บทที่ 741: ข้าไม่ผิด
"เล่อเหนียง เจ้ารู้หรือไม่ ว่าข้าเกือบจะเอาตัวไม่รอดแล้ว!"
หงอวี่นึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่แล้วยังรู้สึกผวาไม่หาย ตอนได้ยินเสียงดังสนั่นดังขึ้น เขาก็รีบวิ่งหนีทันที แต่คนของไทเฮาก็เคลื่อนไหวเร็วเกินไป พวกเขาไล่ตามมาก่อนที่เขาจะเข้าไปในตำหนักเสียอีก
แต่โชคดีที่เมื่อครู่เขาอยู่นอกประตูคุยกับคนอื่นตลอด ดังนั้นคนพวกนั้นก็สามารถเป็นพยานให้เขาได้
กลุ่มคนเหล่านั้นเพียงแค่ค้นหาที่นี่รอบหนึ่งแล้วพบว่าไม่มีร่องรอยอะไร หลังจากนั้นพวกเขาก็จากไปด้วยสีหน้าสงสัย
พวกเขาคงแปลกใจทั้งๆที่ทิศทางของเสียงเกิดขึ้นตรงนี้เหตุใดจึงหาไม่พบสิ่งใดเลยเล่า ทั้งๆที่พวกเขามาถึงเร็วพอสมควร แต่พอค้นหากลับไม่พบร่องรอยใดๆเลย ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเข้าใจองค์รัชทายาทผิดไปจริงๆ
ครั้นไทเฮาพบว่าไม่เจอสิ่งใดก็โกรธขึ้นมาทันที ถูกต้อง ด้วยฝีมืออันเชี่ยวชาญของหมอหลวงสามารถช่วยชีวิตยายปีศาจเฒ่าจากประตูนรกได้อย่างง่ายดาย
"พวกเจ้าแน่ใจหรือว่าไม่พบร่องรอยใดๆที่นั่น" ไทเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา
ภายในวังหลวงแห่งนี้มีเพียงสองคนนั้นเท่านั้นที่ต้องการเอาชีวิตนาง นอกจากเด็กคนนั้นแล้ว ไม่มีผู้ใดกล้าลงมือกับนาง
หัวหน้าองครักษ์เงากล่าวหลังจากคุกเข่าลงกับพื้นและโขกศีรษะสองครั้ง
"ขอไทเฮาโปรดอภัยในความผิด กระหม่อมทำงานไม่สำเร็จ!"
"ข้าน้อยได้ติดตามทิศทางที่ส่งมาตามฤดูกาล ตามหาไปตลอดทาง แต่ก็ไม่พบตัวบุคคล พ่ะย่ะค่ะ"
"พวกกระหม่อมได้ค้นตำหนักและห้องบรรทมขององค์รัชทายาทแล้ว แต่ก็ไม่พบสิ่งใดน่าสงสัย อีกทั้งไม่มีร่องรอยการลงมือใดๆจากองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ!"
"พวกเจ้าไปค้นอีกครั้ง ถ้าหากยังไม่พบ ข้าจะสั่งให้คนถลอกหนังพวกเจ้าทั้งเป็นแล้วโยนให้สุนัขกิน!"
ไทเฮาโกรธจนแทบเสียสติ อีกทั้งนางรู้สึกว่าต้นขาของนางไม่มีความรู้สึกใดๆแล้ว
"ฝ่าบาทบาดเจ็บที่เท้า ในระยะเวลานี้ไม่ควรลงเดินเป็นอันขาด มิเช่นนั้นอาจจะรักษาต้นขาไว้ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!" หมอหลวงชราคนหนึ่งกราบทูลด้วยความหวาดกลัว
ช่วงนี้ท่านหมอชราคนนี้แทบจะร้องไห้ออกมา เหตุใดวันนี้ต้องเป็นเวรของเขาด้วย ถ้าไม่ใช่เวรของเขา เรื่องนี้ก็คงไม่ตกมาอยู่ที่เขา ความจริงแล้วสิ่งที่เขาพูดเมื่อครู่นี้ก็แค่มีทำให้ดูครุมเครือเท่านั้น เพราะเขารู้ดีว่าขาของไทเฮานั้นคงไม่สามารถรักษาให้หายได้อย่างแน่นอน!
"หมอหลวงหวัง เจ้าจงบอกข้าตามตรง ขาของข้ายังมีโอกาสรักษาให้หายหรือไม่"
ไทเฮาทรงตรัสเสียงเย็น นางรู้ดีถึงสภาพขาของตัวเอง!
"ทูลฝ่าบาทฝ่าบาท สามารถรักษาให้หายได้พ่ะย่ะค่ะ เพียงแค่ต้องพักผ่อนอย่างสงบ รับรองว่าจะฟื้นคืนสภาพเดิมได้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!"
ไทเฮาแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ แล้วโบกมือให้เขาออกไป
ช่างเถิด ช่างเถิด ตอนนี้ปล่อยเขาไปก่อนเถอะ หากขาหายดี ค่อยเอาชีวิตเขาก็ยังไม่สาย!
หมอหลวงค่อยๆถอยหลังออกไปอย่างนอบน้อมหลังจากคำนับอยู่สองชั่วโมง เมื่อเขาเดินออกไป ขาของเขาอ่อนแรง จนเกือบจะล้มลงบนพื้น และเขารู้สึกว่าหลังของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแล้ว!
"พี่เจ็ด ท่านกลัวอะไรหรือ ข้าบอกกลัวแล้วไม่ใช่หรือว่าข้ามีพื้นที่มิติ หากเกิดเรื่องขึ้น ข้าสามารถหลบเข้าไปในพื้นที่มิติได้" เล่อเหนียงรู้สึกหมดคำ
"ตอนนี้ท่านไม่ต้องกังวลแล้ว แต่รีบไปดูไทเฮากับลุงอวิ๋นเถอะ!"
"ข้าจะซ่อนตัวในพื้นที่มิติ แล้วไปกับพวกท่านด้วย!"
หงอวี่รู้สึกประหลาดใจอย่างมาก เขาไม่คิดว่าหลังจากเด็กหญิงคนนี้ลงมือแล้ว นางยังอยากไปดูว่าคนผู้นั้นตายหรือไม่
แต่หลังจากหงอวี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็รีบเดินออกไปเพื่อหาท่านพ่อของเขา
เล่อเหนียงพูดถูก ในเมื่อวังหลวงมีความวุ่นวายใหญ่โตเช่นนี้ หากพวกเขาทั้งสองไม่ไปดูสักหน่อยก็คงจะดูไม่เหมาะสมจริงๆ
……......
"เจ้าวางใจได้ คนดีอายุสั้น คนชั่วอายุยืน อย่างข้าที่เป็นตัวร้ายนี่ต้องมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายปีแน่นอน ดังนั้นเจ้าก็เลิกคิดเรื่องนี้ไปได้เลย!"
อวิ๋นเจิ้งก็ชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นก็ฝืนพูดออกมาว่า
"เสด็จแม่ ท่านพูดเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร ลูกจะหวังให้ท่านตายได้อย่างไรกัน!"
อวิ๋นเจิ้งมองไทเฮาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม "เส็ดจแม่ก็รู้ว่าลูกยากจนมาก ท่านต้องมีชีวิตอยู่ให้ดีๆนะ ถ้าท่านจากไปโลกหลังความตายของท่านคงไม่ร่ำรวยเช่นนี้แน่!"
ไทเฮากัดฟันกรอดจ้องมองอวิ๋นเจิ้ง เขากล้าดีอย่างไรมาใช้เรื่องนี้ข่มขู่นาง
พึงรู้ไว้ว่าชีวิตคนเรามีเพียงหนึ่งเดียว นอกจากจะได้ลิ้มรสความมั่งคั่งและเกียรติยศในยามมีชีวิตแล้วก็ควรได้รับสิ่งเหล่านี้หลังความตายด้วย
ดังนั้นเรื่องหลังความตายจึงเป็นสิ่งที่นางให้ความสำคัญมาโดยตลอด สุสานของนางก็สร้างไว้อย่างหรูหราแล้ว
นางไม่คิดเลยว่าฮ่องเต้สุนัขผู้นี้จะกล้าเอาเรื่องนี้มาข่มขู่นาง
"อย่าเสียเวลาเลย ไม่ว่าข้าจะเป็นอย่างไรตอนมีชีวิตหรือหลังความตายก็ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องมากังวล ข้ามีคนคอยดูแลเรื่องพวกนี้ให้ข้าอยู่แล้ว!"
อวิ๋นเจิ้งได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างขึ้น "หากไม่ต้องการให้ลูกเป็นห่วง เช่นนั้นลูกก็จะได้อยู่อย่างสงบสุข!"
"แต่ลูกสงสัยจริงๆ ว่าเสด็จจะหาใครมาจัดการเรื่องหลังความตายของท่าน"
เสี่ยวชีไม่ได้พูดอะไร ได้แต่นั่งเงียบๆอยู่ข้างๆ มองพวกเขาทั้งสองคนโต้เถียงกัน
พูดให้ถูกต้องคือไม่ได้ทะเลาะกัน แค่พูดจาเสียดสีกันไปมาเท่านั้น เด็กน้อยมองแล้วก็เดาไม่ออกจึงลุกขึ้นคิดจะไปเดินเล่นสักหน่อย
"เสด็จย่า ข้ารู้สึกเบื่อๆ อยากเดินเล่นในตำหนักของท่านสักหน่อย ท่านคงไม่ว่าอะไรใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ" เสี่ยวชีพูดน้ำเสียงอ่อนหวาน
เสี่ยวชีเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าขวบแล้ว แต่ยังทำหน้าตลกเหมือนเด็กน้อย ทำให้ข้าโกรธจนอยากจะลุกขึ้นมาตีสักยก!
เด็กบ้านี่สมควรตาย เขาก็เหมือนกับปู่ของเขาไม่มีผิดเพี้ยน
"ได้ๆๆ แต่เจ้าอย่างเข้าไปในห้องนั้นล่ะ และอย่าปีนหน้าต่างหรือทำลายข้าวเป็นอันขาด!"
ตอนนี้มีเสียงสนับสนุนนางมากมาย นางก็ต้องยอมเสียเปรียบบ้าง
เมื่อได้รับอนุญาตแล้วหงอวี่ก็เริ่มเดินสำรวจในทันที เขาค้นหาหลายที่แต่ก็ไม่พบสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับวางยาพิษ
เสี่ยวชี เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจไปค่อยๆหาไปเถิด ต้องมีสักที่ที่สามารถวางได้แน่นอน!"
ความจริงแล้วเล่อเหนียงมีความคิดอยู่ในใจแล้ว เพียงแต่ความคิดนี้ทำร้ายเขาเกินไป จึงไม่กล้าพูดออกมา เพียงแค่เขาไม่ได้หน้าด้านขนาดนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่หน้าด้านเช่นกัน
"องค์รัชทายาทนี่คือแจกันหยก มันมีราคาแพงมาก ขอท่านอย่าได้แตะต้อง!"
เสี่ยวชีเพิ่งเดินเข้าไปมือยังไม่ทันได้แตะต้องอะไรเลยก็ถูกคนอื่นดูถูกเสียแล้ว!
บทที่ 742: ขายหมดเกลี้ยงทันที
"ของสิ่งนี้แพงมากเลยหรือ" หงอวี่โกรธขึ้นมาทันที
เขาเป็นถึงองค์รัชทายาท ย่าของเขาเป็นถึงไทเฮา เขาจะแตะต้องของของนางไม่ได้เชียวหรือ
สาวใช้คนนั้นมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี แต่เดิมนางแค่ทำตามคำสั่งของไทเฮาให้ขัดขวางองค์รัชทายาท ทำให้องค์รัชทายาทขายหน้า ใครจะรู้ว่าองค์รัชทายาทจะแข็งกร้าวถึงเพียงนี้
ถึงกับไม่สนใจไทเฮาแล้วตะโกนออกมาเช่นนี้
ไทเฮาได้ยินเสียงจากด้านใน สีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที ก่อนจะปรับสีหน้าให้อ่อนโยนดังเดิม
"เสี่ยวชิง ไม่ต้องไปขัดขวางองค์รัชทายาทหรอก"
ไทเฮายิ้มพลางกล่าวว่า "แม้ว่าแจกันใบนั้นจะมีค่ามากและเป็นของที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ข้า แต่หากองค์รัชทายาทต้องการก็ปล่อยให้เขาเอาไปเถิด อย่างไรเสียสิ่งของเหล่านี้ก็ต้องเป็นของเขาในที่สุด"
ไทเฮาทำท่าเป็นคนเข้าถึงง่าย แต่ในใจของเสี่ยวชีและอวิ๋นเจิ้งกลับเข้าใจดีว่าภายใต้ใบหน้าที่อ่อนโยนนั้นซ่อนความดุร้ายโหดเหี้ยมไว้มากเพียงใด!
"ได้ยินหรือไม่ ท่านย่าของข้าก็เอ่ยแล้ว สิ่งของเหล่านี้ต้องเป็นของข้าในที่สุด เจ้าเป็นแค่ทาสต่ำช้า มีสิทธิ์ใดมาขัดขวางข้า"
หงอวี่ได้ยินไทเฮาที่เป็นดั่งปีศาจร้ายกล่าวว่าแจกันดอกไม้แก้วนี้เป็นของที่แม่ของนางมอบให้เป็น ทันใดนั้นเขาก็ทำเป็นพลั้งมือทำของชิ้นนั้นตก
"กระหม่อมขออภัยด้วย เสด็จย่า ข้าทำแจกันของท่านแตกเสียแล้ว"
หงอวี่กล่าวด้วยสีหน้าเสียใจ "ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของนางทาสต่ำช้าผู้นี้ หากไม่ใช่เพราะนางทาสต่ำช้าผู้นี้ขัดขวางกระหม่อม กระหม่อมก็คงไม่พลาดทำแจกันใบนี้แตก"
"ท่านย่า ท่านต้องตัดสินเรื่องนี้แทนกระหม่อม!" หงอวี่ร้องไห้โฮราวกับผีร้องหมาหอนพลางทรุดตัวลงต่อหน้าไทเฮา
"ท่านย่า ท่านจะต้องหาความยุติธรรมให้กระหม่อมใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"
ไทเฮาใบหน้าบิดเบี้ยว แต่ก็ต้องแสร้งทำเป็นอ่อนโยนและใจกว้าง
"หลานชายของข้าซุกซนยิ่งนัก แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด ข้าจะลงโทษเจ้าเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ได้อย่างไรกัน"
แม้ใบหน้าของไทเฮาจะเรียบนิ่งราวไม่เปลี่ยนแปลง แต่มือบนผ้าห่มกลับกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน แม้ว่าเล็บจะจิกเข้าไปในเนื้อ นางก็ยังไม่รู้สึกเจ็บเลย!
หงอวี่เอ่ยด้วยใบหน้าไร้เดียงสาว่า "เช่นนั้นกระหม่อมเดินเล่นต่อนะเสด็จย่า ที่นี่มีของสวยงามมากมาย กระหม่อมไม่เคยเห็นมาก่อนเลย หากกระหม่อมเห็นสิ่งใดถูกใจ ท่านจะให้กระหม่อมสักสองชิ้นได้หรือไม่"
อวิ๋นเจิ้งมองดูลูกชายที่ดูราวกับถูกผีเข้าสิง หัวใจของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เด็กคนนี้กำลังทำอะไรอยู่กันแน่ แม้ว่ามันจะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ควรรนหาที่ตายเช่นนีหรือเปล่า
"เสี่ยวอวี่ เจ้าระวังหน่อยนะ ของบางมีคม อย่าทำให้มือตัวเองได้รับบาดเชียวล่ะ"
แม้ว่านางจะรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ แต่บนใบหน้ากลับฝืนยิ้มเตือนเขาเช่นนั้น
"รับทรายพ่ะย่ะค่ะ ข้าจะระวังแน่นอน และจะไม่ทำให้ตนเองได้รับบาดเจ็ด"
หงอวี่ ตอบไปอย่างขอไปที ความจริงแล้วตอนที่ทุบแจกันดอกไม้ใบนั้น หัวใจของเขาก็สั่นไหวเช่นกัน แต่เขาไม่มีทางเลือก มันเป็นสิ่งที่เล่อเหนียงสั่งให้เขาทำลาย ยิ่งสร้างความวุ่นวายมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ตราบใดที่สายตาของทุกคนจับจ้องอยู่ที่เขา พวกเขาก็จะไม่สังเกตเห็นนาง เขาจำเป็นต้องออกไป หากไม่ออกไปก็ไม่รู้ว่าจะรับมือกับยายแก่คนนี้อย่างไร
"เสี่ยวอวี่ เจ้าเพิ่งกลับมาจากข้างนอก มีของบางอย่างที่มีค่ามาก แต่เจ้าไม่รู้ถึงคุณค่าของมัน ข้าไม่โทษเจ้าหรอก เพราะทั้งหมดนี้เป็นความผิดของข้าที่ติดค้างเจ้า แต่ข้าอยากให้เจ้าระมัดระวังสักหน่อย หากเผลอทำลายสิ่งของที่ไทเฮาของเจ้าโปรดปรานเข้า นางคงจะเสียใจจนนอนไม่หลับแน่"
แม้ว่าอวิ๋นเจิ้ง จะดูเหมือนกำลังเตือนหงอวี่ไม่ให้ทำเสียงดังรบกวน แต่ในความเป็นจริงแล้วเขากำลังตำหนิว่าไทเฮาลงมือรุนแรงเกินไป หากไม่ใช่เพราะการบีบบังคับของนาง เสี่ยวอวี่คงไม่ต้องระหกระเหินไปอยู่ข้างนอก
สำหรับพฤติกรรมของเสี่ยวอวี่ นางก็ต้องทนให้ไดเ
ไทเฮาแทบจะรักษารอยยิ้มบนใบหน้าไว้ไม่อยู่แล้ว อีกทั้งยังไม่รู้ว่าเป็นเพราะชาหรือไม่ จึงอยากจะผ่านเรื่องนี้ไป แม้แต่ตอนที่นางรู้สึกเจ็บปวดที่ขา นางก็ไม่อาจแสดงออกมาได้ และต้องพยายามอดทนเอาไว้
หากปล่อยให้สองสุนัขตรงหน้านี้เห็นจุดอ่อนของนาง พวกเขาจะต้องได้ใจอย่างแน่นอน
"ฝ่าบาททรงเอ่ยอะไรเช่นนั้น เสี่ยวอวี่เป็นหลานชายของข้านะ ในอนาคตของของข้าก็ต้องเป็นของเขา ถ้าทำจะแตกก็ปล่อยให้มันแตกไปเถอะ ไม่จำเป็นต้องเอ่ยเช่นนั้นเลย"
ส่วนหงอวี่ยิ้มอย่างพอใจ แล้วเริ่มลูบคลำสิ่งของต่างๆต่อไป เมื่อเขาเห็นอะไรที่สวยงามก็จะจงใจหยุดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็จะใช้ตัวบังเล็กน้อย จากนั้นก็หมุนตัวจากไป และสิ่งของที่เคยวางอยู่ตรงนั้นก็หายไปเสียอย่างนั้น หรือบางครั้งก็จะมีของบางอย่างมาแทนที
และเขายังคงแสร้งทำเป็นไม่สนใจสิ่งของที่นี่
"เสด็จย่า สิ่งของที่นี่ดูดีก็จริง แต่ไม่มีอะไรที่กระหม่อมต้องการเลย!"
หลังจากหงอวี่เดินวนรอบหนึ่งก็กลับมาด้วยใบหน้ามู่ถู่ พลางหยิบผิงกั่วที่อยู่ข้างๆมากิน ขณะที่กำลังกัดก็พูดอย่างน้อยใจว่า
"เสด็จย่า พวกเรายากจนมากใช่หรือไม่"
"กระหม่อมเห็นว่าสิ่งของที่ท่านวางไว้ที่นี่ล้วนไม่สวยงามเลย!"
มุมปากของไทเฮากระตุก นางอยากจะกระโดดขึ้นมาและตบหน้าเจ้าลูกกระต่ายตัวนี้สักสองที
นางยากจนงั้นหรือ
ใต้หล้านี้ใครบ้างไม่รู้ว่าห้องบรรทมของไทเฮานั้นหรูหราที่สุด สมบัติล้ำค่าทั้งหมดในใต้หล้านี้ล้วนอยู่ในห้องบรรทมของนาง
แล้วต้องห้ามของไทเฮาที่รวมเอาสมบัติล้ำค่าทั่วหล้าไว้ด้วยกัน กลับถูกเจ้าเด็กสกปรกสายตาสั้นผู้นี้กล่าวหาว่ายากจนนี่เป็นการดูถูกนางอย่างแท้จริง!
เป็นการดูหมิ่นอย่างใหญ่หลวง! และสำหรับการดูถูกนี้ นางกลับไม่มีข้ออ้างใดที่จะโต้แย้งได้ ได้แต่ทนรับมันอย่างเจ็บปวด
"เจ้าเด็กแสบ เจ้ากำลังพูดจาเหลวไหลอะไรของเจ้า ย่าของเจ้าจะยากจนได้อย่างไร ที่นี่เป็นสถานที่ที่หรูหราที่สุดเชียวนะ!" อวิ๋นเจิ้งตำหนิอย่าง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยการชื่นชม
"จริงหรือ ถ้าเช่นนั้นอาจเป็นเพราะกระหม่อมไม่รู้จักของดีจริงๆ!"
หงอวี่กล่าวด้วยความเศร้าใจว่า "เมื่อก่อนตอนที่กระหม่อมยังไม่ได้กลับมา กระหม่อมกินแต่ซาลาเปาเท่านั้น บางครั้งเมื่อไม่มีซาลาเปากิน กระหม่อมต้องไปขนมข้าวฟ่างอบที่แข็งจนเกือบจะบาดคอด้วยซ้ำ!"
"แต่ว่าขนมข้าวฟ่างอบนั้น ตอนแรกที่กินมันนั้นกลืนยากจริงๆ แต่ต่อมาก็ค่อยๆชินไป เวลาที่กลืนไม่ลงจริงๆ ก็ต้องดื่มน้ำสองสามอึกแล้วค่อยกลืนลงไป"
คำพูดของหงอวี่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนอื่นๆ นางกำนัลและขันทีเหล่านั้น มีใครบ้างที่ไม่ได้มาจากครอบครัวยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกขันทีเหล่านั้น เพราะไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ ถึงต้องเข้าหวังหลวงมา
ก่อนที่พวกเขาจะเข้ามาในวังหลวง มีใครบ้างที่ไม่ได้กินอาหารพวกนั้นและผักดองเพื่อประทังชีวิต! บางคนถึงขนาดข้าวกับผักดองยังไม่มีปัญญาซื้อ!
ดังนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของหงอวี่ พวกเขาจึงรู้สึกเข้าใจเป็นอย่างดี!
บทที่ 743: ข้าต้องมีส่วนแบ่ง แม้ว่าข้าจะต้องจ่ายก็ตาม
ไทเฮามองดูหงอวี่ที่กำลังแสร้งทำท่าน่าสงสารด้วยสีหน้าเย็นชา โดยเฉพาะเมื่อเห็นนางกำนัลและขันทีในตำหนักของนางต่างมองเขาสายตาเห็นอกเห็นใจ ยิ่งทำให้นางโกรธจนแทบจะฆ่าเด็กหนุ่มน่ารังเกียจคนนั้นให้ตายคาที่
อย่าคิดว่านางไม่ได้สืบเรื่องของเด็กหนุ่มน่ารังเกียจคนนี้ ครอบครัวแม่ของแม่บุญธรรมของเขาก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้ร่ำรวยมาก แต่ก็ไม่ถึงขั้นต้องกินข้าวฟ่างกับผักป่า
"กระหม่อมขอโทษด้วย เสด็จย่า กระหม่อมหลงลืมไปชั่วขณะว่ากระหม่อมได้กลับบ้านแล้ว!"
หงอวี่ร้องไห้อยู่พักหนึ่งก่อนจะนึกได้ว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสม จึงกล่าวด้วยสีหน้าสำนึกผิด
"ท่านวางใจได้ ตอนนี้กระหม่อมรู้แล้ว ต่อไปกระหม่อมจะไม่ลำบากอีก ตราบใดที่มีเสด็จย่าและเสด็จพ่อของกระหม่อมอยู่ กระหม่อมก็จะไม่ต้องทุกข์ทรมานอีก!"
"เสด็จยา กระหม่อมพูดถูกต้องหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"
ไทเฮาพยักหน้าอย่างแข็งทื่อ "แน่นอนอยู่แล้ว เมื่อมีพวกเราอยู่ เสี่ยวอวี่จะไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไป!"
หงอวี่เห็นว่าจุดประสงค์ของตนสำเร็จลุแล้วจึงไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไป ดังนั้นจึงขอตัวลา
"เสด็จย่า เช่นนั้นเสี่ยวอวี่ไม่รบกวนท่านแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
"ขอท่านวางใจ กระหม่อมจะต้องช่วยท่านหาตัวคนร้ายผู้นั้นให้ได้ จะนำตัวเขามาให้เสด็จย่า ให้ท่านสับร่างเขาเป็นแปดชิ้น เพื่อระบายความแค้นในใจ!" หลังจากหงอวี่ให้คำมั่นสัญญาอย่างองอาจและก็รีบเดินจากไปทันที
เขากลัวว่าถ้าอยู่นานกว่านี้อีกนิดจะไม่สามารถกลั้นรอยยิ้มบนใบหน้าไว้ได้
"เสี่ยวอวี่ เจ้าบอกข้าตามตรงเถิด เจ้ากำลังวางแผนอะไรกันแน่"
เมื่อเดินห่างออกมาแล้ว อวิ๋นเจิ้งก็อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หงอวี่เพียงแค่ชายตามองเขาแวบหนึ่ง แต่ไม่ตอบคำถามของเขา
เขาไม่พูดอะไรและทำท่าทางลึกลับจนทำให้อวิ๋นเจิ้งรู้สึกสงสัยจนต้องเกาหัวเกาหู
เขาไม่รู้จริงๆ ว่าลูกชายคนนี้ต้องการทำอะไรกันแน่ ตามหลักการแล้ว ลูกชายคนนี้ของเขาไม่น่าจะมีน้ำใจไปเยี่ยมยายแก่คนนั้นเลย
หลังจากกลับมาถึงตำหนัก หงอวี่ก็ปิดประตูแล้วก็หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ไหว
"เสด็ขพ่อเห็นหรือไม่ สภาพของยายแก่คนนั้น ช่างน่าสงสารจริงๆ!" หงอวี่กล่าวด้วยสีหน้าเสียดายว่า "น่าเสียดายจริงๆ ที่เอาชีวิตนางไม่ได้เสียตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าสามารถเอาชีวิตนางได้คงจะดีเหลือเกิน!"
อวิ๋นเจิ้งได้ยินคำพูดของเขาแล้ว ในที่สุดก็เข้าใจว่าลูกชายคนนี้กำลังทำอะไรอยู่ ถ้าเขาเดาไม่ผิด การที่ไทเฮาได้รับบาดเจ็บนี้ต้องเป็นฝีมือของเล่อเหนียงแน่นอน!
ส่วนลูกชายโง่เขลาที่อยู่ตรงหน้านี้ก็คงไปดูว่าผลงานเป็นอย่างไรบ้าง
"หงอวี่ พวกเจ้าช่างกล้าหาญเหลือเกินที่ไม่บอกข้าสักคำก่อน!"
อวิ๋นเจิ้งกล่าวด้วยสีหน้าหวาดกลัว แต่ในใจของเขากลับรู้สึกโชคดีและดีใจอย่างยิ่ง เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเด็กหญิงอายุเพียงสามขวบคนนี้ เกือบกำจัดศัตรูตัวฉกาจในใจของเขาได้สำเร็จ! เสี่ยวอวี่พูดถูกต้อง น่าเสียดายจริงๆ ที่ไม่สามารถเอาชีวิตนางแก่นั่นได้ ถ้าหากสามารถเอาชีวิตนางแก่นั่นได้จะดีเพียงใด!
เพียงแค่นางแก่นั่นจากไป เช่นนั้นองค์หญิงและพระสวามีก็ไม่น่าเกรงขามอีกต่อไป!
"เสี่ยวอวี่ รบกวนพวกเจ้าจะลงมีทำการสิ่งใด ช่วยบอกข้าสักคำได้หรือไม่เพื่อให้ข้าได้เตรียมใจไว้ก่อน!"
อวิ๋นเจิ้งพูดอย่างมีนัยสำคัญว่า "พวกเจ้าต้องจำไว้ ตอนนี้พวกเจ้าเป็นเพียงเด็กน้อย พวกเจ้าเด็กน้อยมีความสามารถเช่นนี้ แล้วข้าผู้ใหญ่คนนี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใดเล่า"
"หากพวกเจ้ายังคงทำเช่นนี้ต่อไปและสามารถประสบความสำเร็จ ข้าจะรู้สึกเสียหน้าอย่างมาก!"
หงอวี่ถลึงตาใส่เขาอย่างหงุดหงิดแล้วเอ่ยว่า "ไม่เป็นไร ท่านย่าของกระหม่อมเคยกล่าวไว้ว่าหน้าตาจะมีค่าสักเท่าไหร่กัน!"
"ถ้าหน้าตามีค่า เช่นนั้นก็ขูดออกมาให้ข้าสองชั่ง!"
ความจริงแล้วคำพูดนี้เป็นของเล่อเหนียง แต่เขาไม่อาจบอกกับอวิ๋นเจิ้งได้ว่าคำพูดนี้เป็นของเล่อเหนียง เพราะเล่อเหนียงเพิ่งอายุสามขวบเท่านั้น เด็กสามขวบจะพูดอะไรลึกซึ้งเช่นนี้ได้อย่างไร
แต่เขากังวลมากเกินไปและประเมินความสามารถในการรับรู้ของเสด็จพ่อต่ำเกินไป
เล่อเหนียงอายุเพียงสามขวบ แต่เกือบจะแก้ปัญหาใหญ่ในใจเขาได้แล้ว และยังมีอะไรที่ทำไม่ได้อีกเล่า
"เสด็จพ่อ มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากให้ท่านเตรียมใจไว้ คืนนี้อาจมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น!"
หงอวี่คิดครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจบอกใบ้เขาสักหน่อย หากทำให้คนแก่ตกใจขึ้นมาจะทำอย่างไร
"เหตุการณ์ใหญ่อะไรหรือ"
อวิ๋นเจิ้งตบอกเบาๆ แล้วถามอย่างระมัดระวัง "คืนนี้ข้าต้องตีระฆังหรือ"
หงอวี่ตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดอย่างอึ้งๆว่า "เสด็จพ่อ ความฝันของท่านยังคงยิ่งใหญ่อยู่เสมอ แต่อาจจะเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว!"
คืนนี้จะให้ตีระฆังให้นางแก่นั่นได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้แน่ แต่เหตุการณ์ใหญ่ที่จะเกิดขึ้นคืนนี้ไม่องค์หญิงหรือไทเฮา ไม่ใครสักคนก็ต้องตาย!
"ไม่ใช่การตีระฆังหรือ?"
อวิ๋นเจิ้งรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง "ถ้าไม่ใช่การตีระฆัง สำหรับข้าแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร!"
"ตราบใดที่ไม่มีใครตายในวัง ข้าก็สามารถนอนหลับสบายได้จนถึงรุ่งเช้า!"
"แล้วถ้าบอกว่าสมบัติส่วนใหญ่ในตำหนักของไทเฮาถูกขโมยไปล่ะ?!" หงอวี่เอ่ยขึ้นเบาๆ เหตุผลที่เขาดื้อดึงอยากไปเยือนตำหนักนั้น นอกจากจะไปดูว่านางแก่คนนั้นบาดเจ็บหรือไม่ เหตุผลสำคัญที่สุดก็คือเล่อเหนียงรู้สึกคันมือ
ไทเฮานั้นปกติก็หรูหราฟุ่มเฟือยอยู่แล้ว ดูเหมือนว่าในห้องบรรทมจะเต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่าแปลกตานานาชนิด และสมบัติล้ำค่าแปลกตาเหล่านี้ เล่อเหนียงชอบมากที่สุด
"ดังนั้นจุดประสงค์อีกอย่างที่เจ้าไปนางคือ ให้เล่อเหนียงสะดวกในการขโมยของเหล่านั้นใช่หรือไม่" อวิ๋นเจิ้งถามอย่างหมดแรง
เป็นความผิดของเขาเอง เขาไม่คิดว่าเด็กสองคนนี้จะทำการใหญ่เช่นนี้ แม้ว่าเล่อเหนียงจะมีความแตกต่างจากคนทั่วไปก็ตาม บางครั้งผู้ที่ได้รับความโปรดปรานจากชะตาฟ้าก็มักจะมีความสามารถบางอย่างที่แตกต่างจากผู้อื่น
แต่สิ่งที่เขมไม่คาดคิดก็คือ ความสามารถพิเศษที่นางได้รับมาจากสวรรค์นั้น กลับถูกนำมาใช้ในการขโมยของ และยังเป็นการขโมยของจากยายแก่นั่นอีก!
ไม่แปลกใจเลยที่เสี่ยวอวี่บอกว่าคืนนี้อาจจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น
"ไม่จำเป็นต้องรอถึงคืนนี้แล้ว เรื่องใหญ่อาจเกิดขึ้นได้ในพริบตาถัดไป!"
"เสด็จพ่อ เหตุใดท่านจึงทำหน้าบึ้งเช่นนี้ นี่มิใช่เรื่องดีหรอกหรือ" หงอวี่กะพริบดวงตาคู่โตของเขาที่ไม่ได้ใหญ่มากนัก ถามด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู
"ไม่มีอะไร นี่เป็นเรื่องดีจริงๆ เพียงแต่ข้ากำลังคิดว่าเหตุใดเรื่องดีๆ จึงตกเป็นของพวกเจ้าทั้งสอง ส่วนข้ากลับไม่ได้อะไรเลย"
อวิ๋นเจิ้งแต่เดิมตั้งใจจะตำหนิพวกเขา แต่กลับเปลี่ยนท่าทีในทันทีและทำให้ตัวเองกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดไปเสียแล้ว!
หงอวี่มองพ่อของตนด้วยสีหน้าเหมือนคนท้องผูก "ไม่จริงกระมัง ไม่จริงใช่หรือไม่ ท่านพ่อจะมาแย่งของกับพวกกระหม่อมหรือ"
อวิ๋นเจิ้งพยักหน้า "ข้าแบกรับความเสี่ยง เหตุใดข้าจึงไม่ได้ส่วนแบ่งเล่า"
"แม้แต่การแบ่งของที่ขโมยมาได้ ก็ต้องแบ่งให้ข้าบ้างสิ!"
ทันทีที่เขาพูดจบก็ถูกแผ่นหยกที่ลอยมาจากที่ไหนสักแห่งกระแทกเข้าศีรษะ!
บทที่ 744: เจ้าไม่สามารถก้าวหาข้าโดยไร้เหตุผลได้
"ไม่ใช่อย่างนั้น พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไร ข้าช่วยพวกเจ้าปิดบังความจริง แต่พวกเจ้ากลับให้หยกข้าเพียงชิ้นเดียวเพื่อปิดปากข้างั้นเหรอ"
อวิ๋นเจิ้งหยิบแผ่นหยกนั้นขึ้นมาพร้อมกับเส้นด้ายสีดำที่ติดอยู่
"การไล่ขอทานไม่ใช่ทำแบบนี้นะ"
"พอเถอะ เสด็จพ่อ เล่อเหนียงให้หยกท่านก็ดีถมเถแล้ว ท่านอย่าได้บ่นว่าน้อยไปเลย"
"จะเหมือนกันได้อย่างไร พวกเจ้าเอาสมบัติมากมายออกมาจากตำหนักของยายแก่นั่น เหตุใดไม่แบ่งให้ข้าสักสองสามชิ้นเหล่า"
"แม้ว่าข้าจะเป็นฮ่องเต้ แต่ข้าก็ยากจนมาก..."
เล่อเหนียงฟังอยู่ในพื้นที่มิติเป็นเวลานาน ในที่สุดก็ทนไม่ไหวจึงเรียกหงอวี่กลับมา
"เอ่อ..." อวิ๋นเจิ้งมองดูลูกชายที่หายไปต่อหน้าต่อตาด้วยความงุนงง จากนั้นก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
"ช่างเถอะ ลูกชายโตแล้ว ไม่อาจรั้งไว้ข้างกายได้ตลอดไป"
เขาจะทำอะไรก็ให้ทำเถอะ แต่ทางที่ดีต้องรีบหาวิธีจัดการกับปีศาจเฒ่านั่นเสียก่อน แล้วค่อยลงไปอยู่เป็นภรรยา หลายปีมานี้ไม่ได้พบภรรยาของเขาเลย เขาคิดถึงนางมาก
ภรรยาของเขาก็แปลกจริงๆ ผ่านมานานขนาดนี้แล้วยังไม่มาเข้าฝันเขาเลย ในชีวิตจริงไม่สามารถพบกันได้อีก แต่ในความฝันก็ยังสามารถพบกันได้นะ
"น้องสาว เจ้าเรียกข้าเข้ามาอย่างกะทันหันเช่นนี้ หากทำให้เสด็จพ่อตกใจขึ้นมาจะทำอย่างไร" หงอวี่ก็ตกใจเช่นกัน
"ท่านวางใจเถิด ลุงอวิ๋นไม่ได้มีจิตใจอ่อนแอถึงเพียงนั้นหรอก หากเขามีจิตใจอ่อนแอเช่นนั้นจริง แล้วจะรับมือกับเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปได้อย่างไรเล่า"
เล่อเหนียงพูดพลางจัดเรียงของที่ขโมยมาจากตำหนักไทเฮา "เชื่อข้าเถิด อีกไม่นานจะต้องเกิดเรื่องวุ่นวายแน่นอน"
หงอวี่ช่วยจัดเรียงของอย่างนิ่งเงียบ เหตุผลนี้เขาย่อมเข้าใจดี ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็รู้ความจริงข้อนี้ดี ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้คิดจะนำสิ่งของไปวางไว้ในตำหนักของไทเฮา
"น้องสาว ข้าเพียงแต่คิดว่าหากเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นจริง พวกสมุนของไทเฮาจะสิ้นหวังจนต้องทำอะไรบ้าๆหรือไม่"
"อย่างไรเสีย เสด็จพ่อของข้าก็ไม่ได้มีอำนาจจริงในมือมากนัก "
การเคลื่อนไหวของเล่อเหนียงหยุดชะงัก นางไม่เคยคิดถึงประเด็นนี้มาก่อนเลย!
แม่ทัพเผ่ยและท่านพ่อยังไม่ได้กลับมา แต่หากเกิดความวุ่นวายขึ้นในวังหลวงก็จะไม่มีใครสามารถควบคุมสถานการณ์ได้จริงๆ
"พี่เจ็ด ท่านว่าท่านพ่อจะมาถึงที่นี่เมื่อไรหรือ" เล่อเหนียงรู้สึกกังวลอยู่บ้าง "พวกเราวางของสิ่งนั้นเร็วเกินไปหรือไม่ หากปีศาจเฒ่านั่นตายไปจริงๆ วังหลวงจะต้องวุ่นวายแน่"
"ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น ข้าควรไปอีกรอบแล้วเอาของสิ่งนั้นกลับมาดีหรือไม่"
ขณะที่สองหัวไชเท้าน้อยกำลังกลุ้มใจอยู่นั้น จู่ๆก็มีเสียงร้องดังมาจากตำหนักไทเฮา
"ฝ่าบาท แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ตำหนักไทเฮาถูกขโมยขึ้น" หวังเต๋อเฉวียนวิ่งมาอย่างร้อนรนและกล่าวว่า "ของมีค่ามากมายในตำหนักของไทเฮาหายไปหมดเลยพ่ะย่ะค่ะ"
อวิ๋นเเจิ้งแสร้งทำเป็นประหลาดใจและเงยหน้าขึ้น "เจ้าพูดเหลวไหลอะไร ตำหนักของไทเฮามีทหารคอยเฝ้าอย่างแน่นหนา อย่าว่าแต่จะขโมยของเลย แม้แต่ยุงสักตัวก็บินเข้าไปไม่ได้ แล้วจะเป็นไปได้อย่างที่ขโมยจะเข้าไปได้"
แม้ว่าในใจของอวิ๋นเจิ้งจะรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่บนใบหน้ายังคงแสดงความโกรธเคือง
"เจ้าเห็นข้าว่าหรืออย่างไรถึงมาหยอกล้อเล่นเช่นนี้"
หวังเต๋อเฉวียนรีบคุกเข่าลงกับพื้นและโขกศีรษะอย่างดังพลางกล่าวว่า "ฝ่าบาท กระหม่อมไม่กล้าพ่ะย่ะค่ะ"
"น่าเสียดายที่ข่าวที่ส่งมาจากตำหนักฉือหนิงเมื่อครู่นี้เป็นความจริง นางกำนัลหายตัวไปและของมีค่าจำนวนมากก็หายไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้นอวิ๋นเจิ้งก็ขมวดคิ้วแน่น "เช่นนั้นเจ้ายังยืนเหม่ออยู่ทำไม รีบส่งคนไปตามหาเดี๋ยวนี้"
หวังเต๋อเฉวียนรับคำแล้วถอยออกไปอย่างนอบน้อม
"เสี่ยวอวี่เกิดเรื่องใหญ่แล้ว เจ้ารีบออกมาเถิด" อวิ๋นเจิ้งเรียกเบาๆหลายครั้ง
พวกเขาไม่อาจไม่ไปที่ตำหนักของปีศาจเฒ่าได้ หากไม่ไปพวกเขาจะต้องถูกสงสัยแน่นอน เล่อเหนียงได้ยินคำพูดของอวิ๋นเจิ้งก็ปล่อยหงอวี่ออกมาทันที
"เสด็จพ่อรู้สึกประหลาดใจหรือไม่ รู้สึกเหนือความคาดหมายหรือไม่" หงอวี่กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
"ไม่ประหลาดใจและไม่เหนือความคาดหมายเลย ถ้าเด็กหญิงคนนั้นลงมือทำแล้ว เจ้าจะมีอะไรให้ประหลาดใจอีก นางสามารถเปลี่ยนคนตายให้กลับมามีชีวิตได้ ยังมีอะไรที่นางทำไม่ได้อีกหรือ"
อวิ๋นเจิ้งพูดพลางพาหงอวี่เดินไปยังตำหนักฉือหนิงที่ซึ่งไทเฮาหลวงประทับอยู่ ตลอดทางรู้สึกได้ว่านางกำนัลเหล่านี้เริ่มหวาดกลัวกันแล้ว
บางคนที่ขี้ขลาดถึงกับซ่อนตัวอยู่ตามมุมและเริ่มร้องไห้น้ำตาอย่างเงียบๆ เห็นได้ชัดว่าเมื่อไทเฮาโกรธขึ้นมาในยามปกติมีผู้บริสุทธิ์มากมายเพียงใดที่ต้องพลอยรับเคราะห์กรรมไปด้วย!
"เสด็จพ่อ เหตุใดพวกเขาจึงเศร้าโศกเสียใจถึงเพียงนี้ เรื่องนี้มิได้เกี่ยวข้องกับพวกเขาเลยไม่ใช่หรือ"
"หากข้าคาดการณ์ไม่ผิด พวกนางน่าจะเป็นนางกำนัลในตำหนักของไทเฮา หรือไม่ก็เป็นนางกำนัลจากตำหนักข้างเคียง!"
อวิ๋นเจิ้งมองดูเหล่าสาวน้อยที่กำลังร่ำไห้น้ำตานองหน้า หัวใจของเขาพลันชาวาบอย่างน่ากลัว
สาวน้อยเหล่านี้ล้วนมีอายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดปีเท่านั้น ช่วงเวลาที่ควรจะเบ่งบานเฉกเช่นดอกไม้ แต่กลับต้องมาใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงที่นี่
"เสด็จแม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น ลูกได้ยินว่ามีโจรบุกรุกเข้าที่นี่ พอลูกได้รับข่าวก็รีบมาที่นี่ทันที"
อวิ๋นเจิ้งพูดอย่างร้อนใจพลางก้าวเข้าสู่ตำหนักฉือหนิง เมื่อเดินเข้าไปข้างในก็เห็นหญิงผู้นั้นนั่งอยู่ภายใน เขาอยากจะเดินกลับออกไปในทันที
"ถวายพระพรฝ่าบาท!" เจิ้งกุ้ยเฟยลุกขึ้นคำนับอย่างเสแสร้ง
"ไม่ต้องมากพิธีไปหรอก!" อวิ๋นเจิ้งกล่าวพลางข่มความรู้สึกขยะแขยงในใจ
หงอวี่กล่าวด้วยสีหน้าเป็นห่วงว่า "เสด็จย่า ข้าก็เห็นว่าท่านอยู่ของท่านดีๆ เหตุใดจึงมีโจรมาที่นี่ได้ พวกโจรเหล่านั้นทำร้ายท่านหรือไม่"
ไทเฮามองสองพ่อลูกเดินเข้ามา สายตาของนางจ้องมองพวกเขาอย่างดุดันราวกับงูพิษ
โจรกระจอกทั่วไปไม่มีทางที่จะเล็ดลอดเข้ามาในวังหลวงที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดได้ แต่เหตุใดวันนี้จึงมีของหายได้ และยังเป็นของมีค่าจำนวนมากอีกด้วย
แต่หลังจากที่พวกเขาสองคนออกไปจากที่นี่ เพียงเวลาหนึ่งถ้วยชา ข้าวของที่นี่ก็หายไปอย่างน่าประหลาด แต่สิ่งที่น่าสงสัยที่สุดคือโจรพวกนั้นหายตัวไปราวกับหายไปในอากาศ พวกทหารไม่เห็นแม้แต่เงาของพวกเขา
"เสี่ยวอวี่ เจ้าบอกความจริงกับข้ามา เรื่องนี้เป็นการล้อเล่นของเจ้าใช่หรือไม่ หากเป็นการล้อเล่นของพวกเจ้าก็ขอให้นำของกลับคืนมาเถิด บางสิ่งสำหรับข้าแล้วเป็นของล้ำค่ายิ่งนัก"
บางครั้งก็ต้องยอมอ่อนน้อมถ่อมตน พูดเสียงเบาอย่างนอบน้อม แต่ในใจกลับอยากจะสับสุนัขสองตัวตรงหน้าเป็นชิ้นๆ แล้วเอาไปเลี้ยงสุนัขที่นางเลี้ยงไว้
"เสด็จย่า ท่านกำลังพูดอะไรเหลวไหลอยู่หรือ" หงอวี่มองไทเฮาด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ "หมายความว่ากระหม่อมเป็นคนขโมยของของท่านไปหรือ"
"แต่ตอนที่กระหม่อมจากไปเมื่อครู่ ในมือเขาไม่ได้ถืออะไรไปเลยนะพ่ะย่ะค่ะ ท่านไม่สามารถกล่าวหาข้าอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้ได้" หงอวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ
"พอเถอะ พอเถอะ เจ้าอย่าร้องไห้เลย ข้าก็ไม่ได้มีเจตนาอื่นใด ข้าเพียงแค่ถามดูเท่านั้น ถ้าไม่ใช่เจ้าก็ถือว่าข้าไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกัน"
บทที่ 745: กล้าหาญเหลือเกิน
"อย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ"
หงอวี่ยังคงไม่ยอมแพ้ "เสด็จย่า ตอนที่กระหม่อมจากไปนั้น กระหม่อมไม่ได้เอาของของท่านไปจริงๆ หากท่านไม่เชื่อ ท่านสามารถค้นตัวกระหม่อมได้ แต่การที่ท่านกล่าวหากระหม่อมเช่นนี้โดยไม่มีเหตุผล ทำให้กระหม่อมรู้สึกเจ็บปวดมาก"
"แม้ว่าตั้งแต่เด็กกระหม่อมไม่มีโชคได้เติบโตในวังหลวง อาจจะไม่เข้าใจกฎต่างๆมากมาย แต่กระหม่อมรู้ว่าการขโมยเป็นสิ่งที่น่าละอาย ดังนั้นกระหม่อมจึงไม่เคยขโมยสิ่งของใดๆเลย"
ถูกต้อง ความจริงแล้วไม่ใช่เขาที่ขโมย ทั้งหมดนี้เป็นเล่อเหนียงที่ขโมยต่างหาก ไม่เกี่ยวกับเขาเลยนะ!
ไทเฮาหน้าดำคร่ำเครียดแม้ว่าจะสงสัยว่าใครมีแรงจูงใจในการก่อเหตุ อาจเป็นเจ้าเด็กสารเลวสองคนตรงหน้านี้หรือไม่ แต่พอคิดอีกทีก็ดูเหมือนพวกเขาจะไม่มีแรงจูงใจในการก่อเหตุเลย
"เสี่ยวอวี่ พวกเจ้าอย่าเข้าใจผิด ข้าแค่ถามเฉยๆเท่านั้น เพราะว่าของพวกนี้มีมากเหลือเกิน แถมยังหายไปอย่างลึกลับ หัวใจข้าก็เจ็บปวดราวกับถูกเฉือนเนื้อ"
ไทเฮาพยายามปรับสีหน้าให้ดูปกติ "ของพวกนั้นหายไปมากเหลือเกิน มีสองชิ้นที่เป็นของที่มารดาข้ามอบให้ ข้าไม่อาจอยู่เฉยได้"
"เสด็จแม่ ท่านวางใจเถิด ลูกจะช่วยท่านตามหาพวกมันกลับมาอย่างแน่นอน" อวิ๋นเจิ้งเอ่ยความตั้งใจทันที เพียงแต่ในใจแอบบ่นว่า ของพวกนั้นอาจจะหาเจอ แต่น่ากลัวว่าท่านจะมีวาสนาได้ชื่นชมมันต่อเท่านั้นเอง
เล่อเหนียงที่อยู่ในพื้นที่มิติได้ยินบทสนทนาภายนอกแล้วก็กลอกตาอย่างเหลืออด ของที่ตกมาถึงมือข้าแล้ว ยังคิดจะเอากลับคืนไปอีกหรือ พวกท่านคิดอะไรกันอยู่
"พวกเจ้าทั้งสองหากไม่มีธุระใดก็กลับไปก่อนเถิด เรื่องราวในราชสำนักมีมากมายนัก อย่าได้เสียแรงมากนักเพื่อเรื่องเล็กน้อยของข้าเลย"
ไทเฮากล่าวด้วยท่าทีเข้าอกเข้าใจว่า "ทางข้ามีคนเพียงพออยู่แล้ว สามารถหาตัวโจรได้ พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอก"
เมื่ออวิ๋นเจิ้งและหงอวี่ได้ยินคำพูดนี้ก็รีบลุกขึ้นคำนับแล้วเดินจากไปทันที ระหว่างนั้นก็เร่งฝีเท้าให้เร็วมากขึ้น ราวกับว่ากลัวว่าหากช้าไปแม้เพียงนิด ก็จะถูกปีศาจเฒ่านั่นจับตัวไว้
"เหตุใดร่างกายของเสด็จพ่อจึงสั่นไปทั้งตัวเช่นนี้ ท่านกำลังหวาดกลัวอยู่งั้นหรือ" หงอวี่ถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง
อวิ๋นเจิ้งค่อยๆผ่อนลมหายใจพลางตบอกด้วยความหวาดผวา
"เจ้าไม่กลัวหรือ ตอนที่พวกเราเข้าประตูไป สายตาของยายปีศาจเฒ่านั่นเกือบจะกลืนกินพวกเราทั้งสองคนเข้าไปแล้ว"
"เรื่องนั้นไม่มีหรอก ข้าไม่เคยสนใจนางเลย" หงอวี่ส่ายหน้า
"ข้าไปหาเขาก็เพียงเพื่อสร้างสถานการณ์เท่านั้น"
ภายในต้าหนักฉือหนิง
ไทเฮามองดูสถานที่ที่ว่างเปล่า พลันใดนั้นก็เกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมาทันที
"พวกเจ้ามันเลี้ยงเสียข้าวสุก ข้าวของมากมายขนาดนี้หายไปต่อหน้าต่อตาพวกเจ้าได้อย่างไรไม่รู้เลยหรือ"
"เสี่ยวชิงไปเอาไม้เรียวมา ข้าจะสั่งสอนพวกชั่วที่ไม่รักษาความดีงามของสตรีเสียบ้าง!" ไทเฮาเอ่ยวาจาเช่นนั้นออกมา ผู้คนที่เหลือต่างก็มีสีหน้าหมดหวังราวกับคนตายแล้ว
ทุกครั้งที่ไทเฮานำกฎของราชวงศ์ออกมาใช้ ย่อมต้องมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างแน่นอน และพวกเขาไม่ต้องการเป็นหนึ่งในนั้น
"ขอไทเฮาโปรดละเว้นชีวิตด้วยเพคะ หม่อมฉันสัญญาว่าครั้งหน้าจะดูแลอย่างดีแน่นอน ขอร้องเพคะ โปรดไว้ชีวิตอันต่ำต้อยของหม่อมฉันด้วยเถิด" สตรีผู้หนึ่งที่มีรูปโฉมงดงามคุกเข่าลงกับพื้นพลางโขกศีรษะอย่างสุดกำลัง
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนางจริงๆ นางไม่เคยแตะต้องเงินทองหรือมีความคิดที่จะยั่วยวนฮ่องเต้เลย
"หม่อมฉันยิ่งไม่เคยแตะต้องสิ่งของมีค่าในคลังของพระองค์เลยนะเพคะ หม่อมฉันไม่มีสิทธิ์เข้าไปในนั้นด้วยซ้ำ"
นางกำนัลเหล่านี้ช่างน่าสงสารเหลือเกิน ไม่รู้ว่าอีกไม่กี่อึดใจต่อไป นางจะกรีดร้องเสียงดังเพียงด้วย
ทางฝ่ายกรมอาญาได้ข่าวมานานแล้ว เตรียมพร้อมจะสับพวกนางเป็นชิ้นๆอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าหญิงผู้นั้นจะพูดอย่างไร จะขอร้องอ้อนวอนอย่างไรก็ไร้ประโยชน์แล้ว
เพียงชั่วหนึ่งลมหายใจ นางกำนัลก็ล้มลงกับพื้นและหมดลมสิ้นใจทันที
คนอื่นๆต่างมีสีหน้าหวาดกลัว พากันคุกเข่าลงกับพื้นขอร้องให้ไทเฮาละเว้นชีวิต
น่าเสียดายที่ไทเฮาทรงยังคงโกรธอยู่ พวกเขาวิ่งเข้ามาก็เท่ากับหันหัวไปหามีด
……....
"ฮ่าๆๆ แล้วเจ้าเห็นหรือไม่ เมื่อครู่สีหน้าของไทเฮาช่างน่าเกลียดเพียงใด!" หลังจากอวิ๋นเจิ้งกลับมาถึงห้องบรรทม เขาก็หัวเราะลั่นทันทีเสียงดัง
"ยายปีศาจเฒ่า ในที่สุดก็มีคนจัดการนางเสียที ถ้าไม่จัดการนางเสียบ้าง นางคงจะลำพองใจจนไม่เกรงกลัวฟ้าดินแล้ว"
อวิ๋นเจิ้งพูดพลางลูบหัวหงอวี่แล้วกล่าวว่า "ลูกรัก ตอนนี้ยังไม่วุ่นวายพอ รอให้วุ่นวายกว่านี้อีกหน่อย ข้าก็จะใช้อาวุธลับของข้าแล้ว"
หงอวี่มองหน้าอวิ๋นเจิ้งด้วยความสงสัย "ท่านยังมีอาวุธลับอะไรอีกหรือ เป็นกองกำลังส่วนตัวหรือ หรือว่าเป็นอาวุธกันแน่"
"หากไม่มีทั้งสองอย่างนี้นั่นก็หมายความว่าท่านกำลังโม้อยู่"
สีหน้าของอวิ๋นเจิ้งแข็งค้างไป "เจ้าเด็กแสบคนนี้พูดจาไม่เข้าหูเอาเสียเลย"
"พอเถอะ พอเถอะ พวกเจ้าไปเล่นกันเถอะ อย่ามารบกวนข้า ตอนนี้ข้ากำลังอารมณ์ดีมาก..."
"เจ้าอย่าคิดมากเกินไปละ ทุกอย่างมีบทสรุปแล้ว อีกอย่างถ้าครั้งนี้ไม่สำเร็จ ครั้งหน้าก็ยังลงมือใหม่ได้ไม่ใช่หรือ"
เล่อเหนียงทนดูต่อไปไม่ไหวจึงปรากฏพาตัวเองออกมาจากพื้นที่มิติ ชี้หน้าด่าอวิ๋นเจิ้ง
"ตาแก่บ้า หม่อมฉันตั้งใจช่วยท่านด้วยความหวังดี แต่ท่านกลับมานั่งซื่อบื้ออยู่ตรงนี้หรือ ไม่อย่างนั้นหม่อมฉันจะไม่ช่วยท่านแล้วนะ"
เมื่ออวิ๋นเจิ้งได้ยินว่าเล่อเหนียงคิดจะหนีไปก็ไม่ยอมทันที ก่อนหน้านี้สร้างความวุ่นวายไว้มากมาย แม้บางครั้งเรื่องเก่ายังไม่ทันซา พวกเขาก็คิดจะสร้างเรื่องใหม่อีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ขัดขวางนางที่จะเล่นสนุกทุกวัน
แต่ทุกครั้งที่ออกมาเล่น การก่อเรื่องวุ่นวายก็มากเกินจนเขารับมือไม่ไหว ดังนั้นเขาจึงไม่อยากให้เจ้าหนูน้อยคนนี้จากไป
อย่างน้อยที่สุดเมื่อเจ้าหนูน้อยคนนี้อยู่ที่นี่ หัวใจของเสี่ยวอวี่ก็สงบลงมาก ที่สำคัญกว่านั้นคือเด็กหญิงผู้นี้กล้าหาญมาก นางถึงกลับกล้าวางยาไทเฮา
ไม่ถูกต้อง เด็กหญิงผู้นี้ไม่ได้เริ่มวางยาพิษเลย แต่คิดว่าคงจะเร็วๆนี้แล้ว!
"เสด็จพ่อ ท่านอย่าเพิ่งสนใจเรื่องพวกนี้เลย สิ่งเดียวที่ท่านทำได้ตอนนี้คืออยู่ที่นี่อย่างสงบและร่วมมือกับพวกกระหม่อม!"
"เพียงแค่พวกกระหม่อมลงมือสำเร็จ วันดีๆของท่านก็จะมาถึงไม่ใช่หรือ"
หงอวี่รู้สึกเหมือนเหล็กดีกลายเป็นเหล็กเสียไปเสียแล้ว ไม่แปลกที่ก่อนหน้านี้ถูกเขาปีศาจเฒ่ากดขี่มานานเช่นนี้
"เล่อเหนียง เจ้าอย่าไปเลย หากเจ้าจากไปเสี่ยวอวี่จะคิดถึงเจ้ามาก อีกทั้งข้าก็จะคิดถึงเจ้าเช่นกัน"
อวิ๋นเจิ้งอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงต่ำ
"เล่อเหนียงอย่าไปเลยได้หรือไม่ ข้าขอร้องเจ้า อย่าจากไปเลย" เล่อเหนียงมองดูอวิ๋นเจิ้งที่ดูเหมือนสุนัขตัวใหญ่ และเสี่ยวอวี่ที่มองนางด้วยสีหน้าน่าสงสาร มุมปากของนางกระตุกไม่หยุด
สองคนนี้ไม่อยากให้นางจากไปก็พูดตรงสิ เหตุใดต้องแสดงมากมายขนาดนี้ด้วย มาพูดจาอ้อมแอ้มอยู่ตรงนี้ตั้งนาน ไม่เหนื่อยบ้างหรือ
"ลุงอวิ๋น เมื่อครู่กระหม่อมแค่ล้อเล่นเท่านั้น เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ในวัง กระหม่อมจะจากไปได้อย่างไรเล่า" เล่อเหนียงกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
บทที่ 746: ไม่ควรน่ากลัวขนาดนี้
วันนี้ที่ตำหนักฉือหนิงมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นสองเรื่อง
เรื่องแรกคือในตำหนักมีของมีค่าจำนวนมากหายไปอย่างไร้ร่องรอย
อีกเรื่องหนึ่งคือไทเฮาถูกวางยาพิษอย่างไม่คาดคิดในขณะที่กำลังสางผม หลังจากที่หมอหลวงตรวจแล้วพบว่ายาพิษนั้นถูกทาไว้บนหวี
ไทเฮาถูกวางยาพิษในขณะที่กำลังสางผมเช่นนี้เองยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่สามารถหาได้ว่าถูกวางยาพิษชนิดใด
เมื่ออวิ๋นเจิ้งและหงอวี่รีบมาถึงก็ได้ยินเสียงโกรธเกรี้ยวดังขึ้นอย่างประจวบเหมาะ
"พวกเจ้าหมอเถื่อน หากพวกเจ้ารักษาเสด็จแม่ของข้าไม่หาย ข้าจะให้พวกเจ้าทั้งสิบชั่วโคตรตายไปด้วยกัน"
หงอวี่ได้ยินคำพูดนี้แล้วอดไม่ได้ที่จะอุทาน "สิบชั่วโครตเลยหรือ หญิงผู้นี้โหดร้ายยิ่งนัก"
"เจ้าเพิ่งรู้จักอาของเจ้าคนนี้เป็นวันแรกหรือ อาของเจ้าคนนั้นโหดเหี้ยมมาก หากนางบอกว่าจะประหารสิบชั่วโคตร นางก็จะต้องประหารสิบชั่วโคตรจริงๆแน่นอน!"
อวิ๋นเจิ้งหัวเราะเยาะพลางกล่าวว่า "แต่อาของเจ้าผู้นี้ไม่ใช่คนเรียบร้อยเลย ดูจากนิ้วมือแล้วคงเลี้ยงชายบำเรอไว้มากทีเดียว"
เรื่องนี้ทุกคนต่างรู้กันดี มีเพียงแต่ท่านราชบุตรเท่านั้นที่ไม่รู้!
"เจ้าดาวหายนะ เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ รีบไสหัวออกไปเสีย"
อวิ๋นชูเห็นอวิ๋นเจิ้งเข้ามาก็ด่าทออย่างไม่ไว้หน้า
"ฮ่องเต้สุนัข เรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือท่านแน่ ถ้าไม่ใช่ท่านก็ต้องเป็นลูกนอกคอกข้างกายท่านนั่นแหละที่ทำ"
อวิ๋นเจิ้งได้ยินคำพูดของนาง เขาทนไม่ไหวจึงเดินเข้าไปตบหน้านางสองฉาด
"เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร เจ้าก็แค่องค์หญิงเท่านั้น กล้าดียังกล้ามาโวยวายต่อหน้าข้า"
"เจ้าก็ลองชั่งน้ำหนักตัวเองดูบ้างสิว่ามีค่าสักแค่ไหน!"
ก่อนหน้านี้อวิ๋นเจิ้งจะไม่มีวันพูดเช่นนี้แม้จะถูกตีตายก็ตาม แต่หลังจากที่เขาเห็นเล่อเหนียงลงมือสำเร็จ หัวใจของนางก็พลันเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น
ยายปีศาจเฒ่าล้มลงเร็วขนาดนั้นก็ไม่จำเป็นต้องพูดจาอ่อนน้อมเอาใจนางอีกต่อไป สำหรับอวิ๋นชูผู้ไม่เคารพผู้อาวุโส เขาก็ไม่ได้สุภาพเช่นกัน ยกมือขึ้นฟาดใบหน้าของนางสองทีจนอีกฝ่ายล้มลง
"เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร กล้ามาตะโกนต่อหน้าข้าเช่นนี้"
"ข้าให้เกียรติเจ้า เจ้าก็คิดว่าตัวเองเป็นใหญ่เสียแล้วหรือ"
อวิ๋นชูกุมหน้าล้มลงกับพื้นมองดูอวิ๋นเจิ้งด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ "เจ้าสุนัขตัวนี้กล้าตบข้าหรือ"
"ใครอยู่ที่นี่จับตัวเขาไว้เดี๋ยวนี้" อวิ๋นชูโกรธจัดจนอยากสั่งสอนเขาสักบท แต่ตะโกนไปครู่ใหญ่ก็ไม่มีใครสนใจ ผู้คนรอบข้างเริ่มแปรพักตร์ ไม่ก็ทรยศหักหลัง!
"สุนัขชั่ว อย่าได้ลำพองใจนักเลย ตราบใดที่เสด็จแม่ยังมีชีวิตอยู่ พวกเจ้าสองพ่อลูกไม่มีสิทธิ์ได้ครอบครองตำแหน่งนั้นเด็ดขาด"
"ตำแหน่งนี้เป็นของตระกูลเจิ้งของพวกข้าเท่านั้น!"
"เจ้าคิดว่าพูดอย่างไรแล้วก็จะเป็นอย่างนั้นหรือ!" อวิ๋นเจิ้งโบกมือทันที ผู้ติดตามสองคนก็เดินเข้ามาจับตัวอวิ๋นซูแล้วโยนออกไปด้านนอก
"องค์หญิง ตอนนี้พวกเรายังไม่ทราบชะตากรรมของไทเฮา ท่านควรรออยู่นอกตำหนักจะดีกว่า"
ฉินไห่เยี่ยนปัดฝุ่นบนมือพลางกล่าวอย่างดูแคลนว่า "ท่านออกเรือนไปแล้วก็อย่าได้กลับมาบ่อยนัก การกลับมาบ่อยๆ ช่างไม่เหมาะสมเลย"
อวิ๋นชูมองใบหน้าของฉินไห่เยี่ยน ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงรู้สึกคุ้นตามากราวกับเคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน
"เจ้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงมีหน้าตาคล้ายสามีของข้านัก" อวิ๋นชูลุกขึ้นยืนกล่าวเสียงเย็น
"ข้าจะหน้าตาคล้ายหรือไม่คล้าย มันเกี่ยวอะไรกับท่านด้วย" ฉินไห่เยี่ยนพ่นลมหายใจเย็นชาหนึ่งที
"ท่านจ้องมองข้าเช่นนี้ ทำให้ข้ารู้สึกว่าท่านขาดแคลนบุรุษเหลือเกิน หากท่านต้องการบุรุษมากเช่นนั้น ข้าพอรู้จักสถานที่ดีแห่งหนึ่งที่นั่นมีบุรุษมากมายเป็นพิเศษ"
"แต่ราคาที่นั่นคงจะสูงไปหน่อย"
แม้อวิ๋นชูจะเป็นคนในวัง แต่นางออกเรือนไปนางแล้ว ย่อมคุ้นเคยกับสถานที่บางแห่งภายนอกเป็นอย่างดี เส้นทางที่อยู่ตรงหน้านี้คงไม่ต่างจากที่อื่นนัก ก็แค่หนานเฟิงหยวนไม่ใช่หรือ นางก็ใช่ว่าจะไม่เคยไปมาก่อน
หนานเฟิงหยวนที่ไหนจะมีชายหน้าตาดีเท่าคนตรงหน้านี้ ไม่รู้ว่าชายคนนี้ติดพันอะไรหรือไม่ ถ้าไม่ก็อาจจะรับเขาเข้ามาเป็นชายบำเรอก็ได้!
"เจ้าเป็นใคร เจ้าชื่ออะไร" อวิ๋นชูถามขึ้นทันที
"มันเกี่ยวอะไรกับท่านด้วย" ฉินไห่เยี่ยนตอบกลับอย่างไม่ไว้หน้า
หากไม่ต้องคำนึงถึงความเมตตาของพี่ใหญ่ เขาคงจะหยิบดาบมาสับคนผู้นี้เป็นแปดท่อนแล้ว
เขาไม่สนหรอกว่าคนตรงหน้านี้จะเป็นองค์หญิงหรืออะไรก็ตาม เขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องไปดูหน้าพี่ชายคนโตของเขา
ตราบใดที่พี่ใหญ่ยังไม่ได้ตัดสินใจ พวกเขาจะไม่มีวันแทรกแซงการตัดสินใจของเขาเด็ดขาด
"ข้าเป็นถึงองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ เจ้ากล้าขัดคำสั่งข้าหรือ!"
อวิ๋นชูรู้สึกไม่สบอารมณ์ ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยมีใครกล้าทำเช่นนี้กับนางมาก่อน ชายตรงหน้านับว่าเป็นคนแรก
"ข้าจะบอกเจ้าอีกครั้ง ข้าคือองค์หญิงอวิ๋นชู เพียงแค่เจ้าติดตามข้า ข้าจะทำให้เจ้าได้รับยศถาบรรดาศักดิ์และความมั่งคั่งอย่างไม่มีวันหมดสิ้น"
"ใครเล่าจะอยากยุ่งกับปีศาจเฒ่าอย่างเจ้า"
ฉินไห่เยี่ยนพูดออกมาอย่างไม่เกรงใจ และเอ่ยคำว่าปีศาจเฒ่าออกมาทันที
"เจ้าก็ลองคิดดูสิว่าบนใบหน้าของเจ้ามีรอยย่นกี่มากน้อย แล้วยังกล้าคิดจะหลอกลวงข้า ชายหนุ่มหล่อเหลาที่อ่อนนุ่มราวกับเต้าหู้"
"ข้าอยากถามท่านสักหน่อย ที่จวนของท่านไม่มีกระจกหรือไร ถ้าไม่มีกระจก แต่ก็คงมีปัสสาวะใช่หรือไม่ เหตุใดท่านถึงได้มั่นใจตัวเองเช่นนี้เล่า"
อวิ๋นชูถูกคำพูดของฉินไห่เยี่ยนทำให้งุนงง จนได้แต่ย้ำว่านางเป็นองค์หญิง
ทว่าฉินไห่เยี่ยนที่เห็นนางพูดซ้ำๆ ว่าเป็นองค์หญิงก็รู้สึกเหลืออดอย่างยิ่ง
"ข้าบอกเจ้านะ ยายปีศาจเฒ่า ข้ารู้ว่าท่านคือองค์หญิง แต่ว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวอันใดกัน หรือว่าทุกคนต้องยอมตามใจท่านหรือไร"
"ข้าขอเตือนท่านสักคำ ท่านรีบไสหัวไปเสียเถอะ ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้ อย่ามาขวางหูขวางตาข้า" ฉินไห่เยี่ยนพูดจบก็สะบัดมือกลับไป
หญิงผู้นั้นทาแป้งหอมไว้มากเพียงใดกัน ตอนนี้บนมือของเขาจึงเต็มไปด้วยคราบแป้ง
"สุนัขชั่วช้า กล้าดีอย่างไรมาใส่ร้ายองค์หญิงอย่างข้า ข้าจะต้องสั่งสอนเจ้าให้สาสม"
อวิ๋นซูตะโกนบ้าคลั่งอยู่ด้านหลัง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครสนใจนาง
ฉินไห่เยี่ยนถึงกับก้าวเท้าอย่างสบายใจ ฮัมเพลงเบาๆ กลับเข้าตำหนักไป
"เล่อเหนียง เจ้าได้ทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าสามารถดำเนินการขั้นต่อไปได้ทุกเมื่อ" ฉินไห่เยี่ยนเดินเข้ามาพูดกับอากาศว่างเปล่า
ทันใดนั้นอวิ๋นเจิ้งที่ยังคงงุนงงอยู่ก็เห็นเล่อเหนียงปรากฏตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่าตรงหน้าพวกเขา
"อุ๊ย! เจ้าโผล่มาจากที่ไหนกัน" อวิ๋นเจิ้งตกใจจนสะดุ้ง
แม้ว่าเขาจะรู้ว่าเล่อเหนียงผู้นี้มีความสามารถพิเศษบางอย่างที่แตกต่างจากคนอื่น แต่ก็ไม่มีใครบอกข้าว่าจะน่าตกใจถึงเพียงนี้
บทที่ 747: ให้คำตอบที่น่าพอใจแก่เจ้า
"ท่านพูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน"
เล่อเหนียงมองเขาด้วยสายตาดูแคลนแล้วรีบหยิบเข็มฉีดยาออกมาจากพื้นที่มิติอย่างรวดเร็ว เข็มนี้มีปลายเข็มที่ตั้งใจเลือกให้เหมือนเข็มฉีดยาหมู เข็มฉีดยาหนาและยาวมาก
"ช้าก่อน เจ้าเด็กคนนี้กำลังคิดทำอะไร ของสิ่งนี้ใช้ทำอะไรงั้นหรือ ทำไมดูน่ากลัวเช่นนี้"
อวิ๋นเจิ้งเห็นเล่อเหนียงหยิบเข็มฉีดยาออกมาจากอากาศก็ตกใจทันที
สิ่งนั้นดูไม่เหมือนของดีเลย
"อย่าบอกนะว่าสิ่งนี้ใช้สำหรับตีคนนะ"
เล่อเหนียงพยักหน้าและมองเขาด้วยสายตาชื่นชม "ลุงอวิ๋น กระหม่อมพบว่าช่วงนี้ท่านฉลาดขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่เล่อเหนียงยังไม่ต้องพูดอะไร ท่านก็เดาได้แล้ว"
"แต่การฉลาดเกินไปก็ไม่ดีนะ คนฉลาดมักชอบทำอะไรเกินตัว ระวังจะโดนคนอื่นตีเอานะ"
อวิ๋นเจิ้งได้ยินคำพูดซุกซนของเล่อเหนียงจึงกลอกตาทันที "เจ้าอย่าเพิ่งบอกข้า ข้าออกไปจะโดนตีหรือไม่ เจ้าบอกข้าก่อนว่าสิ่งนี้ใช้ทำอะไร"
เล่อเหนียงชี้ไปที่ไทเฮาที่นอนสลบไม่ได้สติอยู่บนเตียง "กระหม่อมเคยบอกแล้วว่ากระหม่อมไม่ชอบพูด ถ้ากระหม่อมต้องการชีวิตของนาง กระหม่อมก็ต้องเอาชีวิตของนางให้ได้"
"หากท่านไม่อาจทนดูได้ ก็จงเดินออกห่างไปสักหน่อย เพื่อมิให้ท่านต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยในภายหลัง"
เมื่ออวิ๋นเจิ้งได้ยินเล่อเหนียงบอกว่านางมาเพื่อจัดการกับปีศาจแก่ผู้นี้ ดวงตาของนางก็เปล่งประกายวาววับน่าหวาดกลัวยิ่งนัก
"เจ้าแน่ใจหรือว่าจะสามารถสังหารเขาได้ในคราวเดียวและไม่ทำให้ผู้ใดสงสัยได้ หากมีความเสี่ยงที่จะถูกสงสัย ข้าคิดว่าไม่ควรใช้วิธีนี้"
แม้อวิ๋นเจิ้งจะรู้สึกตื่นเต้น แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความไม่วางใจ
"ท่านวางใจได้ ข้าไม่ใช่คนโง่ ข้าจะไม่ปล่อยให้เหลือหลักฐานไว้แน่"
เล่อเหนียงพูดพลางถือเข็มฉีดยาเดินเข้าไป จากนั้นก็หาตำแหน่งที่แขนของไทเฮา แล้วแทงเข็มเข้าไปอย่างแรง
ยายปีศาจเฒ่าจอมอำมหิต อย่าได้โทษข้าในเลย หากจะโทษก็โทษลุงอวิ๋นของข้าเถิด
เล่อเหนียงพูดในใจอย่างดุร้ายพลางฉีดของเหลวเข้าไปข้างในร่างกายอีกฝ่าย
ไทเฮาที่เดิมทีสลบไม่ได้สติ หลังจากถูกฉีดยาไปหนึ่งเข็มก็เริ่มชักกระตุกขึ้นมา และยิ่งชักยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ลูกข่างก็ยังหมุนไม่เร็วเท่าการชักของนาง
"โอ้ ดูสิ ไทเฮาชักขึ้นมาแล้ว ไม่ใช่ว่านางกำลังจะฟื้นขึ้นมาหรอกนะ"
หงอวี่มองนางด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความหวัง ใบหน้าของเขาแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น ถึงอย่างไรก็เป็นครั้งแรกที่ได้จัดการบุคคลผู้สูงศักดิ์เช่นนี้
"ลุงอวิ๋น ยาที่ข้าให้นางกินนั้นมีระยะเวลาจำกัด ไม่สามารถลงมือตอนนี้ได้ ต้องรออีกสักสองสามชั่วยามถึงจะได้"
"ลุงอวิ๋น ในช่วงเวลานี้มีเรื่องราวมากมายที่ต้องจัดการ ท่านควรไปดูฎีกาของท่านก่อน"
เล่อเหนียงพูดด้วยท่าทีเข้าอกเข้าใจว่า "ท่านวางใจได้ ท่านไปทำงานของท่านอย่างสบายใจเถิด ที่นี่พวกข้าจัดการเองได้"
"พวกข้าจะให้คำตอบที่น่าพอใจแก่ท่านอย่างแน่นอน" เล่อเหนียงรับรองอย่างหนักแน่น อวิ๋นเจิ้งเห็นเด็กหญิงรับรองเช่นนั้นจะพูดอะไรได้อีก ได้แต่ปล่อยให้นางลงมือตามใจชอบ
เพราะหากมีคนตายในวังหลวงแห่งนี้ เช่นนั้นก็ให้เป็นหน้าที่เขารับผิดชอบเถอะ แต่ถ้าไม่มีใครตาย เขาก็ต้องช่วยจัดการเรื่องราวให้เรียบร้อยอยู่ดี
"พี่เจ็ด ข้าฉีดยาเข้าไปแล้วและยาก็เริ่มออกฤทธิ์แล้ว ภายในไม่กี่ชั่วยามนี้นางจะไม่สามารถขยับตัวได้" เล่อเหนียงเอ่ย "ท่านต้องรีบไปรวบรวมกำลังทหารของท่านในช่วงเวลานี้"
"เพราะถ้าปีศาจเฒ่านั่นตาย บ้านเมืองก็จะต้องวุ่นวายแน่นอน ถึงตอนนั้นท่านต้องมีอำนาจมากพอที่จะรับมือกับพวกคนสนิทของเขาเท่านั้น"
ตอนนี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีปัญหา ภายใต้อำนาจของไทเฮา แม่ทัพผู้ทรงอำนาจต่างมีอำนาจล้นมือ
"พี่ชายท่านนี้ ข้าอยากออกจากวังไปกินถังหูลู่ ท่านพาข้าออกไปได้หรือไม่"
ฉินไห่เยี่ยนและคนอื่นๆได้แต่มองดูเล่อเหนียงกระโดดโลดเต้นราวกับกระต่ายน้อยอย่างอิจฉา น่ารักจนพูดไม่ออก
"อาห้า วันนี้ข้าต้องออกไปข้างนอก ท่านจะห้ามข้าหรือไม่ หากท่านไม่ขวางข้า ข้าก็จะเดินออกไปไกลหน่อย" ฉินไห่เยี่ยนมองดูเด็กหญิงอยู่ตรงหน้าและปฏิเสธเสียงแข็ง
"ไม่ได้ หากเจ้าออกไปตอนนี้ คนอื่นจะต้องสงสัยแน่" ฉินไห่เยี่ยนพูดอย่างเป็นห่วงเป็น
"อีกอย่างหากเจ้าอยากกินถังหูลู่ ข้าจะออกไปซื้อให้เจ้าภายหลังได้หรือไม่"
"ตอนนี้เจ้าเข้าไปในพื้นที่มิติของเจ้าก่อนได้หรือไม่ ซ่อนตัวไว้ก่อน ในไม่ช้าพวกนั้นจะต้องส่งคนมาค้นตำหนักแน่น"
"ถ้าข้าบอกว่าข้าต้องกินถังหูลู่ให้ได้วันนี้ล่ะ"เล่อเหนียงเอ่ยเสียงแข็ง
"เด็กน้อย ถ้าเจ้าออกไปแล้วถูกคนพบเห็นจะทำอย่างไร"
เล่อเหนียงแสดงท่าทีดูแคลน "ข้าว่าไม่เป็นไร ยังไงยายแก่นั่นก็ไม่มีทางรอดชีวิต ไม่มีใครรอดพ้นจากมือข้าไปได้หรอก"
เล่อเหนียงพูดจบ ดวงตาวูบไหวด้วยความไม่มั่นใจ แม้แต่เฝิงเสี่ยวฮวายังรอดชีวิตมาจากยาพิษของนาง นางคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าเป็นเพราะอะไรและหาคำตอบไม่ได้สักที
สิ่งเดียวที่นางสามารถยืนยันได้ก็คือ เขาได้เห็นกับตาตัวเองว่าเฝิงเสี่ยวฮวากินซาลาเปาลูกนั้นไปแล้ว ดังนั้นนางไม่น่าจะรอดชีวิตมาถึงตอนนี้ได้ ดังนั้นตอนที่นางปรากฏตัวที่หมู่บ้านตระกูลฉิน นางจึงตกใจเป็นอย่างยิ่ง
คิดว่าเห็นผีเสียอีก ที่แท้ก็คือการฟื้นคืนชีพจากความตาย
"ปัญหาคือข้ารู้ว่าเจ้าหิว ข้างนอกมีถังหูลู่ แต่เจ้าหิวมากขนาดนี้ได้อย่างไร รอไปก่อนได้หรือไม่ พวกเรายังมีเวลาอีกยาวนาน"
เล่อเหนียงปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา
"ไม่ได้ ข้าต้องกินวันนี้ ถ้าท่านไม่ให้ข้าไป ข้าก็จะไม่กลับไป ข้าจะอยู่ที่นี่"
ฉินไห่เยี่ยนเงียบไปครู่หนึ่งในที่สุดก็ยอมประนีประนอม
"เจ้าหลานตัวแสบ เจ้าบอกมาสิว่าต้องการให้ข้าทำอะไร" ฉินไห่เยี่ยนกล่าวอย่างจนปัญญา "ขอเพียงเจ้าบอกมา ข้าก็ทำได้ทั้งหมด"
บทที่ 748: อำนาจของจักรพรรดิ
"ถ้าข้าสั่งให้ท่านไปฆ่าคน ท่านจะไปหรือไม่" เล่อเหนียงถามขึ้น
"อาห้า ท่านกล้าฆ่าคนในเมืองเมืองหลวงหรือไม่ หากท่านกล้า วันนี้ข้าจะให้ท่านช่วยข้าทำธุระอย่างหนึ่ง แต่ถ้าท่านไม่กล้าก็ช่วยไปซื้อถังหูลู่กลับมาแทนก็แล้วกัน"
ฉินไห่เยี่ยนมองดูเล่อเหนียงด้วยสายตาเย็นชา "เด็กน้อย เจ้าอยากกินถังหูลู่ หรือว่าเจ้าต้องการออกไปหาเรื่องใครกันแน่"
เล่อเหนียงขมวดคิ้ว "อาห้า ท่านกำลังพูดอะไรกัน เหตุใดท่านถึงคิดเช่นนั้นกับเล่อเหนียงเล่า เล่อเหนียงไม่ใช่หลานรักที่น่ารักที่สุดของท่านแล้วหรือ"
"หลานรักที่น่ารักที่สุดไม่ใช่เด็กที่ไร้เดียงสาหรือ" ฉินไห่เยี่ยนยังคงเอ่ยด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ "พอเถอะ อย่าแกล้งทำอีกเลย!"
"โดยปกติแล้วเด็กทั่วไปพูดจาแบบเจ้าไม่ได้หรอก"
สีหน้าของเล่อเหนียงพลันหม่นหมองลงทันที "อาห้า ข้ายังเป็นหลานสาวที่ท่านรักที่สุดอยู่หรือไม่ ท่านพูดเช่นนี้ ข้าเสียใจมากเลย!"
ฉินไห่เยี่ยนไม่สนใจหลานสาวตัวแสบอีกต่อไป เขาหมุนตัวเดินออกไปข้างนอกทันที
วังหลวงมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด คนธรรมดาไม่สามารถเข้าออกได้ตามใจชอบ แต่ฉินไห่เยี่ยนมีป้ายประจำตัว ทว่าในขณะที่กำลังจะก้าวออกจากตำหนักจู่ๆก็ได้ยินเสียงระฆังดังขึ้น!
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันทีแลัรีบวิ่งกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เล่อเหนียงรีบเข้าไปในพื้นที่มิติทันที
"เกิดอะไรขึ้น เหตุใดระฆังถึงดังขึ้นล่ะ" ฉินไห่เยี่ยนคว้าตัวหลี่เฟยมาถาม
"นี่ยังไม่ชัดเจนอีกหรือ เล่อเหนียงของพวกเราช่างกล้าหาญเหลือเกิน นางทำทุกอย่างสำเร็จได้อย่างง่ายดาย"
หลี่เฟยรู้สึกชื่นชมเล่อเหนียง นางเป็นเพียงเด็กหญิงอายุเพียงสามขวบแต่กลับกล้าหาญทำเรื่องใหญ่โต
"แล้วองค์รัชทายาทหายไปไหนเล่า"
ฉินไห่เยี่ยนถามด้วยความกังวล "ตอนนี้เจ้ามีวิธีรับมือหรือไม่?"
หลี่เฟยยักไหล่พลางกล่าวว่า "เรื่องนี้ข้าจะรู้ได้อย่างไรเล่า"
"เมื่อครู่ข้าไม่ได้อยู่ข้างกายเขา พวกเขาสองคนกำลังกระซิบกระซาบกันอยู่ในห้องทรงอักษร ข้าก็ไม่รู้ว่าพวกเขาคุยเรื่องอะไรกัน"
"แต่เมื่อครู่หลังจากได้ยินเสียงระฆังดังขึ้น พวกเขาทั้งสองก็วิ่งออกไปแล้ว น่าจะไปที่ตำหนังฉือหนิงแล้ว"
"งั้นพวกเราก็รีบไปกันเถอะ" ฉินไห่เยี่ยนกล่าวพลางใช้วิชาเบาตัวมุ่งหน้าไป
แต่หลี่เฟยไม่ได้ไปด้วย หลี่เฟยหันหลังกลับแล้วมุ่งหน้าออกนอกวัง
"เกิดเรื่องใหญ่ในวังแล้ว อีกเดี๋ยวจะต้องมีเรื่องวุ่นวายแน่ ข้าต้องหาทางหาคนมาช่วยเสียที"
ยอดฝีมือของพรรคเฟยอวี๋ล้วนอยู่ข้างนอกทั้งหมด เขาต้องหาทางแจ้งให้พวกนั่นรู้ ให้พวกเขาเตรียมพร้อมและรับฟังคำสั่ง
หงอวี่ที่อยู่ในตำหนักฉือหนิงกลับมีความกังวลที่แตกต่างออกไป เขาไม่รู้ว่าเหตุใดยายแก่ถึงตายเร็วขนาดนี้
"เสด็จแม่เพคะ เหตุใดท่านถึงทิ้งลูกไปแบบนี้ หากท่านจากไป ลูกจะทำอย่างไร!" อวิ๋นชูที่เพิ่งถูกไล่ออกจากตำหนักเมื่อครู่นี้ ตอนนี้กลับวิ่งเข้ามาอีกครั้ง! นางมองดูผู้เป็นมารดานอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงอย่างไม่อยากเชื่อ หลังจากหายตกใจในที่สุดนางก็โถมตัวเข้าไปและร่ำไห้ออกมาสุดเสียง
"เสด็จแม่เพคะ มันเป็นฝีมือของใครกันแน่ที่ทำให้ท่านเป็นเช่นนี้ หากท่านมีวิญญาณอยู่บนสวรรค์ ได้โปรดมาเข้าฝันลูกด้วย ลูกจะต้องแก้แค้นให้ท่านอย่างแน่นอน"
อวิ่นซูร้องไห้พลางมองไปที่อวิ๋นเจิ้งอย่างมีนัยยะแล้วร่ำไห้ว่า "เสด็จแม่เพคะ หากเป็นฝีมือของคนใจดำอำมหิตจริงๆ ขอโปรดมาเข้าฝันลูก หรือจะมาเข้าฝันขุนนางคนใดก็ได้"
อวิ๋นเจิ้งจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าอวิ่นซูกำลังเรื่องอะไร เพียงแต่เขาไม่ได้ขยับตัวเท่านั้น ที่จริงแล้วในใจของเขายังคงอยู่ในสภาวะตกตะลึง เพราะเขาไม่รู้จริงๆ ว่าเมื่อมอบหมายบางเรื่องให้บางคนทำ มันจะราบรื่นได้ถึงเพียงนี้
การทำให้ไทเฮาสวรรคตเร็วๆนั้นเป็นความหวังของเขามาสิบกว่าปีแล้ว แต่เหตุใดเมื่อความปรารถนาเป็นจริงกลับรู้สึกเศร้าหมองเล็กน้อย
"เสด็จพ่อ ท่านกำลังทำอะไรอยู่ รีบออกพระราชโองการจัดการงานศพเถิด!" หงอวี่เห็นว่าเขายังไม่ได้สติจึงเอ่ยเตือนไป
ความจริงแล้วเขาเป็นห่วงอีกฝ่ายมากและยังตกตะลึงอยู่ เดิมทีเขาตั้งใจจะให้ยายแก่นี้มีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสักระยะ เพราะว่าท่านลุงและท่านพ่อของพวกเขายังไม่ได้กลับมา ตอนนี้เขาไม่มีคนอยู่ในมือ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นในตอนนี้คงจะแย่แน่
อวิ๋นเจิ้งเพิ่งได้สติกำลังจะออกคำสั่งให้คนไปจัดการงานศพ ทันใดนั้นเสียงอึกทึกก็ดังมาจากนอกประตู ชายคนหนึ่งสวมชุดเกราะวิ่งเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยขึงขังอยู่หน้าเตียงของไทเฮา
"ข้าอยากรู้นักว่าใครกล้าแตะต้องร่างอันทรงคุณค่าของไทเฮา!"
หงอวี่ตะลึงงันเมื่อเห็นชายคนนี้ตรงหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ เพราะพวกเขารู้จักคนผู้นี้
พูดให้ถูกต้องคนผู้นี้ไม่ควรมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว
คนผู้นั้นก็คือแม่ทัพผู้ทรงอำนาจคนก่อนนั่นเอง
"พี่เจ็ด คนผู้นี้ไม่ได้ตายไปแล้วหรอกหรือ เหตุใดถึงยังอยู่ที่นี่ได้"
เล่อเหนียงที่อยู่ในพื้นที่มิติก็รู้สึกตกตะลึงไม่แพ้กัน นางกระซิบกับหงอวี่จากในพื้นที่มิติ หงอวี่ส่ายหน้าเบาๆ บ่งบอกว่าไม่รู้เรื่อง
"แม่ทัพผู้ทรงอำนาจ บุรุษภายนอกไม่อาจบุกรุกเข้ามาในวังหลังได้ตามอำเภอใจ เจ้ากำลังคิดก่อกบฏใช่หรือไม่" อวิ๋นเจิ้งจ้องมองชายตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ชายที่อยู่เบื้องหน้านี้ไม่ใช่แม่ทัพผู้ทรงอำนาจคนก่อนหน้า แต่เป็นพี่น้องฝาแฝดของเขาก่อนหน้านี้ แม่ทัพผู้ทรงอำนาจถูกลอบสังหารจนสิ้นชีวิต เขาจำต้องระแวดระวังตำแหน่งแม่ทัพผู้ทรงอำนาจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คนภายนอกอาจไม่สามารถแยกแยะได้ว่าใครเป็นพี่ใครเป็นน้อง แต่ชีวิตได้หล่อหลอมให้ทั้งสองคนมีอุปนิสัย นิสัยใจคอ และลักษณะการพูดจาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ดังนั้นเขาจึงมั่นใจอย่างยิ่งว่าคนตรงหน้านี้ไม่มีทางเป็นแม่ทัพผู้ทรงอำนาจได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ในสถานการณ์ตอนนี้ ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะเปิดโปงความจริง
"แล้วไทเฮาเล่า ไทเฮาสวรรคตไปแล้ว ใต้หล้านี้ก็เป็นของข้าแล้ว"
แม่ทัพผู้ทรงอำนาจหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ แล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า
"ไทเฮาเคยตรัสไว้แล้วว่า หากนางสิ้นชีพโดยไม่คาดฝัน ตำแหน่งนี้ก็จะตกเป็นของตระกูลข้าเท่านั้น"
"อย่างนั้นหรือ แล้วเหตุใดนางไม่เคยบอกข้า อย่างไรเสียนางก็เป็นมารดาของข้า นางคงไม่ไปบอกคนนอกอย่างเจ้าหรอกกระมัง" อวิ๋นเจิ้งก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแก นางกล่าวว่า "อีกอย่างที่นี่เป็นแผ่นดินของตระกูลอวิ๋นของพวกข้า ไฉนสตรีผู้หนึ่งจึงมาออกคำสั่งได้"
สีหน้าของแม่ทัพผู้ทรงอำนาจเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำทันที อวิ๋นชูก็เช่นเดียวกัน
"นี่เป็นคำพูดของไทเฮา เจ้าจะปฏิเสธหรือ" แม่ทัพผู้ทรงอำนาจชักดาบออกมา หากฮ่องเต้สุนัขผู้นี้ไม่รู้จักประสา เขาก็จะไม่ลังเลที่จะสับศีรษะของเขาทิ้ง
ด้านนอกมีพวกที่รีบมา ทหารผู้ปกป้องราชวงศ์ได้ยินคำพูดของแม่ทัพผู้ทรงอำนาจแล้วโกรธจนตาลายไปหมด อยากจะพุ่งเข้าไปฟันแขนแม่ทัพผู้ทรงอำนาจนั่นสักสองที แต่พวกเขายังไม่ได้รับคำสั่ง จึงไม่อาจบุกเข้าไปอย่างไม่ระมัดระวัง ได้แต่ยืนกระวนกระวายอยู่ด้านนอก
"ข้าไม่สนใจว่าไทเฮาเคยสัญญาอะไรไว้ก่อนหน้านี้ เจ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับข้าทั้งสิ้น แต่หากวันนี้เจ้ากล้าทำอะไรบ้าๆที่นี่ ข้าจะให้เจ้าได้รู้ว่าอำนาจของฮ่องเต้เป็นเช่นไร"
บทที่ 749: ตอนนี้ข้ากำลังรอความตายอยู่จริงๆ
ภายในพื้นที่มิติ เล่อเหนียงยังคงโกรธแค้นไม่หาย นางได้เตรียมปืนบาเร็ตไว้พร้อมแล้ว รอแต่จะออกไปยิงเจ้านั่นให้กลายเป็นกองเนื้อเท่านั้น
"งั้นเจ้าก็ลองดูสิ ข้าอยากรู้นักว่าใครจะเป็นฝ่ายหัวเราะทีหลัง" อวิ๋นเจิ้งพูดอย่างไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย
หากเป็นในอดีตเขาอาจจะหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เขาไม่รู้สึกเกรงกลัวอีกต่อไป หากมีเรื่องที่เขาจัดการไม่ได้ก็ให้เล่อเหนียงลงมือแทน ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นชายหนุ่มที่ต้องพึ่งเด็กหญิงให้ช่วยและออกจะน่าอายอยู่บ้างก็ตาม!
แต่สำหรับพวกที่ไม่มีความละอายใจเหล่านี้ เขาจะใช้เด็กหญิงคนหนึ่งจะเป็นไรไป ขอแค่สามารถกำจัดพวกมันได้ก็พอ
"ดีล่ะ เมื่อเจ้าดื้อดึงเช่นนี้ก็อย่าโทษข้าว่าไม่สุภาพเลย" แม่ทัพผู้ทรงอำนาจเพิ่งพูดจบ ประตูก็เปิดออก มีผู้คนมากมายสวมชุดขันทีวิ่งเข้ามา
ในกลุ่มคนเหล่านี้ อวิ๋นเจิ้งยังเห็นหลายคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาดี เห็นได้ชัดว่าพวกเขาแอบซ่อนตัวอยู่ที่นี่มานานแล้ว
อวิ๋นเจิ้งเอ่ยเสียงเย็นชาว่า "เข้าจะลงมือที่นี่จริงๆหรือ ไม่แม้แต่จะคิดปกปิดแล้วสินะ"
อวิ๋นเจี้ยนยังอยากจะประวิงเวลาต่อไปอีกสักพัก แต่แม่ทัพผู้ทรงอำนาจไม่ให้โอกาสเขาแล้ว ชักดาบออกมาแล้วพุ่งเข้ามาหัวเราะร่า
"เสี่ยวอวี่ระวัง!" อวิ๋นเจิ้งในช่วงเวลาคับขันผลักเสี่ยวอวี่ออกไปด้านข้างทันที
ส่วนตัวเขาเองต้องเผชิญหน้ากับดาบของแม่ทัพผู้ทรงอำนาจโดยตรง เห็นได้ชัดว่าดาบของแม่ทัพผู้ทรงอำนาจกำลังจะแทงเข้าร่างของอวิ๋นเจิ้งแล้ว ในช่วงเวลาคับขันนี้ดาบเก่าๆเล่มหนึ่งได้พุ่งทะยานออกมาจากความว่างเปล่า
"ฝ่าบาทรีบพาองค์รัชทายาทหนีไปเถิด ที่นี่กระหม่อมจะจัดการเอง!" ฉินไห่เยี่ยนตะโกนออกมาประโยคหนึ่ง ก่อนจะชักดาบออกมาเข้าเผชิญหน้าความจริง ฉินไห่เยี่ยน ฝึกฝนมาไม่นานนัก แม้ว่าเขาจะไม่สามารถเอาชนะนักรบผู้ทรงพลังได้ในการต่อสู้แบบตรงๆ แต่เขามีข้อได้เปรียบตรงที่ดาบนั้นเป็นของที่เล่อเหนียงมอบให้ อีกทั้งยังค่อนข้างเบา ไม่เทอะทะเหมือนของแม่ทัพผู้ทรงอำนาจ ดังนั้นในชั่วขณะนั้นทั้งสองคนจึงต่อสู้กันอย่างสูสี
ส่วนอวิ๋นเจิ้งพาเสี่ยวอวี่กระโดดลงจากหน้าต่าง โดยมีพวกทรยศไล่ตามมาติดๆ
"พี่เจ็ด รีบหาที่ซ่อนเถิด ข้าจะจัดการพวกมัน"
ขณะที่พวกเขากำลังจะถูกไล่ทัน จู่ๆก็ได้ยินเสียงของเล่อเหนียงดังขึ้นข้างหู
เสี่ยวอวี่เข้าใจทันที "เสด็จพ่อรีบหาที่ซ่อนแล้วจัดการพวกมันเถิด!"
อวิ๋นเจิ้งได้ยินคำพูดของเขาก็รู้ว่าใครกำลังเตรียมลงมือ ดังนั้นนางจึงพาเด็กน้อยหลบเข้าไปในส้วมข้างทางทันที
เล่อเหนียง “…”
ไม่จำเป็นต้องซ่อนตัวลับขนาดนั้นหรอก แต่ตอนนี้นางก็ไม่มีเวลามาสนใจพวกเขาหรือบ่นอะไรแล้ว พอเลี้ยวโค้งไปเล่อเหนียงก็ปรากฏตัวออกมา ในมือถือถังยาสลบที่ปรับปรุงแล้วสามใบ และส่งให้พวกเขา
ถังยาสลบนี้พวกเขาเคยพูดคุยกันมาก่อนแล้ว ดังนั้นหงอวี่จึงรู้วิธีใช้ หงอวี่รับถังยาสลบมาและทันใดนั้นก็พ่นมันออกไปยังกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้า
ถังยาสลบที่ผ่านการปรับปรุงนี้ไม่เพียงแต่ปล่อยควันสลบออกมาเท่านั้น แต่ยังมีเข็มเงินจำนวนมากด้วย ควันอาจจะลอยอยู่ได้ไม่นาน แต่เข็มเงินขนาดใหญ่ที่สุดภายในถูกผลักดันอย่างแรงจนเหมือนอาวุธลับพุ่งออกไป
คนที่ไล่ตามมาด้านหลังหลบไม่ทันจึงถูกโจมตีเข้าอย่างจัง แต่เมื่อพวกเขาเห็นว่ามันเป็นเพียงเข็มเล็กๆเท่านั้น กลับรู้สึกดูแคลนขึ้นมา เด็กน้อยยิงเข็มเงินออกมาจะทำร้ายใครได้ เขาคงเล่นสนุกอยู่สินะ
พวกเขาไม่สนใจเข็มที่แทงเข้าร่างและไล่ตามต่อไป แต่เพียงก้าวไปไม่กี่ครั้งก็ล้มลงทันที
"แน่จริงพวกเจ้าก็ตามมาสิ พวกหยิ่งผยองนักไม่ใช่หรือ รีบมาไล่จับข้าสิ" เสี่ยวอวี่พูดยั่วยุ
อวิ๋นเจิ้งเห็นลูกชายเกิดอารมณ์ จู่ๆก็รู้สึกเหนื่อยใจขึ้นมา เด็กคนนี้บางครั้งดูเหมือนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่บางครั้งก็ดูเหมือนเด็กไร้เดียงสาเหลือเกิน
"พี่เจ็ด อย่าเพิ่งดีใจเร็วนัก ตอนนี้เป็นเพียงคลื่นลูกแรกเท่านั้น ข้างหน้าต้องมีคนมาอีกแน่"
เล่อเหนียงไม่ได้มองโลกในแง่ดีเช่นนั้น แต่ในขณะเดียวกันนางก็รู้สึกหมดคำพูดอย่างยิ่ง
"ข้าขอถามลุงอวิ๋นหน่อย ท่านไม่มีพรรคพวกในวังเลยหรือ ไม่มีแม้แต่อาจารย์สักคนเลยหรือ?"
"ถูกไล่ล่าอย่างอเนจอนาถในบ้านของตัวเองเช่นนี้ ท่านคิดว่าจะเอาศักดิ์ไปไว้ที่ไหน"
อวิ๋นเจิ้งรู้สึกละอายใจยิ่งนัก "ข้าขอโทษ"
"ยายแก่นั่นควบคุมราชสำนักและวังหลังมานานเกินไป ข้าไม่สามารถแทรกคนของข้าเข้าไปได้ง่ายๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การที่ข้าสามารถรักษาชีวิตตัวเองไว้ได้ก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว"
หงอวี่พยักหน้าเห็นด้วย "ตอนที่ข้าเพิ่งกลับมาที่นี่ เห็นได้ชัดว่าอิทธิพลของยายแก่นั่นยิ่งใหญ่เพียงใด"
เล่อเหนียงรู้สึกเหนื่อยใจเช่นกัน "แล้วจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ตอนนี้? พวกเราสามคนจะสามารถหนีออกไปได้หรือ"
"หากท่านพ่อและแม่ทัพเผ่ยยังไม่กลับมา พวกเราคงต้องตายกันหมดแล้ว"
เล่อเหนียงพูดพลางนึกขึ้นได้ว่าดูเหมือนจะขาดคนไปหนึ่งคน
"ไม่ถูกนะ พวกท่านเห็นพี่หลี่เฟยบ้างหรือไม่ เหตุใดข้าถึงไม่เห็นพี่หลี่เลย"
อวิ๋นเจิ้งและหงอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง "เขาไม่ได้อยู่ในวังหรือ"
"เมื่อครู่นางแก่นั่นตายกะทันหันเกินไป ข้าเลยให้พวกเขาสองคนอยู่ในตำหนัก เผื่อมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น" เล่อเหนียงได้ยินคำพูดของเขาแล้วในใจมีลางสังหรณ์บางอย่าง "ไม่ถูกต้องนะ ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง อาห้าก็มาแล้ว แล้วพี่หลี่เฟยไปอยู่ที่ใดเล่า"
"เขาจะประสบอันตรายหรือไม่"
เสี่ยวอวี้ก็ไม่กล้ารับรอง ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนเป็นอย่างไร้บ้าง สิ่งเดียวที่สามารถอธิบายได้ก็คือต้องมีคนหนึ่งแน่นอนที่ประสบอันตราย
"ลุงอวิ๋น พี่เจ็ด พวกท่านทั้งสองหาที่ซ่อนตัวเถิด ข้าจะไปตามหาดู" เล่อเหนียงในตอนนี้ก็ไม่สนใจแล้วว่าตนเองจะถูกเปิดเผยตัวตนหรือไม่
อย่างไรก็ตามตอนนี้วังหลวงก็วุ่นวายจนเกือบจะไม่เหลืออะไรแล้ว
"ไม่ได้ เจ้าไปไม่ได้ เจ้าเป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง หากไปแล้วบังเอิญถูกคนอื่นเห็นเข้าจะทำอย่างไร" อวิ๋นเจิ้งปฏิเสธทันที
เสี่ยวอวี่ก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน "หากจะไปพวกเราก็ต้องไปด้วยกัน เจ้าไปคนเดียวไม่ได้เด็ดขาด"
"ถ้าเช่นนั้นหากข้าไม่ไป ตอนนี้พวกเรายังมีวิธีอื่นอีกหรือไม่ พวกท่านสองคนไปแล้วจะรับประกันได้หรือว่าจะกลับมาอย่างปลอดภัยโดยไม่มีอันตรายใดๆ"เล่อเหนียงโกรธ
"พวกท่านทำไม่ได้ แต่ข้าทำได้" เล่อเหนียงพูดจบก็หมุนตัววิ่งออกไปทันที
ผลก็คือนางเพิ่งจะเดินได้สองก้าวก็ถูกคนจับคอเสื้อดึงขึ้นมา
บทที่ 750: ย่าของเจ้าไม่ได้โง่ขนาดนั้น
"ท่านพ่อ!"
เล่อเหนียงคิดว่าใครกันที่จับคอเสื้อของนาง แต่แล้วนางก็ได้กลิ่นที่คุ้นเคยยิ่งนัก นั่นคือกลิ่นที่แผ่ซ่านไปด้วยความรักของพ่อ ดังนั้นนางไม่จำเป็นต้องมองก็รู้ว่าคนผู้นั้นคือท่านพ่อของนาง
"เล่อเหนียงคิดถึงพ่อหรือไม่" ฉินเหล่าซื่ออุ้มนางขึ้นมาแล้วหอมแก้มนางอย่างแรงสองที
"ท่านพ่อ ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว ถ้าท่านไม่กลับมาเล่อเหนียงคงไม่ได้พบท่านอีกแล้ว" เล่อเหนียงกล่าวพลางโอบรอบคอของเขา
ดวงตาของนางแดงเรื่อเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้รับการช่วยเหลือหรือเพราะคิดถึงท่านพ่อมากเกินไป
"ท่านพ่อ!" หงอวี่เมื่อเห็นฉินเหล่าซื่อก็ตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนจะพุ่งเข้าไปหาทันที
สองมือกอดรอบเอวของเขาแน่น ซุกหน้าลงบนอกของท่านแล้วเริ่มร้องไห้ออกมา
"ฮือ ท่านพ่อ ในที่สุดท่านก็กลับมา ข้ากังวลจนแทบตาย ถ้าท่านกลับมาช้ากว่านี้อีกนิด ท่านก็จะไม่มีลูกชายที่น่ารักเช่นข้าแล้ว แม้ว่าท่านจะมีลูกชายมากมาย แต่ไม่มีใครที่น่ารักและกตัญญูเท่าข้าอย่างแน่นอน"
ฉินเหล่าซื่อผลักศีรษะของเขาด้วยสีหน้ารังเกียจ "พอเถอะ พอเถอะ เจ้าเด็กตัวแสบ เจ้าโตจนสูงเกือบเท่าข้าแล้ว ยังจะทำตัวเป็นเด็กอยู่ได้"
"ข้าไม่สนหรอก ใครใช้ให้ท่านเป็นพ่อข้าล่ะ ถึงข้าจะสูงกว่าท่าน ท่านก็ยังเป็นพ่อข้าอยู่ดี!" หงอวี่กอดรอบเอวเขาแน่น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมปล่อยมือแม้จะถูกตี
ฉินเหล่าซื่อกล่าวอย่างจนปัญญา "ข้าขี่ม้ามาอย่างไม่หยุดพัก วันนี้เหงื่อออกทั้งตัว เจ้าไม่ได้กลิ่นเหม็นหรือ"
หงอวี่ร่างกายแข็งทื่อ และพูดอย่างอึดอัด "มีกลิ่นเหม็นนิดหน่อย แต่ข้าไม่สนหรอก ใครใช้ให้ท่านเป็นท่านพ่อของข้าล่ะ"
อวิ๋นเจิ้งมองลูกชายของตนที่กำลังกอดชายอื่นและเรียกชายคนนั้นว่าท่านพ่อด้วยสีหน้าอิจฉา จะบอกว่าไม่อิจฉานั้นคงเป็นเรื่องโกหก
แต่ส่วนใหญ่แล้วเขามีสีหน้าปลาบปลื้มยินดี แม้ว่าเสี่ยวอวี่จะกลับมาไม่นาน แต่ตั้งแต่ได้ใช้ช่วงเวลาอยู่ด้วยกัน เขาก็รู้ว่านิสัยของเสี่ยวอวี่นั้นเย็นชามาก
แม้แต่ระหว่างพวกเขาที่เป็นพ่อลูกกันแท้ๆ ก็ยังไม่สามารถสนิทสนมกันได้ถึงเพียงนี้การที่ทำให้เสี่ยวอวี่ออดอ้อนเหมือนเด็กน้อยต่อหน้าชายคนหนึ่งได้ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาปฏิบัติต่อลูกชายของตนเองเสมือนลูกแท้ๆ
แต่ด้วยนิสัยที่อ่อนไหวของเสี่ยวอวี่ เขาคงไม่สนิทสนมกับพวกเขาถึงเพียงนี้
"พอแล้ว พอแล้ว อย่ากอดอีกเลย รีบปล่อยข้าเถอะ อีกประเดี๋ยวพวกกบฏจะบุกเข้ามาแล้ว พวกเราทั้งสามคนจะหนีไม่ทัน"
ฉินเหล่าซื่อรู้สึกจนปัญญาจริงๆ ที่จริงแล้วเขาก็ไม่ได้พาคนมามากนัก เพียงแต่เมื่อสองวันก่อนได้รับจดหมายจากเจ้านกเหยี่ยว พบว่าเล่อเหนียงเดินทางไปเมืองหลวงเพียงลำพัง
เขากังวลถึงความปลอดภัยของเล่อเหนียง จึงนำกำลังพลสองพันนายรีบเร่งกลับมายังเมืองหลวง พอเพิ่งเดินผ่านประตูเมืองก็พบกับหลี่เฟยเข้า
หลี่เฟยบอกว่าไทเฮาสิ้นใจแล้ว และบอกว่าเป็นฝีมือของเล่อเหนียง
เล่อเหนียงอาจจะตกอยู่ในอันตราย เขาจึงรีบร้อนเข้าวัง
เมื่อมาถึงวังหลวงถึงได้พบว่าภายในวังวุ่นวายไปหมดแล้ว เขาก็อาศัยวรยุทธ์ของตนที่ค้นหาไปทั่ว แล้วก็พบเด็กหญิงคนนี้เข้า
"กระหม่อมมาช่วยเหลือฝ่าบาทช้า ขอฝ่าบาทโปรดอภัยโทษด้วย!" ฉินเหล่าซื่อดึงเด็กสองคนที่เกาะติดกันออก แล้วเดินไปข้างหน้าและคุกเข่าลง
"ลุกขึ้นเร็ว!"
อวิ๋นเจิ้งยื่นมือไปพยุงเขาให้ลุกขึ้น "ต่อไปเจ้าไม่ต้องคุกเข่าต่อหน้าข้า!"
"พวกเราล้วนเป็นพ่อของเสี่ยวอวี่ ทุกคนอยู่ในระดับเดียวกัน!"
อวิ๋นเจิ้งไม่รู้ว่าฉินเหล่าซื่อมีตำแหน่งอะไรกันแน่ เขาก็ไม่อยากถาม ดังนั้นจึงได้แต่ลดท่าทีของตนเองลง
"ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ ท่านคือฮ่องเต้ ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์และขุนนางนั้นแตกต่างกัน!" ฉินเหล่าซื่อกล่าวอย่างดื้อรั้น "ไม่อาจเพียงเพราะกระหม่อมเคยรับองค์รัชทายาทเป็นบุตรบุญธรรม แล้วจะปฏิบัติต่อกระหม่อมเป็นพิเศษได้..."
อวิ๋นเจิ้งตัดบทคำพูดของเขาทันที "เจ้าไม่ต้องพูดอีกแล้ว ข้าคือฮ่องเต้ ข้าพูดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น"
ฉินเหล่าซื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วจะพูดอะไรได้อีกเล่า เขาทำตามอย่างเชื่อฟัง
"กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา!"
"ฝ่าบาท โปรดตามกระหม่อมมาเร็ว!"
ฉินเหล่าซื่อนำอวิ๋นเจิ้งบุกฝ่าออกไปตลอดทาง การก่อกบฏของแม่ทัพผู้ทรงอำนาจนั้นมีการวางแผนมาก่อน ดังนั้นในวังหลวงจึงเต็มไปด้วยคนของแม่ทัพผู้นั้น!
กองทัพสองพันนายที่เขานำมานั้นยังคงต่อสู้กับคนของแม่ทัพผู้ทรงอำนาจอยู่นอกประตูเมือง มีเพียงเขาคนเดียวที่บุกเข้ามาได้!
ดังนั้นตอนนี้เขาจำเป็นต้องพาพวกเขาทั้งสามคนออกไปอย่างปลอดภัยด้วยตัวคนเดียว
หากขาดแม้แต่คนเดียวก็จะเกิดเรื่องใหญ่ได้!
"เสี่ยวชีรับไว้!"
ฉินเหล่าซื่อรีบโยนดาบในมือให้กับหงอวี่
หงอวี่ฝึกวรยุทธ์กับหลี่อันที่บ้าน แม้จะไม่เก่งกาจนัก แต่ก็เพียงพอที่จะป้องกันตัวเองได้เพียงแต่อวิ๋นเจิ้งคิดมาตลอดว่าบุตรชายคนนี้ของเขาเป็นคนอ่อนแอไม่สามารถดูแลตัวเองได้
"ท่านพ่อ ท่านดูแลด้านหน้าเถิด ไม่ต้องห่วงด้านหลัง ข้าจะอยู่ด้านหลังคอยสกัดกั้น!" หงอวี่กล่าวพลางฟันศีรษะของคนคนหนึ่ง
"ได้!" ฉินเหล่าซื่อตอบรับเสียงหนึ่ง แล้วมุ่งสมาธิกับสังหารศัตรูด้านหน้า นำพวกเขาเดินออกไป
หงอวี่อยู่ด้านหลังคอยสกัดกั้น แม้บางครั้งจะรับมือไม่ไหว แต่เมื่อใดที่เขารับมือไม่ไหว เล่อเหนียงก็จะลงมือช่วยเหลืออย่างลับๆ
แม้กระทั่งบางครั้งมีคนหลายคนบุกเข้ามา เล่อเหนียงก็ไม่รอให้หงอวี่ลงมือ แต่จัดการพวกนั้นอย่างเงียบๆเสีย และในที่สุดทหารของแม่ทัพผู้ทรงอำนาจก็พบพวกเขา ผู้คนมากมายเริ่มล้อมเข้ามา
"จะทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท พวกเราดูเหมือนจะออกไปไม่ได้แล้ว" ฉินเหล่าซื่อ มองดูผู้คนที่ล้อมเป็นวงกลมด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น
พวกเขาไม่ได้เข้ามา ไม่ได้ลงมือ แค่ยืนล้อมกันเงียบๆ เพียงแค่พวกเขาจัดการกับกลุ่มหนึ่งได้ อีกกลุ่มก็จะพุ่งเข้ามาทันทีทีละกลุ่ม สูบเอาพละกำลังของพวกเขาไป
เล่อเหนียงมองดูผู้คนที่ล้อม แล้วหัวเราะเยาะเบาๆ นางกำลังเตรียมจะโยนแก๊สพิษออกมาจากพื้นที่มิติ ทันใดนั้นลูกธนูดอกหนึ่งก็พุ่งทะลุอากาศมา หลังจากลูกธนูดอกแรกมาถึงก็ตามมาด้วยลูกธนูอีกนับไม่ถ้วน
เล่อเหนียงและคนอื่นๆค่อยๆรีบย่อตัวลงอย่างรวดเร็ว เพื่อหลบหลีกการโจมตี ไม่นานนัก คนที่เดิมทีกำลังล้อมพวกเขาอยู่ก็ล้มลงทีละคน
เมื่อพวกเขารีบลุกขึ้นก็เห็นร่างสองร่างเดินเคียงข้างกันมา
"ท่านอาไป๋!" เล่อเหนียงดิ้นหลุดจากอ้อมกอดของอวิ๋นเจิ้งแล้ววิ่งไปหาเขาทันที
"เจ้าเด็กน้อย เจ้าเข้าเมืองหลวงมาไม่คิดบอกข้าสักคำเลยหรือ" ไป๋เช่ออวิ๋นยื่นมือออกมาอุ้มเล่อเหนียงขึ้น แล้วดีดหน้าผากนางเบาๆ
"ข้าคิดว่าเจ้าจะเข้าเมืองหลวง แต่ไม่คิดว่าเจ้าจะออกเดินทางเร็วขนาดนี้ แม้ว่าข้าจะออกตามมาวันเดียวกัน แต่ข้ากลับตามเจ้าไม่ทัน"
ไป๋เช่ออวิ๋นรู้สึกปวดหัวทันทีที่พูดถึงเรื่องนี้ เขาเพิ่งกลับมาจากจวนตระกูลเผ่ยกำลังคิดจะพาผู้เฒ่าทั้งสองเข้าเมืองหลวงเพื่อสนับสนุนเจ้าหนูน้อย แต่ผลคือเด็กหญิงสาวคนนี้เข้าเมืองหลวงมาโดยไม่บอกอะไรสักคำ!
"อ้าว ท่านอาไป๋ เหตุใดท่านมาที่นี่ล่ะ ท่านไม่ได้อยู่ที่อำเภอชิงเหอหรอกหรือ"
"แล้วท่านย่าของข้าเป็นอย่างไรบ้าง พวกเขาได้เข้าเมืองหลวงมาหรือไม่" เล่อเหนียงถามอย่างร้อนใจ
ไม่รู้ว่าท่านย่าและคนอื่นๆจะเสียใจหรือไม่นะ
"เจ้าคิดว่าทุกคนเป็นเหมือนเจ้าหรือ พูดจะมาก็มา พูดจะเข้าเมืองหลวงก็เข้าเมืองหลวง" ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยดอย่างหมดคำพูด "ย่าของเจ้าและพวกเขาไม่ได้โง่ขนาดนั้นหรอก"
จบตอน
Comments
Post a Comment