ตอนที่ 121 คนมีพรสวรรค์
วันหยุดสุดสัปดาห์ ฟู่เยี่ยนอยู่ที่บ้านเพื่อรอเฉียนซวนมาหา แต่เมื่อนึกได้ว่าเขาไม่รู้จักบ้านของเธอ เธอจึงไปรอเขาอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน โดยมีเจ้าเจียงจวินและมู่ฮวาวิ่งตามไปด้วย
ช่วงนี้วั่งไฉไม่ค่อยอยากออกจากบ้าน จี๋เซียงใกล้คลอดลูกแมวแล้ว วั่งไฉน่าจะกังวล แมวป่าตัวนี้มีชื่อแล้ว มันชื่อว่าจี๋เซียง เพราะฟู่เวยและฟู่หรงเห็นว่าลวดลายบนตัวของมันมีลักษณะคล้ายคำว่า ‘จี๋’ ดังนั้นฟู่ต้านีจึงตั้งชื่อมันว่า ‘จี๋เซียง’
เมื่อก่อนเจ้าเจียงจวินและมู่ฮวากลัววั่งไฉ ทุกครั้งที่มันอยากเข้ามาคลอเคลียใกล้ๆฟู่เยี่ยน พวกมันสองตัวก็มักจะถูกวั่งไฉตบทุกครั้ง พอเวลานานเข้าจึงไม่กล้าเข้าใกล้เธอแล้ว แต่ระยะนี้วั่งไฉมัวแต่พะวงเรื่องจี๋เซียง เจ้าสองตัวนี้จึงกล้ามาเล่นกับฟู่เยี่ยนแล้ว
พวกมันวิ่งตามหลังฟู่เยี่ยนเหมือนองครักษ์น้อย โดยเฉพาะเจียงจวินที่เป็นแมวดำตาสองสี ในตอนที่เฉียนซวนเจอฟู่เยี่ยน เขาก็เห็นว่ามีแมวดำตัวหนึ่งกำลังนอนหมอบอยู่ข้างเท้าของฟู่เยี่ยนแล้ว
ฟู่เยี่ยนยังคงชินกับการเรียกเขาว่า ‘เฉียนซวน’ ไม่ชินเรียกเขาว่า ‘มู่อี้อัน’ เพราะถึงอย่างไรมันก็แค่ชื่อเรียกเท่านั้น
“นี่คือแมวของเธอ?” เฉียนซวนแพ้ขนแมว เขาจึงไม่กล้าเข้าไปใกล้
“ของพี่ชายกับพี่สาวของฉัน ทำไม นายกลัวมันหรอ?” ฟู่เยี่ยนเห็นเฉียนซวนยังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่กล้าขยับเข้ามาใกล้เธอ
“ฉันแพ้ขนแมว เธอ ฮัดชิ้ว! ……”
ฟู่เยี่ยน: ……
สุดท้าย เธอจึงต้องให้เจ้าเจียงจวินและมู่ฮวากลับบ้านไปก่อน ทั้งสองถึงได้เดินไปบ้านไปพร้อมกัน ฟู่เยี่ยนได้บอกคนในครอบครัวไว้ก่อนแล้วว่าจะมีคนในแวดวงเดียวกันมาเรียนวาดยันต์ ดังนั้นทุกคนจึงรู้เรื่องนี้ เพียงแค่พวกเขาไม่คิดว่าจะเป็นเด็กชายคนหนึ่ง
สีหน้าของเฉียนซวนดูดีขึ้นมาเล็กน้อย ทว่าเขาดูอ่อนแอไปหน่อย สรุปก็คือเขาเป็นคนที่ดูสดใส อีกทั้งเวลาที่เขาพูดมักจะหน้าแดง ทำให้หวังซู่เหมยและฟู่ต้านีรักและเอ็นดูเข้าไปใหญ่ เฉียนซวนยังนำของฝากจากเมืองหลวงมามอบให้หวังซู่เหมยด้วยสองมือของเขาอีกด้วย
ฟู่เยี่ยนมุ่ยปาก เขาก็แค่เสแสร้งไปแบบนั้นแหละ เพราะที่จริงเขาคือปีศาจตัวน้อยต่างหาก
เพราะแท้จริงแล้วเฉียนซวนไม่ได้มีนิสัยดีอะไร เขาแค่เกิดมาแล้วพูดทีไรก็หน้าแดง ซึ่งถือเป็นการพรางตัวตามธรรมชาติของเขา แต่เขาคนนี้เอาใจยากและมีนิสัยน่ากลัว ทั้งยังชอบแอบทรมานคนเก่ง หากไม่ใช่เป็นเพราะฟู่เยี่ยนมีวิชาสูง ป่านนี้เธอคงถูกเขาจัดการไปแล้ว
คนแบบนี้ควรอยู่ให้ห่าง หากไม่ใช่เพราะเธออยากเรียนยันต์ที่สืบทอดมาในตระกูลของเขา ฟู่เยี่ยนก็คงไม่สนใจเขาคนนี้
“ฉันจะสาธิตให้ดูก่อนหนึ่งรอบ หากทำไม่ได้ก็อย่ามาโทษฉันนะ” ฟู่เยี่ยนหยิบพู่กันขึ้นมาเตรียมสาธิตวิธีวาดยันต์ให้ดู
เฉียนซวนพยักหน้า เขาตั้งใจดูลำดับการลงลายเส้นพู่กันและน้ำหนักมือของฟู่เยี่ยน หลังจากดูฟู่เยี่ยนสาธิตการวาดยันต์ไปสองแผ่นแล้ว เฉียนซวนก็เริ่มวาดยันต์ตาม แต่จังหวะแรกไม่ลำดับเส้นผิดก็วาดเส้นผิด
หลังจากวาดไปหลายสิบครั้ง ในที่สุดเขาก็เริ่มวาดมันได้
ในเวลานี้ เฉียนซวนเหงื่อท่วมตัวแล้ว การวาดยันต์ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยระดับความสามารถของเฉียนซวน ในแต่ละวันเขาวาดยันต์ใช้ได้แค่หนึ่งแผ่นเท่านั้น
“นายนี่มันไม่ได้เรื่องเลย ฉันนึกว่านายจะจำมันได้ดีเหมือนกับตอนที่นายท่องบทความเสียอีก” ฟูเยี่ยนเยาะเย้ยเขาเสียงดัง
เฉียนซวนทำเหมือนไม่ได้ยินอะไร เขาดื่มน้ำแล้วฮึดสู้วาดใหม่ คราวนี้ดีขึ้นมาก อย่างน้อยลำดับเส้นก็ถูก แต่พลังยังไม่ใช่
“ฉันจะวาดใหม่อีกครั้ง นายสังเกตการหายใจของฉันด้วย” ฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นนานแล้วว่าเฉียนซวนฝึกมาคนละแนวทางกับเธอ เห็นได้ชัดว่าเจ้าเด็กคนนี้เฝ้าฝึกฝนมาตลอด เขาฝึกพลังภายในของตนเองมาหลายปีแล้ว ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกรักในความสามารถของตนเองขึ้นมาทันที หากเธอไม่ได้ประสบพบเจอโชคนั้น เธอจะต้องตามเขาไม่ทันอย่างแน่นอน
ดังนั้นที่เขาบอกว่าเขาคือทายาท ฟู่เยี่ยนจึงได้เชื่อเรื่องนี้สนิทใจ เพราะนั่นเป็นเรื่องที่จะต้องเป็นจริงเข้าสักวัน ไม่ช้าก็เร็ว
เฉียนซวนฟังคำแนะนำของฟู่เยี่ยน เพราะมันเป็นการเปิดวิธีคิดแบบใหม่ให้เขา ดังนั้นในตอนที่ฟู่เยี่ยนสาธิตการวาดยันต์ให้ดู เขาถึงกับกลั้นหายใจตัวเอง เพราะกลัวว่าเสียงลมหายใจตัวเองจะดังเกินไปจนทำให้เขาไม่ได้ยินเสียงลมหายใจของฟู่เยี่ยน
และหลังจากนี้อีกหลายปีต่อไป เฉียนซวนจะประสบความสำเร็จได้เป็นอาจารย์ที่ผู้คนยกย่อง เขาจะได้ฟื้นคืนความรุ่งโรจน์ของตระกูล แต่เมื่อนึกถึงเส้นทางสู่การเป็นอาจารย์ของเขาในอนาคต เขาจะไม่ลืมบ่ายฤดูร้อนนั้นที่ฟู่เยี่ยนสอนเขาวาดยันต์โดยไม่หมกเม็ดความรู้
เฉียนซวนได้รับแรงบันดาลใจจากฟู่เยี่ยน ในตอนที่เขาเริ่มวาดยันต์อีกครั้ง เขาค่อยๆปรับจังหวะการหายใจทีละจังหวะไปพร้อมกับการลงปลายพู่กันทีละเส้น และเมื่อเขาวางพู่กันลง ได้มีแสงจางๆแวบขึ้นมาบนกระดาษยันต์ที่เขาวาด
เฉียนซวนเห็นแสงนั้นเช่นกัน เขาดีใจมากจึงหยิบยันต์ขึ้นมาดูด้วยมือที่สั่นเทา
“สำเร็จแล้ว สำเร็จแล้ว เร็วเข้า……เธอรีบมา……ดูสิ” เฉียนซวนตื่นเต้นจนพูดเสียงตะกุกตะกัก
ฟู่เยี่ยนจึงรับมาดูอย่างละเอียด เขาทำได้จริงด้วย เพียงแต่ผลลัพธ์ของมันอาจไม่เท่ายันต์ที่เธอวาดเอง
“ตอนที่นายวาด ในใจของนายจะต้องเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นว่านายจะต้องวาดมันให้สำเร็จ ห้ามมีความคิดฟุ้งซ่านอื่น แล้วมันจะสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน!” ฟู่เยี่ยนมั่นใจว่าเฉียนซวนเป็นคนมีพรสวรรค์อย่างแท้จริง เธอจึงแนะนำเขา
เฉียนซวนฟังคำพูดของฟู่เยี่ยนแล้วครุ่นคิด ดูเหมือนเขาจะพบต้นตอของปัญหาที่ทำให้เขาไม่สามารถประสบความสำเร็จในการวาดยันต์ได้แล้ว สาเหตุที่เขาไม่มีความคืบหน้าด้านการวาดยันต์มาตลอดครึ่งปีนี้ อาจเป็นเพราะเขามีความคิดฟุ้งซ่านเกินไป เพราะตั้งแต่ที่เขารู้ว่าพ่อของเขาแต่งงานใหม่ ในใจของเขาก็ไม่เคยสงบอีกเลย
ฟู่เยี่ยนเห็นว่าเด็กชายคนนี้ไม่ใช่คนโง่ เขาเพียงแค่ละความรู้สึกทางโลกไม่ได้เท่านั้น แต่ลองคิดกลับกัน มีใครบ้างที่สามารถละความรู้สึกทั้งโลกได้? พระพุทธองค์บอกว่าเราต้องละความโลภ ความโกรธ ความหลงให้ได้ แต่หากไม่มีสามความรู้สึกนี้ มนุษย์เราก็จะไม่เกิดการพัฒนา และโลกก็จะไม่มีความก้าวหน้า
หลังจากเฉียนซวนได้สติกลับมา เขาก็หยิบพู่กันขึ้นมาวาดยันต์อีกครั้ง ในตอนที่เขาวางพู่กันลง แสงที่ปรากฏบนกระดาษยันต์กินเวลานานกว่าก่อนหน้านี้ถึงประมาณ 30วินาทีก่อนจะหายไป
แม้แต่ฟู่เยี่ยนยังต้องตกตะลึง เด็กคนนี้มีพรสวรรค์จริงๆ! หากไม่ใช่เป็นเพราะธรรมเนียมครอบครัวที่สืบทอดมาอย่างลึกซึ้งของครอบครัวเขา เธอก็คงอยากรับเขาเป็นลูกศิษย์แล้ว และในตอนที่เธอมองไปยังเฉียนซวน ฟู่เยี่ยนก็เกิดความรู้สึกชื่นชมเขามากยิ่งขึ้น
เฉียนซวนดีใจมาก ฟู่เยี่ยนใช้เวลาทั้งช่วงเช้าในการสอนเขาวาดยันต์ ทำให้เขาก้าวหน้าไปมาก
“ตอนนี้ฉันจะสอนเธอวาดยันต์ที่สืบทอดมาในตระกูลของพวกเรา ฉันเคยเห็นแต่ในตำรา จำรูปร่างของมันได้ แต่ไม่เคยวาดมันสำเร็จมาก่อน และก็ไม่รู้ผลลัพธ์เฉพาะเจาะจงของมันด้วย เธอต้องรับปากว่าเธอจะไม่นำมันไปทำสิ่งไม่ดี” เฉียนซวนให้ฟู่เยี่ยนรับปากเขาด้วยสีหน้าจริงจัง
“ไม่เคยวาดสำเร็จมาก่อน? มันคือยันต์อะไร?” คำพูดของเฉียนซวนกระตุ้นความสนใจของฟู่เยี่ยน
“ยันต์ขนย้าย”
“งั้นนายวาดรูปร่างของมันออกมาให้ฉันดูหน่อย” ฟู่เยี่ยนแทบรอไม่ไหว เธออยากรู้ว่ายันต์ขนย้ายนี้เป็นไปตามที่เธอคิดหรือเปล่า เพราะในบันทึกของบรรพบุรุษก็มีตัวอย่างให้ดูเช่นกัน แต่มันมีเพียงแค่ครึ่งแผ่นเท่านั้น มันคือบันทึกหน้าสุดท้ายของบรรพบุรุษ ซึ่งเธอทดลองมาหลายครั้งแล้วแต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จสักที
หากเธอทำสำเร็จในครั้งนี้ มันจะเพิ่มความปลอดภัยให้เธอในการสำรวจความลับมากยิ่งขึ้น
เฉียนซวนหยิบกระดาษยันต์แล้วเริ่มวาดโดยไม่ต้องคิด ดูจากความคล่องแคล่วในการวาด เขาน่าจะจำได้ดี
“ไม่ ตรงนี้ไม่น่าเป็นแบบนี้ มันน่าจะต้องตวัดเส้นกลับ ไม่สิ ตรงนี้ต้องวาดด้วยน้ำหนักมือที่เบา……” ในตอนที่เฉียนซวนวาดยันต์นั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ร่างภาพยันต์ครึ่งแผ่นขึ้นในความคิดเธอแล้ว ภาพนี้มันสัมพันธ์กับภาพยันต์ครึ่งแผ่นในบันทึกของบรรพบุรุษจริงด้วย แม้จะดูมีแนวคิดคนละทางกับยันต์ครึ่งแผ่นนั้น แต่กลับดูสมบูรณ์ยิ่งกว่ายันต์ครึ่งแผ่นเสียอีก
เฉียนซวนยังไม่ทันวาดเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็หยิบพู่กันขึ้นมาวาดบ้างแล้ว เมื่อนึกถึงยันต์ครึ่งแผ่นนั้นในบันทึกของบรรพบุรุษรวมกับยันต์ครึ่งแผ่นที่เฉียนซวนวาด เพื่อวาดยันต์ใหม่ออกมา
เมื่อเฉียนซวนเห็นฉากนี้ก็ตะลึงตาค้าง เธอช่าง……สุดยอด เธอไปเอาความฉลาดมาจากไหนกัน ทำไมถึงสามารถสร้างยันต์ใหม่ขึ้นมาได้ในชั่วพริบตา
“เธอ……เธอ……” พอเฉียนซวนประหม่า เขาก็พูดตะกุกตะกักอีกแล้ว……
ฟู่เยี่ยนหยิบยันต์ขึ้นมาเป่าแล้วแปะลงบนเก้าอี้ด้านข้าง ยันต์ที่วาดออกมาจะใช้ได้หรือไม่นั้นต้องดูที่ผลลัพธ์
และทั้งสองก็เห็นว่าเก้าอี้ตัวนั้นค่อยๆหดตัวจนกลายเป็นเก้าอี้พกพาขนาดเท่าฝ่ามือ
ตอนที่ 122 ฮวงจุ้ย
ฟู่เยี่ยนขมวดคิ้วมอง ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยได้ผลดี เพราะขนาดที่มันหดลงยังคงดูใหญ่ไปหน่อยอยู่ดี เฉียนซวนจะยกเก้าอี้ตัวนั้นขึ้นมาด้วยมือเดียว แต่กลับยกไม่ขึ้น
ฟู่เยี่ยนรู้ได้ทันทีว่ามันผิดปกติ รูปร่างมันหดเล็กลงแล้ว แต่น้ำหนักยังไม่เปลี่ยน คงต้องตั้งสติคิดใหม่ บางทีอาจเป็นเพราะเมื่อครู่นี้เธอตื่นเต้นเกินไป ทำให้ตอนขยับพู่กันวาดเกิดความรู้สึกประหม่าไปเล็กน้อย
เฉียนซวนมองดูฟู่เยี่ยนวาดยันต์ทีละแผ่น ทดลองวาดยันต์แผ่นแล้วแผ่นเล่า จนกระทั่งถึงแผ่นที่สามสิบกว่าๆ ในตอนที่เฉียนซวนทดลองยกเก้าอี้ขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขาสามารถยกมันขึ้นมาได้อย่างสบายๆ
แต่ดูเหมือนฟู่เยี่ยนยังไม่พอใจ ขนาดของมันยังไม่เปลี่ยนไปมาก ยังต้องทำให้เล็กลงกว่านี้อีกและต้องทำให้ผลลัพธ์ของมันอยู่ได้นานกว่านี้
ในขณะที่เธอกำลังจะวาดต่อนั้น หวังซู่เหมยก็มาเรียกให้พวกเธอไปทานข้าว ฟู่เยี่ยนจึงต้องพักเรื่องการวาดยันต์ลงก่อน แล้วพาเฉียนซวนไปทานข้าว
นอกจากโจวชิวลู่แล้ว เฉียนซวนนับเป็นเพื่อนคนที่สองของฟู่เยี่ยน ครอบครัวของฟู่เยี่ยนจึงให้ความสำคัญกับเขามาก พวกเขาคิดว่าฟู่เยี่ยนดูเหงาเล็กน้อย เพราะนอกจากโจวชิวลู่แล้ว เธอก็ไม่มีเพื่อนคนอื่นเลย ทั้งยังปฏิบัติต่อโจวชิวลู่เหมือนอีกฝ่ายเป็นน้องสาวของตนเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้น การปรากฏตัวของเฉียนซวนทำให้ทุกคนต่างประหลาดใจ พวกเขาเตรียมอาหารต้อนรับเฉียนซวนอย่างอบอุ่นและพร้อมพรั่ง อาหารมื้อนี้ทำให้เฉียนซวนรู้สึกอบอุ่นมาก เพราะเขาไม่ได้ทานอาหารแบบนี้กับครอบครัวมานานแล้ว คุณตาของเขามีลูกชาย ซึ่งคนที่มาก่อเรื่องให้เขากับฟู่เยี่ยนคือพี่ชายที่เป็นลูกของอารองเขาเอง
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเขาช่างเปราะบางเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นในตระกูลมู่หรือตระกูลเฉียน เขามักจะรู้สึกว่าตนเองเป็นคนนอกอยู่เสมอ แต่ในครอบครัวฟู่ เขากลับรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ทุกคนมีให้เขา
ในตระกูลมู่ ทุกคนมองว่าเขาคือว่าที่หัวหน้าตระกูลในอนาคต ดังนั้นทุกคนจึงเคารพเขา แต่ไม่มีความใกล้ชิดสนิทสนมต่อเขาเลย ส่วนในตระกูลเฉียน นอกจากคุณตาและคุณยายที่เสียไปแล้ว ทุกคนต่างก็รังเกียจเขา จงเกลียดจงชังเขา เพราะกลัวว่าเขาจะมาดึงความสนใจของคุณตาไป
“ชื่อจริงของเธอคือเฉียนซวน ว่าแต่เธอมีชื่อเล่นไหม? ครอบครัวของเราตั้งชื่อเล่นของลูกๆตามธาตุทั้งห้า คือ จินที่หมายถึงธาตุโลหะ มู่ที่หมายถึงธาตุไม้ ฉุ่ยที่หมายถึงธาตุน้ำ ฮั่วที่หมายถึงธาตุไฟ และถู่ที่หมายถึงธาตุดิน ชื่อเล่นของฟู่เยี่ยนคือเสี่ยวฮั่ว แต่เด็กคนนี้มีนิสัยไม่เหมือนชื่อของตัวเองเลย ปกติมักชอบทำตัวเยือกเย็นและสุขุมเหมือนกับน้ำแข็ง”
“พวกเธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน ทั้งยังวาดยันต์เป็นด้วย ในอนาคตจะต้องสนิทกันมากขึ้นแน่นอน มันเหมือนกับการ……เรียนรู้จากกันและกันใช่ไหม!” หวังซู่เหมยอยากให้เฉียนซวนมาเที่ยวเล่นที่บ้านบ่อยๆ อย่างน้อยลูกสาวของเธอก็จะได้มีเพื่อนเพิ่ม
ฟู่เยี่ยนมีสีหน้าจนใจ ดีนะที่แม่ของเธอไม่เล่าให้เขาฟังว่าเธอเลิกฉี่รดที่นอนตอนอายุกี่ขวบ
“ป้าหวัง ผมสามารถมาที่บ้านของป้าบ่อยๆได้ใช่ไหมครับ? ผมชอบบรรยากาศในครอบครัวของป้ามากๆ แม่ของผมจากไปเร็ว ส่วนพ่อก็แต่งงานมีครอบครัวใหม่ ดังนั้นผมจึงเห็นคุณป้าเป็นเหมือนญาติใกล้ชิดคนหนึ่ง” เฉียนซวนพูดไปก็เริ่มขอบตาแดงเรื่อ
“เฮ้อหยา เด็กน้อยคนนี้ เสี่ยวฮั่วมีเพื่อนไม่เยอะ ต่อไปนี้เธอก็ช่วยดูแลลูกสาวของป้าด้วยนะ เธอมาที่นี่ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ได้ ป้าเลี้ยงข้าวเธอได้สบายๆไม่ต้องกังวล”
“ขอบคุณครับป้าหวัง มื้อนี้เป็นมื้อที่ดีที่สุดของผมในปีนี้เลยครับ!” เฉียนซวนพูดไปแบบนั้น แต่ในใจยังแอบพูดว่า: ให้ผมดูแลเธอหรือ? ผมว่าใครจะดูแลใครกันแน่
หมอกสีดำเข้ามาปกคลุมใบหน้าของฟู่เยี่ยน เธอใช้หางตาชำเลืองมอง ทำให้เฉียนซวนขนลุกชันพร้อมทั้งแผ่นหลังที่เย็นวาบ
บ้าเอ้ย เกือบหนาวตายเพราะสายตานั้นแล้ว!
หลังทานอาหารเสร็จแล้ว เฉียนซวนก็ตามฟู่เยี่ยนไปที่ห้องหนังสือ
“ฟู่เยี่ยน เธอพอจะ……”
“เอาล่ะ นายเรียนเสร็จแล้วก็กลับบ้านได้แล้ว ฉันไม่ให้นายอยู่ที่นี่นานหรอกนะ” ฟู่เยี่ยนทำหน้าบึ้งไล่เขา
“เอ่อ ฉันขอยันต์ที่ใช้ไม่ได้พวกนั้นกลับไปด้วยได้ไหม? ฉันจะเอากลับไปศึกษาดู” เฉียนซวนถามฟู่เยี่ยนอย่างหน้าด้านๆ
ฟู่เยี่ยนคว้ายันต์ทั้งกองนั้นมายัดใส่มือเขา แล้วทำท่าทีไล่แขกกลับบ้าน
แต่เฉียนซวนกลับยังไม่ยอมไป เขาพับยันต์อย่างระมัดระวัง ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะเดินออกไปข้างนอก
ตอนที่เดินออกจากบ้านครอบครัวฟู่ก็เป็นเวลาประมาณบ่ายสองโมงแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของวัน
เฉียนซวนเดินไปที่ตีนเขาไม่กี่ก้าวแล้วเงยหน้าขึ้นมองบนยอดเขา
“ฮวงจุ้ยของที่นี่ดีมาก มีภูเขาด้านหลังล้อมรอบหมู่บ้าน หากดูไม่ผิดล่ะก็ ที่นี่เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการฝังเข็ม เพราะมีภูเขาอยู่เบื้องหลังมีแหล่งน้ำอยู่เบื้องหน้า เพียงแต่ทำไมก้อนหินทางด้านนั้นถึงได้ดูแปลกขนาดนั้น แบบนี้มันจะส่งให้วิญญาณร้ายมีพลังอำนาจมาก ทำให้หมู่บ้านทางด้านนั้นตกอยู่ในอันตราย” เฉียนซวนพูดพร้อมกับขมวดคิ้ว
ฟู่เยี่ยนได้ยินคำพูดของเขาจึงเงยหน้าขึ้นไปมอง แต่กลับมองไม่ออก ด้วยความสงสัย เธอจึงเอ่ยถามเขาไปโดยที่ไม่สนใจว่าเมื่อครู่นี้เพิ่งไล่เฉียนซวนกลับบ้าน
“นายมองออกได้อย่างไร? เนินเขาตรงนั้นมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า?”
“เธอดูสิ ภูเขาสองลูกที่อยู่ตรงหน้าเราเป็นภูเขาที่ติดกับแม่น้ำ หากฉันดูไม่ผิด เลยยอดเขาไปมีแม่น้ำอยู่ทางโน้น ภูเขาหันหน้าไปทางแม่น้ำ ซึ่งถือเป็นฮวงจุ้ยที่ดี แต่หินก้อนใหญ่ทางด้านซ้ายบังลมที่มาจากทางฝั่งซ้ายเอาไว้ ทำให้พื้นที่ถูกกดทับ ถ้าว่ากันตามหลักแล้ว ก้อนหินไม่ควรไปอยู่ตำแหน่งนั้น ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดูเหมือนเป็นฝีมือของมนุษย์ที่ย้ายมันให้เป็นแบบนั้น”
ครอบครัวของเฉียนซวนสืบทอดศาสตร์การดูฮวงจุ้ยมารุ่นสู่รุ่น พอมาถึงรุ่นคุณปู่ของเฉียนซวน เขาได้เรียนรู้ศาสตร์การวาดยันต์เพิ่มขึ้นมา ดังนั้นเฉียนซวนที่เติบโตมาพร้อมกับการศึกษาบันทึกของบรรพบุรุษมาตั้งแต่เด็ก จึงชำนาญเรื่องการดูฮวงจุ้ยเป็นอย่างดี
ฟู่เยี่ยนเพ่งมองไปทางด้านนั้นอย่างละเอียดตามที่เฉียนซวนพูด มันเป็นอย่างที่เฉียนซวนพูดจริง เพียงแต่มันอยู่ไกลเกินไป เธอไม่กล้ายืนยัน ทั้งที่เธอมักจะเดินขึ้นไปสำรวจบนภูเขา แต่เธอก็ละเลยจุดนี้ไป
ฟู่เยี่ยนมองเฉียนซวนด้วยสายตาที่ล้ำลึก เธอกำลังคิดที่จะชวนเขามาร่วมทีม เพราะการมีคนเพิ่มเข้ามาจะช่วยอะไรได้หลายอย่าง เฉียนซวนอาจเป็นผู้ช่วยของเธอได้
หลังจากคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ฟู่เยี่ยนก็ตัดสินใจรับความเสี่ยง ตอนนี้ดูเหมือนเฉียนซวนจะมีจิตใจที่หวาดระแวง แต่นั่นมันคือเรื่องปกติของมนุษย์เรา
“เฉียนซวน ฉันมีเรื่องอยากจะร่วมมือกับนาย ไม่รู้ว่านายสนใจหรือเปล่า” ทั้งสองเดินไปยังด้านหนึ่งแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงได้ตั้งค่ายกลปิดกั้นเสียงขึ้นมา เธอกับเฉียนซวนเดินเข้าไป ทำให้คนนอกไม่ได้ยินสิ่งที่พวกเธอพูด
ฟู่เยี่ยนพูดเรื่องของแผนที่ขุมทรัพย์เสร็จแล้ว เฉียนซวนจึงตอบตกลงโดยตรงโดยไม่ลังเล
“แต่ฉันมีเงื่อนไข เธอช่วยสอนค่ายกลนี้ให้ฉันได้หรือเปล่า” เฉียนซวนรู้สึกว่าวันนี้ดีกว่าตอนที่เขาฝึกฝนอยู่ที่บ้านเป็นเวลาหลายเดือนจริงๆ
ฟู่เยี่ยนรู้สึกตลกอยู่ในใจ เธอใช้สิ่งนี้ก็เพื่อดึงดูดความสนใจของเขานั่นเอง ไม่คิดเลยว่าเขาจะเห็นมันจริงๆ แต่ภายนอกเขากลับดูลังเลเล็กน้อย
“ขอเพียงแค่เธอสอนฉัน ฉันจะไม่เปิดเผยมันให้คนนอกรู้อย่างแน่นอน เงื่อนไขสามข้อนั้นของฉันยังคงมีผล เธอว่าไงล่ะ?” เฉียนซวนย้ำเงื่อนไขสามประการนั้นอีกครั้ง
ฟู่เยี่ยนตอบตกลงทันที หากลังเลอีก ความลับของเธอก็คงจะถูกเปิดเผยในเร็ววัน เพราะถึงอย่างไรเธอและเขาล้วนเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ทั้งคู่
เฉียนซวนเดินกลับบ้านอย่างมีความสุข แต่เมื่อเขาเดินกลับมาถึงบ้าน เขาก็พบว่าตัวเองตกหลุมพรางของฟู่เยี่ยนเข้าแล้ว เขาโกรธมาก ฟู่เยี่ยนจะเจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว แต่ขณะเดียวกันเขาก็ไม่เสียดาย เพราะคนที่มาจากตระกูลที่สืบทอดเรื่องนี้โดยตรงย่อมมีประสบการณ์ตรงมากกว่าอ่านจากในตำรา
ในยุคที่ศาสตร์อภิปรัชญาเสื่อมถอยลง เขายังไม่เคยเจอใครที่แข็งแกร่งไปกว่าฟู่เยี่ยนมาก่อน ต่อให้นับปู่ของเขา ก็ยังมีความรู้และพลังไม่เท่าฟู่เยี่ยน
หลายวันต่อมา เฉียนซวนไม่ได้มาโรงเรียน เขาเอาแต่เก็บตัวอยู่ที่บ้านเพื่อศึกษายันต์ขนย้ายสองแผ่นนั้น แต่ช่วงหลายวันนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใด เขายังไม่เคยวาดสำเร็จเลยสักครั้งด้วยซ้ำ เขาจึงได้แต่ทอดถอนใจกับตนเองว่าพรสวรรค์ของฟู่เยี่ยนช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน หากเกิดในตระกูลที่มีอิทธิพล เกรงว่าคงมีหัวหน้าตระกูลผู้หญิงเพิ่มขึ้นมาอีกคนเป็นแน่ และความเจริญรุ่งเรืองของตระกูลคงอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ฟู่เยี่ยนไม่รู้อารมณ์ที่ซับซ้อนของเฉียนซวน ตอนนี้เธออยู่ที่สถานีรถไฟกับฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวเพื่อมารอรับพี่ชายคนโตกลับบ้าน ในจดหมายของฟู่ซินบอกว่ารถไฟจะมาถึงวันนี้
ดังนั้นสามพี่น้องจึงมารออยู่ที่สถานีรถไฟตั้งแต่เช้าตรู่ จนกระทั่งช่วงสาย หัวรถไฟสีเขียวก็ค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามายังชานชาลาของสถานีอย่างช้าๆ
ตอนที่ 123 พี่ใหญ่
ฟู่ซินรู้สึกตื่นเต้นตั้งแต่วินาทีที่เขาขึ้นรถไฟมา เขาตื่นเต้นอยู่แบบนี้ตลอด หนึ่งวันหนึ่งคืน แม้แต่ตอนที่เขายกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ลงจากรถไฟก็ยังตื่นเต้นอยู่ไม่หาย
เทียบกับเมื่อสองปีที่แล้ว สถานีรถไฟแห่งนี้ยังเหมือนเดิม ฟู่ซินยังจำวันที่ออกจากบ้านไปเกณฑ์ทหารได้ ตอนนั้นครอบครัวของเขามายืนรอส่งเขาขึ้นรถไฟ ตอนนั้นแม่ยังท้องอยู่และไม่ได้มาส่งด้วย
ตอนนี้น้องชายคนเล็กของเขาอายุขวบกว่าแล้ว อีกทั้งยังมีน้องรอง น้องสามและน้องสี่ด้วย
ฟู่ซินกำลังคิดถึงน้องๆของเขาอยู่ เขาก็เห็นว่าบนชานชาลาที่อยู่ไกลออกไปมีเด็กหนุ่มและเด็กสาวอีกสองคนยืนอยู่ ฟู่ซินมองไปยังทั้งสามคนนั้น ร่างกายของเสี่ยวมู่ดูแข็งแรงและสมส่วนขึ้น อีกทั้งยังตากแดดจนผิวคล้ำขึ้นแล้วด้วย เสี่ยวฉุ่ยก็สวยขึ้นทุกวัน ส่วนเสี่ยวฮั่วดูสูงขึ้นมาก! ตอนนี้สูงเท่าเสี่ยวฉุ่ยแล้ว!
และสามพี่น้องที่ยืนอยู่บนชานชาลาก็เห็นพี่ใหญ่ของพวกเขาในชุดเครื่องแบบทหารแล้วเช่นกัน
“คนที่สวมชุดเครื่องแบบทหารใช่พี่ใหญ่ของพวกเราหรือเปล่า? พี่ใหญ่! เราอยู่ตรงนี้ ตรงนี้!” ฟู่เซินพยายามโบกมือไปมาแล้วตะโกนเรียกฟู่ซิน
“พี่ใหญ่เห็นพวกเราแล้ว เขาเดินมาทางเราแล้ว!” ฟู่เหมี่ยวเองก็ตื่นเต้นเช่นกัน
ฟู่เยี่ยนมองฟู่ซินของตนเอง ประสบการณ์ของพี่ใหญ่ในสองปีที่ผ่านมานี้ทำให้เขามีรูปลักษณ์ใหม่โดยสิ้นเชิง หากให้บอกว่าพี่ใหญ่เมื่อสองปีก่อนเป็นมีดที่ยังไม่ออกจากฝัก พี่ใหญ่ในตอนนี้ก็คงเป็นเหมือนมีดที่คมกริบยิ่งกว่าสิ่งใด!
“พี่ใหญ่ เหนื่อยหรือเปล่า? พวกเราปั่นจักรยานมา ไปกันเถอะ เรากลับบ้านกัน? เดี๋ยวฉันปั่นให้พี่เอง” ฟู่เซินรับสัมภาระของฟู่ซินมาวางไว้บนรถจักรยาน
“เด็กน้อย ฉันต้องให้นายมาปั่นจักรยานพาฉันกลับบ้านด้วยหรือไง?” ฟู่ซินก้าวขาที่ยาวเหยียดของเขาขึ้นคร่อมรถจักรยาน
“ก็ได้ พี่ใหญ่ งั้นฉันนั่งซ้อนท้ายพี่นะ” ฟู่เซินไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายและกอดสัมภาระอันหนักอึ้งของฟู่ซินเอาไว้
ฟู่เหมี่ยวจึงขึ้นคร่อมจักรยานของฟู่เยี่ยน ส่วนฟู่เยี่ยนก็กระโดดขึ้นไปนั่งบนเบาะหลัง
เมื่อสี่พี่น้องกลับถึงบ้าน ที่บ้านก็ได้เตรียมอาหารไว้แล้ว ทั้งโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยอาหารจานโปรดของฟู่ซิน
“พ่อครับ แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว!” ฟู่ซินเดินมาถึงประตูรั้วหน้าบ้านก็วิ่งเข้าไป แต่เมื่อเขามาถึงใต้ต้นซานจา จู่ๆก็มีบางสิ่งเข้ามากอดขาของเขาเอาไว้
ฟู่ซินมองลงไปก็เห็นเด็กน้อยตัวเล็กคนหนึ่ง หน้าตาของเด็กคนนี้เหมือนเขามาก ฟู่ซินหัวเราะแล้วอุ้มฟู่เหยาขึ้นมา
“เสี่ยวถู่ใช่ไหม?” ฟู่ซินอุ้มฟู่เหยา เขารู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าเขาในตอนโตได้พบกับตนเองในวัยเด็ก
“อ้อแอ้ อ้อแอ้……” ฟู่เหยายังพูดไม่คล่อง แต่เด็กน้อยก็ไม่กลัวคน เขาสามารถคุยกับใครก็ได้
“เรียกพี่ใหญ่สิ ฉันคือพี่ใหญ่ของนาย” ฟู่ซินรู้สึกว่าการมองตัวเองในเวอร์ชั่นจิ๋วก็ตลกดีเหมือนกัน
“ฮะ?”
ฟู่เยี่ยนมองทั้งสองคนแล้วหัวเราะออกมา ช่างดูเหมือนคนคนเดียวกัน แค่คนละเวอร์ชั่นเท่านั้น แม้ว่าฟู่เหยาจะยังเด็กอยู่ แต่ใบหน้าของเขาก็เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ทำให้เขาดูเหมือนฟู่ซินน้อยมาก
หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งได้ยินเสียงด้านนอกก็รีบออกมาอย่างรวดเร็ว สองสามีภรรยามองเห็นฟู่ซินก็ตื่นเต้นจนน้ำตาไหลออกมา
ฟู่ซินเห็นพ่อกับแม่ของตน เขาจึงวางฟู่เหยาน้อยลงแล้วจัดระเบียบชุดของตนเอง จากนั้นก็ทำความเคารพแบบทหารต่อหน้าพ่อ แม่และอาหญิงของเขา
“พ่อ แม่ อาหญิง ผมกลับมาแล้ว!”
“ดี ดี! เด็กดีของแม่! ลูกสวมชุดนี้แล้วดูดีมาก!” หวังซู่เหมยมองลูกชายคนโตในชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศ เธอก็ยื่นมือไปลูบมันทันที
ฟู่ต้าหย่งในฐานะพ่อคน แม้เขาจะไม่พูดอะไร แต่สีหน้าและแววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างชัดเจน ไม่เจอกันสองปี ลูกชายคนโตของเขาดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ทั้งยังดูสุขุมมั่นคงกว่าเมื่อสองปีที่แล้วด้วย
ฟู่ต้านีเข้าไปดึงมือหลานชายให้นั่งลง จากนั้นก็มองซ้ายมองขวาตรวจดูว่าร่างกายของหลานชายได้รับบาดเจ็บหรือไม่ เมื่อเห็นว่าเขาไม่เป็นไรก็รู้สึกโล่งใจ การเป็นทหารมีจุดนี้จุดเดียวเท่านั้นที่ทำให้ทั้งครอบครัวเป็นห่วง
“เสี่ยวจิน ไม่ได้บาดเจ็บใช่ไหม? เห็นหลานเขียนจดหมายมาบอกว่าได้เลื่อนตำแหน่งและทำคุณประโยชน์ให้กองทัพ ไม่ได้รับบาดเจ็บมาใช่ไหม?”
“อาครับ ไม่ต้องกังวล ผมไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอะไร แค่บาดแผลเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ตอนนี้แผลหายหมดแล้วครับ” ฟู่ซินชอบบอกข่าวดีมากกว่าข่าวร้าย ดังนั้นในจดหมายจึงไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องอาการบาดเจ็บของตนเองเลย
“ตรงไหน? ตรงไหน? มาให้แม่ดูหน่อย” หวังซู่เหมยพูดและกำลังจะเอื้อมมือไป ฟู่ซินปฏิเสธไม่ได้จึงต้องเข้าไปในห้องเพื่อถอดชุดออกให้แม่ของเขาได้เห็นอย่างชัดเจน
แม้จะบอกว่าไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ตามตัวของเขาก็ยังคงมีรอยฟกช้ำทั่วตัว ดูเหมือนไม่ได้ลึกอะไร แต่หวังซู่เหมยไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงแค่ไปแอบร้องไห้ในตอนกลางคืนเท่านั้น
ฟู่ซินไปเปลี่ยนเป็นชุดลำลองแล้วออกมาทานข้าวพร้อมกับครอบครัว ฟู่ซินมีความสุขมาก เขาทานข้าวอย่างอิ่มหนำ
“แม่ อาหารที่แม่ทำอร่อยที่สุด ในค่ายทหารไม่มีอาหารรสชาติแบบนี้เลย”
“ในเมื่ออร่อยก็ทานเยอะหน่อย ตอนนี้อาหญิงของลูกทำอาหารเก่งกว่าแม่อีก แม่อายุปูนนี้แล้วต้องคอยดูแลลูกน้อย อาหญิงจึงเป็นคนทำอาหารเอง ลูกชิมเมนูนี้ดูสิ มันคือปลาผัดหม่าล่า ตั้งแต่เสี่ยวฮั่วสอนอาหญิงทำ เธอก็ทำอร่อยมาก”
“อาหญิง ลำบากอาแล้วนะครับ! ผมขอดื่มเคารพอาสักจอก!” ฟู่ซินยกจอกเหล้าขึ้นแล้วดื่มเคารพฟู่ต้านี
“ลำบากอะไร? เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องพูดเรื่องพวกนี้หรอก” ฟู่ต้านียกเหล้าขึ้นดื่มหมดในจอกเดียวเช่นกัน
“เพราะเป็นครอบครัวเดียวกัน เราถึงต้องเข้าใจความลำบากของอีกฝ่ายให้ดี เธอควรดื่มเหล้าจอกนี้ เพราะตั้งแต่ที่พี่สะใภ้คลอดเสี่ยวถู่ออกมา เธอก็คอยดูแลพวกเราทั้งครอบครัวมาโดยตลอด” ฟู่ต้าหย่งชวนให้น้องสาวดื่มอีกจอก และเขาก็ยกจอกเหล้าของตนเองขึ้นดื่มเช่นกัน วันนี้ลูกชายของเขากลับมาเยี่ยมเยียน เขามีความสุขมาก!
ทุกคนชวนกันดื่ม ไม่นาน พวกเขาก็ดื่มจนเริ่มได้ที่แล้ว
เหล้าที่นำมาดื่มในวันนี้เป็นเหล้าข้าวฟ่างที่ฟู่เยี่ยนบ่มไว้ในดินแดนต่างมิติของตนเอง นอกจากนี้ยังมีเหล้าองุ่นให้ดื่มด้วย ผู้หญิงดื่มเหล้าองุ่น ส่วนฟู่ต้าหย่ง ฟู่ซินและฟู่เซินต่างก็ดื่มเหล้าขาว
หากไม่ใช่เพราะพี่ใหญ่กลับบ้านวันนี้ เขาก็คงไม่ได้ดื่มเหล้า ฟู่เซินแอบเทให้ตัวเองอีกจอก แต่ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็เมาและฟุบหน้าไปกับโต๊ะ
ฟู่เหมี่ยวดื่มเหล้าองุ่นเช่นกัน ทำให้หน้าของเธอเริ่มแดงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์
ทุกคนทานอาหารเสร็จแล้วก็แยกย้ายเข้าห้องของตนเอง ฟู่ซินรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการนั่งรถไฟมาเป็นเวลานาน เขาจึงได้นอนหลับพักผ่อน และกว่าจะตื่นอีกทีก็เป็นช่วงเวลาพลบค่ำแล้ว
ฟู่เยี่ยนดื่มเป็นพันแก้วก็ไม่เมา นับตั้งแต่ที่เธอฝึกฝนกำลังภายใน เธอก็มีภูมิต้านทานต่อแอลกอฮอล์ ดังนั้นไม่ว่าเธอจะดื่มมากแค่ไหน เธอก็ไม่มีท่าทีเมาเลย ฟู่เยี่ยนเพียงแค่ดื่มไปจอกเล็กๆ เพื่อลองรสชาติของเหล้าทั้งสองชนิดนี้
เมื่อรู้สึกได้ว่ามีคนออกมา ฟู่เยี่ยนจึงออกมาจากในดินแดนมิติของตนเอง และเธอก็ได้ตัดสินใจที่จะไปหาพี่ใหญ่เพื่อสอบถามความเห็นของเขาเกี่ยวกับเรื่องสำรวจแผนที่ขุมทรัพย์
ฟู่ซินเปิดประตูห้องออกมาก็เห็นน้องสาวของตนเอง เขายิ้มรับ น้องสาวจะต้องมีเรื่องที่อยากคุยกับเขาแน่นอน เพราะเขาสังเกตเห็นถึงความรีบร้อนในแววตาของเธอ
“เสี่ยวฮั่ว มีธุระอะไรจะคุยกับพี่หรือเปล่า?”
“พี่ใหญ่ หนูมีบางเรื่องอยากคุยกับพี่ เราไปคุยที่ห้องของหนูกันเถอะ”
ฟู่ซินเข้ามาในห้องหนังสือของฟู่เยี่ยน ฟู่ต้าหย่งได้ทำผนังกั้นบริเวณเตียงและห้องอ่านหนังสือให้กับลูกสาว เพื่อให้เธอมีความเป็นส่วนตัวตอนนอน ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวเห็นแล้วก็ชอบมาก ตอนนี้ห้องของพวกเขาก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
“การตกแต่งแบบนี้ทำให้ดูมีความเป็นปรมาจารย์ด้านอภิปรัชญาจริงๆ เสี่ยวฮั่ว มีดเล่มนี้ของเธอไม่เลวเลยนะ!” ฟู่ซินหยิบมีดสั้นของดินแดนต่างมิติขึ้นมา
แต่ในตอนที่เขากำลังจะหยิบมันขึ้นมานั้น ฟู่ซินก็เกือบทำมันหลุดมือ เพราะมันหนักมาก!
“เสี่ยวฮั่ว นี่มันมีดอะไรกัน? ทำไมถึงหนักขนาดนี้?” ฟู่ซินมองดูมีดสั้นสีดำสนิทเล่มนี้ มันดูลึกลับมากเมื่อมองในแวบแรก
“หนูเองก็ยังไม่ได้ค้นคว้าอย่างละเอียด แต่มันสามารถดึงออกมาจากฝักได้ ทว่ามันหนักมาก หนูคิดว่ามันจะต้องมีความลึกลับบางอย่างซ่อนอยู่แน่นอน พี่ไม่คิดหรอว่าห้องของหนูมันเย็นสบายมาก? มันเป็นเพราะเจ้ามีดเล่มนี้นั่นแหละ”
ความจริงแล้วเป็นเพราะพลังของวิญญาณชั่วร้ายจากมีดเล่มนี้ที่ทำให้ห้องของเธอเย็นสบาย แต่พลังชั่วร้ายส่งผลเสียต่อร่างกายของมนุษย์ แต่ฟู่เยี่ยนมียันต์อยู่ เธอจึงวาดยันต์ลงบนฝักของมีดเพื่อกรองวิญญาณชั่วร้ายออกไป ดังนั้นเธอถึงได้กล้าให้ฟู่ซินเข้ามา
ตอนที่ 124 ความกังวลของพี่ใหญ่
หลังจากที่ฟู่ซินตรวจดูห้องของฟู่เยี่ยนเสร็จแล้ว ฟู่เยี่ยนก็เล่าให้พี่ใหญ่ฟังถึงเรื่องการสำรวจ
หลังจากฟู่ซินเงียบไปสักพัก เขาก็พูดว่า “เสี่ยวฮั่ว ในอนาคตเธอจะทำแบบนี้ต่อไปน่ะหรือ?”
“อะไรนะ?” ฟู่เยี่ยนฟังคำพูดของพี่ใหญ่ก็ไม่เข้าใจ
“เธอคิดจะเดินบนเส้นทางอภิปรัชญานี้ไปตลอดหรือเปล่า?” ฟู่ซินมองฟู่เยี่ยนแล้วถามด้วยความกังวล
ที่แท้ความหมายที่พี่ใหญ่ต้องการจะสื่อก็คือสิ่งนี้นี่เอง
“พี่ใหญ่ ปีหน้าจะรื้อระบบการสอบเกาเข่าแล้ว ฉันจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยแน่นอน ส่วนเรื่องศาสตร์อภิปรัชญา ในเมื่อฉันมีโอกาสนี้แล้ว ฉันก็อยากใช้สิ่งที่ร่ำเรียนมาให้เป็นประโยชน์เพื่อช่วยเหลือผู้คน อภิปรัชญาไม่ใช่ความเชื่องมงาย ในทางตรงกันข้าม มันเป็นวิทยาศาสตร์ที่ไม่รู้จัก”
“เพียงแต่มีคนบางกลุ่มใช้มันเพื่อหลอกเอาเงินจากคนอื่นเท่านั้น ส่วนสถานที่ซ่อนสมบัตินี้ ถ้าหากมันมีทรัพย์สมบัติเงินทองมากมายจริงๆ หนูจะเอามันมาจัดตั้งกองทุนเพื่อการกุศล และในอนาคตหนูจะนำรายได้70เปอร์เซ็นต์จากการใช้ศาสตร์อภิปรัชญามาช่วยเหลือคนยากไร้”
“เพียงแต่ตอนนี้หนูยังไม่สามารถทำแบบนั้นได้ พี่เองก็รู้ว่าสภาพแวดล้อมยังไม่อนุญาตให้ทำแบบนั้น”
ฟู่เยี่ยนมีการวางแผนด้านการเงินของตนเองนานแล้ว ตอนนี้เธอต้องทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นก่อน เพราะถึงอย่างไรคนเราก็ต้องกินข้าวเหมือนกัน
ฟู่ซินฟังจบก็รู้สึกวางใจ ในเมื่อเสี่ยวฮั่วมีแผนของตนเองแล้ว เขาก็จะไม่ถามอีก
“พี่ใหญ่ กองทัพสามารถฝึกคนได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ตอนนี้พี่ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว” ฟู่เยี่ยนยังไม่วายแซวเขาเล่น
“ยังมาแซวพี่อีกนะ ไหนลองเล่ารายละเอียดสถานที่ซ่อนสมบัติที่เธอพูดถึงให้พี่ฟังหน่อยสิ”
สองพี่น้องพูดคุยกันตลอดทั้งครึ่งบ่าย จากที่ฟู่เยี่ยนคำนวณฤกษ์มงคลออกมา มันก็คือวันศุกร์หน้านี้ ซึ่งทุกคนจะขึ้นไปบนภูเขาด้วยกัน
“เสี่ยวฮั่ว ก่อนขึ้นไปบนภูเขา ให้พี่ไปสำรวจดูก่อนไหม?” ฟู่ซินเสนอแนะ
“ได้สิ แต่พี่ใหญ่ ถ้าพี่เจออะไรก็ตามที่พี่ไม่มั่นใจ พี่ห้ามสัมผัสมันโดยตรงเป็นอันขาด เพราะถ้าเราไม่ระวัง ของในศาสตร์พวกนี้อาจทำให้เราเป็นอันตรายถึงชีวิตได้! เอายันต์แคล้วคลาดของหนูติดตัวไปด้วย พ่อก็มีเหมือนกัน”
“ได้ พี่จะระวังตัว เธอไม่ต้องกังวล เพราะพี่ฝึกเดินลาดตระเวนในป่าเป็นประจำ”
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น เนื่องจากทุกคนยังไม่หิวมากนัก พวกเขาจึงกินบะหมี่คนละชามแล้วไปนั่งพูดคุยกันอยู่ใต้ร่มไม้
“พี่ใหญ่ ในฐานทัพมีเรื่องน่าสนุกบ้างไหม? แล้วในกองทัพเป็นอย่างไรบ้าง?” ฟู่เวยถามด้วยความสงสัย
“ไม่สนุกเลย มันเป็นสถานที่ที่เข้มงวดมาก แต่ทุกคนเป็นมิตรดี เพื่อนร่วมรบก็นิสัยดี ผู้นำก็ดี ทำให้บรรยากาศค่อนข้างดีเลยทีเดียว” ฟู่ซินเล่าให้น้องสาวฟังด้วยรอยยิ้ม
“เสี่ยวจิน หัวหน้าดีกับลูกไหม? จริงสิ เทียนซื่อไม่กลับมาหรอ? พ่อกับแม่เขาคิดถึงเขามาก ครั้งที่แล้วตอนมาซื้อของยังพูดถึงเขาอยู่เลย” หวังซู่เหมยทำด้วยความแปลกใจ
“เทียนซื่อติดภารกิจ ตอนนี้พวกเราไม่ได้อยู่ที่ค่ายเดียวกันแล้ว แต่เขาฝากของมาให้พ่อแม่ของเขาผ่านผมด้วย เดี๋ยวผมจะหาเวลาว่างส่งไปให้พวกเขา จริงสิ ผมมีของขวัญมาฝากทุกคนด้วย เดี๋ยวผมไปหยิบก่อน”
ฟู่ซินนำของขวัญมาให้ทุกคน วันนี้ครอบครัวของเขามีความสุขมาก
วันต่อมา ฟู่เยี่ยนยังคงต้องไปโรงเรียน ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวเองก็ต้องไปทำงานเช่นกัน ตอนนี้ทุกคนต่างมีภาระหน้าที่ของตนเอง ทำให้หน้าที่เลี้ยงดูน้องชายตัวน้อยกลายเป็นของฟู่ซิน ไปโดยปริยาย
“พี่สะใภ้ เสี่ยวจินเป็นคนที่มีความอดทนสูงมาก ในอนาคตหากมีลูก ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องดูแลลูกแล้ว” วันนี้พวกเขาจะทำซาลาเปา ฟู่ต้านีจึงกำลังนวดแป้งอยู่
“คงต้องรอให้เขาแต่งงานก่อน ไม่รู้ว่าจะได้แต่งเมื่อไหร่ อย่างน้อยก็คงอีกห้าหรือหกปี แต่กลับมาคราวนี้ เสี่ยวจินดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากจริงๆ” หวังซู่เหมยพูดขณะเลือกผัก
ฟู่เหยาชื่นชอบพี่ใหญ่คนนี้มาก เพราะสามารถยกตัวเขาขึ้นสูงได้ นอกจากนี้ยังยอมให้เขาเล่นโคลนด้วย ดังนั้นในอีกหลายวันต่อมา ไม่ว่าฟู่ซินจะเดินไปตรงไหนก็ตาม ฟู่เหยาก็จะเดินตามต้อยๆไปทุกที่ ไม่ตัวติดกับหวังซู่เหมยผู้เป็นแม่แล้ว
ทุกบ่ายเมื่อฟู่เหยาหลับไปแล้ว ฟู่ซินจะวิ่งขึ้นไปบนภูเขาทุกวันเป็นการออกกำลังกาย ขณะเดียวกันเขาก็สำรวจบริเวณรอบๆภูเขาต้าอันไปด้วย
เมื่อกลับมา เขาจะเปิดแผนที่ที่ฟู่เยี่ยนคัดลอกไว้ให้และทำเครื่องหมายสิ่งต่างๆลงบนนั้น รวมถึงสิ่งที่เห็นและแม้แต่ตำแหน่งของต้นไม้ รอให้ฟู่เยี่ยนเลิกเรียนกลับมา พวกเขาคอยดูด้วยกันอีกที
ในเวลาประมาณสามวัน ฟู่ซินก็สำรวจภูมิประเทศโดยรอบทั้งหมด เมื่อฟู่ซินมอบแผนที่ที่ทำเครื่องหมายไว้คืนให้ฟู่เยี่ยน ฟู่เยี่ยนก็เปลี่ยนใจทันที
เธอจะไม่ให้พ่อและพี่ใหญ่ไปที่นั่นแล้ว เธอจะไปกับเฉียนซวนสองคนเท่านั้น
“พี่ใหญ่ พี่กับพ่อไม่ต้องไปที่นี่แล้ว รอหนูอยู่ที่บ้านนี่แหละ”
“ทำไมล่ะ?”
“พี่ใหญ่ นี่คือค่ายกลขนาดใหญ่ หากหนูมองไม่ผิด ค่ายกลที่ใหญ่ขนาดนี้จะต้องครอบคลุมสิ่งที่ทรงพลังเอาไว้อย่างแน่นอน เท่าที่ดู หนูเดาว่ามันอาจจะเป็นสุสานของปรมาจารย์ฮวงจุ้ย” ฟู่เยี่ยนเล่าถึงการคาดการณ์ของเธอออกมา
“ไม่ได้ พี่ต้องไปด้วย ให้พ่ออยู่บ้านก็พอ พี่น่าจะพอช่วยเธอได้บ้าง อย่างน้อยช่วยแบกสัมภาระให้ก็ยังดี” ฟู่เยี่ยนพูดมาเสียน่ากลัวขนาดนี้ ฟู่ซินยิ่งไม่วางใจให้น้องสาวไปเอง
“ก็ได้ค่ะ แต่ถึงตอนนั้นพี่ต้องตามติดตัวหนูตลอดนะ พรุ่งนี้หลังจากที่หนูเลิกเรียนกลับมาบ้านแล้ว หนูจะเขียนยันต์ให้พี่พกติดตัวเอาไว้” ฟู่เยี่ยนตระหนักได้ว่าตอนนี้พี่ใหญ่ของเธอมีความสามารถทางการทหาร น่าจะไม่เป็นไร อีกอย่างเธอมั่นใจว่าตนเองเอาอยู่
ฟู่เยี่ยนคิดว่าพรุ่งนี้เธอจะต้องไปวางแผนกับเฉียนซวนเสียหน่อย นอกจากนี้เธอยังต้องขอลากับคุณครูที่โรงเรียน แต่ถึงอย่างนั้นฟู่เยี่ยนก็ยังคงเข้าไปฝึกชี่กงในดินแดนต่างมิติ
เช้าวันต่อมา ฟู่เยี่ยนปั่นจักรยานไปโรงเรียนแล้ว เย็นนี้เธอจะกลับพร้อมเฉียนซวน เพราะพรุ่งนี้ตอนเช้ามืดจะต้องออกเดินทาง
ระหว่างทางไปโรงเรียน เธอบังเอิญเจอโจวชิวลู่ที่ไม่ได้เจอมาหลายวันแล้ว พวกเธอจึงนัดกันว่าจะมาบ้านของครอบครัวฟู่ในช่วงสุดสัปดาห์ จากนั้นพวกเธอก็แยกย้ายกันไปเรียน
เฉียนซวนมาถึงแล้วก็ถูกฟู่เยี่ยนยัดแผนที่ใส่มือ ฟู่เยี่ยนใช้ยันต์คัดลอกทำสำเนาหลายชุด เธอลบข้อความทั้งหมดแล้วใส่เป็นตัวอักษรแทน
หลังจากดูแผนที่อย่างละเอียดแล้ว เฉียนซวนก็ได้ข้อสรุปเดียวกับฟู่เยี่ยน แต่สิ่งที่เขามั่นใจยิ่งกว่านั้นคือสถานที่แห่งนี้จะต้องเคยถูกใครแตะต้องมาแล้วแน่นอน
“ดูต้นไม้ต้นนี้สิ มันไม่ควรปรากฏในตำแหน่งนี้ แต่ตอนนี้มันปรากฏที่นี่แล้ว ทำให้เปลี่ยนรูปแบบของค่ายกลทั้งหมดไปโดยสิ้นเชิง”
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ตระหนักได้ว่าเธอและเขาอาจมีการรับรู้ที่แตกต่างกัน
“นายมองเห็นค่ายกลอะไร?”
“หืม? หรือว่าเราสองคนเห็นไม่เหมือนกัน? หรือว่าที่เธอเห็นไม่ใช่ค่ายกลสังหารมังกร?” เฉียนซวนพูดด้วยความแปลกใจ
“ที่ฉันเห็นคือค่ายกลคุ้มครองสุสาน และเท่าที่ฉันคาดเดาดู เจ้าของสุสานแห่งนี้น่าจะเป็นปรมาจารย์ฮวงจุ้ย ดังนั้นตำแหน่งต้นไม้ต้นนี้ที่นายพูดถึงจึงไม่ควรอยู่ตรงนี้จริงๆ พี่ใหญ่ของฉันบอกว่าต้นไม้ต้นนี้เพิ่งมีอายุแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น
ฉันจึงเดาว่าจะต้องมีคนพยายามเข้าไปด้านในอย่างแน่นอน แต่เป็นเพราะทำไม่สำเร็จ ถึงได้เปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่าง”
“พวกเราอยู่ที่นี่ตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เย็นนี้ค่อยดูอย่างละเอียดแล้วกัน เธอลาคุณครูแล้วใช่ไหม? ฉันจะไปขอลาครูเฉียวก่อน”
“นายไปก่อน เดี๋ยวฉันไปทีหลัง” ฟู่เยี่ยนไม่เคยรู้สึกระแวดระวังเท่านี้มาก่อน เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่รู้จัก ทำให้เธอรู้สึกประหม่าเล็กน้อย
เธอพยายามสงบสติอารมณ์ตนเองอย่างรวดเร็ว แล้วออกไปเดินเล่นที่สนาม
ในช่วงต้นฤดูร้อนนี้ เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ทางภาคเหนือ ทุกอย่างจึงเริ่มดูเขียวขจี มองเห็นธรรมชาติเขียวๆแบบนี้ อารมณ์หงุดหงิดของเธอก็ผ่อนคลายลง
เธอหยิบเหรียญห้าจักรพรรดิทั้งสามเหรียญออกมาจากกระเป๋าของเธอ ผ่านไปหลายปี ฟู่เยี่ยนใช้มือถูเหรียญพวกนี้จนเรียบลื่น
เธอโยนมันอย่างไม่ตั้งใจ และเหรียญทั้งสามก็ตกลงไปที่พื้นตรงหน้าเธอ
เยี่ยม โชคดีมากๆ!
ตอนที่ 125 สำรวจ
เฉียนซวนขอลากับคุณครูแล้ว ในตอนเลิกเรียน เขาต้องกลับไปบอกคุณตาก่อน ฟู่เยี่ยนจึงปั่นจักรยานพาเขากลับบ้าน
บ้านที่คุณตาเฉียนพักอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน ฟู่เยี่ยนจึงปั่นจักรยานไปถึงที่นั่นได้อย่างรวดเร็ว
“รอฉันแป๊บนึง เดี๋ยวฉันไปบอกคุณตาก่อน” เฉียนซวนกระโดดลงจากจักรยานแล้ววิ่งเข้าบ้านไป
ฟู่เยี่ยนใช้เท้ายันไม่ให้รถจักรยานล้มและรอเขาอยู่อย่างนั้น ในครู่เดียวที่เฉียนซวนยังไม่ออกมา ได้มีหญิงวัยกลางคนเดินมาจากทางทิศตะวันตก หญิงวัยกลางคนผู้นั้นจ้องฟู่เยี่ยนไม่วางตา ผ่านไปสักพัก เฉียนซวนก็ออกมาพอดี
เฉียนซวนที่ตอนแรกมีท่าทีดีใจ พอเห็นหญิงวัยกลางคนคนนั้น เขาก็มีสีหน้าเย็นชาขึ้นมาทันที เขาเพียงแค่กล่าวทักทายสั้นๆว่า “น้าสะใภ้” จากนั้นก็ขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังของจักรยานแล้วตบหลังของฟู่เยี่ยนเบาๆ เธอบอกให้เธอปั่นจักรยานไปได้
ฟู่เยี่ยนจึงปั่นจักรยานออกไป เธอสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าน้าสะใภ้มีความอาฆาตพยาบาทต่อเฉียนซวน เธอเพียงแค่สงสัยว่าฟู่เยี่ยนเป็นใคร แต่หลังจากที่เธอเห็นเฉียนซวน แววตาของเธอก็เปลี่ยนไปในทันที
“เธอคงกำลังคิดว่าทำไมน้าสะใภ้ของฉันมีท่าทีแบบนั้นใช่ไหม?” เฉียนซวนราวกับรู้ความคิดในใจของฟู่เยี่ยน
“ทำไมล่ะ?”
“เพราะหลังจากที่แม่ของฉันตายไป คุณตาของฉันก็สละตำแหน่งในเมืองหลวงแล้วพาฉันกลับมายังบ้านเกิด เขายังพาน้าชายของฉันกลับมาด้วย อีกทั้งเธอยังเคยสั่งสอนลูกพี่ลูกน้องของฉันไปหนหนึ่ง ก็คือเด็กผู้ชายคนนั้นที่เธอใช้เท้าถีบกระเด็นออกไปเมื่อครั้งนั้นนั่นแหละ”
“ดังนั้นเธอจึงมองฉันเป็นศัตรูมาโดยตลอด อีกทั้งเธอยังไม่ได้มรดกจากแม่ของฉันเลยสักชิ้น เธอก็เลยไม่ชอบฉันถึงขั้นปรารถนาให้ฉันตายทุกวัน” เฉียนซวนพูดอย่างเย้ยหยัน น้าสะใภ้ของเขาเป็นคนโง่ที่ชอบเพ้อฝัน เพราะปู่เคยคำนวณดวงชะตาให้เขาแล้ว เขาจะมีอายุถึงร้อยปีแน่นอน
“สมแล้วที่นายเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจ ฉันก็นึกว่าฉันรังเกียจนายอยู่คนเดียว” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างไม่ไว้หน้ากัน
เฉียนซวนเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็พูดพึมพำขึ้นมาเสียงเบา “ทำยังกับตัวเองทำตัวเป็นที่รักอย่างนั้นแหละ”
ฟู่เยี่ยนได้ยินคำพูดของเขา แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอะไร เพราะนับตั้งแต่ที่เธอและเฉียนซวนหยั่งเชิงกันไปหยั่งเชิงกันมา จวบจนถึงกระทั่งตอนนี้ที่เขายอมไปเสี่ยงอันตรายกับเธอ ฟู่เยี่ยนก็ได้มองเขาเป็นเพื่อนของตนเองแล้ว
เมื่อมาถึงบ้านของครอบครัวฟู่ เฉียนซวนย่อมใช้ท่าไม้ตายความเขินอายของตนเองมาอ้อนฟู่ต้านีให้มีความสุขจนอีกฝ่ายขอทำอาหารให้เขากิน
ฟู่ซินเหลือบมองเฉียนซวน เจ้าเด็กคนนี้ดูอ่อนแอไปหน่อย ไม่เหมาะสมกับเสี่ยวฮั่ว เพราะคงไม่มีแรงพอให้เสี่ยวฮั่วเตะต่อย
หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จแล้ว พวกเขาก็เริ่มเก็บสัมภาระ ฟู่เยี่ยนนำยันต์ชนิดต่างๆมาให้ทั้งสองพกเต็มตัว ฟู่ซินได้บอกกับฟู่ต้าหย่งตั้งแต่เช้าแล้วว่าฟู่เยี่ยนบอกให้เขาอยู่บ้านดีกว่า
แต่ถึงกระนั้นฟู่ต้าหย่งก็ยังคงไม่วางใจ ฟู่เยี่ยนพยายามโน้มน้าวผู้เป็นพ่ออยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล ขณะเดียวกันฟู่เซินก็อยากจะขอตามไปด้วย แต่ฟู่ต้าหย่งไม่อนุญาต
“เสี่ยวฮั่ว พ่อยังไม่แก่ อีกอย่างพ่อรู้ภูมิประเทศของภูเขาต้าอันเป็นอย่างดี เพราะพ่อเคยขึ้นเขาลูกนั้นไปตั้งแต่สมัยเด็กอยู่หลายครั้ง แม้ตอนนี้พ่อจะไม่ได้ไปที่นั่นมาหลายปีแล้ว แต่พ่อก็ยังช่วยลูกได้” ฟู่ต้าหย่งยังคงยืนกรานว่าจะตามไปด้วย
ฟู่เยี่ยนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมแพ้ เธอจึงแปะยันต์ทั่วทั้งตัวของพ่อเธอ แล้วสอนเขาใช้ยันต์เหล่านั้น นอกจากนี้เธอยังแอบติดยันต์แผ่นหนึ่งลงไปบนตัวของพวกเขาทั้งสามคน หากทั้งสามคนตกอยู่ในอันตราย เธอจะรู้ได้ตั้งแต่วินาทีแรกทันที
ฟู่เยี่ยนนำยาทารักษาอาการบาดเจ็บเก็บเข้าไปในดินแดนต่างมิติเป็นจำนวนมาก นี่คือสิ่งที่เธอเตรียมมาเป็นเวลานาน
เมื่อตรวจสอบดีแล้วว่าไม่ได้ลืมอะไร ฟู่ซินจึงแบกอาหารแห้งที่ฟู่ต้านีเตรียมไว้ให้ขึ้นหลัง ฟู่เยี่ยนไม่ได้แบกของหนักแต่อย่างใด เธอมีดินแดนต่างมิติ จึงไม่กลัวอะไร
พวกเขาออกเดินทางตอนสี่ทุ่มของวันนี้ ฟู่ต้าหย่งเดาว่าเดินทางการคืนจะใช้เวลามากกว่าตอนกลางวัน ดังนั้นพวกเขาจึงเลื่อนเดินทางให้เร็วขึ้น จากแต่เดิมที่วางแผนจะออกตอนห้าทุ่มครึ่ง
ทั้งสี่คนเดินไปตามถนนสายเล็กในหมู่บ้าน ลมหนาวยามค่ำคืนพัดโชยมาให้ความรู้สึกหนาวเย็น ความร้อนในฤดูร้อนยังมาไม่ถึง วันนี้ดวงดาวบนท้องฟ้าสุกสว่างมาก ดูเหมือนพวกเขาทั้งสี่คนแทบไม่ต้องใช้ไฟฉายส่องทางเลย
ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว: เยี่ยมมาก! สวรรค์กำลังช่วยเธอเช่นกัน
ถนนบนภูเขาเดินยากยิ่งกว่าเดิมเมื่ออยู่ในเวลากลางคืน โชคดีที่พวกเขามีพ่อที่คุ้นเคยกับเส้นทางภูเขานี้เป็นอย่างดี ทำให้พวกเขาสามารถขึ้นไปบนภูเขาได้อย่างง่ายดาย พวกเขาเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงริมลำธาร ทั้งสี่คนถึงได้แวะพักกัน ตอนนี้เป็นเวลาห้าทุ่มแล้ว พวกเขาใช้เวลาเดินมานานกว่าหนึ่งชั่วโมงเต็ม
“พ่อคิดว่าเส้นทางหลังจากนี้น่าจะเดินยากขึ้น เพราะไม่มีใครขึ้นมาบนภูเขาต้าอันหลายปีแล้ว วัชพืชน่าจะขึ้นรกชัฎน่าดู ต่อให้เสี่ยวจินเคยมาสำรวจเส้นทางไว้บ้างแล้ว แต่เส้นทางตอนกลางคืนก็ยังเดินได้ยากกว่าตอนกลางวันอยู่ดี”
“ไม่เป็นไรค่ะพ่อ หนูมีวิธี”
ฟู่เยี่ยนปล่อยกระดาษรูปคนออกไปสิบกว่าตัว กระดาษรูปคนแต่ละตัวต่างส่องแสงสว่างตามติดพวกเขาทั้งสี่คนทั้งด้านหน้าด้านหลัง ไม่นาน เส้นทางเบื้องหน้าก็สว่างขึ้นมา
“ฟู่เยี่ยน สุดยอดไปเลย!” คนที่รู้สึกทึ่งไม่ได้มีแค่ฟู่ต้าหย่งและฟู่ซินเท่านั้น แม้แต่เฉียนซวนก็ยังรู้สึกตกตะลึง เพราะฟู่เยี่ยนสามารถสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับเขาได้เสมอ เธอสามารถงัดวิธีการของตัวเองออกมาได้อย่างไม่หยุดหย่อน!
ด้วยความช่วยเหลือจากฟู่เยี่ยน ไม่นานพวกเขาก็มาถึงสถานที่บนแผนที่ขุมทรัพย์
แผนที่ขุมทรัพย์ระบุตำแหน่งคร่าวๆเท่านั้น ในเวลานี้ฟู่เยี่ยนมองตรงไป ส่วนเฉียนซวนหยิบเข็มทิศหลัวผานออกมาจากกระเป๋าของเขาและเริ่มค้นหามัน
ตระกูลที่สืบทอดศาสตร์อภิปรัชญามามักจะมี ‘ของ’ ที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของตนเอง ดังนั้นเข็มทิศหลัวผานซึ่งเป็นเครื่องมือที่นิยมใช้กันทั่วไปนี้จะต้องเป็นของที่ตกทอดมาในตระกูลอย่างแน่นอน มองแวบแรกก็รู้ได้แล้วว่าเข็มทิศหลัวผานของเฉียนซวนใช้กันมาหลายรุ่นแล้ว เพราะทั่วทั้งแผ่นของเข็มทิศมีความแวววาวเป็นประกาย
“เฉียนซวน ของสิ่งนี้ใช้ได้เลย” ฟู่เยี่ยนเห็นแล้วก็ชื่นชม
“อื้อ มันคือของที่ปู่ของปู่ฉันใช้มาก่อน แต่ทักษะของฉันมีประสิทธิภาพกว่าเครื่องมือพวกนี้อีก รอดูเถอะ” เฉียนซวนพูดอวดอย่างเย่อหยิ่ง ฟู่เยี่ยนหัวเราะทันที เพราะการคุยโม้ในเวลานี้ช่างน่าฟังมาก
เฉียนซวนมองซ่ายแลขวา เริ่มหาตำแหน่งด้วยเข็มทิศหลัวผาน ฟู่ต้าหย่งและฟู่ซินช่วยอะไรไม่ได้จึงจัดการวัชพืชบนทางให้แทน มีวัชพืชมากมายบนเนินเขา จนแทบจะมองเห็นอะไรไม่ชัด
เพื่อให้เฉียนซวนระบุตำแหน่งได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ฟู่เยี่ยนจึงร่วมกำจัดวัชพืชด้วย ไม่นานหลังจากนั้น เฉียนซวนก็เรียกฟู่เยี่ยนให้ไปดู เพราะมีบางตำแหน่งที่เขาไม่มั่นใจ
“ฟู่เยี่ยน เธอมาดูสิ ต้นไม้ต้นนี้น่าจะเป็นต้นที่ฉันพูดถึงเมื่อเช้า แต่ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งจากเข็มทิศหลัวผานหรือการคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าของฉัน เจ้าต้นไม้ต้นนี้ไม่ควรจะมาอยู่ตรงนี้” เฉียนซวนขมวดคิ้ว
“ต้นไม้ต้นนี้คือต้นเอล์ม แต่ปรมาจารย์ฮวงจุ้ยของจริงน่าจะปลูกต้นไหวมากกว่า” เฉียนซวนกล่าว
ฟู่เยี่ยนเองก็สามารถสัมผัสได้เช่นกัน พี่ใหญ่ไม่รู้ถึงความแตกต่างระหว่างต้นเอล์มและต้นไหวที่มีต่อปรมาจารย์ฮวงจุ้ย โดยทั่วไปพวกเขามักจะปลูกต้นไหวเอาไว้ในสุสาน เพื่อระบุตำแหน่งพิกัดสุสานของปรมาจารย์นั้นๆ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะเป็นต้นไม้ที่ปลูกโดยคนที่ไม่เข้าใจศาสตร์อภิปรัชญา
ฟู่เยี่ยนมองตรงไปที่พื้นรอบต้นไม้อย่างจดจ่อ ไม่นานเธอก็เห็นเค้าโครงของทั้งหมด มันเป็นรูปวงกลมขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลาง5เมตร โดยมีต้นเอล์มต้นนี้เป็นศูนย์กลางของวงกลม พื้นที่ใต้ดินมีกล่องขนาดใหญ่ฝังไว้เต็มไปหมด ฟู่เยี่ยนมองไกลออกไปก็เห็นสุสานใต้ดินของจริง
ที่นี่เป็นสุสานของปรมาจารย์ฮวงจุ้ยจริงๆ กลไกและค่ายกลต่างๆนั้นซับซ้อนมาก แต่มีตัวห้องสุสานหลักเพียงห้องเดียว หากสามารถปลดล็อกค่ายกลและฝ่ากลไกเหล่านี้ไปได้สำเร็จ ก็จะสามารถเข้าไปในห้องสุสานหลักได้
“งั้นดูเหมือนว่านี่เป็นผลกำไรที่ได้มาอย่างไม่คาดคิด มันไม่เกี่ยวอะไรกับสุสานที่นายเจอตำแหน่งของมัน มันเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ” ฟู่เยี่ยนหันไปพูดกับเฉียนซวน แต่จู่ๆ ในหัวของเธอก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้น บางทีนี่อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
จบตอน
Comments
Post a Comment