ตอนที่ 11 ความลับของครอบครัว
ในเวลานี้ หนิวชุ่ยฮวารู้สึกไม่พอใจฟู่เหล่าชวนขึ้นมาเล็กน้อย เขาเป็นพ่อที่ไม่มีความเป็นผู้นำเลย แม้แต่ลูกชายของตัวเองก็ยังไม่สามารถจัดการได้
ทั้งสองยืนอยู่ตรงนั้น จนกระทั่งฟู่ซินพาฟู่เฉิงเข้ามา
“ปู่สาม ทำไมถึงได้มายืนอยู่ที่ประตูกันล่ะ? แล้วต้าหย่งอยู่ที่ไหนอย่างนั้นเหรอครับ เสี่ยวฮั่ว พ่อของเธออยู่ที่ไหน?” ฟู่เฉิงที่เพิ่งจะเดินเข้ามา และเห็นฟู่เหล่าชวนกำลังพึมพำบางอย่างกับตัวเองราวกับว่าเขาถูกบางอย่างแทงใจเข้าอย่างจังอยู่
เมื่อได้ยินเสียงนี้ ฟู่ต้าหย่งจึงได้เปิดประตูบ้านพร้อมกับเดินออกมา
“เสี่ยวเฉิงมาแล้ว เสี่ยวฮั่วรีบไปชงชาให้กับพี่ชายของลูกเร็วเข้าสิ”
หลังจากนั้น พวกเขาก็ได้มานั่งตรงใต้ต้นไม้ในลานบ้าน ส่วนหนิวชุ่ยฮวากำลังพยายามทำให้ตัวเองไม่เป็นที่สะดุดตาอยู่ เธอปิดปากเงียบและเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด
“ปู่สามครับ ผมเกรงว่าปู่อาจจะยังไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นนะครับ ผมจะเล่าให้ฟังอีกครั้งก็แล้วกัน” ฟู่เฉิงรู้สึกว่าปู่สามของเขากำลังถูกหนิวชุ่ยฮวาหลอกอยู่
ดังนั้น เขาจึงเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นจากมุมมองของคนกลางอีกครั้ง ส่วนฟู่เหล่าชวนเองก็มีปฏิกิริยาโต้ตอบบ้างแล้วเช่นกัน เขาเพิ่งสังเกตว่าชั่วขณะหนึ่ง ท่าทีของเจ้าใหญ่ที่ปฏิบัติต่อเขาทำให้เขาคล้ายกับมองเห็นเงาของผู้เฒ่าแห่งตระกูลเสิ่นซ้อนทับร่างเจ้าใหญ่อย่างไรอย่างนั้น
ซึ่งผู้เฒ่าตระกูลเสิ่นที่เขาเอ่ยถึงก็คือคือเสิ่นอันกั๋ว พ่อตาของฟู่ต้าหย่งนั่นเอง หากเขายังมีชีวิตอยู่ ในปีนี้เขาก็จะมีอายุ80ปีพอดี
เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นของฟู่ต้าหย่ง ซึ่งมันดูคล้ายกับผู้เฒ่าเสิ่นมากๆ ฟู่เหล่าชวนก็รู้สึกตกใจขึ้นมาทันที
“ปู่สามครับ และนี่ก็คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด หนิวชุ่ยฮวาได้ผลักเสี่ยวฮั่วจนล้มและหมดสติไป ทั้งยังถูกจับได้ว่าเธอขโมยของของป้าสะใภ้ไปอีก และทุกอย่างก็เป็นการตัดสินใจของผมเองครับ เหตุการณ์ที่หนิวชุ่ยฮวาทำนั้นถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ดังนั้นผมจึงให้เธอจ่ายเงินชดเชย 10หยวนให้กับเสี่ยวฮั่วเพื่อจบเรื่องทั้งหมด”
ฟู่เฉิงไม่ต้องการให้เรื่องราวมันบานปลายไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม จำนวนเจ้าหน้าที่ในหมู่บ้านของพวกเขานั้นมีจำนวนจำกัด และที่สำคัญก็คือเขาไม่อยากทำให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะความสงบของหมู่บ้านนั้นก็สำคัญมากเช่นกัน อีกอย่างตอนนี้ก็ใกล้จะถึงรอบการประเมินประจำปีแล้ว หากมีเรื่องขโมยของปรากฏขึ้นมาในหมู่บ้าน เขาซึ่งเป็นถึงหัวหน้าจะต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
ฟู่เหล่าชวนกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ และทันใดนั้นเอง หนิวชุ่ยฮวาก็แอบดึงชายเสื้อของเขาเบาๆ
“ในเมื่อหัวหน้าเฉิงได้ตัดสินเรื่องนี้ไปแล้ว ฉันก็คงจะทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ ชุ่ยฮวา ช่วยหยิบเงินมาให้ฉันหน่อยสิ” ฟู่เหล่าชวนสูบกล้องยาสูบของเขาพลางพูดออกมาอย่างใจเย็น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนิวชุ่ยฮวาจึงรีบไปหยิบเงินมาให้หวังซู่เหมยทันที ส่วนหวังซู่เหมยนั้นก็ไม่ได้เกรงใจแต่อย่างใด เธอรับเงินจำนวนนั้นมาพร้อมกับยัดมันใส่ลงไปในกระเป๋าอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นเอง ฟู่เซินก็ได้ประคองทวดเจ็ดของเขาเข้ามา ซึ่งปู่เจ็ดคนนี้ได้อาศัยอยู่บ้านข้างๆของฟู่เหล่าชวนนี่เอง โดนปู่เจ็ดของฟู่ต้าหย่งนั้นเป็นผู้อาวุโสที่มีอายุมากที่สุดในตระกูลฟู่แล้ว
แม้ว่าร่างกายของชายชราจะไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วเหมือนเมื่อก่อน แต่น้ำเสียงของเขาก็ยังคงกังวาลราวกับระฆังอยู่
“เสี่ยวชวน ไอ้คนไม่รักดี กล้าดีอย่างไรมารังแกเด็กๆต่อหน้าฉันแบบนี้ นี่แกคิดจะทรยศเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองอย่างนั้นเหรอ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ร่างกายของฟู่เหล่าชวนก็แข็งทื่อไปพร้อมกับความทรงจำเก่าๆ ต่างก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา เขากลัวลุงเจ็ดคนนี้มาตั้งแต่เขาเป็นเด็กแล้ว เมื่อก่อนหากเขาเกเร เขามักจะถูกลุงเจ็ดตีอยู่เสมอ “ลุงเจ็ด ลุงกำลังพูดเรื่องอะไรกัน….”
“เหลวไหล! คิดว่าฉันแก่จนหูหนวกตาบอดไปแล้วหรืออย่างไรกัน? พวกเขาต่างก็เป็นลูกชายและหลานแท้ๆของแกไม่ใช่เหรอ? ไหนแกลองบอกฉันมาหน่อยสิว่าใครกันที่เป็นย่าของพวกเขา?” ขณะที่พูดนั้น ลุงเจ็ดก็ได้ชี้ไม้เท้าของเขาไปที่ฟู่เหล่าชวน
ฟู่เซินที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบเข้าไปช่วยประคองชายชราให้นั่งลงทันที ส่วนฟู่เหมี่ยวก็ได้รีบไปชงชามาให้ใหม่ ฟู่เยี่ยนเองก็ได้นำบุหรี่มาให้ชายชราเช่นกัน ฟู่ต้าหย่งรู้สึกไม่ค่อยเต็มใจที่จะให้ปู่เจ็ดของเขาสูบบุหรี่เท่าไหร่นัก ทว่าฟู่ซินที่อยู่ข้างๆ ก็ได้จุดไฟให้กับชายชราไปเสียแล้ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น หางตาของฟู่เหล่าชวนก็กระตุกขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ เขามาที่นี่ตั้งนานแล้ว แต่กลับไม่มีชาแม้แต่ถ้วยเดียวเลยด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมีคนมาจุดบุหรี่ให้เลย
หลังจากที่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ ชายชราก็ยิ้มอย่างมีความสุข “ดูสิ พวกเขาช่างเป็นเด็กดีและเรียบร้อยมาก ไม่มีใครด้อยไปกว่าซู่ฉีเลย ไม่เหมือนแกที่นานวันเข้าก็มีแต่จะนิสัยแย่ลงเรื่อยๆ!” เขาพูดพร้อมกับปรายตามองที่หนิวชุ่ยฮวาราวกับว่านี่มันผู้หญิงอะไรกัน!
ตอนแรกฟู่เหล่าชวนยังวางมาดในฐานะพ่อเพื่อกดดันฟู่ต้าหย่ง ตอนนี้เขาอยู่ในฐานะที่ต้องฟังคำตำหนิจากผู้ใหญ่ในตระกูลเองแล้ว
“ปีนั้นสมัยที่ซู่ฉียังอยู่ ฉันเห็นว่าแกยังพอน่าเชื่อถือได้บ้าง ทำไม พอเมียตายไป แกก็แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาแล้วสินะ ทั้งยังเอาแต่สร้างปัญหามาตลอดหลายปีที่ผ่านมาอีกด้วย”
“แต่ฉันก็ไม่ได้ตำหนิอะไรหรอกนะ เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องของฉัน ฉันเองก็เป็นแค่คนนอกเท่านั้น และไม่อยากจะเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องนี้อีกด้วย”
“แต่วันนี้ ฉันกลับรู้มาว่าแม่หม้ายใจร้ายคนนี้ได้ทำร้ายเหล่าลูกหลานตระกูลฟู่ของฉัน จะเป็นใครไปได้อีกที่คอยหนุนหลังเธอจนเธอกล้าทำเรื่องแบบนี้ขึ้นมา! หากไม่ใช่แก!”
ชายชราจิบชาพร้อมกับสูบบุหรี่ไปด้วย เขาดุฟู่เหล่าชวนนานกว่าหนึ่งชั่วโมงโดยไม่หยุดพักเลย
จนในที่สุด ฟู่เฉิงก็ได้เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ และไปส่งทวดเจ็ดของเขากลับบ้าน ทุกอย่างจึงได้สงบลงในที่สุด
ส่วนฟู่เหล่าชวนและหนิวชุ่ยฮวาก็ได้กลับบ้านของตัวเองไปด้วยท่าทีที่ดูไม่ค่อยพอใจมากนัก เพราะก่อนหน้านี้ลุงเจ็ดได้บอกให้หนิวชุ่ยฮวาขอโทษ แต่เดิมทีหนิวชุ่ยฮวานั้นต้องการที่จะเถียงชายชราเช่นกัน แต่ฟู่เหล่าชวนกลับไม่ยอมให้เธอทำแบบนั้น ดังนั้นเธอจึงทำได้เพียงขอโทษออกไปอย่างไม่เต็มใจ
หลังจากที่ทุกคนกลับไปแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้ปิดประตูรั้ว เธอเดินเข้าไปในห้องของตนเองพร้อมกับฟู่เหมี่ยว และสองพี่น้องก็หลุดขำออกมาพร้อมกัน ฟู่เยี่ยนมองเห็นว่าทวดเจ็ดของเธอจะมีอายุขัยเป็นร้อยปี ดูเหมือนถ้าเธอถูกรังแก เธอจะมีคนที่นำมาใช้จัดการกับปู่ของเธอแล้ว
ฟู่เยี่ยนจึงแอบคิดในใจว่าในเมื่อเธอสามารถมองเห็นอดีตและทำนายอนาคตของผู้คนได้ เธอก็ควรจะบอกเรื่องนี้กับครอบครัวของเธอให้รับรู้ด้วย ไม่เช่นนั้นหากมีอะไรมาขัดขวางขึ้นมา หรือไม่ได้รับความร่วมมือกับคนในครอบครัว ประสิทธิภาพของเธอจะต้องลดลงอย่างแน่นอน
หลังจากที่ได้อยู่ร่วมกันมาหลายวันแล้ว เธอก็รู้สึกได้ว่าอย่างน้อยเธอก็สามารถพูดคุยอย่างตรงไปตรงมากับฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยได้
พ่อของเธอไม่ใช่คนที่อ่อนแอเลย ทั้งยังเป็นคนที่รอบคอบมากๆอีกด้วย ส่วนแม่ของเธอเองก็ไม่ใช่คนที่อ่อนแอด้วยเช่นกัน แม้ว่าเธอจะดูเหมือนหญิงชนบทธรรมดาธรรมดาคนหนึ่งก็ตาม
ส่วนเหล่าพี่ๆของเธอนั้นก็มักจะเชื่อฟังคำพูดของพ่อกับแม่เสมอ
หลังจากที่ฟู่เหมี่ยวหลับไปแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงแอบไปที่ห้องของฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยอย่างเงียบๆ
จากนั้น เธอก็ได้เล่นเรื่องทุกอย่างให้กับพวกเขาฟัง และก็เป็นไปตามที่เธอคาดเดาเอาไว้ พ่อกับแม่ของเธอไม่เชื่อเรื่องที่เธอพูด ทั้งยังคิดว่าสิ่งนี้คือผลพวงจากอุบัติเหตุก่อนหน้านี้อีกด้วย
“พ่อ เราจะทำอย่างไรกันดี ทำไมเสี่ยวฮั่วถึงได้พูดเรื่องเหลวไหลแบบนี้กันล่ะ ไข้ของลูกก็ไม่มีนี่นา? พรุ่งนี้เราพาลูกไปหาหมออีกครั้งดีไหม?!” หวังซู่เหมยพูดขึ้นมาด้วยความตกใจ พร้อมกับเอามือแตะไปที่หน้าผากของฟู่เยี่ยน
“ได้สิ พรุ่งนี้ผมจะไปยืมเกวียน เราจะออกเดินทางกันแต่เช้าเลย”
“พ่อคะ แม่คะ หนูไม่ได้พูดเหลวไหลนะ หนูมองเห็นจริงๆ”
ทันใดนั้น สีหน้าของของฟู่เยี่ยนก็ดูจริงจังขึ้นมา เพื่อที่จะโน้มน้าวใจของพวกเขา ฟู่เยี่ยนจึงได้มองไปรอบๆ และในที่สุดเธอก็ได้พบกับบางอย่างที่อยู่ใต้เตียง
“พ่อคะ มีกล่องใบหนึ่งอยู่ใต้เตียงคั่ง[1] ในกล่องใบนั้นมีกระดาษอยู่ปึกหนึ่ง และบนกระดาษแผ่นแรกนั้นถูกเขียนว่าบ้านเลขที่35 ทางใต้ติดกับตรอกหนานเจียจื่อ ทางเหนือติดกับตรอกโก่วเอ๋อ ทางตะวันออกติดกับถนนคนเดินเหมียวเจีย ทางตะวันตกติดกับถนนกู่โหลว......”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของฟู่ต้าหย่งก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที แม้แต่ภรรยาของเขาก็ยังไม่รู้เลยว่ากล่องใบนั้นถูกซ่อนเอาไว้ที่ไหน เพราะหากฤดูหนาวมาถึง เขาก็จะเปลี่ยนที่ซ่อนมันไปเรื่อยๆ
ทันใดนั้นเอง หวังซู่เหมยที่ได้ยินคำพูดนี้ก็รีบลงจากเตียงคั่งพร้อมกับล้วงมือเข้าไปข้างในทันที ก่อนจะพบกับกล่องใบหนึ่งซึ่งดูเหมือนว่ามันจะทำมาจากไม้สีแดง แต่ตอนนี้มันได้กลายเป็นสีดำไปเล็กน้อยเนื่องจากอายุการใช้งานที่ยาวนานของมัน
ทันทีที่กล่องใบนั้นถูกนำออกมา ฟู่เยี่ยนกลับเห็นแสงสีทองจางๆเล็ดลอดออกมาจากมัน ราวกับว่ามันคือกล่องที่มีสมบัติอยู่ข้างในอย่างไรอย่างนั้น
กล่องใบนี้ถูกล็อคด้วยกุญแจอย่างแน่นหนา ขณะที่หวังซู่เหมยกำลังจะเอ่ยถามกับฟู่ต้าหย่งนั้น เขาก็ได้หยิบลูกกุญแจออกมาจากใต้หมอนของตัวเองทันที
เขาเป็นคนเปิดกล่องใบนั้นด้วยตัวเอง ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นแรกซึ่งเป็นโฉนดที่ดินออกมา โดยที่เนื้อหาด้านในนั้นไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากที่ฟู่เยี่ยนพูดเลยแม้แต่น้อย
หวังซู่เหมยหยิบมันขึ้นมาดู ก่อนจะค่อยๆอ่านมันอย่างละเอียดโดยไม่ให้พลาดแม้แต่บรรทัดเดียว
“พ่อคะ ถ้าพ่อยังไม่เชื่อหนู หนูจะพิสูจน์โดยการหาของอย่างอื่นอีกก็ได้นะคะ...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งก็รับโบกมือไปมาทันที ก่อนจะรีบหยุดเธอเอาไว้ “พ่อเชื่อลูกแล้ว ลูกรู้เนื้อหาของโฉนดใบนี้มากกว่าพ่อเสียอีก”
“พ่อคะ นี่คือสิ่งที่ป้าหนิวชุ่ยฮวากำลังตามหาอยู่หรือเปล่า?”
“ใช่แล้วล่ะ นี่คือสิ่งที่ย่ามอบให้เป็นสินสอดกับแม่ของลูก มันไม่ใช่เครื่องประดับหรือเงินทองอย่างที่ปู่ของลูกคิดเอาไว้หรอกนะ”
“เพราะเครื่องประดับทั้งหมดที่ย่าของลูกมีก็ได้ถูกจำนำไปจนหมดแล้ว เหลือเพียงแค่กิ๊บติดผมหนึ่งอันที่อยู่ใต้กล่องใบนี้อันเดียวเท่านั้น” ฟู่ต้าหย่งพูดออกมาด้วยท่าทีที่เคร่งขรึม
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก เธอไม่คิดเลยว่าแท้จริงแล้วพ่อของเธอเป็นคนที่รวยมากๆ แต่กลับมาใช้ชีวิตอย่างสมถะแบบนี้! เขามีบ้านเรือนสี่ประสานหลังใหญ่อยู่ในเมืองหลวงด้วย! ทันใดนั้นเอง เมื่อนึกถึงบ้านเรือนสี่ประสานที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านหยวนในอนาคต หัวใจของฟู่เยี่ยนก็เต้นไม่เป็นจังหวะทันที
“โฉนดที่ดินเหล่านี้เป็นสินสอดที่แม่ของลูกได้รับ โดยจะมีอยู่ทั้งหมด 5ฉบับ ซึ่ง 2ฉบับนั้นอยู่ในเมืองหลวง อีกหนึ่งฉบับอยู่ในเซี่ยงไฮ้ และอีกสองฉบับนั้นเป็นที่ดินที่อยู่ต่างจังหวัด” ฟู่ต้าหย่งอธิบายให้กับหวังซู่เหมยและฟู่เยี่ยนฟังอย่างใจเย็น
ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหยิบโฉนดที่ดินพวกนั้นขึ้นมาดูทีละแผ่น มีโฉนดที่ดินพร้อมกับบ้านอยู่ในเมืองหลวง 2แห่ง โดยที่แรกนั้นมีทางเข้าอยู่ 3ทาง และอีกที่หนึ่งนั้นมีทางเข้าทั้งหมด 2ทาง
ส่วนที่เมืองเซี่ยงไฮ้นั้นเป็นอาคารขนาดเล็ก ที่ตกแต่งสไตล์ตะวันตกและโฉนดที่ดินอีก 2ฉบับที่อยู่ต่างจังหวัดนั้นเป็นเพียงที่ดินเล็กๆ ซึ่งน่าจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากนัก แต่ก็ยังคงพอจะมีราคาอยู่บ้าง
สวรรค์ได้ส่งเธอเดินทางข้ามเวลามาพบเจอกับเรื่องที่วิเศษมาก~
ฟู่เยี่ยนแอบคิดเรื่องนี้อยู่ในใจอย่างมีความสุข
[1] เตียงคั่ง: เตียงที่ทำจากอิฐ สามารใส่ถ่านหินเอาไว้ข้างในเพื่อสร้างความอบอุ่นในฤดูหนาว
ตอนที่ 12 แผนถูกวางเอาไว้แล้ว
ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังมองไปยังโฉนดที่ดินเหล่านั้นอย่างมีความสุข คำพูดต่อมาของฟู่ต้าหย่งก็ทำให้เธอรู้สึกเศร้าลงไปทันที
“ในยุคที่ยากลำบาก สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่เครื่องประดับเท่านั้นแหละ มันไม่ใช่ของที่เราใช้หรือกินได้สักหน่อย”
ฟู่ต้าหย่งมองไปที่ลูกสาวของเขาอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมา
“พ่อเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งนี้จะมีประโยชน์กับเราจริงๆหรือเปล่า หากบอกเรื่องนี้กับคนอื่นในครอบครัวไป อาจจะเกิดความแตกแยกก็ได้”
หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง จริงสิ เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคนี้ แม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ครอบครองมันก็ตาม แต่บ้านและที่ดินเหล่านั้นอาจจะทำให้เกิดผลร้ายมากกว่าผลดีก็ได้
ตอนนี้พวกเขาจึงทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากรอคอยเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น
“เสี่ยวฮั่ว ลูกสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง เมื่อวานนี้ที่ลูกบอกว่าเห็นโสมป่า ลูกเห็นมันจริงๆหรือเปล่า?” เมื่อนึกถึงโสมป่า สีหน้าของฟู่ต้าหย่งก็เปลี่ยนไปทันที
ฟู่เยี่ยนที่เห็นว่าพ่อของเธอดูกระตือรือร้นเป็นอย่างมากนั้นจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับมัน ส่วนหวังซู่เหมยเองก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ นี่ลูกสาวของเธอมีดวงตาที่สามารถทำให้ครอบครัวของพวกเธอร่ำรวยได้จริงๆอย่างนั้นหรือ?
อย่างไรก็ตาม เมื่อฟู่เยี่ยนพูดออกมาว่าเธอยังสามารถปลูกมันได้อีกด้วยนั้น หวังซู่เหมยก็ถึงกับพูดไม่ออกไปทันที
เธอรู้สึกมีความสุขมากๆ แต่ก็ยังรู้สึกวิตกกังวลไปพร้อมๆกัน เธอดีใจที่ลูกสาวของเธอมีพลังวิเศษนี้ แต่ก็ยังเป็นกังวลว่าความสามารถดังกล่าวจะส่งผลร้ายต่อสุขภาพของฟู่เยี่ยนเช่นกัน
ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าหากพูดถึงเรื่องพวกนี้ไปมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ดังนั้นเธอจึงต้องพิสูจน์ให้พวกเขาเห็น เธอประกบมือเข้าด้วยกันก่อนจะมีกระแสน้ำเล็กๆลอยขึ้นมาจากมือของเธอ
เมื่อเห็นกระแสน้ำสายเล็กลอยขึ้นมาจากมือของลูกสาว ทั้งสองคนก็ตกตะลึงไปทันที
“พ่อคะ รีบเอาขวดมาเร็วเข้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งจึงรีบหยิบเอาโถใบใหญ่ที่มีคำว่า “รับใช้ประชาชน” ถูกเขียนเอาไว้ข้างๆขึ้นมาทันที
“พ่อคะ แม่คะ รีบดื่มมันเร็วเข้าสิ” ฟู่เยี่ยนเติมน้ำเหล่านั้นลงไปในโถพร้อมกับเร่งเร้าให้พ่อและแม่ของเธอดื่มมัน
เมื่อเห็นท่าทีที่ดูมั่นใจของลูกสาว ฟู่ต้าหย่งจึงได้ดื่มมันไปครึ่งหนึ่ง ก่อนจะมอบอีกครึ่งหนึ่งให้กับหวังซู่เหมย
ทันทีที่เห็นท่าทางแบบนั้นของผู้เป็นพ่อ ฟู่เยี่ยนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขันขึ้นมา
“พ่อ เป็นอย่างไรบ้าง มันอร่อยหรือเปล่า? ไม่ต้องห่วงนะคะ ยังมีอีกเยอะเลย” เธอพูดพร้อมกับเติมน้ำลงไปในโถอีกครั้ง
ในตอนนี้ หวังซู่เหมยก็ได้ยอมรับในความสามารถของลูกสาวแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฟู่เยี่ยนก็ยังเป็นลูกสาวของเธอไม่ใช่หรือ? ดังนั้นเธอเองก็ควรจะดีใจที่ลูกสาวมีความสามารถพิเศษแบบนี้สิถึงจะถูก
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเธอจึงได้ดื่มมันเข้าไปทันที ก่อนจะพูดออกมาด้วยความประหลาดใจว่า “เสี่ยวฮั่ว นี่มันน้ำอะไรกัน รสชาติของมันช่างดีมากจริงๆ ดีกว่าน้ำแร่ที่แม่เคยดื่มบนภูเขาเมื่อตอนที่ยังเด็กเสียอีก”
ฟู่เยี่ยนจึงได้อธิบายเรื่องนี้ให้กับพวกเขาฟัง ทำเอาฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยนั้นรู้สึกตื่นเต้นมากๆ จะพูดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ตื่นเต้นที่สุดในชีวิตของพวกเขาเลยก็ว่าได้
ซึ่งตลอดชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขาก็ไม่ได้มีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมแบบนี้บ่อยๆอยู่แล้ว
หลังจากที่ได้พูดคุยเรื่องนี้กับพ่อและแม่ไป ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะท้ายที่สุด โฉนดที่ดินเหล่านั้นก็เป็นของตระกูลเสิ่น และตอนนี้มันก็ได้ตกทอดมาสู่ครอบครัวของเธอ ส่วนเรื่องเนตรสวรรค์นี้ เธอเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าได้รับการสืบทอดมาจากคุณย่าของเธอหรือเปล่า
ทั้งสามได้พูดคุยถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยจะเน้นน้ำกับฟู่เยี่ยนว่าเรื่องนี้จะเป็นความลับระหว่างพวกเขาสามคนเท่านั้น แม้ว่าในตอนนี้เหล่าพี่ๆของฟู่เยี่ยนจะโตแล้วก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังไม่โตพอที่จะรับรู้ถึงเรื่องนี้
ฟู่เยี่ยนรู้สึกลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังคงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เธอเชื่อในความรักของพ่อแม่ที่มีต่อเธอ ดังนั้นเธอจึงไม่อยากจะทำให้พวกเขาต้องรู้สึกกังวลใจ
ในคืนนั้น หลังจากที่เด็กๆเข้านอนกันหมดแล้ว ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็ได้ต้มน้ำเพื่อจะอาบน้ำอีกครั้ง เพราะร่างกายของพวกเขาสกปรกมาก
………………………………………..
อีกด้านหนึ่ง ฟู่เหล่าชวนยังคงนอนไม่หลับ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าลูกชายคนโตซึ่งเป็นคนที่กตัญญูมาโดยตลอดจะปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้
ภาพความทรงจำในอดีตค่อยๆผุดขึ้นมาในสมองของฟู่เหล่าชวนเป็นฉากๆ นับตั้งแต่ที่ภรรยาคนเก่าของเขาได้จากไปนั้น ฟู่ต้าหย่งก็ไม่ได้มีความกตัญญูต่อเขาเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม การที่ผู้เป็นพ่อพาผู้หญิงคนอื่นมาอยู่ในบ้านหลังจากที่ผู้เป็นแม่เพิ่งจะเสียชีวิตไปได้เพียงไม่กี่วันนั้น ไม่มีลูกชายคนไหนรับได้อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะพ่อนั้น เขาควรจะเห็นความสำคัญของคนในครอบครัวก่อนสิถึงจะถูก ตอนนี้ลูกชายคนที่สามของเขายังคงทำงานเป็นพนักงานชั่วคราวในโรงงานเฟอร์นิเจอร์อยู่เลย แต่เขากลับจะให้ลูกเลี้ยงมารับตำแหน่งงานต่อจากเขาเพื่อที่จะเอาใจภรรยาคนใหม่เสียอย่างนั้น
ส่วนหนิวชุ่ยฮวาที่อยู่ข้างๆ ก็มองไปยังฟู่เหล่าชวนด้วยความไม่พอใจ พลางอดไม่ได้ที่จะคิดว่าสิ่งนั้นถูกซ่อนเอาไว้ที่ไหน
เธอพยายามหามันทั่วทั้งบ้านของฟู่ต้าหย่งแล้ว แต่ก็ไม่เจอ
“ตาเฒ่า คุณคิดว่าสิ่งนั้นอยู่ที่ไหนเหรอ? เป็นไปได้ไหมว่าลูกชายคนโตของคุณจะไม่อยากได้มัน และภรรยาของคุณได้มอบมันให้กับลูกชายคนรองแทน?”
“เป็นไปไม่ได้หรอก ตอนที่เธอหมดลมหายใจมีเพียงต้าหย่งเท่านั้นที่อยู่กับเธอ เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะให้คนอื่น” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เหล่าชวนก็ได้หยิบบุหรี่ขึ้นสูบด้วยท่าทีใจเย็น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของหนิวชุ่ยฮวาก็สว่างวาบขึ้นมาทันที “จริงเหรอ แบบนี้ก็หมายความว่าลูกคนอื่นๆของคุณก็ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่ของพวกเขาได้รับมรดกอะไรไปน่ะสิ?”
“พวกเขาไม่โต้แย้งเรื่องนี้หรอก เพราะต้าหย่งคอยดูแลน้องๆของเขามาโดยตลอด ก็ต้องได้รับสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว การเป็นพี่คนโตนั้นเหนื่อยมาก เขารับภาระที่หนักอึ้งมากมายเอาไว้คนเดียวมานานมาก ขณะที่น้องๆทั้งสามคนของเขาได้ไปโรงเรียน เขากลับต้องทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะหาเงินมาจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับน้องๆ”
ฟู่เหล่าชวนเชื่อว่ามันจะต้องเป็นแบบนั้นอย่างแน่นอน เพราะตระกูลของเขาได้ปลูกฝังมาแบบนี้
“ถ้าอย่างนั้นเราไปบอกลูกชายคนรองของคุณกันดีกว่า ว่าสมบัติทั้งหมดที่แม่ของเขามีถูกพี่ชายของเขาเอาไปหมดแล้ว หากเขารู้เรื่องนี้เข้า เขาจะต้องอยากได้มันแน่ๆ แต่ถึงแม้ว่าเขาจะไม่อยากได้จริงๆ เราก็ยุยงให้เขาไปแย่งมันมาได้นี่นา”
“หลังจากที่บอกเรื่องนี้กับลูกชายคนรองของคุณเสร็จ เราก็ไปบอกเรื่องนี้กับลูกชายคนที่สามของคุณอีกครั้ง รับรองได้เลยว่าพี่น้องทั้งสามคนจะต้องเปิดศึกกันอย่างแน่นอน แล้วเราก็ฉวยโอกาสจากความวุ่นวายนี้ให้จู่จื่อคอยจับตาดูลูกชายคนโตของคุณเอาไว้ หากเขาเอามันไปซ่อนที่อื่น เราก็ค่อยไปตลบหลังเขาอีกที”
ฟู่เหล่าชวนครุ่นคิดถึงคำพูดของหนิวชุ่ยฮวาอยู่ครู่หนึ่ง และรู้สึกว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นฟังดูสมเหตุสมผลใช้ได้เลยทีเดียว
แม้ว่าลูกชายคนที่สองของเขาจะเข้าร่วมกองทัพแล้วก็ตาม แต่เขาก็ควรจะรู้เรื่องนี้
และเขาก็คงจะไม่มีความสุขอย่างแน่นอน หากรู้ว่าพี่ชายของตัวเองได้รับมรดกมากมายเหล่านั้นจากแม่ของเขามา
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นไว้พรุ่งนี้ฉันจะเขียนจดหมายไปหาเจ้าสองเองก็แล้วกัน”
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟู่เหล่าชวนก็ได้ส่งจดหมายถึงฟู่ต้าจวง ลูกชายคนรองของเขาซึ่งตอนนี้เป็นทหารอยู่ในกองทัพ
ครึ่งเดือนต่อมา ณ ค่ายทหารแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงใต้
“ผู้บัญชาการฟู่ มีจดหมายถึงคุณครับ”
“จากไหนอย่างนั้นเหรอ?”
“หน้าซองเขียนเอาไว้ว่าจากหมู่บ้านอันผิง บ้านเกิดของคุณครับ”
“อืม ขอบใจมากนะ”
ฟู่ต้าจวงเพิ่งจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองพันในปีนี้นี่เอง เนื่องจากทักษะทางการทหารที่ยอดเยี่ยมของเขา เขาจึงได้รับการยกย่องจากผู้บัญชาการของเขามาโดยตลอด ซึ่งปีนี้เขาก็ได้มีอายุ 36ปีแล้ว และก็ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้บัญชาการกองพันได้สำเร็จ
แม้ว่าฟู่ต้าจวงจะมีชื่อที่เลื่องลือมากๆก็ตาม แต่เขาก็ดูไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไปเลยแม้แต่น้อย หากไม่นับเรื่องนิสัยที่ตรงฉินและเด็ดขาดของเขาแล้วละก็ บุคลิกของเขานั้นดูเหมือนนักวิชาการเสียมากกว่า
แต่หากใครกล้ามาดูถูกเขาแล้วล่ะก็ คนๆนั้นจะต้องชดใช้เขาด้วยเลือดอย่างแน่นอน
ฟู่ต้าจวงเปิดจดหมายและอ่านเริ่มอ่านมันทันที เมื่อรับรู้ถึงเนื้อหาที่อยู่ด้านในของจดหมายฉบับนี้แล้ว เขาก็โกรธอย่างอดไม่ได้
หลังจากที่อ่านจดหมายฉบับนั้นเสร็จ ก็ถึงเวลาเลิกงานพอดี ดังนั้นเขาจึงได้ลุกขึ้นและเดินกลับบ้านไป
ภรรยาของฟู่ต้าจวงชื่อว่าฉือหมิ่น พวกเขาแต่งงานกันมา 5ปีแล้ว และมีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน เด็กชายคนนั้นมีชื่อว่าฟู่เจี๋ยฟ่าง
เมื่อฟู่ต้าจวงกลับมาถึงบ้าน ฉือหมิ่นก็ได้เลิกงานกลับมาที่บ้านแล้ว งานของเธอไม่ได้เป็นงานที่หนักมากนัก ดังนั้นเธอจึงมีเวลาเหลือเฟือ และตอนนี้เธอก็กำลังทำอาหารอยู่
“กลับมาแล้วเหรอ คุณหิวหรือยัง ไปล้างมือสิ จะได้มากินข้าว ฉันทำกับข้าวเสร็จพอดีเลย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าจวงจึงรีบเข้าไปในครัวทันที และช่วยภรรยาของเขายกจานออกมา จากนั้นพวกเขาก็ทานมื้อเย็นด้วยกันอย่างมีความสุข
“เสี่ยวหมิ่น เดือนหน้าผมคิดว่าจะลาพักร้อนกลับไปที่บ้านเกิดสักหน่อยนะ” ฟู่ต้าจวงพูดขึ้นมา
“มีอะไรเกิดขึ้นที่บ้านของคุณหรือเปล่าคะ?” ฉือหมิ่นถามขึ้นมาด้วยความสงสัย เพราะตั้งแต่ที่เธอแต่งงานกับเขามา เธอเพิ่งจะเคยไปที่บ้านของเขาแค่เพียงสองครั้งเท่านั้น
ครั้งแรกคือตอนที่แต่งงาน ส่วนครั้งที่สองก็คือตอนที่แม่สามีของเธอเสีย ซึ่งเธอยังคงจดจำบรรยากาศทั้งสองครั้งได้ดี และมันยังได้ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของเธออีกด้วย
“วันนี้พ่อของผมได้ส่งจดหมายมา” ฟู่ต้าจวงพูดพร้อมกับหยิบจดหมายฉบับนั้นออกมาจากกระเป๋าและยื่นมันให้กับภรรยาของเขาไป
“พ่อบอกว่าแม่ได้มอบมรดกก้อนใหญ่ให้กับพี่ใหญ่ โดยบอกว่ามีทั้งทองคำ เงินและเครื่องประดับอื่นๆอีกมากมายเลย พ่อจึงอยากให้ผมกลับไปคุยกับพี่ใหญ่ ทั้งยังบอกอีกว่าเขาต้องการที่จะทวงความยุติธรรมให้กับผม” ฟู่ต้าจวงพูดด้วยน้ำเสียงที่ประชดประชัน
ฉือหมิ่นเองก็อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี ในตอนนั้นแม่สามีของเธอได้มอบกล่องใบหนึ่งให้กับพี่เขย และพี่เขยก็ได้มาปรึกษาเรื่องนี้กับสามีของเธอหลังจากที่แม่ของพวกเขาเสียไปแล้ว
แต่เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นทั้งสองจึงตัดสินใจว่าจะยังไม่บอกเรื่องนี้กับน้องชายและน้องสาวของพวกเขา
หากในอนาคตมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป ค่อยบอกเรื่องนี้กับทั้งสองคนก็ได้ หรือไม่ก็ทำเหมือนกับว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้มีอยู่
และตอนนี้เธอเองก็พอจะคาดเดาเรื่องทุกอย่างออกแล้ว ซึ่งหากพวกเขายังอยู่เงียบๆต่อไปมันคงจะไม่แน่นอน
ฉือหมิ่นรู้ถึงความรู้สึกที่สามีของเธอมีต่อพี่ชายของเขาได้ และอาจจะกล่าวได้ว่าพี่สำหรับสามีของเธอ พี่ชายของเขาเป็นยิ่งกว่าพี่ชายเสียอีก
“ตั้งแต่เรามาอยู่ที่นี่ พ่อไม่เคยส่งจดหมายมาหาผมเลย แสดงว่าเขาต้องทำบางอย่างกับพี่ใหญ่แล้ว แต่ยังไม่สำเร็จอย่างแน่นอน ก็เลยคิดที่จะมาใช้ผมเป็นเครื่องมือ” ฟู่ต้าจวงพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม
“หากผมไม่กลับไปล่ะก็ พ่อจะต้องเอาเรื่องนี้ไปบอกกับเจ้าสามและพี่สาวอย่างแน่นอน”
“แต่ผมก็ไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเจ้าสามเลยนะ เพราะเขาเป็นคนที่ฉลาดมาตั้งแต่เด็กแล้ว ส่วนน้องสาวก็เป็นคนที่เข้าใจอะไรได้ไม่ยากนัก แต่น้องเขยน่ะไม่แน่ใจ เพราะท้ายที่สุดแล้วมรดกที่แม่ของผมทิ้งเอาไว้ให้นั้นมีมูลค่าสูงมากจริงๆ” เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ ฟู่ต้าจวงก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉือหมิ่นก็พยักหน้ารับ ก่อนจะพูดเสริมไปว่า “ถึงเวลาที่เราจะต้องกลับไปแล้วล่ะ อีกอย่างแม่ก็ได้จากเราไปตั้งสามปีแล้ว เราถือโอกาสนี้กลับไปไหว้หลุมศพของเธอด้วยเลยดีกว่าค่ะ”
“แต่คุณก็ควรจะเขียนจดหมายตอบกลับพ่อไปด้วยนะคะ เขาจะได้รู้ว่าคุณทราบเรื่องนี้แล้ว และไม่ไปบอกเรื่องนี้กับน้องชายและน้องสาวของคุณ”
“อย่ากังวลไปเลย ผมได้วางแผนเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้แล้ว ผมจะหยุดในช่วงต้นเดือนหน้า คุณช่วยหาเวลาหยุดในช่วงนั้นด้วยก็แล้วกันนะ”
“ได้เลย ช่วงนี้ฉันจะเตรียมอาหารเอาไว้ พี่สะใภ้ชอบหน่อไม้แห้งมากๆเลยล่ะ ฉันคิดว่าจะทำมันไปเป็นของฝากให้กับให้เธอสักหน่อย”
หลังจากที่พูดคุยกันจบ ทั้งสองก็ได้แยกย้ายกันไปทำในสิ่งที่เพิ่งคุยกันเอาไว้ก่อนหน้านี้
ทางด้านหนึ่ง
ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปยังพื้นที่เต็มไปด้วยองุ่นด้วยสีหน้าที่ดูกังวลเล็กน้อย ทำไมกัน ทำไมมันถึงเยอะขนาดนี้ล่ะ!
ตอนที่ 13 วางแผนทำเหล้าองุ่น
หลังจากที่ฟู่เหล่าชวนมาที่บ้านของเธอ ฟู่เยี่ยนก็ไม่ได้เข้ามาในมิติอีกเลย เมื่อเธอเข้ามาอีกครั้ง เธอก็พบว่าบรรยากาศภายในมันดูอุดมสมบูรณ์มากๆ
ตอนนี้ โสมได้เจริญเติบโตเป็นต้นกล้าเล็กๆแล้ว ซึ่งมันมีขนาดโตกว่าต้นที่ถูกรดน้ำบ่อยๆเสียอีก
องุ่นภูเขาโตเร็วมาก พวกมันมีขนาดใหญ่และสีใสกว่าองุ่นปกติทั่วไป ฟู่เยี่ยนเอื้อมมือไปเด็ดมันมา เธอลองชิมและพบว่ารสชาติของมันดีกว่าองุ่นที่เธอเคยกินมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด
ดังนั้น เธอจึงได้กินมันไม่หยุด ไม่นานนักฟู่เยี่ยนก็อดที่จะรู้สึกกังวลขึ้นมาไม่ได้ ตอนนี้เธอแน่นท้องไปหมดแล้ว เพราะกินมันเยอะเกินไป!
แต่องุ่นนั้นมีเยอะมากจริงๆ ด้วยความที่น้ำและอากาศของที่นี่เหมาะกับการเพราะปลูกพืชผล แล้วแบบนี้เธอจะทำอย่างไรกับพวกมันดีล่ะ?
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ เธอจำได้ว่าองุ่นสามารถนำมาทำเหล้าองุ่นได้ไม่ใช่หรือ? นอกจากนี้ ชีวิตที่แล้วของเธอก็ยังเคยไปเยี่ยมชมไร่องุ่นที่ผลิตเหล้าองุ่นแดงมาแล้วอีกด้วย
แม้ว่าขั้นตอนของการทำเหล้าองุ่นจะค่อนข้างยุ่งยากไปหน่อย แต่เธอก็ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลเลย เพราะเธอเคยมีประสบการณ์ในการทำมาแล้ว อีกอย่างอากาศที่นี่ก็เหมาะสำหรับใช้เป็นที่หมักไวน์อีกด้วย
แต่ตอนนี้กลับไปนอนก่อนดีกว่า เอาไว้ค่อยคุยเรื่องนี้กับพ่อและแม่พรุ่งนี้ก็แล้วกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น หวังซู่เหมยก็ได้ตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อมาทำกับข้าว
หลังจากที่ได้ดื่มน้ำที่เสี่ยวฮั่วให้มาเมื่อคืนนี้ เธอก็รู้สึกได้ทันทีว่าความเหนื่อยล้าของเธอได้หายไปจนหมด และเช้านี้เธอก็ได้ตื่นมาพร้อมกับความกระปรี้กระเปร่าอย่างน่าประหลาดใจ อีกทั้งตอนที่เธอไปส่องกระจกนั้นก็พบว่าใบหน้าของตัวเองดูสดใสเปล่งปลั่งขึ้นอีกด้วย
ตอนนี้งานในทุ่งใกล้จะเสร็จแล้ว เหลือเพียงแค่รอให้ฝักข้าวโพดโตเต็มที่เท่านั้น
ทุกคนจึงได้ถือโอกาสนี้พักผ่อนไปในตัว
มีเพียงหัวหน้าฟู่เฉิงเท่านั้นที่ยังต้องมาช่วยคำนวณปริมาณการเก็บเกี่ยวข้าวสาลีในฤดูกาลที่แล้ว
หลังจากที่ทานมื้อเช้าเสร็จ ฟู่เซินและเพื่อนๆก็ได้ลงไปจับปลาที่แม่น้ำ ซึ่งนี่เป็นกิจกรรมยอดนิยมในฤดูร้อนของเด็กๆในหมู่บ้านอันผิงเลยก็ว่าได้ ส่วนฟู่เหมี่ยวเองก็ชอบมันเช่นกัน เธอจึงตามเขาไปด้วย
ดังนั้น ที่บ้านของพวกเขาจึงเหลือกันอยู่เพียงสามคนเท่านั้น ไม่นานนัก หลี่หงอี้ก็ได้มาเรียกฟู่ต้าหย่ง
ส่วนฟู่เยี่ยนก็กำลังคิดเกี่ยวกับเรื่องทำเหล้าองุ่นของเธออยู่ ดังนั้นเธอจึงเอ่ยถามหวังซู่เหมยออกไปทันที
“แม่คะ แม่ทำเหล้าองุ่นเป็นหรือเปล่า?”
“เหล้าองุ่นอย่างนั้นเหรอ? เสี่ยวฮั่ว ลูกถามถูกคนแล้ว ตระกูลของแม่ทำเหล้าองุ่นมาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้วล่ะ ปู่ของแม่หรือตาทวดของหนูทำเหล้าองุ่นเก่งมากเลยนะ และผู้คนมากมายต่างก็ชอบเหล้าองุ่นของเขา”
“เพียงแต่ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ สภาพแวดล้อมได้แย่ลงไปมาก แม้แต่จะเก็บองุ่นเอาไว้กินยังไม่พอ จึงไม่มีองุ่นเหลือพอให้ทำเหล้าองุ่น”
“แม่คะ เรามาทำเหล้าองุ่นกันดีไหม? หนูมีองุ่นเยอะมากเลยล่ะ” ฟู่เยี่ยนโน้มตัวเข้าไปใกล้ๆ พร้อมกับกระซิบที่ข้างหูของหวังซู่เหมย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังซู่เหมยจึงกำลังจะถามว่าลูกสาวของเธอไปเอาองุ่นมากมายมาจากไหน แต่ทันใดนั้นเอง เธอก็นึกถึงดินแดนในมิติของเสี่ยวฮั่วขึ้นมาได้
สองแม่ลูกจึงได้เข้าไปในมิตินั้นทันที
เมื่อเข้ามาแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบองุ่นยื่นให้กับหวังซู่เหมย เพื่อให้เธอได้ลิ้มรสของมัน
และทันทีที่หวังซู่เหมยได้ชิมองุ่นเหล่านั้น เธอก็ต้องชะงักไปทันทีราวกับถูกสะกด มันมีรสชาติที่หวานและอร่อยมาก!
“เสี่ยวฮั่ว นี่เป็นองุ่นที่พ่อของลูกเก็บมาเมื่อตอนที่พวกเราขึ้นไปบนภูเขาครั้งที่แล้วไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่แล้วค่ะ หนูแอบเอาองุ่นมาใส่ไว้ในมิติหนึ่งพวง และพวกมันก็ได้งอกขึ้นมาเอง เมื่อคืนตอนที่หนูเข้ามาที่นี่ ก็เห็นองุ่นพวกนี้เต็มไปหมดแล้วค่ะ”
“มันอร่อยกว่าตอนที่พวกเราไปเก็บมันมาอีกนะเนี่ย!” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับกินมันไม่หยุด
“หนูก็เลยสงสัยว่าหนูพอจะทำเหล้าองุ่นได้หรือเปล่า และหนูก็ได้อ่านเจอในหนังสือด้วยว่ามีเหล้าองุ่นอยู่ชนิดหนึ่งที่มีรสชาติยอดเยี่ยมมากๆอยู่ด้วยไม่ใช่เหรอคะ”
“ดังนั้น เราไม่ควรที่จะปล่อยให้องุ่นที่เริ่มออกผลเรื่อยๆสูญเปล่าไป”
“เหล้าองุ่นอย่างนั้นเหรอ? เสี่ยวฮั่ว ลูกบอกแม่หน่อยได้ไหมว่าลูกรู้วิธีการทำเหล้าองุ่นได้อย่างไร?”
หวังซู่เหมยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดาว่าฟู่เยี่ยนนั้นรู้เรื่องนี้มาจากหนังสือประจำตระกูลเสิ่นมาหรือเปล่า
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้อธิบายถึงกระบวนการผลิตเหล้าในความทรงจำโลกที่แล้วของเธอ โดยพยายามอธิบายให้ละเอียดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ส่วนหวังซู่เหมยเองก็ดูจะสนใจเป็นอย่างมาก “หากฟังจากที่ลูกพูดมา ตอนนี้เราก็ขาดแต่ถังไม้โอ๊คเพียงอย่างเดียวสินะ”
“ง่ายมาก ถ้าอย่างนั้นเราไปหาไม้บนภูเขากันเถอะ แล้วค่อยให้พ่อของลูกช่วยทำมันขึ้นมา”
“หากทำเสร็จแล้ว เราวางมันเอาไว้ในมิติของลูก เราจะไม่เอามันมาไว้ที่บ้าน”
“เพราะหากเราวางมันเอาไว้ที่บ้าน เราก็ต้องเก็บองุ่นจากภูเขามาเพิ่มอีก หรือไม่ก็ต้องย้ายองุ่นจากภูเขามาปลูกในสวน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก”
หวังซู่เหมยครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะการทำเหล้าองุ่นนั้นคือความสามารถพิเศษของเธอเลยก็ว่าได้
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ แววตาของเธอก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และต้องการที่จะลงมือทำสิ่งที่โดยเร็วที่สุด!
ทันใดนั้นเอง เธอก็บอกให้ฟู่เยี่ยนไปตามฟู่ต้าหย่งที่บ้านของหลี่หงอี้ทันที
ส่วนเธอนั้นก็ได้เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงอาหารแห้งเพื่อที่จะขึ้นไปบนภูเขา
ในตอนนี้ หลี่หงอี้และฟู่ต้าหย่งก็กำลังพูดถึงเรื่องโสมป่าอยู่พอดี
“ต้าหย่ง เมื่อวานนี้ฉันได้บอกเรื่องนั้นกับลูกชายของหัวหน้าเก่าแล้วนะ และพวกเขาก็มีความสุขมาก ทั้งยังบอกว่าอีกไม่นาน พวกเขาจะส่งคนมาทำการค้าขายกับพวกเราด้วย”
“ฉันยังได้ถามเกี่ยวกับเสี่ยวจินด้วยนะ แต่พวกเขายังไม่ได้ตอบรับทันที เดาว่าพวกเขาคงอยากดูข้อมูลและประวัติของเสี่ยวจินก่อน”
ฟู่ต้าหย่งที่สูบบุหรี่อยู่ข้างๆก็ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้เช่นกัน ก่อนจะพูดขึ้นว่า “เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นพวกเขาก็คงจะพูดอะไรไม่ได้มากในตอนนี้”
“ต้าหย่งอย่ากังวลไปเลย ฉันได้ทิ้งเบอร์โทรศัพท์ติดต่อของหมู่บ้านเอาไว้แล้ว หากมีอะไรพวกเขาจะแจ้งเราทันที”
“พอดีพ่อของเพื่อนฉันเป็นผู้อำนวยการสำนักงานจัดหางานเทศมณฑล หากไม่มีความคืบหน้าจริงๆ ฉันจะไปถามเขาด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรื่องของเสี่ยวจินจะต้องจบลงเร็วๆนี้อย่างแน่นอน”
ในตอนนี้ หลี่หงอี้ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด เพราะทั้งสองคนนั้นต่างก็เป็นคนที่ใกล้ชิดกับเขา
“หากไม่ได้ผลจริงๆ ฉันจะลองถามกับต้าจวงอีกทีว่าเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง”
ฟู่ต้าหย่งไม่เคยคิดที่จะให้ลูกชายของเขาเข้าร่วมกองทัพมาก่อนเลย โดยเหตุผลข้อแรกก็คือตอนนี้ลูกชายคนรองของเขายังเด็ก ดังนั้นเขาจึงยังไม่อยากไปเพิ่มภาระให้กับลูกชายคนรองมากนัก
ส่วนเหตุผลข้อที่สอง เขาเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเสี่ยวจินจะอยากไปจริงๆ
เด็กคนนี้เป็นคนที่มีเหตุผลมากๆ ทั้งยังไม่เคยเรียกร้องอะไรจากครอบครัวเลยอีกด้วย และตอนนี้เขาก็เห็นว่าเสี่ยวจินดูเต็มใจและกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมกับกองทัพมากๆ
เมื่อนึกถึงสิ่งที่เสี่ยวฮั่วพูด ฟู่ต้าหย่งก็ยิ่งรู้สึกกังวลมากขึ้น ตอนนี้เหล่าลูกๆของเขาดูจะภูมิใจในตัวเองมากๆ แต่ในฐานะพ่อ เขากลับไม่สามารถช่วยอะไรลูกๆได้เลย
“เอาเถอะ ต้าหย่ง พรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปในเมืองเพื่อตามเรื่องนี้เอง เรื่องนี้จะต้องกระจ่างในอีกไม่ช้าอย่างแน่นอน”
“อย่ากังวลไปเลย ฉันจะต้องหาทางช่วยเสี่ยวจินให้ได้อย่างแน่นอน ในปีนั้นนายไม่สามารถเข้าร่วมกองทัพได้ เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่เสี่ยวจินจะต้องถูกเรียกตัวให้ไปแทนนายแบบนี้!” หลี่หงอี้พูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่เคร่งขรึม
ย้อนกลับไปในตอนนั้น ฟู่ต้าหย่งเกือบจะได้รับราชการทหารอยู่แล้ว แต่ด้วยเหตุการณ์บางอย่าง เขาจึงได้ให้ฟู่ต้าจวงไปแทน
ในตอนที่ฟู่เยี่ยนมาถึง เธอก็เห็นว่าป้ากุ้ยหลานกำลังทำงานเย็บปักถักร้อยอยู่ที่บ้าน จึงได้กล่าวทักทายหญิงวัยกลางคนอย่างสุภาพ ก่อนจะเข้าไปเรียกพ่อของเธอ
“พ่อคะ แม่บอกให้หนูมาตามพ่อกลับบ้าน”
“มีอะไรอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่ต้าหย่งถามกลับไปด้วยความสงสัย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็กะพริบตาปริบๆ ก่อนจะตอบกลับไปว่า “หนูเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวพอพ่อกลับไปถึงบ้านก็รู้เองแหละ”
“อะไรกันเด็กคนนี้ ช่างดูลึกลับเสียจริงๆ หงอี้ ถ้าอย่างนั้นฉันขอกลับบ้านก่อนก็แล้วกันนะ” ตอนนี้พวกเขาเองก็คุยกันเสร็จแล้วเช่นกัน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็พบว่าหวังซู่เหมยได้เปลี่ยนเสื้อผ้าและเตรียมทุกอย่างเอาไว้พร้อมแล้ว เธอถือขวานเอาไว้ ก่อนจะกระตุ้นให้สามีและลูกสาวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
หลังจากที่สองพ่อลูกเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ หวังซู่เหมยจึงได้ลากพวกเขาขึ้นไปบนภูเขาอย่างรวดเร็ว
เมื่อฟู่ต้าหย่งเห็นท่าทีที่ดูจริงจังของภรรยา เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสับสนขึ้นมา
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนได้อธิบายแผนการทั้งหมดให้พ่อของเธอฟัง
ฟู่ต้าหย่งเองก็ชอบเหล้าองุ่นเช่นกัน เขาจำได้ว่าหวังซู่เหมยเคยทำเหล้าองุ่นให้กับเขาเป็นของขวัญในวันแต่งงาน
แต่ต่อมาเมื่อหมู่บ้านต้องเผชิญกับภัยพิบัติ พวกเขาจึงต้องประหยัดมากขึ้น และการทำเหล้าองุ่นนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองมากๆ
เมื่อได้ยินว่ามิติของฟู่เยี่ยนสามารถย่นเวลาในการบ่มเหล้าองุ่นได้ ฟู่ต้าหย่งจึงอดไม่ได้ที่จะตั้งหน้าตั้งตารออย่างมีความหวัง
“นี่ๆ สองพ่อลูกมัวคุยอะไรกันอยู่? รีบไปกันได้แล้ว!” หวังซู่เหมยที่เดินนำหน้าได้หันกลับมาเร่งสองพ่อลูก
สองพ่อลูกมองหน้ากันพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นทันที
โดยระหว่างทางนั้น เมื่อเจอวัตถุดิบยาดีๆ ฟู่ต้าหย่งก็ได้ขุดมันขึ้นมาทั้งราก ก่อนจะให้ฟู่เยี่ยนเก็บมันเอาไว้ในมิติของเธอ
ต้นดอกสายน้ำผึ้งที่ฟู่เยี่ยนไม่มีเวลาแม้แต่จะเก็บเกี่ยวก็ถูกเก็บเอาไว้ในนั้นเช่นกัน
และเธอยังบังเอิญได้เจอกับต้นชาเก่าแก่ที่มีอายุหลายร้อยปีโดยไม่คาดคิดอีกด้วย
คราวนี้ฟู่เยี่ยนไม่ได้เอามันไปทั้งต้น เธอได้ตัดเอากิ่งที่สมบูรณ์ที่สุดมาเท่านั้น ซึ่งหากนำมันไปไว้ในมิติของเธอ มันจะถูกหล่อเลี้ยงด้วยน้ำแร่จนเติบโตขึ้นมาได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ เธอยังได้เก็บใบชามากมายมาอีกด้วย และคิดเอาไว้ว่าหากกลับไปถึงบ้าน เธอจะนำมันไปทำชาเขียวดู
หลังจากที่เดินอยู่นาน พวกเขาก็ได้มาถึงลำธารแห่งหนึ่ง จึงได้ติดสินใจหยุดพัก
ขณะที่พวกเขาหยุดพักนั้น ฟู่ต้าหย่งก็ได้เดินไปดูองุ่นภูเขาว่าพอจะมีเหลืออยู่หรือไม่ แต่เขาก็ต้องผิดหวัง เพราะองุ่นบนภูเขานั้นได้หมดไปแล้ว และบางส่วนก็เน่าไปแล้วด้วย
ฟู่เยี่ยนตบไปที่หน้าผากของตัวเอง ทำไมเธอถึงได้โง่เขลาขนาดนี้ เธอสามารถย้ายสิ่งของต่างๆ ไปไว้ในมิติของเธอและนำมันกลับไปที่บ้านได้ไม่ใช่หรือ!
หลังจากที่พักผ่อนกันครู่หนึ่ง ทั้งสามคนก็ได้ออกเดินทางอีกครั้ง ก่อนจะพบกับต้นไม้ที่เหมาะสำหรับจะทำถังบรรจุเหล้าองุ่นแล้ว
หลังจากที่ทำถังเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้วางมันเอาไว้ในมิติเพื่อที่จะนำมันกลับบ้าน
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยต่างก็ยิ้มออกมา มันช่างสะดวกมากจริงๆ
ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนได้ยืนอยู่ริมลำธาร และกำลังใจจดใจจ่ออยู่กับบางอย่างอยู่
เธอได้หยดน้ำที่ตักมาจากบ่อของเธอลงไปในลำธาร และกำลังรอดูอยู่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น
แต่ผลลัพธ์นั้นกลับดูน่าผิดหวัง มีเพียงนกไม่กี่ตัวที่บินไปมาเท่านั้น
แต่สิ่งที่ฟู่เยี่ยนไม่รู้ก็คือ หลังจากที่พวกเขากลับไปแล้ว มีเสือตัวใหญ่ตัวหนึ่งได้เดินออกมาจากป่าทึบข้าง ๆ กล่าวได้ว่ามันเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายมาก!
เมื่อพวกเขากลับลงมาจากภูเขา ก็เป็นเวลาพลบค่ำพอดี
ขณะที่เดินอยู่บริเวณเชิงเขานั้น ก็ได้พบกับลูกชายคนเล็กของฟู่เฉิงเข้า วันนี้แม่ของเขาได้พาเขากลับมาเยี่ยมยายที่บ้าน ซึ่งตอนนี้เด็กชายตัวเล็กๆกำลังกินถั่วลิสงอยู่
ทันใดนั้นเอง เหตุหารณ์ไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น!
ตอนที่ 14 คำทำนายแรก
ลูกชายของฟู่เฉิงได้โยนถั่วลิสงขึ้นไป แล้วใช้ปากรองเอาไว้ แต่ถั่วลิสงกลับร่วงไปติดอยู่ที่ลำคอของเขา และดูเหมือนว่าเขาจะหายใจไม่ออกด้วย
บังเอิญฟู่เยี่ยนและพ่อกับแม่ของเธอเดินผ่านมาพอดี ทันใดนั้นเอง หลี่เหอเชียงภรรยาของฟู่เฉิงก็กำลังร้องไห้ออกมาด้วยความร้อนรนใจ
ฟู่เยี่ยนเห็นว่าถั่วลิสงติดอยู่ในลำคอของเด็กอย่างชัดเจน แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เธอจะมาอธิบายอะไร
เมื่อเห็นเช่นนั้น เธอก็รีบวิ่งเข้าไปอุ้มเด็กคนนั้นขึ้นมาแล้วใช้แขนรัดไปที่ท้องของเด็กคนนั้นพร้อมกับเขย่าตัวของเขา ในเวลานี้ มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะสามารถช่วยชีวิตเขาได้
ขณะที่หลี่เหอเชียงกำลังจะเข้าไปแย่งตัวลูกชายของเธอกลับมานั้น เธอก็ได้ยินเสียงไอดัง “แค่กๆ” และถั่วลิสงก็หลุดออกมาจากปากของเขา
ทันใดนั้นเอง เด็กชายก็สามารถหายใจได้อย่างสะดวก แต่เขาหวาดกลัวจนร้องไห้ออกมา
“เสี่ยวจวิน แม่อยู่นี่ แม่อยู่นี่ ไม่ต้องร้องแล้วนะลูก รีบขอบคุณพี่เสี่ยวฮั่วสิ”
“หลานสะใภ้ รีบพาเสี่ยวจวินไปตรวจดูอีกทีเถอะว่ายังมีถั่วลิสงติดอยู่อีกหรือเปล่า” หวังซู่เหมยกล่าวเตือนขึ้นมา
หลี่เหอเชียงจึงรีบขอบคุณ ก่อนจะพาลูกชายไปตรวจดูอาการอีกครั้งตามคำแนะนำทันที
เมื่อมาถึงศูนย์ตรวจสุขภาพ หมอหลัวก็ได้ตรวจดูอาการของเสี่ยวจวินอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าเด็กไม่ได้มีปัญหาในการหายใจหรือพูด เด็กน้อยเพียงแค่ตกใจกลัว ก่อนจะบอกให้หลี่เหอเชียงพาเด็กน้อยกลับบ้านได้
เมื่อกลับถึงบ้าน ป้าเหอ แม่ของฟู่เฉิงก็กำลังเก็บข้าวสาลีเสร็จพอดี
เมื่อเห็นว่าบนแก้มของหลานชายตัวน้อยมีคราบน้ำตาติดอยู่ เธอจึงคิดว่าเขาถูกเหล่าลูกพี่ลูกน้องรังแกตอนไปเยี่ยมยายของเขาอย่างแน่นอน
ขณะที่กำลังจะตวาดออกไปนั้น เธอก็สังเกตเห็นว่าลูกสะใภ้ของเธอเองก็ร้องไห้เช่นกัน ทั้งยังร้องไห้จนดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเลยด้วยซ้ำ
“เหอเชียง มันเกิดอะไรขึ้นกัน ทำไมถึงได้ร้องไห้จนตาแดงขนาดนั้นกันล่ะ?”
หลี่เหอเชียงเพิ่งจะผ่านเรื่องราวที่น่าตกใจมา และเธอก็ยังคงหวาดกลัวอยู่ เธอจึงได้ดื่มน้ำเพื่อสงบสติอารมณ์ลง ก่อนจะเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้กับแม่สามีฟัง
ทันใดนั้น ทั้งแม่สามีและลูกสะใภ้ต่างก็คิดว่าที่เสี่ยวจวินรอดจากความตายได้ในครังนี้ เป็นเพราะเสี่ยวฮั่วได้ช่วยเอาไว้!
หลังจากที่ฟู่เฉิงกลับมาถึงบ้าน และได้ยินเรื่องราวทั้งหมด เขาก็รู้สึกราวกับว่าลูกชายของเขาโชคดีมากที่ได้พบกับผู้มีพระคุณคนนี้
“เสี่ยวเฉิง เราต้องไปขอบคุณเสี่ยวฮั่วแล้วล่ะ หากไม่มีเธอ เสี่ยวจวินคงจะไม่โชคดีแบบนี้” ป้าเหอพูดขึ้นมาพร้อมกับเช็ดน้ำตาบนแก้มของเธอ
เด็กคนนั้นรู้ว่ามีบางอย่างติดอยู่ในลำคอหลานชายตัวน้อยของเธอได้อย่างไรกัน?
“อืม ผมเข้าใจแล้ว พรุ่งนี้เช้าเราจะเอาของขวัญไปขอบคุณเสี่ยวฮั่วที่บ้านของเธอกัน”
“ดีเลย ถ้าอย่างนั้นแม่ก็จะไปด้วยอีกคน!”
เช้าวันรุ่งขึ้น ป้าเหอและครอบครัวของเธอก็ได้มาที่บ้านของฟู่ต้าหย่งพร้อมกับของขวัญขอบคุณ
ป้าเหอจับมือของเสี่ยวฮั่วเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ก่อนจะกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจที่เสี่ยวฮั่วได้ช่วยชีวิตฟู่เสี่ยวจวินเอาไว้
“น้องชาย น้องสะใภ้ ฉันต้องขอขอบคุณมากจริงๆ ที่ตอนนั้นเสี่ยวฮั่วอยู่ที่นั่นด้วย มิเช่นนั้นหลานชายของฉันคงจะไม่รอดชีวิตมาได้แน่ๆ”
“พี่สะใภ้ เรื่องแค่นี้เอง มันไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลย อีกอย่างพวกเราก็ไม่ใช่คนแปลกหน้า อย่าเกรงใจไปเลย ถึงอย่างไรเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน” หวังซู่เหมยตอบกลับไปด้วยความถ่อมตัว
ฟู่เฉิงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับฟู่ต้าหย่งมาโดยตลอด พวกเขานับถือกันในฐานะของอาหลาน แต่อายุใกล้เคียงกัน ทั้งยังเติบโตมาด้วยกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจึงยิ่งใกล้ชิดกันมาก
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ทั้งสองครอบครัวมีความใกล้ชิดกันตามไปด้วย
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้สังเกตเห็นถึงบางอย่างขณะที่ป้าเหอจับมือของเธอเอาไว้ ซึ่งมันเป็นลางบอกเหตุที่ไม่ค่อยดีนัก
“ป้าใหญ่ ป้ามีแผนจะไปเยี่ยมญาติเร็วๆนี้ใช่หรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามออกไปตามตรง
สิ้นเดือนที่จะถึงนี้เป็นวันฉลองงานแต่งงานหลานสาวของเธอ ดังนั้นเธอจึงได้ถือโอกาสนี้กลับไปเยี่ยมญาติที่บ้านเกิดด้วย เธอจึงได้ตอบฟู่เยี่ยนไปอย่างไม่คิดอะไร
“ใช่แล้วล่ะ หลานสาวของป้ากำลังจะแต่งงานปลายเดือนนี้ ป้าก็เลยจะพาครอบครัวไปร่วมแสดงความยินดีกับเธอสักหน่อย”
“คุณป้าคะ บ้านที่คุณป้าอยู่ตอนเด็กๆ มีแม่น้ำสายใหญ่อยู่ข้างๆใช่หรือเปล่า และยังมีต้นหูหยางถูกปลูกเอาไว้ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำอีกด้วยใช่ไหมคะ?” ฟู่เยี่ยนถามออกไปอีกครั้ง
ในเวลานี้ ทุกคนต่างก็กำลังมองไปที่ฟู่เยี่ยนด้วยความงุนงง
“ใช่แล้ว... หลานสาว หนูรู้ได้อย่างไรกัน?” ป้าเหอมองไปที่ฟู่เยี่ยนด้วยความประหลาดใจ
ก่อนหน้านี้ เธอเคยได้ยินพี่ชายของเธอบอกว่าที่นั่นมีลมแรง ดังนั้นจึงต้องปลูกต้อนหูหยางเอาไว้ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำ
แต่เธอก็ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้กับใครฟังเลย เมื่อคิดได้เช่นนี้ ป้าเหอก็มองไปที่ฟู่เยี่ยนด้วยความประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม
“ป้าคะ ป้าต้องเชื่อหนูนะคะ หากคุณป้าไปถึง อย่าเข้าไปใกล้ต้นหูหยางอย่างเด็กขาด และอย่าให้เสี่ยวจวินเข้าใกล้แม่น้ำด้วย” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยท่าทีจริงจัง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างก็รู้สึกสงสัย ทำไมฟู่เยี่ยนถึงได้พูดแบบนั้นกันล่ะ?
ทันใดนั้นเอง ป้าเหอก็ยิ่งรู้สึกอยากรู้มากขึ้นกว่าเดิม เธอจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไปว่า
“เสี่ยวฮั่ว หนูหมายความว่าอย่างไรกัน?”
แน่นอน ฟู่เยี่ยนนั้นไม่สามารถบอกความจริงได้ เป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะบอกว่าตัวเองสามารถมองเห็นอนาคตได้ เพราะหากทำเช่นนั้น เธอจะต้องถูกจับไปเพื่อทำการทดลองอย่างแน่นอน!
“ป้าคะ หนูเห็นใบหน้าของป้าดูหม่นหมองไปหมด นี่ถือเป็นสัญญาณแห่งความโชคร้ายค่ะ”
“ส่วนใบหน้าของเสี่ยวจวิน หนูเห็นเป็นสีดำและมีสีเขียวปนอยู่เล็กน้อย สีเขียวคือสัญลักษณ์ของน้ำ ซึ่งหมายถึงภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นทางน้ำนั่นเองค่ะ” ฟู่เยี่ยนอธิบายให้ป้าเหอฟังด้วยเหตุและผล
นอกจากพ่อและแม่ของเธอแล้ว ทุกคนต่างก็รู้สึกสับสนไปตามกัน ฟู่ซินและคนอื่นไม่เข้าใจถึงสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดออกมาเลยแม้แต่น้อย แม้ว่ามันจะเป็นคำพูดง่ายๆ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าใจมันได้เลย
ทันใดนั้นเอง ฟู่เฉิงก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อย หากฟู่เยี่ยนไม่ได้เป็นคนที่ช่วยชีวิตลูกชายของของเขาเอาไว้ละก็ เขาในฐานะที่เป็นผู้นำหมู่บ้านคงจะตำหนิเธอไปแล้วว่าอย่าทำนายโชคชะตาแบบนี้อีก
แต่ขณะที่เขากำลังจะขอให้ฟู่เยี่ยนเลิกทำเรื่องนี้ กลับมีร่างๆหนึ่งพุ่งตัวแทรกเข้ามาตรงหน้าของเขาเสียก่อน
“หลานสาว หนูพูดจริงหรือเปล่า?” ป้าเหอเอ่ยถามออกไปอย่างกระตือรือร้น
ในตอนนี้ ฟู่ต้าหย่งจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอธิบายถึงเรื่องนี้ให้ทุกคนฟัง “ก่อนหน้านี้ เสี่ยวฮั่วเพิ่งจะอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ไป เธอก็เลยเข้าใจศาสตร์ทางด้านนี้อยู่นิดหน่อย พี่สะใภ้อย่าได้ใส่ใจเลย”
แต่ฟู่เยี่ยนกลับไม่คิดอย่างนั้น ครั้งนี้เธอต้องการที่จะบอกพวกเขาจริงๆ หากป้าเหอไม่ใส่ใจแล้วล่ะก็ ชีวิตของเสี่ยวจวินก็ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างแน่นอน
“พ่อคะ ป้าใหญ่คะ หนูไม่ได้โกหกนะ”
“ป้าใหญ่ ป้าต้องเชื่อหนูนะคะ หนูมองเห็นจริงๆ เสี่ยวจวินจะปลอดภัยก็ต่อเมื่อถึงเวลาบ่ายสองโมงของอีก3วันข้างหน้าค่ะ ทางที่ดีที่สุดป้าใหญ่และเสี่ยวจวินควรจะอยู่ที่บ้านนะคะ” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยท่าทางเคร่งขรึม
เพราะสิ่งที่ฟู่เยี่ยนมองเห็นนั้นคือเสี่ยวจวินตกลงไปในแม่น้ำ ส่วนป้าเหอที่ออกไปตามหาหลานชายของเธอนั้น ได้บังเอิญถูกกิ่งใหญ่ของต้นหูหยางที่หักหล่นลงมาทับร่าง
เนื่องจากเธอเป็นคนที่นิสัยดี ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงต้องการที่จะเตือนเธอถึงอันตรายในครั้งนี้
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังเป็นแม่ของฟู่เฉิงอีกด้วย ดังนั้นหากช่วยเธอได้ ในอนาคตมันอาจส่งผลต่อ ‘อาชีพ’ ของฟู่เยี่ยนก็เป็นได้ และป้าเหอนั้นก็จะเป็นเหมือนก้าวแรกนั่นเอง
เมื่อครอบครัวของฟู่เฉิงกลับมาถึงบ้านของตัวเอง และฟู่เฉิงที่เห็นท่าทีที่เหม่อลอยของผู้เป็นแม่ก็รู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก
“แม่ครับ เสี่ยวฮั่วยังเด็ก เธอก็พูดไปอย่างนั้นนั่นแหละ ทำไมแม่ถึงได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจด้วยล่ะ!”
“ลูกรู้อะไรหรือเปล่า?” ป้าเหอพูดแทรกขึ้นมาทันที
“ตอนที่แม่จะคลอดลูก มีนักบวชลัทธิเต๋าคนหนึ่งเดินผ่านมาพอดี และเขาก็ได้ให้พรกับลูก เขาบอกว่าลูกจะได้รับราชการมีหน้าที่การงานที่เจริญรุ่งเรือง พร้อมกับชีวิตมีความสุข ลูกจะมีลูกชายสองคน แต่ลูกชายคนเล็กจะตายเพราะอุบัติเหตุทางน้ำ!”
ป้าเหอไม่ได้โกหกเลย ตอนที่ฟู่เฉิงคลอดนั้นมีนักบวชลัทธิเต๋าได้เดินหลงทางผ่านมาพอดี และเขาได้บอกว่าเขามองเห็นไฟสีแดงภายในบ้าน คิดว่าเธอจะต้องให้กำเนิดลูกชายอย่างแน่นอน
ส่วนพ่อของฟู่เฉิงนั้นเป็นคนที่ใจดีอยู่แล้ว เขาจึงได้หยิบไข่ที่มีอยู่ในบ้านออกมามอบให้กับนักบวชลัทธิเต๋าคนนั้น
หลังจากที่นักบวชลัทธิเต๋าได้รับอาหารและน้ำดื่มแล้ว เขาก็ได้บอกกับพ่อของฟู่เฉิงถึงโชคชะตานั้น
ซึ่งป้าเหอนั้นไม่เคยเชื่อคำพูดเหล่านี้เลย แต่หลังจากที่ได้ฟังเสี่ยวฮั่วพูดในวันนี้ เธอก็นึกถึงคำพูดของนักบวชลัทธิเต๋าคนนั้นขึ้นมาทันที
ในตอนนั้น เมื่อพ่อของฟู่เฉิงได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่นักบวชลัทธิเต๋าคนนั้นก็ได้บอกกับเขาว่าจะมีผู้หญิงคนหนึ่งมาช่วยชีวิตลูกชายคนเล็กของเขาเอาไว้ จึงทำให้ลูกชายคนเล็กของเขารอดพ้นจากความตาย และฟู่เฉิงก็จะมีลูกสาวอีกหนึ่งคนอีกด้วย
แบบนี้ก็เท่ากับว่าเสี่ยวฮั่วนั้นคือคนที่นักบวชลัทธิเต๋าพูดถึงใช่ไหม แต่ทว่า หลังจากที่ให้กำเนิดเสี่ยวจวินนั้น ลูกสะใภ้ของเธอก็มีสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่
ตอนนี้ คนในคำทำนายได้ปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว ก็แสดงว่าเสี่ยวจวินจะไม่ตายแล้วใช่ไหม?
แบบนี้ หากเสี่ยวจวินรอดพ้นจากหายนะไปได้แล้วล่ะก็ เธอก็มีโอกาสที่จะได้หลานสาวอีกคนด้วยสินะ
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ ป้าเหอก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าเธอจะไม่ไปเข้าร่วมวันแต่งงานนั้น เธอจะไม่ทำอะไรเลย เธอและลูกสะใภ้จะคอยเฝ้าดูหลานชายอย่างเดียวเท่านั้น
อีกด้านหนึ่ง ที่บ้านของฟู่ต้าหย่ง หลังจากที่ครอบครัวของฟู่เฉิงกลับไปแล้ว พวกเขาก็ได้เริ่มล้างองุ่น โดยหวังซู่เหมยได้บอกกับทุกคนว่าพวกเขาไปเก็บองุ่นมาจากบนภูเขา
“ที่เธอพูดเมื่อกี้นี้เป็นเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอ? เธอไม่ได้กำลังจะทำให้พวกเขากลัวใช่ไหม?” ฟู่เหมี่ยวเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
ส่วนฟู่เซินและฟู่ซินเองก็มองไปที่เสี่ยวฮั่วด้วยเช่นกัน
“อืม หนูพูดเรื่องจริง หากไม่เชื่อพวกพี่ก็รอดูอีก3วันได้เลย” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยท่าทีที่จริงจัง แต่เธอก็ไม่สามารถอธิบายอะไรไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เซินก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาจึงได้ถามขึ้นว่า
“เสี่ยวฮั่ว ถ้าอย่างนั้นเธอช่วยพิสูจน์ให้ฉันเห็นหน่อยได้ไหม ในเร็วๆนี้จะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นกับฉันบ้างหรือเปล่า?”
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปยังพี่ชายของเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเกิดความคิดอยากแกล้งเขาแวบขึ้นมาในหัว
“พี่น่ะหรือ? ไม่มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นกับพี่เลย ทั้งยังจะมีหายนะและการนองเลือดเกิดขึ้นอีกด้วย”
“อะไรนะ? นี่เธอยังเป็นน้องสาวของฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย? เธอกำลังบอกว่าพี่ชายของตัวเองจะพบกับหายนะอย่างนั้นเหรอ!”
ในตอนนี้ ฟู่เซินกำลังยุ่งอยู่กับการตัดองุ่นด้วยกรรไกร และขณะที่เขากำลังพูดด้วยความตื่นเต้นอยู่นั้น กรรไกรที่อยู่ในมือก็ได้ตกลงไปโดนเท้าของเขาอย่างจัง
เนื่องจากตอนนี้เป็นฤดูร้อน เขาจึงไม่ได้สวมรองเท้าเอาไว้ จึงทำให้เท้าของเขาที่ถูกกรรไกรหล่นใส่นั้นเกิดบาดแผลขึ้นจะมีเลือดไหลออกมา
ฟู่เซินร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด พร้อมกับกุมไปที่เท้าของตัวเองเอาไว้แน่น
“เอาล่ะ เอาล่ะ เสี่ยวมู่ ร้องตะโกนแบบนั้นมันไม่ได้ทำให้บาดแผลของลูกหายหรอกนะ! ฮ่าฮ่าฮ่า....” เมื่อเห็นเช่นนั้น หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งที่กำลังทำถังไม้อยู่ก็พูดพร้อมกับหัวเราะออกมา
ส่วนฟู่ซินและคนอื่นต่างก็หัวเราะตามไปด้วย ซึ่งมันได้ทำลายบรรยากาศที่เริ่มจะตึงเครียดในก่อนหน้านี้ลงไปทันที
แม้แต่ฟู่เยี่ยนเองก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุขเช่นกัน มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากจริงๆ
ขณะที่กำลังหัวเราะอยู่นั้น เธอก็ได้มองไปยังพี่ใหญ่ของเธอ ก่อนจะเห็นว่าบนใบหน้าของเขามีสีแดงเรื่อปรากฏขึ้นมา ดูเหมือนว่ากำลังจะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นกับเขาแล้วสินะ
ตอนที่ 15 พี่ใหญ่จะได้เป็นทหารแล้ว!
เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นแสงสีแดงที่สื่อถึงความโชคดีและแสงสีม่วงผสมอยู่เล็กน้อยบนใบหน้าของพี่ใหญ่ เธอจึงรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่พวกเขารอคอยอยู่กำลังจะเป็นจริงแล้ว
ในตอนเย็น ขณะที่ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว ตอนนี้ทุกคนในครอบครัวกำลังทานอาหารเย็นไปพร้อมกับดวงอาทิตย์ที่กำลังค่อยๆลับเหลี่ยมทิวเขาไป
ทันใดนั้นเอง หลี่หงอี้ก็ได้เปิดประตูรั้วพร้อมกับเดินเข้ามาในลานหน้าบ้าน ระหว่างที่เดินเข้ามานั้น เขาก็ตะโกนเรียกฟู่ต้าหย่งด้วยความตื่นเต้น
“ได้การแล้วต้าหย่ง ได้การแล้ว!”
“ได้การอะไรหรือ?” หวังซู่เหมยเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความงุนงง
แน่นอน มีเพียงฟู่เยี่ยนคนเดียวเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ เธอจึงดูไม่มีท่าทีที่ตื่นตกใจใดๆเลย และยังรู้สึกมีความสุขมากอีกด้วย
“หรือจะเป็น…..” ฟู่ต้าหย่งคาดเดาเรื่องนี้อยู่ภายในใจ แต่เขาก็ไม่กล้าพูดมันออกมา
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว เสี่ยวจินได้เป็นทหารแล้ว!” ขณะที่พูดนั้น ใบหน้าของหลี่หงอี้ก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนต่างก็รู้สึกมีความสุขขึ้นทันที ส่วนฟู่ซินนั้นก็สั่นไปทั้งตัวด้วยความตื่นเต้น
เขาครุ่นคิดถึงเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว เขาเป็นกังวลมากว่าตัวเองจะทำได้ดีพอหรือเปล่า และบางครั้งเขายังคิดว่าตัวเองอาจจะหมดสิทธิ์ได้เป็นทหารด้วย
ดังนั้น ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เขาจึงรู้สึกไม่ค่อยมีความสุขมากเท่าไหร่นัก
“เสี่ยวฉุ่ย เสี่ยวมู่ รีบไปเอาตะเกียบ ชาม แล้วก็แก้วมาให้ลุงหลี่เร็วเข้า เรามาดื่มและคุยไปด้วยเถอะ” ในตอนนี้ ฟู่ต้าหย่งผู้ที่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ใดมากนักกลับมีท่าทีดีใจอย่างเห็นได้ชัด
หวังซู่เหมยเองก็มีความสุขมากเช่นกัน ก่อนจะรีบเดินเข้าไปในครัวทันที การทำอาหารในฤดูร้อนนั้นไม่ใช่เรื่องยากอะไร เธอจึงเลือกที่จะทำอาหารจานด่วนขึ้นมา
หวังซู่เหมยได้หยิบเนื้อไก่ที่ตากแห้งแล้วออกมา และเตรียมที่จะทำไก่ทอดรสเผ็ด
“เสี่ยวฮั่ว ลูกไปเอาพริกมาให้แม่สักหนึ่งกำมือสิ!”
ขณะที่ตะโกนออกมาจากในครัวนั้น เธอก็ได้หั่นไก่เป็นชิ้นเล็กๆไปด้วย
หวังซู่เหมยทำอาหาร พร้อมกับฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นข้างนอกไปด้วย เพราะเธอเองก็อยากจะรู้ถึงความเป็นมาของเรื่องราวทั้งหมดเช่นกัน
“พี่ต้าหย่ง วันนี้ตระกูลไป๋ได้โทรกลับมาหาฉัน ฉันคิดว่าพวกเขาน่าจะได้อ่านข้อมูลของเสี่ยวจินแล้วแน่ๆ จึงยอมตกลงรับเสี่ยวจินเข้ากรมทหารแบบนี้”
“อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทางกองทัพต้องการจัดตั้งค่ายทหารขึ้นที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งก็ต้องการทหารที่มีการศึกษาจำนวนมาก ดังนั้นตระกูลไป๋จึงได้เขียนจดหมายแนะนำเสี่ยวจินไปยังเทศมณฑลเพื่อจะดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว”
“แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน ฉันก็เลยไม่สามารถดูแลเสี่ยวจินได้ คงต้องให้เสี่ยวจินดูแลตัวเองแล้วล่ะ”
หลี่หงอี้เล่าถึงเหตุการณ์ทุกอย่างให้ฟู่ต้าหย่งฟังอย่างละเอียด
“เอาล่ะ เสี่ยวจิน หากไปถึงที่นั่นแล้ว ลูกก็ทำให้ดีที่สุดแล้วกัน รีบขอบคุณลุงหลี่เสียสิ เขาเป็นคนที่คอยช่วยเหลือลูกทุกอย่างเลยนะ” ฟู่ต้าหย่งไม่ได้สนใจเลยว่าลูกชายของเขาจะอยู่ที่ไหน เพราะถึงอย่างไรตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เสี่ยวจินจะต้องออกจากบ้านไปเติบโตตามเส้นทางของตนเองแล้ว
ไม่ต่างจากฟู่ต้าจวง ตอนนี้เขาได้ประจำการในค่ายทหารในเขตตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเขาอยู่ที่นั่นตลอดทั้งปี และมักจะกลับมาเยี่ยมบ้านทุก6เดือนเสมอ
ฟู่ซินไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก เพราะการพึ่งพาตัวเองเป็นเรื่องที่ผู้ชายทุกคนต้องทำอยู่แล้ว เขาจึงได้เติมเหล้าองุ่นให้กับหลี่หงอี้อย่างนอบน้อมเพื่อเป็นการขอบคุณ
ใช่แล้ว เหล้าองุ่นที่ฟู่เยี่ยนได้เก็บเอาไว้ในมิติ หากนับเวลาตามปกติก็ผ่านมาหนึ่งวันแล้ว ดังนั้นเย็นวันนี้เธอจึงได้ตักใส่ถังไม้ใบเล็กออกมาเพื่อเตรียมที่จะให้ทุกคนได้ชิมมัน
“นี่คือเหล้าองุ่นที่แม่กับหนูลองทำด้วยกันเป็นครั้งแรก เพื่อแทนคำขอบคุณ ลุงหลี่ลองชิมมันดูหน่อยสิคะ”
หลี่หงอี้ค่อยๆจิบเหล้าองุ่นเข้าไป เขารู้สึกถึงรสชาติที่กลมกล่อมอยู่ภายในปาก มันมีความเปรี้ยวเล็กน้อยแต่ไม่ติดรสฝาด สีของเหล้าองุ่นเป็นสีม่วงปนสีแดงเล็กน้อย หลังจากที่ดื่มเขาไปแล้ว กลิ่นหอมของเหล้าองุ่นก็ยังคงอบอวลอยู่ในปาก
“อย่าเกรงใจไปเลยเสี่ยวฮั่ว ฉันเองก็เป็นเจ้าหน้าที่เหมือนกัน หน้าที่ประสานงานนี้เป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้ว”
“ต้องขอบคุณนายมากจริงๆ หากไม่มีนาย โสมของเราก็คงจะขายไม่ได้เร็วขนาดนี้ และเสี่ยวจินเองก็อาจจะไม่ได้รับโอกาสครั้งนี้อีกด้วย” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความยินดี
“ถ้าอย่างนั้นเรามาดื่มกันดีกว่า เหล้าองุ่นนี้อร่อยมากจริงๆ!” ขณะที่พูดนั้น หลี่หงอี้ก็ได้ดื่มเหล้าองุ่นไปแก้วที่สามแล้ว
“แล้วโสมล่ะ? พวกเขาไม่ได้บอกหรอกเหรอว่าจะมารับมันเมื่อไหร่ พวกเขาช่วยเรามาเยอะมาก แต่เรากลับไม่ได้ให้อะไรพวกเขาเลย ฉันคิดว่ามันคงจะไม่เหมาะสม” ฟู่ต้าหย่งเอ่ยถามด้วยความเป็นกังวล
“อย่างกังวล ฉันได้บอกกับพวกเขาไปแล้ว หากลูกชายของตระกูลไป๋มาถึง ให้เขาแวะมาที่บ้านของฉันด้วย”
“เอาน่าพ่อ อย่าเพิ่งคิดมากเลย มาลองไก่เผ็ดที่แม่ทำดูก่อนดีกว่า” หวังซู่เหมยเดินออกมาจากครัวพร้อมกับจานในมือของเธอ
“อืม ไก่ตัวนี้ช่างหอมมากจริงๆ ถ้าอย่างนั้นเรามาลองชิมกันก่อนดีกว่า”
เมื่อเขาพูดจบ ทุกคนก็ได้หยิบตะเกียบขึ้นมา เนื้อไก่ทอดนั้นมีรสเผ็ด แต่ไม่แห้งมากนัก ทั้งยังมีกลิ่นหอมและเค็มกำลังดีอีกด้วย
ฟู่เยี่ยนกัดมันเข้าไปคำโต ก่อนจะพบว่ามันมีรสชาติที่เผ็ดร้อนมาก มันเผ็ดจนเธอไม่สามารถหยุดกินได้เลย
“ลุงหลี่ แล้วเมื่อไหร่การคัดเลือกเข้ารับราชการทหารของพี่ใหญ่จะเสร็จเหรอคะ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความกังวล
“ฉันคิดว่าน่าจะได้รับแจ้งเร็วๆนี้แหละ คงจะไม่เกินช่วงต้นเดือนหน้าหรอก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็มีความคิดที่จะไปในเมืองเช่นกัน เธออยากจะไปหาตลาดเพื่อเอาเหล้าองุ่นบางส่วนไปขาย และอยากรู้ว่ามีคนขายวัตถุดิบยาแผนโบราณบ้างหรือเปล่า
แม้ว่าตอนนี้จะไม่อนุญาตให้ทำการค้าขายส่วนตัว แต่ก็ไม่อาจจะหยุดความฉลาดของผู้คนได้ ดังนั้นจึงได้มีตลาดมืดเกิดขึ้นมา
เมื่อขายเหล้าองุ่นได้แล้ว เธอจะเอาเงินไปซื้อวัตถุดิบเพื่อทำยาให้กับพี่ใหญ่ ซึ่งในหนังสือของบรรพบุรุษที่เธอได้อ่านมานั้นมีวิธีทำยาอยู่มากมาย และฟู่เยี่ยนก็จำมันได้ทั้งหมดอีกด้วย
“เสี่ยวจิน ในเมื่อนายได้เข้าร่วมกองทัพแล้วก็จงตั้งใจให้มาก เพราะแม้ว่านายจะมีความรู้ แต่มันอาจช่วยอะไรนายไม่ได้มากนัก”
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปหากนายว่างก็ไปหาฉันที่บ้านก็แล้วกัน ช่วงนี้ฉันได้ลาหยุดสิบวัน ฉันจะช่วยนายฝึกเอง”
“เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย ต้องขอบคุณหงอี้มากที่เมตตาเสี่ยวจินในครั้งนี้ ขอบคุณมากจริงๆ” เมื่อได้ยินสิ่งที่หลี่หงอี้พูด หวังซู่เหมยก็รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก
“อย่าเกรงใจไปเลย สำหรับฉันแล้ว พี่ต้าหย่งไม่ใช่คนอื่นไกล ในตอนที่ฉันยังเด็ก หากไม่ใช่เพราะพี่ต้าหย่ง ฉันก็คงจะตกลงไปในแม่น้ำและจมน้ำตายไปแล้ว” หลี่หงอี้พูดด้วยสีหน้าอ่อนน้อม
“อย่าไปพูดถึงเรื่องนั้นเลย มันผ่านมาตั้งนานแล้ว เสี่ยวจิน รีบรินเหล้าองุ่นให้อาหลี่เพิ่มเร็วเข้าสิ” ฟู่ต้าหย่งได้ลืมเรื่องนี้ไปตั้งนานแล้ว
“ไม่ได้หรอก จะให้ฉันลืมผู้มีพระคุณได้อย่างไรกัน ฉันไม่มีวันลืมอย่างแน่นอน ตอนนั้นพวกเรายังเด็ก แต่พี่ก็ยังลากฉันขึ้นฝั่งจนได้” หลี่หงอี้พูดขึ้นมาด้วยความชื่นชม
“อย่าพูดถึงมันอีกเลย ทุกอย่างล้วนเป็นชะตากรรมที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว” ฟู่ต้าหย่งตบไปที่ไหล่ของหลี่หงอี้เบาๆ
“ใช่แล้วล่ะ มันคือชะตากรรมที่น่ายินดีมากๆเลย เอาล่ะ หากอยากจะขอบคุณฉันจริงๆล่ะก็ ฉันขอเหล้าองุ่นเพิ่มอีกสักหนึ่งถังได้หรือเปล่า”
“ไม่มีปัญหา นายจะเอามันกลับบ้านด้วยก็ยังได้เลย เสี่ยวฮั่วเข้าไปเอาเหล้าองุ่นในห้องของพ่อกับแม่มาเพิ่มเร็วเข้า อย่าลืมเอามาเผื่อลุงหลี่สักสองถังด้วยล่ะ” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับขยิบตาให้ฟู่เยี่ยน
ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าแม่ของเธอกำลังเปิดช่องทางให้เธอได้ ‘แอบ’ เอาเหล้าองุ่นออกมาได้โดยที่ไม่มีใครสงสัยอยู่
ในคืนนี้ หลี่หงอี้และฟู่ต้าหย่งดื่มเหล้าองุ่นพร้อมกับพูดคุยกันถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมา
เมื่อทั้งสองแยกย้ายกัน หลี่หงอี้ก็ถือถังเหล้าองุ่นสองใบขึ้นมา ก่อนจะเดินกลับบ้านไป
ขณะที่เดินกลับบ้านนั้น เขารู้ถึงคุณค่าของเหล้าองุ่นทั้งสองถังที่ได้ดื่มไปก่อนหน้านี้ขึ้นมา พลางรู้สึกเกลียดตัวเองที่ไม่ได้ชิมรสชาติของมันอย่างพิถีพิถันเท่าที่ควร
ในคืนนี้ สมาชิกทุกคนในครอบครัวของฟู่ต้าหย่งต่างก็รู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก
ค่ำคืนที่เงียบสงัด หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งที่ตอนนี้กำลังนอนอยู่บนเตียงด้วยแววตาที่สดใส พวกเขาทั้งสองต่างก็นอนไม่หลับ
“วันนี้เป็นวันที่ฉันมีความสุขมากเลยล่ะ ในที่สุดเสี่ยวจินของเราก็จะได้เป็นทหารแล้ว” หวังซู่เหมยพูดออกมาอย่างมีความสุข
“ใช่แล้วล่ะ ผมเองก็ไม่คิดว่าจะมีวันนี้เลยจริงๆ ต้องขอบคุณเสี่ยวฮั่วมากเลยนะ หากลูกสาวของเราไม่พบโสมป่าพวกนั้นล่ะก็ พี่ชายของเธอก็คงจะไม่มีโอกาสนี้เช่นกัน”
“ใช่ ลูกสาวของเรามีความสามารถนี้ตั้งแต่ตอนที่เธอเจอหนังสือของแม่คุณ”
“จะว่าไปแล้ว ตอนที่เธอพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับฟู่เฉิงเมื่อวานนี้ ฉันมีความรู้สึกว่าลูกสาวของเราดูแปลกไปกว่าเดิมจริงๆ” หวังซู่เหมยด้วยสีหน้าที่ดูซับซ้อน
“คุณคะ หากไม่ใช่เพราะฉัน คุณเองก็คงจะเข้าร่วมกับกองทัพเหมือนกับน้องรอง และคงจะมีอนาคตที่สดใสไปแล้ว”
ขณะที่พูดนั้น หวังซู่เหมยก็นึกถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต ก่อนที่น้ำตาของเธอจะคลอขึ้นมา
“ทำไมอยู่ดีๆ คุณก็พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมากันล่ะ? ผมจะมีอนาคตที่ดีได้อย่างไรกันหากไม่มีคุณอยู่ข้างๆแบบนี้? หากจะพูดถึงอนาคตที่ดี สำหรับผมแล้วคุณย่อมสำคัญกว่าเสมอ” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับจับมือภรรยาของเขาเอาไว้แน่น
ในตอนนั้น เพื่ออนาคตของลูกชาย เสิ่นซู่ฉีจึงได้เอาเครื่องประดับส่วนใหญ่ของเธอไปขาย เพื่อที่จะนำเงินทั้งหมดไปติดสินบนและขอให้ลูกชายของเธอได้เข้าร่วมกับกองทัพ
ทว่าไม่กี่วันก่อนการลงทะเบียนตรวจร่างกาย ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็ได้เดินทางไปในเมืองเพื่อถ่ายรูป แต่บังเอิญไปพบกับกลุ่มอันธพาลเข้าเสียก่อน
เมื่อปกป้องคนรักของตน ฟู่ต้าหย่งได้รับบาดเจ็บจากเหล่าอันธพาลพวกนั้น จึงทำให้เขาต้องเสียโอกาสนั้นไปโดยปริยาย และเพื่อที่จะไม่ทำให้เงินของผู้เป็นแม่ต้องสูญเปล่า เขาจึงให้ฟู่ต้าจวงไปลงทะเบียนแทนนั่นเอง
“คุณคะ ตอนนี้เสี่ยวจินก็ได้เป็นทหารแล้ว แค่นี้ความปรารถนาของฉันก็ถูกเติมเต็มแล้วล่ะคะ ฉันหวังอยู่เสมอเลยว่าลูกของเราจะสานต่ออุดมการณ์ของคุณได้สำเร็จ”
ทั้งสองพูดคุยกันถึงเรื่องในอดีตด้วยความสะเทือนใจ พวกเขาคุยกันอยู่นานจนผล็อยหลับไปในที่สุด
เช้าวันต่อมา หวังซู่เหมยจึงตื่นสายกว่าปกติเล็กน้อย
ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็เพิ่งจะตื่นเช่นกัน เธอเห็นแสงแห่งความสุขบนใบหน้าของผู้เป็นแม่ ทั้งยังเป็นแสงที่เปล่งประกายเอามากๆอีกด้วย เธอจึงอดไม่ได้ที่จะมองมันอยู่หลายครั้ง ช่างเป็นภาพที่น่าทึ่งมากจริงๆ
เร็วๆนี้จะมีเรื่องที่น่ายินดีเกิดขึ้นกับครอบครัวของเธออีกครั้งหนึ่งแล้วสินะ!
ตอนที่ 16 ผ่านการคัดเลือกแล้ว
ในวันนี้ บ้านของตระกูลเหอนั้นเต็มไปด้วยแขกเหรื่อมากมาย เนื่องจากลูกชายคนโตของตระกูลเหอนั้นเป็นถึงเลขาธิการพรรคของหมู่บ้าน และน้องสาวของเขาก็กำลังจะแต่งงานกับหลานชายของเลขาธิการหมู่บ้านอีกด้วย ดังนั้นที่บ้านของเขาจึงมีแขกมาร่วมงานกันอย่างมากหน้าหลายตา
ในตอนนี้ เหอเสี่ยวหยากำลังนั่งรออยู่บนเตียงในฐานะของเจ้าสาว เธอกำลังนั่งรอด้วยความรู้สึกประหม่าปนตื่นเต้น
โชคดีที่ป้าของเธอได้มาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว เหอเสี่ยวหยาสนิทกับป้าของเธอมาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังปฏิบัติกับป้าของเธอไม่ต่างจากปฏิบัติต่อผู้เป็นแม่เลย
แต่ตอนนี้ ป้าของเธอกลับดูเหมือนว่ากำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่ในใจ ทั้งยังเอาแต่คอยอยู่ใกล้ๆเสี่ยวจวินตลอดเวลาอีกด้วย ตั้งแต่ที่มาถึง ป้าของเธอนั้นไม่ยอมปล่อยให้เสี่ยวจวินออกไปข้างนอกเลย จึงทำให้เด็กน้อยมีสีหน้าที่เศร้าสร้อยเอามากๆ
“ป้าคะ ป้าเป็นอะไรหรือเปล่า ตั้งแต่มาถึงที่นี่ ทำไมป้าถึงได้เอาแต่คอยอยู่ใกล้เสี่ยวจวินไม่ห่างแบบนั้นกันล่ะคะ ปล่อยให้เขาออกไปวิ่งเล่นข้างนอกบ้างก็ได้ หยางหยางเองก็อยู่ข้างนอกไม่ใช่เหรอ” เหอเสี่ยวหยาพูดขึ้นมาด้วยความสงสัย
ป้าของเหอเสี่ยวหยาก็คือแม่ของฟู่เฉิงนั่นเอง ตอนนี้ป้าดูมีท่าทางที่เคร่งเครียดมากๆ เธอรู้ตัวดีว่าตัวเองเป็นแค่หลานสาว และไม่ควรที่จะพูดแบบนั้นออกไป
จากนั้น เธอก็มองไปยังเสี่ยวจวินที่กำลังบิดตัวไปมา ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขากำลังไม่มีความสุข
เหอเสี่ยวหยามมองไปที่นาฬิกาอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าตอนนี้เพิ่งจะเก้าโมงเท่านั้น เธอจึงได้คลายความกังวลลงไปได้เล็กน้อย
ทันทีที่หลานสาวพูดขึ้นมา ป้าเหอจึงได้ยอมปล่อยให้หลานชายของเธอออกไปเล่นข้างนอก ก่อนจะมองไปที่ลูกสะใภ้เพื่อให้ตามไปดูหลานชายของเธออย่างใกล้ชิด
จากนั้น เหอเสี่ยวหยาเองก็เดินออกไปข้างนอก ก่อนจะกลับเข้ามาอีกครั้งในช่วงบ่าย ส่วนป้าเหอและคนอื่นก็ได้ออกไปทานอาหารที่บ้านตระกูลเหอด้วยเช่นกัน
หลังจากที่ทานอาหารกลางวันเสร็จ เสี่ยวจวินก็อยากออกไปเล่นกับหยางหยางอีก แต่ย่าของเขากลับไม่ยอม แม้ว่าเขาจะอ้อนวอนแค่ไหนก็ตาม
แม้แต่หยางหยางเองก็ร้องไห้ออกมาเช่นกัน ก่อนหน้านี้ เวลาที่พวกเขาจะออกไปเล่นที่ริมแม่น้ำ ไม่เคยมีใครว่าพวกเขาเลย
ทันทีที่ได้ยินคำว่าริมแม่น้ำ แม้แต่สีหน้าของฟู่เฉิงเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
ซึ่งแม้ว่าฟู่เฉิงนั้นจะเป็นคนที่ที่ยึดถือหลักการของหม่าเค่อซือ1(馬克思)มาโดยตลอด และไม่ค่อยเชื่อในศาสตร์อภิปรัชญาเท่าไหร่นัก
แต่เมื่อเขาได้ยินเสี่ยวจวินร้องไห้และบอกว่าจะไปหาปลาที่ริมแม่น้ำ จู่ๆ เขาก็นึกถึงคำพูดของเสี่ยวฮั่วขึ้นมาได้ทันที
ทันใดนั้นเอง ฟู่เฉิงก็ได้มีท่าทีที่เปลี่ยนไป เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากเมื่อพบว่าตัวเองมีเหงื่อผุดออกมาเต็มไปหมด เขาจึงได้คุกเข่าลงไปเพื่อให้สายตาของเขาอยู่ระดับเดียวกันกับลูกชาย ก่อนจะพูดออกไปว่า
“เสี่ยวจวิน ทำไมลูกถึงไม่เล่นขี่ม้ากับพี่หยางหยางแทนล่ะ? เดี๋ยวพ่อและลุงของลูกจะเป็นม้าให้ดีไหม?” ฟู่เฉิงพูดเกลี้ยกล่อมเสี่ยวจวิน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสี่ยวจวินก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ฟู่เฉิงจึงรีบอุ้มลูกชายของเขาขึ้นไปขี้หลังทันที ทำเอาเสี่ยวจวินหัวเราะออกมาอย่างร่าเริง
ส่วนหยางหยางที่อยู่ข้างๆ ก็ได้ขอให้เหอต้าจื่อ พ่อของเขาอุ้มขึ้นมาด้วยเช่นกัน
เมื่อเห็นเช่นนั้น ป้าเหอและลูกสะใภ้ก็ได้มองหน้ากันพร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
เหอเสี่ยวหยากลับเข้ามาที่บ้านของเธออีกครั้งในตอนบ่าย เธอรู้สึกว่าตัวเองออกไปได้แค่ไม่นานเท่านั้น แต่เมื่อกลับเข้ามาอีกครั้ง บรรยากาศภายในบ้านของเธอก็ได้เปลี่ยนไปจากช่วงเช้าอย่างเห็นได้ชัด
ตอนนี้ ทุกคนในครอบครัวของเธอต่างก็พูดคุยกันด้วยความร่าเริง ทว่าทันใดนั้นเองก็ได้มีชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามา
“พี่ต้าจื่อ เกิดเรื่องขึ้นแล้วครับ พี่ช่วยไปดูหน่อยเถอะ ตอนนี้โม่หยู หลานชายคนที่สามของตระกูลหวังได้พลัดตกลงไปในแม่น้ำ” ชายคนนั้นพูดพร้อมกับหายใจอย่างเหนื่อยหอบ
เหอต้าจื่อที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบวิ่งไปยังที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว
ส่วนป้าเหอและฟู่เฉิงนั้นก็ได้หันมามองหน้ากันทันที ก่อนที่ฟู่เฉิงจะอุ้มลูกชายคนเล็กของเขายื่นให้กับผู้เป็นแม่ และเดินตามออกไปข้างนอกทันที
ส่วนป้าเหอเองก็มีสีหน้าที่ดูวิตกกังวลเช่นกัน เธอรู้สึกไม่ค่อยสบายใจตั้งแต่มาถึงที่นี่เมื่อวานนี้แล้ว ทันใดนั้นเอง คุณย่าของเหอเสี่ยวหยาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป หญิงชราจึงได้เอ่ยถามขึ้นว่า
“เสี่ยวเหอ มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า? เธอกำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่กันแน่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ป้าเหอก็มีท่าทีที่ดูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคนอื่นอยู่ที่นี่แล้ว เธอจึงยอมเล่าสิ่งที่เสี่ยวฮั่วพูดให้กับครอบครัวของเธอฟัง
หลังจากที่ได้ฟัง ทุกคนต่างก็ตกตะลึงไปทันที มีเพียงย่าของเหอเสี่ยวหยาเท่านั้นที่ยังคงมีท่าทีที่สงบและใจเย็นอยู่ เพราะหญิงชราพอจะรู้เรื่องนี้อยู่เหมือนกัน
“สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอกนะ ก่อนหน้านี้บรรพบุรุษของเราได้บอกเอาไว้ว่าจะมีปรมาจารย์ลงมาจุติไม่ไกลจากหมู่บ้านของเรานัก ทั้งยังเชี่ยวชาญเรื่องการทำนายดวงชะตาอีกด้วย”
“เสี่ยวเหอ หลังจากที่กลับไปแล้ว เธอควรจะไปขอบคุณปรมาจารย์น้อยท่านนั้นด้วยนะ เพราะท่านได้ทำนายดวงชะตาให้กับเราแล้ว แต่เรากลับไม่ได้ให้ของขวัญหรือเงินเป็นการตอบแทนเลย สุดท้ายแล้วสิ่งที่ไม่ดีเหล่านั้นก็จะวนกลับมาเล่นงานเราในภายหลังได้”
“ถูกต้องแล้วล่ะ พี่ใหญ่ เราต้องขอบคุณปรมาจารย์ท่านนั้นมากจริงๆ ที่ได้ช่วยชีวิตเสี่ยวจวินของเราเอาไว้ และเราก็ไม่ควรที่จะทำให้คนที่มีความสามารถเช่นนี้ขุ่นเคืองใจได้อีกด้วย” แม่ของเหอเสี่ยวหยาได้พูดเสริมขึ้นมา
ทุกคนต่างก็พูดกันถึงเรื่องนี้ และรู้สึกดีใจมากที่ป้าเหอได้พบกับเรื่องดีๆ
ป้าเหอมองไปที่หลานชายตัวน้อยของเธอ และรู้สึกซาบซึ้งถึงความมีน้ำใจของเสี่ยวฮั่วเป็นอย่างมาก ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจแล้วว่าเมื่อกลับไป เธอจะต้องไปขอบคุณเสี่ยวฮั่วอีกครั้ง
ในตอนนี้ ตระกูลเหอรู้สึกมีความสุขมากๆ ช่างโชคดีจริงๆที่ป้าเหอได้ทำตามคำทำนาย
มิเช่นนั้นวันนี้จะต้องเกิดหายนะขึ้นกับครอบครัวของพวกเขาอย่างแน่นอน
ไม่นานนัก ฟู่เฉิงก็ได้กลับเข้ามาพร้อมกับเหอต้าจื่อ ทุกคนจึงได้เข้าไปถามเหอต้าจื่อเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระตือรือร้น
“โชคดีที่เด็กชายจากตระกูลหวังโตพอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว หากเขาเด็กมากกว่านี้อีกหน่อย ตอนนี้คงจะเกิดเรื่องที่น่าสลดขึ้นอย่างแน่นอน”
แต่บริเวณหัวไหล่ของเขาก็ได้กระแทกเข้ากับก้อนหินที่อยู่ใต้น้ำจนเกิดบาดแผลฉกรรจ์เลยล่ะ ตอนนี้ได้พาตัวไปทำแผลที่โรงพยาบาลแล้ว”
ในตอนนี้ เหอต้าจื่อรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก หากมีเรื่องที่ร้ายแรงกว่านี้เกิดขึ้นล่ะก็ เขาซึ่งเป็นถึงเลขาธิการพรรคของหมู่บ้านจะต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
ส่วนฟู่เฉิงนั้นรู้สึกว่าตัวเองโชคดียิ่งกว่า หลังจากที่เขาได้ไปดูสถานที่เกิดเหตุด้วยตาของตัวเองมาแล้ว หากคนที่ตกลงไปในแม่น้ำคือเสี่ยวจวินล่ะก็......เขาไม่กล้าคิดถึงภาพที่ตามมาเลยจริงๆ
ในที่สุด ตระกูลเหอก็ได้จัดงานเลี้ยงอย่างมีความสุข เดิมทีป้าเหอวางแผนที่จะอยู่ต่ออีกหนึ่งคืน แต่เธอกลับถูกหญิงชราสั่งให้รีบกลับ
“ฉันยังแข็งแรงดีอยู่ อย่ากังวลไปเลย อีกอย่างยังมีลูกหลานตั้งหลายคนอยู่ที่นี่ เธอรีบกลับไปขอบคุณผู้มีพระคุณก่อนเถอะ อ้อ แล้วอย่าลืมถามด้วยล่ะว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดกับเสี่ยวจวินอีกหรือเปล่า?”
ในตอนนี้ ปรมาจารย์ฟู่ยังคงไม่รู้ว่าตัวเองกำลังได้รับการยกย่องจากผู้อื่นอยู่ เธอจึงตั้งหน้าตั้งตาทำถังสำหรับใส่เหล้าองุ่นกับพ่อของเธออย่างขะมักเขม้น
เมื่อวานนี้เธอทำได้แค่ไม่กี่ถังเท่านั้น แต่ตอนนี้เธอต้องทำมันเพิ่มอีก เพื่อที่จะเอาเหล้าองุ่นของเธอไปขายในเมืองให้ได้เยอะที่สุด
ตอนนี้ฟู่ต้าหย่งสามารถทำถังได้ 4-5ถังต่อวัน ส่วนฟู่เยี่ยนนั้นก็ช่วยทำได้อีกวันละ2ถัง
ขณะเดียวกันนั้น หวังซู่เหมยก็ได้พาฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินขึ้นไปเก็บองุ่นบนภูเขา และหลังจากที่กลับมาถึงบ้าน เธอก็ได้นำองุ่นใส่ลงไปในถังพวกนั้น
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะถูกเปิดเผยออกไปไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงจำเป็นที่จะต้องแสดงละครโดยการพาเหล่าลูกๆของเธอออกไปเก็บองุ่นบนภูเขานั่นเอง
ส่วนฟู่ซินก็ไปที่บ้านของหลี่หงอี้เพื่อเรียนรู้การฝึกฝนเบื้องต้น เพราะทหารใหม่ส่วนมากจะอดทนต่อการฝึกที่หนักหน่วงไม่ไหวนัก
ซึ่งการทำแบบนี้ก็เท่ากับว่าฟู่ซินจะได้เปรียบกว่าคนอื่นมาก และเรื่องการปรับตัวในกองทัพนั้นก็จะไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาอีกต่อไป ซึ่งฟู่ต้าหย่งนั้นก็สนับสนุนเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
หลังจากที่หลี่หงอี้ได้ทานมื้อเย็นที่บ้านของฟู่ต้าหย่งไปเมื่อเย็นวานนี้ เมื่อตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น เขาก็รับรู้ได้ว่าร่างกายของเขารู้สึกกระปรี้กระเปร่ามาก และอาการบาดเจ็บในก่อนหน้านี้ของเขาก็ทุเลาลงไปมากอีกด้วย
ซึ่งเขาไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นเป็นผลมาจากเหล้าองุ่นที่ตัวเองได้ดื่มเข้าไป จึงได้เอาเรื่องนี้มาคุยกันฟู่ต้าหย่งด้วยความประหลาดใจ
ดังนั้นในการทำเหล้าองุ่นครั้งต่อไป ฟู่เยี่ยนจึงได้ลดปริมาณของน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเธอลง เนื่องจากมันได้ผลดีเกินไป
แต่ถึงกระนั้น รสชาติของเหล้าองุ่นก็ยังคงกลมกล่อมและโดดเด่นเหมือนเดิม
ในตอนเย็น ฟู่เฉิงก็ได้พาครอบครัวของเขามาที่บ้านของฟู่ต้าหย่ง แม้ว่าตอนนี้ท้องฟ้าข้างนอกจะมืดแล้วก็ตาม แต่ทุกคนก็กำลังล้างองุ่นพร้อมพูดคุยกันอย่างมีความสุขอยู่
เมื่อมาถึง หลังจากที่เดินผ่านประตูเข้ามา ป้าเหอก็ได้ให้เสี่ยวจวินโค้งคำนับให้กับฟู่เยี่ยนทันที
“รีบคำนับพี่เสี่ยวฮั่วเร็วเข้าสิ พี่เสี่ยวฮั่วได้ช่วยชีวิตหลานเอาไว้นะ”
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงรีบดึงเสี่ยวจวินขึ้นมาทันที ก่อนจะเชิญให้ทุกคนนั่งลง แต่ป้าเหอก็ยังเอาแต่ขอบคุณเธอไม่หยุด
ซึ่งขณะที่พูดนั้น เธอก็ได้หยิบตั๋วแลกของจำนวนหนึ่งออกมาจากกระเป๋า พร้อมกับยัดมันเอาไว้ในมือของฟู่เยี่ยนทันที
ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ได้ปฏิเสธไปอย่างไม่ลังเล ดังนั้นป้าเหอจึงไม่มีทางเลือกอื่น นองจากพยายามยัดตั๋วแลกของเหล่านั้นให้กับหวังซู่เหมยแทน
“ป้าคะ อย่าทำแบบนี้เลย เอาแบบนี้ก็แล้วกันนะคะ หนูขอตั๋วผ้าแค่พอที่จะซื้อผ้าไว้ตัดชุดสักชุดก็พอแล้ว” ฟู่เยี่ยนคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว เพราะพี่ใหญ่ของเธอกำลังจะเข้าร่วมกับกองทัพในอีกไม่ช้า เธอจึงอยากจะซื้อเสื้อเสื้อผ้าและรองเท้าใหม่ให้กับเขา
เมื่อเห็นว่าฟู่เยี่ยนพูดแบบนั้นออกมา ป้าเหอก็ยังไม่ยอมแพ้ เธอยังคงยืนกรานที่จะมอบตั๋วทั้งหมดให้กับหวังซู่เหมย
“ไม่ได้นะน้องสะใภ้ หากปฏิเสธน้ำใจเล็กๆน้อยๆนี้ ฉันคงไม่กล้ามาที่นี่อีกอย่างแน่นอน ตั๋วแลกของนี้เทียบไม่ได้เลยกับชีวิตของเสี่ยวจวิน”
จากนั้น ป้าเหอก็ได้มอบตั๋วแลกของอีกจำนวนหนึ่งให้กับฟู่เยี่ยน
“ปรมาจารย์ฟู่ ช่วยทำนายโชคชะตาของเสี่ยวจวินอีกครั้งได้ไหม นี่คือตั๋วแลกของ ค่าดูดวงในครั้งนี้” ป้าเหอมีท่าทีที่ดูตื่นตระหนกเล็กน้อย และต้องการที่จะรู้ดวงชะตาของเสี่ยวจวินอีกครั้ง
ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนไม่มีทางเลือกอื่นเลยนอกจากต้องรับมันเอาไว้ ก่อนจะมองไปที่ใบหน้าของเสี่ยวจวินอยู่ครู่หนึ่ง
“อย่ากังวลไปเลยค่ะป้า จากนี้ไปเสี่ยวจวินจะพบแต่เรื่องดีๆ และมีชีวิตที่ราบรื่น”
“เสี่ยวจวิน จากนี้เป็นต้นไปนายต้องตั้งใจเรียน กตัญญูต่อพ่อแม่และเคารพผู้อาวุโสของนายให้มากๆนะ”
“ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่นายควรระวังมากๆ คือการเลือกคู่ชีวิตของนายในอนาคต แต่มันก็ยังคงอีกนานเลย อย่าเพิ่งคิดถึงเรื่องนั้นเลยดีกว่า” หลังจากที่พูดจบ เธอก็ยื่นเงินกลับไป
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ป้าเหอก็รีบขอบคุณฟู่เยี่ยนทันที
ส่วนฟู่เฉิงที่อยู่ข้างๆ ก็รู้สึกขอบคุณมากเช่นกัน เขาซาบซึ้งใจจนพูดไม่ออก
เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ พวกเขารู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก และไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากมองไปที่ฟู่ต้าหย่งและฟู่เยี่ยนเท่านั้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งก็ตบไปที่ไหล่ของฟู่เฉิงเพื่อบ่งบอกว่าเขานั้นเข้าใจทุกอย่างดี
เพราะเขาเองก็รู้สึกประหลาดใจกับการที่ลูกสาวของเขาเป็นแบบนี้ แต่ก็ไม่อยากจะโอ้อวดจนเกินงาม จึงได้เก็บเรื่องนี้เอาไว้
หลังจากที่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของฟู่เฉิงแล้ว ฟู่ซินและคนอื่นต่างก็เชื่อในความสามารถของน้องสาวไปโดยปริยาย
น้องสาวของพวกเขาคือปรมาจารย์ที่สามารถทำนายโชคชะตาได้จริงๆ ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวยังคงตกตะลึงกับความสามารถที่ยอดเยี่ยมนี้อยู่ ในขณะที่ฟู่ซินกลับคิดว่าฟู่เยี่ยนนั้นสุดยอดมากๆ และเหมาะสมที่จะเป็นน้องสาวของเขาที่สุดแล้ว
ทันใดนั้น ฟู่ต้าหย่งก็ปรายตามองไปยังลูกๆของเขา ก่อนจะห้ามไม่ให้พวกเขาพูดเรื่องนี้ออกไปอย่างเด็ดขาด
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ฟู่ต้าหย่งและฟู่เยี่ยนได้ช่วยกันทำถังไม้ขึ้นมาได้ถึงสิบกว่าใบแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจที่จะเข้าไปในเมือง
เพราะในหมู่บ้านนั้นมีคนที่รู้จักพวกเขามากเกินไป จึงทำให้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากในการขายเหล้าองุ่นของพวกเขา
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟู่ต้าหย่งก็ได้พาฟู่เยี่ยนเข้าไปในเมืองทันที
ทว่าหลังจากที่ทุกคนออกจากบ้านไปได้ไม่นาน บุรุษไปรษณีย์ก็ได้มาส่งจดหมายที่บ้านของพวกเขา
馬克思 “หม่าเค่อซือ” หรือลัทธิมากซ์ เป็นแนวคิดสังคมนิยม ที่คนจีนแผ่นดินใหญ่ต้องเรียน
ตอนที่ 17 เหล้าองุ่นถูกขายไปจนหมด
ฟู่เยี่ยนและฟู่ต้าหย่งต้องเดินไปยังทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อที่จะรอนั่งรถประจำทางเข้าไปในเมือง
ซึ่งรถประจำทางที่จะเข้าเมืองในแต่ละวันนั้นมีเพียงแค่2รอบ หากจะไปรอบบ่ายก็คงจะสายเกินไป ดังนั้นพวกเขาจึงต้องมารอขึ้นรถกันตั้งแต่เช้า
ดังนั้นฟู่ต้าหย่งจึงได้ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ ส่วนหวังซู่เหม่ยก็ได้เตรียมเงินสดและตั๋วแลกของจำนวนหนึ่งเอาไว้ให้สองพ่อลูกแล้วเช่นกัน
ตั๋วผ้าที่ป้าเหอให้มาเมื่อวานนี้มีประโยชน์มากๆ หวังซู่เหมยจึงได้ให้พวกเขาพกมันติดตัวเอาไว้ เพราะทุกวันนี้เงินสดเพียงอย่างเดียวไม่ได้มีประโยชน์อะไร จึงต้องใช้ตั๋วแลกของด้วย
“ขอให้ขายดีนะ แต่ถ้าขายไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เอ่อ คุณอย่าลืมไปที่ร้านค้าสหกรณ์เพื่อซื้อผ้ากลับมาด้วยล่ะ เดินทางปลอดภัยนะ” หวังซู่เหมยพูดย้ำกับสองพ่อลูกอีกครั้ง
“อืม เข้าใจแล้ว วันนี้ตอนคุณไปที่บ้านของแม่ ก็อย่าลืมเอาเนื้อไก่และเนื้อกระต่ายที่เราตากแห้งเอาไว้ครั้งที่แล้วไปให้พวกเขาด้วยล่ะ”
ขณะที่พูดนั้น ฟู่ต้าหย่งก็ได้ยื่นเงินสดและตั๋วแลกของให้กับฟู่เยี่ยน เพราะกลัวว่ามันจะถูกขโมยไประหว่างทาง
เมื่อรับเงินสดและตั๋วแลกของพวกนั้นมาแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงได้เก็บมันเอาไว้ในมิติของเธอทันที จากนั้นก็แค่รอให้เดินทางไหนถึงในเมืองแล้วค่อยคิดหาวิธีแอบเอามันออกมา
ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้ยืมเกวียน ดังนั้นสองพ่อลูกจึงต้องเดินเท้าไปยังทางเข้าหมู่บ้าน
โชคดีที่ป้ายรถประจำทางของหมู่บ้านนั้นอยู่ไม่ไกลมากนัก เมื่อพวกเขาเดินมาถึง ก็พบว่ามีชาวบ้านมารออยู่หลายคนแล้ว
และทุกคนต่างก็เป็นคนในหมู่บ้านทั้งนั้น และฟู่ต้าหย่งรู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี ทุกคนต่างก็เข้ามาทักทายเขา
หลังจากขึ้นไปบนรถแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ผล็อยหลับไป เพราะวันนี้เธอต้องตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง รถประจำทางใช้เวลาเดินทางไปกว่าหนึ่งชั่วโมง จนสุดท้ายพวกเขาก็ได้มาถึงจุดหมายปลายทางในที่สุด
ส่วนฟู่ต้าหย่งนั้นก็ได้นั่งพูดคุยกับเพื่อนบ้านที่มาจากหมู่บ้านเดียวกันตลอดทาง
“เสี่ยวฮั่ว ตื่นได้แล้ว เรามาถึงแล้ว”
ฟู่ต้าหย่งเขย่าฟู่เยี่ยนเบาๆ เพื่อปลุกเธอให้ตื่น และทั้งสองก็ได้ลงจากรถไป
เมื่อลงมาจากรถแล้ว สองพ่อลูกต่างก็รู้สึกสับสนเล็กน้อย เนื่องจากฟู่ต้าหย่งไม่เคยนำสินค้าของตัวเองมาขายที่นี่เลย ดังนั้นเขาจึงเดินดูรอบๆก่อน
ระหว่างที่เขากำลังเดินดูสิ่งต่างๆอยู่นั้น เขาก็ได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่อยู่ในเมืองมากขึ้น
หลังจากที่เดินดูรอบๆอยู่ครู่หนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็ได้สังเกตเห็นผู้คนที่เดินผ่านไปมานั้นสวมชุดที่ดูคล้ายกันมาก เธอจึงมั่นใจว่าจะต้องมีโรงงานอะไรสักอย่างอยู่ใกล้ๆแถวนี้อย่างแน่นอน
ส่วนฟู่ต้าหย่งเองก็นึกขึ้นมาได้เช่นกันว่ามีโรงงานสิ่งทออยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน ดังนั้นสองพ่อลูกจึงเดินต่อไปเรื่อยๆ
โชคดีที่หลังจากเดินไปได้ไม่นานนัก พวกเขาก็ได้พบกับโรงงานทอผ้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเข้า
ดังนั้นฟู่ต้าหย่งและฟู่เยี่ยนก็ได้เดินเข้าไปยังสถานที่ที่ลับตาคน ก่อนจะเอาองุ่นและถังเหล้าองุ่นออกมา
ทั้งสองใช้ผ้าห่อองุ่นเอาไว้และหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ผิวขององุ่นช้ำ
ก่อนหน้านี้ ฟู่เหมี่ยวได้บอกกับพวกเขาเอาไว้ว่า องุ่นนั้นเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายและคนส่วนมากก็มักจะชอบมันมากกว่าเหล้าองุ่นเสียอีก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทะนุถนอมไม่ให้ผิวของมันช้ำ เพื่อจะได้มีราคาดีนั่นเอง
ปันต้าเหม่ยได้ทำงานอยู่ในโรงงานทอผ้าแห่งนี้ ซึ่งทุกครั้งที่ถึงเวลาพัก เธอก็มักจะออกมาหาซื้อของอร่อยๆอยู่เสมอ
ซึ่งนั่นเป็นเพราะเธออยากจะให้ลูกสองคนของเธอได้กินของดีๆ และอีกอย่างตอนนี้พ่อกับแม่ของเธอก็ยุ่งมากจนไม่มีเวลาทำอาหารอีกด้วย
ซึ่งโดยปกติแล้ว ในช่วงพักเที่ยง ทุกคนจะทานอาหารในโรงอาหารของโรงงาน แต่เธอชอบกลับไปทำอาหารกินเองที่บ้านมากกว่า
เมื่อกลับจากร้านขายของชำ เธอก็พบกับฟู่เยี่ยนที่กำลังเดินเร่ขายของอยู่
ด้วยความที่เธอเป็นคนที่ฉลาดและมีจิตใจดี เธอจึงมักจะซื้อของจาก ‘ชาวบ้าน’ ที่มาเดินเร่ขายอยู่บ่อยๆ
ดังนั้น เมื่อเห็นฟู่เยี่ยน ปันต้าเหม่ยจึงรู้ได้ทันทีว่าทั้งสองคนมาที่นี่เพื่อขายของ
แต่ทว่าเนื่องจากเธอไม่ได้รู้จักกับสองพ่อลูกเป็นการส่วนตัว ดังนั้นเธอจึงไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกไปมากนัก
หลังจากที่เดินตามฟู่เยี่ยนมาระยะหนึ่ง เธอจึงฉวยโอกาสในตอนที่มีคนอยู่ไม่กี่คนเดินตรงเข้าไปหาพวกเขาพร้อมกับเอ่ยถามออกไปว่า
“พี่ชาย คุณกับสาวน้อยเอาอะไรมาขายอย่างนั้นเหรอ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ชะงักไปทันทีด้วยความตกใจ แต่พ่อของเธอยังคงมีสีหน้าที่เรียบเฉย
“คุณผู้หญิง รับองุ่นสดสักหน่อยไหมครับ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของปันต้าเหม่ยก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เธอชอบกินองุ่นอยู่แล้ว ดังนั้นเธอจะพลาดของดีๆแบบนี้ไปได้อย่างไร
“โชคดีจังเลยนะพี่ชาย บ้านของพ่อกับแม่ฉันอยู่ใกล้ๆนี้เอง พี่ชายช่วยตามฉันไปที่นั่นหน่อยได้หรือเปล่า หากใครถามก็บอกว่าพี่ชายเป็นลูกพี่ลูกน้องที่มาเยี่ยมฉันก็ได้”
ฟู่ต้าหย่งครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลงและตามปันต้าเหม่ยไปที่บ้านพ่อกับแม่ของเธอ
“พี่ชาย ฉันขอดูองุ่นหน่อยได้ไหม?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงรีบหยิบองุ่นออกมาจากกระเป๋าของเธอ 4พวง ซึ่งองุ่นทั้งหมดนี้ถูกปลูกในมิติของเธอนั่นเอง มันจึงมีขนาดที่ใหญ่และสีสวย
ทันทีที่เห็นองุ่นพวกนั้น ดวงตาของปันต้าเหม่ยก็ต้องเบิกกว้างขึ้นมาอีกครั้ง มันดูสดมากๆ มันดูน่ากินและยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆโชยออกมาอีกด้วย จึงทำให้ปันต้าเหม่ยอยากจะกินมันเสียเดี๋ยวนี้เลย
“พี่ชาย ฉันขอซื้อมันทั้งหมดเลยก็แล้วกัน”
ฟู่เยี่ยนที่เห็นท่าทางนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าคุณป้าที่อยู่ตรงหน้าของเธอนั้นต้องมีภูมิหลังทางครอบครัวที่ดีอย่างแน่นอน
ทันใดนั้นเอง เธอจึงได้หยิบองุ่นทั้งหมดในกระเป๋าออกมาทันที และขณะนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ยัง ‘แอบ’ หยิบองุ่นอีก2พวงออกมาจากมิติของเธออีกด้วย
ปันต้าเหม่ยไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งนั้น เธอจ้องไปที่องุ่นตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตา ก่อนจะหยิบเงินออกมาอย่างมีความสุข
“คุณป้า เรายังมีเหล้าองุ่นอีกด้วยนะคะ คุณป้าไม่สนใจหน่อยเหรอ?” ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินจากไปนั้น ฟู่เยี่ยนก็หันหลังกลับพร้อมกับเอ่ยถามออกไป
“เหล้าองุ่นอย่างนั้นเหรอ?” ในตอนนี้ ปันต้าเหม่ยกำลังจะปิดประตูบ้านและรีบเอาองุ่นไปล้าง ตอนนี้เธออยากจะลิ้มรสชาติของมันจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว
“แม่ของหนูเป็นคนทำเองค่ะ เป็นสูตรเหล้าองุ่นที่ตกทอดมาจากปู่ทวดของหนู ในอดีตมันเคยมีชื่อเสียงโด่งดังมากเลยนะคะ รับรองว่ามันจะต้องอร่อยอย่างแน่นอนค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยท่าทีที่ภาคภูมิใจ
แม้ว่าปันต้าเหม่ยจะไม่ใช่คนที่มีประสบการณ์ในด้านนี้ แต่เธอก็เคยเห็นมันถูกเก็บอยู่ในตู้เก็บเหล้าองุ่นของผู้เป็นพ่อ
ซึ่งเธอได้ยินมาว่าพ่อของเธอนั้นนำมันกลับมาจากต่างประเทศ และเธอเองก็ยังไม่เคยดื่มมันเช่นกัน
“ไหนฉันขอดูหน่อยสิ” ทันใดนั้นเอง ปันต้าเหม่ยก็เริ่มรู้สึกสนใจพ่อลูกคู่นี้ขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว นี่พวกเขาสามารถทำเหล้าองุ่นได้ด้วยอย่างนั้นหรือ
ฟู่ต้าหย่งจึงได้หยิบถังเหล้าองุ่นถังเล็กๆขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แม้ว่ามันจะเป็นถังขนาดเล็ก แต่ก็ดูมีเอกลักษณ์มากๆ
“คุณผู้หญิง ขอถ้วยหรือไม่ก็ชามมาให้ผมหน่อยสิ ผมจะได้รินเหล้าองุ่นให้คุณลองชิม”
ปันต้าเหม่ยจึงได้ได้หยิบถ้วยกระเบื้องเคลือบมาจากในครัว
เธอได้จิบมันเข้าไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และวินาทีต่อมา เมื่อต่อมรับรสของเธอได้สัมผัสกับรสชาติที่หวานและละมุนลิ้นของเหล้าองุ่น เธอก็อดใจไม่ได้และจิบมันเข้าไปอีกครั้ง ทันใดนั้นเอง เธอก็รู้สึกราวกับว่ามีกระแสน้ำอุ่นกำลังไหลเวียนไปทั่วช่องท้องส่วนล่างของเธออย่างน่าประหลาดใจ
ก่อนหน้านี้ เธอมีอาการปวดท้องประจำเดือนอยู่บ่อยๆ แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกดีขึ้นเป็นอย่างมาก
“พี่ชาย เหล้าองุ่นพวกนี้ขายอย่างไรเหรอ?” ปันต้าเหม่ยเริ่มรู้สึกสนใจเหล้าองุ่นของพวกเขาขึ้นมาแล้ว
ฟู่ต้าหย่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปว่า “ถังใบเล็กๆนี้บรรจุเหล้าองุ่นอยู่ด้านใน2ชั่ง ผมขายในราคา5หยวน คุณสามารถจ่ายเป็นตั๋วแลกของก็ได้นะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ปันต้าเหม่ยก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง “ทำไมถึงได้แพงขนาดนี้กันล่ะ?!”
“คุณป้าคะ หากคุณป้าซื้อ2ถัง หนูจะแถมองุ่นให้กับคุณป้า2พวงด้วยก็แล้วกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ปันต้าเหม่ยก็ตัดสินใจได้ในทันที ซึ่งในตอนแรกนั้นเธอก็รู้สึกลังเลอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อได้ยินว่ามีของแถม เธอจึงตัดสินใจซื้อมัน2ถังอย่างไม่ลังเล
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ หากมีของแถมแล้วล่ะก็ ไม่ว่าผู้หญิงยุคไหนก็พร้อมที่จะซื้อสินค้าจริงๆ
เนื่องจากสองพ่อลูกยังไม่ได้ขายของเลย ดังนั้น ปันต้าเหม่ยจึงได้แนะนำลูกค้าอีก 2-3รายที่อยู่ใกล้ๆให้กับพวกเขา
เมื่อชายคนหนึ่งได้ชิมเหล้าองุ่นเข้าไปแล้ว เขาก็ตัดสินใจซื้อเหล้าองุ่นถึง4ถัง
เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว เหล้าองุ่นมากกว่าสิบถังก็ถูกขายไปจนหมด ทั้งยังมีการตกลงที่จะจัดส่งเหล้าองุ่นหลังมื้อกลางวันอีกด้วย
จากนั้น ฟู่ต้าหย่งและฟู่เยี่ยนจึงได้เดินกลับออกมาจากเขตโรงงานทอผ้าแห่งนั้น ก่อนจะไปทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง
ที่จริงตอนเช้าหวังซู่เหมยได้เตรียมข้าวกล่องให้พวกเขาแล้ว แต่เมื่อขายเหล้าองุ่นหมด ดังนั้นฟู่ต้าหย่งจึงได้ไปทานอาหารที่ร้านอาหารแทน
ทุกวันนี้ ร้านอาหารทั้งหมดได้เป็นของรัฐไปแล้ว และพนักงานเสิร์ฟก็มักจะทำตัวหยาบคายมากๆอีกด้วย ดังนั้นลูกค้าส่วนมากจึงต้องบริการตัวเอง
“วันนี้มีอะไรแนะนำบ้าง?” ฟู่ต้าหย่งเอ่ยถามกับพนักงานทันทีที่เข้ามาในร้าน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พนักงานเสิร์ฟก็เงยหน้าขึ้นมา พร้อมกับตอบอย่างขอไปที “วันนี้มีหมูตุ๋น บะหมี่ และก็เกี๊ยว ราคาอาหารก็ได้เขียนเอาไว้บนกระดานแล้ว คุณสามารถอ่านเองได้เลย”
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของพนักงาน ฟู่เยี่ยนก็ชะโงกศีรษะไปมองเมนูของวันนี้ทันที
จากนั้น สองพ่อลูกก็ได้สั่งหมูตุ๋นและบะหมี่
ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนแทบอยากจะร้องไห้ออกมา เพราะตั้งแต่ที่เธอมาอยู่ในร่างนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอจะได้กินหมูตุ๋น
แม้ว่าเนื้อไก่ตากแห้งและเนื้อกระต่ายตากแห้งจะมีรสชาติที่ไม่เลวเหมือนกัน แต่พวกมันดูแห้งไปหน่อย
ในตอนนี้ สำหรับเนื้อตากแห้งแล้ว ฟู่เยี่ยนมองมันเป็นเพียงแค่ตัวเลือกเท่านั้น
หลังจากที่ทานเสร็จ เธอก็ได้เก็บหมูตุ๋นชิ้นหนึ่งเอาไว้ในมิติ โดยเธอตั้งใจว่าจะเอามันกลับไปฝากหวังซู่เหม่ยและพวกพี่ๆของเธอ
เมื่อเดินออกมาจากร้านอาหารแล้ว สองพ่อลูกก็ได้เดินไปยังมุมที่ลับตาคนอีกครั้ง ก่อนจะหยิบถังเหล้าองุ่นและองุ่นออกมา และไปส่งให้กับลูกค้าที่ได้นัดหมายเอาไว้ในย่านโรงงานทอผ้าต่อ
ทว่ากลับมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ตอนนี้ได้มีคนมารอพวกเขาอยู่ที่นั่นเต็มไปหมด
ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือปันเหลียงเชิง เขาเป็นผู้อำนวยการของโรงงานทอผ้าแห่งนี้ เขาเคยไปศึกษาที่ต่างประเทศมาก่อน ก่อนจะนำความรู้เหล่านั้นกลับมาก่อตั้งโรงงานแห่งนี้ขึ้น
เขาได้ศึกษาอย่างหนักและสามารถแก้ไขปัญหาทางเทคนิคทั้งหมดในโรงงานทอผ้าแห่งนี้ได้ ดังนั้นไม่เพียงแค่เขาจะมีวุฒิการศึกษาที่ดีมากๆเท่านั้น แต่ยังเป็นคนที่มีความสามารถรอบด้านอีกด้วย
ซึ่งในตอนพักเที่ยงของวันนี้ เขาได้สัญญากับลูกสาวเอาไว้ว่าจะกลับมาทานมื้อเที่ยงที่บ้านด้วยกัน
เมื่อกลับมา เขาก็เห็นองุ่นพวงใหญ่ถูกวางอยู่บนโต๊ะ ปันเหลียงเชิงจึงได้หยิบมันขึ้นมาใส่ปากอย่างไม่คิดอะไร ทว่าวินาทีต่อมา เขากลับต้องรู้สึกทึ่งในความอร่อยของมัน!
“ต้าเหม่ย ลูกไปซื้อองุ่นมาจากที่ไหนกัน?”
ปันต้าเหม่ยกำลังเสิร์ฟอาหารอยู่ในครัว เมื่อเธอเห็นพ่อของเธอกลับมาบ้าน เธอก็รีบหยิบเหล้าองุ่นที่เพิ่งซื้อมาเทใส่แก้วเล็กให้เขา
“พ่อลองชิมนี่ดูก่อนสิ” ปันต้าเหม่ยพูดขึ้นมาพร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
เมื่อเห็นท่าทางของลูกสาว ปันเหลียงเชิงก็รู้สึกขบขันขึ้นมาเล็กน้อย
จากนั้น เขาก็ได้รับแก้วมาจากมือของเธอ แค่สูดกลิ่นเข้าไป เขาก็พอจะรู้แล้วว่ามันคือเหล้าองุ่นแดง เขาจึงลองจิบมันเล็กน้อยเพื่อที่จะชิมรสชาติของมัน
แต่วินาทีต่อมา ปันเหลียงเชิงก็ได้ถูกความละมุนของเหล้าองุ่นสะกดเอาไว้ทันที! เหล้าองุ่นแก้วนี้มีรสชาติคล้ายเหล้าองุ่นที่เขาได้มาจากโรงบ่มเหล้าองุ่นใต้ดินที่ฝรั่งเศสเมื่อ20กว่าปีที่แล้วเลย!
“ลูกไปเอาเหล้าองุ่นนี่มาจากไหนกัน? พ่อสามีของลูกให้มาอย่างนั้นเหรอ?”
พ่อสามีของปันต้าเหม่ยกับเขาเป็นเพื่อนกันมาหลายปีแล้ว ดังนั้นการให้เหล้าองุ่นดีๆแบบนี้เป็นของขวัญจึงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับพวกเขา
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ หนูเพิ่งจะซื้อมันมาเมื่อกี้นี้เอง” ปันต้าเหม่ยจึงได้เล่าเรื่องที่เธอเจอสองพ่อลูกให้กับพ่อของเธอฟัง
“เหล้าองุ่นนี่มีรสชาติที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ มันทำให้พ่อนึกถึงตอนที่เรียนอยู่ต่างประเทศเลยล่ะ”
ทว่าเมื่อฉันได้ยินว่าลูกสาวของเขาซื้อมันมาเพียงแค่2ถัง และลุงตงก็ได้ซื้อมันมาแค่4ถังเท่านั้น เขาก็กุมขมับของตัวเองอย่างช่วยไม่ได้
“อย่ากังวลไปเลยค่ะพ่อ ตอนบ่ายพวกเขายังต้องกลับมาส่งองุ่นและเหล้าองุ่นที่นี่อีกครั้ง เอาไว้หนูจะซื้อเพิ่มให้ก็แล้วกันนะคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ปันเหลียงเชิงจึงตัดสินใจที่จะไม่ไปทำงานในช่วงบ่าย และรอสองพ่อลูกอยู่ที่หน้าบ้านของเขาแทน
หลังจากที่ทานมื้อเที่ยงเสร็จ ไม่นานนักฟู่ต้าหย่งและฟู่เยี่ยนก็ได้มาส่งของที่ละแวกบ้านของเขา
เมื่อได้ยินว่าปันเหลียงเชิงต้องการที่จะซื้อเหล้าองุ่นถึง20ถัง ฟู่เยี่ยนก็ได้แอบคิดขึ้นมาในใจทันที ชายคนนี้ช่างเป็นคนที่ตาถึงจริงๆ!
ดังนั้นเธอจึงได้บอกกับเขาไปว่าจะมาส่งเหล้าองุ่นให้เขาอีกครั้งในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า
หลังจากที่ได้ลูกค้ารายใหญ่แล้ว ฟู่เยี่ยนและฟู่ต้าหย่งจึงตัดสินใจที่จะไปซื้อของเพิ่มจากร้านค้าสหกรณ์
จากนั้น สองพ่อลูกก็ได้กล่าวลาพวกเขา และตรงไปยังร้านค้าสหกรณ์ทันที
ตอนที่ 18 ปรมาจารย์ฟู่หาสมบัติ
ร้านค้าสหกรณ์ในเมืองนั้นมีขนาดที่ใหญ่โตกว่าร้านค้าสหกรณ์ของหมูบ้านมาก โดยจะมีทั้งหมดสามชั้นด้วยกัน
ฟู่เยี่ยนมองไปยังร้านค้าต่างๆในยุคนี้ด้วยความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะสำหรับเธอแล้ว ทุกอย่างช่างดูแปลกใหม่ไปหมด สองพ่อลูกพากันเดินสำรวจชั้นหนึ่งให้ทั่วก่อน ก่อนจะเดินขึ้นไปยังชั้นต่อไป
โดยชั้นแรกนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นโซนขายขนมขบเคี้ยวต่างๆ รวมไปถึงของว่างและลูกกวาด ตลอดจนผลิตภัณฑ์เคมีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ และของใช้จำเป็นภายในบ้าน
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็นึกถึงสบู่กำมะถันขึ้นมาได้ ในยุคนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงนิยมใช้สบู่แบบนี้ตามบ้านอยู่ ซึ่งใช้ได้แค่ล้างมือก็เท่านั้น หากจะนำไปใช้อาบน้ำคงจะไม่ค่อยสะดวกมากนัก
ฟู่ต้าหย่งครุ่นคิดอยู่ภายในใจ เขาจะหาเงินมากมายขนาดนี้ได้อย่างไรกันหากไม่มีลูกสาว? และเขายังได้ถามอีกว่าฟู่เยี่ยนต้องการอะไรเพิ่มหรือเปล่า ซึ่งทำให้ฟู่เยี่ยนไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ส่วนชั้นสองเป็นชั้นที่จำหน่ายเสื้อผ้าและผ้าต่างๆ ซึ่งในยุคนี้คนส่วนใหญ่มักจะซื้อผ้าไปตัดเย็บเอง ส่วนเสื้อผ้าสำเร็จมีเพียงคนที่มีฐานะเท่านั้นที่จะซื้อมัน
ฟู่เยี่ยนมองไปยังเสื้อผ้าที่ดูล้าสมัยเหล่านั้น ในชีวิตก่อนหน้านี้ของเธอ ผู้คนได้เลิกสวมเสื้อผ้าแบบนี้ไปแล้ว แต่ในยุคปัจจุบัน เสื้อผ้าเหล่านี้ยังคงดูทันสมัยมาก
ดังนั้นสองพ่อลูกจึงได้ไปเลือกผ้าเพื่อที่จะใช้ตัดชุดเท่านั้น เมื่อเลือกผ้าที่ต้องการได้แล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบตั๋วผ้าออกมาจ่ายเป็นค่าผ้าเหล่านั้น
ส่วนชั้นสามเป็นชั้นที่หรูหราที่สุด โดยชั้นนี้มีรถจักรยาน จักรยานยนต์ และวิทยุต่างๆ ฟู่ต้าหย่งอยากได้จักรยานมาก แต่การที่จะหาตั๋วซื้อจักรยานนั้นก็เป็นอะไรที่ยากเหลือเกิน ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงยอมแพ้ และมองไปที่มันด้วยแววตาที่ดูเศร้าสร้อยเท่านั้น
ฟู่เยี่ยนเดินซื้อของอยู่ครู่หนึ่งเธอก็เริ่มเบื่อ เพราะทุกอย่างนั้นต้องใช้ตั๋วในการซื้อ หากไม่มีตั๋ว ก็จะไม่สามารถซื้ออะไรได้เลย
หลังจากที่สองพ่อลูกซื้อของเสร็จ จึงได้เดินออกไปจากร้านค้าสหกรณ์ทันที แต่เมื่อดูเวลาแล้วก็พบว่ายังเหลือเวลาอีกเยอะกว่ารถประจำทางจะออกก็ตั้งสี่โมงเย็น
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็นึกขึ้นมาได้ว่าในยุคนี้ โรงรับซื้อของเก่าเป็นอีกสถานที่หนึ่งในการหาสมบัติ บางทีเธออาจจะเจอขุมทรัพย์ที่นั่นก็เป็นได้
“พ่อคะ หนูอยากไปดูที่โรงรับซื้อของเก่าสักหน่อย หนูอยากดูว่ามีหนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ หรือเคมีในระดับมัธยมปลายบ้างหรือเปล่า”
เมื่อได้ยินว่าฟู่เยี่ยนกำลังมองหาหนังสืออยู่ ฟู่ต้าหย่งจึงรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก จากนั้นเขาจึงได้ถามกับคนที่อยู่บริเวณนั้นว่ามีโรงรับซื้อของเก่าอยู่แถวนี้หรือเปล่า และก็มีจริง ซึ่งสถานที่แห่งนั้นตั้งอยู่บนถนนที่ติดกับร้านค้าสหกรณ์นี่เอง
เมื่อมาถึงโรงรับซื้อของเก่า ฟู่เยี่ยนจึงได้บอกไปว่าเธอมาหาหนังสือ จากนั้นคนที่เฝ้าประตูอยู่ก็ได้ชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
“หนังสือน้ำหนัก1จินราคา5เจี่ยว หากชอบเล่มไหนก็หยิบมาชั่งน้ำหนักได้เลย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สองพ่อลูกจึงได้แยกย้ายกันไปหาดู ทันใดนั้นฟู่เยี่ยนก็มองไปรอบๆ ก่อนจะสังเกตเห็นแสงที่เปล่งประกายขึ้นมาตามมุมต่างๆได้อย่างง่ายดาย
แต่เธอก็ยังคงแสร้งทำเป็นเลือกหนังสือเล่มอื่นๆไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองดูมีพิรุธ
จากนั้น เธอก็ได้หยิบพจนานุกรมเล่มหนึ่งขึ้นมา เธอเห็นแสงสีขาวจางๆปรากฏขึ้นมา ดูเหมือนว่ามันเคยเป็นของคนที่ร่ำรวยมาก่อน
หลังจากที่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็ได้ค้นกองกระดาษเก่าๆออกไป และในที่สุดเธอก็พบกับวัตถุบางอย่างที่เปล่งแสงสีทองออกมาอยู่ที่มุมๆหนึ่ง ซึ่งมันคือโถที่มีรูปร่างคล้ายกับแจกันและถูกลงรักสีแดงเอาไว้
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกมีความสุขมากๆ แม้ว่าพื้นผิวของโถใบนั้นจะเป็นสีแดง แต่แท้จริงแล้วเนื้อด้านในของมันเป็นเครื่องลายครามสีน้ำเงินและสีขาว เธอคิดว่ามีคนต้องการที่จะปกปิดสิ่งนี้เอาไว้จึงได้ทามันด้วยสีแดงนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เธอพบจึงเป็นของโบราณอย่างไม่ต้องสงสัยเลย!
ฟู่เยี่ยนจึงได้หยิบโถใบนั้นมาวางในตระกล้าเงียบๆ ก่อนจะเริ่มมองหาของชิ้นอื่นที่มีแสงเปล่งประกายออกมาต่อ
ไม่นานนัก เธอก็พบกับของอีกชิ้นหนึ่งเข้า มันดูคล้ายกับชิ้นส่วนของเครื่องลายครามที่แตกไปแล้ว
มันยังคงเป็นเครื่องลายครามสีฟ้าอยู่ แต่ฟู่เยี่ยนก็ไม่สามารถมองออกเลยว่ามันคืออะไร เพราะว่าเครื่องลายครามชิ้นนี้มีขนาดเพียงเท่าฝ่ามือเท่านั้น
แต่แสงที่เปล่งออกมากลับสว่างกว่าโถสีแดงที่เธอเจอก่อนหน้านี้เสียอีก ฟู่เยี่ยนจึงได้โยนมันเข้าไปในมิติของเธอทันที
จากนั้น เธอยังพบหนังสือโบราณอีก2-3เล่ม รวมทั้งหนังสือที่มีด้ายผูกเอาไว้อีกด้วย ซึ่งมันดูเก่ามากๆ เธอจึงวางแผนที่จะศึกษามันอย่างละเอียดเมื่อกลับถึงบ้าน
ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะมองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีวัตถุที่มีแสงเปล่งประกายออกมาหลงเหลืออยู่แล้ว เธอจึงได้หยิบหนังสือคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมีที่เลือกเอาไว้ขึ้นมา และเดินไปหาชายคนที่เฝ้าประตูทันที
ส่วนฟู่ต้าหย่งนั้นไม่ได้ชอบอะไรที่นี่นัก เขาจึงได้ไปยืนรอลูกสาวอยู่ที่ประตูแล้ว
เมื่อนำมาชั่งแล้ว น้ำหนักรวมทั้งหมดคือ10จิน ราคาอยู่ที่5เหมาพอดี
หลังจากที่เดินออกมาจากที่นั่น ฟู่เยี่ยนก็ได้โยนมันเข้าไปในมิติของเธอทันที ก่อนที่สองพ่อลูกจะเดินไปขึ้นรถประจำทางโดยไม่ต้องหอบข้าวของให้เหนื่อยเลย
...…………………..……………….
อีกด้านหนึ่ง หวังซู่เหมยก็ได้พาฟู่เหมี่ยวกลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่ของเธอที่บ้าน ทั้งยังไม่ลืมที่จะเอาไก่ตากแห้ง2ตัว และองุ่นอีก2-3พวงติดไม้ติดมือมาอีกด้วย
ครั้งก่อนได้เกิดเรื่องขึ้นกับเสี่ยวฮั่วเสียก่อน ซึ่งตรงกับที่ครอบครัวพี่ชายของเธอมีพิธีหมั้นหมายของหลานชายคนโตพอดี จึงทำให้หวังซู่เหมยไม่ได้มาร่วมแสดงความยินดีในวันนั้น
บ้านยายของฟู่เยี่ยนตั้งอยู่ในหมู่บ้านหวู่เจียจวง ซึ่งอยู่ติดกับหมู่บ้านอันผิงของเธอนี้เอง แต่อย่างไรก็ตาม หมู่บ้านหวู่เจียจวงนั้นตั้งอยู่บนภูเขา ดังนั้นการเดินทางไปที่นั่นจึงลำบากเล็กน้อย ทั้งยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนกับหมู่บ้านอันผิงอีกด้วย
เมื่อหวังซู่เหมยมาถึงที่บ้านของพ่อกับแม่ของเธอ แม่เฒ่าหลี่ แม่ของหวังซู่เหมยก็กำลังทำพื้นรองเท้าอยู่ใต้ต้นไม้ในลานบ้านอยู่พอดี
“แม่คะ วันนี้แดดร้อนมากเลย ทำไมแม่ถึงออกมานั่งข้างนอกแบบนี้กันล่ะคะ?” หวังซู่เหมยพูดขึ้นมา
“ซู่เหมยเองหรอกเหรอ? ใต้ต้นไม้อากาศเย็นสบายกว่าในบ้านอีกนะ”
เมื่อเห็นว่าลูกสาวของเธอมาเยี่ยม แม่เฒ่าหลี่ก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขทันที เธอมีลูกชายหนึ่งคน และลูกสาวอีกหนึ่งคน อีกทั้งลูกสาวยังมีบุคลิกและนิสัยใจคอที่เหมือนเธอมากๆ จึงทำให้เธอค่อนข้างรู้สึกมีความสุขเมื่อได้พบกับลูกสาว
ที่จริงแล้วเธอเองก็อยากให้ลูกสาวกลับมาอยู่ด้วยกันมากๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกเขยของเธอก็เป็นคนที่ดีมากเช่นกัน
ส่วนหลี่เซียงหยุน พี่สะใภ้ของหวังซู่เหมยกำลังทำอาหารอยู่ในครัว เมื่อเห็นว่าน้องสามีกลับมาเยี่ยมบ้าน เธอจึงได้รีบออกมาจากครัวทันที
“ซู่เหมย เป็นเธอเองหรอกเหรอ? ครั้งก่อนที่เธอไม่ได้มางานหมั้น ฉันเป็นกังวลมากๆเลย แล้วตอนนี้อาการของเสี่ยวฮั่วเป็นอย่างไรบ้าง? ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ไหม?”
หวังซู่เหมยแอบบ่นอยู่ในใจ ก่อนหน้านี้พี่สะใภ้ของเธอมักจะพยายามผลักไสไล่ส่งเธอให้ออกไปอยู่เสมอ และทันทีที่มาถึง เธอก็ถูกพี่สะใภ้จับผิดเรื่องที่ไม่มาร่วมพิธีหมั้นของหลานชายเสียแล้ว
“อืม อย่ากังวลไปเลย แม้ว่าพี่สะใภ้จะไม่ถาม ฉันก็ต้องบอกเรื่องนี้อยู่แล้ว เสี่ยวฮั่วหมดสติไปหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืน ฉันเองก็คิดว่าเธอจะไม่ตื่นขึ้นมาแล้วเหมือนกัน” ขณะที่พูดนั้น เธอก็เช็ดน้ำตาไปด้วย
คำพูดของหวังซู่เหมยทำให้แม่เฒ่าหลี่ตกใจเป็นอย่างมาก พร้อมกับรีบเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้นทันที
หลังจากที่หวังซู่เหมยได้อธิบายถึงสาเหตุที่เสี่ยวฮั่วต้องได้รับบาดเจ็บอย่างละเอียดแล้ว แม่เฒ่าหลี่ก็กัดฟันแน่นด้วยความเกลียดชังทันที
“เมื่อก่อน พ่อสามีของลูกไม่ใช่คนแบบนี้เลยนี่นา แต่ทำไมหลังจากที่แม่สามีของลูกจากไป เขาถึงเป็นแบบนี้ได้ล่ะ?”
“โชคดีที่แม่สามีของลูกมีไหวพริบที่ดีและแยกบ้านให้ลูกๆของเธอไว้แต่เนิ่นๆ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ แม่หม้ายคนนั้นคงจะต้องมารังแกลูกทุกวันแน่นอน!”
“ใช่แล้วค่ะ ดูเหมือนว่าแม่เขาจะเห็นถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของพ่อตั้งนานแล้ว ก็เลยตัดสินใจแยกบ้านให้ลูกๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ”
“พ่อสามีของเธอเพิ่งจะอายุห้าสิบกว่าเอง จะไม่ให้เขาสนใจผู้หญิงอื่นได้อย่างไร แต่เขาแค่ใจร้อนเกินไปเท่านั้น แค่ดูก็รู้แล้วว่าเขาหลงผู้หญิงคนนั้นมาตั้งนานแล้ว!” หลี่เซียงหยุนพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูถูกเหยียดหยาม
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของหวังซู่เหมยก็มืดลงไปทันที ก่อนจะรีบปิดหูของฟู่เหมี่ยวเอาไว้ พี่สะใภ้ของเธอพูดแบบนี้ออกมาต่อหน้าเด็กได้อย่างไรกัน
ส่วนแม่เฒ่าหลี่ก็รู้สึกระอาเช่นกัน หลังจากที่ได้ยินลูกสะใภ้พูดแบบนี้ เธอจึงพูดตัดบทไปทันทีว่า “ฉันคิดว่าเธอควรจะรีบไปทำกับข้าวดีกว่าที่จะมายืนพูดแบบนี้นะ อีกไม่นานหมิงจื่อกับเหลียงจื่อก็จะกลับมาทานข้าวแล้วไม่ใช่เหรอ?”
หลี่เซียงหยุนรู้ว่าหญิงชราต้องการที่จะคุยกับลูกสาวเป็นการส่วนตัว ดังนั้นเธอจึงได้ลุกขึ้นทันที แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เดินออกไป จู่ๆ เมื่อเห็นของที่หวังซู่เหมยนำกลับมา ดวงตาของเธอก็เป็นประกายทันที
“จริงด้วยสิ หนูลืมเรื่องนี้ไปเลย หนูได้เอาไก่ที่ต้าหย่งล่ามาได้ไปตากแห้งเพื่อเอามาฝากแม่ด้วย แม่เก็บมันเอาไว้ทำกับข้าวนะคะ”
หวังซู่เหมยรู้จักนิสัยของพี่สะใภ้ดี หากเธอไม่พูดแบบนี้ออกไป แม่ของเธออาจจะไม่ได้ทานของที่เธอนำมาฝากก็ได้
“แล้วทำไมไม่เก็บมันเอาไว้กินเองล่ะ จะเอามาให้แม่ทำไมกัน พ่อกับแม่กินแค่เต้าหู้ชิ้นเดียวก็อิ่มแล้ว”
“แม่ ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ? หนูรู้ว่าฟันของแม่และพ่อไม่ค่อยแข็งแรงแล้ว แต่ก็ยังมีหมิงจื่อ เหลียงจื่อ และคนอื่นอยู่ไม่ใช่เหรอ?” หลี่เซียงหยุนรีบพูดขึ้นมาทันที เพราะกลัวว่าจะไม่ได้ไก่ตากแห้งนั้น
“ต้าหย่งขอให้หนูเอามาฝากแม่ แม่รับมันเอาไว้เถอะ นี่เป็นความตั้งใจของพวกเราจริงๆ อีกอย่างแม่กับพ่อก็แก่มากแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องดูแลตัวเองและได้กินของดีๆ” หวังซู่เหมยรีบเอาไก่ตากแห้งเข้าไปเก็บทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้แม่เฒ่าหลี่ได้พูดอะไร
ส่วนหลี่เซียงหยุนก็ได้มองไปยังของฝากพวกนั้น ก่อนจะแยกตัวไปทำอาหารด้วยความสบายใจ
เมื่อเห็นท่าทางของลูกสะใภ้ แม่เฒ่าหลี่ก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา
“ฝากขอบคุณต้าหย่งด้วยก็แล้วกัน ว่าแต่ทำไมเขาถึงไม่มาด้วยกันล่ะ?” แม่เฒ่าหลี่เองก็เอ็นดูฟู่ต้าหย่งเหมือนลูกชายแท้ๆคนหนึ่งของเธอเช่นกัน
“วันนี้ต้าหย่งกับเสี่ยวฮั่วต้องเข้าเมือง” หวังซู่เหมยมองตามแผ่นหลังของพี่สะใภ้ไป เมื่อเห็นว่าพี่สะใภ้ลับตาไปแล้ว เธอจึงได้เล่าถึงเรื่องที่พวกเขาไปขายเหล้าองุ่นให้แม่ของเธอฟัง
หลังจากที่ได้ฟัง แม่เฒ่าหลี่ก็เอ่ยถามออกมาด้วยความกังวลว่า “มันจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม? แล้วแบบนี้พวกเขาจะถูกจับหรือเปล่า?”
“อย่ากังวลไปเลยค่ะ ต้าหย่งมีเพื่อนอยู่ในเมือง ดังนั้นเขาจึงแค่บอกว่าไปเยี่ยมเพื่อนค่ะ” หวังซู่เหมยโกหกเพื่อให้แม่ของเธอสบายใจ
ส่วนเรื่องที่ฟู่ซินถูกรับเลือกให้เข้าร่วมกับกองทัพนั้น เธอยังไม่ได้พูดมันออกไป เพราะเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนมากนัก ดังนั้นจึงไม่เหมาะที่จะบอกให้คนอื่นรู้ในตอนนี้
จากนั้น แม่เฒ่าหลี่ก็ได้เข้าไปกอดฟู่เหมี่ยว ก่อนจะให้ขนมกับหลานสาวไป แม้ว่าขนมชิ้นนั้นจะแตกเป็นชิ้นเล็กๆแล้วก็ตาม แต่ฟู่เหมี่ยวก็ยังคงทานมันอย่างเอร็ดอร่อย
จากนั้นสองแม่ลูกก็พูดคุยกันถึงเรื่องการแต่งงานของหมิงจื่อ หลานชายคนโตของพวกเธอ เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ แม่เฒ่าหลี่ก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจขึ้นมาทันที แต่เธอก็ไม่ได้บ่นอะไรมากนัก เธอแค่รู้สึกไม่ค่อยชอบหลานสะใภ้ของเธอเท่าไหร่นัก มันเลยทำให้เธอรู้สึกแย่เล็กน้อย
“หลิวต้าหนีคนนั้น แม่รู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับเธอเท่าไหร่ แต่พี่ชายและพี่สะใภ้ของลูกก็ยังยืนกรานที่จะจัดงานแต่งงานครั้งนี้ขึ้นมา ดูเหมือนว่าหมิงจื่อเองก็ไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ด้วยนะ”
“แล้วทำไมแม่ไม่ลองบอกให้พวกเขาคิดดูดีๆอีกครั้งกันล่ะคะ?” หวังซู่เหมยเอ่ยถามออกไปด้วยความรู้สึกงุนงง
“แม่ไม่ใช่พี่สะใภ้ของลูกนี่นา ไม่รู้ว่าเธอไปได้ยินใครพูดมา เธอบอกกับแม่ว่ามีคนบอกว่าดวงชะตาของหลิวต้าหนีนั้นจะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองหากได้แต่งงานกับหมิงจื่อ”
“และพี่สะใภ้ของลูกก็เชื่อคนๆนั้นอย่างสนิทใจ” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ แม่เฒ่าหลี่ก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที
หลังจากที่หวังซู่เหมยได้ยินสิ่งนี้ เธอก็ชำเลืองมองไปยังพี่สะใภ้ของเธอโดยไม่รู้ตัว
ส่วนฟู่เหมี่ยวเองก็มีความคิดที่ไม่ต่างไปจากแม่ของเธอเลย ตอนนี้ใครจะมีความสามารถเท่าน้องสาวของเธออีก?
พวกเธอพูดคุยกันอยู่นาน จนถึงเที่ยง หวังเหล่าซานพ่อของหวังซู่เหมยและหวังกั๋วจื่อพี่ใหญ่ของหวังซู่เหมยก็ได้กลับมาที่บ้าน
เนื่องจากหมู่บ้านหวู่เจียจวงตั้งอยู่บนภูเขา จึงทำให้อากาศที่นี่ไม่ค่อยร้อนอบอ้าวมากนัก ดังนั้นชาวบ้านจึงออกไปทำงานกันอย่างสบายๆ
ทันทีที่กลับมา หวังเหล่าซานก็เอ่ยถามขึ้นมาทันทีว่าทำไมหลานชายคนโตของเขาถึงไม่กลับมาด้วย ฟู่ซินนั้นได้รับความเมตตาจากตาของเขามาตั้งแต่เด็กแล้ว ซึ่งชายชราปฏิบัติต่อฟู่ซินดีกว่าเหล่าหลานชายในตระกูลหวังของเขาเสียอีก
“ตอนนี้เสี่ยวจินกำลังช่วยคำนวณผลผลิตการเก็บเกี่ยวที่หมู่บ้านอยู่ เขากำลังยุ่ง เอาไว้ครั้งหน้าหากเขาว่าง หนูจะพามาเยี่ยมพ่อก็แล้วกันนะคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังเหล่าซานก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะชวนให้ทุกคนทานข้าว
ในตอนนี้มีเพียงหลี่เซียงหยุนเท่านั้นที่มีสีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก ชายชราคนนี้ช่างเป็นคนที่โง่เขลาจริงๆ เขาไม่ได้สนใจหลานชายของตัวเองเลย แต่กลับไปสนใจหลานชายนอกตระกูลเสียอย่างนั้น!
ตอนที่ 19 งานแต่งงานของลูกพี่ลูกน้อง
หลังจากที่ทานอาหารเสร็จ หวังซู่เหมยก็แสร้งมองไปที่พี่ใหญ่และพี่สะใภ้ของเธอด้วยท่าทีที่เป็นกังวล ก่อนจะขอให้แม่ของเธอเรียกหลานชายคนโตเข้ามา
ก่อนที่หวังซู่เหมยจะแต่งงานนั้น พี่สะใภ้ของเธอก็ได้มีหมิงจื่อแล้ว ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุได้หนึ่งขวบ หวังซู่เหมยเองก็ได้ช่วยเลี้ยงหลานชายคนนี้ด้วยเช่นกัน จึงทำให้อาและหลานชายค่อนข้างสนิทกันพอสมควร
ในปีนี้ หวังหมิงเหล่ยอายุได้20ปีแล้ว ซึ่งเขามีอายุมากกว่าฟู่ซินหนึ่งปี แต่เขาเรียนหนังสือไม่เก่งเท่าหวังเหลียงเหล่ยน้องชายของเขา ดังนั้นหลังจากที่เรียนจบชั้นประถมศึกษา เขาจึงได้ออกไปทำงานแทน
หวังหมิงเหล่ยนั้นเป็นคนที่สมถะมาก เขาเป็นคนที่ขยันทำงาน ทั้งยังมีระเบียบวินัยมากและเป็นคนที่มีรูปร่างสูง หน้าตาดี ด้วยเหตุนี้เหล่าแม่ของสาวๆ ต่างก็อยากได้เขามาเป็นลูกเขย
แต่ก่อนที่หวังซู่เหมยจะทันได้เอ่ยถาม หวังหมิงเหล่ยก็ได้พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
เมื่อได้ยินคำพูดที่หลานชายพูดออกมา หวังซู่เหมยต้องตกตะลึงไปทันที!
“อาครับ อาช่วยผมหน่อยได้ไหม ผมอยากถอนหมั้นกับหลิวต้าหนี!”
“อะไรนะ?!”
หวังซู่เหมยเพิ่งจะได้ฟังเรื่องทั้งหมดจากแม่ของเธอ และเธอก็แค่อยากจะถามกับหลานชายว่าเขาเต็มใจหรือเปล่าเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าหลานชายของเธอจะเอ่ยคำพูดที่ทำให้เธอต้องตกตะลึงไปแบบนี้
แม้แต่ฟู่เหมี่ยวที่นั่งอยู่ข้างๆก็ตกใจเช่นกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแม่เฒ่าหลี่เลย หญิงชรารีบลุกขึ้นยืนทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้น หวังซู่เหมยจึงได้คว้าไปที่ข้อมือแม่ของเธอเอาไว้ พร้อมกับขยิบตาเพื่อส่งสัญญาณให้แม่ของเธอไม่ต้องกังวล
“หมิงจื่อ หลานโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ หากจะพูดอะไรก็ควรจะคิดให้ดีก่อน หลานเพิ่งจะหมั้นไปได้ไม่ถึงเดือนเลยไม่ใช่เหรอ หลานคิดถึงผลที่จะตามมาหลังจากที่ถอนหมั้นแล้วหรือยัง?”
แม้ว่าปีนี้หวังหมิงเหล่ยจะอายุ20ปีแล้ว แต่เขาก็ยังคงเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองมากนัก ยิ่งเมื่ออาหญิงของเขาพูดแบบนี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกพูดไม่ออก เขาจึงได้ก้มหน้าลงพลางครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง
เมื่อเห็นท่าทางของหลานชาย หวังซู่เหมยก็ไม่ได้เร่งเร้าเขาแต่อย่างใด ทันใดนั้นเองแม่เฒ่าหลี่ก็กำลังจะพูดบางอย่าง ทว่าหวังซู่เหมยก็ได้ห้ามเธอเอาไว้
“หมิงจื่อ ไหนลองบอกอามาหน่อยได้ไหม ว่าจะให้อาช่วยอย่างไร?” หวังซู่เหมยยังคงแสดงท่าทีที่ดูสงบ
หลังจากที่ได้ยินคำพูดนี้ หวังหมิงเหล่ยก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมาในที่สุด
“อาครับ หลิวต้าหนีที่ผมได้นัดดูตัวกับผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนเดียวกัน ในวันหมั้น ผมก็ได้บอกเรื่องนี้กับแม่เป็นการส่วนตัวแล้ว แต่แม่ก็บอกว่าผมจำคนผิด!”
“เมื่อผมมองไปยังญาติๆมากมายที่มาร่วมงาน ผมจึงทำได้เพียงแค่เงียบเท่านั้น และในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เมื่อมีเวลาว่างผมก็จะพยายามเดินไปรอบๆหมู่บ้านเสี่ยวถุนเพื่อตามหาหลิวต้าหนีคนที่ผมเคยนัดดูตัว แต่ก็หาเธอไม่เจอ”
ทันใดนั้นเอง แม่เฒ่าหลี่ก็พูดขึ้นมาด้วยความวิตกกังวลว่า “อะไรนะ ถ้าเธอไม่ใช่หลิวต้าหนี? แล้วเธอเป็นใครกันล่ะ?”
“ผมรู้แค่ว่าผู้หญิงคนนั้นไม่สูงหรือเตี้ยจนเกินไป เธอไม่ได้อ้วนแต่ก็ไม่ได้ผอมเสียทีเดียว ซึ่งเธอไม่เหมือนหลิวต้าหนีคนนี้เลย และใบหน้าของเธอก็ดูสวยมาก ทั้งยังมีลักยิ้มบนแก้มทั้งสองข้างอีกด้วย” หวังหมิงเหล่ยพูดออกมาพร้อมกับใบหน้าที่แดงเรื่อ
หวังซู่เหมยครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อย่างละเอียด และรู้ว่าคำพูดของหมิงจื่อนั้นจะต้องเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน แต่ทำไมพี่สะใภ้ของเธอถึงได้ทำแบบนี้กันล่ะ?
เธอทำมันโดยที่ไม่รู้ตัวจริงๆอย่างนั้นหรือ? หรือว่าเธอจงใจที่จะทำแบบนี้กันแน่?
“แม่คะ แล้วใครเป็นคนจับคู่ให้กับหมิ่งจื่อกันล่ะ?”
“คนๆนั้นคืออารองของหมิงจื่อเองนั่นแหละ เธอไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหนเลย ว่ากันว่าหลิวต้าหนีนั้นเป็นหลานสาวของครอบครัวฝั่งสามีของเธอ ซึ่งเป็นลูกสาวของลูกพี่ลูกน้องของสามีของเธออีกที”
หวังซู่เหมยและฟู่เหมี่ยวที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกสับสนกับความสัมพันธ์ของพวกเขาเช่นกัน พวกเธอไม่เข้าใจความสัมพันธ์ที่ดูยุ่งเหยิงนี้เลยแม้แต่น้อย
“หมิงจื่อ หลานแน่ใจแล้วอย่างนั้นเหรอว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่หลิวต้าหนีที่เคยนัดดูตัวไป?”
“ผมแน่ใจครับอา และผมก็พยายามตามหาผู้หญิงคนนั้นมาหลายวันแล้วเหมือนกัน แต่ก็ยังคงตามหาเธอไม่เจอ”
“ซึ่งผมก็ได้บอกเรื่องกับแม่ไปแล้วเหมือนกัน แต่แม่กลับบอกว่าผมเสียสติไปแล้ว”
หวังหมิงเหล่ยรู้สึกสิ้นหวังเป็นอย่างมากจนเขานั่งคุกเข่าลงไปกับพื้น พร้อมกับมองไปที่หวังซู่เหมยและแม่เฒ่าหลี่ด้วยแววตาที่เป็นทุกข์
ทันใดนั้นเอง แม่เฒ่าหลี่ก็ดุลูกสะใภ้ของเธอทันที ก่อนจะรีบประคองหลานชายให้ลุกขึ้นมา
“เธอเป็นแม่ประสาอะไรกัน ทำไมถึงได้ทำกับลูกชายของตัวเองแบบนี้ เจ้าหลานซื่อบื้อ หากวันนี้อาของหลานไม่มาที่นี่ หลานก็จะเงียบไปเลยอย่างนั้นเหรอ?”
“ถ้าอาไม่มา ผมก็จะหาเหตุผลที่จะไปบ้านของอาเองครับ”
ทันใดนั้นเอง หวังซู่เหมยก็รู้สึกโกรธขึ้นมาเช่นกัน เธอครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดเธอก็ข่มอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ได้ แต่ทว่าฟู่เหมี่ยวที่อยู่ข้างๆ กลับกลอกตาไปมาด้วยความโกรธ
“เอ่อ... แม่คะ หนูมีความคิดบางอย่างค่ะ แต่หนูก็ไม่รู้ว่า...”
“เสี่ยวฉุ่ย ถ้าลูกมีความคิดเห็นอะไรก็พูดมันออกมาเลย อย่าคิดมาก แม่อยู่ที่นี่แล้ว!” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับมองไปที่ลูกสาวของเธอ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เหมี่ยวจึงชะโงกศีรษะเข้าไปใกล้ๆกับแม่ของเธอ ก่อนจะกระซิบบางอย่างออกไปเบาๆ
ไม่ใช่เพราะว่าเธอไม่อยากจะบอกแม่เฒ่าหลี่และหวังหมิงเหล่ย แต่เป็นเพราะเรื่องที่ฟู่เยี่ยนสามารถทำนายดวงชะตาได้นั้นยังคงเป็นความลับ ดังนั้นเธอจึงกลัวว่าจะทำให้แม่เฒ่าหลี่รู้สึกหวาดกลัว
“ทั้งสองคนกำลังแอบพึมพำอะไรกันอยู่? อย่าบอกนะว่ากำลังแอบพูดลับหลังคนอื่นอยู่”
“แม่คะ หนูไม่ได้กลัวว่าใครจะได้ยินคำพูดนี้หรอกนะ แต่เราก็ควรจะระวังเอาไว้หน่อยก็ดี”
หลังจากได้ยินสิ่งที่ลูกสาวของเธอพูด หวังซู่เหมยก็ตัดสินใจบางอย่างขึ้นมาได้ทันที แม้ว่าความคิดของเสี่ยวฉุ่ยจะดูเสี่ยงไปเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นนับว่าดีเลยทีเดียว
“แม่คะ นี่ก็บ่ายแล้ว ถ้าอย่างนั้นหนูขอตัวกลับก่อนดีกว่าค่ะ เอาไว้สุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ แม่พาพี่สะใภ้และหมิงจื่อไปที่บ้านของหนูก็แล้วกัน อย่าลืมพาพี่สะใภ้ไปให้ได้นะคะ!”
ซึ่งแผนของหวังซู่เหมยนั้นก็คือ เธอจะขอให้เสี่ยวฮั่วช่วยทำนายดวงชะตาของพี่สะใภ้ เธอจะได้รู้ความจริงสักที และหลังจากนั้นเธอก็จะไปที่หมู่บ้านเสี่ยวถุนเพื่อดูความเคลื่อนไหวของตระกูลหลิว
“แล้วเรื่องของหมิงจื่อล่ะ?” แม่เฒ่าหลี่เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความกังวลอีกครั้ง
ส่วนหวังหมิงเหล่ยก็มองไปที่อาของเขาด้วยดวงตาที่เป็นประกายเช่นกัน
“เรื่องนี้เราจะหุนหันพลันแล่นไม่ได้ แม่คะ แม่ต้องคอยระวังเรื่องนี้เอาไว้ก่อน และอย่าปล่อยให้การแต่งงานเกิดขึ้นเด็ดขาด เรื่องนี้เรายังคงต้องคุยกันอีกยาว”
“หนูจำได้ว่าที่หมู่บ้านเสี่ยวถุน มีเพื่อนสมัยเด็กของต้าหย่งได้สร้างครอบครัวอยู่ที่นั่นด้วย เอาไว้หนูจะขอให้เขาช่วยตามสืบเรื่องนี้ให้ค่ะ”
จากนั้น หวังซู่เหมยก็ได้กำชับกับพ่อ แม่ และหลานชายว่าอย่าบอกเรื่องนี้กับใคร โดยเฉพาะพี่สะใภ้ของเธอ
แม่เฒ่าหลี่และหลานชายของเธอต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย และตั้งหน้าตั้งตารอให้ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้
....………………………………………
อีกด้านหนึ่ง ในตอนที่ฟู่เยี่ยนและฟู่ต้าหย่งกลับมาถึงบ้านนั้นก็เป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว แต่ท้องฟ้ายังคงไม่มืด ส่วนหวังซู่เหมยและฟู่เหมี่ยวได้กลับมาถึงบ้านนานแล้ว ทั้งยังช่วยกันทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วอีกด้วย
ทางด้านฟู่ซินและฟู่เซินเองก็กลับมาแล้วเช่นกัน วันนี้ฟู่ซินได้ไปช่วยงานของหมู่บ้าน ในขณะที่ฟู่เซินและเพื่อนๆ ก็ได้ใช้เวลาทั้งวันไปกับการหาปลาที่ริมแม่น้ำ
เมื่อฟู่เยี่ยนเดินเข้ามา ฟู่ซินและคนอื่นต่างก็เข้าไปดูปลาในถังที่ฟู่เซินหามาได้ ซึ่งมีปลาไหลและปลาคาร์พไม้กางเขนตัวเล็กๆ อยู่ประมาณสิบกว่าตัว
พวกเขาได้เอาปลาคาร์พไม้กางเขนนั้นลงไปทอดในน้ำมัน พร้อมกับเสิร์ฟเอาไว้บนโต๊ะแล้ว ส่วนปลาไหลยังคงต้องรอมันคายโคลนออกมาก่อน จึงจะเอาไปประกอบอาหารได้
เมื่อเสี่ยวฮั่วและพ่อของพวกเขากลับมา ทุกคนต่างก็เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มีอะไรติดไม้ติดมือกลับมาด้วยเลย ซึ่งนั่นก็หมายความว่าทั้งสองขายของหมดนั่นเอง
“คุณคะ คุณขายเหล้าองุ่นกับองุ่นจนหมดเลยอย่างนั้นเหรอ?” เมื่อเห็นว่าสองพ่อลูกกลับมาโดยไม่ได้ถืออะไรกลับมาด้วยเลย หวังซู่เหมยจึงเอ่ยถามออกไปด้วยความประหลาดใจ
“ใช่แล้ว่ะ เราขายพวกมันหมดแล้ว แม่คะ ตอนนี้หนูหิวมากเลยค่ะ เราไปกินข้าวกันก่อนดีไหมคะ” ตอนนี้ฟู่เยี่ยนรู้สึกหิวมากจริงๆ
“ถ้าอย่างนั้น เราไปกินก่อนข้าวกันก่อนดีกว่า แล้วค่อยมาคุยเรื่องนี้กันทีหลัง!”
ในตอนนี้พวกเขาทุกคนต่างก็อยากรู้ว่าเหล้าองุ่นของพวกเขาขายได้ราคาเท่าไร แต่เนื่องจากแม่ของพวกเขาพูดออกมาแบบนั้น พวกเขาจึงต้องทำตามอย่างช่วยไม่ได้
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่กินข้าวเสร็จ พวกเขาก็ต้องได้รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว
เมื่อทานข้าวเสร็จ ทุกคนต่างก็เงียบๆไปทันที พวกเขารีบช่วยกันเก็บโต๊ะ ก่อนจะมารวมตัวกันที่ห้องของฟู่ต้าหย่งอย่างพร้อมหน้า
จากนั้น ฟู่ต้าหย่งก็ได้หยิบผ้าและขนมที่เขาซื้อออกมา เมื่อเห็นเช่นนั้น ดวงตาของฟู่เซินก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที
ตามด้วยหยิบถุงเงินที่พวกเขาขายของได้ ก่อนจะมอบมันให้กับหวังซู่เหมยไป
เมื่อรับถุงเงินมาแล้ว หวังซู่เหมยก็นับมันถึงสองครั้ง และมือของเธอก็ยังคงสั่นเทาด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ซึ่งเธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเหล้าองุ่นของเธอจะทำเงินได้มากมายขนาดนี้
“ทั้งหมด80หยวน!! ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ!”
เงิน80หยวนนั้น หากจะเทียบกับเงินเดือนของคนงานในเหมืองถ่านหินแล้วล่ะก็ ต่อให้พวกเขาทำงานทั้งเดือนก็คงจะได้เงินเพียงแค่40-50หยวนเท่านั้น
แล้วแบบนี้จะไม่ให้เธอตื่นเต้นได้อย่างไรกัน ตอนนี้เท่ากับว่าเธอได้รับเงินเดือนของคนงานในเหมืองถ่านหินถึง2เดือนเลยนะ?
“พวกเราขายเหล้าองุ่นได้ทั้งหมด18ถังค่ะ รวมเป็นเงินทั้งหมด90หยวน และขายองุ่นอีก2-3กิโลกรัมด้วย ซึ่งได้เงินมาอีก8หยวน ทั้งยังได้เงินมัดจำเหล้าองุ่นอีก10หยวนด้วยนะคะ พวกเขาสั่งเหล้าองุ่นเราเพิ่มอีกตั้ง20ถังเลย รวมเงินที่เราทำได้ทั้งหมดก็108หยวนค่ะ จากนั้นหนูก็ไปซื้อของที่จำเป็นกับผ้า สุดท้ายก็เหลือเงินกลับมาเท่าที่เห็นนั่นแหละค่ะ”
ฟู่เยี่ยนคำนวณรายละเอียดต่างๆให้กับแม่ของเธอฟัง
“มีเงินมัดจำด้วยอย่างนั้นเหรอ? ทั้งยังสั่งถึง20ถังอีกด้วย?” เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฟู่ซินและคนอื่นต่างก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
“ใช่แล้ว แม้ว่าคนที่สั่งเหล้าองุ่นของพวกเราจะแต่งตัวดูธรรมดา แต่ฉันคิดว่าครอบครัวของเขาจะต้องมีชื่อเสียงมากแน่ๆ ไม่แน่เขาอาจจะเป็นเจ้าของโรงงานทอผ้าแห่งนั้นก็ได้นะ และที่สำคัญเขายังบอกว่าเหล้าองุ่นของเรารสชาติดีอีกด้วย” ฟู่ต้าหย่งพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม
“เขาจะต้องเป็นเจ้าของโรงงานแน่ๆ เพราะมีเพียงเจ้าของโรงงานเท่านั้นที่จะมีเงินซื้อเหล้าองุ่นได้” หวังซู่เหมยพูดพลางยิ้มจนตาหยี
ตอนนี้ รายได้ภายในครอบครัวของพวกเขานั้นเพิ่มขึ้นแล้ว ทุกคนจึงรู้สึกมีความสุขมาก จากนั้นพวกเขาก็ดูผ้าที่ฟู่เยี่ยนซื้อมา เพื่อดูว่าพวกเขาจะเอาไปตัดชุดแบบไหนได้บ้าง
หลังจากที่พูดคุยกันอย่างมีความสุขแล้ว หวังซู่เหมยก็ได้พูดถึงเรื่องของหมิงจื่อหลานชายของเธอขึ้นมา
ทันใดนั้นเอง สีหน้าของทุกคนก็ดูเคร่งขรึมขึ้นมาทันที และช่วยกันคิดว่าจะช่วยลูกพี่ลูกน้องของพวกเขาให้รู้ความจริงได้อย่างไรดี
ทันใดนั้นเอง หวังซู่เหมยก็บอกถึงความคิดของฟู่เหมี่ยวให้กับทุกคนฟังอีกครั้ง ทันใดนั้นทุกคนต่างก็มองไปที่ฟู่เยี่ยน และนึกถึงความสามารถของน้องสาวได้ทันที
ส่วนฟู่เยี่ยนเองพยักหน้ารับเช่นกัน เธอสามารถทำเรื่องนี้ได้อย่างสบายๆอยู่แล้ว
“เราคงต้องรอให้อาสะใภ้และพี่หมิงจื่อมาที่บ้านก่อน แล้วค่อยมาคิดอีกทีว่าจะทำยังไงกันต่อ”
“แม่ได้คิดเรื่องนี้เอาไว้แล้ว และขอให้ยายพาทั้งสองคนมาที่บ้านของเราในสุดสัปดาห์นี้แล้วด้วย” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับพยังหน้าด้วยความภาคภูมิใจในสติปัญญาของตัวเอง
แต่เมื่อพูดถึงหลิวต้าหนี ไม่มีใครคาดคิดว่าฟู่เซินนั้นจะสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้
ตอนที่ 20 ลูกสาวตระกูลหลิว
“ผมมีเพื่อนร่วมชั้นที่มาจากหมู่บ้านเสี่ยวถุนอยู่คนหนึ่ง เขาแซ่หลิวด้วย แต่ผมไม่รู้หรอกนะว่าพวกเขาจะเป็นครอบครัวเดียวกันหรือเปล่า” ฟู่เซินจำได้แค่ว่าเขามีเพื่อนร่วมชั้นที่มาจากหมู่บ้านดังกล่าวเท่านั้น
“นายกำลังพูดถึงใครอย่างนั้นเหรอ? ทำไมฉันไม่เห็นจะรู้จักเลย?” ฟู่เหมี่ยวเองก็อยู่ชั้นเรียนเดียวกับฟู่เซินเช่นกัน เธอจึงได้เอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
“อืม ไม่แปลกหรอก เพราะเธอคงไม่ได้สนใจเรื่องของพวกเด็กผู้ชายอย่างไรล่ะ เขาคือหลิวผิง ครอบครัวของเขาก็อยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวถุน”
“แล้วลูกสนิทกับเขามากหรือเปล่า? ลูกลองไปถามเขาดูหน่อยได้ไหม?” หวังซู่เหมยรีบพูดขึ้นมาทันที
“เขาเป็นคนที่ใจดีมากๆเลยครับ แม่ครับ ผมได้ยินมาว่าทิวทัศน์บนภูเขาต้าถุนที่ตั้งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านเสี่ยวถุนนั้นสวยมากๆเลย ผมขอไปเดินป่าที่นั่นกับเพื่อนๆได้หรือเปล่า?” ฟู่เซินฉวยโอกาสนี้เพื่อขอแม่ของเขาออกไปเที่ยวกับเพื่อน
หวังชูเม่ยมองไปที่ลูกชายของเธอ ก่อนจะตอบพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ
“ลูกจะออกไปเที่ยวก็ได้ แต่หากก่อเรื่องแล้วถูกพ่อของลูกตีเข้า แม่ไม่รับรู้ด้วยนะ”
“คุณคะ ฉันจำได้ว่าภรรยาของเอ้อขุยก็มาจากหมู่บ้านนั้นเหมือนกันไม่ใช่เหรอ? เราลองไปถามเขาดูหน่อยดีกว่าไหม?”
“อืม เอาไว้พรุ่งนี้เช้าเราค่อยไปกันเถอะ จะได้เอาองุ่นของเราไปฝากเอ้อขุยและคนในครอบครัวของเขาด้วย” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับหยิบบุหรี่ขึ้นมา
เช้าวันรุ่งขึ้น หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งก็ได้ไปที่บ้านของเอ้อขุยที่อยู่ทางตะวันออกของหมู่บ้าน
เอ้อขุยและฟู่ต้าหย่งเติบโตมาด้วยกัน ไม่ว่าครอบครัวของเอ้อขุยจะต้องเผชิญกับความลำบากแค่ไหน แต่ก็เป็นฟู่ต้าหย่งที่คอยช่วยเหลือเขามาโดยตลอด
ซึ่งเหอฟาง ภรรยาของเอ้อขุยนั้น เธอมาจากหมู่บ้านเสี่ยวถุน อีกทั้งพ่อและแม่ของเธอก็มีสุขภาพไม่ค่อยดีอีกด้วย ดังนั้นทั้งสองคนจึงต้องทำงานอย่างหนัก แต่โชคยังดีที่เธอมีพี่ชายอยู่อีกคนและเขาก็ได้ช่วยทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระไปได้บ้าง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ชีวิตของพวกเขาจึงลำบากมากๆ
ฟู่เอ้อขุยนั้นไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวเลย เนื่องจากพ่อแม่ของเขาได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็ก และเหล่าพี่น้องของเขาก็มีฐานะที่ยากจนมาก ซึ่งหลังจากที่แต่งงานกับเหอฟาง พวกเขาก็ได้มีลูกด้วยกันทั้งหมด4คน ลูกคนโตของพวกเขามีอายุ17ปีแล้ว ส่วนลูกคนสุดท้องนั้นเพิ่งจะมีอายุได้เพียง2ขวบเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าฟู่ต้าหย่งมาที่บ้าน เอ้อขุยจึงได้บอกให้ลูกของเขารินน้ำและไปชงชาทันที
“ต้าหนี รีบไปเอาน้ำกับเมล็ดแตงโมมาเร็วเข้า วันนี้ลุงต้าหย่งและป้าสะใภ้มาเยี่ยมเราถึงบ้านเลยนะ”
ในตอนนี้ เหอฟางกำลังเย็บผ้าอยู่ในบ้าน เพราะลูกคนเล็กของเธอนั้นโตเร็วมากๆ จึงต้องเย็บและซ่อมเสื้อผ้าอยู่บ่อยๆ
เมื่อมาถึง ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยจึงได้อธิบายถึงความตั้งใจของพวกเขาให้กับเอ้อขุยและเหอฟางฟังทันที
“พี่เหมย ฉันจะกลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่ตอนบ่ายนี้พอดีเลย หากได้เรื่องอย่างไร ฉันจะมาบอกพี่” เหอฟางพูดด้วยท่าทีที่นอบน้อม เธอซาบซึ้งใจมากที่ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยคอยให้การสนับสนุนครอบครัวของเธอมาโดยตลอด
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็ได้ขอบคุณเธอ ฟู่ต้าหย่งนั้นรู้ถึงสถานการณ์ของเอ้อขุยดี และอยากจะช่วยเขามาก ทว่าตอนนี้ยังไม่สามารถทำอะไรได้
ดังนั้นจึงทำได้เพียงแค่รอเท่านั้น
เพราะในตอนนี้ ครอบครัวของฟู่ต้าหย่งกำลังเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานของหวังหมิงเหล่ยอยู่
อีกด้านหนึ่ง
ณ ตระกูลไป๋ที่ยิ่งใหญ่ในเมืองหลวง
ไป๋โม่เฉินกำลังจะไปขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางไปยังมณฑลเจียง ส่วนหวังซู่เหมยก็กำลังจัดการกับปัญหาของหลานชายด้วยความร้อนใจ
ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนยังคงปลูกโสมอยู่ที่บ้าน ตอนนี้เธอพบว่าโสมที่ถูกปลูกในดินแดนต่างมิติของเธออายุได้หนึ่งปีแล้ว
จากนั้น เธอก็หันมาให้ความสนใจกับโสมที่ปลูกในสวนหลังบ้าน ด้วยความที่เธอใช้น้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์มารดมันทุกวัน จึงทำให้ต้นกล้าของโสมเติบโตได้เร็วกว่าโสมธรรมดาทั่วไปหลายเท่า
ส่วนฟู่เหมี่ยวเองก็เฝ้าดูโสมพวกนั้นอย่างระมัดระวังเช่นกัน ทั้งยังคอยจัดการกับวัชพืชที่งอกขึ้นมาอย่างใกล้ชิดอีกด้วย
เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นว่าพี่สาวดูมีท่าทีที่ค่อนข้างกังวล เธอจึงต้องระวังมากขึ้นในการใช้น้ำจากในมิติมารดน้ำ และแอบเอาน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ออกมาผสมกับน้ำที่บ้านของเธออย่างเงียบๆ
เธอจะให้พี่สาวของเธอเห็นสิ่งนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด และด้วยวิธีนี้ โสมก็จะไม่เติบโตเร็วจนดูผิดสังเกตอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้เอง ต้นไม้ในสวนของบ้านตระกูลฟู่จึงเติบโตและแข็งแรงเป็นพิเศษ ซึ่งทันทีที่เข้าไปในสวน ทุกคนจะรับรู้ถึงความมีชีวิตชีวาได้ในทันที อีกทั้งทุกคนที่เข้ามาต่างก็ชื่นชมว่าพวกเขาดูแลสวนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อแม่ไก่หลายตัวที่พวกเขาเลี้ยงเอาได้ได้ดื่มน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เข้าไป พวกมันก็ดูแข็งแรงขึ้นในทันที และขยันวางไข่มากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด จึงทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในตอนนี้ หวังซู่เหมยเก็บไข่ได้เพิ่มมากขึ้นถึงสองเท่าจากเมื่อก่อน ซึ่งเธอรู้สึกมีความสุขมากที่ครอบครัวได้เงินเพิ่มขึ้น
เมื่อจัดการเรื่องงานบ้านเสร็จแล้ว ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวก็ได้ชวนกันไปเก็บองุ่นบนภูเขาต่อ ไม่นานนักเมื่อฟู่ซินที่ไปช่วยทำบัญชีผลผลิตทางการเกษตรของหมู่บ้านเสร็จก็ได้ตามน้องสาวทั้งสองคนของเขาขึ้นไปบนภูเขาเช่นกัน
ส่วนฟู่ต้าหย่งนั้นก็ได้เริ่มทำถังบรรจุเหล้าองุ่นอีกครั้ง เพราะเขาต้องเร่งทำถังเหล้าองุ่นที่รับเงินมัดจำมาแล้วให้เสร็จก่อน และเขายังไม่ลืมที่จะทำถึงเผื่ออีกจำนวนหนึ่งเพื่อจะได้ขายเหล้าองุ่นเพิ่มอีกด้วย
อีกด้านหนึ่ง เหอฟางก็ได้กลับมาจากไปเยี่ยมพ่อกับแม่ของเธอแล้ว และทันทีที่เธอกลับมาถึงบ้าน เอ้อขุยก็ได้รีบให้เธอมาที่บ้านของฟู่ต้าหย่งทันที
เหอฟางจึงได้รีบมาตามที่สามีของเธอบอก เมื่อเดินเข้าไปข้างใน เธอก็พบว่าหวังซู่เหมยกำลังล้างองุ่นที่ฟู่เยี่ยนและเหล่าพี่ชายพี่สาวไปเก็บมาจากบนภูเขาอยู่
“พี่สะใภ้ กำลังยุ่งอยู่หรือเปล่าคะ? ฉันมาเยี่ยมพี่”
“น้องสะใภ้เองหรอกเหรอ? มาๆ เข้ามานั่งข้างในก่อนสิ ฉันกำลังรอเธออยู่พอดีเลย” หวังซู่เหมยรีบเชิญเหอฟางเข้ามาข้างในทันที
“พี่สะใภ้ แซ่เดิมของพี่คือแซ่หวังใช่หรือเปล่า และหลานชายของพี่ก็คือหวังหมิงเหล่ยใช่ไหม?” เหอฟางเอ่ยถามขึ้นมาทันที เพราะเธอต้องการยืนยันให้แน่ใจก่อนว่าสิ่งที่เธอรู้และจะพูดต่อไปนี้นั้นถูกต้องหรือไม่
“ใช่แล้ว เขาคือหลานชายคนโตของฉัน เป็นลูกชายคนโตของพี่ชายฉันเอง และเขาก็คือคนที่เข้าพิธีหมั้นไปก่อนหน้านี้” หวังซู่เหมยได้ตอบคำถามของเหอฟางไปอย่างละเอียด
“พี่สะใภ้ ที่ฉันกลับไปเยี่ยมบ้านในครั้งนี้ มันก็ไม่ได้มีอะไรมากนักหรอก แต่แม่ของฉันก็ได้เล่าเรื่องของตระกูลหลิวให้ฟังเยอะพอสมควร จากนั้นฉันไปที่บ้านป้าของฉัน ซึ่งเธอเป็นคนที่รู้เรื่องของตระกูลหลี่เป็นอย่างดี”
“แล้วเรื่องผู้หญิงคนนั้นล่ะ ได้เรื่องอย่างไรบ้าง?” หวังซู่เหมยเอ่ยถามออกมาด้วยท่าทีที่ดูวิตกกังวล
“พี่สะใภ้ ทำไมก่อนที่จะมีพิธีหมั้น พี่ถึงไม่มาถามเรื่องนี้ก่อนล่ะ? ตระกูลหลิวนั้นไม่ใช่ตระกูลที่ดีเท่าไหร่เลย” เหอฟางพูดด้วยสีหน้าซับซ้อน
แท้จริงแล้วหลิวเหล่าซื่อ พ่อของหลิวต้าหนีได้แต่งงานถึงสองครั้ง ซึ่งหลิวต้าหนีเป็นลูกที่เกิดมาจากภรรยาคนแรก และเขาก็ได้มีลูกกับภรรยาคนที่สองอีก3คน ซึ่งมีลูกชาย2คนและลูกสาวอีก1คน
ซึ่งแม่ของหลิวต้าหนีที่เสียชีวิตไปแล้วยังเป็นลูกพี่ลูกน้องทางสายเลือดของหลิวเหล่าซื่ออีกด้วย โดยเธอเป็นหลานสาวของแม่เฒ่าหลิวนั่นเอง
ดังนั้น แม่เฒ่าหลิวจึงได้รับหลิวต้าหนีเป็นลูกบุญธรรม และมองว่าลูกสะใภ้คนปัจจุบันเป็นศัตรูของเธอไปโดยปริยาย
หญิงชราไม่ได้ทุบตีหลานผู้ชายของเธอ แต่เธอทุบตีและด่าทอแต่หลานสาวคนเล็กที่เกิดกับภรรยาใหม่ของหลิวเหล่าซื่อ
ซึ่งหลิวเหล่าซื่อนั้นเป็นลูกกตัญญู และเขาก็อยากช่วยเหลือลูกสาวคนเล็กของตนเช่นกัน เพราะถึงอย่างไรเขาก็มีหลานชายให้แม่แล้ว ทว่าเขาก็ไม่อาจทนเห็นแม่เขาร้องไห้อย่างน้อยเนื้อต่ำใจได้ ดังนั้นเขาจึงค่อยๆทำใจให้ชินไปกับมัน
หลิวต้าหนีเองก็มีความคิดที่ว่าพี่น้องที่ไม่ได้เกิดมาจากแม่คนเดียวกันนั้นก็เหมือนกับศัตรูของเธอ เพราะเธอได้รับความรักจากคุณย่าแล้ว จึงเป็นเรื่องยากที่เธอจะยอมรับแม่คนที่สองที่เพิ่งแต่งงานกับพ่อของเธอได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงหลิวเอ้อหนี น้องสาวต่างแม่ของเธอเลย
ด้วยความที่หลิวต้าหนีนั้นมีอายุที่มากกว่า เธอจึงมักจะรังแกน้องสาวต่างแม่ของเธออยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้น้องสาวไปซักเสื้อผ้า หรือแม้กระทั่งหยิบของต่างๆมาให้ราวกับน้องสาวเป็นคนใช้
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลิวเอ้อหนีนั้นได้โตขึ้นมากแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่ยอมพี่สาวอีกต่อไปและมักจะทะเลาะกันอยู่เสมอ
ซึ่งทำให้เธอมักจะถูกคุณย่าลงโทษโดยการให้อดข้าวอยู่บ่อยๆ
ทว่าหลิวเอ้อหนีก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย จึงทำให้ย่าของเธอยิ่งโกรธมากขึ้นไปอีก
ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวของแม่เฒ่าหลิวจึงมักจะวุ่นวายมากๆ และยังเป็นที่ซุบซิบนินทาของชาวบ้านอีกด้วย
เมื่อคนในหมู่บ้านได้เห็นฉากนี้ ดังนั้นเหล่าลูกหลานของตระกูลหลิว โดยเฉพาะหลิวต้าหนีจึงมีชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีนัก จนไม่มีใครอยากแต่งงานกับเธอ
“พี่สะใภ้ แต่หลิวเอ้อหนีคนนั้นเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งมากเลยนะ แต่เธอแค่ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องทะเลาะกับพี่สาวของตัวเองเท่านั้น ซึ่งเธอไม่ได้ใจร้ายเหมือนกับหลิวต้าหนีคนนั้นหรอก” หลังจากที่พูดจบ เหอฟางก็มีท่าทีที่ดูสับสนเล็กน้อย
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หวังซู่เหมยก็กัดฟันแน่นด้วยความเกลียดชัง พี่สะใภ้ของเธอทำแบบนี้ได้อย่างไรกัน
กล้าดีอย่างไรถึงได้เอาคนที่สร้างแต่ปัญหาแบบนี้เข้ามาในครอบครัวของเธอ? ไม่คิดถึงครอบครัวบ้างเลยหรืออย่างไร?!
หลังจากที่เหอฟางได้เล่าทุกอย่างที่เธอรู้ทั้งหมดแล้ว เธอก็ได้กล่าวลาและกำลังจะกลับบ้าน
หวังซู่เหมยจึงได้เดินออกไปส่งเธอที่หน้าบ้าน
“ฝากบอกเอ้อขุยด้วยนะว่าพวกเราขอบคุณมากจริงๆ”
“พี่สะใภ้ ฉันไม่อยากให้ครอบบครัวของพี่ต้องมาเจอกับเหตุการณ์แบบนี้เลย พี่รีบคุยเรื่องนี้กับแม่ของพี่โดยเร็วจะดีกว่า หลิวต้าหนีคนนั้นไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีเลยจริงๆ” เหอฟางพูดออกมาด้วยท่าทีที่จริงจัง
“น้องสะใภ้ ขอบคุณมากที่เป็นห่วง”
หลังจากที่ทั้งสองลากันเสร็จ เหอฟางก็ได้ขอตัวกลับบ้านไปในที่สุด
จากนั้น หวังซู่เหมยก็ได้เดินกลับเข้ามาในบ้าน เธอรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย เพราะเธอกำลังกังวลว่าทางฝั่งเสี่ยวมู่จะเป็นอย่างไรบ้าง
ทันใดนั้นเอา เธอก็รู้สึกว่าสามีได้พาลูกๆของเธอขึ้นไปบนภูเขาตั้งนานแล้ว แต่ทำไมถึงยังไม่กลับมาอีกล่ะ?
เมื่อมีบางอย่างอยู่ภายในใจ เธอก็ยิ่งรู้สึกวิตกกังวลมากขึ้น แต่ก็ทำได้เพียงมองไปที่ประตูเท่านั้น เธอตั้งหน้าตั้งตารอเขากลับมา เพื่อที่จะคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกครั้ง
จบตอน
Comments
Post a Comment