magic ep176-180

 ตอนที่ 176: การเผชิญหน้ากับมังกร


 

ฟู่เยี่ยนคิดว่าทุกคนกำลังตกอยู่ใต้อิทธิพลของวิชามายาโบราณ ผู้อาวุโสจินไม่เป็นไร เธอหันกลับมาและเห็นจางจ้งเทียนก็สบายดีเช่นกัน

 

เมื่อมองผ่านเสื้อผ้าของเขา ฟู่เยี่ยนก็เห็นว่าเขาสวมจี้ที่คอด้วย มันเป็นหยกชิ้นหนึ่งที่มีแสงสีทองเปล่งประกายออกมา ดังนั้นจางจ้งเทียนจึงไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน

 

“อาจารย์ออกไปก่อน หนูต้องทำลายภาพลวงตาที่กำลังครอบงำพวกศาสตราจารย์หวงออกก่อน มันจะต้องมีอันตรายแฝงอยู่แน่นอน”

 

“อาจารย์จะอยู่ที่นี่ด้วย เผื่อมีอะไรพอช่วยได้” ผู้อาวุโสจินยังคงรั้นจะอยู่ที่นี่

 

ฟู่เยี่ยนยังคงยืนกรานให้ผู้อาวุโสจินออกไปก่อน ทำให้ทั้งสองเถียงกันอยู่พักหนึ่ง

 

“อาจารย์ ดูพวกศาสตราจารย์หวงสิ!” จางจ้งเทียนชี้ไปทางด้านนั้น

 

พวกเขาเห็นว่ากลุ่มศาสตราจารย์หวงกำลังทำท่าทางแปลกๆที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน คล้ายกับอยู่ในพิธีกรรมบางอย่าง

 

ฟู่เยี่ยนได้แต่คิดในใจว่า: แย่แล้ว พวกเขาตกอยู่ในค่ายกลมายาจริงด้วย

 

“ศิษย์พี่ จี้หยกที่อยู่ที่คอของศิษย์พี่ได้มาจากไหน?”

 

“หืม? ทำไมจู่ๆถึงถามเรื่องนี้ล่ะ?” จางจ้งเทียนไม่เข้าใจ

 

“ตอนนี้ฉันต้องทำลายภาพลวงตานี้ แต่ฉันต้องเข้าไปในค่ายกลภาพลวงตา ถ้าฉันไม่ตื่นภายในสามวัน จะต้องมีคนปลุกฉัน”

 

“จี้หยกของคุณสามารถต้านทานค่ายกลนี้ได้ แต่ยันต์บนตัวอาจารย์ไม่รู้จะต้านทานไปได้ขนาดไหน ดังนั้นจึงต้องให้คุณมาช่วยเรื่องนี้”

 

“ค่ายกลนี้ชั่วร้ายมาก เป็นค่ายกลที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ดังนั้นศิษย์พี่ ศิษย์พี่มีคุณสมบัติพอจะรับมือกับเรื่องนี้ไหม?” ฟู่เยี่ยนกล่าวอย่างจริงจัง เวลาเป็นเรื่องเร่งด่วน ดังนั้นเธอไม่มีเวลามาเลือกคนแล้ว

 

จางจ้งเทียนได้ยินดังนั้นก็เหงื่อแตกพลั่ก แต่เขากัดฟันตอบตกลง เพราะเขาทนดูคนตายไปมากมายไม่ได้

 

“ตกลง ฉันจะช่วยเอง แล้วฉันต้องทำอย่างไรบ้าง?”

 

“รออยู่ข้างหลังฉัน หากฉันยังไม่ตื่นขึ้นมาเองในตอนเที่ยงของวันที่สาม ศิษย์พี่ก็ฉีกยันต์แผ่นนี้ แล้วฉันจะตื่นขึ้นมาได้”

 

ฟู่เยี่ยนยื่นกระดาษยันต์บนตัวของเธอให้จางจ้งเทียน ยันต์แผ่นนี้เขียนมาจากเลือดที่ปลายนิ้วมือของเธอเอง มันสามารถปลุกเธอให้ตื่นได้

 

“ตกลง ศิษย์น้อง ฉันจะทำตามที่เธอบอก แล้วพวกอาจารย์ท่านอื่นล่ะ?”

 

“ตราบใดที่ฉันสามารถทำลายค่ายกลได้ พวกเขาก็จะไม่เป็นอะไร” ฟู่เยี่ยนพูดจบก็หาที่นั่งขัดสมาธิ

 

ฟู่เยี่ยนไม่เคยเจอปัญหาที่ยากขนาดนี้มาก่อนนับตั้งแต่เกิดใหม่ เธอขจัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมด ตั้งสมาธิ เปิดเนตรสวรรค์และมองตรงไปยังวัตถุโบราณบนโต๊ะ

 

ฟู่เยี่ยนอยากเห็นว่าสรุปแล้วสิ่งที่อยู่มาทำให้อดีตและปัจจุบันจะเป็นอย่างไร ทั้งที่ผ่านไปหลายปีขนาดนี้ แต่ทำไมถึงยังมีพลังอำนาจมากมายถึงเพียงนั้น

 

ฟู่เยี่ยนมองมันสักพัก จิตสำนึกของเธอราวกับกำลังจมลงไปกับฉากนี้ มีเสียงมังกรคำรามขึ้นมา ฟู่เยี่ยนถึงหลับตาลง

 

เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดูเหมือนเธอจะอยู่ในอาคารหลังหนึ่ง เธอสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างระมัดระวัง และพบว่ามันดูคล้ายกับสุสานที่ไม่มีหลังคา

 

ในเวลานี้ มีเสียงคนคุยกันดังมาจากด้านหลัง เธออยากจะเอายันต์ล่องหนออกมา แต่ไม่สามารถใช้งานดินแดนมิติได้ เธอจึงไม่สามารถใช้ยันต์ได้

 

หญิงสาวไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำตัวลีบติดผนังเข้าไว้ เพื่อให้ตัวเองมีตัวตนอยู่น้อยที่สุด

 

แต่ดูเหมือนคนกลุ่มนั้นจะมองไม่เห็นฟู่เยี่ยนจริงๆ จึงเดินผ่านเธอไปโดยตรง

 

ฟู่เยี่ยนถอนหายใจอย่างโล่งอกที่คนกลุ่มนั้นมองไม่เห็นเธอ เธอเดินตามคนกลุ่มนั้นเข้าไปในสุสานอย่างเงียบๆ

 

ภายในสุสานมีทางเดินทอดยาว ฟู่เยี่ยนรู้สึกเหมือนเดินมายี่สิบนาทีก่อนจะถึงห้องโถง ตอนนี้ไม่มีอะไรในห้องโถงแล้ว

 

หลังจากที่หัวหน้าทีมของคนกลุ่มนี้มอบหมายงานแล้ว ทั้งกลุ่มก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตนเอง

 

หัวหน้าทีมยังคงเดินไปข้างหน้า เธอพบว่าเขาเข้าไปทางด้านซ้ายของห้องโถง เธอจึงเดินตามเขาไป ก่อนที่เธอจะเข้าไป เธอรู้สึกได้ถึงอำนาจกดดันอย่างรุนแรงที่ดูเหมือนจะฉีกวิญญาณของเธอออกเป็นชิ้นๆ

 

ฟู่เยี่ยนทนต่ออำนาจกดดันนั้นแล้วเข้าไป เธอพบว่ามีขั้นบันไดให้ลงไป และความมืดใต้ขั้นบันไดนั้นดูเหมือนจะดึงดูดให้เธอลงไปสำรวจมัน

 

ฟู่เยี่ยนไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างหุนหันพลันแล่น เธอเดินตามหลังเขาไปประมาณ 1นาทีได้ และหัวหน้าทีมคนนั้นก็ไม่สามารถลงไปได้อีก เธอจึงมองตามไปด้วยความสงสัย ที่แท้ภายในห้องนี้มีค่ายกลอยู่ด้วยนี่เอง น่าจะเป็นค่ายกลกักขังที่ไว้ขังใครบางคน

 

ฟู่เยี่ยนมองดูสักพัก หลังจากที่ยืนยันจุดดวงตาค่ายกลได้แล้ว เธอนับ1-9 แล้วมุดเข้าไปทันที

 

แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้เธอสั่นสะท้าน มันเป็นฉากที่เธอไม่เคยเห็นในชีวิตจริงมาก่อน มันเป็นฉากที่ราวกับอยู่ในเทพนิยาย เพราะตรงหน้าเธอมีมังกรตัวหนึ่งที่นอนฟุบอยู่กับพื้น มีรอยเลือดแห้งเปื้อนที่มุมตาและปากของมัน แต่ยังมีลมหายใจที่รวยรินอยู่

 

ฟู่เยี่ยนเพ่งมองดีๆ นี่คือมังกร เกล็ดของมันมีขนาดใหญ่พอกันกับลูกบาสเกตบอล เกล็ดของมันแต่ละเกล็ดส่องแสงแปลกๆออกมา เขามังกรของมันอ่อนแอลงมาก เขาด้านหนึ่งของมันมีขนาดเล็กมาก

 

ตอนนี้ หัวหน้าทีมเมื่อครู่นี้กำลังคุกเข่าอยู่ข้างๆคนที่ยืนอยู่

 

“นายท่าน มังกรตัวนี้กำลังจะตายแล้ว เราต้องรีบนำไข่มุกมังกรออกมา ไม่เช่นนั้นหากวิญญาณของมันหนีไปได้ มันจะนำหายนะมาสู่เราเช่นกัน” หัวหน้าทีมคนนั้นพยายามพูดโน้มน้าว

 

“อืม ลงมือเถอะ” ชายที่ถูกเรียกว่า ‘นายท่าน’ หลั่งน้ำตาที่มุมหางตา จากนั้นก็สั่งให้จัดการมังกร

 

ฟู่เยี่ยนกลืนน้ำลาย ตอนนี้เธอขยับขาไม่ได้ ร่างของมังกรตัวใหญ่กำลังสั่นเทา ราวกับมันกำลังร้องไห้เช่นกัน

 

หัวหน้าทีมคนนั้นลงมือเสร็จก็เรียกคนของเขาออกไป ส่วน ‘นายท่าน’ คนนั้นก็ออกไปด้วยเช่นกัน ตอนนี้ที่นี่จึงเหลือเพียงมังกรที่กำลังจะตาย และฟู่เยี่ยน

 

ตอนนี้ฟู่เยี่ยนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร เธอควรจะถอยหรือเดินหน้าต่อดี?

 

“มนุษย์ เจ้ากำลังมองข้าอยู่หรือ?” ในหัวของฟู่เยี่ยนมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา

 

เธอมองซ้ายมองขวาแต่ก็ไม่เห็นใคร ทำให้เธอตกใจกลัวมากจนไม่กล้าขยับไปไหน

 

“เจ้าไม่ต้องมองไปทางอื่นหรอก ข้าอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว” ฟู่เยี่ยนสะดุ้ง เพราะมังกรตัวนี้กำลังพูดอยู่!!

 

“เอ่อ เธอ? ……เธอ……กำลังพูดอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนพูดเสียงสั่น

 

“ข้าเอง มนุษย์ เจ้าเข้ามาใกล้ๆสิ ข้ามีบางสิ่งจะบอกกับเจ้า” เสียงมังกรดูเหมือนจะเป็นเสียงผู้หญิง

 

ฟู่เยี่ยนก้าวไปข้างหน้าไม่กี่ก้าวก็เกือบจะเข้าใกล้แล้ว เธอยืนอยู่ตรงหน้ามังกร ไม่ใช่ฟู่เยี่ยนไม่กลัว แต่เป็นเพราะเธอกลัวมากต่างหาก กลัวว่าหากเธอไม่เดินเข้าไปใกล้ตามที่มังกรบอกแล้ว มัน……จะเกิดผลที่ตามมาอย่างไม่คาดคิด

 

“เจ้าเก่งมาก เจ้ากล้าหาญมาก ว่าแต่เจ้ามาจากที่ใด?” หนวดของมังกรสั่นเล็กน้อย

 

“ฉันมาจากอนาคต ฉันเข้ามาในภาพลวงตาของเธอ” หากฟู่เยี่ยนยังไม่รู้ว่าค่ายกลนี้ถูกควบคุมโดยมังกรตัวนี้ เธอก็คงใช้ชีวิตมาสูญเปล่าแล้ว

 

“ฮึก ฮือๆ……”

 

ทว่ามังกรตัวนั้นกลับร้องไห้ออกมา

 

“ท่านแม่ ท่านแม่……” เสียงเด็กน้อยดังมาจากท้องของมังกร

 

มังกรพยายามยกหัวของมันไปสัมผัสที่หน้าท้องของตนเองอย่างสุดกำลัง หัวของมันถูไถกับท้องเบาๆด้วยความรัก การเคลื่อนไหวนี้ดูเหมือนว่าจะทำให้มันหมดเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี

 

“มนุษย์ ในเมื่อเจ้าเข้ามายังค่ายกลของข้าแล้ว ฉะนั้นช่วยข้าสักอย่างได้หรือไม่”

 

“ช่วยอะไร?” ฟู่เยี่ยนไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งตัวเองจะได้มาเจอกับมังกรตัวเป็นๆ ทั้งยังถูกขอให้ช่วยอีกด้วย!

 

“ข้าเป็นมังกรตัวสุดท้ายในโลกมนุษย์แล้ว เผ่าพันธุ์มังกรกำลังจะสูญพันธุ์ แต่ข้ามีผลมังกรอยู่ในท้อง ลูกของข้าจะกลายเป็นไข่ในสามวัน”

 

“ข้าสามารถยกไข่มุกมังกรของข้าให้แก่เจ้าได้ แต่ข้ามีเพียงคำขอเดียวคือช่วยพาวิญญาณบุตรชายของข้าออกไปด้วย ข้าจะส่งเจ้าออกไปจากค่ายกลนี้ รอให้วิญญาณของบุตรชายข้าคืนความเป็นอมตะ แล้วไข่มุกมังกรก็จะตกเป็นของเจ้า” เสียงของมังกรเต็มไปด้วยความล่อลวง

 

“แล้วฉันจะเอาไข่มุกมังกรไปทำไม? ทำไมถึงไม่บอกมาตามตรงล่ะ” ฟู่เยี่ยนไม่เชื่อว่าจะมีลาภลอยมาจริงๆ




ตอนที่ 177: กระอักเลือด


 

“ไข่มุกมังกรสามารถป้องกันพิษได้ทุกชนิด หากเจ้าเป็นผู้ฝึกตน ข้าก็ขออวยพรให้เจ้าสำเร็จกลายเป็นเซียน”

 

“ที่ที่พวกเราอยู่ไม่สามารถเป็นเซียนได้ และฉันเองก็ไม่อยากเป็นเซียนด้วย” หลังจากฟังดูแล้ว ฟู่เยี่ยนคิดว่านี่ดูเหมือนเป็นข้อตกลงที่เธอขาดทุน

 

“เจ้าไม่ต้องทุ่มเทหรือแลกด้วยสิ่งใดเลย แค่ช่วยให้บุตรชายของข้าฟักออกมาจากเปลือกไข่ จากนั้นเขาจะฝึกตนได้เองตามธรรมชาติ” มังกรยังคงไม่เชื่อว่าเธอไม่สามารถฝึกตนจนเป็นเซียนได้ พวกมันเกิดมามีความเจ้าเล่ห์ สัญชาติญาณบอกว่าไม่ควรเชื่อใจใครง่ายๆ โดยเฉพาะพวกมนุษย์

 

“ฉันไม่มีวิธีช่วยลูกของเธอหรอก?” ฟู่เยี่ยนเริ่มรำคาญ เจ้ามังกรตัวนี้ช่างดื้อรั้นจริงๆ

 

“เจ้าทำได้ ข้าเห็นความหวังมาจากตัวของเจ้า บนตัวเจ้ามีดินแดนต่างมิติใช่ไหม? เจ้าเพียงแค่นำบุตรชายของข้าไปวางไว้ในมิติ แล้วนำไข่มุกมังกรเข้าไปไว้ในนั้นด้วยก็พอ”

 

ฟู่เยี่ยนยังคงไม่อยากช่วย แต่เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว และเธอยังต้องช่วยเหลือคนออกไปตั้งมากมายขนาดนั้น เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมตกลง

 

มีเสียงคนพูดคุยกันดังมาจากด้านบน และในตอนที่ฟู่เยี่ยนเพิ่งจะพยักหน้ารับนั้น เธอก็สัมผัสได้ว่าตนเองลอยขึ้นไปกลางอากาศ จากนั้นมังกรก็คายวัตถุเรืองแสงสีขาวออกมาจากปากของมัน ซึ่งน่าจะเป็นไข่มุกมังกร

 

ฟู่เยี่ยนแบมือออก ไข่มุกมังกรจึงลอยมาอยู่กลางฝ่ามือของเธอ

 

เธอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย และมังกรก็แหวกท้องของมันออก แล้วควักเอาไข่มังกรยื่นให้เธอ

 

ฟู่เยี่ยนกอดไข่มังกรเอาไว้ เธอเห็นมังกรตัวน้อยขดตัวอยู่ข้างในไข่มังกรสีโปร่งใส ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะสัมผัสมัน แต่มังกรตัวน้อยเคลื่อนไหวอย่างอยู่ไม่สุข ทำให้ฟู่เยี่ยนตกใจมากจนเธอรีบชักมือกลับ

 

“ขอบคุณเจ้ามาก เดี๋ยวข้าจะส่งเจ้าออกไป นี่คือเกล็ดมังกรที่เป็นเกราะอันแข็งแกร่งที่สุดของข้า ข้ามอบมันให้เจ้า”  มังกรดึงเกล็ดของมันออกมาสามเกล็ดแล้ววางลงในมือของฟู่เยี่ยน

 

ฟู่เยี่ยนรู้สึกเจ็บแปลบและลอยสูงขึ้นไปในอากาศ พลังของมังกรสามารถทำให้เธอออกไปจากค่ายกลมายานี้ได้ แต่ดูเหมือนว่าไข่มังกรในอ้อมแขนของเธอจะไม่อยากออกไปจากตรงนี้

 

จนกระทั่งแม่มังกรหมดลมหายใจ คนพวกนั้นถึงได้ผ่าท้องของมันและผ่าหัวใจออก แต่ไม่พบไข่มุกมังกร คนทั้งกลุ่มก็ตกอยู่ในความโกลาหลทันที พวกเขาคิดว่าวิญญาณมังกรตัวนี้หนีไปได้แล้ว

 

เพื่อป้องกันไม่ให้มังกรกลับมาแก้แค้น คนเหล่านั้นจึงฉีกกระดูกและเนื้อหนังของแม่มังกรออกเป็นชิ้นๆ ราวกับจะสับแม่มังกรให้แหลกละเอียด

 

สุดท้ายพวกเขาก็ใช้เขามังกรมาทำดวงตาค่ายกล และสร้างค่ายกลบูชายัญขึ้นมา และวัตถุโบราณเหล่านั้นที่เธอบูรณะมันขึ้นมานั้นล้วนไว้ใช้สะกดวิญญาณของมังกรไม่ให้มันได้ไปผุดไปเกิด

 

พ่อมดเต้นระบำทำพิธีบูชายัญ ซึ่งเป็นท่าทางเดียวกับพวกศาสตราจารย์หวงมาก นี่คือระบำทำลายวิญญาณ

 

เป็นอย่างที่คาดไว้ มนุษย์ต่างหากที่เป็นเผ่าพันธุ์ที่โหดร้ายที่สุด ความปรารถนาของมนุษย์นั้นไร้ขีดจำกัด และพวกเขาสามารถทำทุกอย่างเพื่อสิ่งที่เรียกว่า ‘ความเป็นอมตะ’ ได้

 

ที่แท้สุสานแห่งนี้มีไว้เพื่อสะกดวิญญาณของมังกรนี่เอง กระทั่งฟู่เยี่ยนเห็นว่าสุสานถูกปิด แรงต้านทานจากไข่มังกรถึงได้อ่อนกำลังลง

 

ฟู่เยี่ยนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาล ทำให้เธอสลบไปในทันที

 

เธอรู้สึกว่าจิตสำนึกของเธอลอยขึ้นมา แล้วติดตามวิญญาณมังกรตัวนั้นไป กระทั่งได้เห็นชีวิตของมัน

 

ในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ เพื่อแสวงหาความเป็น ‘อมตะ’ จักรพรรดิจิ๋นซีทรงสั่งให้สังหารหมู่สิ่งมีชีวิตทางจิตวิญญาณในโลกนี้ รวมไปถึงเผ่าพันธุ์มังกร และต่อมาได้มีรับสั่งให้เผาตำรา ฝังบัณฑิตขงจื๊อ เพื่อกำจัดสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ให้สิ้นซาก

 

เพื่อความอยู่รอด มังกรเหล่านี้ต้องซ่อนตัวอยู่ในภูเขาและทะเลลึก เพื่อที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม พวกมันจึงมีสี่ขาและมีเกล็ด

 

มังกรตัวนี้ถูกจับได้โดยชาวประมงในตอนที่มันกำลังตั้งท้อง ชาวประมงจึงนำมันไปถวายให้กับจักรพรรดิ จักรพรรดิต้องการมีชีวิตยืนยาว จึงตั้งใจจะนำมังกรตัวนี้ไปหลอมเป็นดวงตาค่ายกลและปิดผนึกมันไว้ในสุสานของตนเอง

 

มังกรขอร้องวิงวอนอย่างน่าเวทนา เพื่อที่จะเก็บลูกมังกรไว้ในท้อง มันจึงตกลงที่จะสังเวยร่างมังกรของตัวเองหลังจากให้กำเนิดไข่มังกรมังกรแล้ว

 

แต่พ่อมดของจักรพรรดิได้คำนวณฤกษ์ไว้หมดแล้ว ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการบูชายัญคือสามวันก่อนไข่มังกรฟักออกมา แต่หากเหลือไข่มังกรไว้ นั่นก็เท่ากับว่าไม่ถอนรากถอนโคนเผ่าพันธุ์มังกรให้สิ้นซาก

 

นั่นเป็นเหตุผลที่มังกรพยายามอย่างเต็มที่ในการปิดผนึกเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง หากไม่ได้ฟู่เยี่ยนที่นำเครื่องสังเวยทั้งเก้าชิ้นนั้นมาบูรณะใหม่ คาดว่าไข่มังกรน้อยคงต้องรอการฟื้นคืนชีพต่อไป

 

“อาจารย์ ทำไมเธอถึงยังไม่ฟื้นล่ะ? ให้ผมปลุกเธอเลยไหม?” จางจ้งเทียนกังวลมาก เพราะบรรดาศาสตราจารย์ที่เต้นระบำด้วยท่าทางแปลกๆ ได้สติกลับมาแล้วตั้งแต่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ตอนนี้พวกเขาดูเหน็ดเหนื่อยและอ่อนแรงมาก

 

แต่ฟู่เยี่ยนยังไม่ฟื้นเลย ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงกว่าจะเที่ยงวัน จางจ้งเทียนกำลังจะปลุกฟู่เยี่ยน แต่ก็ถูกเข้ามาขวางไว้

 

“หากฟู่เยี่ยนยังไม่ตื่นในอีกครึ่งชั่วโมงค่อยปลุกเธอ” ผู้อาวุโสจินเองก็เป็นกังวลเช่นกัน เขาคาดเดาว่าน่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับฟู่เยี่ยน

 

ศาสตราจารย์คนอื่นเข้ามาในห้องด้วยเช่นกัน แม้ว่าร่างกายของพวกเขาจะเหน็ดเหนื่อย แต่พวกเขาก็ยังนับว่ามีสติดี

 

และในช่วง 5นาทีสุดท้าย ในขณะที่จางจ้งเทียนกำลังจะเอื้อมมือไปปลุก ฟู่เยี่ยนก็มีความเคลื่อนไหวและกระอักเลือดออกมา

 

“ฟู่เยี่ยน!” จางจ้งเทียนตะโกนด้วยความตกใจ

 

ทุกคนตกใจมาก โดยเฉพาะผู้อาวุโสจิน

 

“ฟู่เยี่ยน เป็นอย่างไรบ้าง? ใครอยู่ด้านนอกเอาน้ำมาให้ที!!” ผู้อาวุโสจินตะโกน

 

“อาจารย์ไม่ต้องกังวล หนูไม่ได้เป็นอะไร” ฟู่เยี่ยนรู้สึกดีมาก เลือดนี้ทำให้เธอสำรอกความเจ็บปวดที่สะสมมานานออกมาได้ทั้งหมด บางทีอาจเป็นการได้โชคในเคราะห์ร้าย

 

“เฮ้อ อาจารย์ต้องขอโทษเธอด้วย ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ อาจารย์ก็ไม่ให้เธอมาหรอก” ผู้อาวุโสจินตำหนิตัวเอง

 

“อาจารย์ ครั้งนี้หนูต้องขอบคุณอาจารย์ต่างหาก หากอาจารย์ไม่เรียกหนูมา หนูจะเจอเรื่องมหัศจรรย์แบบนี้ได้อย่างไร?” ฟู่เยี่ยนกล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

“เรื่องมหัศจรรย์?” ผู้อาวุโสจินตกตะลึง

 

“อาจารย์ ขอหนูดื่มน้ำกับกินอะไรรองท้องก่อน ค่อยคุยเรื่องนี้”

 

“ไม่ต้องรีบ กินข้าวก่อน ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว พวกเธอก็นั่งลงก่อนสิ กระโดดเต้นรำมาตั้งสามวันสองคืน คงเหนื่อยแย่แล้ว”

 

“เฮ้อ พวกเราก็แก่แล้วจริงๆ” ศาสตราจารย์หวงที่อายุเกือบห้าสิบปีพูด

 

“ใช่น่ะสิ ฉันอยากฃกลับบ้านไปนอนแล้ว” ศาสตราจารย์ฉู่ก็เหนื่อยจนไม่มีแรงแล้ว

 

“งั้นเรากินข้าวเสร็จแล้วกลับบ้านไปพักผ่อนก่อน พอทุกคนพักหายเหนื่อยแล้วค่อยไปเจอกันที่จุดบูรณะ ฉันจะแจ้งพวกเธออีกที”

 

“อาจารย์ เรื่องสำคัญในตอนนี้คือต้องจัดการของพวกนี้ก่อน ห้ามเก็บไว้เด็ดขาด หนูแนะนำให้ผนึกไว้ก่อนแล้วค่อยคุยกันอีกที” ฟู่เยี่ยนไม่สามารถเก็บสิ่งนี้ไว้ให้เป็นปัญหาได้อีก ถ้ามีครั้งหน้า เธอคงไม่รอด

 

“มันแปลกประหลาดมาก อาจารย์จะกลับไปรายงานเรื่องนี้ทันที ตอนนี้ต้องผนึกมันไว้ก่อน ต้องรบกวนเธออีกแล้วนะ กลับไปพักผ่อนให้ดีก่อน อาจารย์หญิงของเธออยากให้เธอไปกินข้าวที่บ้านเสมอ รอให้เธอหายดีแล้ว อาจารย์จะพากลับบ้านเอง” ผู้อาวุโสจินนึกถึงภาพที่เธอกระอักเลือดทีไร ยังรู้สึกผวาในใจไม่หาย

 

“อาจารย์ไม่ต้องกังวล เลือดพวกนี้ทำให้หนูก้าวหน้าไปอีกขั้น” เยี่ยนไม่ได้อธิบายมาก ในบรรดาคนแวดวงเดียวกันย่อมไม่มีใครยอมบอกเทคนิคลับของตนเอง

 

ผู้อาวุโสจินจับมือฟู่เยี่ยนเบาๆ เพื่อบอกว่าเขาเข้าใจแล้ว

 

หลังกินอาหารเสร็จ ศาสตราจารย์หลายคนยังไม่กลับไป พวกเขาบอกว่าจะรอกลับพร้อมฟู่เยี่ยน

 

ฟู่เยี่ยนแปะยันต์ป้องกันสิบกว่าผืนอย่างรวดเร็ว แต่พอคิดไปคิดมา เธอจึงเพิ่มยันต์สายฟ้าเข้าไปอีกผืน หากมีใครคิดจะทำอะไรในช่วงนี้ก็อย่าหวังว่าจะรอดพ้นไปได้ !

 

หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ขึ้นรถกลับบ้านไปกับทุกคน ฟู่เยี่ยนขอลาพักกับศาสตราจารย์หวงอีกสองสามวัน ซึ่งศาสตราจารย์หวงก็ยืนยันว่าจะจัดการให้เอง

 

ฟู่เยี่ยนที่ผ่อนคลายลงแล้วกลับมาถึงบ้านก็ตรงเข้าสู่ดินแดนต่างมิติทันที พอเธอตื่นขึ้นมาก็รู้สึกได้ว่าไข่มังกรกำลังเคลื่อนไหววุ่นวายอยู่ในมิติจนเธอทนไม่ไหวที่จะทำให้มันสงบลง




ตอนที่ 178: คิดถึง


 

ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเข้าไปในมิติ เธอก็เห็นไข่มังกรกำลังอาบน้ำอยู่ในทะเลสาบ คล้ายกับว่าเธอสามารถได้ยินเสียงร้องด้วยความดีใจของมัน

 

อาจจะเป็นเพราะการกดขี่ทางสายเลือด เหล่าปลาน้อยใหญ่ที่อยู่ในทะเลสาบต่างก็สั่นสะท้าน รวมตัวกันอยู่มุมหนึ่ง ฟู่เยี่ยนไม่ได้สนใจเรื่องนั้น ตอนนี้มังกรตัวน้อยยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ถ้ามันฟักออกมา คงจะสร้างความปั่นป่วนไม่น้อย

 

แต่ว่าแม้ว่ามันจะฟักออกมา มันก็ยังคงเป็นเพียงร่างวิญญาณ นอกจากฟู่เยี่ยนแล้วก็คงไม่มีใครสามารถมองเห็นมันได้ ฉะนั้นปล่อยมันเล่นไปเถอะ

 

แต่ที่น่าสงสัยคือไข่มุกมังกรกลิ้งไปอยู่ระหว่างลูกแก้ววิญญาณสองลูก กลายเป็นภาพที่กลมกลืนอย่างน่าประหลาด

 

ฟู่เยี่ยนยื่นมือไปหยิบไข่มุกมังกร เธอเหมือนจะได้ยินเสียงร้องของมังกรในท้องฟ้า จากนั้นไข่มุกมังกรก็เปลี่ยนสีเป็นสีแดงเข้ม ฟู่เยี่ยนรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมา

 

นี่มันอะไรกัน? หรือว่าลูกแก้วสองลูกนั้นก็เป็นไข่มุกมังกร? แค่มีคุณสมบัติต่างกัน?

 

ฟู่เยี่ยนหยิบลูกแก้วทั้งสองขึ้นมา วางเรียงกันเป็นแนวสามลูก มองดูเหมือนจะเหมือนกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

 

เธอไม่สนใจที่จะศึกษาพวกมันต่อ เพราะนี่คงเป็นโชคชะตาที่ให้เธอได้พบกับลูกแก้วเหล่านี้ ส่วนมันจะมีประโยชน์อะไรนั้น เธอเชื่อว่าสักวันหนึ่งความจริงจะปรากฏ เพราะมันเหมือนมีอะไรบางอย่างมาคอยชี้นำ

 

ฟู่เยี่ยนเดินไปที่ริมทะเลสาบ เธอหยิบไข่มังกรขึ้นมา เปลือกไข่โปร่งใส ทำให้เธอสามารถมองเห็นมังกรตัวน้อยในนั้นได้ชัดเจน

 

ฟู่เยี่ยนเขย่าเบาๆ มังกรตัวน้อยดูเหมือนจะอาย และเมื่อเธอเขย่าอีกครั้ง มันก็เริ่มหงุดหงิด ดูเหมือนว่ามันก็มีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนกัน

 

ฟู่เยี่ยนนึกถึงคำพูดของแม่มังกรที่บอกว่ายังเหลือเวลาอีกสามวัน สามวันที่แม่มังกรพูดถึงคือเท่าไหร่? มันคือสามปี? สามสิบปี? หรือถ้าเป็นสามร้อยปีในโลกมนุษย์ เธอคงต้องสืบทอดให้ลูกหลานใช่ไหม?

 

คิดถึงตรงนี้ ฟู่เยี่ยนก็ตัวแข็งทื่อไปทันที: ไป๋โม่เฉิน!

 

แต่พอเธอมองนาฬิกา ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ฟู่เยี่ยนยกมือขึ้นกุมหน้าผาก เธอหายไปสามวันสามคืน ไม่รู้ว่าเขาคิดถึงเธอบ้างหรือเปล่า?

 

ไป๋โม่เฉินไม่ได้แค่คิดถึงเธอเท่านั้น แต่เขาเกือบจะเป็นบ้า เพราะเขาไม่ได้ข่าวของเธอมาตลอดสามวันสามคืน มันเหมือนกับเธอจู่ๆก็หายไป

 

ช่วงสามวันที่ผ่านมา เขากินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะไม่รู้ว่าฟู่เยี่ยนหายไปไหน?

 

เขายืนอยู่ที่หัวระเบียงหอพัก มองพระจันทร์บนท้องฟ้า หวังว่าจะได้เห็นฟู่เยี่ยนกลับมา

 

พรุ่งนี้ก็สุดสัปดาห์แล้ว ฟู่เยี่ยนคงกลับบ้านแล้วหรือเปล่า? วันมะรืนนี้มีนัดคุยงานกับชวนจื่อ เธอจะจำได้ไหม?

 

ไป๋โม่เฉินได้รู้จักคำว่า “หนึ่งวันไม่เห็นหน้าเหมือนนานสามปี” และเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทำไมกวีในอดีตถึงเขียนบทกลอนเศร้าได้มากมาย

 

“เฮ้ เหล่าซาน เมื่อบ่ายวันนี้ฉันไปส่งของให้กับศาสตราจารย์มา ได้ยินจากภาควิชาโบราณคดีว่าฟู่เยี่ยนขอลาอีกหนึ่งสัปดาห์ คณบดีภาควิชาเป็นคนมาแจ้งลาให้เองเลยนะ”

 

ฉวีโจวรู้ว่าไป๋โม่เฉินสนใจเรื่องของฟู่เยี่ยน เขาจึงแอบฟังตอนศาสตราจารย์คุยกัน

 

“จริงเหรอ? ฉันรู้แล้ว” ไป๋โม่เฉินปิดหนังสือที่เขาไม่ได้อ่านแม้แต่ตัวเดียว

 

“เหล่าซาน พรุ่งนี้นายไปงานเลี้ยงไหม? ภาควิชาของเราจัดร่วมกับภาควิชาอักษรศาสตร์” ฉวีโจวพยายามชวนไป๋โม่เฉินไปด้วย

 

“ฉันไม่ไป ฉันมีแฟนแล้ว” ไป๋โม่เฉินพูดเสร็จ รอยยิ้มชวนสงสัยก็ปรากฏที่มุมปากของเขา

 

“อะไรนะ? มีแฟนแล้ว? นายนี่มันไม่ได้เรื่องเลย มีแฟนแล้วทำไมไม่บอกเพื่อนฝูง อีกอย่างมีแฟนแล้วยังไปสนใจดาวมหา’ลัยคนสวยทำไม?” ฉวีโจวรู้สึกแปลกใจ

 

“แฟนฉันก็คือเธอ ฉันไม่สนใจเธอ จะให้ฉันสนใจใคร” ไป๋โม่เฉินพูดจบก็ขึ้นเตียงนอน

 

แต่ทุกคนในห้องกลับนอนไม่หลับ สหายข้างบนของพวกเขาได้ครอบครองสาวงามของมหาวิทยาลัยไปแล้ว! เหล่าซานนี่เก็บเป็นความลับได้สนิทจริงๆ

 

“เหล่าซาน นายโม้หรือเปล่า?” พี่ใหญ่ประจำห้องเหวินฮ่าวหรานไม่เชื่อ

 

“เหล่าต้า นายไม่เชื่อเหรอ? เหล่าซานรู้จักดาวมหาลัยคนนั้นจริงๆ รีบพูดมาเดี๋ยวนี้ว่านายไปจีบเธอติดได้อย่างไร?” เหล่าซื่อ เหวินเฉียงโผล่หัวออกมาถาม

 

“ใช่ๆ บอกหน่อย ทุกคนอยากรู้นะ!” ฉวีโจวตรงไปดึงผ้าห่มของเขา

 

ไป๋โม่เฉินไม่มีทางเลือก จึงต้องลุกขึ้นนั่ง

 

“เราคบกันเพื่อแต่งงาน ไม่ใช่คบเล่นๆ”

 

“แล้วเมื่อไหร่จะพาน้องสะใภ้มาเจอพวกเราล่ะ? เราเลี้ยงอาหารก็ได้! ให้น้องสะใภ้พาเพื่อนในหอพักมาด้วยก็ดี” เหล่าเอ้อ หลินฟาไฉพูด

 

“เหล่าซาน ดาวมหาลัยคนนั้นมีพี่สาวหรือน้องสาวไหม? เราจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด นายต้องแนะนำให้พวกเรารู้จักนะ” เสี่ยวลิ่ว หลี่เฟิงพูดอย่างชาญฉลาด

 

“มีพี่สาวคนหนึ่ง อยู่คณะการเงินมหาวิทยาลัยฉุ่ยมู่ แต่เธอมีคู่หมั้นแล้ว” ไป๋โม่เฉินพูดด้วยความขบขัน

 

ในที่สุด เขาก็ต้องยอมพาฟู่เยี่ยนมาทานอาหารกับพวกเขา ทุกคนถึงยอมปล่อยเขาไป

 

ไป๋โม่เฉินนอนบนเตียง ใช้แขนหนุนหัว ตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะไปที่บ้านฟู่เยี่ยนเพื่อดูว่าเธออยู่บ้านหรือไม่

 

ฟู่เยี่ยนกลับบ้านโดยไม่พูดอะไร ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็คิดว่าเธอคิดถึงบ้านเลยกลับมา

 

ตอนเย็นขณะที่กำลังทานอาหาร หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งก็พูดถึงเรื่องของฟู่เหล่าชวน

 

จางเหว่ยใช้คอนเนคชั่นหาข้อมูลได้ว่าเกิดเรื่องขึ้นกับจู่จื่อจริง ตอนอยู่ในคุก เขาถูกทุบตีทุกวัน เดือนที่แล้วหนิวชุ่ยฮัวไปเยี่ยมเขาครั้งหนึ่ง กลับมาก็เศร้านั่งเหม่อไปครึ่งค่อนวัน

 

ทำให้ฟู่เหล่าชวนเกิดความคิดจะใช้ข้ออ้างขาเจ็บมายื่นข้อเสนอกับพวกเขา

 

“พ่อ เรื่องนี้แก้ไขอย่างไร?” ฟู่เยี่ยนไม่รู้เรื่องต่อจากนั้น เธอได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก

 

“ลุงรองของลูกไปจัดการให้แล้ว เขาไปหาคนในคุกให้เขามีงานทำ ไม่ให้อยู่กับคนพวกนั้นที่ทำร้ายเขา ตอนนี้สถานการณ์ดีขึ้นมาก”

 

“แต่อารองของลูกก็เตือนหนิวชุ่ยฮัวว่าอย่าคิดขู่เรา เธอก็ขอโทษตลอด อาเล็กโทรมาบอกว่าหนิวชุ่ยฮัวสาบานกับเขาว่า จะดูแลปู่อย่างดี”

 

“พวกเราก็ไม่ได้ติดใจอะไร ฉะนั้นเรื่องจึงจบเพียงเท่านี้” ฟู่ต้าหย่งพูดขณะสูบบุหรี่

 

“พี่ วั่งไฉ วั่งไฉ” ในเวลานี้ ฟู่เหยาได้ตะโกนขึ้นมา

 

แน่นอน วั่งไฉยืนอยู่บนกำแพงในสวน โดยคาบปลาตัวหนึ่งอยู่ในปาก 

 

“เจ้าตัวนี้ไปขโมยปลามาอีกแล้ว ลำบากมันจริงๆ” หวังซู่เหมยหัวเราะ

 

“วั่งไฉ ลงมา ทำไมหนูรู้สึกว่ามันอ้วนขึ้นเยอะเลย” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างประหลาดใจ

 

“มันน่ะหรือ วันๆห่วงแต่เรื่องกินขนาดนั้น” ทุกครั้งที่ฟู่ต้านีให้อาหารแมว มันก็มักจะทำเหมือนกับว่าไม่เคยอิ่มอยู่เสมอ พอกินจากตรงเธอเสร็จแล้ว มันก็ไปอ้อนฟู่เวยเพื่อขอขนมกินต่อ

 

วั่งไฉคาบปลาหนักประมาณครึ่งกิโลกรัมมา มันโยนปลาลงที่เท้าของฟู่เยี่ยน เหมือนมันจะบอกให้เจ้านายกิน

 

ทุกคนต่างหัวเราะไม่หยุด เจ้าแมวนี้เหมือนจะฉลาดขึ้นทุกวัน

 

ฟู่เยี่ยนอุ้มมันขึ้นมาเพื่อกะขนาดน้ำหนักของมัน

 

“แม่ อาหญิง ต่อไปเราคงต้องควบคุมน้ำหนักมันหน่อยแล้ว มันต้องหนักเกือบสิบกิโลกรัมแล้วแน่ๆ! ดูสิ นี่มันแมวส้มตัวใหญ่มาก!”

 

คำพูดนี้ทำให้ทุกคนหัวเราะ วั่งไฉตัวอ้วนจริงๆ

 

ฟู่เยี่ยนลูบขนมัน วั่งไฉได้ยินแบบนี้ก็นอนแบะลง เหมือนมันอยากให้ฟู่เยี่ยนเปลี่ยนคำพูด

 

“เสี่ยวฮั่ว เสาร์หน้าวันเกิดของลูก ลูกอยากฉลองอย่างไร?” หวังซู่เหมยถาม

 

วันเกิดนี้เป็นวันเกิดครบรอบ 18ปีของฟู่เยี่ยน เธอบรรลุนิติภาวะแล้ว หวังซู่เหมยวางแผนกับฟู่ต้าหย่งนานแล้วว่าจะฉลองให้ดี

 

หลังจากมาอยู่ที่เมืองหลวง หวังซู่เหมยเปลี่ยนวิธีคิดไปมาก ครอบครัวของพวกเธอไม่ได้เป็นเหมือนเดิมแล้ว ความสำเร็จทั้งหมดนี้ล้วนมาจากเสี่ยวฮั่ว

 

ดังนั้น ถึงเวลานั้นจะเชิญคนใกล้ชิดมาฉลองให้เสี่ยวฮั่ว

 

“แม่ วันเกิดของหนูคือวันที่แม่เจ็บที่สุด หนูไม่อยากฉลอง แค่ครอบครัวเราทานอาหารด้วยกันก็พอ ไม่ต้องจัดใหญ่โต”

 

หวังซู่เหมยเห็นฟู่เยี่ยนปฏิเสธก็เปลี่ยนคำพูด

 

“แม่รู้ว่าลูกเป็นเด็กกตัญญู แต่ครอบครัวเรามาเมืองหลวงแล้วยังไม่ได้จัดงานขึ้นบ้านใหม่ เราจะได้อาศัยโอกาสนี้เชิญคนใกล้ชิดมาทำความรู้จักกัน”

 

“อีกอย่างแม่ก็อยากเห็นครอบครัวของจื่อหยวน เพราะพี่สาวของลูกจะแต่งงานกับเขา ครั้งที่แล้วลูกบอกว่าแม่ของเขาเป็นอาจารย์ของลูกไม่ใช่หรือ?”

 

“ส่วนเรื่องอาหาร เดี๋ยวเราไปจ้างพ่อครัวจากข้างนอกมา ลูกอยากชวนเพื่อนคนไหนก็เชิญมาได้ตามสบาย”

 

“อาสะใภ้รองของลูกเพิ่งมาถึงเมืองหลวงเหมือนกัน แม่ของเธอดูถูกครอบครัวของเรามาโดยตลอด ครั้งนี้ให้เธอได้เห็นกันไปเลย” หวังซู่เหมยพูดในรวดเดียวโดยไม่เปลี่ยนใจ

 

งั้นจัดก็จัด แค่แม่มีความสุขก็พอแล้ว! 




ตอนที่ 179: กันและกัน


 

ตอนเช้า ฟู่เยี่ยนถูกปลุกด้วยขนนุ่มนวลของแมว

 

“วั่งไฉ อย่ากวนสิ” ฟู่เยี่ยนลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย เธอพบว่าวั่งไฉกำลังเอาหางปัดหน้าของเธอไปมา ตัวมันทิ้งตัวอันหนักอึ้งอยู่บนหน้าอกของเธอ

 

ฟู่เยี่ยนลุกขึ้นมานั่งแล้วอุ้มวั่งไฉลงจากเตียง เธอจำได้ว่าเมื่อคืนเธอปิดประตูห้องนอนแล้ว เจ้าแมวตัวนี้เข้ามาได้อย่างไร? เธอแต่งตัวแล้วดูเวลาบนนาฬิกาพบว่าตอนนี้เป็นเวลาตีห้าแล้ว

 

เธออยากไปมหาวิทยาลัยเสียหน่อย เพื่อดูว่าไป๋โม่เฉินกลับบ้านไปหรือยัง

 

ฟู่เยี่ยนเห็นว่าประตูห้องของเธอเปิดอยู่ เธอจึงก้มมองวั่งไฉ แมวตัวนี้เปิดกลอนประตูได้อย่างไร? นี่ยังคงเป็นหนึ่งในปริศนาที่ไม่มีคำตอบ

 

เหมียว เหมียว~ วั่งไฉมีวิธีของมันเอง!

 

ด้วยความจนใจ! ฟู่เยี่ยนจึงเดินออกจากห้องและคิดว่าควรออกทางประตูหลังดีกว่า แบบนี้ตอนเธอกลับมาจะได้ไม่ทำให้พ่อแม่ตื่น ต้องยอมรับว่า เมื่อผู้หญิงมีความรัก สติปัญญาก็เหมือนจะลดลงไปทันที

 

แต่เธอลืมนึกไปว่าถึงจะเดินออกทางประตูหน้า ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็คงไม่ถามอะไรมาก ฟู่เยี่ยนคิดจินตนาการไปถึงภาพของพ่อแม่ในโลกอนาคตตอนค้นพบว่าลูกมีความรักในวัยเรียน เธอคงคาดไม่ถึงจริงๆ ว่านอกจากฟู่ต้าหย่งที่ค่อนข้างหวงลูกสาวแล้ว หวังซู่เหมยกลับสนับสนุนอย่างเต็มที่

 

ฟู่เยี่ยนปิดประตูอย่างเงียบๆ รถจักรยานของเธอยังจอดอยู่ที่หอพัก เธอคิดว่าจะไปหาไป๋โม่เฉินก่อน แล้วค่อยกลับมาเอารถจักรยาน แบบนั้นคงจะสะดวกกว่า เธอยังจำได้ว่าเธอนัดคุยเรื่องสำคัญกับเมิ่งอ้ายชวนไว้ด้วย

 

และพี่จางเหว่ยจะมาที่บ้านวันนี้ ค่อยบอกเขาทีหลังแล้วกัน

 

ฟู่เยี่ยนเดินไปถึงมหาวิทยาลัยโก็เป็นเวลาหกโมงเช้าพอดี ตอนนี้ยังเช้าไปหน่อย ทว่ากลับมีคนจำนวนมากในมหาวิทยาลัยแล้ว มีทั้งคนที่มาอ่านหนังสือทบทวนตอนเช้าและคนที่มาอ่านหนังสือในห้องสมุด

 

แต่ฟู่เยี่ยนไม่รู้เลยว่าในตอนที่เธอมาถึงที่มหาวิทยาลัยนั้น ไป๋โม่เฉินก็ไปอยู่ที่หน้าประตูบ้านของเธอแล้ว เขากำลังลังเลว่าจะเคาะประตูดีไหม

 

สุดท้าย เขาก็ตัดสินใจมารออยู่ที่ปากตรอกเพราะมันยังเช้าเกินไป เผื่อมีใครในบ้านครอบครัวฟู่ออกมาในตอนนี้ แบบนั้นจะได้เข้าไปได้ง่ายหน่อย

 

ส่วนฟู่เยี่ยนก็มาถึงด้านล่างหอพักของไป๋โม่เฉินแล้วเช่นกัน แต่เธอไม่รู้ว่าจะไปหาเขาได้อย่างไร เธอจึงนั่งรออยู่ด้านล่างเผื่อว่าจะมีใครออกมา

 

เธอจำไม่ได้ว่าเขาอยู่ห้องไหน เฮ้อ ยุคที่ไม่มีโทรศัพท์ก็ลำบากแบบนี้แหละ

 

ฟู่เยี่ยนบ่นกับตัวเองเบาๆ เมื่อก่อนเธอไม่เคยรู้สึกว่าโทรศัพท์เป็นสิ่งจำเป็น ทำให้เธอนึกถึงนกกระเรียนกระดาษที่เธอเคยใช้ส่งสารก่อนหน้านี้ ครั้งหน้าคงต้องให้ไป๋โม่เฉินเก็บไว้บ้างแล้ว จะได้ไม่เสียเวลาตอนเธออยากไปหาเขา

 

ในขณะที่เธอกำลังคิดอยู่นั้น พวกฉวีโจวก็ลงตึกหอพักเพื่อไปหาข้าวเช้ากินพอดี เดิมทีพวกเขามักจะนอนตื่นสายในวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ไป๋โม่เฉินลุกจากที่นอนตั้งแต่ช่วงตีห้าแล้ว พวกเขาจึงพลอยตื่นตามไปด้วย และวันนี้พวกเขามีนัดเข้าร่วมงานเลี้ยงพบปะกับนักศึกษาภาควิชาอักษรศาสตร์

 

ไม่มีใครอยากด้อยกว่ากันทั้งในเรื่องความรู้และรูปลักษณื ดังนั้นพวกเขาจึงตั้งใจแต่งตัวเป็นพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

 

“เฮ้ นั่นแฟนเหล่าซานหรือเปล่า? เธอมาหาเขาหรือเปล่านะ?” เหวินเฉียงพูดเบาๆ

 

“จริงด้วยนะ มาเช้าขนาดนี้ แต่วันนี้เธอต้องผิดหวังแล้ว เหล่าซานออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่รู้กลับบ้านหรือไปไหน”

 

“พวกเราควรบอกเธอไหม? คงไม่ดีแน่หากให้เธอรออยู่แบบนี้” ฉวีโจวเสนอ

 

แต่ใครจะไปคิดว่าฟู่เยี่ยนจะได้ยินบทสนทนาของพวกเขาทั้งหมด เธอจึงหันไปมองพวกเขาทันที

 

ฟู่เยี่ยนนึกและเธอก็จำได้ว่าคนพวกนี้คือเพื่อนรูมเมทของไป๋โม่เฉิน ช่างเถอะ เข้าไปถามพวกเขาหน่อยแล้วกัน

 

“สวัสดีค่ะ ฉันขอถามอะไรได้ไหม พวกคุณคือรูมเมทของไป๋โม่เฉินใช่ไหม?” ฟู่เยี่ยนเดินไปหาพวกเขา

 

“อ่า ใช่ครับ พวกเราคือเพื่อนร่วมห้องพักเดียวกัน” ฉวีโจวเห็นคนอื่นมีท่าทีอึกอักไม่กล้าพูด เขาก็ได้แต่แอบบ่นในใจว่า ‘เจ้าพวกขี้ขลาด!’

 

“งั้นเขาไม่อยู่ห้องเหรอ?” ฟู่เยี่ยนถามพวกเขาต่อ

 

ไม่รู้ทำไมพวกเขาถึงได้รู้สึกประหม่าเวลาเจอฟู่เยี่ยน ไม่มีใครกล้าพูดอะไรเลยสักคน สุดท้ายฉวีโจวเลยสรุปว่าพวกเขาขี้โม้เก่ง แต่พอให้พูดจริงกลับไม่กล้า

 

“เฮ้อ โชคไม่ดีเลย เขาออกไปแต่เช้ามืดแล้ว เขาก็ไม่ได้บอกเหมือนกันว่าจะไปที่ไหน” ฉวีโจวบอก

 

“อ้อ ขอบคุณพวกคุณมากนะคะ” ฟู่เยี่ยนกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ แล้วก็หันหลังจะเดินจากไป

 

“เดี๋ยวก่อนฟู่เยี่ยน! เหมือนเขาบอกว่าจะไปแถวสือช่าไห่นะ” ฉวีโจวนึกขึ้นได้ถึงบทสนทนากับไป๋โม่เฉินเมื่อเช้า

 

ฟู่เยี่ยนตาเป็นประกาย เขาคงจะไปหาที่บ้านเธอใช่ไหม? แต่ถ้าเขาเจอพ่อของเธอจะทำอย่างไรดี? นึกได้แบบนี้ ฟู่เยี่ยนก็เริ่มตกใจเล็กน้อย

 

“โอเค ขอบคุณมากนะคะ ฉันไปก่อนนะ” พูดจบ เธอก็รีบวิ่งออกไปทันที

 

“……” ฉวีโจวและเพื่อนๆ มองตามฟู่เยี่ยนที่วิ่งออกไปเร็วมาก ยังไม่ทันได้ถามเลยว่าเธอเป็นแฟนเหล่าซานหรือเปล่า!

 

“นี่ต้องถามด้วยเหรอ? ถ้าไม่ใช่แฟนกัน แล้วเธอจะมาหาเขาทำไม? ทำไมฉันไม่เห็นมีผู้หญิงมาหานายบ้างล่ะ?” เหวินเฉียงมั่นใจว่าเหล่าซานกับฟู่เยี่ยนเป็นแฟนกันแน่นอน

 

อีกด้านหนึ่ง

 

ไป๋โม่เฉินกำลังเดินวนไปวนมาอยู่ปากตรอกบ้านครอบครัวฟู่ ทำไมไม่มีใครออกมาจากบ้านของครอบครัวฟู่เลย ต่อให้เป็นฟู่ต้าหย่งก็ยังดี

 

ปกติฟู่ต้าหย่งจะตื่นเช้าไปซื้อข้าวเช้าไว้ให้ฟู่เหมี่ยวและคนอื่น แต่เมื่อวานฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวไม่ได้กลับบ้าน เขาเลยไม่ต้องตื่นเช้า และเมื่อคืนเขาดื่มไปเล็กน้อย เช้านี้เลยตื่นสาย

 

ฟู่เยี่ยนรีบวิ่งไปที่หอพักหญิง เธอหารถจักรยานของตัวเองได้แล้วก็รีบปั่นกลับบ้านทันที กว่าจะปั่นมาถึงย่านที่บ้านเธออยู่ก็เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้าแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงรีบปั่นไปที่บ้านทันที

 

อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด ไป๋โม่เฉินกำลังรออยู่ที่ปากตรอกทางเข้า

 

“ไป๋โม่เฉิน!” ฟู่เยี่ยนตะโกนเรียกเขาด้วยความดีใจ

 

ในที่สุดฉันก็เจอเขาก่อนที่เขาจะเจอครอบครัวของฉัน! ดีใจมาก!

 

ในใจฟู่เยี่ยนเต็มไปด้วยความรู้สึกยินดี ไป๋โม่เฉินที่เห็นรอยยิ้มสดใสของเธอยังเผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว

 

เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าความคิดถึงมันทำให้คนเราบ้าคลั่งได้ขนาดนี้ มันทำให้เขากินไม่ได้ นอนไม่หลับ

 

“กินข้าวเช้าหรือยัง?” ไป๋โม่เฉินถาม น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความอ่อนโยน เขาคิดว่าเขาคงบ้าไปแล้วจริงๆ

 

“ยังเลย? นายล่ะ?” ฟู่เยี่ยนไม่รู้สึกอะไรเลย เธอรู้สึกแค่ว่าตัวเองดีใจมากเท่านั้น

 

“งั้นฉันพาเธอไปกินข้าวนะ?” ไป๋โม่เฉินเอื้อมไปจูงจักรยานเอง แล้วส่งสัญญาณให้ฟู่เยี่ยนนั่งเบาะหลัง

 

“อืม” ฟู่เยี่ยนขึ้นไปนั่งเบาะหลังแต่โดยดี

 

“มือ”

 

“อะไรเหรอ?”

 

“มือของเธอไง เอามือมา”

 

ฟู่เยี่ยนยื่นมือไป ไป๋โม่เฉินจึงจับมือของเธอไปกอดเอวของฉัน

 

“จับให้แน่นนะ ฉันจะเร่งความเร็วแล้ว” ไป๋โม่เฉินรู้ว่าฟู่เยี่ยนกอดเอวแล้ว เขาก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ

 

ฟู่เยี่ยนกอดเอวเขา รู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นเร็วของตัวเอง เอวของเขาผอมมาก จนเธออยากสัมผัสดูว่ามีกล้ามเนื้อหรือเปล่า

 

ฟู่เยี่ยนเริ่มคิดฟุ้งซ่าน ทั้งคิดถึงกล้ามเนื้อเอว ทั้งกล้ามเนื้อหน้าอก สุดท้ายเธอก็คิดเองอายเอง

 

ไป๋โม่เฉินไม่ได้หยุดปั่น เขาพาฟู่เยี่ยนไปยังบ้านหลังเล็กที่เคยมาตัดหินกัน

 

“ที่นี่งั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนลงจากรถก็เห็นประตูของบ้านหลังเล็ก

 

“อืม ฉันขอเข้าไปเอาของก่อน แล้วจะพาเธอไปกินข้าว” ไป๋โม่เฉินพูดโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า แต่ในใจเขาดังก้องไปด้วยเสียงหัวใจที่เต้นแรง

 


“อืม ฉันยังไม่หิว เข้าไปกันก่อนเถอะ” ฟู่เยี่ยนเดินตามเข้าไป



บทที่ 180: อย่างแผ่วเบา

 


“ไป๋โม่เฉิน พี่จะเข้าไปเอาอะไรเหรอ…...” ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ หลังจากเข้ามาในลานบ้าน แต่ก็ไม่เห็นว่าด้านในจะมีอะไร

 

ไป๋โม่เฉินปิดประตูรั้วบ้าน แล้วเดินมายืนข้างหลังฟู่เยี่ยน ความคิดถึงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเกือบทำให้เขาบ้าไปแล้ว ตอนนี้เขาต้องการจะทวงคืน !

 

“อ๊ะ!” ฟู่เยี่ยนรู้สึกตัวเองถูกดึงเข้าสู่อ้อมกอดที่อบอุ่นและแข็งแรง เธอเผลอร้องอุทานออกมาและพยายามจะหันตัวหลบ แต่ไป๋โม่เฉินกระชับกอดเธอแน่นขึ้น

 

“อย่าขยับ ให้ฉันกอดเธอครู่หนึ่งนะ” เสียงแหบพร่าของไป๋โม่เฉินทำให้ฟู่เยี่ยนไม่กล้าขยับ หลังจากผ่านไปสักพัก ฟู่เยี่ยนก็เอ่ยถามเบาๆว่า

 

“พอหรือยัง?”

 

“ฉันหันไปได้หรือยัง?”

 

“ไป๋โม่เฉิน?”

 

“นี่ พี่เป็นอะไร?”

 

“อ๊ะ!”

 

จู่ๆ ไป๋โม่เฉินก็หันตัวฟู่เยี่ยนกลับมาอย่างรวดเร็ว แขนทั้งสองข้างของเขายังคงโอบรอบเอวเธอ ทำให้ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันในระยะประชิด

 

“อย่าขยับ ให้ฉันมองเธอแบบนี้สักพักนะ” ไป๋โม่เฉินไล่สายตามองใบหน้างดงามของเธอ

 

ไม่ว่าจะเป็นดวงตากลมโต จมูกโด่ง ปากเล็กดูน่ารัก ผิวขาวเนียน ประกอบกับพวงแก้มที่เป็นสีแดงเรื่ออมชมพู มันทำให้เธอดูสวยน่ารักจนเขาอยากจะกินเธอเข้าไปทั้งตัว

 

“นี่! มองอะไรอยู่?” ฟู่เยี่ยนตำหนิ สายตาของไป๋โม่เฉินตรงไปตรงมามาก เขาหลอกเธอได้ซะแนบเนียน!

 

“มองคนรักของฉันไง เธอสวยจริงๆ” ไป๋โม่เฉินพูดอย่างเศร้าๆ คนใจร้าย ตอนไปไม่บอกกันสักคำ

 

“พี่นี่ไม่อายเลยนะ” ฟู่เยี่ยนสลัดความเขินอายแล้วเงยหน้าขึ้นพูด ใครก็พูดคำหวานได้ ฉันเองก็เคยดูหนังรักมาเยอะเหมือนกัน

 

ชั่วขณะนั้น ดวงตาของไป๋โม่เฉินเหมือนเต็มไปด้วยดวงดาว ฟู่เยี่ยนถูกดึงดูดโดยไม่รู้ตัว ทั้งสองคนค่อยๆโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้กันจนได้ยินเสียงหัวใจของกันและกัน

 

ลมหายใจของทั้งสองผสานกัน ฟู่เยี่ยนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจของไป๋โม่เฉิน ตอนนี้เสียงหัวใจเต้นดังตึกตักอย่างทรงพลัง และเธอก็เริ่มไม่แน่ใจว่านี่เป็นเสียงหัวใจของเธอเอง หรือของไป๋โม่เฉิน

 

“ฟู่เยี่ยน ได้ไหม?” ไป๋โม่เฉินหยุดกะทันหัน แล้วถามอย่างจริงจัง

 

ฟู่เยี่ยนอึ้งไป และแล้วจากความอึ้งก็แปรเปลี่ยนความหงุดหงิด: คนโง่!

 

“ไม่ได้!”

 

“แต่ มันสายไปแล้วล่ะ...” ไป๋โม่เฉินโน้มใบหน้าไปปิดปากเล็กๆของเธอด้วยจูบละมุน

 

ตั้งแต่เกิดมา ไป๋โม่เฉินไม่เคยรู้เลยว่าจูบเดียวสามารถปลอบประโลมความโกรธในจิตใจของเขาได้

 

ฟู่เยี่ยนถูกจูบจนมึนงง ในหัวมีเพียงความคิดว่า: จะได้กินข้าวเช้าเมื่อไหร่? เธอหิวแล้ว!

 

“โครก...” ในที่สุด ท้องของไป๋โม่เฉินก็ร้องโครกออกมา เขาเดินไปบ้านครอบครัวฟู่ตั้งแต่เช้ามืด แล้วปั่นจักรยานมาที่นี่ใช้พลังงานไปเยอะ ทำให้บรรยากาศโรแมนติกของทั้งคู่ถูกเสียงนี้ทำลายลง

 

“ฮ่าฮ่า!” ฟู่เยี่ยนถึงกับหลุดหัวเราะออกมา

 

ไป๋โม่เฉินไม่ได้จูบต่อ แต่ยังคงกอดฟู่เยี่ยน ทั้งสองคนกอดกันอยู่แบบนั้น พระอาทิตย์ขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดไป๋โม่เฉินก็ปล่อยฟู่เยี่ยนออก

 

“ฉันจะพาเธอไปกินโจ๊กถั่ว เธอชอบไหม?” ไป๋โม่เฉินถาม

 

“ฉันเคยกินครั้งหนึ่ง ก็โอเคนะ รสชาติดี”

 

“ถ้าไม่ชอบก็มีน้ำเต้าหู้ เราไปกันเถอะ” ไป๋โม่เฉินจับมือฟู่เยี่ยนจะพาเดินออกไป

 

“เดี๋ยวก่อน แล้วไม่เอาของเหรอ?” ฟู่เยี่ยนยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับ เธอถามอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม คนหลอกลวงนี่! ดูซิว่าฉันจะเปิดโปงเขาได้ไหม

 

“ฉันเอาไปแล้ว” สายตาของไป๋โม่เฉินจับจ้องที่ริมฝีปากของฟู่เยี่ยน

 

“พี่!”

 

“ถ้าเธอพูดต่อ ฉันจะจูบอีกครั้งนะ” ไป๋โม่เฉินโน้มเข้ามากระซิบใกล้หูของฟู่เยี่ยน

 

ฟู่เยี่ยนดึงมือของเขาออก แล้ววิ่งออกจากประตูบ้านไป: คนบ้า! แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอกลับไม่เคยเลือนหายไปเลย

 

เมื่อขึ้นนั่งบนเบาะจักรยาน ไป๋โม่เฉินยังไม่ยอมปั่นจนฟู่เยี่ยนต้องดึงเสื้อของเขา

 

“เป็นอะไรอีก?”

 

“กอดเอวฉันให้แน่นๆ ไม่งั้นฉันจะไม่มีแรงปั่น” ไป๋โม่เฉินพูดอย่างจริงจัง

 

ฟู่เยี่ยนบิดเนื้อที่เอวของเขา แต่บิดเท่าไรก็บิดไม่ได้ เพราะมันแข็งเกินไป!

 

ไป๋โม่เฉินจับมือแสนซนของเธอ แล้วกดมือลงที่เอวของเขา

 

“จับให้แน่น ฉันจะปั่นจักรยานแล้ว”

 

“อืม”

 

ไป๋โม่เฉินปั่นจักรยานท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ จู่ๆเขาก็รู้สึกว่าโลกนี้น่ารักขึ้นมาก ไม่มีช่วงเวลาไหนที่เทียบกับวันนี้ได้แล้ว

 

“ไม่อยากรู้เหรอว่าฉันหายไปไหนมาตลอดหลายวันนี้?” ฟู่เยี่ยนถามจากเบาะหลัง

 

“ตอนแรกฉันคิดว่าที่บ้านของเธอเกิดเรื่องขึ้น ฉันจึงมาดูที่บ้านเธอตอนกลางคืนหลายวันแล้ว แต่ก็ไม่เห็นมีอะไร”

 

“ต่อมาฉวีโจวบอกฉันว่าคณบดีประจำภาควิชาของเธอมาลาหยุดให้เธอหนึ่งสัปดาห์ ฉันเดาว่าเธอคงมีธุระ คงไม่ใช่เพราะคณบดีประจำภาควิชาของเธอต้องการให้เธอไปช่วยชีวิตใครเข้านะ” ไป๋โม่เฉินเดาได้ค่อนข้างแม่น

 

“พี่เดาเก่งจริง ฉันไปช่วยชีวิตคนมาจริงๆ” ฟู่เยี่ยนแกว่งขาไปมา

 

ไป๋โม่เฉินหยุดปั่นจักรยานทันทีแล้วหันมามองฟู่เยี่ยน

 

“เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

 

“อ๊ะ ทำไมพี่ถึงหยุดปั่นล่ะ รีบไปเถอะ ฉันหิวแล้ว ฉันไม่เป็นไร”

 

“ที่เธอพูดว่าช่วยชีวิตคนหมายถึงอะไร?” ไป๋โม่เฉินถามอย่างไม่สบายใจ

 

ฟู่เยี่ยนนึกถึงไข่มังกรในดินแดนต่างมิติ ไม่ว่าอย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องบอกให้เขารู้อยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ชีวิตคนเราต้องเดินหน้าต่อ ไม่รู้ว่าเธอกับเขาจะเดินไปด้วยกันได้ถึงตลอดรอดฝั่งหรือไม่?

 

“เกี่ยวกับเรื่องอภิปรัชญาน่ะ พี่สนใจไหม? ถ้าสนใจ ฉันจะเล่าให้ฟัง”

 

ฟู่เยี่ยนยิ้มเยาะตัวเอง ดูเหมือนเธอคิดไปไกลเกินไปแล้ว เธอควรเพลิดเพลินกับปัจจุบันดีกว่า

 

“ถ้าเป็นเรื่องของเธอ ฉันก็สนใจ เธอสามารถบอกทุกอย่างกับฉันได้ ถ้าฉันไม่เข้าใจ ฉันจะพยายามทำความเข้าใจมันเอง” ไป๋โม่เฉินพูดโดยไม่ลังเล

 

คำพูดนี้ทำให้ฟู่เยี่ยนซาบซึ้งใจ บางครั้งอภิปรัชญาเป็นดาบสองคมสำหรับเธอ เพราะการมีความสามารถย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่มากขึ้น นี่คือสิ่งที่เธอคิดได้ตอนเปิดตำราสืบทอดของบรรพบุรุษ

 

ไป๋โม่เฉินจะยอมรับตัวตนของเธอแบบนี้ได้ไหม? เขาจะยอมรับคู่ชีวิตของเขาที่มีความสำเร็จก้าวไกลกว่าเขาได้ไหม? ฟู่เยี่ยนยังจำคำถามของฟู่เหมี่ยวที่ถามซ่งจืออันได้

 

“ไป๋โม่เฉิน พี่คิดอย่างไรถ้าหากคู่ชีวิตของพี่ทำงานยุ่งมาก ไม่มีเวลาให้ครอบครัว พี่จะโกรธเธอไหม?” ฟู่เยี่ยนถามอย่างระมัดระวัง

 

“ทำไมต้องโกรธล่ะ? ครอบครัวฉันก็เป็นแบบนั้น แม้ว่าแม่ของฉันจะเสียไปนานแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นเธอก็ยังจัดการสินสมรสของตัวเองได้ ย่าบอกว่าพ่อของฉันก็งานยุ่งมากเหมือนกัน ไม่มีเวลาให้ครอบครัว แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองยังดีอยู่”

 

“กลับกันกับแม่เลี้ยงของฉัน ตอนนี้เธอว่างมาก แต่ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อของฉันเลย”

 

“ครอบครัวควรจะดูแลและเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การเรียกร้องให้อีกฝ่ายเสียสละฝ่ายเดียว”

 

“เธอเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ยังถามฉันแบบนี้อีกเหรอ? ที่เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เพื่อออกมาทำงานเหมือนผู้ชาย ทำประโยชน์ให้กับสังคมไม่ใช่เหรอ!”

 

คำตอบของไป๋โม่เฉินเหมือนกับคำตอบของวังจื่อหยวน

 

ฟู่เยี่ยนโล่งใจ หลังจากนี้เธอยังมีเรื่องมากมายที่ต้องทำ คำตอบของไป๋โม่เฉินอาจจะคิดว่าเธอหมายถึงการทำงานปกติ นี่ถือเป็นความเข้าใจผิดที่งดงาม เรื่องนี้ค่อยพูดอีกทีแล้วกัน!

 

และดูเหมือนว่าในอนาคตหลังแต่งงาน อาจารย์ฟู่คงได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายหัวข้อแวดวงอภิปรัชญาในประเทศเป็นครั้งคราว ทำให้ไป๋โม่เฉินต้องถูกทิ้งให้อยู่บ้านอันว่างเปล่าเพียงลำพัง และพอถึงตอนนั้นเขาคงได้เข้าใจว่า เขาขุดหลุมฝังตัวเองมานานแล้ว!

 

และเขาคงได้แต่หวังว่าฟู่เยี่ยนจะกลับมาเร็วๆ




จบตอน

Comments