ตอนที่ 111 ความทะเยอทะยาน
แน่นอน เช้าวันจันทร์เป็นเช้าที่ทุกคนรู้สึกเจ็บปวดเสมอ ตอนนี้ฟู่เยี่ยนยังต้องไปโรงเรียนอยู่ ส่วนฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวไม่ต้องไปแล้ว พวกเขาสามารถทำงานที่บ้านรอจนถึงเดือนมิถุนายนได้เลย
ทว่าฟู่เซินยังคงต้องตื่นเช้า ทั้งยังตื่นเร็วกว่าเมื่อก่อนเสียด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้เขาต้องไปทำงานที่ฟาร์ม ส่วนฟู่เหมี่ยวก็ต้องไปทำบัญชีที่สำนักงานใหญ่ของหมู่บ้านเช่นกัน และตอนที่เธอว่าง ก็ยังได้ช่วยชายชราในการเตรียมวัตถุดิบทำยาแพทย์แผนจีนอีกด้วย เหตุผลที่ฟู่เซินต้องไปทำงานเร็วกว่าคนอื่นเป็นเพราะเขาต้องจัดเตรียมเครื่องมือในฟาร์ม ดังนั้นจึงไม่ควรไปสาย เพราะมันอาจทำให้ทุกคนทำงานล่าช้าลงไปได้นั่นเอง
นับตั้งแต่ที่ฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินเริ่มทำงาน ซ่งจืออันก็ได้ไปช่วยพวกเขาอยู่เป็นประจำ โดยเขามักจะไปช่วยฟู่เหมี่ยวที่สำนักงานใหญ่ของหมู่บ้าน หรือไม่ก็ไปช่วยฟู่เซินแจกจ่ายเครื่องมือในฟาร์มในนามของผู้ช่วยนั่นเอง
แต่ซ่งจืออันไม่ได้บอกถึงเหตุผลว่าที่เขาทำแบบนี้เพราะอยากอยู่ใกล้กับฟู่เหมี่ยวแต่อย่างใด เขาเพียงแค่พยายามเข้าใกล้เธอให้มากขึ้น และคอยอยู่ข้างๆฟู่เหมี่ยวเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรจากตอนอยู่ที่อยู่โรงเรียนเลย เขาพยายามที่จะไม่พูดออกไปตามตรงเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้
ในยุคนี้ทุกอย่างจะถูกกำหนดโดยพ่อและแม่ เมื่อคนหนุ่มสาวทั้งสองได้พบกัน พวกเขาจะต้องมีความประทับใจในตัวของอีกฝ่ายหนึ่งก่อน ถึงจะสานสัมพันธ์กันต่อได้ ทว่าซ่งจืออันกลับไม่ได้แสดงท่าทีใดออกมาเลย ดังนั้นฟู่เหมี่ยวจึงรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย
ต้องขอบคุณการโน้มน้าวใจของฟู่เยี่ยนในวันนั้น เธอเอามันกลับไปคิดทั้งคืน จากนั้นเมื่อซ่งจืออันมาอยู่ใกล้ๆเธอในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เธอจึงได้คิดทบทวนว่าเธอยินดีที่จะใช้ชีวิตกับเขาไปทั้งชีวิต ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขได้หรือเปล่า แต่เธอก็ยังไม่ได้คำตอบ ไม่ใช่เพราะว่าซ่งจืออันเป็นคนไม่ดี ในทางกลับกัน เขาเป็นคนที่มีจิตใจดี อบอุ่น และสดใสมากๆที่สำคัญเขาเข้ากับทุกคนในครอบครัวของเธอได้เป็นอย่างดีอีกด้วย แต่เธอก็มักจะรู้สึกอยู่เสมอว่ามีบางอย่างที่ขาดหายไป
ฟู่เยี่ยนไม่รู้เลยว่าพี่สาวของเธอกำลังคิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน เธอก็ได้ตรงไปยังบ้านของเจิ้งหมิงทันที เพราะวันนี้เธอต้องไปพบเจิ้งจื้อนั่นเอง
“ฟู่เยี่ยน เธอมาถึงแล้วอย่างนั้นเหรอ เจิ้งจื้อรออยู่ที่ห้องด้านหลัง” เจิ้งหมิงออกต้องรับฟู่เยี่ยน ก่อนจะพาเธอเดินเข้าไปข้างใน
เมื่อฟู่เยี่ยนเดินผ่านประตูเข้าไป เธอก็สัมผัสได้ถึงแววตาของเจิ้งจื้อในทันที ซึ่งมันแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนเลย แววตาของเขายังคงเฉียบคมและอันตราย ดูเหมือนว่าชีวิตที่พลิกผันในช่วงหลังไม่ได้ทำให้เขาอ่อนแอลงเลย แต่มันกลับทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นเสียด้วยซ้ำ ฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกตื่นเต้นและอยากรู้มากว่าเขาจะพูดอะไรกับเธอ
“สวัสดี เรามาทำความรู้จักกันใหม่อีกครั้งเถอะ ฉันชื่อเจิ้งจื้อ เป็นน้องชายของเจิ้งหมิง” เจิ้งจื้อพูดพร้อมกับเบือนหน้ามองไปทางอื่น เขาไม่คิดเลยว่าคนที่อยู่เบื้องหลังพี่ชายของเขาจะเป็นสาวน้อยคนนี้
แม้ว่าฟู่เยี่ยนจะสูงขึ้นมากแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังจำได้ขึ้นใจว่าเด็กหญิงคนนี้คือคนที่ทำให้เจิ้งฮุ่ยต้องทนทุกข์ทรมานมาก่อน ซึ่งเจิ้งจื้อมั่นใจว่าการที่เจิ้งฮุ่ยพูดไม่ได้นั้นต้องเป็นฝีมือของเธอคนนี้อย่างแน่นอน
“ฉันชื่อฟู่เยี่ยน”
ทั้งสองนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน โดยเจิ้งหมิงได้นั่งลงข้างๆฟู่เยี่ยน และเจิ้งจื้อนั่งอยู่อีกฝั่งเพียงคนเดียว
“ฉันไม่คิดมาก่อนเลยว่าอาจารย์ที่อยู่เบื้องหลังของพี่ใหญ่จะเป็นเธอ ทั้งที่ฉันควรจะคิดเรื่องนี้ได้เร็วกว่านี้แท้ๆ” เจิ้งจื้อพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูหงุดหงิดเล็กน้อย แต่แววตาของเขาก็ดูโล่งใจเช่นกัน
“ที่คุณอยากพบฉัน มีอะไรจะพูดอย่างนั้นเหรอ?” ตอนนี้ฟู่เยี่ยนไม่ได้มาที่นี่เพื่อพูดเรื่องในอดีต
“ฉันมีข้อเสนอบางอย่างที่ต้องการคุยกับอาจารย์ และมั่นใจเป็นอย่างมากว่ามันจะเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ แต่เมื่อรู้ว่าเป็นเธอแล้ว ฉันก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วสิว่าจะสามารถโน้มน้าวใจของเธอได้หรือเปล่า” เจิ้งจื้อพูดพร้อมกับจ้องไปที่ดวงตาของฟู่เยี่ยน เขาไม่เคยดูถูกเธอเพราะเห็นว่าเธอยังเด็กเลย กลับกันเขาเริ่มรู้สึกสนใจในตัวของฟู่เยี่ยนมากขึ้นแล้ว
“หือ? ถ้าอย่างนั้นเรามาเข้าประเด็นกันเลยดีกว่า”
“บ้านของอาจารย์ฟู่อยู่ที่หมู่บ้านอันผิงใช่หรือเปล่า?” เจิ้งจื้อเอ่ยถามขึ้นมาทันที และฟู่เยี่ยนเองก็นึกถึงแผนที่ขุมทรัพย์ที่เธอเก็บรักษาเอาไว้เป็นเวลานานขึ้นมาเช่นกัน
“คุณตามสอดแนมฉันมานานแล้วไม่ใช่เหรอ ทั้งยังเปลี่ยนสายลับถึงสามคนอีกด้วย ซึ่งคุณก็รู้ดีอยู่แล้วนี่? ทำไมคุณถึงยังถามคำถามที่คุณรู้คำตอบอยู่แล้วล่ะ?”
“ตอนที่ฉันเป็นหัวหน้าทีมของคณะปฏิวัติ ฉันได้แผนที่สมบัติฉบับหนึ่งมา และคนเดียวที่รู้เกี่ยวกับแผนที่นี้ก็คือตัวฉันเอง เธอรู้สถานการณ์ปัจจุบันของฉันแล้วใช่ไหม มันยากมากที่ฉันจะออกไปไหนมาไหนในเวลานี้ ฉันจึงอยากจะขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ฟู่ยังไงล่ะ เรามาขุดสมบัตินั้นด้วยกันเถอะ”
“หากหามันเจอ เราสองคนก็มาแบ่งกันคนละครึ่ง เมื่อได้เงินมาแล้ว ฉันจะย้ายไปอยู่ที่เกาะฮ่องกงสักพัก”
คำพูดของเจิ้งจื้อถือว่าเป็นคำพูดที่มีชั้นเชิงมาก โดยเขาแสร้งว่าตอนนี้เขาไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไปแล้ว และต้องการหาเงินเพื่อหนีไปจากที่นี่สักพัก เขาไม่ได้กดดันฟู่เยี่ยนแต่อย่างใด และแสดงท่าทีว่าเขาจะไม่เปิดเผยความลับของฟู่เยี่ยนอีกด้วย
“อ้อ แผนที่ขุมทรัพย์อย่างนั้นเหรอ? แล้วสมบัติที่ว่านั่นมันคืออะไรกันล่ะ?” ฟู่เยี่ยนแสดงท่าทีที่ดูสนใจออกมา เธอต้องรู้ให้ได้ว่าเจิ้งจื้อรู้เรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน
“ตอนที่ฉันยังเป็นหัวหน้าทีมของคณะปฏิวัติ ฉันได้คัดลอกลายแทงนั้นมา และเก็บมันเอาไว้ที่บ้าน ซึ่งตอนนี้มีแต่ฉันเท่านั้นที่ครอบครองลายแทงนี้อยู่ เพราะต้นฉบับได้ถูกทำลายไปตอนที่ฉันหลบหนีแล้ว”
“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าในนั้นมีอะไรบ้าง รู้แค่ว่าบุคคลนั้นเป็นสายลับที่ซ่อนตัวมาหลายปีเท่านั้น และที่นั่นน่าจะมีทองคำแท่งอยู่มากมายเลย” คำพูดของเจิ้งจื้อนั้นดูไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่นัก ใช่แล้ว เขาจะต้องรู้บางอย่างมากกว่านั้นอย่างแน่นอน
“แล้วทำไมคุณถึงต้องอยากเจอฉันด้วยล่ะ? ฉันคิดเหตุผลไม่ออกเลยว่าอะไรทำให้คุณอยากร่วมมือกับฉัน เพราะคุณสามารถหาขุมทรัพย์นั้นและเก็บเงินเอาไว้ใช้เองได้อย่างสบายๆอยู่แล้วนี่นา” ฟู่เยี่ยนจะมองไม่ออกได้อย่างไรว่าเจิ้งจื้อไม่ได้พูดความจริง
“บางทีนี่อาจเป็นเพราะโชคชะตาก็ได้นะ!” เจิ้งจื้อก้มหน้าลงเล็กน้อย และไม่ต้องการที่จะพูดอะไรมากไปกว่านี้
“เราไม่ควรพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะ ในเมื่อคุณเองก็รู้ที่ซ่อนของมันแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ลืมมันไปเสียเถอะ อีกอย่างฉันก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินอะไรถึงขนาดนั้นด้วย ฉันไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ลุกขึ้นยืนทันทีและกำลังจะเดินออกไป
“อาจารย์ฟู่ ลองพิจารณามันดูอีกสักครั้งเถอะ เรามาตกลงส่วนแบ่งกันที่สี่สิบหกสิบก็ได้” เจิ้งจื้อที่เห็นเช่นนั้นก็รีบยืนขึ้นด้วยท่าทางที่ดูวิตกกังวลมากเช่นกัน
ฟู่เยี่ยนทำเป็นไม่ได้ยิน ก่อนจะส่งสัญญาณบางอย่างให้เจิ้งหมิงและเดินจากไป ตอนนี้เธอกำลังยุ่งมาก และยังต้องไปที่ร้านรับซื้อของเก่าอีกด้วย
ที่สำคัญไปกว่านั้น ตอนนี้เธอได้รับคำตอบที่ต้องการและมั่นใจมากๆแล้ว ดังนั้นสมบัติชิ้นนี้จะเป็นของเธอแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีประโยชน์หรอกที่ใครจะตามหามัน
ขณะที่เจิ้งจื้อกำลังก้มหน้าอยู่นั้น ฟู่เยี่ยนก็สังเกตเห็นถึงบางอย่างที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของเขา ซึ่งมันดูคล้ายกับภาพที่เธอเจอมากๆ แต่ทว่ามันไม่ได้มีความรายละเอียดครบถ้วนเหมือนกับที่เธอมี
เมื่อเห็นถึงสิ่งที่เจิ้งจื้อมี เธอก็มั่นใจได้ทันทีว่าไม่มีอาจารย์คนไหนนอกจากเธอที่จะสามารถดูมันออกอย่างแน่นอน และนั่นก็เป็นสาเหตุที่เจิ้งจื้อพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะตามหาอาจารย์ที่อยู่เบื้องหลังของเจิ้งหมิง
ในประเทศมีอาจารย์ด้านอภิปรัชญาเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถรับมือเธอได้ และนั่นก็ได้รับการยืนยันโดยการที่เธอทดลองสิ่งต่างๆกับเฉียนซวนตลอดหลายปีที่ผ่านมาแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงค่อนข้างมั่นใจมาก หากเจิ้งจื้อเชิญคนเหล่านั้นมา แน่นอนเธอสามารถเอาชนะได้อย่างสบายๆอยู่แล้ว
ฟู่เยี่ยนเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง ตอนนี้ภายในห้องเหลือเพียงแค่เจิ้งหมิงและเจิ้งจื้อสองคนเท่านั้น สองพี่น้องมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่ได้พูดอะไรออกมา จนในท้ายที่สุดแล้ว เจิ้งหมิงก็เป็นผู้ทำลายความอึดอัดในครั้งนี้ลง
“น้องรอง ฉันรู้ว่านายคงไม่อยากฟังสิ่งที่ฉันพูด แต่ฉันจำเป็นต้องพูดมันจริงๆ การมีชีวิตที่ราบรื่นของนายในตอนนี้มันไม่ดีอย่างนั้นเหรอ? นายยังต้องกังวลเรื่องอะไรอีก? ตอนนี้พ่อเราก็ผมหงอกแล้ว ที่เขาเป็นแบบนั้นก็เพราะสิ่งที่นายทำในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั่นแหละ”
“ตอนนี้นายเองก็แต่งงานแล้ว กลับมาอยู่ที่บ้านเถอะนะ ตอนนี้นายมีทั้งแม่ น้องชาย และน้องสาว หากนายมีลูกๆ ชีวิตของนายจะต้องดีขึ้นกว่านี้อย่างแน่นอน และพอทุกอย่างเริ่มเข้าที่ นายก็ค่อยๆขยับขยายและก้าวต่อไป ผู้อำนวยการโรงงานผ้าป่านเป็นเพื่อนเก่าของพ่อ อย่างน้อยเขาจะต้องช่วยนายได้อย่างแน่นอน”
“พี่ใหญ่ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมันคือความผิดพลาดจากความเย่อหยิ่งจนเกินพอดีของผม แม้แต่ความรู้สึกของพ่อ ผมก็ยังไม่สนใจ แต่ผมยังไม่ยอมแพ้หรอก ผมมาถึงขนาดนี้แล้ว และครั้งนี้ผมก็มั่นใจมากๆว่าเรื่องนี้จะต้องมีบางอย่างอยู่ซ่อนอย่างแน่นอน พี่ช่วยพูดกับอาจารย์ฟู่อีกครั้งเถอะ ได้โปรดเถอะครับพี่ใหญ่!”
เจิ้งจื้อไม่เคยแสดงท่าทีที่ถ่อมตัวแบบนี้มาก่อนเลย เขาเพิ่งจะยอมก้มศีรษะแค่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง และตอนนี้เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำแบบนี้ เขาคิดอยู่ภายในใจอย่างขมขื่นว่า รอให้เขาหาขุมทรัพย์นั่นเจอ เขาจะไปอยู่ที่เกาะฮ่องกง ที่นั่นเขาสามารถใช้ชีวิตอย่างราชา และไม่ต้องโค้งคำนับให้กับใครเหมือนในวันนี้อีกต่อไปแล้ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น เจิ้งหมิงก็รู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย เขาก็ไม่กล้าปฏิเสธ เพียงแค่บอกไปว่าจะพยายามอย่างเต็มที่ เพราะไม่อยากเห็นเจิ้งจื้อหมดหวังเท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นคงต้องรบกวนพี่ใหญ่แล้วล่ะครับ!”
ตอนที่ 112 ความแตกต่างที่มากจนเกินไป
“ฟู่เหมี่ยว นี่คือบัญชีของปีที่แล้ว เธอช่วยดูมันอีกครั้งและตรวจสอบว่ามันถูกต้องหรือเปล่าด้วยก็แล้วกัน ฉันกลัวว่ามันจะมีข้อผิดพลาดหรือมีบางอย่างที่ตกหล่นไป”
ซ่งจืออันยื่นสมุดบัญชีให้ฟู่เหมี่ยว ในตอนนี้หมู่บ้านกำลังตรวจสอบบัญชีย้อนหลังถึง10ปี โดยทางชุมชนได้กำหนดให้แต่ละหมู่บ้านต้องยื่นบัญชีและทำบัญชีให้ชัดเจน ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นหน้าที่ของฟู่เหมี่ยว ซึ่งเพิ่งจะได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา ส่วนฟู่เซินที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเครื่องมือทางการเกษตรก็ได้มาช่วยหลังจากที่ทำงานของตัวเองเสร็จเช่นกัน
โดยซ่งจืออันนั้นอาสามาช่วยด้วยอีกคน เมื่อช่วยกันทำงานถึงสามคน งานจึงมีความคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาไม่ถึง3วัน บัญชีทั้งหมดก็ได้ถูกวางเอาไว้บนโต๊ะของซ่งต้าหนิว ผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว
หลังจากที่ส่งมอบบัญชีที่ถูกตรวจสอบเสร็จแล้ว หน้าที่ของทั้งสามคนก็ถือว่าเสร็จสิ้นลง ดังนั้นฟู่เซินจึงได้แยกตัวไปเก็บเครื่องมือการเกษตรต่อ เพราะนั่นคืองานที่เขาต้องรับผิดชอบ จึงเหลือเพียงฟู่เหมี่ยวและซ่งจืออันอยู่ด้วยกันสองคนเท่านั้น
“ฟู่เหมี่ยว คือว่าเธอกับฟู่เซินคิดยังไงเรื่องคำแนะนำที่ฉันบอกไปก่อนหน้านี้อย่างนั้นเหรอ?” ซ่งจืออันที่เห็นว่าตอนนี้สองพี่น้องต่างก็ทำงานในสำนักงานของหมู่บ้านกันทั้งคู่ เขาก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาเล็กน้อยว่าพวกเขาอาจจะยอมแพ้และล้มเลิกความคิดที่จะเรียนต่อ
“พวกเราสองคนตัดสินใจว่าจะไม่ไปแล้วล่ะ ขอบคุณสำหรับความมีน้ำใจของนายด้วยนะ ฉันเองก็อยากแนะนำนายว่าอย่าเพิ่งรีบเหมือนกัน ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งอาจรื้อระบบสอบเกาข่าวกลับมาก็ได้” ฟู่เหมี่ยวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเตือนเขา เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาโดยตลอด
“เป็นไปไม่ได้หรอกที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะถูกจัดขึ้นเร็วๆนี้ แต่ถึงจะมีการเปิดสอบจริง เราก็อาจสอบไม่ผ่านในระดับที่เราต้องการได้นะ หากยอมสละโอกาสครั้งนี้ไป ในอนาคตเธออาจจะไม่ได้รับโอกาสนี้อีกแล้วก็ได้” ซ่งจืออันไม่เชื่อว่าจะมีการรื้อระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นมาในเร็วๆนี้
“นายไม่เชื่อว่าประเทศของเรากำลังจะดีขึ้นอย่างนั้นเหรอ? สักวันหนึ่งประเทศของเราจะฟื้นตัวกลับมาอีกครั้งอย่างแน่นอน!” ฟู่เหมี่ยวพูดเตือนเขาอีกครั้ง
“แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นจริงๆ แล้วตอนนั้นเราจะมีอายุเท่าไหร่กันล่ะ ไม่แน่เราอาจจะมีครอบครัว และอาจจะมีลูกไปแล้วก็ได้ หากเป็นแบบนั้น การสอบเข้ามหาวิทยาลัยคงจะไม่มีความหมายกับเราไปแล้ว” ซ่งจืออันพูดด้วยท่าทีที่เก้อเขิน
“หากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยถูกจัดขึ้นอีกครั้งจริงๆ ไม่ว่าตอนนั้นฉันจะอยู่ในสถานะไหน ฉันก็พร้อมที่จะสอบ เพราะนั่นคือโอกาสที่ฉันจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองได้ และแม้ว่าฉันจะมีลูกแล้วก็ตาม สิ่งนี้จะไม่สามารถหยุดฉันได้อย่างแน่นอน” ฟู่เหมี่ยวมองไปที่ซ่งจืออัน และพยายามยืนยันถึงสิ่งที่เธอได้ตัดสินใจลงไป
“การเป็นแม่นั้นไม่ได้ง่ายเลยนะ แน่นอนว่าครอบครัวและลูกย่อมมีความสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใดอยู่แล้ว ผู้ชายมีหน้าที่ต้องหาเงินเพื่อครอบครัว ส่วนผู้หญิงก็มีหน้าที่ดูแลบ้านและลูก ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างก็ทำกันไม่ใช่เหรอ!” ซ่งจืออันไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของเธอ เพราะครอบครัวของเขาเองก็ถือปฏิบัติแบบที่เขาเพิ่งจะพูดออกไปเช่นกัน!
“การดูแลเด็กนั้นไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมหน้าที่ดูแลลูกถึงต้องมีแค่ผู้หญิงที่ทำล่ะ ทั้งที่ผู้ชายก็ทำได้นี่?” ฟู่เหมี่ยวมองไปที่ซ่งจืออัน เธอรู้ว่าเธอและเขามีแนวคิดที่แตกต่างกัน
“ผู้ชายจะดูแลเด็กได้อย่างไร? มันเป็นหน้าที่ของผู้หญิง!” ซ่งจืออันรู้สึกสับสนเล็กน้อย สิ่งที่ฟู่เหมี่ยวถามเขานั้นเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับเขามาก
“อืม นายพูดถูก ฉันต้องกลับบ้านแล้วล่ะ เพราะฉันยังมีน้องชายที่ต้องดูแล” ฟู่เหมี่ยวไม่รอให้ซ่งจืออันได้กล่าวคำลาใดๆ เธอรีบเดินกลับบ้านในทันที ซึ่งเธอเดินเร็วมาก หากจะบอกว่าวิ่งก็คงไม่ผิด
เธอคิดว่าความแตกต่างระหว่างเธอกับซ่งจืออันนั้นมีมากเกินไป ซึ่งเธอไม่ได้คิดว่าตัวเองดูด้อยไปกว่าเขาเลยแม้แต่น้อย และฟู่เหมี่ยวก็ยังคิดว่าเธอเก่งกว่าเด็กผู้ชายหลายคนอีกด้วย ซึ่งก็สรุปได้แล้วว่ามุมมองของเธอและเขานั้นไม่ได้สอดคล้องกันเลย
ดังนั้นเธอจึงแทบรอไม่ไหวแล้วที่จะกลับบ้านไปอ่านหนังสือเพิ่ม เธอจะรอวันที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยถูกจัดขึ้นอีกครั้ง และจะแสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงความสามารถของเธอ! เพื่อที่เธอจะสามารถทำสิ่งต่างๆตามที่ตัวเองต้องการโดยไม่มีข้อจำกัดใดอีกต่อไป
ในความเป็นจริงนั้น ความแตกต่างระหว่างพวกเขามาจากครอบครัวของพวกเขาโดยตรงต่างหาก เพราะตระกูลซ่งนั้น ผู้ชายจะเป็นฝ่ายตัดสินใจเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคุณย่าของซ่งจืออัน หรือแม่ของเขา รวมไปถึงป้าของเขา ทุกคนจะต้องเชื่อในการตัดสินใจของผู้ชายทั้งหมด
ส่วนตระกูลฟู่นั้นแตกต่างออกไป ฟู่ต้าหย่งเป็นคนที่เคารพความคิดเห็นของหวังซู่เหมยมาโดยตลอด ซึ่งไม่ใช่แค่ภรรยาเขาของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นแม่ของเขาหรือฟู่ต้านี พวกเธอต่างก็เป็นผู้หญิงที่สามารถมีความคิดอย่างอิสระและเป็นของตัวเองเช่นกัน
นอกจากนี้ แม้แต่ฟู่เยี่ยนเองก็ได้รับอิสระทางความคิดแล้วเช่นกัน ซึ่งพ่อและแม่ของเธอไม่เพียงแค่ยอมรับฟังคำพูดของเธอเท่านั้น แต่ยังค่อนข้างเชื่อคำพูดของเธอเอามากๆอีกด้วย เมื่อเติบโตมาในในครอบครัวแบบนี้ จะให้ฟู่เหมี่ยวยอมรับความคิดโบราณแบบนั้นได้อย่างไรกัน
ผู้หญิงเองก็มีสามารถที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชายเลย แม้แต่ในอุตสาหกรรมและสาขาอาชีพต่างๆอีกมากมาย ในบางครั้งผู้หญิงยังมีข้อได้เปรียบเหนือกว่าผู้ชายเสียด้วยซ้ำ
เมื่อฟู่เซินเห็นว่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ฟู่เหมี่ยวไม่ได้ออกไปเล่นที่ไหนเลย ทั้งยังไม่แม้แต่จะออกไปดูโสมที่เธอรักมากๆเลยด้วยซ้ำ โดยหลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จ เธอมักจะตรงไปยังห้องหนังสือและอ่านหนังสือคณิตศาสตร์และฟิสิกส์อยู่ทุกวัน ซึ่งนั่นเป็นหนังสือที่ฟู่เยี่ยนเป็นคนหามาในก่อนหน้านี้นั่นเอง
“เฮ้ เธอเป็นอะไรหรือเปล่า? ทำไมเธอถึงเอาแต่อ่านหนังสือล่ะ? ซ่งจืออันทำอะไรให้เธอโกรธ เธอถึงพยายามหลบหน้าเขาอยู่แบบนี้?” ฟู่เซินเดินเข้าไปพร้อมกับเอ่ยถามน้องสาวของเขา
“ไม่มีอะไรหรอก ฉันก็แค่อยากจะเรียนรู้เพิ่มเติมให้มากขึ้นเท่านั้นเอง” ในตอนนี้ฟู่เหมี่ยวกำลังลองคำนวณโจทย์อยู่ และเธอก็รู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อยที่ไม่สามารถแก้โจทย์ข้อดังกล่าวได้
เมื่อเห็นท่าทางของเธอ ฟู่เซินก็ได้ดึงสมุดของเธอออก ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งว่า “ฉันกำลังถามเธออยู่นะ ช่วยจริงจังหน่อยได้หรือเปล่า”
“ฉันกำลังแก้โจทย์อยู่ อย่าเพิ่งมากวนฉันตอนนี้สิ นายอยากถูกฉันตีหรือไง?” ฟู่เหมี่ยวทนไม่ไหว ก่อนจะตะคอกใส่ฟู่เซินพร้อมกับกำหมัดเอาไว้แน่น
“ไหนขอฉันดูหน่อยสิว่าเธอกำลังแก้โจทย์อะไรอยู่ มันไม่ได้ยากอะไรเลยไม่ใช่เหรอ แค่ลากเส้นเสริมมาตรงนี้ แล้วลองเชื่อมโยงสองจุดนี้เข้าด้วยกันดู แค่นี้ก็ได้แล้ว” แม้ว่าบุคลิกของฟู่เซินจะดูไม่ค่อยเอาไหนก็ตาม แต่ IQ ของเขานั้นถือว่าสูงใช้ได้เลยทีเดียว
จากนั้น ฟู่เหมี่ยวก็ได้ดึงสมุดกลับมา ก่อนจะแก้โจทย์ตามที่ฟู่เซินบอก ซึ่งเธอสามารถแก้โจทย์ข้อนี้ได้จริงๆ
“เฮ้ นี่นายแอบไปอ่านหนังสือคนเดียวในห้องของตัวเองมาหรือเปล่า?” ฟู่เหมี่ยวไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าฟู่เซินจะเก่งถึงขนาดนี้
“เรื่องคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมี ฉันเก่งกว่าเธอมาโดยตลอดอยู่แล้ว ทำไมฉันต้องแอบไปอ่านหนังสือเพิ่มด้วยล่ะ? ทีนี้เธอบอกฉันมาได้หรือยังว่าทำไมถึงได้คอยหลบหน้าซ่งจืออันแบบนี้ ก่อนหน้านี้เธอเป็นคนบอกกับฉันเองไม่ใช่เหรอว่าเธอยังจะพูดคุยกับเขาตามปกติ แล้วเรื่องอื่นค่อยตัดสินใจทีหลัง?”
“เป็นเพราะฉันพบว่าเขามีความคิดที่แตกต่างจากฉันมากเกินไปเท่านั้นเอง ดังนั้นฉันก็เลยคิดว่าควรจะห่างจากเขาตั้งแต่ตอนนี้เลยดีกว่า” ฟู่เหมี่ยวบอกกับฟู่เซินเรื่องบทสนทนาระหว่างซ่งจืออันและเธอในวันนั้นทั้งหมด
“จากที่ฉันฟังเธอพูดมา ดูเหมือนว่ามีบางอย่างผิดปกติไปนะ มันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เซินพูดขึ้นมาพร้อมกับลูบไปที่คางของตัวเองเบาๆ
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันขอถามนายหน่อยได้ไหมว่าแม่และอาหญิงของพวกเรามีตรงไหนที่ดูด้อยกว่าผู้ชายบ้าง? พวกเธอจะต้องอยู่แต่บ้านเพื่อดูแลลูกๆ โดยไม่ต้องตระหนักถึงคุณค่าของตัวเองเลยหรือ?” หลังจากที่ฟู่เหมี่ยวครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ได้มีท่าทีที่สงบลง และหยิบยกสตรีผู้สูงส่งสองคนในครอบครัวของเธอขึ้นมาเป็นตัวอย่าง
“นายลองคิดดูนะ ว่าตอนที่แม่ตีนาย มันเจ็บมากขนาดไหน อีกอย่างเหล้าที่แม่ทำก็ยังไม่มีผู้ชายคนไหนในประเทศสามารถเทียบได้อีกด้วย ส่วนฝีมือการตัดเย็บเสื้อผ้าของอาหญิงเองก็ดีมากๆเช่นกัน!”
“เพราะเหตุนี้ไงล่ะ ฉันถึงบอกว่าความคิดของซ่งจืออันกับฉันแตกต่างกันมาก เราอยู่ด้วยกันไม่ได้หรอก แล้วแบบนี้เราจะไปด้วยกันได้ยังไง” ฟู่เหมี่ยวพูดพลางเปิดหนังสือขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อที่จะฝึกแก้โจทย์ข้อต่อไป
ด้านนอกประตู หวังซู่เหมยและฟู่ต้านีได้ยินการสนทนาของพวกเขาทั้งสองแล้ว จึงได้ผลักประตูให้เปิดออกและเดินเข้าไปข้างในทันที
“เสี่ยวฉุ่ยพูดถูก! นั่นคือสิ่งที่ผู้หญิงอย่างพวกเราควรจะเป็น ในตอนนี้โลกได้เปลี่ยนไปมากแล้ว การเป็นผู้หญิงมันแปลกตรงไหนอย่างนั้นเหรอ? มันต้องมีความเท่าเทียมกันสิถึงจะถูก”
“เดิมทีแม่เองก็ลังเลอยู่เหมือนกันนะว่าจะตอบตกลงข้อเสนอเรื่องการแต่งงานที่จางหยิงพูดดีหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่าพรุ่งนี้แม่คงต้องปฏิเสธเธอแล้วล่ะ” หวังซู่เหมยพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอในก่อนหน้านี้ออกมาตามตรง
“อะไรนะครับ? ป้าจางพูดถึงเรื่องแต่งงานอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เซินโพล่งออกมาทันที ต้องขอบคุณซ่งจืออันที่ไม่ได้ตามตื๊อน้องสาวของเขา และรอให้พ่อกับแม่จัดการเรื่องนี้ให้ก่อน และโชคดีมากๆที่แม่ของเขาไม่ใช่คนธรรมดา
“ที่เธอมาหาแม่ในวันนี้ก็เพราะอยากจะถามความคิดเห็นของแม่ก่อน หากแม่ตอบตกลง เธอถึงจะเริ่มเดินหน้าเรื่องนี้ต่อ”
“แม่คะ หนูไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้นะคะ ตอนนี้หนูยังไม่มีความรู้สึกอะไรต่อซ่งจืออันเลย นอกจากนี้เราก็ไม่ได้มีความคิดเห็นที่ตรงกันอีกด้วย” ฟู่เหมี่ยวบอกเรื่องนี้กับแม่ของเธอไปตามตรง
“แม่เข้าใจแล้ว วันนี้จางหยิงได้พูดถึงเรื่องมหาวิทยาลัยที่อยากจะแนะนำให้กับลูกด้วยนะ แต่แม่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก เลยบอกไปว่าจะหารือเรื่องนี้กับพ่อของลูกก่อน และอีกอย่างแม่จะได้ถามลูกเพื่อความสบายใจอีกด้วย!”
ตอนที่ 113 เธอคือรักแรก
อีกด้านหนึ่ง ตอนนี้ฟู่เยี่ยนกำลังคิดถึงแผนที่ขุมทรัพย์อยู่ ซึ่งเธอเอาแต่คิดถึงมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยังรู้สึกว่าตอนนี้เธอไม่สามารถทำอะไรหุนหันพลันแล่นได้เลย ดังนั้นเธอจึงเลิกสนใจเรื่องนี้ ก่อนจะหันมาให้ความสำคัญกับครอบครัวของเธออีกครั้ง จนได้รู้ว่าหวังซู่เหม่ยปฏิเสธจางหยิงไปแล้ว
เมื่อจางหยิงถูกปฏิเสธ เธอก็รู้สึกเขินขึ้นมาเล็กน้อย ตอนนี้ลูกชายของเธอก็พร้อมที่จะมีครอบครัวแล้ว และยังเป็นคนที่หน้าตาดีอีกด้วย เพื่อที่จะได้สานสัมพันธ์กับเด็กสาวจากตระกูลฟู่ เธอจึงพยายามอย่างหนักเพื่อขอให้พี่สะใภ้ของเธอหาโควต้าเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยที่แนะนำโดยพนักงาน ชาวนา และทหาร
แต่ทว่าสิ่งที่เธอพยายามไปทั้งหมดนั้นกลับไม่สามารถสร้างความประทับใจให้กับตระกูลฟู่ได้เลย เห็นได้ชัดเลยว่าสาวน้อยจากตระกูลฟู่ไม่ได้สนใจสิ่งนี้ วิสัยทัศน์ของตระกูลฟู่นั้นสูงมากจริงๆ
จางหยิงจึงได้รีบกลับบ้านเพื่อบอกเรื่องนี้กับซ่งจืออันทันที ส่วนซ่งจืออันก็ได้อยู่ที่บ้านเพื่อรอฟังผลลัพธ์จากผู้เป็นแม่ของเขาเช่นกัน
“ทำไมกันล่ะครับ เป็นแบบนั้นไปได้ยังไงกัน!” เดิมที่ซ่งจืออันรู้สึกมั่นใจในสิ่งนี้มากๆ
“มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้? ฟู่เหมี่ยวเป็นคนสวย บางทีตระกูลฟู่อาจจะไม่ได้ต้องการให้เธอเรียนสูงนักก็ได้! พ่อของลูกเป็นเพียงแค่หัวหน้าหมู่บ้านเท่านั้น แม่เคยได้ยินคนพูดกันอยู่บ่อยๆว่ามีชายหนุ่มไปที่บ้านของพวกเขาอยู่บ่อยๆ ทั้งยังเป็นคนที่มาจากตระกูลใหญ่อีกด้วยนะ”
“แค่นี้ยังไม่ชัดเจนอีกเหรอ ลูกโง่มากเลยนะที่ไปขอร้องอาาของลูกเพื่อคนอื่นแบบนี้ คิดว่าบุญคุณครั้งนี้เป็นเรื่องเล่นๆหรืออย่างไรกัน? จากนี้เป็นต้นไป หลังจากที่ลูกเรียนจบแล้ว อย่าหวังว่าอาของลูกจะฝากเข้าทำงานเลย…” จางหยิงรู้สึกว่าการอนุมานของเธอนั้นถูกต้องแล้ว และยังคงบ่นซ่งจืออันไม่หยุด
ทว่าซ่งจืออันกลับไม่ได้ยินอะไรเลย ตอนนี้ภายในหัวของเขามีเพียงคำว่าชายที่มาจากตระกูลใหญ่... วนเวียนอยู่เท่านั้น เขาไม่เชื่ออย่างเด็ดขาดว่านี่เป็นสาเหตุที่ฟู่เหมี่ยวไม่เลือกเขา ซึ่งนี่เป็นคำถามที่เขาต้องการคำตอบมากๆ
ทันใดนั้นเอง ซ่งจืออันก็ได้ลุกขึ้นและวิ่งออกไปทันที แม้ว่าจางหยิงจะพยายามเรียกเขาอยู่หลายครั้ง แต่เขาก็ไม่แม้แต่จะหันกลับมา
บังเอิญที่วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์พอดี ดังนั้นจางเหว่ยจึงได้มาที่บ้านของตระกูลฟู่ ทั้งยังมีของขวัญมากมายติดไม้ติดมือมาฝากฟู่เยี่ยนอีกด้วย
เนื่องจากเมื่อเดือนที่แล้ว ฟู่เยี่ยนได้มอบยันต์ให้กับเขา โดยบอกว่ามันคือยันต์ปัดเป่าวิญญาณร้าย และขอให้เขาไปส่งมันให้กับผู้สูงอายุที่บ้าน ซึ่งจางเหว่ยก็ได้เกิดความสงสัยขึ้นมาจึงได้ตามรถบรรทุกไปส่งเหล้าให้กับคุณปู่ของเขาด้วย
เมื่อรถขนเหล้ามาถึง ผู้เฒ่าเหมี่ยว สหายร่วมรบของผู้เฒ่าเยว่ก็ได้บังเอิญมาเป็นแขกของที่บ้านพอดี และได้เห็นยันต์อันสวยงามของฟู่เยี่ยนที่อยู่ในกระเป๋าเงินเข้า ซึ่งตอนนี้หลานสาวของเขามีสุขภาพที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ดังนั้นผู้เฒ่าเยว่จึงได้ให้ยันต์แผ่นนั้นกับผู้เฒ่าเหมี่ยวไป และคืนนั้นเอง มันก็ได้ถูกแขวนเอาไว้ที่คอหลานสาวของเขา
ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้ยันต์ทราบถึงสาเหตุของอาการป่วยได้ในทันที ปรากฏว่าเตียงที่เธอนอนอยู่นั้นมีใครบางคนได้แอบนำสิ่งชั่วร้ายมาวางไว้นั่นเอง
ดังนั้นเพื่อเป็นการขอบคุณฟู่เยี่ยน สหายของผู้เฒ่าเยว่จึงได้มอบของขวัญมากมายนี้กับเขา โดยขอให้เขานำมันมามอบให้กับฟู่เยี่ยนอีกที ทั้งยังเชิญเธอไปเยี่ยมบ้านของเขาที่อยู่ในเมืองหลวงอีกด้วย ส่วนผู้เฒ่าเยว่เองก็ได้ให้ของขวัญเพิ่มเช่นกัน ซึ่งพวกเขาได้ขอให้จางเหว่ยขนของพวกนั้นทั้งหมดมาที่นี่
จึงทำให้ตอนนี้จางเหว่ยต้องหอบของอย่างพะรุงพะรังไปหมด เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้านของกุ้ยหลาน มือของเขาที่จับแฮนด์จักรยานอยู่ก็รู้สึกเจ็บไปหมด
ทันใดนั้นเอง ฟู่เหมี่ยวที่มาดูถังเหล้าให้กับหวังซู่เหมยก็เปิดประตูออกมาพอดี
“พี่จางเหว่ย พี่มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
“เสี่ยวฉุ่ยเองอย่างนั้นเหรอ มาช่วยฉันหน่อยสิ พอดีคุณปู่ของฉันฝากของมาให้กับน้องฟู่เยี่ยนเยอะเลย เร็วเข้า อย่าเอาแต่มองคนหอบของพะรุงพะรังอย่างนั้นสิ! ตอนนี้มือของฉันชาไปหมดแล้ว!” ตอนนี้มือของจางเหว่ยถูกถุงรัดแน่นจนเลือดเริ่มไม่เดิน
“ดีเลย ฉันเพิ่งจะเรียนรู้ทักษะบางอย่างมาจากเสี่ยวฮั่ว เอาไว้ฉันจะลองใช้มันกับพี่ดูก็แล้วกันนะ” ฟู่เหมี่ยวเพิ่งจะเรียนรู้ทักษะการฝังเข็มแบบใหม่สองสามแบบมาจากฟู่เยี่ยนมาพอดี เมื่อเห็นจางเหว่ยเป็นแบบนี้ เธอจึงนึกที่จะอยากลองใช้สิ่งที่เธอเรียนรู้มากับจางเหว่ย
ทันใดนั้นเอง ฟู่เหมี่ยวก็ได้ฝังเข็มเพื่อปิดผนึกหลอดเลือดบริเวณแขนของจางเหว่ยอย่างคล่องแคล่ว ซึ่งมันได้ส่งผลให้จางเหว่ยรู้สึกดีขึ้นมาในทันที จากนั้นฟู่เหมี่ยวก็จับมือของจางเหว่ยเอาไว้ ก่อนจะเปิดจุดให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น จึงทำให้อาการเหน็บชาหรืออาการปวดของเขาหายไปในชั่วพริบตา
“สุดยอดไปเลย!” จางเหว่ยขยับมือของเขาไปมา ก่อนจะพบว่าไม่มีอาการผิดปกติอะไรแล้ว
ทันใดนั้นเอง ซ่งจืออันที่กำลังวิ่งมาก็เห็นฉากที่ฟู่เหมี่ยวกำลังจับมือของจางเหว่ยเข้าพอดี และทั้งสองยังมองหน้ากันด้วยรอยยิ้มอีกด้วย มันจึงทำให้ไฟที่อยู่ภายในใจของเขาปะทุขึ้นมาทันที
“ฟู่เหมี่ยว!” ซ่งจืออันตะโกนเรียกฟู่เหมี่ยวออกไปจนสุดเสียง จนทำให้ทั้งสองรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
“ซ่งจืออัน?” ฟู่เหมี่ยวตอบกลับไปด้วยความสงสัย ทำไมเขาถึงมาที่นี่กันล่ะ แม่ของเธอปฏิเสธข้อเสนอเรื่องการแต่งงานของป้าจางไปแล้วไม่ใช่หรือ?
จางเหว่ยมองดูพวกเขาทั้งสอง ก่อนจะสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างที่ดูผิดปกติได้ในทันที ที่แท้พวกเขาทั้งสองคนกำลังตกหลุมรักกันอยู่นี่เอง
“พวกเธอสองคนคุยกันไปก่อนก็แล้วกัน” เขาพูดพร้อมกับเดินเข้าไปข้างในบ้านทันที
“พี่ไหวหรือเปล่า หากไม่ไหว ฉันช่วยพี่ถือได้นะ?” ฟู่เหมี่ยวพูดพลางมองไปยังสิ่งของมากมายที่เขาถือจนแทบจะมองไม่เห็นจักรยาน
“ไม่มีปัญหา แค่นี้เอง สบายมาก!” จางเหว่ยพูดขณะที่จูงจักรยานเดินตรงไปที่บ้านของเธอ
เมื่อเขาเห็นถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองคน ขอบตาของซ่งจืออันก็เปลี่ยนเป็นสีแดงทันที
“ซ่งจืออัน นายเป็นอะไรไป บอกฉันมาได้เลยนะ ที่บ้านของนายเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?” ฟู่เหมี่ยวมองไปที่เขา ซึ่งวันนี้เขาดูผิดปกติมาก ดูเหมือนว่าเขาจะรู้แล้วว่าถูกปฏิเสธ
“ทำไมเธอถึงได้ปฏิเสธข้อเสนอการแต่งงานของแม่ฉันล่ะ?” ซ่งจืออันถามออกมาตามตรง และท่าทีของเขาก็ไม่ได้ดูเหมือนเขาคนก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย
“แล้วทำไมฉันถึงปฏิเสธไม่ได้ล่ะ?” ฟู่เหมี่ยวเค้นหัวเราะออกมาด้วยความโกรธ
“เป็นเพราะเขาคนนั้นหรือเปล่า?” ซ่งจืออันพูดพร้อมกับมองไปที่จางเหว่ย
ทันทีที่จางเหว่ยเก็บข้าวของชุดแรกเสร็จ จึงได้เดินออกไปขนส่วนที่เหลือต่อ ก่อนจะพบว่าตัวเองได้ตกเป็นเป้าไปเสียแล้ว
จางเหว่ยถึงกับงง: ? ? ? ? ?
“ซ่งจืออัน มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับใครทั้งนั้นนั่นแหละ มันเป็นเพราะฉันไม่ได้ชอบนายต่างหากล่ะ” ฟู่เหมี่ยวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา เพราะคงจะไม่มีใครอยากฟังคำพูดนี้
“เธอไม่ได้ชอบฉันอย่างนั้นเหรอ?” ซ่งจืออันพึมพำออกมาเบาๆ
“ใช่แล้ว ฉันไม่ได้ชอบนาย เราต่างก็เป็นเพื่อนและเพื่อนร่วมชั้นที่ดีต่อกัน ไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้นอีกแล้ว” ฟู่เหมี่ยวกัดฟันพูดความรู้สึกของตัวเองออกไปตามตรง
ซ่งจืออันที่ได้ยินเช่นนั้นก็เงียบไปทันที เขาทำได้แค่ยืนมองฟู่เหมี่ยวอยู่แบบนั้น ส่วนฟู่เหมี่ยวไม่ได้มองเขาแต่อย่างใด ก่อนที่เธอจะเดินกลับเข้าบ้านพร้อมข้าวของบางส่วน
เมื่อฟู่เหมี่ยวกลับเข้ามาในบ้านแล้ว เธอก็ได้ปลุกฟู่เซินที่กำลังหลับอยู่ขึ้นมาทันที
“พี่รอง รีบตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลย!” ฟู่เหมี่ยวดึงฟู่เซินให้ลุกขึ้นและลงจากเตียง
“ตัวเองตื่นมาทำไมตั้งแต่เช้าตรู่ แล้วนี่ยังจะไม่ยอมให้ฉันนอนอีกอย่างนั้นเหรอ จิตใจของเธอทำด้วยอะไร!”
“ซ่งจืออันยืนอยู่หน้าที่บ้านของเรา นายช่วยไปพาเขากลับเร็วเข้าสิ ไม่อย่างนั้นมีหวังฉันต้องได้แต่งงานกับเขาแน่ๆเลย!” ฟู่เหมี่ยวพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดูวิตกกังวล
“อะไรนะ?” ฟู่เซินที่กำลังงัวเงียอยู่ก็ได้สติกลับมาในทันที ก่อนจะหยิบเสื้อมาสวมพร้อมกับเดินออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว
เมื่อเขาเดินไปถึงประตู ก็ได้พบว่าซ่งจืออันยังคงยืนตัวแข็งทื่ออยู่ที่นั่นไม่ยอมขยับเขยื้อน ซึ่งดูไม่เป็นซ่งจืออันคนเดิมเลย ท่าทีของเขาดูไม่ต่างจากมะเขือยาวที่ถูกแช่แข็งเลยก็ว่าได้
“จืออัน ทำไมนายไม่เข้ามาข้างในก่อนล่ะ มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้กัน หรือว่านายมาหาฉัน ถ้าอย่างนั้นก็เข้ามาข้างในก่อนเถอะ วันนี้พี่จางเหว่ยเอาของอร่อยมาเพียบเลย เราเข้าไปช่วยกันก่อไฟข้างในดีกว่า” ฟู่เซินพยายามชวนซ่งจืออันเข้ามาข้างใน
แต่ทว่าซ่งจืออันกลับไม่ยอมขยับเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ตาม เขาจะไม่เข้าไปอย่างเด็ดขาด ดังนั้นฟู่เซินจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากชวนซ่งจืออันไปที่แม่น้ำเท่านั้น
แม้ว่าแสงแดดในเดือนพฤษภาคมนั้นค่อนข้างอบอุ่นขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ที่หมู่บ้านอันผิงยังคงมีสภาพอากาศที่หนาวเย็นอยู่เล็กน้อย เมื่อมาถึงที่แม่น้ำ ฟู่เซินจึงสั่นสะท้านไปทั่วทั้งตัว
“นายเป็นอะไรไปอย่างนั้นเหรอ อย่าเอาแต่เงียบแบบนี้สิ นายกำลังกังวลเรื่องที่น้องสาวของฉันปฏิเสธที่จะแต่งงานกับนายอยู่หรือเปล่า? ใครเป็นคนบอกกับนายกันว่าน้องสาวของฉันจะไม่มีวันยอมแต่งงานกับนาย?” ฟู่เซินเริ่มรู้สึกโกรธขึ้นมาทันทีที่เห็นเขาทำแบบนี้
ทันใดนั้นเอง ซ่งจืออันก็ได้มองไปยังฟู่เซินด้วยความตกตะลึง ส่วนฟู่เซินก็ได้ชำเลืองมองไปที่เขาเช่นกัน และในที่สุดก็ได้มีปฏิกิริยาบางอย่างเกิดขึ้น
“เพียงเพราะเธอไม่ชอบนาย มันไม่ได้หมายความว่านายไม่ดีหรอกนะ แต่มันหมายความว่านายยังขาดอะไรบางอย่างไปต่างหากล่ะ อย่าทำเหมือนตัวเองกำลังจะตายแบบนี้สิ แค่คำพูดของเธอก็ทำให้นายดูป่วยแล้วอย่างนั้นเหรอ!”
“นี่นายยังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า? หากคิดว่ายังเป็นลูกผู้ชายอยู่ก็จงลุกขึ้นซะ นายมีอนาคตที่ดีและอีกไม่นานนายก็กำลังจะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแล้ว จะมัวมาห่วงเรื่องการแต่งงานแบบนี้อยู่ทำไม? ทำไมนายถึงได้พาตัวเองไปอยู่กับสิ่งที่ทำให้ทุกข์ใจแบบนั้นกันล่ะ?” ฟู่เซินพูดเตือนสติซ่งจืออันได้ดีมากๆ และในที่สุดเขาก็รู้สึกดีขึ้นมาแล้ว
“แต่เธอคือรักแรกของฉันเลยนะ!” ซ่งจืออันยังคงเศร้าอยู่เล็กน้อย
ส่วนฟู่เซินไม่สนใจเรื่องนี้แต่อย่างใด ตราบเท่าที่ซ่งจืออันยอมกลับบ้าน แค่นี้ภารกิจของเขาก็เสร็จสิ้นแล้ว
ตอนที่ 114 แมวป่าตัวน้อย
เมื่อฟู่เซินกลับมาถึงบ้าน ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็กำลังดูของที่จางเหว่ยนำกลับมาอยู่พอดี
“เสี่ยวมู่ เป็นอย่างไรบ้าง? เกลี้ยกล่อมจืออันสำเร็จหรือเปล่า?” หวังซู่เหมยที่ได้ยินลูกสาวของเธอบ่นเมื่อครู่นี้ จึงได้ถามลูกชายขึ้นมาทันที
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่เขาก็ดูดีขึ้นมากแล้วล่ะ ก่อนที่จะกลับมา ผมไปส่งเขาที่บ้านแล้ว” ฟู่เซินพูดพลางหยิบลูกกวาดรูปกระต่ายสีขาวขึ้นมาทาน
“เสี่ยวมู่ ช่วยตามฉันมาหน่อยได้ไหม พอดีฉันมีบางอย่างอยากจะพูดกับนายสักหน่อย” จางเหว่ยเรียกฟู่เซินด้วยท่าทีที่ดูลึกลับ
“มีอะไรอย่างนั้นเหรอ?” ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ฟู่เซินก็รีบเดินตามเขาไปที่ลานหน้าบ้านอย่างกระตือรือร้น
“อืม เสี่ยวซ่งเขากำลังคิดว่าเสี่ยวฉุ่ยชอบฉันอยู่ใช่หรือเปล่า?” จางเหว่ยแอบถามด้วยท่าทีที่เก้อเขินเล็กน้อย เจ้าเด็กนั่นมีสายตาเฉียบแหลมเหมือนกันนะเนี่ย
“พี่หมายความว่าอย่างไร? พี่คงไม่ได้ชอบน้องสาวของผมจริงๆหรอกใช่ไหม?” ฟู่เซินเห็นจางเหว่ยดูมีความสุขเล็กน้อย จึงเอ่ยถามขึ้นมา
“นายกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่กัน ฉันก็แค่รู้สึกมีความสุข และไม่คิดว่าจะมีคนอิจฉาฉันแบบนี้เท่านั้นเอง ฉันคิดกับเสี่ยวฉุ่ยเหมือนน้องสาวคนหนึ่งของฉันเท่านั้น อย่าพูดเรื่องไร้สาระเลย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เซินก็เข้าใจถึงเหตุผลที่จางเหว่ยขอให้เขาตามออกมาแล้ว ที่แท้มันก็เป็นเพียงแค่การหลงตัวเองเท่านั้น?
ส่วนฟู่เยี่ยนยังคงมองไปยังข้าวของมากมายที่กองอยู่ตรงหน้า ก่อนที่เธอจะสะดุดตาเข้ากับเข็มทิศหลัวผานที่ผู้เฒ่าเหมี่ยวได้มอบให้ แม้ว่าเธอจะมีเข็มทิศหลัวผานอยู่แล้วก็ตาม แต่ในอนาคตเสี่ยวถู่ก็ยังต้องใช้มันด้วยอีกคน ซึ่งแม้ว่าเข็มทิศที่เธอมีอยู่จะไม่ได้ดูดีมากนักก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นของขลังที่ใช้ได้เลยทีเดียว
เธอจะนำมันไปเก็บเอาไว้ในดินแดนต่างมิติ และจะชำระล้างสิ่งสกปรกที่อยู่ภายในออกให้หมดเสียก่อน ดูเหมือนว่าผู้เฒ่าเหมี่ยวจะรักของชิ้นนี้มาก และยังเห็นได้ชัดเจนเลยว่ามันถูกสร้างขึ้นมาโดยยยอดฝีมืออีกด้วย
เมื่อพูดถึงเรื่องดินแดนต่างมิติ ฟู่เยี่ยนก็นึกขึ้นมาได้ทันทีว่าวั่งไฉได้หายตัวไปเป็นเวลาหลายวันแล้ว หวังว่ามันคงจะไม่ถูกแมวป่าตัวน้อยล่อลวงไปจริงๆหรอกนะ?
“แม่คะ แม่คะ!”
“เสี่ยวฮั่ว แม่อยู่ข้างนอก เกิดอะไรขึ้นกับลูกหรือเปล่า?”
“ช่วงนี้วั่งไฉกลับมาบ้างหรือเปล่าคะ? มันไม่ได้มารอหนูที่ทางเข้าหมู่บ้านหลายวันแล้ว และหนูก็วุ่นๆจนลืมถามแม่ไปเลย” ฟู่เยี่ยนรีบถามหวังซู่เหมยด้วยความร้อนรนใจ เนื่องจากวั่งไฉชอบมาเล่นกับฟู่เหยาอยู่บ่อยๆ ในตอนที่ฟู่เหยากำลังจะหัดเดิน หากฟู่เหยาล้ม วั่งไฉก็มักจะใช้ตัวเองเป็นเบาะรองให้เด็กน้อยอยู่เสมอ
“จริงสิ แม่ลืมบอกเรื่องนี้กับลูกไปเลย ตอนนี้มันอยู่ที่สวนหลังบ้านและกำลังคอยดูแลคู่ของมันอยู่ ดูเหมือนว่าคู่ของมันกำลังตั้งท้องอยู่ด้วยนะ ตอนนี้มันอยู่ที่ใต้ชายคาตรงมุมหลังบ้านของเรานี่เอง พ่อของลูกสร้างที่นั่นเพื่อเป็นบ้านสำหรับพวกมัน”
เหอะ! วั่งไฉ พอแกมีภรรยาก็ลืมเจ้านายอย่างฉันไปเลยอย่างนั้นหรือ
ฟู่เยี่ยนจึงเดินไปยังสวนหลังบ้านด้วยท่าทีที่ฉุนเฉียว
เมื่อฟู่เยี่ยนเดินเข้ามา เธอก็เห็นภาพแมวสองตัวกำลังคลอเคลียก็อยู่ ทั้งยังคอยเลียขนของกันและกันอีกด้วย เธอมองดูฉากนี้อยู่เงียบๆฉากนี้ช่างเป็นอะไรที่บีบหัวใจคนโสดมากจริงๆ ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าเธอกำลังถูกทรมานจนร่างกายแทบจะแตกออกเป็นชิ้นๆ
“วั่งไฉ พอแกมีครอบครัวก็ลืมฉันอย่างนั้นเหรอ” ฟู่เยี่ยนตะโกนออกมาทันที เมื่อได้ยินเสียงของฟู่เยี่ยน วั่งไฉก็ได้มองกลับไปที่เธออย่างรวดเร็ว ก่อนจะตระหนักถึงสิ่งที่มันละเลยไปขึ้นมาได้ในทันที ดังนั้นมันจึงรีบกระโดดเข้าไปในอ้อมแขนของฟู่เยี่ยนอย่างไม่ลังเล
‘เหมียว เหมียว~’: เจ้านาย ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ...
“เอาล่ะ เอาล่ะ ฉันจะยกโทษให้เรื่องที่แกมีครอบครัวแล้วลืมฉันก็แล้วกัน” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับลูบไปที่หัวของวั่งไฉอย่างอ่อนโยน
‘เหมียว เหมียว เหมียว~’
ทันใดนั้นเอง แมวตัวเมียที่อยู่ในรังก็ได้ส่งเสียงร้องขึ้นมาเช่นกัน ก่อนที่วั่งไฉจะกระโดดออกจากอ้อมแขนของฟู่เยี่ยนและตรงไปหาภรรยาของมันทันที
แมวตัวเมียเป็นแมวสีส้มเหมือนกัน โดยต่างกันก็แค่ลวดลายบนตัวของพวกมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งวั่งไฉนั้นดูเหมือนเสือตัวน้อยมากกว่า ส่วนแมวตัวเมียมีลวดลายคล้ายๆกับแมวชะมด
ฟู่เยี่ยนคุกเข่าลงข้างๆ ก่อนจะลูบไปที่หัวของมัน เธอป้อนน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้กับมัน จากนั้นก็ตรวจดูที่ท้องของมัน ก่อนจะพบว่ามีลูกแมวอยู่สามตัว และมันน่าจะคลอดในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
“ดูแลครอบครัวของแกให้ดีด้วยล่ะ แล้วคืนนี้ฉันจะเอาเนื้อมาให้พวกแก” หลังจากที่เล่นกับพวกมันครู่หนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินกลับไป
ช่วงนี้ฟู่เยี่ยนกำลังยุ่งอยู่กับการศึกษาแผนที่ขุมทรัพย์อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นกระดาษหรือหมึกที่ใช้เขียน ฟู่เยี่ยนก็ทำการศึกษามันทั้งหมด จนในที่สุดเธอก็ได้ข้อสรุปแล้วว่าภาพนี้ไม่ได้เป็นแค่ลายแทงธรรมดา แต่มันยังเป็นของที่เก่าแก่มากๆอีกด้วย
ส่วนแผนที่ของเจิ้งจื้อนั้นน่าจะเป็นของปลอม หรือไม่ก็อาจจะมีใครที่เคยเห็นต้นฉบับที่เธอมีแล้ววาดมันขึ้นมาจากความทรงจำนั่นเอง
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกได้ทันทีว่าตอนนี้เธอกำลังนำหน้าเขาอยู่ ซึ่งหากเขาพาใครก็ตามขึ้นไปบนภูเขาในตอนนี้ มันจะต้องดึงดูดความสนใจของใครหลายคนอย่างเลี่ยงไม่ได้แน่นอน และมันคงจะเป็นเรื่องยากมากที่เธอจะทำมันหลังจากนั้น
ดังนั้น ฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจที่จะชิงลงมือก่อน โดยเธอได้เตรียมยันต์ต่างๆอยู่สองสามแผ่น เธอตั้งใจว่าจะขึ้นไปบนภูเขาพร้อมกับพ่อ อาเล็ก และพี่รองของเธอ มันคงจะดีกว่านี้หากมีพี่ใหญ่ของเธอมาด้วย
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดถึงเรื่องนี้และเริ่มคำนวณวันทันที โดยวันนี้เป็นวันที่สิบของเดือนพฤษภาคม อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ในวันที่เก้าของเดือนมิถุนายน ทุกอย่างจะต้องเสร็จสมบูรณ์
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฟู่เยี่ยนยังต้องการที่จะบอกให้จางเหว่ยเก็บตัวในช่วงนี้ด้วย เพราะนี่เป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้วที่ยันต์แคล้วคลาดของเธอได้เงียบหายไป ซึ่งจางเหว่ยเองก็ไม่ได้ขายมันด้วยตัวเอง ตอนนี้มีผู้คนมากมายเลยที่ต้องการมัน แต่ทุกคนก็ถูกปฏิเสธมาโดยตลอด
ในเมืองหลวงนั้น จางเหว่ยได้เป็นคนดำเนินการแทนทั้งหมด ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถซื้อยันต์ได้ โดยพวกเขามาที่นี่ก็เพราะชื่อเสียงของยันต์นั่นเอง พวกเขาไม่ลังเลที่จะต้องจ่ายเงินเลยแม้แต่น้อย โดยจางเหว่ยเองก็ได้มอบยันต์แคล้วคลาดให้กับลูกพี่ลูกน้องของลุงเขาอีกที ก่อนจะขอให้ลูกพี่ลูกน้องนำมันไปวางเอาไว้ยังสถานที่นัดหมายต่างๆในเมืองหลวงอีกทอดหนึ่ง
ซึ่งจางเหว่ยบอกว่านี่เป็นวิธีเดียวที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว และสถานที่นัดรับก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆโดยการสุ่มอีกด้วย
หลังจากที่ทานมื้อกลางวันเสร็จ จางเหว่ยก็ได้ขอตัวกลับไป ซึ่งจักรยานที่เขาใช้ก็ได้ยืมมาจากเจิ้งหมิงอีกด้วย ส่วนเจิ้งหมิงรอเขาอยู่ที่บ้าน หลับจากที่จางเหว่ยกลับไปถึงบ้านของเจิ้งหมิง พวกเขาก็กลับเข้าเมืองไปพร้อมกัน
ตอนนี้เจิ้งหมิงไม่ได้ทำงานขับรถวิ่งส่งของแล้ว เขาได้รับเลื่อนตำแหน่งให้เป็นหัวหน้าทีมขนส่ง ดังนั้นเขาจึงเป็นคนที่คอยจัดเตรียมการขนส่งเหล้าและสิ่งของต่างๆไปยังเมืองหลวงนั่นเอง
“คุณได้บอกเรื่องนั้นกับฟู่เยี่ยนหรือเปล่า?” เมื่อเห็นว่าจางเหว่ยกลับมาแล้ว เจิ้งหมิงก็รีบเอ่ยถามขึ้นมาทันที
“เรื่องอะไร? น้องชายของคุณกำลังคิดจะทำอะไรกัน? ฟู่เยี่ยนบอกว่าน้องชายของคุณไม่ได้บอกความจริงกับเธอ และยังต้องการที่จะใช้เธอเป็นเครื่องมืออีกด้วย! อย่าให้ฉันเข้าไปยุ่งเรื่องนี้เลย”
“นอกจากนี้ คุณควรจะใส่ใจเจิ้งจื้อให้มากกว่านี้หน่อยนะ เด็กคนนี้เป็นเด็กที่นิสัยไม่ดีเลยจริงๆ หากนึกย้อนกลับไปในสมัยก่อน ผู้อาวุโสหลายคนยังไม่เคยเห็นแผนที่ขุมทรัพย์นี้มาก่อนเลย คุณคิดว่าคนที่อยู่เบื้องหลังไม่อยากได้มันบ้างอย่างนั้นเหรอ? ตอนนี้มีคนมากมายเลยที่กำลังกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่”
“ฉันไม่รู้เลยว่าครั้งนี้เจิ้งจื้อติดต่อกับใครอยู่ แต่หากยังทำแบบนี้ต่อไป มันก็คงจะไม่ต่างจากการที่เขากำลังแสวงหาความตายเลย”
เมื่อพูดจบ จางเหว่ยก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก หลังจากเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่พ่อของเขาได้เข้ารับตำแหน่งและดำรงตำแหน่งผู้กำกับมานานกว่าหนึ่งปี พ่อของเขาก็ได้สัมผัสกับประสบการณ์ต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ และรู้ถึงความสามารถของฟู่เยี่ยนเป็นอย่างดี ดังนั้นพ่อของเขาจึงมักจะเตือนเขาให้รักษาความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฟู่เยี่ยนให้ดีต่อไป
ส่วนเจิ้งหมิงเองก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน เพราะที่จริงแล้วเขาเองก็แค่อยากจะช่วยเท่าที่ทำได้เท่านั้น เขาไม่ใช่คนโง่ที่เห็นเรื่องของคนอื่นสำคัญกว่าตัวเองอยู่แล้ว หลังจากได้ฟังสิ่งที่จางเหว่ยพูด เขาก็ตัดสินใจที่จะอยู่ห่างๆน้องรองของเขาทันที เพราะตอนนี้ภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง ซึ่งเขายังต้องทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวให้ดีที่สุดอยู่
จางเหว่ยจำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาเคยถามกับฟู่เยี่ยนว่าการที่เจิ้งหมิงเป็นคนอ่อนไหวง่ายแบบนี้ จะสามารถไว้วางใจให้เขาทำเรื่องสำคัญได้หรือเปล่า
ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้บอกกับเขาว่า เจิ้งหมิงจะใจอ่อนกับคนในครอบครัวของเขาเท่านั้น แต่นั่นก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับมิตรภาพของเขานั่นเอง ดังนั้นเจิ้งหมิงจึงสามารถเป็นหุ้นส่วนที่ไว้ใจได้ ตราบใดที่คนที่อยู่เหนือเขานำพาไปในทิศทางที่ดี เขาก็จะกลายเป็นคนที่หนักแน่นและเชื่อมั่นในมิตรภาพมากๆคนหนึ่งเลย
แม้ว่าข้อบกพร่องบางประการนั้นยังไม่สามารถลบล้างไปได้ทั้งหมด แต่การที่จะใช้ประโยชน์จากพวกเขาอย่างเหมาะสมนั้นก็จำเป็นต้องรู้ถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของทุกคน เพื่อที่จะให้พวกเขาทำงานในตำแหน่งที่เหมาะสม และแต่ละคนก็จะสามารถพัฒนาความสามารถของตัวเองต่อไปได้
ซึ่งจางเหว่ยต้องยอมรับเลยว่า ทั้งที่เขาอายุมากกว่าฟู่เยี่ยน แต่หากจะพูดถึงความสามารถในการวิเคราะห์คนรอบข้างแล้ว เธอทำได้ดีกว่าเขามาก อีกทั้งคำพูดบางคำที่เธอใช้ยังฟังดูลึกซึ้งมากกว่าคำพูดของพ่อเขาเสียอีก
แต่จางเหว่ยไม่รู้ว่าเลยว่าฟู่เยี่ยนกำลังโกงเขาอยู่ เพราะในชีวิตก่อนหน้านี้เป็นยุคของการแข่งขันกันด้วยความรู้ และฟู่เยี่ยนเองก็ได้รับผลกระทบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนั้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ เธอยังเคยทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์มาก่อนอีกด้วย
ตอนที่ 115 ยันต์ประสาทหลอน
ฟู่เยี่ยนใช้เวลาว่างทั้งหมดของเธอในการเตรียมยันต์ต่างๆ เพราะเธอต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกอย่างปลอดภัยก่อนจะพาครอบครัวของเธอไปที่นั่น เธอจะไม่ยอมให้เกิดการสูญเสียใดๆขึ้นอย่างเด็ดขาด ดังนั้นเธอจึงได้วาดยันต์ทุกอย่างที่เธอคิดว่ามันสามารถใช้ประโยชน์ได้ขึ้นมาจำนวนมาก
โดยไม่คาดคิด เธอยังได้พัฒนายันต์ใหม่ขึ้นมาอีกสองแบบอีกด้วย แต่เธอก็ยังไม่มั่นใจว่าผลของมันจะเป็นที่น่าพึงพอใจหรือเปล่า ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจว่าจะไปที่เชิงเขาเพื่อหาสถานที่ทดลองมัน แต่ตอนนี้มันดึกมากแล้ว
แม้ว่าเราจะมีชีวิตที่ราบรื่นก็ตาม แต่บางครั้งปัญหาก็อาจจะเป็นฝ่ายเข้ามาหาเราเองก็ได้ เช้าวันรุ่งขึ้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ไปโรงเรียนตามปกติ เมื่อมาถึงห้องเรียน ขณะที่เธอกำลังจะนั่งลงบนเก้าอี้ของตัวเองนั้น เธอกลับพบว่ามีบางอย่างที่ดูผิดปกติไปจากเดิม ฟู่เยี่ยนจึงได้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพบว่ามียันต์ถูกแปะอยู่ที่ใต้เก้าอี้ของเธอ
ฟู่เยี่ยนจึงได้นั่งยองๆลงไปกับพื้นและดึงยันต์แผ่นนั้นออกมา และเมื่อดูจากลายมือแล้ว เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นฝีมือของใคร ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ในห้องเรียนเลย ดูเหมือนว่ายันต์เสียงสุนัขระดับสูงกำลังจะถูกใช้งานอีกครั้งหนึ่งแล้ว
ฟู่เยี่ยนไม่ต้องการที่จะเจรจากับเฉียนซวนแต่อย่างใด ดังนั้นเธอจึงต้องการที่จะทำให้เขาสำนึก อย่างน้อยก็ให้ถึงตอนสอบปลายภาคเรียนก็ยังดี ดังนั้นเธอจึงได้หยิบยันต์ที่เธอยังไม่ได้ทดลองเมื่อคืนนี้ออกมาทันที
ซึ่งเธอได้แปะเอาไว้ใต้โต๊ะของเฉียนซวน และก่อนที่เฉียนซวนจะทันได้ตอบสนอง เขาก็รู้สึกได้ถึงควันที่กำลังลอยอยู่ตรงหน้า ก่อนที่ภาพแม่ของเขาจะปรากฏขึ้นมา ซึ่งแม่ของเฉียนซวนได้เสียชีวิตลงเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง ดังนั้นคุณตาจึงได้พาเขามาอยู่ด้วย พร้อมกับส่งเสียให้เรียนหนังสือ ส่วนพ่อของเขาได้แต่งงานใหม่อยู่ที่เมืองหลวงนานมากแล้ว
เฉียนซวนมองตรงไปข้างหน้าด้วยแววตาที่เหม่อลอย พร้อมกับน้ำตาที่คลอ และบ่นพึมพำถึงแม่ของเขา ดูเหมือนว่าตอนนี้เขากำลังสัมผัสถึงอ้อมกอดอันอบอุ่นของแม่อยู่อย่างไรอย่างนั้น
ฟู่เยี่ยนมองไปยังผลลัพธ์ของยันต์ที่เธอวาด ซึ่งต้องยอมรับเลยว่ามันค่อนข้างที่จะเกินความคาดหวังของเธอเป็นอย่างมาก เดิมทีเธอต้องการจะวาดยันต์ที่ทำให้ประสาทหลอนจนสามารถมองเห็นวิญญาณชั่วร้ายได้มากกว่า แต่เมื่อใช้มันกับเฉียนซวน เธอกลับพบว่ามันทำให้เขามองเห็นร่างวิญญาณที่เขาอยากเจอแทนอย่างนั้นหรือ?
หลังจากที่ดูผลงานของตัวเองมาครู่หนึ่ง เธอก็รู้สึกว่ามันดูน่าเบื่อ และเมื่อเห็นว่าชั้นเรียนใกล้จะเริ่มแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงได้ปาลูกบอลกระดาษไปที่ศีรษะของเฉียนซวน จึงทำให้เฉียนซวนได้สติกลับมาทันที
จากนั้น เขาก็ได้มองไปที่ฟู่เยี่ยนด้วยแววตาที่ซับซ้อน ก่อนจะเริ่มเรียนและทำเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งมีเพียงแค่เขาเท่านั้นที่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ทว่าฟู่เยี่ยนกลับไม่ได้จริงจังกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย แต่กลับคาดไม่ถึงเลยว่าหลังเลิกเรียน เฉียนซวนจะมาหาเธอ
“ฟู่เยี่ยน ฉันอยากจะซื้อยันต์ที่เธอใช้กับฉันเมื่อเช้า เธอช่วยขายมันให้กับฉันหน่อยได้หรือเปล่า บอกราคามาได้เลย” แท้จริงแล้ว เฉียนซวนต้องการที่จะซื้อยันต์ของเธอนั่นเอง
“ยันต์อะไร?” ฟู่เยี่ยนแสร้งทำเป็นไม่รู้
“ก็ยันต์ที่เธอแปะเอาไว้ใต้โต๊ะของฉันยังไงล่ะ อย่าแกล้งทำเป็นไม่รู้ไปหน่อยเลย!” เฉียนซวนจะแสดงตัวตนที่แท้จริงของเขาออกมาก็ต่อเมื่อต้องเผชิญหน้ากับฟู่เยี่ยนเท่านั้น ส่วนตอนที่คุยกับเด็กผู้หญิงคนอื่น เขามักจะดูเป็นเด็กที่ไร้เดียงสา ทั้งยังชอบเขินจนหน้าแดงอีกด้วย
“แล้วนายจะจ่ายให้ฉันเท่าไหร่กันล่ะ?” เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่มีประโยชน์ที่เธอจะแกล้งเขาอีก ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงพูดออกไปตามตรง
“หนึ่งร้อยหยวนเป็นไง?” ในความคิดของเฉียนซวน เงินหนึ่งร้อยหยวนถือว่าเยอะมากแล้ว เพราะตอนนี้เขาได้เงินค่าขนมเพียงห้าสิบหยวนต่อเดือนเท่านั้น
“ไม่ดีกว่า อย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย เงินแค่นั้นมันไม่พอหรอกนะ” ฟู่เยี่ยนโบกมือไปมาเบาๆ ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่สนใจเฉียนซวน
แต่ทันใดนั้นเอง เฉียนซวนก็ได้วิ่งมาขวางและหยุดฟู่เยี่ยนเอาไว้
“ถ้าอย่างนั้นเธอก็บอกฉันมาสิว่าต้องการเท่าไหร่ หากฉันจ่ายไหว ฉันก็ยินดีที่จะจ่าย” เฉียนซวนกัดฟันพูดออกมา
ฟู่เยี่ยนคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง ในตอนนี้เธอไม่ได้ขาดแคลนเรื่องเงินเลย เพราะดูจากรายได้ที่ฟู่เยี่ยนสามารถหาได้ด้วยตัวเองในช่วงสองปีที่ผ่านมานั้นก็เกินหนึ่งหมื่นหยวนเข้าไปแล้ว
“เท่าที่ฉันเห็น กระดาษวาดยันต์ของนายดูไม่เหมือนกับของฉันเลย นายเอากระดาษนั่นมาให้ฉันได้หรือแปล่า? แล้วฉันจะถือว่ามันแทนเงินมูลค่าสองร้อยหยวน” ฟู่เยี่ยนไม่รู้ว่ากระดาษนั้นถูกทำขึ้นเป็นพิเศษหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่ามันแตกต่างจากกระดาษที่เธอใช้อยู่พอสมควรเลยทีเดียว
“แค่นี้เองเหรอ? เธอแน่ใจแล้วใช่ไหม?” เฉียนซวนรู้สึกว่าตัวเองนั้นไม่ได้เสียเปรียบอะไรเลย
“ถ้าอย่างนี้น นายบอกฉันมาก่อนว่าเงินหนึ่งร้อยหยวนสามารถซื้อกระดาษนั่นได้กี่แผ่น” เมื่อเห็นท่าทีของเขา ฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกลังเลขึ้นมาเล็กน้อย จึงได้ถามเขาออกไปตามตรง
“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันซื้อมันมาจากกู่เยว่เฉวียนในเมืองหลวง เงินหนึ่งร้อยหยวนสามารถซื้อมันได้เยอะมากเลยล่ะ มันเยอะพอที่ฉันจะใช้ฝึกถึงสามเดือนเลยด้วยซ้ำ บางทีหากซื้อมันในราคาสองร้อยหยวน ไม่แน่มันอาจจะเพียงพอสำหรับที่จะใช้ถึงหนึ่งปีเลยก็ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็เริ่มคำนวณในทันที และพบว่าหากเธอต้องซื้อกระดาษอีกครั้ง ตอนนั้นเธอคงจะได้สอบเข้าวิทยาลัยในปีหน้าแล้วอย่างแน่นอน
“ถ้าอย่างนั้นนายก็เอากระดาษนั่นมาให้ฉันในจำนวนที่เพียงพอสำหรับวาดยันต์หนึ่งปีก็แล้วกัน” ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสริมอีกว่า
“ที่สำคัญ ต้องไม่เกินสองร้อยหยวนด้วยล่ะ มิเช่นนั้นข้อตกลงของเราจะถือว่าเป็นโมฆะทันที”
ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับกลอกตามองไปที่เขา ซึ่งท่าทางของเธอดูไม่ต่างจากคนแก่ที่ตระหนี่มากๆคนหนึ่งเลย! จากนั้นเธอก็ได้หยิบยันต์ของเธอออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะยัดมันเข้าไปในมือของเฉียนซวน และเตรียมที่จะเดินกลับบ้าน
“พรุ่งนี้เช้าฉันจะเอากระดาษสำหรับเดือนนี้มาให้เธอนะ”
“อืม!”
เดิมทีเธอต้องการที่จะไปซื้อของ แต่กลับถูกเฉียนซวนขวางเอาไว้เสียก่อน ดังนั้นจึงทำให้เวลาของเธอไม่เพียงพอสำหรับซื้อของแล้ว เพราะหากเป็นแบบนั้นเธอจะกลับถึงบ้านค่ำจนเกินไป เนื่องจากตอนนี้ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวได้เริ่มทำงานที่สำนักงานของหมู่บ้านแล้ว ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงต้องกลับบ้านเพียงลำพัง
ซึ่งตอนนี้ เธอเริ่มมีความคิดที่อยากจะปั่นจักยานมาโรงเรียนแทนการเดินแล้ว เนื่องจากวันเกิดของฟู่เยี่ยนในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมานี้ ฟู่ต้าหย่งได้ซื้อจักรยานให้กับเธอ แต่ตอนนั้นเธอรู้สึกว่ามันสูงเกินไปหน่อย จึงได้เก็บมันเอาไว้ที่บ้าน แต่ตอนนี้เพื่อที่จะประหยัดเวลา จึงเป็นการดีที่เธอจะเอามันมาใช้ให้เกิดประโยชน์
ฟู่เยี่ยนคิดถึงสิ่งนี้อยู่ภายในใจขณะที่เธอกำลังเดินกลับบ้าน และทันใดนั้นเอง เธอก็เห็นคนสองคนกำลังผลักประตูของโรงงานทอผ้าให้เปิดออก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นคนที่ดูคุ้นตามากๆ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้เข้าไปแอบอยู่ในป่าข้างทางพลางมองไปที่พวกเขาทั้งสอง
ซึ่งคนๆนั้นไม่ใช่ใครอื่น เธอคือพี่สะใภ้ใหญ่ของอาสะใภ้เล็กนั่นเอง แต่ผู้ชายคนนั้นดูเหมือนว่าจะไม่ใช่พี่ชายของอาสะใภ้เล็ก
ฟู่เยี่ยนจึงได้แอบย่องเข้าไปให้ใกล้กว่าเดิม จนได้ยินเสียงถกเถียงกันระหว่าพวกเขาดังขึ้นมาเป็นระยะ
“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่มีเงิน หากยังมาที่นี่อีก ฉันจะบอกเรื่องนี้กับหลี่ซ่งไป๋จริงๆด้วย เพราะฉะนั้นอย่ามาที่นี่อีก!”
“เธอเป็นน้องสาวของฉันนะ น้องสาวจะช่วยพี่ชายไม่ได้เลยหรือยังไง ตอนนี้น้องสาวสามีของเธอก็หาครอบครัวดีๆได้แล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมเธอไม่ลองไปขอความช่วยเหลือดูล่ะ!”
ที่แท้ก็เป็นพี่ชายคนโตของติงฮวานั่นเอง ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ว่าลมฤดูใบไม้ร่วงหอบเขามาที่นี่ได้อย่างไรเช่นกัน?
“น้องสาวสามีอย่างนั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ ตอนนี้พ่อและแม่สามีของฉันยังรู้สึกไม่สบายใจเรื่องที่ฉันให้เงินกับพี่ไปเมื่อครั้งที่แล้วอยู่เลย ทั้งไหนจะเรื่องที่น้องสาวสามีของฉันช่วยใช้หนี้ให้กับพี่อีก พี่กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่? พี่จะฆ่าฉันให้ตายไปเลยหรือยังไงกัน?” ติงฮวามองไปที่พี่ใหญ่ของเธอ พลางรู้สึกสงสัยว่าทำไมชีวิตของเธอถึงได้ลำบากขนาดนี้
“เธอก็หาวิธีเร็วเข้าสิ ไม่อย่างนั้นฉันจะมัดเธอเอาไว้จนกว่าเธอจะคิดหาวิธีเอาเงินมาให้ฉันได้” ด้วยความที่พี่ชายคนโตของติงฮวาต้องการเงินเป็นอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงได้คิดวิธีนี้ขึ้นมา
เมื่อฟู่เยี่ยนได้ยินที่พวกเขาคุยกันมากขึ้นเท่าไร เธอก็ยิ่งรู้สึกโกรธมากขึ้นเท่านั้น ผู้ชายคนนี้เอาแต่เที่ยวและดื่มเหล้า ทั้งยังค้าประเวณี และเล่นการพนันด้วยอย่างนั้นหรือ?
ฟู่เยี่ยนจึงได้เดินเข้าไปใกล้มากขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะมองไปยังพี่ชายของติงฮวาที่ยืนอยู่ห่างออกไปประมาณ50เมตร ก่อนจะพบว่ามีบางอย่างที่ดูผิดปกติไป ชายคนนี้ดูชั่วร้ายมากๆ และดูเหมือนว่าเขาจะได้รับอิทธิพลมาจากบางอย่างอีกด้วย
ภาพจำของเธอเกี่ยวกับครอบครัวของติงฮวานั้นไม่ค่อยชัดเจนมากนัก แต่ดูเหมือนว่าสถานที่ที่ถูกทำเครื่องหมายเอาไว้บนแผนที่ขุมทรัพย์นั้นจะเป็นหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ มันเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ตั้งอยู่บนภูเขา ซึ่งถูกแบ่งออกจากบ้านของเธอด้วยภูเขาใหญ่อีกที
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็เริ่มมีความสนใจในตัวของผู้ชายคนนี้ขึ้นมา ดังนั้นเธอจึงอยากจะเข้าไปดูเขาให้ชัดมากกว่านี้
“ป้าติง ป้าทำงานที่นี่อย่างนั้นเหรอคะ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามพร้อมกับเดินเข้าไปหาพวกเขาทั้งสอง
“ฟู่... ฟู่เยี่ยน?” ในตอนแรก ติงฮวายังจำฟู่เยี่ยนไม่ได้ แต่หลังจากนั้นอีกไม่กี่วินาที เธอก็จำได้ว่าเด็กสาวตรงหน้าคือหลานสาวของฟู่ต้าอัน
“เธอเพิ่งเลิกเรียน แล้วกำลังจะกลับบ้านอย่างนั้นเหรอ?” ติงฮวาทักทายเด็กสาวด้วยท่าทีที่ดูอึดอัดเล็กน้อย
“ใช่แล้วค่ะ หนูบังเอิญเห็นคุณป้าเข้าพอดีก็เลยเข้ามาทักทายค่ะ ไปก่อนนะคะคุณป้า หนูต้องรีบกลับแล้ว!” ในเมื่อฟู่เยี่ยนเห็นใบหน้าพี่ชายคนโตของติงฮวาอย่างชัดเจนแล้ว เธอจึงตั้งใจที่จะถอยออกไปทันที
ติงฮวา: ......
สิ่งที่ฟู่เยี่ยนเห็นก็คือ มีวิญญาณชั่วร้ายอยู่บนร่างกายพี่ชายของติงฮวาเต็มไปหมด ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะเกิดจากสภาพแวดล้อมที่หมู่บ้านของเขา และผลกระทบนี้ใช้เวลานานมากกว่าจะทำให้คนๆหนึ่งกลายเป็นแบบนี้ได้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนแต่อย่างใด
และสิ่งนี้ทำให้ฟู่เยี่ยนไม่สามารถบอกได้เลยว่าสถานที่ซ่อนขุมทรัพย์แห่งนั้นเป็นสถานที่แบบไหน บางทีอาจจะมีเรื่องที่ไม่คาดคิดรอเธออยู่ก็เป็นได้ ในขณะเดียวกันนั้น มันก็ทำให้เธอเริ่มให้ความสนใจกับมันมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย เธอคิดว่าสถานที่แห่งนั้นจะต้องไม่ใช่สถานที่ที่สามารถเข้าไปได้ง่ายๆอย่างแน่นอน
เธอจึงได้ตัดสินใจที่จะฝึกทักษะของตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นในทันที แม้ว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา การฝึกของเธอจะไม่ได้หย่อนยานเลยก็ตาม แต่เธอก็ต้องการที่จะฝึกให้หนักขึ้นกว่าเดิม
หลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้ตรงเข้าไปยังดินแดนต่างมิติทันที ก่อนจะกลับออกมาอีกครั้งในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น
จบตอน
Comments
Post a Comment