ตอนที่ 161 รับเป็นศิษย์
ฟู่เยี่ยนใช้เวลาไปกว่าสี่ชั่วโมง และในที่สุดเธอก็ได้ประกอบโบราณวัตถุสองชิ้นสุดท้ายได้สำเร็จ เมื่อรวบรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน เธอก็ได้นั่งลงไปบนพื้นอย่างหมดแรง
อย่าว่าแต่เธอเลย คนที่ยืนดูอยู่ด้านหลังก็รู้สึกเหนื่อยด้วยเช่นกัน การดูฟู่เยี่ยนซ่อมแซมสิ่งเหล่านี้ไม่ต่างจากการที่พวกเขาอยู่ในห้องเรียนเลย เพราะพวกเขาทำได้แค่มองแต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดออกมาแม้แต่คำเดียวนั่นเอง
โชคดีที่ผู้อาวุโสจินมีเก้าอี้อยู่ข้างๆ ดังนั้นเขาจึงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้นด้วยท่าทีที่ดูผ่อนคลาย
“ฟู่เยี่ยน เป็นยังไงบ้าง? ตอนนี้ให้ทุกคนเข้าไปได้หรือยัง?”
“รอสักครู่ค่ะ ผู้อาวุโสจิน” ขณะที่พูดนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบกระดาษยันต์ออกมาจากกระเป๋าของเธอพร้อมกับปากกา จากนั้นเธอก็ได้วาดยันต์ซ่อนเร้นขึ้นมา
เพียงแค่พริบตาเดียว เธอก็ได้แปะยันต์ลงบนโบราณวัตถุทั้งหมด และไอของวิญญาณชั่วร้ายบนโบราณวัตถุเหล่านั้นก็ได้ถูกซ่อนเอาไว้ในทันที
“เอาล่ะ เข้ามาได้เลยค่ะ” ฟู่เยี่ยนลุกขึ้นจากพื้นพร้อมกับถอดยันต์แคล้วคลาดออก
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ศาสตราจารย์ฉู่และคนอื่นก็ได้รีบเข้ามาดูทันที แต่พวกเขาก็ยังคงยืนดูโบราณวัตถุเหล่านั้นอยู่ห่างๆ
“มันไม่เป็นอะไรแล้วล่ะค่ะ ทุกคนสามารถเข้าไปดูมันใกล้ๆได้เลย หนูได้ซ่อนไอวิญญาณชั่วร้ายพวกนั้นเอาไว้หมดแล้ว ขอเพียงแค่อย่าแตะต้องยันต์ที่อยู่ข้างๆ และห้ามย้ายของพวกนี้ออกไปเกินกว่าระยะหนึ่งเมตรก็พอแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนจึงได้ก้าวไปข้างหน้าเพื่อดูโบราณวัตถุเหล่านั้นชัดๆ ซึ่งมันมีทำมาจากวัสดุที่แตกต่างกัน แต่ทว่ารูปร่างของมันนั้นค่อนข้างคล้ายกันเลยทีเดียว แต่พวกเขาก็นึกไม่ออกว่ามันดูคล้ายกับอะไร
“ฟู่เยี่ยน ในเมื่อตอนนี้เราก็สามารถรวบรวมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันได้แล้ว ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนของเราหมดสติไปอย่างนั้น?” ผู้อาวุโสจินยังคงไม่ลืมจุดประสงค์ในการเชิญฟู่เยี่ยนมาที่นี่
“ผู้อาวุโสจินคะ หนูเดาว่าพลังหยินของวิญญาณชั่วร้ายที่อยู่ในโบราณวัตถุพวกนี้ได้เข้าไปในร่างกายของพวกเขามากจนเกิดไป ซึ่งคนธรรมดาแบกรับพลังงานพวกนี้ได้น้อยมาก จึงทำให้พวกเขาหมดสติไปในที่สุด หากไม่มีอะไรผิดพลาด อีกสองเดือน พวกเขาทั้งหมดก็จะฟื้นขึ้นมาเองค่ะ”
“สองเดือนอย่างนั้นเหรอ? แค่สองวันฉันก็แทบจะทนรอไม่ไหวแล้ว พอจะมีวิธีช่วยเหลือพวกเขาให้ฟื้นขึ้นมาเร็วกว่านี้อีกหรือเปล่า หากต้องรอถึงสองเดือนฉันคิดว่ามันคงจะช้าเกินไป เธอช่วยคิดหาวิธีให้ฉันหน่อยได้ไหม” ผู้อาวุโสจินต้องการที่จะช่วยเหลือพวกเขาโดยเร็วที่สุด
“ถ้าอย่างนั้น หนูคงต้องวาดยันต์เพิ่มอีกเยอะเลยล่ะค่ะ”
“ไม่มีปัญหา เธอลงมือได้เลย แล้วฉันจะจ่ายเงินให้กับเธอเอง ว่าแต่เธอขายมันแผ่นละเท่าไหร่กันล่ะ” ผู้อาวุโสจินพูดออกไปด้วยท่าทีที่ดูมั่นใจ เพราะเขาไม่เคยรู้ราคายันต์ของฟู่เยี่ยนมาก่อนเลย หากเขารู้ล่ะก็ เขาอาจจะต้องให้ทุกคนที่เขาช่วยจ่ายเงินชดใช้ให้กับเขาภายหลังก็เป็นได้
“ผู้อาวุโสจิน เงินไม่ได้สำคัญกับหนูมากขนาดนั้นหรอกนะคะ วันนี้หนูได้รับความรู้มากมายเลยทีเดียว คิดเสียว่ายันต์พวกนั้นเป็นของขวัญตอบแทนจากหนูสำหรับการเรียนรู้ในวันนี้ก็แล้วกันค่ะ!” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม หากเธอต้องการเงินจริงๆ ชายชราคงจะต้องร้องไห้ออกมาด้วยความขมขื่นอย่างแน่นอน
“เด็กคนนี้นี่ ยังไงฉันก็ต้องให้เงินกับเธอ อย่ากังวลไปเลย ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปคุยกับจางเหว่ยเอง” ผู้อาวุโสจินยังคงยืนกรานที่จะให้เงินกับฟู่เยี่ยน ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงไม่ปฏิเสธเขาอีกต่อไป
ทันใดนั้นเอง มู่อี้อันก็ได้เดินเข้ามา ฟู่เยี่ยนจึงได้ขอให้เขาเตรียมกระดาษยันต์และชาดเพื่อวาดยันต์ให้กับเธอ ดังนั้นมู่อี้อันจึงมอบหน้าที่นี่ให้กับพ่อบ้านหลิวในทันที
ในตอนนี้ ทุกคนก็ได้มองไปยังโบราณวัตถุทั้งเก้าชิ้น ก่อนจะมองไปที่ฟู่เยี่ยนอีกครั้ง และต้องการที่จะฟังความคิดเห็นของเธอต่อ
“ท่านอาจารย์ พวกเราไม่มีความรู้เกี่ยวกับวัตถุเหล่านี้เลย คุณช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยได้ไหม?” ทันใดนั้นเอง ศาสตราจารย์หวง หัวหน้าภาควิชาโบราณคดีของมหาวิทยาลัยตี้ตูก็ได้พูดขึ้นมา
“อาจารย์คะ หนูชื่อฟู่เยี่ยน คงจะไม่เหมาะหากอาจารย์จะเรียกหนูแบบนั้น เรียกชื่อของหนูดีกว่าค่ะ” ฟู่เยี่ยนไม่กล้าที่จะใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ เพราะคุณวุฒิของพวกเขานั้นเหนือกว่าเธอมาก
“ฟู่เยี่ยนอย่างนั้นเหรอ ทำไมฉันถึงได้รู้สึกคุ้นชื่อของเธอขนาดนี้กันนะ?” ทันใดนั้นเอง ศาสตราจารย์ฉู่ก็ได้พึมพำออกมาเบาๆ เหมือนเธอจะเคยได้ยินชื่อนี้จากที่ไหนสักแห่งอย่างไรอย่างนั้น
“ก็ได้ ฟู่เยี่ยน ถ้าอย่างนั้นเธอช่วยอธิบายให้พวกเราฟังหน่อยสิ” ศาสตราจารย์หวงเป็นคนที่หมกมุ่นอยู่กับโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมมากๆ และอุทิศทั้งชีวิตให้กับงานโบราณคดีอีกด้วย
“หากหนูดูไม่ผิด ของเหล่านี้มีวิญญาณชั่วร้ายที่แข็งแกร่งอยู่ข้างในค่ะ พวกมันถูกใช้เพื่อวางค่ายกลในสุสาน ในตอนแรกของพวกนี้ไม่ได้มีอะไรเลย แต่ที่มันเป็นแบบนี้เพราะมันอยู่กับวิญญาณชั่วร้ายในสุสานเก่าแก่มานานหลายปี จนกลายเป็นอาวุธสังหารในที่สุด
แต่ทุกคนกลับให้ความสนใจไปยังของที่อยู่บนโต๊ะ จนลืมที่จะใส่ใจพวกมันเท่านั้นเองค่ะ”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูถึงสิ่งที่เธอคิดออกไป ศาสตราจารย์หวงและศาสตราจารย์คนอื่นต่างก็มีครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน
“แล้วทำไมของพวกนี้ถึงต้องใช้วัสดุที่แตกต่างกันมาทำด้วยล่ะ?” ศาสตราจารย์ฉู่พูดแทรกขึ้นมาทันที
“มันคือองค์ประกอบทั้งห้าของหยินและหยาง โดยแบ่งออกเป็นโลหะ ไม้ น้ำ ไฟ และดินค่ะ โดยสิ่งของเหล่านี้เป็นไปตามกฎของหยินหยางอยู่แล้ว อาจารย์สังเกตเห็นหรือเปล่าคะว่ามันมีรูปแบบที่ดูคล้ายกับมังกร โดยหัวของมังกรจะอยู่ทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นทิศของไม้ ตามกฎแล้ว สิ่งเหล่านี้จะต่อต้านกันในตัวอยู่แล้ว และจะมีที่ว่างตรงกลางเอาไว้”
“ส่วนจุดศูนย์กลางนั้นเป็นตำแหน่งของดิน มันจะทำหน้าที่ยับยั้งทุกอย่างเอาไว้”
“หากเดาไม่ผิด หนูคิดว่าของพวกนี้น่าจะมาจากหลุมฝังศพ ไม่รู้ว่าต้องมีความเกลียดชังมากขนาดไหนถึงทำเรื่องแบบนี้ได้”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ กลุ่มชายหลายคนก็ได้มองไปยังค่ายกลนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“แล้วของอีกสี่ชิ้นนี่ล่ะ มันเอาไว้ทำอะไรเหรอ?” ทันใดนั้นเอง ศาสตราจารย์ฉู่ก็ได้เอ่ยถามพร้อมกับหยิบโบราณวัตถุอีกสี่ชิ้นที่เหลือขึ้นมา
“มันไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยค่ะ เลขเก้าเป็นจำนวนเลขหลักเดียวที่มากที่สุด ดังนั้นมันจึงยิ่งเสริมพลังให้กับทั้งสี่ทิศ และเมื่อห้ามารวมกับสี่ก็เท่ากับเก้าพอดี โดยจุดกึ่งกลางนั้นน่าจะเป็นแม่น้ำใต้ดินที่ไหลผ่านสถานที่นั้น ซึ่งน้ำนั่นถือว่าเป็นจุดสูงสุดของสิ่งนี้แล้ว”
ฟู่เยี่ยนบอกถึงการคาดเดาทั้งหมดของเธอ และยังได้วางของเหล่านั้นตามรูปแบบค่ายกลเพื่อสาธิตวิธีการทำไปด้วย จึงทำให้ศาสตราจารย์หวงและคนอื่นต่างก็ตกตะลึงไปตามกัน
“ผู้อาวุโสจิน คุณไปตามหาสมบัติที่มีชีวิตชิ้นนี้จากที่ไหนกัน ผมชอบพรสวรรค์นี้ของเธอมากเลย สาวน้อย เธอสนใจที่จะสอบเข้าศึกษาภาควิชาโบราณคดีของมหาวิทยาลัยตี้ตูหรือเปล่า?”
“หยุดพูดไปเลย ตอนนี้ฉันยังไม่มีศิษย์เลยสักคน นายอย่ามาแย่งเธอไปจากฉันนะ ! ” ผู้อาวุโสจินพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดูไม่พอใจเล็กน้อย มันจบลงแล้ว ศิษย์คนแรกของเขากำลังจะถูกชิงตัวไปแล้ว
“ฮ่าๆ คุณหวงครับ ตอนนี้ฟู่เยี่ยนกำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ทั้งยังเลือกศึกษาภาควิชาโบราณคดีของคุณอีกด้วย นี่คุณยังเป็นหัวหน้าภาควิชาอยู่หรือเปล่าครับ!” ทันใดนั้นเอง มู่อี้อันที่กำลังเดินเข้ามาพร้อมกับกระดาษยันต์และชาดก็ได้พูดกับศาสตราจารย์หวง และหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าอาจารย์หลายคนต่างก็รู้สึกประหลาดใจและมีความสุขไปพร้อมกัน! นี่ถือว่าเป็นความคิดที่ดีมากเลย ในอนาคตเธออาจจะเป็นอาจารย์ที่คอยให้คำแนะนำกับพวกเขาก็เป็นได้!
ทันใดนั้นเอง ศาสตราจารย์ฉู่ก็ต้องตบไปที่หน้าผากของตัวเองอย่างช่วยไม่ได้ ในที่สุดเธอก็คิดออกแล้วว่าทำไมถึงได้รู้สึกคุ้นหูกับชื่อนี้ แท้จริงแล้วฟู่เยี่ยนคือคนที่ลูกชายของเธอพูดถึงอยู่บ่อยๆนั้นเอง เด็กสาวคนนี้คือว่าที่ “น้องสาวภรรยา” ของลูกชายเธอ
“เยี่ยมไปเลย!” ทันใดนั้นเอง ศาสตราจารย์หวงก็ได้หัวเราะออกมา ทว่าผู้อาวุโสจินกลับมีสีหน้าที่ขุ่นเคืองใจอย่างเห็นได้ชัด
“ฮึ่ม!” ตอนนี้ชายชรากำลังโกรธเป็นอย่างมาก และสีหน้าของเขาก็ดูจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอีกด้วย
“ฟู่เยี่ยน ทำไมเธอถึงไม่รีบมาเป็นศิษย์ของฉันกันล่ะ? ฉันคือผู้อาวุโสจิน ชายที่รู้เรื่องโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมมากที่สุดในประเทศ! ไม่มีใครรู้เรื่องนี้เท่ากับฉันอีกแล้ว!”
ผู้อาวุโสจินมองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยรอยยิ้ม ยิ่งเขามองเด็กสาวคนนี้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตากับเธอมากขึ้นเท่านั้น!
“ว่ายังไง เธอเต็มใจที่จะเป็นศิษย์ของฉันหรือเปล่า?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงรีบโค้งคำนับในทันที
“ผู้อาวุโสจิน หนูยินดีมากๆเลยล่ะค่ะ แต่หนูคิดว่ามันดูไม่ค่อยเป็นทางการเลย คุณช่วยรอหนูเตรียมตัวสำหรับพิธีรับศิษย์สักสองสามวันได้ไหมคะ?” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูทะเล้น
“เอาล่ะ ก็ได้! ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามที่เธอบอกแล้วกัน เธอเลือกวันที่เป็นมงคลมาได้เลย แล้วฉันจะเชิญเพื่อนเก่าของฉันมาเอง พร้อมกับจัดเตรียมโต๊ะสักสองสามตัว” ผู้อาวุโสจินพูดออกไปตามตรง ซึ่งทำให้ศาสตราจารย์หวงและคนอื่นต่างก็รู้สึกตกใจไปตามกัน การรับศิษย์ในลักษณะนี้ไม่ใช่เป็นรับศิษย์แค่ในนาม แต่เป็นการรับศิษย์ตามจารีตโบราณนั่นเอง
ในอนาคต การเป็นศิษย์ของฟู่เยี่ยนนั้นจะไม่ได้จบลงแค่สามปีเหมือนกับการเรียนทั่วไป เพราะเธอจะต้องเป็นศิษย์ไปตลอดชีวิตนั่นเอง
ฟู่เยี่ยนรู้ถึงความหมายของสิ่งนี้เป็นอย่างดี เธอก็ได้หยิบเหรียญห้าจักรพรรดิทั้งสามเหรียญของเธอออกมา จากนั้นเธอก็ได้โยนมันเพื่อทำนายในทันที ก่อนจะพบว่าวันที่เป็นมงคลที่สุดนั้นคือวันที่6 เดือนมิถุนายน ซึ่งก็คือในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านั่นเอง
“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ ฟู่เยี่ยน เหรียญทองแดงของเธอดูเก่าแก่มาก ขนาดฉันเองยังไม่แน่ในเลยว่ายังมีสิ่งนี้หลงเหลืออยู่ในโลกอีกหรือเปล่า” ผู้อาวุโสจินรู้ทันทีว่านั่นไม่ใช่เหรียญทองแดงธรรมดา
ฟู่เยี่ยนจึงได้ยื่นมือของเธอไปที่เขา แน่นอนว่าเหรียญทองแดงทั้งสามเหรียญของเธอนั้นไม่ใช่เหรียญธรรมดาอยู่แล้ว เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้อาวุโสจินก็ได้หยิบแว่นตาขึ้นมาสวม ก่อนจะมองไปที่เหรียญทองแดงทั้งสามด้วยความระมัดระวัง
“นี่... นี่มันเหรียญห้าจักรพรรดินี่นา!” ในเวลานี้ ผู้อาวุโสจินรู้สึกว่าพรสวรรค์ของศิษย์คนนี้อาจจะดีกว่าที่เขาคิดเสียอีก
ตอนที่ 162 ชะตาลิขิต
หลังจากได้ยินสิ่งที่ผู้อาวุโสจินพูด ทุกคนต่างก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้ามาดู ด้วยความที่ศาสตราจารย์หวงไม่ได้มีความรู้ทางด้านเหรียญพวกนี้เท่าไหร่ ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากนัก แต่เขาก็เป็นคนที่มีนิสัยเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งนั่นก็คือหากเขาไม่เข้าใจเรื่องไหนก็ตาม เขาจะถามในทันที
“ผู้อาวุโสจินครับ ช่วยอธิบายให้ผมฟังหน่อยได้ไหมว่าเหรียญห้าจักรพรรดิคืออะไร?”
“ความหมายของมันก็เป็นไปตามชื่อนั่นแหละ มันคือเงินเหรียญขององค์จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ทั้งห้าพระองค์ที่สร้างมันขึ้นมาในยุคสมัยของตน”
“โดยทั่วไปนั้น เราจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าเหรียญห้าจักรพรรดิถูกแบ่งออกเป็นเหรียญห้าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่และเหรียญห้าจักรพรรดิธรรมดา เหรียญห้าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่หมายถึงเหรียญป้านเหลี่ยงในยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ เหรียญอู่จูยุคราชวงศ์ฮั่น เหรียญไคหยวนทงเป่ายุคราชวงศ์ถัง เหรียญซ่งหยวนทงเป่ายุคราชวงศ์ซ่ง และเหรียญหย่งเล่อทงเป่าสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ”
“ส่วนห้าเหรียญจักรพรรดิธรรมดาหมายถึงเหรียญชุ่นจื้อทงเป่าสมัยจักรพรรดิชุ่นจื้อ เหรียญคังซีทงเป่าสมัยจักรพรรดิคังซี เหรียญยงเจิ้งในสมัยจักรพรรดิยงเจิ้ง เหรียญเฉียนหลงในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง และเหรียญเจียชิ่งในสมัยจักรพรรดิเจียชิ่ง”
“ซึ่งเหรียญทั้งสามเหรียญของฟู่เยี่ยนนั้นเป็นเหรียญอู่จูสมัยราชวงศ์ฮั่น เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในอาวุธทางจิตวิญญาณชั้นยอดเลยก็ว่าได้” ผู้อาวุโสจินพูดออกไปด้วยสีหน้าที่มีความสุข ก่อนจะนำเหรียญทั้งสามวางลงบนฝ่ามือของเขาเพื่อให้ทุกคนดูมันใกล้ๆ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็แอบหัวเราะออกมาเบาๆ บรรพบุรุษของเธอมาจากราชวงศ์ฮั่นอยู่แล้ว และสิ่งนี้ก็ไม่ได้มีค่ามากมายอะไรเลยในสมัยนั้น
และที่สำคัญ เธอยังมีเหรียญทองแดงของคุณย่าอีกสามเหรียญซึ่งก็คือ เหรียญคังซีทงเป่า เหรียญยงเจิ้งทงเป่า และเหรียญเฉียนหลงทงเป่า ซึ่งเธอได้วางแผนที่จะมอบมันให้กับฟู่เหยาในอนาคต
“ผู้อาวุโสจิน ยินดีด้วยที่คุณได้ลูกศิษย์ที่ยอดเยี่ยมถึงขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นวันที่6 เดือนมิถุนายน คุณช่วยเชิญผมด้วยได้หรือเปล่า ผมอยากไปดื่มฉลองพิธีรับศิษย์ของคุณด้วย” ศาสตราจารย์หวงพูดขึ้นมาด้วยความจริงใจ และคนอื่นต่างก็เห็นด้วยกับความคิดของเขาเช่นกัน
ในที่สุด ศาสตราจารย์ฉู่ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
“หากจะพูดถึงความสัมพันธ์ ฉันกับฟู่เยี่ยนนั้นค่อนข้างจะสนิทกันมากเลยล่ะ”
“ทำไมเหรอ? เป็นเพราะว่าพวกคุณเป็นผู้หญิงด้วยกันทั้งคู่หรือเปล่า?” ศาสตราจารย์หวงพูดติดตลกออกมา
“ฟู่เยี่ยนเป็นน้องสาวของว่าที่ลูกสะใภ้ฉันเอง แบบนี้พอจะเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดได้หรือเปล่า? พวกเราคือครอบครัวเดียวกันอย่างไรล่ะ!” ศาสตราจารย์ฉู่พูดออกมาด้วยความภาคภูมิใจ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ออกมาดี ทำไมศาสตราจารย์ฉู่ถึงได้ดูเหมือนเด็กอายุห้าขวบแบบนี้ล่ะ!
“ฮ่าๆ เสี่ยวฉู่ เธอไม่สามารถพูดเรื่องไร้สาระเพื่อที่จะขโมยศิษย์ของฉันไปได้หรอกนะ!”
“เป็นเรื่องจริงค่ะ ตอนนี้พี่สาวของหนูกำลังคบหากับพี่จื่อหยวนอยู่ค่ะ” ฟู่เยี่ยนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องบอกไปว่านี่คือแม่สามีในอนาคตของพี่สาวของเธอ
“นั่นเป็นเรื่องจริงสินะ เสี่ยวฉู่ คนที่อยู่ริมน้ำมักคว้าจันทร์ไปครองได้ก่อนจริงด้วย!”
ผู้อาวุโสจินพูดขัดจังหวะการสนทนาของทุกคนทันที ก่อนจะมองไปยังฟู่เยี่ยนเพื่อขอให้เธอรีบช่วยเหลือคนที่กำลังหมดสติอยู่ในทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้เผายันต์ของเธอให้กลายเป็นขี้เถ้า ก่อนจะผสมกับน้ำแล้วให้พวกเขาดื่ม ซึ่งมันก็เห็นผลในทันที หลังจากที่ทำทุกอย่างเสร็จ ก็เป็นเวลาหนึ่งทุ่มแล้ว
ผู้อาวุโสจินจึงได้พาเธอไปทานหมูสามชั้นตุ๋นสูตรโบราณ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน
เมื่อกลับมาถึงที่บ้าน เธอก็พบว่าจางเหว่ยยังคงรออยู่ที่นี่ และทุกคนในครอบครัวของเธอก็กำลังนั่งพักผ่อนกันอยู่ ซึ่งวังจื่อหยวนเองก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน ทั้งยังดูเหมือนว่าเขาจะมาทานมื้อเย็นที่นี่อีกด้วย
“ทำไมทุกคนถึงได้มาอยู่ที่นี่กันล่ะ?”
“เสี่ยวฮั่ว เธอกลับมาแล้วเหรอ? เดาสิว่าวันนี้จื่อหยวนมีข่าวอะไรมาบอกกับพวกเรา?” ฟู่เหมี่ยวพูดออกมาด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
“ข่าวอะไรเหรอ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมาด้วยท่าทีที่งุนงง ตอนนี้เธอไม่อยากจะคาดเดาอะไรทั้งนั้น เพราะวันนี้เธอเหนื่อยมาตลอดทั้งวันจริงๆ
“ย่าของจื่อหยวนมีแซ่ว่าเสิ่นด้วยล่ะ”
????????
“เอ๊ะ แล้วเธอมีความเกี่ยวข้องกับคุณย่าของเราหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาทันที
“คุณย่าของจื่อหยวนกับคุณย่าของเราเป็นพี่น้องกัน”
“แบบนี้มันก็ไม่ถูกต้องน่ะสิ พี่สาม แบบนี้ก็หมายความว่าพี่กับพี่จื่อหยวนเป็นญาติกันไม่ใช่เหรอ! ฉันเข้าใจถูกหรือเปล่า” ฟู่เยี่ยนรู้สึกสับสนมากกว่าเดิม
“เสี่ยวฮั่ว ไม่ใช่แบบนั้น ฟังฉันพูดก่อนดีกว่า” วังจื่อหยวนพูดพลางยิ้มจนตาหยี
“ปู่ของฉันบอกว่าย่าของฉันชื่อเสิ่นหลัน และมีน้องสาวชื่อซู่ฉี แต่ย่าของฉันเป็นลูกบุญธรรม จึงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดใดกับตระกูลเสิ่น เมื่อก่อนพ่อกับแม่ของเธอเป็นเพื่อนสนิทของผู้เฒ่าเสิ่น ต่อมาครอบครัวของเธอก็ได้เกิดอุบัติขึ้น ดังนั้นผู้เฒ่าเสิ่นจึงได้รับย่าของฉันเป็นบุตรบุญธรรม” วังจื่อหยวนเล่าอย่างละเอียด
“แต่ด้วยวิธีนี้ จากคำสัญญาการหมั้นหมาย พี่จะต้องหมั้นกับน้องสาวของตัวเองไม่ใช่เหรอ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจมากที่ยังคงมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ซึ่งเธอต้องการคู่หมั้นที่เกิดจากความรักจริงๆมากกว่า เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ภาพของไป๋โม่เฉินก็ได้ปรากฏขึ้นมาในความคิดของเธออีกครั้ง เธอจึงรีบสลัดความคิดนี้ทิ้งไปทันที
“ใช่แล้ว แต่ฉันกับเสี่ยวฉุ่ยคุยกันแล้วว่าเราจะสู้ไปด้วยกัน และหลังจากที่สถานการณ์นี้คลี่คลายลงเมื่อไหร่ ฉันจะให้พ่อกับแม่ของฉันมาขอเสี่ยวฉุ่ยแต่งงานทันที” ก่อนหน้านี้วังจื่อหยวนได้คุยเรื่องนี้กับฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยไปแล้ว
“โอ้ หากทำแบบนั้น แล้วคุณย่าของพี่ล่ะ?” ฟู่เยี่ยนยังคงจำคำพูดสุดท้ายที่ย่าของเธอพูดได้ ตอนนี้เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับตระกูลเสิ่นอีกครั้ง เธอจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นมา
“คุณปู่ของฉันบอกว่าตอนที่ตระกูลเสิ่นจะย้ายไปอยู่ที่เกาะฮ่องกง คุณย่ากับคุณปู่ได้ตกลงกันว่าจะอยู่ด้วยกัน แต่หลังจากนั้นก็ได้มีบางอย่างเกิดขึ้นจนทำให้คุณย่าของฉันต้องติดตามครอบครัวไปด้วย และเธอก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย” วังจื่อหยวนพูดขึ้นมาราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะเขาไม่เคยเจอกับย่าแท้ๆของเขามาก่อน จึงไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก
จริงอยู่ที่เขาเติบโตมากับปู่และย่า นั่นเป็นเพราะปู่ของเขาได้แต่งงานใหม่แล้ว ดังนั้นเขาจึงสนิทกับลูกพี่ลูกน้องของย่าคนปัจจุบันมากกว่า
เกาะฮ่องกงอย่างนั้นหรือ? เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฟู่เยี่ยนก็ตกอยู่ในภวังค์
เมื่อเห็นเช่นนั้น จางเหว่ยก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขารอฟู่เยี่ยนมาทั้งวันแล้ว จึงไม่ได้สังเกตเห็นถึงท่าทางของเธอเลย
“เฮ้ เสี่ยวฮั่ว ที่เธอบอกให้ฉันรอมีอะไรหรือเปล่า? ฉันรอเธอมาทั้งวันแล้วนะ และตอนนี้ก็ง่วงมากแล้วด้วย”
“จางเหว่ย เราออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่า” หลังจากเดินออกที่ลานบ้าน ฟู่เยี่ยนก็ได้เริ่มพูดขึ้นมาทันที
“เดิมทีฉันตั้งใจว่าจะไปที่ย่านโรงงานหลิวหลี่กับพี่ในตอนบ่าย แล้วตอนนี้เรื่องที่เราคุยกันครั้งก่อนเป็นอย่างไรบ้างล่ะ?”
“ลูกพี่ลูกน้องของฉันบอกว่าโดยปกติแล้ว ช่วงต้นเดือนจะมีตลาดมืดอยู่สองแห่ง และกลางเดือนอีกสองแห่ง ซึ่งเดือนนี้มันได้ผ่านไปแล้ว เราคงต้องรอให้ถึงต้นเดือนหน้าแล้วล่ะ”
“อืม ถ้าอย่างนั้นเราคงจะทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว จางเหว่ย หากพี่ว่างก็ลองไปเดินดูตลาดที่ย่านโรงงานหลิวหลี่สักหน่อยก็แล้วกัน ฉันอยากจะเตรียมของขวัญให้กับอาจารย์ของฉันในพิธีรับศิษย์สักหน่อย”
“พิธีรับศิษย์เหรอ? เธอกำลังจะเป็นศิษย์ของใคร?” จางเหว่ยรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย เธอเพิ่งจะออกไปข้างนอกแค่หนึ่งวันเองไม่ใช่หรือ
“ผู้อาวุโสจินน่ะ พี่เองก็รู้จักเขาไม่ใช่เหรอ?”
“คุณปู่จินเป็นอาจารย์ของเธอเหรอ? ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่ใช่เพื่อนกันอีกต่อไปแล้วน่ะสิ” จางเหว่ยพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูสิ้นหวัง
“เรามาหารือเกี่ยวกับปัญหาของเรากันก่อนดีกว่า” ฟู่เยี่ยนไม่ได้เข้าใจถึงความกังวลของจางเหว่ยเลยแม้แต่น้อย
ด้วยความสามารถที่แตกต่างกันระหว่างพวกเขา ดังนั้นจางเหว่ยจึงได้ยอมแพ้ไปในที่สุด เอาไว้เขาค่อยเขาคุยเรื่องนี้กับเธอวันหลังก็แล้วกัน ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ได้คิดถึงตารางเรียนของเธอต่อ
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนยังคงเดินไปมาอยู่ในลานบ้านภายใต้แสงจันทร์ เธอมีเวลาอีกไม่มากแล้ว และพรุ่งนี้ก็ต้องกลับไปเรียนอีกด้วย
ไป๋โม่เฉินยังจะมาหาเธออีกหรือเปล่านะ? เพราะก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าเธอจะทำให้เขารู้สึกขุ่นเคืองใจไม่น้อยเลย
ไม่ใช่ว่าฟู่เยี่ยนจะไม่รู้สึกอะไรเลย และไม่ว่าจะเป็นชีวิตที่แล้วหรือชีวิตนี้ก็ตาม เธอไม่เคยมีประสบการณ์ด้านความรักมาก่อน แม้ว่าเธอจะดูกระตือรือร้นเรื่องความรักของพี่สาวมากขนาดไหนก็ตาม แต่หากพูดถึงตัวเองแล้ว เธอกลับคิดไม่ออกเลยว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป
สำหรับไป๋โม่เฉินแล้ว เธอไม่แน่ใจเลยว่านี่คือความรักหรือเปล่า แต่เธอก็รู้สึกถึงความเป็นไปได้ในเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพราะหากดูจากรูปร่างหน้าตาของไป๋โม่เฉินแล้ว ดวงชะตาของเขาช่างสอดคล้องกับเธอมากจริงๆ
จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้เงยหน้าขึ้นไปมองดวงจันทร์ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า พลางคิดว่าบางทีอาจจะมีคำตอบสำหรับเธออยู่บนนั้นก็เป็นได้
ฟู่เยี่ยนนั่งอยู่ในลานบ้านนานพอสมควร ก่อนจะลุกขึ้นและเดินกลับเข้าไปในห้องของเธอ เมื่อเข้ามาในห้อง เธอก็เข้าไปในดินแดนต่างมิติเพื่อดูว่าพอจะมีของชิ้นไหนที่สามารถมอบให้เป็นของขวัญกับอาจารย์ของเธอได้บ้างหรือเปล่า
ส่วนวั่งไฉเองก็ได้นั่งอยู่ที่ลานบ้านมาตลอดทั้งวันเช่นกัน ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆมันก็ได้วิ่งเข้ามาหาฟู่เยี่ยนอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเธอจึงได้พามันเข้ามาด้วย
ทันทีที่ที่เข้ามา วั่งไฉก็ได้วิ่งไปที่สระน้ำอย่างรวดเร็ว เพราะที่นั่นเป็นสถานที่โปรดของมัน
ส่วนฟู่เยี่ยนนั้นก็ได้ตรงไปที่บ้านไม้ไผ่ เธอคิดว่าการให้ยาบำรุงสุขภาพกับอาจารย์ของเธอ คงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังรู้สึกปวดหัวกับของขวัญอยู่นั้น ทางด้านผู้อาวุโสจินก็กำลังเตรียมของขวัญให้กับศิษย์ของเขาเช่นกัน
“ที่รัก คุณคิดว่าหยกชิ้นนี้เป็นอย่างไรบ้าง?” ผู้อาวุโสจินลูบไปยังจี้หยกที่แม่ของเขามอบให้ พร้อมกับพูดขึ้นมา
“ฉันคิดว่าไม่เลวเลย คุณควรจะพาฟู่เยี่ยนมาที่บ้านของเราบ้างแล้ว หลังจากฟังที่คุณพูด ฉันชักจะรู้สึกสนใจแม่หนูคนนั้นขึ้นมาแล้วสิ ชีวิตนี้เราคงไม่มีลูกสาวแล้ว และลูกชายทั้งสองคนของเราก็ไม่สามารถมีหลานสาวให้กับเราได้อีกด้วย” แม่เฒ่าไป๋พูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่ดูตื่นเต้น เธอชอบเด็กผู้หญิง!
“คุณพูดแล้วทำให้ผมนึกบางอย่างขึ้นได้เลย ในบรรดาสิ่งที่แม่ของผมทิ้งไว้ให้ สิ่งนี้เหมาะกับฟู่เยี่ยนมาก มันเป็นหยกแกะสลัก และผมคิดว่าจะเพิ่มจี้หยกให้กับเธออีกชิ้นหนึ่ง!” ผู้อาวุโสจินพึมพำออกมา
“คุณก็อย่าลืมเก็บไว้ให้ลูกชายสองคนนั้นของเราด้วย เอาไว้พรุ่งนี้ฉันจะบอกคุณอีกทีก็แล้วกัน” แม่เฒ่าไป๋พูดขึ้นมา
“หืม เด็กสองคนนั้นเหรอ? เมื่อก่อนพวกเขาไม่ได้เป็นแบบนี้เลย คุณก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าหลังจากที่มีภรรยา พวกเขาก็เปลี่ยนไป? หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หลานชายของเราล่ะก็ ผมคงจะไม่ยอมอย่างแน่นอน แต่ละคนช่างน่ารำคาญเสียจริงๆ!”
“เอาน่า ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นลูกชายของคุณ ช่วยอ่อนโยนกับพวกเขาหน่อยเถอะ”
ตอนที่ 163 พายุฝนกระหน่ำ
ฟู่เยี่ยนคิดมากจนนอนไม่หลับ ดังนั้นเธอจึงเข้าไปในดินแดนต่างมิติอีกครั้งเพื่อนั่งสมาธิ และกลับออกมาในช่วงตีห้าของวันรุ่งขึ้น
ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังจะเดินออกไปที่ลานหน้าบ้านนั้น เธอก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากสวนหลังบ้าน เธอจึงเปิดประตูและเดินออกไปทันที
เมื่อเดินมาถึง เธอก็พบว่าฟู่ต้าหย่งกำลังทำความสะอาดโรงเก็บของในสวนหลังบ้านอยู่นั่นเอง
“พ่อคะ ทำไมพ่อถึงได้ตื่นเช้าแบบนี้กันล่ะ?”
“พยากรณ์อากาศบอกว่าวันนี้จะมีฝน พ่อกลัวว่าถังเหล้าจะเปียกก็เลยออกมาเก็บมัน แต่ถังบางส่วนยังใช้ไม่ได้เลย เพราะเพิ่งจะทาสีไปเมื่อวานนี้เอง”
“พ่อคะ ให้หนูช่วยดีกว่า” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับรีบเข้าไปช่วยถือบันไดให้กับฟู่ต้าหย่ง
“ว่าแต่ตอนนี้เรามีเหล้าเหลืออยู่เท่าไหร่เหรอคะ? พอดีหนูกำลังจะเข้าพิธีฝากตัวเป็นศิษย์ เลยอยากใช้เหล้าของเราในงานฉลองสักหน่อย”
“ใช่ผู้อาวุโสจินคนที่มาเมื่อวานนี้หรือเปล่า? แล้วเขาทำอาชีพอะไรอยู่เหรอ?” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งก็อยากจะรู้เกี่ยวกับคนที่กำลังจะเป็นอาจารย์ของลูกสาวขึ้นมาทันที
“ผู้อาวุโสจินเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการบูรณะซ่อมแซมโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงมากๆเลยล่ะค่ะ และตอนนี้เขาก็กำลังรับผิดชอบการบูรณะซ่อมแซมโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมในพระราชวังต้องห้าม”
“แบบนี้ก็ดีเลยสิ ตอนนี้ลูกเองก็กำลังเรียนภาควิชาโบราณคดีอยู่พอดี และพ่อกับแม่ก็ไม่มีความรู้ด้านนี้เลย หากมีอาจารย์แบบเขาล่ะก็ ในอนาคตลูกก็ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว!” ฟู่ต้าหย่งพูดออกมาอย่างมีความสุข
“พ่อคะ หนูแค่อยากเป็นศิษย์ของเขาเพื่อที่จะได้เดินตามเส้นทางที่ตัวเองใฝ่ฝันเท่านั้นเองค่ะ”
“ดีแล้ว อย่ากังวลไปเลย พ่อกับแม่จะคอยสนับสนุนลูกเอง เอาล่ะ สายมากแล้ว ไปกินข้าวเช้าก่อนเถอะ จะได้รีบไปมหาวิทยาลัย”
“ได้เลยค่ะ หนูไปก่อนนะคะ” ฟู่เยี่ยนเดินกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง หลังจากที่ทานมื้อเช้าเสร็จ เธอก็ได้เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยพร้อมกับพี่ชายและพี่สาวทั้งสองคนของเธอ
ทันทีที่มาถึงประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย ฝนก็เริ่มตกลงมาอย่างหนัก และฟู่เยี่ยนก็ไม่ได้พกร่มมาด้วย ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจว่าจะไม่หลบฝน และปั่นจักรยานกลับไปที่หอพักอย่างใจเย็น
เธอมีเรียนในช่วงเช้า แต่ก็ยังต้องเอาจักรยานมาเก็บที่หอพักก่อนอยู่ดี ซึ่งตอนนี้ทุกคนต่างก็เริ่มวิ่งไปยังอาคารเรียนกันแล้ว เนื่องจากฝนตกหนัก ทำให้ทุกคนต่างก็ต้องวิ่งแบบนี้นั่นเอง
มีเพียงฟู่เยี่ยนเท่านั้นที่ดูจะไม่รีบร้อนอะไรเลย เธอยังคงมองไปยังทิวทัศน์ท่ามกลางสายฝน สำหรับเธอแล้ว เธอกลับรู้สึกว่าทุกสิ่งตอนนี้ดูสวยงามไปหมด และการชีวิตแบบนี้คือสิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดแล้ว
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าดินแดนต่างมิติของเธอเริ่มสั่นคลอนขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากที่ดินแดนต่างมิติของเธอได้รับการขยายอาณาเขตในครั้งที่แล้ว เธอก็ได้คาดเดาว่าโอกาสนี้อาจจะเกิดจากสภาวะทางจิตใจของตัวเธอเอง
ตามที่คาดไว้ ฟู่เยี่ยนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องโดดเรียนเท่านั้น เธอตัดสินใจหันหลังกลับและรีบปั่นจักรยานกลับบ้านในทันที
เมื่อกลับมาถึง เธอก็ได้เปิดประตูที่อยู่ด้านหลัง และแอบเข้ามาทางสวนหลังบ้านโดยจอดจักรยานเอาไว้ที่ประตู ขณะที่ฝนกำลังตกลงมาอย่างหนักนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนจะนั่งลงที่ริมสระน้ำ
เธอมองไปรอบๆก่อนจะเริ่มตั้งสมาธิ และในที่สุดเธอก็เข้ามาในดินแดนต่างมิติได้สำเร็จ
ทันทีที่เข้ามา เธอก็พบว่าพื้นที่ด้านในดูเปลี่ยนไป ซึ่งมันได้ขยายอาณาเขตอีกครั้งแล้วนั่นเอง แต่ไม่รู้ว่าลูกปัดวิญญาณน้ำและลูกปัดวิญญาณดินหายไปไหน
ทว่าฟู่เยี่ยนก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะเข้าไปสำรวจมันแต่อย่างใด ตอนนี้เธอกำลังเดินไปตามเส้นเขตแดนเดิม ก่อนจะพบว่าพื้นที่ทั้งหมดขยายออกไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ส่วนอื่นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดเลย
แต่เมื่อเธอเข้าไปในบ้านไม้ไผ่ ก็ได้พบว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน ซึ่งจุดแรกก็คือจำนวนของขั้นบันไดที่เพิ่มขึ้นมานั่นเอง เมื่อเดินขึ้นไปหน้าบ้าน เธอก็ได้พบว่าบ้านไม้ไผ่หลังเดิมได้กลายเป็นบ้านไม้ไปแล้ว
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ผลักประตูให้เปิดออกและเดินเข้าไปข้างในทันที ก่อนจะพบว่าภายในบ้านก็มีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเช่นกัน ไม่เพียงแต่พื้นที่เก็บสมุนไพรจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีห้องพิเศษเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนเข้าไปข้างในห้องนั้นก็พบว่ามีเตาพิเศษอยู่ ซึ่งเตาแบบนี้คือเตาที่ไท่ซางเหล่าจวินใช้ในการปรุงยาและเล่นแร่แปรธาตุนั่นเอง
เมื่อเห็นสิ่งนี้ ดวงตาของฟู่เยี่ยนก็ถึงกับเบิกกว้างขึ้นมาทันที: เยี่ยมไปเลย! บรรพบุรุษของเธอสามารถปรุงยาอายุวัฒนะได้ด้วยหรือ?
หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็พบว่าบรรพบุรุษของเธอในยุคก่อนสามารถทำอะไรได้หลายอย่างเลยทีเดียว
ในสมัยราชวงศ์ฮั่นนั้น โรงเรียนของผู้เฒ่าหวงนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และเต้าหู้ก็ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยหลิวอัน ผู้ซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งหวยหนานในสมัยนั้น หากจะบอกว่าเขาค้นพบมันในระหว่างกระบวนการเล่นแร่แปรธาตุอยู่ก็ดูจะไม่ผิด
นับตั้งแต่สมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ ผู้คนต่างก็แสวงหายาอายุวัฒนะกันอย่างมาก ต่อมาหลังจากที่ราชวงศ์ฉินถูกทำลายลงไป และได้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นขึ้น หลิวปังก็ได้เริ่มติดตามราชวงศ์นี้ และในปีต่อๆมา กษัตริย์องค์เก่าแห่งหวยหนานก็มีความคิดที่อยากจะเป็นอมตะขึ้นมา
ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ ก่อนจะพบว่าเตานี้เป็นเตาที่เก่าแก่มาก ซึ่งเธอไม่รู้ถึงวิธีการใช้มันมาก่อนเลย จึงได้ยอมแพ้ไปในที่สุด
แม้ว่าจะยังไม่รู้ถึงวิธีใช้มัน แต่ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมากที่ได้รับมันมา
จากนั้น เธอก็เริ่มสำรวจพื้นที่ต่างๆอีกครั้ง เดิมทีเธอคิดว่าทะเลสาบควรจะขยายใหญ่กว่านี้อีกเล็กน้อย และพื้นรอบๆก็ควรจะขยายออกไปให้กว้างขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อย เพื่อจะได้มีพื้นที่เก็บถังเหล้าได้เยอะมากขึ้น
นอกจากนี้ ความต้องการวัตถุดิบในการทำอาหารข้างนอกก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ฟู่เยี่ยนนึกถึงความคิดที่เธออยากจะมีคฤหาสน์ท่ามกลางธรรมชาติเป็นของตังเองขึ้นมาอีกครั้ง
ตอนนี้มีสิ่งต่างๆมากมายที่เธอต้องทำ และควรที่จะเริ่มทำทีละน้อย ค่อยเป็นค่อยไป เพราะถึงอย่างไรเธอก็ยังต้องหาเงินเพิ่มต่อไป ดังนั้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ เธอจะขอให้จางเหว่ยนำยันต์ระดับสูงจำนวนหนึ่งไปขายอีกครั้ง
ฟู่เยี่ยนยังคงเดินต่อไป และพบว่าพื้นที่ที่เธอใช้ปลูกโสมก็ได้ขยายขึ้นเช่นกัน หลังจากที่ดอกโสมบานในก่อนหน้านี้ ตอนนี้เมล็ดโสมจำนวนมากก็ได้ร่วงหล่นลงบนพื้น และโสมต้นเล็กๆก็กำลังบานสะพรั่งขึ้นมาแล้ว
ในที่สุด ธุรกิจโสมของเธอก็กำลังจะเติบโตขึ้นแล้วสินะ เมื่อนึกย้อนกลับไปในตอนนั้น หากไม่มีต้นโสมป่าพากนี้ เธอคงจะไม่มีโอกาสได้รู้จักกับไป๋โม่เฉิน และพี่ใหญ่ของเธอก็คงจะไม่สามารถเป็นทหารได้เช่นกัน
ทันใดนั้น ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าตัวเองต้องบ้าไปแล้วอย่างแน่นอน ทำไมเธอต้องคิดถึงไป๋โม่เฉินบ่อยขนาดนี้กันล่ะ?
ขณะที่เดินอยู่นั้น ฟู่เยี่ยนก็พบพื้นที่โล่งริมทะเลสาบ เธอจึงเริ่มนั่งสมาธิทันที เนื่องจากความต่างของเวลาระหว่างดินแดนต่างมิติและโลกภายนอก ดังนั้นเธอจึงตั้งใจที่จะกลับไปมหางลัยอีกครั้งหลังจากที่คาบเรียนคาบเรียนที่สองจบลง
วันนี้เธอจะไม่ยอมขาดเรียนในช่วงบ่ายอย่างแน่นอน
อีกด้านหนึ่ง เมื่อพบว่าเช้านี้มีฝนตก ไป๋โม่เฉินจึงคิดว่าฟู่เยี่ยนอาจจะลืมหยิบร่มติดตัวมา ดังนั้นเขาจึงไปรอที่หน้าหอพักของเธอตั้งแต่เช้าแล้ว
ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ฟู่เยี่ยนพบว่าดินแดนต่างมิติของเธอกำลังจะได้รับการขยายอาณาเขตพอดี ซึ่งเธอได้ตัดสินใจกลับบ้านก่อนที่จะมาถึงหอพักนั่นเอง
เมื่อรออยู่นานแต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของฟู่เยี่ยน ไป๋โม่เฉินจึงไม่มีทางเลือกอื่น ก่อนจะเดินไปเรียนเพียงลำพัง ทันทีที่หมดคาบเรียน ไป๋โม่เฉินก็ได้ไปที่ห้องเรียนของฟู่เยี่ยนอีกครั้ง แต่เหมี่ยวชานชานก็บอกว่าฟู่เยี่ยนยังไม่ได้มาเรียนเลย
ไป๋โม่เฉินจึงขมวดคิ้วแน่นขึ้นมาทันที เธอเป็นคนที่รักการเรียนมากๆ ดังนั้นไม่มีทางที่เธอจะยอมโดดเรียนง่ายๆอย่างแน่นอน เว้นแต่ว่าจะมีเหตุผลบางอย่าง เมื่อคิดได้เช่นนั้น ไป๋โม่เฉินก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาทันที เป็นไปได้ไหมว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นที่บ้านของเธอ?
ทว่าตารางเรียนในช่วงเช้าของเขาแน่นมากๆ ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่รอจนกว่าจะหมดคาบเรียนเท่านั้นถึงจะออกไปตามหาเธอได้ ไป๋โม่เฉินกล่าวขอบคุณเหมี่ยวชานชาน ก่อนจะดึงสมาธิของตัวเองให้กลับมาสงบอีกครั้ง
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนนั่งสมาธิเสร็จ ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักก่อนหน้านี้ก็ได้หยุดลงแล้ว
เธอรีบปั่นจักรยานตรงไปยังตึกเรียนของเธอทันที หลังจากที่จอดจักรยานเสร็จ เธอก็ได้เข้าไปในห้องเรียนและพบว่าเป็นเวลาที่ทุกคนกำลังจะเปลี่ยนคาบเรียนพอดี โชคดีมากที่เธอมาทันเวลา
เมื่อเห็นว่าฟู่เยี่ยนเข้ามาในห้องเรียนแล้ว เหมี่ยวชานชานจึงรีบเดินเข้าไปหาฟู่เยี่ย
“ฟู่เยี่ยน ทำไมเธอถึงโดดเรียน!”
“อาจารย์ไม่ได้ว่าอะไรใช่ไหม?”
“อืม อาจารย์ไม่ได้พูดอะไร และยังไม่ได้เช็คชื่อเข้าเรียนอีกด้วย เธอโชคดีมากเลยนะรู้หรือเปล่า!” ทันใดนั้นเอง สีหน้าของเหมี่ยวชานชานก็ได้ดูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
และขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังจะถามต่อนั้น เธอก็ได้เงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะเห็นไป๋โม่เฉินยืนอยู่ที่หน้าประตูแล้ว เพราะคาบนี้ไป๋โม่เฉินมีเรียนร่วมกับเธอนั่นเอง
เมื่อเห็นว่าฟู่เยี่ยนมาเรียนแล้วและเธอก็ดูเหมือนจะสบายดี ไป๋โม่เฉินก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา
ทว่าฟู่เยี่ยนกลับรู้สึกว่าไป๋โม่เฉินกำลังถอนหายใจ แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้คุยกัน ก่อนที่ไป๋โม่เฉินจะเดินไปนั่งด้านหลัง
เหมี่ยวชานชานรู้สึกว่าเธอกำลังถูกโจมตีนับหมื่นครั้งแล้ว เพราะการจ้องมองของไป๋โม่เฉินที่มีต่อฟู่เยี่ยนนั้นช่างน่าร้อนแรงเสียเหลือเกิน ซึ่งทำเอาเธอถึงกับต้องแอบกรีดร้องในใจอยู่นานเลยทีเดียว แต่ทว่าฟู่เยี่ยนกลับไม่ได้มีท่าทีใดเลย
เมื่อเห็นเช่นนั้น เหมี่ยวชานชานก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจไป๋โม่เฉินขึ้นมา ดูเหมือนว่าเพื่อนสนิทของเธอจะยังไม่รู้ตัวเลยสักนิด
ไม่ใช่ว่าฟู่เยี่ยนไม่รู้ตัว แต่ตอนนี้เธอกำลังรู้สึกว่าหัวใจของเธอเต้นแรงมากจนมันแทบจะหลุดออกมาจากหน้าอกของเธออยู่แล้ว
เธอไม่รู้เลยว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ เป็นเพราะความคิดของเธอเมื่อคืนนี้หรือเปล่า ? มีบางอย่างกำลังเกิดขึ้นกับเธอหรือ? ไม่สิ หรือว่าเธอเองก็ชอบไป๋โม่เฉินเหมือนกัน?
ฟู่เยี่ยนรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที ตอนนี้ความคิดของเธอกำลังยุ่งเหยิงไปหมด และยังรู้สึกอึดอัดมากๆอีกด้วย
ตอนที่ 164 โชคชะตาที่ถูกกำหนดเอาไว้
ฟู่เยี่ยนไม่รู้ว่าตอนนี้เธอควรจะทำตัวอย่างไรเมื่อต้องเผชิญหน้ากับไป๋โม่เฉิน ดังนั้นเธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องคอยหลบหน้าเขาและเอาแต่ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ภายในใจ
ดังนั้นหลังเลิกเรียน เมื่ออาจารย์ได้ออกไปจากห้องเรียนแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงรีบวิ่งออกไปทันที เธอวิ่งลงไปยังชั้นล่าง ก่อนจะปั่นจักรยานออกไปอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นเองเธอก็ได้สังเกตเห็นว่าตอนนี้เริ่มมีแสงแดดสาดส่องลงมาแล้ว
“สายรุ้ง!” จู่ๆก็ได้มีคนอุทานขึ้นมา
หลังจากที่ฝนหยุดตกนั้น ท้องฟ้าก็ได้ดูแจ่มใส พร้อมกับมีรุ้งอันสวยงามปรากฏขึ้นมาบนสันเขา ฟู่เยี่ยนจึงอดไม่ได้ที่จะหยุดปั่นจักรยานและเงยหน้าขึ้นมองมัน ทันใดนั้นทิวทัศน์ที่สวยงามก็ได้ผสานเข้ากับหัวใจของเธออย่างลึกซึ้งในทันที
ตอนนี้ใต้ร่มไม้ข้างๆเธอก็ได้มีคนกำลังวาดภาพสายรุ้งคู่กับหญิงสาวอยู่
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกสงสัยขึ้นมาทันทีว่าเธอกลัวเกินไปหรือเปล่า? ไม่ว่าไป๋โม่เฉินจะปฏิบัติต่อเธออย่างไรก็ตาม เธอควรรู้วิธีที่จะชื่นชมและเพลิดเพลินไปกับสิ่งนั้น เหมือนกับที่เธอกำลังรู้สึกชื่นชมสายรุ้งตอนนี้นั่นเอง
ฟู่เยี่ยนยิ้มออกมาเล็กน้อย ตอนนี้อาจารย์ฟู่ได้พบกับปัญหาครั้งใหม่แล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม เธอก็ควรกล้าที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เธอจึงได้ปั่นจักรยานไปรอบมหาวิทยาลัย ด้วยความที่เธอมีหน้าตาที่ดูน่ารักอยู่แล้ว และเมื่อเธอยิ้ม ไม่ว่าใครก็ตามที่มองเธอก็ไม่อาจละสายตาไปได้เลย ทว่าฟู่เยี่ยนนั้นกลับไม่รู้เลยว่าตอนนี้เธอได้กลายเป็นทิวทัศน์ที่งดงามในมหาวิทยาลัยไปเสียแล้ว
เหล่าคนที่กำลังนั่งวาดภาพอยู่ริมถนนล้วนเป็นนักศึกษาจากภาควิชาวิจิตรศิลป์ หนึ่งในนั้นที่ได้เห็นรอยยิ้มของฟู่เยี่ยน เขาก็ได้รู้สึกตกตะลึงไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบวาดรูปของเธอลงในสมุดสเก็ตช์ทันที
ตอนนี้เหล่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยตี้ตูรู้สึกราวกับถูกสะกด ทำไมฟู่เยี่ยน หญิงสาวที่ดูเยือกเย็นจากภาควิชาโบราณคดีถึงได้มีรอยยิ้มที่งดงามมากขนาดนี้กันล่ะ
“ดูนั่นสิ นั่นคือฟู่เยี่ยนผู้เย็นชาไม่ใช่เหรอ? วันนี้เธอทำไมถึงยิ้มได้ล่ะ! ทั้งยังเป็นรอยยิ้มที่สวยสดใสมากอีกด้วย” นักศึกษาคนหนึ่งพูดขึ้นมาด้วยความตกตะลึง
“นายโง่หรือไง เป็นเพราะฟู่เยี่ยนน่ารักเกินไปในตอนที่เธอยิ้มต่างหาก และนั่นก็คือเหตุผลว่าทำไมเธอถึงไม่ชอบยิ้ม” ทันได้นั้นเอง เพื่อนของเขาก็ได้พูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะเยาะเขา
“ใช่แล้ว เธอน่ารักมากเวลายิ้ม หากฉันเป็นเธอล่ะก็ ฉันเองก็คงจะไม่ยิ้มเหมือนกัน! เพราะฉันไม่อยากสร้างปัญหาให้กับคนอื่น” นักศึกษาที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ได้พูดเสริมขึ้นมาเช่นกัน
วินาทีต่อมา พวกเขาก็หัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน
ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็ได้ยืนอยู่ที่นั่นเช่น เขามองไปที่เธอด้วยแววตาที่ว่างเปล่า หลังเลิกเรียนเมื่อครู่นี้ เขาสังเกตเห็นว่าฟู่เยี่ยนรีบออกมาจากห้องเรียนมาก ดังนั้นเขาจึงจึงคิดว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับเธอ
แต่เมื่อเขารีบตามออกมาก็พบว่าฟู่เยี่ยนกำลังหยุดมองสายรุ้ง ก่อนที่เธอจะยิ้มออกมาอย่างร่าเริงต่อหน้าต่อตาของเขา จึงทำให้แววตาของเขาเริ่มมืดมนลงไปเรื่อยๆ
เขาแอบมองไปที่เธออยู่เงียบๆจากระยะไกล ฟู่เยี่ยนกำลังคิดอะไรอยู่กันนะ ทำไมเธอถึงได้ยิ้มออกมาแบบนั้น
โดยปกติแล้ว ฟู่เยี่ยนเป็นคนที่ไม่ชอบหัวเราะ แม้ว่าเธอจะกำลังมีความสุข โกรธ หรือวิตกกังวล เธอมักจะมีท่าทีที่ดูสงบอยู่เสมอ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เขาเห็นมาโดยตลอดตั้งแต่ที่รู้จักกันมา ไป๋โม่เฉินไม่เคยเห็นสีหน้าแบบนี้ของเธอเลยจริงๆ
เมื่อเห็นรอยยิ้มนี้ ไป๋โม่เฉินก็มีความคิดอยากจะเก็บรอยยิ้มของฟู่เยี่ยนเอาไว้ดูเพียงคนเดียวขึ้นมา เขากำหมัดแน่นและรีบข่มอารมณ์ความเป็นเจ้าของของเขาลงทันที
แต่การที่ได้ยินความคิดเห็นของคนเหล่านั้นกลับทำให้เขารู้สึกร้อนรนใจมากยิ่งขึ้น จึงทำให้เขาตัดสินใจได้ในทันที ตอนนี้เขาต้องการครอบครองหัวใจของเธออย่างจริงจังแล้ว เขาไม่อยากจะเอาแต่ยืนมองเธอเหมือนกับคนอื่นแบบนี้อีกแล้ว
เขาปรารถนาที่จะอยู่กับเธอ อยากเป็นคนที่เดินเคียงข้างเธอไปตลอดชีวิต
ฟู่เยี่ยนยังคงปั่นจักรยานไปรอบมหาวิทยาลัยอย่างมีความสุข โดยไม่รู้เลยว่าเธอได้ดึงดูดสายตาของหลายคนให้มองมาที่เธออยู่
ในเวลานี้ ฟู่เยี่ยนนั่งอยู่ในหอพักที่ว่างเปล่า โดยกำลังเตรียมที่จะทำนายดวงชะตาของไป๋โม่เฉินอยู่ ซึ่งความคิดนี้อยู่ภายในใจของเธอมาโดยตลอด เพราะหลังจากที่กำจัดพิษออกจากร่างกายของไป๋โม่เฉินได้สำเร็จ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าชีวิตของเขาเผชิญกับโชคร้ายมามากเกินไปแล้ว
ครั้งนี้เธอไม่ได้ใช้เหรียญทองแดงในการทำนาย เธอหยิบปากกาและกระดาษขึ้นมา และคำนวณดวงชะตาของไป๋โม่เฉินลงในกระดาษแผ่นนั้นแทน ซึ่งเธอรู้รายละเอียดทุกอย่างของเขาในตอนที่เธอช่วยกำจัดพิษศพแล้ว
หลังจากที่เขียนข้อมูลทั้งหมดลงบนกระดาษ ฟู่เยี่ยนจึงเริ่มทำนายจากเรื่องทั่วไปก่อน ซึ่งในตอนแรกทุกอย่างได้มีความสอดคล้องกันทั้งหมด แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องทำนายโชคลาภของเขา ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังกีดขวางเธอเอาไว้
แม้ว่าเธอจะพยายามคำนวณแค่ไหนก็ตาม แต่กลับไม่ได้ผลใดๆเลย ฟู่เยี่ยนจึงได้วางปากกาลง เธอมองดูกระดาษที่ถูกเขียนจนไม่มีที่ว่างแผ่นนั้นด้วยความสงสัย
จากนั้น เธอก็ได้หยิบกระดาษขึ้นมาอีกหนึ่งแผ่น ก่อนจะเขียนบางอย่างลงไปและเริ่มคำนวณใหม่ทันที แม้ว่าเธอจะลองทำมันอีกครั้งก็ตาม แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้ต่างไปจากครั้งแรกเลย
ฟู่เยี่ยนจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยอมแพ้ไปในที่สุด ดังคำพูดที่ว่า “เป็นเรื่องยากที่จะทำทุกอย่างบนโลกใบนี้เพียงตัวคนเดียว” ฉะนั้นไป๋โม่เฉินก็ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตของตัวเขาเองบ้าง เธอจึงไม่คิดมากอีกต่อไป
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบเหรียญทองแดงของเธอออกมา และเริ่มทำนายดวงชะตาของตัวเองกับไป๋โม่เฉินในทันที ซึ่งก็ได้ปรากฏเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจขึ้นมา เมื่อดูจากสัญลักษณ์รูปหกเหลี่ยมที่แสดงขึ้นมานั้น เห็นได้ชัดเลยว่าดวงชะตาของเธอกับเขาถูกผูกด้ายแดงต่อกัน ทั้งยังมีดวงสอดคล้องมากกว่าดวงชะตาของวังจื่อหยวนกับพี่สาวของเธอเสียอีก
เธอได้พบคู่ชีวิตที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วอย่างนั้นหรือ! ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว! เธอร้อนผ่าวจนรู้สึกเหมือนว่าทั้งร่างของเธอกำลังจะถูกเผาไหม้และละลายอยู่แล้ว!
หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็สงบสติอารมณ์ของตัวเองลง ก่อนจะยิ้มออกมาอีกครั้ง ในเมื่อมันคือโชคชะตา ถ้าอย่างนั้นเธอก็ควรที่จะยอมรับมัน
เพราะถึงอย่างไร เธอเองก็ชอบไป๋โม่เฉินอยู่แล้ว ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นมาพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง โดยเธอกำลังสงสัยว่าเขาจะมาหาเธออีกหรือเปล่า เพราะเธอเพิ่งจะทำให้เขารู้สึกขุ่นเคืองใจไปเมื่อไม่นานมานี้
เพราะดูจากคาบเรียนในช่วงเช้า เขาดูไม่ค่อยสนใจเธอเลย ทั้งยังเดินผ่านเธอไปโดยไม่สนใจอีกด้วย ฮึ่ม!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น อาจารย์ฟู่ก็รู้สึกโกรธขึ้นมาเล็กน้อย แต่เธอก็ให้อภัยเขาอย่างรวดเร็ว ที่เขาถอนหายใจนั้น เป็นเพราะรู้สึกโล่งอกที่เห็นเธอมาเรียนแล้วหรือเปล่า แบบนี้เธอก็ไม่ควรที่จะไปโกรธเขาไม่ใช่หรือ?
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขอีกครั้ง ก่อนจะเข้าสู่ภวังค์ความคิดของตัวเอง จนมีคนโบกมือไปมาตรงหน้าของเธอ
“เฮ้ เธอมีสติอยู่หรือเปล่า” ตอนนี้ เหมี่ยวชานชานก็ได้กลับมาถึงหอพักแล้ว เมื่อครู่นี้ฟู่เยี่ยนรีบวิ่งออกไปทันทีหลังจากที่เลิกเรียน จึงทำให้เหมี่ยวชานชานตามเธอไปไม่ทันนั่นเอง
“เธอกลับมาแล้วเหรอ?” ฟู่เยี่ยนหลุดออกมาจากโลกในจินตนาการของเธอ พร้อมกับมองไปที่เหมี่ยวชานชาน
“ฟู่เยี่ยน เมื่อกี้เธอได้ทำอะไรหรือเปล่า? ตอนนี้ผู้ชายทุกคนในมหาวิทยาลัยต่างก็พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของเธอเต็มไปหมด ทำไมเพื่อนร่วมชั้นของฉันถึงพูดว่าเธอคือเทพธิดาแห่งภาควิชาโบราณคดีกันล่ะ?” เหมี่ยวชานชานเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสับสน
“เธอหมายความว่าอย่างไร?” ฟู่เยี่ยนยังคงไม่เข้าใจสิ่งนี้
“คือว่าตอนนี้ทุกคนกำลังพูดถึงเธออยู่ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงเลยหากจะบอกว่าเธอคือเทพธิดาของมหาวิทยาลัย เธอมีรอยยิ้มที่สง่างามมากระหว่างที่ฉันเดินกลับมา มีคนพูดถึงเธอตลอดทางเลยนะ” เหมี่ยวชานชานพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดทันที
“ฉันก็แค่ปั่นจักรยานไปรอบๆมหาวิทยาลัยเอง อากาศหลังฝนตกมันช่างดีมากจริงๆ และท้องฟ้าก็ดูแจ่มใสมากอีกด้วย” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปตามความจริง
“แค่นั้นเองเหรอ?” เหมี่ยวชานชานพูดออกมาราวกับว่าฟู่เยี่ยนกำลังโกหก
“ก็แค่นั้นน่ะสิ ฉันจะทำอะไรได้อีกล่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพลางวางกระดาษในมือลงบนโต๊ะ
“เอาล่ะ เอาล่ะ ฉันเชื่อเธอก็ได้ ว่าแต่ฟู่เยี่ยน พรุ่งนี้เธอมีเรียนหรือเปล่า?” เหมี่ยวชานชานเลิกสนใจเรื่องก่อนหน้านี้ไปทันทีเช่นกัน
“พรุ่งนี้ฉันมีเรียนแค่ช่วงเช้า ช่วงบ่ายฉันว่าง ตารางเรียนส่วนใหญ่ของเราก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ”
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เราไปย่านโรงงานหลิวหลี่กันไหม?”
“ย่านโรงงานหลิวหลี่อย่างนั้นเหรอ? เธอจะไปทำอะไรที่นั่นกัน?”
“พอดีคุณปู่อยากให้ฉันไปเลือกของขวัญให้กับผู้มีพระคุณ แต่ฉันไม่รู้ว่าจะเลือกของขวัญแบบไหนดี เธอไปช่วยฉันเลือกของขวัญหน่อยได้ไหม?” เหมี่ยวชานชานพูดพร้อมกับมองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยแววตาที่อ้อนวอน
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ดีเหมือนกัน เธอเองก็ตั้งใจว่าจะไปที่นั่นตั้งแต่แรกแล้วเหมือนกัน ดังนั้นเธอจึงพยักหน้ารับในทันที
“ฉันคิดเอาไว้แล้วว่าเธอจะต้องไป ฮ่าๆ เพื่อเป็นการขอบคุณ ฉันจะเลี้ยงข้าวเธอที่ภัตรคารเฉวียนจวี้เต๋อคืนพรุ่งนี้ก็แล้วกัน”
“อย่าเลย ฉันจะพาเธอไปกินหม้อไฟเนื้อแกะเอง ทั้งยังมีเป็ดย่างอีกด้วยนะ” หลังจากฟู่เยี่ยนเคยไปที่นั่นมาแล้วครั้งหนึ่ง เธอก็ได้พบว่าอาหารที่นั่นไม่ถูกปากและไม่อยากไปอีกเลย
“ไม่เป็นไร ฉันพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง เอาไว้ฉันจะเลี้ยงเธอเอง เธอเลือกร้านได้เลย” เหมี่ยวชานชานพูดออกไปอย่างไม่เห็นแก่ตัว
“ก็ได้ พรุ่งนี้ฉันกินจนพุงกางไปเลย เธอเตรียมเงินเอาไว้เยอะๆก็แล้วกัน หม้อไฟเนื้อแกะราคาไม่ได้ถูกๆเลยนะ” ฟู่เยี่ยนพูดหยอกออกไป
“ฉันไม่กลัวหรอก เธอจะกินจุแค่ไหนกันเชียว”
เหมี่ยวชานชานเองก็เป็นคนมีฐานะดีเช่นกัน แม้ว่าฟู่เยี่ยนจะไม่เคยถามถึงครอบครัวของเธอเลยก็ตาม แต่เพียงแค่มองแวบเดียว ฟู่เยี่ยนก็พอจะรู้แล้วว่าเธอถูกเลี้ยงดูอย่างเอาอกเอาใจมาตั้งแต่เด็ก
ส่วนเหมี่ยวชานชานเองก็ไม่เคยถามถึงเรื่องครอบครัวของฟู่เยี่ยนเช่นกัน ที่จริงแล้วเธอไม่จำเป็นต้องถามเลย เพราะฟู่เยี่ยนมักจะนำเมนูเนื้อกลับมาที่หอพักด้วยเสมอ ทั้งยังมีรสชาติดีมากอีกด้วย แค่นี้ก็พอจะบ่งบอกถึงสถานะทางครอบครัวของฟู่เยี่ยนได้แล้ว
ประกอบกับเสื้อผ้าที่ฟู่เยี่ยนสวมในทุกวัน เหมี่ยวชานชานก็สรุปได้แล้วว่าครอบครัวของฟู่เยี่ยนนั้นมีฐานะแค่ไหน
ตอนที่ 165 ย่านโรงงานหลิวหลี่
ในวันรุ่งขึ้น ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ได้เจอกับไป๋โม่เฉิน ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นผลดีสำหรับเธอเช่นกัน เพราะตอนนี้เธอยังไม่รู้ว่าจะต้องจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาอย่างไรนั่นเอง ไม่รู้ว่าเขาจะคิดเหมือนกับเธอหรือเปล่า
หากเธอเข้าไปหาเขาอย่างหุนหันพลันแล่นแล้วบอกไปว่าเขาคือคนที่โชคชะตากำหนดให้มาคู่กับเธอ แบบนั้นมันคงก็จะน่าอายเกินไปหน่อย และบางทีเขาอาจจะไม่เชื่อก็เป็นได้ แล้วแบบนั้นเขาจะหัวเราะเยาะเธออย่างนั้นหรือ? ใช่แล้ว ฟู่เยี่ยนไม่ต้องการความรู้สึกที่ไม่แน่นอนแบบนั้น
เป็นการดีกว่าไหมหากเธอจะจัดการเรื่องโดยปล่อยให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาเป็นไปตามกาลเวลา ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่ฟู่เยี่ยนได้ตัดสินใจแล้ว ฟู่เยี่ยนไม่ใช่คนช่างพูด ไม่ว่าจะเป็น โจวชิวลู่ มู่อี้อัน หรือเหมี่ยวชานชาน ก่อนที่จะรู้จักกัน ฟู่เยี่ยนก็มีท่าทีที่เฉยเมยต่อพวกเขาทั้งนั้น
แต่หลังจากที่ได้เป็นเพื่อนกันแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงดูผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น หากจะเรียกว่าเธอเป็นเหมือนคนที่เครื่องร้อนช้าก็คงจะไม่ผิด
“ฟู่เยี่ยน ไปกันเถอะ เราไปซื้อของก่อนแล้วค่อยไปกินข้าวดีไหม ตอนนี้ฉันเตรียมเงินเอาไว้พร้อมแล้วล่ะ” หลังจากที่เรียนช่วงเช้าเสร็จ เหมี่ยวชานชานก็แทบรอไม่ไหวที่จะออกไปข้างนอกแล้ว
“อืม ฉันจะปั่นจักรยานพาเธอไปที่นั่นเอง ไปกันเถอะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับเก็บของไปด้วย และตอนนี้เธอก็พร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว โดยหนังสือเรียนของพวกเขานั้น หยูเชี่ยนได้อาสาที่จะเอากลับไปที่หอพักให้ ซึ่งหลังจากที่ได้เปิดอกพูดคุยกันในครั้งนั้น เธอก็รู้สึกว่าตัวเองกับฟู่เยี่ยนมีบางอย่างที่คล้ายกัน ดังนั้นเธอจึงเริ่มสนิทกับทั้งสองคนมากขึ้น
เมื่อฟู่เยี่ยนเดินออกจากอาคารเรียน เธอก็ได้มองไปที่กระดานข่าวโดยไม่รู้ตัว แต่ก็พบว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้บีบมือของตัวเองเอาไว้แน่น
เมื่อฟู่เยี่ยนและเหมี่ยวชานชานมาถึงย่านโรงงานหลิวหลี่ ก็พบว่าที่นี่มีผู้คนอยู่มากมายเลยทีเดียว
“เราเอารถไปจอดที่นั่นแล้วเดินดูรอบๆกันดีกว่า?” เหมี่ยวชานชานแนะนำขึ้นมาทันที
“อืม แล้วผู้มีพระคุณที่เธอพูดถึง เขาเป็นคนแบบไหนอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมา
“ปู่ของฉันบอกว่าเขาเป็นอาจารย์ที่เก่งมาก ถ้าแบบนั้นเขาก็คงจะเป็นคนที่มีอายุพอสมควรแล้วล่ะ ฉันคิดว่าเราควรจะซื้อของที่ผู้สูงอายุชอบนะ” เหมี่ยวชานชานตระหนักได้ถึงเรื่องนี้ ก่อนจะพูดออกไป
“ได้เลย แค่นี้เราก็รู้ถึงสิ่งที่ต้องการแล้ว” ฟู่เยี่ยนล็อคจักรยาน จากนั้นทั้งสองก็ได้เดินไปยังย่านโรงงานหลิวหลี่
ในช่วงเวลานี้ ย่านโรงงานหลิวหลี่ได้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งหนึ่งแล้ว มีผู้คนจำนวนมากมาที่นี่เพื่อหาซื้อของและตั้งแผงขายของ ซึ่งที่แห่งนี้มีร้านค้าถูกตั้งเอาไว้สองข้างทางเต็มไปหมด
มีทุกอย่างถูกวางขายเอาไว้ที่นี่ ซึ่งมันดูละลานตาจนเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว
“ฉันไม่รู้ว่าจะเริ่มดูจากตรงไหนเลยจริงๆ มีของวางขายอยู่เต็มไปหมดเลย!” เหมี่ยวชานชานพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูหงุดหงิดเล็กน้อย
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนเห็นสิ่งของหลายชิ้นเลยที่มีแสงเปล่งประกายออกมา ดังนั้นบนถนนสายนี้จึงเต็มไปด้วยแสงระยิบระยับเต็มไปหมด ซึ่งเธอยังรู้สึกสงสัยอยู่เลยว่าเธอพลาดสถานที่แห่งนี้ไปได้อย่างไร ตอนนี้เธอไม่สามารถละสายตาไปจากของพวกนั้นได้เลย ดังนั้นการมาที่นี่ครั้งนี้จึงถือว่าคุ้มค่ามาก
เธอคิดว่าคนที่อยู่ที่นี่จะต้องเป็นคนที่มีความสามารถอย่างแน่นอน และหากเธอวางตัวไม่ดี เธอก็อาจจะพลาดของบางอย่างไปก็เป็นได้ ดังนั้นเธอจึงต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างรอบคอบ
มาเริ่มกันที่ของชิ้นแรกเลยดีกว่า!
“เรามาค่อยๆเดินดูไปทีละร้านดีกว่า หากเจอของที่ถูกใจก็ค่อยซื้อ” ฟู่เยี่ยนแนะนำออกไปทันที
“ปู่ของฉันยังบอกอีกด้วยนะว่าที่นี่มักจะตั้งราคาของที่เกินจริง เธอรู้วิธีเลือกมันหรือเปล่า ฉันไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยจริงๆ” เหมี่ยวชานชานกระซิบกับฟู่เยี่ยนเบาๆ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็เกือบสำลักออกมา ทำไมเธอถึงได้พูดแบบนั้นกันล่ะ คิดว่าเรากำลังมาซื้อขนมที่สหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคอยู่หรืออย่างไร?
“อย่ากังวลไปเลย มีฉันอยู่ที่นี่ทั้งคน แค่ทำเป็นไม่รู้อะไรเลยเหมือนกับที่เธอพูดก็พอ และไม่ต้องพูดอะไรอีก เดี๋ยวฉันจะจัดการทั้งหมดให้เอง” ฟู่เยี่ยนรีบบอกกับเหมี่ยวชานชานไปทันที
“ได้เลย ฉันคงต้องให้เธอเลือกให้แล้วล่ะ!”
ทันทีที่คุยกันเสร็จ ทั้งสองก็ได้เริ่มเดินดูร้านค้าทันที ก่อนจะไปหยุดอยู่ตรงหน้าแผงลอยแผงหนึ่ง
อู๋เฟยคือชายชราที่อาศัยอยู่ในย่านโรงงานหลิวหลี่ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ธุรกิจของเขาไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เขาจึงได้สมัครเข้าทำงานในโรงงานแห่งหนึ่ง หลังจากที่มีการเปิดสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้งเมื่อเร็วๆนี้ เขาก็รู้สึกว่าสถานการณ์ตอนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว จึงได้ใช้ประโยชน์จากวันหยุดของโรงงานออกมาขายของที่นี่
เขามาตั้งแผงลอยตั้งแต่ตอนเช้า และยังขายของไม่ได้เลยสักชิ้น ดังนั้นเขาจึงอดไม่ได้ที่จะรู้เป็นสึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนคนที่ตั้งแผงลอยอยู่ข้างๆเขานั้นคือโหวซาน ทั้งสองนั้นเป็นเพื่อนกันมานานมากแล้ว และได้มาเจอกันที่นี่อีกครั้งนั่นเอง
“ซานเอ๋อ วันนี้ที่นี่ดูเงียบๆนะ คนไม่ค่อยมาเดินกันเลย ทั้งยังมีร้านบางส่วนที่ปิดไปเพราะขายไม่ได้อีกด้วย”
“เฮ้ ตอนนี้ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนจากเบื้องบน แล้วใครจะกล้าเปิดร้านกันล่ะ? ทุกคนต่างก็กลัวกันทั้งนั้น หากมีเอกสารอนุญาตอย่างชัดเจน ทุกคนก็จะกลับมาเปิดร้านอีกครั้งเองนั่นแหละ” ครอบครัวของโหวซานเป็นคนของรัฐบาล ดังนั้นเขาจึงรู้ถึงความเคลื่อนไหวเหล่านี้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อู๋เฟยก็รู้ได้ทันทีว่าเพื่อนของเขาจะต้องรู้ถึงความเคลื่อนไหวนี้ ดังนั้นเขาจึงได้หยิบบุหรี่หงต้าซานออกมา ก่อนจะยื่นให้กับโหวซานอย่างไม่เต็มใจ
“ซานเอ๋อ หากนายมีข่าวอะไรก็ช่วยบอกฉันหน่อยเถอะ ธุรกิจแผงลอยเล็กๆของเราย่อมกลัวการเปลี่ยนแปลงจากเบื้องบนอยู่แล้ว เพราะเราไม่ได้มีหน้าร้านเหมือนกับคนอื่น”
โหวซานหยิบบุหรี่กล่องนั้นมาดมกลิ่น ก่อนจะเอาบุหรี่มอนหนึ่งมาเสียบไว้ที่หู อู๋เฟยจึงได้โอกาสนี้ขยับเข้าไปใกล้ๆเขาทันที
“ฉันจะบอกนายก็แล้วกัน...” โหวซานกระซิบบางอย่างที่ข้างหูของอู๋เฟย
“ซานเอ๋อ ฉันต้องขอบคุณนายมากจริงๆ เราปิดร้านแล้วไปกินหม้อไฟเนื้อแกะกันดีกว่า มื้อนี้ฉันจะเป็นเจ้ามือเอง!”
ขณะที่ทั้งสองคุยกันอย่างเฮฮาอยู่นั้น ก็ได้สังเกตเห็นนักศึกษาสาวสองคนเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าแผงลอยที่ตอนนี้เจ้าของร้านไม่อยู่ พวกเขารู้ได้ในทันทีว่าเธอทั้งสองคือนักศึกษา เพราะพวกเธอทั้งคู่มีตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยตี้ตูอยู่บนปกเสื้อนั่นเอง
เมื่อเห็นเช่นนั้น ทั้งสองจึงหันมามองหน้ากัน ก่อนจะรีบกลับไปที่แผงขายของของตัวเองทันที จากนั้นอู๋เฟยจึงได้ทักทายทั้งสองคนไป
“สาวๆพวกเธอกำลังมองหาอะไรอยู่เหรอ พอดีฉันเพิ่งจะเปิดร้าน หากอยากได้อะไรก็บอกฉันได้เลยนะ นี่เป็นร้านน้องชายของฉันเอง”
เมื่อเห็นเช่นนั้น ชายตัวเล็กคนนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่กลอกตาไปมาเท่านั้น ส่วนอู๋เฟยก็ได้รู้สึกอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก แม้ว่าเขาจะไม่ได้ยิ้ม แต่ก็ยังพยักหน้าเบาๆ
อู๋เฟยผ่านโลกมานักต่อนักแล้ว แต่เขาก็ยังคงรู้สึกตื่นตาตื่นใจเมื่อเห็นฟู่เยี่ยน เขาคิดกับตัวเองทันทีว่าวันนี้เขาจะไม่ปิดร้านแล้ว
ฟู่เยี่ยนไม่ได้สนใจพวกเขา ก่อนจะมองไปยังของที่วางขาย ซึ่งแต่มองเพียงแวบเดียว เธอก็เห็นแล้วว่าบนแผงขายของนี้มีของที่ค่อนข้างดีอยู่สามชิ้น เธอจึงต้องการที่จะรู้ราคาของพวกมันทันที
“เฒ่าแก่ ขวดยานัตถุ์ชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่เหรอคะ?” ฟู่เยี่ยนหยิบขวดยานัตถุ์ขึ้นมาพร้อมกับเอ่ยถามออกไปทันที
“โอ้ เธอตาถึงมากเลย! ขวดยานัตถุ์ชิ้นนี้ถูกทำขึ้นมาตั้งแต่สมัยคังซีเลยนะ”
“คุณช่วยบอกราคากับฉันหน่อยได้ไหม?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง
“ตามป้ายนั้นเลย ! 50หยวน” อู๋เฟยพูดพลางชี้ไปที่ป้ายบอกราคา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง หากดูจากของชิ้นนี้แล้ว ราคาห้าสิบหยวนนั้นถือว่าคุ้มค่ามาก แต่หากจะซื้อโดยไม่ต่อรองราคาเลยนั้นคงจะไม่ใช่นิสัยของอาจารย์ฟู่อย่างแน่นอน
แต่ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะทันได้พูดอะไรออกไปนั้น เหมี่ยวชานชานก็ได้พูดแทรกขึ้นมาทันที
“ทำไมถึงได้แพงขนาดนี้กันล่ะ ราคาของมันมากกว่าเงินเดือนของพ่อฉันเสียอีก อย่าไปสนใจมันเลย เราไปดูร้านอื่นกันดีกว่า” ขณะที่พูดนั้น เธอก็ได้ดึงฟู่เยี่ยนออกไปทันที
“สาวน้อย อย่าเพิ่งใจร้อนเลย เธออยากได้ราคาเท่าไหร่ล่ะ เรามาต่อรองราคากันก่อนก็ได้ นอกจากนี้ของชิ้นนี้มันก็คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปนะ!” อู๋เฟยมีรีบพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่เป็นกังวลเล็กน้อย
“30หยวนได้ไหมคะ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามออกไปอย่างระมัดระวัง
“นี่... ฉันจะลดให้เหลือ45หยวนก็แล้วกัน หากขายราคาต่ำกว่านี้ ฉันคงจะขาดทุนแล้ว” อู๋เฟยพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูเก้อเขิน ต้องบอกเลยว่าทักษะการแสดงของเด็กสาวสองคนนี้ค่อนข้างใช้ได้เลยทีเดียว
“คือว่า... มันมีราคาที่แพงเกินไป ฉันไม่คิดว่ามันจะคุ้มค่าตรงไหนเลยนะคะ” ฟู่เยี่ยนวางขวดยานัตถุ์ลง
“มันไม่ได้แพงเลย มองมันดีๆอีกครั้งสิ นี่คืองานฝีมือของช่างในวังเชียวนะ แค่ดูจากลายเส้นเหล่านั้นก็พอจะรู้แล้วว่าต้องเป็นฝีมือของช่างที่มีประสบการณ์มายาวนาน” อู๋เฟยเริ่มพูดโน้มน้าวใจพวกเธออีกครั้ง
ในตอนนี้ เหมี่ยวชานชานยังคงต้องการที่จะดึงฟู่เยี่ยนออกไป แต่ทว่าฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบพระพุทธรูปที่แกะสลักจากไม้ขึ้นมา
“แล้วถ้าเอาชิ้นนี้เพิ่มด้วยล่ะคะ ฉันขอซื้อของสองชิ้นนี้ในราคา 40หยวนได้หรือเปล่า?”
“ใช่ๆ ไม่เลวเลยนะ แต่ดูเหมือนว่าของสิ่งนี้จะดูเล็กไปหน่อย ฉันอยากจะได้ของที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ นั่นไง แจกันที่อยู่ข้างๆ มันดูดีใช้ได้เลยนะ” เหมี่ยวชานชานพูดพร้อมกับชี้ออกไปทันที
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา แม้ว่าเพื่อนของเธอจะไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้ก็ตาม แต่ก็ถือว่าโชคดีมาก เดิมทีฟู่เยี่ยนก็ตัดสินใจที่จะซื้อแจกันใบนั้นเหมือนกัน แม้ว่าคุณภาพของมันจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่สีของมันก็เป็นสีแท้จากสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง เพียงแต่ตรงมุมหนึ่งด้านบนของมันดูเสียหายไปเล็กน้อยเท่านั้นเอง
“เอาล่ะสาวน้อยทั้งสอง เนื่องจากวันนี้พวกเธอเป็นลูกค้าคนแรกของฉัน สำหรับของทั้งสามชิ้นนี้ พวกเธอจ่ายให้ฉันแค่ 80หยวนก็พอ เธอคิดว่าอย่างไรบ้าง?” อู๋เฟยตัดสินใจที่จะขายของทั้งสามชิ้นพร้อมกัน และเมื่อหากคำนวนดูแล้ว เขายังคงได้กำไรห้าหยวน ซึ่งมันไม่เลวเลยทีเดียว
“70หยวน หากไม่ได้ราคานี้ พวกเราก็ไม่ซื้อ!” เหมี่ยวชานชานพูดขึ้นมา และทันใดนั้นเองฟู่เยี่ยนก็ได้แอบหยิกเธอเงียบๆ
“80หยวน และฉันจะแถมเหรียญทองแดงให้กับพวกเธออีกสักสองสามเหรียญ ฉันคิดว่าราคานี้เหมาะสมที่สุดแล้ว” อู๋เฟยยังคงไม่ยอมแพ้ ก่อนจะมองไปยังกล่องที่มีเหรียญทองแดงตรงหน้าของเขา
“ตกลง ฉันจะจ่ายคุณ 80หยวน แต่ฉันขอเลือกเหรียญพวกนี้เอง” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับยื่นเงินให้กับเขาทันที
จากนั้น เธอก็ได้หยิบกล่องใบนั้นขึ้นมาดูอย่างระมัดระวัง ซึ่งในกล่องใบนั้นมีของดีอยู่ไม่มากนัก เธอจึงพยายามหาเหรียญห้าจักรพรรดิที่พอจะนำมาแขวนไว้ที่หน้าบ้านเพื่อปัดเป่าวิญญาณชั่วร้ายได้เท่านั้น
หลังจากที่หยิบเหรียญทองแดงมาสองสามเหรียญ พวกเธอก็ได้เดินจากไป
จบตอน
Comments
Post a Comment