ตอนที่ 101 อยากเลี้ยงแมว
เมื่อฟู่เยี่ยนออกมาจากดินแดนต่างมิติ เธอก็เห็นว่าฟู่ต้าอันและหลี่โม่ลี่อยู่ที่บ้านของเธอแล้ว ที่เธอออกมาช้าก็เพราะมัวแต่ตามหาวั่งไฉนั่นเอง เธอตามหามันอยู่นาน ก่อนจะพบว่าเจ้าแมวขี้เซาตัวน้อยได้ไปนอนหลับอย่างสบายใจอยู่บนแผ่นหินสีฟ้า ซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอได้มาฝึกตนในก่อนหน้านี้นี่เอง
และเมื่อจับแมวขี้เซาตัวน้อยได้ ฟู่เยี่ยนก็ได้อุ้มมันออกมาทันที วั่งไฉคือลูกแมวสีส้มที่เธอเจอในวันที่ฝนกำลังจะตกหนักนั่นเอง และตอนนี้มันก็ตัวโตกว่าพี่น้องของมันแล้ว
เมื่อเห็นวั่งไฉ ดวงตาของฟู่เวยและฟู่หรงก็สว่างวาบขึ้นมาทันที อาจเป็นเพราะวั่งไฉดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนต่างมิติมากจนเกินไป จึงทำให้มันสามารถเข้าใจคำพูดของมนุษย์ได้ ทั้งยังแยกแยะระหว่างเจตนาดีและเจตนาไม่ดีออกอีกด้วย ดังนั้นมันจึงรู้ได้ทันทีว่าใครดีกับมัน และมันก็จะเดินเอาตัวไปถูกับคนๆนั้น ซึ่งต่างจากพี่น้องของมันทั้งสองตัวมาก เจียงจวินและมู่ฮวาไม่ค่อยคุ้นเคยกับมนุษย์ แม้แต่ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวก็ยังไม่กล้าเล่นกับมันเท่าไหร่เลย
“เสี่ยวฮั่ว ลูกแมวของเธอมีตั้งสามตัวเลยไม่ใช่เหรอ แล้วอีกสองตัวอยู่ที่ไหนล่ะ?” ด้วยความที่ผู้หญิงและเด็กไม่สามารถต้านทานสัตว์ที่มีขนปุกปุยได้อยู่แล้ว ดังนั้นหลี่โม่ลี่จึงได้ให้ความสนใจไปที่พวกมัน
อืม มันดูน่ารักมากจริงๆ และเมื่อเธอสัมผัสไปยังขนนุ่มๆของมัน เธอก็เกิดอยากเลี้ยงแมวขึ้นมาทันที!
ฟู่เยี่ยนจึงได้ยื่นวั่งไฉให้หลี่โม่ลี่อุ้ม และมันก็นอนซุกอยู่ในอ้อมแขนของหลี่โม่ลี่ด้วยท่าทางที่ออดอ้อน
“ต้าอัน ฉันเริ่มอยากเลี้ยงลูกแมวแล้วสิ เอาไว้กลับไปเราหาลูกแมวมาเลี้ยงกันเถอะ” หลี่โมลี่พูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูตื่นเต้น
แต่ทว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยน่ายินดีนักกับฟู่ต้าอัน เพราะเขากลัวแมวนั่นเอง ซึ่งตอนนี้เขาได้ถอยออกไปอยู่ห่างราวแปดฟุตแล้ว
“ไอ้หยา เลี้ยงลูกแมวมันจะมีประโยชน์อะไร ตอนนี้ลูกหมาของพี่เอ้อร์ขุยใกล้คลอดแล้ว ฉันคิดว่าจะไปขอลูกหมาของเขามาเลี้ยงสักหนึ่งตัว ให้มันมาเฝ้าบ้าน และเรายังวิ่งเล่นกับมันได้อีกด้วย” ฟู่ต้าอันพูดพร้อมกับมองไปทางอื่น โดยที่ไม่ยอมมองวั่งไฉ
“ฮ่าฮ่า อาสะใภ้คะ อาเล็กกลัววั่งไฉมากๆเลยล่ะค่ะ” ฟู่เวยและฟู่หรงพูดพร้อมกับหัวเราะออกมาโดยไม่รักษาหน้าของฟู่ต้าอันเลยแม้แต่น้อย ซึ่งมันได้จี้ไปที่ปมในใจของเขาโดยตรง
แน่นอน ทันใดนั้นฟู่ต้าอันก็มีท่าทีที่ดูสิ้นหวังทันที ส่วนหลี่โม่ลี่กลับรู้สึกตกใจขึ้นมาไม่น้อยเช่นกัน
“โม่ลี่ ตอนที่ต้าอันยังเด็ก เขาเคยถูกแมวข่วน ก็เลยกลัวแมวตั้งแต่นั้นมา หากเธอเลี้ยงแมวล่ะก็ เขาจะต้องไม่กล้าเข้าบ้านอย่างแน่นอน” หวังซู่เหมยที่อยู่ข้างๆ จึงรีบเข้ามาช่วยพูดแทนเขา
“โม่ลี่ มาทางนี้ก่อนเถอะ ฉันมีของบางอย่างจะมอบให้กับเธอ”
หวังซู่เหมยตั้งใจจะมอบเครื่องประดับให้กับหลี่โม่ลี่ตอนนี้เลย ซึ่งนั่นเป็นเครื่องประดับที่แม่สามีของเธอได้ทิ้งเอาไว้ให้นั่นเอง เพราะท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็จะต้องจดทะเบียนสมรสกันไม่ช้าก็เร็ว ส่วนทองคำแท่ง 4แท่งของฟู่ต้าอันได้ถูกใช้ไป1แท่งในก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนที่เหลือยังคงถูกเก็บเอาไว้ที่ฟู่เยี่ยน
นั่นเป็นความปรารถนาของฟู่ต้าอันเอง โดยเขายังไม่อยากมอบมันให้กับหลี่โม่ลี่ในตอนนี้ ซึ่งเหตุผลนั้นก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย ในตอนนี้พวกเขาทั้งคู่ต่างก็มีเงินเดือนที่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายประจำวันแล้ว ดังนั้นการเก็บมันเอาไว้กับฟู่เยี่ยนจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด
และที่สำคัญ ตอนนี้พี่ชายคนโตของหลี่โม่ลี่ก็กำลังประสบกับปัญหาชีวิตอยู่ด้วย จึงไม่แปลกที่ฟู่ต้าอันจะเชื่อใจหลานสาวของเขามากกว่า
อีกทั้งถ้าเขามีลูกในอนาคต เขาก็ยังจะได้รับทองคำแท่งอีก2แท่งต่อลูกหนึ่งคน ดังนั้นหวังซู่เหมยเองก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องทองคำแท่งของฟู่ต้าอันในตอนนี้เช่นกัน
“โม่ลี่ เธอช่วยรับของสองสิ่งนี้เอาไว้ด้วย นี่เป็นสร้อยข้อมือและสร้อยคอที่แม่ของต้าอันได้ทิ้งเอาไว้ให้พวกเรา ตอนนี้พวกเราทุกคนได้รับกันหมดแล้ว เครื่องประดับสองชิ้นนี้หลานสาวของเธอเป็นคนเลือกให้ เธอชอบมันหรือเปล่า?” หวังซู่เหมยยื่นห่อผ้าเล็กๆให้กับหลี่โมลี่ ซึ่งข้างในนั้นบรรจุสร้อยข้อมือหยกที่ถูกแกะสลักมาอย่างประณีตและสร้อยคออีกเส้นหนึ่งเอาไว้
“พี่สะใภ้ใหญ่คะ มันสวยมากเลยค่ะ ฉันชอบมันมากๆเลย” หลี่โมลี่เปิดห่อผ้าออกมาดู ซึ่งเธอรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก และยังรู้สึกชอบมันมากๆอีกด้วย
“รักษามันเอาไว้ให้ดีนะ แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งของเล็กๆน้อยๆ แต่มันก็เป็นของที่แม่สามีของเราได้ทิ้งเอาไว้ให้ ในอนาคต ไม่ว่าลูกของเธอจะเป็นลูกสาวหรือลูกชายก็ตาม เธอสามารถให้มันกับพวกเขาเพื่อเป็นมรดกของครอบครัวที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นก็ได้ แต่ตอนนี้เธอควรจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับก่อน และเก็บมันเอาไว้ในบ้านอย่างมิดชิดจะเป็นการดีที่สุด” ในตอนท้าย หวังซู่เหมยยังคงพูดตักเตือนน้องสะใภ้ของเธอ อย่างไรก็ตาม พวกเขาทั้งสองยังคงเด็ก อาจตกเป็นเป้าสายตาได้ง่ายหากนำสิ่งของพวกนี้ออกมาสวมใส่
“พี่สะใภ้ อย่ากังวลไปเลยค่ะ เมื่อกลับไปถึงบ้าน ฉันจะเก็บมันเอาไว้เป็นอย่างดี และจะไม่บอกเรื่องนี้กับใครอย่างเด็ดขาด” หลี่โมลี่รู้ดีว่าเธอควรจะเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับ ดังนั้นเธอจึงคิดว่าจะบอกเรื่องนี้แค่กับแม่ของเธอเท่านั้น
“เธอสามารถบอกเรื่องนี้กับแม่ของเธอได้ แต่สำหรับคนอื่น เธอไม่ควรให้พวกเขารู้เรื่องนี้ ฉันแค่กลัวว่ามันจะไปล่อตาล่อใจพวกหัวขโมยเท่านั้นเอง”
“เข้าใจแล้วค่ะ พี่สะใภ้ใหญ่”
“โม่ลี่ ส่วนเงินนี่ถือว่าเป็นของขวัญสำหรับการหมั้นของเธอก็แล้วกัน เธอเก็บมันเอาไว้เพื่อใช้จ่ายในครอบครัวเถอะ เพราะต่อจากนี้ไปหากเธอมีลูก เธอจะต้องได้ใช้มันอย่างแน่นอน” ก่อนหน้านี้ฟู่ต้าอันได้นำทองคำแท่งไปแลกเป็นเงินหนึ่งแท่ง และตอนนี้เขาก็ยังเหลือเงินอีกกว่า 1,300หยวน ดังนั้นหวังซู่เหมยจึงได้มอบเงิน 1,000หยวนให้กับหลี่โมลี่ไป
“พี่สะใภ้ใหญ่คะ ฉันไม่สามารถรับเงินจำนวนนี้เอาไว้ได้จริงๆ ก่อนหน้านี่ทั้งครอบครัวของพี่ใหญ่และพี่รองก็ได้ให้เงินเพื่อซื้อบ้านของพวกเราแล้ว แค่นี้ฉันก็ซาบซึ้งมากๆแล้วล่ะค่ะ อีกอย่าง ในอนาคตเสี่ยวมู่และคนอื่นก็ยังต้องเริ่มทำธุรกิจและสร้างครอบครัวของตัวเอง ซึ่งทุกอย่างนั้นยังต้องใช้เงิน ฉันรับเงินนี้เอาไว้ไม่ได้จริงๆค่ะ” ขณะที่พูดนั้น ใบหน้าของหลี่โมลี่ก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความกังวล
“โม่ลี่ นี่คือเงินส่วนแบ่งของต้าอันที่แม่สามีของพวกเราได้ทิ้งเอาไว้ให้ต่างหากล่ะ ก่อนหน้านี้ที่ฉันไม่ได้บอกเธอก็เพราะมีคนอยู่มากเกินไป ซึ่งพวกเราไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้ แต่ตอนนี้ที่นี่มีแค่เรา ฉันเลยบอกเรื่องนี้กับเธอ เข้าใจหรือเปล่า?” หวังซู่เหมยพูดด้วยสีหน้าที่จริงจัง ซึ่งเธออยากให้น้องสะใภ้ของเธอเห็นความสำคัญของแม่สามีด้วยนั่นเอง
“พี่สะใภ้ใหญ่ ฉันจะรับมันเอาไว้ค่ะ อย่ากังวลไปเลยนะคะ จากนี้ไปฉันจะเป็นภรรยาที่ดีของต้าอันอย่างแน่นอนค่ะ”
“อืม แค่นี้ฉันก็รู้สึกโล่งใจมากแล้วล่ะ แม้ว่าต้าอันจะเป็นคนที่ร่าเริงและขี้เล่นอยู่ตลอดเวลาก็ตาม แต่แท้จริงแล้วเขาต้องผ่านเรื่องราวที่เจ็บปวดมามากมายเลยล่ะ เพราะตอนที่แม่ของเขาได้จากโลกนี้ไป ตอนนั้นเขายังเด็กมาก จึงขาดความรักจากผู้เป็นแม่ จากนี้ไปฉันฝากเธอช่วยให้ความรักกับเขาเพื่อเติมเต็มสิ่งนั้นด้วยก็แล้วกัน”
หลังจากที่หวังซู่เหมยพูดจบ แก้มทั้งสองข้างของหลี่โมลี่ก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อขึ้นมาด้วยความเขินอาย
“พี่สะใภ้ใหญ่ อย่ากังวลไปเลยครับ เธอจะต้องดีกับผมมากๆอย่างแน่นอน!” ฟู่ต้าอันพูดออกมาด้วยความภาคภูมิใจพร้อมกับตบไปที่หน้าอกของตัวเอง
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่โม่ลี่จึงได้กลอกตามองไปที่เขาทันที!
ฟู่ต้าอันและหลี่โม่ลี่อยู่พูดคุยที่บ้านของฟู่ต้าหย่งทั้งวัน ก่อนจะกลับไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ทว่าสิ่งที่หลี่โม่ลี่ไม่ค่อยเต็มใจที่จะกลับไปนั้น น่าจะเป็นเพราะวั่งไฉมากกว่า เพราะเธอเอาแต่อุ้มมันทั้งวันโดยที่ไม่ยอมปล่อย
ในตอนเย็น ซ่งจืออันก็ได้มาหาฟู่เซินที่บ้าน โดยเขาได้บอกว่าพรุ่งนี้เช้าเขาจะเดินไปโรงเรียนพร้อมกับทุกคนด้วย ก่อนจะยืมสมุดบันทึกของฟู่เหมี่ยวไปอ่าน
“ฟู่เหมี่ยว ฉันขอดูสมุดบันทึกของเธอหน่อยได้หรือเปล่า? ฉันไม่ได้ไปโรงเรียนมาหลายวันแล้ว ก็เลยกลัวว่าจะตามคนอื่นไม่ทัน” ซ่งจืออันพูดออกไปตามตรง
“ได้สิ เดี๋ยวฉันไปหยิบมาให้ เอาไว้นายไปคืนฉันที่โรงเรียนวันพรุ่งนี้ก็ได้นะ ก่อนหน้านี้คุณครูไม่ได้สอนบทเรียนใหม่เลย แค่พูดเกี่ยวกับข้อสอบเท่านั้น ฟู่เซินไม่ได้บอกนายหรอกเหรอ?” ฟู่เหมี่ยวไม่คิดสงสัยเลยว่าเขามีความหมายอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่ เธอเดินไปที่ห้องเพื่อหยิบสมุดบันทึกออกมาให้เขายืม
“ขอบคุณมาก! ฉันขอตัวกลับไปอ่านมันก่อน พรุ่งนี้เช้าเจอกันเวลาเดิมนะ!”
ตอนนี้ซ่งจืออันเริ่มสนิทกับฟู่เหมี่ยวมากขึ้นแล้ว ดังนั้นตอนพูดคุยกับเธอจึงไม่มีอาการเขินอีกต่อไป ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ได้แอบสังเกตดูเรื่องนี้อยู่เงียบๆ และความกระตือรือร้นของเธอนั้นไม่ได้ลดลงไปเลย ทั้งยังเริ่มรู้สึกอินกับพวกเขาอีกด้วย
แต่ทว่าอาจารย์ฟู่นั้นไม่เคยมีความรักมาก่อน หากจะพูดว่าสิ่งนี้คือจุดบอดของเธอก็คงจะไม่ผิด ซึ่งเธออาจจะต้องรอจนกว่าเธอจะตกหลุมรักใครสักคนจริงๆเสียก่อนถึงจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ แต่สิ่งเดียวที่เธอมั่นใจที่สุดก็คือ พี่สาวของเธอจะยังไม่มีความรักในตอนนี้ เพราะเธอไม่เห็นออร่าสีชมพูเปล่งออกมาจากร่างของพี่สาวเลย
ดังนั้นจึงหมายความว่าเพื่อนร่วมชั้นของเธออย่างซ่งจืออันยังคงต้องเรียนรู้และตามจีบพี่สาวของเธออีกยาว!
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เข้าไปในห้องของเธอ ก่อนจะแอบเข้าไปฝึกในดินแดนต่างมิติอีกครั้ง ซึ่งเธอจะทำแบบนี้ในทุกคืนอยู่แล้ว ตอนนี้เนตรสวรรค์ของเธอสามารถครอบคลุมไปทั่วทั้งหมู่บ้านที่ตระกูลฟู่อาศัยอยู่ได้แล้ว ทั้งยังครอบคลุมไปถึงหมู่บ้านที่ตระกูลหลี่อาศัยอยู่ถึงครึ่งหนึ่งแล้วด้วย ดังนั้นขณะที่เธอกำลังฝึกอยู่นั้น หากมีการเคลื่อนไหวใดเกิดขึ้นในหมู่บ้าน เธอก็จะสัมผัสถึงมันได้ในทันที
เช่นเดียวกับตอนนี้ กุ้ยหลานที่อยู่บ้านข้างๆก็กำลังร้องไห้อยู่ ซึ่งเธอได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดเจน และหลังจากที่เธอฝึกมาได้ครู่หนึ่ง เธอจึงไม่มีสมาธิอีกต่อไป
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้ยุติการฝึกในวันนี้ลงทันที
ครั้งล่าสุดเธอได้ยินแม่ของเธอพูดว่า กุ้ยหลานมีปัญหาบางอย่าง มันเกิดอะไรขึ้นกัน? แต่เนื่องจากตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว เธอจึงไม่สามารถถามอะไรได้ เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยถามก็แล้วกัน! จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ล้มตัวลงนอนทันที
ทันใดนั้นเอง เธอก็นึกถึงเรื่องของเจิ้งจื้อขึ้นมา แต่ก็ไม่รู้เลยว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบไหน
ตอนที่ 102 หลบหนี
ในตอนเช้าของฤดูใบไม้ร่วง อากาศเริ่มเย็นขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว หลังจากที่ตื่นนอน ฟู่เยี่ยนจึงได้หยิบเสื้อแขนยาวมาสวม มันคือเสื้อที่ฟู่ต้านีตัดเอง
และบนแขนเสื้อนั้นยังมีลวดลายเป็นดอกไม้เล็กๆอยู่ด้วย ฟู่ต้านีได้ปักมันลงไปเอง มันทั้งดูเรียบง่ายและหรูหรามากๆ ส่วนปกเสื้อเป็นปกที่ตั้งขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อพันคอของฟู่เยี่ยนเอาไว้ ส่วนบริเวณชายเสื้อนั้น ด้วยความชำนาญของฟู่ต้านี เธอได้ใช้แถบผ้าที่เหลือเย็บรอบชายเสื้อเอาไว้ ทั้งยังตั้งใจที่จะทำให้มันยืดและหดได้อีกด้วย ดังนั้นชายเสื้อจึงสามารถปรับตามความสูงและน้ำหนักของฟู่เยี่ยนได้นั่นเอง...
ส่วนกางเกงเป็นกางเกงสีกากีธรรมดา ฟู่ต้านีก็ได้เย็บเข้ารูปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ดูรัดแน่นจนเกินไป
จากเครื่องแต่งกายทั้งหมดนี้ ทำให้ฟู่เยี่ยนดูสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ส่วนฟู่เหมี่ยวเองก็สวมเสื้อตัวใหม่เช่นกัน โดยเสื้อของฟู่เหมี่ยวนั้นแตกต่างไปจากของฟู่เยี่ยนเล็กน้อย มันเป็นเสื้อสีเหลืองอ่อนและตัดเย็บในแบบที่คล้ายกัน จะแตกต่างกันก็แค่การปักลวดลายเท่านั้น
เมื่อทั้งสองพี่น้องมายืนด้วยกัน จึงดูสะดุดตาเป็นอย่างมาก ตอนนี้ฟู่เยี่ยนสูงเพียงแค่ 160เซนติเมตร ส่วนฟู่เหมี่ยวนั้นสูงถึง 170เซนติเมตรแล้ว ฟู่เยี่ยนมองดูความสูงของพี่สาว ก่อนจะรู้สึกสงสัยว่าเธอจะสูงได้เหมือนกับพี่สาวหรือเปล่า
“อย่าอิจฉาไปเลย เธอแค่กินอาหารที่มีประโยชน์ แล้วเธอก็จะสูงขึ้นเอง อย่ากังวลไปเลย!” ฟู่เหมี่ยวมองไปยังดวงตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาของฟู่เยี่ยน พลางลูบไปที่เส้นผมของน้องสาวเบาๆ
ฟู่เซินเองก็ได้สวมเสื้อผ้าใหม่ต้อนรับฤดูใบไม้ร่วงด้วยเช่นกัน ทว่าฟู่ต้านีไม่ได้บรรจงเย็บชุดของเขามากเท่าไหร่นัก เธอแค่เย็บเสื้อโค้ทและกางเกงขายาวแบบธรรมดาให้กับเขาเท่านั้น แต่เมื่อฟู่เซินสวมมัน เขากลับดูดีมากเลยทีเดียว
เมื่อซ่งจืออันเห็นฟู่เหมี่ยว เขาก็ได้มองไปที่เธออย่างไม่ละสายตา
“ฟู่เหมี่ยว วันนี้เธอดูดีมากเลยนะ ฟู่เยี่ยนเองก็เหมือนกัน!” ก่อนที่จะพูดจบ ฟู่เซินก็ได้เข้าไปคว้าตัวเขาเสียก่อน และฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ทันได้สังเกตเช่นกันว่าฟู่เหมี่ยวมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง
“ซ่งจื่อ นายมองไม่เห็นฉันเลยหรือยังไงกัน ฉันเองก็สวมเสื้อผ้าชุดใหม่เหมือนกันนะ?” ฟู่เซินเกี่ยวคอของซ่งจืออันเอาไว้ ก่อนจะพูดออกไปด้วยท่าทางแกล้งข่มขู่
“ฟู่เซิน นายเองก็สวมชุดใหม่เหมือนกันอย่างนั้นเหรอ” ในที่สุด ซ่งจืออันก็หลุดพ้นจากพันธนาการ และฟู่เซินเองก็เริ่มวิ่งไล่เขาอีกครั้ง ส่วนซ่งจืออันเองก็รีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ การเดินทางไปโรงเรียนของพวกเขาที่เดิมทีต้องใช้เวลาถึง 40นาทีจึงลดลงไปกว่าครึ่งหนึ่งจากการกึ่งเดินกึ่งวิ่งของพวกเขา ฟู่เยี่ยนมองตามหลังพวกเขาไป ก่อนจะถอนหายใจออกมา พวกเขาทั้งสองทำตัวไม่ต่างจากเด็กประถมเลย!
วันนี้เป็นวันจันทร์ เป็นวันที่ฟู่เยี่ยนต้องทำความสะอาดห้องเรียน ดังนั้นหลังเลิกเรียน เธอต้องเอาขยะไปทิ้งและล็อคประตู
เดิมทีโจวชิวลู่อาสาที่จะอยู่เป็นเพื่อนฟู่เยี่ยน แต่จู่ๆ เธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้พี่สาวของเธอจะกลับมาที่บ้าน โจวชุนหยูบอกว่าจะเอาของฝากที่ซื้อจากในเมืองมาให้เธอ ดังนั้นโจวชิวลู่จึงอยากกลับบ้านจนแทบจะทนรอไม่ไหวแล้ว
ดังนั้นฟู่เยี่ยนและเพื่อนร่วมชั้นอีกคนที่ชื่อเฉียนซวนจึงได้ช่วยกันทำความสะอาดเพียงแค่สองคน โดยเฉียนซวนนั้นเป็นเด็กที่ค่อนข้างขี้อายมากๆ และเขาก็มักจะหน้าแดงทุกครั้งที่พูดคุยกับผู้หญิง
ขณะที่พวกเขากำลังช่วยกันทำความสะอาดอยู่นั้น ก็ได้มีเด็กผู้ชายหลายคนเดินเข้ามา ก่อนจะเดินตรงไปหาเขาเพื่อรีดไถเงินโดยตรง
“เฮ้ เฉียนซวน วันนี้นายเป็นเวรทำความสะอาดอย่างนั้นเหรอ? แล้ววันนี้นายจ่ายค่าคุ้มครองแล้วหรือยังล่ะ?” เขาพูดพร้อมกับผลักโต๊ะและเก้าอี้จนล้มลง
“พวกนายจัดโต๊ะและเก้าอี้ให้เหมือนเดิมเดี๋ยวนี้เลยนะ อย่ามาสร้างความวุ่นวายแบบนี้”
ฟู่เยี่ยนกำลังรีบทำความสะอาดเพื่อที่จะได้กลับบ้าน แต่ไม่คิดเลยว่าจะมีคนมาก่อความวุ่นวายแบบนี้ ดังนั้นเธอจึงขมวดคิ้วแน่นพร้อมกับตักเตือนเด็กผู้ชายกลุ่มนั้น
“สาวน้อย อย่ามายุ่ง นี่ไม่ใช่เรื่องของเธอ รีบออกไปซะ” ทันใดนั้นเอง เด็กผู้ชายคนที่ถีบเก้าอี้เมื่อครู่นี้ก็ได้พูดขึ้นมา
“อย่า... อย่ายุ่งกับเธอ ปล่อยเธอไปเถอะ! หากมีอะไรก็มาลงที่ฉันแค่คนเดียว” เฉียนซวนโพล่งออกมาต่อหน้าคนเหล่านั้นด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ พร้อมกับกางแขนทั้งสองข้างของเขาออกเพื่อที่จะปกป้องฟู่เยี่ยนที่อยู่ด้านหลัง
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็เลิกคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อนร่วมชั้นของเธอคนนี้ค่อนข้างกล้าหาญมากเลยทีเดียว
“เฮ้ เด็กน้อย วันนี้นายกล้าพอที่จะพูดโต้ตอบฉันด้วยอย่างนั้นเหรอ” ในบรรดาชายทั้งสามคนนั้น มีชายคนหนึ่งที่ตัวสูงกว่าเพื่อน ก่อนที่เขาจะเดินเข้ามาและกำลังจะคว้าคอเสื้อของเฉียนซวน
เมื่อเห็นเช่นนั้น อาจารย์ฟู่ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เพราะเธอนั้นต้องรีบกลับบ้าน แต่แทนที่เธอจะใช้อภิปรัชญาจัดการคนพวกนั้น เธอก็นึกถึงวิชากังฟูที่เธอแอบไปฝึกฝนในดินแดนต่างมิติขึ้นมาได้ เธอเองก็กำลังหาโอกาสที่จะใช้มันอยู่พอดี เธอจึงคิดที่จะใช้มันกับคนกลุ่มนี้
ทันใดนั้นเอง ชายร่างสูงก็ได้ลอยออกไปโดยที่เขายังไม่ทันจะได้แตะคอเสื้อของเฉียนซวนเสียด้วยซ้ำ ในตอนนั้นเฉียนซวนคิดว่าเขาจะต้องถูกตีอย่างแน่นอน แต่เรื่องที่ไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น จู่ๆ ชายร่างใหญ่ตรงหน้าของเขาก็ได้ลอยออกไป และเมื่อมองย้อนกลับไปที่ฟู่เยี่ยน เขาก็ต้องตกตะลึงอีกครั้งเพราะเห็นว่าฟู่เยี่ยนกำลังหดขาข้างซ้ายของเธอกลับไป
“เธอ! ฮึ่ม... ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ!” หลังจากที่พูดจบ ชายร่างใหญ่ก็ได้ลุกขึ้น ก่อนจะวิ่งหนีไปพร้อมกับชายอีกสองคน
ฟู่เยี่ยนเอียงศีรษะด้วยความงุนงง: เธอเพิ่งจะเตะไปเพียงครั้งเดียวเองไม่ใช่หรือ... ยังไม่ทันได้ใช้ทักษะอะไรเลยด้วยซ้ำ...
แต่เธอก็ไม่ได้สนใจมากนัก ก่อนจะหันไปจัดโต๊ะและเก้าอี้ที่ตอนนี้ล้มระเนระนาดบนพื้นทันที ไม่อย่างนั้นวันพรุ่งนี้ทุกคนจะไม่ได้เรียนอย่างแน่นอน ฟู่เยี่ยนจึงเริ่มจัดโต๊ะอีกครั้ง
ส่วนเฉียนซวนก็ได้ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อเขาได้สติกลับมา ก็รีบเข้าไปช่วยเธอจัดโต๊ะทันที และทั้งสองก็ได้ช่วยกันทำอย่างรวดเร็ว เมื่อฟู่เยี่ยนเดินออกมาที่หน้าประตูโรงเรียน เธอก็พบว่าฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวมารออยู่ครู่หนึ่งแล้ว
“เสี่ยวฮั่ว ทำไมถึงเพิ่งมากันล่ะ เธอมัวทำอะไรอยู่เหรอ?” ฟู่เซินเอ่ยถามขึ้นมาทันทีที่เขาเห็นฟู่เยี่ยน
“พอดีวันนี้ฉันมีเวรทำความสะอาด ก็เลยช้าหน่อย เรารีบกลับกันเถอะ!” เธอพูดพร้อมกับเดินนำหน้าออกไปทันที ก่อนที่ฟู่เซินและคนอื่นจะรีบเดินตามเธอออกไปเช่นกัน
ทางด้านเฉียนซวนเองก็ได้มองตามฟู่เยี่ยนที่กำลังเดินจากไปอยู่เงียบๆ เธอเป็นคนแรกที่กล้าเผชิญหน้ากับคนเหล่านั้นโดยไม่วิ่งหนี เขาเองก็ได้สังเกตเห็นออร่าแบบที่เขามีบนร่างกายของเธอด้วย หรือว่าเธอจะมีความสามารถพิเศษเหมือนกับเขากัน? เขาเริ่มรู้สึกชอบเธอขึ้นมาแล้วสิ
ทว่าฟู่เยี่ยนนั้นยังไม่รู้เลยว่าการเตะของเธอในวันนี้จะทำให้เธอพบกับปัญหาอีกมากมายในอนาคต และต้นเหตุของเรื่องนี้ก็คือเฉียนซวนนั่นเอง
………………………………….
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปยังวั่งไฉด้วยความงุนงง ตอนนี้เธอกำลังรอข่าวเกี่ยวกับเจิ้งจื้ออยู่ หรือหากจะพูดให้ถูกก็คือเธอกำลังรอข่าวการจับกุมของเขาอยู่นั่นเอง
โดยไม่คาดคิด ในช่วงกลางดึกนั้น ขณะที่ทุกคนกำลังหลับใหล ฟู่เยี่ยนก็ได้แอบเข้าไปในดินแดนต่างมิติอีกครั้งเพื่อนั่งสมาธิ ขณะที่เธอกำลังกำหนดลมหายใจตามปกติอยู่นั้น จู่ๆเธอก็ได้ยินเสียงเห่าของสุนัขที่อยู่บนถนนบริเวณทางเข้าหมู่บ้าน เสียงเห่าสุนัขไล่มาจนถึงบ้านของเธอ วินาทีต่อมา เธอก็เห็นชายคนหนึ่งมายืนอยู่บริเวณหน้าบ้าน เขาทำท่าทางเหมือนจะเคาะประตูแต่ก็ไม่ทำ ทั้งยังมีท่าทางที่ดูลังเลและดูร้อนใจ เหมือนคนที่ทำอะไรไม่ถูก
ฟู่เยี่ยนไม่ได้ออกไปข้างนอกแต่อย่างใด เธอกำลังใช้เนตรสวรรค์มองสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆอยู่ ก่อนที่เธอจะพบว่าคนๆนั้นคือเจิ้งหมิงนั่นเอง ดูเหมือนว่าเขาจะรู้ข่าวเกี่ยวกับเจิ้งจื้อมา
หลังจากนั้นไม่นาน ดูเหมือนเจิ้งหมิงอาจจะคิดได้แล้ว เขาจึงได้ตัดสินใจออกไปจากหมู่บ้านอันผิงทันที ทำให้สุนัขในหมู่บ้านเริ่มเห่าไล่ออกไปอีกครั้ง
ทันใดนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ทำนายดวงชะตาของเขาทันที และสัญลักษณ์รูปหกเหลี่ยมเหล่านั้นก็ได้แสดงให้เห็นว่าเขานั้นมีทั้งโชคดีและโชคร้ายปะปนกันอยู่ ในสัญลักษณ์หกเหลี่ยมได้ชี้ไปยังอนาคตของเขา นั่นหมายความว่าในอนาคต เขาจะมีทางที่ต้องเลือกใช่ไหม? จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้เข้านอนทั้งที่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้เท่าไหร่นัก เพราะเธอยังคงต้องมุ่งเน้นไปที่การเรียนเป็นอันดับแรกนั่นเอง
แต่ทันทีที่ฟู่เยี่ยนกำลังจะไปโรงเรียนในวันรุ่งขึ้น เธอก็พบว่าเจิ้งหมิงได้มารอเธอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านแล้ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงโบกมือให้กับพี่ชายและพี่สาวของเธอเพื่อบอกให้พวกเขาล่วงหน้าไปก่อน จากนั้นเธอก็ได้เดินตามเจิ้งหมิงไป
“พี่มีอะไรจะพูดก็รีบพูดมาเร็วๆเข้าเถอะ” ฟู่เยี่ยนดูก็รู้ว่าเจิ้งหมิงรู้เรื่องเกือบทั้งหมดตั้งแต่แรกแล้ว
“เมื่อวานนี้มีคนมาตามหาเจิ้งจื้อที่บ้านของฉัน ตอนนั้นฉันกับพ่อได้กลับบ้านพอดี คนพวกนั้นเป็นทีมปฏิบัติการของคณะปฏิวัติ พวกเขาจะมาสอบถามบางอย่างกับเจิ้งจื้อ แต่ว่าตอนนั้นเจิ้งจื้อไม่อยู่บ้าน โดยส่วนใหญ่แล้ว เขามักจะอยู่แต่ที่ทำงานของเขาเท่านั้น”
“ก่อนหน้านี้ ฉันได้ตามหาเขาแล้ว แต่ก็ไม่พบ และเมื่อไม่นานมานี้ฉันได้ข่าวมาว่าเจิ้งจื้อรายงานบางอย่างต่อรองนายกเทศมนตรีเฉิน ก่อนจะหลบหนีไป ดังนั้นจึงมีคนจำนวนมากที่กำลังตามหาเขาอยู่ในตอนนี้”
“พ่อของฉันรู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้มากๆ และฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ก็เลยคิดว่าจะมาถามเธอดู” เจิ้งหมิงมองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยแววตาที่ร้อนรนใจ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหน้านี้ เจิ้งจื้อได้สนับสนุนให้รองนายกเทศมนตรีเฉินทำแบบนั้น โดยที่เขาไม่ได้สนใจถึงสิ่งที่จะตามมาเลยเสียด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าข้อมูลดังกล่าวจะเป็นความจริงสินะ ตอนนี้เธอเริ่มสงสัยแล้วว่าเมิ่งเทียนฮัวอาจจะทำอะไรบางอย่างเพื่อให้เจิ้งจื้อรู้สึกหวาดกลัวหรือเปล่า?
“ตอนนี้พี่ไปที่ลานของโรงงานทอผ้าในเมือง มันเป็นสถานที่ที่เจิ้งจื้อซ่อนตัวอยู่ แล้วพี่ก็บอกเขาว่าหากเขาต้องการหลุดพ้นจากความผิดนี้ เขาจะต้องออกมาเผชิญหน้ากับรองนายกเทศมนตรีเฉิน มิเช่นนั้นรองนายกเทศมนตรีเฉินจะไม่มีทางถูกเปิดโปง ส่วนตัวเขาก็จะกลายเป็นคนที่มีความผิดติดตัวไปตลอดชีวิต ไม่ว่าเขาจะพยายามหนีอย่างไรก็ตาม และเขาจะไม่มีวันได้ออกมายืนหยัดอีกแล้ว”
“หากเขาถามว่าทำไมพี่ถึงรู้ พี่ก็บอกเขาไปว่าตอนนี้มีข่าวแพร่กระจายไปทั่วว่าเขาใส่ร้ายรองนายกเทศมนตรีเฉินแบบนั้น เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง พี่ไปเถอะ!”
เจิ้งหมิงรีบไปอย่างไม่ลังเล เพราะเขาเชื่อมั่นในความสามารถของฟู่เยี่ยน
ตอนที่ 103 คนในสายเดียวกัน
เดิมทีฟู่เยี่ยนต้องการไปพบเมิ่งเทียนฮัว แต่เธอยังคงแสดงท่าทีที่ดูสงบออกมา ตอนนี้เจิ้งจื้อไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว เขาไม่สามารถคุกคามเธอได้อีก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินไปโรงเรียนต่อทันที หลังจากที่มาถึงห้องเรียนได้ไม่นาน เสียงกริ่งก็ได้ดังขึ้น ซึ่งคาบเรียนแรกของวันนี้ เธอจะต้องเรียนกับหลี่ชุ่นลี่ เขาชำเลืองมองไปที่ฟู่เยี่ยน ก่อนจะเห็นเธอเดินตรงไปยังที่นั่งของเธอ และจะนั่งลงช้าๆ
เห็นได้ชัดเลยว่าฟู่เยี่ยนนั้นดูเหม่อลอยเล็กน้อย เธอคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเธอได้พลาดจุดใดของเรื่องนี้ไปหรือไม่ ตั้งแต่ความพยายามของนายกเทศมนตรีจาง จางเหว่ย ไปจนถึงเมิ่งเทียนฮัวและเจิ้งหมิง กระทั่งมาถึงเรื่องของเจิ้งจื้อ
ซึ่งฟู่เยี่ยนไม่เคยคิดเลยว่าเจิ้งจื้อจะเป็นคนที่สัมผัสไวขนาดนี้ หลังจากที่เขาถูกขโมยบันทึกไป เขาก็รีบรายงานเรื่องนี้กับรองนายกเทศมนตรีเฉินซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการเลื่อนตำแหน่งของเขาทันที แสดงว่ามันต้องมีเรื่องที่เธอยังไม่รู้อย่างแน่นอน
เดิมทีฟู่เยี่ยนคิดว่าเจิ้งจื้อจะเป็นคนที่อันตรายมากกว่านี้เสียอีก และด้วยบุคลิกของเขา เขาควรจะเป็นคนที่สงบนิ่งและเป็นคนที่เจ้าแผนการ แล้วทำไมเขาจึงได้เคลื่อนไหวอย่างหุนหันพลันแล่นแบบนี้กันล่ะ?
ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังเหม่ออยู่นั้น หลี่ชุ่นลี่ก็ได้ชำเลืองมองไปที่เธออยู่หลายครั้ง และวินาทีต่อมา เขาก็ได้โยนชอล์กออกไปเพื่อตักเตือนฟู่เยี่ยน
จึงทำให้ฟู่เยี่ยนได้สติกลับมาทันที และกลับมาตั้งใจฟังบทเรียนที่หลี่ชุ่นลี่กำลังสอนอยู่อีกครั้ง
หลังจากหมดคาบ หลี่ชุ่นลี่จึงได้เรียกฟู่เยี่ยนให้ไปที่ห้องพักครู เนื่องจากเขาเห็นว่าเธอเอาแต่เหม่อลอย ดังนั้นเขาจึงสงสัยว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นที่บ้านของเธอหรือเปล่า ฟู่เยี่ยนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากอ้างไปว่าเมื่อคืนเธอนอนไม่หลับ หลี่ชุ่นลี่จึงได้ให้ขนมกับเธอ 2-3ชิ้น พร้อมกับบอกไปว่าหากง่วงนอนก็ให้แกะขนมกินหนึ่งชิ้น และบอกให้เธอกลับไปเข้าห้องเรียนตามปกติ
ฟู่เยี่ยนจึงได้รับขนมจากเขา ก่อนจะเดินกลับไปยังห้องเรียนของเธอ และขณะที่เดินออกมาจากห้องพักครูนั้น เธอก็บังเอิญเจอกับชายสามคนที่สร้างปัญหาให้กับเธอเมื่อวานนี้
หัวโจกที่ถูกฟู่เยี่ยนเตะจนปลิวไปเมื่อวานนี้คือติงเทียน ซึ่งเมื่อเห็นฟู่เยี่ยน เขาก็ต้องการที่จะเข้ามาหาเรื่องเธอทันที แต่กลับถูกลูกน้องของเขาหวังต้าซานและจางหมินเซิงรั้งเอาไว้เสียก่อน
ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ได้มองไปที่พวกเขาเช่นกัน ก่อนที่คำพูดต่อมาของพวกเขาจะทำให้เธอเริ่มให้ความสนใจขึ้นมาเล็กน้อย
“พี่เทียน อย่าเพิ่งใจร้อนเลย ตรงนี้มันโถงทางเดินไปห้องครูใหญ่นะ!” ซึ่งคนที่พูดนั้นคือหวังต้าซาน คนที่ดูไม่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มนั่นเอง
“ใช่แล้วพี่เทียน หากเราถูกครูใหญ่ดุ เขาจะต้องไปหาพ่อกับแม่ของเราอย่างแน่นอน ผมไม่อยากถูกตีอีกแล้ว!” เมื่อนึกถึงไม้เรียวของพ่อ จางหมินเซิงยังรู้สึกเจ็บไปทั้งตัวอยู่เลย
“ให้ตายเถอะ พวกนายกำลังช่วยกันปกป้องผู้หญิงตัวแสบคนนั้นเหรอ ครั้งหน้าฉันจะต้องสอนบทเรียนให้กับเฉียนซวนให้สาสมอย่างแน่นอน! ดูเหมือนว่าเขาจะวาดยันต์เป็นด้วยสินะ! หากเขาไม่ทำตามที่ฉันบอกล่ะก็ ฉันจะจัดการเขาเอง!” ดูเหมือนว่าติงเทียนจะมีความแค้นลึกๆกับเฉียนซวน
ฟู่เยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง วาดยันต์อย่างนั้นหรือ? เฉียนซวนวาดยันต์เป็น? ทำไมเธอไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งนี้เลยล่ะ! แสดงว่าเฉียนซวนเห็นยันต์ปิดปากที่เธอใช้กับเจิ้งฮุ่ยเมื่อก่อนหน้านี้แล้วใช่หรือเปล่า?
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกวิตกกังวลขึ้นมา ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนเงียบๆเองไม่ใช่หรือ แต่เธอลืมคิดไปว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า!
ฟู่เยี่ยนจึงได้ตัดสินใจทันทีว่าเธอจะตรวจสอบภูมิหลังของเฉียนซวนก่อน มิเช่นนั้นหากมีคนแบบเขาอยู่อีก นั่นก็หมายความว่าทุกสิ่งที่เขาทำอาจจะอยู่ภายใต้คำสั่งของใครบางคนก็เป็นได้
ส่วนติงเทียนนั้น การที่เขารู้เรื่องยันต์ ดูเหมือนว่าครอบครัวของเขาเองก็คงจะไม่ใช่คนธรรมดาเช่นกัน
แม้ว่าฟู่เยี่ยนจะมั่นใจในมรดกของบรรพบุรุษที่ตกทอดมาถึงเธอมากก็ตาม แต่ศาสตร์อภิปรัชญานั้นได้มีการพัฒนามาหลายปีแล้ว และยังมีคนที่มีความสามารถนี้อีกจำนวนมากเลยก็ว่าได้ ซึ่งไม่ว่าตอนนี้คนที่มีความสามารถส่วนใหญ่จะได้ย้ายถิ่นฐานไปแล้ว จึงทำให้บนแผ่นดินใหญ่มีจำนวนประชากรที่รู้เรื่องอภิปรัชญาน้อยลง แต่ก็ยังพอจะมีคนที่รู้เรื่องอภิปรัชญาอย่างถ่องแท้ซ่อนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ฟู่เยี่ยนเดินกลับมายังห้องเรียนด้วยความกังวล และเมื่อโจวชิวลู่เห็นว่าฟู่เยี่ยนกลับมาแล้ว เธอจึงได้เดินเข้าไปหาเพื่อนสนิทของเธอทันที หลี่ชุ่นลี่เป็นคนที่เจ้าระเบียบมาก ซึ่งเธอกลัวว่าหลี่ชุ่นลี่จะดุเพื่อนสนิทของเธอนั่นเอง
“เป็นยังไงบ้าง? ครูใหญ่ไม่ได้ดุเธอใช่หรือเปล่า?”
“ไม่มีอะไรหรอก พอดีฉันดูเหม่อลอยในชั้นเรียนนิดหน่อย ครูใหญ่หลี่ก็เลยเรียกฉันไปถามว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า ฉันก็เลยบอกเขาไปว่าเมื่อคืนนี้ฉันนอนไม่ค่อยหลับ ดูสิ เขายังให้ขนมกับฉันอยู่เลย เธอก็เอามันไปกินด้วยสิ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับยื่นขนมให้โจวชิวลู่
ซึ่งโจวชิวลู่เองก็ไม่สุภาพเช่นกัน โดยรับมันมาและแกะทานทันที
“แต่ว่าฟู่เยี่ยน เธอรู้จักกับเฉียนซวนด้วยอย่างนั้นเหรอ พอดีเขามาถามฉันว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ ดูเหมือนว่าเขาจะสนใจเธอมากเลยนะ” โจวชิวลู่พูดขณะที่กำลังเคี้ยวขนมไปด้วย จากนั้นเธอก็เงยหน้าขึ้นไปมองรอบๆ แต่ก็พบว่าเฉียนซวนไม่ได้อยู่ในห้องเรียนแล้ว
ฟู่เยี่ยนตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นเธอก็บังคับตัวเองให้ดูผ่อนคลายลง เธอจะอ่อนไหวกับเรื่องนี้ไม่ได้ และสัญชาติญาณของเธอก็ถูกต้องจริงๆ เฉียนซวนรู้ว่าฟู่เยี่ยนเป็นคนในแวดวงของตนเองเช่นกัน ซึ่งมันจะต้องเป็นเพราะยันต์ปิดปากที่เธอใช้กับเจิ้งฮุ่ยนั่นเอง แต่ด้วยระดับของเขา เขาจึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าฟู่เยี่ยนวาดยันต์อะไร
เวลาวันหนึ่งนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็ถึงเวลาโรงเรียนเลิก ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้มายืนรอพี่ชายและพี่สาวของเธอที่หน้าประตูโรงเรียนตามปกติ ส่วนโจวชิวลู่ได้กลับบ้านไปก่อนแล้ว ซึ่งช่วงนี้เธอต้องรีบกลับไปช่วยพี่สาวของเธอดูแลหลานชายนั่นเอง
ทันใดนั้นเอง เฉียนซวนก็ได้เดินเข้ามาหาเธอพร้อมกับถือถุงขนมเอาไว้ในมือ ในตอนนี้ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อและท่าทางของเขาก็ดูเขินอายเล็กน้อย จากนั้นเขาก็ได้บอกว่าเขาอยากจะมาขอบคุณฟู่เยี่ยนที่ช่วยเหลือเขาเมื่อวานนี้
ฟู่เยี่ยนมองไปที่เขา พลางรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้จะรู้หรือเปล่าว่าดวงตาของนั้นไม่สามารถทรยศความรู้สึกที่อยู่ภายในใจได้? แม้ว่าภายนอกเฉียนซวนจะดูเขินเล็กน้อยก็ตาม แต่ตอนนี้ความบ้าคลั่งยังคงฉายชัดขึ้นมาในแววตาของเขาจริงๆ
ฟู่เยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เธอก็ไม่ได้รับขนมนั้นเอาไว้ ทั้งยังปฏิเสธไปอย่างเย็นชาอีกด้วย
“ไม่เป็นไร เมื่อวานนี้คนพวกนั้นมาทำให้ห้องเรียนของเราเละเทะต่างหากล่ะ ฉันไม่ได้ช่วยอะไรนายสักหน่อย”
“แต่ว่า... ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้ช่วยฉันก็ตาม แต่ฉันก็ยังต้องขอบคุณเธออยู่ดี” เฉียนซวนบีบชายเสื้อของตัวเองด้วยความประหม่า เมื่อเห็นว่าฟู่เยี่ยนดูระมัดระวังตัวมากๆ เขาจึงเริ่มรู้สึกทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาเล็กน้อย
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะยอมรับขนมของนายเอาไว้ก็ได้ แต่เฉียนซวน นายไม่จำเป็นต้องมาขอบคุณฉันหรอกนะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับรับถุงขนมมาจากเขา ก่อนจะใส่มันลงไปในกระเป๋าของเธอ
ฟู่เยี่ยนบีบห่อขนมเอาไว้แน่น ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เธอถูกทดสอบ โดยในถุงขนมนั้นได้มียันต์ซ่อนอยู่นั่นเอง ทว่าหลังจากที่ฟู่เยี่ยนสัมผัสมันแล้ว กลับไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกติเกิดขึ้นเลย และเมื่อสังเกตจากประสิทธิภาพของมันแล้ว มันค่อนข้างที่จะด้อยกว่ายันต์ของเธอมากๆ
เธอจึงได้เดินไปหาฟู่เซินและคนอื่น ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อที่จะกลับบ้าน แต่ในตอนที่ไม่มีใครสังเกตนั้น เธอก็ได้ดึงยันต์ที่ถูกซ่อนเอาไว้ออกมา ซึ่งมันเป็นยันต์คำสาป แต่มันก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อฟู่เยี่ยนมากนัก เรียกได้ว่ามันไม่ได้แสดงผลใดๆเลยก็ว่าได้
แต่หากฟู่เยี่ยนเป็นคนธรรมดา เธอคงจะหมดสติไปตั้งนานแล้ว ทันใดนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ขยี้มันจนแหลกคามือ ก่อนจะเดินต่อ โดยที่ไม่ลืมพูดกับเฉียนซวนอย่างจริงจังว่าเธอเองก็เป็นคนของลัทธิเต๋าคนหนึ่งเหมือนกัน
เฉียนซวนรู้สึกว่าเขาทำได้ดีมาก เขาสามารถดึงดูดความสนใจของอาจารย์ฟู่ได้สำเร็จแล้ว!
ทันใดนั้นเอง ซ่งจืออันก็ตกใจเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นว่าฟู่เยี่ยนได้ขยี้กระดาษบางอย่างจนแหลกละเอียด ก่อนจะตะโกนออกมาด้วยท่าทีที่กระตือรือร้น
“น้องเสี่ยวฮั่ว มือของเธอแข็งแรงมากจริงๆ ดูนั่นสิ กระดาษแผ่นนั้นแหลกเป็นผุยผงไปแล้ว!”
“อืม เธอมีมือที่แข็งแรงแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ หากใครซักคนได้สัมผัสมันล่ะก็ คงจะเจ็บมากแน่ๆ!” ฟู่เซินพูดออกมาพร้อมกับลูบไปที่แขนของตัวเอง ราวกับจะบอกว่าเขาเองก็เคยถูกตีมาแล้วเช่นกัน แน่นอน ทันใดนั้นซ่งจืออันได้ถูกเขาดึงดูดความสนใจไปทันที
“ฮ่าฮ่า ทำไมนายถึงได้อ่อนหัดถึงขนาดนั้นกันล่ะ นายนี่มันช่างไร้ประโยชน์มากจริงๆเลยนะ!”
“จืออัน นายอยากโดนตีหรือ?” ฟู่เซินโพล่งขึ้นมาทันที จึงทำให้ซ่งจืออันสั่นไปทั้งตัวอย่างควบคุมไม่ได้
“นาย... ไอ้หยา นี่นายจะตีฉันจริงๆอย่างนั้นเหรอ! หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ”
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนเริ่มวิ่งไล่กันอีกครั้ง ฟู่เยี่ยนก็หัวเราะออกมาทันที ส่วนฟู่เหมี่ยวที่อยู่ข้างๆ กลับรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาเล็กน้อย เพราะเธอไม่เคยเห็นฟู่เยี่ยนโกรธขนาดนี้มาก่อนเลย
“เสี่ยวฮั่ว เธอเป็นอะไรหรือเปล่า? ทำไมถึงได้ดูติดใจเรื่องนี้มากขนาดนี้กันล่ะ?”
“ไม่มีอะไรหรอกพี่ พอดีมีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่ง ซึ่งเขารู้เรื่องอภิปรัชญา และวันนี้เขาก็ได้มาทดสอบฉัน แต่น่าเสียดายที่เขาทำไม่สำเร็จ ฉันก็เลยรู้สึกโมโหนิดหน่อย” ฟู่เยี่ยนอธิบาย
“เหมือนกับเธอ? เขารู้วิธีทำนายโชคชะตา วาดยันต์ และเรื่องลี้ลับต่างๆด้วยงั้นเหรอ?” ในความคิดของฟู่เหมี่ยว เธอคิดว่าเรื่องเหล่านี้คืออภิปรัชญาทั้งหมด
“เขาไม่ได้มีพลังเท่ากับฉันหรอก หากเขาแข็งแกร่งกว่าฉัน ฉันคงไม่ได้มายืนอธิบายให้กับพี่รองฟังแบบนี้อย่างแน่นอน” ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบพี่สาวของเธอไป
“ถ้าอย่างนั้น เธอจะกลัวไปทำไมล่ะ? ในเมื่อเธอแข็งแกร่งกว่าเขา หากสู้กัน เธอก็ต้องเป็นฝ่ายชนะอยู่แล้ว! แบบนี้ก็เท่ากับว่าเขาเองต่างหากล่ะที่ต้องกลัวเธอ!”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดของฟู่เหมี่ยว ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกมีความมั่นใจมากขึ้น บนโลกใบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของอภิปรัชญา คนที่อ่อนแอกว่านั้นย่อมไม่มีสิทธิ์พูดอะไรอยู่แล้ว ดังนั้นเธอจะกลัวอะไรกันล่ะ?
เพียงแค่ต้องวางตัวให้เหมาะสมเท่านั้นเอง!
ตอนที่ 104 จากลา
หลังจากที่กลับมาถึงบ้าน ฟู่เยี่ยนก็ได้เข้าไปในดินแดนต่างมิติ แล้วเปิดหนังสือของเธอขึ้นมาอีกครั้ง เพราะตั้งแต่ที่เธอศึกษามันอย่างเชี่ยวชาญแล้ว เธอก็ไม่ได้สนใจยันต์ระดับต่ำเหล่านั้นอีกเลย และมันแทบจะใช้แก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
แต่วันนี้เฉียนซวนได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับเธออีกครั้ง เพราะยันต์เหล่านี้จะต้องเป็นยันต์ที่เฉียนซวนสามารถวาดมันขึ้นมาได้อย่างแน่นอน ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถเอายันต์ระดับสูงออกไปใช้ได้ เธอจะต้องซ่อนความแข็งแกร่งบางส่วนของเธอเอาไว้ ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจที่จะใช้ยันต์ระดับต่ำกับเขาก่อน
ฟู่เยี่ยนกำลังคิดที่จะแสร้งทำตัวเป็นหมูเพื่อหลอกกินเสือนั่นเอง จู่ๆเธอก็รู้สึกว่าชีวิตในรั้วโรงเรียนของเธอเริ่มมีสีสันขึ้นมาแล้ว
ฟู่เยี่ยนเปิดหนังสือขึ้นมา เธอตัดสินใจว่าในวันพรุ่งนี้ เธอจะเอาคืนเฉียนซวน ซึ่งเธอจะใช้วิธีเดียวกับที่เขาใช้ โดยใช้ยันต์ที่จะทำให้เขาเลียนแบบเสียงเห่าของสุนัขนั่นเอง มันอาจจะดูเป็นยันต์น่าขบขันเล็กน้อย และตามบันทึกของบรรพบุรุษนั้นได้ระบุเอาไว้ว่านี่คือสิ่งที่บรรพบุรุษของเธอได้วาดมันเมื่อตอนที่เขาอายุได้ประมาณ10ปี
หลังจากที่ศึกษาและลองวาดมันอยู่ครู่หนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็ได้มองมันด้วยความพอใจ ก่อนจะพับมันเก็บเอาไว้ในกระเป๋า เพื่อเตรียมที่จะใช้มันกับเฉียนซวนในเช้าของวันพรุ่งนี้
ช่วงนี้ไม่มีข่าวเกี่ยวกับเจิ้งจื้อเลย และฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้สนใจอีกด้วย เพราะเธอได้ทำทุกอย่างเท่าที่เธอจะทำได้แล้ว ส่วนที่เหลือก็ให้แก้ไขตามกฎของธรรมชาติเอง
หลังจากที่คิดถึงเรื่องนี้แล้ว ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกผ่อนคลายลงไปอย่างมาก ก่อนจะเล่นกับวั่งไฉที่ตอนนี้ตัวโตจนกลายเป็นลูกบอลนุ่มนิ่มแล้ว ฟู่เยี่ยนได้ลองชั่งน้ำหนักตัวของมันดู ก่อนจะพบว่าตอนนี้มันมีน้ำหนักอย่างน้อยห้ากิโลกรัมแล้ว
ซึ่งเป็นเพราะทุกคนในครอบครัวต่างก็ชอบวั่งไฉเป็นอย่างมาก ดังนั้นพวกเขาจึงให้อาหารมันบ่อยๆ แม้ว่าฟู่เวยและฟู่หรงจะให้อาหารมันแล้วก็ตาม บางครั้งหวังซู่เหมยก็ยังคงจะให้อาหารมันอีกรอบ ส่วนวั่งไฉเองก็ไม่ได้ปฏิเสธเลย จึงทำให้มันตัวใหญ่กว่าพี่น้องอีกสองตัวของมันมาก
“แกจะอ้วนเกินไปแล้วนะ กินให้มันน้อยลงหน่อยสิ รู้หรือเปล่าว่าหากแกอ้วนจะมีโรคอะไรตามมาบ้าง!” ฟู่เยี่ยนสอนพร้อมกับลูบไปที่หัวของมันเบาๆ
เหมียว~ เหมียว เหมียว…...
วั่งไฉส่งเสียงร้องออกมาอย่างไม่มีความสุข เพราะการกินคือความสุขของมัน หากถูกห้ามไม่ให้กิน แล้วมันจะมีความสุขได้อย่างไร?
ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังเล่นกับแมวของเธออยู่ จู่ๆเธอก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันดังขึ้นมาที่ลานบ้าน ซึ่งคนๆนั้นก็คืออาเอ้อร์ขุยที่กำลังนำถังเหล้าจำนวนหนึ่งมาส่งนั่นเอง ในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้ หวังซู่เหมยได้ตัดสินใจว่าจะทำเหล้าเอาไว้สักชุดหนึ่ง ดังนั้นเอ้อร์ขุยจึงได้ทำถังเหล้ามาให้
ฟู่เยี่ยนจึงได้วางวั่งไฉลง ก่อนจะออกไปดู ถังเหล้านั้นมีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ซึ่งถังเล็กใส่เหล้าได้ไม่มาก สามารถใช้มันเป็นของแถมเพื่อกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มมากขึ้นได้
หลังจากที่ส่งเอ้อร์ขุยกลับไปแล้ว ฟู่ต้าหย่งก็ได้ขนถังเหล้าทั้งหมดไปที่หลังบ้านทันที อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว ดังนั้นฟู่ต้าหย่งจึงต้องเร่งเติมเหล้าลงไปในถังให้เรียบร้อย
ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นจึงได้เข้าไปช่วยทันที โดยเธอช่วยขนถังเหล้าใบเล็กๆ ก่อนจะกรอกเหล้าลงไปและนำพวกมันไปบ่มเอาไว้ในดินแดนต่างมิติ โดยเธอตั้งใจที่จะมอบมันให้กับหลี่ชุ่นลี่ รวมไปถึงครอบครัวของนายกเทศมนตรีจางเพื่อเป็นของขวัญในเทศกาลไหว้พระจันทร์
“พ่อคะ หนูเติมเหล้าเสร็จแล้ว หนูขอเอามันไปเก็บก่อนนะคะ เหล้าชุดนี้หนูจะมอบมันให้กับพวกคุณลุงและจางเหว่ยเป็นของขวัญในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดขณะที่ช่วยย้ายถังเหล้า และทันใดนั้นเอง เธอก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าหวังซู่เหมยไม่อยู่บ้าน
“พ่อคะ แล้วแม่ไปไหนเหรอ?” ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ และเห็นเพียงพ่อของเธอคนเดียวเท่านั้น
“พ่อลืมบอกลูกไปเลย พอดีลุงหลี่ได้ส่งโทรเลขมาขอให้ป้ากุ้ยหลานย้ายไปอยู่ที่ค่ายทหาร ซึ่งเธอต้องเดินทางในวันพรุ่งนี้ แม่ของลูกก็เลยไปช่วยเธอเตรียมของ อาของลูกและคนอื่นก็ไปด้วยเหมือนกัน เดี๋ยวเราค่อยตามไปทีหลังก็แล้วกัน วันนี้พวกเราทั้งสองครอบครัวจะมีงานเลี้ยงเล็กๆกัน และพ่อก็จะฝากเหล้าถังเล็กไปกับป้ากุ้ยหลาน เพื่อนำไปให้ลุงหลี่ด้วย” ฟู่ต้าหย่งพูดพลางจัดถังเหล้าไปด้วย
“จะเอาเหล้าไปให้ลุงหลี่อย่างนั้นเหรอคะ? ถ้าอย่างนั้นหนูจะไปเอาเหล้ามาเติมให้เต็มถังไปเลย” ฟู่เยี่ยนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหลี่หงอี้มากๆ และดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะได้เลื่อนตำแหน่งแล้วด้วย
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ออกมาจากดินแดนต่างมิติ พร้อมกับถังเหล้าสองถังในมือของเธอ แม้ว่ามันจะดูมีขนาดที่เล็ก แต่ก็หนักเกือบ2ชั่งเลยทีเดียว ซึ่งเป็นน้ำหนักเยอะสุดที่มันจะบรรจุได้แล้ว
“พ่อคะ พ่อคิดว่าแค่นี้พอหรือเปล่า? หรือว่ามันดูน้อยไปหน่อยคะ?” ฟู่เยี่ยนชูเหล้าสองถังในมือของเธอขึ้น
“พอแล้วล่ะ หากเอาไปเยอะกว่านี้ ป้าของลูกคงจะยกมันไม่ไหว เราไปที่นั่นกันเถอะ” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับรับถังเหล้ามาจากมือของลูกสาว ก่อนที่สองพ่อลูกจะเดินไปยังบ้านที่อยู่หลังถัดไป
ตอนนี้ฟู่ต้านีและคนอื่นต่างก็อยู่ที่นั่นกันหมดแล้ว และยังได้เตรียมอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย เหลือเพียงแค่นำไปเสิร์ฟบนโต๊ะเท่านั้น เนื่องจากในช่วงบ่าย หวังซู่เหมยและคนอื่นได้มาช่วยกุ้ยหลานเก็บของ และยังมีหลายอย่างที่ต้องทำ แต่กุ้ยหลานก็ได้ทำทุกอย่างเสร็จอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้เธอยังมีลูกชายอีกสองคนที่ต้องดูแล โดยคนหนึ่งอายุ12ปี ส่วนอีกคนเพิ่งจะอายุ5ขวบ แต่พวกเขาต่างก็เป็นเด็กดีกันทั้งคู่ และที่สำคัญพวกเขาสามคนแม่ลูกไม่เคยเดินทางไกลมาก่อนเลย
“พี่สะใภ้ ฉันคงไม่ได้กลับที่นี่อีกหลายปีเลย หรือไม่ก็อาจจะไม่ได้กลับมาเลยก็ได้ ฉันขอฝากบ้านหลังนี้เอาไว้กับพี่และพี่ต้าหย่งด้วยก็แล้วกัน หากมีพายุหรือมีอะไรเกิดขึ้น ช่วยดูมันหน่อยได้ไหม หากไม่มีที่บ่มเหล้าก็ใช้บ้านของฉันได้เลยนะ ส่วนสนามหญ้าและสวนหลังบ้านหากต้องการจะใช้ประโยชน์อะไรก็สามารถทำได้เลย” หวังกุ้ยหลานพูดพร้อมกับยื่นกุญแจบ้านให้กับหวังซู่เหมย
“เอาล่ะ หากว่างๆฉันจะเข้ามาเปิดประตูและหน้าต่างระบายอากาศให้ก็แล้วกันนะ ฉันอยากจะขอใช้บ้านของเธอ แต่จะไม่ใช้เปล่านะ ฉันขอจ่ายค่าเช่าให้เธอเดือนละ5หยวนได้หรือเปล่า?” หวังซู่เหมยคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อนจะตระหนักขึ้นมาได้ว่าหากทิ้งบ้านไว้นาน สวนหลังบ้านของกุ้ยหลานจะต้องรกอย่างแน่นอน
“ไม่ได้หรอก ให้มันเป็นบ้านว่างแบบนี้แหละ ฉันรับเงินนี้ไว้ไม่ได้จริงๆ” กุ้ยหลานส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“ไม่ได้ เราจะใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างไรหากเธอไม่ยอมรับเงินค่าเช่า วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดกับทั้งสองฝ่ายแล้ว เอาล่ะ นี่เป็นค่าเช่าทั้งหมดสามปี” หวังซู่เหม่ยพูดพร้อมกับหยิบเงิน200หยวนออกมา
กุ้ยหลานมองไปที่เงินตรงหน้า พลางรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย และเธอก็ยังคงยืนกรานที่จะปฏิเสธมัน
“รับมันเอาไว้เถอะ ส่วนเงินที่เหลือจากค่าเช่า ฉันให้เป็นค่าขนมของหลานทั้งสอง เผื่อจะได้ซื้อขนมข้างทาง และอีกอย่างการเดินทางก็ต้องใช้เงินอยู่แล้ว! นอกจากนี้เธอยังต้องใช้เงินไปจ้างคนมาทำความสะอาดอีก แค่พึ่งพาเงินเดือนของหงอี้ไม่ได้หรอกนะ เงินพวกนี้มันจะทำให้เธอสะดวกมากขึ้น ฉะนั้นอย่าปฏิเสธมันเลย!” หวังซู่เหมยรีบยัดเงินไปในมือของกุ้ยหลานทันที
“ก็ได้ ฉันจะรับมันเอาไว้ แต่ฉันก็เห็นด้วยกับความคิดของพี่สะใภ้นะ จากนี้ไปพี่สามารถใช้บ้านหลังนี้ได้ตามที่ต้องการเลย แต่ฉันคงต้องขอยกเว้นห้องหลักเอาไว้สักห้องหนึ่งก็แล้วกันนะ” กุ้ยหลานคิดว่าสามีของเธอเพิ่งจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บังคับกองพัน ดังนั้นจึงต้องมีอีกหลายอย่างที่จำเป็นต้องใช้เงิน เธอจึงไม่เกรงใจอีกต่อไป ก่อนจะรับเงินนั้นมา
“พี่สะใภ้ นับว่าเป็นเรื่องดีที่ฉันจะได้ย้ายไปอยู่บ้านพักในค่ายทหาร แต่ฉันเองก็ไม่อยากจากหมู่บ้านของเราไปเหมือนกัน หากพ่อของเขาไม่ทำแบบนั้น ฉันก็คงจะไม่ไป” กุ้ยหลานพูดด้วยความโกรธเมื่อนึกถึงผู้หญิงที่มาติดพันสามีของเธอ
“หากไม่ไป เธอก็จะเสียเปรียบคนอื่น เพราะเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ความสัมพันธ์ของคนสองคนที่อยู่ห่างกันย่อมจืดจางลงไปตามธรรมชาติ อย่าไปเดิมพันกับมโนธรรมของผู้ชายนักเลย และหากเธอไปที่นั่น ลูกๆของเธอก็ได้ไปด้วย วันข้างหน้าพวกเขาจะมีชีวิตที่ดี ส่วนหงอี้ก็จะได้เลื่อนตำแหน่งอีกด้วย หลังจากที่เขาได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้ว ครอบครัวของเธอก็จะเป็นครอบครัวที่เพรียบพร้อมทุกอย่าง ที่สำคัญเด็กผู้ชายก็ต้องได้รับการอบรมจากพ่อของพวกเขาด้วย เพื่อที่เขาจะได้ไม่เป็นเด็กขาดความอบอุ่น” หวังซู่เหมยรีบพูดปลอบกุ้ยหลานทันที
“หากไปถึงก็อย่าเพิ่งไปบ่นอะไรหงอี้ล่ะ แค่นี้เขาก็คงจะอึดอัดใจมากแล้ว การที่เราเป็นครอบครัวเดียวกันก็ควรที่จะให้กำลังใจกันเข้าไว้”
“ฉันรู้ พี่สะใภ้ ฉันเพิ่งจะได้ยินมาว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นญาติของหัวหน้าเขา ฉันเองก็คิดว่าหลี่หงอี้คงลำบากใจเหมือนกัน” กุ้ยหลานพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดูกังวล
“อย่ากังวลไปเลย ถึงยังไงเธอก็มีทะเบียนสมรส แล้วอีกอย่างหัวหน้าของเขาอาจจะยังไม่รู้เรื่องนี้ ถ้าเธอถูกกดดันจริงๆล่ะก็ ไปถามเขาเลยว่าเขาได้สั่งแบบนั้นจริงไหม ไม่ว่าใครต่างก็ไม่อยากเสียหน้าทั้งนั้น ดูซิว่าถ้าถูกถามแบบนี้แล้ว เขายังจะกล้าทำเป็นไม่สนใจอยู่อีกหรือเปล่า”
“คุณพูดแบบนั้นไอย่างไร! ที่นั่นคือค่ายทหารนะ! ที่นั่นมีแต่พวกพ้องของพวกเขาทั้งนั้น อย่าเพิ่งไปสร้างปัญหาให้กับหงอี้เลย ใจเย็นๆก่อน ไม่อย่างนั้นในอนาคตหงอี้อาจจะได้รับผลกระทบได้” ฟู่ต้าหย่งจ้องไปที่ภรรยาของเขา ทำเอาหวังซู่เหมยถึงกับชะงักไปทันที ก่อนจะเงียบไปโดนปริยาย
หลังจากที่คุยกันอยู่นาน ทั้งสองครอบครัวก็ได้เริ่มทานข้าวด้วยกันอย่างมีความสุขอีกครั้ง และยังได้มีการตกลงกันอีกว่า พรุ่งนี้เช้าฟู่ต้าหย่งจะไปส่งทั้งสามคนที่สถานีรถไฟ ซึ่งกุ้ยหลานเองก็ขอบคุณพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความซาบซึ้งใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น กุ้ยหลานก็ได้ออกเดินทางพร้อมกับลูกชายทั้งสองคนของเธอเพื่อที่จะไปยังค่ายทหาร โดยมีฟู่ต้าหย่งแบกกระเป๋าเดินทางของเธอไว้บนจักรยาน และกุ้ยหลานก็ได้จูงมือลูกชายทั้งสองเอาไว้ เธอยังคงไม่ลืมที่จะหันกลับไปมองหมู่บ้านที่เธอผูกพันธ์อย่างอาลัยอาวรณ์ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เธอจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง
ตอนที่ 105 หนึ่งปีต่อมา
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงแค่พริบตาเดียวเวลาก็ได้ผ่านมาหนึ่งปีแล้ว และตอนนี้ฟู่เยี่ยนก็ใกล้จะเรียนจบมัธยมต้นแล้ว ส่วนฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวกำลังวุ่นวายกับพิธีสำเร็จการศึกษา ขณะนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนในปี1973
ในอีกไม่กี่วัน ฟู่เหยาลูกชายคนที่ห้าของฟู่ต้าหย่งก็จะมีงานฉลองครบรอบอายุครบหนึ่งขวบแล้ว ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้ตรวจดูสุขภาพของน้องชายตัวน้อย ในตอนที่เสี่ยวถู่คลอดออกมานั้น การคลอดของหวังซู่เหมยเป็นไปอย่างราบรื่น และฟู่เยี่ยนเองก็ได้ให้ยันต์ทุกชนิดที่เธอมีช่วยเหลือผู้เป็นแม่อีกด้วย
“เสี่ยวฮั่ว รอฉันด้วย!” โจวชิวลู่วิ่งมาจากอีกด้านหนึ่ง พลางหายใจเหนื่อยหอบ
หลังจากที่สำเร็จการศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่3ของโรงเรียนมัธยมต้นแล้ว โจวชิวลู่และฟู่เยี่ยนคุยกันเอาไว้ว่าจะไปเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมปลายด้วยกัน แต่หลังจากนี้พวกเธอคงจะต้องแยกชั้นเรียนกันแล้ว เพราะคะแนนของฟู่เยี่ยนดีกว่าของโจวชิวลู่ ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้อยู่ห้องต้น
“เดินช้าๆหน่อยสิ ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เธอมีแผนจะไปไหนหรือเปล่า? เธอมาเที่ยวที่บ้านฉันไหม? แม่ของฉันบอกว่าจะทำเกี๊ยวด้วยล่ะ!” โจวชิวลู่พูดออกมาอย่างมีความสุข
“สุดสัปดาห์นี้น้องชายของฉันจะครบหนึ่งขวบพอดี ฉันคงไปไม่ได้แล้วล่ะ ฝากขอบคุณคุณป้าด้วยนะ เอาไว้ครั้งหน้าฉันจะต้องไปกินเกี๊ยวที่บ้านของเธอให้ได้เลย” ฟู่เยี่ยนตอบโจวชิวลู่ด้วยรอยยิ้ม นับตั้งแต่ที่แม่ของโจวชิวลู่รู้ว่าฟู่เยี่ยนมีพรสวรรค์ทางด้านอภิปรัชญา เธอก็ดูจะกระตือรือร้นเวลาเจอฟู่เยี่ยนมากๆ และทุกครั้งที่ฟู่เยี่ยนมาที่บ้านของเธอ ก็มักจะมีอาหารจานโตเต็มโต๊ะไปหมด จนฟู่เยี่ยนทานแทบไม่ไหว ดังนั้นโจวชิวลู่จึงมักจะถามฟู่เยี่ยนอยู่บ่อยครั้งว่าจะมาไปที่บ้านของพวกเธออีกเมื่อไหร่
เรื่องทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นจะต้องพูดอะไรมากเลย เพราะเรื่องทั้งหมดเริ่มมาจากเฉียนซวนนั่นเอง
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนทดสอบยันต์เสียงสุนัขกับเฉียนซวน โดยปล่อยให้เขาเข้าไปพบเจอผู้คนตามปกติ จึงได้ทำให้เกิดเรื่องที่น่าอับอายครั้งใหญ่ขึ้น เมื่อคุณครูวิชาชีววิทยาถามคำถามในชั้นเรียน เฉียนซวนก็ได้เห่าขึ้นมาถึงสามครั้งด้วยกัน
ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ได้เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างเฉียนซวนและฟู่เยี่ยน ตามคำพูดของโจวชิวลู่นั้น เฉียนซวนเป็นคนที่หวาดระแวงมากๆ เขาเป็นคนโรคจิต และได้สาบานกับตัวเองว่าจะต้องเอาชนะฟู่เยี่ยนด้วยยันต์ของเขาให้ได้ ดังนั้นโจวชิวลู่จึงรู้เรื่องนี้ และแม่ของโจวชิวลู่เองก็รู้ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นตลอดการเรียนในชั้นมัธยมต้นจนถึงตอนที่จะไปเรียนต่อในชั้นมัธยมปลาย เฉียนซวนยังคงตามติดฟู่เยี่ยนอย่างไม่ลดละ ทว่าเขาก็ไม่เคยเอาชนะเธอได้เลย ในทางกลับกัน เขากลับรู้สึกว่าตัวเองเริ่มสนิทกับโจวชิวลู่และฟู่เยี่ยนมากขึ้นอีกด้วย และแม้แต่มาเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมปลาย เขาก็ได้อยู่ห้องเดียวกับฟู่เยี่ยนด้วยเช่นกัน
หลังจากที่ฝึกฝนอย่างหนักมานานกว่าหนึ่งปี ความสามารถในการวาดยันต์ของเฉียนซวนก็ได้พัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก และคำพูดที่ปู่ของเขาได้พูดเอาไว้ มันก็ได้ทำให้เขารู้แจ้งขึ้นมา
“นี่ๆ เธอคิดว่าเฉียนซวนกำลังชอบเธออยู่หรือเปล่า? ก่อนหน้านี้ฉันเห็นเขาเอาแต่แกล้งเธออยู่บ่อยๆไม่ใช่เหรอ?” โจวชิวลู่สะกิดฟู่เยี่ยนด้วยศอกของเธอ พร้อมกับเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็มองค้อนเธอ ถูกคนโรคจิตมาชอบ นั่นหมายความว่าเธอเองก็ต้องโรคจิตด้วยเหมือนกันน่ะสิ!
ทันใดนั้นเอง โจวชิวลู่ก็ได้ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ตอนนี้หากมีสิ่งใดที่ทำให้ฟู่เยี่ยนทำตัวไม่ถูกจนถอดหน้ากากเย็นชาของตัวเองออก ก็คงเป็นเรื่องของเฉียนซวนนี่แหละ
ฟู่เยี่ยนรู้สึกเบื่อหน่ายกับเขามากจริงๆ หากการฆ่าใครสักคนนั้นไม่ผิดกฎหมาย เธอคงจะใช้ยันต์สายฟ้ากับเขาไปแล้ว!
โรงเรียนมัธยมปลายนั้นอยู่ห่างจากโรงเรียนมัธยมต้นในชุมชนพอสมควร ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงเดินไปโรงเรียนกับโจวชิวลู่ ส่วนฟู่เซินและคนอื่นเลิกเรียนเร็วกว่าเธอ เพราะตอนนี้พวกเขายังไม่สามารถสอบเข้าวิทยาลัยได้ ดังนั้นคุณครูจึงไม่ได้สนใจพวกเขามากนัก
จากนั้น เด็กสาวทั้งสองก็ได้ไปยังสหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคของชุมชน และพวกเธอก็ได้บังเอิญพบกับเจิ้งหมิงที่กำลังจะกลับบ้าน พร้อมกับถุงขนมในมือ
“พี่เขย ทำไมพี่ถึงได้ซื้อเค้กลูกพีชมากมายขนาดนี้กันล่ะ!” โจวชิวลู่มองไปยังถุงกระดาษในมือของเจิ้งหมิงด้วยความประหลาดใจ
ทันใดนั้นเอง เจิ้งหมิงก็ได้หันไปมอง ก่อนจะพบว่าเป็นฟู่เยี่ยนและโจวชิวลู่นั่นเอง
“ฟู่เยี่ยน เธอเลิกเรียนแล้วเหรอ? จางเหว่ยฝากจดหมายถึงลุงต้าหย่งด้วยล่ะ ฉันกำลังคิดอยู่ว่าจะเอามันไปให้เขาที่บ้านคืนนี้” ที่เจิ้งหมิงพูดแบบนี้ก็เพราะเขามีเรื่องบางอย่างจะคุยกับเธอนั่นเอง ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงพยักหน้ารับเบาๆ
“ชิวลู่ พี่สาวของเธอกำลังมีหลานชายหรือไม่ก็หลานสาวให้กับเธอแล้วนะ วันนี้ฉันก็เลยอยู่ที่บ้านทั้งวันเลย เพราะวันพรุ่งนี้ฉันจะต้องออกไปทำงาน ก็เลยซื้อขนมไปให้ เผื่อพี่สาวของเธอหิวจะได้ทานมันรองท้องได้ยังไงล่ะ” เจิ้งหมิงพูดออกมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และดูมีความสุขมากๆ
“จริงด้วยสิ! ถ้าอย่างนั้นเรารีบกลับบ้านกันดีกว่าค่ะ! เสี่ยวฮั่ว ฉันไปก่อนนะ!” โจวชิวลู่ที่ได้ยินเช่นนั้นก็อยากกลับบ้านจนแทบจะรอไม่ไหว
“ยินดีด้วยนะ เธอรีบกลับบ้านเถอะ!” ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นก็มีความสุขมากเช่นกัน เพราะเด็กน้อยน่ารักที่สุดแล้ว
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงได้บอกลาเจิ้งหมิงและโจวชิวลู่ ก่อนจะเดินกลับบ้านเพียงลำพัง ฟู่เยี่ยนใช้เส้นทางนี้ในการเดินทางมานานกว่าสองปีแล้ว เรียกได้ว่าหลับตาเดินยังได้เลย
ทว่าการกลับบ้านครั้งนี้ เธอก็ได้พบกับฟู่เหล่าชวนและหนิวชุ่ยฮวาเข้าโดยบังเอิญ ซึ่งพวกเขาทั้งสองเพิ่งจะกลับมาจากการไปเยี่ยมเหล่าญาติๆ ฟู่เหล่าชวนยังคงมีสีหน้าที่เคร่งขรึม ส่วนหนิวชุ่ยฮวานั้นกลับมีสีหน้าที่ค่อนข้างมีความสุข และยังอยู่ในอารมณ์ที่อยากจะพูดคุยกับฟู่เยี่ยนอีกด้วย
“เสี่ยวฮั่ว เพิ่งจะกลับจากโรงเรียนเหรอ?”
“ค่ะ หนูเพิ่งเลิกเรียนค่ะ” ฟู่เยี่ยนตอบโดยไม่ได้หันไปมองพวกเขา
“เหอะ จะเรียนไปทำไมกัน แม้ว่าจะเรียนมากแค่ไหน แต่สุดท้ายมันก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี!” ก่อนหน้านี่ฟู่เหล่าชวนไม่เคยพูดกับเธอมาก่อนเลย แต่วันนี้เขากำลังโกรธ ดังนั้นเขาจึงได้ระบายความโกรธโดยพูดเสียดสีหลานสาวของตัวเอง
ทว่าฟู่เยี่ยนกลับชำเลืองมองไปที่เขาอย่างไม่แยแส เธอไม่ได้สนใจเรื่องไร้สาระที่เขาพูดเลยแม้แต่น้อย! หากจะให้ลูกแสดงความกตัญญู พ่อก็ต้องใจดีกับลูกก่อน และเมื่อพ่อใจดีกับลูกๆแล้ว ลูกก็จะกตัญญูต่อพ่อเช่นกัน!
“นี่เธอ! เธอ…” ฟู่เหล่าชวนโกรธมากขึ้นกว่าเดิม แต่ฟู่เยี่ยนกลับเห็นว่าสิ่งนี้เป็นเพียงข้อแก้ตัวของเขาเท่านั้น เธอจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น และไม่อยากจะยุ่งกับเขาอีก
เมื่อเธอเดินมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน จู่ๆก็ได้มีเสียงร้องของแมวดังขึ้นมา ก่อนที่แมวตัวอ้วนตัวหนึ่งจะกระโจนเข้าไปในอ้อมแขนของฟู่เยี่ยนทันที ทำเอาฟู่เยี่ยนแทบจะล้มลงไปกับพื้น
“วั่งไฉ แกตัวโตกว่าเมื่อก่อนมากแล้วนะ นี่กะจะกระโดดทับฉันเลยหรือไง!” ฟู่เยี่ยนดุมันเล็กน้อย แต่มือของเธอก็ยังคงกอดมันเอาไว้ด้วยความอ่อนโยน
เหมียว เหมียว~
อ้อมแขนของเจ้านายทำให้มันรู้สึกสบายที่สุดแล้ว
ตอนนี้วั่งไฉได้เป็นแมวที่โตเต็มวัยแล้ว เนื่องจากฟู่เยี่ยนพามันเข้าไปในดินแดนต่างมิติอยู่บ่อยๆ ดังนั้นมันจึงสามารถเข้าใจคำพูดบางคำได้แล้ว และเมื่อเทียบกับแมวอีกสองตัว มันดูน่าทึ่งกว่ามาก ส่วนฟู่ต้าหย่งเองก็ได้รับเลี้ยงสุนัขจากบ้านของเอ้อร์ขุยมาอีกหลายตัว ซึ่งมันมีเสียงเห่าที่น่ากลัวและใบหูใหญ่ สามารถใช้เฝ้าบ้านได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้วั่งไฉยังเป็นผู้นำอีกด้วย เรียกได้ว่ามันเป็นจ่าฝูงของแมวทั้งสองตัวและสุนัขสามตัวในบ้านเลยก็ว่าได้ โดยวั่งไฉมักจะมาที่ทางเข้าหมู่บ้านทุกวันอยู่แล้ว มันมักจะนั่งอยู่บนกองฟางข้าวสาลีตรงทางเข้าหมู่บ้าน และเมื่อเห็นฟู่เยี่ยนกลับมา มันก็จะกระโดดเข้าไปหาเธอทันที จากนั้นก็ให้ฟู่เยี่ยนอุ้มมันกลับบ้าน
เหมียว เหมียว เหมียว...
จู่ๆ วั่งไฉที่ตอนนี้อยู่ในอ้อมแขนของฟู่เยี่ยนก็ได้ส่งเสียงร้องออกมาไม่หยุด และเสียงของมันก็ฟังดูอ่อนโยนมาก ฟู่เยี่ยนจึงได้เงยหน้าขึ้นไปมอง ก่อนจะเห็นแมวอีกตัวหนึ่ง ซึ่งมันมีสีส้มคล้ายกับวั่งไฉ และตอนนี้มันก็กำลังนั่งอยู่บนพื้นตรงหน้าเธอ เมื่อมันเห็นวั่งไฉ มันก็ได้นอนราบลงไปบนพื้นทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ชำเลืองมองไปที่วั่งไฉอีกครั้ง พลางคิดในใจว่านี่คือคู่ที่มันจีบมาอย่างนั้นหรือ? วินาทีต่อมา วั่งไฉก็ได้เริ่มขยับตัวเล็กน้อย ฟู่เยี่ยนจึงได้ปล่อยมัน และแมวทั้งสองตัวก็ได้วิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว
ทำเอาฟู่เยี่ยนที่ยืนมองอยู่รู้สึกพูดไม่ออกในทันที ช่างเป็นอะไรที่ดีมากจริงๆ พอเจอคู่ของมัน มันก็ลืมเจ้าของไปทันที
ฟู่เยี่ยนไม่ได้กังวลว่ามันจะหนีไปกับแมวป่าตัวนั้นเลย แต่เธอกำลังรู้สึกเป็นกังวลว่ามันจะพาครอบครัวของมันกลับมาต่างหากล่ะ ดูเหมือนว่าครอบครัวแมวของตระกูลฟู่กำลังจะขยายแล้วสินะ
เมื่อเดินมาถึงประตูบ้าน ฟู่เยี่ยนก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากบ้านของป้ากุ้ยหลาน เธอจึงได้หันกลับไปมองทันที หลังจากที่ป้ากุ้ยหลานย้ายเข้าไปอยู่บ้านพักในค่ายทหาร หวังซู่เหมยก็ย้ายถังเหล้ากว่า700-800ถังเอาไว้ที่สวนหลังบ้าน และตอนนี้เธอก็กำลังพาเสี่ยวถู่ไปดูฟู่ต้าหย่งเปิดถังเหล้าเหล่านั้นอยู่!
ตอนที่ฟู่เหยาคลอดนั้น เป็นช่วงเวลาที่สตรอเบอร์รี่ป่ากำลังสุกงอม ฟู่เยี่ยนจึงได้นำผลของสตรอเบอร์รี่จำนวนหนึ่งไปปลูกเอาไว้ในดินแดนต่างมิติ ส่วนฟู่ต้าหย่งก็ได้หมักเหล้าสตรอเบอร์รี่หนึ่งถัง ซึ่งตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องเปิดถังดูแล้ว
วันพรุ่งนี้จะเป็นวันครบรอบหนึ่งขวบของเสี่ยวถู่ ดังนั้นเขาจึงตั้งใจที่จะดื่มเหล้าเพื่อฉลองสักหน่อย
“พ่อคะ แม่คะ เสี่ยวถู่ คิดถึงพี่หรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนรีบเข้าไปอุ้มน้องชายของเธอทันที อาจเป็นเพราะเขาได้ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนต่างมิติของเธอตอนที่อยู่ในครรภ์ของแม่ จึงส่งผลให้เสี่ยวถู่ดูสนิทกับฟู่เยี่ยนมากเป็นพิเศษ
ฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกประหลาดใจมากเช่นกันที่พบว่าเมื่อน้องชายของเธออายุได้หกเดือน เขาสามารถวาดยันต์ตามเธอได้แล้ว ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้เตรียมเหรียญห้าจักรพรรดิสามเหรียญของคุณย่าเอาไว้ให้กับเขาตั้งแต่เนิ่นๆ
หากฟู่เหยาสามารถทำได้จริงๆ เขาจะเป็นศิษย์รุ่นก่อตั้งของเธอนั่นเอง
การที่เธอได้ “ทดลองทักษะ” กับเฉียนซวนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นไม่ได้ไร้ประโยชน์เลย ตอนนี้ฟู่เยี่ยนได้เข้าใจและพัฒนาทักษะทางด้านอภิปรัชญาของเธอขึ้นไประดับหนึ่งแล้ว อาจพูดได้ว่าหากฟู่เยี่ยนแสดงความสามารถที่แท้จริงของเธอออกมา ฝีมือของเธอคงจะเทียบกับยอดฝีมืออันดับต้นๆในเมืองหลวงได้เลย
ดังนั้น เมื่อฟู่เหยาแสดงความสามารถของเขาออกมา ฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจที่จะทำให้พลังของเขาแข็งแกร่งขึ้น ฟู่เยี่ยนเข้าใจดีว่าสองมือนั้นไม่สามารถเอาชนะสี่มือได้ ซึ่งหากวันหนึ่งมีคนปองร้ายเธอ ในกรณีนี้ฟู่เยี่ยนคงจะไม่มีโอกาสชนะอย่างแน่นอน
จบตอน
Comments
Post a Comment