magic ep141-145

 ตอนที่ 141 พบเพื่อนเก่า

 

มู่อี้อันมองผ่านประตูตรงหน้าของเขาเข้าไปข้างใน พลางรู้สึกถึงความเหนือชั้นอันน่าขนลุกอยู่ภายในใจได้อย่างชัดเจน จะเกิดอะไรขึ้นกันหากฟู่เยี่ยนทุบตีเขา?

 

“ทำไมถึงยังไม่รีบเข้ามาอีกล่ะ?” ทันใดนั้นเอง เสียงของฟู่เยี่ยนก็ได้ดังออกมาจากข้างใน

 

เมื่อได้ยินเสียงของเธอ มู่อี้อันก็ได้กัดฟันแน่นพร้อมกับผลักประตูให้เปิดออก ก่อนจะเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าทันทีที่เขาเข้ามา เขาก็รู้สึกราวกับว่ามีบางอย่างมาคลอเคลียอยู่ที่ขาของเขา

 

มู่อี้อันจึงได้ก้มลงไปมองทันที ก่อนจะพบว่ามันคือลูกแมวสีส้มที่ดูน่ารักและขี้อ้อน ซึ่งตอนนี้มันกำลังถูตัวไปมากับขาของเขาอยู่

 

เหมียว เหมียว~

 

“นี่คือลูกของวั่งไฉอย่างนั้นเหรอ?” มู่อี้อันก้มตัวลงไปก่อนจะอุ้มมันขึ้นมา

 

“ไม่ใช่ มันคือหลานชายของวั่งไฉต่างหากล่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน ตอนนี้วั่งไฉมีครอบครัวที่ใหญ่มากๆ เธอจึงได้นำลูกแมวตัวนี้ก็มาที่นี่ด้วย ซึ่งมันมีศักดิ์เป็นหลานชายของวั่งไฉนั่นเอง

 

“แล้วก็……”

 

“ตอนนี้มันคือแมวของนายแล้วล่ะ นายไม่ได้บอกว่าอยากเลี้ยงมันหรอกเหรอ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปที่เขา ก่อนหน้านี้เขาได้หนีกลับมาที่เมืองหลวงโดยไม่ได้พูดอะไรกับเธอแม้แต่คำเดียว ทิ้งไว้แค่เพียงจดหมายอำลาฉบับหนึ่งเท่านั้น

 

ซึ่งตอนนี้จางเหว่ยได้รู้แล้วว่าครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ที่ไหน ดังนั้นจางเหว่ยจึงได้โยนนกกระเรียนกระดาษไปที่ประตูบ้านของเขา ซึ่งนกกระเรียนกระดาษนั้นจดจำออร่าบนร่างกายของเขาได้เป็นอย่างดี และหามู่อี้อันพบอย่างรวดเร็ว

 

“...ก็ได้!” มู่อี้อันจำได้ว่าก่อนที่เขาจะกลับมาเมืองหลวง เขาเคยบอกกับตระกูลฟู่เอาไว้ว่าเขาอยากเลี้ยงแมว

 

“อีกอย่าง กระเป๋าที่อยู่บนโต๊ะนั่นคือของๆนาย เก็บมันแล้วรีบออกไปได้แล้ว ในเมื่อนายไม่อยากติดต่อกับพวกเรา ฉะนั้นนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ฉันจะถือว่าเราไม่รู้จักกัน” ฟู่เยี่ยนมองไปที่เขา ยิ่งมองเธอก็ยิ่งโกรธ

 

“ฟู่เยี่ยน ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นสักหน่อย ฉันไม่ได้ไม่อยากติดต่อกับเธอ แต่ตอนนั้นสถานการณ์ภายในครอบครัวของฉันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ฉันก็เลยไม่อยากให้เธอถูกคุกคามไปด้วยอีกคน ฉัน…” มู่อี้อันรีบอธิบายเหตุผลให้ฟู่เยี่ยนฟังทันที ก่อนที่เขาจะชะงักไปครู่หนึ่ง และทันใดนั้นเอง เขาก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ กระเป๋า? ของเขาอย่างนั้นหรือ?

 

“นี่เธอ! เธอทำกระเป๋าเฉียนคุนได้ด้วยอย่างนั้นเหรอ!” มู่อี้อันรีบวิ่งไปที่โต๊ะทันที ก่อนจะมองไปที่กระเป๋าใบนั้นด้วยความประหลาดใจ และไม่สามารถละสายตาไปจากมันได้เลย ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีนี้ เขานั้นเพิ่งจะศึกษายันต์ที่หลากหลายของฟู่เยี่ยนได้เพียงแค่สองแบบเท่านั้น ซึ่งแค่นี้เขาก็รู้สึกว่าตัวเองพัฒนาขึ้นมากแล้ว ใครจะไปคิดว่าเบื้องหลังของภูเขาลูกใหญ่ จะมีภูเขาลูกที่ใหญ่และสูงกว่าอยู่

 

“หลังจากที่อ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จ ฉันมีเวลาว่างเยอะก็เลยลองศึกษามันดู แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะประสบความสำเร็จหรอกนะ ในเมื่อนายเป็นคนสอนฉัน เมื่อฉันทำมันสำเร็จแล้วก็ควรจะมอบมันให้กับนายก่อน” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่สบายๆ

 

เธอใช้เวลาหนึ่งเดือนในการศึกษากระเป๋าเฉียนคุนใบนี้ และวัสดุทั้งหมดก็มาจากดินแดนต่างมิติของเธอนั่นเอง ซึ่งเธอได้ลองบรรจุอาหารลงไปในกระเป๋าเฉียนคุนแล้ว และพบว่ามันสามารถบรรจุของได้มากกว่าที่เฉียนซวนสอนเสียอีก เรียกได้ว่ามันอาจจะมีพื้นที่ถึงหนึ่งร้อยตารางเมตรเลยก็ว่าได้

 

“มันช่างน่าทึ่งมากจริงๆ ฉันใช้เวลานานมากในการศึกษามัน แถมยังไม่สามารถรวบรวมวัตถุดิบได้ครบด้วย เธอใช้วัสดุอะไรทำมันอย่างนั้นเหรอ?” ตอนนี้มู่อี้อันได้ลืมไปแล้วว่าเขากำลังจะถูกตัดขาดจากฟู่เยี่ยน

 

“ตอนนี้เราไม่ได้รู้จักกันแล้วไม่ใช่เหรอ ฉันคิดว่ามันคงไม่เหมาะที่นายจะถามแบบนี้นะ?” ฟู่เยี่ยนพูดพลางชำเลืองมองเขาผ่านหางตา

 

“เฮ้ ฟังฉันอธิบายก่อนสิ ที่ฉันทำแบบนี้ก็เพราะไม่มีทางเลือกอื่นแล้วต่างหากล่ะ!” ในตอนนี้ สีหน้าของมู่อี้อันได้กลับมาดูวิตกกังวลอีกครั้งหนึ่งแล้ว ก่อนจะเริ่มพูดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขาให้เธอฟังในทันที

 

ปรากฎว่าเมื่อเขากลับมาถึงบ้าน เขาก็ได้พบว่าพ่อของเขาที่เดิมทีไม่ค่อยมีความสามารถอยู่แล้วได้ใช้พละกำลังทั้งหมดเพื่อต่อต้านเหล่าคนที่จะมายึดอำนาจจนไม่สนใจตัวเอง ซึ่งพ่อของเขาได้ทุ่มเททุกอย่างที่มีเข้าต่อสู้เพื่อครอบครัว

 

ส่วนปู่ของเขาเองก็มีสุขภาพที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ดังนั้นเรื่องทั้งหมดภายในครอบครัวจึงตกมาอยู่ที่เขาเพียงคนเดียว ซึ่งความเจ็บปวดทั้งหมดที่เขาได้ประสบพบเจอตลอดปีที่ผ่านมานี้ยังไม่สามารถอธิบายให้คนภายนอกเข้าใจได้อีกด้วย

 

แต่ตอนนี้เขาได้บอกทุกอย่างกับฟู่เยี่ยนไปแล้ว ทั้งยังร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวดใจอีกด้วย แต่ฟู่เยี่ยนก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น และคิดว่าเธอคงจะบ้าไปแล้วที่มีเพื่อนแบบนี้!

 

“ฉันรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่เจ็บปวด แต่ไม่มีความสำเร็จใดที่จะไม่ผ่านการล้มเหลวมาก่อนหรอกนะ” ฟู่เยี่ยนพูดเตือนสติมู่อี้อัน ซึ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็ตกตะลึงไปทันที

 

ใช่แล้ว หากไม่เคยล้ม จะมีก้าวที่มั่นคงได้อย่างไร?

 

เมื่อคิดได้เช่นนั้น มู่อี้อันก็มีท่าทีที่ดูสงบลงเล็กน้อย เขาหยิบกระเป๋าเฉียนคุนขึ้นมาและมองดูมันอย่างละเอียดอีกครั้ง จากนั้นก็ได้ลองเปิดมันออกดู ก่อนจะพบว่ามันมีกล่องอยู่ข้างใน ทั้งยังมีถุงใบหนึ่งที่ด้านในมีแบบฟอร์มทะเบียนบ้านอยู่ด้วย

 

“สิ่งนี้คือ?” มู่อี้อันมองไปที่สิ่งนั้นด้วยความตกตะลึง

 

“โอ้ ฉันยังไม่ได้บอกนายสินะ ฉันได้ใช้ทองคำซื้อบ้านทั้งหมดสิบหลังให้กับนาย เอกสารทั้งหมดอยู่ในนี้แล้ว หากนายไม่มีอะไรทำก็ดูมันหน่อยก็แล้วกัน”

 

มู่อี้อันแอบคิดอยู่ภายในใจ: ...นี่เธอเป็นพี่สาวของเขาหรืออย่างไรกัน!

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปอยู่ที่นั่นก่อนก็แล้วกัน หากคนพวกนั้นรู้เข้า พวกเขาจะต้องคิดว่าฉันแอบซ่อนทรัพย์สินของครอบครัวเอาไว้อย่างแน่นอน” มู่อี้อันพูดพร้อมกับแสยะยิ้มอย่างเย้ยหยันออกมา ด้วยคำพูดของฟู่เยี่ยน จึงทำให้เขาเกิดความคิดมากมายขึ้นมาได้ และเขาก็กำลังคิดทบทวนเกี่ยวกับมันอีกครั้ง

 

“นายโตขึ้นมากแล้วสินะ ตอนนี้นายไม่หน้าแดงเหมือนกับเมื่อก่อนแล้วเหรอ?”

 

“นั่นมันก็แค่การปลอมตัวเท่านั้นเอง! ตัวตนที่แท้จริงของฉันไม่ได้เป็นแบบนั้นสักหน่อย” มู่อี้อันตอบกลับเธอด้วยรอยยิ้ม นับตั้งแต่ที่เขาได้สัมผัสกับค่ายกลปีศาจ บุคลิกของเขาก็ได้เปลี่ยนไปอย่างมาก ราวกับว่าเขาได้ละทิ้งบางสิ่งบางอย่างไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น

 

“ว่าแต่ เธอเลือกเรียนเอกวิชาอะไรเหรอ?”

 

“เอกวิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยตี้ตู”

 

“ฉันจำได้ว่าหัวหน้าแผนกวิชาโบราณคดีเป็นเพื่อนกับปู่ของฉันนะ เอาไว้ฉันจะไปถามเขาดูว่าฉันสามารถเข้าเรียนด้วยได้หรือเปล่า?” มู่อี้อันวางแผนอย่างรวดเร็ว

 

“นายจะไม่ไปสอบเหรอ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกงุนงง

 

“ลืมเรื่องนั้นไปเลย ฉันไม่มีทางสอบผ่านแน่นอน อีกอย่างเป็นแบบนี้มันก็ดีเหมือนกัน เพราะในอนาคตฉันเองก็ไม่ต้องการให้ครอบครัวของฉันยัดเยียดงานต่างๆให้ด้วย” มู่อี้อันพูดพลางส่ายหัว

 

“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่นายเถอะ สายแล้ว นายกลับบ้านได้แล้วล่ะ ฉันเองก็จะไปทานมื้อเที่ยงด้วยเหมือนกัน” ฟู่เยี่ยนเริ่มไล่เขาให้กลับไปทันที

 

“ไม่ได้ ไม่ได้ ฉันยังไม่เคยมาที่บ้านหลังใหม่ของเธอเลยนะ ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าจะได้สำรวจที่นี่และได้ทานมื้อเย็นกับทุกคนก่อน อีกอย่างฉันไม่ได้เจอคุณลุงกับคุณป้านานมากแล้วด้วย เลยอยากจะไปทักทายพวกท่านสักหน่อย แต่ว่าเธอเก็บกระเป๋าเฉียนคุนของฉันเอาไว้เถอะ ถ้าเธอเจอบ้านหลังใหญ่แบบนี้ก็ช่วยจัดการซื้อให้ฉันสักหลังสิ” ทันทีที่พูดจบ มู่อี้อันก็ได้เดินออกไปโดยไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของฟู่เยี่ยนเลยแม้แต่น้อย

 

ฟู่เยี่ยน: …ทำไมเขาถึงได้ปฏิบัติต่อเธอเหมือนกับเธอเป็นแรงงานของเขาเลยล่ะ!

 

แต่หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็คลี่ยิ้มออกมา เพราะนอกจากโจวชิวลู่แล้ว เขาก็เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่เธอพอจะคุยด้วยได้ในตอนนี้ เมื่อนึกถึงโจวชิวลู่ ตอนนี้โจวชิวลู่เองก็ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีนี้เช่นกัน แต่ทว่ามันก็เป็นเพียงแค่มหาวิทยาลัยธรรมดาในเซี่ยงไฮ้เท่านั้น ซึ่งโจวชิวลู่รู้สึกเสียใจอยู่เป็นเวลานานเลยทีเดียว เธอเสียใจที่ไม่อ่านหนังสือให้หนักกว่านี้

 

แต่ครอบครัวของเธอก็ไม่ได้ดุด่าเธอแต่อย่างใด เพราะท้ายที่สุดแล้วมหาวิทยาลัยของเธอก็ยังคงตั้งอยู่ในเมืองใหญ่อยู่ดี

 

ฟู่เยี่ยนค่อยๆเดินออกไปที่ประตูหน้าบ้าน ซึ่งตอนนี้มู่อี้อันและคนอื่นกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานและหัวเราะอย่างมีความสุข

 

ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเดินออกมา ก็ได้พบว่าทุกคนกำลังมุ่งความสนใจไปที่ฟู่เจี๋ยฟ่าง

 

“พี่เสี่ยวฮั่ว พี่กำลังทำอะไรอยู่ในบ้านเหรอครับ? ผมมาถึงตั้งนานแล้ว แต่กลับไม่เห็นพี่เลย” นับตั้งแต่ที่เธอมีน้องชายคนนี้ มีเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่ฟู่เจี๋ยฟ่างแสดงท่าทีดูกระตือรือร้นมากขนาดนี้ออกมา ทว่าเขากลับไม่ได้รู้สึกเลยว่าตัวเองกำลังทำแบบนั้น

 

“เฮ้ ฉันก็นึกว่าใคร มาให้ฉันดูใกล้ๆหน่อยสิ!” ฟู่เยี่ยนดึงลูกพี่ลูกน้องของเธอเข้ามา พลางมองไปที่เขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ตอนนี้น้องชายของเธอโตขึ้นมากแล้วจริงๆ

 

“หยุดทำตัวเป็นเด็กได้แล้ว หลังจากที่มีน้องสาวฝาแฝด ตอนที่ออกมาข้างนอก เขามักจะแกล้งทำเป็นพี่ชายที่แสนดีอยู่เสมอเลย แต่พอมาอยู่ที่นี่ เขาก็ชอบทำตัวเป็นน้องชายตัวน้อยอีกครั้ง” ฟู่ต้าจวงพูดแทรกขึ้นมาพลางมองไปที่ลูกชายด้วยแววตาที่ขบขัน

 

“ใช่แล้ว ใช่แล้ว นอกจากฟู่หรง นายก็คือคนที่มีอายุน้อยที่สุดที่ยังต้องได้รับการดูแลแล้ว” ฟู่เยี่ยนจับมือลูกพี่ลูกน้องของเธอเอาไว้ ก่อนจะยื่นแอปเปิ้ลให้กับเขา ซึ่งเธอเพิ่งจะซื้อมันมาจากสหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคเมื่อวานนี้นั่นเอง

 

ต้องบอกเลยว่าชีวิตในเมืองหลวงนั้นเป็นอะไรที่ค่อนข้างสะดวกสบายมากๆ ขอแค่มีเงินหรือตั๋วซื้อสินค้าก็สามารถกินอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ ที่สำคัญ ในปัจจุบันนี้ได้มีคนจากแถบชานเมืองแอบเข้ามาขายผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมากอีกด้วย

 

โดยเมื่อวานนี้ก็ได้มีหญิงชราคนหนึ่งมาขายไข่ไก่ในตรอกเช่นกัน ซึ่งหวังซู่เหมยได้ซื้อไข่ไก่ทั้งหมดนั้นเอาไว้

 

เธอยังได้พูดถึงการเลี้ยงไก่ที่บ้านเพื่อจะได้มีไข่ไก่เอาไว้ทานอีกด้วย ดังนั้นในสวนจึงได้ถูกเตรียมการเพื่อสิ่งนี้เอาไว้แล้ว

 

ด้วยเหตุนี้ แผนการจัดสวนดอกไม้ของฟู่เยี่ยนจึงต้องล้มเหลวไปในที่สุด

 

ฟู่เจี๋ยฟ่างรู้สึกสบายใจเป็นอย่างมากเมื่อได้มาที่นี่ และเขาแทบจะไม่คิดถึงบ้านของตัวเองเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นในช่วงหัวค่ำ เมื่อฟู่ต้าจวงกำลังจะกลับเข้าไปในค่ายทหาร ฟู่เจี๋ยฟ่างจึงได้ปฏิเสธที่จะกลับไปกับเขาในทันที

 

“อารอง อย่ากังวลไปเลยครับ คืนนี้ให้เจี๋ยฟางนอนที่นี่กับผมก็แล้วกันครับ” ฟู่เซินอาสาให้น้องชายนอนกับเขาในคืนนี้ด้วยความเต็มใจ

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าจวงจึงได้กลับบ้านพักทหารไปด้วยความสบายใจ



ตอนที่ 142 เรื่องเล็กน้อย

 

ฟู่เจี๋ยฟ่างอยู่ที่นี่หลายวันกว่าฟู่ต้าจวงจะมารับ ในช่วงนี้เป็นวันหยุดของฟู่ต้าจวง เขาก็ยังคงยุ่งอยู่กับเรื่องบ้านของเขา ตอนนี้มีคนหลายคนอาศัยอยู่ในบ้านของเขา ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่จัดการได้ยากมาก

 

หากต้องการที่จะเอาบ้านคืน ก็ต้องให้พวกเขาทั้งหมดย้ายออกไปเสียก่อน จางเหว่ยรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของบ้านหลังนี้ดี บ้านหลังนี้ถูกใช้อย่างสาธารณะมาโดยตลอด และคนงานเหล่านั้นก็เป็นพนักงานของโรงงานฝ้ายนั่นเอง แม้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะมีบ้านของตัวเองอยู่แล้วก็ตาม แต่พวกเขาและครอบครัวก็ไม่ยอมย้ายออกจากที่นี่

 

หากไม่ใช่เพราะฟู่ต้าจวงสวมชุดทหาร และคำพูดที่คมคายของจางเหว่ย พวกเขาเหล่านั้นคงจะไม่เห็นด้วยที่จะย้ายออกไปอย่างแน่นอน โดยผู้อยู่อาศัยทั้งหมดได้ขอเวลาสามวันในการย้ายของออกจากที่นี่

 

หลังจากที่ฟู่ต้าจวงจัดการเรื่องทั้งหมดเสร็จ เขาจึงมารับฟู่เจี๋ยฟ่าง เมื่อมาถึงนั้น เขาก็พบว่าฟู่เจี๋ยฟ่างกำลังเล่นน้ำในบ่อน้ำที่อยู่ในสวนกับเหล่าพี่น้องอยู่ ตอนนี้ตัวของฟู่เจี๋ยฟ่างก็ได้เต็มไปด้วยโคลน

 

เดิมที ฟู่เยี่ยนต้องการที่จะขุดบ่อเลี้ยงปลาสักหน่อย เพื่อที่ในอนาคตจะได้นำมันมาปรุงอาหารได้ แต่เธอกลับคิดไม่ถึงเลยว่าในบ่อน้ำจะเต็มไปด้วยโคลนแบบนี้ ฟู่เซินได้ใช้เวลาขุดอยู่นาน และเมื่อขุดลึกลงไปเรื่อยๆ กลับมีรากบัวปรากฏขึ้นมาเต็มไปหมด

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น เขาจึงได้หยุดทันที เพราะมันมีรากบัวเยอะมาก มันมีเยอะจนสามารถเห็นดอกบัวบานสะพรั่งที่นี่ในฤดูร้อนเลยก็ว่าได้

 

“ทำไมตัวพวกหนูถึงมีแต่โคลนแบบนั้นกันล่ะ ไปทำอะไรกันมา?” หวังซู่เหมยอยู่ในตัวบ้านด้านหน้า ดังนั้นเธอจึงไม่เห็นเลยว่าเด็กๆที่อยู่ตัวบ้านชั้นในกำลังทำอะไรอยู่ เมื่อเธอมาดูอีกครั้ง เธอก็พบว่าฟู่เจี๋ยฟ่างเปื้อนโคลนไปทั้งตัว แม้แต่ฟู่เวยและฟู่หรงเองก็มีสภาพที่ไม่ได้ต่างกันเลย

 

“คุณป้าคะ ในนี้มีรากบัว ปลาและก็เต่าตัวใหญ่อีกหลายตัวเลยล่ะค่ะ! พวกมันทั้งหมดอยู่ในตะกร้า ลุงรองมาดูพวกมันสิคะ หนูเป็นคนขุดรากบัวเองเลยนะคะ!” ฟู่เวยตะโกนบอกทุกคนเสียงดัง

 

“เก่งมากเวยเวย ! เดี๋ยวลุงจะเอามันไปทำเมนูอร่อย ๆ ให้ทานตอนเที่ยงก็แล้วกัน!” เมื่อเห็นว่าเด็กๆมีความสุข ฟู่ต้าจวงเองก็รู้สึกมีความสุขมากเช่นกัน ตอนนี้เขาแทบจะทนรอไม่ไหวแล้ว และตั้งตารอที่จะได้ใช้ชีวิตในเมืองหลวงกับครอบครัวอย่างใจจดใจจ่อ

 

“อารองคะ เรื่องบ้านของอารองเป็นอย่างไรบ้างคะ?” ฟู่เยี่ยนพูดพลางล้างมือที่เปื้อนโคลน

 

“เรียบร้อยดี พวกเขาทั้งหมดได้ลงนายในสัญญาแล้วว่าจะย้ายออกภายในครึ่งเดือน โดยที่อาจะให้ค่าขนย้ายพวกเขาไป 200หยวน จางเหว่ยช่างเป็นคนที่มีความสามารถจริงๆ เขาเป็นคนที่รู้วิธีพูด เขาเป็นคนพูดแทนอาทั้งหมด โดยที่อาแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ เอาไว้หลังจากที่เรื่องทั้งหมดจบลง อาจะไปขอบคุณเขาอีกที”

 

“หากจะขอบคุณเขาธรรมดา มันคงจะไม่เหมาะหรอกนะคะ หนูคิดว่าอารองหาคู่ให้กับเขาดีกว่า ตอนนี้จางเหว่ยก็อายุมากขึ้นทุกวันแล้ว” ฟู่เยี่ยนพูดติดตลกพลางยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปากอย่างเจ้าเล่ห์

 

“ปีนี้เขามีอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ? อาจะได้หาทหารหญิงที่มีอายุใกล้เคียงและเหมาะสมกับเขาให้”

 

“ปีนี้จางเหว่ยมีอายุ 25ปีแล้วค่ะ และหนูก็คิดว่าปีนี้จะเป็นปีที่ดวงคู่ครองของเขากำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงด้วยค่ะ”

 

“ถ้าอย่างนั้นอาจะลองหาดูก็แล้วกัน!”

 

ในตอนนี้ จางเหว่ยยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฟู่เยี่ยนกำลังวางแผนชีวิตให้กับเขาอย่างชัดเจนแล้ว

 

เพราะถ้าเขารู้ เขาควรตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะต้องขอบคุณเธอดีไหม?

 

หลังจากที่มู่อี้อันกลับมาถึงบ้าน ปู่ของเขาก็เรียกเขาให้เข้าไปพบทันที เขาจึงได้ก้มหน้าลงและไม่รู้เลยว่าตอนนี้ตัวเองมีอารมณ์แบบไหน ทว่าเขาก็ไม่ได้หยุดเดินแต่อย่างใด ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนของผู้เฒ่ามู่

 

“คุณปู่ คุณปู่เรียกผมอย่างนั้นเหรอครับ” มู่อี้อันจะแสดงอารมณ์และสีหน้าที่แท้จริงออกมาก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าฟู่เยี่ยนและคุณตาของเขาเท่านั้น

 

“ออกไปข้างนอกมาอย่างนั้นเหรอ?” ตอนนี้อาการป่วยของผู้เฒ่ามู่ถือว่าหนักพอสมควร โดยหมอได้บอกว่าเขาอาจจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงแค่ครึ่งปีเท่านั้น……

 

“คุณปู่ช่างเป็นคนที่หูตาไวจริงๆ พอดีผมออกไปหาเพื่อนมาครับ” มู่อี้อันแสดงสีหน้าที่เหน็บแนมออกมาอย่างไม่ปกปิด

 

“อี้อัน หลาน... แคก แคก…” ผู้เฒ่ามู่ไอออกมาอย่างรุนแรง

 

ทว่ามู่อี้อันแค่ยืนมองอยู่เฉยๆเท่านั้น เขาไม่ได้รีบเข้าไปช่วยแต่อย่างใด จนผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็รินน้ำใส่แก้วและยื่นมันให้กับผู้เฒ่ามู่ไป

 

“อี้อัน หลานควรใส่ใจเรื่องคบเพื่อนให้มากกว่านี้หน่อยนะ อย่าไปคบหากับพวกคนที่มาจากตระกูลเล็กให้มันมากนักเลย ลูกเองก็เห็นเด็กสาวจากตระกูลโจวคนนั้นแล้วไม่ใช่เหรอ เธอไม่ดีตรงไหน?” ผู้เฒ่ามู่หายใจอย่างเหนื่อยหอบ เขากำลังวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องการเลือกคู่ของหลานชายนั่นเอง

 

มู่อี้อันรู้สึกขบขันขึ้นมาทันที ผู้หญิงอวดดีจากตระกูลโจวคนนั้นจะมาเทียบกับฟู่เยี่ยนได้อย่างไร? ผู้หญิงคนนั้นสามารถวาดยันต์ได้หรือเปล่า? ช่างไร้ประโยชน์จริงๆ

 

“คุณปู่ครับ คุณปู่ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเพื่อนของผมหรอกนะครับ ผมรับรองได้เลยว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน คุณปู่พักผ่อนเถอะครับ ผมคงต้องขอตัวก่อนแล้ว” หลังจากที่มู่อี้อันพูดจบ เขาก็หันหลังเดินกลับออกไป

 

“อี้อัน หลานจะต้องหมั้นหมายกับเด็กสาวจากตระกูลโจวเท่านั้น เรื่องนี้ได้ถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่พวกหลานสองคนคลอดออกมาแล้ว และมันจะต้องไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทั้งนั้น! นอกจากนี้เสี่ยวหลิวจะติดตามนายตั้งแต่นี้เป็นต้นไปอีกด้วย” ขณะที่พูดนั้น ดูเหมือนว่าผู้เฒ่ามู่จะหมดแรง เมื่อเห็นเช่นนั้น พ่อบ้านที่อยู่ข้างๆจึงได้รีบลุกขึ้นมาทันที ก่อนจะเข้าไปประคองที่หลังของเขา

 

“ผมขอตัวก่อนนะครับ”

 

หลังจากพูดจบ มู่อี้อันก็ได้เดินออกไปทันที ตอนนี้เขาไม่อยากคุยกับชายชราอีกแล้ว เพราะมันดูน่าเบื่อเกินไปจริงๆ

 

ทันทีที่เดินออกมาจากห้องของปู่ เขาก็ได้หันกลับไปมอง ก่อนจะพบว่าพ่อบ้านกำลังเดินตามมาข้างหลัง มู่อี้อันจึงชะงักฝีเท้าลงทันที

 

“ลุงหลิวครับ ลุงติดตามคุณปู่มานานแค่ไหนแล้ว?”

 

“นายน้อย ผมติดตามนายท่านมานานกว่าสามสิบปีแล้วล่ะครับ”

 

“แล้วลุงรู้หรือเปล่าครับว่าข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง?”

 

“ไม่รู้ครับ”

 

“หากไม่รู้ ลุงก็แค่ลองใช้เวลาว่างออกไปข้างนอกบ้าง ลุงจะได้รู้ว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว อย่างน้อยๆก็อย่าเรียกผมว่านายน้อยอีกเลยครับ แค่เรียกชื่อของผมก็พอแล้ว” หลังจากที่พูดจบ มู่อี้อันก็ได้เดินเข้าห้องของตัวเองไป

 

โดยทิ้งให้พ่อบ้านหลิวยืนตกตะลึงอยู่คนเดียว พลางครุ่นคิดถึงคำพูดของเด็กหนุ่มอยู่แบบนั้น

 

ฟู่ซินมาถึงเมืองหลวงก่อนที่จะเปิดภาคเรียนหนึ่งวัน หลังจากที่เดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ในที่สุดเขาก็ได้มาหยุดอยู่ที่ประตูหน้าบ้านหลังใหญ่ และเขาก็เคาะประตูบ้าน

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก~

 

“ฟู่เซิน ไปดูสิว่าใครมาเคาะประตูหน้าบ้าน” ตอนนี้สมาชิกทุกคนในครอบครัวกำลังนั่งเล่นอยู่ในสวน ภายในสวนนั้นถูกตกแต่งอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งยังมีดอกไม้และต้นไม้นานาชนิคที่ถูกทำมาปลูกอีกด้วย

 

ฟู่เหยาวิ่งเล่นไปรอบๆทั้งวัน โดยเฉพาะเมื่อวานนี้ เขาได้วิ่งเข้าไปในสวนตามลำพัง ทำเอาทุกคนต่างก็ตามหากันวุ่นวายตลอดทั้งเช้า แต่เขากลับไปเล่นโคลนข้างสระน้ำจนตัวมอมแมมไปหมด ทั้งยังดูจะสบายใจมากๆอีกด้วย

 

ดังนั้น ประตูรั้วทุกบานจึงถูกปิดเอาไว้ทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้เขาวิ่งหนีออกไปอีก

 

“ได้เลยครับ เดี๋ยวผมจะไปดูให้เอง” ฟู่เซินพูดพลางรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

“เราควรจะติดกริ่งเอาไว้ที่หน้าประตูสักหน่อยแล้วนะ เวลามีใครมา เราจะได้ยินเสียงได้ ส่วนประตูหลังบ้านก็ต้องซ่อมอีกหน่อย จะได้สะดวกตอนที่เราไปซื้อของในอนาคต” ฟู่ต้าหย่งพูดพลางมองตามลูกชายคนรองของเขาที่กำลังวิ่งออกไป

 

“ใช่แล้วค่ะ พรุ่งนี้หนูจะออกไปซื้อของพอดี เอาไว้หนูจะซื้อของแล้วนำมันมาติดตั้งเองนะคะ พี่สาม พรุ่งนี้พี่กับพี่รองมีนัดกับเพื่อนร่วมชั้นหรือเปล่า? เราออกไปพร้อมกันก็ได้นะ” ฟู่เยี่ยนมองไปที่ฟู่เหมี่ยว เธอรู้ว่าวันพรุ่งนี้พวกเขามีนัดกับวังจื่อหยวน

 

“อ้อ เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นอยู่ในเมืองหลวงนี่เอง ถ้าอย่างนั้นก็ลองไปถามเขาดูสิ” ฟู่เหมี่ยวรู้สึกเขินเล็กน้อยเมื่อนึกถึงวังจื่อหยวน

 

ฟู่เยี่ยนมองไปที่ฟู่เหมี่ยวอีกครั้ง พี่สาวคนนี้ยังไม่รู้สินะว่าบุพเพที่แท้จริงได้มาถึงแล้ว ไม่น่าแปลกใจเลยจริงๆ วังจื่อหยวนคนนี้คือคนที่จะมาเป็นพี่เขยของเธอในอนาคตนั่นเอง และเธอจะต้องคุยกับพ่อและแม่ของเธอถึงเรื่องนี้อีกด้วย เพื่อที่พวกเขาจะได้เตรียมใจให้พร้อม

 

แต่แล้วหลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ตัดสินใจว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร จะดีกว่าไหมหากปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ?

 

“พ่อครับ แม่ครับ ดูสิว่าใครกลับมา!” ฟู่เซินวิ่งเข้ามาพร้อมกับถือกระเป๋าเดินทางของทหารเอาไว้

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งจึงได้หันไปมองไปที่ประตูทันที ก่อนจะพบร่างคนๆหนึ่งที่สวมชุดสีเขียวลายทหารปรากฏขึ้นที่หน้าประตู

 

“พี่ใหญ่!”

 

“เสี่ยวจิน!”

 

“เฮ้ ไหนหลานบอกว่าจะไปโรงเรียนนายร้อยก่อน? หรือว่าเลื่อนเวลาออกไป?” ฟู่ต้านีเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ

 

“ไม่หรอกครับ ผมจะไปรายงานตัวพรุ่งนี้เช้า ก็เลยแวะมาที่นี่ก่อน เพราะไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนผมถึงจะได้กลับมาครับ”

 

“ดีแล้วล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ตั้งใจเรียนให้มากๆนะ อนาคตจะได้สบาย เอาไว้วันหยุดก็กลับมาทานข้าวที่บ้านบ้างก็แล้วกันนะ เพราะกับข้าวที่บ้านของเราอร่อยที่สุดแล้ว” หวังซู่เหมยพูดพลางมองไปยังลูกชายคนโตที่ไม่ได้เจอกันมานานกว่าหนึ่งปีของเธอ

 

ในอนาคต ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน เพราะพวกเขาทั้งหมดได้ย้ายมาอยู่ในเมืองหลวงแล้ว ดังนั้นเขาจึงสามารถกลับมาที่บ้านได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว

 

“รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ เดี๋ยวแม่กับอาจะไปเตรียมอาหารอร่อยเอาไว้ให้” หวังซูเหม่ยเร่งเร้าให้ฟู่ซินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที

 

จากนั้น เธอก็ได้เข้าไปในครัว วันนี้เธอตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำอาหารอร่อยให้ลูกชายของเธอได้กินอย่างมีความสุขอีกครั้ง



ตอนที่ 143 สารภาพรัก

 

เมื่อวังจื่อหยวนตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เขาก็ได้เก็บข้าวของ ก่อนจะมานั่งมองดูนาฬิกาที่ค่อยๆเดินไปอย่างช้าๆ

 

เวลาหกโมง เจ็ดโมง แปดโมง…...

 

ในที่สุด เมื่อเข็มนาฬิกาบ่งบอกถึงเวลาแปดโมงตรง วังจื่อหยวนก็ได้เดินออกไปทันที โดยพวกเขาได้นัดหมายให้ไปเจอกันที่ตรอกต้าเชินหลาน ซึ่งมันอยู่ห่างจากบ้านของเขาเล็กน้อย เขาจึงไปที่นั่นโดยขึ้นรถประจำทาง

 

“เสี่ยวหยวนกำลังจะออกไปข้างนอกอย่างนั้นเหรอ นายจะไปที่ไหน? อาขอไปด้วยได้หรือเปล่า?” วังหลิน อาของวังจื่อหยวนพูดหยอกล้อขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นว่าหลานชายของตัวเองกำลังจะออกไปข้างนอก

 

“ไม่ได้หรอกครับอา วันนี้อาไม่กลับค่ายทหารเหรอครับ?” ตอนนี้วังหลินยังคงสวมชุดลำลองธรรมดาอยู่ ดังนั้นวังจื่อหยวนจึงแน่ใจได้ทันทีว่าอาของเขาจะไม่ออกไปข้างนอกอย่างแน่นอน

 

“วันนี้เป็นวันหยุดของฉัน ฉันได้ลาพักผ่อนสองสามวันหลังจากออกไปปฏิบัติภารกิจ” ดังนั้น วังหลินจึงจะไม่ออกไปข้างนอกในวันนี้อย่างแน่นอน

 

“โอ้ อาครับ ผมสายแล้วล่ะ เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลังนะครับ” วังจื่อหยวนก้มลงไปมองดูนาฬิกาของเขา ก่อนจะพบว่าตอนนี้เป็นเวลาแปดโมงกว่าแล้ว หากไม่รีบไป เขาจะต้องไปสายอย่างแน่นอน

 

“อืม กว่าฉันจะกลับก็อีกหลายวัน นายไปทำธุระของนายก่อนเถอะ” วังหลินมองไปยังหลานชายของเขาพร้อมกับยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย เห็นได้ชัดเจนเลยว่าหลานชายของเขากำลังมีความรัก

 

“ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องขอตัวก่อนแล้ว อาทานมื้อเที่ยงได้เลยนะครับ ไม่ต้องรอผม” ทันทีที่พูดจบ วังจื่อหยวนก็รีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

 

เจ้าเด็กคนนี้…

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น วังหลินก็ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ก่อนจะรายงานข่าวนี้ทันที

 

“เฮ้ พี่สะใภ้ ดูเหมือนว่าลูกชายของพี่กำลังจะมีความรักนะ หากพี่ได้เห็นเหมือนที่ผมเห็น พี่ต้องดีใจมากแน่ๆ!”

 

“อย่ากังวลไปเลย ผมสัญญาว่าจะบอกพี่ทุกอย่าง”

 

“ช่วยบอกสามีของพี่ด้วยก็แล้วกันว่าฉันจะดูแลลูกชายของเขาให้เอง บอกเขาเตรียมชุดน้ำชาเอาไว้ให้ฉันด้วย”

 

“แล้วเมื่อไหร่พวกพี่ทั้งสองคนจะกลับมากันล่ะ? พวกพี่ไม่มาส่งเสี่ยวหยวนเข้ามหาวิทยาลัยหรือ?”

 

“อืม ฉันรู้ดีว่าเขาคุ้นเคยดี เขาอยู่ไม่ห่างจากที่นี่เท่าไหร่หรอก อยู่แค่ถนนถัดไปนี่เอง เอาล่ะ ฉันจะวางสายก่อนก็แล้วกัน แค่นี้ก็รบกวนพี่มากพอแล้ว”

 

หลังจากที่วางสาย วังหลินจึงได้ตัดสินใจที่จะแอบสะกดรอยตามหลานชายของเขา เพราะถึงอย่างไรเขาก็ได้สัญญากับพี่สะใภ้เอาไว้แล้วว่าจะไปสืบหาข้อมูลเพิ่ม ว่าแต่เมื่อครู่นี้หลานชายของเขาพูดว่าจะไปที่ไหนกันนะ? ตรอกต้าเชินหลานหรือเป๋ย์ไห่? น่าจะเป็นสวนสาธารณะเป๋ย์ไห่มากกว่า เพราะคู่รักหนุ่มสาวส่วนใหญ่มักจะไปเดทกันที่นั่น

 

เมื่อวังจื่อหยวนมาถึง ก็พบว่าฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวยังไม่มา เขาจึงได้ยืนรออยู่แถวนั้น เดิมทีเขาคิดว่าตัวเองจะสายเสียแล้ว เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขามีโอกาสได้มาที่นี่

 

เขายืนรอไม่ถึงสิบนาที ก็ได้มีรถของทหารคันหนึ่งแล่นผ่านมา ก่อนที่จะมีคนสองคนลงมาจากรถคันนั้น พวกเขาคือใครกัน? นั่นมันฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวไม่ใช่หรือ?

 

ใช่แล้ว เป็นพวกเขาสองคนจริงๆ เมื่อเช้านี้ฟู่ต้าจวงได้ไปส่งฟู่เจี๋ยฟ่างไปเล่นกับเหล่าพี่น้องของเขาพอดี ส่วนฟู่ซินเองก็กำลังจะกลับเข้าโรงเรียนนายร้อย ดังนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงมาพร้อมกันโดยบังเอิญนั่นเอง

 

“เดินทางปลอดภัยนะครับอารอง พี่ใหญ่ เอาไว้เจอกันพักร้อนครั้งหน้านะ!” ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวกล่าวลาทั้งสองคน ก่อนจะหันไปมองวังจื่อหยวนที่ยืนรออยู่ที่ป้ายรถประจำทาง

 

“จื้อหยวน กลับมาเมืองหลวงครั้งนี้ สายตาของนายไม่ดีไปแล้วอย่างนั้นเหรอ นายมองไม่เห็นพวกเราเลยหรือยังไงกัน!” ฟู่เซินมองยังวังจื่อหยวนที่ตอนนี้กำลังยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงหน้า พร้อมกับมองมาที่น้องสาวของเขาอย่างไม่กะพริบตา

 

“ฉันเห็นแล้ว แต่ฉันแค่ยังไม่แน่ใจเท่านั้นเองว่าคนที่หน้าตาดีทั้งสองคนตรงหน้าจะเป็นเพื่อนของฉันหรือเปล่า?” ในเรื่องของความช่างพูดนั้น วังจื่อหยวนไม่เคยยอมแพ้ใครเลย

 

“พูดได้ดีเลยนี่ ทั้งยังสวมแว่นตาที่ดูเหมือนเป็นปัญญาชนมากๆอีกด้วย” ฟู่เซินมองไปที่เขา และยังคงรับไม่ได้กับสิ่งที่ฟู่เยี่ยนบอกกับเขาในก่อนหน้านี้เท่าไหร่นัก

 

อย่างไรก็ตาม วังจื่อหยวนนั้นเป็นคนที่มีบุคลิกดี ถือได้ว่าเขาเป็นคนที่ดูโดดเด่นมากๆเลยก็ว่าได้ เขาเป็นคนตัวสูง ซึ่งดูจะสูงกว่าฟู่เซินเล็กน้อย น่าจะสูงราว187เซนติเมตร และด้วยการที่เขาสวมแว่นตา จึงทำให้เขาดูเป็นคนที่เจ้าเล่ห์…อ่า ไม่สิ ดูเป็นสุภาพบุรุษผู้ถ่อมตัวต่างหาก

 

จะให้ยอมรับน้องเขยคนนี้ได้อย่างไรกัน อย่างไรก็ตามฟู่เซินยังคงคิดหาวิธีที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่เสี่ยวฮั่วพูดในวันนี้อยู่ตลอดเวลา

 

ระหว่างทางที่เดินอยู่นั้น ฟู่เซินก็ได้ถามถึงความเป็นมาของครอบครัววังจื่อหยวน โดยได้ถามว่าพวกเขาอาศัยอยู่ที่ไหน มีสมาชิกครอบครัวกี่คน และแต่ละคนมีอาชีพอะไร ซึ่งวังจื่อหยวนเองก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร

 

ในตอนเที่ยง วังจื่อหยวนได้พาพวกเขาไปเลี้ยงเป็ดย่าง ซึ่งขณะที่กำลังรอคิวอยู่หน้าร้านนั้น ฟู่เซินก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมาอย่างกะทันหัน

 

“พวกนายสองคนเข้าไปข้างในก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันตามไป” ฟู่เซินพูดพลางกุมไปที่ท้องของตัวเอง ก่อนจะรีบวิ่งออกไปทันที

 

ทิ้งให้วังจื่อหยวนและฟู่เหมี่ยวยืนต่อแถวด้วยกันเพียงสองคนเท่านั้น และบรรยากาศระหว่างพวกเขาทั้งสองก็ได้เปลี่ยนไปในทันที เมื่อไม่มีฟู่เซินอยู่ที่นี่แล้ว จู่ๆ ฟู่เหมี่ยวก็ไม่กล้าสบตาวังจื่อหยวนเสียอย่างนั้น เธอจึงได้ก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง

 

“ถึงคิวเราแล้วล่ะ เข้าไปรอข้างในกันก่อนเถอะ ฉันคิดว่าห้องน้ำที่ใกล้ที่สุดน่าจะใช้เวลาประมาณ7-8นาที”

 

“อืม”

 

ด้านในร้านอาหาร ในตอนนี้วังจื่อหยวนได้เริ่มถามเมนูกับพนักงานเสิร์ฟแล้ว หลังจากที่สั่งอาหารเสร็จ เขาก็ได้กลับมานั่งที่โต๊ะ

 

“ฟู่เหมี่ยว ครอบครัวของฉันอาศัยอยู่ในเขตบ้านพักของมหาวิทยาลัยตี้ตู พ่อของฉันเป็นศาสตราจารย์ภาควิชาวรรณคดี ส่วนแม่ของฉันเป็นศาสตราจารย์ภาควิชาโบราณคดีของมหาวิทยาลัย ฉันเป็นลูกคนเดียวในครอบครัว ตอนนี้ปู่ ย่า ตา ยายของฉันยังมีชีวิตอยู่ พวกท่านได้อาศัยอยู่กับป้าสะใภ้ของฉัน ส่วนอาของฉันเป็นครูฝึกที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยอยู่ในกองกำลังพิเศษ”

 

จู่ๆ วังจื่อหยวนก็ได้พูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำให้ฟู่เหมี่ยวรู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย

 

และเมื่อเห็นท่าทางของเธอ วังจื่อหยวนก็ได้ยิ้มออกมา

 

“ก่อนหน้านี้ ฟู่เซินได้ถามฉันเกี่ยวกับเรื่องนี้พวกนี้ไม่ใช่เหรอ? ฟู่เหมี่ยว ฉันชอบเธอจริงๆนะ ฉันหวังว่าเราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน และฉันยังหวังว่าจะเป็นคนรักที่ซื่อสัตย์ของเธอในอนาคตอีกด้วย”

 

วังจื่อหยวนรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถรอได้อีกต่อไปแล้ว ด้วยความที่ฟู่เหมี่ยวเป็นคนฉลาด ทั้งยังดูน่ารักและอ่อนโยนมากๆ ดังนั้นหากเธอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เธอจะต้องตกเป็นเป้าหมายของหนุ่มๆมากมายอย่างแน่นอน ซึ่งหากเป็นแบบนั้น สิ่งที่เขาพยายามมาโดยตลอดเมื่อตอนที่อยู่หมู่บ้านอันผิงจะสูญเปล่าไปในทันที และนั่นก็เป็นเหตุผลที่เขาพูดสารภาพออกไปตามตรง

 

แม้ว่าหากดูเผินๆ แล้วเขาจะไม่ได้มีท่าทีที่ตื่นเต้นใดเลยก็ตาม แต่ความจริงนั้น หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอกอยู่แล้ว

 

ส่วนฟู่เหมี่ยวเองก็ได้มองไปยังวังจื่อหยวนด้วยดวงตาที่เบิกกว้างเช่นกัน: ผู้ชายคนนี้! ทำไมเขาถึงได้พูดมันออกมาตรงๆแบบนี้ล่ะ? มันน่าอายเกินไปแล้ว

 

“เสี่ยวฉุ่ย ฉันเรียกเธอแบบนี้ได้หรือเปล่า?” วังจื่อหยวนยังคงมองไปที่เธอ ก่อนจะตัดสินใจเติมเชื้อเพลิงลงไปในกองไฟทันที

 

เมื่อได้ยินเช่นนี้น ใบหน้าของฟู่เหมี่ยวก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย ทว่าก่อนที่เธอจะได้พูดอะไรออกไปนั้น ฟู่เซินก็ได้กลับมาพอดี ทันทีที่เขาเข้ามานั้น เขาก็ได้ดื่มน้ำเข้าไปแก้วใหญ่

 

“เฮ้อ ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเลย ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ฉันคงไม่กินยำเยอะขนาดนั้นอย่างแน่นอน”

 

“ใช่สิ แล้วใครขอให้นายแย่งเจี๋ยฟ่างกินกันล่ะ สมควรแล้วที่นายเป็นแบบนี้” ถึงแม้ฟู่เหมี่ยวจะดูเขาอยู่ก็ตาม แต่มือของเธอก็ไม่ได้อยู่นิ่งแต่อย่างใด เธอคีบเป็ดย่างขึ้นมาก่อนจะยื่นมันให้กับเขา

 

หลังจากที่พูดจบ ขณะที่เธอกำลังจะคีบเป็ดย่างให้กับตัวเองนั้น จู่ๆ วังจื่อหยวนก็ได้คีบเปิดย่างมาวางบนชามให้กับเธอแล้ว

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เหมี่ยวก็รู้สึกเขินเล็กน้อย แม้ว่าสิ่งนี้มันจะดูไม่ควรทำก็ตาม แต่เธอก็ยอมรับมันด้วยความเต็มใจ

 

ส่วนฟู่เซินที่เห็นฉากตรงหน้าก็รู้สึกว่าหมั่นโถวในมือของเขาไม่อร่อยขึ้นมาทันที: ทำไมโลกใบนี้ถึงได้เต็มไปด้วยความรักที่ชวนให้คลื่นไส้แบบนี้ด้วย?

 

หลังจากที่ทานมือเที่ยงเสร็จ พวกเขาทั้งสามก็ได้เดินดูร้านค้าต่างๆอย่างไร้จุดหมาย ซึ่งฟู่เซินนั้นมักจะรู้สึกอึดอัดราวกับว่าตัวเขานั้นเป็นส่วนเกินอยู่เสมอ

 

“จริงสิ เสี่ยวมู่ ฉันได้ยินว่าพ่ออยากได้กริ่งประตูบ้านไม่ใช่เหรอ? เราหาซื้อมันจากที่นี่ดีหรือเปล่า?” ทันใดนั้นเอง ฟู่เหมี่ยวก็นึกถึงเรื่องกริ่งประตูบ้านที่พ่อของเธออยากได้ขึ้นมา

 

“เธออยากได้กริ่งประตูบ้านอย่างนั้นเหรอ? ฉันรู้จักร้านที่ขายของพวกนี้อยู่พอดีเลย เราไปที่นั่นกันเถอะ ฉันจะพาเธอไปเอง” วังจื่อหยวนไม่ยอมปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เขาเริ่มทำคะแนนเพื่อที่จะได้รับความโปรดปรานจากฟู่เหมี่ยวในทันที

 

หลังจากที่ซื้อกริ่งประตูบ้านเสร็จ พนักงานก็ได้บอกถึงข้อควรระวังในการติดตั้งต่างๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งทำให้ฟู่เซินรู้สึกเวียนหัวไปหมด

 

“เอาล่ะ ฉันเข้าใจแล้ว ฉันจะกลับบ้านไปพร้อมกับเธอก็แล้วกัน จะได้ช่วยติดตั้งกริ่งประตูด้วย อีกอย่างฉันเองก็ไม่ได้เจอคุณลุงกับคุณป้ามานานมากแล้ว ฉันอยากไปทักทายพวกท่านสักหน่อย”

 

“มันจะดีเหรอ?” ฟู่เหมี่ยวพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูลังเลเล็กน้อย เพราะตัวตนของเขาในก่อนหน้านี้และปัจจุบันมันไม่เหมือนกัน เธอจึงคิดว่ามันดูไม่เหมาะสมเล็กน้อย

 

ซึ่งเธอไม่รู้ตัวเลยว่าคำพูดของตัวเองได้ทำร้ายจิตใจของคนที่กำลังตกหลุมรักเธออยู่เข้าอย่างจัง ใช่แล้ว ตอนนี้วังจื่อหยวนรู้สึกราวกับว่าเขากำลังถูกทอดในน้ำมันร้อนๆอย่างไรอย่างนั้น

 

“มีอะไรที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก? ไปกันเถอะ เราต้องติดตั้งกริ่งประตูถึงหกชุดเลยนะ” ฟู่เซินกลอกตาไปมา และตอบรับข้อเสนอของวังจื่อหยวนอย่างรวดเร็ว

 

“กริ่งประตูหกชุดอย่างนั้นเหรอ? ทำไมถึงซื้อเยอะขนาดนั้นกันล่ะ”

 

“ไม่เยอะหรอก เพราะเราต้องใช้มันทั้งหมดนี่จริงๆ” ฟู่เซินพูดพร้อมกับจ่ายเงิน ก่อนจะดึงทั้งสองคนวิ่งออกไป



ตอนที่ 144 แผนการสร้างความกดดัน

 

หลังจากที่ตามทั้งสองมาถึงบ้าน วังจื่อหยวนก็เข้าใจทันทีว่าทำไมฟู่เซินถึงต้องซื้อกริ่งประตูมาหกชุด ทว่าวังจื่อหยวนก็ยังคงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่เขาก็ได้ปกปิดมันเอาไว้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามน้องสาวของฟู่เหมี่ยวนั้นไม่ใช่คนธรรมดา ดังนั้นการที่ต้องมาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ย่อมมีภูมิหลังบางอย่างแน่ๆ

 

ทันใดนั้นเอง เขาก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย แม้ว่าฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยจะดูเป็นมิตรมากๆ แต่เขาก็ยังคงรู้สึกอึดอัดไม่ต่างจากตอนที่อยู่ในหมู่บ้านอันผิงเลยแม้แต่น้อย ซึ่งดูเหมือนว่าความรู้สึกทั้งหมดจะมาจากบ้านหลังนี้ และอีกส่วนหนึ่งก็ได้มาจากจิตใจของเขานั่นเอง เขากลัวว่าจะเผลอทำให้ตระกูลฟู่รู้สึกไม่ประทับใจโดยไม่รู้ตัว

 

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ วังจื่อหยวนจึงดูลังเลและไม่แน่ใจว่าจะติดตั้งกริ่งประตูให้กับตระกูลฟู่ได้หรือเปล่า ดังนั้นเขาจึงยังไม่ได้ติดตั้งมันในตอนนี้ แต่ด้วยความที่วังจื่อหยวนเป็นคนรักษาคำพูด เขาจึงได้ตกลงว่าจะมาติดตั้งกริ่งประตูให้ในวันพรุ่งนี้แทน

 

หลังจากที่รู้ว่าตระกูลวังอาศัยอยู่ในเขตมหาวิทยาลัยตี้ตู ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านตระกูลฟู่เท่าไหร่นัก หวังซู่เหมยจึงได้ชวนเขาทานมื้อเย็นที่บ้านด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม หลังจากที่ทานเสร็จ หวังซู่เหมยจึงได้ขอให้ฟู่เหมี่ยวเดินออกไปส่งเขา

 

ทั้งสองเดินออกมาเงียบๆโดยที่ไม่มีคำพูดใดเลย ขณะที่วังจื่อหยวนกำลังรู้สึกสิ้นหวังอยู่นั้น จู่ๆ ฟู่เหมี่ยวก็ได้พูดบางอย่างออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา แต่ทว่าคำพูดนั้นได้ทำให้วังจื่อหยวนมีความสุขขึ้นมาในทันที โดยทิ้งความสิ้นหวังและความวิตกกังวลในก่อนหน้านี้ไปทั้งหมด

 

“เธอช่วยพูดมันอีกครั้งได้หรือเปล่า?”

 

“ฉันบอกว่าได้ยังไงล่ะ” ฟู่เหมี่ยวได้ตอบรับคำขอเมื่อตอนเที่ยงของเขาแล้ว โดยเธอยอมให้เขาเรียกชื่อเล่นของเธอได้นั่นเอง

 

“จริงเหรอ?”

 

“จริงสิ! ฉันไม่อยากเห็นนายเสียใจ มันแปลกมากอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เหมี่ยวจ้องเขม็งไปที่เขา พร้อมกับสีหน้าที่ดูจริงจังขึ้นมากกว่าเดิม

 

“ทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ฉันพูดเอง แล้วฉันจะเสียใจไปทำไมล่ะ?” วังจื่อหยวนรีบสารภาพความรู้สึกของตัวเองออกไปทันที เขาจับมือของฟู่เหมี่ยวเอาไว้แน่น ฟู่เหมี่ยวพยายามดึงมือออกแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล เธอจึงยอมให้เขาจับมือของเธอต่อไปแบบนั้น

 

“แล้วที่นายดูไม่สบายใจตอนที่อยู่ในบ้านของฉัน จนแทบอยากจะวิ่งหนีไปนั่นล่ะ!” ฟู่เหมี่ยวสังเกตเห็นถึงอารมณ์ของวังจื่อหยวนในก่อนหน้านี้ด้วยเช่นกัน

 

“เธอสนใจความรู้สึกของฉันด้วยอย่างนั้นเหรอ?” วังจื่อหยวนตอบกลับด้วยดวงตาที่เป็นประกาย

 

“เอาล่ะ นายรีบกลับไปได้แล้ว” จู่ๆ ฟู่เหมี่ยวรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัวราวกับว่าเธอกำลังถูกไฟไหม้ จึงรีบบอกให้วังจื่อหยวนกลับบ้านในทันที

 

“อืม พรุ่งนี้เธอรอฉันที่บ้านนะ ฉันจะมาติดตั้งกริ่งประตูให้” หลังจากที่บอกลากันเสร็จ วังจื่อหยวนก็ได้ปล่อยมือฟู่เหมียวอย่างเสียดาย

 

“อืม ถ้าอย่างนั้นฉันจะเข้าบ้านแล้วนะ กลับบ้านดีๆล่ะ”

 

“เร็วเข้า มาแล้ว มาแล้ว รีบกลับเข้าไปข้างในกันดีกว่า” ฟู่เยี่ยนและฟู่เซินที่แอบดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆ รีบชวนกันกลับเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว

 

หลังจากที่เห็นว่าฟู่เหมี่ยวเดินเข้ามา ทั้งสองก็รีบตะโกนบอกกับคนอื่นๆ ซึ่งฟู่เซินและฟู่เยี่ยนก็ได้เข้าไปหลบอยู่ในห้องของฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมย ก่อนที่พวกเขาทั้งหมดจะแอบดูท่าทีของฟู่เหมี่ยวผ่านทางบานกระจกของประตู

 

“ดูสิ ทั้งที่ลูกทั้งสองหน้าตาเหมือนกันมากๆเลยไม่ใช่เหรอ? ฟู่เซิน ตอนนี้น้องสาวของลูกกำลังมีความรักแล้วนะ ลูกยังไม่คิดที่จะมองหาใครสักบ้างเลยเหรอ?” หวังซู่เหมยพูดพลางมองไปยังฟู่เซินด้วยสายตาแกล้งเหยียด

 

“แม่ครับ แม่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลยอย่างนั้นเหรอ? ลูกสาวของแม่กำลังจะถูกเด็กสารเลวคนนั้นลักพาตัวไปนะครับ!” ฟู่เซินตะโกนออกมาพร้อมกับท่าทีที่ดูจริงจัง

 

“จะตะโกนทำไม? แม่ไม่ได้หูหนวกสักหน่อย แม่คลอดพวกลูกออกมา เป็นธรรมดาที่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่กับเรื่องนี้แม่ไม่ต้องกังวลอะไรเลย เพราะเสี่ยวฮั่วได้ทำนายดวงชะตาน้องสาวของลูกไปแล้ว และวังจื่อหยวนเองก็เป็นเด็กดีใช้ได้เลย ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ดีมากๆ รู้หรือเปล่าตอนที่แม่อายุเท่าลูก แม่มีพี่ใหญ่ของลูกแล้วนะ” ขณะที่พูดนั้น หวังซู่เหมยก็ได้หยิบของเล่นไม้ของฟู่เหยาขึ้นมาเคาะหัวของฟู่เซิน

 

“ผมยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไรขนาดนั้นหรอกครับ พี่ใหญ่อายุเยอะกว่าผมตั้ง2ปีเลยนะ” ฟู่เซินกุมศีรษะของตัวเองเอาไว้ ก่อนจะโยนความผิดไปให้กับพี่ชายคนโตของเขา

 

“ตอนนี้พี่ใหญ่ของลูกยังอยู่ในกองทัพ และแม่ก็ยังคงเป็นกังวลเรื่องการหาคู่ของเขาเหมือนกัน ต่างจากลูกที่ตอนนี้กำลังจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย รีบมองหาผู้หญิงที่จะสร้างครอบครัวในอนาคตได้แล้ว อย่าให้แม่ต้องเป็นกังวลเรื่องนี้ต่อไปอีกเลย หากหาไม่ได้จริงๆ ก็ไปขอให้เสี่ยวฮั่วช่วยซะ” หวังซู่เหมยวางแผนทั้งหมดให้กับลูกชายของเธอ

 

ฟู่เซินที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้เงียบไปทันที แม่ของเขาเป็นคนที่บริสุทธิ์และใจดีมากๆเลยไม่ใช่หรือ... ทำไมเธอถึงพูดแบบนั้นออกมา?

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็หัวเราะจนแทบจะหายใจไม่ทัน เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะเห็นพี่รองเป็นแบบนี้ ซึ่งเป็นฉากที่ดูตื่นเต้นมากจริงๆ

 

“พ่อคะ แม่คะ หากพรุ่งนี้วังจื่อหยวนมาที่บ้านของพวกเราอีกครั้ง เราควรจะ...?” ฟู่เยี่ยนถามแทรกขึ้นมาเพื่อช่วยฟู่เซิน

 

“อืม เป็นความคิดที่ดีเลย พรุ่งนี้เรามาทดสอบเขากันหน่อยดีกว่า อย่าคิดว่าจะมาจีบลูกสาวของแม่ได้ง่ายๆมาสร้างแรงกดดันให้กับเขาสักหน่อยดีกว่า” ฟู่ต้าหย่งรู้สึกว่ามันค่อนข้างจะรีบร้อนไปหน่อยหากจะตกลงให้พวกเขาทั้งสองดูใจกันง่ายๆแบบนี้

 

“ได้เลยค่ะ เอาไว้พรุ่งนี้หนูจะโทรหาจางเหว่ยอีกทีก็แล้วกัน” ทันใดนั้นเอง แผนการต่างๆก็ได้ผุดขึ้นมาในความคิดของฟู่เยี่ยน

 

อีกด้านหนึ่ง ในตอนนี้วังจื่อหยวนยังคงไม่รู้ว่ามีคนกำลังแอบวางแผนบางอย่างอยู่ และเขาก็กำลังจะเผชิญกับความกดดันมากมายกว่าสิบระดับจากพายุลูกนี้

 

“เฮ้ หลานชาย นายออกไปข้างนอกมาทั้งวัน ทั้งยังกลับมาเอาป่านนี้ ทำไมถึงยังหัวเราะอย่างมีความสุขแบบนั้นกันล่ะ เล่าให้อาฟังหน่อยได้หรือเปล่า?” วังหลินไปที่เป๋ย์ไห่แต่กลับพบว่าหลานชายของเขาไม่ได้อยู่ที่นั่น จึงทำให้เขารู้สึกไม่มีความสุขขึ้นมาเล็กน้อย

 

“ไม่มีอะไรหรอกครับ อาครับ หากอาได้พบกับผู้หญิงที่ถูกใจและครอบครัวของเธอก็มีฐานะดีมากๆ อาจะทำยังไงครับ?” วังจื่อหยวนพูดขึ้นมาด้วยแววตาที่เป็นกังวล

 

“รวยอย่างนั้นเหรอ? แบบไหนถึงจะเรียกว่ารวยสำหรับนายกันล่ะ?” ตระกูลวังเป็นตระกูลที่ขยันและอดออมมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ดังนั้นตอนนี้ตระกูลของพวกเขาเองก็ค่อนข้างมั่นคงในระดับหนึ่งเช่นกัน

 

“ก็อย่างเช่น มีอาศัยในเรือนสี่ประสานห้าทางเข้า”

 

“บ้านหลังใหญ่อย่างนั้นเหรอ?” วังหลินพูดออกมาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

 

“มันเป็นบ้านที่สมบูรณ์แบบมากๆ แม้ว่ามันจะเป็นของน้องสาวเธอก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าเธอจะมีบ้านอีกหลังที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่มันตั้งอยู่ในทำเลที่ดีมากอยู่ด้วย” นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่วังจื่อหยวนรู้

 

“อย่ากังวลไปเลย ฉันคิดว่านายต้องเริ่มจากการเป็นเพื่อนกับเธอก่อน เพราะครอบครัวของนายเองก็ค่อนข้างมีฐานะที่ดี และนายเองก็เป็นคนที่ใช้ได้เลย อีกทั้งพ่อกับแม่ของนายก็เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยกันทั้งคู่ ดังนั้นอนาคตของนายจะต้องดีมากๆอย่างแน่นอน น้อยคนนักที่จะสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆระดับประเทศได้”

 

“เธอกับพี่ชายของเธอ พวกเราเป็นเพื่อนร่วมชั้นในสาขาวิชาเดียวกันครับ” เมื่อวังจื่อหยวนได้ยินคำพูดของวังหลิน เขาก็ยิ่งรู้สึกผิดหวังมากขึ้นกว่าเดิม

 

“ไอ้หยา? เอาล่ะ สิ่งเดียวที่นายทำได้ในตอนนี้ก็คือความจริงใจเท่านั้น ทำดีกับเธอให้มากๆ” หลังจากที่วังหลินได้ยินคำพูดนี้ เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าครอบครัวนี้มีภูมิหลังทางครอบครัวที่ดีมากๆ มิเช่นนั้นเด็กในครอบครัวของพวกเขาคงจะไม่ฉลาดจนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อย่างแน่นอน ในที่สุดเขามีเรื่องที่จะรายงานให้กับพี่สะใภ้ฟังแล้ว

 

“เฮ้อ แล้วทำไมผมถึงต้องมาถามอาด้วยกันล่ะ อาเองก็ยังไม่มีภรรยาเลยนี่นา และยังไม่รู้เลยว่าในอนาคตผมจะมีโอกาสได้มีอาสะใภ้หรือเปล่าอีกด้วย ลืมมันไปเสียเถอะครับ ผมจะหาทางออกเรื่องนี้ด้วยตัวเอง” เขาพูดพลางวิ่งขึ้นไปบนห้องนอนของเขาอย่างรวดเร็ว

 

วังหลิน: ......

 

เช้าวันรุ่งขึ้น วังจื่อหยวนก็ได้ไปที่บ้านตระกูลฟู่อีกครั้ง โดยเขายังไม่ลืมที่จะนำอาหารติดไม้ติดมือไปฝากตระกูลฟู่อีกด้วย

 

“โอ้ เสี่ยววัง นายจะสุภาพเกินไปแล้วนะ ฉันเพิ่งทำโจ๊กเสร็จพอดีเลย มาทานด้วยกันสิ” ฟู่ต้านีเดินออกมาจากครัวพร้อมกับหม้อโจ๊ก ก่อนจะเชิญวังจื่อหยวนให้มาทานมื้อเช้าด้วยกัน

 

“อย่าเกรงใจไปเลยครับคุณป้า มันเป็นแค่ของเล็กๆน้อยๆที่ผมซื้อมาจากปากซอยนี่เอง เอาไว้คราวหน้าพวกเราไปทานที่ร้านกันก็ได้นะครับ ตอนนี้มีร้านอาหารอร่อยๆเพิ่มขึ้นมาหลายร้านเลย ซึ่งมันสะดวกกว่าเมื่อก่อนมากเลยครับ” วังจื่อหยวนพูดก่อนจะหยิบชามโจ๊กขึ้นมาและตักมันเข้าไปในปากทันที

 

“ผมคิดถึงโจ๊กฝีมือคุณป้ามากจริงๆครับ กับข้าวในหมู่บ้านรสชาติดีกว่ากับข้าวในเมืองหลวงมากๆ เพราะที่นี่อาหารมักจะมีรสชาติที่จืด”

 

“ถ้าอร่อยก็เติมเพิ่มได้เลยนะ ยังมีโจ๊กอีกเป็นหม้อใหญ่เลย!” ฟู่ต้านีพูดพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า เด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนที่ช่างพูดจริงๆ

 

หลังจากที่ทานมื้อเช้าเสร็จ วังจื่อหยวนก็ได้เตรียมตัวที่จะไปติดตั้งกริ่งประตู ทว่าฟู่เยี่ยนกลับได้หยุดเขาเอาไว้เสียก่อน

 

“พี่จื่อหยวน เรื่องติดตั้งกริ่งประตู เราเลื่อนไปเป็นตอนบ่านก็ได้ค่ะ พอดีช่วงเช้าพวกเราจะไปดูบ้านกัน หากพี่ไม่มีธุระอะไรก็ไปด้วยกันกับพวกเราได้นะคะ”

 

“อืม ได้สิ!” วังจื่อหยวนตอบตกลงอย่างไม่ลังเล

 

ไม่นานนัก จางเหว่ยก็ได้มาถึง และทันทีที่เดินผ่านประตูเข้ามา เขาก็ตะโกนออกไปทันว่าเขายังไม่ได้ทานอะไรมาเลย

 

“เสี่ยวฉุ่ย ช่วยหยิบชามมาให้ฉันหน่อยสิ ฉันไม่ได้ทานอะไรมาตั้งแต่เช้าแล้ว เฮ้ มีแป้งทอดด้วยอย่างนั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นฉันขอมันสองชิ้นด้วยนะ”

 

วังจื่อหยวนมองไปยังชายที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย ทำไมชายคนนั้นถึงได้ดูสนิทสนมกับคนในใจของเขามากขนาดนี้ล่ะ? จากนั้น เขาก็ได้ยื่นแป้งทอดให้กับจางเหว่ยไป

 

“เสี่ยวมู่ นี่คือเพื่อนร่วมชั้นของนายอย่างนั้นเหรอ?” จางเหว่ยเอ่ยถามขึ้นมาขณะที่กำลังทานโจ๊กอยู่

 

“ใช่แล้ว เขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเสี่ยวฉุ่ยด้วยนะ” ฟู่เซินยิ้มพลางขยิบตาให้กับเขา

 

“โอ้... แบบนี้นี่เอง” จางเหว่ยเป็นคนที่ฉลาดอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมฟู่เยี่ยนถึงได้เรียกเขามาที่นี่ เดิมทีพวกเขาได้ตกลงกันเอาไว้ว่าจะไปเลือกดูบ้านอีกครั้งก็ตอนที่ฟู่ซินได้ลาพักร้อน

 

“ไปกันเถอะ เราไปดูบ้านกันเลยดีกว่า ช่วงนี้ตลาดขายบ้านค่อนข้างดีเลยทีเดียว ฉันว่าจะซื้อเพิ่มอีกสักสองสามหลัง”

 

หลังจากที่ทานข้าวเสร็จ เขาก็ได้พาเหล่าพี่น้องทั้งสามคนออกไปข้างนอกทันที ซึ่งทันทีที่ออกมาจากบ้าน เขาก็รู้สึกโชคดีมากๆ ที่ได้ยืมรถของลูกพี่ลูกน้องมาในวันนี้ มิเช่นนั้นแผนการนี้คงจะไม่ดูแนบเนียนอย่างแน่นอน

 

จากนั้น เขาก็ได้ชำเลืองมองไปที่ฟู่เยี่ยน ก่อนจะเห็นว่าเธอกำลังพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ



ตอนที่ 145 หม้อไฟรสจัดจ้าน

 

ดังนั้นตลอดช่วงเช้า ฟู่เยี่ยนและคนอื่นจึงได้ตามจางเหว่ยไปดูบ้านกว่าสิบหลัง ซึ่งวังจื่อหยวนเองก็ได้รับความรู้จากเหตุการณ์นี้เช่นกันว่าที่ดินและบ้านสามารถซื้อขายได้แล้ว

 

“พี่สาม เป็นยังไงบ้างคะ? พี่เลือกได้หรือยัง?” ฟู่เยี่ยนพูดพลางมองไปยังพี่สาวของเธอ ซึ่งฟู่เหมี่ยวเองก็เข้าใจถึงความตั้งใจของฟู่เยี่ยนได้ตั้งแต่จางเหว่ยปรากฏตัวแล้วเช่นกัน

 

เสี่ยวฮั่วต้องการทำให้วังจื่อหยวนเห็นว่าครอบครัวของพวกเธอไม่ได้ขัดสนเรื่องบ้านและเงินนั่นเอง ซึ่งมันเป็นเพียงแค่การทำให้เขารู้สึกกลัวเท่านั้น ในเมื่อครอบครัวที่สามารถซื้อบ้านในเมืองหลวงได้ จะมีใครกล้ามาทำให้ลูกสาวของพวกเขาเสียใจได้ล่ะ?

 

ฟู่เหมี่ยวไม่ได้ตำหนิเสี่ยวฮั่วที่ทำแบบนี้ เพราะรายได้ทั้งหมดนี้เสี่ยวฮั่วเป็นคนหามาได้ด้วยตัวเอง และในอนาคตน้องสาวของเธอนั้นยังคงสามารถหาเงินโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาใครเลยอีกด้วย ดังนั้นฟู่เหมี่ยวจึงปล่อยให้ฟู่เยี่ยนทำตามที่ต้องการ เพราะฟู่เหมี่ยวเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าวังจื่อหยวนจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ซึ่งหากเขาไม่ใช่คนที่มีนิสัยเข้ากับเธอได้ ก็จะได้ตัดความสัมพันธ์เสียตั้งแต่เนิ่นๆ

 

วังจื่อหยวนมองไปยังบ้านหลังใหญ่เหล่านี้ ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าตระกูลของเขาก็มีบ้านเก่าแก่ที่ปู่ ย่า ตา ยาย ของเขาเคยอาศัยอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งตอนนี้ไม่ได้มีใครอาศัยอยู่ที่นั่นเลย โดยพ่อของเขาเพียงแค่แวะไปที่นั่นเป็นบางครั้งเท่านั้น อีกทั้งพวกเขายังมีบ้านถึงสองหลัง ทว่ามันไม่ได้มีขนาดที่ใหญ่โตเท่ากับบ้านของฟู่เยี่ยนแค่นั้นเอง

 

“พี่จื่อหยวน พี่คิดว่าบ้านหลังไหนสวยบ้างคะ? ช่วยแนะนำพี่สาวของฉันหน่อยสิ” ฟู่เยี่ยนอยากรู้ว่าวังจื่อหยวนจะมีทัศนคติเป็นเช่นไร

 

“บ้านในเขตหมิงเซียงนั้นอาจจะดูเก่าไปหน่อย แต่ในอนาคตบริเวณใกล้เคียงจะมีการสร้างตึกสูงๆ เพื่อทำเป็นย่านธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นั่นมากนัก บางทีเราอาจจะทุบและสร้างบ้านหลายหลังได้”

 

“ส่วนบ้านในเขตเจี๋ยจื่อเป็นบ้านที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ผู้คนไม่วุ่นวาย และเงียบสงบ สามารถใช้เป็นบ้านพักตากอากาศได้ดีเลยทีเดียว และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ มันอยู่ใกล้กับบ้านของฉันที่ตั้งอยู่เขตสือช่าไห่ ซึ่งฉันยังสังเกตเห็นว่าที่นั่นยังมีบ้านที่อยู่ติดกันอยู่ถึง3หลัง โดยสามารถให้ฟู่เซิน ฟู่เหมี่ยว และพี่ใหญ่ของพวกเธอมาอยู่ที่เดียวได้อีกด้วย” วังจื่อหยวนแสดงความคิดเห็นหลังจากที่เขาครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาได้ระยะหนึ่ง

 

ฟู่เยี่ยนแอบชื่นชมพี่เขยในอนาคตของเธออยู่ภายในใจ แม้ว่าเธอจะรู้สึกประหลาดใจในการเลือกบ้านของเขาก็ตาม แต่เธอก็ได้สติกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว อันที่จริงบ้านเหล่านี้เป็นเพียงแค่บททดสอบเท่านั้น

 

จากคำพูดทั้งหมดของเขา ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าคนๆนี้มีวิสัยทัศน์ที่ดีใช้ได้เลยทีเดียว จากนี้เป็นต้นไปก็ขึ้นอยู่กับพี่สาวของเธอแล้วว่าจะเข้ากับเขาได้หรือเปล่า เพราะความรักนั้นเป็นเรื่องของคนสองคน และยังมีปัญหาที่พวกเขาต้องฝ่าฟันไปด้วยกันรออยู่อีกมากมายในอนาคต

 

“จื่อหยวน นายเองก็คิดแบบเดียวกับฉันเหมือนกัน ฉันบอกกับฟู่เยี่ยนไปแล้วว่ามีบ้านสามหลังอยู่ในเขตเจี๋ยจื่อ ซึ่งที่นั่นเป็นที่ที่เหมาะกับพวกเขามากๆ ไม่เพียงแค่พวกเขาจะอยู่ใกล้กับเขตสือช่าไห่เท่านั้น แต่ยังอยู่ไม่ไกลจากบ้านเก่าของนายด้วย มาเถอะ มาดูกันว่าบ้านพวกนั้นจะสามารถซ่อมแซมได้ยังไงบ้าง อีกอย่างวันนี้บ้านของลุงรองก็จะว่างแล้วด้วย”

 

จางเหว่ยเองก็ชื่นชมในตัวของวังจื่อหยวนเช่นกัน แต่เขาไม่ได้พูดเรื่องนี้ออกไปแต่อย่างใด เพียงแค่มองแวบแรก เขาก็รู้สึกชายคนนี้จะต้องเข้ากับเขาได้ดีอย่างแน่นอน

 

ฟู่เยี่ยนและฟู่เซินหันมามองหน้ากัน ก่อนจะยิ้มและเดินเข้าไปในรถ

 

ส่วนวังจื่อหยวนก็ได้แอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ช่างอันตรายมากจริงๆ นี่เป็นการทดสอบที่ยากมากสำหรับเขา เหล่าพี่น้องตระกูลฟู่ช่างเป็นคนที่ร้ายกาจมาก!

 

ฟู่เหมี่ยวที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกขบขันขึ้นมาเช่นกัน ทั้งหมดนี้คือบททดสอบของวังจื่อหยวน หากเขาดูมีความสุขในการเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ นั้นก็แปลว่าเขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับของนอกกายมากจนเกินไป แต่ถ้าเขาดูไม่มีความสุขเลยและมองแค่ทรัพย์สมบัติของครอบครัวเธอเท่านั้น นั่นก็แสดงว่าคนๆนี้เป็นคนที่หน้าซื่อใจคดและไม่หวังดีกับเธอนั่นเอง

 

โชคดีที่วังจื่อหยวนไม่ใช่คนทั้งสองประเภทนี้ เขาเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตหากเขาทำงานให้หนักขึ้น เขาก็จะสามารถสร้างทุกอย่างด้วยตัวเองได้ ดังนั้นเขาจึงไม่ปฏิเสธคำเชิญในครั้งนี้

 

หลังจากที่ขึ้นมาบนรถและได้ดูบ้านทั้งสามหลังอีกครั้ง ซึ่งความคิดของพวกเขาก็ได้เปลี่ยนไปจากเดิมในทันทีหลังจากที่ได้เห็นมัน หลังจากที่ดูมาสักพัก จางเหว่ยก็ได้เริ่มดำเนินการตามขั้นตอน

 

ในขั้นตอนนี้ หลังจากที่ทำทะเบียนบ้านเสร็จ พวกเขาก็จะสามารถย้ายมาอยู่ในเมืองหลวงได้โดยไม่มีปัญหาใดๆอีกต่อไปแล้ว

 

“หลังจากดูบ้านเสร็จแล้วอย่างเพิ่งรีบกลับกันนะคะ พี่จางเหว่ย พี่จื่อหยวน มื้อเที่ยงนี้เราไปกินเนื้อแกะหม้อไฟกันดีหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนเอียงศีรษะเล็กน้อยพลางเอ่ยถามออกไป

 

“อืม ฉันไม่ได้มีธุระอยู่แล้ว” ตอนนี้วังจื่อหยวนแค่อยากอยู่ใกล้ฟู่เหมี่ยวเท่านั้น เขาจึงพร้อมที่จะติดตามเธอไปทุกที่

 

“ไม่มีปัญหา ถ้าอย่างนั้นฉันจะพาไปที่ที่หนึ่งก็แล้วกัน ที่นั่นหม้อไฟอร่อยกว่าตงไหลซุ่นเสียอีก พวกเขาใช้แกะวันละหนึ่งตัวเลยทีเดียว เรารีบไปกันเถอะ ขืนชักช้าฉันกลัวว่ามันจะหมดเสียก่อน รีบขึ้นรถเร็ว เดี๋ยวเราค่อยกลับมาดูบ้านอีกครั้งก็ได้” ทันทีที่พูดถึงเรื่องกิน จางเหว่ยก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

 

เมื่อมาถึง ทุกคนที่ได้ทานเนื้อแกะหม้อไฟเป็นมื้อเที่ยงต่างก็ก้มหน้าก้มตาทานอย่างมีความสุข

 

“หม้อไฟร้านนี้เป็นหม้อไฟที่ดีมากจริงๆเสี่ยวมู่ เราซื้อกลับไปฝากพ่อกับแม่กันเถอะ พวกท่านจะได้ลองชิมมันด้วย” ฟู่เหมี่ยวชอบหม้อไฟมื้อนี้จริงๆ จนเธออยากจะซื้อมันกลับไปฝากพ่อกับแม่ของเธอ

 

“ได้เลย ฉันจะไปสั่งเอง เธอสองคนรอฉันอยู่ที่นี่แหละ รอจางเหว่ยกลับมา แล้วเราจะได้กลับพร้อมกัน” ฟู่เซินพูดก่อนจะเดินไปจ่ายเงิน ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ลุกไปเข้าห้องน้ำ และจางเหว่ยที่เห็นเพื่อนของเขาสองสามคนมาทานหม้อไฟที่นี่เช่นกัน จึงได้เข้าไปทักทาย

 

ในตอนนี้ ที่โต๊ะของพวกเขาจึงเหลือเพียงแค่วังจื่อหยวนและฟู่เหมี่ยวสองคนเท่านั้น

 

“เสี่ยวฉุ่ย…” วังจื่อหยวนมองไปยังใบหน้าที่แดงเรื่องของฟู่เหมี่ยวหลังจากที่เพิ่งทานหม้อไฟเสร็จ เธอช่างน่ารักมากจริงๆ

 

“มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า? นายยังไม่อิ่มอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เหมี่ยวหน้าแดงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเอ่ยถามออกไปอย่างใจเย็น

 

“น้องสาวของเธอน่ากลัวมากจริงๆ!” วังจื่อหยวนแสร้งพูดออกไปโดยเขาเองก็ต้องการที่จะปกปิดความเขินอายของตัวเองเช่นกัน

 

“เสี่ยวฮั่วน่ากลัวอย่างนั้นเหรอ? เธอน่ากลัวตรงไหน?”

 

“หลังจากที่เธอถามคำถามกับฉัน ฉันแทบจะทำอะไรไม่ถูกเลย”

 

“ฮ่าฮ่า!” ฟู่เหมี่ยวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา คำตอบของเขาได้ทำให้เธอตกใจไปเล็กน้อย

 

หลังจากนั้นประมาณหนึ่งนาที ฟู่เหมี่ยวก็ได้หยุดหัวเราะ วังจื่อหยวนจึงได้ยื่นแก้วน้ำให้กับเธอด้วยความเข้าใจโดยปริยาย ตอนนี้ระหว่างพวกเขาทั้งสองเริ่มมีความเข้าใจกันมากขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว

 

“เสี่ยวฉุ่ย ฉันรู้ว่าเสี่ยวฮั่วหมายถึงอะไร ฉันสัญญาว่าจะปฏิบัติต่อเธอเป็นอย่างดี และจะไม่ทำให้เธอต้องเสียใจเป็นอันขาด”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของฟู่เหมี่ยวก็รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ราวกับว่าเธอกำลังยืนอยู่ข้างๆกองไฟที่ลุกโชน...

 

หลังจากที่กลับไปถึงบ้านในช่วงบ่าย วังจื่อหยวนก็ได้ติดตั้งกริ่งประตูทั้งหมด เว้นแต่ประตูหลังบ้านที่ไม่ได้ติดตั้ง เนื่องจากฟู่เยี่ยนเห็นว่ามันไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่นัก ในตอนเย็น พวกเขาก็ได้นำเนื้อแกะมาปรุงอาหารอีกครั้ง โดยฟู่เยี่ยนได้เปลี่ยนหม้อไฟให้เป็นหม้อไฟรสเผ็ด ซึ่งเธอใช้พริกที่เธอปลูกเองมาปรุงเพิ่มนั่นเอง

 

จึงทำให้นี่เป็นเวลาที่ทุกคนในครอบครัวได้ทานมื้อเย็นที่แสนพิเศษนี้ร่วมกัน

 

“เสี่ยวฮั่ว หม้อไฟที่เธอทำอร่อยมากจริงๆ! ฉันคิดว่าถ้าเธอเปิดร้าน มันจะต้องขายดีแน่นอน เพราะรสชาติของมันดีกว่าร้านที่เราไปทานตอนเที่ยงวันนี้เสียอีก!” จางเหว่ยที่เป็นนักชิมอยู่แล้วกล่าวชมขึ้นมา

 

ส่วนวังจื่อหยวนเองก็หยุดทานไม่ได้เช่นกัน แต่เขาทานอาหารที่มีรสเผ็ดไม่ค่อยเก่ง ดังนั้นเขาจึงได้ทานซุปใสที่อยู่ข้างๆแทน

 

“ใช่แล้ว มันอร่อยมากจริงๆ แต่มันแค่เผ็ดไปหน่อยเท่านั้นเอง”

 

“จื่อหยวน ดื่มนี่สิ นี่เป็นเหล้าผลไม้ที่ป้าทำเองเลยนะ มันสามารถบรรเทาอาการเผ็ดได้ นายช่างเหมือนเสี่ยวฉุ่ยมากจริงๆ เธอเองก็ทานเผ็ดไม่ค่อยเก่งเหมือนกัน” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับมองไปที่เขา ตอนนี้เธอรู้สึกชอบเด็กหนุ่มคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆแล้ว

 

“ขอบคุณครับคุณป้า เสี่ยวฮั่วทำมันอร่อยมาก จนผมหยุดทานมันไม่ได้เลยล่ะครับ”

 

“ถ้าชอบก็ทานเยอะๆเถอะ ทานคู่กับเหล้าผลไม้จะได้ไม่เผ็ดมาก เอาไว้ว่างๆก็มาที่นี่บ่อยๆสิ เธอยังมีอาหารจานเด็ดอีกมากมายเลยล่ะ” หวังซู่เหมยพูดพลางยื่นตะเกียบให้กับว่าที่ลูกเขยในอนาคตของเธอ

 

“จื่อหยวน เมื่อวานนี้นายบอกว่าครอบครัวของนายอาศัยอยู่ในบ้านพักของมหาวิทยาลัยอย่างนั้นเหรอ? แบบนี้ก็แสดงว่าพ่อกับแม่ของนายเป็นอาจารย์สอนที่นั่นใช่หรือเปล่า?” ทันใดนั้นเอง ฟู่ต้านีก็ได้ถามเกี่ยวกับครอบครัวของเขา

 

“ใช่แล้วครับคุณป้า แม่ของผมเป็นอาจารย์สอนภาควิชาโบราณคดี ไม่แน่ในอนาคตแม่ของผมอาจจะสอนเสี่ยวฮั่วด้วยนะครับ ส่วนพ่อของผมเป็นอาจารย์สอนภาควิชาวรรณคดีครับ” วังจื่อหยวนรีบนั่งตัวตรง ก่อนจะตอบคำถามของฟู่ต้านี

 

“ช่างบังเอิญมากจริงๆ แต่ในมหาวิทยาลัยนั้นมีนักศึกษาอยู่ไม่น้อยเลย บางทีแม่ของนายอาจจะไม่ได้สอนชั้นเรียนของเสี่ยวฮั่วก็ได้” หวังซู่เหมยพูดด้วยท่าทีที่ดูเสียใจเล็กน้อย

 

“แม่ครับ อย่ากังวลไปเลย ภาควิชาโบราณคดีของเสี่ยวฮั่วมีนักศึกษาไม่กี่สิบคนเอง ดังนั้นแม่ของจื่อหยวนจะต้องเป็นอาจารย์ของเสี่ยวฮั่วอย่างแน่นอนครับ!” ฟู่เซินพูดแทรกขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม

 

“ใช่แล้วค่ะแม่ ภาควิชาโบราณคดีไม่ได้เป็นที่นิยมมากเท่าไหร่ ก็เลยมีนักศึกษาไม่เยอะ หนูเดาว่าหนูจะต้องเจอกับคุณป้าอย่างแน่นอนค่ะ”

 

“อาจารย์ในภาควิชาโบราณคดีเก่งมากๆเลยล่ะ และตอนนี้พวกเขาก็กำลังขุดเพื่อสำรวจหลุมฝังศพในซีอาน และแม่ของฉันเองก็ไปที่นั่นด้วยเหมือนกัน แซ่ของเธอคือฉู่ เสี่ยวฮั่ว แซ่ของแม่ฉันเป็นแซ่ที่พิเศษมากเลยนะ ทั้งมหาวิทยาลัยไม่มีคนแซ่นี้เลย” วังจื่อหยวนพูดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ตอนนี้เขามีวิธีที่จะทำให้ตัวเองปลอดภัยมากขึ้นอีกหนึ่งวิธีแล้ว



จบตอน

Comments