ตอนที่ 126 เข้าไป
ฟู่เยี่ยนจำแผนที่ขุมทรัพย์ฉบับนั้นที่เจิ้งจื้อมีได้ ในตอนนั้นฟู่เยี่ยนคิดว่ามันยังไม่สมบูรณ์ ไม่เหมือนกับฉบับที่อยู่ในมือของเธอตอนนี้
แต่ตอนนี้ดูเหมือนมีคนจงใจทำ แผนที่ขุมทรัพย์ในมือของเจิ้งจื้อระบุตำแหน่งของค่ายกลนี้ แต่แผนที่ขุมทรัพย์ในมือของเธอบอกพิกัดของสุสานปรมาจารย์ฮวงจุ้ยของจริง
ฟู่เยี่ยนหันไปมองสถานที่ทั้งสองแห่งอีกครั้ง ในเมื่อสามารถหาสมบัติที่ซ่อนอยู่ใต้ดินของพื้นที่นี้เจอ เช่นนั้นก็ต้องรู้ว่าที่นี่มีสุสานของปรมาจารย์ฮวงจุ้ยอยู่
เช่นนั้นจะต้องมีความเชื่อมโยงกันอย่างแน่นอน เขาคนนี้ชาญฉลาดมากที่สามารถวางจุดซ่อนสมบัติไว้ใต้จมูกของสุสานปรมาจารย์ฮวงจุ้ยได้ หากบอกว่าไม่เคยสัมผัสพวกค่ายกลมาก่อน ฟู่เยี่ยนจะไม่เชื่อแน่นอนเพราะหากไม่อาศัยค่ายกลนั้นมาปกป้องของพวกนี้ แล้วเขาจะลำบากลำบนไปเพื่ออะไร?
ฟู่เยี่ยนมองสำรวจค่ายกลอย่างระมัดระวัง เธอมั่นใจว่าตนเองสามารถแก้กลไกค่ายกลนี้ได้ แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่เธอมองไม่เห็น ฟู่เยี่ยนจึงลองถอยห่างออกไปสิบเมตร
เธอมองเห็นภูมิประเทศทั้งสองจุดนี้ได้ทั้งหมด เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ฟู่เยี่ยนจึงปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านข้าง
ฟู่ต้าหย่งและคนอื่นนั่งพักอยู่อีกด้าน ขณะที่เฉียนซวนก็ปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อมองไปรอบๆเช่นกัน
ฟู่เยี่ยนมองภูมิประเทศทั้งหมดแล้วมองดูมุมทั้งสี่มุม ทันใดนั้นสายตาของเธอก็มองไปยังจุดหนึ่ง ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ปรมาจารย์ฮวงจุ้ยคนนี้ช่างขี้งกเหลือเกิน!
เห็นได้ชัดว่าคนที่ทำทั้งหมดนี้เป็นคนในแวดวงเดียวกัน เขามองออกถึงทั้งหมด และเพื่อซ่อนสิ่งเหล่านี้ไว้ เขาจึงได้ใช้ค่ายกลของตนเองเชื่อมกับค่ายกลใหญ่ หากมีใครต้องการขุดพื้นที่ตรงนี้ ค่ายกลที่อยู่ในสุสานของปรมาจารย์ฮวงจุ้ยก็จะถูกกระตุ้นไปด้วย
จากนั้น ผู้ที่สัมผัสมันก็จะต้องตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ
ค่ายกลที่ชาญฉลาด กับความคิดที่ชั่วร้าย! แววตาของฟู่เยี่ยนดูมุ่งมั่นยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เธอตั้งมั่นกับสถานที่ทั้งสองแห่งนี้แล้ว ยิ่งไม่ยอมให้เธอเห็นมันมากเท่าไร เธอก็ยิ่งต้องถอนรากถอนโคนมากขึ้นเท่านั้น
ฟู่เยี่ยนจึงกระโดดลงไป เธอเรียกเฉียนซวนให้ลงมา จากนั้นฟู่เยี่ยน เฉียนซวน ฟู่ต้าหย่ง และฟู่ซินก็มานั่งรวมกลุ่มกัน โดยฟู่เยี่ยนได้เล่าสิ่งที่เธอค้นพบให้ทุกคนฟัง
“พ่อ พี่ใหญ่ เฉียนซวน ฉันเข้าใจสถานที่นี้แล้ว มันยึดต้นเอล์มต้นนี้เป็นศูนย์กลาง ใต้ดินมีของหลายสิ่งหลายอย่าง มันตื้นมาก ลึกเพียงหนึ่งเมตรเท่านั้น”
“แต่พวกเราไม่สามารถแตะต้องมันได้ เพราะค่ายกลของที่นี่เชื่อมต่อกับค่ายกลของสุสานที่อยู่ด้านหลัง ดังนั้นเราต้องทำลายสุสานนั้นก่อน หลังจากทำลายสุสานได้แล้ว เราจึงจะสามารถยึดเอาของที่อยู่ใต้ดินตรงหน้าเราได้”
“ตอนนี้หนูกับเฉียนซวนจะลงไป พ่อกับพี่ใหญ่รออยู่ด้านบน คอยสนับสนุนหนูกับเฉียนซวนจากด้านบนก็พอ เพราะหากลงไป จะต้องระมัดระวังตัวในทุกย่างก้าว หากพ่อกับพี่ใหญ่ลงไป มีแต่จะทำให้หนูเสียสมาธิ” ฟู่เยี่ยนพูดขัดความคิดของฟู่ต้าหย่งและฟู่ซินได้อย่างประจวบเหมาะ
ฟู่ต้าหย่งคิดสักพักแล้วพยักหน้าเห็นด้วย
ฟู่เยี่ยนจึงเดินตามเฉียนซวนไปกระทั่งถึงจุดที่สามารถลงไปยังใต้ดินได้ มันคือส่วนหน้าของทางเดินทั้งหมด สุสานนี้จะบอกว่าซับซ้อนก็ได้ จะบอกว่าเรียบง่ายนั้นก็ไม่เชิง เพราะมันมีเพียงทางเดินเดียวและห้องสุสานเดียว
แต่หากไม่ระมัดระวังค่ายกลที่อยู่ด้านในนั้น ดีไม่ดีอาจถึงตายได้
“เราไม่มีเครื่องมือเลย แบบนี้เราจะขุดมันออกมาได้อย่างไร?”
จากนั้นเขาก็เห็นว่าฟู่เยี่ยนหยิบบางสิ่งเล็กๆออกมาจากกระเป๋าแล้วโยนลงไปบนพื้น เจ้าสิ่งนั้นกลายเป็นพลั่วขนาดเล็กสองสามอัน จากนั้นเธอก็หยิบตุ๊กตากระดาษออกมาหลายตัว เมื่อตุ๊กตากระดาษตกลงบนพื้น พวกมันก็เริ่มหยิบพลั่วขึ้นมาทำงาน
ไม่นานก็มีช่องปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขา เฉียนซวนกำลังจะลงไปในหลุมนั้น แต่ฟู่เยี่ยนคว้าตัวเขาไว้ เพราะเธอจะไม่พลาดขั้นตอนที่ควรทำเด็ดขาด ฟู่เยี่ยนเอาเทียนไขออกมายื่นให้ตุ๊กตากระดาษหนึ่งเล่ม ตุ๊กตากระดาษถือเทียนแล้วเดินเข้าไป ฟู่เยี่ยนและเฉียนซวนมองอยู่แบบนั้น
ผ่านไปสักพัก เมื่อเทียนเล่มที่เจ็ดถูกจุดอยู่ในนั้นได้ ฟู่เยี่ยนถึงได้ลงไปพร้อมกับเฉียนซวน ข้างกายของพวกเขายังมีตุ๊กตากระดาษฝีมือฟู่เยี่ยนที่สามารถเรืองแสงในตัวเองได้เดินตามพวกเขาเข้าไปด้วย พวกมันคอยส่องแสงให้ความสว่างทางเดินเข้าไป
ทัศวิสัยในการมองของพวกเขามีแค่ในระยะสองเมตรเท่านั้น เพราะห่างออกไปสองเมตรจากด้านหน้าของพวกเขาเป็นกำแพงหิน
“ดูเหมือนตอนนี้กำลังจะเริ่มแล้ว ฉันไม่เข้าใจค่ายกลนี้เลย เพราะตรงหน้าของพวกเรามีแต่กำแพงหิน” เฉียนซวนพับแขนเสื้อขึ้นแล้วเริ่มตรวจสอบ
“เรามาดูกันว่าปรมาจารย์ฮวงจุ้ยโบราณท่านนี้เหลืออะไรไว้ให้เราบ้าง?”
เฉียนซวนไม่เคยสัมผัสกับสิ่งนี้มาก่อน แต่การเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ถือเป็นวิธีฝึกปฏิบัติที่ดีที่สุดจริงๆ เพราะทุกสิ่งที่เขาเรียนรู้มาก่อนตอนนี้กำลังไหลแล่นอย่างรวดเร็วในสมองของเขา
ฟู่เยี่ยนเข้าใจค่ายกลนี้ดีแล้ว แต่เธอทำเองคนเดียวไม่ได้ ถ้าไม่มีเฉียนซวน วันนี้เธอคงต้องกลับบ้านมือเปล่าแล้ว
ฟู่เยี่ยนมองไปบนท้องฟ้า ตอนนี้ฟ้าใกล้สว่างแล้ว ดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนส่องแสงระยิบระยับ เธอจึงต้องเร่งมือแล้ว
“เฉียนซวน ตอนนี้พวกเรามาทำลายค่ายกลกันเถอะ ฉันจะนับหนึ่งถึงสาม แล้วนายโยนยันต์แผ่นนี้ไปที่ตำแหน่งตรงทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จากนั้นเปลี่ยนตำแหน่งเดินไปประมาณ 45องศา แล้วยืนอยู่ตรงนั้นอย่าขยับไปไหน ตอนนี้ดูให้ดีก่อน ถ้านายมั่นใจว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้วก็ส่งสัญญาณบอกให้ฉันรู้ด้วย”
“เอาล่ะ เริ่มได้เลย”
“หนึ่ง สอง สาม!” ฟู่เยี่ยนตะโกนจบแล้ว เฉียนซวนก็โยนต์ยันต์ออกไป ส่วนเขาก็กระโดดไปยังตำแหน่งที่ระบุไว้
ขณะที่เฉียนซวนยืนนิ่ง ฟู่เยี่ยนก็ขว้างยันต์ไปตรงหน้า ทันทีที่ยันต์พุ่งผ่านไป กำแพงหินตรงหน้าพวกเขาก็หายไปแล้ว ทำให้ระยะทัศวิสัยเพิ่มขึ้นมาอีกห้าหรือหกเมตร แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีกำแพงหินอยู่ข้างหน้า
“เฉียนซวน เปลี่ยนตำแหน่งไปทางเหนือที่ 60องศา เอายันต์สามแผ่นนี้ไป ยันต์แผ่นแรกให้โยนขึ้นไปบนรูที่ตาของนายเห็น ยันต์แผ่นที่สองให้ติดไว้ที่ข้างมือของนาย ยันต์แผ่นที่สามให้โยนไปที่ด้านหลังของนาย ในตอนที่โยนก็รีบวิ่งพุ่งชนไปที่กำแพงหินด้วย”
“หนึ่ง สอง สาม!”
หลังจากที่เฉียนซวนโยนยันต์แผ่นแรกไปแล้ว ฟู่เยี่ยนก็รีบเอากระดาษยันต์ในมือไปวางบนตะเกียงข้างตัว ตรงนี้ต่างหากที่เป็นดวงตาค่ายกล
และพวกเธอทำแบบนี้กับกำแพงหินถึงสามชั้น สุดท้ายด้านหน้าถึงได้ไม่มีกำแพงกั้นอีก
“ระวัง นี่คือค่ายกลลวงตา งัดความสามารถทั้งหมดที่นายมีออกมาใช้ ไม่อย่างนั้นพวกเราอาจฝ่ามันไปไม่ได้ วิธีการเหล่านั้นของพวกเราใช้ไม่ได้ผล ต้องพึ่งจิตใจเราเท่านั้น”
เฉียนซวน: ……นี่ฉันมาหาสมบัติแล้วยังต้องมาเสี่ยงชีวิตน้อยๆนี้ด้วยหรือ?
“ตั้งสติ นายทำได้” ฟู่เยี่ยนให้กำลังใจเขาอีกครั้ง
ทันทีที่เข้าสู่ค่ายกลที่สาม ภาพตรงหน้าก็ตัดไป ฟู่เยี่ยนเห็นว่ษฉากรอบตัวเปลี่ยนไปแล้ว มันกลายเป็นบ้านหลังที่เธอเคยอาศัยอยู่เมื่อชาติก่อน เธอมองดูมือของตัวเอง มันหดขนาดเล็กลงกลายเป็นมือเด็กน้อยไปแล้ว
มีเสียงดังขึ้นในหูของเธอด้วย มันเป็นเสียงของคนสองคนกำลังคุยกัน ฟู่เยี่ยนเหลือบดูปฏิทินบนผนัง วันนี้ดูเหมือนจะเป็นวันเกิดของเธอ
พูดไปก็แปลกดีเหมือนกัน เพราะเธอและเสี่ยวฮั่วเกิดวันเดียวกัน วันนี้น่าจะเป็นวันเกิดครบรอบอายุ 4ขวบของเธอ วันนั้นในชาติที่แล้ว หลังจากที่พ่อกับแม่ของเธอทะเลากัน พวกเขาก็ไปทำเรื่องหย่ากันทันที หลังจากหย่ากันแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน
ไม่มีใครสนใจเธอ พวกเขาทิ้งเด็กน้อยอายุ 4ขวบไว้ที่บ้านเพียงลำพัง ยังดีที่แม่ของเธอกลับมาเก็บข้าวของที่บ้านถึงได้รู้ว่าทิ้งเธอไว้
แม่ของเธอมีความรับผิดชอบมากกว่าพ่อ อย่างน้อยก็เลี้ยงดูเธอมาจนถึงอายุ 12ปี หลังจากนั้นแม่ของเธอก็จากโลกนี้ไป ทำให้เธอต้องระเห็จระเหไปมาระหว่างบ้านคุณตาและบ้านคุณย่า
และตอนนี้ เมื่อฟู่เยี่ยนตั้งใจฟัง เธอก็ได้ยินเสียงพ่อกับแม่ พวกเขาไม่ได้ทะเลาะกัน แต่คุยกันว่าเย็นนี้จะทานอะไรดี
ฟู่เยี่ยนเดินผลักประตูห้องนอนออกมา
“ลูกรัก ลูกตื่นแล้วหรือ? หิวไหม? มาสิ มาดื่มน้ำก่อน”
‘แม่’ ในความทรงจำยกแก้วน้ำขึ้นทำท่าจะป้อนให้เธอดื่ม
ฟู่เยี่ยนมองดูน้ำที่ผู้เป็น ‘แม่’ ยื่นมาให้แล้วคลี่รอยยิ้มบาง
ตอนที่ 127 ห้องใต้ดิน
ฟู่เยี่ยนไม่ได้ดื่มน้ำแก้วนั้น แต่รับมาและเททิ้งลงพื้น ในตอนที่เทน้ำหมดแก้ว ภาพลวงตาก็หายไปทันที
ฟู่เยี่ยนลืมตาแล้วมองไปรอบๆ ถึงได้พบว่าพวกเธอยังอยู่ในค่ายกล เพราะเฉียนซวนยังหลับตาอยู่
หลักของค่ายกลลวงตานี้เรียบง่ายมาก มันใช้ความไม่เต็มใจ ความเสียใจและความผิดหวังในอดีตมาสร้างภาพลวงตาที่ทำให้เราไม่มีความรู้สึกเหล่านั้น หากเราติดกับหลงอยู่กับภาพลวงตานั้นจริง เราจะไม่มีวันได้ออกมาจากภาพลวงตานั้นอีก
ซึ่งอดีตของเธอมันเรียบง่ายมาก เพราะตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงปัจจุบัน การหย่าร้างของพ่อกับแม่ในชาติที่แล้วของเธอยังคงเป็นปมติดอยู่ในใจเธอมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือในค่ายกลลวงตา พ่อแม่ที่เธอคาดหวังล้วนไม่ใช่แบบในภาพลวงตาเลย หากเป็นเธอในตอนที่เพิ่งข้ามมิติมาที่นี่ บางทีเธออาจจะอยากเพลิดเพลินกับมันสักพัก แต่ตอนนี้เธอไม่อยากเสียเวลาให้กับมันแม้แต่วินาทีเดียว
ฟู่ต้าหย่งและฟู่ซินยังรอเธออยู่ที่ด้านนอก แต่ ‘แม่’ ที่ปากเรียกเธอว่าลูกรัก แต่มือกลับยื่นน้ำร้อนมาให้เด็กน้อยอายุ 4ขวบนี้เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาเท่านั้น
ฟู่เยี่ยนมองดูเฉียนซวนที่กำลังมีความสุขและร้องไห้อยู่ เขานั่งขัดสมาธิอย่างเงียบๆ และเริ่มกำหนดลมหายใจเข้าออก ค่ายกลนี้ต้องพึ่งจิตใจของตนเอง คนอื่นไม่อาจช่วยได้
ประมาณครึ่งชั่วโมงผ่านไป ในที่สุดเฉียนซวนก็หลุดออกมาจากค่ายกลลวงตานั้น เขานั่งทรุดลงไปกับพื้นแล้วหอบหายใจเข้า
“นายออกมาแล้วหรอ?” ฟู่เยี่ยนไม่ได้ถามว่าเขามองเห็นอะไร เพราะมันคือเรื่องส่วนตัวของเฉียนซวน แค่เขาออกมาได้ก็เพียงพอแล้ว
เฉียนซวนพยักหน้าและล้มตัวลงนอนทันที ตอนนี้เขาต้องการพักสักครู่ เพราะความฝันนี้เป็นจริงเกินไป หลังจากปรับอารมณ์สักพักแล้ว เขาก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับความฮึกเหิมที่เต็มเปี่ยม
“เดี๋ยวฉันจัดการค่ายกลด้านหน้านั้นเอง นายค่อยๆตามฉันมาก็พอ”
ค่ายกลด้านหน้าจัดการได้ง่ายมาก ฟู่เยี่ยนจึงไม่กลัวอะไร
“ไม่ต้องหรอก ถ้าถึงเวลาที่ต้องใช้ฉัน เธอก็บอกฉันได้ทุกเมื่อ” หลังจากเฉียนซวนหลุดพ้นจากภาพลวงตานั้น เขาก็เกิดความเข้าใจบางอย่าง
“ได้ งั้นตอนนี้นายตามฉันมาก่อน ห้ามก้าวผิดเด็ดขาด ดูให้ดีเข้าล่ะ”
ฟู่เยี่ยนเดินหน้าต่อ คราวนี้ค่ายกลถัดไปเริ่มง่ายขึ้นแล้ว เพียงแค่ย้ายตำแหน่งให้เหมาะสมก็ได้แล้ว เธอทำแบบนี้ไปจนถึงค่ายกลที่เก้า
ฟู่เยี่ยนและเฉียนซวนต่างเหน็ดเหนื่อยกันทั้งคู่ หลังจากเผชิญหน้ากับด่านสุดท้ายไปแล้ว ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะนั่งพักก่อนค่อยไปต่อ จู่ๆ ทั้งสองก็รู้สึกเหมือนพื้นมันเคลื่อนตัวลงด้านล่าง ฟู่เยี่ยนตอบสนองอย่างรวดเร็วแล้วดึงตัวเฉียนซวนไว้
พวกเขาทั้งสองสะดุดและล้มลงกับพื้น แต่สิ่งที่แย่กว่านั้นคือผนังทั้งสองด้านค่อยๆบีบเข้ามาตรงกลาง แม้ว่ามันจะบีบเข้ามาอย่างช้าๆ แต่ส่วนที่กว้างที่สุดของทางเดินมีเพียงหนึ่งเมตรครึ่งเท่านั้น
ทั้งสองคนวิ่งไปทางนั้นขณะคิดวิธีรับมือไปด้วย
“ฟู่เยี่ยน เธอดูทางซ้าย ฉันดูทางขวา ดูสิ ผนังนี้มันบีบตัวเข้ามาใกล้พวกเรามากขึ้นเรื่อยๆแล้ว อ๊า…!” เฉียนซวนร้องตะโกนออกมา
เอ๊ะ?
ตอนที่เฉียนซวนตะโกนดังขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนเจ้าผนังนี้มันจะหยุดเคลื่อนตัวเข้ามาชั่วคราวนะ
“เฉียนซวน นายรีบร้องตะโกนเร็วเข้า ฉันสังเกตว่าผนังมันหยุดเคลื่อนเวลานายตะโกน”
เฉียนซวนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและตะโกนเสียงดัง ตามที่คาดไว้ไม่มีผิด ผนังหยุดเคลื่อนชั่วคราว ฟู่เยี่ยนจึงสบโอกาสนี้ตรวจสอบกลไกบนผนังเช่นกัน
และเฉียนซวนก็ร้องตะโกนแบบนี้นานถึงสิบนาทีเต็ม เขาร้องตะโกนจนเสียงแหบแห้ง ในที่สุดฟู่เยี่ยนก็หากลไกของมันเจอ เธอตัดสินใจถอดโป๊ะโคมตรงผนังออกทันที ด้านหลังของโคมไฟติดผนังมีปุ่มนูนขึ้นมาด้วย
ฟู่เยี่ยนออกแรงกดเต็มแรง และกำแพงก็ถอยกลับอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นห้องสุสานหลักทั้งหมดโดยตรง
ยังไม่ทันที่ฟู่เยี่ยนจะเดินเข้าไป เฉียนซวนก็เริ่มไอแล้ว “ฟู่เยี่ยน มีน้ำไหม? เอามาให้ฉันดื่มหน่อยสิ เหมือนฉันจะสำลักควันเข้าไป”
ฟู่เยี่ยนถอดกระติกน้ำทหารออกจากตัว มันคือกระติกน้ำทหารที่พี่ใหญ่ของเธอใช้เวลาออกลาดตระเวน เฉียนซวนเปิดฝาดื่มอึกๆ เขาไม่เพียงแต่หายเจ็บคอเท่านั้น แต่ยังรู้สึกสดชื่นขึ้นมากอีกด้วย เฉียนซวนคืนกระติกน้ำให้ฟู่เยี่ยนอย่างเสียดาย สายตาก็มองเข้าไปยังห้องสุสาน
เจ้าของสุสานแห่งนี้มีห้องสุสานเพียงห้องเดียว แต่มีพื้นที่กว้างขวางถึงหนึ่งร้อยตารางเมตร
ทั้งสองไม่ได้เดินเข้าไปแบบทะเล่อทะล่า แต่ค่อยๆสำรวจโดยการก้าวขาไปทีละก้าวก่อน หลังจากตรวจสอบจนฟู่เยี่ยนแน่ใจแล้วว่าไม่มีกลไกอะไร ทั้งสองถึงได้เริ่มเดินไปรอบๆอย่างไร้จุดหมาย
สุสานมีขนาดไม่ใหญ่นัก มีกล่องไม้กองรวมกันตรงมุม ฟู่เยี่ยนเหลือบมองและเห็นว่าด้านในนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าทองคำแท่งที่ส่องแสงแวววาวอยู่ด้านใน
“ฟู่เยี่ยน เรารวยแล้ว ฉันบอกเธอไว้ก่อนเลยนะว่าฉันไม่แบ่ง 50-50กับเธอหรอก ฉันขอแค่30 ก็พอแล้ว” เฉียนซวนเปิดกล่องไม้สำรวจดู ตระกูลมู่ของเขาไม่มีใครที่ร่ำรวยเลย ตอนนี้เขากลายเป็นเศรษฐีในชั่วพริบตาแล้ว
ฟู่เยี่ยนจ้องมองไปที่โลงศพในสุสานหลัก ด้านในไม่เพียงแต่ไม่มีศพเท่านั้น แต่มันกลับไม่มีอะไรอยู่เลย นี่มันแปลกมาก หรือว่า…….?
หรือว่านี่จะไม่ใช่ห้องสุสานหลัก ? แต่ก็ไม่พบสิ่งอื่นใดอีกเลยนี่?
ฟู่เยี่ยนเดินไปรอบๆโลงศพสามครั้ง เธอพบว่าใต้โลงศพยังมีชั้นอีกชั้น ฟู่เยี่ยนเจอแบบนี้จึงโมโหมาก เธอเอามีดเล่มนั้นออกมาจากในดินแดนต่างมิติแล้วฟันโลงศพออกมาชิ้นใหญ่
ชั้นลอยในโลงศพถูกเปิดออก ด้านในมันเป็นเชือก และเมื่อฟู่เยี่ยนดึงมัน โลงศพทั้งโลงก็หันไปด้านข้าง
เฉียนซวนกำลังดูเครื่องประดับแก้วแหวนเงินทองในกล่องไม้ เมื่อเขาได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว เขาจึงเงยหน้ามองและเห็นว่าพี่สาวคนนี้พลิกโลงศพเข้าแล้ว……
“ฟู่เยี่ยน เธอไม่เป็นไรใช่ไหม?” เฉียนซวนวิ่งมาหาและเห็นขั้นบันไดนั้น
“เฉียนซวน ฉันคิดว่าสิ่งที่อยู่ด้านล่างมันยอดเยี่ยมกว่า ดังนั้นวางพวกเครื่องประดับเงินทองไว้ด้านข้างก่อน พวกเราลงไปดูด้านล่างกัน”
ฟู่เยี่ยนเดินนำโดยมีเฉียนซวนเดินตามลงไป ขณะที่ทั้งสองเดินลงไปด้านล่าง ไฟทั้งสองด้านก็ค่อยๆเปิดขึ้น ราวกับมันคือวังที่รอคอยการมาถึงของเจ้านาย
ฟู่เยี่ยนและเฉียนซวนพบว่าห้องใต้ดินนี้มีขนาดใหญ่กว่าโลงศพด้านบนเพียงสองเท่า แต่เมื่อลงมากลับรู้สึกสบายมาก เป็นความสบายจากภายในสู่ภายนอก
มันไม่ใช่ภาพลวงตา ไม่ใช่ค่ายกล ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่แปลกๆอยู่เล็กน้อย ในเมื่อไม่มีอะไร และไม่ใช่ที่ซ่อนสมบัติอย่างที่คิดไว้ แต่ทำไมถึงต้องเปลืองแรงขุดห้องใต้ดิน เธอเดินไปมาในพื้นที่เล็กๆนี้ มองไปรอบๆเพื่อดูว่าเธอพอจะพบสิ่งใดหรือไม่
แต่ก่อนที่เธอจะพบช่องโหว่ เธอก็รู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งกำลังเคลื่อนตัวอยู่ในดินแดนต่างมิติของเธอ เธอจึงต้องเข้าไปเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นในมิติของเธอ?
เฉียนซวนไม่ได้สังเกตเห็นว่าฟู่เยี่ยนยืนอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน เขายังคงค้นหาความลับในห้องใต้ดินต่อไป
ฟู่เยี่ยนเข้าไปในดินแดนต่างมิติแล้วก็พบว่ามันคือลูกปัดวิญญาณดิน ตอนนี้ลูกปัดลอยอยู่ในอากาศ พอเห็นฟู่เยี่ยนเข้ามา มันก็บินตรงไปที่มือฟู่เยี่ยน
ฟู่เยี่ยนหงายฝ่ามือขึ้น ลูกปัดวิญญาณดินดูเหมือนจะวิตกกังวลมาก มันหมุนอยู่ในอุ้งมือของฟู่เยี่ยน เหมือนเด็กที่เดินหมุนวนอย่างใจจดใจจ่อ
ฟู่เยี่ยนรู้สึกได้ทันทีว่ามันแปลกๆ เธอรู้มาโดยตลอดว่าลูกปัดนี้มันแปลก แต่ตอนนั้นเธอไม่สามารถบอกได้ว่ามันแปลกตรงไหน เลยต้องใส่ไว้ในดินแดนต่างมิติก่อน ตอนนี้ลองเพ่งดูแล้ว ลูกปัดสีดำกำลังส่องแสงสีทองประหลาดออกมา
ที่เจ้าลูกปัดนี้ดูกระวนกระวายเป็นเพราะมันเจอพวกเดียวกันใช่ไหม? ในเมื่อเจ้าลูกปัดลูกนี้มีคุณสมบัติในการปรับปรุงสภาพดินให้ดีขึ้น เช่นนั้นมันจะแบ่งออกเป็นธาตุทั้งห้าเหมือนชื่อพี่น้องของเธอไหม? ที่มีทั้งจินที่เแปลว่าโลหะ มู่ที่แปลว่าไม้ ฉุ่ยที่แปลว่าน้ำ ฮั่วที่แปลว่าไฟ และถู่ที่แปลว่าดิน อย่าบอกนะว่าแต่ละธาตุก็มีลูกปัดแบบนี้เหมือนกัน?
ฟู่เยี่ยนคาดเดาแบบนี้ไว้แต่แรกแล้ว ดังนั้นเธอจึงประสานฝ่ามือแล้วนำลูกปัดวิญญาณดินวางไว้กลางฝ่ามือ ก่อนจะนำมันออกจากดินแดนต่างมิติ
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนยังไม่อยากให้เฉียนซวนเห็น เธอจึงเก็บมันไว้ในกระเป๋าแล้วเดินไปรอบๆ เพื่อทำท่าตรวจดูห้องใต้ดิน
เมื่อเธอเดินไปทางมุมทิศตะวันตก ลูกแก้ววิญญาณดินในกระเป๋าของเธอเหมือนอยากจะพุ่งออกมา เธอรีบกดมันแน่น แล้วโยนมันเข้าไปในดินแดนต่างมิติ
เธอมองดูพื้นดินตรงมุมอย่างระมัดระวัง แต่ก็ไม่พบอะไร
แปลกมาก เห็นได้ชัดว่าเจ้าลูกปัดวิญญาณดินดูกระวนกระวายขนาดนี้!
ตอนที่ 128 ผ้าขี้ริ้ว
ฟู่เยี่ยนรู้สึกงุนงง ในขณะที่เธอกำลังอยากนำลูกปัดวิญญาณดินออกมาตามหาอีกครั้ง ที่หูของเธอก็ได้ยินเสียงน้ำไหลที่เบาจนแทบจะไม่ได้ยิน แต่ทุกครั้งที่เธอเข้าไปใกล้ตรงมุม เสียงของมันก็จะหายไป เธอลองถอยออกไปสองสามก้าว และแล้วเธอก็ได้ยินเสียงนั้นอีก
ฟู่เยี่ยนเข้าใจในทันที เธอรีบหยิบปากกาและกระดาษออกมาจากดินแดนต่างมิติ จากนั้นเธอก็วาดยันต์แห่งความมืดขึ้นมาหนึ่งแผ่น แล้วขยำแผ่นยันต์ด้วยสองมือของเธอ ไม่นานพื้นที่ตรงมุมในรัศมีหนึ่งเมตรก็ถูกปกคลุมด้วยความมืด
มุมเล็กๆนี้มืดลงไปครู่หนึ่ง จากนั้นฟู่เยี่ยนก็เพ่งมองอีกครั้งที่ตำแหน่งเดียวกับระยะสายตาของเธอ มีบางอย่างที่เหมือนกับหิ่งห้อยส่องแสงสีฟ้า
ฟู่เยี่ยนเอื้อมมือออกไปหยิบมันมา ในเวลานี้ลูกปัดวิญญาณดินเคลื่อนไหวอย่างดุเดือดมากขึ้น เธอจึงโยนลูกปัดสีน้ำเงินลงในดินแดนต่างมิติ
ทันใดนั้น ลูกปัดวิญญาณดินก็ส่งเสียงอย่างมีความสุข เจ้าลูกปัดสีฟ้านั้นก็ไม่ต่างกัน
ฟู่เยี่ยนกลับไม่มีเวลาศึกษามัน เพราะที่นี่กำลังจะถล่มลงมาแล้ว ในตอนที่เฉียนซวนกำลังคิดว่าเสียงกึกกึกดังมาจากที่ไหน ฟู่เยี่ยนก็เห็นว่าผนังตรงมุมกำลังค่อยๆปริตัวขยายออกไปอย่างรวดเร็ว
“เฉียนซวน มันกำลังจะถล่มลงมาแล้ว หนีเร็ว!” ฟู่เยี่ยนวิ่งไปหาเฉียนซวนและตะโกนเมื่อเห็นว่าผนังกำลังจะพังลงมา ฟู่เยี่ยนหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่แล้วรีบวิ่งไปอย่างรวดเร็ว ดึงเฉียนซวนขึ้นมาจนสุดบันไดในการก้าวกระโดดเพียงครั้งเดียว
แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดก็คือ บันไดจะเริ่มพังถล่มลงมาแล้วเช่นกัน ฟู่เยี่ยนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องออกแรงทั้งหมดดันตัวเองและเฉียนซวนขึ้นไปยังห้องสุสานหลัก
เฉียนซวนตกใจจนหน้าซีด: ให้ตายสิ ทุกที่มีแต่กลไกทั้งนั้น แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามนึกเท่าไหร่ เขาก็ยังคงจำไม่ได้ว่าเผลอไปแตะโดนตรงไหนเขา
ฟู่เยี่ยนรู้ว่ามันคือผลจากลูกปัดลูกนั้น แต่เธอไม่ได้พูดออกมา
หลังจากที่ทั้งสองขึ้นมาแล้ว พวกเขาไม่ได้รีรอ เพราะไม่รู้ว่ากลไกของที่แห่งนี้จะเริ่มเปิดใช้งานอีกตอนไหน ทั้งสองจึงวิ่งไปยังกล่องเหล่านั้น แล้วนำยันต์ย้ายวัตถุออกมา ฟู่เยี่ยนจึงแปะยันต์ลงไปบนกล่องทีละใบ
เฉียนซวนที่เดินตามอยู่ด้านหลังทยอยเก็บกล่องที่หดขนาดจนเล็กจิ๋วเข้าไปในกระเป๋าทีละกล่อง เขารู้สึกประหลาดใจที่พบว่ายันต์นี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้วัตถุมีขนาดเล็กลงเท่านั้น แต่น้ำหนักก็หายไปด้วย
“ฟู่เยี่ยน ใช้ได้เลยนะ แค่ไม่กี่วันเธอก็สามารถปรับปรุงยันต์นี้ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นได้ด้วย? แบบนี้ดีเลย เวลาเดินทางไปไหนจะได้ไม่ต้องพกสัมภาระไปเยอะ”
ฟู่เยี่ยนแปะยันต์ไปด้วยพลางพูดไปด้วยว่า “เร็วเข้า ที่นี่อาจจะพังลงมาอีกได้ทุกเมื่อ เราต้องใช้เวลาเกือบห้านาทีในการเอากล่องทั้งหมดกว่าร้อยกล่องออกไป เร็วเข้าสิ”
เฉียนซวนรับปากและไม่พูดอะไรอีก เขาตามเก็บกล่องไล่หลังฟู่เยี่ยน
ราวสิบห้านาทีต่อมา ทั้งสองก็มาถึงทางเดินแล้ว พวกเขาวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วโดยมีเสียงดังกึกก้องอยู่ข้างหลังพวกเขา ดูเหมือนว่าสุสานหลักจะเริ่มถล่มลงมาแล้ว
เฉียนซวนหันกลับไปมองก็เห็นว่าดินถล่มอยู่ห่างจากด้านหลังเขาไปเพียงเมตรครึ่งเท่านั้น เขาจึงร้องตะโกนออกมาทันที
“อ๊าก…… มันไล่หลังเรามาติดๆแล้ว!”
ฟู่เยี่ยนคร้านจะสนทนากับเขา เธอโยนยันต์หลายแผ่นไป แผ่นดินด้านหลังจึงหยุดนิ่งชั่วขณะหนึ่ง ทำให้ทั้งสองได้มีโอกาสพักหายใจ ฟู่เยี่ยนจึงจับตัวเฉียนซวนโยนออกไปทันที
ฟู่ต้าหย่งและฟู่ซินเดินวนไปวนมารออย่างร้อนใจ เมื่อเห็นเฉียนซวนกระเด็นขึ้นมา ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเอ่ยถาม วินาทีต่อมา ฟู่เยี่ยนก็ปีนตามขึ้นมาแล้ว
“อย่าเพิ่งถาม รีบหนีเร็วเข้า มันจะถล่มแล้ว!” ฟู่เยี่ยนวิ่งไปยังชายขอบ ทั้งสี่คนวิ่งไปยังชายขอบของพื้นที่ จากนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงดังถล่ม พื้นดินสั่นสะเทือน แต่ยอดเขาไม่พังทลาย
ฟู่เยี่ยนมองไปยังที่แห่งนั้น เสียงดังสนั่นขนาดนี้จะต้องมีคนมาอย่างแน่นอน ฉะนั้นต้องรีบไปดูอีกเซอร์ไพรส์หนึ่ง
“รีบไปดูต้นไม้ต้นนั้นเร็วเข้า อีกหนึ่งชั่วโมงคงมีคนมาถึงที่นี่แล้ว”
ครั้งนี้ฟู่เยี่ยนไม่รอช้า เธอปล่อยตุ๊กตากระดาษตัวเล็กออกไปร้อยตัว หลังจากระบุตำแหน่งแล้ว เหล่าตุ๊กตากระดาษก็เข้าไปล้อมรอบต้นเอล์มและเริ่มขุดพื้นที่รอบต้นเอล์ม ไม่นานหลังจากนั้น ภายในหลุมระยะรัศมีห้าเมตรห่างจากรอบต้นเอล์มนั้นเต็มไปด้วยกล่อง
ทั้งสี่คนก็ตะลึงทันที ฟู่เยี่ยนเป็นคนแรกที่กระโดดลงไปตรวจสอบ เธอเพิ่งเห็นที่มาของกล่องเหล่านี้จากขอบพื้นที่ของสุสาน
ฟู่เยี่ยนมองดูถุงผุพัง ด้านในเป็นชุดเครื่องแบบทหารในอดีต ดูเหมือนจะเป็นชุดเครื่องแบบทหารประเทศหมู่เกาะ
ฟู่เยี่ยนเดินตรงไปที่กล่องไม้ที่อยู่ตรงกลาง ทันทีที่เธอเปิดมัน ฟู่ซินก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าด้วยความทึ่ง เพราะในกล่องไม้มีกระสุนบรรจุอยู่เต็มกล่อง เขาหยิบมันขึ้นมาดู ดูเหมือนมันจะอยู่มานาน จนเกิดความชื้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ส่งผลต่อการใช้งาน
กล่องไม้อีกสิบกว่ากล่องอัดแน่นไปด้วยกระสุนในลักษณะเดียวกัน เช่นนั้นหมายความว่ามันจะต้องมีปืนอย่างแน่นอน และเป็นอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิด กล่องที่ฟู่ต้าหย่งไปสำรวจดูเต็มไปด้วยปืน
ทางด้านของเฉียนซวน เขาพบกล่องใบเล็กที่อัดแน่นไปด้วยทองคำเต็มกล่อง คะเนจากสายตาน่าจะมีประมาณยี่สิบแท่งได้
“เราจะทิ้งของพวกนี้ไว้ที่นี่ไม่ได้ หนูว่าแผนที่ในมือของเจิ้งจื้อน่าจะพุ่งเป้ามาที่ของพวกนี้ พี่ใหญ่ พี่ว่าอย่างไรดี?” ฟู่เยี่ยนหันไปขอความเห็นฟู่ซิน
“ใช่ เราทิ้งไว้ที่นี่ไม่ได้ และไม่ควรส่งมอบไปยังกองทัพด้วย ไม่อย่างนั้นมันจะทำให้พวกเราเกี่ยวโยงกับสถานที่แห่งนี้ ดูจากอาวุธพวกนี้แล้ว ดูเหมือนจะติดอาวุธได้ค่ายทหารทั้งค่ายได้อย่างไม่มีปัญหา” ฟู่ซินลองปืนไรเฟิลกระบอกหนึ่ง คุณภาพของมันดีมาก ดูจากเครื่องหมายบนลำกล้อง น่าจะผลิตในประเทศญี่ปุ่น
“แต่พี่ก็เสียดายปืนและกระสุนจำนวนมากเหล่านี้เหมือนกัน” ฟู่ซินลูบปืนกระบอกนั้น เขาเองก็อยากส่งมอบให้กับประเทศเช่นกัน แต่เขาจะแก้ตัวอย่างไรล่ะ? เขาไม่มีทางเลือก เพราะผลกระทบมันใหญ่เกินไป
ฟู่เยี่ยนเห็นถึงความเสียดายของพี่ใหญ่ เธอจึงตัดสินใจว่าจะเก็บปืนพวกนี้แล้วค่อยหาโอกาสที่เหมาะสมส่งมอบให้กองทัพ แต่เรื่องนี้พูดออกไปไม่ได้ เธอจึงตั้งใจจะเก็บมันไว้ในดินแดนต่างมิติ
“เอาทองคำพวกนี้ไป เฉียนซวน นายช่วยไปบดชาดบนก้อนหินใหญ่ก้อนนั้นให้ฉันที ฉันจะสร้างค่ายกลไว้ให้คนที่มาทีหลัง” ฟู่เยี่ยนอ้างเรื่องวาดยันต์ขึ้นมาเพื่อให้เฉียนซวนแยกตัวออกไป
“พี่ใหญ่ บนภูเขาลูกนี้มีต้นหลิวใช่ไหม พี่ช่วยไปสานกระบุงให้หนูที เราจะนำมาใส่ของ เราไม่สามารถแบกกระสอบผ้าลงเขาได้”
ฟู่ซินตอบรับแล้วออกไป ก่อนไปเขายังไม่วายลูบคลำปืนให้หนำใจ ก่อนจะวางมันคืนลงไปในกล่อง
เมื่อทั้งสองแยกตัวออกไปแล้ว ฟู่เยี่ยนเหลือบมองฟู่ต้าหย่ง ฟู่ต้าหย่งเดินห่างออกไปสามก้าวเพื่อคอยระวังให้ฟู่เยี่ยน ในขณะที่เธอนำกระสุนและปืนพวกนี้ใส่ลงไปในดินแดนต่างมิติ
จากนั้นเธอก็ให้ตุ๊กตากระดาษรีบฝังกลบหลุมพวกนี้อย่างรวดเร็ว กระทั่งเฉียนซวนเตรียมชาดมาให้แล้ว ฟู่เยี่ยนก็ทำทุกอย่างเสร็จสิ้น
“เสี่ยวฮั่ว ลูกทำอะไรน่ะ?” ฟู่ต้าหย่งสงสัยว่าทำไมลูกสาวของเขาถึงต้องการอาวุธแบบนี้
“หนูรอให้ถึงโอกาสเหมาะสมแล้วจะส่งมอบให้ประเทศค่ะ” พ่อและลูกสาวคุยกันเงียบๆ
ฟู่เยี่ยนวาดยันต์เสร็จแล้ว เธอก็วางค่ายกลมายาถึง9ชั้น หากมีใครมาขุดสมบัติที่นี่ พวกเขาจะต้องถูกขังไว้ในค่ายกลมายานานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน ต่อให้เป็นพวกแวดวงเดียวกันกับเธอ หากพวกเขามาที่นี่ก็ต้องตกอยู่ในอำนาจของค่ายกลเช่นกัน หรือต่อให้พวกเขาสามารถทำลายค่ายกลได้ แต่พวกเขาก็จะถูกค่ายกลสุดท้ายทิ้งความทรงจำที่แสนเลวร้ายไว้
เพราะหลังจากที่พวกเขาทำลายค่ายกลเหล่านี้ได้แล้ว พวกเขาก็จะพบว่าด้านในเต็มไปด้วยผ้าขี้ริ้วพวกนีั แบบนี้มันเรียกว่าเซอร์ไพรส์ไม่ใช่หรือไง?
ฟู่ซินถักกระบุงเสร็จแล้ว เฉียนซวนนำของพวกนี้ใส่ลงไปในกระบุงแล้ว ทั้งสี่คนจึงลงจากภูเขาเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ ฟู่เยี่ยนเดินไปด้วยพลางดูผักป่าไปได้ ใช้เวลาไม่นาน เธอก็เด็ดผักป่าและสมุนไพรป่ามาได้มากมาย
ด้านหลังของพวกเขามีตุ๊กตากระดาษเดินตามมาด้วย พวกมันมีหน้าที่กำจัดร่องรอยให้พวกเขา
ตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้ว ดวงอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้าแล้ว อีกประเดี๋ยวฟ้าคงมืด พวกเขาใช้เวลามาล่าสมบัติถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม
ตอนที่ 129 ลงจากเขา
กว่าพวกเขาจะกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลามืดสนิท คนที่รออยู่ที่บ้านต่างรอคอยอย่างกระวนกระวายใจ พวกเขาอดหลับอดนอนทั้งคืน รอจนถึงช่วงกลางวัน กระทั่งฟ้ามืดของอีกวันก็ยังไม่เห็นทั้งสี่คนกลับมา
แม้หวังซู่เหมยจะไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจของเธอกังวลมาก นอกจากเธอก็ไม่มีใครรู้เลยว่าสถานที่แห่งนั้นอันตรายแค่ไหน เพราะในตอนที่ฟู่เยี่ยนปรึกษากับฟู่ต้าหย่งก็ปรึกษากันตอนที่เธออยู่ด้วย
ฟู่ต้านีรู้แค่ว่าพวกเขามีธุระต้องขึ้นไปบนภูเขา ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวรู้เรื่องนี้บ้างเล็กน้อย แต่ทั้งสองไม่รู้ว่ามันอันตรายขนาดไหน เมื่อเห็นว่ายังไม่กลับมาเป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน สองฝาแฝดจึงเริ่มเป็นกังวล ดังนั้นเมื่อทั้งสี่คนกลับมาถึงบ้านแล้ว พอทุกคนในครอบครัวมารวมตัวกัน พวกเขาก็เริ่มถามนู่นถามนี่
ฟู่เยี่ยนมองหวังซู่เหมย ที่จริงแม่อยากบ่นเธอ แต่ก็สงสารเธอ ดังนั้นหลังจากที่หวังซู่เหมยบ่นเพียงไม่กี่คำแล้ว เธอก็เข้าไปยกอาหารมาจากในครัว ในใจของฟู่เยี่ยนรู้สึกอธิบายไม่ถูก นี่ต่างหากที่เป็นแม่ที่แท้จริง เธอเข้าไปกอดหวังซู่เหมยอย่างเงียบๆ เอาหัวซุกเข้าไปในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ พลางพูดในใจเงียบๆว่า: เสี่ยวฮั่ว ขอโทษนะ
เดิมทีหวังซู่เหมยรู้สึกโกรธอยู่เล็กน้อย เขาโทษที่ฟู่ต้าหย่งตามใจลูกมากเกินไป ลูกอยากไปก็ให้ไปง่ายๆ เธอไม่คิดเลยว่าฟู่เยี่ยนจะมาไม้นี้ พอลูกสาวมาแบบนี้แล้ว เธอก็อดใจอ่อนไม่ได้ ช่างเถอะ ลูกสาวของเธอแตกต่างออกไป ลูกอยากทำอะไรก็ให้ลูกทำ ดังนั้นเธอจึงกอดฟู่เยี่ยนเอาไว้และลูบหลังปลอบใจเธอเบาๆ
“โตเป็นสาวจนตัวสูงกว่าแม่แล้ว ยังมาทำท่าทางออดอ้อนแบบนี้อีก เป็นอะไรไปล่ะ? ลูกหายไปบนภูเขานั่นหนึ่งวันหนึ่งคืน คิดว่าในใจของแม่ไม่อยากตำหนิหรือไง!” แม้คำพูดจะดูตำหนิ แต่คนอื่นรู้ดีว่าหวังซู่เหมยไม่ได้ตำหนิลูกสาวแล้ว
“แม่ หนูก็แค่คิดถึงแม่น่ะ! ขอกอดแป๊ปนะคะ” ก่อนหน้านี้ฟู่เยี่ยนพบเจอฉากมากมาย แต่สุดท้ายมันก็ลงตัวที่ช่วงเวลาหลังจากที่เธอย้อนเวลามาที่นี่
ฟู่เหยาเห็นแม่ถูกพี่สาวกอดเอาไว้ เขาเองก็อยากกอดพี่สาวของเขาบ้าง เด็กน้อยจึงเดินเตาะแตะไปกอดขาของเธอแทน
“พี่……กอด……”
ฟู่เยี่ยนก้มลงไปมอง ฟู่เหยากำลังส่งยิ้มโชว์เหงือกน่ารักมาให้เธอ เธอไม่มีทางเลือกนอกจากปล่อยแม่ของเธอ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้เข้าไปกอดน้องชาย เพราะเธอเพิ่งลงไปในสุสานมา ภูมิต้านทานของเด็กน้อยยังต่ำ
“พี่อาบน้ำเสร็จแล้วจะมากอดนะ แม่คะ รบกวนแม่ต้มน้ำให้หนูหน่อย พวกหนูจะอาบน้ำ โดยเฉพาะหนูกับเฉียนซวน”
“อืม บนเตามีน้ำร้อนตั้งอยู่ตลอด เรียกให้พี่รองมาช่วยยกไปเทให้สิ”
“เดี๋ยวหนูอาบในห้องนอนของหนู เฉียนซวนไปอาบในห้องน้ำแล้วกัน พี่รอง ช่วยหาชุดของพี่มาไว้ให้เขาเปลี่ยนที” ฟู่เยี่ยนมองเฉียนซวนแล้วส่งสายตาให้
เฉียนซวนรู้ดีว่าทำไมฟู่เยี่ยนถึงเป็นแบบนี้ เพราะสิ่งที่เขาพบเจอในสุสานมานั้น ฟู่เยี่ยนก็น่าจะเจอในลักษณะคล้ายกัน เพียงแต่เขาไม่อยากจำมันอีกแล้ว หลังจากนี้ฟู่เยี่ยนจะพบว่านิสัยชอบหวาดระแวงของเฉียนซวนตะเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ จนดูไม่เหมือนตัวตนของเฉียนซวน แต่ใครจะพูดได้ว่านี่ไม่ใช่ตัวเขา?
“เฉียนซวนมากับป้า รีบไปอาบน้ำเร็วเข้า จะได้มากินข้าวกัน ดูสิว่าพวกเธอตัวสกปรกแค่ไหน!” หวังซู่เหมยทำท่ารังเกียจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ดึงตัวเฉียนซวนมาช่วยปัดฝุ่นบนตัวเขาออกไป
เฉียนซวนตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ แต่หลังจากนั้นเขาก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม บางครั้งเขาก็รู้สึกอิจฉาฟู่เยี่ยนเอามากๆที่ครอบครัวของเธอรักใคร่กลมเกลียวกันดี
ฟู่เยี่ยนวิ่งเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง เธอถอดเสื้อตัวนอกออก จากนั้นเธอก็ไปล้างตัวที่ห้องน้ำเล็กด้านข้างห้องนอน ห้องน้ำห้องเล็กถูกสร้างขึ้นเพื่อบังหน้า เพราะฟู่ต้าหย่งรู้ว่าฟู่เยี่ยนมักจะไปอาบน้ำในดินแดนต่างมิติ ดังนั้นเขาจึงวางถังไม้ใบเล็กไว้เพียงถังเดียวเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่ามันคือห้องอาบน้ำ
ฟู่เยี่ยนกระโจนเข้าไปในดินแดนต่างมิติก็เห็นว่าลูกปัดวิญญาณทั้งสองลูกกำลังลอยอยู่กลางอากาศ ลูกปัดวิญญาณดินกลายเป็นสีดินเหลือง และลูกปัดที่ได้มาในวันนี้เป็นสีฟ้าใสเหมือนน้ำ
ฟู่เยี่ยนเดาว่ามันน่าจะเป็นลูกปัดวิญญาณน้ำ? เธอจึงโยนลูกปัดวิญญาณดินลงไปในดิน แล้วเอื้อมมือไปคว้าลูกปัดวิญญาณน้ำ จากนั้นก็กระโดดลงไปในทะเลสาบ
ฟู่เยี่ยนพบว่าทันทีที่ลูกปัดลงน้ำ มันก็ดึงดูดฝูงปลาให้ว่ายเข้ามาหามัน ลูกปัดไม่ได้จมลงก้นทะเลสาบเช่นกัน ฟู่เยี่ยนลองสะบัดมือ ลูกปัดก็ลอยออกไปจากทะเลสาบเองอัตโนมัติ เมื่อเธอเงยหน้าไปมองก็เห็นว่าลูกปัดทั้งสองลูกยังคงลอยอยู่กลางอากาศ แต่ครั้งนี้มันไม่ได้ลอยอยู่ด้วยกัน ลูกปัดวิญญาณดินลอยอู่กึ่งกลางของมิติ ในขณะที่ลูกปัดวิญญาณน้ำลอยไปอยู่ในตำแหน่งชิงหลง
ฟู่เยี่ยนพบว่าน้ำในทะเลสาบใสขึ้น จิบแล้วรสชาติไม่เปลี่ยนไปเลย ดูท่าว่ามันจะมีไว้ปรับปรุงคุณภาพน้ำ
เพียงแต่ตำแหน่งของลูกปัดทั้งสองลูกค่อนข้างน่าสนใจ ดูเหมือนว่ายังมีตำแหน่งเผื่อไว้สำหรับลูกปัดอีกสามลูก ฟู่เยี่ยนลองคิดดู สถานที่แห่งนี้ดูเหมือนจะนำทางไปที่นั่นที่ไหนสักแห่ง
หากในอนาคตเธอโชคดีพอ เธอจะต้องมีโอกาสพบเจอพวกมันอีกแน่นอน เพียงแต่เธอไม่รู้ว่าเมื่อเธอรวบรวมลูกปัดได้ครบทั้งห้าลูกแล้วจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ฟู่เยี่ยนเช็ดผมให้แห้งไปด้วย พลางตักน้ำจากในบ่อมารดต้นโสม โสมต้นแรกๆต้นนั้นมีอายุประมาณร้อยปีได้แล้ว ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ต้นอ่อนโสมจำนวนมากได้เติบโตขึ้น เห็นได้ชัดว่าโสมต้นแรกของเธอได้กลายเป็นคุณปู่โสมที่มาพร้อมลูกๆหลานๆอีกหลายต้น
ส่วนต้นองุ่นด้านข้างก็เริ่มต้นหนาขึ้นแล้ว ฟู่เยี่ยนไม่ได้ปลูกเพิ่ม เพราะแค่ต้นนี้ต้นเดียวก็เพียงพอให้บ่มเหล้าแล้ว ส่วนกล้วยไม้ซู่กวนเหอติ่งที่เธอขอรับมาดูแลจากอาจารย์หลี่ยังคงมีสภาพเดิม เพียงแค่ช่วงเวลาที่ดอกบานเริ่มมีมากขึ้นแล้ว
ฟู่เยี่ยนออกมาจากในห้องแล้วถือโอกาสปล่อยปลาลงไปในถังน้ำหลายตัว มันคือปลาหลีที่เธอเอามาจากในทะเลสาบของดินแดนต่างมิติ ไม่มีกลิ่นคาวดิน ก้างก็น้อย ส่วนปลาที่เลี้ยงไว้ในถังน้ำของที่บ้านก่อนหน้านี้ได้ถูกเธอเปลี่ยนเข้าไปในมิติหมดแล้ว เธอตั้งใจว่าจะเลี้ยงพวกมันไปสักพักค่อยเปลี่ยนออกมา
ในตอนที่เธอออกมา เฉียนซวนได้อาบน้ำเสร็จแล้ว ส่วนพ่อกับพี่ใหญ่ของเธอสลับไปอาบน้ำแล้วเช่นกัน ฟู่ต้านีและคนอื่นทานอาหารกันไปแล้ว วันนี้ที่บ้านทำก๋วยเตี๋ยว เมื่อตอนที่ทั้งสี่คนกลับมาบ้าน ฟู่ต้านีก็ได้เข้าครัวไปทำผัดเบค่อนใส่ถั่วแห้งมาอีกชาม
ทั้งสองหิวมาก วันนี้พวกเขาไม่มีเวลาทานข้าวเลย ในตอนที่พวกเขากำลังใช้สมาธิแก้กลไกในสุสาน พวกเขาต่างก็ไม่รู้สึกหิว กระทั่งกลับมาถึงบ้านและรู้สึกผ่อนคลาย พวกเขาถึงได้รู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งตัว และเริ่มหิวข้าวแล้ว
ฟู่ต้าหย่งและฟู่ซินอาบน้ำไม่นานก็ออกมา ผมของทั้งคู่ยังเปียกอยู่ แต่สองพ่อลูกไม่สนอะไรแล้ว ทั้งสี่คนยกชามข้าวมาและเริ่มทานข้าวโดยไม่พูดไม่จาอะไร จนกระทั่งเฉียนซวนเรอออกมา
“คืนนี้นอนที่นี่นะ พรุ่งนี้ทำธุระเสร็จแล้วค่อยไป” ฟู่เยี่ยนวางชามลงแล้วพูดกับเฉียนซวน
“อืม ตอนนี้ขอแค่มีเตียงให้นอนก็หลับได้แล้ว” เฉียนซวนไม่อยากกลับบ้านด้วยซ้ำ เพราะในใจของเขายังคงปรารถนาความอบอุ่นของครอบครัวฟู่
ฟู่เยี่ยนกำลังคิดว่าหากพรุ่งนี้แบ่งกันลงตัวแล้ว เธอก็จะให้เขากลับไปในที่ของเขาเสียที
ค่ำคืนนี้ผ่านไปอย่างเงียบสงบ ฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกโล่งใจเหมือนกัน เธอนอนอยู่บนเตียงตัวเอง วันนี้เธอไม่ได้เข้าไปนั่งสมาธิในดินแดนต่างมิติ เพราะเรื่องสำคัญเสร็จสิ้นไปแล้ว เธอตั้งใจจะเป็นคนธรรมดาอย่างเขาเสียที
เฮ้อ อาจารย์ฟู่ก็เหนื่อยเป็นเหมือนกันนะ!
ฟู่เยี่ยนนอนหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า ทว่ายังมีบางคนที่นอนไม่หลับ
ฟู่ซินกำลังนั่งนึกถึงน้องสาวของเขา สิ่งที่ได้กลับมาในคราวนี้ คาดว่าน้องสาวของเขาคงมีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต ที่แท้บนโลกใบนี้ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาไม่รู้ ซึ่งหากไม่มีเสี่ยวฮั่ว ทั้งชีวิตนี้ของเขาก็คงไม่อาจสัมผัสกับมันได้
ตอนที่กลับมาบ้านในคราวนี้ ฟู่ซินยังคงมองฟู่เยี่ยนเหมือนที่พี่ชายคนหนึ่งมองน้องสาว แต่หลังจากผ่านเรื่องนี้ไป เขาได้ค้นพบว่าฟู่เยี่ยนเก่งกว่าเขามาก จนถึงขั้นเขาอดถามความเห็นของเธอไม่ได้ ทั้งยังฟังคำแนะนำของเธอด้วย
ฟู่ซินคิดไปคิดมา ก่อนจะค่อยๆผล็อยหลับไป พ่อกับแม่ของเขาที่อยู่ห้องถัดไปเช่นกัน ครั้งนี้หวังซู่เหมยเงียบขรึมมาก เธอไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงจำคำพูดเก่าๆนั้นอีกครั้ง
ฟู่ต้าหย่งไม่ได้กังวลเรื่องนั้น เธอบอกเขาถึงสิ่งที่อยู่ในใจ แต่ฟู่ต้าหย่งยังไม่สังเกตเห็น
“เสี่ยวฮั่วเป็นเด็กรู้เรื่องเกินไป ไม่รู้ว่าในอนาคตของลูกจะเป็นแบบไหน เฮ้อ ว่ากันว่ามันมีวิบากกรรมของหมอดูและซินแสฮวงจุ้ย คนพวกนี้มักจะขาดแคลนทรัพย์สิน อำนาจ และความเจริญรุ่งเรือง แต่ลูกเราดูเหมือนจะไม่ขาดแคลนของพวกนี้ แต่ฉันกำลังกังวลเรื่องแต่งงานของลูก……”
“คุณก็ว่าไป คุณไม่เห็นแม่ของผมเหรอ แม่ยังคลอดพวกผมสี่คนได้อย่างแข็งแรงและได้ดีกันหมดไม่ใช่หรือไง?” ฟู่ต้าหย่งไม่เห็นด้วย
“พวกคุณสี่พี่น้องน่ะดี แต่พ่อของคุณล่ะ? แม่ของเรามีเรื่องนี้นี่แหละที่เป็นความเสียใจของเธอ ไม่อย่างนั้นหากแม่มีความสุขดี เธอจะจากพวกเราไปเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร?” หวังซู่เหมยมองสามีของตนเอง ไม่รู้จะแสดงสีหน้าแบบไหนดี พวกผู้ชายมักจะเชื่องช้าในเรื่องนี้ พวกผู้ชายที่เป็นม่ายในวัยกลางคนก็มักจะแต่งงานใหม่และใช้ชีวิตดั่งหนุ่มสาวเหมือนเดิม
เหอะ พวกผู้ชายน่ะใจร้าย!
หวังซู่เหมยไม่สนใจเขาแล้ว เธอนอนหันหลังให้เขาทันที
ฟู่ต้าหย่ง: ……นี่ฉันทำอะไรให้เมียโกรธอีกเนี่ย?
ตอนที่ 130 ลูกแมว
ตกดึก ฟู่เยี่ยนกำลังหลับสบาย จู่ๆเธอก็รู้สึกเหมือนมีก้อนขนมาปัดป่ายบนใบหน้า เธอจึงปัดมันออก สักพักมันก็เป็นเหมือนเดิม พอเป็นแบบนี้หลายครั้งเข้า ในที่สุดฟู่เยี่ยนก็ทนไม่ไหวต้องลืมตาตื่น
ที่แท้เป็นวั่งไฉกำลังนั่งอยู่ข้างหมอนของเธอนี่เอง ฟู่เยี่ยนเงยหน้ามองสีของท้องฟ้าที่นอกหน้าต่าง ตอนนี้ยังฟ้ามืดอยู่ ฟู่เยี่ยนจึงเอื้อมมือไปลูบขนมัน แต่วั่งไฉดูกระวนกระวายเล็กน้อย มันดิ้นออกจากอ้อมแขนของฟู่เยี่ยน แล้ววิ่งตรงไปที่ประตู
ฟู่เยี่ยนเห็นมันไปแล้วก็ล้มตัวลงนอนต่อ แต่วั่งไฉรออยู่ที่ประตูสักพักก็เห็นว่าฟู่เยี่ยนไม่ตามมา มันจึงกระโดดขึ้นมาบนเตียงของเธอและร้องเหมียวอีกครั้ง
ฟู่เยี่ยนยื่นมือออกไป วั่งไฉก็วิ่งไปที่ประตูห้องนอนของเธออีก มันยังหันมาร้องเรียกเธอ จนตอนนี้เองที่ฟู่เยี่ยนเพิ่งเข้าใจว่ามันอยากจะพาเธอออกไป ฟู่เยี่ยนลองคำนวณวันดู หรือว่าแฟนของมันกำลังจะคลอดลูก?
ฟู่เยี่ยนเข้านอนเร็ว เธอถึงได้พักผ่อนเต็มที่แล้ว หลังจากที่สวมชุดคลุมเรียบร้อยแล้ว เธอก็ตามวั่งไฉไปที่สวนหลังบ้าน และเป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด ตอนนี้จี๋เซียงได้คลอดลูกแมวออกมาหนึ่งตัวแล้ว
เหมียว เหมียว~
วั่งไฉใช้เท้าดึงขากางเกงของฟู่เยี่ยน ฟู่เยี่ยนเห็นว่าวั่งไฉดูเป็นกังวล เธอจึงนั่งยองเพื่อดูสถานการณ์ จากนั้นเธอก็ลูบหัวจี๋เซียง แล้วนำน้ำจากในมิติมาป้อนมัน
“ไม่ต้องกังวล มันจะผ่านไปด้วยดี ลูกแมวในท้องปกติดี อีกเดี๋ยวก็จะคลอดออกมาแล้ว” ฟู่เยี่ยนเอามือลูบหัววั่งไฉแล้วอธิบายให้มันฟัง
วั่งไฉจึงสงบลง มันเดินไปตรงหน้าจี๋เซียงแล้วเลียขนให้กำลังจี๋เซียง จี๋เซียงอยู่ในสภาพที่ดี เพียงแต่มันค่อนข้างอ่อนแรงเล็กน้อย ทว่าหลังจากดื่มน้ำในดินแดนต่างมิติ มันก็กลับมามีเรี่ยวแรงและไม่นานก็คลอดลูกแมวตัวที่สองออกมา
ฟู่เยี่ยนขยับม้านั่งไปนั่งข้างหน้าดูจี๋เซียงคลอดลูกแมว เธอเงยหน้าขึ้นและเห็นว่าใกล้จะรุ่งสางแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาที่ฟ้ามืดที่สุด แต่เมื่อผ่านพ้นช่วงนั้นไป แสงสว่างก็จะกลับมาอีกครั้ง
กระทั่งแสงสว่างของเช้าวันใหม่มาเยือน จี๋เซียงก็คลอดลูกแมวตัวสุดท้ายออกมา ลูกแมวตัวนี้ไม่เหมือนพี่ชายและพี่สาวของมัน ลายของมันค่อนไปทางวั่งไฉ ส่วนลูกแมวสองตัวแรกลายเหมือนกับจี๋เซียง
ฟู่เยี่ยนมองลูกแมวตัวนี้แล้วจึงตัดสินใจตั้งชื่อมันว่า ‘กวงหมิง’
หลังจากที่จี๋เซียงคลอดลูกแมวเสร็จแล้ว มันก็เริ่มเลียขนทำความสะอาดลูกแมวทั้งสามตัว เพียงไม่นาน ลูกแมวน้อยทั้งสามตัวก็ตัวสะอาดสะอ้าน ฟู่เยี่ยนลุกขึ้นไปหน้าบ้านเพื่อเตรียมจะบอกแม่
ตอนนี้เพิ่งรุ่งสาง น่าจะเวลาประมาณตีห้ากว่าแล้ว ฟู่ต้านีลุกจากที่นอนเพราะเธอชินกับการนอนตื่นเช้า
“อาตื่นแล้วหรอ?” ฟู่เยี่ยนเห็นฟู่ต้านีเดินเข้ามาในครัว
“ตื่นแล้ว อาชินน่ะ ให้อานอนตื่นสายอยู่บนที่นอน อาทนไม่ได้หรอก” ฟู่ต้านีทำโจ๊กพลางพูดคุยกับหลานสาว
“อาคะ กลางวันนี้เรากินปลากันเถอะ แบ่งให้จี๋เซียงกินด้วย มันคลอดลูกแล้วค่ะ”
“โอ้ จริงหรือ? อาก็ว่าทำไมเสี่ยวฮั่วถึงตื่นเช้าขนาดนี้? วั่งไฉไปเรียกหนูมาหรือ?” ฟู่ต้านีรู้นิสัยของวั่งไฉดี แมวตัวนี้ดูจะสนิทสนมกับคนไปทั่ว แต่ถ้ามันรู้สึกถึงอันตรายเมื่อไหร่ มันก็จะไปฟู่เยี่ยนเท่านั้น
“ก็ใช่น่ะสิคะ มันแอบเข้าห้องหนูกลางดึกเพื่อปลุกหนูให้ไปดู” ฟู่เยี่ยนพูดติดตลก
“งั้นอาทำโจ๊กเสร็จแล้วจะไปดูเสียหน่อย เมื่อวานฟู่เวยกับฟู่หรงชวนอาไปดูอยู่ อาเห็นท้องของมันโตจนน่ากลัว ไม่คิดเลยว่าจะคลอดกลางดึก”
ฟู่ต้านีทำอาหารเช้าเสร็จแล้วก็ไปดูจี๋เซียงที่สวนหลังบ้าน
ฟู่เยี่ยนนั่งอยู่ใต้ต้นซานจาไปได้สักพัก เฉียนซวนก็ออกมาจากห้องของพี่รอง
“ตื่นแล้วหรอ?” ฟู่เยี่ยนทักทายเฉียนซวน
“อืม ฉันกินข้าวเช้าเสร็จก็จะกลับบ้านแล้ว ฉันออกจากบ้านมาสองคืนแล้ว คุณตาของฉันน่าจะเป็นห่วงแล้วล่ะ” เฉียนซวนลูบผมที่ยุ่งเหยิงของตัวเอง
“อืม กินข้าวเสร็จก็ให้พี่ชายของฉันไปส่งนาย ตอนนี้ยังเช้าอยู่ เราไปดูของกันเถอะ?” ฟู่เยี่ยนเสนอ
“ไม่ต้องรอคุณลุงและคนอื่นเหรอ?” เฉียนซวนยังไม่ตื่นเต็มตามากนัก
“ไม่ต้องหรอก ไปหลังบ้านกันเถอะ” ฟู่เยี่ยนลุกขึ้นเดินไปที่หลังบ้านพร้อมกับเฉียนซวน
กระบุงที่นำกลับมาเมื่อวานยังอยู่ในห้องนอนของฟู่เยี่ยน ฟู่เยี่ยนจึงยกมันไปที่สวนหลังบ้าน ของที่อยู่ในกล่องพวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องประดับทองและเงินจากในสุสาน ผู้อาวุโสท่านนี้ไม่ได้ทิ้งข้อมูลอะไรไว้เลย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้ว่าเป็นใคร
“เฉียนซวน ฉันหวังว่านายจะรู้วิธีใช้สิ่งเหล่านี้และไม่ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างสบายๆ เธอมองว่าเขาคือเพื่อนของเธอแล้ว ดังนั้นจึงอยากเตือนเขา
“เธอไม่ต้องกังวล ตอนนี้ฉันยังไม่ขาดแคลนเงินทอง ส่วนแบ่งสามสิบเปอร์เซ็นต์ของฉันขอเป็นทองคำแท่งก็พอ แต่ฉันต้องฝากไว้กับเธอก่อนนะ” เฉียนซวนรู้ดีว่าเขาไม่สามารถนำของพวกนี้กลับบ้านไปอย่างโจ่งแจ้งได้ เพราะเขาจะไม่สามารถซ่อนพวกมันได้เลย และเขาก็ไม่อยากเล่นกับความโลภของคนตระกูลเฉียนและตระกูลมู่
“นายไม่เอาพวกเครื่องประดับเหรอ? ของพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชิ้นไหนล้วนเป็นของโบราณทั้งนั้นเลยนะ” ฟู่เยี่ยนมองไปยังเฉียนซวนด้วยความสงสัย
“จริงเหรอ?” เฉียนซวนเบิกตากว้าง
“นายดูปิ่นดอกไม้ไหวชิ้นนี้สิ เห็นได้ชัดว่ามันเป็นสไตล์ของราชวงศ์ถัง ฉันตรวจดูแล้ว ของที่อยู่ในกล่องพวกนี้ที่ใหม่ที่สุดคือของที่อยู่ในยุคราชวงศ์ถัง”
“งั้นฉันเอา ในอนาคตจะได้เก็บไว้ให้ลูกสาวของฉัน” เฉียนซวนพูดพร้อมกับหัวเราะชอบใจ
“ตกลง พวกเราแบ่งกันเสร็จแล้ว ฉันจะเก็บไว้ให้นายก่อน แต่พอเรียนจบชั้นมัธยมปลายแล้ว นายต้องเอาคืนไปนะ” ฟู่เยี่ยนไม่อยากต้องมานั่งมองทองคำกองใหญ่ที่ไม่ใช่ของตัวเอง แบบนั้นมันทรมานเกินไป!
“ตกลง!”
ฟู่เยี่ยนแบ่งทองคำออกเป็นสองส่วนโดยตรง เช่นเดียวกับพวกเครื่องประดับ เมื่อแบ่งกันลงตัวแล้ว สุดท้ายเฉียนซวนได้ไปสี่สิบกล่อง ส่วนฟู่เยี่ยนได้ไปเกือบหกสิบกล่อง
“ฉันคิดว่าเราน่าจะพิจารณาทำกระเป๋าเฉียนคุนขึ้นมานะ อย่างน้อยมันก็สามารถเก็บของพวกนี้เอาไว้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นมันจะลำบากเกินไป หากฉันขนกลับบ้านไป เชื่อเถอะว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของกล่องพวกนี้จะไม่ใช่ของฉันแล้ว” เฉียนซวนรู้สึกหงุดหงิดมาก
“กระเป๋าเฉียนคุน? นายทำเป็นหรือ?” ฟู่เยี่ยนอยากรู้มาก เพราะกระเป๋าเฉียนคุนเป็นของประเภทเดียวกับดินแดนต่างมิติ แต่มีขนาดเล็กกว่าดินแดนต่างมิติ
“ฉันท่องจำมาได้ แต่ก็ยังขาดข้อมูลบางส่วน ฉันจะเขียนให้เธออ่านดู เพราะยังมีบางจุดที่ฉันไม่เข้าใจ”
“ตกลง งั้นไปเอากระดาษที่ห้องของฉัน นายเขียนมา แล้วฉันจะไปศึกษาดู” ฟู่เยี่ยนเกิดความสนใจขึ้นมาทันที
ทั้งสองเดินไปที่ลานหน้าบ้าน และเห็นว่าบริเวณที่นอนแมวล้วนอัดแน่นไปด้วยสมาชิกในครอบครัวฟู่ ดูเหมือนทุกคนจะตื่นนอนหมดแล้ว และพวกเขาก็กำลังมาดูลูกแมว
เฉียนซวนเองก็ไปดูเช่นกัน เขายังอยากขอไปเลี้ยงสักตัว ซึ่งฟู่เยี่ยนรับปากเขาแล้ว แต่ท่าทีที่วั่งไฉมองเฉียนซวนดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว ฟู่เยี่ยนก็เอาข้อมูลที่เฉียนซวนเขียนมาอ่านดูถึงได้พบว่าในมิติของเธอเหมือนจะมีวัสดุอยู่มากมาย แต่เธอไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่รับมันมาแล้วบอกว่าจะไปศึกษาให้
เฉียนซวนไม่สงสัยหรือระแวงในตัวเธอ หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ เขาก็กลับบ้าน เพียงแต่เขาไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์พลิกผันหนึ่งกำลังรอเขาอยู่ และกว่าเขาจะพบกับฟู่เยี่ยนอีกครั้ง ก็เป็นตอนที่อยู่ที่เมืองหลวงแล้ว
หลังจากที่เฉียนซวนกลับไป ฟู่เยี่ยนก็เล่าให้พ่อฟังถึงสิ่งที่ได้มาทั้งหมด ฟู่เยี่ยนอยากแบ่งปันสิ่งที่ได้มากับพ่อและพี่ชายของเธอด้วย
“พ่อไม่เอานะ ส่วนของพี่ใหญ่ก็ไม่ต้องให้เขา ลูกเก็บเอาไว้เองเถอะ หลังจากนี้ก็ไม่ต้องให้พวกเขาด้วย พ่อได้ยินพี่ใหญ่ของลูกบอกว่าในอนาคตลูกอยากทำการกุศลอะไรพวกนั้น พ่อคิดว่ามีเงินเยอะไปก็ใช้ไม่หมด เก็บไว้ทำอย่างที่ลูกคิดดีกว่า”
หลังจากที่เมื่อวานฟู่ต้าหย่งได้ยินหวังซู่เหมยพูด เขาก็เกิดความกลัวอยู่เหมือนกัน สิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดอาจสะสมโชคลาภให้เธอได้ ช่วยให้เธอหลีกหนีวิบากกรรมของหมอดูและซินแสได้
“พ่อ นั่นมันเรื่องในอนาคต เอาแบบนี้แล้วกัน หนูจะเอาทองคำให้พ่อเก็บไว้บางส่วน ในอนาคตพ่อจะให้พี่ใหญ่หรือใครก็แล้วแต่พ่อ ยังมีอีกเรื่องค่ะ หนูอยากให้จางเหว่ยช่วยไปสอบถามบ้านหลังที่คุณย่ายกเป็นมรดกไว้ให้พวกเราว่าเป็นอย่างไรบ้าง และเผื่อจะซื้ออีกสักหลังสองหลังค่ะ” ฟู่เยี่ยนเล่าความคิดของตนเองออกมา
ฟู่ต้าหย่งตกตะลึง เขาไม่คิดว่าฟู่เยี่ยนจะพูดถึงเรื่องนี้
“มันจะดีหรือ?” ฟู่ต้าหย่งเองก็เกิดความสนใจเช่นกัน
“หนูจะให้พี่จางเหว่ยลองไปสอบถามดูก่อน เขาคุ้นเคยกับเมืองหลวงดี ไปดูสถานการณ์บ้านของที่นั่นว่าเป็นอย่างไรแล้ว” เพราะการรื้อฟื้นระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยเกาข่าวกำลังจะกลับมาแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงอยากวางแผนชีวิตไว้ล่วงหน้า
“ตกลง งั้นต้องรบกวนจางเหว่ยแล้ว”
จบตอน
Comments
Post a Comment