magic ep116-120

 ตอนที่ 116 ยาเบื่อหนู

 

ครั้งนี้ วั่งไฉยอมห่างจากคู่ของมัน โดยมันได้เข้าไปรออยู่ในห้องของฟู่เยี่ยนเพื่อที่จะเข้าไปในดินแดนต่างมิติกับเธอด้วย ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้อุ้มมันไปด้วย

 

โดยปกติแล้ว เมื่อเข้าไปในดินแดนต่างมิติ พวกเขาทั้งสองต่างก็แยกกันไปทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่หลังจากที่ดินแดนต่างมิติได้รับการขยายขอบเขตครั้งล่าสุด วั่งไฉเคยเข้ามาที่นี่เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และเมื่อมันได้เข้ามาอีกครั้ง มันจึงเริ่มสำรวจที่นี่อย่างกระตือรือร้น

 

ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้เดินไปนั่งที่ริมทะเลสาบและเริ่มนั่งสมาธิอีกครั้ง ตอนนี้พลังจิตของฟู่เยี่ยนสามารถครอบคลุมได้เพียงแค่หมู่บ้านอันผิงเท่านั้น ซึ่งฟู่เยี่ยนไม่มีเวลาฝึกฝนต่อเลย เธอฝึกมันเป็นครั้งคราวเท่านั้น

 

ดังนั้นวันนี้ฟู่เยี่ยนจึงตั้งใจที่จะเริ่มฝึกมันอีกครั้ง ซึ่งได้ส่งผลให้พลังจิตของเธอในตอนนี้พัฒนาขึ้นถึงระดับสูงสุดแล้ว และมันก็ได้ครอบคลุมไปจนถึงเชิงเขา ทั้งยังสามารถมองไปยังสิ่งที่เธอต้องการได้อย่างง่ายดายและใช้เวลาไม่นานอีกด้วย

 

ขณะที่เธอกำลังจะดึงสติกลับมานั้น เธอก็ได้พบกับซ่งจืออันที่ตอนนี้กำลังอยู่ริมแม่น้ำ ตอนนี้มันก็ดึกมากแล้ว ทำไมเขาถึงได้ไปอยู่ที่นั่นกัน?

 

ทว่าเธอก็ได้ถอนพลังจิตกลับมาและไม่สนใจเขาอีก จากนั้นเธอก็ได้มองไปยังบ้านของป้ากุ้ยหลานและสวนของเธอ

 

ในตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฟู่เยี่ยนรู้สึกเบลอเพราะอาการง่วง แต่จู่ๆเธอก็มองเห็นร่างร่างหนึ่งกำลังกระโดดเข้ามาในลานบ้านของป้ากุ้ยหลาน

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ออกจากการนั่งสมาธิและลืมตาขึ้นทันที จากนั้นเธอก็ได้วิ่งออกจากบ้าน ก่อนจะกระโดดข้ามกำแพงบ้านของเธอไปอย่างเงียบๆ

 

ฟู่เยี่ยนเฝ้าดูชายคนนั้นเปิดถังเหล้าของเธอออก เขาจิบมันเข้าไปเล็กน้อย จากนั้นเขาก็ได้หยิบห่อกระดาษบางอย่างออกมาจากกระเป๋าและกำลังจะโรยสิ่งนั้นลงไปในถังเหล้า เมื่อเห็นเช่นนั้นฟู่เยี่ยนก็รู้สึกวิตกกังวลขึ้นมาทันที ก่อนจะรับโยนยันต์บางอย่างออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นเป็นยันต์ที่เพิ่งจะศึกษาขึ้นมาใหม่เมื่อคืนวานนี้นั่นเอง

 

ทันทีที่ยันต์ถูกโยนออกไปก็ได้มีเสียงคล้ายกับระเบิดดังขึ้นมา แต่ไม่ได้มีการระเบิดใดๆ มันเป็นแค่เสียงเท่านั้น ซึ่งมันได้ทำให้คนก่อเหตุตกใจมากจนหมดสติไปเสียก่อน โดยที่ยังไม่ได้เปิดห่อกระดาษนั้นออกมา

 

ในเวลานี้ ฟู่ต้าหย่งและคนอื่นก็ได้ยินเสียงดังกล่าวเช่นกัน และต่างก็หยิบเสื้อคลุมขึ้นมาสวมพร้อมกับเปิดประตูบ้านออกมาทันที

 

เมื่อฉายตะเกียงไปยังคนที่หมดสติอยู่บนพื้น ก่อนจะพบว่าคนๆนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนเลย เขาคือลูกชายของหนิวชุ่ยฮวา ลูกเลี้ยงของฟู่เหล่าชวนนั่นเอง

 

ด้วยความที่จู่จื่อสังเกตเห็นแล้วว่าครอบครัวของฟู่ต้าหย่งได้วางของมากมายเอาไว้ในบ้านของกุ้นหลาน แต่เขาไม่สามารถเข้าไปได้ จึงได้มองออกไปรอบๆอยู่นาน ก่อนจะพบถังเหล้ามากมายที่ถูกวางเอาไว้ข้างนอก

 

จู่จื่อจึงได้คิดแผนการนี้มานานแล้ว ทั้งยังต้องการแก้แค้นฟู่เยี่ยนและฟู่เซินที่หลอกเขาไปบนภูเขาในปีที่ผ่านมาอีกด้วย ดังนั้นเขาจึงได้ซื้อยาเบื่อหนูมาหนึ่งห่อ ก่อนจะแอบมาที่นี่ในตอนกลางคืน

 

เมื่อฟู่เซินเห็นว่าคนๆนั้นคือจู่จื่อ เขาก็ได้ปรี่เข้าไปและต้องการที่จะเตะจู่จื่อ แต่ทว่าฟู่เยี่ยนก็ได้รีบหยุดเขาเอาไว้เสียก่อน

 

“พี่รอง อย่าเพิ่งใจร้อนไปเลย ตอนนี้เรายังไม่สามารถเปิดเผยเรื่องการทำเหล้าของเราออกไปได้” ตอนนี้ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็รู้ดีว่าตระกูลฟู่ทำเหล้าที่บ้านของพวกเขา ซึ่งในช่วงตรุษจีน ฟู่ต้าหย่งจะให้ส่วนแบ่งกับหมู่บ้านจำนวนหนึ่ง ทั้งยังแบ่งบางส่วนให้แต่ละครอบครัวอีกด้วย

 

ดังนั้นทุกคนจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น อีกอย่าง พวกเขาต่างก็เป็นเพื่อนบ้านกันทั้งหมดอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีตระกูลอื่นที่แอบทำบางอย่างที่บ้านของพวกเขาด้วยเช่นกัน อย่างเช่น ตระกูลซุนได้แอบเลี้ยงกระต่าย รวมไปถึงตระกูลหลี่ที่เลี้ยงแกะเอาไว้หลายตัว และแม้แต่สีฉือที่ก่อนหน้านี้เคยแอบทำเต้าหู้ในหมู่บ้านก็เริ่มแอบทำเต้าหู้อีกครั้งแล้ว

 

ฉะนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่พูดเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา คนๆนั้นจะต้องเจอกับปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน

 

“ทำไมกัน จะยอมให้เขาทำร้ายเราอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้อย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เซินพูดออกมาด้วยความโกรธ

 

“ไม่หรอกพี่รอง พี่ช่วยอุ้มเขาขึ้นมาก่อนเถอะ” ฟู่เยี่ยนคิดถึงความคิดบางอย่างที่ซ่งจืออันเคยพูดกับเธอขึ้นมาได้

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เซินจึงได้แบกจู่จื่อขึ้นมา จากนั้นสองพี่น้องก็ได้พาจู่จื่อไปที่แม่น้ำทันที ซึ่งที่นั่นเป็นสถานที่ที่ฟู่เยี่ยนเห็นซ่งจืออันกำลังเดินเตร่ด้วยท่าทีที่เศร้าสร้อยเมื่อครู่นี้นั่นเอง

 

ทั้งสองวางจู่จื่อเอาไว้ที่นั่น ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะแปะยันต์ประสาทหลอนเอาไว้บนหลังของเขา เพื่อที่มันจะได้ทำให้เขามองเห็นวิญญาณในความฝัน

 

จากนั้น สองพี่น้องก็ได้เดินจากไป โดยที่พวกเขายังไม่ลืมหยิบห่อยาเบื่อหนูกลับมาด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เขาไปทำร้ายผู้อื่นอีก

 

เช้าวันรุ่งขึ้น จู่จื่อก็ได้ตื่นขึ้นมา โดยที่ร่างกายครึ่งหนึ่งของเขาแช่อยู่ในน้ำ และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาตื่นมานั่นเอง ซึ่งเมื่อคืนนี้ เขาได้เห็นพ่อของเขาที่ได้เสียชีวิตไปแล้วเป็นครั้งแรก จากนั้นเขาก็เห็นเสิ่นซู่ฉี แม่ของฟู่ต้าหย่งยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งตอนนี้พ่อของเขากำลังเอาแต่โทษตัวเองว่าไม่ดูแลตักเตือนแม่ของเขาให้ดี

 

ส่วนเสิ่นซู่ฉีนั้นไม่ได้พูดอะไร เธอมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้มเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด ทั้งยังได้ยื่นขนมให้กับเขาอีกด้วย

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น จู่จื่อก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะรีบวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งกลับไปทั้งๆที่สติของตัวเองยังไม่กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์เสียด้วยซ้ำ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ไม่เคยเห็นเขาในหมู่บ้านอีกเลย

 

หวังซู่เหมยและคนอื่นต่างก็รู้สึกจงเกลียดจงชังมากๆ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำลายขวดหยกเพียงเพื่อจะฆ่าหนูแค่ตัวเดียวได้ ซึ่งจู่จื่อเป็นเพียงแค่หนูตัวเหม็นตัวหนึ่งเท่านั้น และพวกเขาก็ไม่ควรที่จะทำร้ายครอบครัวของตัวเองเพราะเขาอีกด้วย

 

“จู่จื่อ เด็กสารเลว ฉันสังเกตเห็นเขามานานแล้วล่ะ ก่อนหน้านี้ฉันเห็นเขาเดินไปรอบๆประตูบ้านของพวกเราอยู่บ่อยๆ ไม่คิดเลยว่าเขาจะกล้าทำแบบนี้” ฟู่ต้านีพูดออกมาด้วยความโกรธ เธอเห็นจู่จื่อและเพื่อนของเขามักจะทำตัวลับๆล่อๆ และเอาแต่เดินไปรอบๆหมู่บ้านมาตั้งนานแล้ว แต่เธอกลับไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย

 

“ใช่แล้วล่ะ ผมไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเสี่ยวฮั่วไม่ตื่นขึ้นมา เหล้าของเราคงจะถูกยาพิษผสมเข้าไปแล้ว และหากเราไม่รู้เรื่องนี้ ครอบครัวของเราคงจะต้องเจอกับเรื่องใหญ่และเดือดร้อนอย่างแน่นอน!” ขณะที่พูดนั้น ฟู่เซินก็เริ่มโกรธมากขึ้นเรื่อยๆ

 

“นายจะโกรธไปทำไม ค่อยๆคิดหาทางแก้ไขไม่ดีกว่าเหรอ ที่นายทำอยู่นี้มันไม่ได้มีประโยชน์หรอกนะ?” ฟู่เหมี่ยวทนไม่ได้ที่เห็นฟู่เซินมีท่าทีที่ดูซื่อบื้อแบบนี้

 

“มันไม่สำคัญหรอกว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ แล้วเธอล่ะ หาวิธีแก้ปัญหาได้หรือเปล่า!” ฟู่เซินหันไปมองฟู่เหมี่ยว โดยยืนขึ้นและพูดด้วยความเจ็บใจ

 

“ถ้าฉันทำได้ นายมาซักเสื้อผ้าให้กับฉันสักหนึ่งปีดีไหมล่ะ?” ก่อนหน้านี้ฟู่เซินก็ได้ซักเสื้อผ้าให้กับฟู่เหมี่ยวอยู่นาน เพราะเขาได้เดิมพันตอนที่ไปจับปลานั่นเอง และตอนนี้เขาอาจจะได้ทำมันอีกครั้งหนึ่งแล้ว

 

“ตราบใดที่จู่จื่อได้รับการลงโทษ แม้เพียงไม่กี่วันก็ตาม ฉันจะยอมซักผ้าให้เธอสองปีเลยก็ได้” ฟู่เซินพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ดูไม่ค่อยสบอารมณ์

 

“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นพ่อ แม่ และอาเล็กช่วยเป็นพยานเรื่องที่เขาพูดให้กับหนูด้วยนะคะ” ฟู่เหมี่ยวมีความคิดบางอย่างอยู่ในใจแล้ว

 

ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็รู้ดีว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พี่สาวของเธอเป็นคนที่มีไหวพริบและฉลาดมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ซึ่งหากไม่แน่ใจ พี่สาวของเธอจะไม่มีวันพูดแบบนี้ออกมาอย่างแน่นอน

 

“พี่สาม บอกฉันหน่อยได้ไหมว่าพี่คิดอะไรอยู่”

 

“ฉันได้ยินมาว่าจู่จื่อกับเพื่อนที่แสนเกียจคร้านของเขาชอบไปเล่นการพนันในบ้านหลังเล็กๆที่ลานนวดข้าวในตอนกลางคืน อีกทั้งเงินที่พวกเขาใช้เดิมพันยังสูงมากอีกด้วย หากเรายื่นเรื่องนี้ พวกเขาจะต้องถูกจับกุมทันทีอย่างแน่นอน” นี่คือความคิดทั้งหมดของฟู่เหมี่ยว ซึ่งถือว่าเป็นความคิดที่ดีเลยทีเดียว

 

ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ ฟู่เยี่ยนไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆเกี่ยวกับครอบครัวของเธอเลย เพราะถึงอย่างไรผู้คนก็ต้องเรียนรู้และตัดสินใจสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง และฟู่เยี่ยนเองก็จะไม่ใช้อภิปรัชญามาแก้ไขปัญหาเล็กๆน้อยๆแบบนี้อีกด้วย

 

และเมื่อเห็นพี่ของเธอเป็นแบบนี้ ฟู่เยี่ยนจึงทำแค่เพียงชี้นำพวกเขาเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยให้พวกเขาคิดและเผชิญกับโลกแห่งความจริงอย่างอิสระ

 

“พี่สาม พี่รู้หรือเปล่าว่าทำไมคนในหมู่บ้านถึงไม่ได้สนใจเรื่องนี้?”

 

“เรื่องนี้……”

 

“แล้วพี่รองล่ะคะ รู้หรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับหันไปหาฟู่เซิน

 

“เรื่องนี้ซับซ้อนมาก บางทีอาจจะมีญาติของเขาอยู่ที่สำนักงานหมู่บ้านก็ได้ ก็เลยไม่ได้กังวลอะไรเลย” ฟู่เซินไม่ได้เป็นคนโง่

 

“แบบนี้เราจึงทำอะไรอย่างหุนหันพลันแล่นไม่ได้ เพราะหากเรารีบฟ้องไปตอนนี้ มันจะต้องไม่สำเร็จอย่างแน่นอน”

 

ในตอนนี้ ทั้งสามคนพี่น้องต่างก็ช่วยกันคิดหามาตรการรับมือ ก่อนจะแยกกันไปหาข้อมูล เมื่อทุกอย่างชัดเจนแล้ว พวกเขาจึงจะเริ่มลงมือ มิเช่นนั้นมันจะเข้าดั่งสำนวนที่ว่า ‘แม้จะไม่ได้กินปลา แต่กลับมีกลิ่นคาวของปลาติดตัว’

 

ฟู่เยี่ยนไม่ทราบถึงวิธีการของฟู่เซินและฟู่เหมี่ยว แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกเป็นกังวลมากนัก เพราะถึงอย่างไร เธอก็ยังมีเนตรสวรรค์ ดังนั้นเรื่องนี้จึงง่ายสำหรับเธอมาก

 

ให้ฟู่เซินได้ออกกำลังกายบ้างก็ดี เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เขาใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายมากๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือข้างนอก ก็มักจะมีผู้คนคอยช่วยเหลือเขาอยู่เสมอ

 

หลังจากที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยถูกจัดขึ้นอีกครั้งในปีหน้า นั่นจะเป็นก้าวแรกสู่การใช้ชีวิตอย่างอิสระของเขา เมื่อเวลานั้นมาถึง เขาจะต้องตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง นานแค่ไหนกว่าที่พี่รองจะสังเกตเห็นว่าซ่งจืออันชอบน้องสาวของตัวเอง ซึ่งนั่นก็ได้บ่งบอกแล้วว่าเขาควรได้รับการฝึกฝนมากขนาดไหน

 

ในเวลาเดียวกันนั้น หวังซู่เหมยที่เฝ้าดูอยู่ข้างๆก็ส่ายหน้าไปมาด้วยความอับอาย พวกเขาทั้งสองต่างก็เป็นทั้งพี่ชายและพี่สาวแล้วแท้ๆ แต่กลับให้น้องสาวที่มีอายุน้อยกว่าถึงสองปีคอยชี้แนะ แต่หวังซู่เหมยก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา อย่างไรก็ตาม เสี่ยวฮั่วมีความสามารถพิเศษอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่พวกพี่ๆจะพึ่งพาเธอ ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเอาเสียเลย

 

แต่ก็ไม่เป็นไร แค่ปล่อยให้เสี่ยวฮั่วฝึกพวกเขา เพื่อที่ในอนาคตพวกเขาจะได้ไม่ต้องพบกับความสูญเสียก็เท่านั้น



ตอนที่ 117 บ่อนพนัน

 

ในช่วงกลางดึก ฟู่เยี่ยนก็ได้แปะยันต์ล่องหนที่ตัว ก่อนจะเดินตรงไปที่ลานนวดข้าว

 

แต่ทว่าเธอกลับไม่ได้พบจู่จื่อมาเล่นการพนันในคืนนี้เลย เมื่อลองคิดดูแล้ว เขาอาจจะยังไม่หายจากอาการช็อค ฟู่เยี่ยนจึงได้ซ่อนตัวอยู่ด้านนอกของลานนวดข้าวต่อไป โดยเธอได้นั่งลงบนกองหญ้าที่อยู่ข้างๆ ส่วนวั่งไฉเองก็ได้แอบตามเธอมาเช่นกัน ก่อนที่มันจะกระโดดขึ้นไปบนกองหญ้าพร้อมกับฟู่เยี่ยนอย่างรวดเร็ว

 

ฟู่เยี่ยนหาตำแหน่งที่นุ่มๆก่อนจะล้มตัวลงนอนไปบนกองหญ้าด้วยท่าทีที่สบายๆ คืนนี้ช่างเป็นคืนที่มีดวงดาวมากมายทอแสงเป็นประกายเต็มท้องฟ้าไปหมด

 

ตอนนี้เริ่มมีคนทยอยกันมาที่กระท่อมในลานนวดข้าวเยอะขึ้นเรื่อยๆแล้ว และพวกเขาก็ได้เริ่มเล่นไพ่กันทันที โดยปกตินั้น โต๊ะเล่นไพ่จะมีคนราว4-5คนเป็นคนเล่น และมีคนอีกประมาณ4-5คนที่คอยยืนดูอยู่รอบๆ

 

ฟู่เยี่ยนมองไปยังฉากตรงหน้าพลางรู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย ตอนนี้ในหมู่บ้านมีคนติดการพนันมากมายขนาดนี้เลยอย่างนั้นหรือ? แต่ทว่าเธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องแอบดูพวกเขาต่อไปอย่างอดทนเท่านั้น

 

จู่ๆ สิ่งที่ไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น โดยเธอได้ยินเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งเข้านั่นเอง ที่จริงแล้วการเล่นพนันแบบนี้มีอยู่ทุกหมู่บ้าน ซึ่งแต่ละหมู่บ้านก็จะมีผู้จัดการคอยดูแลอยู่ และผู้จัดงานของหมู่บ้านอันผิงก็คือจู่จื่อและเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งที่มีชื่อว่าเอ้อร์โก่วนั่นเอง

 

คืนนี้เอ้อร์โก่วรับหน้าที่เป็นเจ้ามือ ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ ก่อนที่พวกเขาจะเลิกเล่นประมาณตีสาม จากนั้นเอ้อร์โก่วก็ได้เดินออกไป ทว่าเขาไม่ได้กลับบ้านของตัวเองแต่อย่างใด แต่เขากลับตั้งใจที่จะไปยังหมู่บ้านเสี่ยวโจวแทน

 

ฟู่เยี่ยนจึงได้ตามเขาไปจนถึงทุ่งข้าวสาลีที่อยู่ระหว่างหมู่บ้านเสี่ยวโจวกับหมู่บ้านอันผิง เนื่องจากเธอใช้ยันต์ล่องหน เอ้อร์โก่วจึงไม่รู้เลยว่ากำลังมีใครแอบตามเขามา

 

จะเห็นก็เพียงแต่วั่งไฉที่ตามฟู่เยี่ยนมาเท่านั้น ตอนนี้เอ้อร์โก่วได้ยืนรออยู่ที่ข้างถนน และไม่นานนักก็ได้มีคนจากหมู่บ้านเสี่ยวโจวปรากฏตัวขึ้น ซึ่งคนๆนั้นยังเป็นคนที่ฟู่เยี่ยนรู้จักอีกด้วย ใช่แล้ว เขาคือเก่อหงจวินนั่นเอง

 

บทสนทนาระหว่างพวกเขาทั้งสองเป็นแค่เรื่องธรรมดาธรรมดาเท่านั้น และแทบจะไม่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์เลยแม้แต่น้อย พวกเขาเพียงแค่พูดถึงรายได้ของวันนี้เท่านั้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะบ่นเสียมากกว่า

 

ทว่าบุคคลหนึ่งที่พวกเขาทั้งสองพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้นได้ทำให้ฟู่เยี่ยนรับรู้ถึงบางอย่าง หลังจากนั้นไม่นานนัก เอ้อร์โก่วก็ได้รับเงินจากเก่อหงจวิน ก่อนที่ทั้งสองจะแยกย้ายกัน

 

ส่วนฟู่เยี่ยนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินตามเอ้อร์โก่วกลับไปเท่านั้น หลังจากที่เดินไปได้ไม่นานนั้น ก็ดูเหมือนว่าเขากำลังมุ่งหน้ากลับเข้าไปในหมู่บ้าน ก่อนที่เอ้อร์โก่วจะไปหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง และเคาะประตูเบาๆ ฟู่เยี่ยนที่อยู่ด้านหลังจึงได้ชะโงกหน้าเข้ามาดูบ้านเลขที่ของบ้านหลังนั้น เมื่อพบว่าบ้านหลังนั้นเลขที่64 เธอจึงตัดสินใจที่จะกลับมาที่นี่อีกครั้งในวันพรุ่งนี้

 

แต่เมื่อประตูเปิดออก ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินตามเอ้อร์โก่วเข้าไปข้างในโดยสัญชาติญาณ จากนั้นเธอก็ได้คำนวณดูเวลาของยันต์ล่องหน ก่อนจะพบว่าเวลาของมันใกล้จะหมดลงแล้ว หากเอ้อร์โก่วยังไม่ออกไปจากที่นี่ มีหวังเธอจะต้องได้ปีนข้ามกำแพงออกไปอย่างแน่นอน

 

“มีอะไรผิดปกติเกี่ยวกับจู่จื่ออย่างนั้นเหรอ?” ชายคนที่เอ้อร์โก่วมาพบได้เอ่ยถามขึ้นมาทันที

 

“คือว่า พี่เหวิน เมื่อวานเขาไปทำบางอย่างกับบ้านของพี่ชายคนโต ซึ่งคนๆนั้นเป็นคนในครอบครัวพ่อเลี้ยงของเขาเอง ครอบครัวนั้นเป็นครอบครัวที่ไม่ธรรมดาเลย ผมบอกเขาไปแล้วว่าอย่าทำแบบนั้น เพราะลูกสาวของพวกเขาเป็นคนที่น่าทึ่งมากๆ อีกทั้งเขาก็เป็นลูกชายคนโตของตระกูล ทั้งยังมีลูกชายเป็นทหารอีกด้วย หากพวกเขารู้เรื่องนี้เข้า คิดว่าจู่จื่อจะรอดหรือเปล่า?”

 

“ผมบอกให้เขาหาเงินกับพี่เหวินแบบเงียบๆ แล้วกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวดีกว่า แต่เขาก็ปฏิเสธที่จะฟังผมและเดินออกไปพร้อมกับห่อยาเบื่อหนู”

 

“แต่ผมกลับไม่เห็นเขาไปที่ลานนวดข้าวทั้งคืนเลย? ผมไปหาเขาแล้ว ก่อนจะพบว่าเขาเอาแต่นอนอยู่บนเตียง ทั้งยังบอกอีกว่าเขาตื่นนอนมาอีกทีก็พบว่านอนอยู่ริมแม่น้ำ แถมยังเห็นสิ่งที่เขาหวาดกลัวเอามากๆอีกด้วย”

 

“เห็นได้ชัดเลยว่าสิ่งนี้เป็นฝีมือของอาจารย์บางคน ซึ่งคนอย่างพวกเราเข้าไม่ถึงเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว และกลัวกับสิ่งที่มองไม่เห็นเหล่านี้มากๆอีกด้วย การที่เขาไปที่นั่น มันไม่ได้ต่างจากการเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับปรมาจารย์ผู้น่ากลัวคนนั้นเลยไม่ใช่หรือ!” คำพูดของเอ้อร์โก่วทำให้ฟู่เยี่ยนเข้าใจได้ในทันทีว่าเธอเป็นคนแบบไหนในสายตาของพวกเขา

 

แต่การที่มีคนเกรงกลัวต่อเธอ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเช่นกัน เพราะสิ่งนี้จะช่วยเธอหมดห่วงเรื่องปัญหาอื่นๆไปได้มากพอสมควรเลย

 

“อย่าปล่อยให้จู่จื่อสร้างปัญหาอีกก็แล้วกัน หากเรื่องนี้รั่วไหลออกไป เราอาจจะตกเป็นเป้าหมายก็เป็นได้ หากเป็นแบบนั้น ฉันจะถลกหนังของเขาออกซะ” ชายผู้ที่มีขนาดตัวสูงใหญ่คนนี้ไม่ใช่คนที่ใครจะมาล้อเล่นได้

 

“เอาไว้ผมจะกลับไปเตือนเขาอีกครั้งครับ พี่เหวินอย่ากังวลไปเลย ส่วนนี่เป็นบัญชีของสองหมู่บ้านครับ และนี่คือเงินทั้งหมดของคืนนี้ และในอีกไม่กี่วันข้างหน้า การทำฟาร์มที่วุ่นวายจะเริ่มขึ้นแล้ว และผมเดาว่าคนๆนั้นจะต้องไม่สามารถดูแลเรื่องทั้งหมดนี้ได้อีกต่อไปอย่างแน่นอน”

 

“นอกจากนี้ พี่เหวินครับ ผมคิดว่าพี่ควรจะต้องกำราบเก่อหงจวินสักหน่อยแล้วล่ะครับ อดีตภรรยาของเขาคืออาแท้ๆของปรมาจารย์ท่านนั้น ซึ่งพวกเขาทั้งสองได้หย่าร้างกันแล้ว และทั้งสองครอบครัวก็ยังมีความบาดหมางกันอยู่อีกด้วย ผมคิดว่าจู่จื่อจะต้องถูกเขายุยงอย่างแน่นอน” เอ้อร์โก่วเป็นคนที่มีไหวพริบและเข้าใจสิ่งต่างๆได้เป็นอย่างดี แต่น่าเสียดายที่เขาเลือกทางผิด

 

“ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้คนของเรายังคงขาดแคลน ฉันคงจะไล่เขาออกไปตั้งนานแล้ว แต่ในเมื่อรู้แบบนี้แล้ว เอาไว้พรุ่งนี้หากเขามาที่นี่ฉันจะตักเตือนเขาเอง และหากเขาสร้างปัญหาให้กับฉันอีก ฉันจะไล่เขาออกทันที!”

 

“พี่เหวินพักผ่อนเถอะครับ ผมคงต้องขอตัวก่อนแล้ว”

 

“ฉันยังพักผ่อนไม่ได้หรอก คนของเราจากหมู่บ้านเสี่ยวถุนยังไม่มาเลย พวกเขามักจะมาช้าอยู่เป็นประจำเลย นายกลับบ้านไปพักผ่อนก่อนเถอะ เอานี่ไปสิ พอดีลูกพี่ลูกน้องของฉันเพิ่งจะให้บุหรี่หงท่าซานของแท้กับฉันมา”

 

“ขอบคุณสำหรับน้ำใจของพี่เหวินมากครับ” เอ้อร์โก่วรับบุหรี่ซองนั้น ก่อนจะเดินออกไป

 

ตอนนี้เป็นเวลาประมาณตีสี่แล้ว และท้องฟ้ากำลังจะสว่างรับเช้าวันใหม่อีกครั้ง ฟู่เยี่ยนจึงได้เลิกสนใจเอ้อร์โก่ว ก่อนจะเดินแยกตัวออกไป โดยเธอคิดว่าระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงของยันต์ล่องหนนั้นมันดูจะสั้นเกินไปหน่อย ดังนั้นเธอจึงต้องหาวิธีที่จะเพิ่มระยะเวลาของมันให้ยาวนานขึ้น

 

จากนั้น เช้าวันรุ่งขึ้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ไปโรงเรียนตามปกติพร้อมกับสีหน้าที่ดูร่าเริง ส่วนเฉียนซวนไม่ได้มาเรียนหลายวันแล้ว ซึ่งดูเหมือนว่าเขากำลังศึกษายันต์ประสาทหลอนอยู่ที่บ้าน

 

ทว่าฟู่เยี่ยนก็ไม่สนใจเขาแต่อย่างใด หากเขาไม่ได้เป็นหนี้กระดาษวาดยันต์กับเธอ การที่เขาไม่มาเรียนมันคงจะดีไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ตอนนี้เธอยังคงง่วงนอนอยู่เล็กน้อย ดังนั้นในช่วงพัก ฟู่เยี่ยนจึงฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ก่อนจะแอบเข้าไปในดินแดนต่างมิติอีกครั้ง จากนั้นเธอก็ได้ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์เข้าไปเล็กน้อย และเมื่อกลับออกมา เธอก็มีท่าทีที่ดูสดชื่นขึ้นมาอีกครั้ง

 

อีกหนึ่งสัปดาห์ก็ถึงสิ้นเดือนแล้ว ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้คร่าวๆอยู่ภายในใจ

 

เย็นวันนั้น หลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้ไปหาพี่รองและพี่สามของเธออีกครั้ง จากนั้นพวกเขาทั้งสามคนก็ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน แต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่เป็นประโยชน์เลย เนื่องจากทุกคนที่มาเล่นการพนันมีการรักษาความลับอย่างเข้มงวดมาก เพราะพวกเขากลัวว่าจะถูกตำรวจจับ

 

ดังนั้น ฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจที่จะพาพวกเขาทั้งสองคนไปดูที่นั่น

 

“พี่รอง พี่สาม คืนนี้ฉันจะพาพวกพี่ไปยังที่แห่งหนึ่ง โดยฉันจะแปะยันต์ล่องหนให้กับพี่ทั้งสองคน เพื่อที่คนอื่นจะได้มองไม่เห็นเรา แต่พี่สองคนต้องห้ามพูดหรือส่งเสียงดังอย่างเด็ดขาดเลยนะ พี่ทำได้หรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าที่จริงจัง

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวก็รู้สึกตื่นเต้นมาก จากนั้นทั้งสองคนก็หันมามองหน้ากัน ก่อนจะพยักหน้าด้วยความมั่นใจ

 

“ตอนนี้พี่สองคนพูดได้ ฉันหมายถึงตอนที่แปะยันต์แล้วต่างหาก!” ฟู่เยี่ยนล่ะยอมพวกเขาเลย

 

“ใช่แล้ว มันเป็นความคิดที่ดีมากเลยล่ะ เสี่ยวฮั่ว แล้วเราจะไปที่ไหนกันอย่างนั้นเหรอ?”

 

“ฉันจะพาพวกพี่ไปดูคนที่อยู่เบื้องหลังบ่อนการพนันที่ลานนวดข้าวยังไงล่ะ”

 

เวลาตีสอง ฟู่เยี่ยนก็ได้ปลุกพี่ชายและน้องสาวของเธอให้ตื่นขึ้นมา ก่อนจะมอบยันต์ให้กับพวกเขาทั้งสอง เพื่อให้พวกเขาแปะมันลงบนร่างกายตอนไปถึงที่แห่งนั้น

 

ไม่นานนัก พวกเขาทั้งสามคนก็ได้มาถึงหน้าประตูบ้านของบ้านเลขที่64แล้ว ซึ่งตอนนี้คนที่อยู่ข้างในก็ได้ตื่นแล้ว ซึ่งหลังจากที่ฟู่เยี่ยนติดตามพวกเขามาตลอด2-3วันนี้ จึงได้รู้ว่าในวันสุดท้ายของเดือนจะไม่มีการเล่นพนัน เพราะมันคือวันที่ซูเหวินจะจ่ายเงินให้กับทุกคนนั่นเอง

 

โดยปกตินั้นพวกเขามักจะมาพบกันในตอนกลางคืนอยู่แล้ว และวันนี้เองก็เช่นกัน ตอนนี้ฟู่เยี่ยนและพี่ๆของเธอก็ได้รออยู่ที่หน้าประตูแล้ว และในไม่ช้าก็ได้มีคนจำนวนหนึ่งมายืนรออยู่ที่หน้าประตูเช่นกัน ก่อนที่พวกเขาจะทักทายกันอย่างเป็นกันเอง

 

โดยครั้งนี้ จู่จื่อ เก่อหงจวิน และเอ้อร์โก่วต่างก็อยู่ที่นี่ด้วย และหลังจากนั้นไม่นานก็ได้มีคนกว่าสิบคนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่แล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นยังมีคนที่ฟู่เซินคุ้นเคยเป็นอย่างดีรวมอยู่ด้วย ใช่แล้ว เขาคนนั้นคือหวังหวู่ ชายคนที่แอบไปมีอะไรกันกับหลิวต้านีในครั้งนั้นนั่นเอง

 

หลังจากนั้นไม่นาน ซูเหวินก็ได้เปิดประตูจากด้านใน เขาเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ และยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังบ่อนการพนันทั้งหมดอีกด้วย

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนและพี่ๆของเธอก็ได้ใช้โอกาสนี้แอบเข้าไปข้างในด้วย ก่อนที่พวกเขาทั้งสามจะไปยืนอยู่ที่มุมห้อง เพื่อดูคนเหล่านี้แบ่งเงินกัน

 

โดยจู่จื่อและเอ้อร์โก่วนั้นเป็นมือขวาคนสนิทของซูเหวิน ดังนั้นพวกเขาจึงได้รับเงินคนละประมาณ300-400หยวนเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อเทียบกับคนทั่วไปแล้ว อาจจะต้องทำงานถึง1ปีเลยก็ได้กว่าจะมีเงินมากมายขนาดนี้

 

ส่วนเก่อหงจวินนั้นเพิ่งจะเป็นสมาชิกใหม่ แต่ก็ยังคงได้รับเงินมากกว่าหนึ่งร้อยหยวน แต่สำหรับหวังหวู่ เขาจะได้รับเงินเยอะกว่าเก่อหงจวิน เพราะเขาเป็นคนคุมบ่อนการพนันถึง2แห่ง ซึ่งก็คือหมู่บ้านต้าถุนและหมู่บ้านเสี่ยวถุนนั่นเอง

 

หลังจากที่แบ่งเงินกันเสร็จแล้ว ทุกคนก็ได้แยกย้ายกันกลับไป แต่ทว่าความสนุกมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ตอนนี้ซูเหวินได้นำกระเป๋าอีกใบหนึ่งลงมาจากห้องนอน ซึ่งฟู่เยี่ยนสามารถมองเห็นได้ในทันทีว่ามีเงินอยู่ในกระเป๋าใบนั้นเต็มไปหมด และเขาก็ได้แบกมันขึ้นหลังพร้อมกับเดินออกไปข้างนอก

 

แม้ว่าชื่อซูเหวินนั้นจะฟังดูอ่อนแอไปหน่อยก็ตาม แต่เขากลับมีร่างกายที่แข็งแรงและยังตัวสูงใหญ่มากอีกด้วย ซึ่งหลังจากที่สังเกตจากการพูดคุยของเขาแล้ว ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกได้โดยสัญชาตญาณในทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ง่ายๆแบบที่เธอคิดเลย



ตอนที่ 118 ความเป็นจริงของโลก

 

ฟู่เยี่ยนและพี่ๆของเธอจึงได้ตามซูเหวินไปทันที ซึ่งจุดหมายปลายทางของซูเหวินก็คือสถานีตำรวจชุมชนนั่นเอง

 

ในระหว่างนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้นำยันต์ล่องหนแปะไปที่พี่ทั้งสองคนของเธออีกครั้ง

 

จากนั้น ซูเหวินก็ได้เดินตรงเข้าไปยังห้องทำงานของรองผู้กำกับ ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็ได้มองตามไปเช่นกัน สิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่าขบขันมาก และเธอก็ยังรู้สึกสงสัยอีกด้วยว่ามีใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

 

สิบนาทีต่อมา หลังจากที่มอบเงินให้กับตำรวจเสร็จ ซูเหวินก็ได้เดินออกมา ซึ่งตอนนี้ยังมีเงินคงเหลืออยู่ในกระเป๋าของเขาอยู่จำนวนหนึ่ง โดยจากการตรวจสอบด้วยสายตาแล้ว ฟู่เยี่ยนสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่ารายได้ของซูเหวินนั้นมีมากกว่าของจู่จื่อถึงสองเท่าเลยทีเดียว

 

หลังจากที่ทั้งสามคนออกมาจากสถานีตำรวจ พวกเขาก็ได้พากันกลับบ้านในทันที โดยฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวนั้นต่างก็เงียบตลอดทาง เพราะเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคืนนี้ได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจพวกเขาทั้งคู่นั่นเอง

 

ฟู่เหมี่ยวไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าบนโลกใบนี้จะมีเรื่องแบบนี้อยู่ด้วย ซึ่งในตอนนี้หากพวกเขาใจร้อนเรื่องการฟ้องร้องจู่จื่อ ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรกัน บางทีเธออาจจะไปขัดขวางผู้ที่มีอิทธิพลทั้งหมดในชุมชนโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้

 

ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าทุกคนจะกลัววิธีการของฟู่เยี่ยนก็ตาม แต่ฟู่เยี่ยนก็คงจะต้องประสบปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน บางทีพวกเขาอาจจะถูกข่มขู่ โดยการนำซากแมวที่ตายแล้วมาโยนที่หน้าบ้าน หรือไม่วันอื่นๆอาจจะมีซากสุนัขที่ตายแล้วถูกโยนเข้ามาอีกด้วย ซึ่งแม้ว่าจะจับคนที่ทำได้ คนๆนั้นก็แค่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เล็กน้อยและถูกปรับเงินเท่านั้น

 

แต่นัjนถือว่าเป็นความเสียหายร้ายแรงต่อครอบครัวของพวกเธอมากๆ

 

ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวอยากจะแข็งแกร่งมากขึ้นกว่านี้ ก่อนหน้านี้พวกเขาทั้งสองไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย แต่หลังจากที่รับรู้ถึงสิ่งนี้ พวกเขาทั้งสองจึงได้เกิดแรงบันดาลใจในการอ่านหนังสือและศึกษาหาความรู้ที่มากขึ้น

 

นี่คือสิ่งที่ฟู่เยี่ยนอยากเห็นมากที่สุด โดยเฉพาะฟู่เซินที่ดูเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด และนิสัยการพูดโดยไม่คิดให้รอบคอบในก่อนหน้านี้ของเขาก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ตอนนี้เขากลายเป็นคนที่คิดก่อนพูดและพูดอย่างมีเหตุผลมากขึ้นแล้ว

 

ครั้งนี้ฟู่เยี่ยนไม่อยากให้คนกลุ่มนี้ลอยนวลไปได้ สื่อลามก การพนัน และยาเสพติดนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เพราะสิ่งนี้สามารถทำให้ครอบครัวของใครหลายคนพินาศหรือไม่ก็ถึงกับเป็นอันตรายต่อชีวิตคนได้เลย

 

ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจไปที่บ้านของจางเหว่ยด้วยตัวเอง เพื่อที่จะบอกเรื่องนี้กับนายกเทศมนตรีจาง และในช่วงปลายเดือนมิถุนายน หลังจากที่ซูเหวินได้นำเงินไปมอบให้กับรองผู้กำกับซ่งที่สถานีตำรวจ เขาก็ได้ถูกจับกุมในทันที

 

ส่วนผู้ร่วมขบวนการกว่าสิบคนก็ไม่สามารถหลบหนีได้เช่นกัน โดยพวกเขาทั้งหมดได้ถูกควบคุมตัว ก่อนที่จะทันได้ออกจากบ้านของซูเหวินเสียด้วยซ้ำ

 

จู่จื่อ เอ้อร์โก่ว เก่อหงจวิน หวังหวู่… พวกเขาต่างก็มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลบ่อนการพนันในหมู่บ้านต่างๆ จึงต้องถูกจับกุมโดยไม่มีข้อยกเว้นใดเช่นกัน

 

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่บ้านของผู้กำกับหวังนั้นจะเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่มาขอความเมตตา ซึ่งผู้กำกับหวังนั้นไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใครได้เลย โดยเขาได้บอกกับทุกคนไปว่าเรื่องนี้ได้ถูกดูแลโดยนายกเทศมนตรีจาง ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถเข้าไปยุ่งวุ่นวายเรื่องนี้ได้

 

ตอนนี้ผู้กำกับหวังอายุ50แล้ว และเมื่อพูดถึงรองผู้กำกับซ่งจากสถานีตำรวจอันผิง เขาก็ถึงกับรู้สึกหายใจไม่ออก คิดไม่ถึงเลยว่านายกเทศมนตรีจางจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง อีกทั้งเขายังได้ข่าวมาว่าญาติๆของรองผู้กำกับซ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองก็ถูกสั่งย้ายด้วยเช่นกัน

 

ในตอนนี้ ผู้กำกับหวังรู้สึกว่าเขายังสามารถทำงานได้อีก2-3ปี และยังอยากที่จะเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น แค่นี้เขาก็พอใจแล้ว เขาไม่อยากที่จะเอาอนาคตของตัวเองมาทิ้งเหมือนกับรองผู้กับกับซ่ง จึงได้บอกไปตามตรงว่าเรื่องนี้ดูแลโดยนายกเทศมนตรีจาง และประกาศจุดยืนของเขาออกไปอย่างชัดเจน

 

ในบรรดาผู้ที่มาขอความเมตตานั้น มีฟู่เหล่าชวนและหนิวชุ่ยฮวาอยู่ด้วย ก่อนหน้านี้จู่จื่อก็เคยมีคดีความมาก่อนเช่นกัน แต่เนื่องจากพวกเขาทั้งสองพยายามช่วยเหลือ โดยได้ให้ของขวัญเล็กๆน้อยๆกับรองผู้กำกับซ่ง จึงทำให้จู่จื่อรอดพ้นจากการถูกคุมขังมาได้ แต่ครั้งนี้ผู้กำกับหวังกลับช่วยอะไรไม่ได้เลย อีกทั้งพวกนักโทษก็ยังไม่ถูกปล่อยตัวอีกด้วย

 

หนิวชุ่ยฮวายังคงพยายามทำทุกวิถีทางด้วยความวิตกกังวล แต่เมื่อได้ยินว่านายกเทศมนตรีจางเป็นคนดูแลเรื่องนี้อยู่ เธอก็รีบดึงฟู่เหล่าชวนออกไปทันที

 

ฟู่เหล่าชวนเองก็รู้สึกวิตกกังวลไม่น้อยเช่นกัน ตอนนี้ลูกๆทุกคนของเขาต่างก็ไม่ชอบเขาไปเสียแล้ว ดังนั้นในอนาคตหลังจากที่เกษียณอายุไปแล้ว เขายังต้องพึ่งพาหนิวชุ่ยฮวาอยู่ ซึ่งสิ่งเดียวที่หนิวชุ่ยฮวาเอาใจใส่มากที่สุดก็คือลูกชายของเธอ และสิ่งนี้จึงเป็นเหตุผลที่เขารู้สึกเป็นกังวลนั่นเอง

 

“ทำไมคุณถึงดึงผมออกมากันล่ะ? แล้วเราควรจะทำอย่างไรกับเรื่องของจู่จื่อ?” ฟู่เหล่าชวนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขณะที่กำลังถูกหนิวชุ่ยฮวาลากออกไป

 

เมื่อทั้งสองเดินออกมาถึงถนน หนิวชุ่ยฮวาก็ได้พูดขึ้นว่า

 

“คุณไม่ได้ยินเหรอว่านายกเทศมนตรีจางเป็นคนดูแลเรื่องนี้อยู่ ลองคิดดูดีๆสิ เด็กหนุ่มคนที่ไปที่บ้านของต้าหย่งอยู่บ่อยๆ คนนั้นเป็นลูกชายของนายกเทศมนตรีจางไม่ใช่เหรอ?”

 

“จริงเหรอ? ทำไมผมถึงไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลยล่ะ?” ตั้งแต่ที่ฟู่เหล่าชวนตกลงแบ่งสมบัติต่างๆกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไม่ได้สนใจครอบครัวของฟู่ต้าหย่งอีกเลย

 

“คนในหมู่บ้านต่างก็พูดกันเรื่องนี้! ฉันคิดว่าเราไปที่บ้านของต้าหย่งเพื่อขอให้เขาช่วยเรื่องนี้ดีกว่าไหม? พรุ่งนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์พอดีเลย บางทีลูกชายของนายกเทศมนตรีจางอาจจะไปที่นั่นก็ได้!” หนิวชุ่ยฮวาพูดพลางมองไปยังฟู่เหล่าชวนด้วยความคาดหวัง หากเธอสามารถช่วยเหลือลูกชายได้ด้วยตัวเอง เธอคงจะทำไปแล้ว แต่ตอนนี้เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพาฟู่เหล่าชวนเท่านั้น

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปคุยกับเขากันเถอะ” ฟู่เหล่าชวนพูดออกมาด้วยสีหน้าที่เฉยเมย ทั้งที่ในใจของเขาไม่อยากไปขอร้องฟู่ต้าหย่งถึงที่บ้านแบบนี้เลยแม้แต่น้อย

 

“ถ้าอย่างนั้นเราไปที่สหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคกันก่อนดีกว่า ไปซื้อขนมสักหน่อย ถึงอย่างไรเราก็ไม่ควรไปที่นั่นมือเปล่า อีกอย่างคุณคงต้องไปที่นั่นด้วยตัวเองแล้วล่ะ เพราะต้าหย่งและคนในครอบครัวของเขาไม่ค่อยชอบฉันเท่าไหร่ หากฉันไปที่นั่น ผลลัพธ์มันอาจตรงกันข้ามกับที่เราคิด” หนิวชุ่ยฮวารู้ถึงสถานะของตัวเองเป็นอย่างดี ในเมื่อเธอต้องการความช่วยเหลือจากพวกเขา เธอก็ไม่ควรทำในสิ่งที่พวกเขาไม่ชอบ

 

“ทำไมต้องซื้อขนมด้วยล่ะ! มันไม่จำเป็นหรอก ผมเป็นพ่อของเขา ฉะนั้นผมจะไม่มีสิทธิ์ไปที่นั่นได้อย่างไร?” แม้ว่าจะพูดแบบนี้ก็ตาม แต่ทว่าฟู่เหล่าชวนก็ยังคงเดินตามเธอไปที่สหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคอยู่ดี

 

พวกเขาทั้งสองได้ซื้อเค้กลูกพีชจำนวน2ปอนด์ แต่ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยเต็มใจที่จะซื้อเท่าไหร่นัก เพราะมันมีราคาแพงเกินไป หลังจากที่ซื้อเสร็จ พวกเขาก็ได้กลับบ้านทันที เมื่อกลับมาถึงบ้านก็ดึกพอสมควรแล้ว ซึ่งฟู่เหล่าชวนก็กำลังจะไปที่บ้านของฟู่ต้าหย่ง ทว่าหนิวชุ่ยฮวากลับห้ามเขาเอาไว้เสียก่อน โดยบอกว่าเขาไม่ควรไปที่นั่นเพื่อขอความช่วยเหลือในตอนกลางคืน เมื่อฟู่เหล่าชวนได้ยินเช่นนั้น เขาก็รู้สึกว่ามันดูสมเหตุสมผลเช่นกัน เพราะท้ายที่สุดแล้วสถานะของเขาในตอนนี้ต่างจากเมื่อก่อนมาก

 

เช้าวันรุ่งขึ้น หนิวชุ่ยฮวาก็ได้เร่งเร้าให้ฟู่เหล่าชวนไปที่บ้านของฟู่ต้าหย่งทันที ทั้งยังกำชับไปอีกว่าห้ามใช้อารมณ์อย่างเด็ดขาด ควรจะพูดดีๆเพื่อที่พวกเขาจะได้ยอมช่วยจู่จื่อ

 

ฟู่เหล่าชวนจึงไปที่นั่นโดยถือเค้กไปด้วย เขาได้เลือกเวลาได้เหมาะสมมากๆในตอนนี้บังเอิญว่าจางเหว่ยได้ถูกนายกเทศมนตรีจางเร่งเร้าให้เขาเอาของขวัญให้มอบให้กับตระกูลฟู่เสียก่อน ซึ่งเหตุผลนั้นก็ง่ายมาก เพราะการกระทำในครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่นายกเทศมนตรีจางรู้สึกประทับมากๆนั่นเอง

 

ดังนั้น จางเหว่ยจึงได้รับหน้าที่เป็นผู้ส่งสารอีกครั้ง

 

เมื่อเห็นว่าจางเหว่ยนั่งอยู่ในลานบ้านของฟู่ต้าหย่ง ฟู่เหล่าชวนก็ดูจะกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรเกี่ยวกับจู่จื่อ ทุกคนในครอบครัวของฟู่ต้าหย่งก็รู้ถึงจุดประสงค์ที่เขามาที่นี่ได้ในทันที

 

จางเหว่ยไม่เคยรู้จักกับฟู่เหล่าชวนมาก่อน จึงคิดว่าเขาเป็นปู่ที่ดีของฟู่เยี่ยน ดังนั้นจางเหว่ยจึงได้พูดกับเขาอย่างนอบน้อม ทั้งยังดึงฟู่เยี่ยนเข้ามาและให้เธอเข้าไปอยู่ข้างหน้าฟู่เหล่าชวนอีกด้วย

 

ทันใดนั้นเอง ใบหน้าของฟู่เหล่าชวนก็เริ่มซีดจนกลายเป็นสีเขียว ก่อนจะชะงักไปด้วยความตกตะลึง ทำเอาจางเหว่ยรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาทันที ทำไมชายชราถึงดูไม่มีความสุขขณะที่อยู่กับอาจารย์ฟู่เลยล่ะ

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่ต้าหย่งก็ได้พูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่ดูสงบว่า “พ่อครับ พ่อมีอะไรหรือเปล่า พอดีพวกเรากำลังมีแขก ก็เลยไม่ได้ทักทายพ่อ”

 

จางเหว่ยเป็นคนฉลาดอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงมีปฏิกิริยาตอบสนองได้ในทันที ดังนั้นเมื่อฟู่เหล่าชวนพูดถึงเรื่องของจู่จื่อขึ้นมา จางเหว่ยจึงได้ตัดไฟแต่ต้นลมในทันที โดยเขาพูดกับฟู่เหล่าชวนไปว่าเรื่องนี้ได้ถูกส่งไปยังผู้นำของมณฑลแล้ว

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เหล่าชวนก็ดูจะผิดหวังขึ้นมาทันที แต่เขาก็ยังคงพยายามพูดโน้มน้าวใจจางเหว่ยให้ช่วยจนถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม จางเหว่ยก็ยังคงปฏิเสธที่จะช่วยเขา

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เหล่าชวนก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก แม้ว่าเขาจะกล้าตะโกนใส่ลูกๆของตัวเอง แต่เขาไม่มีทางทำแบบนั้นกับลูกชายของนายกเทศมนตรีได้อย่างแน่นอน

 

เมื่อถึงเวลามื้อกลางวัน ฟู่เหล่าชวนก็ได้ลุกขึ้นและกำลังจะเดินออกไป ทันใดนั้นเองฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้านีก็ได้หันมามองหน้ากัน ก่อนที่ฟู่ต้านีจะรีบลุกขึ้นและพูดออกไปทันทีว่า

 

“พ่อคะ อย่าเพิ่งรีบกลับเลย พอดีหนูมีเรื่องอยากจะคุยกับพ่อนิดหน่อยค่ะ” หลังจากที่ฟู่ต้านีคุยเรื่องนี้กับพี่ใหญ่ของเธอแล้ว เธอจึงยังต้องคุยบางอย่างกับชายชรา เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นพ่อผู้ให้กำเนิดของเธอ แม้ว่าเธอจะไม่อยากเจอเขามากแค่ไหนก็ตาม แต่เธอก็ไม่อยากให้เขาต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวในบั้นปลายชีวิตอยู่ดี

 

ดังนั้นแม้ว่าเธอจะเกลียดหนิวชุ่ยฮวามากเพียงใด แต่หนิวชุ่นฮวาก็ยังคงมีความสำคัญกับชายชรา และเขาก็ยังเต็มใจที่จะรับฟังหนิวชุ่ยฮวาอีกด้วย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับเหล่าพี่น้องของเธอ และยังทำให้ฟู่เหล่าชวนมีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเรื่องนี้มีเพียงฟู่ต้านีเท่านั้นที่สามารถพูดได้



ตอนที่ 119 ตั้งใจ

 

ฟู่เหล่าชวนยังคงรู้สึกผิดเกี่ยวกับฟู่ต้านีอยู่ เพราะท้ายที่สุดแล้วเขาเองที่เป็นคนจัดการแต่งงานระหว่างเธอกับเก่อหงจวินโดยที่ไม่แม้แต่จะเอ่ยถามถึงความรู้สึกของฟู่ต้านีเลยแม้แต่น้อย

 

“พ่อคะ หากพ่ออยากมีชีวิตที่ดีกับหนิวชุ่ยฮวา ก็อย่ารีบให้จู่จื่อพ้นโทษออกมาเลยค่ะ เพราะหากไม่มีจู่จื่ออยู่ด้วย เธอก็ยังจะต้องพึ่งพาพ่อต่อไป ซึ่งจากเงินบำนาญที่พวกเราให้พ่อหลังจากที่พ่อเกษียณนั้น หนูเชื่อว่าเธอจะต้องดูแลพ่อเป็นอย่างดีแน่นอนค่ะ”

 

ฟู่ต้านีไม่ต้องการที่จะทะเลาะกับเขา และไม่อยากจะให้เขาเข้าใจผิด ดังนั้นจึงเป็นการดีกว่าที่เธอจะพูดออกไปตามตรงว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างไร

 

“จู่จื่อไม่ใช่อาชญากรรายใหญ่ ดังนั้นพ่อจึงหวังแค่ว่าเขาจะพ้นโทษในอีกหนึ่งหรือไม่ก็สองปี เพราะที่ผ่านมาชุ่ยฮวาก็ยังใจดีกับพ่อ” ฟู่เหล่าชวนยังคงรู้สึกซาบซึ้งเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ภายในใจ เพราะเห็นได้เลยว่าวันนี้หนิวชุ่ยฮวายอมก้มหัวให้กับเขาด้วยท่าทีที่อ่อนโยน ซึ่งนั้นก็เพราะลูกชายของเธอนั่นเอง

 

“แต่ถึงแม้เขาจะพ้นโทษออกมาแล้ว เขาก็ไม่สามารถหาภรรยาที่มาจากครอบครัวดีๆได้อยู่ดี ขนาดตอนนี้เขายังทำไม่ได้เลยไม่ใช่เหรอคะ? หนูได้ยินมาว่าพ่อเคยนัดดูตัวให้กับเขาอยู่หลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล มาถึงขนาดนี้แล้ว พ่อยังไม่รู้อีกอย่างนั้นเหรอว่าพวกเขามีทัศนคติอย่างไรกับพ่อ?”

 

“นอกจากนี้ พ่อเองก็น่าจะรู้ดีว่าหากพ่อหวังจะให้จู่จื่อดูแลพ่อตอนแก่ชรา หนูคิดว่าหนิวชุ่ยฮวาสามารถทำหน้าที่นั้นได้ดีกว่านะคะ เพราะถึงอย่างไรเธอก็อายุน้อยกว่าพ่อ”

 

ฟู่ต้านีเกือบจะพูดว่าหนิวชุ่ยฮวาสามารถจัดงานศพให้กับเขาได้ออกไปแล้ว

 

ทว่าฟู่เหล่าชวนเองก็ไม่ได้โกรธเคืองแต่อย่างใด เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย พลางครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ภายในใจ ซึ่งแม้ว่าเขาจะเป็นคนที่เห็นแก่ตัวมาโดยตลอด แต่เขาก็ยังอยากลองทำตามที่ลูกสาวพูดดูสักครั้ง

 

“เธอเองยังเอาตัวไม่รอดเลย ยังคิดจะมาสอนฉันอีกอย่างนั้นเหรอ อย่ามาห่วงฉันหน่อยเลย?” ฟู่เหล่าชวนแสร้งทำเป็นโกรธ

 

“พ่อคะ ในฐานะลูกสาว วันนี้หนูจะเล่าทุกอย่างให้กับพ่อฟังเอง พ่อรู้หรือเปล่าคะว่าพ่อทำอะไรลงไปบ้าง? พ่อทำให้พวกเราพี่น้องรู้สึกขุ่นเคืองใจมากเลยนะคะ”

 

“ตอนนี้ พ่อคิดว่าลูก ๆ ทั้งห้าคนของพี่ใหญ่ รวมไปถึงพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่จะดูแลพ่อหรือเปล่าคะ? พ่อรู้หรือเปล่าคะว่าได้ทำให้พี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่โกรธมากแค่ไหน ส่วนพี่ต้าจวง เขาก็ได้ออกไปปฏิบัติภารกิจกว่าจะกลับก็อีกหลายเดือน พ่อคิดว่าลูกสะใภ้จากตระกูลใหญ่จะมาดูแลพ่อได้อย่างนั้นเหรอคะ?”

 

“ส่วนสะใภ้เล็กยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย พ่อคิดว่าสิ่งที่พ่อทำกับต้าอันจะทำให้สะใภ้เล็กรู้สึกยังไง? พ่อจะให้เธอมาทำดีกับพ่อ มาดูแลพ่อหรือหาของดีๆมาให้พ่อทานอย่างนั้นเหรอคะ?”

 

“พ่อดูผู้เฒ่าหวังที่อยู่หมูบ้านเดียวกับพวกเราสิ ตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้าง? เมื่อก่อนเขาไม่เคยสนใจลูกๆของเขาเลย แล้วดูตอนนี้สิ เขาต้องใช้ชีวิตตอนแก่ชราอย่างโดดเดี่ยว นอกจากส่งข้าวและอาหารแล้ว มีลูกชายคนไหนบ้างมาคอยปรนนิบัติและดูแลเขา?”

 

“ส่วนหนู พ่อไม่ต้องห่วงอะไรเลยค่ะ หนูเลี้ยงลูกสาวทั้ง2คนได้อย่างสบายอยู่แล้ว และหนูก็สามารถดูแลตัวเองได้ ทั้งยังทำได้ดีมากๆอีกด้วย นอกจากนี้ในยามที่หนูแก่ชราลงไป หนูก็ยังมีลูกสาวที่คอยดูแล เพียงแต่ครอบครัวของเราจะไม่มีใครสืบสกุลเท่านั้นเอง”

 

ฟู่ต้านีพูดออกไปอย่างไม่ไว้หน้า เธอต้องการที่จะพูดเรื่องนี้มานานมากแล้ว ซึ่งมันก็ได้ทำให้ฟู่เหล่าชวนตกอยู่ในภาวะสับสนไปครู่หนึ่ง แต่ทว่าคนอื่นก็ไม่โง่ และหนิวชุ่ยฮวาเองก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะก่อนหน้านี้ฟู่เหล่าชวนได้ให้เงินกับเธอเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไปแล้ว ดังนั้นเมื่อเขาแก่ตัวลง เธอก็ต้องเป็นคนที่คอยดูแลเขาเช่นกัน

 

ฟู่เหล่าชวนเงียบไปครู่หนึ่ง ทุกคำที่ฟู่ต้านีพูดในวันนี้คือสิ่งที่เขาเองก็แอบคิดอยู่ในใจเช่นกัน บางทีหลังจากที่เขาเกษียณไปแล้ว สิ่งนี้อาจจะทำให้เขาคิดมากทีหลังก็เป็นได้

 

“พ่อคะ พ่อไม่จำเป็นต้องมอบหรือยกตำแหน่งหลังจากที่พ่อเกษียณให้กับจู่จื่อก็ได้ พ่อสามารถขายมันให้กับใครบางคนก็ได้นะคะ เมื่อถึงเวลานั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่หนิวชุ่ยฮวาจะไม่ดูแลพ่อ และบางทีพ่ออาจจะให้เงินกับเธอบ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งเธอจะต้องดูแลพ่อเป็นอย่างดีแน่นอน เพราะเธอเป็นห่วงลูกชายของเธอ”

 

“ตอนนี้ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลเลยค่ะ หลังจากที่พ่อเกษียณ พ่อก็ยังได้รับเงินค่าเลี้ยงดูตามที่เราได้ตกลงกันเอาไว้อย่างแน่นอน พ่อลองคิดดูดีๆนะคะ”

 

ฟู่เหล่าชวนพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ต้านี เธอพูดถูกแล้วล่ะ หากในอนาคต ฉันต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นจริงๆ ฉันจะไม่ขอให้เธอมาดูแลฉันตลอดหรอก แค่มาดูเป็นครั้งคราวให้คนอื่นรู้ว่าฉันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวก็พอ”

 

หลังจากที่พูดจบ เขาก็ได้เดินออกไปโดยไม่รอคำตอบของฟู่ต้านีเลย ส่วนฟู่ต้านีเองก็ได้มองตามแผ่นหลังของผู้เป็นพ่อไป ก่อนที่จะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว แต่เมื่อเขาเดินออกจากประตูไป เธอก็รีบเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว

 

ช่างน่าเสียดายจริงๆที่เขาเป็นต้นเหตุทำให้ทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของเขาทั้งหมด หากไม่ใช่เพราะเขา บางทีแม่ของเธออาจจะยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะในช่วงไม่กี่ปีให้หลัง การละเลยของฟู่เหล่าชวนก็ไม่ได้ต่างจากการฆ่าเสิ่นซู่ฉีทางอ้อมเช่นกัน

 

ในตอนเย็น ฟู่ต้านีได้เล่าถึงสิ่งที่เธอพูดคุยกับพ่อทั้งหมดให้ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยฟัง

 

“แม้ว่าตอนนี้ฉันจะรู้สึกเสียใจกับเขาก็ตาม แต่เขาเคยสงสารพวกเราที่ไหน ฉันคิดว่าเขาควรจะกำราบหนิวชุ่ยฮวาให้ดีกว่านี้ มิเช่นนั้นเขาก็จะต้องกลายเป็นคนที่ทนทุกข์ทรมานอย่างไม่รู้จบ” ฟู่ต้านีพูดขึ้นมา

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ส่วนหวังซู่เหมยก็ได้พูดปลอบใจฟู่ต้านีไป แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ได้คุยกับฟู่ต้าหย่งเป็นการส่วนตัวว่าเงินที่พวกเขาจะให้เป็นเงินค่าเลี้ยงดูกับชายชราจะต้องเพียงพอในอนาคตอย่างแน่นอน อย่าเพิ่งคิดมากไปเลย

 

ฟู่ต้าหย่งพยักหน้ารับและเห็นด้วยกับสิ่งที่เธอพูด แม้ว่าเขาจะรู้สึกไม่ค่อยดีกับฟู่เหล่าชวนเท่าไหร่นัก แต่เขาก็ยังอยากให้ผู้เป็นพ่อมีความสุขในบั้นปลายของชีวิต และจะเป็นการดีกว่าหากพวกเขาทั้งสองฝ่ายไม่ต้องมารบกวนกันอีก

 

ไม่มีใครรู้เลยว่าหนิวชุ่ยฮวาพูดอะไรบ้างในตอนที่ฟู่เหล่าชวนกลับถึงบ้าน แต่ถึงอย่างไรเธอก็ไม่ได้บ่นเขาอีกแล้ว ดูเหมือนว่าเธอจะยอมรับชะตากรรมแล้วจริงๆ และยอมรับแล้วว่าลูกชายของเธอนั้นไม่สามารถหลุดพ้นจากเรื่องนี้ได้

 

ดังนั้นเธอจึงดูแลฟู่เหล่าชวนได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร เสื้อผ้า ทำความสะอาดบ้าน ทั้งยังคอยไปส่งเขาทำงานอีกด้วย ซึ่งในช่วงปลายปี ฟู่เหล่าชวนก็จะเกษียณแล้ว เขาจึงได้ขายตำแหน่งในการทำงานของเขาและได้รับเงินจำนวนมากเลยทีเดียว ว่ากันว่าเป็นญาติของเขาเองที่ซื้อมันไป และตอนนี้เงินค่าดูแลที่ฟู่ต้าหย่งและคนอื่นให้กับเขาก็เพียงพอที่จะทำให้เขาใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายแล้ว

 

หลังปีใหม่ เรื่องของจู่จื่อและพรรคพวกก็ได้ข้อสรุปแล้ว ซึ่งจู่จื่อถูกตัดสินให้รับโทษเป็นเวลา2ปี เนื่องจากเขามีส่วนร่วมโดยตรงกับขบวนการนี้ ส่วนเอ้อร์โก่วถูกตัดสินให้จำคุก1ปี แต่ได้รับการประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี

 

ทางด้านเก่อหงจวิน อดีตอาเขยของฟู่เยี่ยนนั้นก็ถูกตัดสินรับโทษเป็นเวลา1ปีเช่นกัน ก่อนจะได้รับการประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดีเหมือนกัน ถึงแม้ว่าโทษครั้งนี้จะไม่ได้ร้ายแรงมากนัก แต่เขาก็ยังคงมีประวัติอาชญากรรมอยู่

 

หลังจากที่รู้เรื่องนี้ ฟู่ต้านีจึงได้สาปแช่งออกมาทันที “พี่สะใภ้ ทำไมชีวิตของฉันถึงได้น่าสังเวชขนาดนี้กันนะ หากฉันรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ฉันคงจะบีบคอเขาให้ตายไปตั้งนานแล้ว” ฟู่ต้านีร้องไห้พร้อมกับระบายความคับข้องใจออกมา ทว่าอย่างไรก็ตาม ทุกอย่างก็ได้ถูกตัดสินมาแล้ว และทายาทของอาชญากรก็จะไม่ได้รับโควต้าเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอีกด้วย

 

“ต้านี อย่ากังวลไปเลย อย่างที่เสี่ยวฮั่วบอกไปเมื่อไม่นานมานี้นั่นแหละ ถึงอย่างไรในอนาคตพวกเธอก็ยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เลย เธอควรจะทุ่มเทเวลาให้กับงานของเธอดีกว่า หากวันข้างหน้าฟู่เวยและฟู่หรงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ อย่างแย่ที่สุดก็ให้พวกเธอกลับมาสืบทอดธุรกิจบ่มเหล้าของฉันก็ได้ ฉันจะให้ทุกอย่างกับพวกเธอทั้งหมด เธอไม่ต้องห่วงฉันหรอกนะ ฉันยังมีฟู่เยี่ยนและลูกๆอีกหลายคนคอยดูแล!” ตอนนี้สิ่งที่หวังซู่เหมยพอจะทำได้ก็คือการปลอบใจฟู่ต้านีเท่านั้น

 

ทว่าสีหน้าของฟู่ต้านีก็ยังคงดูไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่นัก ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เธอเชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้นไม่น้อยหากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยถูกกำหนดขึ้นใหม่อย่างชัดเจนอีกครั้ง

 

ทันใดนั้นเอง ความทุกข์ของฟู่ต้านีก็ได้ถูกลืมไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพวกเขาได้รับจดหมายจากฟู่ซิน โดยแจ้งว่าเขาจะได้ลากลับบ้านเพื่อเยี่ยมญาติในวันที่2ของเดือนหน้า และเขาจะกลับถึงบ้านประมาณวันที่4 ซึ่งครั้งนี้เขาได้ลาหยุดถึงหนึ่งเดือน โดยเขาไม่ได้แนบเงินมาในจดหมายเหมือนกับทุกครั้ง ดังนั้นทุกคนจึงคิดว่าฟู่ซินจะต้องซื้อของขวัญมาฝากทุกคนอย่างแน่นอน

 

หวังซู่เหมยรู้สึกมีความสุขมาก เธอไม่ได้เจอลูกชายมานานกว่าสองปีแล้ว และเมื่อเห็นผู้เป็นแม่มีความสุข ฟู่เยี่ยนจึงได้หัวเราะออกมาด้วยความดีใจ ซึ่งได้ทำให้ทุกคนหัวเราะตามในที่สุด

 

ทว่าข่าวดีของพวกเขายังไม่หมดแค่นั้น ฟู่ต้าจวงเองก็ได้ส่งจดหมายมาด้วยเช่นกัน โดยเขาได้บอกว่าตอนนี้ฉือหมิ่นตั้งครรภ์ได้3เดือนกว่าแล้ว ซึ่งแพทย์ทหารยังได้บอกว่าลูกของเขาเป็นฝาแฝดผู้หญิงอีกด้วย! ฟู่ต้าจวงรู้สึกว่าเขาโชคดีมากจริงๆ ดังนั้นเขาจึงได้ซื้อของดีๆมากมายส่งมาให้กับฟู่เยี่ยน ทั้งยังจุดธูปภาวนาให้กับเสิ่นซู่ฉีเพื่อขอให้ดวงวิญญาณของแม่เขาช่วยอวยพรให้ฉือหมิ่นตั้งครรภ์ลูกแฝดได้อย่างราบรื่น

 

ฉือหมิ่นรู้มานานแล้วว่าลูกของเธอเป็นฝาแฝดผู้หญิง และเธอก็มีความสุขมากอีกด้วยที่สามีของเธอไม่มีค่านิยม ‘รักลูกชายมากกว่าลูกสาว’ ซึ่งเธอได้เขียนบอกเล่าสิ่งเหล่านี้ลงในจดหมายของเธอ และเมื่อฟู่ต้าหย่งและคนอื่นอ่านมัน พวกเขาก็คิดว่าตอนแรกฉือหมิ่นคงคิดมากไป เพราะครอบครัวของพวกเขาเปิดกว้างในเรื่องนี้ แม้แต่ฟู่ต้านีเองก็ได้ผ่านเรื่องแบบนี้มาแล้วเช่นกัน และยังมีความคิดที่เปิดกว้างมาก ตอนนี้ลูกสาวทั้งสองคนของเธอเพิ่งจะเรียนแค่ชั้นประถม เธอเชื่อว่าลูกสาวของเธอยังมีเวลาใช้ชีวิตอีกยอะ

 

ฟู่เหมี่ยวชอบของฝากที่อารองส่งมาให้กับฟู่เยี่ยนหลายอย่างเลยทีเดียว โดยเฉพาะผ้าที่อยู่ข้างใน มันเป็นผ้าลายดอกไม้ที่มาจากชนกลุ่มน้อยในมณฑลยูนนาน ซึ่งจะพูดว่าฟู่เหมี่ยวหลงรักมันตั้งแต่แรกเห็นเลยก็ว่าได้ เธอกำลังคิดว่าจะเอามันมาทำกระเป๋าใบเล็กๆ แต่เนื่องจากผ้าผืนไม่ใหญ่ เธอจึงทำได้เพียงแค่มองเท่านั้น

 

ฟู่เยี่ยนเป็นคนที่มีน้ำใจอยู่แล้ว เธอจึงได้มอบผ้าผืนนั้นให้กับฟู่เหมี่ยวไปเพื่อให้เธอได้ทำกระเป๋าอย่างที่ต้องการ เมื่อได้รับผ้าผืนนั้นมาแล้ว ฟู่เหมี่ยวก็มองไปที่มันอย่างละเอียด ก่อนจะพบว่ามันสามารถใช้ตัดถุงใบเล็กๆได้ถึงสองใบ เธอจึงตั้งใจว่าจะทำให้น้องสาวของเธอหนึ่งใบ



ตอนที่ 120 แลกเปลี่ยนทักษะ

 

เมื่อรู้วันที่พี่ใหญ่จะกลับมาเยี่ยมบ้านอย่างแน่ชัดแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจว่าหากพี่ใหญ่ของเธอกลับมา เธอจะเริ่มแผนการตามหาขุมทรัพย์ในทันที

 

เมื่อไม่นานมานี้ ในช่วงที่เธอไม่มีอะไรทำ เธอก็ได้เตรียมยันต์เพิ่มอีกสองสามประเภท ซึ่งมันคือยันต์ป้องกันที่ทรงพลังมากกว่ายันต์ประสาทหลอนในก่อนหน้านี้ของเธอเสียอีก ทั้งยังมีพลังมากกว่ายันต์แคล้วคลาดและสามารถป้องกันอันตรายได้ถึง9ครั้งเลยทีเดียว ดังนั้นมันน่าจะมีประโยชน์ในการตามหาขุมทรัพย์ครั้งนี้ไม่มากก็น้อย

 

ในที่สุด เฉียนซวนก็ยอมมาโรงเรียนแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเขายังไม่ค่อยเข้าใจยันต์อย่างลึกซึ้งเท่าไหร่นัก ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมยันต์ของเธอถึงมีประสิทธิภาพสูงถึงขนาดนี้ หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ได้พบว่ามีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่พอจะเป็นไปได้ เป็นเพราะเธอใช้ชาดจากดินแดนต่างมิติอย่างนั้นหรือ?

 

ก่อนหน้านี้ ฟู่เยี่ยนไม่เคยให้ความสำคัญกับการวาดยันต์เลย เธอแค่จุ่มปากกาลงในหมึกหรือไม่ก็น้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์และวาดมันอย่างลวกๆ ซึ่งมันก็ได้ผลที่แทบจะไม่ต่างกัน และหลังจากที่ดินแดนต่างมิติของเธอได้รับการขยายอาณาเขต เธอก็ได้พบกับวัสดุที่ใช้ทำยาแพทย์แผนจีนจำนวนมากถูกเก็บเอาไว้ในบ้านไม้ไผ่ ซึ่งในบรรดาของพวกนั้นก็ได้มีกล่องชาดหลายกล่องรวมอยู่ด้วย ฟู่เยี่ยนจึงถือโอกาสนำมามันใช้วาดยันต์

 

เมื่อถึงเวลาเลิกเรียนในตอนเย็น ฟู่เยี่ยนก็แทบรอไม่ไหวที่จะกลับไปลองทำในสิ่งที่เธอคิดอีกครั้ง แต่ทว่าเฉียนซวนก็ได้หยุดเธอเอาไว้เสียก่อน

 

“ฟู่เยี่ยน เธอวาดยันต์นั้นได้อย่างไรกัน? ทำไมฉันถึงวาดมันไม่ได้ล่ะ?”

 

“นั่นคือความลับที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ของฉัน หากเป็นนาย นายจะสอนเคล็ดลับของตัวเองให้กับคนอื่นหรือเปล่าล่ะ?” ฟู่เยี่ยนพูดพลางกลอกตาไปมา ก่อนจะมองค้อนเฉียนซวนไปปราดหนึ่ง

 

ทันใดนั้น เฉียนซวนก็ได้พูดขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้น... เธอช่วยสอนฉันหน่อยได้ไหม?”

 

“ไม่ได้ นายมีอะไรจะถามฉันอีกไหม? หากไม่มีฉันจะกลับบ้านแล้ว เพราะฉันยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกเยอะเลย” ฟู่เยี่ยนปฏิเสธออกไปทันที แต่เธอก็ไม่ได้พูดไม่ดีกับเขา แค่เธออยากกลับบ้านเร็วๆเท่านั้น

 

“ถ้าอย่างนั้นก็บอกมาก่อนสิว่าเธอจะสอนฉันหรือเปล่า?” เฉียนซวนยังคงไม่ยอมแพ้ และพยายามที่จะตามเซ้าซี้ฟู่เยี่ยนไม่หยุด ที่เขาอยากเรียนก็เพราะจะได้เจอกับแม่เวลาที่เขาคิดถึงนั่นเอง

 

“ฉันไม่จำเป็นต้องสอนนายเลย และนายเองก็ไม่สามารถเรียนรู้ทักษะนี้ได้ด้วย เพราะฉะนั้นอย่าเสียเวลาดีกว่า”

 

“ฟู่เยี่ยน ในฐานะทายาทของตระกูลมู่ ฉันยินดีรับปากทำตามที่เธอต้องการ3เรื่อง ขอเพียงไม่ใช่เรื่องที่ละเมิดศีลธรรม เธอก็สามารถสอนฉันได้” ทันที่เธอพูดจบ เฉียนซวนก็ได้พูดแทรกขึ้นมาด้วยท่าทีที่จริงจัง

 

“ตระกูลมู่? นายแซ่เฉียนไม่ใช่เหรอ?” ฟู่เยี่ยนเลิกคิ้วขึ้นด้วยความงุนงง เธอรู้ว่ามีตระกูลใดบ้างที่รู้เรื่องอภิปรัชญาในประเทศนี้ ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีคนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยมาก ทั้งยังมีน้อยคนที่จะสนใจเรื่องพวกนี้อีกด้วย แต่ตระกูลมู่ก็ยังคงถือว่าเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้

 

อย่างไรก็ตาม คนที่มีพรสวรรค์อันสุดยอดนั้นต่างก็สูญหายไปในช่วงสงครามจำนวนมาก ดังนั้นในช่วงไม่กี่ปีให้หลังจึงไม่มีคนรับช่วงต่อ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถสืบทอดเสื้อคลุมของลัทธิเต๋าได้ และพวกเขาต่างก็ได้เลือกเส้นทางการใช้ชีวิตแบบอื่น

 

“แซ่เฉียนเป็นแซ่ของแม่ฉันเอง ส่วนแซ่ที่แท้จริงของฉันคือมู่ และชื่อของฉันก็คือมู่อี้อัน”

 

ขณะที่ฟังนั้น ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกได้ว่าสิ่งที่เพื่อนร่วมชั้นของเธอพูดนั้นเป็นเรื่องจริง ดังนั้นการที่เธอสอนเขาวาดยันต์คงจะไม่เสียหายอะไร อย่างไรก็ตามยันต์นี้เธอก็เป็นคนคิดค้นมันขึ้นมาเอง จึงไม่ต้องกลัวว่าจะไปละเมิดลิขสิทธิ์ของใคร

 

“ตอนนี้นายไม่ใช่ทายาทตระกูลมู่แล้วหรือ? ถ้าอย่างนั้นคำพูดก่อนหน้านี้ของนายก็ไม่มีความหมายน่ะสิ” ฟู่เยี่ยนพูดพลางโบกมือไปมาเบาๆ

 

“ฉัน ฉันคือว่าที่ผู้สืบทอด ในตระกูลไม่มีใครที่มีความสามารถเท่ากับฉันอีกแล้ว!” เฉียนซวนรู้สึกวิตกกังวลและใบหน้าของเขาก็ได้เปลี่ยนเป็นสีแดง

 

ฟู่เยี่ยนมองไปที่เขา พลางตั้งคำถามอยู่ภายในใจว่าเขายังเป็นผู้ชายอยู่หรือเปล่า? เพราะผู้ชายที่สมกับเป็นผู้ชายในใจของเธอคือไป๋โม่เฉินคนเดียวเท่านั้น

 

แต่ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกสับสนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทำไมเธอถึงได้คิดถึงไป๋โม่เฉินกันล่ะ?

 

“ถ้าอย่างนั้น ฉันมีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งมันก็ไม่ได้มากมายอะไรหรอก ในเมื่อฉันสอนนายวาดยันต์ของฉัน นายเองก็ต้องสอนเรื่องอื่นกับฉันเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเหมือนกัน แบบนี้ดีหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนสนใจในมรดกสืบทอดของตระกูลเก่าแก่มากๆอยู่แล้ว

 

“ได้เลย!” เฉียนซวนครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลงในที่สุด เพราะคุณปู่ของเขาเองก็ไม่ได้ห้ามสอนใครในเรื่องที่พวกเขารู้เช่นกัน

 

“ในเมื่อนายตกลงแล้ว ก็อย่ามาเสียใจทีหลังล่ะ แล้วอย่าคิดที่จะเอายันต์ที่คล้ายกับยันต์ของฉันมาสอนอย่างเด็ดขาด เพราะผ้าขี้ริ้วของนายไม่มีทางสู้ยันต์ของฉันได้อย่างแน่นอน”

 

“แล้วเธอจะว่างเมื่อไหร่ล่ะ?” เฉียนซวนเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความรู้สึกกังวล เพราะกลัวฟู่เยี่ยนจะคืนคำ

 

“สุดสัปดาห์นี้นายมาที่บ้านของฉันก็แล้วกัน อย่าลือเอากระดาษวาดยันต์ของนายมาเองด้วยล่ะ” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินจากไป โดยทิ้งให้เฉียนซวนยืนอยู่กับสายลมเพียงลำพัง

 

ฟู่เยี่ยนรีบกลับบ้านโดยเร็วที่สุด จากนั้นเธอก็รีบเข้าไปในดินแดนต่างมิติทันที เมื่อเข้ามาแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้รีบวิ่งตรงไปยังบ้านไม้ไผ่พร้อมกับหยิบหินหมึกที่เธอใช้วันนั้นขึ้นมา ซึ่งยังมีชาดหลงเหลืออยู่เล็กน้อย ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้หยดน้ำลงไป2-3หยด

 

จากนั้น เธอก็หยิบกระดาษวาดยันต์ที่ได้มาจากเฉียนซวนออกมา ก่อนจะเริ่มลงมือวาดยันต์แคล้วคลาดในทันที เธอตั้งสมาธิทั้งหมดไปที่ปลายปากกา และวาดมันให้เสร็จภายในการจรดปากกาเพียงแค่ครั้งเดียว เมื่ออักขระตัวสุดท้ายถูกวาดลงไปบนกระดาษยันต์ มันก็ได้เปล่งแสงสีทองจางๆออกมาทันที

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้ยันต์ที่เธอวาดมักจะมีเพียงแสงสีทองเปล่งประกายขึ้นมาแวบเดียวเท่านั้น แต่ตอนนี้มันกลับยังคงเปล่งประกายออกมาไม่หยุด ราวกับว่ายันต์แคล้วคลาดแผ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว

 

มันเหมือนกับการที่เราจะได้ชิ้นงานที่ดีและมีคุณภาพนั้น เครื่องมือในการทำชิ้นงานชิ้นนั้นก็ต้องดีเสียก่อน ซึ่งเมื่อเธอมีกระดาษวาดยันต์ที่ดี ดังนั้นยันต์ของเธอจึงได้มีประสิทธิภาพที่สูงมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

 

เมื่อรู้ถึงผลลัพธ์นี้แล้ว ฟู่เยี่ยนจึงได้ไปเอาชาดมาเพิ่ม ภารกิจล่าขุมทรัพย์ครั้งนี้เธอจะประมาทไม่ได้ และทุกคนจะต้องปลอดภัย ดังนั้นเธอจึงตั้งสมาธิอีกครั้ง ก่อนจะวาดยันต์ทั้งหมดที่เธอคิดว่าจำเป็นด้วยชาดที่เธอหยิบมาเมื่อครู่นี้ เธอวาดมันอยู่นานจนกระทั่งหวังซู่เหมยมาตามให้เธอไปทานมื้อเย็น

 

ทว่าฟู่เยี่ยนกลับลืมเรื่องบางอย่างไป จนถึงตอนนี้เธอยังไม่ได้คุยเรื่องนี้กับพ่อของเธอเลย

 

หลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จ ฟู่เยี่ยนจึงไปที่ห้องของฟู่ต้าหย่งเพื่อเล่าเรื่องทั้งหมดให้กับเขาฟัง

 

“พ่อคะ หนูตัดสินใจว่าจะไปสำรวจขุมทรัพย์บนภูเขาดูสักหน่อยค่ะ” ฟู่เยี่ยนเริ่มเล่าให้เขาฟังทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในวันที่เธอไปพบกับเจิ้งจื้อ

 

“หนูคิดว่าสิ่งที่หนูมีอยู่ตอนนี้คือแผนที่ฉบับสมบูรณ์ พ่อคะ หนูไม่อยากทิ้งโอกาสนี้ไปจริงๆ หนูมีลางสังหรณ์ว่ามีบางอย่างกำลังรอหนูอยู่ที่นั่นค่ะ”

 

“ตกลง พ่อจะไปกับลูกด้วย เมื่อพี่ใหญ่ของลูกกลับมา เราจะบอกเรื่องนี้กับเขา ไม่ต้องให้อาเล็กและพี่รองของลูกไปหรอก เราจะไปที่นั่นแค่สามคนเท่านั้น”

 

ฟู่ต้าหย่งคิดไม่ถึงเลยว่าฟู่เยี่ยนจะเป็นคนที่เด็ดเดี่ยวถึงขนาดนี้ แต่หากจะพูดตามความจริงแล้ว ตอนที่เขาเห็นแผนที่แผ่นนี้ครั้งแรก เขาเองก็รู้สึกว่ามีบางอย่างดึงดูดเขาด้วยเช่นกัน

 

“หนูเข้าใจแล้วค่ะพ่อ! หนูจะไปคิดเรื่องนี้ให้รอบคอบและรัดกุมกว่านี้ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นค่ะ” ฟู่เยี่ยนรู้สึกขอบคุณพ่อของเธอมากจริงๆ

 

นับตั้งแต่ที่ฟู่เยี่ยนมาแทนเสี่ยวฮุ่ยตัวจริง พ่อของเธอก็ให้ความสำคัญกับเธอมาโดยตลอด และแน่นอนว่าเขาไม่ได้ทำเพื่อตัวเธอเองอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังทำเพื่อลูกๆทุกคนอย่างเต็มที่ ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าฟู่ต้าหย่งและฟู่เหล่าชวนนั้นเป็นพ่อที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว

 

ดังนั้น ฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกขอบคุณที่เธอได้พบกับครอบครัวดีๆแบบนี้ ในชีวิตที่แล้วของเธอ เธอไม่เคยได้รับความรักจากครอบครัวเลย แต่ตอนนี้เธอสามารถแสดงท่าทีที่มีความสุข ความโกรธหรืออารมณ์ต่างๆออกมาได้อย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งนี่ก็คือฟู่เยี่ยนตัวจริงนั่นเอง

 

ในที่สุด ตัวตนที่แสนเย็นชาในก่อนหน้านี้ก็ได้พังทลายหายไปด้วยความอบอุ่นที่เธอได้รับจากทุกคนในครอบครัวนี้

 

หลังจากนั้น ฟู่ต้าหย่งก็ได้บอกเรื่องนี้กับหวังซู่เหมย ซึ่งหวังซู่เหมยได้เงียบไปครู่หนึ่ง ทว่าเธอก็ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด เพียงแค่ลูบไปที่หลังของฟู่เยี่ยนเบาๆ และไม่ยอมปล่อยเท่านั้น

 

“คุณคะ เสี่ยวฮั่วเป็นเด็กดีและฉลาดมาก เราต่างหากล่ะที่ล้มเหลวในการเป็นพ่อแม่ เราไม่รู้วิธีที่จะสนับสนุนเสี่ยวฮั่วให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างไรเสียด้วยซ้ำ? ดูสิ ในวัยเดียวกันนี้ เสี่ยวมู่และลูกคนอื่นรู้จักแค่เรื่องกินและเรื่องเล่นเท่านั้น”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งก็ลูบไปที่หลังของหวังซู่เหมยเบาๆเพื่อปลอบใจเธอ

 

“การเติบโตของเสี่ยวฮั่วไม่ได้เป็นเพราะความบกพร่องของเราหรอกนะ มันเป็นเพราะสิ่งที่เธอเห็นมากกว่าที่ทำให้เธอเติบโตขึ้น เธอเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์เหมือนกับแม่ของผม ซึ่งเป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ผมรู้ว่าครั้งนี้ทุกอย่างจะต้องเป็นไปได้ด้วยดี ก็เลยมาคุยกับคุณเพื่อจะบอกว่าอย่าเครียดไปเลย ปล่อยให้เธอได้สนุกกับชีวิตอย่างที่ควรจะเป็นเถอะ ส่วนเราก็แค่คอยมองดูอยู่ห่างๆในฐานะพ่อแม่ก็พอ”

 

“อืม ตั้งแต่ที่เธอแนะนำให้ฉันทำเหล้า เราก็หาเงินได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แม้ว่าหลังจากนี้เราจะไม่มีรายได้เลยก็ตาม แต่เรายังใช้ชีวิตอยู่ได้เกินสิบปีเลยล่ะ และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะลูกสาวของเรา อีกอย่างตอนนี้เธอก็ยังทำเงินได้มากมายจากการขายยันต์อีกด้วย ที่สำคัญเสี่ยวฮั่วไม่เคยตระหนี่เลย ฉันมักจะเห็นว่าเธอให้เงินค่าขนมกับฟู่เซินอยู่หลายครั้ง ซึ่งฟู่เซินยังรับมันไปด้วยท่าทีที่ดีใจมากๆอีกด้วย”

 

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หวังซู่เหมยก็รู้สึกโมโหขึ้นมา และฟู่เซินที่อยู่ห้องข้างๆก็ได้ตัวสั่นขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ

 

“ลูกๆทุกคนของเราต่างก็เป็นคนดี ไม่ใช่ว่าเสี่ยวมู่อยากจะได้เงินจากเสี่ยวฮั่ว และก็ไม่ใช่ว่าเสี่ยวฮั่วจะไม่รู้ถึงเรื่องนี้ แต่เป็นเพราะเธอเต็มใจที่จะให้ต่างหากล่ะ หากเธอไม่ต้องการที่จะทำแบบนั้น เธอคงจะปฏิเสธและไม่สนใจไปแล้ว ฉะนั้นคุณก็อย่าคิดแบบนั้นเลยนะ ผู้คนมากมายหลายร้อยคนยังมีนิสัยที่แตกต่างกันเลย ดังนั้นเด็กๆเองต่างก็มีบุคลิกเป็นของตัวเองเช่นกัน เรามีหน้าที่แค่ต้องประคับประคองและชี้แนะพวกเขาให้ดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้องเท่านั้น”

 

ขณะที่ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยกำลังคุยกันอยู่ในห้องนั้น ฟู่เยี่ยนที่อยู่ข้างนอกก็ได้ยินทุกคำพูดเช่นกัน

 

เธอรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก ทั้งยังคิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกด้วย เธอคิดว่าเธอทำทุกอย่างได้ดีพอแล้ว แต่ไม่คาดคิดเลยว่าในสายตาของพ่อกับแม่ เธอจะยังเป็นเด็กอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามหลังจากที่เรื่องนี้จบลง เธอจะต้องตั้งใจเรียนและพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น



จบตอน

Comments