magic ep181-185

 ตอนที่ 181: ไป๋โม่เฉินหน้าหงอย


 

ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนข้ามขั้นไปอีกก้าว ทำให้ทั้งคู่ยิ่งสนิทสนมกันมากขึ้น ความรู้สึกนี้มันเป็นธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่กินเต้าหู้ พวกเขาก็นั่งใกล้กันเสมอ


 

“พี่ไปนั่งฝั่งตรงข้ามเถอะ คนอื่นเขามองเราอยู่นะ” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างเขินอาย


 

“ไม่เอา ฉันจะนั่งตรงนี้แหละ แบบนี้เราทั้งคู่จะได้หยิบกินได้ง่าย” ไป๋โม่เฉินพูดออกมาอย่างจริงจัง แต่กลับไร้สาระ


 

ฟู่เยี่ยนมองไปที่โต๊ะ ไม่มีอะไรเลยนอกจากเต้าหู้สองถ้วยกับปาท่องโก๋ พวกเขามาช้า ของอื่นเลยซื้อไปหมดแล้ว

 

เมื่อไป๋โม่เฉินไม่ขยับ ฟู่เยี่ยนก็ต้องย้ายไปนั่งฝั่งตรงข้าม เพื่อไม่ให้เป็นที่สนใจ ตอนนี้ไม่ใช่ศตวรรษที่21 แบบในอนาคตที่คนเป็นแฟนกันจะสามารถทำอะไรอย่างเปิดเผยได้


 

ไป๋โม่เฉินมองไปรอบๆ รู้สึกว่ามันเกินเหตุไปหน่อย แต่ก็ช่างมันเถอะ ทั้งสองจึงนั่งกินอาหารกันเงียบๆ

 


“ฟู่เยี่ยน ไปดูร้านสหกรณ์หลังจากกินเสร็จไหม?” ไป๋โม่เฉินพูดขณะกัดปาท่องโก๋


 

“ไปทำอะไรที่นั่น?”


 

“ไปบ้านเธอไง ต้องมีของติดมือไปบ้าง จะให้ฉันไปมือเปล่าได้อย่างไร?” ไป๋โม่เฉินเงยหน้าจากเต้าหู้ สีหน้าดูงุนงง


 

“แค่กๆ...” ฟู่เยี่ยนเกือบสำลักเต้าหู้


 

“พี่... แค่กๆ จะไปบ้านฉันทำไม? ทำอย่างกับว่าไม่ใช่คนรู้จักกันอย่างนั้นแหละ” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างลุกลี้ลุกลน

 


“เราคบกันแล้ว ฉันต้องไปบอกผู้ใหญ่ที่บ้านเธอสิ พี่สาวเธอกับวังจื่อหยวนก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ?” ไป๋โม่เฉินยังไม่เข้าใจท่าทีของฟู่เยี่ยน


 

“เรื่องนั้นไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างอ่อนแรง เขาจะเข้าใจผิดอะไรไหมนะ?

 


“ไม่ต้องรีบ?” ไป๋โม่เฉินวางถ้วยเต้าหู้ลง


 

“ใช่ อาจจะพูดทีหลังก็ได้...”

 


หลังจากออกจากร้านอาหาร ไป๋โม่เฉินดูหม่นหมองเหมือนสุนัขพันธุ์ฮัสกี้ที่ชอบหงอยเวลาเจ้าของไม่สนใจ ฟู่เยี่ยนเห็นเขาเป็นแบบนี้ก็รู้สึกผิดเล็กน้อย: นี่เธอทำเกินไปไหมนะ?


 

ไป๋โม่เฉินอยากไปบ้านเธอ แสดงว่าเขาต้องการรับผิดชอบ งั้นเอาล่ะ ลองดูก็ได้


 

ฟู่เยี่ยนดึงเสื้อของไป๋โม่เฉิน เขาหันมา


 

“ไปกันเถอะ ไปซื้อของกัน” ฟู่เยี่ยนพูด


 

“ไม่เอา ถ้าเธอไม่อยากให้ฉันไป ฉันก็ไม่ไป” ไป๋โม่เฉินพูดอย่างงอน ๆ แต่รอยยิ้มที่มุมปากของเขากลับหักหลังเขา

 


“พี่ไม่ไปแน่เหรอ? งั้นก็ดี” ฟู่เยี่ยนทำท่าจะเดินกลับ มาดูกันว่าเขาจะทนได้ไหม

 


“เฮ้ เธอพูดแบบนี้แล้ว งั้นเราก็ไปกันเถอะ” ไป๋โม่เฉินรีบคว้ามือเธอไว้ทันที


 

ในใจของฟู่เยี่ยนตอนนี้มีเพียงความคิดเดียวคือ: เขาช่างเหมือนสุนัข เหมือนมากด้วย!

 


ตั้งแต่มาเมืองหลวง ฟู่เยี่ยนเคยมาร้านสหกรณ์หลายครั้ง แต่ไม่เคยคิดว่าจะสามารถเข้าถึงได้แบบนี้

 


ไป๋โม่เฉินพาฟู่เยี่ยนไม่เข้าทางหน้าร้าน แต่เข้าทางหลังร้าน

 


“เราไม่เข้าไปเหรอ?”

 


“เข้าไป แต่ไม่ไปที่เคาน์เตอร์ มีของดีที่ขายตรงในโกดัง มีคนในที่รู้จักฉัน ฉันจะพาเธอไปดูเอง” ไป๋โม่เฉินจอดจักรยาน แล้วพาฟู่เยี่ยนเข้าไปทางหลังร้าน

 


ที่นี่มีคนเฝ้าประตูอยู่


 

“เฮ้ พวกเธอเป็นใคร คนทั่วไปไม่ควรเข้ามาในนี้นะ” คุณลุงที่เฝ้าประตูขวางไว้


 

“คุณลุง ผมเป็นลูกพี่ลูกน้องของหัวหน้าใหญ่ คุณเรียกเขาออกมาหน่อยได้ไหม?” ไป๋โม่เฉินหยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นให้คุณลุงหนึ่งมวน


 

“ลูกพี่ลูกน้องของหวังอันกั๋วเหรอ?” คุณลุงรับบุหรี่แล้วเสียบไว้ที่หลังหู


 

“ใช่ รบกวนคุณลุงด้วยนะครับ” ไป๋โม่เฉินพูดยิ้มๆ


 

คุณลุงเดินเข้าไปแล้วตะโกนขึ้นไปชั้นบน ไม่นานหัวหน้าใหญ่ก็ลงมา


 

“ใครเรียกฉัน?” หวังอันกั๋วมองไปรอบๆ


 

“พี่ใหญ่ ผมเอง เฉินจื่อ” ไป๋โม่เฉินทักทายจากประตู ส่งสายตาให้หวังอันกั๋ว


 

“นายนี่เอง! ไอ้น้องชาย เข้ามาเถอะ ขอบคุณคุณลุงด้วยนะ น้องชายของฉันจะแต่งงาน เลยมาหาฉันเพื่อซื้อของดี” หวังอันกั๋วพูดพลางมองไปที่ฟู่เยี่ยน น้องชายคนนี้ช่างเก่งจริงๆ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีความสามารถหาสาวงามข้างกายได้แบบนี้!


 

ทั้งสองตามหัวหน้าใหญ่เข้าไป หวังอันกั๋วจับไหล่ไป๋โม่เฉินแล้วดึงไปด้านข้าง

 


“มา น้องชาย เรามาคุยกันสักหน่อย น้องสาว เธอเดินดูรอบๆได้เลย เดี๋ยวฉันจะพาไปโกดัง”


 

“อะไร มีอะไรก็รีบพูดมา” ไป๋โม่เฉินมองไปที่ฟู่เยี่ยนไม่ละสายตา

 


“ฉันได้ยินว่านายปลดประจำการแล้วมาเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ฉันไม่เจอนายที่บ้านเลย ทำไมตอนนี้ถึงมาหาฉันได้! ว่ามาสิ มาทำอะไร แล้วน้องสาวคนนั้นคือใคร?” หวังอันกั๋วยิ้มเจ้าเล่ห์

 


“แฟนผม” ไป๋โม่เฉินพูดอย่างภูมิใจว่า ‘แฟนผม!’


 

“อะไรนะ? แฟนนาย เอาจังดิ?” หวังอันกั๋วรู้จักไป๋โม่เฉินมาตั้งแต่เด็ก รู้ดีว่าเขาไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนมาก่อน


 

“พี่เคยเห็นฉันคุยกับผู้หญิงแบบเล่นๆไหมล่ะ” ไป๋โม่เฉินพูดอย่างจริงจัง


 

“นี่มันเหมือนกับต้นสนออกดอก บ้านเก่าไฟไหม้ นี่มันเรื่องใหญ่” หวังอันกั๋วพูดอย่างแปลกใจ พร้อมกับมองไปที่ฟู่เยี่ยน เพราะเธอสวยมากจริงๆ


 

“พอแล้ว ผมจะไปบ้านเธอ ให้หาของดีๆให้หน่อย” ไป๋โม่เฉินผลักศอกไปที่หวังอันกั๋ว


 

“ไม่มีปัญหา พวกเราเพิ่งได้ของมาจากเผ่าเหมียว ฉันจะพาไปดู” หวังอันกั๋วพูดอย่างจริงจัง

 


“เฉินจื่อ บอกตามตรง ฉันเป็นคนแรกที่ได้เจอน้องสาวคนนี้ใช่ไหม?” หวังอันกั๋วพูดอย่างภาคภูมิใจ


 

“ไม่ใช่”


 

“อะไรนะ? งั้นฉันไม่ใช่คนแรกที่รู้เรื่องนี้สินะ?” หวังอันกั๋วหยุดเดินมองไป๋โม่เฉิน ถ้าเขาพูดมากกว่านี้จะไม่มีของดีแล้ว


 

“พี่เป็นคนที่สอง” ไป๋โม่เฉินไม่สนใจเขา โบกมือให้ฟู่เยี่ยนเข้ามา


 

“คนแรกคือใคร ฉันจะไปหาเขาให้ได้!” หวังอันกั๋วพูดอย่างโกรธเกรี้ยว


 

“คนแรกคือชวนจื่อ ไปหาเขาเองเถอะ” ไป๋โม่เฉินมองหวังอันกั๋วด้วยสายตาเหยียดหยาม

 


“อ๋อ ชวนจื่อ งั้นช่างเถอะ ปากของเขาฉันไม่อยากเสี่ยงเลย น้องสาว ฉันชื่อหวังอันกั๋ว เป็นเพื่อนเก่าของเฉินจื่อ เรียกฉันว่าพี่กั๋วก็ได้” หวังอันกั๋วยิ้มหน้าตาเบิกบาน

 


ฟู่เยี่ยนกำลังจะเปิดปากพูด แต่มองเห็นใบหน้าของหวังอันกั๋วมีเงาดำ เธอรู้ว่านี่เป็นสัญญาณของเคราะห์ร้าย


 

ไป๋โม่เฉินเห็นฟู่เยี่ยนไม่พูดอะไร เขาหันมามองเธอ กำลังจะถาม แต่เมื่อเห็นสายตาของเธอที่กำลังมองหวังอันกั๋ว เขารู้สึกถึงลางไม่ดีบางอย่าง

 


“ฟู่เยี่ยน มีอะไรเหรอ?”


 

“ไป๋โม่เฉิน ฉันจะพูดตรงๆนะ” ฟู่เยี่ยนมองไปที่ไป๋โม่เฉิน


 

“อืม พูดมาเลย พี่กั๋วไม่ใช่คนที่จะรับเรื่องไม่ไหว” ไป๋โม่เฉินตอบ


 

“พี่กั๋ว พรุ่งนี้ตอนเที่ยงพี่จะออกเดินทางใช่ไหม? และพี่จะไปบ้านเกิดใช่ไหม?” ฟู่เยี่ยนพูดตามที่เห็น


 

“ไม่นะ” หวังอันกั๋วแปลกใจ


 

“พรุ่งนี้พี่จะรู้เอง พรุ่งนี้จะมีคนแจ้งว่ามีญาติของพี่เสียชีวิต แล้วพวกพี่จะต้องไปเคารพศพญาติ” ฟู่เยี่ยนพูดต่อ


 

“อะไรนะ? เธอพูดเรื่องไร้สาระขึ้นทุกที บ้านเกิดฉันไม่มีใครแล้ว ฉันไม่เคยไปที่นั่น”

 


“คนนี้เป็นเพื่อนของปู่พี่ เขาเคยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนคนนั้น และครอบครัวของพวกพี่ต้องไปเคารพศพทั้งหมด”


 

“ต่อไปฉันจะบอกสิ่งสำคัญ เมื่อได้รับแจ้งข่าวแล้วอย่ารอช้า ให้รีบไปในวันพรุ่งนี้ช่วงบ่าย จะช่วยป้องกันเคราะห์ร้าย แต่ถ้าล่าช้า จะทำให้บ้านแตก มีคนตาย”



ตอนที่ 182: ความอบอุ่น


 

คำพูดของฟู่เยี่ยนทำให้หวังอันกั๋วถึงกับงง แต่ที่เธอพูดดูจริงจังและน่าเชื่อถือมากจนเขาไม่รู้ว่าควรจะเชื่อดีหรือไม่


 

ไป๋โม่เฉินเห็นหวังอันกั๋วเป็นแบบนั้น จึงเดินเข้าไปพูดเบาๆ

 


“สร้อยลูกประคำที่ฉันเคยมี ฟู่เยี่ยนเป็นคนดูให้”


 

“อะไรนะ? เธองั้นเหรอ?” หวังอันกั๋วทำหน้าตกใจ ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ เขารู้เรื่องนั้นดีและเคยมีส่วนร่วมในการตรวจสอบเม่ยชิง น้าสาวของไป๋โม่เฉิน

 


ไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กหนุ่มอายุแค่18-19ปี จะสามารถตรวจสอบเรื่องนั้นได้ชัดเจนขนาดนั้นโดยไม่ให้เม่ยชิงมีเวลาตั้งตัว


 

“ฉันควรทำอย่างไร?” หวังอันกั๋วเริ่มจริงจัง หากสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดเป็นจริง เขาก็พร้อมจะขอบคุณเธอด้วยความซาบซึ้ง

 


“ทำตามที่ฉันบอก โน้มน้าวทุกคนในบ้านให้เตรียมตัวไปบ้านเกิดทันทีเมื่อได้รับข่าว อย่าหยุดพักระหว่างทาง ฉันเชื่อว่าพี่ทำได้ แต่ถ้ามีใครหยุดพักกลางทาง ฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้ จะช่วยได้แค่พี่คนเดียว” ฟู่เยี่ยนพูดพลางหยิบยันต์คุ้มครองออกมาจากกระเป๋า

 


หวังอันกั๋วกำยันต์ไว้แน่น เขารู้ว่าสิ่งสำคัญคือการโน้มน้าวปู่ ถ้าปู่ไม่ลังเล คนอื่นก็ไม่กล้าขัด


 

“พี่กั๋ว ไม่ต้องกังวล ทำตามที่ฉันบอกก็พอ” ฟู่เยี่ยนพูดปลอบ


 

“ได้ ฟู่เยี่ยน ฉันติดหนี้บุญเธอครั้งใหญ่เลย” หวังอันกั๋วพูดพร้อมรอยยิ้ม

 


“ไปกันเถอะ พาเราไปเลือกของได้แล้ว” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมเตะหวังอันกั๋วเบาๆ


 

“แน่นอน เชิญข้างในเลย!” หวังอันกั๋วตอบอย่างอารมณ์ดี


 

ของที่ร้านสหกรณ์เป็นของที่หายากจากเผ่าเหมียว มีทั้งเสื้อผ้าขนสัตว์ เสื้อไหมพรม อาหารอย่างขนมปัง ขนมช็อกโกแลต และวอดก้า ไป๋โม่เฉินเลือกของหลายอย่าง ส่วนฟู่เยี่ยนเลือกเสื้อโค้ทไว้หลายตัว แต่มีแค่ของผู้หญิง

 


“ทำไมถึงขายเสื้อโค้ทในหน้าร้อน?” ไป๋โม่เฉินสงสัย


 

“แต่อีกไม่นานก็หมดหน้าร้อน ขืนรอถึงหน้าหนาวก็ไม่เหลือแล้ว รีบเลือกเถอะ” หวังอันกั๋วตอบ

 


ทั้งสองคนเลือกซื้อเสื้อผ้าและอาหารจนเต็มที่ หวังอันกั๋วไม่รับเงิน เพราะต้องการตอบแทนฟู่เยี่ยน


 

“พรุ่งนี้ผมจะเอาเงินไปให้ที่บ้าน พร้อมดูสถานการณ์ด้วย” ไป๋โม่เฉินพูด

 


“ถ้าให้เงินฉันก็เท่ากับดูถูกฉันนะ!” หวังอันกั๋วโวยวาย


 

“พี่กั๋ว เรื่องนี้ต้องแยกกัน อย่าปฏิเสธเลย” ฟู่เยี่ยนพูดเสริม


 

สุดท้าย ทั้งสองคนใช้จักรยานขนของกลับบ้านฟู่เยี่ยน


 

ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าการเอาของไปเยอะเกินไป จะทำให้พ่อแม่เข้าใจผิด


 

“ของเยอะขนาดนี้ เอาไปแค่บางส่วนพอ ที่เหลือเอาไว้ที่บ้านของพี่เถอะ” ฟู่เยี่ยนพูด

 


“ไม่ต้องห่วง ถ้ามีของอีก ฉันจะซื้อเพิ่มให้พวกคุณปู่เอง ช็อกโกแลตพวกนี้เก็บไว้นานไม่ได้ เอาให้ฟู่เหยากินดีกว่า” ไป๋โม่เฉินตอบ


 

“เขากินจนฟันจะผุ น้ำหนักตัวจะเกินอยู่แล้ว แค่ตุ๊กตาแม่ลูกดก เขาก็ชอบมากแล้ว” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมหัวเราะ

 


ไป๋โม่เฉินจ้องมองฟู่เยี่ยนด้วยรอยยิ้ม


 

“มีอะไรเหรอ?” ฟู่เยี่ยนถาม


 

“ไม่มีอะไร แค่รู้สึกว่ามีเธออยู่ด้วยมันดีจริงๆขอบคุณนะ” ไป๋โม่เฉินรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับมาก่อน มันเป็นความรู้สึกเหมือนกับมีครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวกัน


 

ฟู่เยี่ยนรู้ว่าไป๋โม่เฉินขาดความอบอุ่นจากครอบครัว เธอจึงอยากให้เขารู้สึกอบอุ่นและเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเธอ

 


ทั้งสองคนขนของกลับบ้านฟู่เยี่ยน ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยตกใจเมื่อเห็นของมากมายขนาดนี้


 

“แค่ทานข้าวเย็นด้วยกันก็พอ ทำไมต้องซื้อของมาเยอะแยะขนาดนี้ล่ะ?” หวังซู่เหมยถาม

 


“ผมมีเพื่อนที่ร้านสหกรณ์ เขาอยากตอบแทนที่ฟู่เยี่ยนดูดวงให้ เลยให้เราเลือกของจากในสหกรณ์มาก่อน ได้ของดีๆมามากมายเลยครับ” ไป๋โม่เฉินตอบอย่างสบายใจ

 


“แต่ฟู่เยี่ยน ตอนนี้ลูกเป็นนักศึกษาแล้ว อย่าไปดูดวงให้ใครง่ายๆมันไม่ดี” หวังซู่เหมยพูด

 


“แม่ หนูรู้แล้วค่ะ” ฟู่เยี่ยนตอบ

 


“เอาล่ะ เข้าใจแล้วก็ดี” หวังซู่เหมยพูดพลางดีดหน้าผากฟู่เยี่ยน

 


ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวได้ยินเสียงจึงออกมาดู


 

“พวกเธอไปไหนกันมา ทำไมมีของเยอะแยะขนาดนี้?” ฟู่เซินถาม


 

“พอดีมีของดีๆมา ฉันเลยซื้อไว้เยอะ” ไป๋โม่เฉินตอบ

 


“พี่ พี่มาพอดีเลย ฉันเลือกเสื้อโค้ทและเสื้อไหมพรมมาให้พวกพี่คนละชุด มาดูสิ” แต่เดิมผู้หญิงชื่นชอบเสื้อผ้าอยู่แล้ว


 

ฟู่ต้านีและหวังซู่เหมยต่างก็เดินมาดูด้วยเช่นกัน ฟู่เวยและฟู่หรงยังตัวเล็กเกินไป ยังใส่เสื้อผ้าชุดใหญ่แบบนี้ไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องซื้อไหมพรมมาถักเสื้อให้พวกเธอใหม่


 

“เอ๋ นี่มันอะไรกัน พวกเธอสองคน?” ฟู่เหมี่ยวพูดเสียงเบา


 

“ยังจะอะไรได้อีก ดูเสี่ยวไป๋เขาสิ เอาของมาเสียเยอะแยะเลย” หวังซู่เหมยชื่นชอบว่าที่ลูกเขยคนนี้มาก นับว่าเขามีสายตาเฉียบแหลม


 

“แม่ ของแค่ไม่กี่อย่างก็ซื้อแม่ได้แล้วหรอ!” ฟู่เหมี่ยวต้องรีบกู้หน้าให้วังจื่อหยวน


 

“จื่อหยวนก็เป็นเด็กดีเช่นกัน ทุกครั้งที่มาหาพวกเราก็มักจะมีของทุกไม้ติดมือมาเสมอ ฉันว่าความยุติธรรมของพี่สะใภ้เริ่มจะสั่นคลอนเสียแล้วสิ!” ฟู่ต้านีแกล้งแซว


 

“แม่ไม่ได้เห็นเงินแล้วตาบอดนะ! ฮ่าฮ่า” หวังซู่เหมยแซวตัวเอง ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา


 

“แม่ แม่สวมสีกาแฟสิ สีเขียวเข้มเข้ากับอาหญิงมากกว่า” ฟู่เหมี่ยวเลือกสีได้เก่งมาก


 

“เสี่ยวฉุ่ยสายตาเฉียบแหลมมาก อาก็คิดว่าสีเขียวเข้มสวย แต่พอจับคู่กับเสื้อไหมพรมสีดำตัวนี้ทำให้สีมันดูเข้มไปหน่อย พรุ่งนี้อาจะรีบถักเสื้อไหมพรมสีขาวขึ้นมา พี่สะใภ้ สีกาแฟเข้าคู่กับสีขาว ฉันรจะรีบถักเสื้อโดยเร็วที่สุด”


 

“งั้นฉันจะรอนะ! ฉันนี่ช่างโชคดีจริงๆ”


 

“เสี่ยวฮั่ว เธอสวมสีนี้สิ สีขาวครีมมันเปื้อนง่าย” ฟู่เหมี่ยวชอบสีขาวครีมเช่นกัน แต่เธอกลัวมันเปื้อนง่าย


 

“พี่ แค่ใช้ยันต์ทำความสะอาดแผ่นเดียวก็สวยเหมือนใหม่แล้ว พี่เอาไปสวมสิ ฉันชอบสีกากี อาหญิง หนูขอเสื้อไหมพรมสีขาวหนึ่งตัวด้วยนะคะ”


 

“ได้สิ เสี่ยวฉุ่ยสวมสีดำไปนะ อาไม่ถักให้เธอแล้ว!”


 

“ไม่ได้นะคะ หนูก็อยากได้เหมือนกัน หนูอยากได้สีแดง!”


 

“ได้ๆ งั้นพรุ่งนี้อาคงต้องรีบไปซื้อไหมพรมแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่ทันใส่ปีนี้แน่นอน” ฟู่ต้านียิ้มรับ


 

ทำให้บรรยากาศภายในบ้านเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะ




ตอนที่ 183: ลิ้มรสเหล้า


 

วังจื่อหยวนไม่เคยคาดคิดเลยว่าแค่การมากินมื้อเย็นครั้งนี้จะได้เจอกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งขนาดนี้ แน่นอนว่าฟู่ต้าหย่งสามารถดื่มได้เก่งอยู่แล้ว ต่อให้ก่อนหน้านี้ดื่มไม่เก่ง แต่พอเขาหมักเหล้ามาหลายปี ทำให้ความสามารถในการดื่มของเขาพัฒนาขึ้นอย่างมาก ทว่าทำไมไป๋โม่เฉินถึงดื่มเก่งขนาดนี้ล่ะ?


 

“จื่อหยวน เป็นไงบ้าง? ยังดื่มไหวไหม?” ฟู่เซินเริ่มพูดลิ้นพันกันเล็กน้อย


 

วังจื่อหยวนมองฟู่เซิน เจ้าหมอนี่ฉลาดจริงๆ พอเห็นว่าสู้ไป๋โม่เฉินไม่ได้ก็ทำท่าเหมือนเมา เอาล่ะ งั้นเราก็ทำตามบ้าง เพราะตอนนี้เขาดื่มไม่ไหวแล้วจริงๆ

 


“ไม่ไหวแล้วไม่ไหวแล้ว ฟู่เซิน ว่าแต่ทำไมฉันเห็นนายเป็นสองคนล่ะ? อย่าขยับสิ ขยับแล้วฉันเวียนหัว” วังจื่อหยวนไม่ได้แกล้งทำ เพราะต่อให้อยากแกล้งทำตอนนี้ก็คงสายไปแล้ว

 


“พ่อ เขาหลับไปแล้ว” ฟู่เซินกลับมามีสติชัดเจนอีกครั้ง เจ้าหมอนี่ ไอ้เขาก็คิดว่าแกล้งเมา ที่แท้เมาจริงเสียได้


 

“ลูกพาจื่อหยวนไปนอนที่ห้องเถอะ อย่าลืมเทน้ำไว้ให้เขาดื่มสักหน่อย มาเถอะเสี่ยวไป๋ เรามาดื่มกันต่อ” ฟู่ต้าหย่งยังคงไม่หนำใจ เขาอยากจะทดสอบความสามารถในการดื่มของเด็กหนุ่มคนนี้ให้ถึงที่สุด


 

“คุณลุงครับ เราเลิกดื่มเถอะ ผมเริ่มไม่ไหวแล้ว” ไป๋โม่เฉินเห็นฟู่เยี่ยนส่งสายตามาจากในห้องไม่หยุด


 

“เจ้าเด็กนี่ อย่ามาทำเป็นแกล้งเมา มาดื่มอีกแก้ว อย่ามองว่าลุงอายุเยอะเชียว เรื่องดื่มนี่นายยังไม่เก่งเท่าลุงหรอก” ฟู่ต้าหย่งก็เมาแล้วเช่นกัน แต่ความสามารถที่สั่งสมมาหลายปียังคงอยู่


 

ไป๋โม่เฉินไม่มีทางเลือก เขาจึงต้องเทเหล้าอีกแก้ว นี่คือเหล้าขาวที่บ้านของเขาต้มเอง เพราะวอดก้าสองขวดที่เอามาได้ถูกดื่มไปหมดแล้ว


 

ถ้าไม่ต้องเทียบกับไป๋โม่เฉิน วังจื่อหยวนก็ยังถือว่าเป็นนักดื่มอยู่ เพียงแต่เขาไม่คาดคิดว่าตัวเองจะได้มาเจอกับไป๋โม่เฉินและครอบครัวของฟู่ต้าหย่งที่เป็นนักดื่มตัวยงยิ่งกว่าเขา

 


หวังซู่เหมยและคนอื่นในบ้านคอยสังเกตการณ์ ฟู่เหมี่ยวเห็นวังจื่อหยวนถูกพาไปนอน เธอก็เดินตามไปดู


 

“ลูกดูพ่อของลูกสิ ไม่มีมาดของผู้ใหญ่เลย รู้ว่าตัวเองดื่มสู้เสี่ยวไป๋ไม่ได้ก็ยังจะคะยั้นคะยอดื่ม ดูสิเขาต้องเป็นงานมานั่งพัดให้พ่อของลูกอีก พ่อของลูกดื่มจนเมาแล้วก็ยังอยากดื่มต่อ ตาแก่คนนี้มันหัวดื้อจริง!” หวังซู่เหมยเล่นตุ๊กตาแม่ลูกดกกับฟู่เหยาพลางนั่งบ่นไปด้วย


 

“แม่, ตาแม่, เร็วเข้า” ฟู่เหยาเริ่มพูดคล่องแล้ว

 


“รู้แล้ว นี่ตาแม่”

 


“แม่ ไม่เห็นพ่อเป็นแบบนี้มานานแล้วนะคะ” ฟู่เยี่ยนอมยิ้ม


 

“พ่อของลูกน่ะ ครั้งก่อนเขาเห็นเสี่ยวไป๋รอลูกอยู่ที่ประตูหลัง พอกลับมาก็ทำเป็นหงุดหงิดจนแม่ต้องบ่นไปยกหนึ่ง ตอนนี้ถึงได้ดีขึ้นแล้ว อีกไม่นานลูกก็จะอายุ18ปีแล้ว ใกล้ถึงวัยมีคู่ครองแล้ว ไม่อย่างนั้นกว่าจะมีอีกทีคงเหลือแต่คนไม่เอาถ่าน” หวังซู่เหมยเปิดเผยความคิดของเธอออกมา


 

ฟู่เยี่ยนตกตะลึง อะไรกันนี่ พ่อเห็นตั้งแต่แรกแล้วหรือเนี่ย!


 

ตอนแรกเธอยังคิดว่าพ่อจะไม่รู้ไม่เห็นเสียอีก แล้วนี่แม่คิดแบบนี้จริงเหรอ? แนวคิดของแม่ใหม่มาก! ถ้ารู้แบบนี้ ตอนสายเธอคงไม่ต้องปวดหัวเพราะเอาแต่คิดเรื่องนี้หรอก!


 

“แม่คิดแบบนี้จริงเหรอ? หนูก็นึกว่าแม่กับพ่อจะไม่ชอบใจเสียอีก” ฟู่เยี่ยนพูดตามตรง


 

“ตอนที่พี่สาวของลูกคบกับจื่อหยวน ถ้าตอนนั้นอยู่ในหมู่บ้านก็คงได้แต่งงานกันไปแล้ว แต่เพราะทั้งสองสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ จึงยังไม่ได้แต่งงานกัน คนเราน่ะมีช่วงเวลาเยาว์วัยแค่ไม่กี่ปี หากพ้นช่วงวัยนี้ไปก็คงเหลือแต่พวกไม่ถูกเลือกแล้วล่ะ” คำพูดของหวังซู่เหมยกระแทกใจทุกคำ

 


ฟู่เยี่ยนกลืนน้ำลาย ดูเหมือนว่าเธอจะประเมินความคิดของแม่ต่ำไป เพราะแม่ของเธอหัวสมัยใหม่มาก ซึ่งอันที่จริงเธอก็พอเข้าใจได้ เพราะหวังซู่เหมยเองก็มีฟู่ซินตอนอายุ18ปี


 

“แม่คะ แล้วแม่ไม่กังวลเรื่องงานแต่งงานของพี่ใหญ่กับพี่รองบ้างเหรอ?” ฟู่เยี่ยนสงสัย

 


“ฮึ ดูท่าว่าคงยากที่แม่จะได้เป็นแม่สามีใครในเร็วๆนี้แล้ว พี่ใหญ่ของลูกนั่นคงต้องพึ่งการแนะนำ แม่บอกอาสะใภ้รองของลูกไว้แล้ว เธอบอกว่าจะช่วยดูให้ ส่วนพี่รองของลูกน่ะ ดูเขาสิ ลูกคิดว่าจะมีผู้หญิงที่ไหนอยากคบกับเขา?”


 

“เขายังไม่โตเลย แม่ว่าจนกระทั่งลูกกับเสี่ยวฉุ่ยมีหลานวิ่งเล่นเต็มบ้านให้แม่ได้แล้ว เขาก็คงยังโสดอยู่ เขาน่ะไม่ยอมโตสักที”


 

หวังซู่เหมยพูดถูก เพราะฟู่เซินจะได้แต่งงานตอนอายุ30ปี แต่ที่เขาแต่งงานช้าไม่ใช่เพราะเขาหาคู่ไม่ได้ แต่เป็นเพราะเขามีคู่มากเกินไป

 


ถ้าให้เปรียบเปรยเรื่องความรักของฟู่เซิน คงเปรียบได้ดั่งคำพูดที่ว่า ‘ป่านั้นมีความงามมากมาย ต้องเที่ยวชมให้ทั่วก่อนถึงจะเลือกหยุดพัก’ แม้จะพูดอย่างนั้น แต่เขาจะไม่คบใครจริงจังกระทั่งเขาอายุ28ปี และเมื่อเขาเจอรักที่แท้จริงแล้ว เขาถึงจะยอมหยุดอยู่ที่เธอคนนั้น


 

ที่ด้านนอกห้อง ไป๋โม่เฉินกำลังดื่มกับฟู่ต้าหย่งอีกแก้ว


 

“เอาล่ะ เสี่ยวไป๋ นายเก่งมาก เรื่องดื่มนี่ไม่เลวเลยนะ วันนี้ลุงมีอะไรจะบอกนาย ต้องจำให้ดี” ฟู่ต้าหย่งยังมีสติอยู่บ้างเล็กน้อย


 

“คุณลุงพูดมาเถอะครับ ผมจะตั้งใจฟังและจำไว้” ไป๋โม่เฉินนั่งตัวตรง ทำท่าทางจริงจัง และในใจของเขาก็คิดแบบนั้นเช่นกัน


 

“เสี่ยวฮั่วเป็นลูกสาวลุง ลุงรู้จักนิสัยเธอดี แม้ภายนอกดูเหมือนเย็นชา แต่ที่จริงแล้วเธอเป็นคนใจดีและรักสัตว์มาตั้งแต่เด็ก ตอนเธออายุประมาณสามสี่ขวบ ลุงขึ้นเขาไปล่ากระต่ายแล้วนำกลับมาให้เธอเลี้ยง เธอเลี้ยงจนมันออกลูกเต็มไปหมด และไม่ยอมให้เรากินมันด้วยนะ”


 

“ต่อมาเธอเรียนรู้ศาสตร์อภิปรัชญาด้วยตนเองและประสบความสำเร็จกลายเป็นคนมีความสามารถ ตอนนั้นลุงนอนไม่หลับทั้งคืน กลัวว่าเธอจะมีชะตากรรมลำบากเหมือนชะตาของซินแสและหมอดูคนอื่น แม้เธอจะเป็นลูกสาวของลุง แต่บางคนนั้นเกิดมาเป็นเหมือนนกอินทรีที่โบยบินบนท้องฟ้า นกอินทรีหากถูกขังในบ้านก็ไม่อาจกลายเป็นนกกระจอกที่เลี้ยงให้เชื่องได้ ดังนั้นถ้านายรักเธอจริง อย่าขัดขวางเธอ”

 


“นายต้องสนับสนุนเธอ หากนายทำไม่ได้ หลังจากออกประตูบานนี้ไป เมื่อนายกลับมาที่นี่อีกครั้ง เราจะยังคงมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน”

 


ฟู่ต้าหย่งใช้ฤทธิ์เหล้าพูดความในใจออกมา เสี่ยวฮั่วแตกต่างจากคนอื่น เขาไม่อยากให้ลูกสาวของเขาต้องมาถูกกักขังอิสระเพียงเพราะคำว่า ‘ครอบครัว’

 


ลูกสาวของเขาต้องเป็นดั่งนกอินทรีบนฟ้า

 


“คุณลุงวางใจเถอะครับ ไม่ว่าเสี่ยวฮั่วจะทำอะไร ผมจะสนับสนุนเธอเสมอ และผมจะเป็นกำลังใจให้เธอ เธอชอบอะไร ผมก็จะชอบด้วย เธอไม่อยากทำอะไร ผมจะทำแทน ฉะนั้นคุณลุงวางใจเถอะครับ ในเมื่อผมมาถึงบ้านของลุงแล้ว ผมจะไม่ออกไป”


 

ทั้งคู่เปิดอกพูดคุยกัน ฟู่ต้าหย่งพอใจมาก เขาเดินเตร่ไปสวนหลังบ้าน เมื่อวานมีฝนตกใส่บ่อน้ำ เขาจึงจะตกปลาในสระน้ำ


 

ส่วนไป๋โม่เฉินเก็บกวาดโต๊ะ หวังซู่เหมยเห็นแบบนั้นจึงผลักฟู่เยี่ยนให้ไปช่วยเขา


 

สองแม่ลูกได้ยินคำพูดเมื่อครู่นี้อย่างชัดเจน และไป๋โม่เฉินก็แสดงจุดยืนของเขาให้พวกเธอเห็นแล้วเช่นกัน

 


“เสี่ยวฮั่ว พ่อรักลูกมากที่สุดก็จริง แต่เขาก็กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับลูกมากที่สุดเช่นกัน เรื่องระหว่างลูกกับเสี่ยวไป๋น่ะ หากตัดสินใจกันได้แล้วก็รีบตัดสินใจเถอะ ลูกจะแต่งงานกันเมื่อไหร่ก็แล้วแต่พวกลูกเลย” แม้หวังซู่เหมยจะบอกว่ามันคือความกลัวของฟู่ต้าหย่ง แต่แท้จริงแล้วในใจของเธอก็เป็นกังวลเรื่องพวกนี้เช่นกัน


 

เพราะคนในแวดวงอภิปรัชญามักมีชะตาอาภัพรักและทรัพย์สิน หากสามารถตัดสินใจเรื่องแต่งงานได้เร็ว ก็เท่ากับว่าช่วยปลดเปลื้องความกังวลใจของเธอได้แล้ว แม้ว่าเธอยังไม่อยากให้ลูกแต่งงานเร็ว แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ลูกสาวต้องเดียวดายไปตลอดชีวิต

 


“แม่ใจร้อนเกินไป พวกหนูเพิ่งคบกันไม่กี่วันเอง หนูยังไม่อยากออกจากบ้าน ยังอยากอยู่บ้านกับพ่อกับแม่ไปนานๆ” ฟู่เยี่ยนเข้าใจความหมายของแม่ แต่แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ


 

“ก็ได้ งั้นปีนี้ศึกษาดูใจกันไปก่อน แต่อย่าปล่อยให้มันยืดยาวเกินไป เรื่องนี้ไม่ต้องเจรจาอะไรหรอก แม่จะบอกเสี่ยวไป๋เอง” หวังซู่เหมยพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 


“งั้นเขาคงดีใจตาย” ฟู่เยี่ยนพึมพำ



ตอนที่ 184: จับปลาด้วยตาข่ายเดียว


 

ฟู่เยี่ยนกับไป๋โม่เฉินเก็บจานชามไปล้างจนเสร็จ แม้ว่าใบหน้าไป๋โม่เฉินจะเริ่มแดง แต่เขายังคงมีสติดี


 

“เสี่ยวไป๋ มานี่หน่อย ป้ามีเรื่องจะคุยด้วย” หวังซู่เหมยเรียกเขาเข้าไปในบ้าน


 

ฟู่เยี่ยนเริ่มกังวล เพราะกลัวว่าแม่จะพูดเรื่องหมั้นหมายกับเขาในตอนนี้! แบบนั้นไม่ได้นะ


 

ไป๋โม่เฉินตอบรับและเดินเข้าไปในบ้าน เขาเคยเป็นทหารหน่วยรบพิเศษ ทักษะการได้ยินของเขาจึงยอดเยี่ยมมาก พอรู้ว่ามีเรื่องดีแบบนี้ก็กระตือรือร้นทันที


 

ใบหน้าของเขาแฝงด้วยรอยยิ้มกริ่ม ฟู่เยี่ยนเห็นแล้วก็รู้ว่าเขาได้ยินทุกอย่างเลยแอบหยิกแขนเขาไปหนึ่งที!


 

แต่ไม่ว่าเธอจะออกแรงมากเท่าไรก็ไม่ได้ผล มิหนำซ้ำกลับถูกไป๋โม่เฉินจับมือไว้ ทำให้ฟู่เยี่ยนหน้าแดงทันที


 

“ปล่อยฉันสิ...พี่นี่มัน……จริงๆเลย” ฟู่เยี่ยนพูดไม่ทันจบก็กลืนคำที่จะพูดลงคอไป เพราะแม่กำลังรออยู่ในบ้าน

 


เมื่อทั้งสองเข้ามาในบ้านก็ปรับท่าทางให้เป็นทางการ แต่หวังซู่เหมยเป็นใครกัน? เธอเห็นทุกอย่างตั้งแต่แรกแล้ว เธอคิดว่าข้อเสนอของตนนั้นเหมาะสมดี เพราะดูแล้วไป๋โม่เฉินเป็นดั่งฟืนประทุไฟ


 

ส่วนเรื่องของเสี่ยวฉุ่ยกับวังจื่อหยวนก็ต้องใส่ใจด้วย แม้จะมีฟู่เซินคอยดูอยู่ แต่เรื่องนี้ไม่มีใครรับรองได้ ฉะนั้นเธอต้องให้ฟู่เซินคอยจับตาดูสองคนนั้นให้ดี


 

ไป๋โม่เฉินไม่คาดคิดว่าท่าทางไม่ระวังของเขาจะทำให้วังจื่อหยวนโดนขุดหลุมดักไปด้วย


 

ถ้าวังจื่อหยวนรู้ เขาคงพูดว่า: ขอบคุณนะ!


 

“เสี่ยวฮั่ว ไปดูทีว่าพ่อของลูกไปไหนแล้ว ไม่ใช่เมาแล้วไปทะเลาะกับใครที่หัวมุมถนนเข้านะ” หวังซู่เหมยหาข้ออ้างให้ฟู่เยี่ยนแยกตัวออกไป


 

เดิมทีฟู่เยี่ยนไม่อยากไป แต่หวังซู่เหมยมองตาเธอจนเธอต้องยอมออกไป และเธอไม่ลืมที่จะพาฟู่เหยาไปด้วย


 

“พี่, ตุ๊กตา, แมว”


 

“แมว? นายหมายถึงอยากได้ตุ๊กตาแม่ลูกดกรูปแมวอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนพยายามเข้าใจความคิดของน้องชาย


 

ฟู่เหยาพยักหน้า เด็กน้อยอยากได้ตุ๊กตาที่เหมือนวั่งไฉ


 

“ได้สิ พี่จะลองคิดหาวิธีดู ถ้าพี่คิดออกแล้วจะทำให้นะ” ฟู่เยี่ยนลูบหัวฟู่เหยา


 

ทั้งสองเดินไปยังสวนหลังบ้าน แต่ยังไม่ทันได้เข้าไปก็ได้ยินเสียงคนเหวี่ยงบางอย่าง ทั้งยังมีเสียงคนร้องตกใจดังขึ้นมาด้วย ที่แท้ฟู่ต้าหย่งเมาแล้วไปทอดตาข่ายจับปลานี่เอง นี่คือตาข่ายที่จางเหว่ยนำมาให้คราวก่อน


 

“พ่อ เต่าตัวเมื่อครั้งที่แล้วติดตาข่ายขึ้นมาอีกแล้ว” เสียงฟู่เซินดังขึ้น


 

“พ่อ แย่แล้ว เต่ากัดตาข่าย ในตาข่ายยังมีทั้งปูและกุ้งด้วย” นี่เป็นเสียงของฟู่เหมี่ยว


 

ฟู่เยี่ยนได้ยินก็รู้สึกผิด เพราะครั้งที่แล้วเธอเป็นคนปล่อยมันลงไปเอง แต่ไม่คิดว่าจะมีปูหลุดเข้าไปด้วย!


 

“พ่อ พ่อจับปลาได้บ้างไหม?” ฟู่เยี่ยนโผล่หัวเข้าไปถาม


 

“พ่อเสียอย่าง มีหรือจะจับปลาไม่ได้? รีบไปเอาถังมาเร็วเข้า เย็นนี้เราจะกินหม้อไฟปลารสเผ็ดกัน”


 

“พ่อ อากาศแบบนี้กินหม้อไฟจะไม่ร้อนแย่เหรอ?” ฟู่เซินค้าน


 

“ถ้าไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน จะกินอะไรก็ตามใจ” ฟู่ต้าหย่งไม่เคยตามใจฟู่เซินอยู่แล้ว เพราะยิ่งตามใจ ลูกชายคนนี้ยิ่งเกเร

 

“งั้นผมจะเงียบปากแล้วกัน”

 

ฟู่เยี่ยนกับฟู่เหมี่ยวไปเอาถังมาสองใบ สองพี่น้องเอาปลาใส่ลงไปทั้งหมด

 


“เรากินไม่หมดหรอก เอาปลาบางส่วนปล่อยกลับไปเถอะ” ฟู่ต้าหย่งจับปลาทีละตัวแล้วปล่อยลงไปในน้ำ เหลือเพียงปลาสี่ตัวใหญ่



ฟู่เยี่ยน ฟู่เซิน ฟู่เหมี่ยวและฟู่เหยาพร้อมใจกันคิดว่า: ……แล้วแต่พ่อเลย!


 

ไม่นาน ไป๋โม่เฉินก็เดินมาหา


 

“เสี่ยวไป๋มาได้จังหวะดีเลย นายทำปลาเป็นไหม? ช่วยจัดการปลาสองตัวนี้ที เราจะกินปลาในตอนเย็นนี้กัน ส่วนอีกสองตัวนายกับจื่อหยวนแบ่งกันไปคนละตัว” ฟู่ต้าหย่งยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกพอใจในตัวไป๋โม่เฉิน


 

“ผมทำเป็นครับ คุณลุงยกให้ผมจัดการเถอะ” ไป๋โม่เฉินรับปลามาแล้วเตรียมจะลงมือทันที

 


“เฉินจื่อ นายทำปลาเป็นด้วยเหรอ?” ฟู่เซินถามด้วยความสงสัย


 

“เป็นสิ เวลาเดินลาดตระเวนในป่า หากทำของพวกนี้ไม่เป็นก็ต้องอด สถานการณ์บีบบังคับให้ต้องทำเป็นน่ะ มันก็ไม่ได้ยากอะไร มา เทน้ำลงมาล้างมันหน่อย” ไป๋โม่เฉินคล่องแคล่วมาก เขาทำปลาได้อย่างรวดเร็ว


 

ฟู่เซินยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกชื่นชม ไป๋โม่เฉินเป็นคนมีความสามารถ เขาทั้งดื่มเก่ง ฆ่าปลาเป็น แถมยังเรียนดีอีกด้วย ยิ่งรูปร่างก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง กล้ามเนื้อเต็มตัว เป็นที่น่าอิจฉาสำหรับเด็กหนุ่มจริงๆ


 

ฟู่เหมี่ยวสะกิดฟู่เยี่ยนแล้วส่งสัญญาณด้วยสายตา


 

“นี่ เธอกับเขาไปแอบซุ่มคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกใครเลย พอเขามา วังจื่อหยวนก็สู้เขาไม่ได้แล้ว ฉันว่าต่อไปเขาต้องลำบากแน่ๆ”


 

“พี่จื่อหยวนเขาก็ดีเหมือนกัน พี่อย่าไปกดดันเขาเลย” ฟู่เยี่ยนเย้าหยอก


 

“เธอเข้าใจผิดแล้วล่ะ แรงกดดันมาจากเขาคนนี้ต่างหาก ฉันว่าวังจื่อหยวนคงต้องตื่นพรุ่งนี้แน่ๆ” ฟู่เหมี่ยวพูดติดตลก


 

“ฟู่เหมี่ยว อีกเดี๋ยวจื้อหย่วนก็ตื่น เธอเอาน้ำส้มสายชูให้เขาดื่มแก้เมาสิ” ไป๋โม่เฉินพูดพลางจัดการปลาที่ฆ่าเสร็จแล้ว ก็นำไปเข้าครัว


 

ฟู่เหมี่ยวได้ยินเช่นนั้นก็รีบไปเตรียมตามที่เขาแนะนำ ฟู่เยี่ยนเห็นโอกาสจึงตามไป เธออยากรู้ว่าหวังซู่เหมยพูดอะไรกับไป๋โม่เฉิน


 

แต่ไม่ว่าเธอจะถามอย่างไร ไป๋โม่เฉินก็ไม่ยอมบอกเธอ เขายังอยากได้สาวงามมาแนบกายโดยเร็ว ฉะนั้นเขาจะไม่ยอมให้ฟู่เยี่ยนมาทำลายมัน แม้เธอจะเป็นสาวงามคนนั้นที่เขาหมายถึงก็ตาม เพราะเขาต้องทำตามคำสั่งของแม่ยายอย่างเคร่งครัด!

 


ฟู่เยี่ยนรู้สึกผิดหวัง เธอคิดว่าแม่จะต้องพูดเรื่องนั้นแน่ๆ แม่อยากให้เธอแต่งงานออกไปเร็วขนาดนี้เลยเหรอ!


 

แต่ที่จริงแล้วมันเป็นความเข้าใจผิดใหญ่โต ถึงหวังซู่เหมยจะรีบร้อน แต่เธอก็ไม่ได้รีบขนาดที่จะต้องจัดงานแต่งภายในวันสองวันนี้ เธอกับไป๋โม่เฉินคุยกันถึงเรื่องวันเสาร์ที่จะถึง เพราะมันคือวันเกิดของฟู่เยี่ยน และไป๋โม่เฉินได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญ


 

ตกเย็น วังจื่อหยวนก็ตื่นจริงๆ หลังจากกินอาหารเย็นกันแล้ว พวกเขาทั้งสองคนก็ขอตัวลากลับบ้าน โดยพวกเขาถือปลาไปคนละตัว


 

ฟู่เยี่ยนมีเรื่องจะพูดกับไป๋โม่เฉิน วันพรุ่งนี้พวกเขาต้องไปคุยเรื่องร้านกับเมิ่งอ้ายชวน และเธอต้องเอาหยกไปเจียร เธอตั้งใจว่าจะนำหยกจักรพรรดิชิ้นนั้นมาเป็นของขวัญให้แม่ของเธอ


 

วันเกิดลูกเกือบคล้ายวันตายแม่ ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ต้องแสดงความรักของเธอที่มีต่อแม่เสียหน่อย ถึงอย่างไรหยกพวกนี้ก็เป็นมรดกของพ่อเธอ เธอแค่ช่วยนำมันไปเจียรเท่านั้น


 

“พรุ่งนี้พี่ไปเองเถอะ เราไปเจอกันที่ร้าน ไม่ต้องมาที่นี่” ฟู่เยี่ยนบอกไป๋โม่เฉิน


 

“พรุ่งนี้เราไปเจอกันสายหน่อยนะ วันนี้ฉันต้องกลับไปดูบ้านที่ฐานทัพ ไหนจะเรื่องของกั๋วจื่อที่ต้องไปดู พรุ่งนี้ฉันอาจจะช้าหน่อย เดี๋ยวฉันมารับเธอเอง” ไป๋โม่เฉินพูด


 

“งั้นก็ดี พี่รีบกลับไปเถอะ จะได้ไม่พลาดเที่ยวรถ เรื่องที่บ้านกั๋วจื่อก็แค่ทำตามที่ฉันบอก ไม่มีทางพลาดแน่นอน” ฟู่เยี่ยนมั่นใจ

 

ทว่าไป๋โม่เฉินยังคงยืนนิ่ง ฟู่เยี่ยนจึงเริ่มสงสัย

 

“รีบไปสิ มีอะไรอีกเหรอ?” ฟู่เยี่ยนถามด้วยสายตาแวววาว

 

“วันนี้ฉันทำได้ดีไหม? ไม่ให้รางวัลหน่อยเหรอ? ฉันดื่มจนแย่เลยนะ เพราะคุณลุงนี่ดื่มเก่งจริงๆ!” ไป๋โม่เฉินทำท่าทางลูบอกอย่างอ่อนแอ


 

“พี่อยากได้รางวัลอะไร?” ดูก็รู้ว่าเขาไม่ได้คิดดี


 

“หอมแก้มฉันหน่อยสิ” ไป๋โม่เฉินชี้ที่แก้มตัวเอง

 


ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ พี่สาวของเธอไปส่งวังจื่อหยวนแล้ว คงจะกลับมาเร็วๆนี้ เอาเถอะ เธอยอมก็ได้ ไม่อย่างนั้นคงต้องยืดเยื้อกันอยู่ที่นี่แน่นอน


 

“พี่มาทางนี้ มาตรงนี้สิ” ฟู่เยี่ยนมั่นใจว่าพี่สาวยังไม่กลับ


 

ไป๋โม่เฉินจึงเข้าไปใกล้ ฟู่เยี่ยนหอมแก้มเขาอย่างรวดเร็วแล้วรีบเดินออกไป

 


ไป๋โม่เฉินลูบแก้มของตัวเอง แม้เขาจะยังไม่หนำใจ แต่แค่นี้ก็ดีแล้ว วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับเขาเลย!

 


เขาลูบแก้มขณะเดินไปข้างหน้า แต่ยังไม่ทันเลี้ยวก็ได้ยินเสียงจากซอยอีกฝั่ง เขากำลังจะไปดูก็ได้ยินเสียงวังจื่อหยวนพูด


 

เขาหัวเราะอย่างเข้าใจ แล้วหิ้วปลากลับบ้านไปอย่างอารมณ์ดี



ตอนที่ 185: เรื่องราวในครอบครัว


 

เมื่อไป๋โม่เฉินกลับถึงบ้านก็พบว่าครอบครัวกำลังเริ่มกินอาหารเย็นกันพอดี เขามองนาฬิกา นี่ก็ทุ่มครึ่งแล้ว


 

ตามตารางเวลาของปู่ พวกเขาไม่น่าจะกินมื้อเย็นกันเวลานี้?


 

และเมื่อเขาเข้าไปในบ้าน เขาถึงได้รู้เหตุผล เพราะนอกจากตัวเขาเองแล้ว ทุกคนในครอบครัวกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา


 

“กลับมาแล้วเหรอ? กินข้าวมาหรือยัง?” ไป๋ซ่งพูดทำลายบรรยากาศที่เงียบงัน


 

“คุณปู่ครับ ผมกินมาแล้ว ย่าครับ ผมเอาปลามาฝาก พรุ่งนี้ให้เสี่ยวจางทำให้ทานนะครับ” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับเอาปลาวางในกะละมังใหญ่ในครัว เขาเติมน้ำให้ปลาพอว่ายได้


 

“ดีเลย ปลาตัวใหญ่มาก ขอย่าดูหน่อยสิ ย่าชอบกินปลามาก พรุ่งนี้เราทำเป็นสามเมนูเลยแล้วกัน” ย่าเฉินพูดด้วยความดีใจ


 

ไป๋จวินมองลูกชายคนโตของตนเอง ครั้งสุดท้ายที่เจอกันก็เป็นตอนซ้อมรบ ครั้งนั้นลูกชายตัวดีคนนี้เป็นคนเข้ามายึดฐานทัพของเขา ทำให้ฝ่ายสีฟ้าของเขาแพ้ไป

 


แต่เพราะรู้ว่าเป็นลูกชายของเขา ทำให้เพื่อนร่วมรบคนอื่นในฐานทัพต่างก็อิจฉาเขากันทั้งนั้น ใครจะไปคิดว่าเพียงแค่ภารกิจเดียว จะทำให้ลูกชายของเขาต้องปลดประจำการจากกองทัพก่อนกำหนด โชคดีที่ลูกชายยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้

 


ไป๋โม่อันลุกขึ้นไปดูปลาที่พี่ชายนำกลับมา ตั้งแต่เจอกันที่ร้านจ๋าเจี๋ยงเมี่ยน เขาก็คิดอะไรได้หลายอย่าง สุดท้ายคำพูดของลู่จินหมิงก็ทำให้เขาตาสว่าง

 


“พี่ พี่ไปเอาปลานี่มาจากไหน มันดูตัวใหญ่มาก พรุ่งนี้พี่อยู่บ้านไหม? เรามากินปลาด้วยกันเถอะ”

 


“เอามาจากสระที่บ้านเพื่อน ฉันเอากลับมาตัวเดียวน่ะ พรุ่งนี้ฉันมีธุระ ไว้วันหลังฉันจะเลี้ยงนายที่ร้านเหล่าโม่เอง” ตอนนี้ไป๋โม่เฉินอารมณ์ดีมาก มองอะไรก็ราบรื่นไปหมด


 

ไป๋โม่อันรู้สึกได้รับความรักจากพี่ชายจนทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ เขายืนงงอยู่ตรงนั้น ไป๋โม่เฉินมองเขาแวบหนึ่งแล้วตบไหล่เขาเบาๆ ก่อนจะเดินออกไป เพราะเขายังต้องไปหาหวังอันกั๋ว


 

“คุณปู่ครับ ผมต้องไปหากั๋วจื่อสักครู่นะครับ” ไป๋โม่เฉินบอกกับปู่


 

“กลับมาเร็วๆหน่อยนะ คืนนี้พ่อมีเรื่องจะคุยด้วย” ไป๋จวินพูด


 

ไป๋โม่เฉินหยุดคิดไปครู่หนึ่งแล้วตอบกลับเขา


 

“ครับ พ่อ”


 

ไป๋จวินรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะลูกชายเรียกเขาว่า ‘พ่อ’ ซึ่งเขาไม่ได้ยินคำเรียกนี้จากปากลูกชายมาหลายปีแล้ว ครั้งล่าสุดที่ไป๋โม่เฉินเรียกเขาว่า ‘พ่อ’ ก็ตอนที่ขอเข้าร่วมกองทัพทหารในครั้งนั้น ตลอดหลายปีมานี้พวกเขาเจอกันน้อยมาก เขาต้องคอยฟังข่าวจากเจ้านายของลูกชาย


 

ไป๋โม่ฉิงมองผู้เป็นแม่ แม่ยังคงคีบอาหารอยู่ แม้จะดูเหมือนไม่สนใจไป๋โม่เฉินเลย แต่มือที่กำตะเกียบไว้แน่นทำให้เธอรู้ความคิดในใจของแม่


 

“ถ้าไม่อยากกินก็กลับห้อง อย่ามาขวางหูขวางตาที่นี่” ไป๋จวินวางตะเกียบแล้วพูดกับเสิ่นหยู

 


“พ่อคะ!” ไป๋โม่ฉิงรู้สึกโกรธมาก ทุกครั้งที่พ่อเจอไป๋โม่เฉิน ในสายตาของพ่อก็ไม่เคยมีใครอีกเลย

 


“ถ้าลูกไม่อยากกินก็กลับห้องไป อย่ามาเปลืองอาหารที่นี่” ไป๋จวินเป็นพ่อที่เข้มงวดมาก แต่ก่อนเขายังเป็นพ่อที่ใจดี แต่เมื่อรู้ถึงความคิดและการกระทำของภรรยา ความรักที่มีก็เลือนหายไปหมด หากเขายังไม่เข้มงวด ลูกทั้งสองจะเสียคนเอาได้ โดยเฉพาะลูกสาว


 

“ฉิงฉิง กินเสร็จไปเดินเล่นกับแม่หน่อย” เสิ่นหยูวางตะเกียบลงแล้วเรียกลูกสาว

 


ไป๋โม่ฉิงจึงต้องทำตาม เธอตามแม่ออกไปข้างนอก ส่วนไป๋โม่อันกินเสร็จก็ขึ้นชั้นบน ที่โต๊ะจึงเหลือเพียงไป๋ซ่งกับไป๋จวิน


 

ไป๋ซ่งมองสภาพครอบครัวของลูกชายก็รู้สึกปวดหัว ลูกชายผู้โชคร้ายคนนี้ถูกย้ายกลับมาแล้ว แบบนี้ค่อยได้เจอหน้ากันบ่อยขึ้นหน่อย

 


“แกคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ถ้าอยู่กับเมียคนนี้ไม่ได้ก็หย่าซะ อย่าให้ลูกๆเห็นแล้วต้องทุกข์ใจ”


 

ไป๋จวินยิ้มอย่างขมขื่น ในตอนนั้นหลักฐานชัดเจน เขาขอหย่ากับเธอและยื่นข้อเสนอแบ่งลูกไปเลี้ยงคนละคน แต่เสิ่นหยูไม่ยอม ตัวเขาจะทำอย่างไรได้ เพื่อลูกๆทั้งสอง เขาจึงไม่อาจทำรุนแรงกับเรื่องนี้ได้ หลายปีที่ผ่านมานี้ดูเหมือนสองสามีภรรยาแทบไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเลย

 


ตอนนี้พี่ชายของเสิ่นหยูมีตำแหน่งสูง เขาไม่อยากให้โม่เฉินต้องเจอศัตรูเช่นนี้ การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด

 


“พ่อ ปล่อยไว้อย่างนี้เถอะ อย่างน้อยก็เพื่อโม่อันกับโม่ฉิง รอจนลูกโตหมดค่อยว่ากัน” ไป๋จวินคิดว่าความผิดพลาดที่สุดในชีวิตของเขาคือการแต่งงานกับเสิ่นหยู

 


ตอนนั้นเขากับแม่ของโม่เฉินต่างทำงานหนักกันทั้งคู่ และเป็นเพราะไม่มีเวลาให้กัน ทำให้เธอจากไปก่อนวัยอันควร

 


หลังจากแต่งงานกับเสิ่นหยู เขามีบทเรียนจากชีวิตคู่ก่อนหน้านี้ ทำให้เขาตั้งใจดูแลเสิ่นหยูเป็นอย่างดี ตอนนั้นไป๋โม่เฉินอยู่ในความดูแลของพ่อแม่เขา ส่วนตัวเขาก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกับเสิ่นหยูมาเป็นสิบปี

 


เพียงแต่เขาไม่คาดคิดว่าการที่เขายอมอดทนและยอมอ่อนข้อให้เธอเพื่อครอบครัว จะเป็นการเลี้ยงหมาป่าไว้มาทำร้ายลูกชายของเขาทีหลัง

 


ไป๋จวินทนต่อไปไม่ได้แล้ว เขารู้สึกผิดกับลูกชายคนโต เสิ่นหยูกล้าทำแบบนั้นได้อย่างไร! ทว่าเขามาเสียใจตอนนี้ก็สายไปแล้ว เพราะผลของการกระทำนั้นทำให้ลูกชายคนโตห่างเหินจากเขา ลูกชายคนเล็กและลูกสาวไม่เข้าใจ ส่วนเสิ่นหยูก็เกลียดเขาที่ตัดสัมพันธ์กับเธอ

 


ไป๋จวินคิดว่าชีวิตนี้จะไม่ยอมให้ลูกชายคนโตเสียใจอีกแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงจะต้องเสียไป๋โม่เฉินไปตลอดกาล


 

“แม่คะ แม่ดูไป๋โม่เฉินสิ เขาไม่สนใจไม่ไว้หน้าใครเลย เขาไม่ยอมเรียกแม่ว่าคุณป้าด้วยซ้ำ เขาเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กเลย” ไป๋โม่ฉิงไม่พอใจ ยังคงบ่นกับเสิ่นหยู

 


เสิ่นหยูไม่พูดอะไร ลูกสาวของเธอไม่รู้ว่าไป๋โม่เฉินไม่ฆ่าแม่ของเธอก็บุญแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่พูดอะไร


 

ส่วนในสายตาของไป๋โม่ฉิง แม่ของเธอคือผู้ถูกกระทำ

 


ไป๋โม่เฉินไปบ้านของครอบครัวหวังแล้ว หวังอันกั๋วอยู่บ้านพอดี ทั้งสองแลกเปลี่ยนข้อมูลเสร็จ ไป๋โม่เฉินก็ขอตัวกลับออกมา

 


แต่ใครจะไปคิดว่าพอเดินมาถึงทางเดิน เขาก็ได้ยินบทสนทนาของสองแม่ลูกอย่างชัดเจน ไป๋โม่เฉินหัวเราะเยาะ เขาเดินออกมาจากซอยเล็กโดยไม่แม้แต่จะหลบหน้าสองแม่ลูก

 


ไป๋โม่ฉิงเห็นไป๋โม่เฉินโผล่มาก็นึกถึงคำพูดของตัวเองที่เขาอาจจะได้ยิน เธอร้อนรนหน้าแดงขึ้นมาทันที


 

ตอนที่ไป๋โม่เฉินกำลังจะเดินผ่านไปนั้น


 

“เฮ้ ไป๋โม่เฉิน นายเจอแม่ฉันแล้วไม่คิดจะทักเลยหรือไง ไม่รู้จักมารยาทเลยเหรอ ทำอย่างกับไม่มีคนสั่งสอน!” ไป๋โม่ฉิงปากไว เสิ่นหยูคิดอยากจะห้ามก็ห้ามไม่ทันแล้ว

 


เดิมทีไป๋โม่เฉินไม่คิดจะสนใจแม่ลูกคู่นี้อยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาเขามองว่าพวกเธอสองคนเป็นอากาศธาตุ แต่ไม่คิดเลยว่าเธอจะพูดใส่หน้าเขาแบบนี้ เขาหยุดนิ่งอยู่สักพัก ก่อนจะยิ้มออกมา


 

เขาหันกลับมามองไป๋โม่ฉิงด้วยสายตาที่ดุดัน ราวกับสายตาของเขาสามารถปล่อยคมมีดนับพันออกมาได้

 


ไป๋โม่ฉิงตกใจจนผละถอยหลัง หน้าซีดเผือด

 


“คิดว่าแม่ของเธอคู่ควรจะได้รับมันเหรอ?” ไป๋โม่เฉินพูดช้าๆ แต่เน้นทุกคำ

 


“นาย! นายมันไม่มีมารยาทจริงๆ!” ไป๋โม่ฉิงโกรธมาก

 


“ฉันเติบโตมากับปู่และย่า คนที่อบรมสั่งสอนฉันก็คือพวกเขา ไม่ใช่หน้าที่ของเธอ!”


 

เสิ่นหยูตกใจกับท่าทางของไป๋โม่เฉิน เธอไม่คิดว่าเขาปลดประจำการจากกองทัพกลับมาแล้วยังมีอำนาจที่น่ากลัวแบบนี้ เธอกลัวจนเผลอดึงลูกสาวมากอดไว้

 


“เสี่ยวเฉิน อย่าทำให้ฉิงฉิงกลัว มีอะไรก็มาลงที่ฉันเถอะ”


 

ไป๋โม่เฉินมองเสิ่นหยูอย่างเย็นชา


 

“เธอคิดว่าเรื่องของเรามันจะจบลงง่ายๆอย่างนั้นหรือ อย่าฝันหวานไปหน่อยเลย อย่าลืมว่าเธอเคยพยายามฆ่าฉัน คิดว่าฉันจะลืมหรือ!”


 

“นาย! นายจะทำอะไร?” เสิ่นอี้ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว


 

“หึ!” ไป๋โม่เฉินเดินจากไปทันที


 

ไป๋โม่ฉิงทนรับอำนาจกดดันนี้ไม่ไหว เธอจึงร้องไห้ปล่อยโฮออกมาทันที เสิ่นหยูรีบปิดปากลูกสาวแล้วพาเธอกลับบ้าน


 

ทั้งสองไม่รู้ว่าไป๋โม่อันยืนอยู่ไม่ไกล เขาตกตะลึงกับสิ่งที่ตัวเองได้ยิน: คนที่จะเอาชีวิตพี่ชายคือแม่งั้นเหรอ?




จบตอน

Comments