บทที่ 71: ช่างน่าอับอายเสียจริง
วันนี้ฝนตกแต่เช้าตรู่ ฉินเหล่าซื่อก็ถูกแม่เฒ่าฉินดึงหูสั่งกำชับว่า “ขายเนื้องูเสร็จแล้วก็รีบกลับมา เข้าใจหรือไม่?”
“ข้าเข้าใจแล้วท่านแม่ ท่านจะไม่ดึงหูข้าบ้างได้หรือไม่ ข้าก็เป็นพ่อคนแล้วนะ ไว้หน้าข้าบ้างเถิด”
ฉินเหล่าซื่อเห็นพวกเด็กๆแอบหัวเราะ ขนาดลูกสาวสุดที่รักยังหัวเราะเยาะเขาอย่างเปิดเผย
แม่เฒ่าฉินกลับไม่สนใจ “หน้าตาเจ้ามีค่าเท่าใดกัน? มีค่าสองตำลึงหรือ? ถ้ามีค่าสองตำลึง ข้าจะได้ขูดหน้าเจ้าออกมาสักแผ่น”
ฉินเหล่าซื่อยอมแพ้ ยกตะกร้าเนื้องูวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
เขากระโดดขึ้นรถม้า แล้วควบม้าออกไป
แม่เฒ่าฉินตะโกนไล่หลังว่า “นี่เป็นม้าตัวเดียวของบ้านเราแล้วนะ เจ้าจะทำอะไรหายก็ได้ แต่อย่าทำม้าหายเชียว”
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินมุ่งหน้าเข้าเมืองตรงไปยังจวนตระกูลเผย
เผยฟูเคยบอกไว้ว่าหากมีของแปลกใหม่อะไร ให้ส่งไปที่จวนตระกูลเผย
เนื้องูเหลือมน่าจะถือเป็นของแปลกนะ
“น้องฉิน น้องฮั่นหลิน พวกเจ้ามากันแล้ว คราวนี้เจ้านำของดีอะไรมางั้นหรือ?”
เผยฟูเห็นพวกเขาก็รีบวิ่งมาต้อนรับ
“ท่านพ่อบ้านเผย คราวนี้เป็นของดีจริงๆ”
ฉินเหล่าซื่อพาเผยฟูไปที่รถม้า แล้วเปิดม่านออก เผยให้เห็นตะกร้าที่เต็มไปด้วยเนื้อจนเกือบล้น
เนื้อในตะกร้านั้นมีสีแดงสด สดใสมีเงาวาว ดูไม่เหมือนเนื้อธรรมดาทั่วไป
“นี่เป็นเนื้ออะไรงั้นหรือ?”
ฉินเหล่าซื่อมองซ้ายมองขวาแล้วลดเสียงลง กระซิบข้างหูเขาว่า “เนื้องูเหลือมขอรับ บำรุงร่างกายบุรุษได้ดีมาก”
เผยฟูได้ยินว่าเป็นเนื้องูเหลือมก็ตกใจ
“เนื้องูเหลือมหรือ?!”
เนื้องูเหลือมตะกร้าใหญ่ขนาดนี้ งูเหลือมตัวนั้นต้องใหญ่มากเป็นแน่
“เนื้องูเหลือมนี้...กินได้หรือไม่?”
ฉินเหล่าซื่อเข้าไปใกล้แล้วกระซิบเบาๆว่า “กินได้ขอรับ นี่เป็นยาบำรุงชั้นดีเลยนะ เมื่อวานข้าแบ่งให้ชาวบ้านไปนิดหน่อย พอตกตอนกลางคืนเสียง*[1] ดังไม่หยุดจนถึงเที่ยงคืนเลยขอรับ!”
เผยฟูกระแอมเบาๆ สีหน้าดูไม่เป็นธรรมชาตินัก
“งั้นพวกเจ้าตามข้าเข้าไปเถิด พอดีนายท่านของข้าอยู่บ้านพอดี”
พูดจบก็พาพวกเขาเข้าไปข้างใน
สาวใช้คนสนิทของนายหญิงเผยกำลังจะออกไปซื้อของให้นายหญิงของตน แต่กลับเจอเผยฟูและฉินเหล่าซื่อเข้าพอดี
นางรีบวิ่งกลับไปรายงานนายหญิงเผยทันที
เมื่อวันก่อนพวกเขานำผลไม้มาขายให้ นายหญิงเผยจึงส่งคนรีบนำไปถวายวังหลวงครึ่งหนึ่ง ผลคือฮ่องเต้ทรงพอพระทัยมาก ถึงกับเลื่อนยศตำแหน่งให้บุตรชายของนาง และพระราชทานรางวัลมาให้ไม่น้อย
นายหญิงเผยที่กำลังตัดแต่งกิ่งต้นไม้อยู่ ได้ยินว่าฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินมาอีกแล้วก็ดีใจมาก รีบให้สาวใช้เรียกพวกเขาเข้ามาทันที
นายหญิงเผยถามว่า “เจ้าทั้งสองมาคราวนี้ นำของดีอะไรมาอีกเล่า?”
“เรียนนายหญิง คราวนี้เป็นเนื้องูเหลือมขนาดใหญ่ขอรับ”
“สิ่งใดนะ?”
“เจ้าว่าเป็นเนื้ออันใดนะ?”
นายหญิงเผยคิดว่าตนแก่แล้ว หูไม่ดีฟังไม่ชัด คงได้ยินผิดไป
คราวนี้ฉินเหล่าซื่อพูดทีละคำอย่างชัดเจน “เป็นเนื้องูเหลือมขอรับ งูเหลือมตัวใหญ่หนักประมาณสี่ห้าร้อยชั่ง”
สีหน้านายหญิงเผยเปลี่ยนไปทันที
งูเหลือมหนักสี่ห้าร้อยชั่ง?
มันจะใหญ่ขนาดไหนกัน?
สีหน้าของนายหญิงเผยเย็นชา “นี่ช่างโหดร้ายเหลือเกิน”
เมื่อเห็นสีหน้าของนายหญิงเผยเย็นชา เผยฟูก็รีบพาพวกเขาถอยออกไปทันที
นายหญิงเผยนับถือพุทธศาสนา จึงไม่อยากเห็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
เมื่อเดินมาถึงลานบ้านก็เจอเข้ากับนายท่านเผยพอดี
พวกเขาจึงรีบคำนับทันที
นายท่านเผยพยักหน้าให้พวกเขาลุกขึ้น ก่อนจะถามว่า “พวกเจ้าเป็นใครกัน เหตุใดถึงออกมาจากเรือนของนายหญิงล่ะ?”
เผยฟูรีบตอบว่า “พวกเขาทั้งสองมาจากหมู่บ้านใกล้เคียงขอรับ พวกเขามาขายของ ข้าตัดสินใจไม่ได้จึงขอให้นายหญิงช่วยตัดสินขอรับ”
เผ่ยเฉิงเฟิงรู้สึกสงสัยขึ้นมา นี่มันของสิ่งใดกัน? ถึงขนาดแม้แต่เผยฟูก็ยังตัดสินใจไม่ได้
เผยฟูผู้นี้ก็เกิดในตระกูลเผย บิดาของเขาเป็นขุนนางผู้มีความชอบที่ติดตามนายท่านเผยบุกเบิกทั้งใต้และเหนือจนสร้างอาณาจักรนี้ขึ้นมาได้
ภายหลังเขาสมัครใจขายตัวเข้าจวนเพื่อตอบแทนบุญคุณกลายเป็นทาสที่เกิดในตระกูล
“พวกเจ้าขายสิ่งใดงั้นหรือ?”
“เรียนนายท่านเผย เป็นเนื้องูเหลือมขอรับ!”
เผ่ยเฉิงเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง เนื้องูเหลือม?
เป็นงูเหลือมตัวใหญ่อย่างที่เขาคิดใช่หรือไม่?
เขารีบถามว่า “งูเหลือมตัวใหญ่หรือ?”
“ขอรับนายท่าน งูที่พวกเขาล่ามาได้หนักถึงสี่ห้าร้อยชั่งเชียวนะขอรับ”
เผยฟูแนะนำฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินต่อไปว่า
“นายท่านขอรับ สองคนนี้ คนหนึ่งคือน้องชายตระกูลฉิน อีกคนคือน้องชายฮั่นหลิน งูเหลือมตัวใหญ่นั้นก็เป็นฝีมือการล่าของพวกเขาขอรับ”
“เนื้องูเหลือมอยู่ที่ใดงั้นหรือ?”
เผ่ยเฉิงเฟิงถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
เมื่อเขาได้ยินเผยฟูบอกว่ามีสี่ห้าร้อยชั่ง เขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายพูดเกินจริง สัตว์ตัวใหญ่ขนาดสี่ห้าร้อยชั่งนั้น จะล่าได้ง่ายๆอย่างไร?
“เรียนนายท่าน อยู่บนรถม้าขอรับ ข้าจะไปขนมาเดี๋ยวนี้ขอรับ”
เมื่อเห็นเนื้องูเหลือมกองอยู่ในตะกร้า เนื้อนั้นหนาถึงสามนิ้ว เขาจึงรู้ว่าเผยฟูไม่ได้กล่าวเกินจริง
เผ่ยเฉิงเฟิงก้าวเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วใช้มือบีบเนื้อดู รู้สึกเหนียวติดมือเล็กน้อย ประกอบกับกลิ่นเฉพาะตัวของงูเหลือม เขาจึงแน่ใจว่านี่คือเนื้องูเหลือมจริงๆ
ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยล่างูเหลือมบนภูเขามาตัวหนึ่ง แต่ตอนนั้นต้องใช้คนถึงสามสิบกว่าคน จึงจะจับงูเหลือมตัวนั้นได้อย่างยากลำบาก
อีกทั้งยังเกือบเสียน้องชายไปสองคน
เผ่ยเฉิงเฟิงถามต่อ “งูเหลือมตัวใหญ่นี้ พวกเจ้าล่ามาจากที่ใด?”
ฉินเหล่าซื่อตอบ “บนภูเขาขอรับ”
“พวกเจ้ากี่คนที่ร่วมกันฆ่ามัน?”
เผ่ยเฉิงเฟิงถาม เพราะเมื่อครั้งนั้นเป็นพวกเขาและชาวบ้านที่ร่วมมือกันฆ่ามัน
ฉินเหล่าซื่อกล่าวว่า “มีเพียงแค่ข้ากับน้องฮั่นหลินสองคนขอรับ”
เผ่ยเฉิงเฟิงมองพวกเขาด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ “เจ้าแน่ใจหรือ?”
ฉินเหล่าซื่อจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้ฟัง
เผ่ยเฉิงเฟิงมองพวกเขาทั้งสองคนอย่างประหลาดใจ
พวกเขาสองคนในความมืดมิด แค่ใช้มีดสั้นสองเล่มก็สามารถฆ่าสัตว์ตัวนี้ที่หนักถึงสี่ร้อยชั่งได้?
นึกถึงตอนที่พวกเขาสามสิบกว่าคนถือหอกยาวและดาบยาว ยังเกือบเสียพี่น้องสองคนไปก่อนจะจับงูใหญ่หนักสองร้อยชั่งได้อย่างยากลำบาก
ช่างน่าอับอายจริงๆ
“เผยฟู ไปนำเงินสองร้อยตำลึงมาที”
เผยฟูดีใจยิ่งนัก รับคำทันที แล้วรีบลงไปเบิกเงินมา
เผ่ยเฉิงเฟิงสอบถามเกี่ยวกับครอบครัวของพวกเขา
ในบ้านมีกี่คน? แต่งงานแล้วหรือยัง? อะไรทำนองนี้
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินต่างตอบคำถามทีละข้อ
ไม่นานเผยฟูก็นำเงินมาให้
เผ่ยเฉิงเฟิงถือเงินพลางกล่าวว่า “พวกเจ้าสองคนสามารถล่างูเหลือมตัวใหญ่ขนาดนี้ได้ คงมีวรยุทธ์ติดตัวอยู่บ้าง เมื่อไม่นานมานี้ข้าได้ม้าดีมาตัวหนึ่ง แต่มันดุร้ายยากจะฝึกได้ จนถึงตอนนี้ข้ายังไม่สามารถควบคุมมันได้ หากพวกเจ้าสามารถช่วยข้าฝึกม้าตัวนี้ได้ เงินสองร้อยตำลึงนี้จะเป็นของพวกเจ้า”
ฉินเหล่าซื่อเอ่ยถาม “ท่านพูดจริงหรือขอรับ?”
“แน่นอนว่าจริง แต่ข้าขอบอกตรงๆไว้ก่อน หากพวกเจ้าฝึกม้าได้สำเร็จ เงินสองร้อยตำลึงนี้จะเป็นของพวกเจ้า แต่หากไม่สำเร็จ ข้าจะจ่ายเพียงห้าสิบตำลึงเพื่อซื้อเนื้องูกองนี้ของพวกเจ้า”
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินสบตากันแล้วเอ่ยพร้อมกันว่า “พวกข้ารับคำขอรับ!”
[1] เสียงตอนกลางคืน: เสียงขณะมีเพศสัมพันธ์
บทที่ 72: แม่ทัพใหญ่แห่งอู่อัน
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินตามเผ่ยเฉิงเฟิงมาถึงคอกม้าด้านหลัง
เห็นเพียงม้าสีน้ำตาลแดงตัวหนึ่งถูกผูกไว้กับเสาผูกม้าในคอก
ม้าตัวนั้นเมื่อเห็นคนมา ก็พ่นลมหายใจใส่พวกเขาอย่างดุร้าย
“นี่คือม้าตัวนั้น หากพวกเจ้าสองคนสามารถฝึกมันได้ เงินสองร้อยตำลึงก็จะเป็นของพวกเจ้า”
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินเดินวนรอบม้าหนึ่งรอบ ม้าตัวนั้นเห็นคนสองคนนี้เดินวนรอบตัวมันไม่หยุด จึงพยายามสะบัดตัวหลายครั้ง หวังจะเหยียบสองคนนี้ใต้กีบเท้าของมัน
“ท่านพี่สี่ ข้าขอลองก่อนนะ”
เฉินฮั่นหลินเอ่ยขึ้นก่อน
ว่าแล้วก็ก้าวไปข้างหน้าจับอานม้า หวังจะกระโดดขึ้นหลังม้า
ม้าตัวนั้นสะบัดตัวอย่างแรง ทำให้เฉินฮั่นหลินกระเด็นไปอีกด้านหนึ่ง
เฉินฮั่นหลินยังไม่ทันได้ขึ้นไปก็ถูกสลัดออกไปด้านข้างเสียแล้ว
เขาถอนหายใจเบาๆ คิดจะลองอีกครั้ง ตอนนี้เขารู้สึกได้แล้วว่าม้าตัวนี้มีนิสัยดุร้ายเพียงใด ไม่แปลกใจเลยที่ไม่มีใครในจวนตระกูลเผยสามารถควบคุมมันได้
เฉินฮั่นหลินใช้กำลังอย่างแยบยลจนสามารถพลิกตัวขึ้นหลังม้าได้สำเร็จ ทว่ายังไม่ทันได้จับบังเหียนก็ถูกสลัดลงมาอีกครั้ง
ตอนนี้ม้าตัวนั้นก็โกรธจัด ขณะที่สลัดเฉินฮั่นหลินลงมา มันก็ยกเท้าขึ้นหมายจะเหยียบเขาให้ตาย
เฉินฮั่นหลินกลิ้งตัวหลบเท้าม้าที่กำลังจะลงมาได้อย่างหวุดหวิด
ขณะที่เฉินฮั่นหลินกำลังหวาดกลัว ฉินเหล่าซื่อและเผ่ยเฉิงเฟิง ก็ถอนหายใจโล่งอก
ตอนที่เฉินฮั่นหลินพลิกตัวลุกขึ้นคิดจะลองอีกครั้ง ฉินเหล่าซื่อก็เรียกเขาไว้
“น้องฮั่นหลินกลับมา ให้ข้าลองดูบ้าง!”
เฉินฮั่นหลินถอยกลับมา
ฉินเหล่าซื่อถ่มน้ำลายใส่มือทั้งสองข้างของตนเอง แล้วพ่นลมหายใจออกมา
เขาจับสายบังเหียนแน่นแล้วกระโดดขึ้นหลังม้า มันคงคิดจะใช้กลเก่าเพื่อสลัดฉินเหล่าซื่อให้ตกลงไป
แต่ฉินเหล่าซื่อเตรียมพร้อมไว้แล้ว มือทั้งสองจับสายบังเหียนแน่น ขาทั้งสองรัดท้องม้าไว้แน่น ไม่ว่าม้าจะกระโดดโลดเต้นอย่างไรก็ไม่อาจสลัดเขาให้ตกได้
ม้าตัวนี้จึงเปลี่ยนกลยุทธ์ เริ่มวิ่งรอบลานม้า และวิ่งผ่านใต้ต้นไม้ หวังจะปัดฉินเหล่าซื่อให้ตกลงไป
แต่ฉินเหล่าซื่อก็รับมือได้ทุกอย่าง ยังคงจับสายบังเหียนไว้แน่น
หลายครั้งที่เขาเกือบถูกปัดตกลงไป สิ่งที่คิดอยู่ในใจคือเงินสองร้อยตำลึงนั้น ด้วยเงินสองร้อยตำลึงนี้ เขาสามารถไปร้านผ้าซื้อผ้าเนื้อดีมาตัดชุดให้ภรรยาและลูกสาวได้สองชุด
ค่าเล่าเรียนปีหน้าของลูกชายก็จะมีเงินจ่ายแล้ว
ในที่สุดม้าก็วิ่งจนเหนื่อย ส่วนฉินเหล่าซื่อก็ถูกเขย่าจนอวัยวะภายในแทบเคลื่อนที่
เขาอดทนต่อความไม่สบายตัว ดึงสายบังเหียนควบคุมการเคลื่อนไหวของม้า
ม้าตัวนี้แต่เดิมมันไม่เต็มใจ แต่หลังจากถูกฉินเหล่าซื่อตบสองที ก็เริ่มค่อยๆเดินตามความต้องการของเขา
จนในที่สุดมันก็เดินไปเองโดยไม่ต้องให้ฉินเหล่าซื่อควบคุม
ฉินเหล่าซื่อลงจากหลังม้า มันยังย่อขาลงครึ่งหนึ่งเพื่อให้ฉินเหล่าซื่อลงได้สะดวก
นับแต่นี้ ม้าพยศที่ยากจะฝึกฝนก็ถูกทำให้เชื่องแล้ว
“ดีมาก ดีมาก เจ้ามีความสามารถเหนือคนจริงๆ ข้าชื่นชมยิ่งนัก”
เผ่ยเฉิงเฟิงหัวเราะก้าวเข้ามา
“น่ายท่านชมเกินไปแล้ว ข้าก็แค่โชคดีเท่านั้นขอรับ”
แต่เผ่ยเฉิงเฟิงไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเขา “เจ้าทั้งสามารถล่างูใหญ่ได้ ทั้งฝึกม้าป่าได้ ความสามารถเช่นนี้หากเป็นเพียงชาวนาธรรมดา ก็ดูจะเสียดายความสามารถของเจ้าเกินไป”
ฉินเหล่าซื่อถูกเผ่ยเฉิงเฟิงชมจนรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เขาเกาศีรษะทำท่าเซ่อซ่าพลางกล่าว “งูใหญ่ตัวนี้ก็ไม่ใช่ข้าที่จัดการคนเดียว ที่สามารถล่างูใหญ่ตัวนี้ได้สำเร็จ ส่วนใหญ่เป็นเพราะน้องฮั่นหลินขอรับ”
“ท่านพี่สี่ ท่านพูดอะไรกัน งูใหญ่ตัวนี้ท่านเป็นคนฆ่าเอง ข้าแค่ส่งมีดให้เท่านั้น”
เฉินฮั่นหลินไม่อยากแย่งความดีความชอบของพี่สี่ จึงรีบออกมาคัดค้าน
“เอาล่ะ เอาล่ะ พวกเจ้าสองคนไม่ต้องถ่อมตัวอีกแล้ว ข้ารู้ว่าพวกเจ้าทั้งสองล้วนเป็นคนมีความสามารถ ไม่ทราบว่าพวกเจ้าจะยินดีสร้างผลงานร่วมกับข้าหรือไม่?”
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินชะงักงัน สร้างผลงานอันใดกัน?
เผยฟูจึงนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้แนะนำตำแหน่งของนายท่านให้พวกเขารู้จัก จึงรีบเอ่ยปากแนะนำ
“นายท่านของข้าคือแม่ทัพใหญ่แห่งอู่อัน”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินก็รู้สึกขาอ่อน คุกเข่าลงกับพื้น
พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า คนที่ดูสุภาพเรียบร้อยตรงหน้านี้ จะเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งอู่อัน
ตามที่เล่าลือกันมา เมื่อครั้งที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนถูกลอบสังหารและติดอยู่ในเมืองอู่อัน แม่ทัพใหญ่แห่งอู่อันซึ่งตอนนั้นยังเป็นเพียงเด็กหนุ่ม ได้ควบม้าเพียงลำพังเข้าไปช่วยฝ่าบาทออกมาจากเมืองอู่อันที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา
หลังจากนั้น ฝ่าบาทได้แต่งตั้งเขาเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งอู่อัน ให้บัญชาการกองทัพม้าเหล็กหนึ่งแสนนายแห่งฮวาหนาน
เล่ากันว่าในเขตปกครองของแม่ทัพใหญ่แห่งอู่อัน ราษฎรไม่ต้องปิดประตูบ้านในยามค่ำคืน แต่ก็ไม่มีใครถูกขโมยของเลย หลังจากนั้น ชื่อเสียงของแม่ทัพใหญ่แห่งอู่อันก็โด่งดังไปทั่วแคว้นต้าหนิง
ชื่อเสียงของแม่ทัพใหญ่แห่งอู่อันนั้น พวกเขาได้ยินมาเนิ่นนานแล้ว
“ขอท่านแม่ทัพโปรดอภัย พวกข้าไม่ทราบถึงตำแหน่งของท่าน จึงอาจล่วงเกินท่านไป ขอท่านแม่ทัพโปรดให้อภัยด้วย”
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินรีบคุกเข่า พวกเขาพยายามนึกทบทวนในใจอย่างหนักว่าตั้งแต่พบกับนายท่านเผย พวกตนได้พูดจาล่วงเกินท่านตรงไหนหรือไม่
เผ่ยเฉิงเฟิงหัวเราะเสียงดัง แล้วยื่นมือไปพยุงพวกเขาขึ้นมาพลางกล่าวว่า “พูดอะไรเช่นนั้น ข้าต้องขอบคุณพวกเจ้าสองคนด้วยซ้ำ จะมาโทษพวกเจ้าได้อย่างไร”
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินได้ยินดังนั้นก็โล่งใจ แต่อารมณ์ก็ไม่ได้ผ่อนคลายเหมือนเมื่อครู่
“งั้นข้อเสนอของข้าเมื่อครู่เป็นอย่างไรบ้าง? พวกเจ้าสนใจจะร่วมสร้างความสำเร็จกับข้าหรือไม่?”
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินนิ่งเงียบ ไม่ได้ตอบคำถามของเขาในทันที
ในใจของฉินเหล่าซื่อนั้นอยากไปอย่างแน่นอน เขาใฝ่ฝันจะเข้าร่วมกองทัพของราชสำนักมาตั้งแต่เด็ก มิเช่นนั้นเขาคงไม่ไปสอบเป็นทหาร
แต่ตอนนี้เขาไม่ใช่คนหนุ่มหัวรั้นคนเดิมอีกแล้ว เขามีมารดาที่แก่ชราและมีภรรยากับลูกๆที่ต้องดูแล ผ่านพ้นวัยที่จะทำอะไรตามใจชอบมานานแล้ว
ส่วนเฉินฮั่นหลินก็มองท่าทีของฉินเหล่าซื่อ หากพี่สี่ไปเข้าร่วมกองทัพ ตนก็จะติดตามไปด้วยแน่นอน แต่ถ้าไม่ไป ตนก็จะไม่ไปเช่นกัน
“อาหารการกินและเบี้ยหวัดในกองทัพของเราก็ไม่เลวทีเดียว จ่ายตรงเวลาทุกเดือน”
เผ่ยเฉิงเฟิงเห็นพวกเขาไม่ตอบเสียที คิดว่าพวกเขาคงกังวลเรื่องอาหารและเงินเดือน
เฉินฮั่นหลินรู้ถึงความกังวลของฉินเหล่าซื่อ เมื่อเห็นว่าฉินเหล่าซื่อไม่ตอบจึงพูดแทนเขา
“ท่านแม่ทัพ พวกข้าไม่ได้กังวลเรื่องเบี้ยหวัดแต่อย่างใดขอรับ”
“หากพวกเจ้ามีความกังวลใด ขอให้กล่าวออกมาเถิด”
เฉินฮั่นหลินกล่าวว่า “ข้าเพียงลำพังไม่มีปัญหา แต่ท่านพี่สี่ต่างออกไป เขามีมารดาที่ต้องดูแล ทั้งยังมีภรรยาและลูกๆ และหากท่านพี่สี่ไปที่ใด ข้าก็จะตามไปที่นั่น”
เผ่ยเฉิงเฟิงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าจะจัดหาที่พักให้พวกเขา และให้คนมาดูแลพวกเขา เป็นอย่างไร?”
ฉินเหล่าซื่อยังคงส่ายหน้า “ไม่ใช่ปัญหานั้นขอรับ ข้ามีพี่ชายสามคนและน้องชายหนึ่งคน ไม่ขาดคนดูแลท่านแม่ เพียงแต่ครอบครัวเพิ่งหนีภัยมาจากชายแดน รากฐานยังไม่มั่นคงขอรับ”
“อีกทั้งพี่ใหญ่และน้องชายคนเล็กยังหาตัวไม่พบ หากยามนี้ข้าจากบ้านไปอีก เกรงว่าท่านแม่และภรรยาจะเสียใจ”
เมื่อได้ยินว่าพวกเขาหนีภัยมาจากชายแดน เผ่ยเฉิงเฟิงก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี
ชาวหนานหมานบุกโจมตีแคว้นต้าหนิง ทำให้ผู้คนมากมายต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดและญาติพี่น้อง
ถึงขั้นถูกบีบคั้นให้ต้องกินลูกหลานตนเองเพื่อประทังชีวิต!
ภาพที่เขาได้เห็นระหว่างนำทัพมุ่งขึ้นเหนือก่อนหน้านี้ ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาจนถึงทุกวันนี้
“เช่นนั้นย่อมได้ เมื่อเจ้ากล่าวเช่นนี้ ข้าก็ไม่อาจบังคับได้ เพียงแต่ข้ายังหวังว่าพวกเจ้าทั้งสองจะลองคิดดูอีกครั้ง ราชสำนักต้องการผู้มีความสามารถเช่นพวกเจ้าอย่างยิ่ง”
ฉินเหล่าซื่อรับคำว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะพิจารณาให้ดี และจะมาหาท่านเมื่อตัดสินใจได้แล้วขอรับ”
เผ่ยเฉิงเฟิงพยักหน้า มอบเงินสองร้อยตำลึงให้เขา แล้วส่งพวกเขาออกไปด้วยตนเอง
บทที่ 73: เผ่ยเฉิงหลิงแทบคลั่ง
“เฟิงเอ๋อร์ ม้าป่าตัวนั้นที่อยู่ในเรือนหลังถูกฝึกแล้วงั้นหรือ?”
นายหญิงเผยได้ยินรายงานจากสาวใช้จึงรีบเดินออกมาทันที
นางเผชิญหน้ากับเผ่ยเฉิงเฟิงที่กำลังเดินกลับมา จึงรั้งตัวเขาไว้และถามอย่างร้อนใจ
ม้าป่าตัวนั้นถูกผูกไว้ที่เรือนหลังมาเกือบปีแล้ว มันยังคงดุร้ายและยากที่จะฝึกได้
ตลอดปีที่ผ่านมา ไม่รู้ว่ามันได้เตะทำร้ายคนรับใช้ที่นำอาหารมาให้ไปกี่คนแล้ว
ตอนนี้ได้ยินว่ามันถูกฝึกแล้ว นางจึงอยากรู้ว่าใครเป็นคนมีความสามารถที่ฝึกมันได้
“ท่านแม่ อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ ท่านออกมาทำไมกัน? มีอันใดก็ให้คนมาเรียกข้าก็พอแล้ว”
“อีกอย่าง อิงเสวียเจ้าก็ไม่ห้ามท่านแม่ข้าบ้างเลย”
เผ่ยเฉิงเฟิงรีบเข้าไปประคองมารดาของตนกลับเข้าไป ปากก็ยังไม่วายบ่นมารดาของตน
“ข้าก็แค่สงสัยว่าผู้ใดกันที่สามารถฝึกม้าป่าดุร้ายตัวนั้นได้”
“ตลอดปีที่ผ่านมา ม้าตัวนั้นเตะคนรับใช้บาดเจ็บไปไม่รู้กี่คนแล้ว ข้าไม่สามารถฆ่าสิ่งมีชีวิตได้ แต่หากข้าทำได้ละก็ มันจะเป็นตัวแรกที่ข้าจะลงมือ”
นายหญิงเผยกล่าวอย่างโกรธเคือง
“เป็นความผิดของข้าเองที่นำม้าดุร้ายตัวนั้นกลับมาบ้าน ทำให้ท่านแม่ต้องกังวลใจ แต่ตอนนี้มันถูกปราบแล้ว ต่อไปมันจะไม่ทำให้ท่านต้องกังวลใจอีก”
เผ่ยเฉิงเฟิงประคองมารดาให้นั่งลง แล้วยื่นมือไปหยิบเตาอุ่นมือมาวางไว้ในมือของนาง
“เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่าผู้ใดเป็นคนปราบมัน”
เผ่ยเฉิงเฟิงตอบว่า “เป็นพี่น้องตระกูลฉินสองคนที่มาขายเนื้องูปราบมันได้”
นายหญิงเผยกล่าวอย่างประหลาดใจ “เจ้าได้พบพวกเขาแล้วงั้นหรือ? แล้วม้าดุร้ายที่หลังบ้านก็เป็นพวกเขาที่ปราบได้?”
ฟังจากคำพูดของท่านแม่แล้ว ดูเหมือนท่านจะรู้จักพวกเขา
สายลมหนาวพัดเข้ามา นายหญิงเผยกระชับผ้าคลุมบนตัวแล้วเอ่ยปาก
“ก่อนหน้านี้ข้าส่งผักและผลไม้หลายตะกร้าเข้าวังหลวง ซึ่งล้วนเป็นของพวกเขา ด้วยเหตุนี้เฉิงหลิงจึงได้รับพระราชทานรางวัลจากฝ่าบาท”
เผ่ยเฉิงเฟิงรู้สึกประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าการเลื่อนตำแหน่งของน้องชายจะเกี่ยวข้องกับพวกเขาด้วย
“พวกเขาทั้งสองเป็นคนมีความสามารถ ข้าคิดจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก ไม่คิดว่าพวกเจ้าจะรู้จักกันเองเสียแล้ว”
เผ่ยเฉิงเฟิงยิ้ม “สายตาของท่านแม่ยังคงแม่นยำเช่นเคย ข้าก็อยากให้พวกเขาเข้าร่วมกองทัพ แต่ดูเหมือนพวกเขาจะกังวลบางอย่าง ไม่ยอมเข้าร่วมกองทัพ”
นายหญิงเผยมองดูลูกชายที่ขมวดคิ้วแน่น นางรู้ดีว่าลูกชายของนางชอบคนมีความสามารถมากเพียงใด
หากเขาไม่สามารถนำคนมีความสามารถเช่นนี้เข้าร่วมกองทัพได้ คงจะเสียดายไปชั่วชีวิต
“เผยฟู เจ้าไปสืบข่าวสถานการณ์ครอบครัวของพวกเขาที่หมู่บ้านฉิน รีบไปรีบกลับ”
เผยฟูรับคำแล้วออกไป
หมู่บ้านฉินอยู่ห่างจากอำเภอชิงเหอเพียงหนึ่งชั่วยาม เผยฟูขับรถม้าควบอย่างเร่งรีบมาถึงหมู่บ้านฉิน
เขาเข้าไปในหมู่บ้าน เห็นสตรีหลายคนกำลังตำข้าวใต้ต้นไม้ใหญ่ จึงเข้าไปทักทายและสอบถามเกี่ยวกับครอบครัวตระกูลฉิน
ใครจะคิดว่าหญิงเหล่านั้นกลับระแวดระวังอย่างมาก เมื่อได้ยินว่าเขามาสืบข่าวเกี่ยวกับครอบครัวของแม่เฒ่าฉิน พวกนางจึงถามด้วยท่าทางระแวดระวัง
“เจ้าเป็นใคร? มาสืบเรื่องครอบครัวพวกเขาทำไม?”
เผยฟูไม่คิดว่าพวกสตรีจะระแวดระวังถึงเพียงนี้ จึงใช้คำพูดที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
“พวกเจ้าอย่าเข้าใจผิดไป ข้าไม่ใช่คนไม่ดี ข้าเป็นพ่อบ้านตระกูลเผยในเมือง วันนี้ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินไปขายเนื้องูในเมือง นายท่านของข้าเห็นว่าสองพี่น้องนี้เป็นคนมีความสามารถ จึงอยากให้พวกเขาช่วยล่าสัตว์”
เมื่อได้ยินว่าเขามาขอให้ฉินเหล่าซื่อช่วยล่าสัตว์ หญิงเหล่านั้นก็โล่งอก ลดความระแวงลง และเริ่มสนทนากับเขา
ในหมู่บ้านใครบ้างไม่รู้ว่าฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินเป็นนักล่าที่เก่งกาจ
โดยเฉพาะฉินเหล่าซื่อ เขาไม่เคยขึ้นเขาแล้วกลับมามือเปล่าเลย
ก่อนหน้านี้ยังเคยล่าเสือถึงสามตัวกับชาวบ้านด้วย
เผยฟูหยิบเมล็ดแตงที่พกติดตัวมาแจกให้พวกนางคนละกำมือ แล้วคุยไปพลางตำข้าวไปพลาง ค่อยๆนำเรื่องสนทนาไปสู่ครอบครัวตระกูลฉิน
เมื่อได้ยินว่าตระกูลฉินมีผู้ที่สอบผ่านขั้นต้นถึงเก้าคนและเป็นบัณฑิตแล้วหนึ่งคน เขาก็รีบทิ้งเมล็ดแตงแล้วรีบกลับจวนตระกูลเผยทันที
นายท่านเผยเป็นแม่ทัพที่ชื่นชอบผู้มีความสามารถทางการทหาร ส่วนคุณชายรองเป็นนักปราชญ์ ชื่นชอบผู้ที่มีความสามารถทางอักษรศาสตร์
สิ่งที่เขาชอบที่สุดคือการไปแอบดูนักเรียนที่เก่งๆ ตามสำนักศึกษาต่างๆ
หากพวกเขารู้ว่าตระกูลฉินมีเด็กอายุเจ็ดขวบสองคนที่สอบผ่านขั้นต้นแล้ว คงจะต้องคลั่งเป็นแน่
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เผยฟูก็อดสั่นสะท้านไม่ได้
เขาไม่รู้ว่านายท่านเผยจะคลั่งหรือไม่ แต่คุณชายรองนั้นต้องคลั่งแน่นอน
บางทีอาจจะถึงขั้นส่งคนมากลางดึกแล้วเอากระสอบมาคลุมเด็กสองคนนี้ไปเลยก็ได้
เผยฟูคิดว่าคุณชายรองคงไม่กลับบ้านเร็วขนาดนั้น แต่พอเขาเดินเข้าไปในห้องโถงและได้ยินเสียงจากข้างใน เขาก็เริ่มคิดว่าควรจะใช้วิธีไหนดีถึงจะขวางคุณชายรองไว้ได้
“นายหญิง นายท่าน คุณชายรองขอรับ”
เผยฟูคำนับแล้วยืนก้มหน้าอยู่ด้านข้าง
“เผยฟู เจ้าไปสืบข่าวที่หมู่บ้านฉินได้ความว่าอย่างไรบ้าง จงบอกมาตามความเป็นจริง”
เผยฟูกลืนน้ำลายลงคอ แล้วมองคุณชายรองที่กำลังดื่มชาอยู่ด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะตอบว่า
“เรียนนายหญิง ครอบครัวของพวกเขามีบุตรชายหกคน และบุตรสาวอีกหนึ่งคนที่อายุเพียงหกเดือนขอรับ”
“เห็นไหม ข้าบอกแล้วว่าฉินเหล่าซื่อคนนั้นก็เป็นแค่คนธรรมดา ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น เพียงแต่โชคดีหน่อยที่บังเอิญฝึกม้าป่าตัวนั้นได้เท่านั้นเอง”
“และในเรื่องนี้โชคก็มีส่วนสำคัญมาก ก็แค่พี่ใหญ่คิดว่าเขาสามารถควบคุมม้าพยศได้ ก็เลยคิดว่าเขาเป็นคนมีความสามารถเท่านั้นเอง”
นายหญิงเผยดูผิดหวังเล็กน้อย “เจ้าไปตั้งครึ่งวัน สืบมาได้แค่นี้งั้นหรือ?”
เผยฟูกล่าวต่อ “ครอบครัวของพวกเขามีผู้ที่สอบผ่านขั้นต้นแล้วถึงเก้าคน และมีบัณฑิตหนึ่งคนขอรับ”
พรวด!
เผ่ยเฉิงหลิงที่กำลังดื่มชาอยู่พ่นชาออกมาทันที
“เจ้าว่าอะไรนะ มีผู้ที่สอบผ่านขั้นต้นถึงเก้าคนเชียวรึ?! และมีบัณฑิตอีกหนึ่งคนด้วย?!”
เผ่ยเฉิงหลิงไม่สงบแล้ว “เจ้าบอกว่าครอบครัวพวกเขามีผู้ที่สอบผ่านขั้นต้นถึงเก้าคน และบัณฑิตหนึ่งคน? เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่ได้สืบผิด?”
เผ่ยเฉิงเฟิงและนายหญิงเผยก็ไม่สงบเช่นกัน
ครอบครัวชาวนาทั่วไป การส่งลูกเรียนจนได้เป็นบัณฑิตต้องทุ่มเทกำลังทั้งครอบครัว แต่ครอบครัวนี้ไม่เพียงมีบัณฑิตหนึ่งคน ยังมีผู้ที่สอบผ่านขั้นต้นถึงเก้าคน แม้แต่ครอบครัวขุนนางก็ไม่แน่ว่าจะทำได้
เผยฟูรีบตอบ “ไม่ผิดแน่นอนขอรับ เพื่อหลีกเลี่ยงการสืบผิด ข้าได้สอบถามจากหลายคน ชาวบ้านในหมู่บ้านฉินล้วนชื่นชมครอบครัวตระกูลฉินไม่ขาดปากขอรับ”
นายหญิงเผยถามอย่างงุนงง “แต่ไม่ควรเป็นเช่นนั้น ตามหลักแล้วครอบครัวชาวนาที่มีผู้ที่สอบผ่านขั้นต้นหนึ่งคนก็ถือว่าเป็นตระกูลนักปราชญ์แล้ว ยิ่งมีบัณฑิตด้วย เหตุใดถึงตกอับจนต้องทำนาเลี้ยงชีพเล่า?”
เผยฟูตอบ “เรื่องนี้ข้าก็ได้สืบมาแล้วขอรับ ได้ยินว่าเมื่อก่อนครอบครัวพวกเขาเกิดเหตุการณ์ผันผวน ลูกชายคนโตผู้ที่เป็นบัณฑิตอีกคนหายตัวไป ผู้เฒ่าฉินก็สิ้นใจตามไป ครอบครัวจึงตกต่ำลงขอรับ”
นายหญิงเผยถอนหายใจ “สวรรค์ช่างเล่นตลกกับชีวิตคนจริงๆ หากไม่เป็นเช่นนี้ ตอนนี้ในราชสำนักคงมีที่นั่งของตระกูลฉินแล้วกระมัง?”
“ข้าก็คิดเช่นนั้นขอรับ น่าเสียดายที่สุดคือฉินเหล่าซื่อ เมื่อก่อนเขาเอาชนะผู้สอบวิชาทหารมากมายจนได้เป็นที่หนึ่ง เป็นผู้ที่มีโอกาสมากที่สุดที่จะคว้าตำแหน่งบัณฑิตทหารขอรับ”
“แต่ในภายภาคหน้าราชสำนักต้องมีที่นั่งของตระกูลฉินแน่นอน เพราะเด็กที่สอบผ่านขั้นต้นที่อายุน้อยที่สุดของพวกเขาก็เพิ่งเจ็ดขวบเท่านั้น!”
บทที่ 74: ตามใจลูกสาว
ฉินเหล่าซื่อไม่รู้เลยว่านายท่านทั้งสองแห่งตระกูลเผ่ยนั้นแทบคลั่งเมื่อรู้เกี่ยวกับครอบครัวพวกเขา เขาเก็บเงินสองร้อยตำลึงที่ได้จากการฝึกม้า และอีกห้าสิบตำลึงจากการขายเนื้องู แล้วขับรถม้ากลับบ้านอย่างมีความสุขพร้อมกับเฉินฮั่นหลิน
ระหว่างทาง ทั้งสองคนยิ้มหน้าบาน
เมื่อกลับถึงบ้าน ฉินเหล่าซื่อมอบเงินให้แม่เฒ่าฉิน แม่เฒ่าฉินถือเงินด้วยความดีใจอย่างบอกไม่ถูก จึงสั่งให้ลูกสะใภ้จับไก่มาแล้วตุ๋นทันที
แม่เฒ่าฉินถือเงินเข้าไปในห้อง แล้วเก็บเงินไว้ในกล่อง มองดูเงินสีขาววาววับ ดวงตาของนางเริ่มคลอไปด้วยน้ำตา
นี่เป็นเงินที่พวกเขาหามาได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือของหลานสาวตัวน้อย
ก่อนหน้านี้นางมักกังวลว่าเล่อเหนียงมีพลังวิเศษ สามารถเนรมิตสิ่งของออกมาได้ราวกับมายากล จะทำให้บุญวาสนาในภายภาคของเด็กน้อยลดน้อยลงหรือไม่ แต่ตอนนี้พวกเขาสามารถหาเงินได้เอง โดยไม่ต้องให้เล่อเหนียงนำของออกมา ชีวิตนี้ช่างมีความหวังมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่นานนัก พวกสะใภ้ก็ทำอาหารเสร็จแล้วยกขึ้นโต๊ะ
สือไห่ถังตุ๋นไก่กับเห็ดหม้อหนึ่ง สวี่ซิ่วอิงนวดแป้งทำหมั่นโถว แล้วนำผักป่ามาลวกน้ำ ใส่เกลือเล็กน้อย ทำเป็นยำผักป่า
ตระกูลฉินไม่มีธรรมเนียมที่ผู้หญิงและเด็กไม่สามารถนั่งโต๊ะได้ ครอบครัวฉินมีคนมาก จึงจัดโต๊ะสองโต๊ะ ใครมาก็หาที่นั่งเอง ไม่มีการแบ่งลำดับอาวุโส
พวกเขาต่างถือหมั่นโถวคนละหนึ่งลูก พร้อมถ้วยไก่ตุ๋นเห็ดร้อนๆ กัดหมั่นโถวคำหนึ่ง ซดน้ำซุปอีกคำ ทันใดนั้นความหนาวเย็นทั่วร่างก็สลายไป
ฉินเยาเยาถูกท่านย่าอุ้มไว้ในอ้อมแขน มือป้อมๆกำน่องไก่แน่น แทะอย่างขะมักเขม้น
นับตั้งแต่ฟันขึ้น ท่านย่าก็เริ่มให้นางกินเนื้อบดเล็กน้อย
แต่เนื้อบดนั้นไม่ค่อยถูกปาก การใช้มือจับแทะสนุกกว่า
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินต่างรู้ใจกันดี ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่จวนตระกูลเผ่ย
สายลมหนาวพัดเข้ามาวนเวียนอยู่หลายรอบ เมื่อเห็นภาพความสุขสงบ ก็ค่อยๆพัดออกไป
ไม่นานก็ขึ้นปีใหม่แล้ว ถึงเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ
ทุกบ้านเริ่มวุ่นวาย กวาดฝุ่น เช็ดถู ทำความสะอาดทั้งในและนอกบ้านทั้งหมด เพื่อต้อนรับปีใหม่
ที่ผ่านมานี้ ครอบครัวฉินมีรายรับเพิ่มขึ้นมาก แม่เฒ่าฉินก็ใจกว้าง สั่งให้บรรดาบุตรชายเข้าเมือง ซื้อน้ำมันพืช ซื้อเนื้อหมู ซื้อเป็ดมาหลายตัว ซื้อขนมและเมล็ดแตงมามากมาย ตั้งใจจะให้ครอบครัวได้ฉลองปีใหม่อย่างอิ่มหนำสำราญ
สือไห่ถัง สวี่ซิ่วอิง และหลิวซิ่วเถาต่างก็ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาได้พัก
ด้านหนึ่งกำลังวุ่นวายกับการแช่ข้าว บดแป้งทำขนม
อีกด้านหนึ่งก็ยุ่งกับการนวดแป้งนึ่งซาลาเปา
สือไห่ถังยังทอดปาท่องโก๋ได้ครึ่งตะกร้า
กลิ่นหอมนั้นชวนน้ำลายสอ เด็กๆที่เล่นอยู่ข้างนอกต่างรีบเข้าบ้านเรียกร้องอยากกินปาท่องโก๋
ปีนี้เก็บเกี่ยวได้ดี อีกทั้งตอนจ่ายภาษีก็มีฉินเหล่าเอ้อร์คอยช่วยเหลืออยู่ ประหยัดไปได้ไม่น้อย
แต่ละบ้านต่างพากันนำแป้งมาขอคำแนะนำจากสือไห่ถังว่าจะทอดปาท่องโก๋อย่างไร
สือไห่ถังเห็นว่าแต่ละบ้านจะทอดปาท่องโก๋ไม่มาก จึงขอแป้งจากพวกเขา แล้วใช้น้ำมันที่เหลือจากการทอดของนางช่วยทอดให้พวกเขา
สุดท้ายแต่ละบ้านได้ปาท่องโก๋กลับไปสิบกว่าชิ้น โดยไม่ได้ใช้น้ำมันของตนเองเลย
ทุกคนรู้สึกเกรงใจ จึงได้ส่งผักและถั่วลิสงไปให้ครอบครัวฉินอีก
ฉินลิ่งอวี่ก็ต้องนำของขวัญปีใหม่ให้อาจารย์ผู้สอนและอาจารย์ใหญ่ด้วย
พวกเขาเตรียมตะกร้าแอปเปิลและลูกแพร์ เนื้อหมูหนาสามนิ้ว กระต่ายหนึ่งคู่ ไก่ป่าหนึ่งคู่ และขนมสองกล่องให้อาจารย์ผู้สอน
สำหรับท่านอาจารย์ใหญ่ พวกเขาเพิ่มเนื้อหมูหมักและน้ำมันงูให้
ครั้งนี้ฉินเหล่าซื่อเป็นคนขับรถม้าพาฉินลิ่งอวี่และฉินเหล่าเอ้อร์ไป
ฉินเยาเยาก็ยื่นมือน้อยๆงอแงอยากไปด้วย
ที่ผ่านมานางเพียงแค่งอแงเล่นๆเท่านั้น ไม่ได้คาดหวังว่าท่านย่าจะให้นางไป
แต่ครั้งนี้เกินคาด ท่านย่ากลับยอมให้ฉินเยาเยาไปด้วย
ไม่เพียงแต่ฉินเยาเยาที่ประหลาดใจ คนอื่นๆก็ประหลาดใจเช่นกัน
พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดแม่เฒ่าฉินถึงยอมให้เล่อเหนียงออกไปทนหนาวข้างนอก
อันที่จริงแล้วแม่เฒ่าฉินเองก็ไม่เข้าใจ แต่ในใจของนางมีความรู้สึกแรงกล้าว่าต้องให้ฉินเยาเยาไปด้วย ไม่เช่นนั้นจะเกิดเรื่องใหญ่
นับตั้งแต่เล่อเหนียงเกิดมา นางได้ทำลายความเชื่อที่ว่าไม่เชื่อในเทพเจ้าแต่เชื่อในการกระทำของมนุษย์ไปแล้ว ดังนั้นครั้งนี้นางจึงตัดสินใจทำตามสัญชาตญาณ ให้หลานสาวไปกับพวกเขา
หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นจริง เล่อเหนียงที่มีบุญวาสนาจะต้องคุ้มครองพวกเขาให้ปลอดภัยแน่นอน
หากไม่มีอันใดเกิดขึ้น ก็ถือว่าเล่อเหนียงได้ออกไปเที่ยว ได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองและทิวทัศน์อันงดงามภายนอก
“ให้ซิ่วอิงไปด้วย ห่อตัวเล่อเหนียงให้แน่นหน่อย อย่าให้นางหนาวเป็นอันขาด” แม่เฒ่าฉินสั่ง
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” สวี่ซิ่วอิงรับคำ แล้วเข้าไปในห้องหยิบเสื้อคลุมหนาๆมาห่อตัวเล่อเหนียงไว้ ใช้ไออุ่นจากร่างกายอุ่นลูกสาวของตน
รถม้าเคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่เมือง ไม่นานก็มาหยุดที่หน้าสำนักเติงเคอ
คนเฝ้าประตูเห็นว่าเป็นฉินลิ่งอวี่มา ก็ไม่ได้ขัดขวาง ปล่อยให้เขาเข้าไป
ฉินลิ่งอวี่และฉินเหล่าเอ้อร์ขนของเข้าไปเยี่ยมอาจารย์ผู้สอนและอาจารย์ใหญ่
ส่วนฉินเหล่าซื่อพาภรรยาและลูกสาวไปเที่ยวชมเมือง
ฉินเยาเยามองถนนที่คึกคักด้วยความตื่นเต้น
นางจ้องตาโตมองพ่อค้าแม่ค้าที่เดินขายของไปตามตรอกซอกซอย เจ้าของแผงลอยที่ต่อรองราคากับลูกค้าสองข้างทาง และเด็กๆที่วิ่งเล่นกัน
ทุกสิ่งทุกอย่างช่างแปลกใหม่เหลือเกิน
นับตั้งแต่ที่นางมาเกิดใหม่ในยุคนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ออกมาเที่ยวบนถนนที่คึกคักเช่นนี้
“อ้า!”
ฉินเยาเยาเห็นชายชราคนหนึ่งถือแท่งเหล็กดำนั่งอยู่ริมถนน บนกล่องเหล็กดำนั้นยังปักฟางไว้อีกด้วย
นั่นหมายความว่าแท่งเหล็กดำนี้กำลังจะถูกขายทิ้งในราคาถูก
ฉินเหล่าซื่อก็เห็นชายชราผู้นั้นเช่นกัน เขาจึงมองสำรวจสองสามครั้งอย่างใคร่รู้
แผงขายของผู้อื่นล้วนขายพวกภาพวาด ถุงหอม หรือไม่ก็ของเล่นเล็กๆน้อยๆอย่างหน้ากาก แต่ชายชรากลับอุ้มก้อนเหล็กมาขาย
แม้ว่าแคว้นต้าหนิงจะควบคุมอาวุธอย่างเข้มงวด แต่เครื่องมือเหล็กกลับไม่เข้มงวดนัก ชาวบ้านทั่วไปก็ยังสามารถซื้อเครื่องมือเหล็กได้
เมื่อมองดูก้อนที่อุ้มอยู่ในอ้อมแขน ก็เห็นชัดว่าเป็นเหล็กดิบ
แต่ชาวบ้านธรรมดาจะเอาเหล็กดิบไปทำอะไร ก็ไม่ใช่ว่าทุกบ้านจะมีเตาหลอมเหล็กกันนี่
“เล่อเหนียง เจ้าสนใจก้อนดำๆนั่นหรือ?” ฉินเหล่าซื่อถามเล่อเหนียงที่อยู่ในอ้อมแขน
“อืม!” ฉินเยาเยาพยักหน้าอย่างแรง
สิ่งนั้นดูเหมือนกับสิ่งที่โผล่ขึ้นมาใต้ซุ้มองุ่นในพื้นที่มิติของนาง
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราไปถามราคากันเถิด”
ฉินเหล่าซื่อตามใจลูกสาวโดยไม่คิดอะไร นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกสาวสุดที่รักขอของจากเขา
หากลูกสาวของเขาชอบ เขาก็จะซื้อให้
“ท่านลุง สิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนท่าน... เอ่อ... ของมีค่านี้ราคาเท่าใดหรือ?”
ชายชราคนนั้นมองฉินเหล่าซื่อแวบหนึ่ง แล้วชูนิ้ว
“ห้าสิบตำลึง?!”
บทที่ 75: ซื้อเศษเหล็กมาห้าสิบตำลึง
“ห้าสิบตำลึง?!”
ฉินเหล่าซื่ออยากจะหันหลังเดินจากไปทันที
เขากับเฉินฮั่นหลินเสี่ยงชีวิตฆ่างูเหลือมตัวหนึ่ง ก็ขายมาได้ห้าสิบตำลึง
ออกไปคุ้มกันขบวนสินค้าเป็นเวลาสามเดือน สองคนก็หาเงินได้แค่สี่สิบตำลึง
แต่เศษเหล็กดำปี๋นี่ กลับกล้าเรียกราคาถึงห้าสิบตำลึง
เขาคงต้องบ้าไปแล้วถึงจะซื้อมัน
“ห่อมันไว้ ข้าจะซื้อ!”
เมื่อฉินเหล่าซื่อเอ่ยออกมา ผู้คนรอบข้างที่กำลังมุงดูอยู่ก็พากันมองเขาราวกับมองคนโง่
แม้แต่ชายชราผู้นั้นก็ยังมองเขาด้วยความประหลาดใจ
สวี่ซิ่วอิงที่อยู่ข้างๆ หยิกที่เอวของฉินเหล่าซื่ออย่างแรง
คนโง่ผู้นี้สมองถูกงูเหลือมกินไปแล้วหรือ?
ฉินเหล่าซื่อพยายามไม่สนใจความเจ็บที่เอว เขาหยิบเงินสองก้อนออกมาโยนลงบนแผง
“ยังยืนเหม่ออยู่ทำไม รีบห่อเสียสิ!”
“ขอรับ ขอรับ ทันทีเลยขอรับ ข้าจะห่อให้ท่านเดี๋ยวนี้”
ชายชราผู้นั้นใช้ผ้าขาดๆ ห่อเศษเหล็กสีดำนั่นอย่างคล่องแคล่ว แล้วยัดใส่อ้อมอกของฉินเหล่าซื่อ คว้าเงินแล้วหันหลังเดินจากไปทันที
ในที่สุดก็เจอคนโง่สักที เขาจึงรีบหนีไป
“เอ๊ะ ทำไมเขาวิ่งหนีล่ะ?” ฉินเหล่าซื่อมึนงง มองดูชายชราที่หายลับไปตรงมุมถนนภายในชั่วพริบตา
สวี่ซิ่วอิงหมดคำพูดกับคนโง่ผู้นี้แล้ว นางอุ้มลูกสาวเดินไปข้างหน้าอย่างโมโห
นางตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่สนใจคนโง่ผู้นี้อีก
“ซิ่วอิง เจ้าเดินช้าลงหน่อยรอข้าด้วย”
ฉินเหล่าซื่อเกาศีรษะแล้วถือเศษเหล็กชิ้นนั้นวิ่งตามไป
เขาไม่รู้ว่ามีสายตาสองคู่จับจ้องอยู่ที่ตัวเขาตลอดเวลา
“ซิ่วอิง เหตุใดเจ้าอุ้มลูกวิ่งเร็วนักเล่า? หากล้มลงจะทำอย่างไร?”
ฉินเหล่าซื่อไล่ตามภรรยาทัน ยื่นมือไปอุ้มลูกสาวมาพลางถามภรรยา
“ซิ่วอิงเจ้าเป็นอันใดไป?”
ฉินเหล่าซื่อยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดภรรยาถึงโกรธ
หรือเพราะเขาซื้อของให้ลูกสาวแต่ไม่ซื้อให้นาง นางน้อยใจงั้นหรือ?
“ซิ่วอิง เจ้าอย่าโกรธเลย รอผ่านเทศกาลฤดูใบไม้ผลิไปแล้วข้าจะพยายามหาเงิน แล้วจะซื้อกำไลทองเส้นใหญ่ให้เจ้าดีหรือไม่?”
สวี่ซิ่วอิงหัวเราะออกมาเบาๆ
แม้จะโกรธมากเพียงใด แต่เมื่อได้ยินว่าคนโง่ผู้นี้จะซื้อกำไลทองเส้นใหญ่ให้นาง นางก็อดหัวเราะไม่ได้
สตรีคนใดบ้างที่ไม่ชอบให้สามีเก็บนางไว้ในใจ ทะนุถนอมนางไว้ในมือ และคอยดูแลนางอยู่เสมอ
“ซิ่วอิง เจ้าอย่าโกรธข้าเลย รอให้ผ่านเทศกาลฤดูใบไม้ผลิไป ข้าจะพยายามหาเงินมา ไม่เพียงแต่จะซื้อกำไลทองเส้นใหญ่ให้เจ้า แต่จะซื้อปิ่นปักผม และเครื่องประดับทั้งชุดให้ด้วย ต่อไปเจ้าจะเป็นสตรีที่งดงามที่สุดในหมู่บ้านของพวกเราเลย”
“หุบปากเสียที ท่านไม่อายบ้างหรือ?”
“ดูสามีภรรยาคู่นี้สิ ช่างรักใคร่กันเหลือเกิน ไม่เหมือนลูกชายลูกสะใภ้ของพวกเราที่ทะเลาะกันทุกวัน วุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน”
สามีภรรยาสูงวัยคู่หนึ่งได้ยินคำพูดของฉินเหล่าซื่อที่ปลอบภรรยา จึงเอ่ยปากด้วยความอิจฉา
สวี่ซิ่วอิงได้ยินคำพูดของฉินเหล่าซื่อก็อายจนหน้าแดงอยู่แล้ว พอได้ยินคำพูดของผู้อื่นอีก ตอนนี้ไม่เพียงแต่หน้าแดง แต่ทั้งตัวก็แดงไปหมด
นางรีบดึงฉินเหล่าซื่อเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
บางครั้งฉินเยาเยาก็อดที่จะชื่นชมวิธีคิดของท่านพ่อนางไม่ได้
การทำผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจนี้ก็สามารถทำให้ท่านแม่ปลื้มปริ่มได้
ด้วยว่าสตรีคนใดบ้างที่ไม่ชอบกำไลทอง
สตรีคนใดบ้างที่ไม่ชอบเครื่องประดับ
สตรีคนใดบ้างที่ไม่อยากเป็นหญิงงามที่สุด
ท่านพ่อผู้โง่เขลาทำผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ แต่กลับทำให้ท่านแม่มีความสุข
ในตอนนี้ฉินเยาเยาอยากจะเอามือปิดตาเหลือเกิน
เพราะท่านพ่อกับท่านแม่รักใคร่กลมเกลียวกันราวกับมีกาวติดแน่น สายตาของทั้งสองเหมือนมีเส้นใยเชื่อมถึงกัน
นางรู้สึกว่าตนเองเป็นหลอดไฟที่ขวางอยู่ระหว่างท่านพ่อกับท่านแม่ ทำให้บรรยากาศเสียไปบ้าง
ดังนั้นนางจึงมองไปที่แผงขายของริมทาง
บนแผงมีสินค้าหลากหลายรูปแบบ มีทุกประเภทให้เลือก
ด้านหนึ่งมีแผงขายหน้ากาก อีกด้านหนึ่งขายเครื่องสำอาง ตรงกลางมีคนเดินขายถังหูลู่และขนมอื่นๆสลับกันไปมา
ไม่นานสายตาของฉินเยาเยาก็จับจ้องไปที่แผงขายของแผงหนึ่ง
นางชี้นิ้วไปที่แผงนั้นพร้อมส่งเสียง ฉินเหล่าซื่อเข้าใจความหมายทันที จึงอุ้มลูกสาวพาภรรยาเดินไปที่แผงนั้น
แผงนี้ขายของเล่นเด็ก มีทั้งกลองเขย่า ว่าวไม้ไผ่ หน้ากาก และหมวกหัวเสือ
ฉินเยาเยาสนใจหมวกหัวเสือสีแดงทันทีที่เห็น
นางชี้ไปที่หมวกหัวเสือพลางร้องเสียงดัง
ฉินเหล่าซื่อหยิบหมวกหัวเสือมาสวมให้ฉินเยาเยา
เด็กน้อยตัวขาวอวบสวมหมวกหัวเสือสีแดง ดวงตากลมโตกะพริบปริบๆ ดูเหมือนเด็กน้อยนำโชคในภาพวาดปีใหม่ไม่มีผิด
ฉินเหล่าซื่อมองดูลักษณะของลูกสาว ก็รู้สึกเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง จึงบอกให้เจ้าของร้านห่อหมวกให้ทันที
เจ้าของร้านนั้นก็เป็นคนมีน้ำใจ จึงกล่าวว่า “หมวกหัวเสือนี้เป็นของที่ภรรยาข้าทำในยามว่าง ขอมอบให้คุณหนูน้อยเป็นของขวัญเถิด”
ฉินเหล่าซื่อและสวี่ซิ่วอิงโบกมือปฏิเสธทันที “ไม่ได้ ไม่ได้ จะรับของท่านได้อย่างไรกัน”
“ขอพวกท่านจงรับไว้เถิด หากคุณหนูน้อยสวมหมวกใบนี้แล้วดูงดงาม ก็นับเป็นโชคของหมวกใบนี้แล้ว”
ฉินเหล่าซื่อปฏิเสธไม่ได้ จึงจำต้องซื้อหน้ากากทั้งหมดบนแผงของเขา
อย่างไรเสียที่บ้านก็มีเด็กๆหลายคน ซื้อกลับไปหลายอัน ก็สามารถผลัดกันเล่นได้
อีกด้านหนึ่ง ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินลิ่งอวี่เข้าไปเยี่ยมคารวะอาจารย์ใหญ่ก่อน
เมื่อพวกเขาเข้าไป อาจารย์ใหญ่เฉินกำลังดื่มชากับสหาย พอเห็นฉินลิ่งอวี่เข้ามา ก็ลุกขึ้นยืนด้วยความยินดี
สำหรับศิษย์ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ผู้นี้ เขารู้สึกชื่นชอบอย่างมาก
ก่อนหน้านี้ในชั้นเรียน เขาให้นักเรียนท่องจำตำราหลี่จี้สิบบทแรก นักเรียนส่วนมากท่องได้แค่สิบบทแรก
แต่ฉินลิ่งอวี่ ที่มีอายุเพียงสิบเอ็ดปี ไม่เพียงแต่ท่องได้สิบบทแรกเท่านั้น แต่เขายังสามารถท่องและเขียนได้ทุกบท โดยไม่ผิดแม้แต่ตัวอักษรเดียว!
“ลิ่งอวี่เจ้ามาแล้ว เร็วเข้า นั่งลงเถิด”
“ท่านฉินเชิญนั่งด้วยเถิด”
ฉินเหล่าเอ้อร์รีบยกมือคำนับพลางกล่าวว่า “ข้าเป็นเพียงชาวนาต่ำต้อย ไม่กล้ารับคำเรียกว่าท่านขอรับ!”
หลังจากฉินลิ่งอวี่และฉินเหล่าเอ้อร์นั่งลงแล้ว พวกเขาเห็นว่ายังมีแขกอีกท่านหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะชา กำลังมองพวกเขาด้วยความสนใจ
ชายผู้นั้นอายุราวยี่สิบห้าปี สวมเสื้อคลุมสีเขียวอมฟ้า ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายของบัณฑิตผู้สูงศักดิ์
ฉินเหล่าเอ้อร์รู้สึกเขินอายจึงรีบกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ใหญ่มีแขกผู้มีเกียรติอยู่ พวกข้าไม่ควรรบกวน วันนี้พวกข้าขอมาเยี่ยมคารวะเท่านั้นขอรับ”
ขณะที่อาจารย์ใหญ่เฉินกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ชายที่นั่งอยู่ข้างๆก็เอ่ยถามขึ้นว่า
“พวกท่านแซ่ฉินหรือ?”
ฉินเหล่าเอ้อร์งุนงงไม่เข้าใจ จึงได้แต่ตอบรับว่า “ใช่ขอรับ”
ชายผู้นั้นถามต่อ “พวกท่านอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านฉินใช่หรือไม่?”
“ใช่ขอรับ”
“ครอบครัวของท่านมีผู้ที่สอบผ่านขั้นต้นเก้าคนใช่หรือไม่?”
ฉินเหล่าเอ้อร์ถูกถามจนงุนงง เขามั่นใจว่าไม่รู้จักคนตรงหน้า
เหตุใดถึงรู้เรื่องราวของครอบครัวเขามากเช่นนี้
อีกทั้งยังสอบถามเรื่องครอบครัวของเขา หรือว่าจะมีจุดประสงค์แอบแฝงอันใด
คิดได้ดังนั้น ฉินเหล่าเอ้อร์จึงเริ่มระแวดระวังขึ้นมาทันที
ชายผู้นั้นเห็นฉินเหล่าเอ้อร์ไม่ตอบจึงถามต่อ “ฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินเป็นคนในครอบครัวของท่านใช่หรือไม่?”
คราวนี้ไม่เพียงแต่ฉินเหล่าเอ้อร์ที่งุนงง แม้แต่อาจารย์ใหญ่เฉิน ก็ยังงุนงงไปด้วย
อาจารย์ใหญ่เฉินกวาดตามองสหายบัณฑิตขึ้นลงสองสามครั้ง ในชั่วขณะนั้นเขาไม่อาจคาดเดาได้ว่าสหายต่างวัยผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่ในใจกันแน่
ทันใดนั้น ชายผู้นั้นก็มาอยู่ตรงหน้าฉินเหล่าเอ้อร์ด้วยท่าทางที่ไม่สุภาพนัก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า
“ข้ามีนามว่าเผ่ยเฉิงหลิง ปีนี้อายุยี่สิบหกปี เป็นนักปราชญ์แห่งสำนักฮั่นหลิน ท่านคิดว่าข้ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นอาจารย์ของบุตรหลานของท่านหรือไม่?”
ฉินเหล่าเอ้อร์ “หา?”
บทที่ 76: ฉินเหล่าเอ้อร์งุนงง
ฉินเหล่าเอ้อร์งุนงงไปหมดแล้ว เขาปล่อยให้อีกฝ่ายจับมือของตนไว้โดยไม่ตอบสนองใดๆ
“พี่ชายฉิน หากท่านไม่ส่งเสียงอะไร ข้าจะถือว่าท่านเห็นด้วยแล้วนะ”
เผ่ยเฉิงหลิงพูดอย่างตื่นเต้น
“ลิ่งอวี่ เร็วเข้า เรียกข้าว่าอาจารย์สิ!”
“ไม่ ไม่ ไม่ รอ...รอก่อน...”
ฉินเหล่าเอ้อร์ตอบสนองในที่สุด เขาพาลิ่งอวี่ถอยหลังไปสามก้าว มองเผ่ยเฉิงหลิงและท่านอาจารย์ใหญ่เฉินอย่างระแวดระวัง
นี่มันเรื่องอันใดกัน?
เขาแค่มาส่งของขวัญปีใหม่เท่านั้น เหตุใดถึงต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้ด้วย?
แล้วคนบ้าๆบอๆผู้นี้เป็นใครกัน?
“อาลักษณ์*[1] ในราชสำนัก? ราชวงศ์ต้าหนิงมีอาลักษณ์อายุน้อยเช่นนี้ด้วยหรือ?”
ไม่แปลกที่ฉินเหล่าซื่อจะระแวงเช่นนี้ แม้แต่ท่านอาจารย์ใหญ่เฉินก็ยังรู้สึกอึดอัดใจ
อาลักษณ์ผู้นี้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่โต้เถียงในราชสำนักได้อย่างไม่มีใครเทียบ
ผู้คนเรียกเขาว่า คุณชายรองตระกูลเผ่ย ยามนี้เขาดูเหมือนพวกที่ลักพาตัวเด็กที่เห็นเด็กแล้วตาเป็นประกายทันที
“เอ่อ... ท่านอาจารย์ใหญ่เฉิน พวกข้าขอตัวกลับก่อนนะขอรับ ขออวยพรให้ท่านโชคดีมีชัยในปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ขอรับ”
ฉินเหล่าเอ้อร์พูดจบก็รีบดึงตัวฉินลิ่งอวี่เดินจากไป
“เดี๋ยว รอก่อน! ข้าไม่ใช่คนร้ายนะ ข้าเป็นอาลักษณ์ในราชสำนักจริงๆ” เผ่ยเฉิงหลิงก้าวขึ้นมาขวางทางพวกเขาไว้แล้วพูด
“คารวะท่านอาลักษณ์ขอรับ” ฉินเหล่าเอ้อร์พูดอย่างขอไปที
เขาเป็นอาลักษณ์ในราชสำนักงั้นหรือ?
ช่างเป็นเรื่องตลกสิ้นดี เขาดูเหมือนนักปราชญ์ตรงไหนกัน?
เผ่ยเฉิงหลิงราวกับได้ยินเสียงในใจของอีกฝ่าย จึงกล่าวว่า
“ข้าดูไม่เหมือนงั้นหรือ?”
“แล้วท่านคิดว่าตัวเองดูเหมือนหรือ?” ฉินเหล่าเอ้อร์ย้อนถามกลับทันที
“เอ่อ...”
เผ่ยเฉิงหลิงถึงกับพูดไม่ออก เขาจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าตนเป็นอาลักษณ์ในราชสำนักจริงๆ
หรือว่าเขาต้องติดเคราปลอมบนคางหล่อเหลาของตนถึงจะดูเหมือน
เขาลูบตัวเองไปมา แต่ก็ไม่ได้พกป้ายประจำตัวมาด้วย
เขาได้แต่ฝากความหวังไว้กับสหายต่างวัยที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆ โดยหวังว่าเขาจะช่วยพิสูจน์ความจริงให้ตน
แต่อาจารย์ใหญ่เฉินกลับมองฟ้ามองดิน มองปลามองนก มองไปทั่วทุกทิศ ยกเว้นมองมาที่เขา
ท่าทางเช่นนั้นแสดงชัดว่าเอาแต่ยืนดูเหตุการณ์อย่างสนุกสนาน
เมื่อเห็นว่าฉินเหล่าเอ้อร์กับฉินลิ่งอวี่กำลังจะจากไปจริงๆ เขาจึงล้วงเงินมากมายออกมาจากเสื้อ แล้วยัดใส่มือของฉินเหล่าเอ้อร์พลางกล่าวว่า
“ข้าเป็นขุนนางจริงๆ หากท่านไม่เชื่อ ก็ดูเงินทองนี่สิ หากข้าไม่ใช่ขุนนาง ข้าจะมีเงินมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร?”
เจตนาของเขาคือต้องการให้ฉินเหล่าเอ้อร์เชื่อว่าเขาไม่ได้โกหก และเขาคือคุณชายรองตระกูลเผ่ย เป็นขุนนางในราชสำนักจริงๆ
แต่ในสายตาของฉินเหล่าเอ้อร์ กลับเป็นการเยาะเย้ยอย่างโจ่งแจ้ง
‘เขากำลังใช้เงินดูถูกข้ากับลูกชายของข้าหรือ?’
‘หวังจะให้ลูกชายของข้าทำงานรับใช้เขาหรือ?’
แม้ว่าฉินเหล่าเอ้อร์จะไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายเห็นอะไรดีในตัวบุตรชายของเขากันแน่
ฉินเหล่าเอ้อร์โกรธจัดจนปัดมือของเผ่ยเฉิงหลิงทิ้ง แล้วด่าว่า
“เอาเงินเหม็นๆของเจ้าไปให้พ้น ใครจะอยากได้เงินของเจ้ากัน?”
ฉินเหล่าเอ้อร์โกรธจริงๆ จึงจูงมือฉินลิ่งอวี่เดินจากไปอย่างฉุนเฉียว
เผ่ยเฉิงหลิงยังอยากจะไล่ตาม แต่ถูกอาจารย์ใหญ่เฉินดึงไว้
“ท่านอาจารย์เฉิน ท่านดึงข้าไว้ทำไม? ข้าต้องการรับเด็กฉลาดผู้นี้เป็นศิษย์”
ตอนนี้อาจารย์ใหญ่เฉินมองเขาราวกับมองคนโง่
“ท่านเอาเงินไปทำให้เขาอับอายแล้ว ยังจะให้เขามาเคารพท่านเป็นอาจารย์อีกหรือ?”
เผ่ยเฉิงหลิงชะงัก “ข้าเอาเงินไปทำให้เขาอับอายเมื่อใดกัน?”
อาจารย์ใหญ่เฉินมองเขาด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม “ท่านแน่ใจหรือว่าไม่ได้หยิบเงินออกมา?”
“ข้าแค่ต้องการพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าข้าไม่ใช่คนไม่ดีเท่านั้นเอง”
“แต่ท่านก็ไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าท่านเป็นคนดีเลย ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่คิดว่าท่านเป็นคนดี ท่านยังทำให้พวกเขาโกรธอีกด้วย”
อาจารย์ใหญ่เฉินกล่าวอย่างเย็นชา
เผ่ยเฉิงหลิงนึกถึงการกระทำของตนเมื่อครู่ ก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสมจริงๆ
เขารู้สึกหงุดหงิด ไม่ใช่ว่าพวกชาวนาล้วนรักเงินเกลียดจนหรอกหรือ เขาถึงกับหยิบเงินออกมาก้อนใหญ่ขนาดนี้แล้ว
อาจารย์ใหญ่เฉินเพียงแค่มองสีหน้าของเผ่ยเฉิงหลิง ก็รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
จึงเอ่ยปากตำหนิว่า “ท่านคิดว่าชาวนาทุกคนจะเป็นเหมือนกันหมดงั้นหรือ”
เผ่ยเฉิงหลิงรู้สึกละอายใจจึงเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้พูดอะไรนี่ เพียงแต่สงสัยเท่านั้น พวกเขาเป็นแค่ชาวนาธรรมดา แต่กลับไม่สนใจเงินก้อนใหญ่นี้เลย”
ตอนนี้อาจารย์ใหญ่เฉินรู้สึกอึดอัดใจกับคุณชายรองเผ่ย น่าเสียดายที่เขาเป็นขุนนางที่อายุน้อยที่สุดในราชสำนักต้าหนิง แต่กลับเชื่อคำนินทาโดยไม่พยายามทำความเข้าใจสถานการณ์จริง
“ใช่ พวกเขาเป็นชาวนาก็จริง แต่ท่านเคยเห็นชาวนาคนไหนมีความกล้าหาญถึงขนาดส่งลูกเก้าคนไปเรียนหนังสือพร้อมกันบ้างหรือไม่”
เผ่ยเฉิงหลิงได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้าลง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
อาจารย์ใหญ่เฉินก็ไม่ได้ไปรบกวนเขา เขาเพียงลุกออกไปเงียบๆ
พวกเขาเป็นสหายต่างวัยกัน เขารู้ดีกว่าใครว่าเผ่ยเฉิงหลิงชื่นชอบคนมีความสามารถมากเพียงใด แต่ก็เพราะเช่นนั้น เขาจึงมักจะคิดมากเกินไปในเรื่องการชื่นชอบคนมีความสามารถ
เรื่องแบบนี้คนอื่นไม่สามารถช่วยได้ ต้องอาศัยการตระหนักรู้และช่วยเหลือตนเองเท่านั้น
อีกด้านหนึ่ง ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินลิ่งอวี่ หลังจากส่งของขวัญปีใหม่ให้อาจารย์แล้ว ก็ไม่กล้าอยู่นาน เพียงแค่ทักทายสั้นๆ สองสามคำแล้วรีบจากไป
พวกเขาเดินไปยังสถานที่ที่นัดกับฉินเหล่าซื่อไว้ เมื่อเห็นว่าฉินเหล่าซื่อยังไม่มา จึงหาร้านเล็กๆสั่งเกี๊ยวน้ำมาชามหนึ่ง กินไปพลางรอไปพลาง
ฉินเหล่าเอ้อร์ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่ชอบมาพากล จึงถามบุตรชาย
“อวี่เอ๋อร์ เจ้าคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?”
ฉินลิ่งอวี่กลืนเกี๊ยวลงแล้วตอบว่า
“คุณชายผู้นั้นแต่งกายหรูหรา แม้ว่ากิริยาท่าทางจะแปลกประหลาดไปบ้าง แต่บรรยากาศรอบตัวก็ปิดบังไม่มิด อีกทั้งยังสนิทสนมกับท่านอาจารย์ใหญ่ คงไม่ใช่คนไม่ดีหรอกขอรับ”
“แต่หากจะบอกว่าเขาเป็นขุนนางนักปราชญ์ในราชสำนัก ข้าย่อมไม่เชื่อเป็นธรรมดา”
ฉินเหล่าเอ้อร์พยักหน้า ความคิดเห็นของบุตรชายตรงกับเขา
เพียงแต่การที่อีกฝ่ายพุ่งเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย บอกจะรับลูกชายของเขาเป็นศิษย์ เรื่องนี้ดูแปลกประหลาด ไม่น่าไว้ใจอย่างยิ่ง
คนที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน ไม่มีเหตุผลที่จะอยากรับบุตรของผู้อื่นเป็นศิษย์ทันทีที่พบกัน เว้นแต่จะมีเจตนาแอบแฝง
แต่จะมีเจตนาอะไรนั้น ฉินเหล่าเอ้อร์กลับนึกไม่ออก เขาจึงไม่คิดต่อ
อย่างไรก็ตาม อีกฝ่ายได้พูดถึงเหล่าซื่อและฮั่นหลิน รอกลับไปถามพวกเขาก็จะรู้เรื่อง
ยังกินเกี๊ยวน้ำไม่หมดชาม ฉินเหล่าเอ้อร์เงยหน้าขึ้นก็เห็นน้องชายของตน มือหนึ่งอุ้มลูกสาว อีกข้างจูงมือภรรยา ใบหน้ายิ้มแย้มเดินเข้ามา
ฉินเหล่าเอ้อร์รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที
เขาก็อยากอุ้มลูก… อยากจูงมือภรรยาไปเดินเล่น…
เขาไม่เคยเสียใจที่หย่ากับเฝิงเสี่ยวฮวาเลย แต่สิ่งที่เขาเสียใจ คือตอนที่เขาถูกวางยา ทำไมเขาถึงไม่กระแทกหัวตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่กลับแต่งงานกับหญิงชั่วนั่น ทำให้ทั้งครอบครัวไม่มีความสุข
“ท่านพี่รอง ลิ่งอวี่ รอนานแล้วสินะ?”
“ไม่นานขอรับ พวกเราเพิ่งมาถึงเอง ยังกินเกี๊ยวน้ำไม่หมดเลย” ฉินลิ่งอวี่ตอบ
เมื่อฉินเยาเยาเห็นเกี๊ยวน้ำในชามของฉินลิ่งอวี่ น้ำลายก็ไหล
เกี๊ยวน้ำชิ้นเล็กๆนั่นดูน่าอร่อยมาก อยากกินจัง
ฉินเยาเยายื่นมือให้ลิ่งอวี่อุ้ม
แผนของนางง่ายๆ แค่ซุกตัวในอ้อมกอดของพี่ชายก่อน แล้วค่อยออดอ้อน แบบนี้พี่ชายต้องยอมให้นางกินด้วยแน่ๆ
ฉินลิ่งอวี่คิดว่าน้องสาวคิดถึงเขา ดังนั้นเขาจึงรีบกวาดเกี๊ยวในชามเข้าปากอย่างรวดเร็ว หยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดปาก แล้วยื่นมือไปอุ้มฉินเยาเยา
แต่เมื่อฉินเยาเยาเห็นชามที่ว่างเปล่า นางก็ร้องไห้โฮออกมาทันที
[1] อาลักษณ์ คือ: ผู้ทำหน้าที่ทางหนังสือในราชสำนัก
บทที่ 77: โดนขี้วัวกระเด็นใส่หน้า
ฉินลิ่งอวี่อุ้มน้องสาวได้ไม่นาน น้องก็ร้องไห้ขึ้นมาทันที ทำเอาเขาตกใจไปชั่วขณะ
“โอ๋ๆ ทำไมเจ้าร้องไห้ล่ะ พี่ชายอุ้มนะ”
ฉินลิ่งอวี่อุ้มน้องไว้พลางลูบหลังเบาๆ พร้อมกับปลอบโยนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
แต่ยิ่งปลอบ ฉินเยาเยาก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น จนใบหน้าน้อยๆแดงก่ำ
ฉินลิ่งอวี่หมดปัญญา จึงหันไปหาอาสะใภ้สี่ที่กำลังยืนดูอยู่
“อาสะใภ้สี่ขอรับ เล่อเหนียงร้องไห้ไม่หยุดเลย หรือว่าหิวขอรับ?”
สวี่ซิ่วอิงจึงตอบไป “นางอยากกินจริงๆ”
“ถ้าอย่างนั้น...ก็ให้น้องกินสิขอรับ”
ฉินลิ่งอวี่หน้าแดงก่ำ รีบส่งฉินเยาเยาให้สวี่ซิ่วอิง เร่งให้นางรีบป้อนนมน้องสาวของเขา
สวี่ซิ่วอิงรับฉินเยาเยามา แล้วเอามือตบก้นนางเบาๆสองที
“เล่อเหนียงไม่ได้หิวหรอก แค่อยากกินต่างหาก”
“หา?”
ตอนนี้ฉินลิ่งอวี่งุนงงไปหมดแล้ว
ส่วนฉินเยาเยาที่ถูกจับได้ว่าแกล้ง กลับไม่รู้สึกอายแม้แต่น้อย ยังคงอ้าปากร้องไห้โฮต่อไป
ตอนนี้ฉินลิ่งอวี่ก็สังเกตเห็นว่าน้องสาวแค่ส่งเสียงร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา จึงรู้สึกทั้งขำทั้งเอือมระอา
ฉินเหล่าซื่อขับรถม้ามาถึง สวี่ซิ่วอิงอุ้มฉินเยาเยาขึ้นรถม้าไป โดยไม่สนใจสายตาน่าสงสารของลูกสาวแม้แต่น้อย
เมื่อกลับถึงบ้าน ฉินเหล่าเอ้อร์ก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทุกคนในครอบครัวฟัง
คนอื่นๆ ต่างก็งุนงงไปหมด พวกเขาก็ไม่เข้าใจว่าคุณชายจากตระกูลร่ำรวยผู้นี้คิดอะไรอยู่
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินได้ยินแล้วก็รู้สึกประหลาดใจมาก
ฉินเหล่าซื่อกล่าวว่า “ข้าพอรู้จักนายท่านของตระกูลเผ่ย พวกข้าเคยไปขายเนื้องูเหลือมที่จวนนั้น แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีคุณชายรองด้วย อีกทั้งยังเป็นขุนนางในราชสำนัก เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เลย”
“ใช่แล้ว ยิ่งเป็นขุนนางในราชสำนักในวัยยี่สิบห้าปี ยิ่งไม่เคยได้ยินมาก่อน”
แม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดของลูกชายก็ขมวดคิ้วแน่น จึงสั่งให้ลิ่งอันไปตามหลี่อันมา
คนอื่นๆเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า หลี่อันเคยอยู่ในวังหลวง เขาต้องรู้แน่
ไม่นานหลี่อันที่กำลังย่างไก่ป่าอยู่ที่ลานหลังบ้านก็ถูกลิ่งอันลากตัวมา
เมื่อเขารู้เรื่องราวทั้งหมดแล้วก็หัวเราะลั่น
“ลุงหลี่ท่านอย่าเพิ่งหัวเราะสิ เขาเป็นขุนนางในราชสำนักจริงหรือไม่? ท่านหัวเราะเช่นนี้ ข้าก็ไม่แน่ใจแล้ว”
หลี่อันหยุดหัวเราะแล้วกล่าวว่า “หากเป็นคุณชายรองตระกูลเผ่ย เขาก็เป็นขุนนางในราชสำนักจริงๆ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ตกใจจนสูดลมหายใจเฮือก
ฉินเหล่าเอ้อร์ยิ่งตกใจจนขาอ่อน เกือบจะทรุดลงกับพื้น
เขากลับ... กลับไม่เคารพขุนนางในราชสำนัก หากคุณชายรองเผ่ยไม่พอใจขึ้นมา ตัวเขาจะไม่ทำให้ทั้งครอบครัวพลอยเดือดร้อนไปด้วยหรือ?
แม่เฒ่าฉินยังคงใจเย็น นางถอนหายใจเบาๆ แล้วถามว่า “ท่านพี่หลี่ ท่านแน่ใจหรือว่าไม่ได้จำผิด? ขุนนางในราชสำนักจะมีอายุน้อยขนาดนั้นได้อย่างไร? นั่นมันตำแหน่งขั้นสองเชียวนะ”
หลี่อันโบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจนัก “ตำแหน่งขั้นสองจะเป็นอะไรไป นายท่านเผ่ยผู้พี่เป็นถึงขั้นหนึ่งเชียวนะ”
เมื่อเห็นสีหน้าตกใจของทุกคน เขาจึงกระแอมเบาๆ แล้วเล่าเรื่องราวให้ฟัง
“ไทเฮาองค์ปัจจุบันนี้ไม่ใช่มารดาของฝ่าบาท เมื่อครั้งที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนสวรรคต ฝ่าบาทยังทรงพระเยาว์อยู่ ไทเฮาจึงอ้างว่าจะช่วยดูแลฮ่องเต้น้อย แล้วควบคุมราชสำนักทั้งหมดไว้ หลังจากฝ่าบาททรงบรรลุนิติภาวะ ไทเฮาก็ยังไม่ยอมปล่อยอำนาจ อ้างว่าฝ่าบาทมีเชื้อสายไม่บริสุทธิ์ แล้วกักขังพระองค์ไว้ที่ตำหนักลั่วหยุน ต่อมาองค์ชายเจ็ดได้ช่วยฝ่าบาทออกมา และยังช่วยให้ฝ่าบาทยืนหยัดในราชสำนักได้อย่างมั่นคง”
“ก้าวแรกที่ฝ่าบาททรงยืนหยัดในราชสำนักได้นั้น ก็อาศัยสองพี่น้องตระกูลเผ่ย คนพี่เก่งด้านบู๊ คนน้องเก่งด้านบุ๋น ร่วมมือกับองค์ชายเจ็ด ต่อกรกับคนของไทเฮา แต่ก็ยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ”
“แสดงว่าแม่ทัพเผ่ยเก่งกาจมาก และยังยืนอยู่ฝั่งที่ถูกต้องด้วยใช่หรือไหม?” ฉินเหล่าซื่อเอ่ยถามด้วยสีหน้าตื่นเต้น
หลี่อันมองอย่างแปลกใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงตื่นเต้นขนาดนั้น?
แม่ทัพเผ่ยจะเก่งหรือไม่ มันเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย?
หลี่อันตอบคำถามของอีกฝ่าย “แน่นอนอยู่แล้ว ท่านเผ่ยผู้พี่มีชื่อเสียงตั้งแต่ยังหนุ่ม นำทัพม้าเหล็กหนึ่งแสนนายแห่งฮวาหนาน กดดันแม่ทัพผู้ทรงอิทธิพลจนแทบหายใจไม่ออก”
“ส่วนท่านเผ่ยผู้น้องก็ร่วมมือกับองค์ชายเจ็ดรักษาเสถียรภาพในราชสำนัก ตระกูลเผ่ยและองค์ชายเจ็ดคือกำลังของฝ่าบาท”
ฉินเหล่าซื่อได้ยินดังนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก เพียงแต่ดวงตาเปล่งประกายตื่นเต้น ในใจตั้งปณิธานแน่วแน่
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถึงเทศกาลฤดูใบไม้ผลิแล้ว ในหมู่บ้านฉินก็ได้ยินเสียงประทัดและเสียงหัวเราะร่าเริงของเด็กๆ
ฉินเยาเยานอนคว่ำอยู่บนเตียง ได้ยินเสียงประทัดและเสียงหัวเราะของเด็กๆดังมาเข้าหู ดวงตาเต็มไปด้วยความอิจฉา
นางก็อยากออกไปเล่นเหมือนกัน
หากท่านย่าไม่อุ้มนางออกไป นางก็ออกไปไม่ได้
ได้แต่ตบมือบนเตียงแล้วถอนหายใจ ช่วงวัยทารกอันแสนน่าเศร้านี้ จะจบลงเมื่อไหร่กันนะ
อีกคนที่ออกไปไม่ได้เช่นกันคือพี่ชายแท้ๆของนาง ฉินลิ่งอัน
เมื่อวานซืนเขาไปจุดประทัดกับเด็กซนในหมู่บ้าน ผลคือหิมะระเบิดจนฝังตัวเขาจนหนาวสั่น
เมื่อวานหลังอาหารเย็นก็เริ่มมีไข้ ทำให้สวี่ซิ่วอิงต้องเฝ้าไข้ทั้งคืน
วันนี้ถูกท่านย่าขังไว้ในบ้าน บอกให้เขาดูแลน้องสาว แต่ความจริงแล้วก็คือขังเขาไว้ในบ้าน ไม่ให้ออกไปไหน
ฉินเยาเยายื่นมือไปตบหน้าพี่ชายของนาง
นางชี้นิ้วไปที่ประตู อยากให้พี่ชายพานางออกไปเล่น
ฉินลิ่งอันมองน้องสาว เขาเข้าใจความหมายของน้องสาว รู้ว่านางอยากให้เขาพาออกไปเล่น
ตัวเขาเองก็อยากออกไปเล่นหิมะเหมือนกัน
แต่ท่านย่าอยู่หน้าประตู ถึงเขาอยากออกไปก็ไปไม่ได้
ไม่ต้องพูดถึงที่จะพาเล่อเหนียงออกไปเลย
พี่น้องสบตากัน เห็นความจนใจในดวงตาของอีกฝ่าย ต่างก็ถอนหายใจพร้อมกัน
แม่เฒ่าฉินเพิ่งเข้าประตูมาเห็นภาพเช่นนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
“ย่าขอดูหน่อย ใครกันนะที่กำลังถอนหายใจอยู่?”
แม่เฒ่าฉินถือตะกร้าใส่ไหมพรมมาวางบนแคร่ ถอดรองเท้าขึ้นไปบนแคร่ แล้วอุ้มเล่อเหนียงมากอดจูบ
จากนั้นก็ยื่นมือไปสัมผัสหน้าผากของลิ่งอัน รู้สึกว่าไข้จะลดแล้ว ก็วางใจลง
ฉินเยาเยาชี้มือน้อยๆไปที่นอกหน้าต่าง แสดงว่าอยากออกไปเล่น
แต่แม่เฒ่าฉินกลับแกล้งนาง นางทำเป็นไม่เข้าใจความหมายของเล่อเหนียง ยิ้มตาหยีพูดว่า
“เล่อเหนียงของพวกเราเป็นอะไรไปหรือ?”
“อ๋อ ย่ารู้แล้ว เล่อเหนียงอยากบอกย่าว่าเจ้าอ้วนขึ้นแล้ว อยากลดน้ำหนักหรือ?”
“อ้า!”
ฉินเยาเยาโกรธแล้ว
นางอ้วนตรงไหนกัน?
นี่มันแก้มเด็กต่างหาก เข้าใจไหม?
ถ้าไม่เข้าใจนางจะบอกอีกครั้ง
นี่คือแก้มเด็ก!
เมื่อเห็นว่าท่านย่าไม่เข้าใจความหมายของน้องสาว ลิ่งอันจึงรีบเอ่ยว่า
“ท่านย่าขอรับ น้องสาวอยากออกไปข้างนอกน่ะ ท่านพาน้องสาวไปกับข้าเถิด ข้าจะช่วยดูแลน้องสาวเอง”
แม่เฒ่าฉินหัวเราะพลางใช้มือบีบแก้มเล็กๆของเขาแล้วถามว่า “แท้จริงแล้วเป็นน้องสาวที่อยากไป หรือเจ้าต่างหากที่อยากไป?”
ยังไม่ทันที่ลิ่งอันจะตอบ จู่ๆ ก็มีเสียงอึกทึกดังมาจากด้านนอก
อีกทั้งยังมีเสียงร้องไห้ของเด็กแทรกอยู่
ทันใดนั้น ก็มีเงาร่างหนึ่งวิ่งพรวดพราดเข้ามา
“ท่านย่า ลิ่งผิงโดนขี้วัวกระเด็นใส่หน้าเต็มๆเลย!”
บทที่ 78: ใครปลอบก็ไม่ได้ผล
ยังไม่ทันที่แม่เฒ่าฉินจะตั้งตัวได้ ลิ่งอันก็พุ่งออกจากประตูไปอย่างรวดเร็ว
ปากก็ตะโกนดังลั่น “พี่ห้า เจ้าโดนขี้วัวกระเด็นใส่หน้าหรือ?”
“อ้า อ้า ไป!”
ฉินเยาเยาดิ้นกระเสือกกระสนอย่างตื่นเต้น นางอยากไปดูว่าพี่ห้าของนางโดนขี้วัวกระเด็นใส่หน้าเป็นอย่างไรบ้าง
นางดิ้นอยู่นาน แต่ท่านย่ากลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย จนทำให้ทารกน้อยอายุหกเดือนอย่างนางถูกบีบคั้นจนต้องเปล่งคำว่า “ไป” ออกมา แม้จะพูดไม่ชัดเจนนัก แต่ก็พอให้คนเข้าใจความหมายที่นางต้องการสื่อได้
แม่เฒ่าฉินมองหลานสาวด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ นางไม่ได้ฟังผิดใช่หรือไม่?
‘หลานสาวของข้าพูดได้แล้วหรือ?’
ดังนั้นนางจึงเริ่มหยอกล้อเล่อเหนียง “เล่อเหนียง พูดให้ย่าฟังอีกทีสิ!”
ฉินเยาเยารู้สึกร้อนรนจนต้องพ่นน้ำลายออกมา
‘ท่านย่า ท่านจะให้เด็กทารกอายุหกเดือนพูดคุยกับท่านได้อย่างไร’
‘หากข้าพูดกับท่านจริงๆ จะไม่ตกใจจนเป็นลมไปหรือ?’
อีกอย่าง ตอนนี้นางอยากจะพูดก็พูดไม่ออกหรอก นางยังไม่รู้เลยว่าคำนั้นหลุดออกมาจากปากได้อย่างไร
แต่แม่เฒ่าฉินก็แกล้งนางอย่างจงใจ ไม่ว่าฉินเยาเยาจะดิ้นรนอย่างไร นางก็ยังคงนั่งทำงานเย็บปักถักร้อยบนแคร่อย่างมั่นคง
ไม่ใช่ว่านางไม่รักหลาน ไม่ออกไปดู แต่เป็นเพราะนางคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดามาก
โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ เด็กคนไหนบ้างที่ไม่เล่นประทัดจุดกันไปทั่ว
โดนขี้วัวกระเด็นใส่หน้าจะเป็นอะไรไป? ตอนเหล่าซื่อยังเล็ก ยังเคยตกลงไปในบ่อขี้เลย
แช่อยู่ครึ่งคืนด้วยนะ
เมื่อเทียบกับบิดาของเขาแล้ว โดนขี้วัวกระเด็นใส่หน้าจะเป็นอะไรไป?
แม่เฒ่าฉินไม่รีบร้อน แต่ฉินเยาเยากลับร้อนใจ นางยังไม่เคยเห็นเลยว่าโดนขี้วัวกระเด็นใส่หน้าเป็นอย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้นคนนั้นยังเป็นพี่ชายแท้ๆของนาง
นางจะไม่ออกไปเยาะเย้ยเขาสักหน่อยได้อย่างไร?
แม้แม่เฒ่าฉินจะไม่ออกไป แต่ก็ห้ามลิ่งผิงไม่ให้เข้ามาไม่ได้
ลิ่งผิงร้องไห้โฮ ตัวส่งกลิ่นเหม็นขี้วัว วิ่งพรวดพราดเข้ามา
เมื่อแน่ใจตำแหน่งของท่านย่าแล้ว ก็พุ่งตัวเข้าหาท่านย่าทันที
“ท่านย่า พวกเขาบอกว่าข้าตัวเหม็น”
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานชายคนที่ห้าตัวเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว ตา กระตุกเล็กน้อย ร่างกายตอบสนองเร็วกว่าสมอง กระโดดขึ้นไปบนแคร่ทันที
“ลิ่งผิง เจ้ายืนอยู่ตรงนั้นนะ!”
ส่วนฉินเยาเยาก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอะไรคือพลังระเบิด ดิ้นรนใช้แขนขาปีนขึ้นไปในแคร่
นี่คือพี่ชายของนางหรือ? แน่ใจหรือว่าแค่โดนขี้วัวกระเด็นใส่หน้า?
เห็นเพียงฉินลิ่งผิงที่ตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยขี้วัวสีดำ แม้แต่บนศีรษะก็มีก้อนหนึ่ง
มัน…มันยังหยดลงมาตามใบหน้าอีก!
ข้าขอเปลี่ยนพี่ชายคนใหม่ได้หรือไม่?
“ท่านย่า ท่านก็รังเกียจข้าด้วยหรือ ฮือๆ ทุกคนเกลียดข้ากันหมดแล้ว”
ฉินลิ่งผิงนอนกลิ้งไปมาบนพื้น สิ่งที่ติดตัวเขาเปรอะเปื้อนไปทั่ว
ฉินเยาเยาหลบอยู่บนแคร่ แต่ยังไม่วายโดนกระเด็นใส่ก้อนหนึ่ง
จากนั้นก้อนนั้นก็ไหลลงมาตามใบหน้าเนียนนุ่มของฉินเยาเยา มาหยุดที่ริมฝีปากของนาง
ฉินเยาเยาชะงัก จมูกของนางพลันเต็มไปด้วยกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์นั้น
นี่นางกินขี้วัวเข้าไปแล้วหรือ?!
เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ ฉินเยาเยาอ้าปากกำลังจะร้องไห้
แต่ใครจะคาดคิดว่าเพราะนางอ้าปาก สิ่งเดิมทีตกอยู่ที่ริมฝีปากของนางก็พลันร่วงเข้าไปในปากของนาง
คราวนี้ฉินเยาเยาร้องไห้อย่างหนัก ทั้งร้องไห้ทั้งอาเจียน
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวร้องไห้ จึงรีบเข้าไปอุ้มนางขึ้นมาปลอบ
แต่ก็เพราะแม่เฒ่าฉินอุ้มนางขึ้นมาอย่างกะทันหัน สิ่งที่นางกำลังจะอาเจียนออกมาจากปากก็กลับเข้าไปอีกครั้ง
คราวนี้ฉินเยาเยาร้องไห้อย่างสุดแสนเศร้า ใครปลอบก็ไม่ได้ผล
แม่เฒ่าฉินเห็นสีดำในปากของหลานสาวอย่างชัดเจน สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนเป็นบรรยายไม่ถูก
นางยื่นมือไปหมายจะเขี่ยมันออกมา แต่กลับพบว่ามันละลายกับน้ำลายไปแล้ว เขี่ยออกไม่ได้
นางได้แต่คว้าผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ข้างๆ มาเช็ดในปากของหลานสาว
แต่ถึงแม้จะทำเช่นนั้น ฉินเยาเยาก็รู้สึกว่าตนเองกลืนมันเข้าไปบ้างแล้ว
นางรู้สึกว่าตนเองสกปรกมาก
เมื่อเห็นว่าหลานสาวปลอบเท่าไหร่ก็ไม่หยุด อีกทั้งยังเห็นลิ่งผิงนอนอยู่บนพื้นไม่ยอมลุกขึ้น นางจึงตวาดลั่น
“เหล่าซื่อ รีบมาหาข้าเดี๋ยวนี้!”
เมื่อฉินเหล่าซื่อได้ยินเขาคิดว่าท่านแม่คงเกิดเรื่องอะไรขึ้น จึงรีบสวมเสื้อผ้าแล้ววิ่งไปที่ห้องของท่านแม่ทันที
พอเข้าประตูมาก็ถูกกลิ่นนั้นบีบให้ถอยหลัง
เขาจึงดึงภรรยาไว้แล้วยืนอยู่นอกประตู เอามือปิดจมูกแล้วร้องถามว่า “ท่านแม่ ทำไมท่านถ่ายอุจจาระบนเตียงเล่า?”
เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชายโง่ นางโกรธจนตาลาย เกือบจะเป็นลมไป
ส่วนฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานพร้อมภรรยา เมื่อได้ยินเสียงตวาดของท่านแม่ก็รีบวิ่งมาเช่นกัน
พวกเขาได้ยินเสียงแล้วก็คิดว่า ท่านแม่คงเกิดเรื่องอะไรขึ้น
พวกเขาก็ได้ยินประโยคนั้นของฉินเหล่าซื่อเช่นกัน
ฉินเหล่าเอ้อร์กำลังเปิดปากด่าฉินเหล่าซื่อ
จากนั้นเมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ก็ได้กลิ่นอุจจาระเข้าจมูก คำพูดที่เตรียมไว้จึงถูกกลืนกลับลงท้องไป สีหน้าของเขาบ่งบอกถึงความยากลำบากในการพูดขณะมองประตู
หรือว่าท่านแม่ต้องการให้ฉินเหล่าซื่อมาจัดการกับอุจจาระกองนี้?
ต้องยอมรับว่าฉินเหล่าเอ้อร์เดาถูก
ไม่ใช่จัดการกับท่านแม่ แต่จัดการกับลูกชายของเขาเอง
“เหล่าซื่อ เจ้ารีบเข้ามาที่นี่เดี๋ยวนี้!”
ฉินเหล่าซื่อลังเลครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก “ท่านแม่ ข้าไม่สะดวก ให้ซิ่วอิงกับพี่สะใภ้สามเข้าไปช่วยท่านดีกว่า”
แม่เฒ่าฉินด่าด้วยความโกรธ “พูดอะไรโง่ๆ รีบเข้ามาเดี๋ยวนี้ แล้วลากลูกชายของเจ้าออกไปด้วย!”
“เดี๋ยวนี้! ทันที!”
ฉินเหล่าซื่อจึงได้ยินเสียงคนอื่นด้วย กำลังจะเข้าไป ฉินลิ่งอันที่อยู่ด้านหลังก็วิ่งเข้ามา เห็นบิดามารดาและลุงป้าของตนอยู่ที่นั่น จึงตะโกนขึ้นทันที
“ท่านพ่อ ท่านเห็นพี่ลิ่งผิงบ้างหรือไม่? ข้าได้ยินว่าเขาโดนขี้วัวกระเด็นใส่หน้า”
ฉินเหล่าซื่อ “…?”
อะไรกัน?
เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย ฉินเหล่าซื่อชะงักไปครู่หนึ่ง
ไม่ถูกต้อง รอก่อน
ลิ่งผิงโดนขี้วัวกระเด็นใส่หน้างั้นหรือ?
กลิ่นที่โชยออกมาจากห้องของท่านแม่ คือกลิ่นขี้วัวจากลิ่งผิงงั้นหรือ?
คิดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของฉินเหล่าซื่อก็เปลี่ยนไปในทันที
เขาถึงกับมีความรู้สึกอยากจะหนีไปเสียเลย
“รีบเข้ามาเดี๋ยวนี้!”
แม่เฒ่าฉินเห็นลูกชายยังไม่ยอมเข้ามา จึงโกรธจนตะโกนเสียงดัง
ฉินเหล่าซื่อได้ยินเสียงตะโกนของมารดา จึงจำใจต้องเข้าไปด้านใน
แต่เขาก็ไม่ได้เข้าไปคนเดียว
เขาฉวยโอกาสลากฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานเข้าไปด้วย
พี่น้องกันนั้น มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน โดนด่าก็ต้องโดนด้วยกัน มีกลิ่นเหม็นก็ต้องดมด้วยกัน
ฉินเหล่าซื่อเพิ่งก้าวเข้าประตู ก็เห็นคนที่เต็มไปด้วยขี้วัวนอนแผ่อยู่บนพื้น
รอบๆพื้นขาโต๊ะขอบเตียง มีขี้วัวสีดำเกลื่อนกลาด
บนแคร่ ลูกสาวของเขายังคงสะอื้นไห้อยู่
สวี่ซิ่วอิงเห็นลูกชายที่นอนอยู่บนพื้น ความคิดในใจของนางตรงกับฉินเยาเยาอย่างน่าประหลาด
นางจะเปลี่ยนลูกชายคนใหม่ได้หรือไม่?
“เล่อเหนียง เกิดอะไรขึ้น?”
เมื่อเห็นลูกสาวของตนร้องไห้ ฉินเหล่าซื่อจึงเขย่งเท้า ระมัดระวังก้าวข้ามกองขี้วัวสีดำเหล่านั้น แล้วเดินมาที่ขอบเตียง ยื่นมือออกไปเพื่อจะอุ้มลูกสาว
ทันใดนั้นคำพูดของแม่เฒ่าฉินทำให้เขาชะงักงัน
“ลิ่งผิงดิ้นจนขี้วัวกระเด็นเข้าปากนาง!”
บทที่ 79: ฉินลิ่งอันผู้น่าสงสาร
“เจ้ายังยืนเหม่ออยู่ทำไม? รีบจับลูกชายของเจ้าออกไปเดี๋ยวนี้!”
แม่เฒ่าฉินเห็นลูกชายยังคงยืนงงอยู่ จึงเตะเขาไปหนึ่งที
ฉินเหล่าซื่อได้สติกลับมา มองดูลูกชายที่นอนอยู่บนพื้นอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร สีหน้าเขาแสดงความลำบากใจ
เขาควรจะหากระสอบมาคลุมแล้วลากออกไปดีหรือไม่?
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกความคิดนั้น แล้วจับคอเสื้อของฉินลิ่งผิงลากเขาไปยังห้อง
สือไห่ถังรีบเดินเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมน้ำให้ลิ่งผิง
“ซิ่วอิง เจ้ามาให้เล่อเหนียงกินนมเพื่อให้นางสงบลงหน่อย”
สวี่ซิ่วอิงรีบเข้าไปอุ้มเล่อเหนียงเข้าไปในห้อง แล้วแหวกเสื้อป้อนนมเข้าปากนาง
ฉินเยาเยารู้สึกคลื่นไส้จนไม่อยากกินอะไรเลย แต่ก็ยังอดไม่ได้กับกลิ่นหอมของน้ำนม นางกินไปพลางอาเจียนไปพลาง กินสองอึกแล้วอาเจียนหนึ่งอึก
เรื่องนี้ทำให้สวี่ซิ่วอิงรู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก นางลูบหลังเล่อเหนียงเบาๆ พลางปลอบโยนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ในใจก็แอบบ่นลูกชาย
ไม่มีอะไรทำหรือไร ถึงได้ไประเบิดขี้วัว
หลังจากกล่อมเล่อเหนียงให้หลับแล้ว สวี่ซิ่วอิงยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ
นางคว้าไม้ปัดขนไก่ออกไปตามหาฉินลิ่งผิง กะจะตีสั่งสอนเขา
ฉินลิ่งอันที่กำลังปั้นตุ๊กตาหิมะอยู่ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ก็ถูกมารดาตีอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จึงร้องไห้โฮออกมา
เขายิ่งร้องไห้ สวี่ซิ่วอิงก็ยิ่งตีหนักขึ้น
“ข้าจะสอนเจ้าให้รู้ว่าอย่าไประเบิดขี้วัวอีก เจ้าระเบิดไปแล้วก็แล้วไป แต่ยังเอาขี้วัวไปสาดใส่น้องสาวอีก”
ฉินลิ่งอันรู้สึกงุนงง เขาไม่ได้ออกไปไหนเลย เหตุใดถึงบอกว่าเขาระเบิดขี้วัว?
คนที่ระเบิดขี้วัวคือพี่ลิ่งผิงต่างหาก
“เจ้าจะทำอีกหรือไม่ เจ้าจะทำอีกหรือไม่”
สวี่ซิ่วอิงตีไปถามไปด้วยความโกรธ
“โอ๊ย ข้าไม่ได้ระเบิดขี้วัว ไม่ใช่ข้า!”
ฉินลิ่งอันที่น่าสงสาร โดนไม้ปัดขนไก่ของมารดาตีจนร้องไห้กระโดดโหยงไปมา ปากก็ยังไม่ลืมแก้ตัวให้ตัวเอง
สวี่ซิ่วอิงเห็นฉินลิ่งอันยังดื้อดึง จึงยิ่งตีแรงขึ้น
พอหันไปเห็นฉินลิ่งผิงที่มีหน้าตาเหมือนฉินลิ่งอันไม่มีผิดยืนอยู่บนบันได
ฉินลิ่งผิงเอียงคอถามอย่างงุนงง “ลิ่งอัน เจ้าก็ไประเบิดขี้วัวด้วยหรือ? สนุกใช่หรือไม่?”“
สวี่ซิ่วอิงมองลูกชายที่กำลังร้องไห้โฮอยู่ข้างมือ แล้วมองลูกชายที่ยืนอยู่บนบันได พร้อมกับคำพูดของลูกชาย หัวใจนางก็กระตุก
รีบดึงลูกชายที่อยู่ข้างมือมาดูหลังหู
เห็นว่าลูกชายที่อยู่ข้างมือมีไฝแดงเท่าเมล็ดข้าวอยู่หลังหู
ฉินลิ่งผิงไม่มีไฝแดงหลังหู ฉินลิ่งอันมีไฝแดงหลังหู
ดังนั้นตอนนี้นางจึงกำลังตีฉินลิ่งอัน!
เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ สวี่ซิ่วอิงก็รู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ
นางเป็นมารดา จะสับสนลูกทั้งสองได้อย่างไรกัน?
ดังนั้นนางจึงหันหลังกลับ เดินขึ้นบันได ยื่นมือดึงตัวฉินลิ่งผิงที่กำลังงุนงงเข้ามา แล้วยกไม้ปัดขนไก่ขึ้นฟาดอย่างแรง
เจ้าลูกคนนี้แหละ ที่ไประเบิดขี้วัวจนเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว แถมยังกระเด็นเข้าปากน้องสาวอีก
ที่สำคัญคือ นางจำคนผิด ไปตีฉินลิ่งอันที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเสียยกใหญ่
อีกด้านหนึ่ง ฉินเยาเยาที่อยู่ในความฝัน จู่ๆ ก็เห็นท่านย่าของนาง
นางตื่นเต้นวิ่งเข้าไปกอดขาท่านย่าไว้แน่น
ท่านย่าของนางยิ้มตาหยีอุ้มนางขึ้นมา แล้วหยิบชามใบหนึ่งมา ป้อนของข้างในใส่ปากฉินเยาเยา
ฉินเยาเยามองดูแวบหนึ่ง แล้วก็อาเจียนออกมาทันที
สิ่งดำมืดนั้น ที่แท้ก็คือขี้วัวนั่นเอง!
นางตกใจจนสะบัดหลุดจากอ้อมกอดของท่านย่า แล้วรีบคลานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
หลังจากผ่านไปสักพัก นางก็เห็นท่านแม่
นางรีบคลานเข้าไปหา ส่งเสียงอ้อแอ้ฟ้องท่านแม่ว่าท่านย่าป้อนขี้วัวให้นาง
สวี่ซิ่วอิงแสร้งด่าไปสองสามคำ แม่เฒ่าฉินยกชามขึ้นมา ป้อนของให้นางกิน
ฉินเยาเยามองสวี่ซิ่วอิงอย่างสงสัย ของในชามดำมืด ไม่ใช่ขี้วัวหรอกหรือ?
ฉินเยาเยาตกใจมาก รีบดิ้นหลุดจากอ้อมกอดของท่านแม่ แล้วคลานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็เห็นท่านพ่อ นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็คลานไปหาท่านพ่อ
ความคิดของนางเรียบง่าย ท่านพ่อคงไม่ป้อนอะไรให้นางกินหรอก
แต่ใครจะคิด พอท่านพ่อเห็นนาง ก็คว้าก้อนอะไรบางอย่างออกมาจากถังน้ำ แล้วไล่ตามนางเพื่อป้อนให้กิน
ฉินเยาเยาตกใจจนงงงันไปเลย นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
แคว้นต้าหนิงเปลี่ยนไปกินขี้วัวแล้วหรือ?
แล้วนางก็เห็นพี่ชายคนโต พี่ชายคนรอง อาฮั่นหลิน ปู่หลี่อัน และคนอื่นๆ ทั้งหมดถือขี้วัวไล่ตามนางมาเพื่อป้อน!
เล่อเหนียงผู้น่าสงสารทั้งคลานทั้งร้อง พยายามใช้ทั้งมือและเท้า แต่ก็ถูกพวกเขาไล่ตามทันอย่างรวดเร็ว โดนท่านพ่อกับท่านแม่กดมือนางไว้ ไม่ให้ขยับ ส่วนท่านย่าก็ย่อตัวลงตรงหน้านางแล้วเทขี้วัวใส่ปากนาง
ฉินเยาเยาดิ้นรนสุดกำลัง แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นได้ ได้แต่ลืมตาดูท่านย่าเทขี้วัวเข้าปากนางอย่างช่วยไม่ได้
“ท่านพี่หลี่ ทำไมเล่อเหนียงยังไม่ฟื้นอีกล่ะ?” แม่เฒ่าฉินถามอย่างร้อนใจ
ครึ่งวันก่อน นางได้ยินสวี่ซิ่วอิงกำลังตีลูก นางก็ไม่ได้ห้ามอะไร แถมยังส่งสายตาเห็นด้วยให้อีก
หลังจากนั้นนางก็เดินเข้าไปในห้อง อยากดูว่าเล่อเหนียงตื่นหรือยัง
แต่ไม่คาดคิดว่า เมื่อมองดูแล้วเกือบจะทำให้นางตกใจ
เห็นเพียงเล่อเหนียงนอนอยู่บนเตียง มือและเท้ากระตุกไม่หยุด หน้าผากมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นมา ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรก็ไม่ตื่น
นางรีบให้คนไปเรียกหลี่อันมา
เมื่อหลี่อันมาดู จึงพบว่าเล่อเหนียงยังคงฝันร้ายอยู่ จึงให้ยาช่วยให้จิตใจสงบ
แต่เมื่อครู่แม่เฒ่าฉินพยายามป้อนยาให้เล่อเหนียง ก็ไม่สามารถป้อนเข้าไปได้
ปลุกก็ไม่ตื่น นางพยายามตบฝ่าเท้าของเล่อเหนียงอย่างแรงก็ไม่ได้ผล
สถานการณ์นี้ทำให้แม่เฒ่าฉินตกใจจนร้องไห้ออกมา ตอนที่หนีภัยแล้งมาก่อนหน้านี้ เล่อเหนียงก็เป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรก็ไม่ตื่น
“ตามหลักแล้วควรจะตื่นนะ อาการของนางเป็นแค่ฝันร้ายเท่านั้น”
หลี่อันก็คิดไม่ตกเช่นกัน เขาหยิบเข็มเงินออกมา แล้วพูดกับแม่เฒ่าฉินว่า
“หรือว่าข้าจะลองฝังเข็มให้นางดู?”
แม่เฒ่าฉินไม่ยอม นางไม่อาจทนเห็นหลานสาวถูกเจาะรูบนร่างกายได้
ส่วนสวี่ซิ่วอิงที่อยู่ข้างๆ ก็กำลังเช็ดน้ำตา นางรู้สึกผิดในใจอย่างมาก หากนางไม่วางเล่อเหนียงไว้ที่นี่แล้วออกไปตีลูกชาย นางก็คงจะสังเกตเห็นอาการผิดปกติได้เร็วกว่านี้ ไม่ต้องปล่อยให้ลากยาวมาจนถึงตอนนี้
หลี่อันจับชีพจรของเล่อเหนียงอีกครั้ง ชีพจรของนางยังคงเต้น ซึ่งเป็นอาการทั่วไปของคนที่ถูกฝันร้าย
พูดตามตรง เขาก็ไม่อยากฝังเข็มบนตัวเล่อเหนียง นางยังเด็กเกินไป เขากลัวว่าจะฝังเข็มผิดพลาด อีกทั้งเขาก็ไม่แน่ใจว่าการฝังเข็มจะปลุกนางให้ตื่นได้หรือไม่
ดังนั้นเขาจึงพูดกับแม่เฒ่าฉินว่า “สถานการณ์แบบนี้น่าจะเป็นการติดอยู่ในความฝัน ชาวบ้านมีวิธีหนึ่งเรียกว่าการเรียกขวัญ บางทีเราอาจจะลองใช้วิธีนั้นดู”
ตอนนี้แม่เฒ่าฉินตกใจจนสติแตกแล้ว หลี่อันพูดอะไรนางก็ทำตามนั้น
เขาบอกให้ไปหาหมอผีมาเรียกขวัญให้เล่อเหนียง นางก็วิ่งออกไปทันที แม้แต่เสื้อคลุมก็ไม่ได้หยิบติดตัวไป
ระหว่างทางนางเจอกับป้าหวังที่กำลังเดินเล่น เมื่อได้ยินว่านางกำลังจะไปหาหมอผีมาเรียกขวัญให้หลานสาว ป้าหวังก็รีบดึงนางไว้แล้วพูดว่า
“ห่างออกไปยี่สิบลี้มีหมอผีตาบอดที่เก่งกาจมาก!”
บทที่ 80: ตระกูลฉินโกรธแค้น
“หนูน้อยผู้นี้ติดอยู่ในความฝัน ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ก็จะหายดี”
หมอผีตาบอดมองดวงตาของเล่อเหนียงก่อน แล้วแกล้งทำเป็นบีบมือและเท้าของนาง จากนั้นหยิบยันต์ออกมา ใช้นิ้วสองนิ้วหนีบไว้ แล้วหมุนวนรอบร่างของฉินเยาเยาสามรอบ
นางยกชามน้ำขึ้นจิบหนึ่งอึก แล้วพ่นใส่ตัวฉินเยาเยา
การกระทำเช่นนี้ทำให้ฉินเหล่าซื่อแทบจะทนไม่ไหวอยากจะเข้าไปต่อยนางเสีย
“เผายันต์นี้ แล้วผสมขี้เถ้ากับปัสสาวะเด็กชาย จากนั้นให้นางดื่มน้ำนี้ ดื่มแล้วก็จะหายดี” หมอผีพูดพึมพำอย่างลึกลับ
“พูดบ้าอะไรของเจ้า ให้ลูกสาวข้าดื่มปัสสาวะ ทำไมเจ้าไม่ดื่มเองเล่า?” ฉินเหล่าซื่อโกรธจัดจนทนไม่ไหวด่าออกมา
หากไม่ใช่เพราะฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานคอยรั้งตัวเขาไว้แน่น เขาคงจะเข้าไปลงมือกับหมอผีแล้ว
เขาไม่เห็นด้วยกับการเชิญหมอผีหรือคนทรงเจ้าอะไรพวกนี้มา แต่จะทำอย่างไรได้ มารดาของเขาตื่นตระหนกจนสิ้นความสามารถในการคิด พอได้ยินคำพูดของหลี่อัน นางก็วิ่งออกไปโดยที่เขาก็เรียกไม่ทัน
ในความคิดของเขา หมอผีหรือคนทรงเจ้าพวกนี้ล้วนแต่เป็นพวกหลอกลวง โดยเฉพาะหลอกคนแก่
เมื่อครู่ตอนที่มารดาของเขาไปเชิญหมอผีมา ยังไม่ทันออกจากประตูก็เรียกเก็บเงินสองตำลึงแล้ว ยันต์แผ่นหนึ่งยังต้องใช้เงินสามตำลึง แต่ถ้าสามารถปลุกลูกสาวของเขาให้ตื่นได้ ทั้งหมดนี้ก็ไม่นับเป็นอะไร ถือว่าเป็นการสะสมบุญให้เล่อเหนียงก็แล้วกัน
แต่ตอนนี้กลับจะให้ลูกสาวของเขาดื่มปัสสาวะ นี่ทนไม่ได้เด็ดขาด!
ไม่เพียงแต่ ฉินเหล่าซื่อเท่านั้นคนอื่นๆ ก็จ้องมองนางด้วยความโกรธเช่นกัน การดื่มน้ำมนต์หรือน้ำศักดิ์สิทธิ์พวกเขาพอเข้าใจได้ แต่พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าต้องใช้ปัสสาวะมาผสมกับน้ำมนต์ด้วย
“เจ้าคิดจะทำอะไร? ข้าบอกเจ้าไว้ อาจารย์ใหญ่ของข้าอยู่เหนือหัวข้า หากเจ้ากล้าไม่เคารพศิษย์หลานของท่าน ระวังท่านจะลงโทษเจ้าด้วยการลงทัณฑ์จากสวรรค์” หมอผีตาบอดถอยหลังไปสองสามก้าว แล้วพูดขู่
“งั้นเจ้าก็ให้เขามาสิ ให้เขามาฟาดข้า ข้าบอกเจ้าไว้เลยนะ ถ้าฟาดข้าไม่ตาย ข้าจะเปิดกะโหลกหัวเจ้า!”
ฉินเหล่าซื่อพยายามดิ้นรนสุดแรงเพื่อหลุดจากการจับของฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซาน พลางด่าทออย่างโกรธเกรี้ยว
“ข้าบอกเจ้าไว้ การกระทำเช่นนี้ของเจ้าเป็นการไม่เคารพอาจารย์ใหญ่อย่างร้ายแรง หากเจ้าไม่อยากให้ครอบครัวของเจ้าต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วย ก็จงบริจาคเงินยี่สิบตำลึงเป็นค่าธูปเทียน ข้าจะช่วยขอขมาอาจารย์ใหญ่แทนเจ้า ให้ท่านอภัยโทษให้เจ้า”
แม่เฒ่าตาบอดนึกถึงจุดประสงค์ที่มาในวันนี้ จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลาย
“เจ้าพูดเหลวไหล คิดจะให้ลูกสาวข้าดื่มปัสสาวะ แล้วยังจะให้ข้าจ่ายเงินให้เจ้าอีก สวรรค์จะฟาดฟันเจ้าคนแรกแน่ นังแก่บ้า”
“ระวังปากเจ้าหน่อย...”
“พอได้แล้ว!”
แม่เฒ่าฉินตะโกนเสียงดัง ทำให้บรรยากาศเงียบลงทันที
“แม่หมอ วิธีที่ท่านบอกใช้ได้ผลจริงหรือ?” แม่เฒ่าฉินถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
แม่เฒ่าตาบอดตอบว่า “แน่นอน วิธีของข้าช่วยชีวิตผู้คนมามากมายนักแล้ว”
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า แล้วจูงมือฉินลิ่งผิงกับฉินลิ่ง อันเดินออกไป
คนในตระกูลฉินคนอื่นๆ ต่างมองไม่เข้าใจการกระทำของแม่เฒ่าฉิน
นางพาเด็กน้อยสองคนออกไปทำไมกัน?
หรือว่านางจะใช้วิธีของหมอผีคนนั้นจริงๆ?
ไม่นาน แม่เฒ่าฉินก็กลับเข้ามา ในมือถือชามของเหลวสีเหลือง
เมื่อเห็นของในชามและได้กลิ่นที่โชยเข้าจมูก สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปในทันที
ฉินเหล่าซื่อถึงกับอยากจะเข้าไปคว่ำชามนั้นทิ้ง แต่ก็ถูกแม่เฒ่าฉินจ้องตาขวาง
หมอผีนั่นเห็นของที่แม่เฒ่าฉินถือเข้ามาก็ยิ้มอย่างพอใจพลางกล่าวว่า
“ท่านผู้มีจิตศรัทธา ยันต์แผ่นนี้ข้าใช้เวลาครึ่งปีในการสร้าง ราคาจึงไม่ถูกเลยนะ”
แม่เฒ่าฉินหัวเราะเบาๆ “ท่านวางใจได้ ถ้ายันต์นี้ใช้ได้ผล ข้าจะบริจาคเงินทำบุญห้าสิบตำลึง”
“ท่านแม่...”
ฉินเหล่าซื่อร้องเรียกอย่างร้อนใจ
ไม่จริงกระมัง?
มารดาของเขาจะให้เล่อเหนียงดื่มสิ่งนี้จริงๆหรือ?
แม่เฒ่าฉินส่งสายตาให้เขาอย่างมั่นใจ
“ท่านแม่หมอ เมื่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ คงสามารถรักษาโรคภัยได้มากมาย ใช่หรือไม่?”
แม่เฒ่าฉินถามด้วยสีหน้าเลื่อมใสศรัทธา
หญิงชราผู้นั้นตอบอย่างภาคภูมิใจ “แน่นอน น้ำศักดิ์สิทธิ์ของข้าสามารถรักษาได้ทุกโรค แม้แต่คนที่ใกล้ตาย ตราบใดที่ยังหายใจอยู่ ก็สามารถช่วยชีวิตไว้ได้”
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ยิ้มน้อยๆ แล้วกล่าวว่า “เช่นนั้น ขอเชิญแม่หมอดื่มก่อนเถิด จะได้รักษาโรคตาของท่านด้วย!”
แม่เฒ่าฉินเพียงแค่ร้อนใจเกินไป นางไม่ได้โง่ เมื่อได้สติกลับมาก็ไม่มีทางปล่อยนางไปง่ายๆ
ทุกคนจึงเข้าใจความหมายของแม่เฒ่าฉิน และพากันกล่าวว่า
“ถูกต้อง ท่านแม่หมอดื่มก่อนเถิด ส่วนปัสสาวะเด็ก พวกเราไม่คิดเงินหรอก” สวี่ซิ่วอิงกล่าวเสริมอย่างเฉือดเฉือน
คิดจะให้ลูกสาวของนางดื่มปัสสาวะ หากไม่ถลกหนังสักชั้น อย่าหวังว่าจะได้ออกจากประตูไปได้
“รีบดื่มเร็ว อย่าทำให้ปัสสาวะของลูกชายข้าต้องสูญเปล่า!” ฉินเหล่าซื่อกล่าวอย่างดุดัน
“ไม่ๆ น้ำมนต์นี้ใช้ได้ผลกับเด็กเท่านั้น สำหรับคนแก่อย่างข้าที่ร่างกายครึ่งหนึ่งจะลงหลุมแล้ว ใช้ไม่ได้ผลหรอก” หมอผีปฏิเสธ
สีหน้าของหมอผีไม่อาจใช้คำว่าน่าเกลียดมาบรรยายได้อีกต่อไป นางไม่คิดว่าครอบครัวนี้จะฉลาดถึงเพียงนี้ เงินก้อนนี้ นางคงไม่ได้รับแล้ว
เท้าของนางค่อยๆเคลื่อนออก ทุกคนในครอบครัวนี้ล้วนมีท่าทางดุร้าย หากนางไม่รีบไป อาจต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ก็ได้
ที่จริงแล้ว นางไม่ได้ตาบอดเลย และนางก็รู้สึกโชคดีที่ไม่ได้ตาบอด
“ดื่มเดี๋ยวนี้!” แม่เฒ่าฉินตวาดเสียงเย็น พร้อมกับส่งสายตาให้ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานเข้าไปจับตัวนางไว้
แต่เดิมนางไม่เชื่อเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนั้นร้อนใจจนมืดบอด จึงไปเชิญหมอผีมา
นางคิดว่าหากแค่มาโอ้อวดหลอกเอาเงินไปบ้างก็คงไม่เป็นไร นางจะถือว่าซื้อบุญให้เล่อเหนียงก็แล้วกัน
แต่นางไม่คิดเลยว่า หมอผีใจโฉดนี้จะคิดให้หลานสาวนางดื่มปัสสาวะ
“ก็ได้ หากพวกเจ้าไม่เชื่อข้า ข้าจะพิสูจน์ให้พวกเจ้าดูเอง!”
หมอผีถอนหายใจ ยื่นมือหยิบชามนั่นขึ้นมา แล้วค่อยๆยกขึ้นจ่อปากท่ามกลางสายตาของครอบครัวฉิน
ทันใดนั้น นางก็ขว้างชามใส่ฉินเยาเยาที่นอนอยู่บนเตียงอย่างแรง แล้วหันหลังวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
“เล่อเหนียง!”
แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ต่างตกใจมองชามที่พุ่งเข้าหาเล่อเหนียง
พวกเขาอยากจะพุ่งเข้าไปช่วย แต่ก็สายเกินไปแล้ว
ฉินเยาเยาที่เพิ่งหลุดออกจากความฝัน พอลืมตาขึ้นก็เห็นชามใบหนึ่งพร้อมของเหลวบางอย่างพุ่งเข้าหานาง
ร่างกายของนางตอบสนองเร็วกว่าสมอง นางพลิกตัวหลบด้วยความเร็วสูงสุดในชีวิต
ทันใดนั้น ชามใบนั้นก็แตกกระจายข้างหูของนาง
ชามแตกเป็นสองซีก ของเหลวข้างในกระเด็นใส่หน้าของนาง
เกือบจะในทันที กลิ่นบางอย่างก็โชยเข้าจมูกของนาง ทำให้นางนึกถึงความฝันอันน่าสะพรึงกลัวนั้น
ฉินเยาเยาถูกกลิ่นเหม็นรุนแรงจนต้องคลานหนีและอาเจียนอย่างรุนแรง ภาพในความฝันและกลิ่นในความเป็นจริงผสมกัน ทำให้นางแทบตาย
“เล่อเหนียง!”
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวตื่นขึ้นมาทันเวลา หลบเลี่ยงได้ จึงรู้สึกโล่งอกไปชั่วขณะ
แต่ทันใดนั้นเอง หลานสาวสุดที่รักของนางก็ถูกกระตุ้นจนต้องคลานหนีและอาเจียนอย่างรุนแรง
เรื่องนี้ทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดใจมาก นางรีบเข้าไปอุ้มและปลอบโยนทันที
แต่ใครจะคิดว่า พอนางอุ้มฉินเยาเยาขึ้นมา นางก็พ่นนมออกมาทันที
จบตอน
Comments
Post a Comment