magic ep171-175

 ตอนที่ 171: ธุรกิจ

 


หลังจากนั้น ไป๋โม่เฉินก็ได้แบกหินดิบก้อนใหญ่เข้าไปในร้านหรงเป่าจาย ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้เดินตามมาพร้อมกับหินดิบก้อนเล็กๆอีกหลายก้อน

 

“เฉินจื่อ นายจะเอาหินพวกนั้นมาทำอะไร?” เมิ่งอ้ายชวนที่เห็นเช่นนั้นก็ได้เดินออกมาทักทายเขาทันที

 

“เลิกพูดมากได้แล้ว ไปช่วยฟู่เยี่ยนถือก่อน”

 

“เอาล่ะเอาล่ะ ฉันไม่พูดก็ได้” เมิ่งอ้ายชวนเบ้ปาก แต่เขาก็ยังคงรีบเข้าไปช่วยฟู่เยี่ยนถือหินดิบอย่างรวดเร็ว

 

“นี่พวกนายสองคนกำลังคิดจะทำอะไร แล้วไปเอาหินหยกพวกนี้มาจากไหนกัน?”

 

“ฉันซื้อมันมาจากร้านฉางเป่าซิงที่อยู่สุดถนนนู่น เถ้าแก่ยังบอกกับฉันอีกว่าเขากำลังจะเลิกกิจการและเปลี่ยนเป็นร้านขายเครื่องประดับทองด้วยนะ” ฟู่เยี่ยนวางหินดิบหลายก้อนลง พร้อมกับตอบเขา

 

“ร้านของตระกูลหวังอย่างนั้นเหรอ? หวังเหมี่ยนคิดอะไรอยู่กัน แม้แต่ฉันเองยังไม่กล้าเปิดร้านขายเครื่องประดับที่นี่เลย” เมิ่งอ้ายชวนพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูถูกเหยียดหยาม

 

“ฉันก็พูดตามที่เจ้าของร้านบอกนั่นแหละ ฉันซื้อจี้หยกมาด้วยนะ พี่ชวน พี่ช่วยดูให้ฉันหน่อยได้ไหม?” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบหยกแกะชิ้นเล็กๆออกมา ซึ่งบางชิ้นยังมีหินติดอยู่เล็กน้อยอีกด้วย

 

“น้องสาว ทำไมเธอถึงได้ซื้อของพวกนี้มากันล่ะ?” เมิ่งอ้ายชวนหยิบหยกชิ้นหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะเริ่มดูมัน

 

“ฉันจะเอามันมาแกะสลักสักสองสามชิ้นให้กับคนในครอบครัว พี่สนใจหรือเปล่า พี่ชวน?” ฟู่เยี่ยนมองไปที่เมิ่งอ้ายชวน ก่อนจะเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาในใจ ดังนั้นเธอจึงได้แสร้งพูดแบบนั้นออกไป

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จากที่เขารู้จักฟู่เยี่ยนมา บางทีเธออาจกำลังต้องการบางอย่างจากชวนจื่อก็เป็นได้ เขาจึงยังไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแค่แอบดูท่าทีของฟู่เยี่ยนอยู่เงียบๆเท่านั้น

 

ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็คอยดูปฏิกิริยาของไป๋โม่เฉินผ่านทางหางตาของเธอเช่นกัน และก็รู้แล้วด้วยว่าเขากำลังแอบมองเธออยู่

 

“เมื่อวานนี้ฉันรู้สึกเขินไปหน่อยก็เลยไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับเธอเลย น้องสาว เธอคิดจะทำแบบนั้นจริงๆเหรอ? เธอกำลังจะแกะสลักหยกพวกนี้เพื่อใช้เป็นยันต์ใช่หรือเปล่า?” เมิ่งอ้ายชวนถามออกไปด้วยท่าทีลับๆล่อๆ

 

“พี่ชวน ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นก็ได้ พี่อยากได้มันหรือเปล่าล่ะ?”

 

“นายรู้หรือเปล่าว่ายันต์อาจารย์ฟู่นั้นต้องเข้าคิวเพื่อซื้อมันเลยนะ และตอนนี้ฟู่เยี่ยนก็มีคิวจนถึงสิ้นปีแล้วด้วย ซึ่งยันต์พวกนั้นเธอเป็นคนวาดเองทั้งหมดอีกด้วย” ไป๋โม่เฉินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเฉยชา

 

“จริงเหรอ? ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอบคุณมากเลยนะ ช่วยแกะสลักหยกให้กับฉันด้วยเถอะ น้องสาว หากเธอต้องการสิ่งใดก็ให้บอกฉันมาได้เลย พี่ชายคนนี้พร้อมที่จะหาทุกอย่างมาให้เธออยู่แล้ว” เมิ่งอ้ายชวนไม่ใช่คนโง่ ดังนั้นเขาจึงได้ยื่นข้อเสนอนี้ออกไปทันที

 

“ฉันต้องการทำข้อตกลงบางอย่างกับพี่” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้ม ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ดูสวยงามมากๆ จนทำเอาหัวใจของไป๋โม่เฉินเต้นแรงขึ้นมาทันที

 

“มันคือธุรกิจสินะ?” เมิ่งอ้ายชวนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

 

“พี่ไป๋โม่เฉินด้วย พวกเราสามคน”

 

ไป๋โม่เฉินคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับร้านของเขา เมื่อเห็นว่าเขาดูไม่ได้มีท่าทีที่สะทกสะท้านอะไร เมิ่งอ้ายชวนก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้น พวกเขาคุยกันแล้วอย่างนั้นหรือ?

 

“ฟู่เยี่ยน เมื่อกี้นี้เธอเพิ่งจะบอกฉันไม่ใช่เหรอ ว่าร้านของฉันถูกคนปรับฮวงจุ้ย?”

 

“ใช่แล้ว ร้านที่อยู่ทางซ้ายมือดูเหมือนว่าจะเป็นทรัพย์สินของตระกูลโจวสินะ” ฟู่เยี่ยนบอกทุกอย่างที่เธอรู้กับพวกเขา

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินก็ไม่ได้พูดอะไร เขาทีท่าทีที่ดูโกรธเล็กน้อย แต่ก็ดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว

 

“หากเป็นตระกูลโจว ไม่มีอะไรให้ต้องสงสัยเลย เพราะพวกเขาจ้องที่จะทำร้ายฉันอยู่แล้ว” ไป๋โม่เฉินพูดขึ้นมาช้าๆ

 

“เฉินจื่อ เด็กสารเลวที่ชื่อโจวหยางคนนั้นใช่หรือเปล่า? บางทีมันอาจะเกี่ยวข้องกับสร้อยข้อมือของนายก็ได้นะ?...หรือว่าเขาจะเป็นคนทำ?” เมิ่งอ้ายชวนเองก็รู้เรื่องราวเหล่านี้เช่นกัน

 

“แม้แต่ร้านของฉันก็ถูกเล่นงานไปด้วย แสดงว่าเรื่องนี้จะไม่จบลงจนกว่าฉันจะตาย อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ที่คนพวกนั้นคิดจะทำคือทำลายธุรกิจของฉัน เพื่อที่ป้าสะใภ้ของฉันจะได้เข้ามาแทรกแซงได้ง่ายขึ้นยังไงล่ะ” ตอนนี้ไป๋โม่เฉินรู้สึกรังเกียจตระกูลเหม่ยเป็นอย่างมาก

 

“พี่กำลังพูดเรื่องอะไรกัน?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกสับสนเล็กน้อย

 

“โจวหยางจากตระกูลโจวเป็นเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกันกับป้าสะใภ้ของเฉินจื่อ ดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งสองคนเกือบจะได้แต่งงานกันแล้ว แต่ตระกูลโจวไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ดังนั้น…”

 

ฟู่เยี่ยนเข้าใจได้ในทันที เพราะเธอเองก็ยอมรับวิธีการเลือกคู่แบบนี้ไม่ได้เช่นกัน เพราะการแต่งงานควรเริ่มมาจากความรัก พวกเขาคิดจะใช้วิธีนี้ทำร้ายจิตใจหลานชายของตัวเองอีกหรือ? ขนาดนิยายยังไม่กล้าที่จะเขียนบทแบบนี้เลยด้วยซ้ำ

 

ฟู่เยี่ยนรู้สึกสะเทือนใจกับเรื่องนี้ขึ้นมาเล็กน้อย ไป๋โม่เฉินช่างน่าสงสารมากจริงๆ ส่วนไป๋โม่เฉินนั้นไม่ได้สังเกตเห็นถึงท่าทีของเธอเลย เพราะตอนนี้จิตใจของเขากำลังรู้สึกกระสับกระส่ายอยู่นั่นเอง

 

“พี่ไป๋โม่เฉิน อย่าเศร้าไปเลย ยังมีคนอีกมากมายเลยที่เป็นห่วงพี่อยู่” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับจับไปที่แขนของเขา

 

ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็ได้หันไปมองเธอเช่นกัน ตอนนี้ดวงตาของเขาแทบจะลุกเป็นไฟอยู่แล้ว เขาอยากจะกอดเธอไว้ในอ้อมแขน และถามกับเธอว่าในบรรดาผู้คนมากมายเหล่านั้น มีเธอรวมอยู่ด้วยหรือเปล่า?

 

ทว่าเวลาเดียวกันนี้ เมิ่งอ้ายชวนกำลังมองมาที่พวกเขาอยู่ ซึ่งดวงตาของเขานั้นดูไม่ต่างจากหลอดไฟดวงใหญ่สองดวงที่กำลังสาดส่องมายังพวกเขาทั้งสองอย่างไม่ลดละอย่างไรอย่างนั้น จึงทำให้ไป๋โม่เฉินไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องระงับแรงกระตุ้นทั้งหมดของตัวเองลงไป

 

แต่เขาก็ยังคงกลัวว่าหากฟู่เยี่ยนเข้ามาใกล้เขาอีกครั้ง เขาอาจจะทนไม่ไหวก็ได้

 

“อืม น้องสาว เธอมีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงที่เพิ่งจะพูดถึงเมื่อกี้นี้หรือเปล่า ? ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหม…” วินาทีต่อมา เมิ่งอ้ายชวนก็ได้พูดแทรกขึ้นมาเพื่อทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดใจระหว่างทั้งสองคนทันที

 

ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็ตอบสนองในทันทีเช่นกัน เธอสงบสติอารมณ์ลง ก่อนจะเล่าถึงแผนการที่เธอได้คิดเอาไว้ออกไป

 

“ฉันต้องการจะเปิดร้านน้ำชาตรงร้านสองคูหาที่อยู่สุดถนน ส่วนร้านที่อยู่ตรงจุดศูนย์กลางของถนนเส้นนี้ ฉันจะเปิดเป็นร้านขายพู่กัน แท่นหมึก กระดาษซวนจื่ออะไรพวกนั้น รวมไปถึงโบราณวัตถุ”

 

“แล้วเธออยากจะให้พวกเราทำอะไร?”

 

“พี่ไป๋โม่เฉินจะเป็นผู้ลงทุนในด้านสถานที่ ส่วนพี่ชวน พี่จะเป็นคนจัดการร้านขายพวกพู่กัน แท่นหมึก กระดาษ และฉันจะจะขายยันต์ในนามของพี่ไปด้วยเลย และในร้านขายโบราณวัตถุของเรา ฉันยังจะให้บริการดูฮวงจุ้ยอีกด้วย ส่วนที่เหลือนั้นก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากร้านทั่วไปเลย”

 

หลังจากได้ยินสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูด เมิ่งอ้ายชวนก็รู้สึกว่ามันค่อนข้างน่าเชื่อถือเลยทีเดียว เพราะยันต์สามารถขับเคลื่อนธุรกิจอื่นๆได้ และธุรกิจอื่นก็สามารถขับเคลื่อนธุรกิจขายยันต์ได้เช่นกัน

 

“ธุรกิจโรงน้ำชามันจะไปรอดอย่างนั้นเหรอ?” เมิ่งอ้ายชวนรู้สึกสงสัยเล็กน้อย

 

“ฉันคิดว่าธุรกิจโรงน้ำชาเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ความอดทนสูงมาก การที่เราจะสร้างชื่อเสียงของร้านได้จะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี หรืออาจจะสองปีเลยด้วยซ้ำ เราถึงจะสามารถทำกำไรจากมันได้ เอาไว้ฉันจะไปหาชาที่มีรสชาติดีๆมาเอง”

 

“นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีร้านขายโบราณวัตถุอยู่มากมายเลยทีเดียว ฉันคิดว่าเราควรจะจัดระเบียบของที่นี่ใหม่ เราจะต้องจัดการประชุมเพื่อประเมินโบราณวัตถุชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่างๆอยู่เป็นประจำ ซึ่งจุดประสงค์ของมันก็คือให้เหล่าพ่อค้าได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และทุกคนก็สามารถซื้อขายกันได้”

 

“ในส่วนของการตกแต่งโรงน้ำชา ฉันจะออกแบบให้ดูมีความเป็นส่วนตัวขึ้นมาสักหน่อย เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการรู้สึกสบายทั้งกายและใจ”

 

“หากจัดการตามแผนการทั้งหมดนี้ได้ ธุรกิจของเราจะต้องไปได้สวยอย่างแน่นอน”

 

ฟู่เยี่ยนอธิบายถึงความคิดของเธออย่างละเอียด ซึ่งเมิ่งอ้ายชวนเองก็เห็นด้วยกับความคิดนี้เช่นกัน

 

“สุดยอดไปเลย! พอได้ยินแบบนี้ฉันก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมามากแล้ว ถ้าอย่างนั้นเราไปดูร้านกันหน่อยดีกว่า”

 

“เดี๋ยวก่อนพี่ชวน ฉันมีคำถามที่อยากจะถามพี่อีกสักหน่อย พี่พอจะรู้ไหมว่าแถวชานเมืองมีที่ให้ทำสัญญาเช่าบ้านหรือเปล่า ไม่จำเป็นต้องกว้างมากก็ได้ ยิ่งติดกับภูเขาได้ก็ยิ่งดี” ฟู่เยี่ยนคิดว่าตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เธอจะพูดถึงเรื่องนี้ ดังนั้นเธอจึงถามออกไปในทันที

 

“เธออยากจะเช่าที่ดินอย่างนั้นเหรอ?” วันนี้เมิ่งอ้ายชวนรู้สึกประหลาดใจกับฟู่เยี่ยนหลายครั้งมาก

 

“ใช่แล้ว ฉันต้องการที่จะปลูกธัญพืชและองุ่นเพื่อทำเหล้าหมักที่บ้าน เพราะหากเราสามารถควบคุมวัตถุดิบเองได้ เราก็จะมั่นใจในคุณภาพของเหล้าได้มากยิ่งขึ้น”

 

“ที่บ้านของเธอทำเหล้าหมักด้วยอย่างนั้นเหรอ?”

 

“ชวนจื่อ นายเองก็เคยดื่มมั้นแล้วไม่ใช่เหรอ” ไป๋โม่เฉินนึกถึงเหล้าหมักที่เขานำกลับบ้านไปในปีก่อน ตอนนั้นเมื่อเมิ่งอ้ายชวนเห็นมันวางอยู่บนชั้นวาง จึงได้หยิบมันมาเทใส่แก้ว ทว่าไป๋ซ่งก็มาเห็นเข้าพอดี เมิ่งอ้ายชวนจึงถูกจับโยนออกไปจากบ้านทั้งยังถูกไป๋ซ่งเตะอีกด้วย

 

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เมิ่งอ้ายชวนก็ได้หัวเราะออกมา ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็หัวเราะตามไปด้วยเช่นกัน

 

“ฝีมือการทำเหล้าหมักของแม่ฉันสุดยอดมากเลยนะ และตอนนี้ก็มีเหล้าหลากหลายรสชาติมากๆอีกด้วย หากเหล้าชุดนี้สามารถดื่มได้แล้ว ฉันจะเอามันมาให้พี่ขวดหนึ่งก็แล้วกัน”

 

“เฉินจื่อ นายหัวเราะอะไรกัน? ฉันแค่ดื่มมันไปนิดเดียวเท่านั้นเองไม่ใช่เหรอ? นาย... คุณปู่ไป๋หวงบาร์ของเขาเสียยิ่งกว่าอะไร!!”

 

“นั่นสินะ ฮ่าๆ!”

 

“แต่เหล้านั่นเป็นเหล้าที่ดีมากจริงๆ ก่อนที่จะส่งมันให้กับปู่ของนาย นายช่วยเก็บมันเอาไว้ให้ฉันด้วยนะ แล้วฉันจะถามเกี่ยวกับเรื่องที่ดินให้ หากมีความคืบหน้าอะไรฉันจะแจ้งอีกที ตอนนี้ก็ได้เวลามื้อเย็นแล้ว เอาล่ะ เราไปหาอะไรกินกันก่อนดีกว่า”

 

“อย่างไรก็ตาม เรามาพูดถึงเรื่องหุ้นส่วนและเหล้ากันต่อที่ร้านดีกว่า เฉินจื่อ วันนี้นายเลี้ยงฉันด้วยนะ!” เมิ่งอ้ายชวนพูดพลางขยิบตาให้กับไป๋โม่เฉิน

 

ไป๋โม่เฉินรู้ดีว่าสิ่งนี้หมายถึงอะไร ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจอีก ก่อนจะพยักหน้ารับไปตรงๆ เอาไว้เขาค่อยหักเงินจากส่วนแบ่งคืนทีหลังก็แล้วกัน




ตอนที่ 172: คุยธุรกิจ


 

ครั้งนี้ เมิ่งอ้ายชวนได้พาพวกเขาไปยังร้านอาหารอีกแห่ง ซึ่งที่นี่ก็ขึ้นชื่อเรื่องการปรุงเนื้อแกะเช่นกัน

 

“เถ้าแก่ ช่วยหาห้องส่วนตัวสำหรับพวกเราสามคนหน่อยสิ พวกเรามาที่นี่เพื่อคุยธุรกิจกัน พวกนายจะกินอะไรกันบ้างล่ะ ขาแกะอบดีไหม? เรามาดูเมนูกันก่อนดีกว่า พวกนายจะสั่งอะไรบ้างกันล่ะ” เมิ่งอ้ายชวนเป็นคนสั่งอาหาร

 

“น้องสาว เธออยากกินขาแกะย่างด้วยหรือเปล่า?”

 

“ฉันกินอะไรก็ได้” ฟู่เยี่ยนไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไหร่นัก เพราะตราบใดที่มีเนื้อแค่นี้ก็เพียงพอสำหรับเธอแล้ว ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็ไม่ได้สนใจเช่นกัน ดังนั้นเมิ่งอ้ายชวนจึงเป็นคนสั่งอาหารทั้งหมด

 

จากนั้น พวกเขาทั้งสามคนก็ได้เดินเข้าไปในห้องส่วนตัว ที่นี่เป็นบ้านเหมือนกับบ้านทั่วไปและถูกตกแต่งในสไตล์โบราณ ทั้งยังเป็นที่ที่มีความเป็นส่วนตัวมากๆ ดังนั้นคนที่สามารถพบได้ที่นี่จึงไม่ใช่คนธรรมดา และจะต้องมีคนที่รู้จักพาเข้ามาเท่านั้น

 

ในวันนี้เอง พวกเขาทั้งสามคนไม่ทันได้สังเกตว่ามีคนที่อยู่ในห้องส่วนตัวอีกห้องหนึ่งจำไป๋โม่เฉินได้ แต่ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวบางอย่างด้านนอกประตูได้อย่างชัดเจน ราวกับว่ากำลังมีคนอยู่ที่นั่น

 

“น้องสาว เรื่องธุรกิจของเรา……” หลังจากที่ปิดประตูลงแล้ว เมิ่งอ้ายชวนก็ได้เดินมาที่โต๊ะและกำลังจะพูดบางอย่าง

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้โบกมือเพื่อให้เขาหยุดพูด ก่อนจะชี้ไปที่ประตู เมื่อเห็นเช่นนั้น เมิ่งอ้ายชวนจึงได้เดินกลับไปที่ประตูเงียบๆ จากนั้นเขาก็ได้เปิดประตูในทันที

 

จึงทำให้ชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ด้านนอกล้มลงไปกับพื้นอย่างรุนแรง มีคนแอบฟังพวกเขาอยู่จริงๆด้วย

 

“เฮ้ เด็กอย่างนั้นเหรอ ทำไมถึงได้ไร้ยางอายถึงขนาดนี้ กล้าดียังไงถึงได้มาแอบฟังพวกเราคุยกัน บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ว่าแกเป็นใคร?”

 

เมิ่งอ้ายชวนมีนิสัยที่คล้ายกับไป๋โม่เฉินมาก แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีส่วนสูงเท่ากับไป๋โม่เฉินก็ตาม แต่เขาก็สูงถึง 185เซนติเมตร และเขาเองก็เติบโตมาในค่ายทหารเช่นกัน ทั้งยังเติบโตมาพร้อมกับการฝึกตั้งแต่เด็กอีกด้วย

 

หลังจากที่พูดแบบนั้นออกไป เมิ่งอ้ายชวนก็ได้กระชากคอเสื้อชายหนุ่มคนนั้นให้ลุกขึ้นมาจากพื้น และแสร้งทำเป็นว่ากำลังจะตีเขา

 

“อย่าทำอะไรผมเลย อย่าทำอะไรผมเลย พี่ครับ นี่ผมเอง เหม่ยตงยังไงล่ะ”

 

อีกด้านหนึ่ง ไป๋โม่เฉินยังคงนั่งอยู่เงียบๆ เขาจำเด็กหนุ่มคนนั้นได้ตั้งแต่แรกเห็นแล้ว เหม่ยตงเป็นลูกชายของลุงเขา แต่ก็ไม่ได้เป็นลูกชายแท้ๆ เด็กหนุ่มคนนี้เป็นลูกของป้าของเขากับสามีคนแรกนั่นเอง

 

“ฉันไม่รู้จักนาย ชวนจื่อ โยนเขาออกไป อย่าไปตีเขาให้มือของนายต้องสกปรกเลย” ไป๋โม่เฉินพูดขณะค่อยๆรินชาลงในถ้วยให้กับฟู่เยี่ยนโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งอ้ายชวนก็พอจะคาดเดาสถานการณ์ออกได้ในทันที เขาจึงได้โยนเด็กหนุ่มคนนั้นออกไปอย่างไม่ลังเล ซึ่งฉากนี้ทำให้ทุกคนในร้านต่างก็มีท่าทีที่ดูตื่นตระหนกไปตามกัน เพราะทุกคนที่มากินอาหารที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีฐานะด้วยกันทั้งนั้น

 

ไม่นานนัก ขาแกะย่างก็ได้ถูกนำมาเสิร์ฟ และเถ้าแก่ก็ยังได้ขอโทษพร้อมกับมอบกีบเท้าแกะให้อีกด้วย

 

จากนั้น เมิ่งอ้ายชวนก็กำลังจะพูดอีกครั้ง แต่ฟู่เยี่ยนกลับลุกเดินไปที่ประตูเสียก่อน จากนั้นเธอก็ได้แปะยันต์แผ่นหนึ่งที่เพิ่งจะวาดขึ้นมาเมื่อครู่นี้เอาไว้ลงไปบนบานประตู

 

“พี่ชวน ตอนนี้พี่สามารถพูดได้ตามสบายเลย ไม่มีใครได้ยินสิ่งที่พวกเราคุยกันแล้ว” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบตะเกียบขึ้นมาและเริ่มกินทันที

 

“เธอใช้ยันต์อะไรแปะลงไปที่ประตูนั่นอย่างนั้นเหรอ?”

 

“ยันต์เก็บเสียง มันมีเวลาจำกัดด้วยนะ ยันต์ของฉันอยู่ได้เพียงแค่สองชั่วโมงเท่านั้น แต่แค่นี้ก็คงจะเพียงพอแล้วล่ะ” หลังจากที่พูดแบบนั้นออกไป ฟู่เยี่ยนก็ได้ก้มหน้าลงและเริ่มกินต่อ

 

“ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มคุยเรื่องธุรกิจของเรากันเถอะ ฉันจะเป็นคนพูดก่อนเอง ทั้งสองคนกินไปก่อนได้เลย”

 

ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

 

“จากสิ่งที่ฉันได้ฟังมาทั้งหมด แน่นอนว่าฟู่เยี่ยนจะต้องได้รับส่วนแบ่งมากที่สุด หากใช้ร้านของเฉินจื่อในการเป็นหุ้นส่วน เขาก็จะต้องได้รับส่วนแบ่ง 20เปอร์เซ็นต์ และฉันที่เป็นคนจัดการเรื่องต่างๆก็จะได้รับ20เปอร์เซ็นต์เท่ากัน ซึ่งส่วนที่เหลือทั้งหมดจะเป็นของเธอ แบบนี้เป็นยังไงบ้าง?” เมิ่งอ้ายชวนเสนอวิธีแบ่งส่วนแบ่งทั้งหมด

 

“มันไม่น้อยไปเหรอ? พี่ชวน พี่ควรจะได้รับส่วนแบ่ง 30เปอร์เซ็นต์นะ” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยท่าทีที่ดูเขินอายเล็กน้อย

 

“เฮ้ ที่ฉันได้ 20เปอร์เซ็นต์นี้ก็ถือว่าเอาเปรียบเธอมากพอแล้วนะ ฉันลองมาคิดดูแล้วล่ะ ในอนาคตฉันยังคงต้องพึ่งพาเธอในการจัดการร้านอีกเยอะเลย เรายังคงต้องพึ่งพาสายตาของเธอ ธุรกิจของเราจึงจะไปต่อได้อย่างราบรื่น

 

ผลกำไรในธุรกิจนี้ค่อนข้างต่ำ และทุกอย่างมันก็ต้องมีต้นทุน ซึ่งเธอเองก็คงจะรู้เรื่องนี้ดีแม้ว่าฉันจะไม่ได้บอกก็ตาม แต่ด้วยสายตาอันเฉียบแหลมของเธอ จะทำให้เราไม่ต้องซื้อของปลอม ซึ่งมันจะช่วยลดรายจ่ายของเราลงไปได้เป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าผลกำไรของเราก็จะมากขึ้นตามไปด้วยไม่ใช่เหรอ?”

 

ฟู่เยี่ยนจึงได้เห็นด้วยกับวิธีนี้ และตัดสินใจรับข้อเสนอแนะของเขา

 

“อย่างไรก็ตาม ชวนจื่อ นายเองก็ควรที่จะเปิดร้านหรงเป่าจายต่อไปด้วยนะ จะเป็นการดีมากหากร้านแห่งใหม่กับร้านของนายขายของที่แตกต่างแต่ไม่ได้ขัดแย้งซึ่งกันและกัน เพราะเราจะให้มันส่งเสริมกันแทน” ไป๋โม่เฉินเสนอความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

“ใช่แล้ว พี่ชวน สิ่งนี้สำคัญมากเลยนะ ตอนนี้หรงเป่าจายทำธุรกิจเกี่ยวกับโบราณวัตถุเป็นหลักใช่หรือเปล่า? ฉันขอแนะนำว่าร้านใหม่ของเราควรจะขายหยกนะ เราจะขายหยกแกะสลักและของอื่นๆที่เกี่ยวกับหยก”

 

“ในอนาคตประเทศของเราจะมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และทุกคนก็จะหันมาให้ความสนใจกับสิ่งนี้มากขึ้นเช่นกัน เมื่อสภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็จะขายดีตามไปด้วยยังไงล่ะคะ” ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และด้วยการคาดเดาของเธอ การเดิมพันด้วยหยกเหล่านี้จะต้องไม่มีวันผิดพลาดอย่างแน่นอน

 

“ฉันเองก็คิดว่ามันจะประสบความสำเร็จเหมือนกัน แต่เราไม่มีพรสวรรค์ในเรื่องนี้เลยนะ!”

 

“ฉันมีคน ๆ หนึ่งที่จะแนะนำ พี่สองคนลองพิจารณาดูก่อนก็ได้ว่าเขาเหมาะสมหรือเปล่า” ฟู่เยี่ยนคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกครั้ง ก่อนที่เธอจะนึกถึงคนๆหนึ่งที่เหมาะสมกับงานนี้ขึ้นมาได้

 

“ใครกันเหรอ”

 

“คุณลุงคนที่ฉันไปซื้อหยกมาจากร้านของเขาเมื่อเช้ายังไงล่ะ ตอนนี้เจ้าของร้านต้องการจะเปลี่ยนร้านนั้นเป็นร้านขายเครื่องประดับทองคำแล้ว ซึ่งเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย แค่ชวนเขาอยู่ที่ร้านของเรา เท่านี้ก็หมดปัญหาแล้ว”

 

“เขาเป็นคนดีหรือเปล่า?” ไป๋โม่เฉินถามออกไปตรงๆ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าฟู่เยี่ยนสามารถดูดวงชะตาจากโหงวเฮ้งของคนอื่นได้

 

“เขาเป็นคนซื่อสัตย์ และมีคุณธรรม ส่วนชะตากรรมครอบครัวของเขานั้นก็ดีเช่นกัน ซึ่งคนแบบนี้หาได้ยากมากๆ”

 

“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเถอะ ฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง กินข้าวกันก่อนดีกว่า เดี๋ยวกับข้าวจะเย็นหมด หลังจากที่กินเสร็จเราจะได้ไปดูร้านกัน”

 

เมื่อทั้งสามกินมื้อเที่ยงและจ่ายเงินเสร็จ เหม่ยตงก็ได้เดินมาหาพวกเขาอีกครั้ง

 

“พี่ใหญ่ ผมขอคุยอะไรกับพี่หน่อยได้ไหมครับ?”

 

“เราไม่มีอะไรที่จะต้องคุยกัน และฉันก็ไม่ใช่พี่ของนายด้วย” ไป๋โม่เฉินพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

 

“เราสองคนต่างก็เกลียดตระกูลเหม่ยด้วยกันทั้งคู่ พี่ใหญ่ เมื่อใดก็ตามที่พี่ต้องการความช่วยเหลือ ก็บอกกับผมได้เสมอเลยนะ” เมื่อเหม่ยตงเห็นว่าไป๋โม่เฉินไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย เขาจึงพูดเพียงแค่ไม่กี่คำ ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับเพื่อนของเขาอีกสองสามคน

 

“เฮ้ น่าสนใจดีนี่นา หากฉันไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องลุงของนายมาก่อนล่ะก็ ในสายตาของฉันเด็กคนนี้คงจะเป็นคนที่น่าสงสารที่สุด ให้ตายเถอะ ฉันเกือบจะเชื่อเรื่องนี้แล้วไหมล่ะ” เมิ่งอ้ายชวนพูดออกไปอย่างไร้ความเมตตา

 

“ไปกันเถอะ”

 

เมื่อกลับมาถึงที่ร้าน เมิ่งอ้ายชวนก็ได้หยิบชาออกมาและบอกว่าจะไปชงมันให้กับพวกเขา ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็นึกขึ้นได้ว่าเธอมีใบชาอยู่ในดินแดนต่างมิติของเธอ ฉันจึงถือโอกาสนี้หยิบมันออกมาจากกระเป๋าในทันที

 

“พี่ชวน นี่คือชาป่าจากบ้านของฉันเอง พี่ลองชิมมันดูหน่อยสิ หากมันมีรสชาติดี ฉันจะได้ใช้มันตอนเปิดโรงน้ำชา”

 

“มันดูไม่เลวเลยนะ เธอคงจะไม่ได้ทำมันด้วยตัวเองหรอกใช่ไหม?” ตอนนี้เมิ่งอ้ายชวนได้รู้จักฟู่เยี่ยนขึ้นมาบ้างแล้ว

 

“ฉันไม่ได้เป็นคนทำมันหรอก เป็นพ่อของฉันต่างหากล่ะที่ทำมัน ฉันเคยลองแล้ว แต่มันกลับไม่ได้เรื่องเลย” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้ม เธอไม่ได้เก่งไปเสียทุกเรื่องขนาดนั้นหรอกนะ

 

หลังจากที่ชงชาเสร็จ ไป๋โม่เฉินผู้ที่มีสายตาและมืออันว่องไวก็ได้นำมันไปให้ฟู่เยี่ยนก่อนเป็นคนแรก

 

‘เหอะ เพื่อนเลว ฉันอยากจะเผามือของนายจริงๆ’ เมื่อเห็นไป๋โม่เฉินเห็นผู้หญิงดีกว่าเพื่อน เมิ่งอ้ายชวนแอบบ่นไป๋โม่เฉินอยู่ภายในใจ

 

“ฉันไม่ได้สนใจอยู่แล้ว และมันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรอีกด้วย เอาล่ะ รีบดื่มเถอะ เดี๋ยวชาก็เย็นกันพอดี” ทันทีที่พูดจบ ไป๋โม่เฉินก็ได้มองไปที่ฟู่เยี่ยนอีกครั้ง ซึ่งทำให้ฟู่เยี่ยนรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาในทันที

 

“มันเป็นชาที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ชาแบบนี้ไม่เหมาะกับการวางอยู่ในโรงน้ำชาหรอกนะ มันเหมาะสำหรับเสิร์ฟให้กับแขกผู้มีเกียรติ ส่วนคนธรรมดาทั่วไปแค่ชาดอกมะลิก็เกินพอแล้ว”

 

“มันไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้นหรอก การที่เรามีชาที่ดีแบบนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจด้วยเหมือนกัน” เธอพูดพร้อมกับยืนขึ้น จากนั้นเธอก็เดินไปที่ดูก้อนหินที่วางระเกะระกะตรงหน้าอีกครั้ง เธอจะทำอย่างไรกับพวกมันดี?

 

“น้องฟู่ เธอต้องการจะผ่าหินพวกนั้นหรือเปล่า? ฉันพอรู้ว่านะว่ามีเครื่องมือแบบนนั้นอยู่ที่ไหน” เมิ่งอ้ายชวนมองไปยังฟู่เยี่ยนที่ตอนนี้กำลังยืนดูหินดิบที่เธอซื้อมาในก่อนหน้านี้อยู่

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขารู้จักที่แบบนั้นด้วยหรือ?

 

“ที่ไหนเหรอคะ? แล้วมันน่าเชื่อถือหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ต้องการที่จะเปิดเผยตัวตนของเธอในเมืองนี้

 

“เธอก็ลองถามเฉินจื่อดูสิ เขามีของสิ่งนั้นอยู่ด้วยนะ” เมิ่งอ้ายชวนพยักคางไปทางเขา เป็นการส่งสัญญาณให้กับฟู่เยี่ยน

 

“ฉันเนี่ยนะ? ฉันจะมีของแบบนั้นได้ยังไง?” ไป๋โม่เฉินยังคงไม่รู้ว่าเขากำลังหมายถึงอะไร

 

“มันคือเครื่องตัดยังไงล่ะ นายเพิ่งได้มันมาเมื่อปีที่แล้ว และฉันก็เป็นคนเอามันไปไว้ที่บ้านของนายเองไม่ใช่เหรอ?”

 

“จริงด้วย มันยังวางอยู่ที่เดิมและฉันเองก็ไม่ได้สนใจมันเลย เธออยากไปดูไหมล่ะ?” ไป๋โม่เฉินถามฟู่เยี่ยนขึ้นมาทันที

 

เมื่อเห็นดวงตาที่สดใสของฟู่เยี่ยน ไป๋โม่เฉินก็ได้ดื่มชาอีกถ้วยหนึ่ง ก่อนจะเริ่มยกก้อนหินก้อนใหญ่ออกไป

 

ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ได้หยิบชิ้นส่วนเล็กๆขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน

 

“พวกนายสองคนไปกันก่อนเลยนะ ฉันต้องปิดร้านก่อน อีกอย่างชาก็ยังไม่หมดด้วย หากจะทิ้งมันให้เย็นคงน่าเสียดาย!” เมิ่งอ้ายชวนดื่มชาแก้วใหญ่ ก่อนจะตามพวกเขาทั้งสองออกไป




ตอนที่ 173: จ๋าเจี้ยงเมี่ยน


 

ไม่นานหลังจากที่ทั้งสามคนเริ่มออกเดินทาง พวกเขาก็ได้มาถึงบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งทางเข้านั้นเป็นลานเล็กๆมีด้วยกันอยู่3ทาง ซึ่งหากมองไปรอบๆจะเห็นได้ว่าที่นี่ถูกดูแลเป็นอย่างดี

 

ไป๋โม่เฉินแบกหินก้อนนั้นเดินตรงไปยังทางเข้าที่สอง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องที่ไม่มีอะไรเลย เขามองไปยังฟู่เยี่ยนที่ตอนนี้กำลังมองไปรอบๆด้วยความสงสัยอยู่ และอดไม่ได้ที่จะอธิบายออกมา

 

“นี่เป็นสินสอดที่แม่ของฉันได้รับ แต่ฉันก็ไม่เคยมาอยู่ที่นี่หรอกนะ ฉันอาศัยอยู่กับพ่อในค่ายทหารมาโดยตลอด นานทีถึงจะได้มาที่นี่สักครั้ง ฉันก็เลยใช้ที่นี่เป็นที่เก็บของ”

 

“ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากย่านโรงงานหลิวหลี่เท่าไหร่ และราคาก็ยังพอจับต้องได้ ดังนั้นที่แถวนี้จึงหาซื้อค่อนข้างยากเลยทีเดียว และยังไม่มีใครอยากจะขายมันอีกด้วย” ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆด้วยความสงสัย

 

“บางทีที่เธอหาซื้อบ้านที่นี่ยากอาจจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญก็ได้” ไป๋โม่เฉินนึกถึงบ้านที่ลุงของเขาต้องการขายขึ้นมาในทันที แม้ว่ามันจะไม่ได้ดีเท่ากับบ้านของฟู่เยี่ยนก็ตาม แต่ก็ถือว่ามันเป็นบ้านที่ไม่เลวเลย ดังนั้นเขาจึงได้ขอให้เมิ่งอ้ายชวนช่วยจัดการเรื่องนี้ให้นั่นเอง

 

“น้องสาว ตระกูลฟู่ของเธอพักอยู่ที่ไหนอย่างนั้นเหรอ?” เมิ่งอ้ายชวนพูดแทรกขึ้นมาด้วยความสงสัย

 

“บ้านของฉันอยู่ในเขตสือช่าไห่”

 

“เฮ้ เฉินจื่อ ที่นั่นไม่ใช่ย่านที่ลุงใหญ่จอมล้างผลาญของนายอาศัยอยู่อย่างนั้นเหรอ?” เมิ่งอ้ายชวนตะโกนออกไปตรงๆ

 

“ใช่แล้ว นายเองก็รีบหน่อยก็แล้วกัน” เมิ่งอ้ายชวนเข้าใจคำพูดของไป๋โม่เฉินในทันที เพื่อนของเขาไม่ใช่คนที่จะพูดคำพูดแบบนี้ออกมาบ่อยนัก ดูเหมือนว่าเขาจะต้องรีบและจริงจังให้มากขึ้นแล้ว

 

พรุ่งนี้เขาจะไปนัดเดท ด้วยวิธีนี้จะช่วยให้แม่ของเขามายุ่งวุ่นวายที่บ้านของเขาอีกด้วย

 

ไป๋โม่เฉินไม่รู้เลยว่าเขาเป็นแรงบันดาลใจให้เมิ่งอ้ายชวนอยากสร้างครอบครัว หากเขารู้ เขาคงจะภูมิใจมากๆ และรีบไปหาแม่ของเมิ่งอ้ายชวนเพื่อขอรับเครดิตนี้อย่างแน่นอน

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้หน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย ที่พวกเขาพูดมันหมายความว่าอย่างไรกัน? แต่ไม่นาน ความสนใจของเธอก็ได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง

 

จากนั้น พวกเขาทั้งสองก็ได้หยิบเครื่องตัดออกมา ก่อนจะลองเปิดมัน เมื่อเห็นว่ามันเริ่มหมุน ฟู่เยี่ยนจึงได้เดินเข้าไปดูใกล้ๆ

 

“หินก้อนนี้มีขนาดใหญ่เกินไป ใช้เครื่องนี้ตัดไม่ได้”

 

เครื่องตัดหินของเมิ่งอ้ายชวนนั้นเป็นเครื่องที่ใช้เพื่อตัดหินอ่อน มันจึงเป็นเครื่องตัดที่มีขนาดเล็ก และไม่เหมาะที่จะตัดหินก้อนใหญ่

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ลองก้อนเล็กดูก่อนสิ ฉันคิดว่ามันน่าจะได้ผลนะ น้องสาว ช่วยบอกฉันหน่อยว่าเธออยากจะตัดตรงไหนก่อน” เมิ่งอ้ายชวนดูกระตือรือร้นที่จะลองตัดมันเป็นอย่างมาก

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้หยิบปากกาของเธอออกมา เธอลากเส้นบนหินก้อนนั้นให้เห็นชัดเจนมากขึ้น ก่อนจะยื่นมันให้กับเขา หินก้อนนี้มีขนาดเท่ากับแตงโมครึ่งลูก และหยกที่อยู่ด้านในก็มีสีเขียวที่ดูสดใสมาก แต่มันก็เป็นเพียงหยกที่มีขนาดเล็ก อย่างมากที่สุดคงจะทำได้เพียงแค่สร้อยข้อมือเท่านั้น

 

ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อนจะตัดสินใจในทันที หลังจากที่นำหยกออกมาได้แล้ว เธอจะทำสร้อยข้อมือให้พี่สาวและตัวเธอเองคนละเส้น แต่ตอนนี้เธอคงต้องหาผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะในด้านนี้เสียก่อน

 

ทันใดนั้นเอง เมิ่งอ้ายชวนก็ได้เริ่มทำการตัดมัน วินาทีต่อมาเครื่องตัดก็ได้ส่งเสียงดังอื้ออึงออกมา ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ได้ก้มลงไปมองหินอีกสองก้อน และเห็นหยกที่มีขนาดเล็กมากอยู่ด้วยด้านใน ซึ่งคงจะทำได้เพียงแค่แกะสลักเป็นเครื่องประดับเท่านั้น

 

ฟู่เยี่ยนคิดถึงหยกที่อยู่ในดินแดนต่างมิติของเธอขึ้นมาอีกครั้ง หยกเหล่านั้นเป็นหยกที่มีคุณภาพสูง ซึ่งเธอตั้งใจที่จะนำมันออกมาแกะสลักก็ต่อเมื่อเธอได้พัฒนาฝีมือให้เป็นช่างแกะสลักที่ดีได้เสียก่อน

 

เมิ่งอ้ายชวนตัดชิ้นส่วนของหินออกจากกันอย่างรวดเร็ว ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้ตักน้ำราดไปยังเศษที่ตกอยู่บนพื้นอย่างเร็ว เมื่อเขาเทน้ำลงไป ก็พบว่าเศษผงเหล่านั้นเป็นสีเขียวอ่อนจริงๆ มันดูคล้ายกับสีเขียวของลูกแอปเปิล ซึ่งให้ความรู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมาก

 

“เฮ้ น้องสาว ดูนั่นสิ มีเศษสีเขียวปรากฏขึ้นมาด้วยล่ะ!” เมิ่งอ้ายชวนพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูตื่นเต้น และตอนนี้เขาก็ไม่กล้าทำมันต่อไปอีกแล้ว เพราะกลัวว่ามันอาจจะเกิดความเสียหาย

 

“ฉันว่าเราไปหาผู้ที่มีประสบการณ์ด้านนี้กันก่อนเถอะ พรุ่งนี้ฉันจะจัดการให้เอง ฉันจำได้ว่าพอจะมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องหยกอยู่เหมือนกัน”

 

“แบบนั้นก็ได้ พี่ไป๋โม่เฉิน ฉันขอฝากหินดิบพวกนี้เอาไว้ที่นี่ก่อนแล้วกัน หากทุกอย่างพร้อมเมื่อไหร่ ค่อยกลับมาเอามัน แบบนี้ดีหรือเปล่า?” แม้ว่าฟู่เยี่ยนจะมีดินแดนต่างมิติที่สามารถเก็บหินดิบเหล่านี้อยู่แล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังไม่อยากเปิดเผยความลับของเธอเช่นกัน

 

“ได้สิ” ไป๋โม่เฉินตอบกลับด้วยท่าทีที่กระตือรือร้น

 

“น้องสาว ทันทีที่เรื่องนี้มีความคืบหน้า ฉันจะรีบแจ้งให้เธอทราบโดยเร็วที่สุด ส่วนวันนี้เรากลับกันก่อนเถอะ เอาไว้วันหยุดสุดสัปดาห์เราค่อยมาที่นี่กันใหม่ก็แล้วกัน จะได้หารือเกี่ยวกับเรื่องร้านของพวกเราด้วย”

 

“อืม ฉันเองก็มีคนที่อยากจะพามาแนะนำด้วยพอดีเลย เพราะถึงอย่างไร ฉันเองก็ยังต้องเรียน เลยอยากให้เขามาดูแลร้านแทน ซึ่งตอนนี้เขากำลังดูแลเรื่องยันต์แคล้วคลาดของฉันอยู่”

 

“ได้เลย เมื่อถึงเวลานั้น ฉันเองก็คงจะยุ่งน่าดูเลย เพราะพวกเธอทั้งสองคนคงจะไม่ค่อยมีเวลาอย่างแน่นอน ในเมื่อเธอดูแลทุกอย่างอย่างเต็มที่ไม่ได้ การที่มีใครสักคนมาช่วยดูแลเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว”

 

“อืม พี่ชวน นี่ก็ค่ำแล้ว ฉันคงต้องขอตัวกลับมหาวิทยาลัยก่อน” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เธอก็กำลังจะเดินออกไป

 

“ฟู่เยี่ยน ฉันก็จะกลับพร้อมกับเธอด้วย พรุ่งนี้ฉันก็มีเรียนเหมือนกัน” ไป๋โม่เฉินล็อคประตู ก่อนจะออกไปพร้อมกับฟู่เยี่ยน

 

ส่วนเมิ่งอ้ายชวนได้ถูกทิ้งให้เดินกลับย่านโรงงานหลิวหลี่เพียงลำพัง หลังจากที่คิดถึงเรื่องนี้ เขาจึงได้เปลี่ยนเส้นทางโดยมุ่งหน้ากลับบ้านในทันที ตอนนี้เขาต้องการจะบอกกับแม่ของเขานัดเดทให้กับเขาโดยเร็วที่สุด

 

“ฟู่เยี่ยน เย็นนี้เธออยากกินอะไรเหรอ? ให้ฉันพาเธอไปกินจ๋าเจี้ยงเมี่ยนดีไหม?” ไป๋โม่เฉินเอ่ยถามฟู่เยี่ยนที่ตอนนี้นั่งซ้อนท้ายจักรยานอยู่

 

“ก็ได้ แต่เราน่าจะชวนพี่ชวนมาด้วยนะ”

 

“เขาคงจะกลับไปกินมื้อเย็นที่บ้านแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วงเขาหรอก ฉันจะเลี้ยวทางซ้ายนะ ระวังด้วย” เมื่อได้ยินฟู่เยี่ยนพูดถึงเมิ่งอ้ายชวน ไป๋โม่เฉินก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อย ครั้งต่อไปเขาจะไม่ปล่อยให้ชวนจื่อทำสายตาแวววาวต่อหน้าเธออีกเด็ดขาด

 

เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาก็ปั่นจักรยานให้เร็วขึ้นเพื่อที่จะกำจัดความรู้สึกไม่สบายใจทั้งหมดออกไป

 

เมื่อมาถึงที่ร้านจ๋าเจี้ยงเมี่ยน ฟู่เยี่ยนก็พบว่าร้านนี้เป็นร้านจ๋าเจี้ยงเมี่ยนชื่อดัง มีคนค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว และหลายคนยังซื้อมันติดมือกลับไปที่บ้านอีกด้วย

 

“นั่งก่อนสิ ฉันจะไปสั่งให้เอง เธอกินจ๋าเจี้ยงเมี่ยนไหม?” ไป๋โม่เฉินถามฟู่เยี่ยนออกไปทันที

 

“อืม”

 

จากนั้น ไป๋โม่เฉินก็ได้ไปต่อคิว ส่วนฟู่เยี่ยนก็กำลังนั่งมองดูเฟอร์นิเจอร์ในร้าน ขณะที่เธอกำลังมองไปรอบๆนั้น ก็ได้มีผู้คนจำนวนหนึ่งพูดถึงเธอด้วยเช่นกัน

 

“เฮ้ ดูนั่นสิ ช่างเป็นผู้หญิงที่น่ารักมากจริงๆ” หลี่ลี่หมินพูดขึ้นมา

 

“จริงด้วย สมัยนี้หาผู้หญิงที่ทั้งสวยและน่ารักแบบนี้ยากมากเลยนะ” ลู่จินหมิงพูดพลางชะโงกหน้าไปดู

 

“พวกนายสองคนกล้าเข้าไปคุยกับเธอหรือเปล่า มาแข่งกันว่าใครจะทำสำเร็จ โม่อันก็อยู่ที่นี่ด้วยพอดีเลย ฉันจะให้เขามาเป็นพยานเอง” หวังจวิ้นเซิงพูดท้าทายหลี่ลี่หมินและลู่จินหมิง

 

“พวกนายก็แค่เด็กๆเท่านั้น” ไป๋โม่อันส่ายศีรษะไปมาเบ่าๆ คนเหล่านี้ช่างน่ารำคาญมากจนเขาแทบอยากจะเดินออกไปจากที่นี่

 

“เรื่องแค่นี้เอง ทำไมฉันจะไม่กล้ากันล่ะ” หลี่ลี่หมินพูดพลางลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีที่ดูตื่นเต้น ก่อนจะเดินตรงไปยังโต๊ะที่ฟู่เยี่ยนนั่งอยู่ทันที

 

“เอ่อ สาวน้อย เธอมาคนเดียวอย่างนั้นเหรอ? ฉันขอนั่งตรงนี้ด้วยคนได้หรือเปล่า?”

 

ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นจึงได้เงยหน้าขึ้นไปมองคนแปลกหน้าที่เธอไม่รู้จักในทันที

 

“ขอโทษด้วยค่ะ ตรงนี้มีคนนั่งอยู่แล้ว”

 

“โอ้ สาวน้อย ฉันชื่อหลี่ลี่หมินนะ แล้วเธอชื่ออะไรเหรอ ฉันรู้สึกเหมือนว่าจะคุ้นเคยกับเธอมากๆเลยนะ” หลี่ลี่หมินพูดกับฟู่เยี่ยนด้วยสีหน้าที่ดูเขินอาย

 

ฟู่เยี่ยนหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เขายังกล้าที่จะใช้มุขแบบนี้อยู่อีกหรือ? มาดูกันว่าจะเป็นอย่างที่เธอคิดเอาไว้หรือเปล่า หากเป็นแบบนั้น ประโยคต่อไปเขาจะต้องพูดว่า ‘ฉันเห็นเธอในความฝัน’ อย่างแน่นอน

 

“เฮ้ เซิงจื่อ มื้อนี้นายคงจะต้องเป็นคนจ่ายแล้วล่ะ ผู้หญิงคนนั้นยิ้มแล้ว” ลู่จินหมิงคอยสังเกตเหตุการณ์นี้อย่างไม่ยอมกระพริบตา

 

“โอ้? คุณเคยเจอฉันด้วยอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับพยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้

 

“ดูเหมือนว่าฉันจะเคยเจอเธอในฝันนะ” หลี่ลี่หมินพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ดูจริงจัง

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป หญิงสาวหลุดหัวเราะออกมาทันที

 

“จริงๆนะ ฉันเห็นเธอในความฝันของฉันจริงๆ” เมื่อหลี่ลี่หมินเห็นว่าฟู่เยี่ยนกำลังหัวเราะเยาะเขา ใบหน้าของเขาจึงเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำในทันที นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนทำแบบนี้กับเขา ดังนั้นเขาจึงรู้สึกเสียความมั่นใจลงไปมาก

 

“โอ้ ลองนึกดูดีๆอีกครั้งดีไหมว่านายเคยเห็นเธอในความฝันจริงๆหรือเปล่า?”

 

ทันใดนั้นเองก็ได้มีเสียงๆหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังของหลี่ลี่หมิน เขาจึงได้หันกลับไปมอง ก่อนจะพบชายร่างสูงยืนอยู่ที่นั่นพร้อมกับถือบะหมี่สองชามในมือ

 

ชายคนนั้นมีส่วนสูงมากกว่า 190เซนติเมตร แม้ว่าเขาจะสวมเสื้อเชิ้ตอยู่ก็ตาม แต่ก็สามารถมองเห็นเส้นเอ็นบนแขนที่อยู่ภายใต้เสื้อผ้าของเขาได้อย่างชัดเจน

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่ลี่หมินจึงอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงไปอย่างฝืดเคือง เขาควรทำอย่างไรต่อไปดี? วิ่งอย่างนั้นหรือ? หากทำแบบนั้นมันจะดูน่าอายเกินไปหรือเปล่า!

 

“เฮ้ จบแล้ว เธอคนนั้นมีคนรักอยู่แล้วนี่ อีกทั้งผู้ชายคนนั้นยังดูแข็งแรงมากอีกด้วย ลี่หมินจะต้องถูกต่อยกลับมาแน่เลย ทำยังไงดี ตอนนี้เขากำลังเดือดร้อนแล้ว!” ลู่จินหมิงตะโกนออกมาด้วยท่าทีที่เป็นกังวล

 

แม้ว่าไป๋โม่อันจะไม่ชอบเรื่องแบบนี้เท่าไหร่ แต่เขาก็ยังคงเป็นห่วงเพื่อนร่วมชั้น จึงได้หันไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในทันที

 

เอ๊ะ? พี่ใหญ่?



ตอนที่ 174: คำสารภาพรัก


 

ทันใดนั้นเอง ไป๋โม่อันก็ได้ยืนขึ้น ก่อนจะเดินเข้าไป ส่วนหวังจวิ้นเซิงและลู่จินหมิงก็ได้ตามไปด้วยเช่นกัน

 

“พี่ใหญ่ พี่ก็มากินมื้อค่ำที่นี่เหมือนกันเหรอครับ?” ไป๋โม่อันตะโกนออกไป ซึ่งเพื่อนของเขาต่างก็ตกใจเป็นอย่างมาก

 

ทว่าไป๋โม่เฉินกลับไม่ได้สนใจน้องชายของเขาเลย เขาวางจ๋าเจี้ยงเมี่ยนลงบนโต๊ะ ก่อนจะจ้องเขม็งไปที่หลี่ลี่หมินด้วยแววตาที่เยือกเย็น ซึ่งเกือบจะทำให้หลี่ลี่หมินเข่าทรุดลงไปด้วยความหวาดผวา

 

ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ไม่คิดว่าเขาจะเป็นแบบนี้เช่นกัน ดังนั้นเธอจึงรีบลุกขึ้นและหยุดไป๋โม่เฉินเอาไว้อย่างรวดเร็ว หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เด็กหนุ่มเหล่านี้คงจะต้องกลัวเขาจนสติแตกอย่างแน่นอน เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงค่อยๆดึงแขนเสื้อของไป๋โม่เฉินเบาๆ

 

“พี่ไป๋โม่เฉิน เขาแค่พูดล้อเล่นกับฉันเอง ปล่อยเขาไปเถอะ”

 

ไป๋โม่อันที่ยืนอยู่ข้างๆก็ได้มองไปยังพี่ใหญ่เช่นกัน ก่อนจะเห็นว่าใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธของเขาผ่อนคลายลงไปอย่างรวดเร็ว

 

“อืม ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปซะ”

 

ตอนนี้หลี่ลี่หมินรู้แล้วว่าเขาได้รับการให้อภัย ดังนั้นเขาจึงรีบกลับไปนั่งที่โต๊ะของตัวเองอย่างไม่คิดชีวิต

 

ส่วนไป๋โม่อันก็ได้คุยกับไป๋โม่เฉินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับไปนั่งที่โต๊ะของเขา

 

“อันจื่อ เขาเป็นพี่ชายของนายจริงเหรอ?” หลี่ลี่หมินเอ่ยถามขึ้นมาด้วยท่าทีที่ระแวดระวัง ซึ่งตอนนี้เขายังคงรู้สึกหวาดกลัวไม่หายนั่นเอง

 

“ใช่แล้ว” ไป๋โม่อันพูดด้วยท่าทีที่ดูไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก และยังคงมองไปที่โต๊ะของไป๋โม่เฉินเป็นครั้งคราวอีกด้วย

 

ลู่จินหมิงรู้เกี่ยวกับเรื่องราวในครอบครัวของไป๋โม่อันเป็นอย่างดี ดังนั้นเขาจึงรู้สึกหดหู่เล็กน้อยเมื่อเห็นท่าที่ของไป๋โม่อัน ไม่นานนัก อาหารของพวกเขาก็ได้ถูกยกมาเสิร์ฟ ทุกคนจึงรีบกินมันอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลย

 

ตอนที่พวกเขากำลังจะออกไปจากร้านนั้น ไป๋โม่อันก็ไม่ได้เข้าไปทักทายไป๋โม่เฉินแต่อย่างใด เขาเพียงแค่มองไปที่พี่ชายของเขา ก่อนจะเดินจากไปเงียบๆเท่านั้น

 

นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกถึงความไม่แยแสของพี่ชายที่มีต่อเขา ในตอนเด็ก เขาพยายามเข้าหาพี่ชายมาโดยตลอด เพราะเขาอยากเล่นกับไป๋โม่เฉิน การมีพี่ชายที่อายุไล่เลี่ยกันคือสิ่งที่เขาภูมิใจมากที่สุดแล้ว

 

แต่ทว่าพี่ชายของเขานั้นเป็นคนที่เย็นชามาก พี่ชายของเขาเป็นคนที่สันโดษและชอบเก็บตัว ไป๋โม่เฉินไม่แม้แต่จะสนใจน้องสาวของเขาเลยด้วยซ้ำ แต่นั่นก็เป็นเพราะว่าน้องสาวของเขาเกลียดพี่ใหญ่มาโดยตลอดนั่นเอง และตอนนี้เขาเองก็คิดว่าดวงตาน้องสาวของเขาเหมือนกับแววตาแม่ของเขาทุกประการอีกด้วย

 

ขนาดเขายังสามารถมองเห็นมันได้เลย นับประสาอะไรกับพี่ใหญ่ของเขากันล่ะ?

 

เขาพยายามเข้าหาพี่ชายโดยคิดว่าเขาแตกต่างจากทุกคน แต่หลังจากที่ต้องพบกับความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็ค่อยๆเข้าใจถึงความจริงที่ว่าพี่ชายไม่ชอบเขาขึ้นมาบ้างแล้ว อันที่จริงความเฉยเมยที่พี่ชายของเขาแสดงมันออกมานั้นเป็นเพราะพี่ชายของเขาไม่เคยรู้สึกว่าพวกเขาทั้งสองเป็นพี่น้องกันเลย

 

ซึ่งไป๋โม่อันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเขาทำอะไรผิด เพราะเขาไม่รู้ว่าแม่ของเขาทำอะไรกับไป๋โม่เฉิน มันเกี่ยวกับผลประโยชน์ในครอบครัวหรือเปล่า จึงทำให้ไป๋โม่เฉินไม่ยอมรับเขาเป็นน้องชายแบบนี้ สิ่งที่พี่ชายของเขาต้องเจอมันโหดร้ายมากขนาดนั้นเลยหรือ?

 

“เขาเป็นน้องชายของพี่อย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมาอย่างระมัดระวัง

 

“อืม” ไป๋โม่เฉินตอบกลับไปด้วยความรู้สึกเสียใจเล็กน้อย เขาทำให้ฟู่เยี่ยนกลัวหรือเปล่านะ? เขากินจ๋าเจี้ยงเมี่ยนด้วยความเสียใจ และเกลียดตัวเองที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ แค่เห็นชายแปลกหน้าเข้ามาคุยกับเธอ เขาก็แทบอยากจะทุ่มคนๆนั้นออกไปแล้ว

 

“จากที่ฉันเห็น โหงวเฮ้งบนใบหน้าของเขาไม่ได้คิดร้ายกับพี่เลยนะ” ฟู่เยี่ยนพูดขณะที่กินจ๋าเจี้ยงเมี่ยนกับเต้าเจี้ยว

 

“เขาไม่รู้ว่าเสิ่นหยูทำอะไร ตั้งแต่ตอนเด็ก....เขาพยายามตีสนิทกับฉันมาโดยตลอด” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับหัวเราะเยาะตัวเอง

 

ช่างน่าขันเสียจริง? เสิ่นหยูอยากจะฆ่าเขาเพื่อผลประโยชน์สูงสุดที่ลูกชายของเธอจะได้รับ แต่ไป่โม่อันกลับทำดีกับเขา ราวกับว่าเขาเป็นพี่ชายที่ดีเสียอย่างนั้น

 

เมื่อใดก็ตามที่เสิ่นหยูล้ำเส้น เขาจะใช้ไป๋โม่อันเป็นเครื่องมือเพื่อจัดการกับเธอ เพราะท้ายที่สุดแล้วการถูกคนรักทรยศนั้นเป็นอะไรที่เจ็บปวดที่สุดแล้วนั่นเอง

 

“ตอนนี้ ดูเหมือนว่าพี่จะทำให้เขากลัวอยู่นะ ตอนที่เขาเดินออกไป ฉันเห็นเขาหันมามองพี่หลายครั้งเลย” ฟู่เยี่ยนพยายามพูดเพื่อที่จะช่วยคลี่คลายความสัมพันธ์ระหว่าพี่น้องของเขา ที่จริงแล้วไป๋โม่เฉินไม่ได้เป็นคนที่มีจิตใจเข็มแข็งอะไรเลย เพราะเธอเคยเห็นสิ่งนี้เมื่อหลายปีก่อนแล้วนั่นเอง

 

“อย่าไปสนใจเขาเลย เขายังต้องเรียนรู้ที่จะเติบโตต่อไป เพราะเขาไม่สามารถซ่อนสิ่งที่แม่ของเขาทำได้หรอก” ไป๋โม่เฉินไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เท่าไหร่นัก เพราะท้ายที่สุดแล้วมีอีกหลายสิ่งที่ผู้ชายต้องแบกรับเอาไว้ ซึ่งสิ่งนี้ก็จะทำให้เขาเติบโตขึ้นในอนาคตนั่นเอง

 

“อืม อย่าไปใส่ใจเลย ทุกคนต่างก็มีดวงชะตาที่ถูกลิขิตเอาไว้แล้วทั้งนั้น”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋โมเฉินที่กำลังกินจ๋าเจี้ยงเมี่ยนอยู่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าของเขา ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ

 

“แล้วเราสองคนล่ะ มีดวงชะตาร่วมกันหรือเปล่า?”

 

หลังจากที่ทั้งสองกินมื้อเย็นเสร็จ พวกเขาก็ได้เดินไปตามถนนอย่างช้าๆ หลังจากที่ได้ยินคำพูดของไป๋โม่เฉินเมื่อครู่นี้ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย เธอควรจะตอบเขาอย่างไรดี?

 

ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้จูงจักรยานเดินตามไปโดยไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน เมื่อครู่นี้เขาเผลอถามออกไปอย่างไม่ทันคิด หากเธอปฏิเสธขึ้นมาล่ะ เขาควรจะทำอย่างไรต่อไปดี?

 

ทั้งสองคนต่างก็มีความคิดของตัวเอง พร้อมกับค่อยๆเดินจากร้านจ๋าเจี้ยงเมี่ยนไปจนถึงมหาวิทยาลัย ไม่นานนัก ทั้งสองก็ได้เดินมาถึงยังชั้นล่างหอพักของฟู่เยี่ยนแล้ว

 

ฟู่เยี่ยนยังคงไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เธอคิดว่ามันดูแปลกไปเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกมีความสุขเช่นกัน มันเป็นความรู้สึกที่คล้ายกับการได้ลิ้มรสของขนมเป็นครั้งแรกเมื่อตอนที่เธอยังเป็นเด็ก ตอนนี้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นมาเล็กน้อย พร้อมกับเหงื่อที่เริ่มปรากฏขึ้นมาบนหน้าผาก ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเธอมาก่อนเลย

 

แม้ว่าฟู่เยี่ยนจะอายุเกือบ30ปีในชีวิตที่แล้วก็ตาม แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอมีความรู้สึกนี้

 

ตอนนี้ไป๋โม่เฉินไม่กล้าถามอะไรอีกต่อไปแล้ว เขากลัวว่าหากเขาถามอะไรออกไป อาจจะถูกปฏิเสธก็ได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงแค่รอ หลังจากที่นำจักรยานของฟู่เยี่ยนไปจอด เขาก็ได้ยืนเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น

 

ด้วยสายตาที่ฟู่เยี่ยนมองมาที่เขานั้น เหมือนกับตอนที่เขามองไปยังสุนัขตัวใหญ่ที่เลี้ยงเอาไว้ที่บ้านไม่มีผิด ซึ่งเวลาที่เขามองมันด้วยสายตาแบบนี้ มันจะรู้สึกผิดและหางของมันจะตกลงไปในทันที หากไป๋โม่เฉินมีหาง เขาก็คงจะไม่ต่างจากสุนัขตัวนั้น

 

เมื่อเห็นท่าทางของเขา ฟู่เยี่ยนก็หัวเราะออกมาทันที

 

“คิก ฮ่าๆ”

 

ไป๋โม่เฉิน: ...?????

 

“เธอหัวเราะอะไรเหรอ?”

 

“ไม่มีอะไร แค่เมื่อกี้ที่พี่ถามฉันว่าเราพอจะมีดวงชะตาต่อกันหรือเปล่านั้น ฉันคิดว่า... ดูเหมือนจะเป็นไปได้นะ”

 

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ไป๋โม่เฉินกำมือของตัวเองเอาไว้แน่น พลางมองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

 

“เธอ เธอพูดว่าอะไรนะ ช่วยพูดมันอีกครั้งได้หรือเปล่า?”

 

“ฉันอยากได้ยินให้แน่ใจว่าเธอกำลังพูดถึงดวงชะตาแบบไหน?”

 

“ฉันชอบเธอ และอยากอยู่กับเธอตลอดไปโดยไม่มีวันแยกจากกันไปไหน” ไป๋โม่เฉินบอกความรู้สึกทั้งหมดที่เขามีต่อฟู่เยี่ยนออกมา พร้อมกับมองไปยังนัยน์ตาของเธอด้วยแววตาที่จริงจัง เขารู้สึกว่าหากไม่ตัดสินใจพูดออกไปตอนนี้ เขาจะต้องเสียใจในภายหลังอย่างแน่นอน

 

ตอนนี้หัวใจของเขาเต้นแรงมากจนฟู่เยี่ยนได้ยินเสียง “ตึก ตึก ตึก” ที่หนักแน่นดังขึ้นมาเป็นระยะ

 

“ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหม?” ไป๋โม่เฉินเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้งด้วยความวิตกกังวล

 

ฟู่เยี่ยนเงียบไปครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายเธอก็ไม่สามารถต้านทานความตื่นเต้นที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไป ก่อนจะยิ้มและพยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล

 

“มันเป็นดวงชะตาที่ดี!”

 

“แล้วเธอเสียใจหรือเปล่าที่รู้ว่าตัวเองคือเนื้อคู่ของฉัน” ไป๋โม่เฉินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง ใครจะรู้ว่าเขาต้องใช้พละกำลังมากมายขนาดไหนเพื่อที่จะยับยั้งตัวเองไม่ให้คว้าตัวเธอเข้ามากอด

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็หัวเราะออกมาเบาๆ ดูท่าทางของเขาสิ จะว่าไปแล้วเขาเองก็มีมุมที่น่ารักเหมือนกันนะ เธอยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะพูดออกไปว่า “ฉันไม่เสียใจหรอก แต่ถ้าพี่ทำตัวไม่ดีกับฉันล่ะก็ ถึงตอนนั้นฉันอาจจะเสียใจก็ได้นะ”

 

“ไม่มีทาง เรื่องแบบนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เธออย่าได้กังวลไปเลย” ไป๋โม่เฉินพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม และใบหน้าที่ยิ้มแย้มของฟู่เยี่ยนก็เปล่งประกายต่อหน้าของเขาเช่นกัน

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะรอดูก็แล้วกัน”

 

ไป๋โม่เฉินรู้สึกสับสนเล็กน้อย เธอจะรู้หรือเปล่าว่าคำพูดประโยคนี้มีผลต่อหัวใจของเขามากมายขนาดไหน?

 

แน่นอน ฟู่เยี่ยนไม่รู้เลยว่าคำพูดของเธอจะทำให้ไป๋โม่เฉินถึงกับนอนไม่หลับ เขานอนพลิกตัวไปมาอยู่นานพอสมควรเลยทีเดียว

 

จนในที่สุด เขาก็ได้ผล็อยหลับไป ก่อนที่เขาจะฝันถึงฟู่เยี่ยนอีกครั้ง ในตอนเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ไป๋โม่เฉินก็ได้ตื่นก่อนคนอื่น เขาจึงพับผ้าห่มและจัดที่นอนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว




ตอนที่ 175: รีบเชิญมาอย่างรวดเร็ว


 

ไป๋โม่เฉินตั้งตารอที่จะได้เจอฟู่เยี่ยนอย่างสุดใจในวันพรุ่งนี้ขึ้น เมื่อวานนี้เขาตื่นเต้นมาก แถมมีคำพูดมากมายที่ไม่ได้พูดออกไป

 

เพียงแต่ไม่คิดเลยว่ากว่าเขาจะได้พบเธออีกครั้ง ก็เป็นสามวันหลังจากนี้แล้ว

 

ฟู่เยี่ยนตื่นนอนแต่เช้าเตรียมจะไปเข้าเรียน ทว่าได้มีอาจารย์สองคนมาหาเธอที่หอพักแล้ว

 

“เธอคือฟู่เยี่ยนใช่ไหม?” หนึ่งในชายหนุ่มถาม

 

“ค่ะ ฉันเอง มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?” ฟู่เยี่ยนถาม ซึ่งชายหนุ่มคนนั้นทำท่าทางขอให้ฟู่เยี่ยนออกมาคุยกัน ฟู่เยี่ยนจึงปิดประตูห้องแล้วเดินไปหาพวกเขา

 

“คือแบบนี้นะ ฉันแซ่จาง เป็นผู้ช่วยของผู้อาวุโสจิน ศาสตราจารย์หวงให้ฉันมาหาเธอ” จางจ้งเทียนเป็นผู้ช่วยของผู้อาวุโสจิน ซึ่งถือว่าเป็นศิษย์ในนามของผู้อาวุโสจินเช่นกัน แต่คนที่ผู้อาวุโสจินเอ่ยปากว่ารับเข้าเป็นศิษย์มีเพียงแค่ฟู่เยี่ยนเท่านั้น

 

“อ้อ? อาจารย์กับศาสตราจารย์มีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนไม่เคยเห็นผู้ชายคนนี้มาก่อน ดังนั้นเธอจึงเรียกผู้อาวุโสจินว่าอาจารย์ เพื่อบ่งบอกไปตามตรงว่าเธอเป็นลูกศิษย์ของเขา

 

“เรื่องมันเป็นแบบนี้น่ะฟู่เยี่ยน ผู้อาวุโสจินบอกว่าดูเหมือนชุดมรดกทางวัฒนธรรมที่คุณบูรณะครั้งล่าสุดจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง อยากให้คุณไปตรวจดูหน่อย ศาสตราจารย์ฉู่ ศาสตราจารย์หวงและคนอื่นก็อยู่ที่นั่นเหมือนกัน” จางจ้งเทียนจะฟังความหมายแฝงในคำพูดของฟู่เยี่ยนไม่ออกได้อย่างไร

 

“อ้อ เป็นที่พระราชวังต้องห้ามเหมือนเดิมใช่ไหม?”

 

“ไม่ คราวนี้มันอยู่ในห้องทดลองด้านนอก มากับฉันสิ”

 

“งั้นฉันขอบอกกับเพื่อนร่วมชั้นก่อน จะได้ให้เธอด้วยลาอาจารย์ให้”

 

ทุกคนในหอพักต่างตกตะลึงและไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

 

“ชานชาน ถ้าอาจารย์ถามก็บอกว่าศาสตราจารย์หวงจากภาควิชาของเรามีธุระกับฉัน แล้วฉันจะเขียนใบลาส่งทีหลัง”

 

“อืม เธอไปเถอะ” เหมี่ยวชานชานพยักหน้า

 

ฟู่เยี่ยนเดินตามจางจ้งเทียนลงไปชั้นล่าง ในขณะที่เธอกำลังจะถามว่าจะไปอย่างไรนั้น เธอก็เห็นว่าจางจ้งเทียนเดินไปที่ด้านหน้ารถทหารคันหนึ่ง

 

“ศิษย์น้อง ขึ้นรถสิ”

 

“ศิษย์น้อง??” เมื่อครู่นี้ตอนที่อยู่ในหอพัก ชายหนุ่มไม่ได้บอกว่าเขาเป็นศิษย์พี่ของเธอ

 

“ใช่แล้วล่ะ ศิษย์น้อง ฉันเองก็ถือว่าเป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสจิน เพียงแต่ยังไม่ได้ทำพิธีคำนับเป็นอาจารย์อย่างเป็นทางการ” จางจ้งเทียนเชิญให้ฟู่เยี่ยนนั่งที่เบาะหลัง ส่วนเขาขึ้นไปนั่งข้างคนขับ

 

มีชายอีกคนตามหลังจางจ้งเทียนมาด้วย ชายคนนั้นไม่พูดไม่จาและขึ้นไปนั่งตำแหน่งคนขับทันที

 

“เอาล่ะ จินจื่อ ไปกันเถอะ” จางจ้งเทียนปิดประตูรถแล้วกล่าว

 

วันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นว่าดาวมหาลัยฟู่เยี่ยนขึ้นไปบนรถทหาร

 

ไป๋โม่เฉินนั่งอยู่ในห้องเรียน พอนึกได้ว่าตนเองกำลังจะได้เจอฟู่เยี่ยนหลังเลิกเรียนก็ดีใจมาก เขาโตมาจนมีอายุ 21ปีแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกกังวลและคิดถึงใครคนหนึ่ง

 

เขาพยายามระงับความรู้สึกอยากไปเจอฟู่เยี่ยนไว้ชั่วคราวแล้วเปิดหนังสือเรียน เขาอยากตั้งใจอ่านหนังสือก่อน ทว่าเขากลับบังเอิญได้ยินเสียงพูดคุยกันของเพื่อนนักศึกษาหญิงที่นั่งอยู่ด้านหลังเขา

 

“เฮ้ ฉันได้ยินมาว่าวันนี้ดาวมหา’ลัยคนสวยของเราขึ้นรถทหารไปด้วยล่ะ ไม่ยอมมาเข้าเรียน แต่นั่งรถไปกับคนอื่นเขาแล้ว” เด็กสาวผมยาวพูดกระซิบกระซาบขึ้นมา

 

“ฟู่เยี่ยนมีสิทธิ์อะไรได้ตำแหน่งดาวมหาลัยของเราไปครอง? ลี่ลี่ของเราไไม่เพียงแต่สวยที่สุดในภาควิชากฎหมายเท่านั้น แต่ยังสวยกว่าผู้หญิงคนนั้นตั้งเยอะ” สาวผมสั้นตอบ

 

“เธออย่าพูดแบบนั้นสิ คนอื่นได้ยินเขาจะมองเป็นเรื่องตลกเอา ฟู่เยี่ยนเธอสวยมากจริงๆ ฉันจะเทียบเธอได้อย่างไร” หญิงสาวที่ชื่อลี่ลี่ทำเป็นพูดถ่อมตัว

 

“ฉันพูดจริงนะ อย่างน้อยเรื่องศีลธรรม ลี่ลี่ของเรามีดีกว่าผู้หญิงคนนั้นเยอะ ทั้งที่ตัวเองเป็นนักศึกษาแต่กลับไม่ตั้งใจเรียน มัวเอาเวลาไปทำเรื่องน่าละอายใจอยู่ได้ ชิ เธอไม่เหมาะจะเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยของเราด้วยซ้ำ” สาวผมสั้นพูดอย่างเหยียดหยาม

 

ไป๋โม่เฉินยิ่งฟังก็ยิ่งโมโหจนเขาลุกขึ้นยืนพรวดในทันที ฉวีโจวที่นั่งข้างๆ รู้ดีถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฟู่เยี่ยน จึงออกหน้าถากถางผู้หญิงกลุ่มนั้นให้

 

“พวกเธอไม่มองตัวเองกันบ้างเลย ยังกล้ามาว่าคนอื่นอีก ฉันว่าเธอน่ะเทียบไม่ได้แม้แต่เส้นผมของเขาด้วยซ้ำ”

 

“ไม่ใช่เรื่องของนาย!” ผู้หญิงผมสั้นโกรธจนหน้าแดง ไม่คิดเลยว่าทั้งที่พวกเธอกระซิบกัน แต่กลับมีคนได้ยินเข้าแล้ว

 

“ถนนไม่เรียบยังใช้พลั่วกลบได้ แต่พบเจอเรื่องไม่เป็นธรรม ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเข้าไปยุ่ง” ฉวีโจวพูดจาเฉียบแหลมมาก

 

“นาย!”

 

“เอาล่ะปิงปิง ไม่ทะเลาะกันแล้ว อายคนอื่นเขา” หวังลี่ลี่ดึงผู้หญิงผมสั้นให้ถอยออกมา เธอลอบมองไปยังไป๋โม่เฉิน จู่ๆก็รู้สึกใบหน้าของตนเองร้อนผ่าวขึ้นมา

 

ไป๋โม่เฉินเป็นคนที่ดูสุขุมและเงียบขรึมมาโดยตลอด ทว่ารังสีที่แผ่ออกมาจากตัวของเขากลับดูโดดเด่นเสียจนเธอรู้สึกเหมือนมีกวางน้อยมากระโดดโลดเต้นอยู่ในใจ

 

“อย่าเข้าใจผิดกันเลย เพื่อนของฉันเธอปากไวใจเร็วไปหน่อยน่ะ เธอไม่ได้ตั้งใจ” หวังลี่ลี่พูดด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน แฝงไปด้วยความเขินอายเล็กน้อย

 

“เธอ? ดาวมหาลัย?” ไป๋โม่เฉินเหลือบมองเธอโดยไม่พูดอะไรแล้วเดินตรงไปที่แถวหน้า

 

“เฮ้ เหล่าซาน รอฉันก่อน” ฉวีโจวีบรวบหนังสือแล้วตามเขาไป

 

หวังลี่ลี่ยืนอยู่ที่นั่นราวกับว่าเธอถูกตบนับครั้งไม่ถ้วน เธอค่อยๆนั่งลง รู้สึกไม่พอใจมากจนเกิดความรู้สึกเกลียดฉ่าวปิงปิงที่นั่งอยู่ข้างๆเธอด้วยซ้ำ

 

ถ้าหากฉ่าวปิงปิงไม่พูดจาไร้สาระ เธอก็คงไม่ต้องมาอายแบบนี้ ฟู่เยี่ยนคนนั้นก็อีกคน เธอคนนั้นไม่สมควรมีอยู่ในโลกใบนี้ด้วยซ้ำ!

 

เมื่อรถขับมาถึงห้องทดลอง ฟู่เยี่ยนที่กำลังจะลงจากรถก็จามออกมาทันที เธอลูบจมูกตนเอง มีใครกำลังสาปแช่งเธออยู่หรือเปล่านะ?

 

“ศิษย์น้องเป็นอะไรไป? ป่วยหรือ?” จางจ้งเทียนถามอย่างกังวลใจ เขาจะปล่อยให้หญิงสาวคนนี้ป่วยไม่ได้ เพราะเขาคาดหวังให้เธอช่วยแก้ปัญหาให้

 

“ไม่เป็นไร อาจจะมีคนพูดถึงฉัน เข้าไปข้างในกันเถอะ”

 

เมื่อทั้งสองเข้าไปด้านใน พวกเขาไม่ได้ตรวจค้นแค่จางจ้งเทียนเท่านั้น แต่ยังตรวจกระเป๋าของฟู่เยี่ยนด้วย ที่นี่มีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมาก

 

“ศิษย์พี่ นี่?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกงุนงง เธอรู้สึกเหมือนได้เข้าไปในสถานที่ลับบางแห่ง

 

“นี่คือกฎของที่นี่ พวกเขาจะตรวจสอบเราอีกครั้งตอนเราออกมา แค่ทำความคุ้นเคยกับมันก็ไม่เป็นไรแล้ว” จางจ้งเทียนปลอบใจ

 

ฟู่เยี่ยนไม่พูดอะไร แต่กลับสังเกตเห็นว่าข้างในมีพื้นที่กว้างใหญ่มาก แต่กลับมีเพียงอาคารอิฐเรียงเป็นแถว และมีทหารยืนเฝ้าอยู่รอบๆ

 

“ไปเถอะ อาจารย์กำลังรอเราอยู่” จางจ้งเทียนเดินนำทางฟู่เยี่ยนไปที่ห้องตรงกลาง

 

เมื่อเดินเข้าไปข้างใน พวกเขาก็ถูกตรวจสอบอีกครั้ง แต่เมื่อมั่นใจว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้วถึงได้ปล่อยพวกเขาเข้าไป

 

จินจื่อที่เดินตามมาไม่เข้าไปด้วย เขาเพียงแค่ยืนรออยู่ด้านนอก

 

ฟู่เยี่ยนยังคงไม่เข้าใจว่าแค่มาบูรณะวัตถุโบราณ ทำไมต้องให้เธอมายังสถานที่ลึกลับแบบนี้ด้วย? เธอเงยหน้าขึ้นมองและเห็นผู้อาวุโสจินกับพวกศาสตราจารย์ ห้องทดลองที่ว่านี้มีขนาดใหญ่มาก แต่ภายในห้องก็ว่างเปล่ามาก พวกเขากำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเพื่อสังเกตอะไรบางอย่าง

 

“อาจารย์” ฟู่เยี่ยนเรียกเขา

 

ผู้อาวุโสจินและคนอื่นต่างก็หันมาทักทายเธออย่างดีใจ

 

“เสี่ยวฮั่วมาแล้วหรือ มานี่เร็วเข้า มาดูเจ้าสิ่งนี้สิ”

 

ฟู่เยี่ยนเดินตรงไปเห็นโบราณวัตถุทั้งเก้าที่เธอบูรณะขึ้นมา พวกมันถูกวางอยู่บนโต๊ะยาว

 

“อาจารย์ นี่มัน?” ฟู่เยี่ยนไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้แตกต่างจากครั้งที่แล้วอย่างไร

 

“เราแต่ละคนเห็นมันแตกต่างกัน ดังนั้นจึงอยากให้เธอมาดูน่ะ” ศาสตราจารย์หวงเป็นคนแรกที่ตอบด้วยความตื่นเต้น

 

ฟู่เยี่ยนขมวดคิ้ว ศาสตราจารย์หวงประหลาดจริง

 

“ใช่ บอกเราหน่อยว่าเธอเห็นอะไร?” ศาสตราจารย์ฉู่พูดเช่นกัน ในวันนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอดูสดใสเป็นพิเศษ

 

“เสี่ยวฮั่ว หลังจากวันนั้น ของพวกนี้ก็ถูกย้ายมาที่นี่ เดิมทีเราตั้งใจจะปัดฝุ่นมันใหม่หรือทำลายทิ้ง แต่ต่อมาเราก็คิดว่ามันมีคุณค่าต่อการทำวิจัย ดังนั้นเราจึงมาที่นี่เพื่อศึกษามันเพิ่มเติม”

 

“คิดไม่ถึงเลยว่ามันจะเริ่มขึ้นจากเมื่อวาน พวกเขาบอกว่าเห็นสิ่งที่พวกเรามองไม่เห็น อาจารย์เองก็ไม่รู้สึกอะไร แต่พวกเขาเห็นกันทั้งหมด ทว่าเห็นในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป”

 

ผู้อาวุโสจินเกิดความกังวลขึ้นมา

 

“อาจารย์ หนูไม่เห็นมีอะไรผิดปกติเลย แล้วยันต์ที่หนูให้อาจารย์ไป อาจารย์ยังพกติดตัวอยู่หรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนถาม

 

“ยังอยู่ แต่มันไม่ได้ร้อน ไม่มีอันตรายอะไร”

 

“พวกเขาน่าจะถูกวิชามายาเข้า มันไม่อันตรายถึงชีวิต ดังนั้นยันต์ถึงไม่มีปฏิกิริยาอะไร แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า มันจะกัดกินจิตใจของผู้คน”




จบตอน

Comments