magic ep131-135

 ตอนที่ 131 เพื่อน

 

ฟู่เซินมาส่งเฉียนซวนที่หน้าประตูบ้านแล้วก็ปั่นจักรยานกลับบ้านของตน เฉียนซวนมองฟู่เซินที่ปั่นจักรยานไปไกลแล้ว เขาถึงได้ก้าวเข้าไปในบ้าน แต่ยังไม่ทันได้เปิดประตูรั้ว ก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันดังมาจากในบ้านแล้ว

 

“พ่อ ทำไมพ่อไม่คิดเผื่อพวกเราบ้างล่ะ ทำไมพ่อถึงไม่สามารถตอบรับพวกเราได้?” นี่คือเสียงของลุงเฉียน

 

“แกอย่ามาพูดเหลวไหล! แกไม่ต้องมาพูดอะไรทั้งนั้น ฉันไม่ยอมให้เสี่ยวซวนกลับไปเมืองหลวงหรอก” คุณตาเฉียนโมโหมาก

 

“พ่อ การที่พ่อทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากฉุกรั้งเสี่ยวซวน ทั้งยังฉุดรั้งพวกผมอีกด้วย” ลุงเฉียนยังกล่าวอย่างไม่พอใจอีกด้วย

 

“พวกแกสองคนไปให้พ้นหน้าฉันเลยนะ ไม่ว่าพวกแกจะพูดอะไร ฉันก็ไม่เห็นด้วยทั้งนั้น มู่จื้อหมิงเขาแต่งงานใหม่ไปแล้ว หากไม่ใช่เพราะไม่มีลูกกับเมียใหม่ เขาจะนึกถึงหลานชายของฉันหรือเปล่า! พวกแกมองอะไรตื้นเขินเกินไป เสี่ยวซวนเป็นหลานชายแท้ๆของพวกแกนะ!”

 

“ตอนที่น้องสาวของแกยังอยู่ เธอเคยทำร้ายจิตใจหรือใจดำใส่พวกแกหรือไง? พวกแกมันใจไม้ไส้ระกำ! พอคนอื่นให้ผลประโยชน์เข้าหน่อยก็ขายคนในครอบครัวของตัวเองแล้ว! แค่กๆ…”

 

เมื่อได้ยินเช่นนี้ เฉียนซวนก็รีบวิ่งเข้ามาทันที

 

“คุณตา คุณตาอย่าเพิ่งโมโหนะครับ รีบดื่มน้ำเร็วเข้า” เฉียนซวนวิ่งเข้ามาหาคุณตาเฉียน

 

“เสี่ยวซวนกลับมาแล้วหรือ? เที่ยวเล่นสนุกไหม? ครั้งหน้าให้เพื่อนของหลานมาทานข้าวที่บ้านเราบ้างนะ” คุณตาเฉียนมองสีหน้าของเฉียนซวน ไม่รู้ว่าหลานชายของเขาได้ยินไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว

 

“สนุกครับ คุณตา ผมมีอะไรจะเล่าให้คุณตาฟังดู ลุงใหญ่ อารอง คุณตากำลังไม่สบาย ลุงกับอาออกไปก่อนเถอะครับ” เฉียนซวนหันไปหาลุงทั้งสองด้วยสายตาเย็นชาไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ

 

ลุงเฉียนกำลังจะพูดอะไรอีก แต่อารองดึงเขา แล้วทั้งสองก็เปิดประตูแล้วออกไป

 

“คุณตา ผมได้ยินหมดแล้ว” เมื่อในห้องเหลือเพียงสองตาหลาน เฉียนซวนจึงก้มหน้าลงแล้วพูดดวยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

 

“เฮ้อ! เสี่ยวซวน หลานอย่าโทษพวกลุงเขาเลย มู่จื้อหมิงเขาบอกว่าขอเพียงแค่พวกเขาทำให้หลานกลับไปที่เมืองหลวงได้ ก็จะหางานใหม่ให้พวกเขาทำในเมืองหลวง”

 

“เมื่อวานปู่เหมี่ยวของหลานโทรมาหาตา บอกว่ามู่จื้อหมิงอาจอยู่ได้ไม่นานแล้ว ดังนั้นเขาจึงอยากให้หลานรีบกลับไป”

 

ประโยคนี้ทำให้เฉียนซวนตกตะลึง ในตอนที่เขาจากมา มู่จื้อหมิงยังสุขภาพดีอยู่เลย แล้วนี่มันอะไรกัน?

 

คุณตาเฉียนมองหลานชายก็คล้ายกับมองเห็นลูกสาวของตัวเอง เขาไม่อยากให้หลานชายต้องกลับไปพบเจอกับเรื่องไม่ดีพวกนั้นอีกแล้ว แต่หลานชายของเขาก็เป็นผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของตระกูลมู่ บางสิ่งไม่สามารถหลีกหนีหรือเปลี่ยนแปลงได้ แต่ทำได้เพียงเผชิญหน้า

 

“มู่…เอ่อ พ่อของหลานได้รับบาดเจ็บสาหัสเพราะภรรยาใหม่ ตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นหนีไปแล้ว แต่ตาเองก็ไม่รู้รายละเอียดเหมือนกัน แต่ปู่เหมี่ยวของหลานบอกว่าเขาไปตรวจอาการของเขามาแล้ว น่าจะมีชีวิตอยู่ได้มากสุดแค่หนึ่งปี”

 

“เพราะอะไรครับ?” เฉียนซวนยังรับไม่ได้ แม้เขาจะเกลียดพ่ออย่างสุดหัวใจ แต่เขาก็ไม่เคยคาดหวังให้พ่อของเขาตาย ต่อให้ความสุขของพ่อจะไม่ใช่แม่และเขาอีกแล้ว

 

“เสี่ยวซวน หลานคิดเอาเอง ไม่ต้องคิดถึงปัจจัยอื่น หากหลานกลับไป หลานจะต้องแบกธงใหญ่ของตระกูลมู่ ซึ่งมันเป็นภาระกดดันตัวหลานมาก ตอนนี้สุขภาพปู่ของหลานก็ดีกว่าพ่อของหลานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาพูดถึงหลานมาโดยตลอด หลายปีมานี้เขามักจะโทรมาหาตาเสมอ”

 

“คุณตา ผม…” เฉียนซวนสับสนมาก ไม่รู้จะทำยังไง

 

“ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว อาเล็กของหลานมาแล้ว เขาพักอยู่ที่เกสเฮาส์ หากหลานคิดดีแล้ว ตอนบ่ายก็กลับไปพร้อมกับเขาเถอะ” คุณตาเฉียนยืนขึ้นอย่างเงียบๆ และเข้าไปในห้องของเขา

 

เฉียนซวนนั่งบนโซฟาโดยไม่พูดอะไรสักคำ เขาไม่อยากไปจากคุณตา ไม่อยากทิ้งชีวิตใหม่ ไม่อยากแยกจากเพื่อนของตัวเอง …อารมณ์นับไม่ถ้วนปะปนอยู่ในหัวใจของเฉียนซวน

 

แต่เขามีความรับผิดชอบของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใด แต่เพียงเพื่อไม่ให้สิ่งที่สืบทอดมาในตระกูลมู่ต้องเลือนหายไป แววตาของเฉียนซวนค่อยๆมั่นคงขึ้น ไม่สิ ตอนนี้เขาคือว่าที่ผู้สืบทอดตระกูลมู่–มู่อี้อัน

 

“คุณตา ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะกลับไปสืบทอดตระกูลมู่ที่เมืองหลวง แต่ว่าคุณตาต้องกลับไปกับผมด้วย” เฉียนซวนเดินไปเคาะประตูห้องของคุณตาแล้วพูดจากหน้าห้อง

 

…………………….…………………

 

วันต่อมา ในตอนที่ฟู่เยี่ยนมาโรงเรียน วันนี้เฉียนซวนไม่ได้มาเรียน ฟู่เยี่ยนนึกว่าเขานอนตื่นสาย แต่วันต่อมาเขาก็ยังคงไม่มา ฟู่เยี่ยนไม่ได้เก็บมาใส่ใจอะไร เธอคิดว่าเขาคงกำลังศึกษาอะไรบางอย่างอยู่ที่บ้าน

 

ในตอนเลิกเรียน ฟู่เยี่ยนจูงรถจักรยานไปนอกรั้วโรงเรียน ซึ่งบังเอิญได้เจอกับโจวชิวลู่เข้าพอดี

 

“เสี่ยวฮั่ว เสี่ยวฮั่ว รอฉันก่อน”

 

“ชิวลู่ บังเอิญจัง มาสิ ฉันจะไปส่งเธอกลับบ้าน” ฟู่เยี่ยนตบที่เบาะหลังรถจักรยาน

 

“นี่คือจดหมายที่เฉียนซวนฝากมาให้เธอ มันถูกส่งมาที่บ้านของฉันเมื่อคืนวานน่ะ” โจวชิวลู่หยิบจดหมายออกมายื่นให้กับฟู่เยี่ยน

 

“อ้อ?” ฟู่เยี่ยนรับจดหมายมาและเก็บมันลงในกระเป๋านักเรียนโดยที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน

 

“เขาดูเหมือนจะรีบร้อนนะ เขาส่งจดหมายให้ฉันเสร็จก็รีบกลับไปทันที” โจวชิวลู่นั่งลงเบาะหลังรถจักรยานแล้วพูดขึ้นด้วยความสงสัย

 

“คงมีเรื่องอะไรล่ะมั้ง แล้วช่วงนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง? เธออ่านหนังสือคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมีที่ฉันให้ไปเมื่อครั้งที่แล้วหรือยัง?” ฟู่เยี่ยนถามขณะปั่นจักรยาน

 

“อ่านแล้ว แต่ยังมีหลายจุดที่ฉันไม่เข้าใจ ฉันจดไว้หมดแล้วล่ะ ตั้งใจว่าจะไปติวที่บ้านของเธอในช่วงสุดสัปดาห์นี้!”

 

“ได้สิ พี่รองและพี่สาวของฉันจะได้เรียนด้วย เธอมาเองคนเดียวนะ ฉันจะให้อาหญิงทำปลารมควันให้กิน”

 

“จริงนะ! เราตกลงกันแล้วนะ!” โจวชิวลู่เป็นนักกินตัวยง พอได้ยินเมนูอาหาร เธอก็ตั้งตารอทันที

 

ฟู่เยี่ยนกลับมาถึงบ้านแล้วถึงได้เปิดจดหมายอ่าน หลังจากอ่านจดหมายเสร็จ เธอก็ถอนหายใจออกมา

 

เฉียนซวนบอกว่าจะเขียนจดหมายถึงเธอเมื่อกลับถึงบ้านตระกูลมู่แล้ว พูดถึงเรื่องจดหมาย จะว่าไปครั้งที่แล้วไป๋โม่เฉินบอกว่าจะไปทำภารกิจ ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาทำภารกิจเป็นอย่างไรบ้าง เพราะเขาไม่ได้ตอบจดหมายของเธอกลับมาอีกเลย

 

ฟู่เยี่ยนคิดในใจแล้วโยนปากกาที่อยู่ในมือทิ้ง เมื่อเห็นทิศทางของปากกา หัวใจของฟู่เยี่ยนก็หล่นวูบ

 

อันตราย!

 

ฟู่เยี่ยนรีบหยิบปากกาและกระดาษออกมาเขียนวันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากของไป๋โม่เฉิน แล้วนำมันเข้าไปในดินแดนต่างมิติ เพราะเธอต้องการวางค่ายกลคุ้มครองไป๋โม่เฉิน เพราะดวงชะตาของเขาไม่ดีเลยจริงๆ

 

ฟู่เยี่ยนสร้างค่ายกลขึ้นมาสามครั้ง แต่ละครั้งหากกระดาษยันต์ไม่ลุกไหม้ด้วยตัวเอง นั่นหมายความว่ามันไม่สำเร็จ เธอนับนิ้วคำนวณดูแล้วจึงไม่วางค่ายกลอีก ดูเหมือนว่าครั้งนี้ต้องให้ไป๋โม่เฉินพึ่งพาตัวเองแล้ว

 

ส่วนไป๋โม่เฉินที่กำลังถูกฟู่เยี่ยนบ่นหาอยู่นั้น ตอนนี้เขากำลังอยู่กลางป่าทึบบริเวณชายแดน เขานำทีมมาเพื่อเป็นกำลังเสริมให้กับทหารที่ประจำอยู่ชายแดน เพราะตอนนี้ทหารของที่นี่สูญหายไปสิบกว่านายแล้ว ภารกิจของพวกเขาคือการตามหาเพื่อนร่วมรบที่หายตัวไป

 

ในเวลานี้ ไป๋โม่เฉินและทีมของเขากำลังพักผ่อนอยู่ในป่า

 

“เฮ้ พวก นี่นายยิ้มอะไรของนายวะ?” จางตันเห็นว่าหลินหว่างกำลังยิ้มหน้าซื่อ จึงรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมา

 

“หัวหน้าของเรากำลังอ่านจดหมายอยู่ตรงนั้นน่ะ?” หลินหว่างกระซิบตอบ

 

“จริงเหรอ? คนอย่างหัวหน้าจะมีเรื่องรักๆใคร่ๆกับเขาด้วยเหรอ?” จางตันถามด้วยความสงสัย

 

“นายน่ะมันไม่เข้าใจ แบบนี้เขาเรียกว่าวีรบุรุษยากที่จะฝ่าด่านสาวงาม เพียงแต่ไม่รู้ว่าคนรักของหัวหน้าหน้าตาเป็นแบบไหน” หลินหว่างรู้สึกสงสัยมาก

 

“อยากดูไหมล่ะ?” มีเสียงมาจากด้านบนหัวของเขา

 

“ไม่ดีกว่า……อ๊ะ หัวหน้า!” หลินหว่างสวดภาวนาในใจแล้ว หัวหน้ามาตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมเขาไม่สังเกตเห็นเลย? เขาค่อยๆหันไปถลึงตาให้จางตัน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงออกมาแม้แต่น้อย ซึ่งเป็นจังหวะที่จางตันกำลังหัวเราะท้องคัดท้องแข็งอยู่พอดี

 

“หลินหว่าง! จางตัน!”

 

“ครับ!”

 

“วิดพื้น50ครั้ง!” ไป๋โม่เฉินพูดหน้านิ่ง

 

หลินหว่างและจางตันรีบปิดปากเงียบอย่างรวดเร็ว พวกเขารีบวิดพื้นห้าสิบครั้งตามคำสั่งทันที เพราะหากพวกเขาต่อรองล่ะก็ จากห้าสิบครั้งได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยครั้งแน่นอน

 

ในขณะที่ทั้งสองกำลังวิดพื้นอยู่นั้น จู่ๆ ไป๋โม่เฉินก็ส่งสัญญาณบอกให้พวกเขาหยุด หลินหว่างและจางตันจึงกลิ้งตัวไปหนึ่งรอบ และรีบปรับตัวเองให้อยู่ในสถานะพร้อมรับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

 

เดิมทีในป่าทึบจะมีเสียงนกร้องเซ็งแซ่ ทว่าในเวลานี้มันกลับเงียบสนิทเสียจนน่ากลัว ราวกับว่ามีบางอย่างกำลังจะปรากฏตัวขึ้น…



ตอนที่ 132 รอดพ้นจากความตาย

 

ในโรงพยาบาลทหารแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ มีคนไข้รายหนึ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในตอนเช้า ภายนอกของคนไข้ไม่มีบาดแผล เฉพาะบริเวณใกล้หน้าท้องเท่านั้นที่ปรากฏเป็นสีม่วงอมฟ้า

 

คนไข้อยู่ในอาการโคม่า แต่อาการโดยรวมยังปกติดี คุณหมอพยายามวินิจฉัยหาสาเหตุอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้เลย ดังนั้นคุณหมอจึงต้องออกไปชั่วคราวและไปที่ห้องประชุมเพื่อหารือเรื่องนี้

 

“หมอครับ หัวหน้าของพวกเราเป็นอย่างไรบ้าง?” ทหารหลายนายเดินเข้ามาถามอย่างกังวลใจ

 

“ตอนนี้ยังวินิจฉัยหาสาเหตุไม่ได้ พวกคุณอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป เราจะต้องรักษาอาการของหัวหน้าไป๋ให้หายดีอย่างแน่นอน” ผู้อำนวยการเหมี่ยวเป็นคนคุ้นเคยของตระกูลไป๋ เขาเพิ่งเห็นเด็กหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ ไม่คิดเลยว่าหลังจากไม่เจอกันหลายปี พอมาเจออีกทีจะอยู่ในสภาพนี้แล้ว

 

พูดจบ ผู้อำนวยการเหมี่ยวก็พาคุณหมอไปที่ห้องประชุม

 

ทหารหลายคนรู้สึกหดหู่ใจ หากหัวหน้าไป๋ไม่จับสัตว์ประหลาดตัวนั้นเอาไว้แน่นในตอนที่เกิดเรื่องขึ้น พวกเขาคงได้ไปเฝ้ายมบาลไปนานแล้ว หัวหน้าไป๋คือผู้ที่ช่วยชีวิตพวกเขาทั้งหมด

 

“ทำไมฉันถึงไร้ประโยชน์นักนะ หัวหน้าช่วยฉันครั้งแล้วครั้งเล่า” หลินหว่างน้ำตาไหล

 

“เฮ้ยพวก หัวหน้าคอยรับผิดชอบเรามาตลอด เขาแบกรับชีวิตเราทั้งหมดด้วยตัวเขาเอง พวกเราจะทำลายความหวังของหัวหน้าไม่ได้” หลี่ตันตบบ่าปลอบใจหลินหว่าง

 

“อืม ฉันจะเฝ้าหัวหน้าที่นี่เอง ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น” หลินหว่างเปิดประตูแล้วนั่งลงข้างเตียงไป๋โม่เฉิน

 

ไป๋โม่เฉินนอนนิ่งไม่ได้สติบนเตียงคนไข้อยู่แบบนั้น ในตอนที่เกิดเรื่องขึ้น เขาใช้ร่างกายของตนเองขวางสัตว์ประหลาดตัวนั้นเอาไว้ ถึงเปิดโอกาสให้สมาชิกคนอื่นในทีมโจมตีได้ แต่ตัวเขาเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะเมื่อสัตว์ประหลาดหายไป เขาก็เป็นลมหมดสติไป

 

สัตว์ประหลาดโจมตีเขาทั้งหมดสิบกว่าครั้ง แต่เก้าครั้งแรกถูกยันต์ของฟู่เยี่ยนป้องกันเอาไว้ แต่สองครั้งสุดท้าย พิษศพก็เข้าสู่ภายในร่างกายของเขา

 

“มีคนมาจากค่ายทหารต้องการสอบถามเราถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น พวกเราไปกันเถอะ ให้หัวหน้านอนหลับพักผ่อนไปก่อน อีกเดี๋ยวพวกเราค่อยมาเฝ้าเขา”

 

สามวันต่อมา หลี่ตันมาที่ห้องพักคนไข้เพื่อมาเรียกหลินหว่าง ไป๋โม่เฉินยังคงอยู่ในอาการโคม่าเหมือนเดิม แต่สิ่งที่พวกเขาไม่ได้สังเกตเห็นเลยก็คือ บนถุงหอมที่ห้อยอยู่บริเวณเอวของไป๋โม่เฉินกำลังส่องแสงประกาย ทว่าแสงสว่างนั้นกลับค่อยๆเลือนรางลงทุกที

 

“หลินหว่าง หลี่ตัน พวกคุณช่วยเล่าสถานการณ์ตอนนั้นให้พวกเราฟังที”

 

มีคนนั่งอยู่ในห้องทั้งหมดห้าคน นอกจากชายชราคนหนึ่งในชุดลำลองแล้ว พวกเขาที่เหลือล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูงของกองทัพซีหนาน

 

หลินหว่างรีบชี้แจงให้กระจ่างทันที ตอนนั้นเขาเป็นคนที่เห็นเหตุการณ์ชัดที่สุด เพราะถ้าไม่ได้ไป๋โม่เฉินเข้ามากันไว้ สัตว์ประหลาดคงจะโจมตีเขาก่อนแล้ว

 

“ตอนนั้นผมยังไม่ทันได้สังเกตว่ามีบางสิ่งเข้ามาประชิดตัวผมจากด้านหลัง หัวหน้าเป็นคนเห็นมัน เขาจึงเอาตัวมาบังผมไว้ แล้วจับหัวสัตว์ประหลาดนั่น พวกเราใช้ปืนยิงมัน แต่มันก็ไม่ตาย สัตว์ประหลาดตัวนั้นดูเหมือนจะโกรธมาก มันจึงเข้าโจมตีหัวหน้าไม่หยุด”

 

“แต่ที่น่าแปลกก็คือมีแสงส่องออกมาจากร่างของหัวหน้าอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งสัตว์ประหลาดโจมตีหัวหน้าไปหลายครั้งแล้ว เมื่อใช้ปืนไม่ได้ผล พวกเราจึงพยายามใช้มีดฟันมัน แต่ดูเหมือนมีดและปืนจะฟันแทงสัตว์ประหลาดตัวนั้นไม่เข้า สุดท้ายร่างของหัวหน้าก็มีแสงสีทองเปล่งออกมา สัตว์ประหลาดตัวนั้นถึงได้หลอมละลายกลายเป็นแอ่งน้ำ”

 

“หัวหน้าก็หมดสติไปเช่นกันครับ”

 

เมื่อชายชราที่อยู่ตรงกลางและเจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านข้างได้ยินว่ามี ‘แสงสีทอง’ ปรากฎขึ้น พวกเขาก็ลุกขึ้นยืน

 

“คุณบอกว่ามีแสงสีทองออกมาจากร่างกายของเขางั้นหรือ?” ชายชราเป็นฝ่ายเอ่ยถามและจ้องเขม็งไปที่หลินหว่าง

 

“ใช่แล้ว มันเป็นแสงสีทองที่สุกสว่างมาก”

 

“บนตัวของหัวหน้าพวกคุณมีอะไรอยู่ไหม?” คราวนี้เป็นคำถามจากเจ้าหน้าที่ระดับสูง

 

“เรื่องนี้เราไม่ทราบครับ……” หลินหว่างไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงพุ่งความสนใจมาที่เรื่องนี้

 

“ผู้เฒ่าถัง คุณคิดว่าอย่างไร? มันเกิดอะไรขึ้นกับเรื่องนี้?” ผู้บังคับบัญชาซ่งรู้สึกสงสัยมาก หลังจากสอบถามหลินหว่างกับหลี่ตันแล้ว เขาก็เอ่ยถามออกมาตามตรง

 

“เราสามารถแน่ใจได้ว่าเป็นฝีมือของพวกเหนือธรรมชาติ เด็กคนนั้นถูกพิษศพ แต่เรื่องแสงสีทองนั้น ฉันคงต้องครุ่นคิดให้ถี่ถ้วนก่อน ไว้ไปดูอาการเขาที่โรงพยาบาลแล้วค่อยว่ากันอีกที” ผู้เฒ่าถังเป็นอาจารย์ด้านอภิปรัชญาประจำท้องถิ่น ปกติเขาจะอยู่อย่างเงียบๆไม่เปิดเผยตัวตน ครั้งนี้เป็นเพราะลูกสาวของผู้บังคับบัญชาซ่งแต่งงานกับหลานชายของผู้เฒ่าถัง ถึงสามารถเชิญให้ผู้เฒ่าถังมาช่วยเหลือได้

 

“ครับ ต้าจวง คุณตามเขาไป แล้วดูแลผู้เฒ่าถังด้วย” เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ถามคำถามเมื่อครู่นี้คือฟู่ต้าจวง อารองของฟู่เยี่ยน

 

“ครับ ผู้บังคับบัญชาซ่ง ผู้เฒ่าถัง พวกเราไปกันเถอะ” ดังนั้น ฟู่ต้าจวงและผู้เฒ่าถังจึงไปที่โรงพยาบาลทหารด้วยกัน

 

ในตอนที่ทหารนายนั้นพูดถึงแสงสีทอง ฟู่ต้าจวงก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่าหัวหน้าหน่วยรบพิเศษคนนั้นรู้จักกับหลานสาวของเขาเป็นการส่วนตัวหรือเปล่า เพราะตอนนี้ดูเหมือนมีแค่ยันต์ของเสี่ยวฮั่วเท่านั้นที่เขามองว่าสามารถทำแบบนั้นได้

 

เหมือนอย่างครั้งที่แล้ว ตอนที่ฉือหมิ่นเกือบลื่นล้มในตอนที่เพิ่งตั้งครรภ์ได้ไม่นาน ตอนนั้นยันต์แคล้วคลาดบนตัวของเธอส่องแสงสว่างออกมา พวกเขาถึงได้รู้

 

แต่ฟู่ต้าจวงไม่อาจตัดความเป็นไปได้อื่นได้ เพราะเหนือฟ้ายังมีฟ้า เสี่ยวฮั่วของพวกเขาจะเก่งขนาดนั้นเลยหรือ?

 

แต่หลังจากมาถึงโรงพยาบาล ฟู่ต้าจวงก็ยืนยันได้ทันทีว่าคนตรงหน้าจะต้องรู้จักหลานสาวของเขาอย่างแน่นอน เพราะยันต์แคล้วคลาดที่อยู่ตรงเอวของเด็กหนุ่มคนนี้เป็นฝีเข็มของเสี่ยวฮั่วไม่มีผิด ตัวเส้นด้ายปักอย่างไม่เป็นระเบียบ ปมด้ายยังโผล่ออกมาอยู่เลย

 

ผู้เฒ่าถังมองดูบาดแผลของไป๋โม่เฉิน สีหน้าของชายชราดูหน้านิ่วคิ้วขมวด ทำให้ฟู่ต้าจวงอึดอัดใจเล็กน้อย

 

“ผู้เฒ่าถัง รักษาได้ยากหรือ?”

 

“ฉันช่วยขับพิษออกบางส่วนได้ แต่ตอนนี้พิษศพเข้าสู่ร่างกายของเขาไปแล้ว ฉันไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้น ไม่สามารถขับพิษออกได้ทั้งหมด”

 

“แล้วในอนาคตเขายังทำภารกิจได้อีกไหมครับ?” หลินหว่างที่อยู่ด้านข้างถามแทรกขึ้นมา

 

“ทำภารกิจ? ฮึ่ม รักษาชีวิตไว้ได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว! ในอนาคตถ้ากำลังใจดีพอ สามารถระงับพิษศพเอาไว้ได้ เขาก็จะได้ใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา แต่เขาต้องกินยาให้ตรงเวลา ไม่อย่างนั้นเมื่อพิษศพเข้าสู่หัวใจก็จบเห่แน่นอน” ผู้เฒ่าถังพูดอย่างไม่ไว้หน้า เจ้าโง่พวกนี้รู้จักแต่ทำภารกิจหรือไง!

 

หลินหว่างกับหลี่ตันได้ยินแบบนั้นก็แทบจะรับไม่ไหว หัวหน้าผู้เปรียบเสมือนเทพเจ้าสำหรับพวกเขาไม่อาจทำภารกิจกับพวกเขาได้แล้ว คิดได้แบบนั้น หลินหว่างก็ร้องไห้ออกมาทันที

 

ฟู่ต้าจวงมองดูไป๋โม่เฉินที่นอนโคม่าอยู่บนเตียงคนไข้ก็รู้สึกสงสารในใจ ในครั้งนี้ คนที่มีอนาคตสดใสที่สุดในหน่วยรบพิเศษทำได้เพียงเกษียณตัวเองตั้งแต่อายุน้อยและกลับบ้านเท่านั้น

 

ไป๋โม่เฉินที่นอนโคม่าอยู่ไม่รู้ว่าอาชีพทหารของเขาจบลงแล้ว

 

ในแต่ละวัน ผู้เฒ่าถังจะมาหาเขาเพื่อขับพิษศพออกให้ จนกระทั่งวันที่9 ในที่สุดไป๋โม่เฉินก็ฟื้นขึ้นมา แต่เนื่องจากผลกระทบของพิษศพ ทำให้เขายังไม่สามารถพูดคุยได้

 

ผู้เฒ่าถังตรวจดูอาการของเขาและทำการวินิจฉัย การล้างพิษจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปี ดังนั้นในปีนี้เขาจึงอยู่ได้เฉพาะในบ้านของผู้เฒ่าถังเท่านั้น ไม่อาจหนีไปไหนได้

 

ดังนั้น ไป๋โม่เฉินจึงต้องไปพักที่บ้านผู้เฒ่าถังจนถึงเดือนมิถุนายนปีหน้า

 

………………………………………

 

เวลาผ่านไป

 

“ปู่ถัง พรุ่งนี้ผมจะไปแล้ว” ไป๋โม่เฉินยื่นถ้วยชาให้กับผู้เฒ่าถัง

 

“กลับเมืองหลวงหรือ?” ผู้เฒ่าถังรับถ้วยชามาดม อืม เจ้าเด็กคนนี้ชงชาเก่งดี

 

“ครับ ผมจะกลับเมืองหลวง” พิษศพส่งผลกระทบต่อร่างกายของไป๋โม่เฉินน้อยมาก แต่เขายังไม่สามารถออกกำลังหนักได้ เพราะแบบนั้นมันจะทำให้เขาตายเร็วขึ้น

 

“เอายาขวดนี้ไปพร้อมกับใบสั่งยา ฉันจะส่งยาไปให้นายทุกเดือน แต่อาจต้องใช้เวลาหน่อย หากยาไปถึงไม่ทัน นายก็ไปซื้อยาตามใบสั่งยานี้ได้เลย” ผู้เฒ่าถังยื่นขวดยาให้

 

“ขอบคุณปู่ถัง”

 

“กลับไปแล้วมีแผนจะทำอะไรต่อล่ะ?”

 

“คุณปู่ของผมส่งโทรเลขมาบอกว่ารัฐบาลจะมีการรื้อฟื้นระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ผมตัดสินใจว่าจะกลับไปเข้าร่วมการสอบเกาเข่า ช่วงนี้คงเตรียมตัวสอบอยู่ที่เมืองหลวงครับ”

 

“อืม พอถึงตอนนั้นก็ตั้งใจสอบนะ หากสอบไม่ได้ก็กลับมาหาฉัน ฉันจะสืบทอดวิชาให้ นายเป็นเด็กมีพรสวรรค์” ผู้เฒ่าถังรู้สึกเสียดาย ตอนแรกเขานึกว่าตนเองจะมีผู้สืบทอดแล้ว

 

“ปู่ถัง ผมไม่เหมาะหรอกครับ แต่ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่มีพรสวรรค์มาก” ไป๋โม่เฉินนึกถึงฟู่เยี่ยนขึ้นมา เป็นเพราะต้องย้ายมารักษาอาการป่วยที่นี่ ทำให้เขาไม่ได้เขียนจดหมายถึงเธอมานานกว่าครึ่งปี ต่อมาพอเขาสามารถส่งจดหมายได้ จดหมายพวกนั้นก็ถูกตีกลับมาหมด



ตอนที่ 133 แสงแห่งรุ่งอรุณของการศึกษา

 

“พ่อคะ แม่คะ ทางการรื้อฟื้นระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาแล้วค่ะ! อาหญิง ตอนนี้ระบบเกาเข่ากลับมาแล้ว!”

 

ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยววิ่งเข้ามาในบ้านก็ตะโกนเสียงดัง

 

หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งเดินออกมาจากในห้อง ส่วนฟู่ต้านีก็ชะโงกหน้าออกมาจากในครัว

 

“จริงหรือ! แล้วพวกลูกรู้ได้อย่างไร? ข่าวนี้แน่ชัดมากน้อยแค่ไหน?” หวังซู่เหมยดีใจมากเช่นกัน

 

“ข่าวนี้เชื่อถือได้ครับแม่ ตอนนี้ทางศูนย์เยาวชนกำลังฮือฮากันเลย หัวหน้าหมู่บ้านจึงบอกให้ทุกคนที่อยากสมัครรีบไปสมัคร พวกเรากลับมาเอาเอกสาร” ฟู่เซินพูดจบก็เข้าห้องไปเตรียมเอกสารของตนเอง

 

“ไม่รู้ว่าเสี่ยวฮั่วรู้แล้วหรือยัง? เสี่ยวฮั่วจะสอบไหมนะ?” ฟู่ต้านีนึกถึงฟู่เยี่ยนขึ้นมา ตอนนี้เธอไปโรงเรียนแล้ว

 

“เสี่ยวฮั่วเตรียมตัวไว้ตั้งนานแล้ว ผมว่าน้องสอบเข้าได้ไม่ยาก เธอกลับมาก็น่าจะรู้แล้วล่ะ ผมกับเสี่ยวฉุ่ยไปที่สำนักงานใหญ่ของหมู่บ้านก่อนนะ จะไปดูสถานการณ์สักหน่อย” ฟู่เซินพูดแล้วก็วิ่งออกไป

 

“พี่สะใภ้ มันช่างดีเหลือเกิน! เสี่ยวฮั่วเฝ้าติวให้พวกเขาทุกวันทุกคืน ในที่สุดผลลัพธ์ของมันก็มาแล้ว” ฟู่ต้านีดีใจมากจนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี

 

“ก็ใช่น่ะสิ มันช่างดีเหลือเกิน เร็วเข้า พวกเราไปหั่นเนื้อมาห่อซาลาเปาให้ทุกคนกินกัน เรื่องดีๆแบบนี้ต้องฉลองเสียหน่อย” หวังซู่เหมยตั้งท่าเตรียมจะไปนวดแป้งทำซาลาเปา

 

“เดี๋ยวฉันทำเอง พี่เลี้ยงเสี่ยวถู่ไปเถอะ” ฟู่ต้านีพูดแล้วก็มัดผมขึ้นเพื่อเตรียมไปหั่นเนื้อ

 

ฟู่เยี่ยนที่อยู่ที่โรงเรียนได้ยินข่าวมาจากคุณครูเช่นกัน เธอจึงสมัครในตอนนั้นทันที ครั้งนี้เป็นการรื้อฟื้นระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งแรก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5สามารถลงชื่อได้ อีกอย่างกว่าจะได้สมัครจริงก็ขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่6พอดี

 

“เสี่ยวฮั่ว เธอสมัครไปแล้วหรือยัง?” ในตอนเลิกเรียน โจวชิวลู่ได้มาถามฟู่เยี่ยน

 

“สมัครไปแล้ว เธอล่ะ?” ฟู่เยี่ยนหันไปถามโจวชิวลู่ เพราะเธอเห็นเพื่อนมีสีหน้าลังเล

 

“ฉันไม่ค่อยอยากสมัครน่ะ ฉันกลัวสอบไม่ได้ แต่ปีหน้าจะสมัครแน่นอน”

 

“สมัครไปเถอะ พวกเราจะได้ไปเรียนด้วยกัน เธอทำได้แน่นอน เธอท่องตำราวิชาคณิต ฟิสิกส์ เคมี และชีวะได้จนขึ้นใจแล้ว จะสอบไม่ได้ได้อย่างไร” ฟู่เยี่ยนทำหน้ากรุ้มกริ่ม

 

“ฉันน่ะเหรอ? ท่องจำหนังสือเล่มนั้นได้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสอบผ่านเสียหน่อย!” โจวชิวลู่ยังไม่ค่อยมั่นใจในตนเอง

 

“ไปเก็บประสบการณ์เพิ่ม ถ้าสอบไม่ผ่าน ปีหน้าก็สอบใหม่ได้” ฟู่เยี่ยนมองดูเพื่อนสนิทที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองเอาเสียเลย เธอจึงตัดสินใจชวนแบบอ้อมๆ

 

“ก็จริง พรุ่งนี้ฉันจะไปสมัครแล้วกัน!” โจวชิวลู่มีแรงบันดาลใจในการต่อสู้อีกครั้ง ใช่แล้ว ปีนี้ไม่ผ่านก็ยังมีปีหน้า!

 

ในตอนที่ฟู่เยี่ยนปั่นจักรยานกลับบ้าน ในหมู่บ้านเต็มไปด้วยผู้คน ทุกคนต่างตื่นเต้นกันมาก โดยเฉพาะเยาวชนที่จบชั้นมัธยมปลายแล้ว

 

เธอจอดรถจักรยานแล้วเดินเข้าไปในบ้านถึงได้พบว่าไม่มีใครอยู่บ้านเลย นอกจากเด็กน้อยเสี่ยวถู่ที่นั่งยองอยู่ข้างๆต้นโสมและพึมพำอะไรบางอย่าง

 

“โสมน้อยจ๋า เมื่อไหร่แกจะต้นโตกว่านี้ ฉันอยากกินแกแล้ว อ๊ะ ไม่ได้สิ ไม่งั้นพี่ต้องฆ่าฉันแน่ อ้อ งั้นฉันขอลูบแกก็พอ”

 

ฟู่เยี่ยนดูแล้วก็รู้สึกตลกดี ตั้งแต่ฟู่เหยาเริ่มพูดได้คล่อง เขาก็พูดไม่หยุดเลยตั้งแต่ตื่นลืมตาจนเข้านอน

 

“ใครกันน้าอยากกินโสม ระวังพี่เสี่ยวฉุ่ยเตะก้นโด่งเอานะ”

 

“พี่จ๋า ฮึก ฮือๆ อย่าเตะผมนะ” ฟู่เหยาโผเข้ากอดฟู่เยี่ยน การออดอ้อนเป็นความสามารถพิเศษของเขามาโดยตลอด

 

ฟู่เยี่ยนเกือบพลาดรับตัวเขาไม่ทัน เธออุ้มเขาขึ้นมาแล้วเกาจมูกน้องชายเล่นด้วยความเอ็นดู

 

“นายอยู่ให้ห่างจากต้นโสมดีกว่า ไม่อย่างนั้นพี่ก็คงช่วยอะไรนายไม่ได้”

 

“ก็ได้ครับ ผมจะไม่คุยกับต้นโสมแล้ว เพราะมันจะตอบผม” ฟู่เหยาพูดด้วยความดีใจ

 

ไม่ว่าต้นไม้หรือสัตว์ที่บ้านต่างก็กลัวปีศาจตัวน้อยคนนี้ วั่งไฉเห็นเขายังวิ่งหนีเร็วกว่าสุนัขหลายตัวเสียอีก ขนาดสุนัขหลายตัวที่บ้านเห็นเขายังรีบหามุมหลบเพื่อให้ตัวเองมีตัวตนน้อยที่สุด ดังนั้นคำพูดนี้ของเขาจึงสร้างความขบขันให้กับฟู่เยี่ยนได้ไม่น้อย

 

ต้นโสมหนีไปไหนไม่ได้ อาจเป็นเพราะคงกลัวล่ะมั้ง!

 

“แล้วแม่ล่ะ?” ฟู่เยี่ยนมองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นแม่กับอาหญิง

 

“แม่อยู่ที่สวนหลังบ้าน อาหญิงไปซื้อเนื้อ ส่วนพี่รองกับพี่เสี่ยวฉุ่ยไปลงชื่อสมัคร พี่เสี่ยวฮั่ว ผมอยากออกไปเที่ยวเล่น ตอนพี่รองไปตกปลาก็ไม่ยอมพาผมไป” ฟู่เหยาบ่นจนหน้ามุ่ย

 

“เอาล่ะ พี่จะพาเสี่ยวถู่ไปหาเขา เพื่อไปถามว่าทำไมเขาไม่ยอมพาเสี่ยวถู่ที่น่ารักของพี่ไปด้วย” ฟู่เยี่ยนเดินไปที่สวนหลังบ้านเพื่อบอกหวังซู่เหมย แล้วอุ้มฟู่เหยาไปที่สำนักงานใหญ่ของหมู่บ้าน

 

ในสำนักงานของหมู่บ้าน ซ่งต้ากั๋วกำลังจัดประชุมคณะกรรมการของหมู่บ้านเพื่อหารือกันว่าจะให้เยาวชนที่ลงชื่อสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยลดภาระงานลงดีหรือไม่ เพราะหากพวกเขาสอบได้ ก็จะเป็นการส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนในหมู่บ้านด้วย

 

ฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินกำลังช่วยงานอยู่ในสำนักงานของหมู่บ้านเช่นกัน พวกเขากำลังช่วยให้ทุกคนสงบสติอารมณ์และกรอกเอกสารบางส่วน

 

ในตอนที่ฟู่เยี่ยนอุ้มฟู่เหยามาถึงสำนักงานของหมู่บ้าน กลุ่มเยาวชนที่จบชั้นมัธยมต่างก็มารวมตัวกันอยู่ที่สำนักงานของหมู่บ้านแล้ว ซ่งต้ากั๋วกำลังพูด เธอจึงฟังกับเขาด้วย ปรากฎว่าคณะกรรมการหมู่บ้านมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าก่อนสอบเข้าวิทยาลัย เยาวชนที่จบชั้นมัธยมจะทำงานเพียงครึ่งวันเท่านั้น และอีกครึ่งวันให้นำเวลาไปทบทวนบทเรียนเตรียมสอบ

 

กลุ่มเยาวชนที่จบชั้นมัธยมต่างรู้สึกขอบคุณผู้นำหมู่บ้านมาก พวกเขาปรบมือให้กับซ่งต้ากั๋ว หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็แยกย้ายกันกลับ

 

ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวเห็นฟู่เยี่ยนอุ้มฟู่เหยามาด้วย ทั้งสองกำลังจะเข้าไปสอบถามสถานการณ์ทางฝั่งของฟู่เยี่ยน แต่ก็มีเยาวชนที่จบมัธยมคนหนึ่งเดินเข้ามาหาพวกเขาพอดี

 

“เอ่อ ฟู่เซิน ฉันได้ยินมาว่านายมีแบบเรียนและแบบฝึกหัดของชั้นมัธยมปลาย ฉันขอไปคัดลอกที่บ้านของนายได้ไหม? ศูนย์เยาวชนของเรามีหนังสือแค่สองชุด ฉันอ่านไม่ทันคนอื่นแน่นอน”

 

คนที่คุยกับพวกเขามีชื่อว่าวังจื่อหยวน มาอยู่ที่หมู่บ้านอันผิงได้2ปีแล้ว ปกติเขาคุ้นเคยกับฟู่เซินเป็นอย่างดี และมักจะคอยช่วยงานของฟู่เซินอยู่เป็นประจำ

 

“จื่อหยวนนี่เอง มากับฉันสิ ที่บ้านของฉันมีเหลือเฟือ นายจะยืมไปอ่านก็ได้นะ” เมื่อเห็นว่าเป็นเขา ฟู่เซินก็ตอบตกลงทันที

 

ดังนั้นวังจื่อหยวนจึงตามสี่พี่น้องกลับบ้าน

 

“เสี่ยวฮั่ว เป็นอย่างไรบ้าง? โรงเรียนของเธอสมัครสอบได้ไหม?” ฟู่เซินถามอย่างตื่นเต้น

 

“ได้สิ หนูสมัครไปแล้ว ขนาดครูสอนภาษาอังกฤษของพวกหนูยังไปสมัครด้วยเลย เหมือนเขาจะรุ่นเดียวกับพี่นะ”

 

“ใครหรอ? ทำไมฉันถึงไม่รู้ว่ามีเพื่อนรุ่นเดียวกันไปสอนที่โรงเรียนของเธอด้วย?” ฟู่เซินถามด้วยความสงสัย

 

“อู๋เล่ยหรือเปล่า? ฉันจำได้ว่าภาษาอังกฤษของเขาดีมาก ถ้าเขาสมัครสอบด้วยคงมีการแข่งขันสูงแน่นอน” ฟู่เหมี่ยวนึกถึงเพื่อนร่วมชั้นคนนี้ก็รู้สึกหดหู่เล็กน้อย ภาษาอังกฤษยากที่สุด ฟู่เหมี่ยวได้คะแนนสูงวิชาอื่น แต่ภาษาอังกฤษกลับได้คะแนนต่ำ

 

“พี่ พี่ไม่ได้จะสอบเข้าเรียนสาขาภาษาต่างประเทศเสียหน่อย ภาษาอังกฤษไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอก พี่เก่งคณิตศาสตร์จะตายไป!” ฟู่เยี่ยนรีบให้กำลังใจพี่สาวทันที

 

“ฟู่เหมี่ยว เธอเก่งคณิตศาสตร์ใช่ไหม?” วังจื่อหยวนที่เดินมาด้วยกันเอ่ยถาม

 

“ก็ไม่เลว” ฟู่เหมี่ยวตอบ ตอนนี้ความสนใจของเธออยู่ที่ภาษาอังกฤษ

 

“ฉันได้ภาษาอังกฤษ แต่ไม่ค่อยถนัดคณิตศาสตร์ พวกเราสามารถเรียนด้วยกันได้ จะได้ช่วยกันทบทวนบทเรียน”

 

ฟู่เยี่ยนเหลือบมองวังจื่อหยวน เธอได้กลิ่นที่คุ้นเคย ทว่าวังจื่อหยวนไม่ได้มีรังสีของคนไม่ดีแต่อย่างใด ฟู่เยี่ยนเพ่งมองเขาอีกหน่อย เขาคนนี้ปรับสีหน้าของตัวเองได้เก่งมาก ทั้งที่แสงสีชมพูเหนือหัวของเขาใกล้จะระเบิดเต็มที แต่กลับไม่แสดงสีหน้าใดออกมาเลย

 

ฟู่เหมี่ยวกำลังคิดในใจ เสี่ยวฮั่วเก่งทุกเรื่อง แต่เธอจะให้น้องสาวมาสอนเธอตลอดไปไม่ได้ เพราะมันจะทำให้น้องสาวเสียเวลา ส่วนฟู่เซินก็เก่งแทบทุกวิชาเหมือนกัน ทว่าเขาสอนใครไม่ได้

 

หลังจากคิดดูแล้ว ฟู่เหมี่ยวจึงตอบตกลง แต่เธอขอให้แต่ละคนลองทำแบบทดสอบเพื่อดูคะแนนของตัวเองก่อน

 

วังจื่อหยวนรู้สึกมีความสุขราวกับมีดอกไม้เบ่งบานในใจ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงพยักหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย

 

ฟู่เยี่ยนเห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่เธอไม่ได้พูดอะไร เพราะถึงอย่างไรพี่สาวของเธอก็ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว และเธอจะลองทดสอบวังจื่อหยวนคนนี้ก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที



ตอนที่ 134 รุ่งอรุณ

 

วังจื่อหยวนผ่านการทดสอบของฟู่เหมี่ยว ผลการทดสอบของเขาดีมากจริงๆ แม้จะเสียเวลาไปสองปี แต่เขายังคงมีผลการเรียนภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ที่โดดเด่น

 

ดังนั้นวังจื่อหยวนจึงได้เข้าร่วมทีมติวกับพี่น้องครอบครัวฟู่ ครอบครัวฟู่มีความพร้อมด้านตำหรับตำราเป็นอย่างเดียว เฉาะหนังสือคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และชีวะ ฟู่เยี่ยนก็มีตั้งห้าชุดแล้ว แถมยังไม่รวมที่เธอให้โจวชิวลู่ไปอีกหนึ่งชุดแล้วด้วย

 

ดังนั้นหลังจากที่วังจื่อหยวนเข้าร่วมทีมติว ฟู่เหมี่ยวจึงเอาหนังสืออีกหนึ่งชุดที่เหลือให้เขา

 

ตอนเย็น วังจื่อหยวนเดินฮัมเพลงกลับมาที่ศูนย์เยาวชนอย่างมีความสุข เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังทบทวนบทเรียนกันอยู่ในศูนย์ เขาจึงเข้าไปในห้องของตนเองแล้วเปิดหนังสือเตรียมอ่านทบทวนเช่นกัน

 

“วังจื่อหยวน นายไปไหนมา? ทุกคนต่างรอนายกลับมาคุยเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่รอครึ่งค่อนวันก็ไม่เห็นนายกลับมา” คนที่พูดคือเยาวชนหญิงคนหนึ่ง เก่อชานชาน

 

“พวกเธอทบทวนของพวกเธอไป ไม่ต้องสนใจฉัน” วังจื่อหยวนเปลี่ยนสีหน้าจากที่อารมณ์ดีตอนอยู่กับฟู่เหมี่ยว มาเป็นปั้นหน้าเคร่งขรึมใส่เก่อชานชาน

 

“นาย! นายจะไม่ไปทบทวนกับพวกเราจริงหรือ? ตอนบ่ายนายไปไหนมา?” เก่อชานชานระงับความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ไม่ได้จึงเอ่ยถามออกมา ที่เธอถามเขาแบบนี้ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด เป็นเพราะเธอแอบชอบวังจื่อหยวนมานานแล้ว อีกทั้งเขาก็ยังเป็นคนจากเมืองหลวง นอกจากนี้ดูแล้วก็ไม่ใช่คนที่ขาดแคลนเงินทอง จึงเป็นเหตุผลให้เธอชื่นชอบเขามาก

 

“หรือฉันไปที่ไหนต้องรายงานให้เธอรู้ด้วย?” วังจื่อหยวนมองเธอ ผู้หญิงคนนี้ประหลาดจริงๆ

 

“เราต่างก็เป็นเยาวชนในศูนย์เดียวกัน นายไม่ต้องทำถึงขั้นนั้นหรอก ฉันแค่เป็นห่วงนายเท่านั้น!” เก่อชานชานหน้าแดงด้วยความโกรธ

 

“เฮอะ!” มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากมุม

 

“หวังหยวนหยวน เธอเยาะเย้ยอะไร?!”

 

“เก่อชานชาน เธอเสแสร้งแบบนี้ไม่เหนื่อยหรือไง วังจื่อหยวนเขาอยากไปไหนมันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย? ทำอย่างกับตัวเองเป็นภรรยาขี้จุกจิก ถ้าเธอไม่อยากทบทวน พวกเรายังอยากทบทวนนะ อย่าเสียงดังสิ” หวังหยวนหยวนเป็นเด็กสาวผมสั้น ที่ผ่านมาเธอไม่ชอบพฤติกรรมของเก่อชานชาน ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีชะตาชีวิตเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ แต่ชอบทำตัวเป็นคุณหนู

 

“เธอ! พวกเธอ!” เก่อชานชานพูดแล้วก็วิ่งออกไปด้วยความโมโห แต่ถึงเธอจะวิ่งออกไปจากห้องแล้ว แต่ก็ไม่มีใครสนใจเธอเลยสักคน และไม่มีใครคิดที่จะเรียกเธอกลับมาด้วย

 

คนอื่นกำลังทบทวนกันอยู่ ไม่มีใครอยากเสียเวลาสนใจเธอหรอก

 

วังจื่อหยวนเปิดหนังสือที่ฟู่เหมี่ยวให้เขามา แล้วหยิบกระดาษร่างออกมาอ่านช้าๆ ความยากของคำถามเหล่านี้อยู่ในระดับปานกลางสำหรับเขา ดังนั้นเขาจึงคุ้นเคยกับประเภทคำถาม

 

ตอนบ่ายที่เขาติวหนังสืออยู่ที่บ้านของครอบครัวฟู่ เขาไม่คิดเลยว่าสามพี่น้องแห่งครอบครัวฟู่จะเรียนเก่งขนาดนี้ โดยเฉพาะฟู่เยี่ยนที่น่ากลัวยิ่งกว่าเขาเสียอีก

 

คิดไปคิดมา ไม่รู้ว่าวังจื่อหยวนกำลังคิดถึงอะไร เพราะเขานั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว

 

“วังจื่อหยวน หนังสือของนายใช่หนังสือคณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะไหม? นายไปเอามาจากไหนหรอ?” หวังหยวนหยวนลุกขึ้นมาจะเทน้ำดื่ม ถึงได้เห็นหนังสือของวังจื่อหยวน

 

“เพื่อนให้มาน่ะ ทำไมหรือ?”

 

“ฉันขอคัดลอกได้ไหม ฉันโทรเลขไปบอกให้แม่ซื้อให้ แต่ตอนนี้ยังหาซื้อไม่ได้เลย” หวังหยวนหยวนลืมเทน้ำดื่มไปแล้ว

 

“พวกเราด้วย พวกเราก็อยากขอคัดลอกเหมือนกันจะได้ไหม?” ทุกคนในศูนย์เยาวชนก็อยากขอคัดลอกเนื้อหาในหนังสือของเขา

 

วังจื่อหยวนลูบคางของตัวเอง ที่แท้หนังสือชุดนี้มีความสำคัญมากขนาดนี้นี่เอง เธอมอบมันให้กับเขาโดยไม่ลังเล หรือว่า……?

 

พวกที่รอคำตอบเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของวังจื่อหยวนก็เกิดความสับสนขึ้นมา

 

“ได้สิ ต่อไปนี้ฉันจะไปทบทวนที่บ้านของครอบครัวฟู่หลังเลิกงาน ระหว่างนั้นพวกเธอเอาไปคัดลอกได้ แต่ฉันจะอ่านมันในตอนเย็น ตกลงไหม?” วังจื่อหยวนเสนอวิธีแก้ปัญหา และทุกคนก็เห็นด้วย

 

“นายไปทบทวนที่บ้านของครอบครัวฟู่งั้นหรือ? นายไปร่วมวงกับพวกเขาได้อย่างไร?” หวังหยวนหยวนสงสัยมาก เพราะเธอเองก็แอบมองฟู่เซินมาเป็นเวลานานแล้ว

 

“เรื่องนี้ฉันบอกเธอไม่ได้ เอาไปคัดลอกก่อนสิ เดี๋ยวฉันอ่านหนังสือเรื่องการปกครองก่อน”

 

“อ้อ”

 

หลังจากที่เก่อชาชานกลับมาด้วยความโกรธ เธอก็เห็นทุกคนกำลังคัดลอกหนังสืออยู่ และเธอยังได้ยินข่าวว่าในตอนกลางวัน วังจื่อหยวนไปทบทวนที่บ้านของครอบครัวฟู่

 

ครอบครัวฟู่? จู่ๆเธอก็นึกได้ว่าดูเหมือนวังจื่อหยวนจะสนใจฟู่เหมี่ยวอย่างบอกไม่ถูก เธอค่อยๆกำหมัดแน่นด้วยความคับข้องใจ เธอจะไม่ยอมให้สาวชาวบ้านคนหนึ่งมาแย่งเขาไปจากเธอเด็ดขาด

 

ที่บ้านของครอบครัวฟู่ในเวลานี้ ฟู่เยี่ยนกำลังคุยกับคนในครอบครัวถึงเรื่องแผนหลังจากนี้

 

“พ่อ พี่จางเหว่ยคอยจับตาดูบ้านให้พวกเราอยู่ตลอด บ้านหลังของอารองมีคนอาศัยอยู่ แต่บ้านของเราไม่มีคนอยู่ รอแค่เราเอาโฉนดบ้านไปยืนยันเพื่อเอาคืนกลับมา คุณตาของพี่จางเหว่ยมีความสามารถช่วยเราเรื่องนี้ได้ หนูตั้งใจว่าจะไปที่นั่นหลังสอบเกาข่าวเสร็จแล้ว เพื่อเอาบ้านคืนกลับมา”

 

“ส่วนบ้านเรือนสี่ประสานห้าทางเข้าที่หนูให้พี่จางเหว่ยไปสอบถามมาเริ่มได้ความบ้างแล้ว ส่วนของพี่รอง พี่สามและอาหญิงก็ดำเนินการไปเรียบร้อยหมดแล้ว หนูยกให้เป็นบ้านส่วนตัวของพี่ๆกับอาหญิง แต่มันไม่ได้หลังใหญ่มากนะคะ เป็นบ้านหลังเล็กที่มีสามทางเข้า ทุกคนจะได้อยู่ใกล้ๆกัน”

 

ฟู่เยี่ยนทิ้งระเบิดก้อนใหญ่มาทีเดียว ทำให้ทั้งครอบครัวเกิดความโกลาหลขึ้นมา

 

“อะไรนะ? เสี่ยวฮั่ว เธอซื้อบ้านให้อาเหรอ? ไม่ได้ แค่นี้อาก็อาศัยเธอมากพอแล้ว อารับไว้ไม่ได้!” ฟู่ต้านียืนกรานว่าจะไม่รับ

 

“อาหญิง หลายปีมานี้อาหญิงก็ลำบากเหมือนกัน ตอนนี้หลานสาวของอามีเงินแล้ว จึงควรทดแทนบุญคุณอาบ้าง รอให้พวกเราสามคนเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว หนูจะพาฟู่เวยและฟู่หรงไปอยู่ด้วย เพราะโรงเรียนในเมืองหลวงดีกว่าโรงเรียนในท้องถิ่นที่เราอยู่มาก”

 

“ไม่ แบบนั้นไม่ได้ เอาแบบนี้แล้วกัน อาหญิงยกบ้านที่เป็นมรดกจากย่าของหลานในตัวมณฑลให้ แค่นี้อาก็เอาเปรียบเสี่ยวฮั่วมากไปแล้ว ส่วนบ้านที่นั่น หลานก็ขายไปเถอะ” ฟู่ต้านียังไม่สามารถปฏิเสธฟู่เยี่ยนได้ จึงอยากหาอะไรมาชดเชยให้เธอแทน

 

ฟู่เยี่ยนพยักหน้ารับ แต่ในใจคิดจะเก็บไว้ให้ฟู่ต้านีตามเดิม

 

“พ่อ ช่วงนี้พวกหนูไม่ว่าง พรุ่งนี้รบกวนพ่อไปถามอาเล็กได้ไหมคะว่าเขาอยากซื้อไหม เพราะทองคำแท่งของอาเล็กยังอยู่ที่หนู หากเขาอยากซื้อก็ซื้อแบบสามทางเข้าได้ พี่จางเหว่ยรู้ว่าหนูอยากซื้อบ้าน เขาก็แนะนำมาให้หลายสิบหลังเลยค่ะ” ฟู่เยี่ยนหัวเราะ จางเหว่ยคนนี้ชอบเล่นใหญ่จริงๆ

 

“ได้ เดี๋ยวพ่อไปถามเขาให้ เสี่ยวฮั่ว พ่อรู้ว่าลูกมีเงิน แต่ลูกจะทำแบบนี้ไม่ได้ ลูกจะซื้อบ้านแสดงความกตัญญูต่ออาหญิง พ่อจะไม่เข้าไปยุ่ง”

 

“แต่บ้านของพี่ๆเขา พ่อจะเป็นคนออกเงินเอง พวกเขาต่างก็มีทองคำแท่งที่ย่าทิ้งไว้ให้ อีกอย่างที่ลูกให้มาก่อนหน้านี้ยังไม่มีที่ใช้จ่ายเลย บ้านห้าทางเข้าที่ลูกอยากได้ พ่อก็จะเป็นคนซื้อเอง” ฟู่ต้าหย่งอยากออกเงินซื้อเองเช่นกัน เพราะทองคำมากมายที่ฟู่เยี่ยนให้เขามาก่อนหน้านี้ก็เพียงพอซื้อได้อย่างสบายๆแล้ว

 

“พ่อ ในอนาคตพ่อค่อยนำของพวกนั้นมาแบ่งให้พี่ๆแล้วกัน หนูมีเงิน พ่อไม่ต้องมาแย่งหนูจ่ายหรอก พี่รอง พี่สาม พวกพี่ซื้ออยู่ด้วยกันดีไหม? อยู่ไม่ไกลจากหลังที่หนูตั้งใจจะซื้อ”

 

“เสี่ยวฮั่ว ต่อไปนี้ถ้าพี่หาเงินมาได้ พี่จะดูแลเธอเอง” ฟู่เหมี่ยวไม่ปฏิเสธเช่นกัน ในเมื่อน้องสาวของเธอหาเงินมาซื้อได้ เธอก็จะรับมันไว้

 

“อื้ม ในอนาคตพี่จะร่ำรวยอย่างแน่นอน”

 

“เสี่ยวฮั่ว ส่วนพี่คงไม่ต้องพูดแล้ว เธอรอดูพี่ได้เลย” ฟู่เซินยืดอก

 

“งั้นในอนาคตหนูไม่เกรงใจแล้วนะ?”

 

“เกรงใจทำไม ใช้เงินของฉันได้ตามสบาย!”

 

หวังซู่เหมยไม่พูดอะไรตลอดการสนทนา เพราะเธอไม่เพียงแต่รู้เรื่องนี้เท่านั้น แต่เธอยังรู้ด้วยว่าที่จริงฟู่เยี่ยนได้ซื้อบ้านไว้เรียบร้อยแล้ว บ้านหลังใหญ่ที่มีทางเข้าห้าทางใกล้จะตกแต่งเสร็จแล้ว แถมลูกสาวของเธอยังซื้อให้กับอารองและอาเล็กแล้วด้วย ซึ่งเป็นหลังขนาดเล็กมีทางเข้าสามทาง หากสองคนไม่รับ จางเหว่ยก็จะเป็นธุระขายให้

 

ส่วนที่จางเหว่ยหันมาขายอสังหริมทรัพย์ก็เป็นเพราะฟู่เยี่ยนแนะนำเขา แม้แต่เงินทุนพวกนั้นก็มาจากฟู่เยี่ยนทั้งหมด

 

จะว่าไปแล้วฉือหมิ่นก็เพิ่งได้ลูกแฝดชายหญิง ตอนนี้พวกเขาน่าจะอายุ6เดือนได้แล้ว ไม่รู้ว่าเรื่องเลื่อนตำแหน่งที่ต้าจวงพูดถึงในคราวที่แล้วเป็นอย่างไรบ้าง

 

ฟู่ซินจะเข้าร่วมการสอบเกาข่าวจากในกองทัพเช่นกัน ซึ่งเขาจะสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจด้วย เขาได้ข่าวเร็วกว่าเล็กน้อย จึงเขียนจดหมายกลับมาบอก ฟู่เยี่ยนจึงส่งหนังสือไปให้เขาอีกชุดด้วย

 

เมื่อแสงแรกแห่งรุ่งอรุณเพิ่งมาถึง มักจะทำให้คนเราตื่นตระหนกอยู่บ้าง แต่โชคยังดีที่แสงสว่างมักปรากฏขึ้นอีกครั้งเสมอ



ตอนที่ 135 แสงสว่าง

 

ค่ายทหารซีเป่ย

 

ในช่วงนี้ ทหารที่มีวุฒิการศึกษามัธยมปลายต่างตั้งอกตั้งใจทบทวนตำรา ฟู่ซินเองก็กำลังตั้งใจทบทวนตำราเช่นเดียวกัน เพราะเขาตั้งใจที่จะสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

 

“ฟู่ซิน? ทำอะไรอยู่? ฉันไม่ค่อยเข้าใจคำถามข้อนี้ ช่วยอธิบายให้ฉันฟังหน่อยสิ” หลี่เทียนซื่อหยิบสมุดบันทึกมา

 

ฟู่ซินหยิบสมุดแบบฝึกหัดมาแล้วเปิดอธิบายให้หลี่เทียนซื่อฟัง หลังจากอธิบายจบแล้ว หลี่เทียนซื่อยังไม่ได้กลับห้องของตนเอง เขามาเพื่อถามว่าฟู่ซินจะสมัครสอบเข้าที่ไหน

 

“นายตั้งใจว่าจะสมัครสอบเข้าที่ไหน? ในเมืองหลวงหรือว่าหนานตู?”

 

“น้องชายน้องสาวของฉันตั้งใจว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เมืองหลวง ฉันเองก็ว่าจะลองดูเหมือนกัน ไม่แน่ว่าอาจจะสอบติดก็ได้นะ” ฟู่ซินได้รับจดหมายจากฟู่เยี่ยนเมื่อไม่กี่วันก่อน ในจดหมายบอกว่าได้ซื้อบ้านในเมืองหลวงแล้ว รอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็จะย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่น

 

หากคนอื่นมาเห็นเนื้อความในจดหมายก็คงจะหัวเราะเยาะตระกูลฟู่ เพราะช่างกล้าพูดจาเสียใหญ่โต แต่หลี่เทียนซื่อไม่ใช่คนนอก ดังนั้นการจะเล่าให้เขาฟังจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

 

“ดูจากผลคะแนนของฉัน น่าจะสอบเข้าได้แค่โรงเรียนนายร้อยตำรวจของหนานตู ช่างเถอะ ฉันจะสมัครที่เมืองหลวงเหมือนกัน เกิดฉันสอบติดขึ้นมาล่ะ! ต่อให้ไม่ได้ก็ค่อยสอบปีหน้า”

 

“ถ้ามีเวลาก็มาอ่านหนังสือกับฉันได้ ฉันจะอธิบายโจทย์ให้ฟัง” ฟู่ซินตบบ่าให้กำลังใจหลี่เทียนซื่อ

 

“งั้นฉันคงต้องรบกวนนายแล้ว อย่าเพิ่งรำคาญฉันก็แล้วกัน” หลี่เทียนซื่อไม่เกรงใจเช่นกัน

 

ณ ค่ายทหารซีหนาน

 

“ต้าจวง ช่วยเอานมผงมาให้แม่ที จวินจวินกับหยวนหยวนหิวนมแล้ว” แม่ของฉือหมิ่นอุ้มหลานสาวเดินมาเรียกฟู่ต้าจวง

 

“มาแล้ว นมผงมาแล้วครับ แม่ไปพักเถอะ เดี๋ยวผมชงนมเอง” ฟู่ต้าจวงตักนมผงใส่ขวดนมแล้วผสมกับน้ำสะอาดอย่างชำนาญ ตอนนี้ฉือหมิ่นไม่อยู่บ้าน เธอออกไปรับเจี๋ยฟ่างเลิกเรียน

 

“แม่ ปีนี้หลานทั้งสองคนที่ครอบครัวของพี่ใหญ่จะเข้าร่วมการทดสอบเข้ามหาวิทยาลัยไหมครับ?” ฟู่ต้าจวงถามแต่เรื่องในครอบครัวกับแม่ยาย

 

“สอบสิ เมื่อวานแม่โทรกลับไป พ่อเขายังบอกว่าสองคนนั้นมีผลการเรียนปานกลาง กลัวแต่จะสอบไม่ผ่าน หมิ่นหมิ่นเล่าให้แม่ฟังว่าหลานชายและหลานสาวของลูกจะเข้าร่วมการทดสอบเหมือนกันใช่ไหม ผลการเรียนของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง?” ตู้ฟางหลันถามด้วยความสงสัย

 

“พวกเขาหรอครับ ผลการเรียนพอใช้ได้ แต่หลานสาวคนเล็กของผมเรียนเก่งที่สุด คาดว่าน่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเมืองหลวงได้” ฟู่ต้าจวงพูดอย่างไม่ถ่อมตัวเช่นกัน ฟู่เยี่ยนมีผลการเรียนดีเป็นที่ยอมรับไปทั่ว ส่วนหลานอีกสามคนนั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเท่าไหร่ แต่หากให้เขาบอกว่าหลานทั้งสี่คนของเขาสามารถสอบเข้าได้อย่างแน่นอน แบบนั้นก็คงจะเป็นการคุยโวเกินไป

 

“เฮ้อหยา นั่นมันน่าทึ่งมากเลยนะ” แม้ตู้ฟางหลันจะพูดไปแบบนั้น แต่เธอกลับคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน หลานชายของเธออยู่ที่เซี่ยงไฮ้ แค่สอบติดมหาวิทยาลัยในเซี่ยงไฮ้ก็ถือว่าดีมากแล้ว ไม่กล้าคิดแม้แต่ที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองหลวง ลูกเขยของเธอขี้โม้ได้หน้านิ่งเสียจริง

 

เธอจึงไปบอกลูกสาวเป็นการส่วนตัวว่าฟู่ต้าจวงขี้โม้ ทำให้ฉือหมิ่นที่ได้ยินรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา

 

“แม่คะ ต่อให้แม่จะดูถูกคนอื่นก็ไม่ควรทำแบบนี้นะคะ ถ้าจะให้หนูพูด ต้าจวงยังพูดถ่อมตัวไปด้วยซ้ำค่ะ หลานชายกับหลานสาวของเราทั้งสี่คนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยตี้ตูในเมืองหลวงได้อย่างง่ายดาย หรือต่อให้ไม่ใช่มหาวิทยาลัยตี้ตู ก็คงเป็นมหาวิทยาลัยฉุ่ยมู่ แม่รอดูได้เลยค่ะ”

 

“ไอ้โหยว ลูกก็ขี้โม้เหมือนกันหรอเนี่ย”

 

“งั้นแม่รอดูได้เลยค่ะ!” ฉือหมิ่นมองแม่แล้วเห็นแม่ตัวเองเป็นแบบนี้ก็เอือมระอา เธอจึงวิ่งไปถามฟู่ต้าจวงว่าเอาของขวัญอะไรมาฝากพวกเธอบ้าง

 

แต่ไม่คาดคิดเลยว่าเธอจะได้ยินข่าวดีเรื่องการเลื่อนตำแหน่งของฟู่ต้าจวงเสียก่อน ฟู่ต้าจวงได้รับการเลื่อนยศเป็นผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเขาจะต้องย้ายไปอยู่ในกองทัพประจำเมืองหลวง

 

“จริงเหรอ? คุณจะไปเมืองหลวงตอนไหน?”

 

“ผมมีวันหยุดหนึ่งเดือนก่อนไปรายงานตัวหลังปีใหม่ ผมอยากให้คุณกับลูกย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวงด้วย ก่อนหน้านี้ผมพาเจี๋ยฟ่างไปดูบ้านของเราที่เมืองหลวงมาแล้ว เสี่ยวฮั่วจัดการเรื่องบ้านให้เราแล้ว พอถึงตอนนั้นเราเอาโฉนดไปทำเรื่องเอาบ้านคืนได้เลย”

 

“ถึงตอนนั้นผมจะไปเก็บกวาดทำความสะอาดบ้านก่อน แล้วคุณกับลูกๆค่อยตามไป แม้ว่าผมจะมีบ้านพักทหาร แต่การมีบ้านเป็นของตัวเองอยู่ที่นั่นค่อนข้างสะดวกกว่า”

 

“ยังมีอีกเรื่อง เสี่ยวฮั่วถามว่าพวกเราจะซื้อบ้านสักหลังไหม ตอนนี้เธอซื้อบ้านในคนในครอบครัวไปคนละหลังแล้ว ทองคำแท่งสามแท่งสามารถซื้อเรือนสี่ประสานสามทางเข้าได้หนึ่งหลัง ผมว่าจะเขียนจดหมายตอบกลับเธอให้เธอโอนเงินมาให้เราก่อน” ฟู่ต้าจวงบอกข่าวและการตัดสินใจของเขาให้ฉือหมิ่นฟัง

 

“เยี่ยมไปเลย ฉันอยากอยู่เรือนสี่ประสานมานานแล้ว เราเกิดมาครึ่งค่อนชีวิตยังไม่เคยได้มีโอกาสอาศัยอยู่ในบ้านแบบนั้นเลย แต่หยวนหยวนของเราช่างโชคดีจริงๆ” ฉือหมิ่นพูดถึงลูกสาวตามสัญชาตญาณ ดูเหมือนลูกชายสองคนไม่ได้อยู่ในใจของเธอเลย

 

“แม่ แม่ลำเอียงเกินไปแล้ว! ผมโกรธแล้วนะ!” ฟู่เจี๋ยฟ่างอุ้มน้องสาวเดินออกมาจากในห้อง

 

“ไอ้โหยว ลูกรัก แม่ก็พูดไปแบบนั้นเอง” ฉือหมิ่นรู้สึกผิดเล็กน้อย

 

“ต้าจวง ครอบครัวของพี่ใหญ่วางแผนจะไปอยู่ที่เมืองหลวงเหมือนกันไหม?”

 

“เขามีแผนนี้อยู่นะ ตอนนี้พี่ใหญ่ได้บ้านคืนกลับมาแล้ว กำลังตกแต่งภายใน แต่ตอนที่พวกเขาย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวง พวกเขาน่าจะไปอาศัยอยู่ในเรือนสี่ประสานห้าทางเข้าที่เสี่ยวฮั่วซื้อไว้น่ะ”

 

“เรือนสี่ประสานห้าทางเข้า?” ตู้ฟางหลันกำลังจะเอาผ้าอ้อมของหลานๆไปตากแดด พอได้ยินประโยคนี้เข้า เธอถึงตะลึงงันอยู่กับที่

 

“ครับ เรือนสี่ประสานห้าทางเข้า ได้ยินมาว่าอยู่แถวทะเลสาบสือช่าไห่ ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี” ฟู่ต้าจวงไม่คิดว่ามันเป็นความลับก็เลยพูดออกไปตามตรง

 

ตู้ฟางหลันรู้สึกตกตะลึงอย่างแท้จริง คนที่ซื้อบ้านเรือนสี่ประสานห้าทางเข้าได้จะต้องมีฐานะดีขนาดไหนกัน! ด้วยความสงสัย เธอจึงถามลูกสาวของตนเองเป็นการส่วนตัว

 

ฉือหมิ่นเห็นแม่ของตนเองเป็นแบบนี้ ตอนแรกที่เธอจะแต่งงานกับต้าจวง พ่อกับแม่ของเธอยังไม่ยอมอยู่เลย พวกเขารังเกียจที่ต้าจวงเป็นคนบ้านนอก ดังนั้นเธอจึงตั้งใจว่าจะคุยเป่าหูแม่เธอเสียหน่อย

 

“นี่ยังเล็กน้อยนะคะ แม่สามีของหนูก็แบ่งเรือนสี่ประสานสามทางเข้าให้กับต้าจวงเหมือนกัน แต่ทำเลของมันไม่ค่อยดีเท่าไร พี่ใหญ่ของเขาได้รับมรดกเป็นอาคารสไตล์ตะวันตกที่เซี่ยงไฮ้ ดูเหมือนจะอยู่ย่านฟู่ซิ่งซีนะคะ เดินไปจากทางใต้ของบ้านเรานี่เองค่ะ” คำพูดของฉือหมิ่นทำให้ตู้ฟางหลันตกตะลึงอีกครั้ง

 

“ทางทิศใต้ของบ้านเราล้วนเป็นอาคารสไตล์ตะวันตกทั้งหมด ว่าแต่มันหลังไหนกันล่ะ?”

 

“หนูจำไม่ค่อยได้ค่ะ ตอนนี้พวกเขายังไม่ได้เอาโฉนดไปแสดงตัว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกฎอะไรหรือเปล่า”

 

“ลูกสาวแม่นี่มันโง่จริงๆ พี่ใหญ่ของลูกเขาทำงานด้านนี้อยู่ พรุ่งนี้ลูกลองไปถามพี่ใหญ่เขาดูสิ! แล้วให้ต้าจวงไปถามที่อยู่ที่แน่ชัดมา เป็นคนในครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น ถ้าเราไม่ช่วย ใครจะช่วยล่ะ! จริงสิ หลานสาวของพวกลูกดูดวงเก่งใช่ไหม? ครั้งหน้าถ้าเจอเธอ ให้เธอช่วยดูดวงให้พี่ใหญ่ของลูกได้ไหมว่าพอจะมีโชคเรื่องหน้าที่การงานบ้างไหม” ตู้ฟางหลันสนใจใคร่รู้ขึ้นมาจริงๆ

 

ฉือหมิ่นคิดเสียว่าเล่าเป็นเรื่องตลกให้ฟู่ต้าจวงฟัง ฟู่ต้าจวงเองก็หัวเราะเช่นกัน แม้ว่าแม่ยายของเขาจะไม่ชอบที่เขามาจากครอบครัวชาวนา แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยดูถูกเขามาก่อน

 

และตอนนี้มีภรรยาของเขาอยู่ที่นี่ สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

 

ที่เมืองหลวง

 

“เสี่ยวเฉินยังอ่านหนังสืออยู่หรือ?” ชายชราไป๋กระซิบถามภรรยาของตนเอง

 

“ยังอ่านหนังสืออยู่เลย เขาออกไปเมื่อตอนกลางวัน กลับมาตอนเย็นมีสีหน้าที่ดูไม่ค่อยดี ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการกำเริบหรือเปล่า” นางเฉินพูดกระซิบเสียงเบา เพราะกลัวว่าเสียงของเธอจะไปรบกวนสมาธิหลานชายเข้า

 

“คุณ เมื่อวานเสิ่นอวี้กลับมา พูดอ้อมค้อมอยู่นานก็เพื่ออยากให้ไป๋โม่อันกลับมาอยู่ที่บ้านหลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยตี้ตูได้แล้ว” นางเฉินพูดเสียงแผ่ว

 

“คุณตอบตกลงไปหรือ?” ไป๋ซ่งเป็นคนมุทะลุมาตั้งแต่วัยรุ่น พอเจอคำพูดไม่ถูกใจหน่อยก็ถลึงตาทุกที

 

“คุณจะมาถลึงตาใส่ฉันทำไม ฉันไม่ได้ตอบตกลง ฉันบอกไปว่าสอบติดก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที”

 

“หากต่อไปคุณยังพูดดีกับเธออีก คุณก็ออกไปจากที่นี่ด้วยเลย! อย่ามาทำให้ผมโกรธ!” ไป๋ซ่งนึกถึงสองแม่ลูกนั่นก็รู้สึกแค้นเคืองขึ้นมา

 

ไป๋โม่เฉินไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ สิ่งที่เขาสนใจคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอีกครึ่งเดือนหลังจากนี้

 

วันที่21 ตุลาคม ปี1977 สื่อหลักในประเทศจีนได้ประกาศข่าวการเปิดสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง และเปิดเผยว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีนี้จะจัดขึ้นทั่วประเทศในอีกหนึ่งเดือนต่อมา

 

และที่ต่างจากในอดีตก็คือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปี1977 ไม่ได้จัดขึ้นในช่วงฤดูร้อน แต่จัดขึ้นในฤดูหนาว ทำให้มีผู้เข้าสอบมากกว่า 5.7ล้านคน

 

แม้ว่าจำนวนนักศึกษาที่รับเข้าเรียนจะมีไม่มากนัก แต่ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนหลายพันคนกลับมาหยิบหนังสือขึ้นมาทบทวนอีกครั้ง และเข้าร่วมเป็นกองทัพของนักศึกษา การฟื้นฟูระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทำให้การฝึกอบรมผู้มีความรู้ความสามารถของจีนกลับมาสู่แนวทางการพัฒนาที่ดีอีกครั้ง



จบตอน

Comments