บทที่ 91: พานางกลับบ้าน
“หยางเปียว สะใภ้รอง!”
ฉินเหล่าซื่อกัดฟันกรอดพลางคำรามเสียงต่ำ
เขาเดาได้ว่าคนที่อุ้มเล่อเหนียงไปคือหยางเปียว แต่เขาไม่คาดคิดว่าตระกูลเฝิงจะมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย
โดยเฉพาะเฝิงเสี่ยวฮวา นางกล้าดียังไง
ลิ่งอวี่เป็นเด็กที่นางคลอดออกจากท้อง นางจะใจร้ายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ถึงกับกล้าลงมือทำร้ายลิ่งอวี่
“พวกเจ้าเป็นใคร ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร”
นายท่านอู๋ถูกเฉินฮั่นหลินเหยียบหน้าอกไว้แน่นจนขยับไม่ได้ เขาตะโกนด้วยความโกรธ
เฉินฮั่นหลินแคะหูอย่างไม่ใส่ใจแล้วพูดว่า “หนูโสโครกตัวไหนน้ำกำลังร้องอยู่หรือ” พูดพลางเพิ่มแรงเหยียบลงไปอีก
“ข้าบอกเจ้าเลยนะ ข้าเป็นคนตระกูลอู๋แห่งเมืองซางเหอ ถ้าเจ้ารู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวแล้วละก็ รีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าได้รับผลกรรมแน่”
เฉินฮั่นหลินหัวเราะเยาะ “เจ้าคิดว่าอย่างไร เจ้ายังมีโอกาสรอดชีวิตอีกหรือ!”
ฮึ กล้าทำร้ายสมบัติล้ำค่าของตระกูลฉินของพวกเรา ถ้าไม่ฆ่าเจ้าให้ตาย ข้าก็ไม่ใช่คนแซ่เฉินแล้ว!
เล่อเหนียงยิ่งร้องไห้ยิ่งรู้สึกน้อยใจ มือน้อยๆไปหยิกหน้าอกของฉินเหล่าซื่อโดยไม่รู้ตัวพลางร้องไห้
ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลฉินเห็นเล่อเหนียงร้องไห้อย่างน่าสงสาร ก็พลอยเช็ดน้ำตาตามไปด้วย
พวกเขาเห็นเล่อเหนียงเติบโตมา เจ้าก้อนแป้งคนนั้นปกติเห็นใครก็ยิ้มแย้ม พวกเขาแทบไม่เคยได้ยินเสียงร้องไห้ของเล่อเหนียงเลย
เห็นเด็กน้อยร้องไห้อย่างเจ็บปวดและน้อยใจเช่นนี้ ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลฉินยิ่งดูยิ่งโกรธ จึงลงมือลงเท้าใส่พวกนักพรตทั้งสามคนนั้นอย่างไม่ไว้หน้า
ฉินเหล่าซื่อพยายามไม่สนใจความผิดปกติที่หน้าอก พลางปลอบลูกสาวเบาๆ
เผ่ยเฉิงเฟิงสั่งให้คนไปหาผ้าห่มอุ่นๆมาให้ฉินเหล่าซื่อ
ฉินเหล่าซื่อเข้าใจความหมาย รีบอุ้มฉินเยาเยาขึ้นมาโดยหันหลังให้ลม
ฉินเยาเยาร้องไห้จนเหนื่อย จึงหลับไปในอ้อมกอดของฉินเหล่าซื่อ
แม้จะหลับไปแล้วแต่จมูกเล็กๆยังคงสะอื้นไม่หยุด มือน้อยๆก็ยังขยับไปมาเป็นครั้งคราว ทำเอาฉินเหล่าซื่อรู้สึกสงสารจับใจ
เขาเงยหน้ามองกลุ่มคนที่นอนคว่ำอยู่บนพื้น แล้วส่งเล่อเหนียงให้กับพี่ชายคนหนึ่งในหมู่บ้าน จากนั้นก็หยิบดาบที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วกวาดตามองคนที่ถูกกดอยู่กับพื้นทีละคน
สุดท้ายสายตาก็หยุดอยู่ที่นักพรตวัยกลางคนผู้นั้น
เขาถือดาบค่อยๆเดินเข้าไปหานักพรตคนนั้น
“เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของข้า ข้าก็แค่รับจ้างทำงานเท่านั้น…”
นักพรตวัยกลางคนพูดยังไม่ทันจบก็รู้สึกเจ็บที่ลำคอ ตามด้วยของเหลวอุ่นๆจำนวนมากพุ่งออกมา
เขาเอามือกุมคอ ดวงตาเบิกกว้าง เขาไม่เคยคิดเลยว่าคนที่ดูเหมือนชาวนาธรรมดาคนนี้จะลงมือกรีดคอเขาได้อย่างว่องไวเช่นนี้
“ท่านอาจารย์!”
ลูกศิษย์หนุ่มสองคนเห็นอาจารย์ถูกกรีดคอก็ตาแดงก่ำ พยายามดิ้นรนสุดแรงเพื่อให้หลุดจากเท้าที่เหยียบอยู่บนหลังของพวกเขา
แต่พวกเขาทั้งหมดประเมินความเกลียดชังของชาวบ้านในหมู่บ้านสกุลฉินต่ำเกินไป ยิ่งพวกเขาดิ้นรนมากเท่าไหร่ แรงที่เท้าของชาวบ้านก็ยิ่งหนักขึ้นเท่านั้น
พวกเขาดิ้นรนอยู่ครู่ใหญ่ แต่ไม่มีใครขยับตัวแม้แต่น้อย ได้แต่จ้องมองอาจารย์ของพวกเขาสิ้นลมลงต่อหน้าต่อตา
นายท่านอู๋ตกใจจนฉี่ราดกางเกงไปนานแล้ว เขาอ้อนวอนอย่างน่าเวทนา “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า ทั้งหมดเป็นฝีมือของหยางเปียวและเฝิงเสี่ยวฮวา ข้าก็เป็นเหยื่อเช่นกัน!”
“ข้าขอร้องพวกเจ้าปล่อยข้าไปเถิด ตระกูลของข้าร่ำรวยมาก แค่พวกเจ้าเอ่ยปากมา ข้าจะให้เป็นสองเท่า”
นายท่านอู๋ไม่เคยคิดว่าเขาเพียงแค่ทำเหมือนปกติ เล่นการพนันแล้วแพ้จึงหาเด็กมาเปลี่ยนโชคชะตา ทำไมถึงได้เจอกับคนโหดร้ายป่าเถื่อนพวกนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อย ดูไม่น่าจะมีค่าอะไรมาก หรือว่าเป็นเพราะเงินไม่พอ
“พวกเจ้าเอ่ยปากมาเถิด ต้องการเงินเท่าไหร่ แค่พวกเจ้าบอกตัวเลขมา ข้าจะให้เป็นสองเท่า!”
นายท่านอู๋พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังบริจาคทาน เขาคิดออกแล้วว่าคงเป็นเพราะคนพวกนี้ต้องการเงิน จึงมาแสร้งทำเป็นผีสางนางไม้ที่นี่
ใช่ ต้องเป็นการแสร้งทำแน่นอน นักพรตแซ่หูคนนั้นก็คงแกล้งตายเช่นกัน ก็เพื่อจะขูดรีดเงินจากเขาสักหน่อย
เมื่อคิดเช่นนี้ได้ นายท่านอู๋ก็พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจมากขึ้น
“ก็แค่เงินเท่านั้นเอง ข้ามีมากมายนัก”
ชั่วพริบตาต่อมาเฉินฮั่นหลินรำคาญที่เขาพูดมากเกินไป จึงยกเท้าเตะเข้าที่ใบหน้าของเขาตรงๆ
นายท่านอู๋เจ็บปวดจนสลบไปทันที
หยางเปียวอาศัยร่างกายสูงใหญ่พยายามใช้กำลังดิ้นรนให้หลุดพ้นจากพันธนาการ แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ ผู้ที่เหยียบเขาอยู่นั้นคือแม่ทัพเผ่ยแห่งราชสำนักนั่นเอง
แม่ทัพเผ่ยมีวิทยายุทธสูงส่ง มีชื่อเสียงโด่งดังในแคว้นต้าหนิง เพียงแค่กุ้งเล็กๆ อย่างเขาจะกล้ามาปะทะฝีมือกับท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร!
ส่วนเฝิงเสี่ยวฮวา เฝิงหนิว และเฝิงต้าจวินต่างหดตัวอยู่ที่มุมห้องไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย
ฉินเหล่าซื่อโยนดาบทิ้งแล้วเดินเข้าไป ใช้มือเดียวยกหยางเปียวขึ้นมา แล้วฟาดลงกับพื้นอย่างแรง
คนอื่นๆก็ไม่ได้อยู่เฉย พวกเขาพุ่งเข้าไปชกต่อยเตะถีบตระกูลเฝิงทั้งสามคน
หยางเปียวถูกทุบตีจนน่วมไปทั้งร่าง แต่เขาไม่ส่งเสียงร้องแม้แต่น้อย เพียงแต่จ้องมองด้วยสายตาเคียดแค้น
บัดซบ! อีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น เขาก็จะประสบความสำเร็จแล้ว
ฉินเหล่าซื่อยังจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อจะทำร้ายต่อ แต่ถูกเฉินฮั่นหลินและเผ่ยเฉิงเฟิงดึงตัวไว้
“ไห่โจว จับคนพวกนั้นมัดแล้วพากลับไปสั่งสอนเถอะ ที่นี่คือเมืองหลวง หากไม่ระวังอาจก่อเรื่องจนทำให้ทั้งครอบครัวเดือดร้อนได้”
ฉินเหล่าซื่อก็รู้ดี แต่เขาก็ยังกลืนความโกรธไม่ลง อยากจะเชือดเฉือนพวกสัตว์เดรัจฉานพวกนี้ให้ตายคาที่
แต่เขาไม่อาจใจร้อน เขาเป็นเพียงบัณฑิตเสื้อขาว แม้จะมีตำแหน่งถงเซิงแต่ก็ไม่มีประโยชน์อันใด
ดังนั้นเขาจึงกดความโกรธเอาไว้ แล้วอุ้มเล่อเหนียงเดินออกไป
เฉินฮั่นหลินพร้อมพี่น้องตระกูลเผ่ย รวมถึงชาวบ้านจากหมู่บ้านตระกูลฉินรีบมัดคนที่นอนอยู่บนพื้นแล้วลากขึ้นรถม้า
ทุกคนเดินทางออกนอกเมืองอย่างยิ่งใหญ่
ทันใดนั้นฉินเหล่าซื่อก็กระโดดลงมา แล้วคว้าตัวขอทานน้อยคนนั้นไว้ใต้วงแขนแล้วเดินจากไป
“ท่านจะทำอะไร ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้!”
ขอทานน้อยคนนั้นไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะทำเช่นนี้ หลังจากงุนงงไปครู่หนึ่งก็เริ่มต่อต้านด้วยการชกต่อยและเตะถีบ
ฉินเหล่าซื่อไม่ได้ปล่อยเขาลงมา แต่กลับเอ่ยปากว่า “ก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้บอกให้เจ้ารอข้าหรอกหรือ ทำไมถึงไม่เชื่อฟัง”
ขอทานน้อยดวงตาวูบไหว ไม่ตอบคำถามของเขา เพียงแต่ร้องเสียงแหลมว่า
“ท่านกำลังเนรคุณคนมีพระคุณ!”
“อะไรคือเนรคุณคนมีพระคุณ คราวก่อนเจ้ากินผิงกั่วของข้าก็เท่ากับเป็นคนในครอบครัวข้าแล้ว ตอนนี้ข้าแค่พาเจ้ากลับบ้านเท่านั้นเอง!”
ฉินเหล่าซื่อเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาแค่อยากเลี้ยงดูขอทานน้อยคนนี้ไว้ข้างกาย
ฉินเหล่าซื่อยัดขอทานน้อยเข้าไปในรถม้า เฉินฮั่นหลินมองขอทานน้อยแวบหนึ่งพลางยิ้มบางๆ แล้วขับรถม้าออกนอกเมือง
ความปรารถนาของเหล่าซื่อที่คิดถึงและพร่ำบ่นมาตลอดระยะนี้ว่าอยากลักพาตัวขอทานน้อยกลับไปเลี้ยงที่บ้านก็สำเร็จเสียที
แต่พวกเขาไม่มีใครรู้เลยว่า ต่อไปทุกครั้งที่พวกเขาเห็นขอทานน้อยคนนี้แล้วจะอยากทุบตีเขาสักครั้ง
จนถึงขั้นอัมพาตครึ่งตัวเลยทีเดียว!
เฉินฮั่นหลินฟาดแส้ม้าในมือลงบนตัวม้าไม่หยุด พวกเขาต้องรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด คนที่บ้านกำลังรอคอยข่าวคราวของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านป้าและพี่สะใภ้สี่ ถ้าไม่รีบส่งเล่อเหนียงที่นุ่มนิ่มหอมหวานให้ถึงมือพวกนาง เกรงว่าพวกนางจะเสียสติไปเสียก่อน!
เด็กขอทานตัวน้อยที่ถูกยัดเข้าไปได้ยินคำว่า ‘บ้าน’ ก็ชะงักไป
บ้าน?
ช่างเป็นคำที่แปลกหูเหลือเกิน
และเป็นคำที่ห่างไกลเหลือเกิน
เขาเงยหน้าขึ้นมองเห็นฉินเหล่าซื่อกำลังอุ้มลูกสาวไว้ในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน สายตาเปี่ยมด้วยความรัก ไม่ละจากนางแม้แต่น้อย
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าการมีบ้านสักหลังก็คงไม่เลวร้าย!
บทที่ 92: เล่อเหนียงที่น่าสงสารเหลือเกิน
สองพี่น้องตระกูลเผ่ยรู้ว่านี่เป็นเรื่องภายในของตระกูลฉิน จึงไม่สะดวกที่จะเข้าไปยุ่ง พวกเขาเรียกรถม้าสองคันให้และส่งพวกเขาไปถึงประตูเมือง พร้อมกับกำชับสองสามคำแล้วก็กลับไป
ฉินเหล่าซื่อก็ไม่ได้อยู่นานนัก เพราะคนในบ้านยังคงรอข่าวคราวจากเขาอยู่
คนอื่นๆยังพอไหว แต่กลัวว่าภรรยาและมารดาของเขาจะทนไม่ไหวเสียก่อน
แม่เฒ่าฉินก็อยู่ในสภาพที่ใกล้จะแตกสลายเต็มทน นางกอดเสื้อนอกของหลานสาวอยู่ที่หน้าประตู
ด้านหนึ่งคือหลานชายที่ยังไม่รู้ชะตากรรม อีกด้านหนึ่งคือหลานสาวที่หายตัวไป หญิงชราอย่างนางต้องรับแรงกระแทกสองเท่าภายในวันเดียว
นางมองไปทางปากทางเข้าหมู่บ้านด้วยสายตาเหม่อลอยพร้อมหยาดน้ำตาไหลริน รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
นางไม่ควรทิ้งเล่อเหนียงไปดูการเชิดสิงโต
นางไม่ควรให้ลิ่งอวี่อยู่บ้านดูแลเล่อเหนียงเพียงลำพัง
ถ้าเป็นเช่นนั้น หยางเปียวก็คงไม่มีโอกาสได้ลงมือ
สือไห่ถังและหลิวซิ่วเถามองดูท่าทางของแม่สามีพลางยกมือปาดน้ำตาเช่นกัน โดยเฉพาะสือไห่ถังที่รู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งกว่า
หลังจากเฝิงเสี่ยวฮวาคลอดลิ่งอวี่แล้ว นางก็แทบไม่ได้ดูแลเขาเลย ตลอดมาเป็นนางที่เลี้ยงดูลิ่งอวี่ ต่อมาข้าก็คลอดลิ่งหมิง ส่วนเฝิงเสี่ยวฮวาก็คลอดลิ่งเฟิง เฝิงเสี่ยวฮวาไม่มีน้ำนมให้ลิ่งเฟิงดื่ม จึงโยนเขามาให้นางเลี้ยงดู สำหรับนางแล้ว ลิ่งอวี่และลิ่งเฟิงก็เหมือนลูกของนางเอง
ยิ่งไปกว่านั้น เล่อเหนียงยังเป็นเด็กที่นางคลอดมาเอง หากเป็นอะไรไป นางคงจะเจ็บปวดยิ่งกว่าใครทั้งสิ้น
ทางด้านเฉินฮั่นหลินกำลังควบม้ากลับมาอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางฉินเยาเยาตื่นขึ้นมาเพราะความหิว พอลืมตาขึ้นก็เห็นดวงตาที่งดงามคู่หนึ่ง
นางมองดูคนผู้นั้นที่สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ดูเหมือนขอทานก็พลันคิดว่าตนเองถูกลักพาตัวอีกแล้ว จึงตกใจร้องไห้เสียงดัง
“จะ…เจ้าอย่าร้องไห้สิ ข้าไม่ใช่คนไม่ดี”
ขอทานน้อยแต่เดิมเห็นเล่อเหนียงตื่นขึ้นมาก็รู้สึกดีใจ กำลังจะทักทายนาง อยากถามว่าขอบีบแก้มนางได้หรือไม่
ใครจะรู้ว่าต่อมาเจ้าก้อนแป้งคนนี้ก็อ้าปากร้องไห้ขึ้นมา ทำเอาขอทานน้อยตกใจแทบแย่
เขาพยายามปลอบนางอย่างทุลักทุเล แต่เนื่องจากไม่เคยปลอบเด็กมาก่อน จึงไม่รู้ว่าจะปลอบอย่างไร คิดจะอุ้มนางขึ้นมาแต่ก็พบว่าตนเองอุ้มไม่ไหว
ในขณะที่เขากำลังงุนงงสับสนอยู่นั้น ฉินเหล่าซื่อได้ยินเสียงจึงกระโดดขึ้นมา แล้วอุ้มฉินเยาเยาไว้ในอ้อมกอด
ฉินเยาเยามองเขาด้วยสายตาน้อยใจ พลางส่งสัญญาณด้วยสายตาราวกับจะบอกว่า ท่านพ่อ เมื่อครู่ท่านหายไปไหนมา ลูกสาวของท่านเกือบตกใจตายแล้ว
“เอ่อ ขะ…ข้าไม่ได้ทำให้นางร้องไห้นะ นะ…นางร้องไห้เอง”
เด็กขอทานพูดตะกุกตะกัก
เขามองฉินเหล่าซื่อด้วยสีหน้าหวาดหวั่น กลัวว่าฉินเหล่าซื่อจะโยนเขาลงจากรถม้า
ฉินเหล่าซื่อไม่ได้ตำหนิเขา แต่กลับลูบศีรษะเล็กๆของลูกสาวอย่างอ่อนโยนพลางปลอบโยนเสียงเบา
“เล่อเหนียงเอ๋ย พี่ชายคนนี้แหละที่ช่วยเจ้าไว้ ถ้าไม่ใช่เพราะเขารู้ว่าเจ้าอยู่ที่ไหน พ่ออาจจะสูญเสียเจ้าไปจริงๆ”
ฉินเหล่าซื่ออุ้มลูกสาวพลางอธิบาย แม้ว่าเด็กตัวน้อยขนาดนี้อาจจะไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด แต่ฉินเหล่าซื่อรู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องให้ลูกสาวรู้เรื่องราวทั้งหมดนี้
และเขาคิดว่าลูกสาวของเขาน่าจะเข้าใจได้
เมื่อฉินเยาเยาได้ยินคำอธิบายของฉินเหล่าซื่อ นางก็ไม่กลัวอีกต่อไปและคลี่ยิ้มกว้างให้เขาทันที แถมยังยื่นมือออกไปจะจับมือขอทานน้อย
ขอทานน้อยมองฉินเหล่าซื่อแวบหนึ่ง เห็นว่าเขาไม่ได้คัดค้านจึงรวบรวมความกล้าลูบมือน้อยๆนุ่มนิ่มของฉินเยาเยา
“มือช่างนุ่มนิ่มเหลือเกิน!” นี่คือความประทับใจแรกของอวิ๋นชิงอวี่ที่มีต่อฉินเยาเยา
เขาไม่เคยจับมือที่นุ่มนวลขนาดนี้มาก่อน มันนุ่มราวกับเต้าหู้นิ่ม จนเขาอยากจะจับมือนางไว้ตลอดไป
“ฮั่นหลิน เอาไอ้ลูกเต่าคนนั้นโยนขึ้นรถม้าของข้าเดี๋ยวนี้!” ฉินเหล่าซื่อตะโกนออกไปนอกรถม้า
ไม่นาน เฉินฮั่นหลินกับลุงคนหนึ่งในหมู่บ้านก็หามร่างชายสูงใหญ่คนหนึ่งขึ้นมาบนรถม้า
จากนั้นรถม้าก็เคลื่อนตัวอีกครั้ง
ฉินเยาเยามองดูอย่างถี่ถ้วน ถ้าไม่ใช่หมูตัวอ้วนอย่างหยางเปียวแล้วจะเป็นใครได้อีก?
ฉินเหล่าซื่อเตะเขาอย่างแรงพลางพูดอย่างดุดัน “เจ้าจะหนีอีกหรือไม่!”
ที่แท้หยางเปียวก็ฉวยโอกาสตอนที่ชาวบ้านเผลอ แก้เชือกแล้วกระโดดลงจากรถม้าหมายจะหลบหนี แต่เพิ่งเดินไปได้สองก้าวก็ถูกฉินเหล่าซื่อที่ไล่ตามมาทันจับกดลงกับพื้นเสียแล้ว
หมู่บ้านตระกูลฉินอยู่ห่างจากอำเภอชิงเหอเพียงสองเค่อเท่านั้น เฉินฮั่นหลินไม่หยุดเร่งแส้ม้าในมือ เร่งให้ขบวนควบม้ากลับอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่ถึงสองเค่อก็มองเห็นทางเข้าหมู่บ้านตระกูลฉินแล้ว
ลิ่งอวี่กับลิ่งเฟิงคอยเฝ้าอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านตั้งแต่ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆออกเดินทาง พอเห็นฉินเหล่าซื่ออุ้มเล่อเหนียงลงจากรถม้า พวกเขาก็วิ่งกลับไปราวกับคนบ้า
ลิ่งหมิงวิ่งเร็วเกินไปจึงล้มลงหนึ่งครั้ง แต่เขาก็ลุกขึ้นมาทันทีและวิ่งต่อไปยังบ้าน
“ท่านย่า อาสี่พาน้องสาวกลับมาแล้ว!”
“น้องห้า น้องหก น้องสาวกลับมาแล้ว!”
ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลฉินได้ยินเสียงตะโกนของลิ่งหมิงและลิ่งเฟิง ต่างพากันวิ่งออกมาจากบ้าน เมื่อเห็นเจ้าก้อนแป้งในอ้อมแขนของฉินเหล่าซื่อ ทุกคนต่างดีใจยิ่งนัก
สตรีที่อ่อนไหวบางคนถึงกับร้องไห้ออกมา
“สวรรค์ เด็กน้อยตัวเล็กแค่นี้ ท่ามสภาพอากาศหนาวเย็นเช่นนี้ คงทรมานมากทีเดียว”
ชาวบ้านเดินตามฉินเหล่าซื่อไป อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ชาวบ้านที่ไปด้วยกันหลายคนโยนหยางเปียวและคนตระกูลเฝิงลงจากรถม้าอย่างหยาบคาย
ชาวบ้านที่ตั้งใจจะไปดูเรื่องสนุกก็หยุดฝีเท้าลงทันที มองพวกเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ
ยิ่งไปกว่านั้น บางคนถึงกับหิ้วถังน้ำไปที่ส้วม
ที่หน้าประตูบ้านตระกูลฉิน แม่เฒ่าฉินได้ยินเสียงตะโกนของลิ่งหมิงและลิ่งเฟิงมาแต่ไกล นางรีบวิ่งโซซัดโซเชออกไป วิ่งจนรองเท้าหลุด ร่างกายล้มลงบนพื้นหิมะหลายครั้ง แต่ไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ นางเพียงต้องการอุ้มหลานสาวตัวนุ่มนิ่มไว้ในอ้อมกอด
เล่อเหนียงเคยร้องไห้มาก่อนแล้ว ตอนนี้เมื่อเห็นท่านย่าที่นางรักที่สุด ความรู้สึกน้อยใจก็พลันทะลักขึ้นมาอีกครั้ง นางกอดคอผู้เป็นย่าไว้แน่น ร้องไห้จนหายใจไม่ทัน
“อา อา อา!” ฉินเยาเยาเปล่งเสียงร้องไห้สุดเสียง
ราวกับต้องการระบายความกลัวและความน้อยใจทั้งหมดในใจออกมา
นางนอนหลับสบายอยู่ที่บ้าน พอตื่นขึ้นมาก็ตกอยู่ในมือของหยางเปียว ถูกบังคับให้ฟังเสียงร่วมรักหลายฉาก แถมยังเกือบถูกเอาเลือดไปทำเครื่องสังเวยอีก
“โอ๊ย หลานรักของย่า อย่าร้องไห้นะ เด็กน้อย ย่าผิดเอง ย่าดูแลเจ้าไม่ดี ย่าจะไม่ทิ้งเจ้าไปอีกแล้ว”
แม่เฒ่าฉินร้องไห้จนหายใจไม่ทัน รู้สึกเจ็บปวดราวกับมีคนเอามีดมากรีดหัวใจจนแทบหายใจไม่ออก
สวี่ซิ่วอิงได้ยินข่าวก็วิ่งมาอย่างบ้าคลั่ง รีบอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมากอดไว้แน่น แล้วร้องไห้โฮออกมา
“เล่อเหนียงเอ๋ย ลูกรักของแม่ เจ้าทำให้แม่ตกใจแทบตายเลย”
“ฮือออ~ แม่ขอโทษ ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของแม่ ต่อไปแม่จะไม่ไปดูเชิดสิงโตอีกแล้ว จะอยู่บ้านดูแลเจ้าเท่านั้น!”
สือไห่ถัง หลิวซิ่วเถา และคนอื่นๆ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างยืนเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ
ลิ่งผิง ลิ่งอัน สองพี่น้องก็วิ่งเข้าไปกอดขาฉินเหล่าซื่อแล้วร้องไห้เสียงดัง
หัวหน้าหมู่บ้านเช็ดน้ำตาพลางปลอบใจ “พี่ชุนหลาน เด็กกลับมาก็ดีแล้ว รีบเข้าบ้านไปอุ่นร่างกายเถอะ อย่าให้เด็กหนาวจนเป็นอันตรายเลย”
แม่เฒ่าฉินเพิ่งสังเกตเห็นว่าหลานสาวมีเพียงผ้าห่มห่อตัวอยู่ผืนเดียว นางจึงอุ้มหลานสาวแล้วหมุนตัววิ่งเข้าบ้านไป
สวี่ซิ่วอิงก็ตามไปให้นมลูก สือไห่ถังและหลิวซิ่วเถารีบไปต้มน้ำขิงหม้อหนึ่งเพื่อให้พวกเขาอุ่นร่างกาย
ฉินเหล่าเอ้อร์เห็นตระกูลเฝิงถูกมัดอยู่บนพื้น สายตาพลันเย็นชาลง แล้วหมุนตัวไปหยิบมีดทำครัว
บทที่ 93: มารดาผู้ทรงเกียรติ
ชาวบ้านต่างรู้สึกฉงนสงสัย ไม่ใช่ว่าหยางเปียวลักพาตัวฉินเยาเยาไปหรือ เหตุใดพวกเฝิงเสี่ยวฮวาถึงอยู่ที่นี่ด้วย
ก่อนที่ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆจะได้พูด ชาวบ้านที่ไปด้วยกันก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด
“พวกสัตว์เดรัจฉานไร้ยางอายเหล่านี้ พวกเขาต้องการจะเอาเลือดของเล่อเหนียงไปเป็นเครื่องบูชายัญเพื่อเปลี่ยนโชคชะตา อีกเพียงอึดใจเดียวพวกมันก็จะทำสำเร็จ ข้าบอกพวกเจ้าเลยว่า มีดนั่นแตะที่ข้อมือเล่อเหนียง ถ้าช้าไปอีกนิด เลือดของเล่อเหนียงคงถูกพวกมันเอาไปจนหมด”
ชาวบ้านคนนั้นชี้ไปที่นายท่านอู๋ตัวอ้วนพีที่นอนสลบเหมือดอยู่บนพื้น
“เห็นหมูตอนนั่นหรือไม่ เขาคือคนที่ต้องการใช้เลือดของเล่อเหนียงมาเปลี่ยนโชคชะตาให้ตัวเอง!”
“สวรรค์ เขามันเดรัจฉานของแท้ เล่อเหนียงยังเด็กนัก เด็กน้อยทั้งน่ารักน่าชังขนาดนี้ พวกเขาทำลงได้อย่างไร!”
“แล้วยังมีเฝิงเสี่ยวฮวาอีก เจ้าเคยเป็นป้าสะใภ้ของเล่อเหนียงมาก่อน เหตุใดถึงใจร้ายเช่นนี้ ถึงคิดจะเอาเลือกเล่อเหนียง”
ชาวบ้านยิ่งได้ฟังก็ยิ่งแค้นเคือง พวกเขาต่างพากันถ่มน้ำลายใส่พวกคนชั่ว บางคนถึงกลับไปตักน้ำเน่ามาสาดใส่
“แหวะ~”
นายท่านอู๋เติบโตมาท่ามกลางความสุขสบาย ไม่เคยแตะต้องงานบ้านงานเรือน อีกทั้งยังชื่นชอบดอกไม้เป็นพิเศษ บ้านของเขาจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ตลอดทั้งปี แต่ตอนนี้กลับถูกคนสาดของเหม็นเน่าใส่ ทำให้เขาอาเจียนไม่หยุด
เฝิงเสี่ยวฮวาหลบอยู่ด้านหลังหยางเปียว มือทั้งสองจับชายเสื้อของเขาแน่น
ส่วนหยางเปียวก็ปกป้องนางไว้ด้านหลัง ท่าทางและปฏิสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้ผู้คนเห็นแล้วรู้ได้ทันทีว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
“นางเฝิง นางหญิงไร้ยางอายต่ำช้า วันนี้ข้าจะเชือดเจ้าทั้งเป็น”
ฉินเหล่าเอ้อร์วิ่งออกมาจากบ้านพร้อมมีดฟันฟืน ยกมือขึ้นจนสุดหมายจะฟันสุดแรง ทว่าถูกหัวหน้าหมู่บ้านและพ่อเฒ่าหวังห้ามเอาไว้ “ไห่หลิน เจ้าใจเย็นๆก่อน”
ฉินเหล่าเอ้อร์พยายามดิ้นรนสุดกำลัง หวังจะฟันเฝิงเสี่ยวฮวาสักแผลสองแผล
เขาเห็นท่าทางสนิทสนมของทั้งสองแล้ว แต่ในใจกลับไม่รู้สึกอะไรเลย มีแต่ความรู้สึกขยะแขยงเท่านั้น
เฝิงเสี่ยวฮวาหย่ากับเขาไปแล้ว นางจะไปรักกับใคร สานสัมพันธ์กับใครก็เรื่องของนาง แต่สิ่งที่ไม่ควรทำคือการทำร้ายลิ่งอวี่และเล่อเหนียง
หัวหน้าหมู่บ้านห้ามไม่ให้เขาลงมือ แต่ไม่ได้หมายความว่าห้ามคนอื่นลงมือด้วย
เขาส่งสายตาให้สัญญาณแก่บรรดาสตรีที่มามุงดูเรื่องสนุก พวกนางเข้าใจความหมายของสายตาหัวหน้าหมู่บ้านได้ทันที จึงรีบลากลูกๆกลับบ้านไป
ผ่านไปไม่นานนัก พวกลูกเด็กเล็กแดงก็วิ่งกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้พวกเขาไม่ได้มามือเปล่า มือแต่ละคนล้วนถือท่อนไม้เล็กใหญ่และไม้หวายมาด้วย
พวกเขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ลงมือฟาดฟันหยางเปียวและพรรคพวกทันที
เสียงร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วหมู่บ้านตระกูลฉิน
ฉินลิ่งหมิงและฉินลิ่งเฟิงไปหาไม้หวายที่มีหนามแหลมคมมาจากที่ใดไม่อาจทราบได้ พลางฟาดและด่าทออย่างโกรธแค้น
“ข้าจะตีเจ้าให้ตายเพราะกล้ามาลักพาตัวน้องสาวข้า”
“กล้าทำร้ายพี่ชายข้า คอยดูเถอะข้าจะตีเจ้าให้ตาย”
แม้เด็กชายจะมีกำลังไม่มากนัก หากแต่ลงมือกันหลายคน อีกทั้งใช้ไม้หวายที่มีหนามแหลมคม ไม่นานร่างกายของคนพวกนั้นก็เต็มไปด้วยคราบเลือดเปรอะเปื้อน
เฝิงเสี่ยวฮวาถูกตีจนร้องโหยหวน นางกลิ้งไปมาบนพื้นเพื่อหลบไม้หวาย ปากก็พ่นคำผรุสวาทไม่หยุด
“ฉินลิ่งเฟิง ไอ้ลูกกระต่าย เจ้ากล้าตีข้าหรือ ข้าเป็นแม่ของเจ้านะ!”
“ท่านไม่ใช่แม่ของข้า แม่ของข้าจากไปตั้งแต่พวกเราอพยพหนีภัยแล้งแล้ว!” ฉินลิ่งเฟิงจ้องเขม็งพลางกล่าว
แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าหญิงที่กำลังกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นนั้นคือผู้เป็นแม่ของตน
ทว่านางไม่ต้องการเขาแล้ว…
ทั้งยังไม่ต้องการพี่ชาย มิเช่นนั้นนางคงไม่ลงมือโหดเหี้ยมกับลูกชายตนเอง
ฉินเหล่าเอ้อร์กลัวว่าเด็กทั้งสองจะฝันร้ายหากเห็นสภาพของพวกเขาตอนนี้ จึงรีบพาพวกเขาออกไป
สวี่ซิ่วอิงให้นมเล่อเหนียงและกล่อมนางจนหลับแล้ว จากนั้นจึงฝากให้หลิวซิ่วเถาช่วยดูแลเล่อเหนียง ส่วนนางดึงตัวสามีมาสอบถามเรื่องราวทั้งหมด
ฉินเหล่าซื่อเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้พวกเขาฟังอย่างกระชับ
แม่เฒ่าฉินโกรธจนตัวสั่น นางเดินวนไปวนมาในห้องโถงรอบหนึ่ง ก่อนคว้าไม้กระบองที่แขวนอยู่เหนือประตูวิ่งออกไปนอกบ้าน
สวี่ซิ่วอิงเห็นดังนั้นจึงวิ่งไปคว้ามีดจากในครัวแล้วตามออกไป
เฝิงเสี่ยวฮวาที่เดิมทีถูกทุบจนนอนหมดสภาพอยู่บนพื้น พอหันหน้ามาก็เห็นแม่เฒ่าฉินถือไม้กระบองขนาดเท่าแขนคนเดินหน้าตาขึงขังเข้ามา ตามด้วยสวี่ซิ่วอิงที่ถือมีดวิ่งพรวดพราดเข้ามาหาพวกเขา
แม้ว่าพวกเขาอยากจะหลบหนีตามสัญชาตญาณ แต่ทั้งมือและเท้าถูกพันธนาการไว้ จึงได้แต่ดีดดิ้นไปมาเหมือนหนอนตัวอ้วน
ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉินที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ไม่เพียงไม่ห้ามปราม แต่กลับยืนดูพวกเขาคลานเหมือนหนอนด้วยความสนุกสนาน
“เฝิงเสี่ยวฮวา สัตว์เดรัจฉานไร้ยางอาย! เจ้ากล้าทำร้ายหลานชายข้าแล้วยังลักพาเล่อเหนียงไปอีก วันนี้หากข้าไม่ตีเจ้าให้ตาย ข้าจะขอเปลี่ยนแซ่ตามเจ้าเลย!”
แม่เฒ่าฉินยกไม้กระบองขึ้นฟาดลงบนร่างของเฝิงเสี่ยวฮวาอย่างแรง นางไม่ได้ออมมือแม้แต่น้อย ใช้แรงทั้งหมดที่มีฟาดลงบนร่างของอีกฝ่าย
สวี่ซิ่วอิงถือมีดสับผักเดินมาหยุดตรงหน้าหยางเปียวจ้องมองอีกฝ่ายอย่างดุดัน
หยางเปียวรออยู่ครู่หนึ่ง เห็นสวี่ซิ่วอิงไม่ลงมือเสียทีจึงพูดอย่างดูแคลน
“ข้าก็นึกว่าใครเสียอีก ที่แท้ก็นางขี้ขลาดภรรยาฉินเหล่าซื่อ เจ้าก็อยากตีข้าเหมือนกันหรือ ว่าแต่เจ้ากล้าหรือ”
สวี่ซิ่วอิงง้างมีดขึ้นสูงทำท่าจะฟันลงไป แต่แล้วก็ชะงักค้างกลางอากาศ
“ข้าจะบอกอะไรให้นะ ข้าว่าเจ้าควรฆ่าข้าให้ตายตกไปเสีย ไม่เช่นนั้นเมื่อลูกสาวของเจ้าโตขึ้น ข้าจะต้องได้ลิ้มรสเลือดของนางด้วยตัวเอง…!”
ยังไม่ทันที่หยางเปียวจะพูดจบ ใบหน้าของเขาก็ถูกสวี่ซิ่วอิงใช้มีดฟันอย่างไม่ปรานี!
หยางเปียวเจ็บปวดจนต้องกลิ้งไปมาบนพื้น เลือดไหลนองแดงฉาน
รอยแผลนั้นลากยาวจากแก้มขวาไปจนถึงมุมปาก บาดแผลลึกจนเห็นรากฟันสีเหลืองน่าขยะแขยงในปากของเขา
การกระทำของสวี่ซิ่วอิงทำให้ผู้คนรอบข้างตกใจกลัว
พวกเขาต่างถอยกรูดไปหนึ่งก้าว มองดูสวี่ซิ่วอิงด้วยสีหน้าหวาดกลัว
ในใจคิดอย่างตกตะลึงว่า ‘สะใภ้สี่ผู้นี้ภายนอกดูเรียบร้อย ไม่นึกเลยว่าจะเป็นคนโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ โชคดีที่พวกเราไม่ได้ทำให้ตระกูลฉินขุ่นเคือง’
สวี่ซิ่วอิงถือมีดย่างกรายไปหานายท่านอู๋อย่างเชื่องช้า หลุบตาลงต่ำมองเขาพร้อมกับเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก
“เจ้าหมูตัวนี้นี่เองที่อยากใช้เลือดของลูกสาวข้าเพื่อเปลี่ยนโชคชะตา”
“ไม่ ไม่ใช่ ข้าไม่ได้คิดจะทำร้ายลูกสาวของท่าน ทั้งหมดเป็นความคิดของพวกเขา พวกเขาบอกว่าลูกสาวของท่านเป็นดาวนำโชค สามารถเปลี่ยนโชคชะตาได้ พวกเขาต่างหากที่บังคับยัดเยียดลูกสาวของท่านให้ข้า”
นายท่านอู๋พลิกตัวคุกเข่าลงกับพื้น วิงวอนขอความเมตตาไม่หยุด
“ไม่ใช่ความคิดของข้าจริงๆ ข้าขอจ่ายเงินให้พวกท่านเป็นการชดใช้แทนจะได้หรือไม่ พวกท่านต้องการเท่าไหร่ หนึ่งพันตำลึงหรือหนึ่งหมื่นตำลึง พวกท่านบอกข้ามาเถิด ข้าสามารถให้ได้เป็นสองเท่า พวกท่านปล่อยข้าไปเถิด ได้โปรดเถิด”
“ข้าไม่ต้องการเงิน ข้าต้องการมือที่แตะต้องลูกสาวของข้า!”
สวี่ซิ่วอิงพูดจบก็กระชากมือขวาของนายท่านอู๋ ยกมีดขึ้นฟันลงอย่างรวดเร็ว นิ้วมือหนึ่งนิ้วก็ร่วงลงพื้นทันที
“อ๊าก!”
นายท่านอู๋กอดมือขวาของตัวเองแน่น กลิ้งไปมาด้วยความเจ็บปวด ตอนนี้เขารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง เขาไม่ควรแตะต้องลูกสาวของพวกเขาเลย
“เจ็บหรือ เจ็บก็ดีแล้ว มาเถอะ พวกเราทำต่อกัน!”
ทันใดนั้นสวี่ซิ่วอิงก็ยกมีดขึ้นฟันลงอีกครั้ง นิ้วมือซ้ายของนายท่านอู๋ร่วงลงกระแทกพื้นอีกครั้ง
นิ้วทั้งสิบเชื่อมโยงถึงหัวใจ นายท่านอู๋เจ็บปวดจนใบหน้าขาวซีด แม้แต่เสียงร้องก็ไม่อาจเปล่งออกมาได้
ส่วนฉินเหล่าซื่อยืนมองอยู่ข้างๆ ไม่แม้แต่จะเข้าไปห้ามปราม ภรรยาของเขาตอนนี้ดูเหมือนจะคลุ้มคลั่งไปบ้างแล้ว จำเป็นต้องปล่อยให้นางระบายความโกรธในใจออกมา มิเช่นนั้นอาจจะเกิดเรื่องร้ายได้
เมื่อเห็นสวี่ซิ่วอิงยกมีดขึ้นอีกครั้ง นายท่านอู๋ตกใจจนตาเหลือกแล้วฟุบลงกับพื้น
ตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าดังมาแต่ไกล มุ่งหน้ามายังหมู่บ้านตระกูลฉิน
บทที่ 94: โยนพวกมันลงไปในคอกหมู
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
ขณะที่มีดของสวี่ซิ่วอิงกำลังจะฟันลงบนศีรษะของนายท่านอู๋ เสียงตะโกนอย่างร้อนรนพลันดังขึ้นมาแต่ไกล ตามมาด้วยเจ้าหน้าที่ทางการสองคนควบม้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ฉินเหล่าซื่อมองสำรวจอีกฝ่ายอย่างถี่ถ้วน เจ้าหน้าที่ทางการสองคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นคนที่มาเก็บภาษีธัญพืชก่อนหน้านี้
เจ้าหน้าที่ทางการทั้งสองกระโดดลงจากม้า คนหนึ่งดึงตัวฉินเหล่าซื่อไว้ อีกคนรีบลากนายท่านอู๋ที่อยู่ในสภาพจะตายมิตายแหล่ไปอีกด้าน
“พี่สี่ฉิน ท่านไม่อาจฆ่าคนผู้นี้ได้”
เจ้าหน้าที่ทางการดึงตัวฉินเหล่าซื่อไว้และกระซิบบอกเสียงเบา
“เหตุใดจึงฆ่าไม่ได้ พวกท่านรู้หรือไม่ว่าเขาเกือบฆ่าลูกสาวข้า” ฉินเหล่าซื่อพูดอย่างโกรธเกรี้ยว มองเจ้าหน้าที่ทางการทั้งสองด้วยสายตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น “ข้าจะบอกพวกท่านเอาไว้เลยนะ วันนี้ต่อให้สวรรค์มาเอง ข้าก็จะฆ่าไอ้สารเลวนี้ให้ได้”
เจ้าหน้าที่ทางการสองคนนี้ไหนเลยจะเคยถูกผู้ใดปฏิบัติอย่างไม่สุภาพเช่นนี้มาก่อน แต่ตอนนี้ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด แต่เพราะครอบครัวของเขามีถงเซิงถึงเก้าคน พวกเขาจึงต้องให้ความเคารพ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลเผ่ย พวกเขายิ่งไม่กล้าทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคือง จึงได้แต่ข่มความโกรธเอาไว้แล้วพูดต่อ
“พี่สี่ฉิน ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่าน แต่ท่านไม่อาจฆ่านายท่านอู๋ผู้นี้ได้ พี่ชายของเขาได้บริจาคเงินสามแสนตำลึงและธัญพืชหนึ่งพันต้านให้กับกองทัพเว่ยอู่เพื่อต่อต้านทหารม้าหนานหมาน”
ฉินเหล่าซื่อได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งโกรธจนหน้าแดง “การบริจาคเงินและข้าวสามารถก็ไว้ชีวิตคนเลวได้แล้วหรือ สามารถเหยียบย่ำชีวิตผู้อื่นได้ตามใจชอบเช่นนั้นหรือ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านฟังข้าก่อน…”
ฉินเหล่าซื่อตัดบทคำพูดของอีกฝ่ายทันที “ข้าไม่ฟัง! ข้าฉินไห่โจวเป็นเพียงชาวนาหยาบกระด้าง ไม่เข้าใจเหตุผลอันยิ่งใหญ่ของพวกท่านหรอก! ข้ารู้เพียงว่าใครก็ตามที่กล้าทำร้ายลูกสาวของข้า ข้าจะไม่มีวันปล่อยไปง่ายๆ”
เห็นฉินเหล่าซื่อไม่ยอมอ่อนข้อ เจ้าหน้าที่ทางการอีกคนหนึ่งจึงรีบอธิบาย
“พี่สี่ฉิน ท่านอย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสินใจ ฟังข้าอธิบายเรื่องราวทั้งหมดอย่างละเอียดก่อน”
ครั้นเห็นฉินเหล่าซื่อสงบลงแล้ว เจ้าหน้าที่ทางการจึงพูดต่อไป
“หากเป็นในยามบ้านเมืองสงบสุข นายท่านอู๋ทำเรื่องผิดศีลธรรมเช่นนี้ ต่อให้ถูกประหารชีวิตทันที ก็ไม่มีใครว่าอะไร ทว่าตอนนี้พวกเราอยู่ในช่วงภัยพิบัติ ผู้คนล้มตายด้วยความอดอยาก อีกทั้งชายแดนก็ไม่สงบสุข สถานการณ์เช่นนี้ เงินสามแสนตำลึงและข้าวหนึ่งพันต้านจึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ”
“พี่ชายของนายท่านอู๋เพิ่งบริจาคเงินสามแสนตำลึงและข้าวหนึ่งพันต้านไปเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังและยังเป็นที่โปรดปรานของเหล่าสตรีในวังหลัง หากตอนนี้ท่านจะเอาชีวิตนายท่านอู๋จริงๆ เกรงว่าจะทำให้พี่ชายเขาเดือดดาล ซึ่งจะส่งผลเสียต่อท่าน”
“อีกทั้งแม่ทัพก็มีวิธีจัดการคนชั่วช้าสามานย์หากเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าจะไม่ใช่แค่ครอบครัวตระกูลฉินเท่านั้น แต่อาจจะลุกลามไปถึงทั้งหมู่บ้านตระกูลฉิน และอาจส่งผลกระทบถึงจวนตระกูลเผ่ยด้วย พี่สี่ฉิน ลูกผู้ชายสิบปีแก้แค้นก็ยังไม่สาย”
ฉินเหล่าซื่อนั่งเงียบอยู่บนตอไม้ จ้องมองนายท่านอู๋ที่สลบไสลอย่างเอาเป็นเอาตาย
เขาฟังคำพูดของเจ้าหน้าที่ทางการ นึกอยากจะสับร่างสัตว์นรกผู้นี้เป็นแปดชิ้นแล้วเอาไปเลี้ยงสุนัขจริงๆ แต่หลังจากฟังคำพูดของพวกเขา เขาก็รู้ว่าความคิดนี้เป็นไปไม่ได้แล้ว
ใช่แล้ว เขาไม่สามารถเห็นแก่ตัวได้ ไม่สามารถทำให้ทั้งครอบครัว ทั้งหมู่บ้านตระกูลฉิน และจวนตระกูลเผ่ยต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
เจ้าหน้าที่ทางการคนนั้นดูเหมือนจะเห็นความทุกข์ทรมานของเขา จึงเดินเข้ามาตบไหล่แล้วพูดว่า
“พี่สี่ฉิน ข้ารู้ว่าท่านยอมรับไม่ได้ ทว่าโลกความเป็นจริงย่อมโหดร้ายเช่นนี้แล หากจะโทษก็ต้องโทษที่นายท่านอู๋มีพี่ชายดี”
ฉินเหล่าซื่อกำหมัดแน่น เขายอมรับไม่ได้จริงๆ แม้แต่ความสามารถในการแก้แค้นให้ลูกสาวตัวเองก็ยังไม่มีปัญญา ขณะนั้นเขาก็รู้สึกว่าแขนเสื้อตนเองกำลังถูกดึงไม่หยุด ครั้นก้มหน้ามองก็เห็นขอทานน้อยที่เขาพากลับมาด้วยกำลังมองมาอย่างสงสัย
เด็กขอทานคนนั้นเขย่งเท้ากระซิบข้างหูเขาเบาๆ “ท่านลุง เราจะจดจำความแค้นนี้ไว้ในใจก่อน วันหน้าต้องมีโอกาสแก้แค้นแน่”
ฉินเหล่าซื่อจะไม่เข้าใจได้อย่างไร เพียงแต่ไม่อยากยอมรับเองเท่านั้น
“นอกจากนายท่านอู๋แล้ว จะพาคนอื่นๆไปด้วยหรือไม่” ในที่สุดฉินเหล่าซื่อก็ยอมอ่อนข้อลง
เจ้าหน้าที่ทางการส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “พวกเราจะพาเพียงนายท่านอู๋ไปเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆนั้น นายท่านบอกว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัวของพี่น้องตระกูลฉิน พวกเราไม่ควรยื่นมือเข้าไปยุ่ง”
คำพูดของเจ้าหน้าที่ทางการกำลังสื่อว่าคนที่เหลือนั้นให้ฉินเหล่าซื่อและพวกจัดการได้ตามใจชอบ ทางการจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวแต่อย่างใด
ฉินเหล่าซื่อผสานมือคำนับ “ขอบคุณมาก”
“ท่านเจ้าหน้าที่ พวกเราเป็นผู้ติดตามของนายท่านอู๋ พวกท่านโปรดพาพวกเราไปด้วยเถิด” เฝิงต้าจวินตะโกนร้องขอความเห็นใจ
“ใช่ๆๆ พวกเราเป็นคนที่นายท่านอู๋ไว้วางใจที่สุด”
เฝิงหนิวก็ตะโกนตามเช่นกัน พยายามให้เจ้าหน้าที่ทางการพาพวกเขาไปด้วย
พวกเขารู้ดีแก่ใจว่าตกอยู่ในเงื้อมมือของตระกูลฉินแล้ว คงไม่มีทางรอดชีวิตแน่
น่าเสียดายที่เจ้าหน้าที่ทางการทั้งสองคนไม่แม้แต่จะมองพวกเขาสักนิด หลังจากยกนายท่านอู๋ขึ้นม้าแล้วก็จากไป
เมื่อวิ่งออกมาได้ระยะหนึ่ง เจ้าหน้าที่ทางการคนหนึ่งก็สะกิดแขนอีกคนพลางกล่าวว่า
“นายท่านไม่ได้บอกว่าสามารถจัดการได้ตามใจชอบ เหตุใดเจ้าถึงพูดเช่นนั้น ไม่กลัวนายท่านจะรู้เรื่องหรือ”
เจ้าหน้าที่ทางการคนนั้นโบกมือ พูดอย่างไม่ใส่ใจ
“เจ้าไม่เข้าใจสินะ ข้าสืบมาแล้ว แต่เดิมนางเฝิงเป็นภรรยาคนแรกของฉินเหล่าเอ้อร์ พวกเขาทำเรื่องกบฏต่อฟ้าดิน ถูกครอบครัวสามีทุบตีย่อมเป็นเรื่องปกติ ยุคสมัยนี้บ้านไหนไม่มีคนตายสักสองคนบ้าง ข้าพูดเช่นนี้ไม่เพียงแต่ไว้หน้าตระกูลฉิน ยังไว้หน้าตระกูลไป๋อีกด้วย ต่อไปหากมีเรื่องอะไร พวกเขาคงจะระลึกถึงความดีของข้าในวันนี้”
“น่านับถือยิ่งนัก ทำไมข้าถึงคิดถึงเรื่องนี้ไม่ได้นะ”
“ดังนั้นเจ้าก็ควรติดตามข้าไปดีๆ ช่วยข้ายกน้ำล้างเท้า บางทีข้าอาจจะสอนเจ้าบ้างก็ได้”
“ไปให้พ้น!”
เจ้าหน้าที่ทางการทั้งสองคนหยอกล้อกันพลางบังคับรถม้ากลับอำเภอ
……
เฝิงเสี่ยวฮวาเห็นเจ้าหน้าที่ทางการพานายท่านอู๋ไปแล้ว พลันรู้สึกสิ้นหวังขึ้นมา
“เหล่าซื่อ ซิ่วอิง เรื่องนี้เป็นฝีมือของหยางเปียว ไม่ใช่ข้า หากเจ้าเห็นแก่หน้าลิ่งอวี่ ได้โปรดเมตตาข้าด้วย ข้าสัญญาว่าจะไปให้พ้นหน้าพวกเจ้า”
เมื่อเห็นว่าเฝิงเสี่ยวฮวายังกล้าพูดถึงลิ่งอวี่ ความโกรธในใจของฉินเหล่าซื่อก็ไม่อาจระงับได้อีกต่อไป
“นางเดรัจฉาน เจ้ายังกล้าพูดถึงลิ่งอวี่อีกหรือ!”
เขาใช้มือเดียวยกเฝิงเสี่ยวฮวาขึ้นมา แล้วทุ่มลงพื้นอย่างแรง
เฝิงเสี่ยวฮวาถูกกระแทกจนปวดไปทั้งตัว ปากก็ถึงกับกระอักเลือดออกมา
ต่อมาเขาก็จับตัวเฝิงต้าจวินและเฝิงหนิวขึ้นมา แล้วกระแทกลงพื้นอย่างแรงเช่นกัน
แล้วก็ตามด้วยนักพรตน้อยสองคนนั้น
ฉินเหล่าซื่อใช้พละกำลังเหนือคนธรรมดา จับพวกเขาขึ้นมาทีละคนแล้วทุ่มลงพื้น ราวกับกำลังตีตุ่น
ไม่นานพวกเขาก็ถูกฉินเหล่าซื่อทำร้ายจนเกือบสิ้นลม
หลี่อันที่ยืนดูความวุ่นวายอยู่นานก็เดินเข้ามา ยัดยาเม็ดหนึ่งเข้าปากพวกเขาแต่ละคน พลางพึมพำท่องบางอย่าง
“โลกมนุษย์นั้นงดงามนัก พวกเจ้าอย่าเพิ่งตายเร็วนัก มิเช่นนั้นพวกเจ้าจะไม่ได้ชื่นชมทิวทัศน์อันงดงามของแคว้นต้าหนิง”
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน รบกวนท่านหาคนมาช่วยมัดพวกเขาไว้ แล้วหาที่ขังพวกเขาไว้ด้วย ข้าจะจัดการพวกเขาด้วยตัวเอง!”
หัวหน้าหมู่บ้านรับคำ แล้วเรียกชายฉกรรจ์หลายคนมามัดคนเหล่านั้นแล้วโยนเข้าไปในคอกหมูของหมู่บ้าน
บทที่ 95: สิ่งที่เรากลัว มักจะเกิดขึ้นเสมอ
“หนูน้อย ต่อไปนี้ที่นี่ก็คือบ้านของเจ้าแล้ว นั่นคือมารดาของข้า ต่อไปนางจะเป็นย่าของเจ้า”
ฉินเหล่าซื่อกล่าวพลางโอบไหล่ขอทานน้อย
แม่เฒ่าฉินเดิมทียังแปลกใจว่าเหตุใดถึงมีขอทานน้อยอยู่ในบ้าน จนกระทั่งฉินเหล่าซื่อเล่าให้แม่เฒ่าฉินฟังว่าเกิดอะไรขึ้น
ดวงตาของแม่เฒ่าฉินแดงก่ำ นางโอบอวิ๋นชิงอวี่เข้ามาในอ้อมกอดอย่างอ่อนโยน พลางถามระคนเอ็นดู
“เด็กน้อย เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว ชื่ออะไรหรือ”
อวิ๋นชิงอวี่ถูกโอบกอดเป็นครั้งแรก ความรู้สึกนั้นแปลกใหม่ แต่ก็อบอุ่นและสบายใจยิ่งนัก
เขา...โหยหาอ้อมกอดเช่นนี้
“หงอวี่ อายุเจ็ดขวบขอรับ”
อวิ๋นชิงอวี่ไม่ได้บอกชื่อจริงของตนให้แม่เฒ่าฉินรู้ แต่กลับบอกชื่อปลอมขึ้นมาแทน
เหตุที่เขาไม่บอกแม่เฒ่าฉินนั้นมีสองประการ ประการแรกคือเขายังระแวงแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆอยู่บ้าง ประการที่สองคือเขาไม่อยากให้พวกเขารู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาแล้วต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
“เด็กดี ขอบใจเจ้าที่ช่วยชีวิตเล่อเหนียงไว้ ต่อไปเล่อเหนียงคือน้องสาวของเจ้า เจ้าเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลฉินแล้ว”
แม่เฒ่าฉินลูบหัวเขาอย่างเอ็นดู “ต่อไปข้าจะเรียกเจ้าว่าหงอวี่ เสี่ยวอู่เสี่ยวลิ่วเกิดเดือนอ้าย พวกเขาคงจะโตกว่าเจ้า ต่อไปเจ้าก็จะเป็นเสี่ยวชีของบ้านเรา เหล่าซื่อจะเป็นพ่อของเจ้า”
อวิ๋นชิงอวี่ฟังแม่เฒ่าฉินจัดแจงเรื่องตัวตนของเขา พลันรู้สึกอุ่นวาบไปทั้งใจ
ตอนนี้เขาก็มีครอบครัวแล้ว
มีพ่อ มีแม่ มีพี่ชายน้องสาว และยังมีย่า
“ท่านย่า”
อวิ๋นชิงอวี่เรียกอย่างประหม่า
แม่เฒ่าฉินยิ้มรับ แล้วแนะนำคนอื่นๆในบ้านให้เขารู้จัก
หงอวี่เรียกฉินเหล่าซื่อและสวี่ซิ่วอิงว่าท่านพ่อท่านแม่
“ว่าอย่างไร”
ฉินเหล่าซื่อและสวี่ซิ่วอิงยิ้มตอบรับ พร้อมลูบศีรษะเขาอย่างเอ็นดู
ดียิ่งนัก พวกนางมีบุตรชายเพิ่มอีกคนแล้ว เล่อเหนียงของเรามีพี่ชายอีกคนที่จะรักและเอ็นดูนางเพิ่มขึ้น
“เหล่าซื่อ พาเสี่ยวชีไปล้างหน้าล้างตาและเปลี่ยนเสื้อผ้าหน่อยเถอะ”
สือไห่ถังยกอ่างน้ำร้อนมาวางไว้ในห้องด้านข้าง พร้อมกับเรียกฉินเหล่าซื่อให้พาเสี่ยวชีเข้าไป
ฉินเหล่าซื่อรับคำแล้วพาเสี่ยวชีเข้าไป
“เสี่ยวชี ให้ลุงสามช่วยอาบน้ำให้ดีไหม”
ฉินเหล่าซานถามพร้อมรอยยิ้มประดับใบหน้า
อวิ๋นชิงอวี่ตั้งใจจะปฏิเสธ แต่พอคำพูดมาถึงปากกลับไม่ได้เอ่ยออกมา และพยักหน้าเบาๆ
สวี่ซิ่วอิงหยิบเสื้อผ้าที่ลูกชายสองคนยังไม่เคยใส่ออกมาจากในห้องให้อวิ๋นชิงอวี่
เมื่ออวิ๋นชิงอวี่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จและเดินออกมา ดวงตาของคนในตระกูลฉินก็เปล่งประกายขึ้นทันที
“เสี่ยวชี เจ้างดงามเหลือเกิน!”
ตรงหน้าของพวกเขาคือเสี่ยวชีที่ปล่อยผมยาวสยาย ผิวขาวผ่อง คิ้วคมเข้ม ดวงตากลมโต แม้ใบหน้าจะดูซูบผอมไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความงามของใบหน้าอันหล่อเหลาแต่อย่างใด
“สวรรค์! เสี่ยวชีช่างงดงามเหลือเกิน!” สือไห่ถังเอามือปิดปากพลางอุทานด้วยความประหลาดใจ
“แน่นอนว่าต้องหล่อเหลาอยู่แล้ว สมกับที่ข้าเป็นคนเก็บเขามา” ฉินเหล่าซื่อกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
แม่เฒ่าฉินจ้องมองบุตรชายผู้หลงตัวเองด้วยสายตาเอือมระอา ก่อนจะจับมืออวิ๋นชิงอวี่แล้วพูดอย่างอ่อนโยน
“เสี่ยวชี อย่าได้ใส่ใจคำพูดของพ่อเจ้าเลย เจ้าคือตุ๊กตานำโชคของครอบครัวเรา!”
อีกด้านหนึ่ง สือไห่ถังทำอาหารเย็นเสร็จแล้ว ครอบครัวฉินจัดการมื้ออาหารอย่างรวดเร็ว ทุกคนเฝ้าดูแลลิ่งอวี่ ส่วนฉินเหล่าซื่อ ภรรยา และเสี่ยวชีไปเฝ้าลูกสาว
หมอหลี่อันบอกว่า หากคืนนี้ไม่มีไข้ก็จะไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าคืนนี้มีไข้ขึ้นมา เกรงว่าจะเป็นโชคร้าย
ด้วยเหตุนี้ทุกคนในครอบครัวจึงเฝ้าอยู่ในห้องหลัก
แม่เฒ่าฉินถึงกับสั่งให้สือไห่ถังฆ่าไก่ตัวหนึ่ง จัดโต๊ะหมู่บูชา แล้วคุกเข่าลงบนพื้นอย่างเคร่งครัด สวดอ้อนวอนเทพเจ้าทุกองค์
ฉินเหล่าซื่อและภรรยานั่งอยู่บนเตียงเตา คอยปลอบประโลมลูกสาว กลัวว่านางจะตกใจจนเป็นอะไรไป
อวิ๋นชิงอวี่เองก็นั่งอยู่ข้างๆ ทำหน้าตลกเพื่อให้นางหัวเราะ
แต่เล่อเหนียงยังคงเหงาหงอย ไม่มีชีวิตชีวาเลยแม้แต่น้อย
แม้แต่เมื่ออวิ๋นชิงอวี่ทำหน้าตลกให้นางหัวเราะ นางก็เพียงแค่ยิ้มเล็กน้อยเท่านั้น
ไม่นาน เล่อเหนียงก็นอนลงบนเตียงและหลับตาลง
ตอนแรกสวี่ซิ่วอิงคิดว่านางไม่ได้ตื่นตระหนก กินได้นอนได้ตามปกติ แต่ไม่นานใบหน้าของเล่อเหนียงก็เริ่มแดงขึ้น
สวี่ซิ่วอิงยื่นมือเข้าไปสัมผัสหน้าผากลูกน้อย แล้วก็ตกใจร้องเสียงดังลั่น
“ท่านแม่ แย่แล้วเจ้าค่ะ เล่อเหนียงดูเหมือนจะมีไข้สูง”
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของซิ่วอิง แม่เฒ่าฉินก็รีบวิ่งไปยังห้องของฉินเหล่าซื่อทันที
เฉินฮั่นหลินรู้หน้าที่ดี เขาแบกหลี่อันมาด้วยทันที
แม่เฒ่าฉินอุ้มเด็กขึ้นมาแล้วเอาหน้าผากแนบหน้าผากฉินเยาเยา สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปในทันที
“ต้องเป็นเพราะถูกพวกสัตว์นรกนั่นทำให้ตกใจแน่ๆ ระหว่างทางไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย ทำให้ร่างกายสัมผัสลมหนาว เอาผ้าชุบน้ำมาสักสองสามผืน เตรียมน้ำอุ่นมาด้วย”
เฉินฮั่นหลินวางหลี่อันลงจากบ่า รีบเข้าไปจับชีพจรฉินเยาเยาทันที
“เด็กน้อยเจอลมหนาว แล้วก็ตกใจที่ถูกหยางเปียวลักพาตัวไป ข้าจะเขียนใบสั่งยาบำรุงจิตใจให้ พวกเจ้าป้อนยาให้นาง พอนางดื่มยาแล้วอาการก็จะดีขึ้น”
หลี่อันเขียนใบสั่งยาเสร็จ ฉินเหล่าซานก็รับใบสั่งยาไปยังห้องเก็บยาเพื่อจัดยาทันที
ตั้งแต่หลี่อันมาอยู่ที่นี่ เขาคอยช่วยตรวจรักษาและจ่ายยาให้ชาวบ้านมาตลอด ชาวบ้านเหล่านี้จึงติดนิสัย ไม่ว่าจะขึ้นเขาหรือลงห้วย ถ้าเห็นสมุนไพรก็จะเก็บกลับมาให้หมอหลี่อัน
นานวันเข้าห้องเก็บยาก็มีสมุนไพรมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสะดวกสำหรับพวกเขา
พวกเขารู้สึกโล่งอกที่ตอนนี้คนที่มีไข้สูงคือเล่อเหนียง ไม่ใช่ลิ่งอวี่
หากแต่สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น กลับเกิดขึ้นมา
“ท่านแม่ แย่แล้ว ลิ่งอวี่มีไข้สูง!”
เสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัวของฉินเหล่าเอ้อร์ดังมาจากห้องทิศตะวันออก
“หมอหลี่อัน ท่านรีบไปดูลิ่งอวี่เร็วเข้า”
เฉินฮั่นหลินรีบแบกหลี่อันขึ้นบ่าอย่างรวดเร็ว แล้วเดินไปยังห้องของลิ่งอวี่
หลี่อันอยากจะบอกว่าเขาชินแล้ว
ทางเล่อเหนียงไข้ยังไม่ทันลด ลิ่งอวี่ก็มีไข้ขึ้นมาเสียแล้ว
แม่เฒ่าฉินไม่สนใจอย่างอื่นแล้ว สั่งให้ฉินเหล่าซื่อและสวี่ซิ่วอิงดูแลเล่อเหนียงให้ดี ต้องให้นางดื่มน้ำมากๆ แล้วก็รีบวิ่งออกไป
ตอนนี้ฉินเยาเยารู้สึกไม่สบายจริงๆ นางรู้สึกเหมือนอยู่ในเตาไฟ ทั้งตัวถูกแผดเผาจนเกือบสุก
เมื่อได้ยินอย่างเลือนรางว่าพี่ใหญ่มีไข้สูง ในใจก็รู้สึกร้อนรนไม่น้อย
ตอนกลับมานางรู้แล้วว่าพี่ใหญ่ถูกหยางเปียวแทงเพื่อปกป้องนาง และแผลนั้นก็อยู่ใกล้หัวใจมาก
อีกทั้งตอนนี้ยังมีไข้สูง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าชีวิตของพี่ชายนางกำลังตกอยู่ในอันตราย
นางพยายามดิ้นรนตื่นขึ้นมา ดึงแขนเสื้อของสวี่ซิ่วอิง หยิบยา ‘ลีโวฟลอกซาซิน’*[1] ออกมาจากห้วงมิติแล้วยัดใส่มือนาง จากนั้นก็หมดสติไปอีกครั้ง
สวี่ซิ่วอิงตกใจเมื่อจู่ๆ ก็มีของปรากฏขึ้นในมือ
นางก้มลงมองสิ่งของสีเงินภายในมือ
ด้วยสายสัมพันธ์แม่ลูก ทำให้นางรู้ถึงความพิเศษของฉินเยาเยา นางจึงเดาว่าของพวกนี้ต้องเป็นสิ่งที่ลูกสาวให้มาเพื่อช่วยชีวิตพี่ชาย
ดังนั้นนางจึงบอกฉินเหล่าซื่อแล้วรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
“ท่านแม่ ดูนี่สิเจ้าคะ”
สวี่ซิ่วอิงยื่นแผงยาในมือให้แม่เฒ่าฉิน
แม่เฒ่าฉินมองดูแผงยาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ก็เข้าใจความหมายเป็นอย่างดี นางเดินเข้าไปในห้องและส่งยาให้หลี่อัน
หลี่อันพิจารณายานี้อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็แกะยาออกมาสามเม็ดแล้วใช้ช้อนบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำอุ่นแล้วป้อนเข้าปากของฉินลิ่งอวี่
หลี่อันเปลี่ยนผ้าพันแผลและทายาให้เขาอีกครั้ง จากนั้นก็นั่งลงมองดูเขาเงียบๆ
เขาไม่รู้ว่ายาชนิดนี้คือยาอะไร แต่ถึงกระนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยถาม เพราะเกรงว่าจะเป็นการล่วงเกิน
เขาได้เห็นความวิเศษของเล่อเหนียงมาแล้ว ใจของเขาเชื่อมั่นว่าเล่อเหนียงคือเทพธิดาของสรวงสวรรค์ที่มาจุติในตระกูลฉินเพื่อสัมผัสกับการใช้เยี่ยงชีวิตมนุษย์
[1] ลีโวฟลอกซาซิน: เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่มฟลูออโรควิโนโลน ซึ่งใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด มีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียไม่สามารถแบ่งตัวและเจริญเติบโตได้
บทที่ 96: นางคือแม่ของข้า
หัวหน้าหมู่บ้านและผู้อาวุโสจากเหล่าหลายเล่อทราบว่าฉินลิ่งอวี่และเล่อเหนียงมีไข้สูง จึงยกโขยงกันมาเฝ้าเด็กน้อยที่บ้านตระกูลฉิน
ฉินเหล่าซื่อและสวี่ซิ่วอิงเห็นเล่อเหนียงหมดสติไปอีกครั้งจึงกัดฟันแกะยาออกมาหนึ่งเม็ด ละลายกับน้ำอุ่นแล้วป้อนให้นางดื่ม
จากนั้นก็อุ้มนางนั่งบนเตียงและเฝ้ารอปาฏิหาริย์
ลิ่งผิงและลิ่งอันตามท่านย่ามาเฝ้ารอข่าวดีของพี่ใหญ่ที่ห้องโถง
เสี่ยวชีไม่ยอมไปไหน คอยเฝ้าอยู่ข้างเตียงของเล่อเหนียงไม่ห่าง อาจเป็นเพราะสวี่ซิ่วอิงบังเอิญทำถูกวิธี หรืออาจเป็นเพราะร่างกายของเล่อเหนียงแข็งแรงดีอยู่ ชั่วเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ หน้าผากของนางก็เริ่มมีเหงื่อผุดซึม เส้นผมบางๆ เปียกชุ่มด้วยเหงื่อแนบติดศีรษะ
“ดีจริงๆ ในที่สุดไข้ก็ลดแล้ว!”
สวี่ซิ่วอิงกรีดร้องด้วยความดีใจ
เล่อเหนียงกินยานั้นแล้วไข้ลดเร็วขนาดนี้ ลิ่งอวี่คงจะหายป่วยในเร็ววัน
สวี่ซิ่วอิงเห็นลูกสาวไข้ลดแล้วก็ดีใจจนน้ำตาลไหลพราก จากนั้นนางก็หยิบเสื้อผ้าของลูกสาวออกมา รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกเหงื่อให้ ผ่านไปครู่ใหญ่ เล่อเหนียงก็ไม่มีไข้แล้ว
นางลืมตาขึ้นมาด้วยอาการงัวเงีย ริมฝีปากคลี่ยิ้มอ่อนแรงให้ผู้เป็นแม่ แล้วก็ซุกเข้าไปในอ้อมอก ส่งสัญญาณให้รู้ว่าตอนนี้นางหิวแล้ว
หงอวี่เห็นท่าทางของน้องสาวคนใหม่ก็ถอยออกมา พร้อมทั้งนำข่าวดีไปแจ้งแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆที่ห้องโถง
แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ รู้ว่าเล่อเหนียงไข้ลดแล้วต่างก็ดีใจจนน้ำตาไหลพราก พวกเขารู้ว่าสวี่ซิ่วอิงให้เล่อเหนียงกินยาที่นางให้ไป เล่อเหนียงไข้ลดเร็วขนาดนี้ แสดงว่ายานั้นได้ผลดีมาก ลิ่งอวี่จะต้องหายป่วยเช่นกัน
ทางฝั่งฉินลิ่งอวี่ก็มีข่าวดีเช่นกัน หลังจากที่หลี่อันป้อนยาให้เขาเป็นครั้งที่สอง หน้าผากของเขาก็เริ่มมีเหงื่อผุดซึมออกมาเล็กน้อย อุณหภูมิบนร่างกายไม่สูงเท่าเดิมแล้ว
หลี่อันเห็นดังนั้นก็ป้อนยาให้เด็กชายอีกครั้ง
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม หลี่อันก็เข้าไปจับชีพจรเขาอีกครั้ง แล้วเขาก็พบว่าแม้ฉินลิ่งอวี่จะไม่ได้มีเหงื่อออกมากนัก แต่ตอนนี้ไข้ของเขาลดลงแล้ว
หลี่อันรีบวิ่งออกไปแจ้งข่าวดีนี้ให้ทุกคนทราบ
ทุกคนในห้องโถงต่างเปล่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีเมื่อได้ทราบข่าวดี
หมอหลี่อันเคยบอกไว้ว่า หากไข้ของลิ่งอวี่ลดลงแสดงว่าไม่มีอันตรายถึงชีวิตแล้ว
“ดีจริงๆ ในที่สุดไข้ของลิ่งอวี่ก็ลดลงแล้ว”
“ข้าก็บอกแล้วว่า มีเล่อเหนียงเด็กนำโชคคนนี้อยู่ ลิ่งอวี่ไม่มีวันเป็นอะไรแน่นอน”
เมื่อได้ยินดังนั้น หัวหน้าหมู่บ้านและคนอื่นๆ ต่างก็ตื่นเต้นยินดี หลังจากพูดคุยกำชับกันอีกสองสามประโยค พวกเขาก็กลับบ้านไปด้วยความสบายใจ
แม่เฒ่าฉินโบกมือไล่ให้ทุกคนกลับไปพักผ่อน เพราะตอนนี้เวลาน่าจะเลยเที่ยงคืนมาแล้ว
แต่ลิ่งเฟิงกลับคุกเข่าลงต่อหน้าแม่เฒ่าฉิน
“ท่านย่า ท่านแม่ของข้า...จะให้หมอหลี่อันไปตรวจอาการนางได้หรือไม่ นาง...ดูเหมือนจะไม่ไหวแล้ว”
ฉินลิ่งเฟิงก้มหน้าลงอย่างละอายใจขณะวิงวอนขอร้อง แม้ว่านางจะก่อความผิดที่ไม่อาจให้อภัยได้แต่นางก็ยังเป็นแม่ของเขา เขาทำใจปล่อยให้นางตายต่อหน้าต่อตาไม่ได้…
ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด ทุกคนต่างเกิดความรู้สึกสับสนในใจ โดยเฉพาะฉินเหล่าเอ้อร์ เขาอยากจะตบหน้าลูกชายคนโง่นี้สักสองฉาด
หญิงผู้นั้นก่อเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ สมควรตายยิ่งนัก แต่เจ้าลูกโง่คนนี้กลับกำลังอ้อนวอนให้หญิงชั่วผู้นั้น
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ แม่เฒ่าฉินค่อยๆปริปากอย่างเชื่องช้า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าพ่อของเจ้าได้หย่าขาดจากนางแล้ว”
“รู้...ขอรับ” ฉินลิ่งเฟิงก้มหน้างุด
“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่านางร่วมมือกับหยางเปียวทำร้ายพี่ชายของเจ้า และเกือบจะทำร้ายเล่อเหนียงด้วย”
“เข้าใจแล้วขอรับ”
แม่เฒ่าฉินกล่าวต่อ “เจ้าแน่ใจหรือว่าต้องการช่วยนาง”
ฉินลิ่งเฟิงเงยหน้ามองผู้เป็นย่า “นาง...คือ...ถึงอย่างไรนางก็เป็นแม่ของข้า ข้าไม่อาจ…”
ดูเหมือนเขาจะรู้ว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของตน แต่ละคำที่เอ่ยออกมาจึงยากลำบาก
แม่เฒ่าฉินจ้องมองหลานชายที่ดื้อรั้นผู้นี้ พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
“หมอหลี่ รบกวนท่านไปดูหญิงผู้นั้นหน่อยเถิด อย่าให้นางตายตกไปเสียก่อน ไม่เช่นนั้นมันจะง่ายเกินไปสำหรับนาง”
หลี่อันรับคำแล้วหยิบกล่องยาเดินไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน
“ขอบคุณขอรับท่านย่า!” ฉินลิ่งเฟิงคำนับแม่เฒ่าฉินหนึ่งครั้ง แล้วลุกขึ้นวิ่งตามหมอหลี่อันไป
ภายในคอกหมูของหัวหน้าหมู่บ้าน ตระกูลเฝิงสามคนถูกโยนขังทิ้งไว้ที่นี่ สภาพของแต่ละคนช่างน่าเวทนา จะตายแหล่มิตายแหล่
โดยเฉพาะหยางเปียวที่ถูกสวี่ซิ่วอิงฟันหนึ่งครั้ง สภาพสะบักสะบอมไม่น่ามอง
หลี่อันรีบยัดยาเม็ดหนึ่งเข้าไปในปากของเขาเพื่อยืดชีวิตคนชั่วนี่เอาไว้ หากปล่อยให้เขาตายไปแบบนี้คงง่ายดายเกินไป จากนั้นก็ส่งขวดยาให้ลิ่งเฟิง สั่งให้เขาแจกยาให้คนอื่นๆคนละเม็ด เพื่อรักษาชีวิตของพวกเขาไว้ชั่วคราว
นี่เป็นเพียงการยื้อชีวิตพวกเขาเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น ถึงแม้ว่าแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆจะปล่อยพวกเขาไป แต่หลี่อันเองจะไม่มีวันปล่อยพวกเขาให้ลอยนวล
ชีวิตของเขาไร้ซึ่งทายาทสืบทอดตระกูล ใช้ชีวิตเร่ร่อนมาครึ่งชีวิตกว่าจะได้พบกับครอบครัวตระกูลฉิน ลูกหลานตระกูลฉินก็เปรียบเสมียนลูกหลานแท้ๆของตน โดยเฉพาะเล่อเหนียงตัวอ้วนจ้ำม่ำคนนั้น บังอาจทำร้ายหลานชายหลานสาวเขา ฉะนั้นก็เตรียมรับผลกรรมที่ตามมาเถิด
ฉินลิ่งเฟิงเทยาออกมา แล้วยัดเข้าปากพวกเขาคนละเม็ด
“ท่านปู่หลี่ ท่านแม่และคนอื่นๆจะไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” ฉินลิ่งเฟิงถามอย่างกังวล ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความหวัง
หลี่อันเองก็ไม่ได้อยากปิดบังเขาจึงพูดตามตรงว่า “ร่างกายพวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ถ้าประคองชีวิตผ่านพ้นคืนนี้ไป พวกเขาก็จะรอด แต่ถ้ายื้อไม่ไหวก็ให้เป็นเรื่องของผลของกรรมที่ก่อทำกันมา”
“เจ้าก็อย่าเสียใจกับการกระทำที่ขัดต่อสวรรค์และมนุษย์ของพวกเขาเลย ฟ้าดินรู้เห็นทุกอย่าง”
ฉินลิ่งเฟิงตอบรับอย่างเงียบๆ แล้วยืนรออยู่ด้านข้าง รอให้หลี่อันโรยยาบนบาดแผลของพวกเขา
หลี่อันเหลือบมองสีหน้าของลิ่งเฟิงก็รู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก แต่เขาจะไม่เปลี่ยนการตัดสินใจของตน
คนพวกนี้ดูเหมือนบาดเจ็บสาหัส แต่ความจริงแล้วไม่ได้บาดเจ็บถึงกระดูก แต่ถ้าเขาบอกว่าคนพวกนี้จะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงพรุ่งนี้ก็คือจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงพรุ่งนี้!
เมื่อใกล้รุ่งสาง หลี่อันก็จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นในที่สุด เขาแบกฉินลิ่งเฟิงที่หลับไปแล้วกลับบ้าน พร้อมกับรอยคล้ำใต้ตาทั้งสองข้าง
เมื่อกลับถึงบ้าน เขารีบไปดูอาการของฉินลิ่งอวี่ก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อรู้ว่าตอนนี้อาการไม่รุนแรงถึงชีวิตแล้ว จึงหมุนตัวกลับเข้าห้องตัวเองแล้วล้มลงนอนบนเตียงทันที
คนในตระกูลฉินต่างก็เหนื่อยล้า ทุกคนมีรอยคล้ำใต้ตาทั้งสองข้าง
แม้เล่อเหนียงจะไม่มีไข้แล้ว แต่ก็ยังดูอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง อวิ๋นชิงอวี่คอยเฝ้าอยู่ข้างกายเล่อเหนียงไม่หายไปไหน นอกจากเวลาเข้าห้องน้ำและกินข้าวก็ไม่ยอมปลีกตัวไปไหนเลย
แม้แต่ลิ่งผิงและลิ่งอันชวนไปเล่น เขาก็เอาแต่ส่ายหน้าปฏิเสธ
ทาางด้านพวกเฝิงเสี่ยวฮวา หลังจากพักฟื้นมาหนึ่งคืน และได้ยาของหลี่อันช่วยประคับประคอง ร่างกายของพวกเขาก็ดูเหมือนจะดีขึ้นมาเล็กน้อย และกำลังส่งเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายอยู่ในคอกหมู
เรื่องนี้ทำให้หัวหน้าหมู่บ้านต้องไปยืมสุนัขมาจากในหมู่บ้านหลายตัว แล้วล่ามไว้ตรงหน้าพวกเขา พวกเขาจึงยอมสงบลง
ณ ห้องโถงตระกูลฉิน
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงนั่งอยู่บนเก้าอี้ พลางใช้ช้อนคันเล็กป้อนน้ำอุ่นให้หลานสาว
เมื่อเห็นว่าทุกคนมาพร้อมหน้ากันแล้ว แม่เฒ่าฉินก็เคาะโต๊ะเบาๆ “เฝิงเสี่ยวฮวา ก่อนหน้านี้ที่พวกเราอพยพหนีภัยแล้งได้ทำเรื่องโง่เขลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เกือบทำให้ทั้งครอบครัวเอาชีวิตไม่รอด ครั้นมาถึงอำเภอจี้โจวก็เกือบทำให้ข้ากับเล่อเหนียงเป็นอันตราย”
“ตอนนี้ก็ยังทำร้ายลิ่งอวี่กับเล่อเหนียงอีก คนชั่วช้าสามานย์แบบนี้ ข้าเก็บนางไว้ไม่ได้จริงๆ”
“ทว่านางคือแม่ผู้ให้กำเนิดลิ่งอวี่และลิ่งเฟิง แม้ว่าข้าจะแก่ชราแต่ก็ไม่อาจลืมความจริงข้อนี้ ไม่อาจเอาชีวิตนางได้”
แม่เฒ่าฉินมองลูกชายสองคน “เหล่าซาน เหล่าซื่อ ประเดี๋ยวพวกเจ้าเข้าอำเภอสอบถามว่ามีคนครอบครัวใดต้องการคนงานหรือไม่ จะมีค่าจ้างหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ขอแค่ไม่ทำร้ายชีวิตก็พอ จากนั้นก็ส่งคนออกไปเสีย”
ฉินเหล่าซื่อรับคำ แล้วรีบออกจากบ้านไปทันที
ส่วนหลี่อันก็แอบไปที่คอกหมูของหัวหน้าหมู่บ้าน
บทที่ 97: ขายคนให้เหมืองหิน
ฉินลิ่งเฟิงคุกเข่าลงกับพื้น ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนพูดไม่เป็นประโยค แค่นี้ท่านย่าก็ยอมอ่อนข้อให้มากแล้ว แม้แม่ของเขา ท่านน้า และท่านตาจะก่อเรื่องร้ายแรงถึงเพียงนั้น ความจริงแล้วสมควรตายยิ่งนัก แต่ท่านย่าก็ยังยอมไว้ชีวิตคนเหล่านี้เพราะคำขอของเขา
“ท่านย่า ต่อไปข้าจะกตัญญูต่อท่าน”
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจ ดึงหลานชายเข้ามาโอบกอดพลางตบหลังเบาๆ “เจ้ากับลิ่งอวี่ล้วนเป็นเด็กดี น่าเสียดายที่มีแม่เช่นนี้ ต่อไปพวกเจ้าจะดีต่อข้าหรือไม่ ข้าไม่สน ข้าขอเพียงให้เจ้าระลึกถึงไมตรีจิตในวันนี้ ปฏิบัติต่อเล่อเหนียงให้ดีสักหน่อย”
“พ่อกับแม่ของเจ้าหย่าขาดกันแล้ว นางไม่นับเป็นคนตระกูลฉินอีกต่อไป เรื่องที่นางก่อไว้ก็ให้นางชดใช้ด้วยตนเอง ข้ายังคงยืนยันคำเดิม ต่อไปให้ถือว่าแม่ของพวกเจ้าตายระหว่างอพยพเถิด”
“ท่านย่า…”
เรื่องราวจึงได้บทสรุปเช่นนี้
แม้ว่าคนตระกูลฉินจะโกรธแค้นเพียงใด แต่เพราะคนเหล่านี้กำลังจะถูกส่งไปทำงานหนักในสถานที่เช่นนั้น ก็ทำให้ความโกรธส่วนใหญ่จางหายไปมาก
ทางด้านเฝิงเสี่ยวฮวายังคงดีใจจนลิงโลด คิดว่าเมื่อคืนที่หลี่อันและฉินลิ่งเฟิงมารักษาอาการบาดเจ็บให้เพราะพวกเขาให้อภัยตนแล้ว ต้องเป็นความช่วยเหลือของนายท่านอู๋เป็นแน่ นางเชื่อว่าเขาคงจะรู้สึกว่าหากขาดพวกนางไป เขาคงจะลำบาก จึงต้องกดดันตระกูลฉินให้ยอมปล่อยพวกนาง
นางจินตนาการภาพตระกูลฉินคุกเข่าลงต่อหน้านาง วิงวอนขอให้นางให้อภัยและเห็นใจพวกเขา
เฝิงหนิวและเฝิงต้าจวินต่างละเมอเพ้อพกฝันกลางวัน พวกเขาเป็นคนแรกที่รู้จักนายท่านอู๋ ความดีความชอบครั้งนี้พวกเขาต้องได้รับความชื่นชมมากที่สุด
พวกเขาตั้งหน้าตั้งตาคอยจนถึงยามอู่ ในที่สุดก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากภายนอก
ฉินลิ่งเฟิงถือหม้อโจ๊กเข้ามา ตักแบ่งให้พวกเขาคนละชาม
บางทีอาจจะเดาได้ว่าทำไมตระกูลฉินถึงส่งหลี่อันมารักษาพวกเขา จึงพูดด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ
“เจ้าลูกอกตัญญู เจ้าบอกข้ามาเดี๋ยวนี้ นายท่านอู๋เก่งกาจมากใช่หรือไม่ พวกเจ้าก็ถือว่าเฉลียวฉลาดที่ไม่ต่อต้านเขา”
“ใช่ๆๆ แม่ของเจ้าพูดไม่ผิดสักนิด พวกเจ้าควรจะทำตัวสุภาพกับเราหน่อยนะ ไม่เช่นนั้นข้าจะบอกให้นายท่านอู๋เล่นงานเจ้า”
เฝิงต้าจวินก็พูดอย่างภาคภูมิใจ
“เจ้ารีบไปตามพ่อกับย่าของเจ้ามา บอกให้พวกเขาย้ายพวกเราไปอยู่ห้องที่สะอาดและมีแสงสว่างส่องถึงมากกว่านี้”
ฉินลิ่งเฟิงไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่เก็บชามเงียบๆ แล้วหมุนตัวเดินออกไป
“เจ้าคอยดูเถอะ ข้าจะให้นายท่านอู๋สั่งสอนครอบครัวของพวกเจ้าให้หนักเลย!”
ครั้นเห็นฉินลิ่งเฟิงไม่สนใจ เฝิงต้าจวินจึงโกรธจนพ่นคำผรุสวาทไม่หยุด ราวกับว่าตนเองไม่ใช่น้าแท้ ๆ ของเด็กน้อย
ไม่นานฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆก็เดินเข้ามา แต่ละคนถือเชือกป่านเส้นหนึ่ง ไม่พูดพร่ำทำเพลงจับพวกเขามัดแน่น แล้วลากออกไปข้างนอก
“พวกเจ้าคิดจะทำอะไร”
เฝิงเสี่ยวฮวาตื่นตระหนก พยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการ
หยางเปียวดิ้นจนแผลบนใบหน้าปริแตก เลือดไหลลงมาตามคาง
ไม่รู้ว่าหลี่อันใช้ยาชนิดใด เพียงครึ่งวันแผลของหยางเปียวก็เริ่มเป็นหนอง เลือดและหนองที่ไหลออกมาดูน่าขยะแขยงอย่างยิ่ง
แม้พวกเขาจะดิ้นรนสักเพียงใด สุดท้ายก็ถูกลากขึ้นรถม้าอยู่ดี
ฉินเหล่าซื่อบังคับรถม้า ฉินเหล่าเอ้อร์นั่งอยู่ด้านนอก ฉินเหล่าซานและชายร่างกำยำในหมู่บ้านนั่งอยู่ในรถม้าคอยจับตาดูพวกเขา เฉินฮั่นหลินนั่งอยู่ด้านหลังรถ ปิดล้อมทางหนีพวกเขาไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีทางหนีรอดแม้แต่น้อย
ไม่ถึงสองชั่วยาม พวกเขาก็มาถึงเหมืองหินนอกอำเภอ
ชายวัยกลางคนร่างท้วมเตี้ยคนหนึ่งรออยู่ที่ทางเข้าแล้ว
เมื่อเห็นฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆมาถึง เขาก็ชำเลืองมองบนรถม้าแล้วพูดอย่างรังเกียจว่า
“แค่นี้เองหรือ แก่ก็แก่ ผอมก็ผอม ดูแล้วไม่มีเรี่ยวแรง จะทำงานไหวได้อย่างไร”
ฉินเหล่าซื่อตอบว่า “หัวหน้าหลี่ พวกเขามาอยู่ในการดูแลของท่านแล้ว ท่านยังกลัวว่าจะไม่มีวิธีสั่งสอนให้พวกเขาทำงานอีกหรือ”
“อีกอย่าง พวกเขามาที่นี่ก็ถือว่าเป็นคนของท่านแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะเกียจคร้านปานใด จะด่าก็ช่างเถอะ จะตีก็ช่างเถอะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเราอีกต่อไป”
ชายร่างท้วมคนนั้นจึงพยักหน้าอย่างอับจนหนทาง แล้วหยิบสัญญาฉบับหนึ่งออกมา ฉินเหล่าซื่อดึงนิ้วมือของพวกเขามากดประทับลงบนนั้น
“พวกเจ้าทำอะไร ข้าไม่ใช่คนตระกูลฉินแล้ว พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ขายข้า” เฝิงเสี่ยวฮวาในตอนนี้เหมือนจะมีสติขึ้นมาเล็กน้อย นางดิ้นรนไม่หยุด พยายามจะฉีกสัญญาฉบับนั้นทิ้ง
“พวกข้าไม่ใช่คนอำเภอชิงเหอ พวกเจ้าขายพวกข้าไม่ได้” สองนักพรตน้อยดิ้นรนสุดชีวิต
ฉินเหล่าซื่อไม่สนใจพวกเขา หลังจากลงนามในสัญญาแล้วก็โยนพวกเขาไปด้านข้างทันที
หยางเปียวใช้ร่างกายอันแข็งแรงของตนกระแทกตัวชายร่างท้วมตรงหน้าเพื่อให้ปล่อยพวกเขาไป แต่เขาประเมินความสามารถของชายผู้นี้ต่ำเกินไป
แม้จะดูอ้วนตุ๊ต๊ะ แต่ชายผู้นี้กลับคล่องแคล่วว่องไว เมื่อเผชิญกับการโจมตีของหยางเปียว เขาก็เบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย แล้วจับหยางเปียวกดลงกับพื้น
หัวหน้าคนงานสั่งให้พวกเขาไปแบกหินที่เหมืองหิน แต่พวกเขาทำเป็นไม่ได้ยิน เอาแต่ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ที่เดิม
หัวหน้าคนงานไม่อยากโต้เถียงกับพวกเขา จึงสั่งให้คนมัดพวกเขาและพาไปขังไว้ในห้องมืด
สามวันต่อมา พวกเขาขอให้เปิดประตูและอ้อนวอนขอทำงาน
อีกด้านหนึ่ง หลังจากหลับไปนาน ฉินลิ่งอวี่ก็ฟื้นขึ้นมา ทำให้ทุกคนในครอบครัวโล่งอกในที่สุด
เล่อเหนียงใช้เวลาหลายวันกว่าจะฟื้นฟูพลังชีวิตกลับมาเป็นเหมือนเดิม
หลังจากเล่อเหนียงหายดีแล้ว ความสนใจของคนในตระกูลฉินทั้งหมดก็ตกไปอยู่ที่ลิ่งอวี่
หลี่อันจะเปลี่ยนยาให้เขาวันละสองครั้ง โดยใช้ยาผงที่ฉินเยาเยาเป็นคนนำออกมา
เมื่อลิ่งอวี่ได้ยินเรื่องของผู้เป็นแม่ เขาไม่ได้แสดงความเสียใจออกมาแม้แต่น้อย เพียงแต่รู้สึกผิดหวัง
เขาไม่เคยคิดเลยว่าแม่ของเขาจะสามารถเอาชีวิตของเขาไปแลกกับเงิน โดยไม่แม้แต่จะสนใจไยดีเขาสักนิด
หลังจากที่ลิ่งผิงและลิ่งอันกินอาหารเช้าเสร็จ พวกเขาก็วิ่งออกไปเล่นกับเด็กในหมู่บ้านที่อายุไล่เลี่ยกัน
ฉินเยาเยาอยากจะตามไปด้วย แต่ถูกแม่เฒ่าฉินปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
ฉินเยาเยาจำต้องใช้ไม้ตายที่มีพลังทำลายล้างสูง
นางเพียงแค่จ้องมองผู้เป็นย่านิ่งๆ ดวงตากลมโตเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา ท่าทางน่าสงสารอย่างยิ่ง
แม่เฒ่าฉินทนเห็นหลานสาวเป็นแบบนี้ไม่ได้ จึงต้องยอมอ่อนข้อ
นางห่อตัวหลานสาวจนเหมือนบ๊ะจ่าง แล้วอุ้มนางออกไปข้างนอก โดยมีอวิ๋นชิงอวี่เดินตามหลังไม่ห่าง เขาไม่ยอมห่างจากเล่อเหนียงแม้แต่ก้าวเดียว
ลิ่งผิงและลิ่งอันนั้น กว่าพวกเขาจะออกจากบ้านมาวิ่งเล่นได้แต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย ยังไม่ทันได้เริ่มเล่นก็ถูกเหล่าสตรีในหมู่บ้านขัดจังหวะเสียแล้ว
พวกนางพร้อมใจกันถามถึงสถานการณ์ของฉินลิ่งอวี่ และยังสอบถามถึงอาการของเล่อเหนียงอีกด้วย
เมื่อพวกนางได้ยินว่าเล่อเหนียงดีขึ้นมากแล้วก็พลอยดีใจไปด้วย
“โอ้ เด็กน่าสงสารคนนี้ ช่างน่าเวทนาจริงๆ เพิ่งจะอายุครึ่งขวบก็ต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้แล้ว”
เมื่อได้ยินว่าอาการลิ่งอวี่ไม่อันตรายถึงชีวิตแล้ว พวกนางต่างร้องขอบคุณสวรรค์
“โชคดีจริงๆที่หยางเปียวสัตว์ร้ายนั่นไม่ได้คร่าชีวิตลิ่งอวี่ของเราไป”
“ข้าว่านะ สัตว์ร้ายแบบนั้นควรจะถูกตีให้ตายแล้วโยนไปให้หมาป่าบนเขาหลังหมู่บ้านกิน ขายพวกมันไปเหมืองหินนั่นยังถือว่าใจดีเกินไป”
ลิ่งผิงและลิ่งอันฉวยโอกาสตอนที่เหล่าสตรีป้าๆ กำลังโกรธแค้น รีบวิ่งหนีออกไปไกลอย่างรวดเร็ว
บทที่ 98: แสดงกลยุทธให้ท่านย่าดูอีกครั้ง
ตระกูลเฝิงใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างไรไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง แต่ฝั่งตระกูลฉินต้องใช้เวลาถึงครึ่งเดือนกว่าทุกอย่างจะคืนสู่สภาวะปกติ
หลังจากพักฟื้นครึ่งเดือน ร่างกายของลิ่งอวี่ก็ดีขึ้นมาก บาดแผลที่หน้าอกเริ่มตกสะเก็ดแล้ว ทุกคนในบ้านสามารถวางใจได้เสียที กินบ้างดื่มบ้างตามปกติ ไม่ต้องผวาตื่นมากลางดึกด้วยความหวาดกลัวอีกต่อไป
ฉินเยาเยาและฉินลิ่งอวี่หายป่วยแล้ว คราวนี้กลายเป็นแม่เฒ่าฉินที่ล้มป่วย
ก่อนหน้านี้ทุกคืนนางต้องตื่นขึ้นมาเพื่อลูบมือน้อยๆของฉินเยาเยาให้แน่ใจว่านางยังอยู่กับพวกเรานับครั้งไม่ถ้วน
บางครั้งก็ถือตะเกียงไปที่ห้องของหลานชายคนโต ใช้มือแตะชีพจรหลานเพื่อให้แน่ใจว่ายังหายใจ ถึงจะกลับไปนอนได้อย่างสบายใจ
สมาชิกตระกูลฉินเห็นแล้วต่างรู้สึกเจ็บปวดใจ แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะพวกเขาเองก็ทรมานไม่แพ้กัน
ผ่านไปครึ่งเดือน แม่เฒ่าฉินดูผอมลงไปถนัดตา ครั้นแม่เฒ่าหวังในหมู่บ้านรู้เรื่องเข้า จึงไปขอเครื่องรางคุ้มครองจากวัดที่อยู่ห่างออกไปสามสิบลี้มาให้แม่เฒ่าฉิน
นางได้รับคำขอบคุณจากทุกคนในตระกูลฉินอย่างท่วมท้น
“พี่หญิง ข้าไม่รู้จะขอบคุณท่านอย่างไรดี คราวก่อนท่านช่วยหาข้าวร้อยตระกูลให้เล่อเหนียง คราวนี้ยังช่วยสวดภาวนาให้ข้า ข้าไม่รู้จะขอบคุณท่านอย่างไรแล้ว”
ความจริงแล้วนี่ไม่ใช่ความคิดของนางเพียงคนเดียว แต่เป็นการตัดสินใจร่วมกันของเหล่าสตรีในหมู่บ้าน
พวกนางเห็นแม่เฒ่าฉินต้องอยู่กับกังวลและหวาดกลัวทุกวันก็รู้สึกสงสารจับใจ
แม่เฒ่าหวังโบกมือ พูดอย่างไม่ใส่ใจนัก “ขอบคุณอะไรกันเล่า พวกเราคนบ้านเดียวกันแท้ๆ เห็นเจ้าต้องกังวลและหวาดกลัวทุกวัน พวกข้าก็ไม่สบายใจเช่นกัน”
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจ “ตระกูลของข้าอาภัพนัก มีหมาป่าตาขาวอย่างเฝิงเสี่ยวฮวาเป็นสะใภ้ แม้แต่ลูกแท้ๆของตัวเองก็ยังทำร้ายได้ลงคอ”
แม่เฒ่าหวังตบหลังมือให้กำลังใจนางเบาๆ “บ้านไหนไม่มีลูกหลานที่ทำให้ปวดใจบ้างเล่า เจ้าดูอย่างบ้านข้าสิ นอกจากสะใภ้รองแล้ว ลูกสะใภ้คนอื่นๆล้วนเป็นคน แม้แต่ภรรยาของเฉิงอันก็เป็นคนดีมาก”
“ยิ่งไปกว่านั้น ลูกชายและหลานชายของเจ้าทุกคนล้วนกตัญญู แถมยังมีหลานสาวที่น่ารักอีกคน หลังจากนี้เจ้าจะพบแต่ความโชคดีแน่นอน”
เล่อเหนียงนอนคว่ำอยู่บนเตียง ส่งเสียงอ้อแอ้ตอบรับแม่เฒ่าหวัง
ครั้งนี้พี่ใหญ่ถูกลอบทำร้าย นางถูกลักพาตัว ทำให้แม่เฒ่าฉินอยู่ภายในภาวะตื่นตระหนก ไม่เพียงแต่ตื่นขึ้นมากลางดึกบ่อยครั้ง แต่ยังต้องลูบมือนางเพื่อให้แน่ใจว่านางยังอยู่
แม้แต่ตอนที่ท่านแม่จะอุ้มนางกลับห้องเพื่อให้นม แม่เฒ่าฉินก็จะวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาบอกว่า “เล่อเหนียงหายไปแล้ว!”
ตอนนี้ร่างกายของนางกับพี่ใหญ่ดีขึ้นแล้ว แต่แม่เฒ่าผู้นี้กลับต้องเผชิญกับอาการทางประสาท ทำให้ทั้งครอบครัวเหนื่อยกับนางไม่น้อย
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาตบหลังนางเบาๆ พลางถอนหายใจ “ข้าไม่ขออะไรทั้งสิ้น ข้าขอเพียงให้หลานของข้าเติบโตอย่างปลอดภัยและมีความสุขเท่านั้น”
ก่อนหน้านี้ตอนที่ครอบครัวเกิดเรื่อง ชาวบ้านต่างช่วยเหลือกันอย่างดี โดยเฉพาะตระกูลเผ่ย เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ขอบคุณพวกเขา
เช้าตรู่ เฒ่าฉินจึงหยิบเงินออกมาให้ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซื่อเข้าอำเภอไปซื้อของ แล้วให้นำไปขอบคุณพี่น้องตระกูลเผ่ย
เมื่อพวกเขาทั้งสองพี่น้องมาถึงจวนตระกูลเผ่ย พบว่าสองพี่น้องตระกูลเผ่ยไม่อยู่บ้านแล้ว ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆ จึงได้แต่ฝากของที่นำมาไว้กับพ่อบ้านของจวน เพื่อให้ส่งต่อให้ฮูหยินเผ่ย จากนั้นพวกเขาก็ไปซื้อของกัน
เนื้อหมูที่กินตอนปีใหม่หมดไปแล้ว เข้าอำเภอครั้งนี้พวกเขาจึงซื้อหมูกลับไปครึ่งตัว
ซี่โครงและกระดูกท่อนใหญ่นั้นราคาถูกเพราะมีเนื้อน้อย จึงซื้อกระดูกหมูกลับไปทั้งตัว
เถ้าแก่หวงยังแถมเครื่องในหมูให้พวกเขาด้วย
นอกจากนี้ยังซื้อข้าวเจ้าหนึ่งถุง แป้งสาลีสองถุง โชคดีที่มีคนขายข้าวจึงซื้อติดมือกลับมาด้วย
เหล้าเกาเหลียงก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ พวกเขาขนกลับไปถึงสามไหใหญ่
ระหว่างทางกลับ พวกเขาพบเจอกับคนขายเป็ด
สิ่งของที่ซื้อมาจึงมีเป็ดที่ส่งเสียงร้องระงมเพิ่มมาอีกสิบตัว
ตอนเที่ยง สองพี่น้องรีบบังคับรถม้าที่บรรทุกของเต็มคันกลับบ้านอย่างรวดเร็ว
ฉินเยาเยาถูกท่านย่าอุ้มไว้ในอ้อมอกเดินวนอยู่หน้าประตู ลิ่งผิงและลิ่งอันเดินตามหลังทำหน้าตลกเพื่อหยอกให้นางหัวเราะ
อวิ๋นชิงอวี่นั่งอยู่ข้างๆ ใช้หญ้าสานเป็นกระต่ายให้เล่อเหนียง นี่เป็นสิ่งที่เขาเรียนรู้มาจากแม่เฒ่าเฉินและหญิงในหมู่บ้าน
เขาพบว่าเล่อเหนียงชอบของเล่นเล็กๆแบบนี้มาก
ส่วนลิ่งอวี่ยกเก้าอี้มานั่งอาบแดดอยู่หน้าประตู
แม้ร่างกายของเขาจะดีขึ้นมากแล้ว แต่พละกำลังก็ไม่ได้ฟื้นฟูกลับมาได้ง่ายๆ ตอนนี้จึงทั้งผอมแห้งและอ่อนแอ
หากไม่ใช่เพราะหลี่อันแนะนำให้ลิ่งอวี่ออกมาอาบแดดบ่อยๆ ตอนนี้ลิ่งอวี่ก็คงไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกบ้าน
อวิ๋นชิงอวี่นั่งอยู่บนตักของลิ่งอวี่ มองดูเล่อเหนียงที่กำลังหัวเราะร่าอย่างสนุกสนาน ใบหน้าของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้ม
ครั้นได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้น บ่งบอกได้ว่าฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆกลับมาแล้ว แม่เฒ่าฉินก็รีบเรียกเฉิงอันที่อยู่ในห้องให้ออกมาช่วยขนของ
เล่อเหนียงมองดูข้าวของเหล่านั้น หัวใจของนางเจ็บรวดร้าวไปหมด
ข้าวของเหล่านี้นางมีอยู่ในพื้นที่มิติเยอะแยะไปหมด
พูดถึงพื้นที่มิติ นางเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นนางที่ตกใจจนหมดสติ หรือท่านย่าที่ตกใจจนเกิดบาดแผลทางใจ พอไม่เห็นนางสักครู่ก็อาการกำเริบขึ้นมา นางคอยปลอบท่านย่าจนลืมพื้นที่มิติเล็กๆนั้นไปเสียสนิท
นางจึงเอียงศีรษะซบไหล่ของแม่เฒ่าฉินแล้วหลับไป จิตใจของนางลอยเข้าไปในพื้นที่มิติ
พอเข้าไปก็เป็นไปตามที่นางคิด ลูกสัตว์ตัวน้อยในพื้นที่มิติกำลังก่อกบฏ
ทางนี้แม่ไก่มีลูกไก่ตัวน้อยเดินตามหลังเป็นแถว
ทางนั้นแม่เป็ดก็ไม่ยอมแพ้ มีลูกเป็ดตัวน้อยเดินตามเป็นพรวน
ส่วนกระต่ายข้างๆก็ไม่ยอมน้อยหน้า พาลูกกระต่ายวิ่งวุ่นไปทั่ว
ลูกวัวน้อยตัวนั้นกำลังส่งเสียงร้องอยู่ทางโน้น
และพวกมันทั้งหมดมีจุดร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นคือการรวมตัวกันมาทำลายแปลงผักของนาง
ฉินเยาเยารีบโยนก้อนหินไปทางนั้นเพื่อไล่พวกมันออกไป เมื่อเห็นแปลงผักที่ถูกทำลายจนไม่เหลือเค้าเดิม นางก็ไม่มีเวลาให้คิดอะไรแล้ว รีบตรงไปยังแปลงสมุนไพรทันที
ล้อเล่นหรือไร แปลงผักเสียหายก็ช่างเถอะ แต่สมุนไพรนั้นสามารถแลกเงินได้มากมาย หากถูกพวกมันทำลาย นางคงต้องร้องไห้อยู่สามปีแน่ๆ!
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะลูกสัตว์พวกนี้มีสัญชาตญาณหรืออย่างไร แปลงสมุนไพรยังอยู่ในสภาพดี
แม้แต่วัชพืชข้างๆ ก็ถูกถอนออกไปด้วย
แต่ถึงแม้พวกมันจะรู้ความ ฉินเยาเยาก็ไม่คิดจะปรานีพวกมันหรอก
เอาละ ต้องหาเวลาไปแสดงกลยุทธ์ให้ท่านย่าดูเสียหน่อยแล้ว
ลูกสัตว์พวกนี้มีมากเกินไปแล้ว เอาออกไปเลี้ยงที่อื่นบ้างก็ดีนะ
แม่เฒ่าฉินกำลังเรียกเฉิงอันให้มาช่วย แต่จู่ๆก็รู้สึกว่าบนไหล่หนักขึ้น นางหันไปมองก็เห็นหลานสาวตัวน้อยหลับสนิทจนน้ำลายยืด
นางส่ายหน้าอย่างขบขัน แล้วอุ้มเล่อเหนียงกลับเข้าห้อง
เมื่อเล่อเหนียงจากไป หงอวี่ก็ตามนางเข้าห้องไปด้วย
แม่เฒ่าฉินวางเล่อเหนียงลง ครั้นหันไปเห็นหงอวี่นั่งอยู่บนโต๊ะ นางก็ถอนหายใจเบาๆ เพราะเริ่มชินกับเรื่องนี้แล้ว
“เสี่ยวชี ข้าเฝ้าเล่อเหนียงอยู่ตรงนี้แล้ว เจ้าออกไปเล่นเถิด!” แม่เฒ่าฉินลูบศีรษะเขาพลางกล่าว
อวิ๋นชิงอวี่ทำเพียงส่ายหน้า ให้ตายก็ไม่ยอมออกจากห้อง
แม่เฒ่าฉินย่อตัวลงมองเขาด้วยสายตาเอ็นดู “เสี่ยวชี เจ้ามาอยู่บ้านเราแล้ว ถือเป็นคนในครอบครัวเรา เป็นหลานแท้ๆของข้า ทุกอย่างในบ้านนี้เจ้าได้รับเหมือนกับพี่น้องทุกประการ อย่าคิดว่าเรารับเจ้ามาเลี้ยงเพื่อให้เจ้าคอยปกป้องเล่อเหนียงเลย”
อวิ๋นชิงอวี่ส่ายหน้าพลางกล่าว “ท่านย่า ข้าไม่ได้คิดว่าพวกท่านรับข้ามาเลี้ยงเพราะมีเจตนาแอบแฝง ข้าแค่รู้สึกง่วงนิดหน่อย เลยอยากมานอนกับน้องสาว”
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ไม่รู้จะพูดอะไร จึงบอกให้เขาถอดรองเท้าขึ้นไปบนเตียงเตา
อวิ๋นชิงอวี่จับมือน้อยๆของเล่อเหนียงไว้ แล้วหลับตาลงอย่างพึงพอใจ
บทที่ 99: งานเลี้ยงขอบคุณ
แม่เฒ่าฉินมองพวกเขาอย่างเงียบเชียบแล้วหมุนตัวเดินจากไป ครั้นเห็นลานบ้านเต็มไปด้วยข้าวของต่างๆนานาก็อดรู้สึกเสียดายเงินทองไม่ได้ ทว่าเพื่อหลานแล้ว นางทนได้
สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังเดินออกมาจากครัว
แม่เฒ่าฉินจึงสั่งลูกสะใภ้ทั้งสอง “เก็บเนื้อหมูส่วนหนึ่งเอาไว้ ส่วนที่เหลือเอาลงหม้อให้หมด แล้วก็ไปจับไก่จากหลังบ้านสองตัว ฆ่าเป็ดอีกสองตัว พวกเราต้องแสดงความขอบคุณ พวกเขามีน้ำใจกับพวกเรา อย่าให้คนอื่นเห็นแล้วหัวเราะเยาะได้”
“นอกจากนี้เตรียมกับแกล้มกับสุราด้วย พวกผู้ชายในหมู่บ้านชอบกินกัน พวกเขาวิ่งวุ่นช่วยเหลือเรื่องบ้านเรา พวกเราก็ไม่ควรตระหนี่ อย่างน้อยต้องเตรียมเหล้าให้เพียงพอ ไม่เช่นนั้นถ้าบ้านเรามีเรื่องอีก ก็จะไม่มีหน้าไปขอความช่วยเหลือจากพวกเขาแล้ว”
“ท่านแม่ วางใจเถิด พวกเราเข้าใจแล้ว”
สือไห่ถังรีบรับคำแม่เฒ่าฉิน ก่อนจะระดมความคิดกับสวี่ซิ่วอิงแล้วเริ่มเตรียมการ
“ท่านแม่ พี่รองซื้อเนื้อมามาก พวกเราทำหมูสามชั้นราดน้ำมันกระเทียม ตุ๋นหูหลัวโป*[1]กับกระดูกไก่ต้มอีกสักหม้อ ส่วนกับแกล้มก็ทอดถั่วลิสงสักหน่อย แล้วก็ทอดซี่โครงหมูด้วยดีไหมเจ้าคะ”
แม่เฒ่าฉินพยักหน้าอย่างพอใจ “ส่วนอาหารจานผัก ในโรงเก็บของน่าจะยังมีผักกาดป่าอยู่บ้าง เอามาผัดกับเนื้อสับก็ได้”
“อ้อ ยังมีเครื่องในหมูอีกชุดหนึ่ง พวกเจ้าจัดการตามที่เห็นสมควรเถิด”
สือไห่ถังคิดสักครู่ “เช่นนั้นทำตับหมูผัดน้ำมันหอยดีกว่า ส่วนที่เหลือก็ตุ๋นไว้เป็นกับแกล้ม”
“จัดการตามนั้นแหละ แต่ละอย่างทำให้มากหน่อย กินไม่หมดก็ให้พวกเขาห่อกลับบ้านไป”
แม่เฒ่าฉินย่อมพอใจในฝีมือของสือไห่ถังเป็นธรรมดา
หลังจากตกลงรายการอาหารเสร็จ พวกเขาต่างแยกกันไปทำตามหน้าที่ของตน
เครื่องในหมูมีรสชาติอร่อย ทว่าน่าเสียดายที่ขั้นตอนการทำค่อนข้างยุ่งยาก หลิวซิ่วเถาที่มาทีหลังจึงอาสารับหน้าที่นี้ไป
ถึงคราวมื้ออาหารเย็น เครื่องในหมูทั้งหมดถูกตุ๋นอยู่ในหม้อ
การตุ๋นต้องใช้เวลาสองชั่วโมง แล้วแช่ทิ้งไว้ทั้งคืนถึงจะได้รสชาติ พวกเขาทำไว้จึงแช่เครื่องในทิ้งไว้ทั้งคืน พรุ่งนี้ค่อยกินจึงจะอร่อย
ไม่นานกลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นก็ลอยโชยออกมา ทำให้ตระกูลฉินน้ำลายสอกันทั่วหน้า
เสี่ยวอู่และเสี่ยวหลิวยิ่งนั่งยองอยู่ที่ประตูครัว จ้องหม้อตุ๋นเครื่องในตาเป็นประกาย
กลิ่นหอมของเนื้อปลุกให้ฉินเยาเยาสะดุ้งตื่นจากห้วงนิทรา
เสี่ยวชีเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นว่าเล่อเหนียงตื่นแล้ว จึงรีบวิ่งไปเรียกแม่เฒ่าฉิน
“ไอ๊หยา หลานสาวน้อยของใครกันนะ เหตุใดน่ารักน่าชังเช่นนี้ ช่างว่านอนสอนง่ายเหลือเกิน ตื่นแล้วก็ไม่ร้องไห้งอแง!”
แม่เฒ่าฉินเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับรอยยิ้ม นางลูบหัวเสี่ยวชีก่อนอันดับแรก แล้วจึงอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาปลดผ้าอ้อมออกเพื่อพาเจ้าตัวน้อยไปปลดทุกข์เบา
เล่อเหนียงปลดทุกข์อย่างว่าง่าย หลังจากนั้นก็ถูกกลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นหลอกล่อจนเอนตัวพิงไหล่แม่เฒ่าฉิน แล้วเหลียวมองออกไปข้างนอก
แม่เฒ่าฉินเห็นท่าทางของหลานสาวก็เดาออกทันที
“ฮ่าๆๆ เจ้าแมวน้อยจอมตะกละ เจ้าตื่นขึ้นมาเพราะได้กลิ่นอาหารใช่หรือไม่ แต่ถึงเจ้าจะอยากกินก็กินไม่ได้หรอกนะ อีกอย่างย่าก็ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้ด้วย”
เล่อเหนียงโกรธจนดีดดิ้นโบกไม้โบกมือ ริมฝีปากจิ้มลิ้มน่ารักเบะออก
แม่เฒ่าฉินหัวเราะชอบใจกับท่าทางของหลานสาว สั่งให้เสี่ยวชีไปบอกสือไห่ถังให้สับซี่โครงหมูใส่ลงไปในหม้อต้มด้วย พรุ่งนี้จะได้แบ่งให้เด็กๆในบ้านคนละชิ้น
เสี่ยวชีรับคำแล้วรีบวิ่งไปบอกป้าสะใภ้ที่ห้องครัว
“แอ้! จุ๊บ!”
เล่อเหนียงดีใจและชะโงกตัวหอมแก้มท่านย่าฟอดใหญ่
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้าอย่างระอา แล้วเคาะศีรษะเจ้าตัวน้อยเบาๆ พลางกล่าวอย่างจนปัญญา “ไม่รู้ว่าเจ้าไปเอานิสัยชอบกินมาจากใคร ตะกละเสียจริง”
เล่อเหนียงไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย กลับยิ้มกว้างให้ท่านย่าจนเห็นเหงือกแดงๆ
ระหว่างมื้อเย็นสือไห่ถังหันเนื้อมาตุ๋นผักป่า ผัดผักหนึ่งจาน น้ำแกงกระดูกหมู และไข่ตุ๋นหนึ่งชามให้เล่อเหนียง
เล่อเหนียงดีใจจนตัวลอย รีบกอดสามป้าสะใภ้แล้วหอมแก้มถึงสองที
ทำเอาสวี่ซิ่วอิงรู้สึกอิจฉา จึงเอียงหน้าไปหาลูกสาวใกล้ๆ
เล่อเหนียงจึงกอดผู้เป็นแม่แล้วตะโบมหอมแก้มไปหลายครั้ง จนสวี่ซิ่วอิงอารมณ์ดีขึ้น
หลังจากนางเห็นว่าแม่เฒ่าฉินกินอาหารเชื่องช้า จึงยื่นหน้าเข้าไปในชามหมายจะกินเอง สุดท้ายนางแทบจะไม่ได้กินอะไรเลย แต่จมูกกลับเปื้อนไปหมด
ภาพนี้ทำให้ทุกคนในตระกูลฉินหัวเราะจนเป็นบ้า
แม้แต่ฉินลิ่งอวี่ก็ยังกุมอกหัวเราะเบาๆ
เขาไม่กล้าหัวเราะดังเกินไป เกรงว่าแผลที่เพิ่งหายดีจะปริออกอีกครั้ง
กลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นส่งกลิ่นตลบอบอวลไปทั่วหมู่บ้าน กลิ่นหอมนั้นทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในหมู่บ้านตระกูลฉินน้ำลายสอ
“ไม่รู้ว่าสะใภ้ตระกูลฉินกำลังทำอาหารอะไรอร่อยๆกินอีกแล้ว กลิ่นหอมเหลือเกิน”
“ใช่ๆๆ กลิ่นหอมแบบนี้ ข้าสามารถกินข้าวได้สองชามโดยไม่ต้องมีกับข้าวก็ยังได้”
มีคนได้กินเนื้อตุ๋นแล้วไปกินข้าวสองชามจริงๆ…
แต่พวกเขาก็ไม่ต้องทนสงสัยนาน เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขาก็ได้รู้ว่าตระกูลฉินทำของอร่อยอะไร
แม้ว่าเผ่ยเฉิงเฟิงและคนอื่นๆจะไม่อยู่บ้าน แต่พ่อบ้านเผ่ยก็ส่งของขวัญมาให้เด็กๆหนึ่งชุด
ขบวนรถม้ามาไวไปไว ทำเอาชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลฉินอิจฉาจนตาตั้ง
หากพวกเขาได้ยินว่าเป็นของขวัญที่ส่งมาจากบ้านของท่านแม่ทัพเผ่ยและนักปราชญ์เผ่ยแห่งราชสำนัก สายตาของพวกเขาก็จะเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรงโดยไม่รู้ตัว
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินช่างเป็นคนมีความสามารถจริงๆ ถึงกับสามารถสร้างความสัมพันธ์กับท่านแม่ทัพใหญ่และนักปราชญ์ได้ หากพวกเขาช่วยดึงตนเองขึ้นไปด้วย ก็คงจะได้เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์อย่างรวดเร็วไม่ใช่หรือ
ดังนั้นพวกเขาจึงปฏิบัติต่อคนตระกูลฉินด้วยความกระตือรือร้นมากขึ้น
เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นสูงเหนือยอดไม้ ชาวบ้านก็มาถึงบ้านตระกูลฉินแต่เช้าเพื่อช่วยเหลือ
ด้านหนึ่งมีสตรีหลายคนช่วยล้างจานชาม อีกด้านหนึ่งมีหนุ่มๆหลายคนมาช่วยทอดเนื้อ
หัวหน้าหมู่บ้าน รวมถึงผู้อาวุโสอีกหลายคนนั่งอยู่รอบโต๊ะ อาหารยังไม่ทันยกมา แต่เหล้าก็ดื่มกันไปแล้ว
ฉินลิ่งอวี่ถูกครอบครัวบังคับให้สวมเสื้อคลุมหนาๆ นั่งอยู่ที่โต๊ะคอยพูดคุยกับบรรดาผู้อาวุโส
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงพาเสี่ยวชีจัดของว่างเมล็ดแตงขึ้นโต๊ะ
ฉินลิ่งหมิงและเด็กชายอีกหลายคนใช้ชายเสื้อห่อของว่างและเมล็ดแตงจำนวนมาก วิ่งไปใต้ร่มไม้เพื่อแบ่งปันให้กับเหล่าเด็กน้อย
หลังจากพูดคุยเรื่องไร้สาระกันอีกสักพัก อาหารก็เริ่มถูกยกขึ้นโต๊ะ
ฝีมือการทำอาหารของสือไห่ถังยอดเยี่ยมไม่แพ้ใคร อีกทั้งครั้งนี้นางยังตั้งใจเป็นพิเศษเพื่อขอบคุณชาวบ้านในหมู่บ้าน
เมื่ออาหารถูกยกมาขึ้นโต๊ะ ทุกคนต่างรู้สึกประหลาดใจ
เนื้อหมูต้มราดน้ำมันกระเทียมชามใหญ่ดูน่ากินเป็นพิเศษ น้ำแกงกระดูกสีขาวนวล ซี่โครงหมูทอดสีเหลืองทอง และอาหารตุ๋นที่ดูเหมือนจะเข้าเนื้อดี
ยังมีไก่ต้มและเป็ดอีกด้วย...
ห้องโถงหลักของตระกูลฉินนั้นกว้างขวาง เมื่อเปิดประตูห้องทิศตะวันออก สามารถวางโต๊ะได้ถึงสี่ตัวโดยไม่มีปัญหา
ฉินเหล่าเอ้อร์ ฉินเหล่าซาน และฉินเหล่าซื่อนั่งอยู่กับหัวหน้าหมู่บ้านและผู้อาวุโสหลายคน พวกเขาดื่มสุราไปพลางพูดคุยถึงแผนการในปีหน้า
ห้องทิศตะวันตกและทิศตะวันออกต่างจัดโต๊ะไว้ห้องละหนึ่งตัว ชาวบ้านนั่งรวมกันอย่างอิสระ ทานอาหารไปพลางพูดคุยเรื่องทั่วไป
ยังมีอีกสองโต๊ะที่วางขนมและลูกชิ้นทอดไว้มากกว่าปกติ ล้วนเป็นของโปรดของเด็กๆทั้งสิ้น
ลิ่งหมิง ลิ่งเฟิง และลิ่งเหวิน รวมถึงเด็กๆอีกหลายคนในหมู่บ้านต่างมารวมตัวกัน ไม่นานก็เริ่มเล่นซุกซนวุ่นวายกัน
สือไห่ถังตั้งใจตุ๋นน้ำแกงไก่ชามหนึ่งเป็นพิเศษ ใส่สมุนไพรบางอย่างลงไปสำหรับฉินลิ่งอวี่โดยเฉพาะ
ฉินลิ่งอวี่มองดูชามน้ำแกงที่มีสมุนไพรลอยอยู่ด้านบนแล้วคิดจะปฏิเสธ แต่สุดท้ายท่ามกลางสายตาดุดันของทั้งผู้เฒ่าผู้แก่และเด็กๆในตระกูลฉิน เขาจึงต้องฝืนทำหน้าเศร้าแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด
[1] ตุ๋นหูหลัวโปคือ: แคร์รอต
บทที่ 100: คนโง่ เฉินฮั่นหลิน
หลังจากผ่านไปครึ่งเดือน บรรยากาศเหนือบ้านตระกูลฉินก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง
บรรดาบุรุษทั้งหลายตักข้าวเข้าปากไปครึ่งชาม กินผักสองคำก็รีบยกถ้วยเหล้าขึ้นดื่มอย่างใจร้อนพอเหล้ารสเผ็ดร้อนไหลลงท้อง บทสนทนาบนโต๊ะก็เปิดออกทันที
ชาวบ้านที่ออกไปหาเลี้ยงชีพภายนอกต่างเล่าเรื่องราวแปลกใหม่ที่พบเจออย่างคึกคัก
เมื่อพูดถึงว่าสงครามตามแนวชายแดนได้สงบลงชั่วคราว เพราะองค์ชายเจ็ดนำทัพออกรบปราบปรามผู้รุกรานจนสามารถขับไล่ชาวหนานหมานออกจากชายแดนแคว้นต้าหนิงได้สำเร็จ ทั้งโต๊ะก็ส่งเสียงร้องเฮดีใจ
แต่พอพูดถึงว่าเจ็ดองค์ชายถูกลอบสังหารระหว่างเดินทางกลับราชสำนัก บนโต๊ะก็เกิดเสียงถอนหายใจอย่างเสียดาย
หลังจากบ่นเรื่องที่เกิดขึ้นกับองค์ชายเจ็ด พวกเขาก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
สุดท้ายพวกเขาก็เป็นเพียงสามัญชนธรรมดา แค่รักษาครอบครัวเล็กๆของตนเองไว้ได้ก็พอแล้ว ส่วนเรื่องอื่นๆ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจจัดการเถอะ
พวกสตรีที่กินอิ่มแล้วก็พากันมานั่งฟังเรื่องสนุกๆ ด้านข้างพลางเอ่ยสมทบเป็นระยะ
ฉินลิ่งหมิงและเด็กๆในหมู่บ้านล้อมรอบก่อกองไฟหน้าประตู โยนถั่วลิสงที่เก็บมาจากการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงเข้าไปในกองไฟ
ขณะที่สือไห่ถังกำลังเก็บโต๊ะก็เห็นเด็กหลายคนนั่งอยู่หน้าประตู นางคลี่ยิ้มอ่อนโยนและหยิบเกาลัดมาจากห้องเก็บของไปให้พวกเขาย่างกิน ทันใดนั้นเด็กหนุ่มเหล่านี้ก็ร้องด้วยความดีใจ พากันโยนเกาลัดเข้าไปในกองไฟ
เล่อเหนียงขดตัวอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นย่า มือทั้งสองถือน่องไก่แทะอย่างขะมักเขม้น เงยหน้าขึ้นส่งเสียงร้องเป็นระยะเพื่อแสดงความเห็นของบรรดาลุงป้าน้าอาทั้งหลาย
ทุกคนกำลังสนทนากันอย่างคึกคักเรื่องการลงนาสำหรับฤดูใบไม้ผลิที่จะมาถึง โดยไม่ได้สังเกตเห็นว่าเสี่ยวชีที่นั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะข้างๆ พลันตาแดงขึ้นมา
เขาแอบยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดตาเบาๆ ในยามที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
แต่เดิมเขาคิดว่าคงไม่มีใครเห็นการกระทำของพวกเขา แต่การเคลื่อนไหวของเขาไม่อาจรอดพ้นสายตาช่างสังเกตของสวี่ซิ่วอิงไปได้
นางยื่นมือไปดึงแขนเสื้อของสือไห่ถังที่กำลังดูความครึกครื้น ส่งสัญญาณให้มองไปทางเด็กน้อย
สะใภ้ทั้งสองสบตากัน ต่างเห็นความเวทนาสงสารในดวงตาของอีกฝ่าย
ก่อนหน้านี้พวกนางเคยคาดเดาถึงชาติกำเนิดของเสี่ยวชี เป็นไปได้มากว่าเขาอาจสูญเสียครอบครัวหรือพลัดพรากจากครอบครัวเพราะสงคราม ทำให้ต้องกลายมาเป็นขอทานน้อยเร่ร่อน
หงอวี่เป็นเด็กที่มีรูปโฉมงดงาม ใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดู อีกทั้งยังมีท่วงท่าที่แสดงออกมาด้วยความเคยชิน ทำให้พวกเขาเดาว่าเสี่ยวชีน่าจะเป็นลูกหลานตระกูลร่ำรวยมาก่อน
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ของเสี่ยวชีในตอนนี้ ดูเหมือนว่าการคาดเดานี้จะถูกต้อง
ฝนต้นฤดูใบไม้ผลิมีค่าดั่งน้ำมัน สายฝนแรกของฤดูใบไม้ผลิมา ส่งสัญญาณเริ่มต้นการทำนา
ตระกูลฉินเก็บที่ดินไว้สิบหมู่ ส่วนที่เหลือทั้งหมดนั้นปล่อยให้ชาวบ้านเช่า แม้ว่าก่อนหน้านี้ผู้เช่าจะดูแลอย่างดี แต่เมื่อฝนตกลงมาครั้งหนึ่ง ยอดหญ้าที่มีชีวิตชีวาอย่างยิ่งก็เจริญเติบโตในทุ่งหญ้า
พี่น้องตระกูลฉินแบกจอบออกไปถอนหญ้าในทุ่งนาแต่เช้าตรู่
ลิ่งอวี่เปิดเทอมแล้ว คราวนี้ฉินลิ่งหมิงและฉินลิ่งเฟิงที่อายุถึงเกณฑ์ก็ไปเรียนด้วยกัน ทั้งสามพี่น้องนั่งรถม้าที่บ้านเตรียมไว้ให้ และมีเพียงสัมภาระติดตัว ส่วนของขวัญกราบไหว้อาจารย์ เฉินฮั่นหลิน จะเป็นผู้นำไปส่งที่สำนักศึกษา
นอกจากเฉินฮั่นหลินจะไปส่งสามพี่น้องไปโรงเรียนแล้ว เขายังมีภารกิจสำคัญอีกอย่างคือ ต้องไปซื้อเมล็ดพันธุ์บางอย่างกลับมาจากในอำเภอ เพื่อเตรียมการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ
เนื่องจากปีที่แล้วพวกเขาไม่ได้ทำนา จึงไม่มีเมล็ดข้าวอยู่ในบ้านและยังต้องไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักอื่นๆด้วย
สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังสะพายตะกร้าขึ้นเขาหลังหมู่บ้านตั้งแต่เช้าตรู่
ผักป่าบนภูเขาเพิ่งแตกยอดอ่อนเป็นช่วงที่อร่อยที่สุด เก็บกลับมาลวกน้ำใส่น้ำมันแค่นี้ก็อร่อยแล้ว
ฉินเฉิงอันถูกหลี่อันลากขึ้นไปบนภูเขาเพื่อทำการทดลองให้เขา
เมื่อไม่นานมานี้ หลี่อันได้ค้นพบสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิสำหรับรักษาแผลเป็นจากการถูกไฟไหม้ แต่ขั้นตอนการปรุงยาค่อนข้างยุ่งยาก มีหลายครั้งที่ฉินเฉิงอันกลับมาด้วยสภาพปากบวมเป่ง หรือไม่ก็เกิดผื่นขึ้นทั่วร่างกาย
แต่หลังจากเผชิญกับความยากลำบากนี้มาหลายครั้ง แผลเป็นบนใบหน้าของเขาก็จางลงไปมากเขาจึงยินดีอย่างยิ่งที่จะเป็นหนูลองยาให้หลี่อัน ตราบใดที่ไม่ทำให้เขาถึงตายก็ถือว่าใช้ได้
ชาวบ้านเดิมทีก็ไม่รีบร้อนเตรียมการเพาะปลูก แต่เมื่อเห็นตระกูลฉินเริ่มเตรียมการ พวกเขาก็เริ่มวุ่นวายตามไปด้วย
แม้แต่ฉินลิ่งเหวิน ฉินลิ่งผิง รวมถึงหลิงอันก็ออกไปเล่นกับเพื่อนๆแต่เช้า
เมื่อคิดดูแล้ว สมาชิกตระกูลฉินที่เหลืออยู่ในบ้านมีเพียงแม่เฒ่าฉิน ฉินเยาเยา และหงอวี่น้อยที่แทบไม่ออกไปไหนเลย
ฉินเยาเยาเห็นพี่ชายออกไปเล่นข้างนอก นางก็อยากออกไปเล่นบ้าง แต่นางเพิ่งหายจากอาการไข้ อีกทั้งข้างนอกอากาศยังเย็นเกินไปสำหรับเด็กอย่างนาง แม่เฒ่าฉินไม่เพียงแต่ไม่ให้นางออกไปข้างนอก แค่ใส่เสื้อผ้าน้อยลงสักชิ้นก็ยังคิดหนัก
ฉินเยาเยาจึงได้แต่พยายามฝึกคลาน ยกก้น ใช้มือและเท้าออกแรงเคลื่อนตัวไปข้างหน้าในท่าทางคล้ายกบ
จะมีใครบอกนางได้บ้างว่า เหตุใดวิญญาณของผู้ใหญ่คนหนึ่งถึงต้องมาฝึกคลานในท่าทางน่าอับอายเช่นนี้
เมื่อเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วที่เพิ่งกลับมาจากข้างนอกวิ่งเข้ามา ก็เห็นเล่อเหนียงกำลังก้มหัวลงบนผ้าห่ม ก้นกระดกขึ้นสูง และเตะขาทั้งสองข้างอย่างแรง พวกเขาจึงหัวเราะลั่น
“น้องสาว น้องสาว ผิดแล้ว ไม่ใช่คลานแบบนี้”
“เจ้าต้องยกหัวขึ้น แล้วใช้มือและเท้าออกแรงคลาน”
ฉินเยาเยาได้ยินพี่ชายทั้งสองคนสอนนางว่าควรคลานอย่างไร ขณะที่หงอวี่กำลังเอามือปิดปากหัวเราะอยู่ข้างๆ นางจึงปล่อยมือทั้งสองข้างลง แล้วทิ้งตัวลงในผ้าห่มอย่างหงุดหงิด
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวซุกตัวอยู่ในผ้าห่มไม่ขยับเขยื้อนก็รู้ว่านางโกรธแล้ว จึงยกมือตีก้นหลานชายทั้งสองเบาๆ พลางดุว่า “ไปๆๆ พวกเจ้าสองคนน่ารำคาญจริงๆ ตั้งแต่เช้าก็ออกไปเล่นจนตัวเย็นไปหมด ดูสิ ขาก็เปื้อนโคลนไปหมด ยังจะปีนขึ้นมาบนเตียงอีก”
“ฮ่าๆๆ”
ลิ่งผิงและลิ่งอันหัวเราะสองสามทีแล้ววิ่งออกไปท่าทางเริงร่า
แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาขึ้นมากอดปลอบ “หลานรัก ไม่ต้องไปสนใจเจ้าเด็กพวกนั้นหรอกนะ ย่าจะพาเจ้าไปอาบแดดดีหรือไม่”
คำพูดนี้ทำให้ฉินเยาเยาดีใจจนส่งเสียงร้องเอิ๊กอ๊าก นางจึงชูมือยกเท้าให้ย่าช่วยใส่เสื้อผ้าให้
นางไม่ได้ออกจากห้องมาเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนแล้ว แม้แต่ตอนที่มารดาให้นมนาง ก็ยังต้องอยู่ในห้อง
ความจริงแล้ว ฉินเยาเยาก็เข้าใจพวกเขา นางหายตัวไปครั้งหนึ่งทำให้เกิดบาดแผลในใจกับทุกคนในตระกูลหลิน
แม่เฒ่าฉินพยายามอย่างยิ่งที่จะห่อหุ้มฉินเยาเยาให้แน่นราวกับห่อบ๊ะจ่าง ประจวบเหมาะกับที่เฉินฮั่นหลินกลับมาจากข้างนอก
เขาเพิ่งเข้ามาในห้องก็ตะโกนเสียงดัง “ท่านป้า พี่สะใภ้ วันนี้โชคดีจริงๆ บังเอิญเจอคนขายเมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างราคาถูก ครึ่งกระสอบขายแค่หนึ่งตำลึงเงินเท่านั้น”
“หนึ่งตำลึงหรือ”
แม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดของเฉินฮั่นหลินก็ขมวดคิ้ว รีบเดินออกมาถามอย่างสงสัย “แล้วท่านได้ตรวจดูเมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างพวกนั้นอย่างละเอียดหรือไม่”
เฉินฮั่นหลินเกาท้ายทอยพลางตอบ “ท่านป้าวางใจได้ ข้าตรวจสอบดูแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร ถึงข้าจะไม่เคยทำนา แต่ข้าก็เข้าใจเรื่องพวกนี้”
แม่เฒ่าฉินมองดูท่าทางซื่อๆของเฉินฮั่นหลิน พลันเกิดความรู้สึกแปลกใจ
นางส่งหลานสาวให้เฉินฮั่นหลินอุ้มไว้ แล้วเปิดกระสอบเมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่าง ตักส่วนด้านบนออก ล้วงมือลงไปคว้าเมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างขึ้นมาดูหนึ่งกำมือใหญ่ พอเห็นเมล็ดข้าวเหล่านั้นสีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นคร่ำเครียด
เฉินฮั่นหลินชะโงกหน้ามาดูแล้วก็ตะลึงงันไปทันที
จบตอน
Comments
Post a Comment