข้าว่านะ ถ้าเจ้าป่วยก็ไปรักษาเถอะ เจ้าอย่ามาคลุ้มคลั่งที่นี่เลย นายอำเภอไป๋กลายเป็นหลานชายคนโตของเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"


   "ถ้าเขาเป็นหลานชายคนโตของเจ้าจริง เหตุใดตอนที่เจ้าถูกจับมา เขาถึงไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย ทั้งยังให้พวกข้าจัดการเจ้าตามใจชอบอีกล่ะ"


   "พวกเจ้าอยากรู้อะไรก็ถามมาเถิด ข้าบอกแล้วพวกเจ้าต้องปล่อยข้าไป!" ไป๋หม่าพูดไม่ออก สุดท้ายก็ยอมรับความจริง


   "เรื่องนี้ง่ายดายยิ่งนัก ใครส่งเจ้ามา จุดประสงค์ของเจ้าที่มาที่นี่คืออะไร" แม่เฒ่าฉินถามอย่างเย็นชา


   ไป๋หม่าเงยหน้ามองนางแวบหนึ่งแล้วกล่าวว่า "ข้าก็ไม่รู้ว่านางเป็นใคร แค่รู้ว่าเป็นหญิงสาวที่หน้าตางดงามคนหนึ่ง นางให้เงินข้ายี่สิบตำลึง แล้วสั่งให้ข้ามาที่นี่เพื่อร่วมมือกับหญิงคนหนึ่ง!"


   "ร่วมมือกันทำอะไร พวกไก่ที่หลังเขานั่นเป็นฝีมือเจ้าใช่หรือไม่" แม่เฒ่าฉินถามอีก


   พวกไก่เหล่านั้นเป็นเสมือนหนามแทงใจนาง เลี้ยงมานานกว่าจะโตได้ขนาดนี้!


   "อืม ตอนแรกข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะลงมือกับพวกไก่ของพวกเจ้าหรอก แต่หญิงผู้นั้นยืนกรานให้ข้าไปฆ่าพวกไก่ของพวกเจ้าทั้งหมด!"


   ไป๋หม่าพูดถึงเรื่องนี้ด้วยความจนใจ "ข้าก็มาจากครอบครัวชาวนาเหมือนกัน ข้าย่อมรู้ดีว่าการเลี้ยงไก่ฝูงหนึ่งต้องใช้เงินและแรงงานมากเพียงใด แต่หญิงผู้นั้นบอกว่าถ้าข้าไม่ทำ นางจะเอาเงินยี่สิบตำลึงคืนทั้งหมด!"


   แม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดของไป๋หม่าก็โกรธขึ้นมาทันที "ดังนั้นเจ้าจึงฆ่าไก่ทั้งฝูงที่ข้าเลี้ยงมาอย่างยากลำบากเพียงเพราะเงินแค่ยี่สิบตำลึงอย่างนั้นหรือ"


   "เจ้ารู้หรือไม่ว่าไก่ฝูงนั้นเป็นสิ่งที่หลานสาวข้าต้องอ้อนวอนขอร้องปู่ย่าตายายกว่าจะหามาได้!"


   แม่เฒ่าฉินโกรธจนอยากจะเตะเขาสักสองที คิดเสร็จแม่เฒ่าฉินก็พุ่งเข้าไปเตะคนผู้นั้นสองที เพียงแค่สองทีก็เตะไป๋หม่าล้มลงไปกับพื้น


   เล่อเหนียงเห็นผู้เป็นย่ากำลังเดือดดาลก็รีบเข้าไปจับมือนางไว้


   "ท่านย่า ท่านใจเย็นก่อนเถอะ มันแค่ไก่ฝูงหนึ่งเท่านั้น ไม่เห็นต้องลงไม้ลงมือกันรุนแรงเพียงนี้!"


   ไป๋หม่าที่ล้มอยู่บนพื้นได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าฉินก็ร้องตะโกนอย่างสิ้นหวัง "อะไรกัน เรียกว่าแค่เงินยี่สิบตำลึงเท่านั้น ยี่สิบตำลึงมันน้อยนักหรือ"


   "พวกเจ้าคนจนๆ เคยเห็นเงินยี่สิบตำลึงหรือไม่ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ายี่สิบตำลึงมันมากแค่ไหน"


   แม่เฒ่าฉินค่อยๆล้วงเอาเงินสิบตำลึงสองแท่งออกมาจากอกเสื้อแล้วพูดว่า


   "ขออภัยด้วย ข้าไม่เคยเห็นเงินยี่สิบตำลึงหน้าตาเป็นอย่างไรมาก่อนเลยจริงๆ"


   ฉินฟู่หลินก็ล้วงเอาเงินสิบตำลึงออกมาจากอกเสื้อแล้วพูดว่า "บังเอิญจริงๆ ข้าอยู่มาถึงป่านนี้ก็ไม่เคยเห็นว่าเงินยี่สิบตำลึงหน้าตาเป็นอย่างไรเลย!"


   เล่อเหนียงนั้นอยากจะหยิบเงินก้อนใหญ่ออกมาจากพื้นที่มิติ แต่เพื่อไม่ให้ผู้เฒ่าทั้งสองตกใจจึงล้มเลิกความคิดนั้นไป


   เพราะสิ่งที่ออกมาจากพื้นที่มิติย่อมเป็นของวิเศษเสมอ!



 บทที่ 653: เจ้าโหดร้ายมาก



   "พวกเจ้ายังเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่ ข้ายากจนถึงเพียงนี้ พวกเจ้ายังเอาเงินมาอวดข้าอีก!" ไป๋หม่าตะโกนด้วยความสิ้นหวัง


   หากเขามีเงิน เขาคงไม่ต้องทำงานเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ แต่ปัญหาคือเขาไม่มีเงินน่ะสิ


   มิเช่นนั้นใครเล่าจะอยากทำงานที่ไร้มโนธรรมเช่นนี้


   "หากเจ้าต้องการเงิน เจ้าควรสารภาพอย่างซื่อสัตย์ หากเจ้าไม่ยอมสารภาพ เจ้าจะไม่มีโอกาสหาเงินอีกต่อไป!" เล่อเหนียงกล่าวน้ำเสียงราบเรียบ


   นางมองออกตั้งแต่แรกแล้วว่าคนผู้นี้ไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด แต่พูดความจริงแค่ครึ่งเดียวไป๋หม่าเงียบไปนานก่อนจะเอ่ยปากสารภาพว่า


   "ข้าพูดไปนั้นไม่ผิดหรอก หญิงงามคนนั้นจ้างให้ข้ามาที่นี่เพื่อร่วมมือกับหญิงอีกคน แต่หญิงคนนั้นไม่ใช่เฉินซิงซิง แต่เป็นคนอื่น!"


   "นางต้องการให้พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่ แล้วเหตุใดเจ้าถึงต้องทำร้ายไก่ของข้าด้วย" แม่เฒ่าฉินถามต่อ


   "จะเป็นเรื่องอะไรได้นอกจากเรื่องของเด็กชายที่อยู่ข้างเจ้า!"


   ไป๋หม่าหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะพูดว่า "หญิงงามคนนั้นก็คือองค์หญิง นางสงสัยว่าเด็กชายที่อยู่ในบ้านของเจ้าเป็นลูกชายของฮ่องเต้ นางจึงให้ข้าร่วมมือกับหญิงคนหนึ่งวางยาพิษสังหารเขา แต่หญิงคนนั้นช่างโง่เขลาเหลือเกิน ทั้งที่มีโอกาสมากมายที่จะวางยาพิษเพื่อจะได้จัดการเขาทีเดียว แต่กลับไม่ทำ สุดท้ายก็เอาชีวิตตัวเองไปทิ้งเสีย!"


   ฉินฟู่หลินได้ยินคำพูดของไป๋หม่าก็รีบเดินออกไปเฝ้าอยู่ที่ประตู ความจริงแล้วพวกเขาเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าตัวตนของเสี่ยวชีไม่ธรรมดา แต่พวกเขาต่างไม่พูดออกมาด้วยความเข้าใจ


   แม้จะมีความสงสัยก็เก็บไว้ในใจเงียบๆ


   "แล้วหญิงคนนั้นรู้ตัวตนของหลานชายข้าได้อย่างไร"


   ไป๋หม่าชำเลืองมองเสี่ยวชีแล้วกล่าวว่า "เรื่องนี้ข้าไม่ทราบ ข้าเพียงแต่ได้ยินมาว่ามีผู้ติดตามคนหนึ่งบังเอิญเห็นใบหน้าของเด็กคนนี้เข้าพอดีจึงเกิดความสงสัยขึ้นมา!"


   แม่เฒ่าฉินเข้าใจแล้ว แม้นางจะไม่เคยไปเมืองหลวงและไม่เคยพบฮ่องเต้ แต่จากคำพูดของนายอำเภอไป๋ เสี่ยวชีมีหน้าตาคล้ายกับฮองเฮามาก อาจเป็นไปได้ว่าเพราะเสี่ยวซีมีหน้าตาคล้ายกับฮองเฮามากเกินไป จึงทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมา แต่โชคดีที่เป็นเพียงความสงสัยเท่านั้น หากพวกเขามั่นใจว่าเป็นเรื่องจริง หมู่บ้านตระกูลฉินคงจบแน่!


   "หญิงคนที่ส่งเจ้ามาได้กำหนดเวลาหรือไม่!" เล่อเหนียงถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด


   "หากพวกเจ้าทำไม่สำเร็จภายใต้เวลาที่กำหนดจะเกิดอะไรขึ้น"


   ไป๋หม่ามองดูเล่อเหนียงอย่างประหลาดใจ "เด็กหญิงคนนี้ช่างถามได้ตรงจุดเสียจริง"


   "หากข้าไม่รีบส่งคำตอบกลับไปให้องค์หญิงเร็วพอ นางคงส่งทั้งกองทัพมาเป็นแน่!"


   "พวกเจ้าทั้งหมู่บ้านคงหนีไม่พ้นแน่!"


   แม่เฒ่าฉินเงียบไป


   เล่อเหนียงและหงอวี่เงียบไป


   เรื่องนี้ช่างยุ่งยากจริงๆ พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าคนผู้นี้จะถูกส่งมาโดยหญิงผู้นั้น หากเป็นคนที่หญิงผู้นั้นส่งมา


   เขายิ้มมองเด็กสาวตัวน้อยคนนี้ "หนูน้อย เมื่อครู่เจ้าไม่ได้บอกว่าจะเฉือนเนื้อข้าทีละชิ้นหรอกหรือ เหตุใดตอนนี้ถึงจะยัดทองให้ข้าล่ะ" ไป๋หม่าพูดหยอกเย้า


   "คิกคัก เมื่อครู่เล่อเหนียงพูดเล่นน่ะ อย่าถือสาคำพูดเมื่อกี้เลยนะ ท่านบอกมาสิว่าท่านอยากได้ทองนี่หรือไม่" แม้เล่อเหนียงจะพูดพร้อมรอยยิ้ม แต่น้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยการข่มขู่


   ฟังจากคำพูดตรงไปตรงมาของคนคนนี้แล้ว นางก็สรุปได้ว่าเขาเป็นคนโลภมาก ในใต้หล้านี้คนที่จะจัดการได้ง่ายที่สุดก็คือคนโลภ


   "อยากได้สิ เจ้าอยากให้ข้าทำอะไรงั้นหรือ" ไป๋หม่ายัดทองกลับเข้าอกเสื้อแล้วถาม


   เด็กหญิงคนนี้ช่างเฉลียวฉลาดจริงๆ นางพูดจาตรงประเด็นเสียเหลือเกิน แน่นอนว่าเขาชอบเงินมากเลยทีเดียว!


   "เรื่องนั้นง่ายมาก เพียงแค่ท่านเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่นี่เล็กน้อย แล้วรายงานให้นายของพวกเจ้าฟังก็พอ!"


   เล่อเหนียงพูดด้วยรอยยิ้ม "ส่วนจะเปลี่ยนอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับท่านแล้ว ขอเพียงแค่อย่าให้พวกข้าทั้งหมดเข้าไปพัวพันก็พอ!"


   "ปกป้องคนทั้งหมู่บ้านหรือ" ไป๋หม่าลูบคางพลางกล่าวว่า "หนึ่งหรือสองคนนั้นยังพอว่า แต่ถ้าเป็นทั้งหมู่บ้าน เกรงว่าเงินแค่นี้จะไม่พอน่ะสิ!"


   เล่อเหนียงได้ยินคำพูดโลภมากของเขาก็แอบกลอกตาใส่เขาในใจ แต่ภายนอกยังคงยิ้มแย้มพูดว่า


   "ท่านอา ท่านอาผู้หล่อเหลาของข้า เล่อเหนียงไม่มีเงินแล้ว เงินห้าต้าลึงนี้เป็นเงินก้อนสุดท้ายของครอบครัวเล่อเหนียงแล้ว"


   ไป๋หม่าไม่เชื่อคำโกหกของเล่อเหนียงเลย เขาชี้ไปที่แม่เฒ่าฉินพลางพูดว่า "เมื่อครู่ข้าเห็นยายแก่คนนั้นหยิบเงินยี่สิบตำลึงออกมาอยู่เลย!"


   แม่เฒ่าฉินได้ยินว่าหมอนี่กล้าหมายตาเงินบนตัวนางก็โกรธเดือดดาล แต่ในที่สุดนางก็หยิบเงินสองก้อนนั้นออกมาวางลงบนมือของเล่อเหนียง


   "ท่านอาไป๋ เงินสองก้อนนี้เป็นเงินก้อนสุดท้ายแล้ว ถ้าท่านยังไม่พอใจ ข้าก็คงต้องเอาเงินคืนมา แล้วส่งท่านกลับบ้านเท่านั้น!" เล่อเหนียงพูด "ถึงตอนนั้นข้าจะจัดการท่านให้สิ้นซาก จากนั้นข้าจะพาชาวบ้านทั้งหมู่บ้านหนีไป ลองดูสิว่านายของท่านจะจับพวกข้าได้หรือไม่"


   ไป๋หม่ารับเอาแท่งเงินสองแท่งที่มีน้ำหนักสิบตำลึงจากมือของเขาแล้วกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าก็คิดให้ดีเองว่าจะรายงานสถานการณ์ที่นี่อย่างไร คิดเสร็จแล้วก็ส่งให้ข้า ข้าจะคัดลอกอีกชุดหนึ่งส่งให้องค์หญิง!"


   เล่อเหนียงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าเขาจะคัดลอกอีกชุดหนึ่ง เพราะไม่ว่าจะมองอย่างไร ชายตรงหน้านี้ก็ไม่ดูเหมือนคนที่จะอ่านออกเขียนได้เลย!


   "ท่านอาไป๋ ท่านจะคัดลอกอีกชุดหนึ่ง ข้าขอถามหน่อยได้หรือไม่ว่าท่านเขียนหนังสือเป็นหรือ" เล่อเหนียงถามอย่างเย็นชา


   ไป๋หม่ารีบตอบทันทีว่า "แน่นอนว่าข้าต้องเขียนเป็นสิ ถ้าข้าเขียนไม่เป็น องค์หญิงจะส่งข้ามาที่นี่ได้อย่างไรกัน"


   เล่อเหนียงเปล่งเสียงรับรู้ นางกำลังคิดว่าท่านย่าของนางและคนอื่นๆ จะรายงานสถานการณ์ที่นี่ให้อย่างไรดี


   สถานการณ์ที่นี่ควรรายงานแต่เรื่องร้ายไม่รายงานเรื่องดี เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นสนใจที่นี่


   "ท่านอาไป๋ เช่นนี้ท่านเขียนจดหมายบอกองค์หญิงว่าที่นี่เป็นสถานที่ยากจนมาก และภารกิจที่มอบหมายให้ก่อนหน้านี้ก็เสร็จสิ้นแล้ว!"


   เล่อเหนียงแนะนำว่า "ยังต้องบอกด้วยว่าที่นี่มีเสือและสัตว์ร้ายชนิดต่างๆออกมาอาละวาด มีชาวบ้านหลายคนถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ ทำให้ผู้คนไม่กล้ามาที่นี่!"


   ไป๋หม่าฟังคำพูดของเล่อเหนียงแล้วค่อยๆเอ่ยออกมาช้าๆ


   "เจ้ามีหัวใจที่โหดเหี้ยมจริงๆ!"



  บทที่ 654: นายของเจ้ากำลังจะก่อเรื่องอีกแล้ว



   "ใจร้ายขนาดไหนก็ไม่เท่านายของท่านหรอก!"


   เล่อเหนียงยืนเท้าสะเอว "พี่เจ็ดของข้าก็แค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้น แค่เพราะหน้าตาก็ถูกนายของท่านไล่ล่า ท่านไม่รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเกินไปหรือ"


   ไป๋หม่าพยักหน้า "จริงอยู่ว่ามันไม่ยุติธรรมอยู่บ้าง แต่มันเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า ข้าก็แค่ถูกว่าจ้างมาเท่านั้น!" เล่อเหนียงเดินเข้าไปข้างใน


   ไป๋หม่าแค่อยากจะพูดเอาใจเท่านั้นจึงพูดต่อไปว่า "ท่านอาไป๋ ข้าบอกท่านนะ ป้าสะใภ้สามของข้าทำอาหารจานนี้ อร่อยมาก!"


   "เนื้อนั่นทั้งบางทั้งนุ่ม กลิ่นยั่วยวนใจ เอามาบดละเอียดแล้วราดข้าว อร่อยอย่าบอกใครเลย ท่านอยากลองชิมไหม"


   ไป๋หม่าชักชวนจนท้องร้องขึ้นมา ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้เขายังไม่ได้กินข้าวเลย ตอนนี้ได้ยินเล่อเหนียงพูดแบบนี้อีก ท้องของเขาก็ส่งเสียงประท้วงจนทนไม่ไหวแล้ว!


   "หากอยากให้ข้าช่วยพวกเจ้าปิดบังก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เว้นแต่ว่าเจ้าจะให้ป้าสะใภ้ของเจ้าทำเนื้อตุ๋นให้ข้ากินสักมื้อก่อน ถ้าข้ากินจนพอใจแล้ว ข้าจะไม่เอาเงินของเจ้า และจะช่วยพวกเจ้าปิดบังไปตลอดชีวิต!" ไป๋หม่าพูดพลางกลืนน้ำลาย


   "ได้ ท่านรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ!" เล่อเหนียงพูดจบก็วิ่งออกไปทันที


   แม่เฒ่าฉินเดิมทีตั้งใจจะขังไป๋หม่าไว้ แต่เมื่อเห็นท่าทางหิวโหยของเขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นไป


   ช่างเถอะ หิวจนเป็นแบบนี้แล้ว ถึงปล่อยให้เขาไปก็คงไม่มีแรงจะเดินไปไหน


   "ท่านป้าสะใภ้สามเร่งทำเนื้อตุ๋นหน่อย เล่อเหนียงจะเอาไปช่วยคน!" เล่อเหนียงวิ่งเข้าประตูบ้านมากอดขาสือไห่ถังพลางพูดอย่างร้อนรน


   เดิมทีวันนี้สือไห่ถังก็ตั้งใจจะทำเนื้อตุ๋นอยู่แล้ว พอได้ยินเล่อเหนียงพูดเช่นนั้นก็ไม่ถามอะไรและลงมือทำเนื้อตุ๋นทันที


   ตอนนั้นแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆเดินกลับมา


   "เล่อเหนียง วิธีนั้นของเจ้าจะได้ผลจริงๆหรือ ถ้าเกิดเขามากินมาดื่มของที่นี่ แล้วหักหลังพวกเราจะทำอย่างไร" แม่เฒ่าฉินเอ่ยด้วยความกังวล


   ความจริงแล้วนางมีความคิดจะโยนเรื่องนี้ไปให้ไป๋เช่ออวิ๋น หากพาเขาไปยังศาลาว่าการก็สามารถจัดการเขาได้ด้วยข้ออ้างอะไรก็ได้ พวกเราไม่จำเป็นต้องเสี่ยงอันตรายเช่นนี้


   เล่อเหนียงก็มีสีหน้ากังวลเช่นกัน "ท่านย่า ความจริงแล้วข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ก็ต้องลองเสี่ยงดูสักตั้ง!"


   "ข้าเห็นสีหน้าของคนผู้นั้นแล้ว ดูเหมือนจะเป็นคนใจดี ดังนั้นข้าจึงคิดว่าลองเสี่ยงดูสักครั้ง หากสำเร็จ ต่อไปพวกเราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องทางนั้นอีก!"


   "แต่ถ้าสุดท้ายไม่สำเร็จ ผลลัพธ์ก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ ไม่ว่าพวกเราจะฆ่าเขาหรือปล่อยเขาไปก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ"


   แม่เฒ่าฉินนิ่งเงียบ แม้ว่านางอยากจะโต้แย้ง แต่ไม่รู้จะโต้แย้งอย่างไร


   เล่อเหนียงกล่าวได้อย่างมีเหตุผล สุดท้ายแล้วก็เป็นเพราะพวกเขาไม่แข็งแกร่งพอจึงตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเช่นนี้!


   แต่เดิมพวกฉินเหล่าเอ้อร์ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของเล่อเหนียง แต่เมื่อคิดดูแล้วสิ่งที่เล่อเหนียงพูดก็มีเหตุผล เหล่าซื่อห่างไกลบ้านห่างไกลครอบครัวก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง และไม่เคยเห็นจดหมายตอบกลับมาสักฉบับ


   ตอนนี้พวกเขาจำเป็นต้องเสี่ยงดูสักตั้ง!


   ไม่นานเนื้อตุ๋นก็เสร็จเรียบร้อย แม่เฒ่าฉินยกจานเนื้อตุ๋นไปด้วยตัวเอง


   กลิ่นหอมของเนื้อทำให้ท้องของไป๋หม่าประท้วงอย่างหนัก เขารีบคว้าชิ้นหนึ่งยัดเข้าปากทันทีโดยไม่สนใจว่าจะร้อนหรือไม่ หลังจากกินอิ่มดื่มอิ่มแล้วก็ไม่รีบร้อน และสั่งให้คนไปเตรียมพู่กันกับหมึกมา เขาเขียนจดหมายรายงานสถานการณ์ที่นี่ให้องค์หญิง


   หลังจากเขียนเสร็จแล้วยังให้แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆตรวจดูอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาและไม่มีข้อผิดพลาดแล้วจึงผูกจดหมายไว้กับนกพิราบและปล่อยมันไป


   "ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะอยู่ที่นี่ต่อ หากมีอะไรเกิดขึ้น ข้าจะรายงานให้พวกเจ้าทราบทันที พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้ามากมาย แค่ทำเนื้อตุ๋นให้ข้ากินเป็นครั้งคราวก็พอแล้ว!"


   ไป๋หม่าพูดพลางหยิบทองคำเมื่อครู่ออกมาแล้วคืนให้เล่อเหนียง


   "ทองคำนี้ข้าไม่ต้องการ ตอนนี้พวกเจ้าไม่ต้องสนใจข้ออีกต่อไปแล้ว ข้าบอกแล้วว่าจะไม่ทรยศพวกเจ้าก็คือจะไม่ทรยศพวกเจ้าจริงๆ!"


   ขณะนั้นเล่อเหนียงและคนอื่นจึงวางใจลงได้ ตอนนี้ภัยจากเมืองหลวงถูกขจัดไปแล้ว หลังจากนั้นไม่กี่วันข่าวคราวเมืองหลวงก็ถูกส่งกลับมา เมื่อนกพิราบนำสารมาถึง ไป๋หม่าก็นั่งยองๆอยู่ที่หน้าประตูลานบ้านพร้อมกับเล่อเหนียงและหัวไชเท้าอีกสองสามหัว ในมือแต่ละคนมีถือกระดูกชิ้นใหญ่และแทะอย่างสนุกสนาน


   พวกเขาหลงใหลการแทะกระดูกชิ้นมากช่วงนี้ เกือบทุกวันไป๋หม่าต้องวิ่งไปที่หมู่บ้านตระกูลหวงเพื่อขอให้เถ้าแก่หวงเก็บกระดูกทั้งหมดไว้ให้


   จากนั้นเขาก็นำกลับมาอ้อนวอนขอร้องให้สือไห่ถังตุ๋นให้ ตอนแรกพวกเขาไม่ไว้ใจไป๋หม่า แม้ว่าตอนนี้ไป๋หม่าจะได้รับอนุญาตให้ไปไหนมาไหนอย่างอิสระ แต่ทุกสายตายังจับจ้องอยู่ที่ตัวเขาอย่างเข้มงวด


   หากเขาทำอะไรไม่ปกติ ชาวบ้านจะจับขังทันที แต่ต่อมาพวกเขากลับพบว่า เขาเป็นเพียงคนตะกละเท่านั้น


   บ้านไหนมีของอร่อยเขาก็จะถือชามไปขออาหารกิน


   ตอนแรกเขาก็ยังรู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง ทุกครั้งที่ขออาหารกินเสร็จก็จะทิ้งเงินไว้สองสามเหรียญ


   แต่ตอนหลังเขาเริ่มหน้าด้านขึ้นเรื่อยๆ แม้จะไปขออาหารกินก็ไม่ได้ทิ้งเงินไว้ให้อีกต่อไป


   เมื่อเห็นไป๋หม่ากินไม่อิ่มอีกต่อไป พวกเขาก็คิดว่าไป๋หม่าคงเคยลำบากมาก่อนแน่ๆ ลำบากถึงขนาดที่ว่ากินมื้อนี้แล้วไม่รู้จะมีมื้อหน้าหรือเปล่าถึงได้ทำเรื่องไร้ยางอายแบบนี้


   ภายหลังจึงพบว่าชายผู้นี้มีภูมิหลังไม่ธรรมดา เขาเป็นถึงหัวหน้าองครักษ์เงาที่ไทเฮาฝึกฝนมา เพียงแต่ครั้งหนึ่งเขาทำงานผิดพลาด และเรื่องนั้นก็เป็นเรื่องเล็กน้อยมา แต่กลับถูกไทเฮาสั่งให้ทำลายวรยุทธทั้งหมด กลายเป็นเพียงองครักษ์ธรรมดาที่ถูกทำร้ายทุบตี


   เพราะแบบนี้เขาจึงเลือกทรยศอย่างไม่ลังเล!


   "ท่านป้า ท่างเมืองหลวงส่งจดหมายมาแล้ว!" ไป๋หม่าตะโกนเสียงดัง


   แม่เฒ่าฉินขานรับจากด้านใน นางเดินออกมาจับนกพิราบส่งสารแล้วถอดกระบอกไม้ไผ่ที่ผูกติดอยู่ที่ขาออก


   "ในนั้นเขียนว่าอย่างไรหรือ" ไป๋หม่าถามอย่างไม่ใส่ใจ ตอนนี้เขาเป็นคนของหมู่บ้านตระกูลฉินอย่างแท้จริง เขาไม่สนใจเรื่องอื่นใดนอกจากกองทัพตระกูลติง เรื่องอื่นยังมีฉินฟู่หลินคอยจัดการ รวมถึงจดหมายที่ส่งมาจากเมืองหลวงและภารกิจที่สั่งให้เขาทำ


   แม่เฒ่าฉินเปิดจดหมายในกระบอกไม้ไผ่ออก พอเห็นแวบเดียวก็โกรธจนตาลาย


   "หญิงชั่วช้าคนนี้ยังไม่ยอมแพ้อีกหรือ!"


   ไป๋หม่าได้ยินเสียงด่าของแม่เฒ่าฉิน ไม่รู้เหตุใดถึงรู้สึกเย็นสันหลังวาบ


   "ท่านป้า เนื้อความในจดหมายว่าอย่างไรหรือ" ไป๋หม่ากล่าวอย่างกระวนกระวาย "ข้าขอบอกก่อนนะข้าไม่รู้อะไรเลย!"


   แม่เฒ่าฉินแค่นเสียงเย็นชาย "เจ้ามันก็มีแต่รับใช้เจ้านายเจ้า แล้วพวกบัณฑิตแถวนี้ ใครจะไปเกลี้ยกล่อมพวกเขาได้"


   "หา"


   ไป๋หม่าคิดว่าตนเองได้ยินผิดไป บัณฑิตมีอะไรให้ดึงมาเข้าพวกด้วยหรือ


   ถ้าจะดึงมาเข้าพวกก็ควรเป็นจอหงวนคนใหม่สิ บัณฑิตมีอะไรน่าสนใจกัน พูดตรงๆคือทุกที่ล้วนมีบัณฑิตทั้งนั้น! "เจ้านายของเจ้าคงจะก่อเรื่องวุ่นวายอีกแล้ว!"



  บทที่ 655: ทำให้เหล่าอู่ตกตะลึง



   "ถ้าเขาก่อเรื่องก็ไม่เกี่ยวกับข้า ท่านป้าอย่าได้ลากข้าเข้าไปเกี่ยวด้วยเลย!" ไป๋หม่าถือกระดูกชิ้นใหญ่ถอยห่างออกไปพลางกล่าว


   "เหตุใดเจ้าต้องถอยออกไปด้วย ข้าไม่ได้จะกินเจ้าสักหน่อย!" แม่เฒ่าฉินมองค้อนใส่เขา


   "ฮ่าๆๆ ท่านอาไป๋ ท่านช่างขี้ขลาดจริงๆ!" เด็กน้อยที่นำโดยเล่อเหนียงและเสี่ยวชี หัวเราะเยาะอย่างเต็มเสียง


   "ท่านอาไป๋ ก่อนหน้านี้ท่านไม่ใช่หัวหน้าองครักษ์เงาหรอกหรือ เหตุใดท่านถึงได้ขี้ขลาดเช่นนี้"


   เล่อเหนียงพูดพลางหัวเราะว่า "ท่านย่าไม่ได้จะกินท่านหรอก เหตุใดท่านต้องถอยห่างจากนางขนาดนั้นด้วยเล่า"


   "เด็กน้อยอย่างพวกเจ้าจะเข้าใจอะไร"


   ไป๋หม่าแทะเนื้อคำหนึ่งแล้วกล่าวว่า "มีคำกล่าวว่าประชาชนถือว่าอาหารเป็นสวรรค์ ข้ารู้สึกว่าตอนนี้พวกเขาคือผู้เลี้ยงดูข้า แน่นอนว่าข้าต้องอ่อนลงหน่อย"


   "อีกอย่างหนึ่งหัวหน้าองครักษ์เงาก็เป็นอดีตไปแล้ว ตอนนี้ข้าก็แค่คนไร้ค่าที่ไม่มีวรยุทธเท่านั้น!"


   "พวกเราคนธรรมดา ถ้าเกิดเจอการลอบสังหารจริงๆ คนที่จะตายเป็นคนแรกก็คือพวกเรานี่แหละ!"


   แม่เฒ่าฉินไม่ได้ฟังไป๋หม่าพูดเพ้อเจ้ออยู่ตรงนี้แล้ว นางถือจดหมายกลับไปปรึกษากับฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆ


   "หมอหลี่อัน ท่านเคยอยู่ในวังหลวงมาก่อน ท่านคิดอย่างไรกับเรื่องนี้" แม่เฒ่าฉินส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้หลี่อันพลางถาม


   หลี่อันพิจารณาอย่างละเอียด เนื้อหาในกระดาษไม่มีอะไรมากไปกว่าการต้องการให้ไป๋หม่าหาทุกวิถีทางเพื่อดึงดูดซิ่วไฉและผู้สอบผ่านในพื้นที่แถบนี้ โดยมีอำเภอชิงเป็นผู้นำ


   "ไม่มีอะไรยากที่จะเข้าใจ พวกเขาคงจนตรอกแล้วกระมัง!"


   "หากข้าเดาไม่ผิด ฮ่องเต้คงลงมือแล้วและประสบความสำเร็จในการดึงดูดขุนนางในราชสำนัก ด้วยการสนับสนุนจากขุนนางมากมาย พวกเขาถึงได้รู้สึกจนตรอกและต้องการใช้การสอบขุนนางครั้งหน้าเพื่อดึงดูดคนมีความสามารถมาใช้งาน!"


   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า เพราะรู้สึกว่าการวิเคราะห์ของหลี่อันมีเหตุผล


   "ปีนี้มีความพิเศษอยู่บ้าง ผลการสอบระดับอำเภอใกล้จะออกมาแล้ว หลังจากนั้นสอบสัมภาษณ์เสร็จสิ้นก็จะมีการสอบระดับจังหวัดและต่อด้วยการสอบขุนนาง ดูเหมือนว่าราชสำนักกำลังขาดแคลนคนมีความสามารถอย่างมากเลยทีเดียว!"


   "หากเป็นเช่นนั้นก็ให้ไป๋หม่าไปทำเถิด การดึงดูดคนมีความสามารถก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพียงแต่ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาจะถูกใช้งานโดยใครกันแน่!" หลี่อันกล่าวอย่างมีนัยยะ


   แม่เฒ่าฉินเข้าใจความหมายของเขา นางลุกขึ้นแล้วลากไป๋หม่าที่กำลังแทะกระดูกเข้ามา


   "เจ้าจงทำตามที่นายของเจ้าบอกเดี๋ยวนี้ ดึงดูดคนมีความสามารถให้ได้มากเท่าที่จะทำได้ ถ้าเป็นไปได้ก็ถือโอกาสขอเงินจากนายของเจ้าด้วย!"


   แม่เฒ่าฉินแย่งกระดูกในมือของไป๋หม่ามาแล้วพูดว่า "ถ้าเจ้าสามารถขอเงินจากนายเจ้าได้ ต่อไปถ้าเจ้าไม่อยากทำงานนี้แล้วก็จะมีเงินเลี้ยงดูชีวิต!"


   "อ๋อ ข้ารับทราบแล้ว" ไป๋หม่าตอบรับแล้วเก็บกระดูกขึ้นมาแทะอีกครั้ง


   "เจ้าอย่ามัวแต่สนใจเรื่องกินได้หรือไม่ เจ้ามีความคิดอะไรบ้างเรื่องที่นายของเจ้ามอบหมายให้เจ้าทำ เจ้าต้องทำให้สำเร็จ หากเจ้าไม่ทำให้สำเร็จ หากนางส่งคนอื่นมาอีก พวกเราก็จะถูกจับได้มิใช่หรือ" แม่เฒ่าฉินรู้สึกร้อนใจขึ้นมา


   "ไม่เป็นไร ท่านป้าวางใจเถิด ข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไร!"


   ไป๋หม่าตบหน้าอกอย่างมั่นใจพลางกล่าวว่า "คนที่องค์หญิงไว้วางใจที่สุดก็คือข้า ไม่ว่าข้าจะส่งจดหมายอะไรกลับไป นางก็จะเชื่อโดยไม่สงสัย ดังนั้นพวกท่านก็ไม่ต้องกังวลมากนัก รอให้ข้าแทะกระดูกชิ้นนี้เสร็จ ข้าก็จะไปจัดการเรื่องนี้เอง"


   แม่เฒ่าฉินวางใจลงและตักกระดูกชิ้นหนึ่งจากหม้อให้เขากินจนอิ่ม


   ไป๋หม่าเห็นการกระทำของแม่เฒ่าฉินก็ยิ้มจนตาหยี "ท่านป้าวางใจได้ เรื่องนี้ข้าจะจัดการให้เรียบร้อยแน่นอน"


   "ข้าจะหาข้ออ้างขอเงินสักแปดหมื่นตำลึง เพื่อมาซื้อกระดูกให้พวกท่านตุ๋น!"


   แม่เฒ่าฉินและหลี่อัน "..."


   "เจ้ากินเสร็จแล้วรีบไปทำงานเสียที ภายในหนึ่งเดือนนี้อย่าให้ข้าต้องตุ๋นให้เจ้าอีก!"


   สือไห่ถังโบกมือทั้งสองข้างพลางกล่าวอย่างโกรธเคือง "หากเจ้าอยากกิน ครั้งหน้าก็จัดการทำความสะอาดเนื้อให้ข้าเสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน"


    ช่วงนี้สือไห่ถังต้มเนื้อจนอาเจียนแล้ว วันๆต้มแต่กระดูกหมูไม่ก็หัวหมู แม้ว่าการต้มจะไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่สิ่งสำคัญคือเขาต้องทำความสะอาดมันมาด้วยสิ เพราะกว่าจะทำความสะอาดเนื้อได้แต่ละทีไม่ง่ายเลย การทำเนื้อตุ๋นให้เขากินทำให้นางปวดเอวไปหมด


   นางไม่เข้าใจจริงๆว่าเหตุใดคนผู้นี้ถึงชอบกินเนื้อตุ๋นนัก เขากินเนื้อมากขนาดนี้ไม่เบื่อหรืออย่างไร


   "อย่าเลยพี่สะใภ้ หรือว่าข้าจะไปซื้อบ่าวสักสองสามคนดี เอาไว้ท่านใช้งานโดยเฉพาะ แล้วท่านก็คอยตุ๋นเนื้อให้ข้ากินดีหรือไม่" ไป๋หม่าเสนอ


   "อย่าเด็ดขาด!"


   แม่เฒ่าฉินและสือไห่ถังร้องออกมาพร้อมกัน


   ตอนนี้บ้านของพวกเรามีคนอยู่มากพอแล้ว แถมห้องพักก็ไม่เพียงพอสำหรับหมิงเฟิงและคนอื่นๆ พวกเขาต้องไปอาศัยอยู่ที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ


   เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงวันประกาศผลการสอบ คืนก่อนวันนั้นฉินเหล่าเอ้อร์และฉินลิ่งอวี่ต่างนอนไม่หลับพร้อมกัน


   ฉินเหล่าเอ้อร์แม้จะไม่สนใจลำดับ แต่เมื่อสอบไปแล้วก็ต้องรอฟังผล


   ส่วนฉินลิ่งอวี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เป้าหมายของเขาในครั้งนี้คือการเป็นซิ่วไฉ หากพ่อของเขาสอบผ่าน เขาก็คงไม่มีอะไรจะพูดแล้ว!


   "ลุงรอง พี่ใหญ่ เมื่อคืนนี้พวกท่านไม่ได้นอนเลยใช่หรือไม่"


   เล่อเหนียงมองพวกเขาอย่างอึดอัดใจ "ดูรอยคล้ำใต้ตาของพวกท่านสิ ข้าใช้พู่กันวาดยังวาดไม่ได้ลึกขนาดนี้เลย!"


   ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินลิ่งอวี่เกาศีรษะอย่างเขินอาย ก็เพราะว่าพวกเขากำลังตื่นเต้นไม่ใช่หรือ พวกเขาได้ทุ่มเทอย่างหนัก หากไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดี พวกเขาคงจะรู้สึกเสียใจมาก!


   "ถ้าเช่นนั้นหลังจากพวกเรากินอาหารเช้าเสร็จแล้วไปดูกันดีหรือไม่"


   เล่อเหนียงเห็นว่าพวกเขาทั้งสองคนรู้สึกอึดอัดจึงไม่แหย่พวกเขาอีก "อาห้าอยู่ที่อำเภอตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว รอเข้าแถวดูลำดับคะแนนให้พวกท่านตั้งแต่เช้านี้"


   หงอวี่ก็เดินเข้ามาพูดว่า "ใช่แล้ว ลุงรอง พี่ใหญ่ พวกท่านต้องมีความมั่นใจในตัวเอง!"


   ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินลิ่งอวี่เห็นสองเด็กน้อยเดินเข้ามาปลอบใจตัวเอง พวกเขาก็รู้สึกเขินอายขึ้นมา


   หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว พวกเขาก็รีบขึ้นรถม้าออกเดินทางไปยังอำเภอ


   ฉินไห่เยี่ยนรออยู่ที่หน้าประตูสำนักศึกษาเติงเคอตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว


   ในครอบครัวของพวกเขาทุกคนล้วนสอบผ่านเป็นถงเซิง อีกทั้งพี่ใหญ่ของเขายังเป็นถึงซิ่วไฉ หากครอบครัวของเขามีซิ่วไฉเพิ่มอีกคนหรือมีซิ่วไฉเพิ่มอีกหลายคน ช่างดีเหมือนเกิน แบบนี้ก็มีทุนพอที่จะต่อกรกับนางปีศาจเฒ่านั่นแล้ว


   เสี่ยวชีก็ไม่จำเป็นต้องหลบๆซ่อนๆอีกต่อไป


   "มาแล้ว มาแล้ว!"


   ขณะที่ฉินไห่เยี่ยนยังคงจมอยู่กับความคิดของตัวเอง จู่ๆก็มีเสียงอึกทึกดังขึ้นมาจากฝูงชน เขารีบได้สติกลับมาก็เห็นคนถือประกาศรายชื่อออกมาติดข้างนอก


   เขารีบเบียดเข้าไปเริ่มดูจากด้านล่างก่อน แล้วค่อยๆมองขึ้นไปด้านบนเมื่อเห็นสองชื่อที่อยู่ด้านบนสุดเรียงกันอยู่


   และแล้วเขาก็ต้องอ้างปากกว้าง



  บทที่ 656: สองซิ่วไฉจากตระกูลเดียวกัน



   "สวรรค์ ข้าไม่ได้มองผิดใช่หรือไม่" ฉินไห่เยี่ยนจ้องมองชื่อสองชื่อที่เรียงกันด้านบนสุด อย่างงุนงงเป็นเวลานาน


   หากความจำของเขาไม่ผิดพลาด ซิ่วไฉน่าจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้น แล้วเหตุใดที่นี่จึงมีถึงสองคน พวกเขาเขียนผิดหรือเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่


   ไม่เพียงแต่ฉินไห่เยี่ยนที่สงสัย แม้แต่คนอื่นๆก็ชี้นิ้วไปที่ชื่อสองชื่อด้านล่างนั้นด้วยความสงสัยเช่นกัน


   พวกเขาไม่เคยเห็นการสอบระดับอำเภอที่มีผู้ได้อันดับหนึ่งถึงสองคนพร้อมกันมาก่อนเลย


   "พี่ชายท่านนี้ ชื่อสองคนที่อยู่ด้านบนนั่นเขียนผิดหรือไม่ขอรับ" ฉินไห่เยี่ยนดึงพ่อเฒ่าคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆมาถาม


   พ่อเฒ่าคนนั้นก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน แม้ว่าเขาจะไม่เคยเข้าสอบและไม่ได้เรียนหนังสือมากนัก แต่ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ข้างสำนักศึกษามาตั้งแต่เด็ก ย่อมคุ้นเคยกับตัวอักษรมากมาย


   ดังนั้นเขาจึงไม่เข้าใจจริงๆ ว่าชื่อสองชื่อที่เรียงกันอยู่ด้านบนนั้นหมายความว่าอย่างไร พวกเขาถูกคัดออกพร้อมกันหรือว่าเป็นซิ่วไฉทั้งคู่


   หากเป็นซิ่วไฉทั้งสองคนก็ดูจะเกินจริงไปหน่อย!


   ตอนนั้นฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆก็เดินมาถึง พวกเขาได้ยินคนรอบข้างพูดถึงชื่อสองชื่อที่อยู่ติดกัน จึงเงยหน้าขึ้นมองโดยไม่รู้ตัว และเขาก็ได้เห็นชื่อชื่อของตนเองและลูกชาย


   ฉินเหล่าเอ้อร์ถึงกับตะลึงงัน


   ฉินลิ่งอวี่เห็นชื่อของพวกเขาสองคนเรียงรายอยู่ก็ตกตะลึงทันที


   "เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขียนผิดหรือว่ามีเหตุผลอะไร เหตุใดถึงมีซิ่วไฉสองคน"


   ไม่ผิดแน่ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งของการสอบระดับอำเภอคือซิ่วไฉ ชื่อสองชื่อที่เรียงรายกันอยู่ด้านบนหมายความว่าอย่างไร หรือว่าปีนี้จะมีซิวไฉถึงสองคน


   "อาจารย์ใหญ่เฉิน เรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน เหตุใดชื่อของข้ากับเสี่ยวอวี่ถึงได้อยู่ติดกัน"


   ฉินเหล่าเอ้อร์เห็นอาจารย์ใหญ่เฉินออกมาก็รีบวิ่งเข้าไปคว้าตัวเขาแล้วถามทันที


   "นั่นหมายความว่าพวกข้าทั้งสองคนสอบตกหรือว่ามีเหตุผลอื่นกันแน่"


   อาจารย์ใหญ่เฉินหัวเราะดังลั่นสองครั้งแล้วอธิบายว่า "ไม่ได้เขียนผิดหรอก ไม่ได้เขียนผิด พวกเจ้าทั้งสองคนคือซิ่วไฉของปีนี้!"


   "เป็นไปได้อย่างไร เป็นไปได้อย่างไรที่จะมีซิ่วไฉ่ถึงสองคนในคราวเดียว" ฉินเหล่าเอ้อร์ไม่เชื่อ


   เขาก็ไม่กล้าเชื่อเหมือนกัน เรื่องนี้เกิดความคาดหมายไปมากจริงๆ อาจารย์ใหญ่เฉินตบบ่าของเขาเบาๆ แล้วอธิบายว่า "เป็นดังที่เจ้าว่าไม่มีทางที่จะมีซิ่วไฉสองคนได้ แต่บทความของพวกเจ้าทั้งสองนั้นยอดเยี่ยมมาก แต่ละคนก็มีความโดดเด่นเป็นของตัวเองยากที่จะตัดสินใจเลือก ดังนั้นหลังจากที่ข้าได้ปรึกษากับกรรมการคุมสอบแล้วจึงตัดสินใจว่าปีนี้จะมีซิ่วไฉสองคน!"


   เมื่อผู้อื่นได้ยินอาจารย์ใหญ่เฉินกล่าวว่าซิ่วไฉคือสองคนที่อยู่ตรงหน้านี้ พวกเขาต่างพยายามเข้าไปสร้างความสัมพันธ์ด้วย พร้อมกับสอบถามว่าทั้งสองมีคู่ครองแล้วหรือไม่


   เมื่อพวกเขารู้ว่าสองคนนี้เป็นพ่อลูกกันก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้น หลังจากสนทนากันอีกสองสามประโยค พวกเขาก็รู้ว่าฉินเหล่าเอ้อร์ตอนนี้อยู่ในสถานะพ่อม่าย ความกระตือรือร้นบนใบหน้าของพวกเขาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น


   พวกเขาต้องพยายามให้มากขึ้น รีบผลักดันลูกสาวหรือคุณหนูของตระกูลไปให้เขาเพียงแค่แต่งงานกับฉินเหล่าเอ้อร์ ลูกสาวและคุณหนูของพวกเขาไม่เพียงแต่จะเป็นพี่สาวของซิ่วไฉ แต่ยังเป็นมารดาของซิ่วไฉอีกด้วย


   เหยียนเทาและคนอื่นๆมารอฟังผลตั้งแต่เช้า ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้เข้าร่วมการสอบด้วย เพราะมีฉินเหล่าเอ้อร์และฉินลิ่งอวี่อยู่ พวกเขารู้ว่านอกจากสองคนนี้จะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น พวกเขาไม่มีทางสอบชนะสองคนนี้ได้อย่างแน่นอน


   ดังนั้นพวกเขาจึงว่าไม่ควรเข้าร่วมการสอบ


   "อาฉิน ลิ่งอวี่ ขอแสดงความยินดีกับพวกท่านด้วย บ้านเดียวกันมีซิ่วไฉถึงสองคน นับเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่เลยทีเดียว!"


   เหยียนเทากล่าวแสดงความยินดี ในใจของเขามีเพียงความชื่นชม ไม่มีความอิจฉา ไม่มีความเกลียดชัง และไม่มีความไม่พอใจแม้แต่น้อย ฉินลิ่งอวี่เป็นคนที่รักการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นโจทย์ยากแค่ไหน พอผ่านมือเขาไปรอบเดียวก็กลายเป็นโจทย์ง่ายๆทันที


   ดังนั้นในชั้นเรียนของพวกเขาจึงได้ตัดสินใจเป็นเอกฉันท์แล้วว่ารอให้ฉินลิ่งอวี่สอบเสร็จก่อน แล้วพวกเขาค่อยไปสอบ อย่างน้อยก็ยังมีความหวังอีกนิดหน่อย


   "ฮ่าๆๆ ขอบคุณพวกเจ้ามาก พวกเจ้ามีเวลาว่างหรือไม่ เดี๋ยวไปกินข้าวที่บ้านข้าเถอะ ฝีมือการทำอาหารของป้าสะใภ้ข้าก็ไม่เลวเลยนะ!" ฉินลิ่งอวี่หัวเราะพลางชวนพวกเขา


   "อย่างนั้นไม่ได้นะ เจ้าสอบผ่านเป็นซิ่วไฉ่แล้ว จะให้เจ้าเลี้ยงข้าวพวกข้าได้อย่างไร ควรจะเป็นพวกข้าที่เลี้ยงข้าวเจ้า เพื่อฉลองให้เจ้าต่างหาก!"


   เหยียนเทาพูดพลางหัวเราะว่า "เงินในมือข้าก็ไม่ได้มีมากนัก อย่างนี้แล้วกัน พี่น้องทั้งหลาย พวกเรามาช่วยกันรวบรวมเงินแล้วเลี้ยงข้าวลิ่งอวี่ที่ภัตตาคารว่านฝูสักมื้อเพื่อฉลองให้เขาดีไหม"


   "รวบรวมเงินอะไรกัน ไม่ต้องรวบรวมหรอก ข้าเลี้ยงเองก็แล้วกัน แม้ว่าข้าจะมีเงินไม่มากนัก แต่กินมื้อหนึ่งที่ภัตตาคารว่านฝูก็ยังพอไหว!" เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งที่มีฐานะร่ำรวยเดินออกมาพูด


   ฉินลิ่งอวี่ดูสิ พวกข้ากำลังปรึกษากันว่าเดี๋ยวจะกินอะไรกันแล้ว


   "ไม่ได้ ไม่ได้ ข้าสอบเป็นซิ่วไฉ่ได้แล้วจะให้เจ้าต้องเสียเงินได้อย่างไร ก็แค่ไปภัตตาคารว่านฝูเท่านั้นเอง"


   "ไปกันเถอะ วันนี้ให้ลุงของข้าเลี้ยงเอง!"


   เหยียนเทาและคนอื่นๆเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าภัตตาคารว่านฝูนี้ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวของฉินลิ่งอวี่ไม่น้อย พวกเขาจึงไม่เกรงใจอีกต่อไป และเลิกปรึกษากันว่าจะกินอะไรดี


   เล่อเหนียงนั่งอยู่บนรถม้า นางอยากลงไปกอดพี่ใหญ่และลุงรองจริงๆ สำนักศึกษาของพวกเขาเก่งเหลือเกิน อำเภอชิงเหอไม่เคยมีซิ่วไฉสองคนมาก่อน ไม่คิดว่าพวกเขาจะสอบได้พร้อมกันถึงสองคนเลย น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้นางแกล้งตายออกจากเมืองหลวง แม้ว่าตอนนี้จะอยู่ที่อำเภอชิงเหอ แต่ก็ไม่กล้ารับประกันว่าจะไม่มีคนจากเมืองหลวงมาที่นี่


   ดังนั้นนางจึงไม่กล้าเสี่ยงเลย!


   แม่เฒ่าฉินนั่งอุ้มเล่อเหนียงอยู่บนรถม้า มองดูชื่อสองชื่อที่เรียงกันอยู่ก็ตื่นเต้นจนร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย


   ในที่สุดตระกูลฉินของพวกเขาก็มีซิ่วไฉอีกคนหนึ่ง ไม่ถูก ควรจะเป็นสองคนสิ!


   วิญญาณของท่านพ่อคงจะยินดีมากกระมัง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหล้าต้าจะกลับมา


            ถ้าเหล้าต้ากลับมา ครอบครัวของพวกเขาก็จะมีซิ่วไฉสามคน


   "ท่านซิ่วไฉ ข้าขอบอกท่านนะ คุณหนูของบ้านพวกข้าเป็นสตรีชั้นสูงที่มีคุณธรรมและมารยาทงดงามมาก หากท่านแต่งงานกับคุณหนูใหญ่ของบ้านพวกข้า ท่านจะไม่ขาดทุนแน่นอน!"


   พ่อเฒ่าคนหนึ่งดึงตัวฉินเหล่าเอ้อร์ไว้พลางพูดไม่หยุดถึงความดีคุณสมบัติของคุณหนูบ้านพวกเขา


   "ท่านซิ่วไฉ นายท่านของพวกข้ายังมีที่นาดีอีกร้อยหมู่ มีบ่าวรับใช้เกินร้อยคน หลังจากท่านแต่งงานกับคุณหนูของพวกข้าแล้ว สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดก็จะเป็นของท่าน ท่านอย่าลังเลเลย รีบกลับไปกับข้าเถิด วันนี้พบหน้า พรุ่งนี้ก็แต่งงานกันเลย!"


   ฉินเหล่าเอ้อร์รู้สึกปวดหัวจริงๆ เขาบอกไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่าซิ่วไฉอีกคนเป็นลูกชายของเขา ลูกชายก็โตขนาดนี้แล้ว เขาไม่มีความคิดที่จะแต่งงานใหม่แล้ว!


   ส่วนเรื่องที่พ่อเฒ่าผู้นั้นพูดถึงที่ดินร้อยหมู่และคนใช้เกินร้อยคน ครอบครัวของพวกเขาก็มีที่ดินร้อยหมู่เช่นกันหรือไม่


   แต่พวกเขามีคนรับใช้ไม่ถึงร้องคน แต่ถ้านับรวมพวกพี่น้องที่เหล่าอู่พากลับมาด้วยก็เกินร้อยคนไปนานแล้ว มีอะไรน่าแปลกใจด้วยเล่า!



 บทที่ 657: การลาดตระเวนที่ค่อนข้างถี่



   ขณะฉินเหล่าเอ้อร์กำลังคิดหาวิธีหลีกเลี่ยงอย่างสุดความสามารถ เสียงโกรธแค้นก็ดังขึ้นมาจากฝูงชน


   ฉินเหล่าเอ้อร์หันไปมองพบว่าชายที่ส่งเสียงนั้นเป็นคนคุ้นหน้า แม้จะเป็นคนคุ้นหน้า แต่ก็ไม่ใช่คนที่สนิทสนมกันมากนัก


   "ข้าไม่ยอม พี่น้องทั้งหลาย พวกเจ้าไม่รู้สึกแปลกใจบ้างหรือ เหตุใดปีนี้ถึงมีซิ่วไฉสองคน และทั้งสองคนนั้นกลับเป็นคนของตระกูลฉินด้วย"


   "สิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นพวกเขาเป็นพ่อลูกกัน!"


   "พวกเจ้าไม่รู้สึกแปลกใจหรือ พวกเจ้าไม่รู้สึกคับแค้นใจหรือ เรียนหนักมาสิบปีแต่สุดท้ายกลับไม่ได้ดีเท่าคนมีเส้นสาย พวกเจ้าคิดว่ามันยุติธรรมหรือ"


   "พี่น้องทั้งหลาย ข้าจะบอกความลับอีกอย่างให้พวกเจ้ารู้ สองคนนี้พวกเขาไม่ใช่คนท้องถิ่นหรอก พวกเขาหนีภัยแล้งมาจากทางเหนือ!"


   ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินลิ่งอวี่โกรธเกรี้ยวทันทีเมื่อเผชิญกับคำกล่าวหาสกปรกที่ถูกสาดใส่มาอย่างกะทันหัน จริงอยู่ที่พวกเขาอพยพมาจากทางเหนือ แต่แล้วมันเป็นอย่างไรเล่า


   หรือว่าคนที่หนีภัยแล้งมาจากทางเหนือจะไม่มีสิทธิ์สอบเป็นซิ่วไฉ


   "หวังเหอ เจ้าเองก็รู้ว่าความรู้ของเจ้าด้อยกว่าผู้อื่น อย่ามาพูดเหลวไหลที่นี่ หากเจ้ายังกล้าพูดจาไร้สาระอีก ระวังข้าจะฉีกปากเจ้าให้ขาด!" เหยียนเทาเป็นคนแรกที่ทนไม่ไหวจึงด่าชายผู้นั้นอย่างโกรธเกรี้ยว


   "ผู้อื่นสอบได้ที่หนึ่งทุกวิชา ส่วนเจ้ากลับได้ที่สุดท้ายทุกวิชา เจ้ายังมีหน้ามาพูดว่ามีเส้นสายอีกหรือ!"


   เล่อเหนียงนั่งอยู่บนรถม้าเห็นเหยียนเทาเป็นคนแรกที่ออกมาปกป้องลุงรองและพี่ชายของนางก็จดจำเรื่องนี้ไว้ในใจ


   นางตัดสินใจแล้วว่าคราวหน้านางจะไม่แกล้งพี่เหยียนเทาอีกเด็ดขาด


   หลังจากเหยียนเทาออกมาพูดก็มีเด็กอีกหลายคนทยอยออกมาแก้ต่างให้เหล่าเอ้อร์ และคนอื่นๆ


   "แน่นอน แน่นอน ผลการเรียนของลิ่งอวี่เป็นอย่างไร พวกเราทุกคนต่างเห็นกันอยู่แล้ว ไม่เพียงแต่เรียนเก่งที่สุดเท่านั้น แต่ยังเก่งในเรื่องที่ไม่เคยเรียน ดูเหมือนว่าเขาสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง!"


   "ท่านอาฉินไม่เพียงแต่เป็นพ่อของลิ่งอวี่เท่านั้น แต่ยังเป็นอาจารย์สอนหนังสือในหมู่บ้านอีกด้วย เขามีความรู้มากมายอยู่แล้ว การมาเข้าร่วมการสอบครั้งนี้ก็เพียงแค่มาเป็นเพื่อนลูกชายเท่านั้น!"


   "ข้าไม่เข้าใจจริงๆ พวกเจ้าที่มีผลการเรียนแย่ที่สุดในทุกวิชา แต่เพราะมีเงินถึงได้ร่ำเรียนในสำนักศึกษาได้ เจ้ามีคุณสมบัติอะไรถึงกล้าออกมาพูดว่าที่นี่มีการใช้เส้นสาย" เด็กคนหนึ่งกล่าว


   "ยัง...ยังไงก็ต้องมีเบื้องหลังแน่นอน เป็นไปได้อย่างไรที่จะสอบได้เป็นซิ่วไฉทั้งคู่!"


   หวังเหอพูดเลิ่กลั่ก "นะ…นะ….แน่นอนว่าพวกเขาต้องโกงหรือใช้กลอุบบายถึงได้สอบติดเป็นซิ่วไฉ!"


   หวังเหอตอนนี้รู้สึกตื่นตระหนก เขาไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นคนแรกที่ออกมาต่อต้านโดยลำพัง แต่กลับไม่มีใครยืนเคียงเขาเลย พวกเขาจะยอมยกตำแหน่งซิวไฉให้กับคนพวกนั้นง่ายๆอย่างนี้หรือ


   พวกเขาไม่ควรลุกขึ้นมาต่อต้านหรอกหรือ


   "ไม่มีใครไร้ยางอายเหมือนเจ้าหรอก เจอเรื่องอะไรก็ใช้เงินแก้ปัญหา" เหยียนเทาแค่นเสียค่อนแคระ


   "ยังไงข้าก็ไม่ยอมรับ พวกเจ้าทำไม่ได้แน่!"


   "พวกเจ้าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับมันสำคัญอะไร พวกข้ายอมรับก็พอแล้ว!"


   หวังเหอทิ้งประโยคนี้ไว้แล้วก็นึกถึงเสียงของไป๋เช่ออวิ๋น


   ทันใดนั้นไป๋เช่ออวิ๋นในชุดขุนนางก็เดินเข้ามา ตามหลังนางยังมีคนสวมชุดขุนนางอีกหลายคน


   "ข้ารู้ว่าพวกเจ้าไม่ยอมรับ พูดตามตรงตอนแรกที่ข้าเห็นข้าก็ประหลาดใจมาก ข้าไม่เคยเห็นบทความที่ดีขนาดนี้มาก่อน ไม่ว่าจะเลือกฝ่ายไหนก็เสียดายทั้งนั้น ดังนั้นพวกกรรมการสอบถึงได้เลือกให้เจ้าของบทความทั้งสองเป็นซิ่วไฉ"


   ไป๋เช่ออวิ๋นชี้ไปที่คนเหล่านั้นแล้วพูดว่า "พวกเจ้าคงจะคุ้นตาคนพวกนี้อยู่แล้ว พวกเขาคือกรรมการสอบครั้งนี้ หากพวกเจ้าไม่เชื่อหรือไม่เข้าใจก็ไปถามพวกเขาได้โดยตรง"


   "บรรดาผู้เข้าสอบทั้งหลาย อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป สิ่งที่ท่านใต้เท้าพูดเป็นความจริง ซิ่วไฉทั้งสองล้วนมีความสามารถจริง ไม่มีการทุจริตหรือเส้นสายใดๆทั้งสิ้น!"


   ชายชราคนหนึ่งที่อายุมากกว่าเล็กน้อยกล่าว บรรดาบัณฑิตที่อยู่ข้างๆ ต่างรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง ดังนั้นเมื่อเห็นผู้คุมสอบเดินมาจึงรีบวิ่งเข้าไปสอบถาม


   เมื่อพวกเขาทราบว่าทั้งหมดนี้เป็นความจริง เหล่าเอ้อร์กับฉินลิ่งอวี่นั้นมีความสามารถจริงๆ พวกเขาจึงไม่รบกวนผู้คุมสอบอีกต่อไป แต่กลับไปรุมล้อมท่านซิ่วไฉ ขอให้ท่านซิ่วไฉอธิบายโจทย์ให้พวกเขาฟัง


   ฉินลิ่งอวี่และคนอื่นๆ รีบมุ่งหน้าไปยังภัตตาคารว่านฝูแต่เช้า


   พวกเขาไม่ใช่คนโง่ หากอยู่ที่นั่นต่อไปก็จะถูกพวกหญิงสาซักไซ้ไล่เลียงถึงบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตร


   ที่ภัตตาคารว่านฝู หลี่หยางเพียงแต่รู้ว่าวันนี้จะมีการประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านเป็นซิ่วไฉ แต่เขาไม่มีเวลาไปดูจึงไม่รู้ว่าปีนี้ใครได้เป็นนักปราชญ์บ้าง


   "ท่านลุงรีบนำอาหารมาให้พวกข้าเร็ว พวกข้าหิวมากแล้ว!" ฉินลิ่งอวี่กล่าวด้วยความดีใจอย่างยิ่ง


   หลี่หยางมองดูลิ่งอวี่ด้วยสีหน้าประหลาดใจและดีใจ ในความทรงจำของเขาเด็กน้อยคนนี้ไม่ใช่คนใจกว้าง ปกติคงไม่มีทางเลี้ยงอาหารเพื่อนร่วมเรียนโดยไม่มีเหตุผลแน่


   "เถ้าแก่ ท่านยังไม่รู้หรอกหรือ ลิ่งอวี่ตอนนี้เป็นท่านซิวไฉ่แล้วนะ!" เหยียนเทาพูดพลางหัวเราะ


   "ว่าอย่างไร เจ้าเป็นซิวไฉ่ เจ้าสอบผ่านเป็นซิ่วไฉ่แล้วหรือ" หลี่หยางตื่นเต้นจนตัวสั่น


   สวรรค์ ในที่สุดเขาก็ได้เห็นซิวไฉ่คนหนึ่งแล้ว และซิวไฉ่คนนี้กลับเป็นคนที่เขาเห็นเติบโตมากับตา


   "เร็วเข้า เร็วเข้า พวกเจ้าขึ้นไปชั้นบนกันให้หมด ข้าจะลงมือทำอาหารให้พวกเจ้ากินเอง!"


   หลี่หยางตื่นเต้นจนแทบเสียสติ เขารู้ว่าลิ่งอวี่เด็กคนนี้ปกติมีการบ้านมากมาย และทุกคนครั้งเขาจะทำการบ้านออกมาดีมาก การสอบผ่านเป็นซิ่วไฉก็เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นในไม่ช้า แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ อายุยังน้อยแค่นี้ก็สอบผ่านเป็นซิ่วไฉแล้ว


   "มา มา มา เสี่ยวอวี่ กินให้มากหน่อย บำรุงร่างกายหน่อย!" ไม่นานหลี่หยางก็ยกอาหารมาทีละจาน


   บางอย่างเป็นอาหารพิเศษที่คนอื่นสั่งไว้และบางอย่างก็เป็นอาหารเลิศรสที่ร้านถนัดที่สุด


   ฉินลิ่งอวี่มองดูโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหาร มุมปากกระตุกอย่างรุนแรง "ลุงหลี่ ข้าไม่มีเงินจ่ายให้ท่านนะ!"


   "ใครบอกว่าข้าจะเก็บเงินเจ้า เจ้ารีบกินเถอะ เดี๋ยวอาหารเย็นแล้วจะไม่อร่อย!"


   หลี่หยางเร่งเร้าพลางมองดูฉินลิ่งอวี่ด้วยรอยยิ้ม


   หนุ่มน้อยคนนี้ช่างหล่อเหลาขึ้นทุกวัน แต่หน้าตาเหมือนบิดา ส่วนผิวขาวเหมือนมารดา


   "ลุงหลี่หยาง ท่านอย่าจ้องข้าแบบนี้สิ ถ้าท่านจ้องข้าอยู่แบบนี้ ข้ากินข้าวไม่ลงนะ!" ฉินลิ่งอวี่รู้สึกหมดคำพูดจริงๆ


   แม้ว่าการสอบผ่านเป็นซิ่วไฉจะเป็นเรื่องที่ควรเฉลิมฉลอง แต่เขาจะไม่จ้องมองตนเองตลอดเวลาขนาดนี้ ถ้าเขาเอาแต่จ้องอยู่อย่างนี้ เขาก็กินข้าวไม่ลงเลย!


   "ลุงรบกวนเวลาเจ้ากินข้างงั้นหรือ งั้นลุงจะไปเดี๋ยวนี้เลยนะ"


   หลี่หยางพูดพลางฮัมเพลงเบาๆเดินลงบันไดไป โดยไม่ลืมปิดประตูให้อย่างดี


   ไม่นานลูกค้าชั้นล่างก็รู้กันหมดว่า ซิ่วไฉกำลังทำอาหารอยู่ที่นี่ พวกเขาต่างดีใจและตื่นเต้น แต่ไม่มีใครขึ้นไปรบกวนฉินลิ่งอวี่กินข้าว


   "พวกเขาใช้เวลาสอบนานขนาดนี้ คงหิวมากแน่ๆ!"


   "ท่านอาไป๋ ท่านลาดตระเวนถี่ไปหน่อยนะ!"



 บทที่ 658: เกือบจะมีป้าคนที่สองเพิ่มขึ้นมา



   เวลาหนึ่งถ้วนชาผ่านไปฉินลิ่งอวี่เห็นหลี่หยางขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากผ่านไปอีกหนึ่งถ้วยชาเขาก็ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ถึงขนาดนั้นเขาก็ไม่ได้เข้ามาด้านใน ทำเพียงแอบแง้มประตูดูแล้วก็วิ่งหนีไปอีก


   ฉินลิ่งอวี่มองดูหลี่หยางที่ทำตัวเหมือนขโมยก็รู้สึกขบขันไม่น้อย


   "ท่านปู่หลี่ ถ้าอย่างนั้นท่านเข้ามากินข้าวกับพวกข้าเถอะ ท่านทำตัวลับๆล่อๆแบบนี้ ทำให้ข้ารู้สึกขำมากเลย!" ฉินลิ่งอวี่เปิดประตูพลางพูด


   "ไม่ละ พวกเจ้ากินกันเถอะ กันเถอะ ข้าเป็นแค่คนหยาบกระด้างคนหนึ่ง ข้าไม่ขอเข้าไปดีกว่า" หลี่หยางพูดจบก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว


   รูปร่างอ้วนท้วมของหลี่หยาง ดูเหมือนลูกหนังที่วิ่งได้อย่างยิ่ง ฉินลิ่งอวี่ส่ายหน้าอย่างขบขันแล้วเดินกลับไป


   "ลิ่งอวี่ เจ้ารีบสอบจอหงวนให้ได้เถอะ หากเจ้าสอบจอหงวนได้ พวกข้าถึงจะมีความหวัง!" เหยียนเทาพูดออกมาจากใจหลังจากดื่มชาไปสองถ้วย


   ทั้งหมดไม่ใช่เพราะความอิจฉา แต่เป็นความหวังอย่างจริงใจที่อยากให้ฉินลิ่งอวี่สอบได้ที่หนึ่ง


   "เหตุใดเล่า หรือว่าพวกเจ้าหวังให้ข้าคุ้มครองพวกเจ้า" ฉินลิ่งอวี่พูดพลางหัวเราะ


   "เจ้าเด็กน้อยคนนี้ เจ้ากำลังพูดเหลวไหลอะไรอยู่ อะไรกันที่ว่าเจ้าจะคุ้มครองพวกข้า" คุณชายหน้าตาหล่อเหลาอีกคนหนึ่งกล่าว


   "ความหมายของเขาคือ เจ้าต้องรีบสอบเป็นจอหงวนให้ได้เร็วๆ เมื่อเจ้าสอบเป็นจอหงวนแล้ว พวกข้าถึงจะมีโอกาสสอบเป็นจอหงวนได้!"


   "หากต้องสอบเป็นจอหงวนพร้อมกับเจ้า พวกข้าคงได้แค่อยู่ท้ายแถวเท่านั้น!"


   ฉินลิ่งอวี่มีเพื่อนร่วมชั้นที่สนิทกันอยู่สามคน คนหนึ่งคือเหยียนเทา อีกคนที่เพิ่งพูดไปเมื่อครู่คือคุณชายเยี่ยเสวียน ส่วนอีกคนไม่ค่อยชอบพูด แต่ถ้ามีเรื่องอะไรเขาจะต้องวิ่งนำหน้าเสมอชื่อว่าหลิ่วอวิ่นหลง


   นอกจากเหยียนเทาแล้ว อีกสองคนที่เหลือล้วนเป็นคุณชายจากตระกูลร่ำรวยในท้องถิ่น พวกเขามีอายุใกล้เคียงกันและเรียนเก่ง จึงสามารถเล่นด้วยกันได้


   แม้พวกเขาจะเรียนเก่งแค่ไหน แต่สำหรับฉินลิ่งอวี่ผู้นี้แล้ว ก็ยังไม่อาจเทียบได้ดังนั้นตอนนี้พวกเขาจึงหวังว่าฉินลิ่งอวี่จะสอบได้เป็นจอหงวนโดยเร็ว


   พวกเขาได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่สอบพร้อมกับฉินลิ่งอวี่เด็ดขาด พวกเขายอมเข้าสู่วงการขุนนางช้าหน่อย ดีกว่าที่จะเป็นหินให้ฉินลิ่งอวี่ก้าวข้าม!


   "ฮ่าๆๆ วางใจเถิด ข้าจะพยายามสอบให้ได้เร็วที่สุด!" ฉินลิ่งอวี่ไม่ถ่อมตัวอีกต่อไป


   ตอนนี้พวกเขาทั้งสี่คนเป็นสหายสนิทที่พูดคุยกันได้ทุกเรื่องแล้ว มีอะไรก็พูดกันได้ คำพูดสุภาพเช่นนี้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องพูดกันอีกแล้ว


   เรื่องที่ฉินลิ่งอวี่และฉินเหล่าเอ้อร์สอบได้เป็นซิ่วไฉพร้อมกันนั้นแพร่สะพัดกลับไปถึงในหมู่บ้านแล้ว


   ฉินฟู่หลินดีใจจนแทบเสียสติตอนนี้กำลังยืนหัวเราะอยู่หน้าประตู หลังจากนั้นก็ลากตัว เอ้อร์จู้กับฟูไห่ไปที่คอกหมูเพื่อจับหมูออกมาฆ่า!


   "หัวหน้าหมู่บ้าน ตอนนี้หมูตัวนี้ยังฆ่าไม่ได้นะ" ฉินฟูไห่พูดพลางชี้ไปที่หมูตัวนั้นที่กำลังตัวสั่นงันงก


   "อะไรจะฆ่าไม่ได้ ข้าบอกว่าได้ก็ได้!"


   ฉินฟู่หลินตบต้นขาแล้วพูดว่า "ข้าจะไปจับไก่มาอีกหน่อย แล้วก็จะไปซื้อแพะกลับมาอีกตัว วันนี้ต้องฉลองกันให้สนุกหน่อย!"


   "เจ้าสองคนจัดการหมูตัวนี้ให้เรียบร้อย รอข้ากลับมา ถ้าข้าไม่เห็นเนื้อหมู ข้าจะซ้อมพวกเจ้าทั้งสองคน!"


   ฉินฟู่หลินพูดจบก็วิ่งออกไปทันที


   เหล่าผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อและสวี่ซิ่วอิงได้รับรู้ข่าวนี้แล้ว ไม่ต้องให้แม่เฒ่าฉินพูดอะไรมาก พวกเขาก็เริ่มวุ่นวายขึ้นมานี้


   สัตว์ตัวไหนฆ่าได้เขาก็ฆ่าทันที หากไม่มีก็ไปหาในหมู่บ้านหรือซื้อจากในหมู่บ้าน


   "แม่เถียหนิวต้องรับเงินนะ ข้าไม่สามารถเอาไก่สองตัวนี้ของเจ้าไปโดยไม่จ่ายเงินได้!"


   "แม่เฒ่าหวัง ท่านเก็บเงินนี้ไว้เถอะ หากเจ้าไม่รับ ข้าก็จะรู้สึกไม่สบายใจที่จะนำเป็ดสองตัวนี้ของท่านกลับบ้าน!"


   ที่หน้าหมู่บ้านและท้ายหมู่บ้าน สือไห่ถังและสวี่ซิ่วอิงกำลังต่อรองกับหญิงสองคนอยู่


   "สะใภ้สี่ แค่ไก่สองตัวเท่านั้น เจ้าเอากลับไปฆ่าก็พอแล้ว ลิ่งอวี่และเหล่าเอ้อร์สอบเป็นซิ่วไฉพร้อม พวกเราก็มีหน้ามีตาด้วย!"


   แม่เถียหนิวไม่ยอมรับเงินไม่ว่าจะพูดอย่างไร สวี่ซิ่วอิงจึงต้องยัดเงินหนึ่งตำลึงเข้าไปในอ้อมอกของนาง แล้วหิ้วไก่สองตัววิ่งกลับบ้าน


   "สะใภ้สี่ เหตุใดเจ้าถึงดื้อรั้นเช่นนี้ บอกว่าไม่ต้องการเงินของเจ้าก็คือไม่ต้องการเงินของเจ้า" แม่เถียหนิววิ่งไล่ตามไป


   "เอ๋ พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่"


   ฉินฟู่หลินเพิ่งเดินออกมาก็เห็นแม่เถียหนิววิ่งไล่ตามสะใภ้สี่ ก็คิดว่าทั้งสองคนเกิดความขัดแย้งอะไรกันจึงรีบตะโกนให้หยุด


   "ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน เจ้าช่วยข้าพูดหน่อยเร็ว มันก็แค่ไก่สองตัวเท่านั้น นางพยายามจะเอาเงินมาให้ข้าอยู่ได้!" แม่เถียหนิวพูด


   แม่เถียหนิวพูดจบก็เห็นแม่เฒ่าหวังและสะใภ้สามฉินวิ่งเข้ามา


   "แม่เฒ่าหวังรับเงินไปเถอะ อย่าไล่ตามข้าอีกเลย ถ้ายังไล่ตามอีก เดี๋ยวข้าจะไม่ให้ท่านกินน่องเป็ดอีกแล้ว!" สือไห่ถังตะโกนเสียงดังแล้วรีบวิ่งเข้าบ้านไป


   หากไม่ใช่เพราะกลัวไม่สุภาพ นางคงจะปิดประตูไปเสียแล้ว


   "พอเถอะ พอเถอะ พวกเจ้ารับไปเถิด ข้าให้ฟูไห่ไปฆ่าหมูแล้ว พวกเจ้าสองคนช่วยต้มน้ำและจัดการหน่อย ข้าจะไปหาไก่โง่ๆที่หมู่บ้านหวัง!" แม่เฒ่าหวังและป้าเทียวนิวได้ยินว่ามีการฆ่าหมู พวกนางรีบไปช่วยทันที


   พวกเขาเดิมทียังกังวลว่าตระกูลฉินจะไม่มีอะไรฉลอง แต่ตอนนี้ฉินฟู่หลินฆ่าหมูแล้ว ระดับนั้นน่าจะเพียงพอแล้ว!


   "มื้อนี้ก็แค่นี้แหละ ลิ่งอวี่รีบกลับไปเถอะ พ่อและย่าของเจ้าคงกำลังรอกันอย่างร้อนใจแล้ว!" เหยียนเถาพูดเร่งเร้า


   ฉินลิ่งอวี่อยากกลับไปนานแล้ว เมื่อครู่เพียงแค่เกรงใจเขาจึงไม่ได้เอ่ยปากขอกลับ แต่ตอนนี้เหยียนเถาเอ่ยปากแล้ว


   แม่เฒ่าฉินกำลังรออย่างร้อนใจอยู่นอกประตู เพียงแต่นางไม่ได้เข้าไปเร่งเร้า


   หลานเติบใหญ่แล้ว ต่างก็มีสังคมของตนเอง ในฐานะผู้ใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องไปก้าวก่ายเรื่องการคบเพื่อนของพวกเขา


   "พี่ใหญ่ท่านเก่งจริงๆ ท่านได้เป็นซิ่วไฉแล้วนะ!"


   ฉินลิ่งอวี่เพิ่งขึ้นรถม้า ก็พุ่งเข้าไปหาเล่อเหนียง น้องสาวของเขาทั้งหอมหวานและนุ่มนิ่ม


   "น้องสาว รอจนร้อนใจแล้วสินะ" ลิ่งอวี่กอดน้องสาวแน่นพลางกล่าว


   "ไม่หรอก ข้าเก่งขนาดนี้ รออีกสักครู่ก็ได้!"


   "ท่านย่า ข้าไม่ได้ทำให้ท่านต้องผิดหวัง!" ฉินลิ่งอวี่หันไปมองย่าพลางกล่าว


   แม่เฒ่าฉินลูบศีรษะเขาด้วยความปลื้มใจ "อืม ลิ่งอวี่ของบ้านเราเก่งที่สุดแล้ว!"


   ฉินลิ่งอวี่หันไปมองพ่อของตน แต่เมื่อเห็นว่าใบหน้าของพ่อมีรอยแดงปรากฏขึ้น สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นประหลาด


   "ท่านพ่อขอรับ นี่มัน..." ฉินลิ่งอวี่ชี้ไปที่โคนหูพลางกล่าว


   ฉินเหล่าเอ้อร์รีบใช้มือเช็ด พลางบ่นอย่างหงุดหงิด "ผู้หญิงช่างน่ากลัวเหลือเกิน เป็นหญิงสาวเหตุใดถึงกระโจนใส่ข้าเช่นนี้"


   "โชคดีที่ข้าหลบได้เร็ว อีกทั้งมีคนมากมายมองอยู่ มิเช่นนั้นแล้ว ข้าคงจะมีเหตุผลก็อธิบายไม่ชัดเจนแน่!"


   ฉินลิ่งอวี่ได้ยินคำพูดของพ่อของตนก็รู้ว่ามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้น สายตาจึงมองไปทางน้องสาว เล่อเหนียงรับรู้ถึงสายตาสงสัยของพี่ชายตนเอง จึงเอามือปิดปากหัวเราะคิกคักออกมาเบาๆ


   "พี่ใหญ่ เล่อเหนียงเกือบจะมีป้าสะใภ้รองแล้วนะ!"



 บทที่ 659: ท่านซิ่วไฉช่างโง่เขลาเสียจริง



   "เรื่องนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่" ฉินลิ่งอวี่รู้สึกสงสัยหลังจากได้ยินคำพูดของน้องสาว


   มีป้าสะใภ้รองของเล่อเหนียงหมายความว่าอย่างไรหรือ พ่อของเขาไปทำเรื่องให้เทพเจ้าต่างโกรธแค้นหรือ


   เล่อเหนียงเดินไปถามฉินเหล่าเอ้อร์ว่า "ลุงรอง เรื่องนี้เล่าให้ฟังได้หรือไม่"


   ฉินเหล่าเอ้อร์ทำหน้าตาปกติ "เล่าสิ มีอะไรที่เล่าไม่ได้กัน ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดศีลธรรมเสียหน่อย!"


   เล่อเหนียงกระแอมเบาๆ แล้วเริ่มเล่าเรื่องตลกขบขันที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่


   "พี่ใหญ่ เมื่อครู่ลุงรองถูกคนกลุ่มใหญ่ พยายามแนะนำคุณหนูของบ้านพวกเขา ลูกสาวของพวกเขา หลานสาวอะไรพวกนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะเสนอสิ่งล่อใจมากมายแค่ไหน ลุงรองก็ปฏิเสธทั้งหมด และยังบอกชัดเจนว่าจะไม่แต่งงานอีก!"


   "เรื่องนี้น่าจะจบลงแค่นี้ แต่ว่าตอนที่ลุงรองกำลังคุยกับคนอื่นอยู่ จู่ๆก็มีสาวร่างท้วมคนหนึ่งวิ่งเข้ามาแล้วหอมแก้มลุงรองสองที!"


   ฉินลิ่งอวี่อ้าปากด้วยความตกใจ "ช้าก่อน หญิงสาวคนนั้นไม่รู้จักรักนวลสงวนตัวเลยหรือ"


   "กลางวันแสกๆแบบนี้นางกลับ..."


   ฉินลิ่งอวี่พูดไม่ออก หญิงสาวคนนั้นช่างไม่รู้จักรักนวลสงวนตัวเอาเสียเลย เหตุใดถึงได้กล้าแอบหอม ไม่สิ หอมแก้มพ่อของเขาโจ่งแจ้งแบบนี้"


   "แล้วอย่างไรต่อ หญิงคนนั้นให้ท่านพ่อของข้ารับผิดชอบหรือไม่" ฉินลิ่งอวี่ถามอย่างร้อนใจ


   เรื่องนั้นไม่สำคัญ สิ่งนี้สำคัญที่สุดคือ หากท่านพ่อของเขาต้องรับผิดชอบหญิงคนนั้น เขาก็จะมีแม่เลี้ยงเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง


   "ตอนแรกหญิงคนนั้นร้องไห้โฮ ต้องการให้ลุงรองรับผิดชอบนาง แต่งนางเป็นภรรยา แต่ยังไม่ทันที่ลุงรองจะเอ่ยปาก อาจารย์ใหญ่เฉินก็ออกหน้าให้เสียแล้ว!"


   "อาจารย์ใหญ่เฉินบอกว่า หญิงคนนั้นกล้าใส่ร้ายซิ่วไฉที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่ของพวกเขา หากนางต้องการให้ลุงรองรับผิอบก็ให้นางเปิดเผยตัวตนเสีย และอาจารย์เฉินจะสอบสวนหญิคนนั้นข้อหาใส่ร้ายผู้อื่น แล้วค่อยพูดถึงเรื่องความรับผิดชอบ!"


   ล่อเหนียงกล่าวด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและภาคภูมิใจ "อาจารย์ใหญ่เฉินเก่งกาจยิ่งนัก ลุงรองยังไม่ทันได้สติ เขาก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว"


   "หญิงสาวคนนั้นถูกอาจารย์ใหญ่เฉินตำหนิไม่เบา สุดท้ายนางเอามือปิดหน้าวิ่งหนีไปอย่างอับอายขายหน้า!"


   แม่เฒ่าฉินแค่นเสียงอย่างขัดใจ พูดด้วยความผิดหวังว่า "เจ้าโชคดีนักที่อาจารย์ใหญ่เฉินอยู่ที่นี่ ถ้าอาจารย์ใหญ่เฉินไม่อยู่ที่นี่ละก็ เจ้าคงได้แต่งงานกับนางไปแล้ว!"


   "โตป่านนี้แล้วยังไม่รู้จักระวังตัวอีก ผู้ชายตัวโตแค่นี้กลับปล่อยให้หญิงคนหนึ่งมาลวนลามได้!"


   ฉินเหล่าเอ้อร์ถูกแม่ของตนพูดจนหน้าร้อนผ่าว เรื่องนี้เขาก็ยอมรับว่าตนเองมีความผิดจริงๆ เขาเพียงตื่นเต้นเล็กน้อยที่สอบผ่าน ใครจะไปรู้ว่าหญิงสาวคนนั้นจะกล้าขนาดนี้ไม่รู้ว่าในอนาคตหญิงสาวคนนี้จะยังสามารถแต่งงานออกเรือนได้หรือไม่!


   ฉินลิ่งอวี่มองดูพ่อของตนเองด้วยสีหน้าจนใจ น่าทึ่งจริงๆที่เขาถูกหญิงสาวคนหนึ่งลวนลามกลางถนนใหญ่เช่นนี้


   ฉินเหล่าเอ้อร์รับรู้ถึงสีหน้าผิดหวังของลูกชาย จึงกระแอมเบาๆด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะหันออกไปมองนอกรถ


   รถม้าเดินทางกลับมาถึงหมู่บ้านตระกูลฉินอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ที่หมู่บ้านตระกูลฉินยังมีชาวบ้านมารวมตัวกันอยู่ พวกเขาต่างมีสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น


   เมื่อเข้าใกล้หมู่บ้าน ฉินฟู่หลินก็จุดประทัดขึ้นทันที


   เล่อเหนียงสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงประทัด ก่อนยื่นหน้าออกไปมองด้านนอกด้วยสีหน้าเปี่ยมความตื่นเต้น


   "พี่ชุนหลาน ยินดีด้วย ยินดีด้วย บ้านท่านมีซิ่วไฉถึงสองคนเลยทีเดียว!"


   ฉินฟู่หลินเดินเข้ามาพูดด้วยความตื่นเต้น "วันนี้มีซิ่วไฉถึงสองคนในตระกูล พรุ่งนี้ก็จะได้เป็นจอหงวนถึงสองคนในตระกูล วันที่หมู่บ้านตระกูลฉินของพวกเราจะรุ่งเรืองมาถึงแล้ว!"


   คำพูดของฉินฟู่หลินทำให้ชาวบ้านตื่นเต้นขึ้นมา ทุกคนต่างพากันเข้าไปล้อมรอบฉินเหล่าเอ้อร์และฉินลิ่งอวี่


   "ลิ่งอวี่เด็กดี เจ้าสร้างชื่อเสียงให้หมู่บ้านตระกูลฉินของพวกเราจริงๆ" พ่อเฒ่าจ้าวกล่าวด้วยความปลาบปลื้ม


   "ใช่แล้ว ตั้งแต่ครอบครัวแม่เฒ่าฉินกลับมาอยู่ที่นี่ ข้าก็รู้ว่าเด็กคนนี้จะต้องประสบความสำเร็จแน่นอน ดูสิ อายุยังน้อยก็ได้เป็นซิ่วไฉแล้ว การเป็นจอหงวนก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว!"


   ฉินเหล่าเอ้อร์มือซ้ายถือห่อผ้า มือขวาถือตะกร้า ตอนนี้ยืนอยู่นอกสงรอบฝูงชนมองกลุ่มคนที่กำลังล้อมรอบลูกชายของเขาและยกย่องชมเชยอย่างอึดอัดใจ


   หากความจำของเขาไม่ผิดพลาด เขาก็เป็นซิ่วไฉเหมือนกันนะ คนในหมู่บ้านนี้มองไม่เห็นเขาหรืออย่างไร


   "อาจารย์ฉิน ไม่สิ ควรเรียกว่าท่านซิ่วไฉ ข้ารู้ว่าท่านต้องทำได้แน่นอน!"


   ในที่สุดก็มีคนนึกถึงฉินเหล่าเอ้อร์ขึ้นมาได้ ฉินฟู่หลินและคนอื่นๆสนใจแต่ฉินลิ่งอวี่ จนกระทั่งตอนนี้พวกเขาถึงได้สังเกตเห็นฉินเหล่าเอ้อร์ที่ยืนด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย


   "เหล่าเอ้อร์ เจ้าทำได้ดีมาก!" ฉินฟู่หลินเดินเข้าไปตบไหล่เขา


   "ข้าตัดสินใจแล้ว ต่อไปนี้ค่าจ้างของเจ้าจะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตำลึงต่อเดือน และยังมีข้าวสารอีกสิบชั่ง!"


   "พี่ไห่หลิน ท่านเก่งจริงๆถึงกับสอบเป็นซิ่วไฉ่ได้!" เอ้อร์จู้ก็เดินเข้ามาพูด


   "ขอบคุณทุกคนมาก..."


   ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินลิ่งอวี่เดินกลับบ้านพลางกล่าวคำขอบคุณไม่หยุด


   เล่อเหนียงมองดูฉินเหล่าเอ้อร์และฉินลิ่งอวี่ที่ถูกผู้คนห้อมล้อมอยู่ด้านหลังก็รู้สึกภาคภูมิใจอย่างสุดซึ้ง


   ขณะเดียวกันนางก็รู้สึกโล่งอกไปบ้าง


   ลุงรองและพี่ใหญ่ต่างก็สอบผ่านเป็นซิ่วไฉแล้ว หากยายปีศาจเฒ่านั่นคิดจะลงมือกับพวกเขาคงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีเสียก่อน


   แคว้นต้าหนิงให้ความสำคัญทั้งด้านวัฒนธรรมและการทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวัฒนธรรม ขุนนางด้านวิชาการอย่าง ‘ซิ่วไฉ’ จะได้รับเบี้ยเลี้ยงซึ่งจ่ายโดยอำเภอเป็นรายปี


   ตอนนี้ก็เหลือแต่ท่านพ่อของนางแล้ว ไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง ตอนนี้ก็หลายเดือนแล้วที่ไม่ได้รับข่าวคราวจากพวกเขาเลย


   "ทุกท่านอย่ามัวแต่ตามเหล่าเอ้อร์และลิ่งอวี่อีกเลย ให้พวกเขากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ!"


   ฉินฟู่หลินยืนอยู่ด้านหลังตะโกนขึ้น "ใครว่างก็มาช่วยกันหน่อย ใครฆ่าหมูก็ฆ่าหมู ใครฆ่าไก่ก็ฆ่าไก่ ใครไปซื้อเหล้าก็ไปซื้อเหล้า เดี๋ยวพวกเราจะได้ดื่มกันให้สนุกสักหน่อย!"


   "ดีละ ข้าจะไปซื้อเหล้า!" พ่อเฒ่าจ้าวตอบรับทันที


   "ข้าคิดไว้แล้ว ข้าจะไปช่วยแล่เนื้อหมู พวกเจ้าผู้หญิงก็ล้างถ้วยชามรามไหให้สะอาด เดี๋ยวจะได้ลงหม้อ!" ชายผิวคล้ำอีกคนหนึ่งเอ่ยปาก


   ฉินลิ่งอวี่เพิ่งเดินเข้าบ้านก็มีเด็กน้อยมาเกาะขาทันที


   "ท่านพี่ซิ่วไฉ เหตุใดท่านถึงเก่งกาจนัก ตอนนี้เป็นถึงซิ่วไฉแล้วนะ!"


   ฉินลิ่งอวี่มองเด็กน้อยที่เกาะขาแล้วยิ้ม "ลิ่งตง เจ้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เหตุใดยังคงใจร้อนอยู่เช่นนี้"


   ฉินลิ่งตงโอบกอดขาของเขาไว้แน่น "ข้าโตแล้วจริงๆ แต่ตอนนี้ข้าอยากกอดท่านอาจารย์สักหน่อย เมื่อข้าโตขึ้น ข้าจะสอบเป็นซิ่วไฉให้ได้ เพื่อทำให้ท่านแม่ภูมิใจ!"


   "เจ้าเด็กแสบ ถ้าเจ้าไม่สร้างเรื่องให้ข้า ข้าก็จุดธูปขอบคุณสวรรค์แล้ว!" หลิวซิ่วเถาเพิ่งเดินออกมาก็ได้ยินคำพูดอวดอ้างของลูกชายโง่เขลาของนาง


   "เจ้าเด็กแสบ พูดว่าจะสอบเป็นซิ่วไฉอีกแล้ว เมื่อไหร่เจ้าจะแก้นิสัยชอบปีนต้นไม้เสียที แค่ทำการบ้านที่สั่งให้เสร็จตรงเวลาทุกวัน ข้าก็จุดธูปขอบคุณสวรรค์แล้ว!"


   "ท่านแม่ เหตุใดท่านถึงทำลายความฝันของลูกชายเช่นนี้"



   บทที่ 660: มีบ้านแต่กลับไม่ได้



   ลิ่งตงตอนนี้ไม่ใช่เด็กน้อยที่มีน้ำมูกไหลยืดอยู่ตลอดเวลาเหมือนแต่ก่อนแล้ว แม้ว่าเขาจะยังไม่โตเต็มวัยนัก แต่ก็เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่พ่อของเขาไปชายแดน เขาก็รับหน้าที่ปกป้องแม่ด้วยตัวเอง


   "เจ้าอย่ามาสอบซิ่วไฉเลย ขอเพียงแค่เจ้าทำการบ้านที่อาจารย์สั่งให้เสร็จตรงเวลา แล้วก็อย่าไปก่อเรื่องให้ข้า ไม่ต้องขึ้นเขาไปเก็บไข่นก ไม่ต้องลงแม่น้ำไปจับปลา แค่นี้ข้าก็จะไหว้พระสวดมนต์ขอบคุณแล้ว!"


   ลิ่งตงได้ยินแม่พูดแบบนี้ก็โกรธจึงจูงมือเล่อเหนียงเดินไปทางอื่น


   "น้องสาว อย่าไปสนใจท่านแม่ของข้าเลยนะ!"


   เล่อเหนียงมองดูลิ่งตงที่ทำท่าอึดอัดใจแล้วก็อดขำไม่ได้ ถึงกระนั้นก็ไม่ได้สะบัดมือออก


   เด็กที่อายุน้อยที่สุดในตระกูลฉินสองคน จับมือกันไปให้อาหารจิ้งจอกน้อย


   ตอนนี้จิ้งจอกน้อยอ้วนขึ้นมาก ตัวของมันกลมจนเหมือนลูกหนัง ไม่เหมือนจิ้งจอกเลย แต่กลับเหมือนจิ้งจอกผสมหมู


   ส่วนนกเหยี่ยวก็โตขึ้นมากแล้ว ไม่เพียงแต่สามารถรวมกลุ่มล่าเหยื่อได้ แต่ยังสามารถปรับปรุงอาหารให้กับสัตว์เล็กๆในบ้านได้อีกด้วย


   เมื่อเห็นนกเหยี่ยวเล่อเหนียงก็นึกถึงเรื่องหนึ่งที่นางลืมไปเสียสนิท นางเหมือนจะเคยสัญญากับฮองเต้ว่าจะส่งยาแก้พิษไปให้ แต่เวลาผ่านไปนานขนาดนี้ นางกลับลืมไปเสียสนิท


   "พี่ลิ่งตง ไปช่วยข้าตามพี่เสี่ยวชีมาหน่อยได้หรือไม่"


   ลิ่งตงรู้สึกไม่เต็มใจนัก แต่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าน้องสาวคือสมบัติล้ำค่าของครอบครัว เขาไม่สามารถปฏิเสธน้องสาวได้ ดังนั้นเขาจึงรีบไปตามเสี่ยวชี


   เล่อเหนียงเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ แล้วจึงหยิบขวดยาเม็ดออกมาจากพื้นที่มิติ ผูกไว้ที่ขาของนกเหยี่ยว แล้วดึงงูตัวน้อยออกมาจากพื้นที่มิติ


   "เสี่ยวชิง พวกเจ้าช่วยข้านำยาขวดนี้ไปส่งให้ลุงอวิ๋นเจิ้งในวังหลวงด้วยนะ"


   เล่อเหนียงลูบหัวเล็กๆของพวกมันทั้งสองแล้วพูดว่า "ถ้าพวกเจ้าทั้งสองเข้าใจสิ่งที่ข้าพูดก็พยักหน้าหน่อย ถ้าไม่เข้าใจก็หมุนตัวเป็นวงกลมสักรอบ!"


   คำพูดของเล่อเหนียงเพิ่งจบลง เจ้างูตัวเล็กก็รีบหมุนตัวเป็นวงกลมอย่างคล่องแคล่วทันที!


   "เสี่ยวชิง หากเจ้าไม่สามารถส่งมอบขวดยานี้ให้ลุงอวิ๋นเจิ้งอย่างปลอดภัยได้ เจ้ากลับมาเมื่อไหร่ข้าจะจับเจ้าต้มน้ำแกง"


   งูตัวเล็กก้มหัวลงใช้หางพันรอบศีรษะของตัวเอง


   เล่อเหนียงแทบจะให้อาหารพวกมันด้วยน้ำพุวิเศษทุกวัน ดังนั้นแม้พวกมันจะพูดไม่ได้ แต่ความฉลาดก็สูงเทียบเท่ากับเด็กอายุห้าหกขวบแล้ว


   ดังนั้นหากพูดอะไรสองตัวนี้ย่อมเข้าใจได้แน่นอน เพียงแต่การเข้าใจกับการทำตามนั้นเป็นคนละเรื่องกัน


   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้างูตัวนี้ที่มีนิสัยดื้อรั้นมาแต่กำเนิด บางครั้งเมื่อหากไม่ให้มันทำอะไร มันกลับยิ่งอยากทำ แล้วก็มักจะทำให้ตัวเองบาดเจ็บไปทั้งตัว


   "น้องสาว เป็นอะไรหรือ" มีคนวิ่งมาถามอย่างรวดเร็ว


   เล่อเหนียงเห็นว่ามีเพียงพี่เจ็ดคนเดียว นางก็มองไปรอบๆศีรษะของเขา แล้วมองไปด้านหลังอีกครั้ง เมื่อไม่เห็นลิ่งตงจึงถามด้วยความสงสัยว่า


   "พี่เจ็ด พี่ลิ่งตงอยู่ไหน เมื่อครู่ข้าให้เขาไปตามท่าน เหตุใดเขาไม่มาด้วยล่ะ ไม่ใช่ว่าตกลงกันแล้วว่าจะให้อาหารจิ้งจอกตลอดหรอกหรือ"


   หงอวี่อธิบายว่า "เมื่อครู่ลุงฟู่ไห่เอากระเพาะหมูมาให้พวกเขา พวกเขากำลังเตะกระเพาะหมูกันอยู่ข้างหน้านั่นไง"


   "อ้อ" เล่อเหนียงพยักหน้าเข้าใจ


   "น้องสาว เจ้ารีบร้อนเรียกข้ามาเช่นนี้ เกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้นหรือ"


   หงอวี่ดึงตัวเล่อเหนียงมาตรวจดูอย่างเป็นห่วง แต่ก็พบว่านางไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด


   "พี่เจ็ด ข้าจะส่งยาถอนพิษไปให้ลุงอวิ๋นเจิ้ง ท่านจะเขียนจดหมายถึงเขาหรือไม่ หากจะเขียนก็ให้เสี่ยวไห่นำไปส่งพร้อมกันเลย!"


   ดวงตาของหงอวี่กระตุก เขาอยากรู้จริงๆว่าในเมืองหลวงเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้นหรือไม่


   แต่เขาไม่อาจเขียนจดหมายไปอย่างไม่ระมัดระวังได้ หากตกไปอยู่ในมือคนชั่วจะทำอย่างไรดี


   หงอวี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้ววิ่งออกไปถักเชือกอวยพรให้โชคดีและส่งไปพร้อมกับเสี่ยวไห่


   "ถ้าเขาเห็นเชือกอวยพรให้โชคดีของข้านี้ เขาก็จะรู้ว่าตอนนี้ข้าปลอดภัยดี!"


   "พี่เจ็ด..."


   เล่อเหนียงมองดูพี่เจ็ดที่มีสีหน้าเศร้าสร้อย หัวใจของนางก็พลอยปวดร้าวไปด้วย


   พี่เจ็ดของนางช่างน่าสงสารเหลือเกิน ในที่สุดก็ได้พบกับท่านพ่อแท้ๆ แต่กลับไม่กล้าพูดอะไร แม้แต่การเขียนจดหมายก็ยังไม่กล้า


   "น้องหญิง ข้ามีลางสังหรณ์ว่าแสงอาทิตย์จะมาถึงในไม่ช้า!"


   หงอวี่พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยแต่ เล่อเหนียง กลับเข้าใจความหมายในคำพูดของเขาทันที


   "แน่นอน อีกไม่นานพวกเราก็จะได้เพลิดเพลินกับแสงอาทิตย์อย่างเปิดเผยแล้ว" นางพยักหน้าและกล่าว


   "เสี่ยวชี พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่ที่นี่ รีบมาเตะกระเพาะหมูกันเร็ว!"


   เสี่ยวลิ่ววิ่งเข้ามาลากตัวเสี่ยวชีไป


   "น้องสาว เจ้าไปเล่นคนเดียวก่อนนะ พี่หกจะไปเอาลูกกวาดมาให้เจ้า!"


   เสี่ยวลิ่วพูดพลางลากเสี่ยวชีออกไปข้างนอก


   เมื่อครู่นี้เขากับซานพ่างแบ่งเป็นสองทีม ใครแพ้ก็ต้องให้ลูกกวาดในมือแก่อีกฝ่าย ฝ่ายของเขาขาดคนหนึ่งทำให้แพ้ไปหนึ่งรอบ หากไม่คิดหาวิธีอะไรสักอย่าง ลูกกวาดในมือของเขาก็จะถูกเก็บไปจนหมด


   ดังนั้นถึงแม้ว่าเสี่ยวชีจะไม่ชอบมากแค่ไหน เขาก็ต้องลากอีกฝ่ายไปให้ได้


   "เสี่ยวชี ข้าบอกเจ้านะ ซานพ่างมีลูกกวาดอยู่ในมือหนึ่งอัน มันอร่อยมากเลย เป็นชนิดที่ เล่อเหนียง ชอบกิน พวกเราไปเอาชนะแล้วลูกกวาดกลับมาแล้วเอาไปให้เล่อเหนียงดีหรือไม่" เสี่ยวลิ่วตบไหล่เขาทีหนึ่งแล้วพูด


   หากในโลกนี้ยังมีสิ่งใดที่ทำให้เสี่ยวชีสนใจได้ นั่นคงเป็นเล่อเหนียงอย่างแน่นอน


   "ได้ แต่ต้องตกลงกันก่อนนะ ถ้าชนะ ลูกกวาดทั้งหมดต้องเป็นของข้า ข้าจะเอาไปให้เล่อเหนียง!" เขาจึงตอบรับทันที


   "ไม่มีปัญหา อย่างไรเสียพวกข้าก็อยากชนะเพื่อเล่อเหนียงอยู่แล้ว!" เสี่ยวลิ่วรีบตอบรับทันที


   "ลิ่งผิงพวกเจ้าแพ้แล้ว ยังจะให้หงอวี่พลอยแพ้ไปด้วยหรือ" ซานพ่างเอามือเท้าสะเอวพลางเยาะเย้ย


   ใครบ้างไม่รู้ว่าหงอวี่ชอบความสะอาด เขาไม่เคยเตะลูกกลมๆที่ทำจากกระเพาะปัสสาวะหมูเลย!


   "เจ้าไม่ต้องยุ่ง ยังไงก็ต้องเตะ วันนี้ข้าจะต้องเอาลูกกวาดในมือเจ้ากลับคืนมาให้หมด!" เสี่ยวลิ่วพูดด้วยความโกรธ


   เสี่ยวชียกมุมปากยิ้มเล็กน้อย เขาถอดเสื้อคลุมออกพับอย่างเรียบร้อย วางไว้บนก้อนหินข้างๆ แล้วก็เดินเข้าสู่สนามรบ


   "มาแล้ว!"


   ซานพ่างเป็นฝ่ายเริ่มเตะก่อน เสี่ยวลิ่วฝ่ายก็เริ่มป้องกันทันที


   แต่เป็นครั้งแรกที่เสี่ยวชีเตะกระเพาะหมู ดังนั้นครั้งแรกจึงป้องกันไม่อยู่ เกือบจะทำให้อีกฝ่ายชนะแล้ว


   แต่โชคดีที่ลิ่งเหวินสกัดกระเพาะหมูไว้ได้ และเตะกลับไปทางฝั่งของพวกเขา


   พวกซานพ่างรีบป้องกันทันที และเตะลูกออกมา


   ขณะเดียวกันหงอวี่ก็เล็งจังหวะ เขาออกแรงเตะ กระเพาะหมูกลิ้งตกกลงเข้าไปแดนของฝ่ายตรงข้าม


   "โอ้โฮ โอ้โฮ พวกข้าชนะแล้ว พวกข้าชนะแล้ว!"


   เสี่ยวลิ่วตะโกนด้วยความดีใจ


   "ซานพ่าง พวกข้าชนะแล้ว ลูกกวาดพวกนี้เป็นของพวกเจ้า!"


   พวกเขาก็ไม่ใช่คนที่รับการแพ้ไม่ได้


   ส่วนใหญ่เป็นเพราะตอนนี้ฐานะทางบ้านดีขึ้น พวกเขายังคงมีกำลังซื้อลูกกวาด


   แต่เป็นแม่ของพวกเขาที่ไม่อนุญาตให้กินมาก เกรงว่าพวกเขาจะเป็นฟันผุ!


   ฉินฟู่หลินยืนอยู่ที่ประตูแล้วตะโกนเสียงดัง "หยุดเล่นได้แล้ว ล้างมือมากินข้าวกันเถอะ!"




จบตอน

Comments