ตอนที่ 156 คู่หมั้น
นับตั้งแต่ที่ไป๋โม่เฉินยืมหนังสือให้กับฟู่เยี่ยนในวันนั้น ฟู่เยี่ยนก็พบว่าเขามักจะมาหาเธอไม่เว้นวันเลย
ในตอนแรก ฟู่เยี่ยนยังไม่ได้สังเกตเห็นถึงสิ่งนี้ จนกระทั่งเหมี่ยวชานชานได้แอบถามเธอว่าเธอกำลังออกเดทกับไป๋โม่เฉินอยู่หรือเปล่า เธอจึงตระหนักขึ้นมาได้ในทันทีว่าในช่วงนี้ไป๋โม่เฉินมาหาเธอบ่อยมากจริงๆ
ทำไมเขาถึงทำแบบนั้นล่ะ? หรือว่าเขาต้องการมาเตือนเธอว่าอย่าลืมเรื่องยาที่เธอจะมอบให้เขา พรุ่งนี้เธอไม่มีเรียนพอดี ถ้าอย่างนั้นเธอคงต้องรีบกลับบ้านแล้ว
ทันใดนั้นเอง ความคิดของฟู่เยี่ยนก็ได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเธอกำลังคิดถึงเรื่องที่เคยพูดเอาไว้นั่นเอง
“รีบตอบฉันมาเร็วเข้าสิ ใช่หรือเปล่า?” เหมี่ยวชานชานยังคงพยายามถามเธอด้วยท่าทีกระตือรือร้น เพราะหลายคนต่างก็ถามเธอว่าฟู่เยี่ยนมีคู่เดทแล้วหรือยัง เหมี่ยวชานชานรู้สึกร้อนรนใจมาก ทว่าฟู่เยี่ยนกลับมีท่าทีที่เรียบเฉยราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ไม่มีอะไรหรอก เขาแค่มาทวงหนี้เท่านั้นเอง” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปอย่างใจเย็น
“ฮะ?” เหมี่ยวชานชานที่ได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับอ้าปากค้าง
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้อ่านหนังสือต่อโดยไม่สนใจเหมี่ยวชานชานอีก ส่วนเหมี่ยวชานชานก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้แล้วเช่นกัน เธอไม่คิดเลยว่านักศึกษาจากภาควิชาจิตวิทยาจะเป็นคนแบบนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น วันนี้ฟู่เยี่ยนไม่มีเรียน ดังนั้นเธอจึงปั่นจักรยานกลับบ้านตั้งแต่เช้า ส่วนไป๋โม่เฉินยังมีเรียน แต่เขาก็ได้ดูตารางเรียนของฟู่เยี่ยนแล้ว และยังจำได้อีกด้วยว่าวันนี้ฟู่เยี่ยนไม่มีเรียน
เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน เขาก็ได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มักจะมาเรียนกับฟู่เยี่ยนอยู่บ่อยๆ แต่สิ่งที่แปลกไปก็คือ เธอเอาแต่จ้องเขม็งมาที่เขาอย่างไม่ละสายตา และสายตาของเธอก็ยังเต็มไปด้วยความไม่พอใจอีกด้วย
เมื่อวานนี้เขายังเห็นเธอดูปกติดีอยู่เลยไม่ใช่หรือ? แต่มาวันนี้ทำไมท่าทางของเธอดูเหมือนคนที่ล่วงรู้ความลับบางอย่างของเขาแบบนี้กันล่ะ? เมื่อคืนที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้น?
เหมี่ยวชานชานแอบบ่นอยู่ในใจว่า: คนดีอย่างฟู่เยี่ยนจะเป็นหนี้ได้อย่างไร? ถึงจะเป็นหนี้ เธอก็ไม่มีทางที่จะไม่จ่ายอย่างแน่นอน เขาต้องใช้เรื่องนี้บังคับฟู่เยี่ยนอยู่แน่ๆ โถ่ ฟู่เยี่ยนช่างน่าสงสารจริงๆ
ทว่าสิ่งที่น่ากลัวก็คือ วันนี้ไป๋โม่เฉินต้องเจอกับเหมี่ยวชานชานตลอดทั้งวัน และทุกครั้งที่เขามองไปที่เธอก็จะเป็นแบบนี้เสมอ ในช่วงบ่าย ไป๋โม่เฉินอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปหาเหมี่ยวชานชานโดยตรง
อย่างน้อยเขาก็ต้องรู้ให้ได้ว่าพวกเธอพูดอะไรกัน ทำไมเธอถึงต้องมองเขาแบบนั้นด้วย
เมื่อเห็นรูปร่างที่สูงใหญ่ของไป๋โม่เฉิน เหมี่ยวชานชานก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย และทันทีที่เห็นเขาเดินเข้ามา เธอจึงได้แสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ขอโทษที เธอมีอะไรอยากจะคุยกับฉันหรือเปล่า?” ไป๋โม่เฉินถามออกไปด้วยท่าทีที่ดูสุภาพ
“แล้วนายต้องการจะรู้อะไรจากฉันกันล่ะ?” เหมี่ยวชานชานเชิดคางของเธอขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกไปด้วยท่าทีที่เย่อหยิ่ง
“ฉันอยากจะถามว่าทำไมเธอถึงได้มองฉันแบบนั้น?” ไป๋โม่เฉินยังคงรู้สึกสับสนกับเรื่องนี้
“………”
เหมี่ยวชานชานรู้สึกเขินขึ้นมาเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นว่าไป๋โม่เฉินไม่ได้มีท่าทีที่ดูก้าวร้าวใดๆเลย เธอจึงพูดออกไปอย่างห้าวหาญว่า “แม้ว่าฟู่เยี่ยนจะเป็นหนี้นาย แต่นายก็ไม่มีสิทธิ์ไปบังคับเธอนะ หากเธอมีเงินเมื่อไหร่ เธอก็จะคืนนายเองนั่นแหละ!”
ไป๋โม่เฉิน: ...เป็นหนี้อะไรกัน?
“ฟู่เยี่ยนบอกอะไรกับเธอบ้าง?” ไป๋โม่เฉินไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
“อืม อย่ามาคอยตามเธอแบบนี้อีก เธอเป็นคนดี”
“ฟู่เยี่ยนบอกว่าเธอเป็นหนี้ฉันอย่างนั้นเหรอ?” ไป๋โม่เฉินที่ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาทันที เพื่อนแต่ละคนของฟู่เยี่ยนดูซื่อมากจริงๆ
“แล้วมันจะมีอะไรอีก หากไม่ใช่เรื่องเงิน?” ทันทีที่พูดจบ เหมี่ยวชานชานก็รู้สึกว่าไป๋โม่เฉินช่างเป็นคนที่ดูน่าขยะแขยงขึ้นมาทันที
“มันคือหนี้รักต่างหากล่ะ” หลังจากที่พูดจบ ไป๋โม่เฉินก็ได้เดินจากไป โดยทิ้งเหมี่ยวชานชานยืนตกตะลึงอยู่ตามลำพังแบบนั้น
หลังจากที่ได้สติกลับมาอีกครั้ง เหมี่ยวชานชานก็ตระหนักขึ้นมาได้ทันทีว่าแท้จริงแล้วชายคนนี้กำลังตามตื๊อฟู่เยี่ยนอยู่ แต่ฟู่เยี่ยนยังไม่รู้ตัวนั่นเอง!
อีกด้านหนึ่ง ตอนนี้ฟู่เยี่ยนกำลังเตรียมยาอยู่ในดินแดนต่างมิติอย่างขะมักเขม้นเพื่อที่จะให้ประสิทธิภาพของมันนั้นออกมาดีที่สุด เธอได้ลองใช้ยามากมายหลายชนิด จนในที่สุดเธอก็ได้ยาบำรุงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา
เธอทำยาตลอดทั้งวัน โดยเธอได้พักแค่ตอนที่ออกมากินมื้อกลางวันเท่านั้น จนถึงช่วงบ่ายเธอก็ได้นำยาบรรจุลงไปในขวด ซึ่งมันมีปริมาณพอถึงสองเดือนเลยทีเดียว แต่มันคงจะดีกว่านี้หากเธอทำเพิ่มอีกสักหน่อย
เมื่อหวังซู่เหมยเห็นว่าลูกสาวกลับมาแล้ว แต่กลับเดินเข้าไปในห้องด้วยท่าทีที่ดูแปลกๆ ทั้งยังเอาแต่เดินเข้าออกห้องอยู่แบบนั้น สุดท้ายเธอจึงไปที่ห้องของลูกสาว ก่อนจะเห็นฟู่เยี่ยนกำลังออกมาจากดินแดนต่างมิติพอดี
“เสี่ยวฮั่ว ลูกกำลังทำอะไรอยู่? ทำไมเอาแต่อยู่ในห้องไม่ออกไปเจอใคร ออกไปกินข้าวเย็นได้แล้ว”
“แม่คะ! พ่อกำลังทำอะไรอยู่เหรอ?”
“พอดีว่าบ้านอาหญิงของลูกไม่มีตู้เสื้อผ้า และไม่รู้ว่าจะไปซื้อมันที่ไหน พ่อของลูกจึงไปซื้อไม้มาทำเอง!”
“พ่อทำตู้ได้ด้วยเหรอคะ?”
“เป็นสิ ที่แม่ตกหลุมรักพ่อของลูกก็เพราะเขามีฝีมือยังไงล่ะ ตราบใดที่เขาไม่ขี้เกียจ เขาก็จะไม่มีวันอดตายอย่างแน่นอน” หวังซู่เหมยพูดด้วยสีหน้าที่ภาคภูมิใจ
“ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าแม่สนใจงานฝีมือมากกว่าพ่อใช่ไหมคะ?” ฟู่เยี่ยนพูดหยอกแม่ของเธอด้วยท่าทีที่ดูทะเล้น
“เด็กคนนี้นี่ พ่อของลูกเป็นคนที่มีบุคลิกดีและมีฝีมือที่โดดเด่น ตอนนั้นชื่อเสียงของเขาโด่งดังไปหลายหมู่บ้านเลย อีกทั้งคุณย่าของลูกก็ใจดีมากๆ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้แม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่โชคดีมาก”
“หากลูกจะมองหาคู่ในอนาคต ลูกต้องมองสิ่งนี้เป็นอันดับแรก ไม่ว่าด้านอื่นจะดีแค่ไหนก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของลูกราบรื่นได้เลย ดูคนให้ดูตอนที่ลำบาก เราจะได้รู้นิสัยที่แท้จริงของเขา” ตอนนี้ลูกๆของเธอเริ่มโตขึ้น และก็ถึงเวลาที่จะหาคู่ชีวิตแล้ว ดังนั้นหวังซู่เหมยจึงอดไม่ได้ที่จะพูดถึงเรื่องนี้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็เงียบไปครู่หนึ่ง ซึ่งคำพูดของหวังซู่เหมยนั้นล้วนแล้วแต่เป็นความคิดที่อยู่ภายในใจของเธอ ดังนั้นเธอจึงอดนึกถึงสิ่งที่ไป๋โม่เฉินทำในช่วงเวลาที่ยากลำบากขึ้นมาไม่ได้ เขาไม่รู้สึกหดหู่ใจใดๆ เลยหลังจากที่ต้องถูกปลดออกจากกองทัพก่อนกำหนด ก่อนจะหันมารักษาสภาพจิตใจของตัวเองโดยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนั่นเอง
ซึ่งด้วยการรับมือกับปัญหาชีวิตของตัวเองได้เป็นอย่างดีแบบนี้ เขาจึงมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเลือกมาเป็นคู่ชีวิตมากๆ
“เสี่ยวฮั่ว ลูกกำลังคิดอะไรอยู่เหรอ?”
“ไม่มีอะไรค่ะแม่ หนูหิวแล้ว เราไปกินข้าวกันเถอะค่ะ”
“อืม วันนี้อาของลูกทำไก่ผัดพริกที่เพิ่งจะไปเรียนมาให้กับลูกด้วยนะ มันเผ็ดมาก รับรองว่าลูกจะต้องชอบมันอย่างแน่นอน”
ฟู่เยี่ยนแอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เธอคงจะบ้าไปแล้วแน่ๆ
หลังจากที่กินมื้อเย็นเสร็จ ตอนนี้เพิ่งจะเป็นเวลาพลบค่ำ ฟู่เยี่ยนจึงได้รีบปั่นจักรยานกลับไปที่มหาวิทยาลัยอีกครั้ง วันนี้ไม่ใช่วันหยุดสุดสัปดาห์ ดังนั้นเธอจึงต้องกลับไปนอนที่หอพัก
เมื่อฟู่เยี่ยนกลับมาถึงหอพัก เธอก็พบว่ามีเพียงหยูเชี่ยนเท่านั้นที่อยู่ที่นี่ ซึ่งก่อนที่คนอื่นจะกลับมานั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ขึ้นไปที่เตียงนอนของตัวเองและหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านในทันที เธอไม่เคยชินกับการอ่านหนังสือบนโต๊ะเท่าไหร่นัก ซึ่งมันดูยุ่งเหยิงเกินไป
ส่วนหยูเชี่ยนก็เอาแต่ชำเลืองมองไปที่ฟู่เยี่ยนครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับว่าเธอมีบางอย่างที่อยากจะพูด ทว่าฟู่เยี่ยนกลับไม่ได้สนใจเธอเลย ฟู่เยี่ยนเคยได้ยินพี่สาวบอกว่าหยูเชี่ยนมักจะไปหาวังจื่อหยวนอยู่บ่อยๆ และบางครั้งยังเอาของไปฝากเขาอีกด้วย
จนสุดท้าย หวังจื่อหยวนจึงได้บอกว่าเขามีคู่รักอยู่แล้ว หยูเชี่ยนจึงได้เลิกทำแบบนั้นไปในที่สุด
หลังจากที่แอบมองฟู่เยี่ยนอ่านหนังสือบนเตียงอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดหยูเชี่ยนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
“ฟู่เยี่ยน ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหม?” หยูเชี่ยนเอ่ยถามออกไปตามตรง แต่ท่าทางของเธอก็ยังคงดูสุภาพอยู่
“ได้สิ” ฟู่เยี่ยนวางหนังสือในมือลง ก่อนจะมองไปยังหยูเชี่ยนที่ยืนอยู่ใต้เตียงของเธอ
“คนรักที่พี่จื่อหยวน...เอ่อ ที่วังจื่อหยวนพูดคือพี่สาวของเธอใช่หรือเปล่า?”
“หากเธอกำลังพูดถึงวังจื่อหยวนที่เรียนภาควิชาเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฉุ่ยมู่แล้วล่ะก็ คงจะใช่แล้วล่ะ”
ทันใดนั้นเอง สีหน้าของหยูเชี่ยนก็ดูเคร่งขรึมมากขึ้นกว่าเดิม และวินาทีต่อมาเธอก็ได้พูดออกไปว่า “พี่สาวของเธอไม่เหมาะสมกับพี่จื่อหยวน เธอช่วยพูดกับพี่สาวของเธอหน่อยได้ไหม ตอนนี้พี่จื่อหยวนมีคู่หมั้นอยู่แล้ว!” หยูเชี่ยนพูดโน้มน้าวใจฟู่เยี่ยน
“คู่หมั้นอย่างนั้นเหรอ? เธอกำลังจะบอกกับฉันว่าผู้หญิงคนนั้นคือเธอเองใช่หรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองตรงเข้าไปในดวงตาของหยูเชี่ยน
“ไม่ใช่ฉันหรอก ถ้าเป็นฉันก็ดีน่ะสิ” หยูเชี่ยนพึมพำออกมาเบาๆ
ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างแปลกมาก คู่หมั้นอย่างนั้นหรือ? ช่างแปลกมากจริงๆที่วังจื่อหยวนมีคู่หมั้นแล้ว
ซึ่งจากที่ฟังวังจื่อหยวนพูดในก่อนหน้านี้ เขายังบอกอยู่เลยว่าพ่อแม่ของเขารู้เรื่องเขากับพี่สาวของเธอแล้วนี่
“ตอนนี้เธอว่างอยู่หรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามออกไปทันที
“ทำไมเหรอ?”
“ฉันจะพาเธอไปหาพี่สาวของฉัน”
หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้กระโดดลงจากเตียง ก่อนจะพาหยูเชี่ยนไปยังมหาวิทยาลัยฉุ่ยมู่ทันที ซึ่งหยูเชี่ยนเองก็ให้ความร่วมมืออย่างไม่ลังเลเช่นกัน และฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้มองหยูเชี่ยนในแง่ลบอีกด้วย
ตอนที่ 157 เรื่องหมั้นหมาย
ฟู่เยี่ยนพาหยูเชี่ยนซ้อนท้ายจักรยาน และเมื่อพวกเธอมาถึงชั้นล่างหอพักพี่สาวของเธอ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว
“เธอรออยู่ที่นี่ก่อนนะ ฉันจะไปถามกับใครสักคนแถวนี้ก่อน” ฟู่เยี่ยนส่งจักรยานให้กับหยูเชี่ยน ก่อนจะเดินเข้าไปหาใครคนหนึ่ง ถึงพบว่าพี่สาวของเธอไม่ได้อยู่ที่นี่ เถียนหยวนเพื่อนร่วมหอพักของฟู่เหมี่ยวได้บอกกับฟู่เยี่ยนว่าตอนนี้ฟู่เหมี่ยว ฟู่เซิน และวังจื่อหยวนอยู่ที่ห้องสมุด
ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้พาหยูเชี่ยนไปที่ห้องสมุดทันที ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยฉุ่ยมู่มีขนาดใหญ่กว่าห้องสมุดของมหาวิทยาลัยตี้ตูเล็กน้อย ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ไม่รู้ว่าจะไปตามหาพวกเขาตรงส่วนไหนของห้องสมุด ดังนั้นเธอจึงนั่งรออยู่ข้างนอก
โชคดีที่หลังจากนั่งรอประมาณยี่สิบนาที ฟู่เซินและคนอื่นก็ได้เดินออกมา
“เสี่ยวฮั่ว ทำไมถึงมาที่นี่กันล่ะ?” ฟู่เหมี่ยวที่สังเกตเห็นน้องสาวของตัวเองจึงได้เอ่ยถามขึ้นมาทันที
“นั่นสิ เกิดอะไรขึ้นกับเธอหรือเปล่า?” ทันใดนั้น ฟู่เซินที่อยู่ข้างกันก็ได้รีบเดินเข้ามาเช่นกัน ก่อนจะพบว่าหยูเชี่ยนได้มาที่นี่กับฟู่เยี่ยนด้วย
“พี่รอง เราไปหาที่เงียบๆคุยกันดีกว่า ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับพี่จื่อหยวนนิดหน่อย เขาอยู่ที่นี่พอดีเลย”
ทุกคนต่างก็รู้สึกสงสัยว่าทำไมฟู่เยี่ยนถึงมาที่นี่ในตอนกลางคืนแบบนี้ จึงได้พาเธอไปที่ทะเลสาบในมหาวิทยาลัยทันที
………………………………………………
“เป็นไปไม่ได้! ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลยล่ะ?” วังจื่อหยวนมองไปที่ฟู่เยี่ยนอย่างไม่อยากเชื่อ
“คุณป้าบอกฉันแบบนั้นจริงๆ เธอได้บอกว่าคุณย่าของพี่ได้ให้คำมั่นสัญญาเรื่องการหมั้นนี้เมื่อนานมาแล้ว” ป้าที่หยูเชี่ยนพูดถึงนั้นก็คืออาหญิงของวังจื่อหยวนนั่นเอง
“แล้วเธอได้บอกหรือเปล่าว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร?”
“เธอบอกแค่ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นหลานสาวของน้องสาวคุณย่าของพี่ ซึ่งคุณป้าเองก็ไม่รู้ว่าเธอเป็นใครเหมือนกัน” หยูเชี่ยนมองไปที่วังจื่อหยวน ก่อนจะพูดออกมาอย่างไม่ได้ปิดบัง
“ย่าของฉันอย่างนั้นเหรอ?” ทันใดนั้นเอง วังจื่อหยวนก็ได้พยายามนึกถึงความทรงจำในอดีตอีกครั้ง
“จื่อหยวน มันเกิดอะไรขึ้นกัน? นี่เป็นเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เซินมองไปที่เขาด้วยแววตาที่เฉียบคม ถ้าเขาบอกว่านี่คือเรื่องจริง หมัดของฟู่เซินก็พร้อมที่จะชกไปที่เขาในทันที
“ฉันไม่ได้เจอกับคุณย่ามานานมากแล้ว จะรู้ได้ยังไงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เสี่ยวฉุ่ย เธอต้องเชื่อฉันนะ ฉันไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ และฉันก็ไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้นอีกด้วย นั่นคือสิ่งที่พวกเขาพูดกันเองโดยที่ฉันไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย” วังจื่อหยวนพูดออกมาด้วยท่าทีที่วิตกกังวล พร้อมกับจับมือของฟู่เหมี่ยวเอาไว้
“เฮ้ นี่นายกำลังจะทำอะไร ฉันขอบอกนายเอาไว้ก่อนเลยนะ จนกว่าเรื่องนี้จะมีความชัดเจน นายต้องอยู่ให้ห่างจากน้องสาวของฉัน” ฟู่เซินพูดพร้อมกับดึงตัวฟู่เหมี่ยวออกมา
เมื่อเห็นเช่นนั้น วังจื่อหยวนก็ดูเศร้าลงไปอย่างเห็นได้ชัด ทำไมเรื่องราวถึงกลับกลายมาเป็นแบบนี้ได้ล่ะ?
“เสี่ยวฉุ่ย เธอไม่ต้องกังวลไปหรอก พรุ่งนี้ฉันจะไปบ้านอาของฉันเพื่อถามเรื่องนี้เอง แล้วฉันจะกลับมาอธิบายความจริงให้เธอฟัง”
หลังจากที่พูดจบ วังจื่อหยวนก็ได้หันหลังเดินจากไป ซึ่งทิศทางที่เขากำลังมุ่งหน้าไปนั้นดูเหมือนจะเป็นมหาวิทยาลัยตี้ตู ซึ่งฟู่เซินที่เห็นเช่นนั้นก็หันไปมองหน้าน้องสาวของเขา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ทว่าฟู่เยี่ยนนั้นกลับรู้สึกถึงบางอย่างที่ดูผิดปกติขึ้นมาได้อย่างชัดเจน
เห็นได้ชัดเลยว่าฟู่เหมี่ยวและวังจื่อหยวนนั้นเป็นคู่ที่เหมาะสมกันมากๆ อีกทั้งโหงวเฮ้งยังไม่มีเกณฑ์ว่าเขาจะมีคู่หมั้นอีกด้วย
ทว่าฟู่เยี่ยนไม่มีเวลาที่จะมาคิดมากกับเรื่องนี้ เมื่อเห็นว่าสีหน้าของฟู่เหมี่ยวไม่ได้ดูเศร้าเลย เธอจึงได้บอกลาพี่ชายและพี่สาวทั้งสอง ก่อนจะกลับไปพร้อมกับหยูเชี่ยน
“ฟู่เยี่ยน ฉันไม่ได้ทำเกินไปใช่ไหม?” ขณะที่ซ้อนท้ายจักรยานของฟู่เยี่ยน หยูเชี่ยนก็ได้พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเศร้าเล็กน้อย
“หากมันเป็นเรื่องจริง ฉันควรต้องขอบคุณเธอเสียด้วยซ้ำ” ฟู่เยี่ยนพูดโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยูเชี่ยนก็ไม่ได้พูดอะไรอีก และนั่งเงียบมาจนถึงหอพัก
“ฟู่เยี่ยน แม้ว่าฉันจะไม่ใช่คนดีอะไรมากนักก็ตาม แต่ก็จะไม่ทำอะไรที่ผิดศีลธรรมอย่างเด็ดขาด เมื่อรู้ว่าวังจื่อหยวนมีคนรักอยู่แล้ว ฉันก็จะไม่ยุ่งกับเขา ที่ฉันบอกเธอก็เพราะฉันไม่อยากให้พี่สาวของเธอต้องมาทุกข์ใจในภายหลัง”
ไม่ว่าคำพูดของหยูเชี่ยนจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ฟู่เยี่ยนก็ยอมรับฟัง
“ฉันรู้ เธอไม่จำเป็นต้องบอกความคิดทั้งหมดของเธอกับฉันก็ได้ ครั้งนี้ฉันเป็นหนี้บุญคุณเธอแล้วล่ะ หากเธอต้องการให้ฉันช่วยเหลืออะไรก็บอกฉันได้เลยนะ” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าที่จริงจัง
หยูเชี่ยนยังคงไม่แสดงอารมณ์ใดออกมา ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ ราวกับว่าเธอไม่ได้คิดอะไรกับคำพูดของฟู่เยี่ยนเลย ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้สนใจเช่นกัน
หยูเชี่ยนจะไม่มีทางรู้เลยว่าความหนักแน่นในคำพูดของฟู่เยี่ยนนั้นสำคัญมากแค่ไหน จนกว่าเธอจะรู้ถึงความสามารถระดับปรมาจารย์ฟู่เยี่ยนเสียก่อน
อีกด้านหนึ่ง วังจื่อหยวนก็ได้วิ่งกลับไปที่บ้านของเขาโดยที่ไม่หยุดพักระหว่างทางเลยแม้แต่น้อย ซึ่งตอนนี้มีเพียงวังเซิ่งผิง พ่อของวังจื่อหยวนอยู่ที่บ้านเพียงคนเดียวเท่านั้น
“จื่อหยวน ทำไมถึงได้กลับมาดึกดื่นแบบนี้ล่ะ เกิดอะไรขึ้นที่หอพักของลูกหรือเปล่า?” ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามลูกชายด้วยความงุนงง
“พ่อครับ ผมมีเรื่องอยากถามพ่อสักหน่อย วันนี้หยูเชี่ยนบอกกับผมว่าผมมีคู่หมั้นอยู่แล้วอย่างนั้นเหรอครับ ทำไมผมถึงไม่รู้เรื่องนี้เลย?” วังจื่อหยวนเอ่ยถามออกไปพร้อมกับหายใจอย่างเหนื่อยหอบ
“ใครคือหยูเชี่ยน? แล้วใครจะหมั้นกับใคร?”
“เธอเป็นหลานสาวของอาเขยครับ”
“พ่อไม่เห็นจะรู้เรื่องคำมั่นสัญญานี้มาก่อนเลยนะ สาวน้อยคนนั้นกำลังหลอกลูกอยู่หรือเปล่า?” วังเซิ่งผิงพูดออกไปตรงๆ
“พ่อครับ! แต่เธอบอกว่าคุณอาเล่าให้เธอฟังว่าคุณย่าได้สัญญาเรื่องนี้เอาไว้นะครับ และผู้หญิงคนนั้นก็เป็นหลานสาวของน้องสาวคุณย่าอีกด้วย!” ขณะที่พูดถึงเรื่องนี้ ใบหน้าของวังจื่อหยวนก็ได้มีความกังวลปรากฏขึ้นมาเล็กน้อย
“ย่าของลูกอย่างนั้นเหรอ? พ่อไม่ได้เจอกับย่าของลูกมาตั้งแต่พ่ออายุได้5ขวบแล้ว ดังนั้นพ่อเองก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกัน แต่แม้ว่านั่นจะเป็นเรื่องจริง ลูกก็ไม่จำเป็นต้องทำตามนี่นา” เมื่อได้ยินเกี่ยวกับการตัดสินใขของแม่ของเขา วังเซิ่งผิงก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“พ่อครับ?” วังจื่อหยวนรู้สึกงุนงงขึ้นมาทันที
“ย่าของลูกจากพ่อไปอย่างไม่มีวันกลับตั้งแต่ตอนที่พ่ออายุ5ขวบแล้ว ซึ่งก็เท่ากับว่าคำสัญญานี้ได้ถูกพูดเอาไว้เมื่อหลายสิบปีแล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าน้องสาวของคุณย่ามีลูกหลานหรือเปล่า ถึงแม้ว่าเธอจะมีหลานสาวจริง แต่จะมีใครรับประกันได้ไหมว่าหลานสาวของเธอจะเต็มใจกับเรื่องนี้ และอายุของเด็กสาวคนนั้นจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับลูก?” วังเซิ่งผิงพูดด้วยสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์
“แล้วถ้ามีล่ะครับ?” วังจื่อหยวนเอ่ยถามออกไปอย่างไม่ทันได้คิด
“แล้วจะทำไมล่ะ? ตอนนี้ลูกเป็นถึงนักศึกษาวิทยาลัยแล้วนะ ลูกมีสิทธิ์ที่จะชอบใครก็ได้ไม่ใช่เหรอ? หากเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นจริงๆ พ่อรับฟังการตัดสินใจให้ลูกอยู่แล้ว อย่าไปสนใจเรื่องคู่หมั้นอะไรนั่นเลย” วังเซิ่งผิงตีไปที่ศีรษะของวังจื่อหยวนด้วยหนังสือในมือของเขา
“พ่อครับ วันหยุดสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้เราไปเยี่ยมคุณอาที่บ้านกันเถอะครับ ผมรู้สึกไม่สบายใจกับเรื่องนี้เลย ว่าแต่แม่ไม่อยู่บ้านเหรอครับ?” เมื่อกลับมาแล้วพบแม่ไม่อยู่ที่บ้าน วังจื่อหยวนจึงเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง
“แม่ของลูกไปที่พระราชวังต้องห้าม มีบางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมชุดสุดท้ายที่นั่น แม่ของลูกจึงต้องไปที่นั่นโดยด่วนและคืนนี้คงจะไม่กลับมาแล้วล่ะ เอาเป็นว่าสุดสัปดาห์นี้พ่อจะกลับไปกับลูกก็แล้วกัน เราไปถามเรื่องนี้กับปู่ของลูกกันดีกว่า”
“ได้เลยครับ พ่อครับ ผมคงต้องขอตัวกลับก่อนแล้ว เอาไว้ผมจะรีบกลับมานะครับ วันนี้ผมคงต้องกลับก่อน” หลังจากที่วังจื่อหยวนได้รับคำตอบที่น่าพอใจแล้ว เขาจึงได้รีบกลับไปทันที
ส่วนฟู่เซินก็ได้ไปส่งฟู่เหมี่ยวกลับหอพัก ก่อนจะมองไปยังน้องสาวของตัวเองด้วยความกังวล
“พี่รอง ทำไมถึงได้มองฉันแบบนั้นกันล่ะ?”
“เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
“ฉันสบายดี เรายังไม่รู้เลยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า และถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่อีกมากมาย ฉะนั้นอย่ากังวลไปเลย” ฟู่เหมี่ยวมองโลกในแง่ดีมาก
“อืม ถ้าอย่างนั้นฉันไปก่อนก็แล้วกัน มีอะไรก็ค่อยคุยกันพรุ่งนี้นะ” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เซินก็ได้เดินออกไป
ทันทีที่วังจื่อหยวนกลับมา ฟู่เซินยังคงไม่หลับ วังจื่อหยวนจึงปิดไฟและดึงฟู่เซินออกไปกับเขาทันที
“เฮ้ เฮ้ เฮ้ นายจะทำอะไร ระวังหน่อยสิ ได้ยินที่ฉันพูดหรือเปล่า” ฟู่เซินถูกดึงออกไปทั้งที่ยังสวมแค่ชุดนอน
“เสี่ยวฉุ่ยเป็นยังไงบ้าง?” วังจื่อหยวนเอ่ยถามออกไปด้วยความกังวล
“เธอสบายดี แต่สิ่งที่นายทำนั้นมันผิดจรรยาบรรณเกินไป” ฟู่เซินพูดออกมาด้วยความไม่พอใจ
“พี่รอง ฉันไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ และฉันก็ได้วิเคราะห์เรื่องนี้กับพ่อของฉันแล้ว ฉันคิดว่ามันน่าจะเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนแล้วล่ะ และบางทีคนๆนั้นอาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้”
“แต่ถึงแม้ว่าคนๆนั้นจะมีอยู่จริงก็ตาม ฉันก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย หัวใจของฉันมีเพียงเสี่ยวฉุ่ยเท่านั้น” วังจื่อหยวนสารภาพออกไปด้วยสีหน้าที่จริงจัง
ฟู่เซินรู้สึกพอใจกับคำพูดนี้ของวังจื่อหยวน ผู้ชายคนนี้ค่อนข้างเป็นคนที่ใช้ได้เลยทีเดียว
“เอาล่ะ เอาล่ะ เอาไว้นายก็ไปบอกเรื่องนี้กับเสี่ยวฉุ่ยด้วยล่ะ แต่อย่าคิดที่จะมาล้อเล่นเด็ดขาดเลยนะ แล้วอย่าหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน” ฟู่เซินพูดตักเตือนวังจื่อหยวนด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม
“เข้าใจแล้ว อย่ากังวลไปเลย”
หลังจากที่คุยกันเสร็จ ทั้งสองคนก็ได้กลับเข้าไปในห้องและแยกย้ายกันไปนอนเตียงของตัวเอง
ตอนที่ 158 โบราณวัตถุ
อีกด้านหนึ่ง หลังจากกลับมาถึงหอพัก แม้ว่าจะดึกมากแล้วก็ตาม แต่ฟู่เยี่ยนกลับข่มตานอนไม่หลับเลย เธอจึงแอบเข้าไปในดินแดนต่างมิติเพื่อทำนายดวงชะตาของพี่สาวให้มันรู้แล้วรู้รอดไป
ก่อนเธอจะพบว่าดวงชะตาของพี่สาวนั้นราบรื่นดี ทั้งยังเป็นมงคลมากอีกด้วย และสำหรับดวงในด้านความรัก ทั้งสองคนคือคู่แท้ที่สวรรค์สรรสร้างขึ้นมา
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก เพราะการเสี่ยงทายของเธอไม่เคยผิดพลาดเลย ทว่าเธอก็ไม่ได้รู้รายละเอียดมากนัก เพราะผลลัพธ์ของเรื่องนี้มันขึ้นอยู่กับการกระทำของวังจื่อหยวนด้วยนั่นเอง
ฟู่เยี่ยนจึงได้เข้านอนด้วยความสบายใจอีกครั้ง ทว่าทางด้านฟู่เหมี่ยวกลับนอนไม่หลับเลย ที่เธอพูดออกไปทั้งหมดก็เพื่อปลอบใจฟู่เซิน แต่เมื่อต้องอยู่คนเดียว เธอก็อดคิดมากถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำนี้ไม่ได้
จนสุดท้ายเธอก็ได้หัวเราะเยาะตัวเอง แท้จริงแล้วเธอกำลังตกหลุมรักจนกลายเป็นคนตาบอดอยู่งั้นหรือ?
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟู่เหมี่ยวตื่นนอนแต่เช้า โดยเธอตั้งใจที่จะออกไปวิ่งที่สนามกีฬาของมหาวิทยาลัย ในช่วงเช้านี้ไม่มีชั้นเรียน ดังนั้นพี่รองและวังจื่อหยวนจะไม่มาหาเธอตอนนี้อย่างแน่นอน เธออยากใช้เวลาตลอดทั้งช่วงเช้านี้ครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆให้ชัดเจนว่าเธอตกเป็นทาสของความรักจริงๆหรือเปล่า
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าทันทีที่เธอเดินออกไป เธอก็พบว่าวังจื่อหยวนที่ได้มายืนรอเธออยู่ที่หน้าประตูแล้ว
“ฉันคิดเอาไว้แล้วเชียวว่าเธอจะต้องตื่นแต่เช้าแน่นอน ก็เลยซื้อของอร่อยมาด้วย เราไปนั่งกินข้าวที่ทะเลสาบกันเถอะ” วังจื่อหยวนพูดพร้อมกับรอยยิ้ม
ฟู่เหมี่ยวไม่ปฏิเสธแต่อย่างใด เพราะเธอยังคงเชื่อในตัวของวังจื่อหยวนอยู่ ดังนั้นเธอจึงทำเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทั้งสองเดินไปยังทะเลสาบด้วยกัน ก่อนที่วังจื่อหยวนจะยื่นอาหารเช้าที่ซื้อมาให้กับฟู่เหมี่ยว เมื่อเปิดมันออก ก็พบว่ามันคือแพนเค้กไส้ผลไม้ที่ขายอยู่แถวบ้านของเธอนั่นเอง
ตั้งแต่ที่ฟู่ต้าหย่งซื้อมันให้กับเธอครั้งล่าสุด ฟู่เหมี่ยวรู้สึกชอบมันเป็นอย่างมาก ทั้งยังชอบไปซื้อมันมากินอยู่บ่อยๆอีกด้วย
“แพนเค้กไส้ผลไม้? นายตื่นแต่เช้าเพื่อซื้อมันมาเหรอ?” ฟู่เหมี่ยวเอ่ยถามออกไปด้วยความรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ใช่แล้วล่ะ มันไม่ได้อยู่ไกลสักหน่อย ปั่นจักรยานแค่15นาทีก็ถึงแล้ว ฉันยืมจักรยานของพี่รองไปน่ะ”
“พี่รอง?” ก่อนหน้านี้วังจื่อหยวนไม่เคยเรียกฟู่เซินว่าเป็นพี่รองมาก่อนเลย เขาจะเรียกชื่อฟู่เซินออกไปตรงๆเท่านั้น
“พี่ของเธอก็เป็นพี่ของฉันด้วยเหมือนกัน”
“แต่ถ้านายมีคู่หมั้นแล้วจริงๆ พี่รองของฉันก็จะไม่ใช่พี่รองของนายอีกต่อไปน่ะสิ” ฟู่เหมี่ยวพูดโดยไม่ได้แสดงอารมณ์ใดออกมา
เมื่อได้ยินแบบนั้น สีหน้าของวังจื่อหยวนก็ดูจริงจังขึ้นมาทันที ก่อนจะเล่าถึงสิ่งที่เขาคุยกับพ่อทั้งหมดให้กับฟู่เหมี่ยวฟัง
“เสี่ยวฉุ่ย ผู้หญิงที่จะเป็นภรรยาของฉันในอนาคตมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้น และฉันจะไม่มีวันกลับคำพูดอย่างแน่นอน ไม่ว่าคู่หมั้นของฉันจะมีตัวตนอยู่จริงๆหรือไม่ก็ตาม นั่นเป็นแค่เรื่องที่ผู้ใหญ่พูดกันขึ้นมาเอง”
“เธอรู้หรือเปล่า ย่าของฉันได้จากไปตั้งแต่ที่พ่อของฉันอายุไม่กี่ขวบแล้ว และปู่ของฉันก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลยด้วย มันอาจเป็นเพียงแค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่งเท่านั้นก็ได้ อีกอย่างตอนนี้ย่าของฉันก็ไม่อยู่แล้ว เราอย่าพูดถึงเรื่องการหมั้นที่เป็นไปไม่ได้นั่นอีกเลย”
“อาของฉันก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง บางทีนี่อาจจะเป็นเพียงการปลอบใจหยูเชี่ยนก็ได้ เพราะคุณอาและพ่อของฉันเป็นพี่น้องคนละแม่ ดังนั้นปู่ของฉันก็เลยค่อนข้างจะตามใจคุณอาพอสมควรเลย”
หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้น ฟู่เหมี่ยวก็รู้สึกว่าเธอคิดมากเกินไปจริงๆ วังจื่อหยวนช่างเป็นคนที่ซื่อและพูดอะไรออกมาตามตรงจริงๆ
“เสี่ยวฉุ่ย เธอยังโกรธฉันอยู่หรือเปล่า?” เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย วังจื่อหยวนจึงรู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย
“รีบกินเร็วๆเข้าเถอะ เดี๋ยวก็เย็นหมดพอดี” ฟู่เหมี่ยวพูดพร้อมกับหยิบแพนเค้กขึ้นมากินทันที
“อืม ก็ได้ ก็ได้ เสี่ยวฉุ่ย ตอนสายนี้เราไม่มีเรียนนี่นา เธอวางแผนที่จะไปไหนหรือเปล่า?” วังจื่อหยวนพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่มีความสุข
“ฉันว่าจะไปห้องสมุดต่อ ฉันอยากจะไปทบทวนสิ่งที่อาจารย์เพิ่มเติมสักหน่อย”
“อืม ถ้าอย่างนั้นหลังจากกินเสร็จ เธอจะให้ฉันชวนพี่รองไปด้วยหรือเปล่า”
“หากนายไม่ชวนเขาไปด้วย เราไปกันแค่สองคนก็ได้” ฟู่เหมี่ยวพูดพร้อมกับยิ้มให้กับเขาด้วยท่าทีที่เก้อเขิน
ระหว่างคาบเรียนในช่วงบ่าย ฟู่เซินก็เห็นว่าพวกเขาทั้งสองแทบจะตัวติดกันอยู่ตลอดเวลา จนเขาถึงกับคิดในใจว่า : มันเกิดอะไรขึ้นกัน?
อีกด้านหนึ่ง เช้าวันนี้ฟู่เยี่ยนมีเรียน และเธอก็ตั้งใจที่จะเอายาไปให้กับไป๋โม่เฉินด้วย
แต่เมื่อเธอตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ก็ได้พบว่าท่าทางของเหมี่ยวชานชานดูผิดปกติไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังมองมาที่เธอด้วยแววตาที่ดูซับซ้อนอีกด้วย ฟู่เยี่ยนจึงได้ถามออกไปทันทีว่ามีอะไรผิดปกติไปหรือเปล่า แต่เหมี่ยวชานชานก็ยังคงเงียบไม่ยอมพูด
ที่จริงแล้วเหมี่ยวชานชานอยากจะพูดกับฟู่เยี่ยนมาก แต่อีกใจหนึ่เธอก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้ หากพวกเขาทั้งสองคนสามารถเข้ากันได้จริงๆจะเป็นอย่างไรกันนะ? เมื่อคิดได้เช่นนั้น เธอจึงพยายามข่มตัวเองเอาไว้
ในระหว่างคาบเรียน ฟู่เยี่ยนไม่ได้เจอไป๋โม่เฉินเลย ซึ่งกว่าเธอจะได้พบเขาก็เป็นเวลาเลิกเรียนแล้ว โดยเขากำลังเดินอยู่ที่โถงทางเดิน
ฟู่เยี่ยนจึงได้เข้าไปทักทายไป๋โม่เฉิน
“เลิกเรียนแล้ว เราไปกินข้าวเย็นด้วยกันไหม?” ไป๋โม่เฉินรีบชวนฟู่เยี่ยนทันที
“จากนี้เป็นต้นไป เราไม่จำเป็นต้องไปกินข้าวด้วยกันแล้ว รับนี่ไปสิ มันคือยาที่ฉันทำขึ้นมาเอง พี่สามารถกินมันได้ถึงสองเดือนเลยนะ หลังจากที่กินมันจนหมดแล้ว พี่ค่อยมาบอกฉันอีกทีก็แล้วกัน แล้วฉันจะปรุงยาให้พี่ใหม่” เธอพูดพร้อมกับยื่นยาในมือให้กับเขา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินก็รู้สึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมาทันที! เขาเอามือไพล่หลังเอาไว้ และแสร้งทำเป็นไม่ได้สนใจที่เธอพูด
“ไปกินข้าวกันเถอะ” ไป๋โม่เฉินยังคงยืนกรานที่จะไปกินข้าวกับเธอ
ฟู่เยี่ยน: ฉันให้ยากับเขาไปแล้วไม่ใช่หรือ แล้วทำไมเขาถึงยังชวนไปกินข้าวด้วยอีกล่ะ?
“เธอจะยืนนิ่งอยู่อีกนานไหม?” ไป๋โม่เฉินหันกลับมาพูดกับเธออีกครั้ง
“เอ๊ะ ไปแล้วๆ” ฟู่เยี่ยนรีบตามเขาไปอย่างไม่รู้ตัว
ขณะที่กำลังเดินไปยังโรงอาหารนั้น ไป๋โม่เฉินก็ครุ่นคิดอยู่ในใจเสมอว่าเขาควรจะทำอย่างไรต่อไปดี? ทันใดนั้นเอง เขาก็คิดขึ้นมาได้ว่าความรู้สึกที่เขามีต่อเธอนั้นเป็นความรู้สึกที่ผู้ชายมักจะรู้สึกกับผู้หญิง มันไม่ใช่ความรู้สึกที่เขามีต่อผู้มีพระคุณ
ส่วนทางด้านฟู่เยี่ยนเองก็คิดถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เธอรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากว่าทำไมไป๋โม่เฉินถึงยังมาชวนเธอไปกินมื้อเย็นอยู่แบบนี้ มันเป็นเพราะเขาไม่มีเพื่อนหรือไม่มีคู่เดทหรือเปล่า?
ฟู่เยี่ยนแอบชำเลืองมองไปที่เขาอยู่เงียบๆ: ไอ้หยา เขาหล่อจัง เขาเองก็ยังมีเพื่อนร่วมชั้นอยู่ไม่ใช่หรือ? หรือว่าเขาเลือกที่จะไม่สนใจคนพวกนั้นกันแน่?
ในระหว่างที่กำลังกินมื้อเย็นอยู่นั้น ทั้งสองไม่ได้คุยอะไรกันเลย จนฟู่เยี่ยนเป็นคนทำลายความเงียบนี้ลง
“พี่กำลังหาคู่เดทในหอพักของฉันอยู่หรือเปล่า? พี่อายที่จะพูดออกมาตรงๆใช่ไหม?” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปด้วยท่าทีที่ดูลังเล
“ใช่แล้วล่ะ” ไป๋โม่เฉินค่อนข้างประทับใจในจินตนาการของผู้หญิงตรงหน้าของเขาเป็นอย่างมาก
หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย และไม่ได้ถามอะไรอีก ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเช่นกัน
ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนก็กำลังครุ่นคิดถึงคำพูดของเขาอยู่ เธอกำลังคิดว่าผู้หญิงคนนั้นคือใครกันแน่?
ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็รู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย นี่ฟู่เยี่ยนไม่คิดว่าเขากำลังหมายถึงตัวเธอเองบ้างเลยอย่างนั้นหรือ?
หลังจากที่กินมื้อเย็นเสร็จ ทั้งสองคนก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย ก่อนจะเดินที่ยังห้องสมุดโดยตรง จากนั้นทั้งสองก็ต่างคนต่างอ่านหนังสือ เมื่ออ่านหนังสือเสร็จ ไป๋โม่เฉินก็ได้เดินไปส่งเธอกลับหอพัก ก่อนจะกล่าวลากันและแยกย้ายไปพักผ่อน
เช้าวันรุ่งขึ้น วันนี้เป็นเช้าของวันศุกร์แล้ว และฟู่เยี่ยนก็ไม่มีเรียนอีกด้วย ดังนั้นเธอจึงกลับบ้านตั้งแต่ช่วงเช้า
………………………………………………….
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ณ สถานที่ฟื้นฟูโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมในพระราชวังต้องห้าม อาจารย์หลายคนต่างก็กำลังวิ่งไปมาด้วยความกังวลใจ
“ศาสตราจารย์ฉู่ คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้?” ผู้อาวุโสจิน ชายผู้รับผิดชอบเรื่องการสำรวจโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมในพระราชวังต้องห้ามแห่งนี้พูดขึ้นมาด้วยความรู้สึกสับสนเล็กน้อย
“ผู้อาวุโสจิน ฉันเกรงว่าเราคงจะต้องหาคนที่มีความสามารถเฉพาะด้านให้มาตรวจดูที่นี่แล้วค่ะ มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้มีความสำคัญกับเรามาก แต่ทุกคนที่ได้สัมผัสมันก็มีอาการอย่างที่เห็นนั่นแหละค่ะ แบบนี้เราคงจะรับมือไม่ไหวอย่างแน่นอน”
“อืม ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องไปปรึกษาชายชราจากตระกูลมู่และตระกูลโจวแล้วล่ะ บางที่เราอาจต้องเชิญเขามาที่นี่ด้วย เสี่ยวหลี่ ช่วยติดต่อไปยังสำนัก753ที แล้วถามพวกเขาว่าสามารถทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้บ้าง”
“ผู้อาวุโสจิน เรื่องนี้ควรจะดำเนินการโดยเร็วที่สุดนะคะ” ศาสตราจารย์ฉู่พูดออกมาด้วยสีหน้าที่จริงจัง
“อืม ผมจะจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ให้ทุกคนหยุดทำการสำรวจจนกว่าเรื่องทั้งหมดจะคลี่คลาย” หลังจากที่พูดจบ ผู้อาวุโสจินก็ได้เริ่มหาวิธีแก้ไขปัญหานี้ในทันที
ณ ตระกูลมู่
“เสี่ยวหลิว ตอนนี้ร่างกายของฉันไม่ได้แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ให้เสี่ยวอันไปแทนเถอะ แม้ว่าตอนนี้ความสามารถของเขายังไม่เพียงพอที่จะจัดการเรื่องนี้ก็ตาม แต่นี้คือเกียรติของตระกูล แค่ก แค่ก... ไปได้แล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พ่อบ้านหลิวก็ได้เดินออกไปโดยไม่ตอบโต้ใดๆ ตอนนี้มู่อี้อันได้เรียนอยู่ที่บ้านและกำลังศึกษาบางอย่างอยู่ เมื่อพ่อบ้านหลิวมาถึง เขาจึงได้เล่าสิ่งที่ผู้เฒ่ามู่พูดให้กับมู่อี้อันฟัง
“ผมเองก็จะไปที่นั่นกับนายน้อยด้วยเหมือนกัน”
ระหว่างทาง มู่อี้อันก็ได้เอ่ยถามบางอย่างออกไปอย่างไม่เป็นทางการนัก ซึ่งพ่อบ้านหลิวก็มักจะตอบกลับมาด้วยท่าทีที่ดูระมัดระวังอยู่เสมอ
“ลุงหลิว วันนี้ผมว่าลุงควรจะออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกหน่อยนะครับ ลุงไม่จำเป็นต้องคอยตามผมตลอดเวลาหรอกครับ ผมไปที่นั่นคนเดียวได้ และเมื่อทุกอย่างเสร็จ ผมจะกลับบ้านเอง” หลังจากที่พูดจบ มู่อี้อันก็ได้เข้าไปในพระราชวังต้องห้ามทันที
ตอนที่ 159 เรื่องด่วน
เมื่อมู่อี้อันมาถึง ชายชราของตระกูลโจวก็ไม่ได้มาเช่นกัน เขาได้ส่งลูกชายมาแทน ซึ่งโจวหยางก็ได้ยิ้มออกมาด้วยความจริงใจเมื่อได้พบกับมู่อี้อัน และยังมีเด็กอีกหลายคนที่มาจากตระกูลที่มีความรู้ด้านอภิปรัชญาอยู่ที่นี่อีกด้วย ดังนั้นภายในลานแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยเหล่าสมาชิกของลัทธิเต๋า
เมื่อได้มาพบกันอีกครั้ง พวกเขาก็ได้พูดคุยกันและเปลี่ยนคำทักทายอีกด้วย โดยมู่อี้อันเรียกโจวหยางว่าอา เพราะหลังจากที่พ่อของเขาเสียชีวิต โจวหยางก็ได้รับหน้าที่ทั้งหมดแทน
“น้องโจว ทำไมเขาถึงได้เรียกพวกเรามาที่นี่กันล่ะ นายรู้หรือเปล่า?”
“ฉันเองก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกัน อย่ากังวลไปเลย อีกเดี๋ยวเราก็คงจะได้รู้แล้ว”
หลังจากนั้นไม่นาน คนจากสำนัก753หลายคนก็ได้มาถึงที่นี่แล้ว และทุกคนต่างก็กำลังรวมตัวกันเพื่อรอให้คนของผู้อาวุโสจินมาเรียกอยู่
หลังจากนั้นไม่นาน เสี่ยวหลี่ ผู้ช่วยของผู้อาวุโสจินก็ได้มาต้อนรับพวกเขา หลังจากที่ตรวจสอบสถานะเสร็จแล้ว ทุกคนก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องๆหนึ่ง
ซึ่งภายในห้องนั้นมีชายชราคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ และคนๆนั้นก็คือผู้อาวุโสจินนั่นเอง หลังจากที่ทุกคนกล่าวทักทายเขาแล้ว ก็ได้นั่งลงทันที
“ที่ฉันเชิญทุกคนมาในวันนี้ ก็เพราะมีเรื่องอยากจะรบกวน ฉันมีงานที่อยากจะขอให้พวกเธอช่วย จึงอยากจะถามถึงความสมัครใจของพวกเธอเสียก่อน”
“สำหรับพวกเราแล้ว การที่ได้ช่วยเหลือในสิ่งที่ผู้อาวุโสจินต้องการนั้นถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ฉะนั้นอย่าได้เกรงใจเลยครับ” ตอนนี้โจวหยางได้กลายเป็นโฆษกของกลุ่มไปแล้ว
“เนื่องจากเวลามีจำกัด เพื่อที่จะรีบแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด ฉันจะไม่พูดอ้อมค้อมก็แล้วกัน”
“ผู้อาวุโสจิน พูดออกมาตามตรงเถอะครับ”
“เมื่อเดือนที่แล้วในเมืองซีอาน เราได้ค้นพบสุสานทางโบราณคดีแห่งหนึ่ง ซึ่งมีวัตถุทางวัฒนธรรมที่มีค่าหลายชิ้นได้ถูกขุดพบที่นั่น เราจึงได้ส่งมันไปที่สำนักงานฟื้นฟูโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมทันที”
“ในตอนแรกทุกอย่างก็ดูปกติดี แต่ใครจะไปรู้ว่าหลังจากที่คนของเราหลายได้ทำการบูรณะซ่อมแซมของพวกนั้นเพียงครึ่งวัน พวกเขาทั้งสี่คนก็ต้องตกอยู่ในอาการโคม่าไปทันที”
“เราได้นำตัวพวกเขาส่งโรงพยาบาลแล้ว แต่แพทย์ก็ไม่สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้ ดังนั้นจึงต้องขอความช่วยเหลือจากพวกคุณทุกคนแล้วล่ะ เรามาช่วยระดมความคิดกันดีกว่า มีวิธีใดบ้างที่พอจะช่วยอาจารย์เหล่านั้นได้” ผู้อาวุโสจินพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูเศร้าสร้อย
หลังจากที่คำพูดนี้ถูกพูดออกไป ทุกคนต่างก็เริ่มพูดถึงเรื่องนี้ในทันที ซึ่งผู้อาวุโสจินก็ไม่ได้ห้ามพวกเขาแต่อย่างใด โดยเพียงแค่นั่งฟังทุกคนคุยกันเงียบๆเท่านั้น
ราวสี่ชั่วโมงต่อมา โจวหยางก็ได้พูดในนามตัวแทนของทุกคน
“ผู้อาวุโสจิน ตอนนี้เราได้ข้อสรุปแล้ว แต่เราคงต้องขอดูอาการของพวกเขาและโบราณวัตถุที่พวกเขาได้สัมผัสก่อน”
“ไม่มีปัญหา ตอนนี้ผู้ป่วยทั้งหมดอยู่ที่โรงพยาบาลในเมืองหลวง ส่วนโบราณวัตถุเหล่านั้นอยู่ที่นี่แล้ว เชิญทุกคนตามฉันมาได้เลย”
หลังจากที่พูดจบ ผู้อาวุโสจินก็ได้ลุกขึ้น ก่อนจะพาทุกคนไปยังสำนักงานฟื้นฟูโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมทันที มันเป็นเพียงแค่ห้องที่ตั้งอยู่ด้านนอกพระราชวังต้องห้ามที่ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนักห้องหนึ่ง
แต่ภายในห้องนั้นกลับดูตระการตามาก โบราณวัตถุทั้งหมดที่อยู่ในห้องนี้ต่างก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมใหม่ทั้งหมด แม้ว่าจะไม่ค่อยสมบูรณ์มากนักก็ตาม แต่ก็ยังดูยอดเยี่ยมมากๆ
ผู้อาวุโสจินไม่แม้แต่จะแตะต้องขวดและโถพวกนั้นเลย เขาชี้ไปที่ของพวกนั้น ก่อนจะพูดกับทุกคนว่า “นี่คือโบราณวัตถุที่ฉันพูดถึงเมื่อครู่นี้ ซึ่งตอนนั้นคนของเราทั้งสี่คนกำลังช่วยกันบูรณะซ่อมแซมเหยือกเหล้าและแจกันพวกนี้อยู่”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ทุกคนต่างก็เข้ามารวมตัวกันก่อนจะมองไปยังโบราณวัตถุที่วางอยู่ตรงหน้า ซึ่งบางคนถึงกับมองลอดเข้าไปข้างในอีกด้วย แต่ก็ไม่มีใครแตะต้องมันเลย หลังจากที่ผ่านไปครู่หนึ่ง ทุกคนต่างก็ส่ายศีรษะไปมาเบาๆ พวกเขามองไม่เห็นถึงสิ่งผิดปกติใดเลย
ทันใดนั้นเอง มู่อี้อันก็ได้ขมวดคิ้วแน่น และเมื่อเขากำลังจะก้าวไปข้างหน้านั้น ยันต์แคล้วคลาดของเขาก็ได้ร้อนผ่าวขึ้นมา เขาจึงรีบถอยหลังออกมาในทันที จากนั้นเขาก็ได้หยิบยันต์แคล้วคลาดที่ห้อยอยู่ที่คอของเขาออกมาดู
ทันทีที่หยิบมันออกมา สีหน้าของมู่อี้อันก็ได้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้ยันต์แคล้วคลาดของเขากำลังถูกเผาช้าๆจนกลายเป็นสีดำ เขาจึงเดินไปที่โต๊ะนั่น พร้อมกับถือยันต์แคล้วคลาดที่ตอนนี้ค่อยๆเปลี่ยนสภาพกลายเป็นเถ้าถ่านช้าๆเอาไว้ในมือ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้อาวุโสจินซึ่งยืนอยู่ที่มุมห้องก็ได้สังเกตเห็นยันต์แคล้วคลาดที่อยู่ในมือของมู่อี้อันซึ่งมันดูคุ้นตามากๆ ก่อนจะรีบหยิบยันต์ในกระเป๋าของเขาออกมาในทันที
ช่างน่าประหลาดใจมากจริงๆ ตอนนี้แม้แต่ยันต์แคล้วคลาดของผู้อาวุโสจินเองก็ได้กลายเป็นขี้เถ้าไปแล้วเช่นกัน
ทันใดนั้นเอง กลุ่มคนที่เข้ามาตรวจสอบที่นี่ยกเว้นโจวหยางก็แทบจะยืนไม่ไหว ขณะที่คนอื่นๆทยอยกันล้มลงไปกับพื้นนั้น โจวหยางก็ไม่ได้เข้าไปรับพวกเขาเอาไว้แต่อย่างใด โดยปล่อยให้พวกเขานอนอยู่บนพื้นแบบนั้น
เมื่อเห็นฉากตรงหน้า ผู้อาวุโสจินและมู่อี้อันก็ได้หันมามองหน้ากัน ก่อนจะรีบออกไปจากห้องนี้ทันที
“ฉันเห็นว่ายันต์ของนายเหมือนกับยันต์ของฉันเลยนี่นา นายวาดมันได้หรือเปล่า? ฉันรู้สึกลำบากมากมากจริงๆที่คนมากมายต้องมาเจอกับสิ่งนี้ที่นี่” ผู้อาวุโสจินพูดด้วยสีหน้าที่ดูเป็นกังวล
“ผมเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเหมือนกันครับ แต่เมื่อผมเข้าไปในห้องนั้น ผมก็รู้สึกว่ายันต์แคล้วคลาดของผมร้อนขึ้นมา หากผมยังฝืนเดินต่อไป มันคงจะก็กลายเป็นเถ้าถ่านในทันที คุณไม่รู้สึกเลยอย่างนั้นเหรอครับ?”
“พอดีว่ากระเป๋ากางเกงของฉันค่อนข้างหนา ก็เลยไม่รู้สึกถึงอะไรเลย ตอนแรกฉันกะจะหยิบมันออกมาดูว่าเหมือนกับของนายหรือเปล่า แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าทันทีที่ฉันหยิบมันออกมา สภาพของมันก็ได้กลายเป็นแบบนี้ไปเสียแล้ว” ผู้อาวุโสจินรู้แล้วว่ายันต์แผ่นนี้ได้ช่วยเขาเอาไว้ ไม่แปลกใจเลยที่ก่อนหน้านี้คนของเขาทั้งสี่คนต่างก็หมดสติไปจนหมด แต่เขากลับไม่เป็นอะไรเลย
“ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะช่วยเราทั้งคู่เอาไว้นะครับ ไม่อย่างนั้นเราคงหมดสติเหมือนกับทุกคนไปแล้ว” ทันใดนั้นเอง มู่อี้อันก็นึกถึงฟู่เยี่ยนขึ้นมา ยันต์ของเธอช่างสุดยอดมากจริงๆ
“ใช่แล้ว ฉันต้องรีบกลับบ้านไปถามภรรยาแล้วว่าเธอไปเอายันต์นี้มาจากไหน เจ้าหนู นายรีบไปตามใครสักคนมาช่วยเถอะ ช่วยรีบหน่อยก็แล้วกัน ตอนนี้ชีวิตของทุกคนอยู่ในมือของเราแล้ว!” หลังจากที่พูดจบ ผู้อาวุโสจินก็ไม่เปิดโอกาสให้มู่อี้อันได้พูดอะไรเลย ก่อนจะรีบกลับไปที่บ้านของเขาในทันที
มู่อี้อันกำลังจะบอกว่าตนรู้จักบุคคลคนนั้น ดูเหมือนว่ายันต์ของผู้อาวุโสจินก็เป็นยันต์ที่ฟู่เยี่ยนวาดเช่นกัน แต่มันไม่ใช่ยันต์แบบเดียวกับเขา เป็นไปได้ว่ามันอาจจะเป็นยันต์ที่เธอวาดขึ้นมารุ่นก่อนหน้านี้นั่นเอง
ทว่าผู้อาวุโสจินกลับไม่ให้โอกาสเขาได้พูดอะไรเลย ดังนั้นมู่อี้อันจึงรีบตามเขาไปเพื่อที่จะคุยเรื่องนี้กับผู้อาวุโสจิน
โดยไม่คาดคิด ชายชราคนนี้กลับวิ่งเร็วมากๆ และหายลับตาไปในที่สุด มู่อี้อันจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปหาฟู่เยี่ยนเองเท่านั้น
ในเวลานี้ ฟู่เยี่ยนกำลังดูแลเด็กๆอยู่ที่บ้าน ซึ่งวันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ของเธอ รวมทั้งพี่ชายและพี่สาวของเธอก็ได้กลับมาที่บ้านแล้วเช่นกัน ดังนั้นฟู่ต้าหย่งจึงขอให้พวกเขาทั้งสองไปทำความสะอาดถังเหล้าทั้งหมดที่มี
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนกลับมาถึงบ้าน ฟู่เหยาก็ได้แสดงสิ่งที่เขาฝึกฝนมาตลอดทั้งสัปดาห์ให้เธอดู เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เด็กคนนี้มีพรสวรรค์ในตัวเองจริงๆด้วย น้องชายของเธอเป็นอัจฉริยะ!
ดังนั้นเธอจึงสอนเขาในขั้นต่อไปทันที และบอกกับเขาไปว่าจะกลับมาดูพัฒนาการของเขาอีกครั้งในสัปดาห์หน้า ทั้งสองจึงทำการฝึกด้วยกันอย่างจริงจังตลอดทั้งช่วงเช้า และเวลาก็ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อมู่อี้อันมาถึง ทุกคนต่างก็อยู่ที่สวนหลังบ้านกันหมดแล้ว จึงไม่มีใครได้ยินเขาเคาะประตู จนเขาต้องเดินอ้อมไปที่ประตูหลังบ้านแทน
“โอ้ มีแขกมาอย่างนั้นเหรอ เสี่ยวอัน พวกเราอยู่นี่” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับเปิดประตูและหันไปตะโกนเรียกฟู่เยี่ยน
“นายมาทำอะไรที่นี่? ไม่ใช่ว่าตอนนี้นายกำลังฝึกทำกระเป๋าเฉียนคุนอยู่ที่บ้านหรอกเหรอ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ
“ฟู่เยี่ยน ช่วยมากับฉันหน่อยได้ไหม ตอนนี้มีคนมากมายกำลังหมดสติอยู่ในห้องเต็มไปหมดเลย” สิ่งที่มู่อี้อันพูดออกมานั้นจับใจความไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
“คนหมดสติเต็มห้องอะไรกัน นายช่วยพูดช้าๆหน่อยได้ไหม”
ทันใดนั้น มู่อี้อันก็ได้นั่งลงบนก้อนหินริมสระน้ำ ก่อนจะตั้งสติพูดช้าๆอีกครั้ง
“ช่วยไปกับฉันหน่อยได้ไหม เธอเคยให้ยันต์แคล้วคลาดกับผู้อาวุโสจินไปใช่หรือเปล่า และอีกไม่นานเขาคงจะต้องมาตามหาเธออย่างแน่นอน”
“อืม ถ้าอย่างนั้นฉันขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วฉันจะไปกับนาย” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินกลับเข้าไปในบ้านทันที
โดยไม่คาดคิด ขณะที่มู่อี้อันกำลังนั่งรอเธออยู่นั้น ก็ได้มีคนมาเคาะประตูหน้าบ้านอีกครั้ง เมื่อประตูถูกเปิดออก เขาก็เห็นว่าจางเหว่ยกำลังเดินเข้ามา ทั้งยังมีชายชราคนหนึ่งเดินตามมาด้วย ซึ่งชายชราคนนั้นคือผู้อาวุโสจินนั่นเอง ไม่คิดเลยว่าเขาจะมาที่นี่ได้เร็วขนาดนี้
“นั่นหนุ่มน้อยจากตระกูลมู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ? เป็นไปได้ไหมว่ายันต์ของเราจะวาดโดยคนๆเดียวกัน?” ผู้อาวุโสจินพูดพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้าง
“ผู้อาวุโสจิน คุณวิ่งเร็วมากจนผมตามไม่ทัน และคุณก็รีบวิ่งออกไปโดยไม่รอให้ผมได้พูดอะไรเลยอีกด้วย”
ทันใดนั้นเอง ผู้อาวุโสจินก็ได้เดินเข้ามานั่งข้างมู่อี้อัน ด้วยความที่วิ่งไปมาตลอดทั้งเช้า จึงทำให้ตอนนี้ชายชรารู้สึกหมดแรงไปเสียแล้ว
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ฟู่ต้าหย่งก็บังเอิญเดินออกมาจากโรงเก็บของในสวนหลังบ้านพอดี เขาเพิ่งจะบ่มเหล้าเสร็จ เมื่อเห็นมู่อี้อันและจางเหว่ย เขาจึงส่งยิ้มให้กับทั้งสองคนทันที
“ลมอะไรพัดพวกนายทั้งสองคนมาที่นี่ล่ะ?”
ทั้งมู่อี้อันและจางเหว่ยต่างก็เรียกเขาว่าคุณลุง ส่วนผู้อาวุโสจินที่นั่งพักอยู่ก็ได้รีบเดินเข้าไปจับมือฟู่ต้าหย่งทันทีเช่นกัน
“สวัสดีคุณฟู่ ผมมาจากพระราชวังต้องห้าม เรามีความจำเป็นที่จะต้องเชิญคุณไปที่นั่นเพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์บางอย่างให้กับเรา และตอนนี้ก็มีคนกำลังตกอยู่ในอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว!”
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนที่เพิ่งกลับออกมาก็ได้เห็นฉากนี้เข้าพอดี นี่เขากำลังคิดว่าพ่อของเธอเป็นปรมาจารย์อยู่อย่างนั้นหรือ
“คุณกำลังพูดถึงเสี่ยวฮั่วอยู่หรือเปล่า เสี่ยวฮั่วมานี่หน่อยสิ ท่านผู้เฒ่าท่านนี้ดูจะเป็นกังวลไม่น้อยเลย”
ตอนที่ 160 แสดงทักษะที่ยอดเยี่ยม
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้อาวุโสจินก็ได้มองไปที่ฟู่เยี่ยนทันที เธอยังเด็กมากเลยไม่ใช่หรือ? มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน?
“ฟู่เยี่ยน นี่คือผู้อาวุโสจิน คนที่ฉันเพิ่งจะพูดถึงไปเมื่อกี้นี้ไง” มู่อี้อันรีบแนะนำเขาให้เธอได้รู้จักในทันที
“สวัสดีค่ะผู้อาวุโสจิน หนูชื่อฟู่เยี่ยน เรามาพูดถึงรายละเอียดต่างๆระหว่างเดินกันดีกว่าไหมคะ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปยังชายชราที่อยู่ตรงหน้า
“เธอเป็นคนวาดยันต์แคล้วคลาดเหรอ?” ผู้อาวุโสจินยังคงไม่เชื่อในสิ่งที่เขาเห็น ก่อนจะมองไปที่ฟู่ต้าหย่ง เขาแทบจะยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
“หนูเป็นคนวาดมันเอง คุณดูสิคะว่ามันใช่ยันต์แบบเดียวกันนี้หรือเปล่า” ฟู่เยี่ยนหยิบยันต์ขึ้นมาหนึ่งแผ่น และยื่นมันให้กับผู้อาวุโสจินไป
“จริงด้วย มันคือยันต์แบบเดียวกันจริงๆ”
“คุณปู่จิน คุณไม่เชื่อผมเหรอครับ ยันต์พวกนี้ฟู่เยี่ยนเป็นคนวาดมันขึ้นมาจริงๆ ผมจะกล้าหลอกลวงคุณได้อย่างไร? หากทำแบบนั้น คุณย่าไป๋จะไม่ตีผมจนตายไปเลยเหรอ?” ทันใดนั้น จางเหว่ยก็ได้พูดขัดจังหวะขึ้นมา
“เอาล่ะ เอาล่ะ เข้าใจแล้ว เมื่อแม่น้ำแยงซีเกิดคลื่นลูกใหม่ขึ้น มันก็จะซัดคลื่นลูกเก่าออกไปเป็นธรรมดาอยู่แล้ว!” ผู้อาวุโสจินถอนหายใจออกมา ก่อนจะเก็บยันต์แคล้วคลาดในมือลงไปในกระเป๋าของเขา
หลังจากที่ทำใจยอมรับเรื่องนี้ได้แล้ว พวกเขาก็ได้ออกเดินทางในทันที
“ฉันคงไปด้วยไม่ได้แล้วนะ ฉันจะอยู่ช่วยคุณลุงบ่มเหล้าที่นี่” จางเหว่ยพูดแทรกขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเขาไม่จำเป็นต้องไปที่นั่น
“อืม ถ้าอย่างนั้นก็รอฉันที่บ้านแล้วกัน ฉันมีบางอย่างจะคุยกับพี่อยู่พอดีเลย เอาไว้ฉันกลับมาเราค่อยคุยกัน”
เมื่อผู้อาวุโสจินได้ยินเรื่องเหล้า เขาก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้นไปอีก หากไม่มีคนรออยู่ เขาคงจะตามไปดูอย่างแน่นอน แท้จริงแล้วเหล้าที่ทุกคนต่างก็แย่งกันซื้อมาจากครอบครัวนี้เองเหรอ
ผู้อาวุโสจินพยายามระงับความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองเอาไว้ ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับมู่อี้อันและฟู่เยี่ยน โดยระหว่างทาง ฟู่เยี่ยนก็ได้รู้อีกด้วยว่าทำไมผู้อาวุโสจินถึงได้ตามตัวเธอเจออย่างรวดเร็วแบบนี้
ที่แท้ภรรยาของผู้อาวุโสจินและคุณย่าของจางเหว่ยเป็นเพื่อนสนิทกันนั่นเอง ดังนั้นคุณย่าไป๋จึงเป็นคนที่มอบยันต์แคล้วคลาดให้กับผู้อาวุโสจิน
ซึ่งวันนี้คุณย่าไป๋ก็ได้อยู่กับคุณย่าของจางเหว่ยพอดี ส่วนจางเหว่ยก็บังเอิญซื้อไก่บ้านไปฝากคุณย่าของเขา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ที่บ้านเลย ผู้อาวุโสจินจึงรีบตรงไปยังบ้านผู้เฒ่าเยว่ และหลังจากที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ จางเหว่ยจึงได้พาผู้อาวุโสจินมาหาฟู่เยี่ยนนั่นเอง
“อาจารย์ฟู่ ทำไมพวกเขาถึงได้หมดสติทันทีหลังจากที่สัมผัสโบราณวัตถุพวกนั้นกันล่ะ? หากพวกเราสองคนไม่มียันต์แคล้วคลาดของอาจารย์ ตอนนี้คงจะมีสภาพไม่ต่างจากทุกคนไปแล้ว”
“ผู้อาวุโสจิน อย่าเรียกหนูว่าอาจารย์เลยค่ะ เรียกแค่ชื่อของหนูก็พอแล้ว” ฟู่เยี่ยนพอจะมองออกว่าผู้อาวุโสจินนั้นเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบความสำเร็จมามากมาย และยังรู้สึกว่าเธอจะต้องได้ติดต่อกับเขาในอนาคตอีกด้วย
“เอาล่ะ ฟู่เยี่ยน เธอคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
“อันที่จริงแล้วหนูต้องไปดูที่นั่นอย่างละเอียดก่อน แต่ก็พอจะเดาบางอย่างได้บ้างแล้วล่ะค่ะ เอาไว้ไปถึงที่นั่น เราค่อยคุยกันดีกว่านะคะ” ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่ามีแนวโน้มมากที่เขาจะถูกโจมตีด้วยค่ายกล
ซึ่งความเป็นไปได้ที่สุดของเรื่องนี้ก็คือค่ายกลลวงตานั่นเอง
เมื่อพวกเขามาถึง คนจากสำนัก753 ก็ได้มาถึงที่นี่แล้วเช่นกัน ซึ่งคนที่มานั้นก็คือรองผู้อำนวยการของสำนัก753นั่นเอง แต่ทว่าเขาไม่ได้เชี่ยวชาญในเรื่องของลัทธิเต๋าเท่าไหร่นัก เขาแค่มาตรวจสอบสถานการณ์ที่นี่เท่านั้น
“สวัสดีครับผู้อาวุโสจิน ผมชื่อหยูเฉิงหมิน มาจากสำนัก753ครับ”
“สวัสดีคุณหยู เชิญเข้าไปดูข้างในก่อน ฟู่เยี่ยน เธอเองก็เข้าไปด้วยสิ” ผู้อาวุโสจินมองไปที่ฟู่เยี่ยนพร้อมกับผายมือออกไป
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนที่เดินตามมาด้านหลังเมื่อได้ยินผู้อาวุโสจินเรียก เธอจึงก้าวไปข้างหน้าในทันที
ส่วนหยูเฉิงหมินที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกงุนงงขึ้นมาเล็กน้อย หญิงสาวคนนี้คือใครกัน? เธอเป็นหลานสาวของผู้อาวุโสจินอย่างนั้นหรือ? เรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับเธอเลยนี่นา
ทว่าหยูเฉิงหมินก็ไม่ได้พูดสิ่งที่เขาคิดออกไปแต่อย่างใด เอาไว้หากเธอก่อปัญหาขึ้น เขาค่อยตำหนิเธอทีหลังก็แล้วกัน
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เข้าไปข้างในกับผู้อาวุโสจิน เดิมทีมู่อี้อันเองก็ต้องการที่จะเข้าไปด้วย แต่ฟู่เยี่ยนก็ได้หยุดเขาเอาไว้ เพราะเธอจำเป็นต้องตรวจสอบสถานการณ์ที่นี่ให้แน่ใจเสียก่อน ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมผู้อาวุโสจินถึงเข้ามาด้วยได้นั้นก็เพราะเธอต้องการให้เขาอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนั่นเอง โดยฟู่เยี่ยนยังไม่ลืมที่จะมอบยันต์แคล้วคลาดที่เธอเพิ่งจะพัฒนาขึ้นมาใหม่ให้กับผู้อาวุโสจินไปอีกด้วย
“บนโต๊ะมีโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมอยู่สองชิ้น ส่วนในกล่องตรงนั้นคือโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมที่ยังไม่ได้รับการบูรณะซ่อมแซม ระวังตัวด้วย ก่อนหน้านี้พวกเขายืนดูมันใกล้ๆ แค่ไม่กี่นาทีก็หมดสติลงไปแล้ว”
ฟู่เยี่ยนไม่ได้เดินเข้าไปใกล้โบราณวัตถุบนโต๊ะ เธอเพียงแค่ใช้เนตรสวรรค์มองไปที่มันเท่านั้น แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดจากของที่อยู่บนโต๊ะเลย แต่สิ่งที่แปลกไปก็คือของในกล่องที่อยู่ข้างๆต่างหาก ซึ่งตอนนี้กล่องใบนั้นถูกปกคลุมไปด้วยออร่าสีดำเข้มข้น
“ผู้อาวุโสจิน หนูขอดูของในกล่องใบนั้นได้ไหมคะ?”
“ได้สิ ตามสบายเลย แม้ว่าจะทำการบูรณะซ่อมแซมมันได้อย่างสมบูรณ์ มันก็ไม่ได้มีคุณค่าเท่ากับของสองชิ้นที่วางอยู่บนโต๊ะนี้อยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย ตอนนี้เธอมีความคิดเห็นตรงกันข้ามเขาอย่างชัดเจน
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้ลากกล่องใบนั้นมา ส่วนผู้อาวุโสจินก็ได้ช่วยกางแผ่นรองพลาสติกลงบนพื้น
วินาทีต่อมา เธอก็ได้หยิบโบราณวัตถุเหล่านั้นออกมาทีละชิ้น ซึ่งบางชิ้นนั้นเก่าจนแทบจะกลายเป็นตะกรันทั้งชิ้นไปแล้ว ทั้งยังมีของที่ทำจากโลหะปะปนอยู่อีกด้วย แต่สิ่งนั้นก็ไม่อาจหลุดพ้นสายตาของเธอได้ เพราะแสงที่เปล่งออกมาจากโบราณวัตถุแต่ละชิ้นนั้นจะแตกต่างกันออกไปนั่นเอง
“ผู้อาวุโสจิน ขอกาวที่ใช้สำหรับซ่อมมันหน่อยค่ะ หนูจะลองซ่อมมันดู”
“เธอกำลังจะประกอบมันเข้าด้วยกันเหรอ?” ผู้อาวุโสจินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ใช่แล้วค่ะ ให้หนูลองทำดูหน่อยได้หรือเปล่าคะ?”
ผู้อาวุโสจินเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะยื่นกาวให้กับเธอไป
“อืม รับไปสิ หากอยากทำก็ลองดู”
จากนั้น เขาก็ได้เข้ามายืนข้างๆ เพื่อดูฟู่เยี่ยนประกอบชิ้นส่วนเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ซึ่งเธอได้ทำมันอย่างรวดเร็ว ห้านาทีต่อมา เธอก็ประกอบชิ้นส่วนเหล่านั้นได้สำเร็จ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้อาวุโสจินก็ถึงกับกลืนน้ำลายลงไปด้วยความตกตะลึง วินาทีต่อมา ก็ได้มีแสงสีขาวแล่นผ่านดวงตาของเขา เด็กผู้หญิงคนนี้ช่างมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ!
เขาเฝ้าดูฟู่เยี่ยนประกอบชิ้นส่วนโบราณวัตถุสามชิ้นภายในเวลาครึ่งชั่วโมง และขณะที่เขากำลังจะหยิบมันขึ้นมาดูนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้หยุดเขาเอาไว้ทันที
“ผู้อาวุโสจิน อย่าเพิ่งแตะต้องมันค่ะ เท่าที่หนูเห็น ดูเหมือนว่าของเหล่านี้จะเป็นชุดบูชายัญอะไรสักอย่าง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้อาวุโสจินจึงชักมือของตัวเองกลับมาทันที พร้อมกับมองไปยังชิ้นส่วนเหล่านั้นอีกครั้ง แม้ว่าฝีมือของเธอจะไม่ได้ดีเท่าไหร่ แต่รายละเอียดต่างๆดูสมบูรณ์มากๆ หากได้รับการขัดเกลาอีกเล็กน้อย ของพวกนี้จะต้องสมบูรณ์แบบมากอย่างแน่นอน
ผู้อาวุโสจินชื่นชมในพรสวรรค์นี้ของฟู่เยี่ยนมากๆ ไม่ว่าเรื่องในวันนี้จะถูกคลี่คลายไปในทิศทางใดก็ตาม เขาก็ไม่อาจหยุดชื่นชมทักษะของเด็กผู้หญิงคนนี้ได้เลย เดิมทีเขาคิดว่าตัวเขานั้นแก่มากแล้ว และยังไม่มีศิษย์ที่จะมาสืบทอดทักษะเหล่านี้ แต่ตอนนี้เขาได้เจอกับคนที่เหมาะสมจะเป็นผู้สืบทอดแล้ว!
ทันใดนั้นเอง ผู้อาวุโสจินก็ได้ตัดสินใจอย่างไม่ลังเล
ฟู่เยี่ยนไม่รู้เลยว่าผู้อาวุโสจินกำลังวางแผนอะไรอยู่ ตอนนี้ยิ่งเธอพยายามประกอบมันมากขึ้นเท่าไร เธอก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นเท่านั้น ดูเหมือนว่านี่จะเป็นชุดเครื่องบูชาที่หมอผีใช้ เพราะหากมองจากแสงที่เปล่งออกมานั้น มันดูแปลกจากโบราณวัตถุจากราชวงศ์ถังที่เธอเก็บเอาไว้ในดินแดนต่างมิติของเธออย่างสิ้นเชิง
ไม่นานนัก ฟู่เยี่ยนก็ได้วางโบราณวัตถุชิ้นที่เจ็ดลง และดูเหมือนว่าจะเหลืออีกสองชิ้นที่ยังไม่ได้รับการประกอบ เธอยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อบนหน้าผากและกำลังจะขอน้ำดื่มจากผู้อาวุโสจิน
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ด้านนอกก็ได้เสียงดังขึ้นมาราวกับว่ามีกลุ่มคนกำลังเดินมาที่นี่
“ผู้อาวุโสจิน ผู้อาวุโสจิน คุณอยู่ในนั้นหรือเปล่าครับ?”
“มีอะไรอย่างนั้นเหรอ?” ผู้อาวุโสจินตอบโดยที่ไม่ได้เปิดประตูออกไป
“ให้พวกเราเข้าไปด้วยได้ไหมครับ?” ตอนนี้ด้านนอกได้มีเหล่าอาจารย์หลายคนรออยู่ รวมถึงศาสตราจารย์ฉู่ แม่ของวังจื่อหยวนก็มาด้วยเช่นกัน
“พวกเขาเข้ามาได้หรือเปล่า?” ผู้อาวุโสจินเอ่ยความคิดเห็นจากฟู่เยี่ยนในทันที
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเธอก็ได้วางยันต์แคล้วคลาดหลายแผ่นเอาไว้รอบๆตัวผู้อาวุโสจินและรอบตัวเธอเอง ก่อนจะพยักหน้าให้
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้อาวุโสจินก็ยิ่งรู้สึกชื่นชมเธอมากขึ้นเรื่อยๆ เขาจะต้องให้เธอมาศิษย์ของเขาให้ได้!
จากนั้น ผู้อาวุโสจินก็ได้เปิดประตูให้ทุกคนเข้ามา และเมื่อเห็นโบราณวัตถุหลายชิ้นที่วางอยู่บนพื้น เหล่าอาจารย์ทุกคนต่างก็ต้องตกใจในทันที!
“ผู้อาวุโสจิน นี่มันอะไรกัน?”
“ชู่ว อย่าเพิ่งพูดมาก เข้ามาก่อนเถอะ ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น จนกว่าฉันจะอนุญาตให้พูด!” ผู้อาวุโสจินพูดออกไปด้วยท่าทีที่ดูไม่พอใจ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนที่เพิ่งจะพูดออกไปก็รีบปิดปากของตัวเองทันที เพราะกลัวว่ารบกวนเขานั่นเอง
ส่วนฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดอะไรเลย เธอยังคงมุ่งความสนใจไปที่การประกอบชิ้นส่วนที่แตกหักของโบราณวัตถุตรงหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เธอรู้อยู่แล้วว่าวิญญาณอันชั่วร้ายที่อยู่ในสิ่งของเหล่านี้รุนแรงมาก ซึ่งการที่คนเหล่านั้นหมดสติ เป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นเพราะโบราณวัตถุพวกนี้ และทางเดียวที่จะแก้ไขได้ก็คือการประกอบมันอย่างถูกต้องเท่านั้น ทำไมถึงได้มีของแบบนี้อยู่กันล่ะ?
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้เพิ่มความเร็วของเธอมากยิ่งขึ้น โดยไม่แม้แต่จะหยุดพัก สำหรับคนอื่นนั้น พวกเขาต่างก็มองว่าเธอกำลังประกอบมันมั่วๆ หากไม่ใช่เพราะคำเตือนของผู้อาวุโสจินเมื่อครู่นี้ พวกเขาคงจะตะโกนห้ามเธอไปแล้ว
ทำให้ตอนนี้พวกเขาทำได้เพียงแค่เก็บมันเอาไว้ในใจและมองดูการเคลื่อนไหวของฟู่เยี่ยนอย่างใกล้ชิดเท่านั้น เมื่อฟู่เยี่ยนประกอบโบราณวัตถุเหล่านั้นเสร็จแล้ว อาจารย์บางคนก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดมากขึ้นกว่าเดิม และคำถามมากมายก็ได้ผุดขึ้นมาในหัวของพวกเขา จนพวกเขาอยากจะถามฟู่เยี่ยนว่าทำไมถึงได้คิดว่าสิ่งที่เธอทำนั้นมันถูกต้องแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนั้น อาจารย์หลายคนก็ถึงกับทรุดตัวลง และจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
จบตอน
Comments
Post a Comment