magic ep106-110

 ตอนที่ 106 ต้องการพบกับอาจารย์

 

เมื่อหวังซู่เหมยเห็นว่าลูกสาวกลับมาแล้ว แต่กลับไม่เห็นวั่งไฉเลย เธอจึงได้ถามลูกสาวทันที ฟู่เยี่ยนจึงได้อธิบายว่าวั่งไฉวิ่งตามแมวป่าไป และมันอาจจะได้คู่ของมันกลับมาในไม่ช้านี้

 

“อืม จากที่แม่ดูแมวสามตัวในบ้านของเรา วั่งไฉฉลาดที่สุดแล้วล่ะ ตอนนี้รอบบ้านของเราในรัศมีสิบลี้ไม่มีหนูอยู่แม้แต่ตัวเดียว หากมีแมวเพิ่มอีกสักสองสามตัว วั่งไฉจะต้องดูแลได้อย่างแน่นอน” หวังซู่เหมยพูดออกมาอย่างมีความสุข

 

“แต่หากมีลูกแมวเยอะเกินไป มันจะเป็นปัญหากับปลาในสระของหนูนะคะ!” ฟู่เยี่ยนกำลังพูดถึงสระน้ำในดินแดนต่างมิตินั่นเอง หลังจากที่หวังซู่เหมยคลอด ฟู่เยี่ยนก็ได้พาเธอเข้าไปอาบน้ำในดินแดนต่างมิติอยู่เป็นประจำ ส่งผลให้ร่างกายของหวังซู่เหมยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ครอบครัวของพวกเขาไม่ได้ขาดแคลนเงินเลย ซึ่งพวกเขาก็ได้ซื้อเนื้อสัตว์มาทำอาหารอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นไม่เพียงแค่หวังซู่เหมยจะฟื้นตัวได้ดีแล้ว ฟู่เยี่ยนเองก็มีส่วนสูงถึง170เซนติเมตร ซึ่งเธอสูงขึ้นมากว่าเมื่อก่อนถึง10เซนติเมตรเลยทีเดียว

 

ส่วนฟู่ต้านีเองก็น้ำหนักเพิ่มขึ้นและยังดูดีขึ้นอีกด้วย เธอไม่ได้ดูอ้วนหรือผอมจนเกินไป ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ดูดีมากๆ รวมไปถึงฟู่เวยและฟู่หรงก็สูงขึ้นด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าพวกเธอทั้งคู่สืบทอดสายเลือดของตระกูลฟู่ไปเต็มๆเลยก็ว่าได้

 

ตอนนี้ฟู่เซินสูงถึง186เซนติเมตรแล้ว ส่วนฟู่เหมี่ยวไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่าไหร่นัก แต่เธอมีผิวที่ดูขาวขึ้น สูงขึ้นเล็กน้อย และที่สำคัญเธอยังดูสวยขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก

 

ก่อนหน้านี้มีแม่สื่อจากหมู่บ้านต่างๆแวะเวียนมาทาบทามฟู่เหมี่ยวเยอะมาก แต่ทว่าหวังซู่เหมยก็ได้ปฏิเสธไปทั้งหมดเพราะเธออายุยังน้อย อีกอย่างหวังซู่เหมยก็มีคนที่ถูกใจแล้วด้วย ซึ่งนั่นก็คือซ่งจืออันนั่นเอง เธอรู้ทั้งฐานะทางบ้านของเขาและยังได้เฝ้าดูพวกเขาเติบโตขึ้นมาด้วยตัวเอง เธอรู้ดีว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นเด็กดีมากๆ และยังแอบมองลูกสาวของเธออยู่บ่อยๆอีกด้วย

 

ทว่าหวังซู่เหมยเองก็ยังคงไม่สามารถบอกได้ว่าพวกเขาจะพัฒนาเป็นอย่างไรต่อไป และเธอเองก็ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เช่นกัน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน จึงไม่สามารถทำอะไรหุนหันพลันแล่นได้ เมื่อมองไปที่ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยว เธอก็ได้พบว่าพวกเขาเองก็ยังไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เช่นกัน

 

“แม่ แล้วพี่รองกับพี่สามอยู่ที่ไหนกันเหรอคะ? ทำไมพวกเขาถึงไม่มาที่นี่ด้วยล่ะ?” ฟู่เยี่ยนไม่เห็นฟู่เซินมาช่วยพ่อของเธอ จึงได้เอ่ยถามออกไปทันที

 

“พ่อให้พวกเขาสองคนไปลองทำงานที่ทุ่งนาดู เพราะพวกเขายังไม่อยากไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยตอนนี้ อีกอย่างการเข้ามหาวิทยาลัยนั้นก็ยากมากหากไม่ได้รับการแนะนำ ตอนนี้มีโควต้าเพียงที่เดียวเท่านั้นสำหรับหมู่บ้านของเรา ดังนั้นพวกเขาจึงยังไม่ได้รับมัน”

 

“แม่ก็เลยคิดว่าจะให้พวกเขาลองมาทำนาสักสองปี แล้วมาดูกันว่าพี่ๆของลูกจะมีโอกาสได้ทำงานหรือเปล่า ก่อนหน้านี้ลุงเฉิงได้บอกกับแม่ว่าหากพวกเขาเรียนจบแล้ว จะให้พวกเขาคนใดคนหนึ่งไปดูแลเครื่องมือการเกษตร ส่วนอีกคนก็ทำบัญชี ซึ่งมันเป็นงานที่ไม่ได้ยากอะไรมากนักอยู่แล้ว และแม่ก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ ดูเหมือนว่าพี่สาวของลูกอยากจะให้ฝากเธอเข้าทำงานนี้มากๆ แต่เราก็ทำไม่ได้ เพราะพ่อของลูกไม่ใช่หัวหน้าหมู่บ้านยังไงล่ะ”

 

หวังซู่เหมยกำลังพูดถึงเด็กทั้งสองคนขณะที่พลิกถังเหล้าไปด้วย เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ทันทีว่าเธอสามารถแนะนำพวกเขาให้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย เป็นพนักงาน ชาวนา หรือเป็นทหารได้ แต่ฟู่เยี่ยนไม่ต้องการทำแบบนั้น เพราะถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ทำงาน ครอบครัวของพวกเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินอยู่แล้ว

 

หากจำไม่ผิด การสอบเข้าวิทยาลัยจะมีขึ้นอีกครั้งในปีหน้า ดังนั้นเธอจึงอยากให้พวกเขาทบทวนสิ่งต่างๆที่เรียนมา เธอไม่อยากให้พวกเขาละทิ้งความรู้ในระดับมัธยมปลายไปอย่างเปล่าประโยชน์ ซึ่งหากพวกเขาทำฟาร์ม อย่างน้อยก็ยังสามารถอ่านทบทวนบทเรียนได้ ดังนั้นเธอจึงได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่าคืนนี้เธอจะต้องคุยกับพวกเขา

 

“แม่คะ คืนนี้เรามาคุยกันหน่อยดีกว่าไหม หนูมีเรื่องบางอย่างที่จะต้องเล่าให้ทุกคนฟัง หนูยังไม่ได้เล่าเรื่องที่ไป๋โม่เฉินเขียนจดหมายถึงหนูในครั้งที่แล้วให้พี่รองและพี่สามฟังเลย หนูคิดว่าเราลองมาคุยกันสักหน่อยจะดีกว่านะคะ”

 

ฟู่เยี่ยนใช้ไป๋โม่เฉินมาเป็นข้ออ้าง โดยบอกว่าเขาเป็นคนพูดเอง เมื่อเร็วๆนี้ได้มีนโยบายบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้เกิดความโกลาหลในหมู่เยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ตามสถานศึกษาต่างๆ แม้กระทั่งเยาวชนในหมู่บ้านอันผิงเองก็รู้สึกกระสับกระส่ายมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ได้ถูกปรามโดยความพยายามร่วมกันของคนในหมู่บ้านและลุงเฉิง

 

หลังจากที่ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินได้ตอบจดหมายกันนั้น ทั้งสองคนก็ได้ตกลงกันว่าจะเขียนจดหมายถึงกันเดือนละหนึ่งฉบับ ตอนนี้ไป๋โม่เฉินได้เป็นหัวหน้าหน่วยของกองกำลังพิเศษแล้ว ซึ่งเขาได้เสี่ยงกับความตายหลายครั้งแล้ว และฟู่เยี่ยนก็ได้คำนวณว่าถึงเวลาที่เธอจะต้องส่งยันต์แคล้วคลาดให้กับเขาอีกครั้งในเดือนนี้ด้วย

 

ครั้งล่าสุดที่เขาไปทำภารกิจ เขาเกือบจะพลาดท่าโดนระเบิดตายแล้ว แต่โชคยังดีที่เขาพกยันต์แคล้วคลาดของฟู่เยี่ยนติดตัวเอาไว้ เขาจึงได้รอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนั้นมาได้ แต่ก็ยังคงได้รับบาดเจ็บบริเวณแขนจนต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลานานกว่าสองเดือน หากไม่มีฟู่เยี่ยน ไป๋โม่เฉินคงจะเสียชีวิตไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

 

แต่ไป๋โม่เฉินก็ยังคงหมั่นฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก และไม่ว่าเขาจะไปฝึกที่ไหนก็ตาม เขามักจะส่งอาหารพื้นถิ่นของที่นั่นให้กับฟู่เยี่ยนอยู่เสมอ จึงทำให้ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ตระกูลฟู่ได้ทานของขึ้นชื่อแทบจะทั่วประเทศอยู่แล้ว

 

ส่วนฟู่ซินเองก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งด้วยเช่นกัน และตอนนี้เขาได้เป็นหัวหน้าหมวดแล้ว ซึ่งครั้งล่าสุดเขาได้เขียนจดหมายมาบอกว่าอีกสามเดือน ในฤดูร้อนเขาจะลาพักและกลับมาเยี่ยมญาติที่บ้าน และยังได้ยินมาอีกว่าหลี่เทียนซื่อเองก็มีความชอบเช่นกัน โดยเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเหมือนกับฟู่ซินด้วย ดังนั้นพ่อของเขาจึงได้มาขอบคุณฟู่เยี่ยนด้วยความซาบซึ้งใจ เป็นเพราะยันต์แคล้วคลาดของฟู่เยี่ยนที่ช่วยชีวิตลูกชายของเขาเอาไว้

 

“แม่คะ พ่อคะ ตอนเลิกเรียน หนูได้พบกับพี่เจิ้งหมิงด้วยค่ะ เขาบอกว่าคืนนี้เขาจะมาหาพ่อที่บ้าน หนูเดาว่าจางเหว่ยคงจะมีธุระอะไรแน่นอน”

 

“พ่อคิดว่าเขาคงอยากชวนพ่อดื่มอีกครั้งมากกว่า จางเหว่ยเป็นเด็กที่รักเงินเกินไป ครั้งที่แล้วพ่อของเขายังบอกพ่อว่าเขาอยากขอบคุณพวกเรามาก โชคดีที่ลูกได้ปรามเขาเอาไว้ มิเช่นนั้นเขาคงจะขายยันต์ให้กับทุกคนที่เข้ามาหาเขาอย่างแน่นอน”

 

ฟู่ต้าหย่งพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าเขาประทับใจในตัวจางเหว่ยมาก เขามองจางเหว่ยเป็นเหมือนลูกเขยที่ดีในสายตาของพ่อตาอย่างเขาอีกด้วย ใช่แล้ว ฟู่ต้าหย่งอยากให้จางเหว่ยมาเป็นลูกเขยของเขา เพียงแต่เขายังไม่เคยได้พูดคุยเรื่องทำนองนี้กับจางเหว่ยมาก่อน

 

ฟู่เยี่ยนเข้าใจถึงสิ่งที่พ่อและแม่ของเธอคิดเป็นอย่างดี แต่พี่สาวของเธอยังคงไร้เดียงสามาก ตอนนี้เธอรู้สึกกับซ่งจืออันเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง


ในขณะที่มองจางเหว่ยเป็นเหมือนพี่ชายน้องชายคนหนึ่งเท่านั้น ถ้าให้เธอพูด คงต้องบอกว่าพ่อกับแม่ของเธอต้องผิดหวังแล้ว

 

ซึ่งฟู่เยี่ยนได้ทำนายเรื่องการแต่งงานของฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวไปแล้ว โดยการแต่งงานของฟู่เซินนั้นต้องรออีกนานมาก ส่วนเนื้อคู่ที่แท้จริงของฟู่เหมี่ยวไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านอันผิง ซึ่งอนาคตของทั้งสองไม่ได้ใช้ชีวิตบั้นปลายในหมู่บ้านนี้อย่างแน่นอน

 

ไม่นานนัก เจิ้งหมิงก็ได้มาถึง ซึ่งเขาได้อุ้มแม่ไก่ตัวหนึ่งมาด้วย

 

“คุณลุง คุณป้า สวัสดีครับ ผมเอาไก่มาฝากครับ มันเป็นแม่ไก่ที่ผมเลี้ยงเอาไว้ถึง3ปีแล้ว พรุ่งนี้เป็นวันครบรอบอายุหนึ่งขวบของฟู่เหยา เอามันไปทำอาหารเพิ่มอีกสักหนึ่งจานเถอะครับ”

 

“เด็กคนนี้ บ้านของป้าไม่ได้ขาดแคลนอาหารขนาดนั้นสักหน่อย! เข้าไปข้างในกันก่อนเถอะ” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับเดินนำเข้าไปข้างใน

 

“คุณป้าครับ อย่าให้มันรบกวนคุณป้าเลย คุณป้ายังคงต้องดูแลลูก ให้ผมอุ้มมันไปที่ครัวเองดีกว่าครับ อีกอย่างผมยังมีบางอย่างที่อยากจะคุยกับฟู่เยี่ยนด้วย” เจิ้งหมิงเดินตรงไปยังห้องครัวก่อนจะวางไก่ตัวนั้นลง

 

“คุณป้าครับ ผมคิดว่าแม่ไก่แก่ๆแบบนี้คงจะทำซุปอร่อยมากเลยนะครับ อีกอย่างมันยังสามารถช่วยบำรุงร่างกายของคุณป้าได้อีกด้วย”

 

จากนั้น เจิ้งหมิงก็ได้กล่าวทักทายคนอื่น ก่อนที่เขาจะเดินตรงไปยังห้องหนังสือกับฟู่เยี่ยน

 

“มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า ทำไมวันนี้พี่ถึงได้ดูสุภาพขนาดนี้กันล่ะ?” ฟู่เยี่ยนมองไปยังเจิ้งหมิงที่ตอนนี้กำลังฉีกยิ้มจนแทบจะมองไม่เห็นดวงตา ซึ่งเดิมทีเขาเป็นคนที่มีดวงตาเล็กมากอยู่แล้ว

 

“ตอนนี้ชุนหยูกำลังตั้งครรภ์ ฉันก็เลยมาที่นี่เพื่อขอยันต์จากเธอ! และอยากรู้ว่าฉันพอจะมีโอกาสได้ลูกสาวหรือเปล่า” เจิ้งหมิงพูดพร้อมกับถูมือของตัวเองอย่างเก้อเขิน

 

“ได้สิ ฉันเตรียมเอาไว้ให้แล้ว และยังวาดมันเอาไว้ตั้งแต่เดือนก่อนเพื่อรอให้พี่มารับมันไปอีกด้วย นี่คือยันต์ป้องกันการแท้งลูก หากอายุครรภ์ครบ7เดือน ฉันจะให้ยันต์นำโชคกับพี่อีกครั้ง” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับยื่นมันให้กับเขา

 

“อืม ขอบคุณมากเลยนะ” เจิ้งหมิงรับมันมา ก่อนจะเก็บใส่กระเป๋าอย่างระมัดระวัง และเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับธุรกิจของพวกเขาต่อ

 

“จางเหว่ยบอกกับฉันว่าเขายังคงต้องการเหล้าเหมือนเดิม ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ตอนนี้ยันต์นำโชคกำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก เขาจึงอยากได้มันอีกสัก5แผ่น” เจิ้งหมิงทำการสื่อสารด้วยความชำนาญ เพราะเขาอยู่ในวงการนี้มานานกว่าหนึ่งปีแล้ว

 

“ไม่มีปัญหา เอาไว้พี่ไปรับมันหลังจากที่ฉันเลิกเรียนวันจันทร์ได้เลย ฉันจะรอพี่อยู่ที่หน้าประตูโรงเรียน พี่ยังต้องการอะไรอีกหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเจิ้งหมิงมีบางอย่างที่จะพูดกับเธอ

 

“เจิ้งจื้อมาหาฉัน เขาบอกว่าอยากจะพบกับอาจารย์ที่ฉันกำลังติดต่ออยู่ เขามีเรื่องบางอย่างที่อยากจะขอร้อง” เจิ้งหมิงออกมาด้วยสีหน้าที่ดูสับสนเล็กน้อย

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปที่เขา เจิ้งจื้อพยายามเข้าหาเจิ้งหมิงเพื่อที่จะติดต่อเธอเป็นครั้งที่สามแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เธอได้ปฏิเสธมาโดนตลอด และหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป เจิ้งจื้อจะต้องรู้ว่าเป็นเธออย่างแน่นอน ไม่สิ ตอนนี้เจิ้งจื้อคงรู้แล้วว่าฟู่เยี่ยนเป็นอาจารย์ที่อยู่เบื้องหลังเจิ้งหมิงมาโดยตลอด

 

ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้ตัดสินใจที่จะไปพบเขา เพราะเธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาต้องการทำอะไรกันแน่



ตอนที่ 107 ความวุ่นวาย

 

ก่อนหน้านี้ ระหว่างที่เจิ้งหมิงได้พบเจิ้งจื้อ ซึ่งเป็นตอนที่เขากำลังจะหลบหนีไปกบดานที่เกาะฮ่องกง ทว่าเจิ้งหมิงก็ได้หยุดเขาเอาไว้ได้ทันเวลาพร้อมกับบอกเขาถึงสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูด

 

เมื่อเจิ้งจื้อได้ยิน เขาจึงตระหนักขึ้นมาได้ว่ารองนายกเทศมนตรีเฉินกำลังถูกใส่ร้ายอยู่ ซึ่งเขาเองก็เชื่อที่เจิ้งหมิงพูดทันที ก่อนที่เจิ้งหมิงจะพาเขาไปหาเมิ่งเทียนฮัว ซึ่งเมิ่งเทียนฮัวได้ให้สัญญาว่าตราบใดที่เจิ้งจื้อเป็นพยานให้ เจิ้งจื้อจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมดนี้ และเจิ้งจื้อก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยอีกด้วย

 

จึงทำให้เจิ้งจื้อยอมประนีประนอมและกลับไปยังที่ตั้งของคณะปฏิวัติประจำมณฑลเพื่อมอบตัว ซึ่งหัวหน้าของเขาก็โกรธเป็นอย่างมากและทำการสอบสวนเขาทันที

 

แต่เนื่องจากเจิ้งจื้อยังคงทำความดีโดยเปิดโปงคดีนี้ ทั้งยังสมัครใจที่จะมอบทองคำแท่งถึง5แท่งให้กับองค์กร ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ถูกทำโทษอะไร เพียงแค่ถูกไล่ออก และไม่ให้มีส่วนร่วมใดๆกับองค์กรอีกเท่านั้น

 

ซึ่งพ่อของเจิ้งจื้อก็ได้ไปขอร้องให้คุณปู่ช่วยคุยกับคุณย่าเพื่อที่จะฝากงานให้กับเจิ้งจื้อ โดยไปเป็นพนักงานขนของในโรงงานทอผ้า แม้ว่ามันจะเหนื่อย แต่อย่างน้อยก็เป็นงานที่ดี

 

ซึ่งเจิ้งจื้อเป็นคนที่มีความสามารถอยู่แล้ว ดังนั้นภายในระยะเวลาหนึ่งปี เขาก็ได้รับเลื่อนตำแหน่งไปเป็นคนขับรถในโรงงาน ซึ่งตำแหน่งคนขับรถนั้นเป็นที่นิยมกันมาก และในช่วงช่วงตรุษจีนปีนี้ เขาก็ได้แต่งงานกับสมาชิกในครอบครัวของเหยื่อที่เขาเคยปกป้องเอาไว้โดยการละเมิดกฎขององค์กรณ์ในก่อนหน้านี้นั่นเอง ซึ่งเป็นอะไรที่ลงตัวมากๆ

 

แต่ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าคนอย่างเจิ้งจื้อนั้นไม่ใช่คนที่จะอยู่ภายใต้อาณัติของผู้อื่นแบบนี้ พูดตามตรงก็คือบุคลิกของเจิ้งจื้อนั้นเป็นคนที่ค่อนข้างมั่นใจในตัวเองพอสมควรเลยก็ว่าได้

 

ไม่สิ ตอนที่เจิ้งจื้อกลับมา เขาเพิ่งรู้ว่าพี่ชายของเขาสนิทกับจางเหว่ยมากๆ ทำให้เขาเกิดความสนใจ กระทั่งพบว่าจางเหว่ยเป็นเหมือนวัดเคลื่อนที่ เพราะจางเหว่ยเป็นคนที่ขายยันต์ให้กับคนใหญ่คนโต ทั้งยังเป็นยันต์ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ทั้งยังไม่ใช่เรื่องลับในศาลาว่ากลางประจำเมืองอีกด้วย

 

เจิ้งจื้อจึงคาดเดาว่าจะต้องมีปรมาจารย์ผู้ทรงพลังอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน จึงได้ขอให้เจิ้งหมิงพาเขาไปพบปรมาจารย์ท่านนั้น

 

“ในช่วงเย็นของวันจันทร์ พี่เชิญเจิ้งจื้อไปที่บ้านของพี่ได้เลย ฉันเองก็อยากรู้ว่าเหมือนกันว่าเขาจะทำอะไร” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนบอกเรื่องนี้กับเจิ้งหมิง เจิ้งหมิงก็มีท่าทีที่ไม่เห็นด้วยขึ้นมาทันที

 

“ฟู่เยี่ยน ฉันขอแนะนำให้เธอปฏิเสธจะดีกว่านะ เขาทำอะไรฉันไม่ได้หรอก”

 

“ไม่ ฉันอยากเจอเขามานานมากแล้ว และนี่ก็เป็นครั้งที่สามแล้วด้วย เขาจะต้องรู้ตัวตนของฉันแล้วแน่ๆ และต้องรู้ว่าฉันอยู่เบื่องหลังของพี่อีกด้วย หากฉันเอาแต่หลบซ่อนอยู่แบบนี้ พี่เชื่อไหมว่าเขาจะต้องบังคับให้ฉันปรากฏตัวด้วยวิธีอื่นอย่างแน่นอน” ฟู่เยี่ยนไม่เคยประมาทเลย เธอมักจะระวังตัวจากเฉียนซวน เจิ้งจื้อ และฟู่เหล่าชวนอยู่เสมอ

 

มูลหนูเพียงตัวเดียวยังสามารถทำให้ซุปทั้งหม้อเสียได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์เลย

 

“ก็ได้ ฉันจะไปบอกเรื่องนี้กับเขาเอง”

 

หลังจากที่ทั้งสองคนพูดคุยกันเสร็จ ฟู่หรงก็มาเรียกฟู่เยี่ยนกับเจิ้งหมิงไปทานข้าว

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฝีมือการทำอาหารของฟู่ต้านีนั้นได้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงการตัดเย็บเสื้อผ้าก็เช่นกัน มันทั้งดูทันสมัยและพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก ดังนั้นหวังซู่เหมยจึงมอบหน้าที่การทำอาหารให้กับน้องสาวของสามี ส่วนเธอได้ทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการดูแลเด็กๆแทน

 

“เสี่ยวเจิ้ง มาลองชิมปลารสเผ็ดที่ฉันทำหน่อยสิ เครื่องปรุงทั้งหมดนี้ อารองของเสี่ยวฮั่วเป็นคนส่งมาให้เชียวนะ” ฟู่ต้านีพูดขณะยกชามมาวางลงบนโต๊ะ

 

“ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องลองชิมดูหน่อยแล้วล่ะครับ! กลับไปถึงบ้าน ผมจะได้เอาไปอวดภรรยา เธอจะต้องอิจฉาผมมากแน่ๆเลย” แม้ว่าเจิ้งหมิงจะอายุเยอะกว่าฟู่ต้าอันก็ตาม แต่เขาก็ไม่กล้าให้อาจารย์ฟู่เรียกเขาว่าคุณอาแต่อย่างใด ดังนั้นเขาจึงทำเหมือนตัวเองอยู่ในวัยเดียวกันกับฟู่เยี่ยน

 

เวลานี้ ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวก็ได้กลับมาถึงบ้านพอดี ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าพวกเขาดูมีบางอย่างยู่ภายในใจ ตอนนี้ฟู่เซินดูเปลี่ยนไปจากเดิมมากๆ เขาแทบจะไม่พูดอะไรเลย ส่วนฟู่เหมี่ยวเองก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นปลารสเผ็ดที่เธอชอบ ฟู่เยี่ยนจึงได้มองไปที่พวกเขาทั้งสอง พลางรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้นได้ในทันที

 

หลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จ เจิ้งหมิงก็ได้ขอตัวกลับบ้าน

 

ส่วนทุกคนยังคงนั่งอยู่ในห้องโถง หลังจากที่ฟู่เหยาหลับไปแล้ว หวังซู่เหมยจึงได้กลับมานั่งที่โต๊ะอาหารอีกครั้ง วันนี้ทุกคนสามารถสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวได้อย่างชัดเจน

 

“เสี่ยวมู่ ลูกทั้งสองคนเป็นอะไรไป ทำไมถึงได้ดูไม่มีชีวิตชีวาแบบนี้กันล่ะ บอกพวกเรามาซิว่ามันเกิดอะไรขึ้น?” หวังซู่เหมยเอ่ยถามออกไปตามตรง

 

“ไม่มีอะไรหรอกครับแม่ ทำไมแม่ถึงถามแบบนี้ล่ะครับ?” ในเมื่อฟู่เซินไม่ยอมพูด ดังนั้นหวังซู่เหมยจึงหันไปหาถามฟู่เหมี่ยวแทน

 

“เสี่ยวฉุ่ย บอกแม่มาเดี๋ยวนี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น? ต้องให้แม่กระอักเลือดตายก่อนเหรอ ถึงจะยอมบอก!” หวังซู่เหมยจ้องเขม็งไปที่เด็กทั้งสองอย่างไม่กะพริบตา ทำเอาฟู่เซินรีบหดคอของเขาลงทันที

 

“แม่คะ มันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรหรอกค่ะ แค่...”

 

ก่อนที่ฟู่เหมี่ยวจะทันได้พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

 

“พี่รอง พี่สาม ฉันมีเรื่องจะบอกกับพี่ ไป๋โม่เฉินบอกกับฉันว่าตอนนี้กำลังมีคนเสนอให้รื้อระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ดังนั้นฉันจึงอยากจะบอกกับพี่ทั้งสองคนว่าอย่าเพิ่งรีบไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยตามที่พวกคนงาน ชาวนา หรือทหารแนะนำเลยค่ะ”

 

ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวก็ถึงกับตกตะลึงไปทันที เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังดิ้นรนตลอดทั้งช่วงบ่ายนี้ก็คือเรื่องที่ซ่งจืออันบอกว่าป้าของเขาได้หาโควต้าเตรียมเอาไว้ให้กับเขาแล้ว แต่โควต้าของหมู่บ้านมีที่เดียว ดังนั้นเขาจึงได้ถามพวกเขาทั้งสองว่ามีใครอยากไปหรือเปล่า

 

ซึ่งฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวต่างก็ถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่นาน แต่ก็ยังคงไม่ได้คำตอบ ก่อนที่ทั้งสองจะกลับมาด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อยอย่างที่เห็น

 

“เสี่ยวฮั่ว เธอพูดจริงหรือเปล่า? มันไม่ง่านเลยนะหากจะพูดถึงเรื่องนี้?” ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวต่างก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาทันที

 

“พี่รอง ปู่ของไป๋โม่เฉินเป็นคนที่ค่อนข้างกว้างขวาง หากเขาไม่แน่ใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาคงจะไม่บอกฉันอย่างแน่นอน เขาบอกว่าการที่เรายอมเสียสละเวลาเพื่อเตรียมตัวหนึ่งปีนั้น จะทำให้เรามีความรู้ที่มากขึ้น ทั้งยังมีความสามารถในด้านอื่นๆอีกด้วย ดังนั้นการสอบเข้าวิทยาลัยจึงไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากอีกต่อไป”

 

“และเมื่อการสอบเข้าวิทยาลัยกลับมาถูกใช้งานอีกครั้ง คนที่ได้รับคำแนะนำจากคนงาน ชาวนา และทหารก็จะกลายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าอายเลยทีเดียวล่ะค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา เธอทนไม่ไหวที่ต้องเห็นพี่ชายและพี่สาวทั้งสองคนต้องมาอึดอัดใจแบบนี้ ดังนั้นเธอจึงไม่ปล่อยให้ฟู่เหมี่ยวได้พูดอะไรนั่นเอง

 

“เสี่ยวฮั่วพูดถูก คนที่เตรียมตัวอย่างจริงจังเพื่อที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยจะต้องได้รับความนิยมมากกว่าคนที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้เพราะการแนะนำจากคนอื่นอยู่แล้ว อย่าคิดที่จะให้คนอื่นแนะนำเลย อาเฉิงบอกกับแม่ของลูกแล้ว ฟู่เหมี่ยว ลูกไปทำงานแทนนักบัญชีคนเก่าที่เพิ่งจะเกษียณไปก่อน ส่วนฟู่เซินก็ไปดูแลเครื่องมือต่างๆในฟาร์ม พวกลูกสองคนมีการศึกษาที่ดี อย่ากังวลไปเลย จะไม่มีใครสามารถโต้แย้งเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน!” ฟู่ต้าหย่งเองก็เห็นด้วยกับความคิดของเสี่ยวฮั่วเช่นกัน

 

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทั้งคู่ก็ดูจะลังเลไปเล็กน้อย แต่ในที่สุดพวกเขาก็ได้พูดออกมา

 

“พ่อครับ แม่ครับ วันนี้ซ่งจืออันได้บอกกับพวกเราว่าเขานั้นไม่สามารถใช้โควต้าของหมู่บ้านได้ เขาก็เลยถามกับพวกเราว่ามีใครอยากจะรับโควต้านี้ไว้หรือเปล่า และนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้เราทั้งสองคนเป็นแบบนี้ครับ” ฟู่เซินพูดความจริงออกมา

 

ทว่าหวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งนั้นรู้ได้ทันทีว่าที่ซ่งจืออันทำแบบนี้ก็เพื่อเสี่ยวฉุ่ยนั่นเอง

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่ต้านีก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอเห็นทุกอย่างมาโดยตลอด แต่หลานสาวของเธอกลับไม่รู้เรื่องเลย ดังนั้นเธอจึงไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว

 

“เสี่ยวมู่ นายไม่แปลกใจบ้างเลยเหรอว่าทำไมเด็กหนุ่มจากตระกูลซ่งคนนั้นถึงได้ใจดีกับพวกนายขนาดนี้?”

 

“ทำไมเหรอครับ? คงจะเป็นเพราะเราเป็นคนดีและแบ่งปันสิ่งต่างๆให้กับเขาอยู่ตลอดหรือเปล่าครับ!” ฟู่เซินพูดออกมาด้วยสีหน้าที่งุนงง

 

“เหอะ! เขาจะพยายามเข้าหาลูกทั้งสองคนเพียงเพราะเหตุผลแค่นั้นได้อย่างไรกัน? ทำไมถึงได้ซื่อบื้อแบบนี้กันนะ!” เมื่อหวังซู่เหมยเห็นสีหน้าของลูกชายคนรองของเธอ เธอก็รู้สึกอยากจะตีเขาขึ้นมา ลูกชายของเธอช่างโง่เขลาเสียจริง!

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เซินก็ยิ่งรู้สึกสับสนมากขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะมองไปที่ทุกคน หากไม่นับเสี่ยวฉุ่ย ทุกคนในครอบครัวต่างก็กำลังมองมาที่เขาราวกับว่ากำลังมองคนโง่คนหนึ่งอยู่

 

“พี่รอง พี่จืออันอยากให้โควตานั้นกับพี่สามต่างหากล่ะ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก” ตอนนี้ แม้แต่ฟู่เยี่ยนเองก็ทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน

 

“เสี่ยวฮั่วยังฉลาดกว่าลูกอีก ทำไมถึงได้ซื่อบื้อขนาดนี้!” หวังซู่เหมยพูดแทรกขึ้นมา ก่อนจะเอื้อมมือไปดีดหน้าผากของฟู่เซินอย่างอดไม่ได้

 

จากนั้น ฟู่เซินจึงได้หันไปมองฟู่เหมี่ยวอีกครั้ง ใช่แล้ว ยังมีคนโง่อีกคนอยู่ที่นี่! ฟู่เหมี่ยวไม่เคยคิดเลยว่าซ่งจืออันคิดแบบนี้กับเธอ ทำให้เธอตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อไปทันที

 

ตอนนี้เอง หวังซู่เหมยก็กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าฟู่ต้านีก็ได้หยุดเธอเอาไว้เสียก่อน ก่อนจะส่ายศีรษะเล็กน้อยราวกับจะบอกว่าอย่าเพิ่งเร่งเร้าเรื่องนี้

 

“เสี่ยวฉุ่ย ลองคิดทบทวนดูให้ดีก่อนเถอะว่าแท้จริงแล้วลูกรู้สึกชอบซ่งจืออันหรือเปล่า ลูกอยากจะรับน้ำใจจากเขาไหม ไม่ว่าจะเป็นลูกหรือพี่ชายของลูกก็ตามที่รับน้ำใจครั้งนี้ ครอบครัวของเราก็เป็นหนี้ครอบครัวของเขาอยู่ดี มันเป็นเรื่องน่ายินดีมากๆที่มีคนเมตตาเรา อย่าคิดมากไปเลย หากลูกไม่ได้คิดกับเขาแบบนั้น ในอนาคตพ่อกับแม่จะต้องตอบแทนความเมตตาที่เขามีต่อลูกอยู่แล้ว”

 

“ตอนนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับลูกแล้ว ลูกคิดว่าตระกูลซ่งเป็นอย่างไรบ้าง? พ่อกับแม่ให้อิสระกับลูกในการตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เพราะท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เสี่ยวฮั่วพูดนั้นก็ค่อนข้างน่าเชื่อถือ ดังนั้นลูกสามารถเลือกมหาวิทยาลัยที่อยากเข้าเรียนได้ตามใจเลย”

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ตอนที่ฟู่เหมี่ยวอารมณ์ไม่ดี เธอมักจะไปรดน้ำต้นโสมอยู่เสมอ และวันนี้ในขณะที่เธอกำลังรดน้ำนั้น เธอก็จะคิดถึงสิ่งที่แม่พูดกับเธอ มันทำให้อารมณ์ของเธอขัดแย้งกันเป็นอย่างมาก และสาเหตุหลักก็มาจากการที่เธอไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกับซ่งจืออันนั่นเอง



ตอนที่ 108 คุยความในใจ

 

ฟู่เยี่ยนอยู่ในห้อง และกำลังมองไปยังพี่สาวที่กำลังรดน้ำโสมอย่างเหม่อลอยจนน้ำล้นในที่สุด เมื่อฟู่เหมี่ยวกำลังจะรดน้ำอีกครั้ง ฟู่เยี่ยนจึงได้รีบหยุดเธอเอาไว้ทันที

 

“พี่สาม หากพี่รดน้ำอีกครั้ง ต้นโสมอายุแค่2ปีต้นนี้คงจะตายอย่างแน่นอน!” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับดึงขันน้ำจากมือของฟู่เหมี่ยวออกมา

 

จากนั้น ฟู่เหมี่ยวจึงได้เดินไปยังโครงต้นองุ่น ก่อนจะนั่งลงบนม้านั่งหิน ซึ่งมันถูกสร้างขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้มันจึงกลายเป็นซุ้มต้นองุ่นที่ออกผลดกมาก แค่องุ่นในสวนแห่งนี้ก็สามารถทำไวน์ถังใหญ่ได้อย่างสบายๆ ทั้งยังมีม้านั่งหินที่ฟู่ต้าหย่งแกะสลักเองอยู่ด้านในอุโมงค์องุ่นอีกด้วย

 

ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นจึงเดินเข้าไปนั่งข้างๆพี่สาว ก่อนจะมองไปที่ฟู่เหมี่ยว ซึ่งตอนนี้ฟู่เหมี่ยวยังคงดูเหม่อลอย แววตาดูหม่นแสงลงไปเล็น้กอย ไม่เหมือนกับฟู่เหมี่ยวคนเดิม การคาดเดาความคิดของคนอื่นนั้นช่างเป็นอะไรที่ยากมากจริงๆ

 

“พี่สาม พี่กำลังคิดอะไรอยู่เหรอ? พี่กำลังสับสนว่าตอนนี้ตัวเองชอบพี่จืออันหรือเปล่าใช่ไหม?” ฟู่เยี่ยนตัดสินใจที่จะเปิดอกคุยกับพี่สาวของเธอ

 

“ฉัน ฉันไม่รู้ว่าความชอบมันหมายถึงอะไร” ฟู่เหมี่ยวพูดออกมาด้วยความลำบากใจ

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา โถ่ พี่สาวของฉัน ไม่ต้องห่วงอาจารย์ฟู่อยู่นี่แล้ว!

 

“มันเข้าใจได้ไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่ายเสียทีเดียว ดูพ่อกับแม่เป็นตัวอย่างสิ พอพ่อไม่เห็นแม่ก็มักจะถามว่าแม่อยู่ไหน? ส่วนแม่ก็ชอบถามว่าพ่อทำอะไรอยู่? หรือหากมีเรื่องที่น่ายินดีก็มักจะแบ่งปันกัน มีเรื่องทุกข์ก็ช่วยแบ่งเบากันเสมอ แบบนี้คือความรักไม่ใช่หรือ?”

 

“เป็นแบบนี้เองหรอกเหรอ? แต่พี่กับเขาก็ถามคำถามเหล่านี้กันอยู่นะ?” ฟู่เหมี่ยวยังคงไม่เข้าใจความรักจริงๆ

 

“มันก็แล้วแต่สถานการณ์ พี่ต้องถามตัวเองก่อนว่าอยากจะใช้ชีวิตที่เหลือกับพี่จืออันไหม? พี่รู้สึกมีความสุขเมื่อเห็นหน้าเขาหรือเปล่า หรือรู้สึกหัวใจเต้นแรงเมื่อเจอกับเขาบ้างไหม? พี่มีความรู้สึกแบบนี้บ้างหรือเปล่า?” พี่สาวของเธอไม่เคยมีประสบการณ์ในด้านนี้มาก่อนเลย ดังนั้นเธอจึงต้องทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาปัญหาชีวิตให้กับพี่สาวของเธอ

 

“ก็ไม่นะ ความรู้สึกที่ฉันมีต่อเขามันไม่ได้ต่างไปจากจางซานกับหลี่ซื่อเลย” ฟู่เหมี่ยวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมา

 

“อย่าด่วนตัดสินใจไปเลย พี่ลองคิดทบทวนให้ดีก่อนเถอะ ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกตั้งหลายวัน แต่ฉันเชื่อนะว่าพี่จืออันจะต้องเป็นสามีที่ดีมากแน่ๆ!” ฟู่เยี่ยนรู้สึกได้ว่าตราบใดที่ทั้งสองอยู่ด้วยกัน จะไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เหมี่ยวก็พยักหน้าเบาๆ พร้อมกับหันไปมองฟู่เยี่ยน

 

“ฉันทำแบบนั้นได้จริงๆเหรอ?”

 

“ใช่แล้ว!” ฟู่เยี่ยนมองตรงไปยังแววตาของพี่สาว ก่อนจะพูดออกไปด้วยสีหน้าที่จริงจัง

 

“พี่สาม ฉันคิดว่าตอนนี้พี่กำลังจะถูกแนะนำให้เรียนมหาวิทยาลัย พี่ลองคิดดูดีๆนะว่าพี่เต็มใจที่จะแบกรับน้ำใจของตระกูลซ่งเอาไว้จริงๆหรือเปล่า? นี่เป็นเรื่องใหญ่พอที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของพวกเราเลยก็ว่าได้ เพราะนับจากนี้เป็นต้นไป จะมีแต่คนบอกว่าหากไม่มีตระกูลซ่ง เราคงจะไม่มีชีวิตที่ดีแบบนี้ พี่คิดว่าพี่จะทนได้หรือเปล่า?”

 

“แม้ว่าพี่เต็มใจที่จะทน แต่พี่ไม่ได้ชอบพี่จืออัน แล้วมีคนมาบอกว่าทำไมพี่ถึงไม่ตอบแทนบุญคุณพวกเขา พี่พร้อมที่จะทำในสิ่งที่ไม่อยากทำได้ไหม?”

 

“แต่หากคนที่ไปเป็นพี่รอง คนอื่นก็จะต้องนินทาว่าเขาคงไปไม่รอด เพราะไม่มีน้องสาวไปด้วยอย่างแน่นอน แล้วพี่คิดว่าพี่รองจะรับได้หรือเปล่า? ด้วยอารมณ์ของเขา เขาจะต้องรู้สึกแย่กับเรื่องมากใช่ไหม?”

 

“หากหัวหน้าหมู่บ้านเป็นคนหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเอง มันคงจะไม่เป็นเรื่องวุ่นวายถึงขนาดนี้หรอก แต่นี่เป็นคำพูดของพี่จืออัน มันจึงเสี่ยงที่จะมีปัญหาตามมา พี่ลองคิดดูดีๆก่อนเถอะ!”

 

มันจะดูภาคภูมิใจมากกว่านี้หากพี่สาวของเธอพึ่งพาตัวเอง และเธอก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าฟู่เหมี่ยวจะเข้าใจความจริงข้อนี้

 

หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ตบไปที่ไหล่ของฟู่เหมี่ยวเบาๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน หลังจากที่ฟู่เยี่ยนเข้าเรียนมัธยมปลาย เธอก็ไม่ได้นอนห้องเดียวกันกับพี่สาวแล้ว ตอนนี้พวกเธอทั้งสองต่างก็มีห้องนอนส่วนตัว จึงไม่มีใครรบกวนใครอีกต่อไป

 

หลังจากที่เข้ามาในห้องนอนของตัวเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้เข้าไปในดินแดนต่างมิติทันที เพราะหลังจากที่พูดคุยกับฟู่เหมี่ยวไปเมื่อครู่นี้ เธอก็นึกขึ้นได้ว่าต้องมานั่งสมาธิสักหน่อย

 

ตอนนี้ หลังจากที่ดินแดนต่างมิติได้รับการพัฒนาขึ้นในครั้งล่าสุด ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดอีกเลย ในตอนแรกฟู่เยี่ยนคิดว่าพืชที่เก่าแก่และหายากเป็นสิ่งจำเป็นในกระบวนการขยายอาณาเขตของดินแดนต่างมิติ เธอจึงได้ขึ้นไปบนภูเขาหลายครั้งเพื่อตามหาพืชเหล่านั้น แต่ทว่ามันกลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดเลย

 

มันจึงส่งผลให้ความคิดของฟู่เยี่ยนเปลี่ยนไปในทันที จนถึงวันนี้ เธอก็ได้รู้สึกว่าดินแดนต่างมิตินั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพจิตใจของเธอ ดังนั้นเธอจึงต้องฝึกฝนให้จิตใจของเธอสงบนิ่งมากยิ่งขึ้น มีเพียงตัวเธอเองเท่านั้นที่จะสามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตและโลกใบนี้ได้

 

ฟู่เยี่ยนนั่งสมาธิบนหินขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากสระน้ำมากนัก เธอปล่อยจิตใจให้ล่องลอยไปตามสายลม และดูเหมือนว่าชั้นเมฆและหมอกจะค่อยๆเลือนหายไปอย่างช้าๆ หลังจากที่รู้แจ้งแล้ว เธอก็ได้ปรับลมหายใจให้ช้าลงพร้อมกับลืมตาขึ้นมา

 

ทันทีที่ลืมตา ดวงตาของเธอก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว เธอเห็นว่าพื้นดินและสระน้ำได้ขยายกว้างออกไปกว่าเดิมถึงสิบเท่า จนสระน้ำเล็กๆของเธอได้กลายเป็นเหมือนทะเลสาบไปแล้ว ไม่ไกลจากที่เธอนั่งสมาธิ ยังมีบ้านหลังเล็กหลังหนึ่งอยู่บนภูเขาอีกด้วย

 

ฟู่เยี่ยนจึงได้เดินไปยังบ้านหลังนั้นทันที ทว่ามันไม่ได้เป็นภูเขาอย่างที่เธอคิดแต่อย่างใด ที่จริงแล้วมันเป็นเพียงแค่เนินเขาเล็กๆเท่านั้น และริมถนนทั้งสองข้างก็ยังมีดอกไม้รวมไปถึงพืชพันธุ์นานาชนิดที่ฟู่เยี่ยนไม่เคยเห็นมาก่อนเต็มไปหมด

 

ซึ่งในสถานที่หนึ่งบนเนินเขายังมีป้ายเขียนเอาไว้ว่า ‘ลานสมุนไพร’ อยู่อีกด้วย และเมื่อมองไปยังพื้นดินตรงหน้าอย่างละเอียด ก็พบว่าที่นี่เต็มไปด้วยสมุนไพรหลายอย่างทั้งสมุนไพรธรรมดาและสมุนไพรหายาก ซึ่งตอนนี้ใบของพวกมันได้ห่อตัวลงราวกับว่ากำลังหลับใหลอยู่

 

ถัดจากบริเวณนั้นก็ได้มีบ้านไม้ไผ่หลังหนึ่งตั้งอยู่ โดยมีรั้วเป็นรูปวงกลมและรั้วก็ทำจากไม้ไผ่เช่นกัน ฟู่เยี่ยนจึงได้เอื้อมมือไปเพื่อจะผลักประตูให้เปิดออก แม้ว่ามันจะดูเรียบง่าย แต่กลับมีความแข็งแรงมากๆ ทั้งยังไม่สามารถเปิดมันออกได้อีกด้วย

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้ใช้เนตรสวรรค์มองหากลไกรอบๆทันที ก่อนจะเห็นว่ามีตัวล็อคอยู่ด้านบนของประตู เธอจึงครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเธอก็กัดปลายนิ้วของตัวเองและนำเลือดของเธอป้ายไปที่ประตูบานนั้น

 

ใช่แล้ว มันไม่ได้ต่างอะไรไปจากในหนังสือเล่มก่อนหน้านี้เลย ทันใดนั้นเอง ประตูก็ได้เปิดออก

 

ฟู่เยี่ยนจึงได้เดินเข้าไปข้างใน ซึ่งบ้านไม้ไผ่หลังนี้ถูกแบ่งออกเป็น3ห้อง ได้แก่ ห้องทางปีกตะวันออก ห้องโถงหลัก และห้องทางปีกตะวันตก

 

ภายในห้องโถงหลักนั้นไม่ได้มีอะไรเลย ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้เดินเข้าไปในห้องทางปีกตะวันออกก่อน โดยข้างในนั้นเต็มไปด้วยหนังสือทางการแพทย์ต่างๆ ซึ่งดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็นคลังของบรรพบุรุษนั่นเอง และยังมีชั้นวางสมุนไพรทำยาจีนอีกด้วย จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้เปิดลิ้นชักที่มีคำว่าโสมป่าเขียนอยู่ เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในนั้น เธอก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

 

ภายในลิ้นชักเต็มไปด้วยโสมป่า ซึ่งแต่ละต้นมีอายุมากกว่า100ปี หลังจากที่ฟู่เยี่ยนสำรวจห้องทางปีกตะวันออกเสร็จ เธอก็ได้ไปยังห้องทางปีกตะวันตกต่อทันที และภายในห้องนี้ก็เต็มไปด้วยหนังสือเกี่ยวกับอภิปรัชญาทั้งหมด มันถูกรวบรวมโดยบรรพบุรุษของเธอนั่นเอง

 

แต่สิ่งที่สะดุดตามากที่สุดเห็นจะเป็นมีดสั้นที่อยู่ในห้องนี้ ฟู่เยี่ยนค่อยๆหยิบมันขึ้นมาอย่างเบามือ ก่อนจะพบว่ามันหนักมาก เธอไม่รอช้าและดึงมันออกจากฝักในทันที วินาทีต่อมา ทั่วทั้งห้องก็ถูกปกคลุมไปด้วยรัศมีอันแหลมคมของมีดเล่มนั้น

 

ฟู่เยี่ยนจึงรีบเก็บมันไว้ในฝักอย่างรวดเร็ว เพราะพลังของมันรุนแรงกว่าที่เธอจะทนไหว

 

หลังจากที่สำรวจบ้านไม้ไผ่หลังนี้เสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินลงมาจากเนินเขา ซึ่งตอนนี้มีสายลมพัดเอื่อยๆ ทำให้เธอรู้สึกเย็นสบายมาก จากนั้นฟู่เยี่ยนก็จงใจเดินไปที่บริเวณขอบของดินแดนต่างมิติ นี่เป็นเรื่องจริงสินะ ดูเหมือนว่าดินแดนต่างมิติจะพัฒนาด้วยวิธีนี้จริงๆ

 

ฟู่เยี่ยนเดินกลับไปที่ทะเลสาบอีกครั้ง เมื่อมองไปยังดอกบัวที่อยู่ในทะเลสาบ จู่ๆเธอก็นึกอยากกินเมล็ดบัวขึ้นมา ดังนั้นเธอจึงกระโดดลงไปในทะเลสาบทันที ก่อนจะกลับมาพร้อมกับฝักบัวจำนวนหนึ่ง

 

หลังจากที่ทานเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้วางส่วนที่เหลือเอาไว้ เผื่อเธออยากกินในครั้งต่อไปจะได้สะดวก

 

อีกด้านหนึ่ง ฟู่เหมี่ยวยังคงนั่งอยู่ใต้ต้นองุ่นเหมือนเดิม ซึ่งฟู่เยี่ยนได้กลับเข้าไปในบ้านนานมากแล้ว ทว่าเธอก็ยังคงมีท่าทีที่ดูเหม่อลอยอยู่จนไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าฟู่เซินนั่งอยู่ข้างๆเธอ

 

“เฮ้อ!” ฟู่เซินถอนหายใจยาวออกมา ทำเอาฟู่เหมี่ยวแทบจะกระโดดลุกขึ้นจากม้านั่งด้วยความตกใจ

 

“เสี่ยวมู่! นายมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมมาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงเลยล่ะ!”

 

“ฉันมาได้สักพักแล้วล่ะ แต่เธอไม่ได้สนใจฉันเองนี่นา แล้วจะมาตำหนิฉันได้อย่างไร!” ทันทีที่ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวเจอกัน พวกเขาก็เริ่มเถียงกันทันที และยังคงคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่

 

“ไปให้พ้นเลยนะ อย่ามาทำตัวน่ารำคาญกับฉัน!”

 

“เธอพูดแบบนี้กับฉันได้อย่างไร? ฉันต่างหากล่ะที่ควรจะพูดคำนั้น ทั้งที่พี่ชายอยากจะมีน้องเขยแล้วแท้ๆ แต่น้องสาวกลับยังลังเลอยู่เลย น่ารำคาญเสียจริง!”

 

“นายอยากตายมากใช่ไหม?” ฟู่เหมี่ยวแทบจะทนไม่ไหวจนอยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอฟู่เซินเสียแล้ว

 

“ก็ได้ ก็ได้ ฉันไม่ได้จนปัญญาขนาดนั้นหรอกนะ บอกเอาไว้ก่อนเลยนะว่าฉันไม่ได้คิดมากเรื่องนี้เลย หากเธออยากไปก็ไปได้เลย” ฟู่เซินแสดงจุดยืนของเขาอย่างชัดเจน

 

“นายอยากไปหรือเปล่าล่ะ? ฉันไม่คิดที่จะไปอยู่แล้ว เสี่ยวฮั่วพูดถูก ฉันอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยตัวเอง ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรก็ตาม ฉันจะสอบด้วยตัวเองและจะสอบให้ผ่านอีกด้วย แม้ว่าใครจะแนะนำก็ตาม! ฉันจะไม่มีทางไปอย่างเด็ดขาด” ฟู่เหมี่ยวได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาอย่างถี่ถ้วนแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เธอกังวลมากที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับซ่งจืออันมากกว่า

 

“เธอแน่ใจแล้วใช่ไหมว่าจะทำแบบนั้น? หากเธอสอบตกขึ้นมา คนที่จะเดือดร้อนก็คือตัวเธอเองไม่ใช่เหรอ?” คำพูดแต่ละประโยคของฟู่เซินนั้นสมควรถูกตีมากจริงๆ

 

“อย่ากังวลไปเลย คนที่จะสอบไม่ผ่านคือนายมากกว่า แต่หากคนอย่างนายสามารถสอบผ่านได้ มีหรือที่ฉันจะสอบไม่ผ่าน!”

 

“เฮ้ เสี่ยวฉุ่ย เธอดูจะมั่นใจไม่นายเลยนี่นา ฮึ่ม! หากเธอคิดได้แบบนั้นแล้ว ทำไมถึงยังได้มานั่งทำหน้าอมทุกข์อยู่ที่นี่อีกกันล่ะ?” ฟู่เซินไม่เคยเข้าใจความคิดของผู้หญิงเลยจริงๆ

 

“จากนี้ไปฉันคงไม่สามารถสู้หน้าซ่งจืออันได้อีกแล้ว ฉันกลัวว่าจะทำให้เขารู้สึกผิดหวังน่ะสิ” ฟู่เหมี่ยวพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมา

 

“ทำไมเธอถึงได้มานั่งคิดมากเรื่องนี้กันล่ะ ก็แค่แสร้งทำเป็นคนโง่เท่านั้นเอง เขาไม่ได้บอกสักหน่อยว่าอยากให้เธอไป เธอก็แค่ทำเป็นไม่รู้เท่านี้ก็สิ้นเรื่อง” หลังจากที่ฟู่เซินพูดจบ เขาตั้งท่ารอให้น้องสาวพุ่งเข้ามาตีเขา

 

“ตกลง ฉันจะเชื่อนาย” นี่เป็นครั้งแรกที่ฟู่เหมี่ยวยอมเชื่อเขา จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นก่อนจะเดินกลับเข้าห้องของเธอไป

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เซินก็เข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วว่าบนโลกใบนี้ ผู้หญิงคือสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่ไม่สามารถคาดเดาความคิดได้



ตอนที่ 109 มีพรสวรรค์

 

เช้าวันรุ่งขึ้น วันนี้เป็นวันเกิดครบรอบอายุ1ขวบของฟู่เหยา แม้ว่าตอนนี้จะยังเช้าอยู่ แต่ญาติๆหลายคนก็ได้เดินทางมาที่ถึงบ้านของพวกเขาแล้ว

 

ซึ่งครอบครัวของหวังซู่เหมยต่างก็ตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่เช่นกัน ตอนนี้คุณตา คุณยาย ลุงและป้าของฟู่เยี่ยนได้มาที่นี่พร้อมกับสะใภ้ใหญ่และลูกชายทั้งสองคนของเขาแล้ว

 

นับตั้งแต่ที่ฟู่เยี่ยนช่วยทำนายเรื่องการแต่งงานของลูกพี่ลูกน้องของเธอเมื่อครั้งล่าสุด ตอนนี้ป้าของเธอก็ได้ดีกับเธอมากๆแล้ว และไม่ว่าลูกพี่ลูกน้องของเธอจะนัดดูตัวกับผู้หญิงคนไหน ป้าของเธอก็มักจะขอให้ช่วยทำนายดวงชะตาให้ทุกครั้ง จนพวกเขาทั้งคู่ได้แต่งงานกันในที่สุด

 

“โอ้ หลานชายตัวน้อยของเราน่ารักน่าชังมากจริง ๆ คงจะเป็นเพราะน้องสะใภ้กับต้าหย่งหน้าตาดี หลานๆของเราเลยหน้าตาดีไปด้วยแบบนี้” ตอนนี้หลี่เซียงหยุนเริ่มเข้าสู่วัยชราแล้ว ดังนั้นเธอจึงค่อนข้างชอบเด็กมากเช่นกัน

 

ฟู่เหมี่ยวยังคงยิ้มที่ได้รับคำชมนี้ แต่เธอก็ยังคงเม้มริมฝีปากของตัวเองเอาไว้เล็กน้อย ช่างน่ารำคาญมากจริงๆ ฟู่เหมี่ยวไม่เคยชอบป้าของเธอเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ยังคงแสดงท่าทีที่นอบน้อมออกมา

 

“จือจือ รีบมาอุ้มหลานตัวน้อยเร็วสิ เธอจะได้มีหลานตัวอ้วนๆให้แม่อุ้มบ้างยังไงล่ะ!” หลี่เซียงหยุนอุ้มฟู่เหยาขึ้นมา ก่อนจะยื่นให้กับลูกสะใภ้ของเธอ จึงทำให้ใบหน้าของหลินจือที่เพิ่งจะแต่งงานได้ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อขึ้นมาด้วยความเขินอาย ก่อนจะเอื้อมมือออกไปรับหลานตัวน้อยเข้ามาในอ้อมแขน

 

ฟู่เหยาเป็นเด็กอารมณ์ดี ดังนั้นไม่ว่าใครก็สามารถอุ้มเขาได้ ซึ่งเขาเป็นเด็กที่ชอบความสวยงามอยู่แล้ว หลินจือเองก็ยังอยู่ในช่วงวัยยี่สิบ เธอทั้งสูงและรูปร่างดี มีใบหน้าที่สดใสรวมไปถึงสุขภาพผิวที่ดีมาก ดังคำกล่าวที่ว่าหน้ากากสีขาวมักจะปกปิดความน่าเกลียดทั้งหมดของมนุษย์ไปได้ ด้วยความสง่างามของเธอ เมื่อฟู่เหยาเห็นเช่นนั้น เขาก็โผเข้าไปโอบรอบคอของเธออย่างไม่ลังเล

 

เมื่อหวังซู่เหมยและคนอื่นเห็นเช่นนั้นต่างก็พากันหัวเราะออกมาทันที ก่อนจะบอกว่าฟู่เหยาจะมีนิสัยแบบนี้อยู่เสมอ เพราะเขาชอบกอดฟู่เหมี่ยวและฟู่เยี่ยนที่บ้านอยู่บ่อยๆนั่นเอง

 

เมื่อหลี่เซียงหยุนเห็นฟู่เยี่ยนกำลังเดินออกมาจากตัวบ้าน ดวงตาของเธอก็สว่างวาบขึ้นมาราวกับหลอดไฟขนาด100วัตต์

 

“ดูนั่นสิ ป้าไม่ได้เจอเสี่ยวฮั่วแค่ไม่กี่เดือนเองไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงได้โตเร็วขนาดนี้ล่ะ! ดูสิ เธอเกือบจะตามเสี่ยวฉุ่ยทันแล้วนะ เด็กคนนี้ยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งดูสวยขึ้นเรื่อยๆเลยนะ เธอโตเป็นสาวแล้ว เห็นแบบนี้แล้วป้าอยากจะมีลูกสาวขึ้นมาทันทีเลย” ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ลุงของเธอได้รับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้าน จึงทำให้หลี่เซียงหยุนมีชีวิตที่ดีขึ้นเป็นอย่างมาก และเธอก็ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก ทั้งยังเป็นคนที่อารมณ์ดีมากอีกด้วย

 

“หลินจือก็เป็นลูกสาวของพี่สะใภ้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ ไหนๆเพราะพี่ไม่มีลูกสาว ฉะนั้นก็แค่ปฏิบัติต่อลูกสะใภ้เหมือนกับลูกสาวของตัวเองก็ได้นี่ อีกอย่างหลินจือเองก็เป็นเด็กที่น่ารักมากเลยด้วย ฉันเองยังอยากมีลูกสาวแบบเธอเหมือนกัน” แน่นอน หวังซู่เหมยจะไม่พูดอะไรที่ทำให้บรรยากาศแห่งความสุขของครอบครัวต้องเสียไปอย่างเด็ดขาด ทั้งยังพูดให้กำลังใจพี่สะใภ้ของเธออีกด้วย

 

หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้น หลี่เซียงหยุนก็รู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาทันที ก่อนจะดึงหวังซู่เหมยเข้ามาและเริ่มเล่าให้ฟังว่าลูกสะใภ้ใส่ใจเธอมากแค่ไหน

 

เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นเช่นนั้น เธอจึงรีบวิ่งไปที่ประตูบ้านทันที เพราะเธอรู้ว่าอาเล็กของเธอก็มาที่นี่ด้วยเหมือนกัน แน่นอน ตอนนี้อาเล็กของเธอและตระกูลหลี่ก็ได้มาถึงที่หน้าประตูบ้านแล้ว

 

โดยมีฟู่ต้าอันปั่นจักรยานซ้อนแม่ยายของเขามา ขณะที่หลี่โม่ลี่และหลี่ชุ่นลี่เดินตามมาด้านหลัง ทันทีที่ทุกคนมาถึงที่ประตู ป้าเหอก็ได้มาถึงแล้วเช่นกัน โดยเธอได้อุ้มหลานสาวตัวน้อยของเธอเอาไว้ในอ้อมแขนอีกด้วย โดยเมี่ยวเมี่ยวมีอายุห่างจากฟู่เหยาเล็กน้อย และเพิ่งผ่านวันเกิดครบรอบ1ขวบของเธอไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง

 

“โอ้ ทุกคนมาถึงกันแล้วเหรอ ไม่ได้เจอกันนานเลย สบายดีหรือเปล่า” ป้าเหอเป็นคนที่มีนิสัยอบอุ่นและเข้ากับคนอื่นได้ง่ายอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะไปที่ไหน เธอก็มักจะกล่าวทักทายผู้คนรอบข้างเสมอ

 

“พี่สะใภ้ พวกเราสบายดี พี่เองก็ดูแข็งแรงมากเลยนะ นี่คือหลานสาวตัวน้อยของพี่อย่างนั้นเหรอ ช่างเป็นเด็กที่น่ารักมากจริงๆ เธอหน้าเหมือนแม่มากๆเลย” ไฉเฉี่ยวเหอเป็นคนที่ตรงไปตรงมาอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อเธอเห็นหลานของคนอื่น เธอก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาทันที

 

“เชิญคุณป้าทั้งสองเข้ามาข้างในก่อนเถอะค่ะ! หากยืนนานอาจจะไม่ดีต่อสุขภาพได้ ตอนนี้หนูเตรียมชาเอาไว้รอข้างในแล้วค่ะ” ฟู่เยี่ยนที่เห็นฉากนี้จึงได้พูดแทรกขึ้นมาด้วยท่าทีที่นอบน้อม

 

“ดูสิ เรามัวแต่คุยกันเพลินไปหน่อยจนไม่ได้ทักทายใครเลย จนปล่อยให้เสี่ยวฮั่วต้องมากล่าวทักทายเราเองแบบนี้” ป้าเหอถือว่าเป็นผู้อาวุโสของครอบครัวคนหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงได้เชิญให้แม่ของหลานสะใภ้เข้าไปข้างในก่อน

 

ตอนนี้ทุกอย่างได้ถูกเตรียมเอาไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว และไม่มีบุคคลภายนอกได้รับเชิญให้เข้ามาร่วมงานวันเกิดของฟู่เหยาเลย พวกเขาเชิญเฉพาะคนในครอบครัวเท่านั้น จึงถือว่าครั้งนี้เป็นการรวมญาติไปในตัว

 

ดังนั้น บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา และทุกคนต่างก็ทักทายและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ส่วนฟู่ต้านีและฟู่เหมี่ยวก็ได้เตรียมอาหารสำหรับมื้อกลางวันต่อ และเหลือเพียงแค่รอใส่ลงหม้อเท่านั้น จึงมีเวลาออกไปพูดกับทุกคนได้

 

โดยไม่คาดคิด ตอนนี้ซ่งต้าหนิวและจางหยิงก็ได้มาที่ประตูบ้านของพวกเขา ทั้งยังมีของขวัญติดมือมาด้วย ซึ่งซ่งจืออันก็ตามมาด้วยเช่นกัน

 

“ต้าหย่ง ฉันถือวิสาสะมาที่นี่โดยไม่ได้รับเชิญ จะรังเกียจไหมหากฉันจะขอร่วมงานเลี้ยงด้วยคน?” ซ่งต้าหนิวเดินเข้ามา ก่อนจะพูดพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเก้อเขิน ส่วนจางหยิงเองก็ได้เข้าไปคุยกับหวังซู่เหมยด้วยเช่นกัน

 

“อย่าเกรงใจไปเลย ทุกคนที่มาที่นี่ต่างก็เป็นแขกของพวกเราทั้งนั้น ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้ไปเชิญคุณด้วยตัวเอง! เชิญนั่งก่อนๆ” ฟู่ต้าหย่งรู้เรื่องนี้โดยธรรมชาติอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ฟู่เยี่ยนได้ช่วยซ่งเจียเหอเอาไว้ ทั้งยังเปิดโปงว่าลูกพี่ลูกน้องของเมิ่งเทียนฮัวเป็นคนวางแผนชั่วฆ่าทารกในครรภ์ของซ่งเจียเหอ อีกทั้งต่อมาเมิ่งเทียนฮัวก็ได้ถูกย้ายไปอยู่ในเมืองเนื่องจากผลงานอันโดดเด่นของเขาภายใต้การช่วยเหลือจากฟู่เยี่ยน

 

“เจียเหอขอให้ฉันนำของขวัญมาด้วย ตอนนี้เธอตั้งครรภ์แล้ว เลยเดินทางไกลไม่ได้ จึงไม่ได้กลับมาที่นี่บ่อยเหมือนเมื่อก่อน” จางหยิงหยิบกำไลเงินอันเล็กที่ซ่งเจียเหอเป็นคนซื้อออกมาจากกระเป๋า

 

“เจียเหอเป็นคนที่มีน้ำใจมากเหลือเกิน กำไลคู่นี้มันแพงเกินไป เสี่ยวถู่รับมันเอาไว้ไม่ได้หรอก” หวังซู่เหมยปฏิเสธออกไปโดยไม่รู้ตัว

 

“อย่าปฏิเสธมันเลยนะ หากไม่ใช่เพราะฟู่เยี่ยน เจียเหอคงจะไม่รู้ว่าในชีวิตนี้เธอจะมีลูกเป็นของตัวเองหรือเปล่า ฉันเองก็เป็นแค่ผู้ส่งสารเท่านั้น อย่าทำให้ฉันต้องลำบากใจเลยนะ ช่วยรับมันเอาไว้ด้วยเถอะ” จางหยิงพูดพร้อมกับยัดกำไลเงินใส่มือของฟู่เหยาไป ฟู่เหยามองไปที่กำไลเงินชิ้นนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทำท่าเหมือนอยากยัดมันเข้าไปในปาก

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น หวังซู่เหมยจึงรีบหยุดเขาเอาไว้ทันที และยอมรับมันเอาไว้แต่โดยดี “ถ้าอย่างนั้นฉันจะขอรับของมีค่าที่เจียเหอตั้งใจจะมอบให้ชิ้นนี้เอาไว้ก็แล้วกัน ฝากขอบคุณเจียเหอด้วยนะ”

 

พวกเธอคุยกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จางหยิงจะเอ่ยถามถึงเรื่องการแต่งงานของฟู่เหมี่ยวด้วยท่าทีที่จริงจัง ซึ่งหวังซู่เหมยรู้ดีอยู่แล้วว่าจางหยิงรับรู้ถึงความคิดของซ่งจืออันเป็นอย่างดี แต่หวังซู่เหมยก็ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด เพียงแค่บอกจางหยิงไปว่าลูกสาวของเธอยังเด็กเกินไป และยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น จางหยิงก็ยังคงไม่เข้าใจถึงความหมายทั้งหมด ทว่าลูกชายของเธอเองก็ยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองให้พวกเขาเห็นอีกด้วย ลืมมันไปเสียเถอะ เอาไว้กลับไปที่บ้าน เธอค่อยบอกให้เขาพยายามให้มากกว่านี้ เพื่อเอาชนะใจว่าที่ภรรยาในอนาคตของเขาโดยเร็วที่สุด ซึ่งตอนนี้ซ่งจืออันเองก็ต้องการที่จะเข้าไปคุยกับฟู่เหมี่ยวเช่นกัน แต่ทว่าทันทีที่ฟู่เหมี่ยวเห็นซ่งจืออันเดินผ่านประตูหน้าบ้านเข้ามา เธอก็หันหลังกลับพร้อมกับเดินเข้าไปในครัวเพื่อช่วยทำความสะอาดทันที

 

ซ่งจืออันเข้าไปคุยกับฟู่เซิน แต่สายตาของเขากลับเอาแต่มองหาฟู่เหมี่ยว ซึ่งเขาพยายามมองหาอยู่นานแต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา ส่วนฟู่เซินเองก็ได้แอบสังเกตเขาอย่างใจเย็นเช่นกัน ชายคนนี้มีเจตนาที่ไม่ดีจริงๆ และความคิดกับคำพูดของเขาก็ดูขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย

 

หลังจากนั้นไม่นานนัก ฟู่เยี่ยนก็ได้ชวนฟู่เหว่ยและฟู่หรงเอาสิ่งของต่างๆไปวางเพื่อจะได้เริ่มพิธีจวาโจว [1] โดยเธอได้วางเหรียญห้าจักรพรรดิทั้งสามเหรียญเอาไว้ตรงมุมๆหนึ่งของเตียงไม้ ก่อนจะบอกให้ทุกคนมารวมตัวกันเพื่อดูว่าฟู่เหยาจะเลือกของชิ้นไหน

 

หวังซู่เหมยอุ้มฟู่เหยาขึ้นไปวางเอาไว้เตียง ก่อนจะกระตุ้นลูกชายของเธอให้คลานไปข้างหน้าเพื่อเลือกของที่ตัวเองชอบ

 

ฟู่เหยามองไปยังสิ่งของมากมายที่ถูกวางเอาไว้! ก่อนจะสังเกตเห็นเหรียญห้าจักรพรรดิของฟู่เยี่ยนที่ถูกวางอยู่ในมุมๆหนึ่ง โดยฟู่เยี่ยนยังวางเข็มทิศหลัวผานที่เธอได้รับเมื่อนานมาแล้วเอาไว้ฝั่งตรงข้ามกับเหรียญห้าจักรพรรดิอีกด้วย

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เหยาก็ได้คลานไปหยิบเหรียญห้าจักรพรรดิทั้งสามเหรียญขึ้นมา จากนั้นเขาก็ได้คลานไปยังทิศตรงข้ามและหยิบเข็มทิศหลัวผานขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะหัวเราะคิกคักพร้อมกับมองไปที่ฟู่เยี่ยน และคลานเข้าไปหาพี่สาวอย่างรวดเร็ว

 

ฟู่เยี่ยนจึงอุ้มน้องชายตัวน้อยของเธอขึ้นมา

 

มีเพียงตระกูลฟู่เท่านั้นที่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้หมายถึงอะไร ส่วนคนอื่นต่างก็แค่คิดว่าสิ่งนี้หมายถึงความร่ำรวยเท่านั้น และได้กล่าวอวยพรมาเป็นระยะ

 

ส่วนฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็ได้หันมามองหน้ากัน พวกเขาเคยได้ยินเรื่องนี้จากเสี่ยวฮั่วมานานแล้ว โดยเธอได้บอกเอาไว้ว่าน้องชายของเธอก็เป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านนี้เช่นกัน แต่พวกเขาแค่คิดไม่ถึงว่าเสี่ยวถู่จะจับของวิเศษของเสี่ยวฮั่วในพิธีจวาโจวเท่านั้นเอง ทุกคนต่างก็รู้สึกมีความสุข แต่ก็ยังวิตกกังวลอยู่เล็กน้อย การที่ลูกของเขาทั้งสองคนมีความสามารถในด้านนี้ มันจะเป็นเรื่องที่ดีหรือเปล่า?

 

[1] พิธีจวาโจว เป็นพิธีที่มักจะจักขึ้นเมื่อเด็กมีอายุครบ1ขวบ โดนให้เด็กเลือกหยิบของที่ตัวเองชอบเพื่อเป็นการเสี่ยงทายอนาคตของเด็ก



ตอนที่ 110 หนูจะรับเขาเป็นศิษย์

 

หลังจากที่ทุกคนพูดคุยกันตลอดทั้งช่วงเช้าและทานมื้อเที่ยงร่วมกันเสร็จ ในตอนบ่ายพวกเขาต่างก็แยกย้ายกันกลับ

 

ซึ่งอันที่จริงแล้ว หลี่เซียงหยุนอยากจะคุยกับฟู่เยี่ยนเพื่อถามว่าลูกสะใภ้ของเธอจะตั้งครรภ์เมื่อไหร่ แต่เธอก็ได้ถูกแม่เฒ่าหลี่พาออกไปเสียก่อน เพราะหลานสาวของเธอได้บอกแล้วว่าเรื่องแบบนี้ไม่สามารถทำนายได้

 

หลี่เซียงหยุนจึงได้เดินตามออกไปด้วยความไม่พอใจ เมื่อกลับมาถึงบ้าน แม่เฒ่าหลี่ก็ได้ให้เธอไปที่บ้านเพียงลำพังเพื่อที่จะพูดคุยบางอย่าง

 

“ตอนนี้เธอเองก็เป็นแม่สามีแล้ว ที่ผ่านมาฉันเคยเร่งเร้าเธอเรื่องนี้หรือเปล่า ยิ่งเธอทำแบบนี้ ลูกสะใภ้ของเธอก็จะยิ่งมีความสุขน้อยลง ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเถอะ หากไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เธอก็ไปหาสมุนไพรหรืออาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้พวกเขาจะดีกว่า”

 

“เลิกคิดเรื่องการตั้งครรภ์ของเสี่ยวจือได้แล้ว หากยังทำแบบนี้ ฉันจะไม่สนใจเธออีกต่อไป และลูกสะใภ้ของเธอก็คงจะตัดขาดจากเธอเช่นกัน”

 

หลี่เซียงหยุนชะงักไปครู่หนึ่ง พลางครุ่นคิดถึงคำแนะนำของแม่เฒ่าหลี่ จากนั้นเธอก็ตั้งใจอย่างแน่วแล้วว่าจะเตรียมอาหารที่มีประโยชน์ให้กับลูกชายและลูกสะใภ้ของเธอ

 

หลังจากที่หลินจือทราบเรื่องนี้แล้ว เธอจึงตัดเสื้อให้กับแม้เฒ่าหลี่และหลี่เซียงหยุน ซึ่งฝีมือของเธอถือว่าค่อนข้างประณีตเลยทีเดียว หลังจากที่ได้รับเสื้อจากหลานสะใภ้ แม่เฒ่าหลี่ก็ได้อธิบายอีกครั้ง ในที่สุดหลี่เซียงหยุนก็ยอมเชื่อฟังแม่สามี โดยปล่อยให้ลูกชายและลูกสะใภ้ใช้ชีวิตอย่างอิสระมากขึ้น

 

หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้าน ตอนนี้ก็เหลือเพียงฟู่ต้าอันและหลี่โม่ลี่เท่านั้น ส่วนหลี่ซุ่นลี่และภรรยาได้กลับบ้านไปก่อนแล้ว

 

หลังจากที่ฟู่ต้าอันแต่งงาน เขาก็ยังคงแวะเวียนมาที่หมู่บ้านอันผิงอยู่บ่อยๆ ดังนั้นครอบครัวของพวกเขาจึงไม่เพียงแค่สนิทกันเท่านั้น แต่พวกเรายังมีความกลมเกลียวกันมากอีกด้วย

 

ที่ฟู่ต้าอันยังไม่กลับไปนั้น เป็นเพราะเขามีเรื่องบางอย่างเกี่ยวกับตระกูลเก่อที่อยากจะพูดนั่นเอง

 

“พี่ใหญ่ วันก่อนฉันได้พบกับเก่อหงอิง เขาบอกกับฉันว่าแม่ของเก่อหงจวินเสียชีวิตแล้ว และตอนนี้เก่อหงปิงก็ต้องการที่จะฮุบสมบัติทั้งหมดของตระกูลเอาไว้เพียงคนเดียว ดังนั้นสองพี่น้องจึงได้ทะเลาะกันอย่างรุนแรง และทำร้ายกันจนถึงขั้นเลือดตกยางออก” ฟู่ต้าอันที่เห็นว่าพี่สาวของเขาเพิ่งจะเข้าไปนอนกลางวัน เขาจึงได้พูดเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

 

“พวกเขาทั้งสองคนต่างก็ไม่ใช่คนดีทั้งคู่นั่นแหละ ก่อนหน้านี้เก่อหงจวินยังเลือกที่จะทิ้งต้านีและลูกๆของเขาไปเลย แล้วทำไมตอนนี้เขาไม่ทำแบบนั้นบ้างล่ะ หากไม่เจอเรื่องราวแบบนี้กับตัวเองก็ไม่คิดที่จะสำนึกเลยสินะ!” หวังซู่เหมยพูดพลางเล่นกับลูกชายตัวน้อยของเธอไปด้วย

 

“ตอนที่น้องสาวของนายต้องทนทุกข์ทรมาน เก่อหงจวินไม่แม้แต่จะสนใจเธอเลยด้วยซ้ำ และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เขาจะต้องรับกรรมแล้วสินะ!” ฟู่ต้าหย่งกัดฟันแน่นขึ้นมาทันที เมื่อพูดถึงอดีตน้องเขยของเขา

 

“สมควรแล้วล่ะ ตอนนี้แม้แต่เก่อหงอิงก็ยังพยายามอยู่ให้ห่างจากเขาเลย และพวกเขาก็ได้ตัดขาดความสัมพันธ์กันตั้งนานแล้วด้วย เขายังถามถึงเสี่ยวฮั่วว่าช่วงนี้เธอว่างหรือเปล่าด้วยนะ ฉันคิดว่าเขาน่าจะอยากให้เสี่ยวฮั่วช่วยทำนายดวงชะตาให้กับเขาแน่เลย”

 

“หากนายได้พบกับเขาอีกครั้ง ให้บอกไปเลยว่าเสี่ยวฮั่วไม่ว่าง หากไม่มีแม่ของเขาแล้ว เก่อหงอิงก็ไม่มีอะไรเลยเช่นกัน” ฟู่ต้าหย่งไม่ต้องการที่จะยุ่งเกี่ยวกับตระกูลเก่ออีกแล้ว ซึ่งฟู่ต้าอันก็รู้สึกปวดหัวกับเรื่องนี้เช่นกัน

 

“อย่างไรก็ตาม พี่ใหญ่ ฉันได้ยินมาว่าปลายปีนี้พ่อจะเกษียณแล้วไม่ใช่เหรอ แบบนี้ตำแหน่งของเขาก็ต้องมีคนมาแทนน่ะสิ ฉันคิดว่าเขาจะต้องยกมันให้กับจู่จื่ออย่างแน่นอน” เมื่อพูดถึงฟู่เหล่าชวน ท่าทีของฟู่ต้าอันก็ดูเคร่งขรึมขึ้นมาทันที ซึ่งไม่ต่างจากพี่ชายของเขาเลย ตอนนี้ในบรรดาลูกทั้งสี่คนของฟู่เหล่าชวน มีเพียงฟู่ต้านีเท่านั้นที่ดูจะใส่ใจเขามากที่สุด

 

“มันไม่ได้สำคัญหรอกว่าเขาจะยกตำแหน่งให้ใคร เพราะทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับเขา” ขณะที่พูดถึงฟู่เหล่าชวน ใบหน้าของฟู่ต้าหย่งก็เต็มไปด้วยความรังเกียจ ทั้งที่ฟู่เหล่าชวนจะเป็นพ่อแท้ๆของเขา แต่กลับไม่เคยคิดว่าเขาเป็นลูกชายเลยด้วยซ้ำ

 

“ตอนนี้เสี่ยวมู่ก็กำลังจะเรียนจบแล้ว ทำไมเราไม่ลองไปคุยกับพ่อดูล่ะ?” ฟู่ต้าอันรู้สึกว่าในเมื่อเขาและพี่ๆของเขายังคงต้องจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูหลังจากที่พ่อของเขาเกษียณอายุ แล้วทำไมพ่อของเขาถึงต้องยกตำแหน่งให้กับคนนอกด้วย?

 

ฟู่ต้าหย่งชำเลืองมองไปที่น้องชายของเขา ฟู่ต้าอันไม่รู้มาก่อนเลยว่าฟู่เหล่าชวนคิดว่าฟู่ต้าหย่งไม่ได้เป็นลูกชายแท้ๆ หากเขารู้ เขาคงจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อย่างแน่นอน

 

“นายก็ลองไปถามเขาดูสิ หากเขายอมทำตามที่นายขอ มันคงจะเป็นอะไรที่แปลกมากเลยล่ะ ขนาดฉัน เขายังมองว่าไม่ใช่ลูกแท้ๆของเขาเลย แล้วนับประสาอะไรกับลูกของฉันล่ะ?” ฟู่ต้าหย่งพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่เรียบเฉย และไม่ได้แสดงอารมณ์ใดออกมาเลย

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าอันก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก ส่วนหลี่โม่ลี่ที่อยู่ข้างๆก็รู้สึกสับสนมากเช่นกัน ก่อนหน้านี้เธอรู้แค่ว่าพ่อสามีของเธอไม่ค่อยชอบพี่เขยเท่านั้น แต่ไม่คิดเลยว่าเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นแบบนี้

 

ในตอนแรก ฟู่ต้าอันแค่รู้สึกตกใจเท่านั้น แต่ตอนนี้ความรู้สึกนั้นได้เปลี่ยนเป็นความโกรธไปเสียแล้ว

 

“แค่โคลนบนตัวเขา เขายังไม่สามารถล้างมันออกเองได้เลย แล้วทำไมเขาถึงสาดน้ำสกปรกใส่คนอื่นแบบนี้กันล่ะ! พี่ใหญ่ พี่ทนกับเรื่องนี้ได้อย่างไร? ทำไมถึงปล่อยให้เขาทำให้แม่ของเราเสื่อมเสียชื่อเสียงแบบนี้!”

 

“ต้าอัน พ่อของนายไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย แม่ของนายเป็นคนบอกเรื่องนี้กับเขาเองต่างหากล่ะ นายคิดว่าพ่อของนายเป็นคนโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ? หากเขาพูดแบบนั้นออกมา แล้วพี่ชายของนายไปได้ยินเข้า นายยังจะรู้สึกกับเขาเหมือนพ่อแท้ๆอยู่หรือเปล่า?” หลังจากที่หวังซู่เหมยพูดจบ ฟู่ต้าอันก็ได้ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ทันที

 

“แม่พูดอะไรอย่างนั้นเหรอ?” วันนี้เป็นวันที่ฟู่ต้าอันรู้สึกตกใจมากที่สุดแล้วในชีวิตของเขา

 

“แม่เป็นคนที่รู้เรื่องราวทั้งหมดดีกว่าใครๆ และได้เตรียมการทุกอย่างเอาไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเลย และแม่ก็ไม่ได้อธิบายถึงปัญหาเหล่านี้อีกด้วย แม่รู้อยู่แล้วว่าพ่อเป็นคนแบบไหน! และด้วยเหตุนี้ แม่จึงพยายามหาทางหลีกเลี่ยงให้กับพวกนายทุกคน”

 

“ตอนนี้นายควรปฏิบัติกับพ่อตามปกติจะเป็นการดีที่สุด แค่ให้เขาได้มีชีวิตที่ดีหลังจากเกษียณอายุก็พอ” หวังซู่เหมยปลอบน้อยเขยของเธอ ทว่าฟู่ต้าอันยังคงมีท่าทีที่ดูฮึดฮัดอยู่เล็กน้อย

 

“ฮึ่ม เขาจะเอาเงินไปให้หนิวชุ่ยฮวาต่างหากล่ะ ไม่ได้คิดที่จะเก็บเงินพวกนั้นเอาไว้ใช้เองหรอก!”

 

“พี่สะใภ้ใหญ่ พ่อเองก็รู้ดีไม่ใช่เหรอว่าหนิวชุ่ยฮวาเป็นคนแบบไหน ฉันกลัวว่าหากพ่อเกษียณและยกตำแหน่งงานให้กับจู่จื่อไป ตัวของหนิวชุ่ยฮวาเองก็จะเปลี่ยนไปด้วยเหมือนกัน ในอนาคตหากเราอยากจะมีชีวิตที่สงบสุข เราอาจจะต้องหมดเงินไปอีกมากมายเลยก็ได้”

 

ฟู่ต้าอันไม่ใช่คนโง่ เขามองเรื่องนี้ออกแทบจะทันที แต่ทว่าเขาก็ไม่สามารถทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ เพราะคนจีนอย่างพวกเขานั้นถูกปลูกฝังให้กตัญญูต่อพ่อแม่ให้มากที่สุดเท่าที่ลูกคนหนึ่งจะทำได้นั่นเอง

 

เขาถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ และรู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายของเขากำลังหมดเรี่ยวแรง เมื่อเห็นท่าทางของสามี หลี่โม่ลี่ที่นั่งอยู่ข้างๆก็ได้จับมือของเขาเอาไว้แน่น

 

หลังจากที่พูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ฟู่ต้าอันและภรรยาของเขาก็ได้ขอตัวกลับไป โดยที่ฟู่ต้าอันยังคงรู้สึกอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

 

ตอนนี้ ฟู่เหยาได้ผล็อยหลับไปแล้ว ส่วนฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวไม่รู้ว่าหายไปไหน ซึ่งหากจะให้เดา พวกเขาคงจะไปหาซ่งจืออันอย่างแน่นอน ฟู่เยี่ยนจึงได้ใช้โอกาสนี้ไปที่ห้องของพ่อกับแม่

 

“พ่อคะ แม่คะ หนูได้ตัดสินใจแล้ว หลังจากวันเกิดครบรอบ6ขวบของฟู่เหยา หนูจะรับเขาเป็นศิษย์คนแรกของหนูอย่างเป็นทางการค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยสีหน้าที่ดูจริงจัง

 

ส่วนฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยเองก็คิดเรื่องนี้เผื่อเอาไว้แล้วเช่นกัน เนื่องจากลูกชายของพวกเขาเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ ดังนั้นพวกเขาทำได้เพียงต้องสนับสนุนเท่านั้น เพราะหากพวกเขาเข้าไปขัดขวาง มันก็คงจะดูเห็นแก่ตัวเกินไป และมันยังเป็นการทำร้ายจิตใจของเสี่ยวฮั่วอีกด้วย

 

“หากลูกคิดว่าน้องชายของลูกมีพรสวรรค์นั้นจริงๆก็จงสอนเขาเถอะ แม่จะไม่ห้ามลูก แม้ว่าแม่เองก็ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ แต่บางทีพรสวรรค์ที่ลูกทั้งสองคนมีอาจจะมาจากย่าของลูกก็ได้” หวังซู่เหมยพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา

 

“ใช่แล้วล่ะ ทั้งย่าของลูกและลูกต่างก็เรียนรู้สิ่งนี้ด้วยตนเองเหมือนกัน หากฟู่เหยาได้รับคำคำแนะนำที่ดีจากลูก มันจะต้องเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมากแน่ๆ แต่หากไม่เป็นอย่างที่เราคิด พ่อจะทำงานให้มากขึ้นเพื่อหาเงินให้ลูกเอง” ฟู่ต้าหย่งไม่เคยปฏิเสธสิ่งที่มองไม่เห็นนี้เลย เพราะแม่ของเขาก็มีพรสวรรค์นี้เหมือนกัน มิเช่นนั้นแม่ของเขาคงจะไม่ทิ้งสิ่งต่างๆเอาไว้มากมายขนาดนี้อย่างแน่นอน

 

เมื่อเห็นว่าพ่อกับแม่ไม่ได้คัดค้าน ฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที ในตอนแรกเธอกลัวว่าพ่อกับแม่จะไม่เห็นด้วยที่ลูกชายคนเล็กมีพรสวรรค์ด้านนี้

 

“พ่อกับแม่วางใจได้เลยนะคะ ในอนาคต เสี่ยวถู่อาจจะมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอันดับต้นๆของโลกเลยก็ได้ และเมื่อถึงตอนนั้นคงจะไม่มีใครกล้าทำอะไรขัดใจพ่อกับแม่อย่างแน่นอน! และชีวิตของพ่อกับแม่จะต้องเป็นชีวิตที่มีแต่ความสุข! ไม่ว่าฟู่เหยาอยากจะเรียนสิ่งไหนก็ตาม หนูจะสอนเขาทุกอย่าง และหากเขาอยากจะทำอย่างอื่นเมื่อเขาโตขึ้น หนูก็จะไม่บังคับเขาค่ะ มันจะเป็นเพียงการเรียนนอกเวลาเท่านั้น”

 

“ฟู่เหยายังคงต้องไปโรงเรียนเหมือนกับเด็กปกติทั่วไป และเขาก็ต้องได้เรียนมหาวิทยาลัยอีกด้วย เพราะหากเขาไม่ไปโรงเรียน เขาก็จะกลายเป็นเด็กที่บกพร้องเรื่องการเข้าสังคม ซึ่งความคิดของมนุษย์นั้นซับซ้อนยิ่งกว่าหลักทางวิทยาศาสตร์เสียอีก”



จบตอน

Comments