ตอนที่ 166 กว้านซื้อ
“เฮ้ มาดูแผงขายของของฉันบ้างสิ มีอะไรที่พวกเธออยากได้อีกบ้างหรือเปล่า?” เมื่อเห็นอู๋เฟยขายของสองสามชิ้นได้ภายในชั่วพริบตา ซึ่งนั่นเท่ากับเงินเดือนสองเดือนของพวกเขาเลยก็ว่าได้ ทันใดนั้นเอง โหวซานจึงไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกต่อไป
“คุณมีของที่คิดว่าดีกว่าของเขาเหรอ ลองเอามันมาให้เราดูหน่อยได้ไหม?” เหมี่ยวชานชานพูดด้วยท่าทีที่เฉยเมย
“มีสิ ดูนี่เสียก่อน นี่คือกระถางธูปหอมของฉันเอง มันเป็นกระถางธูปหอมที่ป๋อชานเคยใช้ หากไม่ใช่เพราะพวกเธอเป็นลูกค้ากลุ่มแรกของร้าน ฉันคงจะไม่เอามันออกมาให้ดูแน่นอน เพราะนี้คือสมบัติในร้านของฉัน” โหวซานรีบแนะนำกระถางธูปหอมของป๋อชานที่เขามีทันที
ฝีมือของช่างที่ทำมันขึ้นมานั้นดีมากๆ แต่มันก็เป็นแค่ของโบราณที่เห็นทั่วไปในประเทศจีนเท่านั้น สิ่งของที่มีค่ามากกว่ากระถางธูปหอมนี้คือแท่นฝนหมึกที่เขามีต่างหาก
ซึ่งฟู่เยี่ยนคิดว่าวันนี้เธอจะต้องได้ของชิ้นนี้กลับไปด้วยเช่นกัน
“คุณขายกระถางธูปหอมของป๋อชานชิ้นนี้เท่าไหร่เหรอคะ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามออกไป
“สาวน้อย เธออยากได้มันจริงเหรอ? ฉันตั้งราคามันเอาไว้แล้ว ฉันจะขายมันให้กับเธอในราคา 500หยวน” โหวซานพูดราคามหาโหดออกมา
“แล้วแท่นฝนหมึกที่อยู่ข้างกันนั่นล่ะ?”
“แท่นฝนหมึกเหรอ?” โหวซานครุ่นคิดอยู่ในใจ เขามีสิ่งนี้อยู่ที่บ้านตั้งนานแล้ว เมื่อเขานำสิ่งของต่างๆที่ได้รวบรวมเอาไว้เมื่อหลายปีก่อนออกมาขาย ซึ่งทุกคนที่เห็นมันต่างก็บอกว่ามันไม่ได้มีค่าอะไรเลย
“เธอชอบมันเหรอ หากเธอซื้อกระถางธูปหอมของป๋อชาน ฉันจะขายมันให้กับเธอในราคา 20หยวนก็แล้วกัน” โหวซานบอกราคาออกไปตรงๆ
“กระถางธูปหอมของป๋อชานมีราคาสูงเกินไป และตอนนี้ฉันก็กำลังมองหาแท่นฝนหมึกอยู่ด้วย แต่ตอนนี้ฉันเหลือเงินแค่ 15หยวนเอง” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปด้วยท่าทีที่ดูเขินอาย
“เอาเถอะ เอาเถอะ ฉันขายมันให้กับเธอก็ได้!” โหวซานเองก็ไม่ได้เป็นคนพูดยากเช่นกัน เขารับเงินมาและยื่นแท่นฝนหมึกให้กับฟู่เยี่ยนในทันที
“ทำไมเธอถึงอยากได้สิ่งนี้กันล่ะ?” ทันใดนั้นเอง เหมี่ยวชานชานก็เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“ฉันซื้อมันไปฝากพ่อของฉันต่างหากล่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพลางยิ้มอย่างไร้เดียงสา ซึ่งท่าทางของเธอนั้นดูเหมือนคนรวยที่เพิ่งจะเคยมาเที่ยวที่นี่เป็นครั้งแรก
ทั้งสองยังคงเดินดูของต่อ และเหล่าเถ้าแก่ของร้านต่างๆ ก็ได้ทักทายพวกเธอเต็มไปหมด พวกเขาไม่มีทางปล่อยเศรษฐินีสาวทั้งสองคนหลุดมือไปอย่างแน่นอน
จากการร่วมมือกันระหว่างฟู่เยี่ยนและเหมี่ยวชานชานครั้งนี้ จึงทำให้ฟู่เยี่ยนรวบรวมของดีที่วางขายบนถนนเส้นนี้กว่าครึ่งหนึ่งไปได้
“ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง?” ภายในห้องหนึ่ง จู่ๆก็ได้มีคนถามขึ้นมา
“เฮ้ เฉินจื่อ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ทุกวันนี้มีคนออกมาเปิดร้าน และทดลองตั้งแผงลอยเยอะพอสมควรเลย และยังมีคนที่มาหาซื้อของเยอะมากอีกด้วย ฉันคิดว่าที่แห่งนี้คงจะอยู่ไม่ไกลจากความเจริญรุ่งเรืองแล้วล่ะ”
“นายยังต้องการเช่าร้านพวกนั้นอยู่อีกหรือเปล่า? แล้วยังอยากได้สี่สมบัติล้ำค่าในห้องหนังสือชุดนั้นอยู่ไหม?” ทันใดนั้น ชายหนุ่มอีกคนที่อยู่ในห้องก็ได้ถามขึ้นมา
“ฉันจะเลิกทำมัน แล้วปล่อยเช่าที่นั่นต่อโดยเร็วที่สุด นายเองก็รู้สถานภาพทางครอบครัวฉันดีไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ลุงกับป้าของฉันกำลังจ้องจะฮุบสินสอดแม่ของฉันอยู่ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพวกเขาถึงต้องทำแบบนั้น”
ใช่แล้ว คนที่ถูกถามเมื่อครู่นี้คือไป๋โม่เฉินนั่นเอง
เมิ่งอ้ายชวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “พวกเขายังไม่ยอมแพ้อีกเหรอ? แล้วทำไมคุณย่ากับคุณปู่ของนายไม่ทำอะไรบ้างเลยล่ะ?”
“ฉันไม่ได้ไปที่นั่นบ่อยเท่าไหร่ ก็เลยไม่รู้อะไรมากนักหรอกนะ ป้าของฉันแอบเข้าไปในบ้านโดยที่คุณปู่ไม่ได้อนุญาตได้อย่างไร? ฉันคงจะเป็นแค่หลานชายที่ไม่มีค่าในสายตาของพวกเขาแล้วล่ะ อ๋อ ไม่สิ ที่จริงแล้วอาจจะรวมถึงแม่ของฉันด้วยที่ไม่ได้อยู่ในสายตาของพวกเขาเลย”
ไป๋โม่เฉินหัวเราะเยาะในความรันทดของตัวเอง การตายของแม่เขานั้นเป็นแค่เรื่องในอดีตไปแล้ว และตอนนี้เขาก็ไม่เหลือทางที่จะเอาชนะได้เลย
“ไม่เป็นไร นายอย่าไปที่แบบนั้นเลย ฉันได้ยินมาว่าลุงของนายกำลังวางแผนที่จะซื้อที่ดินทางตะวันตกของเมืองอยู่นะ” เมิ่งอ้ายชวนพูดขึ้นมา
“หือ! เขาไปเอาเงินมาจากไหน?”
“วันนี้ที่ฉันโทรเรียกนายมาที่นี่ก็เพื่อจะบอกเรื่องนี้กับนายนั่นแหละ ฉันได้ยินมาว่าลุงของนายกำลังจะขายบ้านสองหลัง ฉันเองก็เพิ่งจะได้ยินเรื่องนี้จากเสี่ยวซีวันนี้นี่เอง”
ไป๋โม่เฉินเคาะนิ้วของเขาไปบนโต๊ะพลางครุ่นคิดอยู่ครู่พักหนึ่ง
“ชวนจื่อ แม้ว่าบ้านฉันทั้งสองหลังนั้นจะไม่ได้ใหญ่นักก็ตาม แต่มันก็ตั้งอยู่ใกล้กับสือช่าไห่และบ้านทั้งสองหลังก็อยู่ติดกันอีกด้วย นายช่วยติดต่อซื้อมันหน่อยได้ไหม อย่าให้ราคามันเกินกว่าราคาตลาดด้วยนะ”
“ว่าแต่ นายรู้เรื่องราวเกี่ยวกับทางตะวันตกของเมืองบ้างหรือเปล่า?”
“ฉันได้ยินพ่อของฉันบอกว่าที่นั่นจะมีประโยชน์ในอนาคต แต่ก็ไม่ได้รู้ถึงรายละเอียดมากเท่าไหร่นัก นายก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าเวลาฉันถามเซ้าซี้เกินไป พ่อของฉันจะต้องด่าฉันอย่างแน่นอน”
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนั้นฉันขอให้คนอื่นช่วยก็ได้...” ไป๋โม่เฉินพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ
“ก็ได้ ก็ได้ ฉันจะช่วยนายเอง นายอย่าทำแบบนั้นเลยนะ!”
หลังจากที่ทั้งสองคุยเรื่องนี้เสร็จ เมิ่งอ้ายชวนจึงได้คะยั้นคะยอให้ไป๋โม่เฉินไปดูสมบัติของเขา ดังนั้นทั้งสองจึงได้เดินไปที่หน้าต่าง ซึ่งตอนนี้แม้ว่าหน้าต่างจะเปิดเพียงแค่ครึ่งเดียวก็ตาม แต่ก็ยังสามารถมองออกไปที่ถนนได้อย่างชัดเจน
ทันใดนั้นเอง ดวงตาของไป๋โม่เฉินก็ได้จับจ้องไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง เขาเห็นเด็กผู้หญิงสองคนกำลังยืนอยู่หน้าแผงลอย โดยที่กำลังเลือกซื้อของจากแผงลอยพวกนั้น ทั้งสองคนดูเหมือนจะเป็นคุณหนูที่มาจากครอบครัวเศรษฐีอย่างไรอย่างนั้น ทำเอาเหล่าพ่อค้าต่างก็จ้องที่จะเอาเปรียบพวกเธอ และตอนนี้เหล่าเจ้าของร้านต่างก็พยายามอย่างหนักเพื่อที่จะขายของให้กับพวกเธออยู่
“เฉินจื่อ นายกำลังเหม่อลอยอะไรอยู่? ดูกระถางธูปหอมป๋อชานของฉันสิ เฮ้ นี่นายฟังฉันอยู่หรือเปล่า?”
“เฮ้ เธอสองคนกำลังถูกเอาเปรียบอยู่เหรอ! ทำไมพวกเขาถึงได้หน้าด้านขนาดนั้นกันล่ะ! เห็นได้ชัดเลยว่าของชิ้นที่อยู่ข้างๆนั้นสวยกว่า มันดูกะทัดรัด...” เหมิงอ้ายชวนโพล่งออกมา
ทันใดนั้นเอง ไป๋โม่เฉินก็อดที่จะยกยิ้มขึ้นที่มุมปากไม่ได้ ตอนนี้ฟู่เยี่ยนที่อยู่ตรงหน้าของเขาช่างดูเปล่งประกายมากจริงๆ
“เฮ้ ไม่สิ เด็กสาวสองคนนั้นไม่ได้ถูกเอาเปรียบ ขวดนั่นดูอย่างไรก็เป็นของปลอมตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่เหรอ? เกือบไปแล้วสิ ผู้หญิงคนนั้นช่างตาถึงมากจริงๆ!”
ไป๋โม่เฉินถอนตากลับมา ก่อนจะมองไปที่เพื่อนของเขาอีกครั้ง
“นายพูดอะไรนะ?”
“ดูนั่นสิ เด็กสาวที่กำลังถือบางอย่างอยู่ตรงนั้น เธอช่างเป็นคนที่สง่างามมากจริงๆ ใช่แล้ว กรงตั๊กแตน เธอถือกรงตั๊กแตนอยู่ใช่ไหม ฉันมองเห็นไม่ค่อยชัดเลย แต่เธอสวยมากจริงๆนะ!” เมิ่งอ้ายชวนแสดงความคิดเห็นขณะที่มองเธอจากระยะไกล
ฟู่เยี่ยนหยิบกรงตั๊กแตนขึ้นมาพร้อมกับจ่ายเงิน เธอซื้อของสองชิ้นในราคา 50หยวน ซึ่งเจ้าของแผงลอยนั้นไม่ได้ลดราคาให้กับเธอแต่อย่างใด ซึ่งดูก็รู้แล้วว่ามูลค่าของสิ่งนั้นน้อยกว่าห้าสิบหยวนอย่างแน่นอน ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของสายตาล้วนๆ
เดิมทีฟู่เยี่ยนแค่ต้องการมาสำรวจแผงขายของที่นี่เท่านั้น แต่ยิ่งเธอเริ่มซื้อของมากเท่าไร เธอก็ยิ่งเสพติดมันมากขึ้นเท่านั้น ทว่าด้วยการรับเสียงที่เหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไปของเธอ จึงทำให้เธอได้ยินสิ่งที่เมิ่งอ้ายชวนพูดทั้งหมดและเงยหน้าขึ้นไปมองที่หน้าต่างบานนั้นในทันที แน่นอน เธอเห็นคนสองคนยืนอยู่ตรงนั้น และหนึ่งในนั้นก็ดูคุ้นตาเธอมากๆอีกด้วย
ไป๋โม่เฉินเองก็รู้ว่าเธอเห็นเขาแล้วเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงได้เดินออกไปเปิดประตู
“ฟู่เยี่ยน เข้ามาข้างในก่อนสิ!”
เมื่อได้พบกับไป๋โม่เฉิน ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อยเนื่องจากความคิดในก่อนหน้านี้ของเธอนั่นเอง แต่เธอก็รีบเก็บอารมณ์นั้นลงไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพยักหน้าด้วยท่าทีที่ดูสงบ จากนั้นเธอก็ได้ดึงเหมี่ยวชานชานเข้าไปในร้านแห่งนั้น ซึ่งมีชื่อว่าหรงเป่าจายนั่นเอง
“เฉินจื่อ นายรู้จักเธอด้วยเหรอ?” เมิ่งอ้ายชวนพูดออกมาด้วยความตกตะลึง ดูเหมือนว่าเฉินจื่อจะรู้จักผู้หญิงหน้าตาดีในเมืองหลวงทั้งหมดเลยจริงๆ
“นี่คือฟู่เยี่ยน คนที่ฉันเล่าให้นายฟังบ่อยๆอย่างไรล่ะ ส่วนนี่ก็เหมี่ยวชานชาน ทั้งสองคน นี่คือเมิ่งอ้ายชวน เป็นเพื่อนสมัยเด็กของฉันเอง” ไป๋โม่เฉินแนะนำทั้งสองฝ่ายให้รู้จักกัน
“ที่แท้ก็เป็นเธอนั่นเอง……” เมิ่งอ้ายชวนรู้แล้วว่าฟู่เยี่ยนสามารถทำอะไรได้บ้าง ขณะที่เขากำลังจะพูดนั้น ก็พบว่าฟู่เยี่ยนกำลังจ้องเขม็งมาที่เขา ดังนั้นเขาจึงรีบส่ายศีรษะทันที
“ยินดีที่ได้เจอกันนะ ช่างเป็นเรื่องที่โชคดีมากจริงๆ เชิญนั่งดื่มน้ำก่อนดีกว่า วันนี้ฉันขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงมื้อค่ำพวกเธอสักครั้งก็แล้วกัน ในเขตตะวันออกนี้มีหม้อไฟเนื้อแกะที่อร่อยมากเลยล่ะ!” เมิ่งอ้ายชวนเป็นคนที่มีไหวพริบอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงเข้าใจถึงสถานการณ์นี้ได้ในทันที
ส่วนเหมี่ยวชานชานยังคงรู้สึกสับสนกับเหตุการณ์นี้อยู่ เธอจึงได้ถามฟู่เยี่ยนด้วยสีหน้าที่งุนงงว่า “แต่เรายังไม่ได้ซื้อของขวัญเลยนะ ดูสิ่งที่เราซื้อมาสิ มันใช้เป็นของขวัญไม่ได้เลยสักชิ้น”
ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้ยิ้มออกมา ด้วยความที่โต๊ะน้ำชาของเมิ่งอ้ายชวนนั้นมีขนาดที่ใหญ่มาก เธอจึงได้หยิบของที่เพิ่งจะซื้อออกมาจากกระเป๋านักเรียนของเธอมาวางบนโต๊ะ โดยเธอใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงในการซื้อของพวกนี้ ทั้งยังจ่ายเงินไปเกือบห้าร้อยหยวนอีกด้วย
“ของพวกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นของแท้ทั้งหมด นอกเหนือจากแท่นฝนหมึกชิ้นนี้ เธออยากได้ชิ้นไหนก็หยิบไปได้ตามใจชอบเลย เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอยู่แล้ว”
“เธอพูดว่าอะไรนะ? ของทั้งหมดนี้เป็นของแท้เหรอ?” เหมี่ยวชานชานโพล่งออกมาด้วยความตกใจ
“ใช่แล้ว ฉันไม่ใช่คนที่จะใช้จ่ายเงินอย่างไม่คิดให้รอบคอบหรอกนะ” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาพร้อมกับพยักหน้าด้วยความมั่นใจ
ซึ่งเมิ่งอ้ายชวนและไป๋โม่เฉินที่ได้ยินเช่นนี้ต่างก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อยเช่นกัน แต่ไป๋โม่เฉินก็ยอมรับเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะสำหรับเขานั้น ฟู่เยี่ยนนั้นคือตัวแทนของปาฏิหาริย์อยู่แล้วนั่นเอง
ตอนที่ 167 พูดคุยเรื่องอายุ
ส่วนเมิ่งอ้ายชวนยังคงรู้สึกสับสนเล็กน้อย แต่เหมี่ยวชานชานนั้นก็ยอมรับได้อย่างรวดเร็ว เพราะเธอเป็นเพียงคนเด็กผู้หญิงธรรมดา คนหนึ่งที่ไม่รู้ถึงรายละเอียดในของโบราณพวกนี้เลยนั่นเอง
เมิ่งอ้ายชวนรวบรวมสติของตัวเองกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะมองดูของที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างระมัดระวัง เขามองดูของเหล่านั้นทีละชิ้น ซึ่งก็ปรากฏว่าของทุกชิ้นล้วนแต่มีต้นกำเนิดทั้งหมด ยกเว้นเพียงแค่แท่นฝนหมึกเท่านั้นที่เขามองว่ามันไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่นัก
ส่วนเหมี่ยวชานชานนั้นไม่สนใจเรื่องนี้เลย เมื่อฟู่เยี่ยนบอกว่าของทุกชิ้นคือของแท้ เธอจึงเริ่มเลือกของเหล่านั้นด้วยสีหน้าที่จริงจังในทันที
“ฟู่เยี่ยน ไม้แกะสลักชิ้นเล็กๆนี้มีต้นกำเนิดมาจากไหน? มันดูเหมือนรูปม้า ทว่าดูสกปรกไปหน่อย”
“เถ้าแก่เมิ่ง คุณมีเครื่องมือสำหรับจัดการกับของพวกนี้หรือเปล่า?”
“มีสิ แต่ว่าเธอไม่ต้องเรียกฉันว่าเถ้าแก่หรอกนะ เรียกฉันว่าชวนจื่อก็พอ ไม่สิ เนื่องจากเธออายุน้อยกว่าฉัน ถ้าอย่างนั้นเรียกฉันว่าพี่ชวนก็ได้ เฉินจื่อ เครื่องมือทั้งหมดวางอยู่บนชั้นวางด้านหลังของนาย หยิบมันมาทั้งหมดนั่นแหละ”
“ชุดเครื่องมือของฉันมีไว้สำหรับการบูรณะโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะเลยนะ เธอลองดูก่อนสิว่ามันเหมาะกับการใช้งานหรือเปล่า?” เมิ่งอ้ายชวนพูดกับฟู่เยี่ยนด้วยท่าทีที่สุภาพ
“จริงด้วย มันเป็นอย่างที่พี่พูดจริงๆ” ฟู่เยี่ยนหยิบไม้พายขนาดเล็กออกมาจากกล่องเครื่องมือ ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมารองไว้ข้างใต้ จากนั้นเธอก็ได้เริ่มขูดมันเบาๆ
เมื่อเห็นถึงท่าทางที่ดูมุ่งมั่นของฟู่เยี่ยน ไป๋โม่เฉินก็ไม่สามารถละสายตาไปจากเธอได้เลย เขายืนมองฟู่เยี่ยนอยู่ใกล้ๆ โดยที่แทบจะไม่กะพริบตาเลยด้วยซ้ำ
ไม่นานนัก ฟู่เยี่ยนก็ได้ทำความสะอาดหัวม้าอย่างสะอาดหมดจด จนเผยให้เห็นสีทองบนของชิ้นนั้น แต่ดูเหมือนว่ามันมีรอยลอกเล็กน้อย
“มันถูกปิดทองเอาไว้สินะ! ของชิ้นนี้น่าจะมาจากสมัยราชวงศ์ถัง ฟู่เยี่ยน แล้ววัสดุด้านในมันคืออะไรเหรอ?”
“น่าจะเป็นไม้ แต่ฉันก็ยังไม่รู้ถึงรายละเอียดของมันเท่าไหร่” ขณะที่พูดนั้น มือของฟู่เยี่ยนก็ไม่ได้หยุดทำความสะอาดเลย เมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง ทุกอย่างก็ได้ถูกทำความสะอาดจนเสร็จสมบูรณ์
มันทำมาจากไม้จริงๆ แต่ผิวด้านนอกของมันได้ถูกปิดทองเอาไว้ ซึ่งทำให้มันดูมีค่าและยังกะทัดรัดมากอีกด้วย
“ว้าว มันสวยมากเลย ฉันชอบมันเจ้าสิ่งนี้ แต่มันคงจะแพงมากเลยใช่ไหม? ฟู่เยี่ยน ไม่ได้นะ ฉันต้องจ่ายเงินให้กับเธอ ฉันรับมันไปโดยไม่จ่ายเงินไม่ได้หรอกนะ” เหมี่ยวชานชานพูดออกมาอย่างหนักแน่น
“เอาล่ะ หากเธอชอบก็เก็บมันเอาไว้เถอะ แล้วก็รีบเลือกของขวัญได้แล้ว เรื่องเงินค่อยไปคุยกันทีหลังก็ได้”
ในที่สุด เหมี่ยวชานชานก็เลือกได้แล้ว โดยเธอได้เลือกแจกันและขวดยานัตถุ์นั่นเอง
“ฟู่เยี่ยน เธอคิดว่าฉันควรจะมอบของชิ้นไหนให้กับผู้มีพระคุณดีล่ะ?” เหมี่ยวชานชานเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“ขวดยานัตถุ์นี้มาจากสมัยคังซี ส่วนแจกันสีพาสเทลนี้มาจากสมัยเฉียนหลง ฉันคิดว่าเธอควรจะมอบขวดยานัตถุ์ให้กับเขา ส่วนแจกันชิ้นนั้น เธอก็มอบมันเป็นของขวัญให้กับคุณปู่ของเธอ แต่ฉันคงต้องหาคนมาซ่อมจุดที่มันเสียหายก่อน”
“ถ้าอย่างนั้น ขวดยานัตถุ์ทั้งสองขวดนี้มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างเหรอ?” เหมี่ยวชานชานพูดพร้อมกับชี้ไปยังขวดที่เธอซื้อจากแผงลอยของอู๋เฟย
“ดูเหมือนว่าของชิ้นนี้จะเป็นแบบจำลองของวัตถุที่สำคัญของประเทศเรานะ หากใช้แว่นขยายมองมันชัดๆ เธอจะเห็นลายเส้นที่ดูละเอียดมากจนเห็นเป็นเหมือนเส้นผมเป็นเส้นๆเลยล่ะ” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบแว่นขยายและยื่นมันให้กับเหมี่ยวชานชาน
เหมี่ยวชานชานมองไปที่มันอย่างระมัดระวัง ส่วนเมิ่งอ้ายชวนก็มีท่าทีที่ดูอยากรู้อยากเป็นอย่างมาก เพราะปู่ของเขาก็มีของที่มาจากสมัยเฉียนหลงด้วยเช่นกัน และโดยปกติแล้วเธอจะไม่ได้รับอนุญาตให้แตะต้องมันเลยแม้แต่น้อย
“จริงด้วย เป็นอย่างที่เธอพูดจริงๆ!” เหมี่ยวชานชานตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น
“เฮ้ น้องสาว ขอฉันดูหน่อยได้ไหม”
“อืม แต่ระวังด้วยล่ะ!” เหมี่ยวชานชานยื่นมันให้กับเขาอย่างไม่เห็นแก่ตัว
เมิ่งอ้ายชวนเองก็รับขึ้นมาอย่างระมัดระวังเช่นกัน ก่อนจะหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องมันด้วยความตื่นเต้น
ฟู่เยี่ยนมองดูพวกเขาด้วยรอยยิ้ม แต่ในตอนนั้นเอง เธอก็ได้สังเกตเห็นว่าไป๋โม่เฉินกำลังมองมาที่เธออยู่ จึงทำให้ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อขึ้นมาทันที ทำไมเขาถึงได้เอาแต่จ้องมาแบบนั้นกันล่ะ!
ฟู่เยี่ยนจึงหันไปมองเขา เมื่อเธอมองมา ไป๋โม่เฉินก็ได้มองออกไปข้างนอกพร้อมกับยิ้มออกมา ก่อนที่เขาจะหันกลับมามองเธออีกครั้งด้วยแววตาที่ดูคุ้นเคย
“แหม! มันเป็นโบราณวัตถุที่สวยมากจริงๆ เธอคิดที่จะขายมันหรือเปล่า?” เมิ่งอ้ายชวนเอ่ยถามขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
“ฉันจะไม่ขายมัน นี่เป็นของขวัญที่ฉันจะนำไปให้กับคนๆหนึ่ง” เหมี่ยวชานชานพูดพร้อมกับหยิบมันกลับมา
“พี่ชวน พี่ชอบของชิ้นไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า? หากเป็นเช่นนั้น ฉันจะให้มันกับพี่เพื่อเป็นของขวัญในการพบกัน” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยท่าทีที่ดูใจกว้าง เพราะเธอคิดว่าเมิ่งอ้ายชวนนั้นเป็นบุคคลสำคัญในวงการโบราณวัตถุนั่นเอง
“โอ้ นี่เป็นวิธีสานสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ ต่อจากนี้ไป เราทั้งสองถือว่าเป็นพี่น้องกันแล้ว ในอนาคตหากเธอพูดชื่อของฉันในซื่อจิ่วเฉิง มันจะต้องมีประโยชน์กับเธออย่างแน่นอน” เมิ่งอ้ายชวนหันกลับ ก่อนจะเดินไปที่ชั้นวางหนังสือและหยิบกล่องสีดำกล่องหนึ่งมามอบให้กับเธอ
“รับนี่ไป มันเป็นของที่พี่ชายของฉันมอบให้มา มันคงจะเหมาะกับเธอมากกว่า” หลังจากที่พูดจบ เมิ่งอ้ายชวนก็ได้ก้มหน้าลงและศึกษาน้ำเต้าตั๊กแตนต่อในทันที
ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ได้เปิดกล่องใบนั้นออกเช่นกัน ก่อนจะพบว่าข้างในนั้นเป็นชุดเครื่องประดับ สร้อยข้อมือทอง สร้อยคอทองคำ ต่างหูทองคำ ฯลฯ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดแปดชิ้น พวกมันทั้งหมดมีขนาดที่เล็กมาก และทองคำทั้งหมดก็มีน้ำหนักเพียงไม่กี่กรัมเท่านั้น
“มันแพงเกินไปหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปที่ไป๋โม่เฉิน
“ไม่เป็นไรหรอก เธอรับมันเอาไว้เถอะ เพราะของของเธอเองก็แพงมากเหมือนกัน ของที่อ้ายชวนให้เธอมันยังดูน้อยไปเสียด้วยซ้ำ”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ของทั้งหมดที่เธอมีมันมีราคาแพงกว่าของของฉันเยอะเลย ของที่ฉันมอบให้กับเธอนั้นเป็นงานฝีมือที่ค่อนข้างประณีต ซึ่งมันถูกสร้างขึ้นโดยปรมาจารย์ที่ฉันรู้จักและเขาก็ทำมันขึ้นมาเป็นพิเศษ ไม่เป็นไรหรอก เธอรับมันเอาไว้เถอะ”
“เอาล่ะ พี่ชวน ถ้าอย่างนั้นฉันต้องขอบคุณพี่มากๆเลยนะคะ”
“อืม น้องสาว ฉันชอบน้ำเต้าตั๊กแตนชิ้นนี้ และฉันก็รู้สึกสงสัยมากๆเลยด้วยว่ามันคืออะไร?” เมิ่งอ้ายชวนเอ่ยถามออกไปด้วยท่าทีที่ดูไม่แน่ใจเล็กน้อย
“ดูที่ปากของมันสิคะ จะมีเครื่องหมายบางอย่างอยู่” ฟู่เยี่ยนพูดพลางยื่นแว่นขยายให้กับเขา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งอ้ายชวนก็รีบรับแว่นขยายมาทันที ก่อนจะดูตามที่เธอบอกอย่างระมัดระวัง
“ซานเหอหลิว?” เมิ่งอ้ายชวนพูดขึ้นมา
“ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงมากๆเลยนะคะ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับยิ้มออกมาเล็กน้อย
“เธอไม่แน่ใจเหรอ? แล้วทำไมเธอถึงคิดว่าสิ่งนี้คุ้มค่าที่จะซื้อกันล่ะ?” เมิ่งอ้ายชวนพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่งุนงง
“บางทีมันอาจจะเป็นสัญชาตญาณที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดของฉันก็ได้นะ?” ฟู่เยี่ยนยังคงพูดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
“ฮึ่ม คุณรู้หรือเปล่าว่าฟู่เยี่ยนเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เรียนภาควิชาโบราณคดีของมหาวิทยาลัยตี้ตูเลยนะ!” ทันใดนั้นเอง เหมี่ยวชานชานพูดแทรกขึ้นมา
“เอาล่ะ เอาล่ะ น้องสาว ฉันเชื่อเธอ! ฉันจะเอาชิ้นนี้แหละ ฉันอยากเล่นกับตั๊กแตน” เมิ่งอ้ายชวนพูดพร้อมกับเก็บน้ำเต้าตั๊กแตนเข้าเอาไว้ในกระเป๋าของเขา
ตอนนี้ทุกคนต่างก็กำลังมองไปยังของที่ฟู่เยี่ยนซื้อมา ซึ่งเมิ่งอ้ายชวนก็ได้อุทานออกมาแทบจะตลอดเวลา เพราะของเหล่านั้นมันน่าทึ่งมากจริงๆ
ทันใดนั้นเอง ไป๋โม่เฉินก็ได้ก้มดูนาฬิกาที่ข้อมือของเขา ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเวลาบ่ายสี่โมงแล้ว
“นายยังไม่ได้กินมื้อเที่ยงเลยไม่ใช่เหรอ? ชวนจื่อ ฉันว่าเราไปหาอะไรกินกันดีกว่าไหม?”
“โอ้ จริงสิ เฉินจื่อ เนื้อแกะหม้อไฟคงจะไม่เหมาะกับน้องสาวของฉัน ไปกันเถอะ ฉันจะพาทุกคนไปกินร้านอาหารดีๆกัน” เมิ่งอ้ายชวนพูดออกมาด้วยท่าทีที่มีความสุข
“พี่ชวน ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ ฉันกับชานชานตกลงกันเอาไว้แล้วว่าพวกเราจะไปกินเนื้อแกะหม้อไฟกัน” ฟู่เยี่ยนชอบร้านอาหารเล็กๆอยู่แล้ว
“มันจะดูไม่ให้เกียรติเธอเกินไปหน่อยหรือเปล่า?” เมิ่งอ้ายชวนมองไปที่ไป๋โม่เฉินพร้อมกับพูดขึ้นมา
“ฟู่เยี่ยนกินอะไรก็ได้ เธอไม่ใช่คนเลือกกินขนาดนั้นหรอกนะ” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับรอยยิ้ม
ก่อนหน้านี้เมิ่งอ้ายชวนเอาแต่สนใจในสิ่งต่างๆมากเกินไปจนเขาไม่สังเกตเห็นท่าทีของไป๋โม่เฉินเลย แต่ตอนนี้เขาได้เห็นถึงบางอย่างที่ผิดปกติของไป๋โม่เฉินแล้ว ทันใดนั้นเอง เขาก็จำรอยยิ้มของไป๋โม่เฉินตอนที่ยืนอยู่บริเวณหน้าต่างขึ้นมาได้...
“อย่างนี้นี่เอง? นาย…” ขณะที่เมิ่งอ้ายชวนกำลังจะโพล่งออกมา ไป๋โม่เฉินก็รีบปิดปากของเขาเอาไว้ทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนและเหมี่ยวชานชานต่างก็มองไปที่พวกเขาสองคนด้วยความประหลาดใจ
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ เราต้องรีบไปที่ร้านก่อนอาหารจะหมด” เมิ่งอ้ายชวนเปลี่ยนเรื่องพูดพร้อมกับโบกมือให้ไป๋โม่เฉิน
หลังจากนั้น ทุกคนก็ได้เก็บข้าวของ ก่อนจะเดินไปยังหน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง โดยปกติแล้ว ร้านอาหารเล็กๆแบบนี้มักจะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ดูลึกลับเล็กน้อย เพราะที่จริงแล้ว พวกเขาไม่ได้คิดจะเปิดธุรกิจร้านอาหารตั้งแต่แรกนั่นเอง
“ลองดูนี่หน่อยสิ แกะพวกนี้ถูกเลี้ยงมาเป็นพิเศษในชนบท ดังนั้นเนื้อของมันจึงนุ่มกว่าแกะทั่วไปมาก” เมิ่งอ้ายชวนรีบนำเสนอเมนูยอดฮิตในทันที
“มันนุ่มจริงด้วย ฉันจะจำร้านนี้เอาไว้ และจะพาคุณปู่มาลองกินมันดู” เหมี่ยวชานชานรู้สึกพอใจกับอาหารมื้อนี้มากๆ
“สาวน้อย เธอช่างเป็นเด็กที่กตัญญูมากจริงๆ!” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งอ้ายชวนพูดหยอกออกไป
“คุณคิดว่าคุณอายุเท่าไหร่กัน ทำไมถึงเรียกฉันแบบนั้น?” เมื่อรู้ว่าเมิ่งอ้ายชวนพูดล้อเลียนเธอ เหมี่ยวชานชานจึงรีบพูดโต้กลับไปในทันที
“แล้วเธออายุเท่าไหร่กันล่ะ หากจะให้ฉันเดา เธอคงจะอายุไม่เกิน 18ปีอย่างแน่นอน” เมิ่งอ้ายชวนพูดพร้อมกับมองไปที่เหมี่ยวชานชาน
“เหอะ ฉันอายุ20แล้วต่างหาก” เหมี่ยวชานชานตะคอกกลับไปทันที
“เธอ? เธออายุ20แล้วเหรอ?” เมิ่งอ้ายชวนมองไปที่เธออยากไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
“ก่อนหน้านี้ฉันป่วย ดังนั้นตอนที่เรียนมัธยมปลายจึงต้องหยุดเรียนไปหลายปีเลย” เหมี่ยวชานชานตอบออกไปตรงๆ
ตอนที่ 168 หัวใจเต้นแรง
หลังจากที่ทั้งสี่คนพูดคุยกันเรื่องอายุเสร็จแล้ว ปรากฏว่าฟู่เยี่ยนนั้นมีอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม และตอนนี้เธอยังไม่ได้ฉลองวันเกิดปีที่18ของตัวเองเสียด้วยซ้ำ
ส่วนไป๋โม่เฉินและเมิ่งอ้ายชวนนั้นมีอายุ 21ปีเท่ากัน และเหมี่ยวชานชานก็อายุ 20ปีตามที่เธอบอกเมื่อครู่นี้
“ฟู่เยี่ยน ไม่น่าเชื่อเลยว่าเธอจะเด็กมากขนาดนี้ ! เธอยังอายุไม่ถึง 18เลยเหรอ?” เหมี่ยวชานชานพูดออกมาด้วยความประหลาดใจ
“ใช่แล้วล่ะ ปลายเดือนนี้ฉันถึงจะมีอายุครบ 18ปี พอดีฉันสอบติดมหาวิทยาลัยตอนที่ฉันเรียนอยู่ ม.5 ดังนั้นตอนที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ฉันจึงมีอายุน้อยกว่าคนอื่น” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมรอยยิ้ม
“ถ้าอย่างนั้นเธอก็ต้องเรียนเก่งมากๆเลยสินะ เธอมีคะแนนสอบเป็นที่หนึ่งในโรงเรียนเลยหรือเปล่า?”
“ฉันได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งของเมือง แต่เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ฉันก็ได้รู้ว่าทุกคนเก่งกันมากๆ คะแนนสอบของพวกเขาก็ยังสูงมากอีกด้วย” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยท่าที่ถ่อมตัว
“จากที่ฉันคิดดูแล้ว เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่อยู่ ม.5 เธออายุยังไม่ถึง 18ปีเลยด้วยซ้ำ ทั้งยังมีคะแนนสอบเป็นอันดับหนึ่งของเมืองอีกด้วย คนที่ทั้งเก่งและสวยอย่างเธอช่างหายากมากจริงๆ ฟู่เยี่ยน เธอเป็นคนที่สุดยอดที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลย! ฉันจะเป็นเพื่อนที่ดีของเธอไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน และจะคอยดูความสำเร็จในอนาคตของเธอ!”
แม้ว่าเหมี่ยวชานชานจะไม่ใช่เด็ก แต่เห็นได้ชัดเลยว่าเธอนั้นช่างไร้เดียงสามากจริงๆ เมื่อเธออยู่กับฟู่เยี่ยน ดูเหมือนว่าฟู่เยี่ยนจะเป็นเหมือนพี่สาวของเธอเสียด้วยซ้ำ
“ได้เลย เราจะเป็นเพื่อนที่ดีของกันและกันไปตลอดชีวิต”
ทางด้านไป๋โม่เฉินที่กำลังนั่งกินอยู่เงียบๆ เมื่อคิดถึงคำว่า ‘ตลอดชีวิต’ ทันใดนั้นเอง เขาก็รู้สึกอิจฉาเหมี่ยวชานชานขึ้นมาทันที!
หลังจากที่กินมื้อเย็นเสร็จ เมิ่งอ้ายชวนก็ได้หาข้ออ้างโดยการชวนเหมี่ยวชานชานออกไปดูม้าไม้ของเธอ ดังนั้นทั้งสองจึงได้ออกจากร้านอาหารไปทันที
ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปยังนาฬิกาของเธออยู่หลายครั้ง ตอนนี้เธออยากจะเอาของไปเก็บที่บ้าน เพราะหากเก็บมันเอาไว้ที่หอพักคงจะไม่สะดวกเท่าไหร่ และเธอเองก็ยังมีเรื่องที่ต้องคุยกับพ่อของเธออีกด้วย
“ชานชาน เรารีบกลับไปมหาวิทยาลัยกันเถอะ พอดีฉันมีธุระที่จะต้องกลับบ้าน”
ขณะที่เหมี่ยวชานชานกำลังจะตอบรับนั้น เมิ่งอ้ายชวนก็ได้ดึงเธอเอาไว้เสียก่อน
“เสี่ยวเหมี่ยว ฉันอยากดูม้าแกะสลักของเธออีกครั้ง น้องสาว ให้เฉินจื่อไปส่งเธอแทนได้ไหม เดี๋ยวฉันจะไปส่งชานชานกลับทีหลัง อย่ากังวลไปเลย ฉันจะดูแลชานชานเป็นอย่างดี”
ซึ่งเหมี่ยวชานชานเองก็ตอบสนองในทันทีเช่นกัน ก่อนจะตอบตกลงไปอย่างไม่ลังเล
“พี่ชวน ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้องฝากพี่ไปส่งชานชานที่หอพักด้วยนะ ชานชาน ฉันไปก่อนนะ เอาไว้เจอกันที่หอพัก ฉันจะเอาของไปเก็บที่บ้านก่อน” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินออกไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนเมิ่งอ้ายชวนก็ได้มองไปยังไป๋โม่เฉินด้วยแววตาที่เจ้าเล่ห์ ราวกับว่าเขากำลังรอดูเรื่องน่าสนุกของเพื่อนคนนี้อยู่อย่างไรอย่างนั้น! ไป๋โม่เฉินจึงได้ส่งสายตาเตือนเขา ก่อนจะรีบตามฟู่เยี่ยนออกไปทันที
หลังจากที่พวกเขาออกไปแล้ว เมิ่งอ้ายชวนก็ไม่ได้ดูม้าแกะสลักแต่อย่างใด ก่อนจะกลับไปส่งเหมี่ยวชานชานกลับหอพัก
“เธอสังเกตเห็นด้วยเหรอ?”
“คุณก็รู้เหมือนกันเหรอ?”
ทั้งสองพูดขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนที่เหมี่ยวชานชานจะหัวเราะออกมา
“แน่นอน ฉันรู้ และไป๋โม่เฉินก็ยอมรับมันด้วยตัวเองอีกด้วย”
“สาวน้อย เธอมีสายตาที่เฉียบแหลมมากจริงๆ ตอนอยู่มหาวิทยาลัย มีคนเข้ามาจีบฟู่เยี่ยนเยอะหรือเปล่า?” เมิ่งอ้ายชวนถามขึ้นมาอย่างอยากรู้อยากเห็น
“ใช่แล้ว มีหนุ่มๆหลายคนเลยที่พยายามเข้าหาฟู่เยี่ยน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนพวกนั้นจะเข้าใกล้เธอได้ เพราะเธอดูเย็นชาอยู่ตลอดเวลานั่นเอง แต่หากได้อยู่ใกล้เธอแล้ว คุณจะพบว่าเธอเป็นคนดีมากๆเลยล่ะ” แม้ว่าเหมี่ยวชานชานจะเป็นคนที่ดูอ่อนโยนและไร้เดียงสามากก็ตาม แต่เธอไม่ได้โง่เลย
“อืม ฟู่เยี่ยนเป็นคนที่ภายนอกดูเหมือนจะเย็นชามาก แต่เมื่อรู้จักเธอแล้ว เธอกลับไม่ใช่คนแบบนั้นเลยจริงๆ”
อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินไม่ได้พูดอะไรกันเลย หลังจากที่ออกมาจากร้านอาหาร ไป๋โม่เฉินก็ได้พาฟู่เยี่ยนกลับไปที่บ้าน ซึ่งทั้งสองใช้เวลาไม่นานก็ได้มาถึงแล้ว
“พี่จะรอฉันหรือว่ากลับไปก่อน?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมา
“ฉันจะรอเธอที่ปากซอยก็แล้วกัน นี่ก็ดึกมากแล้ว ฉันไม่อยากไปรบกวนครอบครัวของเธอ เอาไว้ฉันค่อยไปเยี่ยมลุงฟู่และคนอื่นวันหลังจะดีกว่า”
“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นรอฉันแปบหนึ่งก็แล้วกัน ฉันจะเอาของพวกนี้ไปเก็บ แล้วรีบออกมา พี่ไปรอฉันที่ประตูด้านหลังดีกว่าไหม”
“ได้เลย” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับยื่นกระเป๋าที่แขวนอยู่บนแฮนด์จักรยานให้กับฟู่เยี่ยน ขณะที่ยื่นกระเป๋านั้น นิ้วมือของทั้งสองก็ได้สัมผัสกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ทั้งสองจึงตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะรีบดึงมือของเธอกลับอย่างรวดเร็ว
ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้รีบเอามือไพล่หลังพร้อมกับบีบมือของตัวเองเอาไว้แน่น
“รีบเข้าไปเถอะ ฉันจะไปรอเธอที่ประตูด้านหลัง” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับโบกมือให้ฟู่เยี่ยนเข้าไปข้างใน
แม้ว่าภายนอกฟู่เยี่ยนจะดูสงบมากก็ตาม แต่หัวใจของเธอกลับเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากหน้าอกอยู่แล้ว ดังนั้นเธอจึงรีบเดินเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลังจากที่ปิดประตู เธอก็ถึงกับต้องพักเพื่อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เนื่องจากเมื่อครู่นี้หลังจากที่มือของเธอและไป๋โม่เฉินสัมผัสกันนั้น เธอรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งตัวเลยนั่นเอง
จากนั้น เธอก็อดที่จะแอบบ่นตัวเองว่าไม่เอาไหนไม่ได้ หลังจากที่เก็บทุกอย่างเอาไว้ในดินแดนต่างมิติเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้ไปที่บ้านของพ่อกับแม่ต่อ
ทว่าเมื่อมาถึงหน้าประตู เธอก็บังเอิญได้ยินพ่อกับแม่กำลังคุยกันอยู่
“คุณคงจะไม่รับพ่อของคุณมาดูแลจริงๆใช่ไหม?” หวังซู่เหมยเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
“คุณกำลังพูดถึงอะไรกัน? คุณจะให้ผมพาเขามาอยู่ที่นี่เหรอ? อาการของเขาไม่ได้ร้ายแรงอะไรเลย เขาก็แค่หกล้มและขาหักเท่านั้น และผมก็ได้ขอให้ต้าอันจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดให้แล้ว” ฟู่ต้าหย่งเองก็ได้ตอบกลับไปอย่างไม่พอใจเช่นกัน
“ฉันคิดว่าคุณกำลังจะทำแบบนั้น หากคุณทำแบบนั้น ฉันคงต้องดุคุณแล้วล่ะ อย่าแม้แต่จะคิดถึงเรื่องนั้นเด็ดขาด ตอนนี้บ้านหลังนี้เป็นของเสี่ยวฮั่ว ไม่ใช่บ้านของเรา หากพาพ่อของคุณมาอยู่ที่นี่ ในอนาคตเขาจะยอมออกไปจากที่นี่หรือไม่ คุณก็ลองคิดดูเอาเถอะ”
“นอกจากนี้ หากเขามาที่นี่ หนิวชุ่ยฮวาก็ต้องตามมาด้วยไม่ใช่เหรอ? คุณยอมรับเรื่องนี้ได้หรือเปล่าล่ะ? อย่างไรก็ตาม ฉันจะไม่มีทางยอมให้คนไร้ยางอายแบบนั้นเข้ามาอยู่ในบ้านลูกสาวของฉันอย่างแน่นอน”
“มันไม่ง่ายเลยกว่าที่เราจะมีชีวิตสงบสุขอย่างทุกวันนี้ ส่งโทรเลขถึงต้าอัน และขอให้เขามาดื่มเหล้าที่บ้านของเราในเดือนธันวาคม เสี่ยวฮั่วได้วางแผนการบางอย่างเอาไว้ตั้งนานแล้ว เอาไว้ฉันจะถามลูกอีกครั้งเอง”
“อย่าลืมบอกเขาให้พาโม่ลี่มาด้วยล่ะ ส่วนเรื่องพ่อของคุณ คุณก็ตัดสินใจเองได้เลย”
“หลังจากที่เขาพบกับหนิวชุ่ยฮวา เขาก็ทิ้งพวกเราไปอย่างไม่ใยดี พรุ่งนี้ผมจะบอกกับต้าจวง เราจะเพิ่มค่าครองชีพของพวกเรา ตอนนี้ต้าอันก็ลืมตาอ้าปากได้แล้ว และเขาเองก็พร้อมที่จะจ่ายค่าเลี้ยงดูเป็นรายเดือนแล้วเช่นกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนรู้ได้ทันทีว่าแผนของเธอนั้นถูกต้องแล้ว
“พ่อคะ หนูขอเข้าไปข้างในได้หรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้นมาทันที
“เสี่ยวฮั่ว ทำไมลูกถึงได้กลับมาดึกขนาดนี้กันล่ะ?” หวังซู่เหมยเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ
“หนูกลับมาเพื่อจะมาคุยกับพ่อค่ะ มันเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ? มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับคุณปู่อีกแล้วเหรอ?”
“อาเล็กของพ่อโทรมาบอกว่าตอนนี้ปู่ขาหัก ก็เลยอยากมารักษาตัวในเมืองหลวง แต่ลุงบอกว่าตอนนี้ปู่ของลูกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ในเมืองแล้ว ซึ่งหมอก็ได้บอกว่าไม่มีอะไรร้ายแรง พ่อก็เลยคิดว่าเขาแค่แสดงเท่านั้น”
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มนับนิ้วมือของเธอเพื่อทำนายดวงชะตาอีกครั้ง
“มีบางอย่างเกิดขึ้นกับจู่จื่อ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการใช้เงิน ก็เลยมาสร้างปัญหาแบบนี้หรือเปล่าคะ?” ฟู่เยี่ยนคาดเดาถึงความน่าจะเป็นนี้ขึ้นมา
เมื่อได้ยินคำพูดของลูกสาว หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งก็ได้หันมามองหน้ากัน ทำไมพวกเขาไม่คิดถึงเรื่องนี้เลยล่ะ
“พ่อคะ พรุ่งนี้พ่อช่วยโทรหาจางเหว่ยแล้วขอให้เขาไปหาหนูที่มหาวิทยาลัยหน่อยนะคะ พอดีหนูอยากจะคุยกับเขาเรื่องเปิดร้านในย่านโรงงานหลิวหลี่ เอาไว้ตอนที่อาเล็กมาถึง หนูจะได้พาเขาไปที่นั่น”
“พ่ออย่าลืมบอกจางเหว่ยเรื่องปู่ด้วยนะคะ ให้เขาช่วยสืบว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และเขาต้องการอะไรถึงได้ทำแบบนี้?”
“เสี่ยวฮั่ว ลูกอยากจะเปิดร้านเหรอ?” ฟู่ต้าหย่งเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสับสน ลูกสาวของเขามีความคิดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“ใช่แล้วค่ะ หนูกำลังวางแผนที่จะเปิดโรงน้ำชาและเปิดร้านขายโบราณวัตถุค่ะ ในอนาคตหากหนูได้เจอกับของโบราณที่มีราคา หนูก็จะได้วางขายที่นั่น และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนูก็ได้สะสมของเหล่านั้นจากร้านรับซื้อของเก่ามาไม่น้อยแล้ว” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับรอยยิ้ม
“การจะเปิดร้านนั้นต้องคิดให้รอบคอบนะ นี่ไม่ใช่การขายยันต์ ดังนั้นจึงมีหลายอย่างที่ต้องพิจารณาหากลูกจะเปิดร้าน”
“อย่ากังวลไปเลยค่ะพ่อ ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการเท่านั้นเอง เมื่อเวลานั้นมาถึง หนูจะวิเคราะห์เรื่องนี้ให้ละเอียดอีกครั้งอย่างแน่นอนค่ะ หนูกลับไปมหาวิทยาลัยก่อนนะคะ นี่ก็ดึกแล้ว และใกล้จะได้เวลานอนของหนูแล้วด้วย”
“ให้พ่อของลูกไปส่งดีกว่าไหม?” หวังซู่เหมยรีบพูดขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงทันที
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูกลับเองได้” ฟู่เยี่ยนตอบพร้อมกับรีบวิ่งออกไปทันที เพื่อป้องกันไม่ให้พ่อกับแม่ของเธอเจอไป๋โม่เฉินนั่นเอง
ฟู่เยี่ยนรีบวิ่งไปที่ประตูหลังบ้าน ก่อนจะกระโดดข้ามกำแพงออกไป ซึ่งพ่อของเธอก็ได้ตามมาเพื่อที่จะล็อคประตูด้วยเช่นกัน
ทว่าเมื่อฟู่ต้าหย่งเดินมาถึงสวนหลังบ้าน: ..........
ตอนที่ 169 นึกถึงวันที่เราออกเดท
เมื่อฟู่เยี่ยนได้ยินเสียงฟู่ต้าหย่งเปิดประตูออกมา เธอก็รีบลากไป๋โม่เฉินวิ่งออกไปจากตรอกแห่งนี้อย่างรวดเร็ว
ฟู่ต้าหย่งจึงเห็นเพียงเงาด้านหลังของคนสองคนเท่านั้น เขาจึงได้ล็อคประตูและเดินกลับเข้าบ้านไป ยิ่งเขาคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่ เขาก็ต้องรู้สึกประหลาดใจมากขึ้น เพราะคนๆนั้นมีรูปร่างที่เหมือนเสี่ยวไป๋มาก! เขาจึงรีบกลับเข้าไปบอกเรื่องนี้กับภรรยาในทันที
“ที่รัก เมื่อกี้นี้ตอนที่ผมเปิดประตูออกไปส่งเสี่ยวฮั่ว ผมเห็นเธอลากใครบางคนวิ่งออกไปด้วยล่ะ และคนๆนั้นก็ยังดูคล้ายกับเสี่ยวไป๋อีกด้วย”
“คุณว่าอย่างไรนะ?” หวังซู่เหมยโพล่งออกมา ทำเอาฟู่เหยาที่กำลังหลับอยู่บนเตียงถึงกับขยับตัวเล็กน้อย
“เบาหน่อยสิ! ผมเห็นเสี่ยวฮั่ววิ่งออกไปพร้อมกับใครคนหนึ่ง ดูเหมือนว่าจะเป็นเสี่ยวไป๋นะ!” ฟู่ต้าหย่งพูดด้วยเสียงที่แผ่วเบา
“ก็ปกติดีนี่นา ทั้งสองคนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน บางทีเสี่ยวไป๋อาจจะเห็นว่าดึกแล้วก็เลยเป็นห่วงเสี่ยวฮั่ว จึงอาสามาส่งก็ได้” หวังซู่เหมยพูดออกมาราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“แต่กับเสี่ยวฮั่วมันไม่เหมือนกันนะ คุณลองคิดถึงตอนที่เราไปเดทกันสิ ตอนนั้นคุณเป็นอย่างไรบ้าง?” ทันใดนั้นเอง คำพูดของฟู่ต้าหย่งก็ได้ปลุกหวังซู่เหมยให้ได้สติกลับมาอีกครั้ง
“คุณกำลังหมายถึงอะไร?” หวังซู่เหมยมองไปที่สามีของเธอด้วยความสงสัย
“เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ตอนนี้แม่ของเสี่ยวไป๋ก็ได้จากโลกนี้ไปตั้งนานแล้ว และความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแม่เลี้ยงก็ไม่ค่อยดีอีกด้วย ดังนั้นก็เท่ากับว่าเสี่ยวฮั่วไม่ต้องกังวลเรื่องที่ว่าเธอจะเข้ากับแม่สามีไม่ได้เลยใช่ไหมล่ะ? นอกจากนี้เสี่ยวไป๋เองก็เป็นคนที่มีความสามารถรอบด้าน เขาเคยเป็นทหารหน่วยรบพิเศษที่ตอนนี้ก็ได้ปลดประจำการแล้ว และยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยตี้ตูได้อีก ซึ่งสิ่งนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขามีร่างกายและมันสมองที่ดีมากเลยไม่ใช่เหรอ” หวังซู่เหมยคิดว่าลูกเขยคนนี้ใช้ได้เลยทีเดียว
“แต่เสี่ยวฮั่วยังมีอายุไม่ถึง 18ปีเลยนะ...” ขณะที่ฟู่ต้าหย่งกำลังจะพูดอะไรบางอย่างนั้น เขาก็ได้ถูกหวังซู่เหมยพูดขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ตอนที่เราเริ่มออกเดท ตอนนั้นฉันมีอายุเพียงแค่ 17ปี และเมื่อฉันอายุได้ 18ปี ฉันก็แต่งงานกับคุณและให้กำเนิดเสี่ยวจินแล้ว”
“คุณเอาเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกับเรื่องของเราไม่ได้หรอกนะ” ฟู่ต้าหย่งพูดด้วยท่าทีที่ดูอึดอัดใจเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ที่เขายอมให้ฟู่เหมี่ยวออกเดท เป็นเพราะว่าฟู่เหมี่ยวอายุ 20ปีแล้วนั่นเอง ถ้าเธอไม่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนี้ก็เป็นช่วงอายุที่เหมาะสมแก่การมีครอบครัวแล้ว
“มันไม่ใช่เรื่องที่ผิดเลย คุณอย่าคิดที่จะหยุดฉันเลยดีกว่า ตอนนี้เสี่ยวฮั่วก็เข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว และเธอก็โตพอที่จะแต่งงานทันทีหลังเรียนจบอีกด้วย ฉันคิดว่าเรามาช่วยกันกำหนดทิศทางที่ดีที่สุดของเรื่องนี้กันดีกว่า”
“เอาล่ะ อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องการแต่งงานตอนนี้เลย ตอนนี้มันเป็นเพียงเปลวไฟดวงเล็กเท่านั้น อย่าทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ เข้านอนกันเถอะ พรุ่งนี้เช้าผมจะโทรหาเสี่ยวเหว่ย” หลังจากที่พูดจบ ฟู่ต้าหย่งก็ได้นอนลงบนเตียง แต่ความรู้สึกอึดอัดใจของเขาก็ยังคงอยู่
อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนที่ลากไป๋โม่เฉินวิ่งออกมาไกลพอสมควรแล้วก็ได้หยุดวิ่งลง เมื่อรู้ว่าตัวเองยังคงจับไปที่แขนเสื้อของไป๋โม่เฉินอยู่ เธอจึงรีบปล่อยมือออกทันทีราวกับว่ากำลังถูกไฟช็อต
“ขอโทษที พอดีฉันรีบ ฉัน…” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างตะกุกตะกัก
“เธอเป็นอะไรหรือเปล่า?” ไป๋โม่เฉินแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ในฐานะทหารหน่วยรบพิเศษ ดังนั้นดวงตาของเขาจึงสามารถสังเกตเห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นด้านหลังได้โดยธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งเขาก็ได้เดาว่าฟู่ต้าหย่งจะต้องเป็นกังวลเกี่ยวกับลูกสาวจึงได้เดินตามออกมาดูอย่างแน่นอน
ส่วนฟู่เยี่ยนนั้นไม่อยากให้พ่อของเธอเห็นเขา และนั่นก็หมายความว่าเธอมีความรู้สึกดีๆต่อเขาด้วยใช่หรือเปล่า?
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาจึงได้ลอบสังเกตเธออย่างระมัดระวัง โดยไม่รู้เลยว่าเธอจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบกลับมาอย่างไร ไป๋โม่เฉินจึงบีบแฮนด์ของจักรยานเอาไว้แน่น
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนยังคงเงียบอยู่ และจู่ๆใบหน้าของเธอก็ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำขึ้นมา
เมื่อเห็นท่าทางของเธอ ไป๋โม่เฉินจึงไม่ได้ถามอะไรอีก ก่อนจะรู้สึกว่ากำลังมีดอกไม้เบ่งบานอยู่ในหัวใจของเขา
“ขึ้นรถเถอะ” เขาพูดพร้อมกับยกยิ้มขึ้นที่มุมปากเล็กน้อย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้นั่งลงที่เบาะหลังทันที ขณะที่จักรยานกำลังแล่นออกไปนั้น มันก็ได้เหยียบก้อนหินที่อยู่บนพื้นเข้าอย่างจัง
ทันใดนั้นเอง มือทั้งสองข้างของฟู่เยี่ยนก็ได้รีบคว้าไปที่เอวของไป๋โม่เฉินโดยไม่รู้ตัว
เมื่อสัมผัสถึงความร้อนจากมือของฟู่เยี่ยน ไป๋โม่เฉินก็ได้รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมา
“เอ๊ะ”
“อืม”
ทันใดนั้นเอง ทั้งสองก็ได้จมลงไปในความคิดของตัวเองอีกครั้ง และในไม่ช้า พวกเขาก็มาถึงยังชั้นล่างของหอพักแล้ว เมื่อไป๋โม่เฉินปั่นจักรยานเข้ามาจอด ฟู่เยี่ยนกลับรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้มันสั้นมากๆ
“พรุ่งนี้เธอมีเรียนหรือเปล่า?”
“พี่ปั่นจักรยานของฉันกลับหอพักก่อนก็ได้!”
ทั้งคู่พูดขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะรีบหันไปมองทางอื่นด้วยท่าทีที่เก้อเขิน
“นี่ก็ดึกมากแล้ว พี่ปั่นจักรยานกลับเถอะจะได้ถึงหอพักเร็วๆ” ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เธอก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในหอพักทันที
ไป๋โม่เฉินรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะเขายังไม่ได้บอกลาและไม่ได้นัดเธอในครั้งต่อไปเลย
“พรุ่งนี้ฉันมีเรียนหนึ่งวิชา แล้วพี่ล่ะ?” ฟู่เยี่ยนหันกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะตอบคำถามก่อนหน้านี้ของเขา
“พรุ่งนี้ฉันไม่มีเรียน พอดีอาจารย์มีงานด่วนที่บ้าน ก็เลยต้องเลื่อนการสอนออกไปก่อน” ไป๋โม่เฉินตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข
“พรุ่งนี้พี่ไปย่านโรงงานหลิวหลี่กับฉันหน่อยได้ไหม? พี่ว่างหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนเป็นฝ่ายเริ่มคำเชิญนี้
“ได้สิ ฉันเองก็ไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน” ตอนนี้ไป๋โม่เฉินรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นปลาที่กำลังจะตายแต่ได้กลับลงไปในน้ำอีกครั้ง ซึ่งเขารู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเลยก็ว่าได้
“อืม ถ้าอย่างนั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ ฉันจะไปหาพี่หอพักตอนเก้าโมงครึ่งก็แล้ว ตกลงไหม?”
“ไม่เป็นไร ให้ฉันมารอเธอที่หอพักของเธอเองดีกว่า” ไป๋โม่เฉินพูดขึ้นมา
“ถ้าอย่างนั้นตกลงตามนี้ก็แล้วกัน ฝันดีนะ” เพื่อไม่ให้เขาเห็นใบหน้าที่แดงเรื่อของเธอ ฟู่เยี่ยนจึงรีบกลับขึ้นไปบนหอพักทันที
ฝันดีนะ……
ระหว่างทางกลับหอพัก ไป๋โม่เฉินก็ได้ปั่นจักรยานอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความสุข
ใช่แล้ว ! ฟู่เยี่ยนเป็นคนนัดเขา แบบนี้แปลว่าเธอเริ่มชอบเขาแล้วใช่ไหม?
จู่ๆ ไป๋โม่เฉินก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ได้
ในคืนนี้ ไป๋โม่เฉินไม่สามารถข่มตาให้หลับได้เลย เขาเอาแต่พลิกตัวไปมา พร้อมกับหัวใจที่ร้อนรุ่มไปหมด
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ หลังจากที่เก็บข้าวของส่วนตัวเสร็จ เขาก็ได้นำเสื้อผ้าไปซัก ก่อนจะมาลองเสื้อที่มีอยู่ทีละตัว แต่ทว่ามันก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกถึงความแตกต่างใดเลย เพราะเสื้อทั้งหมดของเขามีแต่สีขาวเท่านั้น จนในที่สุดเขาก็ได้เลือกเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ดูต่างจากตัวอื่นออกมาสวม
จากนั้น เขาก็ได้ไปนั่งรอที่หอพักของฟู่เยี่ยนด้วยท่าทีที่ร้อนรนใจพร้อมกับก้มลงไปมองดูนาฬิกาเป็นระยะ ทำไมยังไม่ถึงเก้าโมงครึ่งกันนะ? ในเมื่อเธอนัดเขาเก้าโมงครึ่ง ฉะนั้นฟู่เยี่ยนก็ต้องเลิกเรียนตอนเก้าโมงตรง เพราะหากเดินกลับมาที่หอพักจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงนั่นเอง หากเป็นแบบนี้ เขาไปรอเธอที่อาคารเรียนตอนเก้าโมงเช้าเลยจะดีหรือเปล่านะ?
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาจึงได้ปั่นจักรยานตรงไปที่อาคารเรียนในทันที และเมื่อดูนาฬิกาอีกครั้ง ก็พบว่าตอนนี้เพิ่งจะแปดโมงสี่สิบเท่านั้น
ทันทีที่หมดคาบเรียน ฟู่เยี่ยนก็ได้เริ่มเก็บข้าวของต่างๆลงในกระเป๋าของเธอ
“เฮ้ ฟู่เยี่ยน เธอจะไปไหนเหรอ?” เหมี่ยวชานชานเริ่มพูดหยอกล้อฟู่เยี่ยนตั้งแต่ที่รู้ว่าฟู่เยี่ยนอายุน้อยว่าเธอ
“ฉันกำลังจะไปที่ย่านโรงงานหลิวหลี่ พอดีมีบางอย่างที่ฉันต้องทำนิดหน่อย”
“เธอกำลังจะไปหาสมบัติอย่างนั้นเหรอ?” เหมี่ยวชานชานเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“ใช่แล้วล่ะ แต่วันนี้ฉันคิดว่าคงจะไม่ได้อะไรกลับมาแน่ๆเลย” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับรอยยิ้ม เพราะครั้งนี้จะเป็นครั้งที่สองแล้วที่เธอกลับไปที่นั่น ฉะนั้นทุกคนจะต้องระวังตัวมากขึ้นอย่างแน่นอน
“เอ๋? ถ้าอย่างนั้น ฉันเคยได้ยินมาว่ามีตลาดแบบเดียวกับย่านโรงงานหลิวหลี่อยู่ที่อื่นด้วยนะ เอาไว้คราวหน้าเราลองไปที่นั่นกันดีกว่า” เหมี่ยวชานชานพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่ดูกระตือรือร้น
ฟู่เยี่ยน .....นี่เพื่อนของเธอกำลังชอบสิ่งนี้อยู่อย่างนั้นหรือ
“ฉันไปก่อนนะ เอาไว้ฉันจะซื้อเค้กแป้งถั่วกลับมาฝากเธอก็แล้วกัน”
“อืม ถ้าอย่างนั้นฉันขอขนมเปี๊ยะด้วยนะ”
“ได้เลย”
หลังจากนั้น ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเดินออกมาจากอาคารเรียน เธอก็เห็นว่าไป๋โม่เฉินได้มารอเธออยู่นี่แล้ว แต่ทว่าอารมณ์ของเธอในตอนนี้ได้แตกต่างไปจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง
“ทำไมถึงไม่รอฉันที่หอพักกันล่ะ?”
“นี่เป็นทางผ่านของฉันอยู่แล้ว เธออยากจะเอาของไปเก็บที่หอพักก่อนหรือเปล่า?”
“ไหนๆพี่ก็มาที่นี่แล้ว ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปกันเถอะ” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็กำลังจะขึ้นมาซ้อนท้ายจักรยาน และทันใดนั้นเอง ท้องของไป๋โม่เฉินก็ได้คำรามขึ้นมา
“นี่? อย่าบอกนะว่าพี่ยังไม่ได้กินมื้อเช้า?”
“จริงสิ ฉันลืมไปเสียสนิทเลย” ในตอนนี้ ไป๋โม่เฉินรู้สึกอับอายจนอยากจะแทรกตัวลงไปในรอยแยกบนพื้นอยู่แล้ว
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ตรอกทางประตูหลังบ้านของฉันกันเถอะ แต่ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอกนะว่าแพนเค้กยัดไส้ยังขายอยู่หรือเปล่า เราไปดูกันก่อนดีกว่า”
“อืม” ตอนนี้ไป๋โม่เฉินได้คลายความกังวลลงไปบ้างแล้ว กลับกันเขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่กำลังก่อตัวในหัวใจของเขาได้อย่างชัดเจน ซึ่งหลังจากที่แม่ของเขาเสียชีวิต น้อยมากที่เขาจะได้รับการใส่ใจแบบนี้
เมื่อทั้งสองไปถึงที่นั่นก็พบว่าร้านแพนเค้กผลไม้ยังคงเปิดอยู่ หลังจากที่ซื้อมันหนึ่งชิ้น ไป๋โม่เฉินก็ได้เดินไปนั่งตรงริมถนนเพื่อกินมัน จากนั้นเขาก็ได้ซื้อมันอีกหนึ่งชิ้นเพื่อพกติดตัวไปด้วย
ฟู่เยี่ยนจึงได้มองไปที่เขาพร้อมกับเอียงศีรษะเล็กน้อย
“ฉันจะซื้อไปฝากชวนจื่อชิ้นหนึ่ง ฉันคิดว่าเขาเองก็คงจะยังไม่ได้กินมื้อเช้าเหมือนกัน” ที่จริงแล้วไป๋โม่เฉินอยากบอกเธอว่าเขายังกินไม่อิ่ม แต่คิดแล้วเขาก็เปลี่ยนคำพูดดีกว่า
ชวนจื่อ ฉันต้องขอโทษนายด้วยนะ
“แล้วเขาจะอยู่ที่นั่นหรือเปล่า?”
“หากเขาไม่อยู่ ฉันจะกินมันเอง รับรองว่ามันจะไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน”
ตอนที่ 170 หินดิบ
เมื่อทั้งสองมาถึงย่านโรงงานหลิวหลี่ก็พบว่าที่นี่ยังไม่ค่อยมีผู้คนมาเดินกันมากนัก ดังนั้นทั้งสองจึงได้เอาจักรยานไปจอด ก่อนจะเริ่มเดินเที่ยวรอบๆอย่างสะดวกสบาย แน่นอนว่าตอนนี้เมิ่งอ้ายชวนยังไม่ได้มาเปิดร้าน ดังนั้นแพนเค้กจึงตกเป็นของไป๋โม่เฉินในทันที
“วันนี้เธอตั้งใจจะมาที่นี่เพื่อซื้อของเพิ่มอย่างนั้นเหรอ?” ไป๋โม่เฉินเอ่ยถามขึ้นมาพร้อมกับทานแพนเค้กไปด้วย
“ไม่หรอก เมื่อวานนี้ฉันเห็นว่ามีร้านประกาศให้เช่าเยอะมาก ก็เลยอยากจะมาดูสักหน่อย” ฟู่เยี่ยนไม่ได้ตั้งใจที่จะปกปิดเรื่องนี้กับไป๋โม่เฉินตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
“คุณต้องการจะเช่าร้านอย่างนั้นเหรอ? แล้วจะเปิดร้านขายอะไรกันล่ะ?” ไป๋โม่เฉินเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ใช่แล้ว ฉันคิดว่าจะเปิดร้านขายโบราณวัตถุ โดยนำของที่ฉันมีอยู่มาวางขายที่ร้านแห่งนี้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามฉันมาเถอะ” ไป๋โม่เฉินพูด ก่อนจะเดินไปข้างหน้าพร้อมกับทานแพนเค้ก
ทว่าฟู่เยี่ยนยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยความงุนงง นี่เขากำลังจะทำอะไรกัน?
“รีบตามฉันมาเร็วเข้าสิ” ไป๋โม่เฉินหันกลับมามองพร้อมกับเรียกเธออีกครั้ง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงรีบเดินตามไป๋โม่เฉินไปทันที หลังจากที่ทั้งสองออกเดินได้ไม่นานนัก ในที่สุดพวกเขาก็ได้มาถึงหน้าร้านที่มีสองคูหา ซึ่งมีกระดาษแผ่นหนึ่งถูกแปะอยู่ที่ประตู โดยบนการดาษแผ่นนั้นได้ถูกเขียนเอาไว้ว่า “ให้เช่า”
“เธอว่าที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง? มันตั้งอยู่แทบจะจุดกึ่งกลางของถนนเส้นนี้ ซึ่งเป็นทำเลที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว มันเป็นห้องคู่ เธอเองก็เคยไปที่หรงเป่าจายมาแล้ว การออกแบบของที่นี่เหมือนกันกับร้านของชวนจื่อเลย ส่วนภายในนั้นใช้ไม้เนื้อแข็งตกแต่งทั้งหมด หากไม่ชอบก็สามารถตกแต่งใหม่ได้
“ส่วนสุดถนนนี้ก็ยังมีร้านอยู่อีกสองคูหา และทำเลที่นั่นก็ไม่เลวเช่นกัน แต่พื้นที่ทั้งไม่กว้างเหมือนกับที่นี่เท่านั้นเอง”
ไป๋โม่เฉินยืนอยู่ที่ประตู ก่อนจะแนะนำสถานที่แห่งนี้ให้กับฟู่เยี่ยน
“ที่นี่อย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างดูผิดปกติไป หรือว่าที่นี่จะเป็นบ้านของเขากัน?
“มันเป็นสินสอดของแม่ฉันเอง และตอนนี้ฉันเพิ่งจะปล่อยให้เช่า เธอเองก็รู้เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นในบ้านปู่ของฉันดีใช่ไหม ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันไม่ต้องการให้คนพวกนั้นมาที่นี่ เพราะที่นี่เป็นทรัพย์สินของฉัน”
“ถ้าอย่างนั้นเราไปดูร้านตรงสุดถนนกันหน่อยดีกว่าไหม” ฟู่เยี่ยนแนะนำขึ้นมาอีกครั้ง
“ได้เลย แต่ตอนนี้กุญแจอยู่ที่ชวนจื่อ ฉันคิดว่าวันนี้เขาคงจะมาที่นี่ในช่วงบ่าย เอาไว้ฉันค่อยพาเธอเข้าไปดูข้างในทีหลังก็แล้วกัน”
จากนั้น ทั้งสองก็ได้เดินไปจนสุดถนนเพื่อดูร้านอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อฟู่เยี่ยนมองไปยังร้านแห่งนี้ เธอก็ต้องขมวดคิ้วขึ้นมาทันที
“ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างผิดปกติกับฮวงจุ้ยของที่นี่นะ”
“ฮวงจุ้ย?”
“ใช่แล้วล่ะ ดูเหมือนว่าจะมีคนเปลี่ยนฮวงจุ้ยของที่นี่” ฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปตรงใจกลางของร้านแห่งนี้สองสามก้าว ก่อนจะหยุดเดิน ซึ่งบังเอิญว่ามีต้นไม้ต้นหนึ่งอยู่ตรงจุดนี้พอดี และเห็นได้ชัดเลยว่าต้นไม้ต้นนั้นกำลังจะตาย
“มีบางอย่างอยู่ที่นี่ พี่ช่วยหาอะไรมาขุดมันออกหน่อยได้ไหม ฉันอยากจะดูว่ามันคืออะไร” จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้เดินไปอีกห้องหนึ่ง
“หือ แล้วเราจะขุดมันออกมาได้อย่างไรกันล่ะ?” ไป๋โม่เฉินเอ่ยถามขึ้นมาทันที
“อย่าไปไหนนะ รอฉันอยู่ที่นี่”
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนมีสีหน้าที่ดูจริงจังเป็นอย่างมาก เธอพบสิ่งผิดปกติอีกหลายแห่งเลยทีเดียว หลังจากที่ขุดของพวกนั้นออกมาจนหมดแล้ว เมื่อสัมผัสกับอากาศ ยันต์พวกนั้นก็เผาตัวเองในทันที ฟู่เยี่ยนจึงได้หยิบยันต์ของเธอออกมาสองสามแผ่น ก่อนจะใช้มันเปลี่ยนฮวงจุ้ยของทั้งสองห้องนี้อีกครั้ง ในอนาคตร้านแห่งนี้จะต้องมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาจำนวนมากอย่างแน่นอน
จากนั้น เธอก็ได้เงยหน้าขึ้นไปมองรอบๆ ก่อนจะพบกระจกปากว้าที่ถูกแขวนเอาไว้ยังร้านข้างๆ เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้ยกยิ้มขึ้นที่มุมปากในทันที ตอนนี้ข้อสงสัยของเธอได้กระจ่างแล้ว เป็นร้านข้างๆนี่เองที่ทำสิ่งนี้ มิเช่นนั้นพวกเขาคงจะไม่แขวนกระจกปากว้าเอาไว้ในตำแหน่งนี้อย่างแน่นอน พวกเขาทำเพื่อจะสกัดกั้นวิญญาณชั่วร้ายที่จะย้อนกลับมาที่ร้านของพวกเขานั่นเอง
ฟู่เยี่ยนจึงได้เดินไปยังร้านแห่งนั้นทันที เธออยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ดังนั้นเธอจึงเดินไปที่ประตู ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมอง สถานที่แห่งนี้อยู่เหนือกว่าสถานที่อื่นจริงๆ ทั้งยังมีวิญญาณทั้งห้าดวงคอยดึงดูดโชคลาภเข้ามาอีกด้วย แต่ทว่าตอนนี้ประตูได้ถูกล็อคอยู่
ขณะที่กำลังจะหันหลังกลับนั้น จู่ๆ เธอก็ได้สังเกตเห็นร้านๆหนึ่งมีหยกวางขายอยู่
ฟู่เยี่ยนจึงอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก่อนจะพบว่ามีหินดิบที่มีหยกอยู่ด้านในหลายก้อนถูกวางอยู่ที่หน้าทางเข้า เธอจึงเริ่มสนใจและนึกถึงของบางอย่างที่บ้านของเธอขึ้นมาทันที
เมื่อเดินเข้าไปข้างใน เธอก็พบว่ามีจี้หยกวางกระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด เนื่องจากตอนนี้เศรษฐกิจยังคงไม่ฟื้นตัว ดังนั้นธุรกิจต่างๆ จึงยังไม่ได้กลับมาเฟื่องฟูมากนัก แต่ก็พอจะมีข่าวลือออกมาบ้างแล้วและทุกคนก็พอจะรู้ว่ามันเป็นข่าวดีอีกด้วย จึงทำให้ร้านต่างๆ เริ่มสะสมของเหล่านี้เตรียมเอาไว้กันแล้ว
“คุณครับ พอดีร้านของเรายังไม่เปิด แต่ถ้าคุณอยากลองเดินดูก่อนก็ได้ครับ หากชอบอะไรก็บอกกับผมมาได้เลย” ทันใดนั้นเอง ชายวัยกลางคนที่ดูจะอายุราวสี่สิบปลายก็ได้เดินออกมา ซึ่งหากดูจากเครื่องแต่งกายของเขาแล้ว เขาต้องเป็นเถ้าแก่ของร้านนี้อย่างแน่นอน
ซึ่งด้วยความตรงไปตรงมาของเขา ฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก
“คุณขายจี้หยกชิ้นนี้เท่าไหร่อย่างนั้นเหรอคะ?” ฟู่เยี่ยนชี้ไปยังจี้หยกอย่างไม่ได้ใส่ใจ
“โอ้ สาวน้อย เธอมีสายตาที่เฉียบคมมากจริงๆ นี่คือหยกเหอเถียน มันเป็นหยกที่ดีที่สุด และยังถูกแกะสลักโดยปรมาจารย์ท่านหนึ่งอีกด้วย หากจะพูดตามตรงนั้น มันมีอายุถึงสิบปีแล้ว และวันนี้ฉันก็เพิ่งจะมาตรวจดูสินค้าในร้าน ส่วนเธอก็เป็นลูกค้าคนแรก ถ้าอย่างนั้นฉันจะขายมันให้กับเธอในราคา 60หยวนก็แล้วกัน” กงชือเจิงผู้เป็นเจ้าของร้านไม่ได้โกหกฟู่เยี่ยนแต่อย่างใด
เพราะจากที่ฟู่เยี่ยนดูมันแล้ว เธอก็พบว่ามันเป็นหยกที่ดีมากจริงๆ แต่เธอก็ยังอยากจะรวบรวมหยกชนิดต่างๆ และแกะสลักมันด้วยตัวเอง เพราะหากจะให้เครื่องรางของเธอมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น เธอต้องแกะสลักมันด้วยตัวเอง
“ตกลงค่ะ ฉันจะซื้อมัน แต่ฉันขอถามบางอย่างกับคุณสักหน่อย คุณเปิดร้านนี้มานานแค่ไหนแล้ว?” ฟู่เยี่ยนถามออกไปตรงๆ
“เท่าที่จำได้ก็น่าจะสิบปีแล้วล่ะ ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กแล้ว”
“คุณมีหินดิบชนิดนี้ที่ยังไม่ได้แกะสลักเหลืออยู่บ้างหรือเปล่า?”
“เธออยากได้หินดิบอย่างนั้นเหรอ?” กงชือเจิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่อยากจะเสียลูกค้ารายใหญ่ไป จึงได้เดินกลับเข้าไปด้านใน ก่อนจะหยิบมันออกมา
“ตอนที่ต้องปิดร้านเมื่อ 5-6ปีก่อน ฉันได้เดินทางไปยังต่างจังหวัดเลือกหินทั้งหมดนี้เองกับมือเลยนะ เธอลองเลือกดูก่อนเถอะว่ามีราคาที่เธอต้องการหรือเปล่า”
ฟู่เยี่ยนเลือกดูหินเหล่านั้นพร้อมกับพูดคุยกับอยู่ครู่หนึ่ง ซึ่งไม่นานนัก เธอก็ได้เข้าใจเรื่องราวต่างๆมากขึ้น
ที่นี่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลโจว เมื่อตอนที่เธอไปยังพระราชวังต้องห้ามครั้งล่าสุด เธอได้ช่วยโจวหยางและคนอื่นเอาไว้ ซึ่งทุกคนต่างก็ได้ส่งของขวัญมาเพื่อขอบคุณเธอ แต่ตระกูลโจวนั้นกลับไม่ได้ทำอะไรเลย แม้แต่ผู้อำนวยการของสำนัก 753เองก็ยังได้เชิญเธอมาเป็นที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการเช่นกัน ซึ่งเธอได้ยินมาว่าตระกูลโจวและตระกูลมู่ต่างก็เป็นที่ปรึกษาของสำนัก 753เหมือนกัน แล้วทำไมตระกูลโจวถึงไม่ขอบคุณเธอกันล่ะ
แม้ว่าฟู่เยี่ยนจะไม่ได้สนใจมากนัก แต่เธอก็ทนไม่ได้ที่ตระกูลโจวจะดูถูกเธอขนาดนี้
ฟู่เยี่ยนแอบเย้ยหยันอยู่ในใจ ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้มู่อี้อันได้บอกบางอย่างกับเธอ โดยเขาสงสัยว่าตระกูลโจวอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของพ่อของเขา ถ้าอย่างนั้นก็มาล้างแค้นทั้งเรื่องเก่าและเรื่องใหม่ไปพร้อมกันเลยดีกว่า ตอนนี้ฟู่เยี่ยนได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับองค์การที่เกี่ยวข้องกับอภิปรัชญาของเมืองหลวงแล้ว ดังนั้นเธอจึงจำเป็นต้องสร้างบารมีบ้างแล้ว
จากนี้เป็นต้นไป ตระกูลโจวจะเป็นก้าวสำคัญสำหรับเธอและมู่อี้อัน แต่เรื่องนี้ยังต้องผ่านกระบวนการคิดอีกเยอะ ตอนนี้มาดูสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเธอก่อนจะดีกว่า
ฟู่เยี่ยนจึงได้เลือกหยกชิ้นเล็กจำนวนหนึ่งโหล ซึ่งมันสามารถใช้ทำจี้เพื่อที่จะส่งเสริมยันต์ของเธอได้จำนวนมากเลยทีเดียว ถึงเวลาที่เธอจะต้องยกระดับยันต์แคล้วคลาดของเธอแล้ว
“สาวน้อย เธอช่างเป็นคนที่มีสายตาเฉียบแหลมมากจริงๆ ถ้าอย่างนั้นฉันจะให้เชือกเส้นเล็กๆกับเธอ เธออยากให้ฉันเจาะมันให้ด้วยหรือเปล่า?”
“ไม่เป็นไรค่ะ เอาไว้ฉันทำมันเสร็จแล้ว ค่อยมารบกวนคุณอีกครั้งจะดีกว่า ทั้งหมดนี่ราคาเท่าไหร่คะ?”
“ทั้งหมดนี้ 500หยวนก็พอแล้ว ส่วนหยกธรรมดาชิ้นนี้ฉันแถมให้กับเธอก็แล้วกัน มันเป็นหยกที่ไม่ได้มีราคาอะไร เธอเก็บมันเอาไว้เถอะ”
“แล้วหินดิบตรงนั้นล่ะคะ? ฉันสามารถซื้อมันได้หรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง
“เธอจะซื้อมันอย่างนั้นเหรอ?” กงชือเจิงรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาอีกครั้ง
“หินดิบก้อนใหญ่ตรงหน้าประตูก้อนนั้นสวยมากเลยนะคะ” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา ขณะที่เธอเดินเข้ามาเมื่อครู่นี้ เธอก็ได้มองว่ามันเป็นแค่ขยะเช่นกัน แต่เมื่อมองดูดีๆอีกครั้ง เธอก็พบว่าตรงใจกลางของหินก้อนนั้นมีหยกสีม่วงขนาดเท่าไข่ไก่อยู่
“เอาล่ะ เธอสามารถย้ายมันออกไปได้เลย ฉันแค่วางมันเอาไว้เพื่อดึงดูดสายตาของผู้คนเท่านั้นเอง อีกอย่างในอนาคตที่นี่คงจะไม่ได้ขายหยกอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวางมันเอาไว้ที่นี่”
“คุณจะเลิกขายหยกเหรอคะ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ใช่แล้วล่ะ ตอนนี้ครอบครัวของนายน้อยกำลังจะปรับปรุงร้านให้เป็นร้านขายเครื่องประดับที่ทำจากทองคำ ซึ่งฉันที่เป็นเจ้าของร้านหัวโบราณเองก็ยังรับเรื่องนี้ไม่ได้เช่นกัน”
ทว่าฟู่เยี่ยนก็ไม่ได้สนใจเขาแต่อย่างใด ก่อนจะย้ายหินก่อนนั้นออกไปทันที ซึ่งเธอซื้อมันมาในราคาเพียงแค่ 50หยวนเท่านั้น วันนี้ช่างเป็นวันที่เธอโชคดีเสียจริงๆ เพราะของทั้งหมดที่เธอซื้อนั้นมีราคาที่ถูกมากนั้นเอง
จากนั้น เธอก็กำลังจะเดินออกจากร้านเพื่อขอให้ไป๋โม่เฉินมาช่วยเธอขนของ ซึ่งไป๋โม่เฉินก็ได้เดินเข้ามาพอดี
“ฟู่เยี่ยน ชวนจื่อมาแล้ว เราไปหาเขากันก่อนเถอะ จะได้ไปเอากุญแจด้วย”
“อืม แต่ก่อนอื่นพี่ช่วยฉันย้ายหินพวกนี้ก่อนได้ไหม พี่ช่วยย้ายหินก้อนใหญ่ก้อนนั้นให้ฉันหน่อยสิ”
ไป๋โม่เฉินถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง มันเกิดอะไรขึ้นกัน?
จบตอน
Comments
Post a Comment