magic ep136-140

 ตอนที่ 136 เข้าเรียน

 

“เฮ้ ได้ยินข่าวหรือเปล่า ลูกๆบ้านตระกูลฟู่สอบติดมหาวิทยาลัยตี้ตูได้ทั้งสามคนเลยนะ!”

 

“จริงหรือ แต่ที่ฉันรู้มาว่ากันว่าไม่ครบทุกคนนะ ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวสอบติดมหาวิทยาลัยฉุ่ยมู่ ส่วนคนเล็กสอบติดมหาวิทยาลัยตี้ตู คราวนี้ครอบครัวของต้าหย่งมีหน้ามีตาแล้ว”

 

“ฉันได้ยินมาว่าครอบครัวของพวกเขากำลังจะย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวง ตอนนี้เมื่อสภาพแวดล้อมดีขึ้น ผู้คนก็ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆอีกต่อไป เมื่อวานนี้ลูกชายคนรองบอกฉันว่าเหล้าที่บ้านของพวกเขาถูกส่งออกไปขายข้างนอกเป็นล็อตๆ ทำเงินได้มากมายเชียวล่ะ!”

 

“นั่นน่ะสิ ครอบครัวฟู่เจริญรุ่งเรืองแล้ว กลับไปฉันต้องบอกให้หลานๆ ในครอบครัวของฉันตั้งใจเรียนบ้างแล้ว การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นเรื่องดี ว่ากันว่าทางรัฐบาลมีแจกของให้ด้วยนะ!”

 

“ความคิดดี ฉันจะไปบอกให้หลานสาวกลับไปตั้งใจเรียนด้วย ส่วนหลานชายที่บ้านแต่ละคนก็ไม่ได้เรื่องเลย พอพูดถึงเรื่องเรียนก็นั่งไม่ติดที่กันทุกที”

 

คนที่กำลังพูดคุยกันเดินห่างออกไปเรื่อยๆ หนิวชุ่ยฮวาที่เดินอยู่ด้านหลังรู้สึกคันยุบยิบในใจเหมือนโดนแมวข่วน ถ้าเธอรักษาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายดี แบบนี้เธอจะมีโอกาสย้ายตามพวกเขาไปเมืองหลวงได้ไหมนะ? แต่ไม่นานเธอก็สลัดความคิดนี้ทิ้งไป เพราะตั้งแต่ที่เธอใช้ชีวิตกับฟู่เหล่าชวน เรื่องนี้ก็เป็นไปไม่ได้แล้ว

 

หนิวชุ่ยฮวาปัดฝุ่นแล้วกลับบ้าน ไปรับใช้ชายชราดีกว่า ตอนนี้ที่บ้านก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินทองอะไร รอให้จู่จื่อออกมาจากคุกแล้วค่อยหาเมียให้เขา ชีวิตนี้ก็ถือว่าพอใจแล้ว

 

หลังจากกลับบ้าน ฟู่เหล่าชวนก็นั่งสูบบุหรี่อยู่ในบ้าน ทำให้บ้านเต็มไปด้วยควัน

 

“นี่คุณ จะสูบบุหรี่ทำไมไม่เปิดหน้าต่างหรือไม่ก็ไปสูบข้างนอกล่ะ คนอื่นเขาสำลักควันแล้ว” หนิวชุ่ยฮวาพูดขณะเปิดหน้าต่าง

 

ฟู่เหล่าชวนฟังแต่ไม่พูดอะไร เพราะตอนนี้ในใจของเขาราวกับน้ำมันที่กำลังเดือด

 

เมื่อวานนี้เมื่อบุรุษไปรษณีย์มาส่งใบตอบรับ เขาก็อยู่ที่นั่นด้วย หรือแม้แต่ผู้นำของชุมชนก็อยู่ด้วยเช่นกัน ราวกับมีควันแห่งความรุ่งเรืองลอยเหนือสุสานของบรรพบุรุษตระกูลฟู่ เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียใจเล็กน้อย

 

แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่สบายใจมากยิ่งขึ้นก็คือวันนี้เมื่อเขาออกไปเดินเล่น เขาได้ยินมาว่าครอบครัวฟู่ขายส่งเหล้าไปยังต่างเมือง และกำลังจะย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวงแล้ว

 

ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยสงสัยมาก่อนว่านี่คือมรดกที่เสิ่นซู่ฉีทิ้งไว้หรือเปล่า เพียงแต่เขาไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว หากเขาก่อปัญหาอีก เขาคงไม่เหลือแม้แต่ค่าครองชีพที่ลูกๆต้องจ่ายให้เขาเดือนละสิบหยวน

 

ฟู่เหล่าชวนนึกถึงสิ่งนี้ เขาก็เป่าไปป์ นับเงินสามสิบหยวนจากกระเป๋าแล้วเดินไปที่บ้านของฟู่ต้าหย่ง

 

ในเวลานี้ ภายในบ้านของครอบครัวฟู่เต็มไปด้วยเพื่อนและครอบครัว และผู้คนที่คุ้นเคยเกือบทั้งหมดก็อยู่ที่นี่ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ได้มีแค่สามพี่น้องของครอบครัวฟู่เท่านั้นที่สอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ แม้แต่อาสะใภ้เล็กหลี่โม่ลี่ก็สอบติดเช่นกัน เธอสอบติดวิทยาลัยครูในเมืองเอกของมณฑล แม้จะไม่มีชื่อเสียงเท่ามหาวิทยาลัยตี้ตู แต่ก็ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีเช่นกัน

 

ดังนั้นหลี่ชุ่นลี่และภรรยาของเขาก็มาเช่นกัน จางเหว่ย เจิ้งหมิง พ่อแม่ของหลี่เทียนซื่อ ครอบครัวของป้าเหอ และครอบครัวทางฝั่งหวังซู่เหมยก็มาเช่นกัน

 

“เด็กๆในครอบครัวของเรามีความสามารถจริงๆ ทั้งสามคนได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่เมืองหลวงของจีนแล้ว ตอนนี้ครอบครัวฟู่ของเราแข็งแกร่งมาก ต้องยกนิ้วให้เลย!” ป้าเหอมองเด็กๆก็ยิ่งรู้สึกชื่นชอบ

 

“ก็ใช่น่ะสิ ฉันบอกแล้วว่าพวกเสี่ยวฮั่วต้องสอบได้อยู่แล้ว ที่ลี่ลี่สอบได้ต้องขอบคุณตำราที่เสี่ยวฮั่วให้มา!” ไฉเฉี่ยวเหอกล่าวด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุขเช่นกัน

 

“เราก็คุยกันมานานแล้ว ทำไมเสี่ยวฮั่วถึงอยู่บ้าน แต่ไม่เห็นฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวเลยล่ะ?” นางหลี่มองหาอีกสองคนด้วยความสงสัย

 

“ปีนี้ศูนย์เยาวชนของเรามีคนสอบติดสองคน ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวไปส่งพวกเขาน่ะ” หวังซู่เหมยล้างผลไม้และพูดไปด้วย

 

“งั้นปีนี้หัวหน้าหมู่บ้านซ่งก็มีผลงานโดดเด่นเลยน่ะสิ!” ป้าเหอพูดติดตลก

 

“ใช่แล้ว วังจื่อหยวนก็สอบติดมหาวิทยาลัยฉุ่ยมู่เช่นกัน เขาสอบติดสาขาเดียวกับฟู่เซินและฟู่เหมี่ยว ส่วนหวังหยวนหยวนสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยในเซี่ยงไฮ้ได้” ฟู่ต้านีเข้าร่วมวงด้วยเช่นกัน เพราะด้วยสายตาอันเฉียบคมของเธอ เธอมองออกตั้งนานแล้วว่าวังจื่อหยวนแอบชอบเสี่ยวฉุ่ย

 

“เฮ้อหยา เด็กๆพวกนี้เก่งจริงๆ!” 

 

ฟู่เหล่าชวนยืนฟังที่ประตูอยู่สักพักแล้วจึงตัดสินใจเดินจากไปโดยไม่เข้าไป

 

ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวมีรถจักรยาน ดังนั้นทั้งสองจึงเอาจักรยานของตนเองไปส่งหวังหยวนหยวนและวังจื่อหยวนที่สถานีรถไฟ

 

“จื่อหยวน นายกำลังเดินทางกลับเมืองหลวงแล้ว แต่คราวนี้กลับไปในฐานะว่าที่นักศึกษาเลยนะ!” ฟู่เซินเดินพลางตบบ่าวังจื่อหยวน แต่เขาก็ไม่ได้เพิกเฉย และรู้ดีว่าสายตาที่วังจื่อหยวนมองน้องสาวของเขามันเป็นแบบไหน

 

ฟู่เหมี่ยวเองก็รู้สึกไม่ชินเช่นกัน เพราะสายตาของวังจื่อหยวนมันร้อนแรงเหลือเกิน ตอนนี้ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวเหมือนถูกไฟเผาอย่างไรอย่างนั้น

 

“ฟู่เซิน ฉันจะปั่นจักรยานซ้อนฟู่เหมี่ยวเองนะ? นายปั่นจักรยานซ้อนหวังหยวนหยวนแล้วกัน” วังจื่อหยวนมองฟู่เซิน สายตานั้นทำให้ฟู่เซินไม่สามารถปฏิเสธได้ ฟู่เซินหันไปมองฟู่เหมี่ยว เธอเองก็ไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธเช่นกัน

 

เอาล่ะ พี่ชายคนนี้จะรับไว้เอง

 

ดังนั้น วังจื่อหยวนจึงขึ้นคร่อมจักรยานเตรียมปั่น ฟู่เหมี่ยวขึ้นซ้อนท้ายจักรยานของเขา ฟู่เซินจับตามองทั้งคู่ตลอดเวลา ส่วนหวังหยวนหยวนที่ซ้อนท้ายจักรยานของเขาก็หน้าแดงเล็กน้อย 

 

“หวังหยวนหยวน นั่งดีๆนะ ฉันจะปั่นแล้วนะ” ฟู่เซินเอาขาตั้งขึ้นแล้วปั่นจักรยานออกไป

 

พวกเขารักษาระยะห่างระหว่างจักรยานสองคันไว้เสมอ ซึ่งฟู่เซินไม่อยากให้จักรยานสองคันห่างกันเกินไป แต่คิดไม่ถึงเลยว่ากระเป๋าหนังสือของหวังหยวนหยวนจะยังอยู่ที่ศูนย์เยาวชน ทั้งสองจึงต้องปั่นจักรยานกลับไปเอา

 

มีเพียงฟู่เหมี่ยวและวังจื่อหยวนเท่านั้นที่รออยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน

 

“ฟู่เหมี่ยว ฉันได้ยินมาว่าครอบครัวของเธอกำลังจะย้ายไปเมืองหลวงใช่ไหม?” วังจื่อหยวนมองผู้หญิงที่ชอบ เขาไม่อยากพลาดทุกการแสดงออกของเธอ

 

“อืม อีกไม่กี่วันก็จะย้ายไปแล้ว พอถึงตอนนั้นนายก็มาเที่ยวเล่นที่บ้านของพวกเราได้นะ” ฟู่เหมี่ยวทำตัวเป็นธรรมชาติที่สุด

 

วังจื่อหยวนหัวเราะ เธอช่างน่ารักจริงๆ

 

“เอาล่ะ นี่คือที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ของฉัน ไปถึงที่นั่นแล้วก็อย่าลืมติดต่อฉันมาด้วยนะ ฉันจะพาเธอ...และฟู่เซินไปเยี่ยมชมเมืองหลวง ฉันเป็นคนท้องถิ่นน่ะ”

 

“อื้ม!” ฟู่เหมี่ยวหน้าร้อนผ่าว เธอมองเขาด้วยความเขินอายเล็กน้อย

 

วังจื่อหยวนอดไม่ได้ จึงพูดเสียงเบาว่า “เธอรู้ไหมว่าเวลาเธอยิ้มมันสวยมากเลยนะ”

 

ฟู่เหมี่ยวเงยหน้ามองสายตาของเขา ทว่าในเวลานี้ฟู่เซินและหวังหยวนหยวนบังเอิญปั่นจักรยานมาถึงพอดี ฟู่เหมี่ยวรีบซ้อนท้ายเบาะหลังจักรยานด้วยใบหน้าที่แดงเรื่อ

 

“จับให้ดีๆนะ ด้านหน้าทางเป็นหลุมเป็นบ่อเยอะ” วังจื่อหยวนหันไปพูดกับฟู่เหมี่ยว

 

ฟู่เหมี่ยวจับชายเสื้อของวังจื่อหยวนอย่างเงียบๆ ก่อนที่รถจักรยานจะค่อยๆเคลื่อนตัวออกไป ความคิดของหนุ่มสาววัยเยาว์ค่อยๆ ไม่อาจหยั่งถึงได้ในระหว่างการเดินทาง

 

พอพวกเขากลับมา ที่บ้านก็เตรียมอาหารเย็นไว้แล้ว ฟู่เยี่ยนเห็นสีหน้าของฟู่เหมี่ยวก็พอจะมองออกได้ว่าวังจื่อหยวนและฟู่เหมี่ยวคงยังคุยกันไม่ชัดเจน

 

วังจื่อหยวนเป็นนักเรียนหัวกะทิ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่สอบได้อันดับที่2ของมณฑล ซึ่งแน่นอนว่าอันดับ1 ถูกฟู่เยี่ยนคว้าไปครองแล้ว ดังนั้นการที่เจ้าเด็กคนนี้มาขอติวกับฟู่เหมี่ยวก็เป็นแค่ข้ออ้างทั้งนั้น ที่จริงเขาอยากใกล้ชิดพี่สาวของเธอมากกว่า

 

ดั่งสำนวนที่ว่า ‘เก๋งจีนที่ใกล้น้ำมักได้จันทร์ก่อน [1]’ ดูสิ เหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็จะเด็ดจันทร์ไปครองได้อยู่แล้วเชียว

 

ทันทีที่ฟู่เซินกลับมา เขากับฟู่เยี่ยนก็ขยิบตาให้กัน หวังซู่เหมยทนดูต่อไปไม่ไหว เพราะความคิดของวังจื่อหยวนเดาง่ายเสียยิ่งกว่าอะไร

 

“พวกลูกเป็นอะไร? ถ้าไม่กินข้าวก็ไปช่วยแม่เลี้ยงน้อง”

 

ฟู่เหยาเริ่มซนมากขึ้นเรื่อยๆในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาวิ่งไล่แมวและสุนัขที่บ้าน ยากที่จะจับตัวเขาได้ มีเพียงแค่ฟู่เยี่ยนและฟู่เซินเท่านั้นที่เอาอยู่

 

“เสี่ยวถู่ มาหาพี่มา! พี่จะป้อนเนื้อให้กิน” ฟู่เซินยั่วเสี่ยวถู่ให้ออกมาด้วยเนื้อที่เป็นของโปรดเด็กน้อย

 

“พี่รอง เนื้ออยู่ไหน?” ฟู่เหยามองในจานแต่ก็ไม่เห็นเนื้อสักชิ้น

 

ฟู่เซินจึงอุ้มเขาขึ้นมาทันที เพียงเท่านี้ฟู่เหยาก็หนีไปไหนไม่ได้แล้ว

 

[1] เก๋งจีนหลังใดที่อยู่ใกล้น้ำ (จิ้น-สุ่ย-โหลวถาย เซียน-เต๋อ-เย่ว) หมายถึง การที่เราไปอยู่ในสถานการณ์ที่เอื้ออำนวย เราจะได้ประโยชน์ก่อนคนอื่น



ตอนที่ 137 อนาคต

 

จางเหว่ยจัดการเรื่องบ้านในเมืองหลวงให้พวกเขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว มันคือบ้านเรือนสี่ประสานห้าทางเข้าหลังใหญ่ที่ฟู่เยี่ยนซื้อใหม่ ส่วนเรือนสี่ประสานสามทางเข้าหลังที่ได้รับมรดกมาจากเสิ่นซู่ฉีต้องให้ฟู่ต้าหย่งไปดำเนินการเป็นเจ้าบ้านเอง

 

ดังนั้นในช่วงเวลาต่อมา ครอบครัวฟู่จึงวุ่นวายอยู่กับเรื่องย้ายบ้าน เจิ้งหมิงได้หารถไว้ขนของย้ายบ้านไปเมืองหลวงให้กับพวกเขาเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่หากให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวขึ้นรถไปคันเดียวกันคงไม่พอ

 

ดังนั้นพวกฟู่เยี่ยนจึงต้องซื้อตั๋วรถไฟนั่งไปเมืองหลวงกันเอง โดยเธอเดินทางไปพร้อมกับฟู่เซินและฟู่เหมี่ยว คราวนี้ฟู่ต้านีย้ายไปอยู่เมืองหลวงด้วยเช่นกัน โดยที่เธอพาลูกๆขึ้นรถไปกับหวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่ง

 

สามวันก่อนออกเดินทาง ฟู่ซินได้ส่งจดหมายมาบอกคนในครอบครัวว่าเขาสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยของเมืองหลวงได้แล้ว แต่ยังต้องฝึกอยู่ ดังนั้นเขาจะไปรายงานตัวที่เมืองหลวงในเดือนหน้า

 

“โชคดีเหลือเกินที่เขาสอบเข้าเรียนในเมืองหลวงได้ เพียงแต่เขายังฝึกไม่เสร็จ จะได้เจอกันแค่เดือนละครั้งเท่านั้น” หวังซู่เหมยมีความสุขมาก

 

“แต่เขาก็มีวันหยุดทีเป็นเดือนเลยไม่ใช่หรือ ฉันคิดว่าฟู่ซินผอมไปหน่อย สุดท้ายแล้วไม่มีข้าวที่ไหนอร่อยเท่าข้าวที่บ้านแล้วล่ะ เขาได้กลับมากินข้าวที่บ้านบ้างเป็นครั้งคราวก็ดี” ฟู่ต้านีพูดเสริม

 

“อืม ครั้งนี้พวกเราไปอยู่ที่บ้านห้าทางเข้าของเสี่ยวฮั่วกันก่อนเถอะ เราชินกับการอยู่เป็นครอบครัวใหญ่แล้ว อยู่กันคนน้อยๆรู้สึกไม่ชินน่ะ อีกอย่างรอให้เด็กสามคนนั้นเข้าเรียน พี่กับพี่ใหญ่ของเธอก็ต้องอยู่ภายในบ้านหลังใหญ่กันแค่สองคน มันน่ากลัวไปหน่อย”

 

หวังซู่เหมยกลัวว่าฟู่ต้านีจะอยากเลี้ยงลูกเอง แต่ฟู่เวยและฟู่หรงต้องการคนดูแล พวกเธอยังไม่คุ้นเคยกับเมืองหลวง ดังนั้นจึงควรอยู่ด้วยกันดีกว่า

 

“อืม ถึงอย่างไรฉันก็คงต้องยังอยู่ในบ้านของเสี่ยวฮั่วไปอีกปีสองปีก่อน” ฟู่ต้านีพูดด้วยรอยยิ้ม ทำไมเธอถึงจะไม่รู้ข้อดีของการอยู่ด้วยกัน? เพียงแต่เธอไม่อยากพึ่งพิงพี่สะใภ้มากเกินไป  เธอแอบคิดว่ารอให้ฟู่ซินแต่งงานแล้ว เธอก็ควรจะพาลูกๆของเธอแยกบ้านได้แล้ว

 

“ดีแล้ว บ้านที่หลานสาวของเธอตัดสินใจเลือกแล้วต้องเป็นบ้านที่ดีอย่างแน่นอน อีกอย่างพี่ได้ยินเสี่ยวฮั่วบอกว่าค่าซ่อมแซมบ้านแพงมาก หากพวกเราไม่มาอยู่ก็จะเป็นการสิ้นเปลืองเงินเปล่าๆ” หวังซู่เหมยเห็นว่าน้องสาวสามีคิดได้แล้วก็วางใจลง เพราะเธอกลัวว่าต้านีจะดื้อรั้นเอามากๆ

 

ในเวลานี้ ฟู่ต้าอันเองก็มีความคิดใหม่เช่นกัน เขาคิดทบทวนความคิดนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแน่ใจแล้วว่าตนเองจะตัดสินใจลาออกจากงานที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ เพราะงานที่นี่ไม่ได้พาตัวเขาไปได้ไกลกว่านี้เลย ตอนนี้ภรรยาของเขาสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้แล้ว เขาไม่อยากอยู่กับที่ตลอดไป

 

ดังนั้นในตอนเย็น เขาได้บอกเรื่องนี้กับหลี่โม่ลี่แล้วกลับไปที่หมู่บ้านอันผิง

 

“พี่ใหญ่ ผมอยากลาออก” ฟู่ต้าอันกลับมาหารือความคิดนี้กับฟู่ต้าหย่ง

 

ฟู่ต้าหย่งเหลือบมองฟู่ต้าอัน เขาเองก็คิดว่าหากน้องสะใภ้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย แล้วน้องชายของเขายังทำงานเป็นคนงานในโรงงานเฟอร์นิเจอร์ เวลาผ่านไปนานเข้าคงไม่ดีแน่ คิดไม่ถึงเลยว่าฟู่ต้าอันจะคิดเรื่องนี้ได้ชัดเจนแล้ว

 

“แล้วนายจะทำอะไรหลังลาออก?” นี่คือคำถามสำคัญ

 

“ผมถึงได้มาปรึกษาพี่ไง พี่ใหญ่ พี่มีความคิดดีๆอะไรบ้างไหม?”

 

ฟู่เยี่ยนฟังแล้วรู้สึกว่าอาเล็กมีความตระหนักได้ดี เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่มีการปฏิรูปและเปิดกว้างทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ ทั้งยังไม่มีมาตรการและนโยบายต่างๆที่ดีพอ

 

ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรอให้ถึงสิ้นปีหน้าถึงจะมีการหลั่งไหลของแรงงานไปยังเมืองใหญ่เป็นจำนวนมาก อีกอย่างคนที่ดูร่ำรวยสะดุดตาเกินไปจะถูกปล้นได้ง่าย

 

“อาเล็ก หากอาเล็กเชื่อหนู ทำไมไม่ลองมาช่วยพ่อบ่มเหล้าล่ะ เพราะถึงอย่างไรตอนย้ายไปที่เมืองหลวงแล้ว กว่าจะทำถังบ่มเหล้าเสร็จก็ต้องใช้เวลา เหล้าที่เหลือในสวนด้านหลังยังมีเหลืออยู่บางส่วน กว่าจะนำออกจากถังได้ก็ต้องใช้เวลาเป็นครึ่งปี” ฟู่เยี่ยนตัดสินใจให้อาเล็กลองฝีมือกับการบ่มเหล้าก่อน

 

“จริงสิ ตอนแรกฉันว่าจะไปหาเอ้อขุย ทว่าเขาไม่ชำนาญพอ แต่นายฉลาดตั้งแต่เด็ก ช่วงนี้นายให้พี่สะใภ้สอนนายไปก่อน มันไม่ใช่งานหนักอะไร นายมาดูสักสามวันครั้งก็ได้” ฟู่ต้าหย่งเห็นด้วย

 

“สามวันหรือ? งั้นผมก็ทำได้โดยไม่ต้องลาออกน่ะสิ” ฟู่ต้าอันรู้สึกยินดี แต่ก็ยังสับสนเล็กน้อย

 

“อาเล็ก อาเล็กรับส่วนแบ่งไปครึ่งหนึ่งของเงินที่ขายเหล้าพวกนี้ได้ อาเล็กลองคิดดูสิ” ฟู่เยี่ยนพูดโน้มน้าวเขาไปตามตรง

 

“ตกลง! รออาขายเหล้าพวกนี้หมดแล้วค่อยคุยกันเรื่องลาออก”

 

“อาเล็ก แล้วยังต้องการบ้านในเมืองหลวงอยู่ไหม? หากไม่เอา หนูจะซื้อเก็บไว้เองแล้ว”

 

“เอาสิ จะไม่เอาได้อย่างไร ทองคำแท่งของอาอยู่ที่เธออยู่แล้ว ทำเรื่องซื้อให้อาด้วย! ขอหลังที่อยู่ใกล้ๆคนทุกคนด้วยนะ”

 

“ไม่มีปัญหา กลับไป หนูจะไปถามพี่จางเหว่ยให้ พี่จางเหว่ยอาศัยช่วงนี้ซื้อบ้านไปสองหลังเหมือนกัน! ขนาดเจิ้งหมิงก็ยังซื้อไปหนึ่งหลัง”

 

“จริงสิ ถ้าเธอย้ายไปเมืองหลวง แล้วจางเหว่ยกับเจิ้งหมิงล่ะ?”

 

“นายกเทศมนตรีจางเลื่อนตำแหน่งแล้ว บ้านเกิดของจางเหว่ยอยู่ที่เมืองหลวงอยู่แล้ว เขาก็แค่กลับบ้านเกิด ส่วนเจิ้งหมิง หนูยังมีงานอื่นให้เขาทำ” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างมีนัย

 

ที่เธอยังเหลือเจิ้งหมิงไว้ก็เพราะเจิ้งจื้อมีการเคลื่อนไหวแล้ว เขาได้ไปที่ภูเขาต้าอันอยู่หลายครั้ง คงจะไปสืบเบาะแสแผนที่ขุมทรัพย์ ซึ่งมีคนไปกับเขาด้วยคนหนึ่งด้วย ฟู่เยี่ยนคิดว่าคนๆนั้นจะต้องเป็นคนในวงการเดียวกับเธอแน่นอน

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ นอกจากเฉียนซวน ฟู่เยี่ยนยังไม่เคยเจอคนในสายเดียวกันมาก่อน เธอเกิดความสงสัยเกี่ยวกับคนในวงการอภิปรัชญาของประเทศจีน และเธอมักจะมีลางสังหรณ์อยู่ในใจเสมอว่าเธอมีภารกิจหนึ่ง

 

แต่ตอนนี้เธอยังไม่สามารถเข้าใจได้ เธอไม่รู้ว่าเธอควรทำอย่างไร

 

บางทีสักวันหนึ่งในอนาคต เธออาจหาคำตอบได้

 

…………………………………………

 

ในเวลาเที่ยงคืน คนสองคนยืนเผชิญหน้ากันบนภูเขาต้าอัน

 

“คุณเจิ้ง ผมไม่กล้าแตะต้องสถานที่นี้ หากคุณยังยืนกรานจะให้ผมแตะต้องมัน คุณก็ต้องเพิ่มราคาให้ผม และต้องจ่ายเงินตอนนี้เลย” ชายชุดดำพูดกับเจิ้งจื้อ

 

“คุณเหอ คุณจะเอาแบบนี้หรือ? ทำไมเราไม่แบ่งครึ่งกันตอนเจอสมบัติพวกนั้นล่ะ” เจิ้งจื้อยังไม่อยากเสียเงิน

 

“คุณเจิ้ง ไม่อย่างนั้นผมไม่ทำแล้ว ผมไม่คุ้นเคยกับค่ายกลของที่แห่งนี้ ทำได้แค่เพียงลองอย่างสุดกำลังเท่านั้น ดังนั้นเราจึงต้องตกลงกันให้ชัดเจนก่อน นับเป็นทองคำแท่งหนึ่งแท่งเหมือนที่เราคุยกันไว้ก่อนหน้านี้” คุณเหอมองดูสถานที่แห่งนี้แล้วไม่แน่ใจ จึงตัดสินใจขอเงินก่อน

 

“ก็ได้ แต่ผมต้องให้ตอนกลับถึงบ้าน ผมไม่ได้เอาเงินติดตัวมาด้วย” เจิ้งจื้อเองก็ไม่ใช่คนโง่เช่นกัน

 

“เอาล่ะ เราจะเริ่มกันพรุ่งนี้ ไม่ต้องห่วง ผมต้องกลับไปเตรียมของบางอย่างก่อน” คุณเหอพูดแล้วเดินลงจากภูเขาโดยตรง เจิ้งจื้อไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินตามลงจากภูเขา

 

ฟู่เยี่ยนยังคงนั่งสมาธิอยู่ หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว เธอก็กลับมานั่งสมาธิอีกครั้ง หลายวันมานี้มีออร่าจางๆปรากฏขึ้นในร่างกายที่ไม่สามารถหาทางกลับได้

 

ดังนั้นเมื่อเจิ้งจื้อลงมาจากภูเขา ฟู่เยี่ยนก็รู้ตัวแล้ว เพียงแต่เธอวางเรื่องนี้ไว้ชั่วคราว เพราะมีค่ายกลมายาตั้งเก้าชั้น สองคนนี้ไม่มีทางได้ผลประโยชน์แน่นอน

 

สองวันต่อมาก็ถึงเวลาออกเดินทาง ฟู่เยี่ยนและพี่ๆออกเดินทางไปก่อนล่วงหน้า ของที่พวกเธอนำติดตัวไปด้วยล้วนแล้วแต่เป็นสัมภาระของพวกเธอทั้งนั้น ส่วนฟู่ต้าหย่งและคนอื่นจะออกเดินทางในตอนบ่าย

 

“ตอนอยู่บนรถไฟก็ดูสัมภาระของตัวเองให้ดี ระวังขโมยล่ะ แล้วก็อย่าไปมีเรื่องกับคนอื่น เราต้องรู้จักถ่อมตัว โดยเฉพาะลูก” หวังซู่เหมยจิ้มไปที่หัวฟู่เยี่ยน

 

“แม่คะ หนูรู้แล้ว” ฟู่เยี่ยนสัญญาว่าหากมีคนมาหาเรื่องเธอเอง เธอก็จะไม่ยอมอยู่เฉย เพราะนี่มันไม่ใช่สไตล์ของอาจารย์ฟู่เลย

 

ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวต่างก็แอบหัวเราะ เพราะแม่คงคิดมากเกินไป หากมีคนมาหาเรื่อง มีหรือที่เสี่ยวฮั่วจะไม่จัดการสั่งสอนคนพวกนั้น

 

สามพี่น้องขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง ทิ้งสถานที่อันเป็นบ้านเกิดไว้เบื้องหลังโดยไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่าจะได้กลับมาเยือนอีกเมื่อไร

 

จุดหมายปลายทางของรถไฟคันนี้คือเมืองตี้ตู เมืองหลวงของประเทศจีน และยังเป็นสถานที่ที่อนาคตอันสดใสกำลังรอพวกเธออยู่!



ตอนที่ 138 บนรถไฟ

 

ตั๋วที่ฟู่เยี่ยนได้มาเป็นตั๋วนอนทั้งหมด ซึ่งจางเหว่ยได้มาจากคนรู้จัก กว่าจะถึงเมืองตี้ตูก็เป็นเช้ามืดของวันรุ่งขึ้น ดังนั้นถ้าได้ตั๋วนอนจะค่อนข้างนั่งได้สบายหน่อย

 

เพียงแต่คาดไม่ถึงเลยว่าเมื่อพวกเขาจัดสัมภาระเสร็จ ก็มีหญิงสูงอายุคนหนึ่งเดินมาขอแลกตั๋วที่นั่งธรรมดากับตั๋วนอนของพวกฟู่เยี่ยนแล้ว

 

“แม่หนู หลานชายของฉันเป็นไข้ ไม่สามารถนั่งที่นั่งธรรมดาได้จริงๆ พวกแม่หนูยังอายุน้อย พอจะแลกตั๋วกับของฉันได้ไหม คิดเสียว่าทำบุญก็ได้” หญิงสูงอายุคนคนนั้นแต่งตัวดูดี แต่คิดไม่ถึงเลยว่าคำพูดจะน่ารังเกียจขนาดนี้

 

แต่น่าเสียดายที่เธอคิดผิดไป อย่าว่าแต่ฟู่เยี่ยนเลย แม้แต่ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวก็ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ

 

“คุณป้า พวกเราสงสารคุณป้าจริงๆ แต่พวกเราซื้อตั๋วรถนอนมาในราคาที่สูง ป้าไม่เห็นเหรอ?” ฟู่เซินไม่ใช่เด็กเรียบร้อยพูดน้อยถนอมน้ำใจคนแบบนั้น

 

“ราคาสูงเหรอ? เท่าไหร่ล่ะ? แบบนี้ไม่เหมาะหรือ ที่นั่งธรรมดาของฉันก็ดีเหมือนกัน เอาแบบนี้แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะให้แอปเปิ้ลพวกเธอเพิ่มด้วย ถือเป็นส่วนต่างราคาค่าตั๋วดีไหม?” หญิงสูงอายุไม่อยากจ่ายเงินซื้อตั๋ว เธอจึงเสนอขอแลกด้วยแอปเปิ้ลแทน

 

“แอปเปิ้ลงั้นหรอ? ล้อกันเล่นหรือไง? ถ้าป้าไม่มีเงินก็ไปนั่งที่นั่งธรรมดาเถอะ” ฟู่เซินพูดจบก็ปีนขึ้นไปบนเตียงโดยไม่สนใจ

 

ฟู่เหมี่ยวและฟู่เยี่ยนไม่คิดจะสนใจเธอเช่นกัน สองพี่น้องปีนขึ้นไปบนเตียงของตนเอง หญิงสูงอายุคนคนนั้นจึงทำได้เพียงต้องเดินจากไปอย่างเสียดาย

 

“ตลกแล้ว ฉันเพิ่งเคยเห็นคนแบบนี้ เสี่ยวฮั่ว เธอคิดว่าที่ป้าคนนั้นพูดมาใช่เรื่องจริงหรือเปล่า?” ฟู่เซินชะโงกหน้ามาถามจากเตียงบน

 

“ไม่ใช่เรื่องจริงหรอก” ฟู่เยี่ยนหลับตาเพื่อพักสายตา

 

“อะไรนะ? ป้านั่นโกหกเราหรอ!” ฟู่เซินมองฟู่เยี่ยน

 

“เป็นเรื่องโกหกที่หลานชายของเธอป่วย โหงวเฮ้งดวงกุดเรื่องได้ทายาทเป็นผู้ชายแบบนั้น เธอไม่มีหลานชายหรอก อย่างมากก็มีแค่หลานสาว”

 

“เฮอะ โกหกกันนี่เอง” ฟู่เซินเองก็เลิกสนใจหญิงสูงอายุคนคนนั้น แล้วนอนหลับไป

 

เมื่อถึงช่วงพลบค่ำ ได้มีเสียงเอะอะดังขึ้นบนรถไฟ ดูเหมือนจะมีคนถูกขโมยของ เพราะมีการตรวจสอบแม้กระทั่งในตู้นอน

 

ตอนนี้เป็นเวลาอาหารเย็นแล้ว สามพี่น้องกำลังกินซาลาเปาไส้เนื้อที่ฟู่ซินเคยสอนฟู่ต้านีทำเมื่อตอนกลับมาบ้านครั้งที่แล้ว เช้าวันนี้อาหญิงจึงลงมือเข้าครัวทำไว้ให้พวกเธอกิน

 

ตำรวจรถไฟขอเข้ามาตรวจที่ตู้นอนของฟู่เยี่ยน จากนั้นก็ให้พวกเขาแสดงเอกสารยืนยันตัวตนออกมา โชคดีที่ทั้งสามคนมีใบตอบรับเข้าเรียนมหาวิทยาลัย หลังจากตำรวจรถไฟตรวจดูแล้วก็ไม่รบกวนพวกเขา

 

“ลุงครับ ด้านหน้าเกิดอะไรขึ้นหรอ?”

 

“มีคนทำกระเป๋าหายบนรถไฟ เรากำลังสืบสวน แต่ไม่เป็นไร พวกเธอไปนอนเถอะ” ตำรวจรถไฟเห็นว่าทั้งสามคนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย จึงเกิดความประทับใจในตัวพวกเขา

 

“อ้อ งั้นคุณลุงคงลำบากแล้ว” ฟู่เซินเองก็มีช่วงเวลาปากหวานเช่นกัน

 

“ไม่ลำบากหรอก มันคืองานของพวกเรา นายเองก็ตั้งใจเรียนเข้าล่ะ มหาวิทยาลัยฉุ่ยมู่เป็นมหาวิทยาลัยที่ดีมากเลยนะ”

 

ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าเรื่องนี้มันไม่ชอบมาพากล ดังนั้นหลังจากกินมื้อเย็นเสร็จแล้ว เธอจึงไปเดินเล่นที่ตู้ธรรมดาเพื่อดูสถานการณ์

 

ในตู้ธรรมดากำลังเกิดความโกลาหล เพราะชายคนที่ทำกระเป๋าหายเที่ยวกล่าวหาคนรอบข้างว่าเป็นขโมยและต้องการพาไปโรงพัก

 

“ใครก็ตามที่เอากระเป๋าของฉันไปรีบเอาออกมาคืนเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะจับพวกคุณเข้าคุกตอนถึงสถานีถัดไป!” ดูเหมือนว่าชายใส่แว่นจะเป็นเจ้าของกระเป๋าที่หาย

 

แต่รอบตัวของเขามีคนแค่ไม่กี่คนที่กำลังมองดูการกระทำของเขาอยู่ พวกเขามีทั้งหมดสี่คน ซึ่งกำลังล้อมรอบหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเอาไว้ และชายที่สวมแว่นตาก็ดูเหมือนจะมุ่งเป้าไปที่คนอื่น แต่ฟู่เยี่ยนสังเกตว่าเขามองหญิงวัยกลางคนด้วยหางตา

 

หญิงวัยกลางคนดูเหมือนจะตัวหด แต่ฟู่เยี่ยนกลับมองออกว่าสายตาของผู้หญิงคนนั้นดูสงบมาก

 

น่าสนใจ~

 

นอกจากนี้เธอยังสามารถมองเห็นรังสีของความเป็นทหารจากบนตัวของทั้งสี่คนนั้น ต่อให้พวกเขาปลอมตัวก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเธอได้

 

ดูเหมือนว่าหญิงวัยกลางคนคนนั้นจะเป็นเป้าหมายของทหารกลุ่มนี้

 

ฟู่เยี่ยนยืนดูอยู่สักพักก็เกิดความรู้สึกสนใจขึ้นมาจริงๆ เธอหัวเราะเบาๆ แล้วเดินจากมาโดยไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องพวกนั้น

 

เมื่อกลับมาถึงตู้นอน ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวต่างก็นอนแล้ว ตอนนี้ตู้นอนปิดไฟแล้ว เธอจึงทำได้เพียงถือไฟฉายส่องนำทางไปยังเตียงของตนเอง

 

“เสี่ยวฮั่ว เป็นอย่างไรบ้าง? เรื่องของหายมันอะไรกัน?” ฟู่เซินรู้ว่าฟู่เยี่ยนไปดูสถานการณ์ ซึ่งเขาก็กำลังรอถามน้องสาวของเขาอย่างใจจดใจจ่อเช่นกัน

 

“ไม่มีอะไรหรอก แค่ละครปาหี่ทหารจับโจรน่ะ ไม่ใช่เรื่องของพวกเรา พี่รองนอนหลับเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าก็ถึงแล้ว” ฟู่เยี่ยนนอนลงบนเตียงเช่นกัน จากนั้นเธอก็หลับตาลง บนรถไฟไม่มีที่ให้เธอนั่งทำสมาธิ และหากจะให้เธอนั่งสมาธิอยู่ในตู้นอนก็คงแปลก

 

……………………………………..

 

กลางดึก จู่ๆฟู่เยี่ยนก็ลืมตาขึ้นมองดูนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาตีสามแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดวงของคนเราตกอยู่ในสภาพที่อับจนปิดล้อมมากที่สุด

 

เธอลุกจากเตียง แม้จะบอกว่าไม่อยากยุ่งเรื่องคนอื่น แต่เธอก็ไม่อยากปล่อยผู้หญิงคนนั้นไป เพราะลำพังแค่กลิ่นอายของวิญญาณที่อยู่บนร่างกายของผู้หญิงคนนั้น อย่างน้อยก็น่าจะมีสามชีวิตแล้ว

 

ในเมื่อเรื่องนี้มันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะไม่ลงมือ

 

ฟู่เยี่ยนค่อยๆคลำทางไปจนถึงตู้ธรรมดา จากนั้นก็นั่งยองอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบๆ เธอได้เห็นสถานการณ์ตรงนั้นผ่านฝูงชนแล้ว

 

พวกทหารง่วงนอนมากแล้ว แต่ยังมีทหารสองคนที่จ้องมองผู้หญิงคนนั้นอย่างใกล้ชิด ผู้หญิงคนนั้นหลับอยู่และดูเหมือนเธอไม่อยากลงจากรถในตอนนี้

 

เพื่อความปลอดภัย ฟู่เยี่ยนจึงปล่อยนกกระเรียนกระดาษตัวเล็กๆออกมาและติดไปที่ร่างของผู้หญิงคนนั้นเบาๆ นี่คือสิ่งที่เธอเพิ่งค้นคว้าได้ไม่นาน เมื่อนกกระเรียนกระดาษสัมผัส มันจะกลายเป็นฝุ่นบนตัวและสามารถคงอยู่ได้สี่สิบแปดชั่วโมง

 

นกกระเรียนกระดาษที่เธอปล่อยออกไปคือลูกนก ส่วนตัวแม่นกกระเรียนกระดาษที่อยู่ในมือของเธอคือสวิตช์ควบคุมลูกนกกระเรียนกระดาษอีกที เธอได้รับแรงบันดาลใจนี้มาจากแม่หนอนกู่

 

หลังจากเสร็จสิ้นทั้งหมดนี้ ฟู่เยี่ยนยังคงยืนอยู่นอกตู้ที่นั่งธรรมดา ตอนนี้ฟ้าใกล้สว่างแล้ว รถไฟกำลังจะเข้าสู่ชานเมืองตี้ตู ซึ่งรถจะไปถึงสถานีตี้ตูในเวลาหกโมงเช้า

 

ฟู่เยี่ยนมองเข้าไปในตู้ที่นั่งธรรมดา ในเวลานี้ทหารหลายคนเริ่มสะลึมสะลือแล้ว ดังนั้นหากเป็นเธอ เธอจะอาศัยช่วงเวลานี้หลบหนี

 

ทันใดนั้น หญิงวัยกลางคนก็ยืนขึ้นอย่างเงียบๆ และเดินออกไปท่ามกลางฝูงชน ทิศทางที่เธอเดินไปบังเอิญเป็นจุดที่ฟู่เยี่ยนยืนอยู่พอดี

 

ท่าทางและการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้หญิงคนนี้แสดงให้เห็นว่าเป็นคนประเภทเดียวกับเธอ

 

ในดวงตาของฟู่เยี่ยนฉายแววของความสนใจ เธอได้พบกับคนในวงการเดียวกันก่อนจะเดินทางมาถึงเมืองตี้ตู ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะคาดหวังชีวิตในเมืองหลวงแห่งนี้

 

ฟู่เยี่ยนแกล้งทำเป็นงีบหลับและนั่งยองๆอยู่กับพื้น เธอเห็นผู้หญิงคนนั้นเดินไปที่ตู้รถไฟที่อยู่ข้างๆอย่างคุ้นเคย ฟู่เยี่ยนยังคงอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน เธอเห็นผู่หญิงคนนั้นมองทะลุผ่านผนังตู้รถไฟไป เพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เธอก็เปลี่ยนเสื้อผ้าและกลายเป็นเด็กผู้หญิงที่ถักผมเปียขนาดใหญ่สองข้าง

 

ฟู่เยี่ยนเลิกคิ้ว ไม่คิดว่าแม้แต่พี่ๆทหารพวกนั้นจะมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้

 

เธอยังคงไม่ขยับ อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา เธอเห็นผู้หญิงคนนั้นถือสัมภาระและเดินตรงไปที่ประตูรถ เหล่าทหารต่างวุ่นวายตามหาใครบางคนไปทุกหนทุกแห่ง แต่คนที่พวกเขาตามหาอยู่ตรงหน้าพวกเขา ทว่าพวกเขามองไม่ออก

 

ฟู่เยี่ยนใช้ประโยชน์จากความวุ่นวายในฝูงชนเดินไปหาทหารกลุ่มนั้นแล้วเตือนอย่างเงียบๆ และเธอก็จากไปในขณะที่ฝูงชนยังวุ่นวายอยู่ที่นั่น

 

และชายสวมแว่นตาซึ่งเป็นผู้ที่ทำของหายเมื่อคืนมีชื่อว่าหลี่โจว เขาสามรถล็อกตัวผู้หญิงคนนั้นได้ทันทีและเห็นว่าเธอกำลังจะลงจากรถ เขาทำได้แค่พยายามเบียดฝูงชนเดินไปหาเธอคนนั้นอย่างรวดเร็ว ในเวลานี้ หญิงวัยกลางคนกำลังเตรียมจะลงรถไฟแล้ว แต่จู่ๆมือของเธอก็ถูกชายที่อยู่ข้างหลังเธอจับไว้

 

ชายคนนั้นหัวเราะ แต่กลับออกแรงที่มือ เขาพูดเชิงข่มขู่ว่า: “น้องสาว ทำไมลงรถแล้วไม่บอกกันเลย พี่ตามหาเธอมาตั้งนานเลยนะ”

 

ใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นซีดลงทันที คราวนี้เธอหนีไม่พ้นแล้ว



ตอนที่ 139 บ้าน

 

ฟู่เยี่ยนกลับมาที่ตู้รถนอน ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวกำลังเตรียมสัมภาระไว้เรียบร้อยแล้ว รอให้เธอกลับมาแล้วลงรถไฟพร้อมกันเท่านั้น

 

“เสี่ยวฮั่ว พี่จางเหว่ยจะมารับพวกเราไหม?” ฟู่เซินถาม

 

“พี่จางเหว่ยบอกว่าจะมารับพวกเราที่ด้านนอกสถานี เขาจะรับพวกเราไปส่งที่บ้าน พ่อแม่และพวกอาหญิงน่าจะมาถึงช่วงกลางดึก พวกเราต้องกลับไปเก็บกวาดทำความสะอาดบ้านก่อน อย่างน้อยวันนี้ต้องอยู่ได้” ฟู่เยี่ยนตอบขณะเดินลงไป

 

“ใช่แล้ว พวกเราไม่ได้เอาของมามากเท่าไหร่ ของส่วนใหญ่อยู่บนรถบรรทุกที่พ่อกับแม่นั่งมา รอให้พี่จางเหว่ยมารับพวกเราแล้ว ค่อยให้เขาพาไปซื้อของ” ฟู่เหมี่ยวตั้งใจว่าจะกลับไปอาบน้ำก่อน

 

“พี่จางเหว่ยบอกว่าภายในบ้านจะเสร็จหมดแล้ว ไม่ต้องจัดอะไรมากมาย แค่ทำความสะอาดเล็กน้อยก็พอ รอให้เราปักหลักที่นั่นได้แล้ว ค่อยให้พี่จางเหว่ยพาพวกพี่ไปดูบ้าน ถึงตอนนั้นหากอยากปล่อยเช่าก็ค่อยให้พี่จางเหว่ยจัดการ”

 

“มันอยู่ไกลจากบ้านของเธอไหม?” ฟู่เหมี่ยวให้ความใส่ใจเรื่องนี้มาก

 

“ก็พอได้ แต่มีอยู่หลายหลังที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านพ่อแม่ของเรา ถึงตอนนั้นเราค่อยไปดู แต่ก็ยังมีอีกหลายหลังที่พวกเราเลือกแล้ว ที่เหลือก็รอแค่ให้พี่จางเหว่ยจัดการให้ ส่วนบ้านของอารองยังมีปัญหาอยู่ เพราะคนที่อาศัยอยู่ในนั้นยังไม่ยอมย้ายออกไป” ฟู่เยี่ยนนึกถึงเรื่องนี้ ดูเหมือนว่าเธอคงต้องใช้ ‘เทคนิคเล็กๆน้อยๆ’ แล้ว

 

“อารองส่งโทรเลขมาบอกว่าจะมาถึงเมืองหลวงในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว เรื่องบ้านคงต้องรอให้อารองมาถึงก่อน แล้วเราค่อยว่ากันอีกที” ฟู่เซินคิดแล้วคงต้องรอให้อารองมาถึงก่อน แล้วค่อยให้เขาไปจัดการเรื่องบ้านด้วยตนเอง

 

ขณะที่พูดคุยกันอยู่นั้น พวกเขาก็มาถึงพี่ชานชาลา สมแล้วที่เมืองตี้ตูเป็นเมืองหลวงของประเทศจีน มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามามากมายและแออัด ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่กลับบ้านหลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ สามพี่น้องค่อยๆเดินออกไปพร้อมกับผู้คนมากมาย

 

และในตอนนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง เธอเงยหน้าขึ้นมองไปยังชานชาลาและเห็นร่างสูงร่างหนึ่งกำลังยืนอยู่ที่ทางเข้าชานชาลา ร่างสูงนั้นคือไป๋โม่เฉิน!

 

ตั้งแต่ไป๋โม่เฉินเขียนจดหมายบอกว่าจะไปทำภารกิจ ทั้งสองก็ไม่เคยติดต่อกันอีกเลย ฟู่เยี่ยนส่งจดหมายไปหลายฉบับแต่ไม่ได้รับการตอบกลับจากเขา เธอเคยคำนวณดวงชะตาให้เขา ซึ่งมันคือดวงชะตาของคนที่เกิดใหม่จากความตาย

 

เธอเดาว่าคงมีบางอย่างเกิดขึ้น ดังนั้นจึงไม่ได้ส่งจดหมายหาเขาอีกเลย แต่หลังจากได้รับใบตอบรับเข้าเรียน เธอก็เขียนจดหมายไปบอกเขาว่าตนเองได้เข้าเรียนภาควิชาโบราณคดีของมหาวิทยาลัยตี้ตู คิดไม่ถึงเลยว่าจะเจอเขาที่นี่

 

“พี่จางเหว่ย พวกเราอยู่ตรงนี้” ฟู่เซินมองเห็นจางเหว่ยพอดี

 

ฟู่เยี่ยนมองไปยังทางที่ฟู่เซินพูด จางเหว่ยยืนอยู่ตรงนั้น แต่ในตอนที่เธอหันกลับมามอง ไป๋โม่เฉินก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว

 

“มาถึงกันเสียทีนะ รีบไปกันเถอะ ฉันขับรถมา รถจอดอยู่ด้านนอก ยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม งั้นเดี๋ยวฉันพาพวกเธอไปกินของอร่อยในตี้ตูก่อน กินเสร็จค่อยกลับบ้าน” จางเหว่ยรับสัมภาระมาจากมือของฟู่เยี่ยนแล้วเดินนำทางให้เขาไปที่รถ

 

…………………….………………..

 

วันนี้ไป๋โม่เฉินมารับเพื่อนร่วมรบของตนเอง หลินหว่างสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยได้เช่นกัน วันนี้เขามารายงานตัวเข้าเรียน หลินหว่างถึงตั้งใจใช้วันหยุดนี้มาหาอดีตหัวหน้าของเขา เพื่อมาเยี่ยมเยียนไป๋โม่เฉิน

 

“หัวหน้า! ตอนนี้อาการของหัวหน้าเป็นอย่างไรบ้าง?” หลินหว่างเจอไป๋โม่เฉินก็จับตัวเขาพลิกซ้ายพลิกขวาดู

 

“ไม่เป็นไรแล้ว ตอนนี้หายดีแล้ว นายไม่ต้องกังวลหรอก ไปกันเถอะ กลับบ้านกัน” ไป๋โม่เฉินรับสัมภาระมาก็พาเดินออกไป

 

“เอ่อ หัวหน้า ผมพักที่เกสเฮ้าส์ก็ได้ ไม่ต้องไปที่บ้านของหัวหน้าหรอก” หลินหว่างไม่รู้ฐานะของครอบครัวไป๋โม่เฉิน เขาจึงมองว่าคงเป็นเพียงครอบครัวธรรมดา และตัวเขาเองก็มาจากเซี่ยงไฮ้ จึงรู้ดีว่าที่พักอาศัยในยุคนี้ไม่กว้างขวาง

 

“ที่บ้านของฉันมีห้องมากมาย เพียงพอให้นายพักแน่นอน อีกอย่างคุณปู่ของฉันก็อยากเจอนายด้วย พอรู้ว่ามีเพื่อนจากในกองทัพมาเที่ยวหา เขาก็ดีใจมากและได้ให้คนไปซื้อวัตถุดิบทำอาหารมาแล้ว ฉะนั้นเรากลับบ้านกันเถอะ”

 

ขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้สึกได้ว่ามีคนกำลังมองพวกเขา ทว่าเมื่อพวกเขามองย้อนกลับไป ก็ไม่พบใครเลยที่พวกเขารู้จัก

 

“หัวหน้า เราไปกันเถอะ ผมหิวจะตายอยู่แล้ว เราไปกินข้าวเช้ากัน”

 

ไป๋โม่เฉินหันกลับมาแล้วพาหลินหว่างเดินออกไปนอกสถานีรถไฟ

 

…………………………………………..

 

หลังจากกินมื้อเช้าอย่างเรียบง่ายแล้ว จางเหว่ยก็พาพวกฟู่เยี่ยนไปที่บ้านหลังใหญ่ห้าทางเข้า

 

“รีบเข้ามาสิ มาดูว่าฉันตกแต่งเป็นอย่างไรบ้าง ฉันไม่ได้ย้ายเฟอร์นิเจอร์เก่าที่เจ้าของเดิมทิ้งไว้ออกไป แต่เอามาทาสีให้ดูเหมือนใหม่ นี่คือทางเข้าแรก ฉันปรับปรุงให้มันเป็นห้องรับแขก ส่วนห้องปีกตะวันออกไปตะวันตกเชื่อมต่อกันเป็นห้องใหญ่ห้องเดียว” จางเหว่ยเดินนำทางพลางแนะนำไปด้วย

 

“ไม่เลว เสี่ยวฮั่ว ดูเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้สิ เหมือนไม้ชิ้นนี้จะแตกต่างไป!” ฟู่เซินลูบโซฟาที่เป็นสีดำมันเงา

 

“มันทำมาจากไม้จันทร์แดงใบเล็ก พี่จางเหว่ย หากพี่เจอเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้อีกให้ซื้อเก็บไว้ให้ฉันด้วย” ฟู่เยี่ยนมองดูโซฟาไม้จันทน์แดงใบเล็กตัวนี้แล้วก็รู้สึกว่าการซื้อบ้านหลังนี้มันคุ้มค่าแล้ว

 

“หืม? เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้มีมูลค่างั้นหรอ?” จางเหว่ยเองก็รู้ว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้ไม่เลวเหมือนกัน

 

“อืม ผ่านไปอีกไม่กี่ปีคงกลายเป็นของหายากแล้ว” ฟู่เยี่ยนพยักหน้า

 

“งั้นฉันจะหาซื้อไว้หลายๆชุด” คำพูดของฟู่เยี่ยนได้เปิดความคิดใหม่ให้แก่จางเหว่ย

 

“ไปกันเถอะ เราไปดูเฟอร์นิเจอร์ส่วนอื่นกันบ้าง”

 

“นี่คือทางเข้าชั้นที่สอง โดยปกติแล้วโซนนี้จะเป็นที่อยู่อาศัยของพ่อแม่ ดังนั้นให้คุณลุงกับคุณป้าพักอยู่ตรงนี้แล้วกัน ตรงนี้ยังมีสวนหย่อมขนาดเล็กอีกด้วย เสี่ยวฮั่ว เธอคิดว่าเฟอร์นิเจอร์ในโซนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?” จางเหว่ยทำหน้าขอคำชม

 

“ไม่เลวเหมือนกัน มันทำมาจากไม้เวงเก้ เหมาะสำหรับนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ไม่มีมูลค่าเท่าไม้จันทน์แดงใบเล็ก”

 

จางเหว่ยผิดหวังเล็กน้อย ถ้าได้อีกสักชุดก็คงดี

 

“งั้นไปกันเถอะไปดูด้านหลังต่อดีกว่า” จางเหว่ยอยากลองเข้าไปสำรวจ เผื่อจะมีอีกสักชุด

 

“ตัวบ้านไม่เลวเลย แต่ทางเข้าชั้นที่สี่ไกลไปหน่อย ส่วนชั้นที่ห้าเป็นสวนดอกไม้ ในอนาคตหากพ่อกับแม่อยากบ่มเหล้าก็มีสถานที่แล้ว พี่รอง พี่กับพี่สามเลือกกันเองเลย หนูจะอยู่ในชั้นสี่ พวกพี่จะอยู่กับพ่อแม่ หรืออยู่กับหนู?”

 

“พวกเราขออยู่กับเธอแล้วกัน ส่วนพี่ใหญ่ก็อยู่กับพ่อกับแม่ไป” ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวอยากอยู่ห่างจากพ่อแม่หน่อย

 

ไม่คิดเลยว่าเมื่อถึงตอนกลางคืน พออาหญิงมาเห็นบ้านก็บอกว่าเธอขออยู่ที่ทางเข้าชั้นสอง เพราะเธอกลัวที่จะพักในชั้นสามกับลูกๆ

 

ดังนั้นฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวจึงอาศัยอยู่ที่ทางเข้าชั้นที่สาม และทางเข้าชั้นที่สี่ทั้งหมดก็สงวนไว้สำหรับฟู่เยี่ยนเช่นกัน

 

ตอนนี้ภายในสวนโล่ง ไม่มีดอกไม้แล้ว เธอจึงตั้งใจว่าจะค่อยๆทยอยปลูกหลังจากย้ายเข้ามาอยู่ ฟู่เหมี่ยวเห็นสวนดอกไม้ก็นึกถึงต้นโสมที่เธอเฝ้ารดน้ำพรวนดินให้มัน เธอรักและดูแลโสมพวกนั้นเป็นอย่างดีเชียวนะ! ดังนั้นในตอนที่ย้ายของ เธอจึงขุดพวกมันมาด้วย เสี่ยวฮั่วบอกว่าโสมพวกนั้นดูเหมือนโสมอายุเป็นสิบปีแล้ว

 

“เสี่ยวฮั่ว พรุ่งนี้ก็ซื้อไก่มาตุ๋นกับโสมสิ” เธอมองดูโสมที่ขุดมาก็รู้สึกเสียดาย

 

“พี่ ในครอบครัวของเรายังไม่มีใครต้องใช้โสมบำรุงร่างกาย พี่เก็บไว้เถอะ หรือไม่ก็ฝากหนูไว้ได้ รอพี่จะใช้เมื่อไรค่อยมาเอาที่หนู” ฟู่เยี่ยนยิ้ม ดูเหมือนพี่สาวของเธอจะเสียใจมาก

 

ในตอนเที่ยง หลังจากที่พวกเธอกลับมาจากซื้อของ ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวก็ทำกับข้าวอย่างสนุกสนาน จางเหว่ยเองก็กินอย่างเต็มที่เช่นกัน

 

“เสี่ยวฉุ่ย เธอทำอาหารอร่อยมาก! ฉันคิดว่าฝีมือของเธอเปิดร้านได้สบายเลยนะ!” จางเหว่ยกินเสร็จก็ยังไม่วายเอ่ยชม

 

“พี่จางเหว่ย งั้นพี่คงยังไม่เคยชิมฝีมือของเสี่ยวฮั่วสินะ ถ้าพี่เคยชิม พี่คงจะบอกว่าฝีมือของฉันงั้นๆอย่างแน่นอน” ฟู่เหมี่ยวหัวเราะ

 

ฟู่เยี่ยนเป็นแฟนคลับร้านริมทางมาโดยตลอด ดังนั้นทุกครั้งที่เธอทำอาหาร เธอมักจะสร้างความประทับใจให้กับทุกคนได้ไม่รู้ลืม ยกตัวอย่างเช่น ปลาผัดหม่าล่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะทำอาหารอร่อยขนาดนั้น

 

“ฝีมือทำอาหารหนูงั้นๆมากเลยนะ ทำอาหารบ้านๆธรรมดาไม่เป็นหรอก” ฟู่เยี่ยนพูดความจริง แต่จางเหว่ยกลับเกิดความสนใจ จากนี้ไป ทุกครั้งที่มีโอกาสก็อยากกินอาหารฝีมือฟู่เยี่ยนบ้าง

 

และในที่สุดเมื่อเขาได้มีโอกาสกินมันเข้าไป เขารู้สึกว่ามันธรรมดาจริงๆ



ตอนที่ 140 มีแขกมา

 

เมื่อฟู่ต้าหย่งมาถึงก็ดึกแล้ว จางเหว่ยยังไม่กลับบ้านและรอช่วยขนของออกจากรถ เนื่องจากคนขับมีงานอื่นต่อ พวกเขาจึงต้องรีบช่วยกันขนของลง

 

ฟู่เหยาหลับไปแล้ว เด็กน้อยเมารถและอาเจียนออกมาหนึ่งรอบ ใบหน้าเล็กๆดูซูบซีด ฟู่เหมี่ยวจึงรีบอุ้มน้องชายมานอนบนเตียง

 

“เฮ้อหยา ถ้ารู้แบบนี้แต่แรก แม่นั่งรถไฟมากับพวกลูกดีกว่า นั่งรถแบบนี้มันทรมานเกินไป เดี๋ยวรถก็โคลงไปเคลงมา เสี่ยวถู่อาเจียนออกมาด้วย ขนาดแม่ยังไม่กล้าขยับตัวเลย” หวังซู่เหมยนั่งอยู่บนโซฟา ตอนนี้เธอยังรู้สึกเวียนหัวอยู่เลย

 

“แม่ ต่อไปนี้แม่ฝึกนั่งรถบ่อยๆ เดี๋ยวก็ชินเอง แม่ดูอาหญิงสิ อาหญิงไม่เป็นอะไรเลย” ฟู่เยี่ยนรินน้ำให้หวังซู่เหมย เพื่อให้เธอดื่มให้ชื่นใจ

 

“อาน่ะเหรอ อาเองก็เมารถเหมือนกัน แต่ผ่านไปสักพักก็ดีขึ้น ส่วนเด็กสองคนนี้ก็ร่าเริงเหลือเกิน ดูสิ ยังมีแรงเล่นอยู่ตรงนั้นด้วย” ฟู่ต้านีช่วยขนของแล้วชี้ไปยังฟู่เวยและฟู่หรง

 

“พี่คะ นั่งรถสนุกมากเลย ได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่พวกหนูไม่เคยเห็นด้วย คราวหน้าหนูอยากนั่งรถอีก!” ฟู่เวยพูดอย่างมีความสุข

 

“ใช่แล้ว นั่งรถสนุกมาก นี่เป็นครั้งแรกที่หนูได้นั่งรถ!” ฟู่หรงแย่งพูดเช่นกัน

 

“งั้นครั้งหน้าค่อยนั่งใหม่นะ ยังมีโอกาสอีกเยอะ” ฟู่เยี่ยนมองน้องสาวทั้งสองด้วยความเอ็นดู ตั้งแต่ที่ฟู่เวยและฟู่หรงย้ายมาอยู่กับครอบครัวของเธอ เด็กทั้งสองก็เป็นเด็กที่น่ารักสดใสขึ้นมาก นอกจากนี้ยังตัวสูงขึ้นไม่น้อย

 

หลังจากจัดบ้านเสร็จแล้วจะต้องหาที่เรียนให้กับพวกเธอทั้งสองคน ตอนนี้ฟู่เวยอยู่ชั้นป.5แล้ว ส่วนฟู่หรงก็อยู่ชั้น ป.4แล้วเช่นกัน 

 

“พวกลูกเลิกพูดโม้ได้แล้ว รีบมาช่วยกันเก็บของเถอะ ยังมีรถอีกคันที่ยังเก็บของลงไม่หมดนะ!” ฟู่ต้าหย่งหอบสัมภาระชิ้นใหญ่เข้ามาในบ้าน

 

“พ่อ เดี๋ยวพวกหนูไปเอง พ่อนั่งพักก่อน” ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวพูดแล้วก็รีบออกไปช่วยขนของ

 

กว่าทุกคนจะเก็บของเสร็จก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงไปเลือกห้องนอนที่มีเตียงเพื่อนอนหลับพักผ่อน แน่นอนว่าในวันนี้ทุกคนนอนอยู่ในห้องของทางเข้าชั้นแรก 

 

…………………………………………….

 

ไป๋โม่เฉินพาหลินหว่างกลับไปยังบ้านพักในค่ายทหาร ในตอนที่หลินหว่างเห็นรถที่ไป๋โม่เฉินขับมาก็ตกใจมาก ตอนนี้ไม่คิดเลยว่าหัวหน้าจะพาเขามาพักที่บ้านพักในค่ายทหารอีกด้วย

 

เมื่อเข้าบ้านมาพบกับไป๋ซ่ง หลินหว่างก็ยิ่งตกตะลึงเข้าไปใหญ่ นี่มันท่านผู้นำที่สามารถเห็นได้ทุกที่ในค่ายทหาร… เพราะรูปของไป๋ซ่งถูกแขวนไว้ร่วมกับรูปนายพลคนอื่นในค่ายทหารต่างๆ

 

“หัวหน้า หัวหน้านี่ใช้ได้เลยนะ! สามารถปิดบังเรื่องใหญ่กับพวกเราทุกคนได้ เชื่อไหมว่าครั้งนี้ผมมาเพื่อถามว่าหัวหน้าวางแผนจะทำอย่างไรต่อ ถ้าหัวหน้ายังไม่มีแผนอะไร พวกเราถึงขั้นคุยกันว่าจะระดมเงินเก็บส่วนตัวมาให้หัวหน้าทำธุรกิจ คิดไม่ถึงเลยว่าหัวหน้าจะอยู่ในบ้านหลังใหญ่โตขนาดนี้!” หลินหว่างพูดขณะที่เดินเล่นรอบเมืองตี้ตูกับไป๋โม่เฉินหลังมื้ออาหาร

 

“ฉันไม่ได้บอกไปเหรอว่าเดือนหน้าฉันจะไปเข้าเรียนภาควิชาจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยตี้ตู?” ไป๋โม่เฉินหัวเราะ เขาจริงจังกับคำพูดของเขามาโดยตลอด เมื่อรู้ว่าตนเองสอบเข้าเรียนภาควิชาที่อยากเรียนได้แล้ว คุณปู่คุณย่าก็ดีใจมากจนแทบอยากจะป่าวประกาศให้ทั้งโลกได้รู้

 

ที่ผ่านมาเขาเป็นคนที่สงบและดูสุขุมมาโดยตลอด มีเพียงแค่ต่อหน้าอดีตเพื่อนร่วมรบของเขาเท่านั้นที่เขาจะแสดงความเป็นวัยรุ่นออกมาและพูดอวดความภาคภูมิใจเล็กๆน้อยๆของเขา

 

“ผมว่านะหัวหน้า หัวหน้าเป็นคนที่ใจเย็นมาก! ขนาดมีเรื่องที่น่ายินดีแบบนี้ก็ยังไม่พูดอวดออกมา! ยอดเยี่ยมไปเลย ไม่คิดเลยว่าหัวหน้าจะเก่งทุกอย่าง!” หลินหว่างดีใจมาก ไม่มีใครรู้ว่าเขาเสียใจขนาดไหนหลังจากที่หัวหน้าถูกบังคับให้เกษียณจากกองทัพทั้งที่ยังหนุ่มยังแน่น

 

“อืม นายเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยก็ตั้งใจเรียนเข้าล่ะ ฉันรอวันได้เห็นนายเลื่อนตำแหน่งอยู่นะ” ไป๋โม่เฉินพูดคุยกับหลินหว่างด้วยรอยยิ้ม

 

“ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องเขียนจดหมายไปบอกข่าวดีกับเจ้าพวกนั้นบ้างแล้ว อ้อ มีจดหมายมาถึงหัวหน้าด้วย ดูเหมือนจะมาจากเพื่อนคนนั้นของหัวหน้า ผมเอามาให้หัวหน้าด้วย กลับไปเดี๋ยวผมเอาให้”

 

“จดหมายของฉันหรอ?” ไป๋โม่เฉินนึกถึงจดหมายพวกนั้นที่ถูกส่งกลับมา

 

“ไป งั้นรีบกลับบ้านกัน”

 

“อ่า ไม่กินเป็ดย่างแล้วหรอ? ใกล้ถึงคิวของพวกเราแล้วนะ” หลินหว่างรีบเดินตามเขาให้ทัน

 

“พรุ่งนี้ค่อยมากิน” ไป๋โม่เฉินพูดโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเขา

 

เมื่อกลับมาถึงบ้าน หลินหว่างก็เอาจดหมายพวกนั้นออกมาให้เขา หลังจากอ่านแล้ว เขาก็เห็นว่าวันที่ทั้งหมดเป็นจดหมายที่เขียนส่งมาหลังจากเขาได้รับบาดเจ็บ ซึ่งมีทั้งหมดสามฉบับ ทุกฉบับล้วนถามว่าเขาปลอดภัยดีไหม แต่มีฉบับสุดท้ายที่ถูกส่งมาเมื่อเร็วๆนี้

 

เนื้อความในจดหมายบอกว่าฟู่เยี่ยนได้เข้าเรียนภาควิชาโบราณคดีที่มหาวิทยาลัยตี้ตู

 

ไป๋โม่เฉินวางจดหมายลง มีรอยยิ้มแห่งความสุขผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา ไม่รู้ว่าสาวน้อยที่ชอบทำตัวเป็นผู้ใหญ่คนนั้นเติบโตมาเป็นอย่างไรบ้างแล้ว? เธอจะสูงขึ้นหรือเปล่านะ? หรือเธอจะดูเย็นชาขึ้น?

 

เธอจะตำหนิเขาหรือเปล่าที่ไม่ได้เขียนจดหมายตอบกลับเธอเลย เมื่อคิดได้ดังนี้ ไป๋โม่เฉินก็ถอนหายใจออกมา ว่ากันว่าคนเรามักคิดถึงคนไกลที่ห่างหายจากกันไปนาน ซึ่งมันคือความรู้สึกเดียวกับเขาในตอนนี้เลย

 

ตลอดหลายวันมานี้ ครอบครัวฟู่ได้แต่จัดของอยู่ในบ้าน พวกเขาออกไปซื้อของบ้างเป็นครั้งคราว และในที่สุดหลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ พวกเขาก็เก็บของเสร็จและย้ายไปอยู่ในห้องของตนเองแล้ว

 

………………………………………………….

 

ซึ่งในตอนนี้เอง ฟู่ต้าจวงก็ได้มาถึงเมืองหลวงแล้วเช่นกัน เขาพาฟู่เจี๋ยฟ่างมาด้วย เพราะภรรยาของเขาต้องดูแลลูกน้อยทั้งสอง ดังนั้นเขาตั้งใจว่าจะมาทำความสะอาดบ้านก่อนแล้วค่อยไปรับพวกเธอมาอยู่ด้วยกัน

 

ฟู่ต้าจวงเดินตามแผนที่ในจดหมายมา จนกระทั่งหาบ้านหลังใหญ่ห้าทางเข้าเจอ แต่ดูจากภายนอก มันจะใช่หลังนี้หรือเปล่า?

 

“พ่อ หลังนี้ใช่บ้านของลุงใหญ่หรือเปล่า? พวกเราไม่ได้เดินมาผิดหลังใช่ไหม?”

 

“ที่อยู่คือที่นี่ พ่อจะลองเคาะประตูดู”

 

ยังไม่ทันที่ฟู่ต้าจวงจะเคาะประตู ประตูบ้านก็ชิงเปิดออกก่อนแล้ว พร้อมกับฟู่เซินที่โผล่หัวออกมา

 

“อารอง เป็นอารองจริงด้วย เสี่ยวฮั่วบอกว่ามีแขกมา ให้ผมออกมาดู ตอนแรกผมยังไม่เชื่ออยู่เลย ที่แท้ก็เป็นอานี่เอง” ฟู่เซินพูดด้วยความประหลาดใจปนดีใจ

 

“อายังเป็นแขกด้วยหรือ? เจ้าเด็กคนนี้มันชักจะซุกซนขึ้นทุกวัน?” ฟู่ต้าจวงแกล้งตั้งท่าจะตีหลานชาย

 

“แต่จะว่าไปเสี่ยวฮั่วให้ผมไปดูที่ปากซอยนี่? เสี่ยวฉุ่ย เสี่ยวฮั่ว อารองฟาเจี๋ยฟ่างมา รีบออกมาเร็วเข้า” ฟู่เซินตะโกนเข้าไปด้านใน รอจนกระทั่งฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวออกมาแล้ว เขาถึงได้เดินออกไปด้านนอก

 

เมื่อมาถึงปากซอย ฟู่เซินก็เห็นใครคนหนึ่งที่ดูคุ้นเคยกำลังเดินมาทางนี้พอดี เมื่อเขาเพ่งมองดีๆแล้ว นั่นมันเพื่อนร่วมชั้นของฟู่เยี่ยน เจ้าเด็กเฉียนซวนคนนั้นไม่ใช่หรือ!

 

“เฉียนซวนเหรอ?” ฟู่เซินถามอย่างไม่แน่ใจ

 

“พี่รอง! ผมเอง” มู่อี้อันได้ยินชื่อเก่านี้ก็รู้สึกชะงักไปเล็กน้อย นับตั้งแต่ที่เขากลับมายังเมืองตี้ตู เขาก็กลับมาอยู่ที่ตระกูลมู่ และไม่มีใครเรียกชื่อนี้ของเขาอีกเลย ขนาดคุณตาก็ยังเรียกเพียงชื่อเล่นของเขาเท่านั้น

 

“เป็นนายจริงด้วย! ฟู่เยี่ยนบอกว่าจะมีแขกมาหา ให้ฉันออกมารับที่ปากซอย คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นนาย! ไปๆ กลับบ้านกันก่อน เสี่ยวฮั่วรอนายอยู่ที่บ้านน่ะ!”

 

ฟู่เซินพูดจบก็ลากมู่อี้อันไปที่บ้าน

 

เมื่อมู่อี้อันตื่นเช้ามาก็พบนกกระเรียนกระดาษตัวเล็กๆอยู่ที่ขอบหน้าต่าง ซึ่งเป็นแบบที่ฟู่เยี่ยนเคยมอบให้เขามาก่อน

 

คิดไม่ถึงเลยว่าในตอนที่เขาจะเอื้อมมือไปหยิบมันนั้น นกกระเรียนกระดาษก็บินพาเขามาที่นี่ เขาไม่คิดเลยว่าฟู่เยี่ยนจะมาที่เมืองตี้ตูแล้ว

 

ตอนนี้เขารู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย เขากลัวว่าฟู่เยี่ยนจะตำหนิเขา เพราะตอนนั้นเขาทิ้งจดหมายไว้แค่ฉบับเดียวแล้วก็จากมาทันที แต่เธอไม่ได้รับจดหมายที่เขาเขียนถึงเธอหลังจากนั้นเลยหรือ? ทำไมเธอถึงไม่เขียนจดหมายตอบกลับเข้ามา

 

ขณะที่มู่อี้อันกำลังคิดอยู่นั้น เขาก็เดินตามฟู่เซินมาถึงตัวบ้านที่อยู่ชั้นที่สี่

 

“เสี่ยวฮั่วรอนายอยู่ในห้องน่ะ เห็นเธอหาบางสิ่งตั้งแต่เช้าแล้ว แต่พวกฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอหาอะไร นายเข้าไปสิ” ฟู่เซินไม่แม้แต่จะกีดกันเขา นั่นเป็นเพราะเขารู้ว่าหากเสี่ยวฮั่วกำลังมีความรัก น้องสาวของเขาจะปกปิดเอาไว้เป็นอย่างดี และเขาจะไม่มีวันรู้มันได้เป็นอันขาดหากเธอไม่คิดจะบอกมันออกมาด้วยตัวเอง แล้วต่อให้เขาจะกีดกัน เขาก็ไม่สามารถกีดกันได้

 

แต่นี่เธอขอให้เขาไปรับเฉียนซวนอย่างเปิดเผยแบบนี้ นั่นเป็นเพราะเธอมองเด็กคนนี้เป็นแค่เพื่อนเท่านั้น ฟู่เซินจึงได้เดินกลับไปหาอารองเพราะเขายังไม่ได้ต้อนรับขับสู้อารองเลย



จบตอน

Comments