ตอนที่ 186: ตัดสินใจให้ไปเป็นทหาร
เมื่อไป๋โม่เฉินกลับมาถึงบ้าน เขาก็ถูกไป๋จวินพ่อของเขาเรียกเข้าไปในห้องหนังสือทันที นี่เป็นห้องที่คุณปู่ใช้สำหรับอ่านหนังสือ แต่ตอนนี้ไป๋จวินใช้เป็นการชั่วคราว เพราะเขาเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ และบ้านของตัวเองยังไม่เรียบร้อย
“การเรียนเป็นอย่างไรบ้าง?” ไป๋จวินพยายามทำเสียงให้อ่อนโยนขึ้น
“ก็ดีครับ เป็นประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป” ไป๋โม่เฉินพยายามทำตัวให้สงบลงเช่นกัน เพื่อไม่ให้เกิดการทะเลาะกัน
“ตั้งใจเรียนให้ดี ไม่ต้องเป็นทหารก็ได้ ทุกเส้นทางมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แค่เดินไปตามทางที่ตัวเองต้องการ พ่อเชื่อในตัวลูก”
“ครับ ผมรู้”
บทสนทนาระหว่างพ่อลูกครั้งนี้มีเพียงการสอบถามเรื่องราวทั่วไป ซึ่งถือว่าค่อนข้างราบรื่น ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน
“ลูกก็โตแล้วนะ เรื่องสำคัญในชีวิตของตัวเองก็ควรใส่ใจบ้าง พ่อมีเพื่อนร่วมงานที่มีหลานสาวสองคน ถ้าลูกอยากจะลองเจอ พ่อจะจัดการให้ เผื่อได้คบกันเป็นเพื่อน”
ไป๋จวินมองลูกชายด้วยความหวังว่าถ้าลูกมีครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกอาจจะดีขึ้น
“ไม่ล่ะครับ” ไป๋โม่เฉินปฏิเสธทันที แล้วลุกขึ้นจะเดินออกไป แต่เมื่อเดินไปถึงประตู เขาก็หันกลับมาพูดว่า
“พ่อครับ ผมมีแฟนแล้ว ไม่ต้องแนะนำให้ผมเจอใครอีกนะครับ มีโอกาสที่เหมาะสม ผมจะพาเธอมาแนะนำให้พ่อรู้จัก”
หลังจากที่ไป๋โม่เฉินออกไป ไป๋จวินก็เปลี่ยนสีหน้าและตบโต๊ะด้วยความดีใจ ในที่สุดเจ้าลูกคนนี้ก็จัดการเรื่องของตัวเองได้! แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นลูกสาวของบ้านไหน ดูท่าว่าต้องบอกให้ชายชรารู้บ้างแล้ว
……..............................
“เฮ้อ พวกเขาคุยกันจบหรือยัง?” ไป๋ซ่งซึ่งนอนอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ พลางถามภรรยา
“เสร็จแล้ว โม่เฉินกลับห้องไปแล้ว ครั้งนี้ดูเหมือนพวกเขาไม่ได้ทะเลาะกัน การสนทนาคงราบรื่น” ย่าฉินพูดแล้วก็ปิดประตู จากนั้นเธอก็มานอนลงข้างๆไป๋ซ่ง
“ดีแล้วล่ะ โม่จวินก็โตแล้ว รู้จักยอมอ่อนข้อให้ลูกเสียที” ไป๋ซ่งพูดด้วยความพอใจ
“เขาเข้าวัยกลางคนแล้ว ยังไม่รู้จักโตสักที ฉันว่าเป็นโม่เฉินต่างหากที่ยอมอ่อนให้พ่อของเขา” ย่าฉินตอบ
“ไม่ทะเลาะกันก็ดีแล้ว ค่อยๆปรับกันไป อีกอย่างเป็นเพราะเรื่องเสิ่นหยูด้วย ต้องโทษคุณเลย เขาแค่พูดเอาใจไม่กี่คำก็หลงลืมแม้กระทั่งแซ่ตัวเองแล้ว หากตอนนั้นเราให้ไป๋จวินแต่งงานกับลูกสาวของตระกูลเหมียว เรื่องก็คงไม่เลยเถิดมาจนถึงตอนนี้!” ไป๋ซ่งตำหนิภรรยาเบาๆ
“นั่นไม่ใช่ความผิดของฉันนะ ลูกชายคุณเขาเลือกเอง จนถึงตอนนี้ลูกสาวของครอบครัวเหมียวก็ยังไม่ได้แต่งงานเลย! เฮ้อ โชคร้ายจริงๆ” ย่าฉินเอาผ้าห่มคลุมหน้าแล้วหลับหนี เธอไม่อยากสนใจแล้วว่าใครจะรักใคร เธอจะนอน!
สองเฒ่านอนหลับอย่างสบายใจ ไป๋โม่เฉินเองก็นอนกลับอย่างมีความสุข ทว่าค่ำคืนนี้กลับมีใครบางคนที่ไม่อาจข่มตานอนหลับได้
ไป๋โม่ฉิงร้องไห้สะอึกสะอื้นจนกระทั่งกลับถึงบ้าน ในใจของเธอยังกลัวพี่ชายไม่หาย ก่อนหน้านี้ไป๋โม่เฉินไม่เคยเก็บเอาเรื่องที่เธอทำแย่ๆมาใส่ใจ เพราะคิดว่าเธอยังเด็ก แต่ตอนนี้เธออายุ16ปีแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องทนเธออีกต่อไป
“ฉิงฉิง หลังจากนี้อย่าไปพูดแบบนั้นกับพี่เขาอีก เขาไม่ใช่โม่เฉินคนเดิมแล้ว จำไว้นะ” เสิ่นหยูบอกลูกสาว แม้ในใจเธอจะสาปแช่งอยากให้ไป๋โม่เฉินตาย แต่เธอก็ต้องสอนลูกสาวไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ
“แม่ เขา…น่ากลัวมาก หนูนึกว่าเขาจะฆ่าหนูแล้ว” ไป๋โม่ฉิงพูดพลางสะอื้น
“คำพูดของลูกก็แรงเกินไป เขาถูกคุณปู่กับคุณย่าเลี้ยงมา แต่ลูกกลับพูดว่าเขาไม่ได้รับการอบรมได้อย่างไร พวกลูกเป็นพี่น้องกัน แบบนี้ก็แสดงว่าลูกเองก็ไม่ได้รับการอบรมด้วยเหรอ?” เสิ่นหยูรู้สึกปวดหัวมาก ไม่รู้ว่าลูกสาวไปติดนิสัยเสียแบบนี้มาจากไหน
“แม่คะ ทำไมเขาถึงบอกว่าแม่จะฆ่าเขา? เขากำลังพูดอะไร?” ไป๋โม่ฉิงนึกถึงคำขู่ของพี่ชายจึงเอ่ยถามออกมา
เสิ่นหยูอึกอัก เธอไม่อยากบอกความจริงกับลูกสาว แต่จู่ๆประตูห้องก็เปิดออก ไป๋จวินกำลังยืนหน้าบึ้งมองมาที่เธอสองแม่ลูกอยู่เช่นกัน
…….................................
เช้าวันรุ่งขึ้น ไป๋โม่เฉินตื่นนอนตอนเจ็ดโมงกว่า เขาลงมาชั้นล่างก็พบเพียงพ่อกับไป๋โม่อัน ส่วนคุณปู่กับคุณย่าออกไปเดินเล่นแล้ว
“ตื่นแล้วเหรอ? ในครัวมีอาหาร ไปตักกินเองได้เลยนะ วันนี้จะออกไปข้างนอกหรือเปล่า?” ไป๋จวินถามเมื่อเห็นลูกชายลงมา
“ครับ ผมนัดกับชวนจื่อไว้ว่าจะไปหากั๋วจื่อด้วยกัน” ไป๋โม่เฉินพูดพลางหยิบซาลาเปาสองลูกมากินอย่างรวดเร็ว
“อ้อ แล้วจะกลับมาบ้านอีกไหม?” ไป๋จวินถามต่อ
“ไม่ครับ ผมจะกลับไปที่มหาวิทยาลัยเลย วันนี้มีเรียนตอนเย็น พ่อครับ ผมไปก่อนนะ”
“เดี๋ยวก่อน ลูกมีเงินใช้ไหม? ถ้าไม่มีบอกพ่อได้นะ” ไป๋จวินถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ต้องห่วงครับ ผมมีเงิน พ่อเองก็ให้โม่อันบ้าง เขาก็โตแล้ว” ไป๋โม่เฉินมองไปที่น้องชาย รู้สึกว่าวันนี้น้องมองตัวเองแปลกๆ เหมือนไม่กล้าสบตาอย่างไรอย่างนั้น
ช่างเถอะ ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร เขาคิดได้แบบนี้แล้วก็รีบไปบ้านของหวังอันกั๋ว
ตอนที่เขาออกมาจากบ้าน เขาก็พบกับปู่และย่าที่เพิ่งกลับมาจากเดินเล่นพอดี
“กินข้าวหรือยัง จะไปไหนแต่เช้าล่ะ?” ย่าฉินถาม
“ไปบ้านกั๋วจื่อครับ”
“เมื่อกี้เห็นว่ามีคนจากบ้านนั้นมา” คุณปู่บอก
ไป๋โม่เฉินได้ยินเช่นนั้นก็รีบเดินต่อไป นี่อาจเป็นคนที่มาแจ้งข่าวการตายที่ฟู่เยี่ยนพูดถึง
“เจ้าเด็กนี่!” คุณปู่บ่น แต่เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นไป๋จวินกับไป๋โม่อันกำลังพูดคุยกันเสียงดังหน้าดำหน้าแดง
“มีอะไรก็คุยกันดีๆ โม่อันอย่าขึ้นเสียงกับพ่อ” ย่าฉินเห็นแบบนี้แล้วก็ไม่สบายใจ
“แม่ ผมไม่ได้พูดจาไม่ดีกับลูกนะ” ไป๋จวินแก้ตัว
“เฮ้อ แล้วไป๋โม่ฉิงล่ะ?” ย่าฉินรักหลานสาวมาก ติดก็แค่เธอชอบมีเรื่องกับไป๋โม่เฉิน
“ผมให้เสิ่นหยูพาไปอยู่บ้านใหม่ คืนนี้ผมก็จะไปอยู่ที่นั่น ผมไม่อยากรบกวนพ่อกับแม่” ไป๋จวินมองไปที่ไป๋โม่อันด้วยสายตาเตือนว่าไม่ต้องพูดอะไร ไป๋โม่อันจึงก้มหน้าลง
“เสี่ยวอัน พูดมาว่าน้องสาวไปไหน?” ปู่ถามหลานชายโดยไม่สนใจที่จะถามถึงเสิ่นหยูสักคำ ถึงอย่างไรไป๋โม่ฉิงก็เป็นหลานสาวของเขา แม้เธอจะเอาแต่ใจตัวเอง แต่ก็ยังพออบรมสั่งสอนให้ดีได้
“พ่อจะส่งโม่ฉิงไปเป็นทหาร” ไป๋โม่อันพูดออกไปตามตรง
“อะไรนะ? เป็นทหาร? จะให้ไปเป็นทหารประจำที่ไหน?” ย่าฉินตกใจมาก เธอไม่ชอบคำนี้ที่สุด เพราะสมัยสาวๆ เธอต้องมาคอยอกสั่นขวัญแขวนกับสามีของเธอก็พอทนแล้ว ลูกชายและหลานชายของเธอจะเลือกเดินทางนี้ก็ช่าง แต่หลานสาวของเธอทั้งบอบบางและยังเด็ก จะไปเป็นทหารได้อย่างไร!
“ผมตัดสินใจแล้ว ไม่มีใครเปลี่ยนใจผมได้!” ไป๋จวินพูดเสียงดัง
“นั่งลงก่อนแล้วคุยกันดีๆ เมื่อวานก็ยังดีกันอยู่เลย โม่ฉิงเรียนดี เธอควรไปมหาวิทยาลัยไม่ดีกว่าหรือ?” ปู่ซ่งให้ทุกคนนั่งลงแล้วค่อยคุยกัน
ไป๋จวินจึงเล่าทุกเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้พ่อกับแม่ของเขาฟัง ย่าฉินเพียงแค่นั่งฟังเงียบๆ เพราะเธอรู้ดีว่าสามีของเธอจะตัดสินใจอย่างไร
“คิดดีหรือยังว่าจะให้เธอไปที่ไหน? ให้เป็นทหารที่ตี้ตูไหม? นิสัยอย่างเธอ ถ้าไปที่อื่นต้องระวังอย่าให้เกิดปัญหาตามมา ฉะนั้นแกควรคิดให้รอบคอบหน่อย” คุณปู่ตอบตกลง
“ปู่!” ไป๋โม่อันรู้สึกร้อนใจทันที
“เสี่ยวอันโตแล้ว จวินจื่อ ฉันว่าบางเรื่องแกก็ควรบอกให้เขารู้นะ แกไม่ควรปิดบังสิ่งที่เสิ่นหยูทำไว้ ให้เขาตัดสินใจเอง” คุณปู่บอก
ไป๋จวินจึงถอนหายใจ แต่แล้วเขาก็เล่าเรื่องเมื่อหลายปีก่อนให้ลูกชายคนเล็กฟัง ทำให้ไป๋โม่อันตกตะลึงและตัวสั่นเทา เพราะเขาไม่คิดว่าแม่ของเขาจะ……
ไม่มีใครพูดอะไร เพราะพวกเขาคิดว่าไป๋โม่อันควรต้องเติบโตและเรียนรู้ความจริงได้แล้ว
ตอนที่ 187: ประจบเก่ง
ไป๋โม่เฉินไม่รู้เลยว่ามีเรื่องเกิดขึ้นที่บ้านของเขา เพราะเหตุการณ์เมื่อคืนนั้น ทำให้หนึ่งเดือนต่อมา ไป๋โม่ฉิงถูกส่งไปยังหน่วยทหารที่เมืองหลวง ส่วนไป๋โม่อันก็ย้ายไปอยู่ที่โรงเรียน ไม่ยอมกลับบ้านอีกเลย และเมื่อพบกับเขา ไป๋โม่อันก็มีท่าทีที่เคารพมาก
เขาไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย เพราะตอนนี้เขาไปที่บ้านของหวังอันกั๋ว ใช้คำพูดโน้มน้าวจนทำให้ปู่ของหวังอันกั๋วตกลงให้ทั้งครอบครัวกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด อาของหวังอันกั๋วพยายามคัดค้าน แต่ก็ถูกปู่กำราบอย่างไร้ความเมตตา
“ถ้าไม่มีเขา ก็ไม่มีพ่อของพวกแก! ฉะนั้นไปโทรลางานมาให้ครบทุกคน ถ้ามีใครไม่ไป ฉันจะลาออกให้จากทุกตำแหน่ง!”
ในครอบครัวหวังไม่มีใครกล้าคัดค้านปู่ เพราะพวกเขาต่างก็พึ่งพาชายชรากันทั้งนั้น ทุกคนจึงไปเก็บของและเตรียมตัวออกจากบ้าน ไป๋โม่เฉินเห็นว่าครอบครัวหวังออกไปแล้ว จึงเตรียมจะไปบ้านของฟู่เยี่ยนเช่นกัน เขาไปเรียกชวนจื่อก่อน เพราะเจ้าหมอนี่บอกว่าวันนี้จะยืมรถขับไป พวกเขาจะได้ไปรับฟู่เยี่ยนด้วย
ในขณะนี้ ที่บ้านของเมิ่งอ้ายชวนก็กำลังวุ่นวาย เมิ่งอ้ายชวนเล่าเรื่องที่อาของเขาแต่งงานและพาภรรยาจากชนบทกลับมา ทำให้ในบ้านเต็มไปด้วยความโกลาหล เพราะย่าของเขาโมโหมาก
“ไปเร็ว รถจอดอยู่ที่สนามหญ้า” เมิ่งอ้ายชวนเห็นไป๋โม่เฉินจากหน้าต่าง จึงดึงตัวไป๋โม่เฉินออกไป
“รีบร้อนอะไรขนาดนั้น ทำอย่างกับถูกหมาวิ่งไล่?” ไป๋โม่เฉินแซว
“อย่าพูดถึงเลย อาของฉันพาภรรยาจากชนบทมา ถ้าเป็นคนดีหน่อยก็ยังดี แต่เธอเป็นคนที่ร้องไห้ถึงจะพูด ทำให้ทุกคนในบ้านต้องทนกับเธอ”
“อย่าพูดถึงเลย ไม่รู้ว่าอาเล็กกำลังคิดอะไรอยู่ถึงได้พาภรรยาจากชนบทกลับมาบ้าน ถ้าดีหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก แต่อาสะใภ้เล็กของฉันนี่สิ ถ้าไม่ร้องไห้ก็พูดไม่เป็น น่ารำคาญชะมัด ทำอย่างกับว่าทั้งบ้านกำลังรังแกเธออย่างนั้นแหละ ฉันล่ะเหนื่อยใจ” เมิ่งอ้ายชวนพูดไปก็ขบฟันไป
“เอ่อ……แล้วปู่นายไม่จัดการเหรอ?” ไป๋โม่เฉินถาม
“จัดการได้ที่ไหนล่ะ? คุณปู่รักหลานชายคนโตกับลูกชายคนเล็กเสียยิ่งกว่าอะไร ถ้าเป็นพ่อของฉัน ป่านนี้เขาคงต้องใช้ไม้ค้ำยันไปนานแล้ว อ้อ เราจะไปย่านโรงงานหลิวหลี่ใช่ไหม?” เมิ่งอ้ายชวนพูดแล้วก็ขับรถออกไปจากบ้าน
“ไปรับฟู่เยี่ยนก่อน”
“ได้ยินกั๋วจื่อเล่าว่านายคว้าเธอมาได้แล้วใช่ไหม?” เมิ่งอ้ายชวนยิ้มกริ่ม
“พูดให้มันดีๆหน่อย!” หากเมิ่งอ้ายชวนไม่ได้ขับรถอยู่ ป่านนี้คงโดนเขาต่อยไปแล้ว
“นายว่าพี่ชายคนนี้มีส่วนช่วยนายหรือเปล่า? วันนี้มื้อเที่ยงนายต้องเลี้ยงเป็ดย่างกล่องใหญ่ที่สุดจากร้านฉวนจวี๋เต๋อนะ”
“ได้ ไม่มีปัญหา” ไป๋โม่เฉินยิ้ม
“เก็บรอยยิ้มน่ากลัวของนายไป ถ้านายทำสำเร็จล่ะก็ ฉันจะขอส่วนหนึ่งด้วย”
“งั้นก็รอรับส่วนแบ่งได้เลย” ไป๋โม่เฉินมั่นใจ
“งั้นฉันต้องรีบบ้างแล้ว เดี๋ยวตามนายไม่ทัน” เมิ่งอ้ายชวนบอกแม่ของเขาแล้วว่าเขาตัดสินใจจะไปนัดดูตัว
“ทำไม นายคิดได้แล้วหรือไง?” ไป๋โมเฉินตกใจ เจ้าหมอนี่เกลียดการนัดดููตัวไม่ใช่หรือ?
“ประมาณนั้น ฉันไม่อยากให้ลูกๆของเราอายุต่างกันมากเกินไป จะได้เล่นด้วยกันได้”
“งั้นนายก็พยายามเข้าล่ะ จริงสิ ใกล้จะถึงวันเกิดฟู่เยี่ยนแล้ว นายว่าฉันควรให้อะไรเธอดี?”
“วันเกิดอายุครบ18ปีงั้นเหรอ? ให้ธรรมดาไม่ได้แล้วสิ เพราะน้องฟู่ไม่ใช่คนที่ไม่เคยเห็นโลกมาก่อน หากนายให้น้อยไป เธอจะดูถูกเอาได้นะ”
“ฟู่เยี่ยนไม่ใช่คนแบบนั้น” ไป๋โม่เฉินคิดหนัก
“งั้นนายต้องคิดให้ดีหน่อยแล้ว เดี๋ยวพี่ชายคนนี้จะช่วยนายคิดเอง เฮ้ อีกเดี๋ยวก็จะถึงแล้ว นายไปซื้อแพนเค้กให้ฉันก่อน ครั้งที่แล้วฉันหิวแทบตาย ตรอกเล็กนั่นขับรถเข้าไปไม่ได้ใช่ไหม?” เมิ่งอ้ายชวนไม่รู้ว่าฟู่เยี่ยนอาศัยอยู่ที่ไหน
“อืม รถเข้าไม่ได้ นายไปซื้อแพนเค้กเองแล้วกัน ฉันจะไปเรียกฟู่เยี่ยน กว่านายจะกินเสร็จ ฉันสองคนก็ออกมาพอดี จริงสิ ครั้งที่แล้วที่ให้นายไปถามเรื่องคนตัดหินเป็นอย่างไรบ้าง”
“ถามมาแล้ว อีกเดี๋ยวค่อยคุยตอนอยู่กันครบแล้วกัน นายก็ไปเรียกเธอเร็วๆเข้าล่ะ ฉันกินเร็ว วันนี้เรามีหลายอย่างที่ต้องทำ”
ไป๋โม่เฉินนัดแนะสถานที่เจอกันเสร็จแล้ว เมิ่งอ้ายชวนก็ไปซื้อของกิน ส่วนไป๋โม่เฉินก็ไปกดกริ่งบ้านครอบครัวฟู่
ฟู่เยี่ยนได้ยินเสียงจึงรีบไปเปิดประตู เธอรู้ว่าเขามาแล้ว
“พี่มาแล้วหรือ เข้ามาสิ กินข้าวเช้ามาหรือยัง?”
“ยังเลย เมิ่งอ้ายชวนขับรถมา เรารีบไปเถอะ วันนี้มีเรื่องให้ทำเยอะ”
“พี่จางเหว่ยยังไม่มา เราต้องรออีกหน่อย ให้พี่อ้ายชวนมารอในบ้านดีกว่า” ฟู่เยี่ยนดึงไป๋โม่เฉินเข้าไปในบ้าน
“เขากำลังกินแพนเค้กไส้ผลไม้อยู่ เดี๋ยวฉันไปเรียกเขาก่อน”
ไป๋โม่เฉินเดินหาจนเจอร้านขายแพนเค้กไส้ผลไม้ เขาจึงไปบอกให้เมิ่งอ้ายชวนไปรอที่บ้าน นี่แค่เพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น แต่เขาก็ไปคุยกับคนขายแพนเค้กเสียแล้ว
“เฮ้ ฉันจะบอกนายให้นะเฉินจื่อ การค้าขายพวกนี้ทำเงินได้ไม่น้อยเลยทีเดียว นายอย่ามองแค่ว่าพวกเขาไม่รับตั๋ว แต่อันที่จริงพวกเขาได้กำไรไม่น้อยเลย หากฉันไม่มีงานทำ ฉันก็จะขายพวกของกินนี่แหละ เพราะอยากกินเมื่อไหร่ก็ได้ สบายจะตายไป” เมิ่งอ้ายชวนพูดไม่หยุด จนไป๋โม่เฉินชักรำคาญ
“ไป ไปรอในบ้าน ฟู่เยี่ยนบอกว่าต้องรอหลงจู๊ที่เธอหามาอีกสักพัก”
“มันจะเหมาะเหรอ?” เมิ่งอ้ายชวนมองชุดที่ตัวเองใส่ มันคือชุดสไตล์ถังกับรองเท้าผ้า ดูไม่เข้ากันเท่าไหร่
“รีบไปเถอะ!!”
“แล้วมันหลังไหนล่ะ?”
“ตรงนี้ เดี๋ยวนายเข้าไปก็รู้เอง”
ไป๋โม่เฉินพาเมิ่งอ้ายชวนเดินผ่านสวนหลังบ้านเข้าไปที่เรือนประตูแรก พวกเขาเดินผ่านบ้านทั้งหลัง ทำให้เมิ่งอ้ายชวนตื่นเต้นมาก
“เฉินจื่อ นายน่าจะพาฉันมาที่นี่นานแล้ว เฉพาะดูแค่บ้านหลังนี้ก็รู้ได้แล้วว่าน้องฟู่เป็นคนมีระดับ ฉันว่านายมอบบ้านให้เธอเป็นของขวัญเถอะ อย่างอื่นน่าจะไม่เข้าตาเธอ” เมิ่งอ้ายชวนมองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นตาตื่นใจ
“บ้านหลังนั้นของลุงใหญ่นายน่ะ ถ้านายไม่เอา ฉันจะซื้อต่อนะ หลังนั้นมันยอดเยี่ยมมาก!”
“ฉันเอา ส่วนนายก็เอาหลังเล็กไป” ไป๋โม่เฉินกำลังคิดจะมอบบ้านให้เป็นของขวัญแก่ฟู่เยี่ยนจริงๆ
“ตกลงกันแล้วนะ ห้ามเปลี่ยนใจเด็ดขาด”
“ไม่เปลี่ยนใจ”
เมิ่งอ้ายชวนกับไป๋โม่เฉินเดินชมบ้านจนกระทั่งมาถึงประตูแรก ด้วยความสามารถด้านการคุยของเมิ่งอ้ายชวน ไม่นานเขาก็สามารถทำให้ฟู่ต้านีและหวังซู่เหมยหัวเราะเสียงดังได้
ในตอนที่จางเหว่ยมาถึง เมิ่งอ้ายขวนเพิ่งจะต้มชาเสร็จ ฟู่ต้าหย่งกำลังเอาใบชาใส่ห่อให้เขา บอกให้เขานำกลับไปบ้านสักครึ่งชั่ง
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของไป๋โม่เฉินกระตุก เจ้าหมอนี่ไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนนอกเลยสินะ เมิ่งอ้ายชวนยังคงพูดนั่นพูดนี่ไม่หยุด
“ลุงฟู่ ผมไม่เคยเห็นใบชาแบบของลุงมาก่อนเลย ถ้าว่ากันตามหลักแล้ว ชาของลุงรสชาติดีกว่าต้าหงเป่าอีกนะครับ” คำเยินยอของเมิ่งอ้ายชวนนั้นชาญฉลาดมากจนผู้คนยอมรับโดยไม่รู้ตัว
หลังจากแนะนำจางเหว่ยให้รู้จักกับเมิ่งอ้ายชวนแล้ว เมิ่งอ้ายชวนก็ถือกล่องใบชาแล้วขับรถพาพวกเขาไปที่ย่านโรงงานหลิวหลี่
หลังจากเขาออกไปแล้ว ฟู่ต้านีและหวังซู่เหมยยังคงพูดคุยถึงเขาอยู่
“เสี่ยวเมิ่งคุยเก่งมาก ฉันว่าเขาพูดเก่งกว่าจางเหว่ยอีกนะ ฮ่าฮ่า” ฟู่ต้านีที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตลอดหลายปีมานี้เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ในแต่ละวัน เธอจะมีหน้าที่แค่ทำอาหาร ตัดเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ให้คนในครอบครัว ไปรับลูกๆกลับจากโรงเรียน ทำให้ชีวิตของเธอในแต่ละวันผ่านไปอย่างอิ่มเอมใจ
“นั่นน่ะสิ แค่ครู่เดียวก็ทำให้ฉันขำจนปวดกรามไปหมดแล้ว ไม่รู้ว่าเสี่ยวไป๋ไปหาเพื่อนแบบนี้มาจากไหน ฉันได้ยินเสี่ยวฮั่วบอกว่าจะทำธุรกิจร่วมกับเขาน่ะ”
“เสี่ยวฮั่วเจอคนที่ใช่แล้ว มีเขาอยู่ทั้งคน มีเรื่องใดบ้างที่ไม่สำเร็จ? เขาสามารถเปลี่ยนดำให้กลายเป็นขาวได้ แต่ต้องยอมรับว่าเสี่ยวฮั่วของเรามีความสามารถจริง เฮ้อ พี่สะใภ้ พี่อยากให้พวกเขาหมั้นหมายกันเร็วจริงๆเหรอ? มันจะเร็วไปหน่อยหรือเปล่า เสี่ยวฮั่วเพิ่งจะอายุ18ปีเท่านั้น เธอยังไม่ได้ฉลองวันเกิดครบรอบ18ปีเลยนะ” ฟู่ต้านียังไม่อยากให้หลานสาวแต่งงานเร็ว
“ต้านี เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองถูกทอดทิ้งอย่างไรไม่รู้ แต่พวกคนในแวดวงอภิปรัชญามักมีชะตาอาภัพรักและขาดแคลนทรัพย์สมบัติ เธอจำชายตาบอดในหมู่บ้านของเราเมื่อก่อนได้ไหม? เขาไม่มีลูกมาจนถึงตอนนี้เลยนะ”
“ฉันเลยกลัวว่าเสี่ยวฮั่วจะมาถึงจุดนี้ ในเมื่อเธอคบหากับเสี่ยวไป๋แล้ว อีกอย่างเขาก็เป็นเด็กดีในทุกด้าน ดังนั้นขอเพียงแค่พวกเขาคบกันดีๆ ฉันก็ไม่มีอะไรให้ต้องเสียดายแล้ว อีกอย่างด้วยนิสัยของเสี่ยวฮั่ว เธอมีแต่จะแต่งสามีเข้าบ้าน ไม่มีทางแต่งออกไปอยู่บ้านสามีหรอก”
“ฉันเชื่อว่าเธอจะยังคงอยู่ที่บ้านนี่แหละ อีกอย่างนี่ก็เป็นบ้านของเสี่ยวฮั่วเอง เสี่ยวไป๋เป็นคนดี อีกทั้งในครอบครัวไม่มีใครใส่ใจเขา ที่บ้านเขามีแม่เลี้ยงที่ไม่เหมือนแม่แท้ๆ เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า เขาก็ต้องห่างเหินกับครอบครัว”
“ดังนั้นจากสิ่งที่ฉันเห็นในตอนนี้ ฉันก็เลยคิดได้น่ะ”
“ว่าไปแล้วก็จริง เพียงแต่พวกเราอย่าเพิ่งเป็นฝ่ายเสนอเรื่องนี้เลย รอให้ครอบครัวของเสี่ยวไป๋เป็นฝ่ายมาพูดคุยก่อนค่อยว่ากัน”
“วางใจได้ ฉันรู้ตัวดี”
ตอนที่ 188: ดาวแดงแห่งความรักกำลังเคลื่อนไหว
ฟู่เยี่ยนดูสนใจรถคันนี้มาก เธอมองไปรอบๆ นี่คือรถจี๊ปทหารที่ใช้งานมานานแล้ว แต่ประสิทธิภาพยังดีเยี่ยม เมิ่งอ้ายชวนใช้เส้นสายของลุงรองเพื่อยืมมาใช้ไม่กี่วัน
เมื่อเห็นฟู่เยี่ยนดูสนใจรถคันนี้มาก เมิ่งอ้ายชวนจึงส่งสายตาให้ไป๋โม่เฉิน
ไป๋โม่เฉินเห็นแบบนั้นก็ยกมือตัดบททันที ของขวัญชิ้นนี้ให้ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเขาซื้อไม่ไหว แต่เป็นเพราะไม่มีที่ซื้อ รอให้มีการอนุญาตให้ซื้อรถส่วนตัวได้แล้ว เขาจะรีบจัดการให้เธอทันที
“เป็นไงน้องสาว อยากลองขับสักรอบไหม?” เมิ่งอ้ายชวนพูดหยอกล้อฟู่เยี่ยนที่ดูรถอยู่นาน
“ได้จริงเหรอ? งั้นพี่ลงมา ฉันจะขับให้พวกพี่เอง” ฟู่เยี่ยนตื่นเต้น ชาติที่แล้วเธอก็เคยขับรถเก่งมาก รถคันนี้นอกจากเป็นเกียร์ธรรมดา ก็ไม่มีอะไรพิเศษ
เมิ่งอ้ายชวนที่ได้ยินแบบนั้นก็เริ่มกังวล: เด็กคนนี้ใจกล้าเสียจริง!
“อย่าพูดเหลวไหลสิชวนจื่อ อย่าทำเป็นเล่นไป ฟู่เยี่ยน นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ ชวนจื่อเขาเคยเรียนขับรถในกองทัพมาโดยเฉพาะ” ไป๋โม่เฉินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้เด็ดขาด
ฟู่เยี่ยนจึงต้องยอมแพ้ เธอมองไป๋โม่เฉินที่ยังคงปั้นหน้าบึ้งตึงอยู่ จางเหว่ยที่นั่งข้างคนขับกำลังถามเรื่องการขับรถ ฟู่เยี่ยนจึงจับมือของไป๋โม่เฉินอย่างกล้าหาญและเกลี่ยนิ้วเรียวของเธอในฝ่ามือเขา
ไป๋โม่เฉินจึงจับมือเธอทันที: เด็กคนนี้ ช่าง...ไม่มีอะไรที่เธอไม่กล้าทำจริงๆ
“ไว้ฉันจะหาที่สอนเธอขับรถทีหลัง มันไม่ยากหรอก เพียงแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้” ไป๋โม่เฉินเกลี้ยกล่อมเธอ
ในใจของฟู่เยี่ยนรู้สึกหอมหวานราวกับได้กินน้ำผึ้งเดือนห้า เธอพยักหน้าและไม่พูดอะไรต่อ
ไป๋โม่เฉินถึงได้ถอนหายใจเงียบๆในใจ: ในที่สุด สาวน้อยคนนี้ก็หยุดดื้อรั้นเสียที
“พรุ่งนี้เธอจะไปเรียนไหม?”
“พรุ่งนี้ยังไม่ไป ฉันต้องไปหาอาจารย์เพื่ออธิบายเรื่องครั้งก่อน”
ฟู่เยี่ยนนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานนี้เธอยังไม่ได้เข้าไปในดินแดนต่างมิติ ไม่รู้ว่าไข่มังกรจอมดื้อทำอะไรลงไปบ้าง เธอต้องไปดูคืนนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้พืชสมุนไพรเสียหาย
“ได้ งั้นตอนบ่ายฉันจะไปนอนที่หอพักแล้ว สัปดาห์หน้าฉันมีเรียนเยอะมาก แล้วเธอจะไปเรียนเมื่อไหร่ล่ะ?” เมื่อรู้ว่าตัวเองจะไม่ได้เจอคนรักหลายวัน ในใจของเขาก็เจ็บแปลบอย่างบอกไม่ถูก
“ดูจากความคืบหน้าที่นั่น ฉันคิดว่าวันมะรืนก็ไปได้แล้ว เดี๋ยวตอนบ่ายฉันจะให้ของกับพี่ชิ้นหนึ่ง ถ้าพี่คิดถึงฉันก็สามารถใช้มันส่งข้อความถึงฉันได้ รอแป๊บนะ...” ฟู่เยี่ยนค้นๆ และหยิบนกกระเรียนกระดาษออกมาสองคู่
“นี่คืออะไร?” ไป๋โม่เฉินรับมา ไม่เข้าใจว่ามันใช้ทำอะไร
“นี่คือนกกระเรียนแม่ลูก สามารถส่งข้อความถึงกันได้ แต่แม่กระเรียนจะส่งข้อความถึงลูกกระเรียนได้เท่านั้น สามารถส่งข้อความได้ในระยะไม่เกิน 100กิโลเมตร พี่เอาแม่กระเรียนและลูกกระเรียนไปอย่างละตัว เราจะได้ส่งข้อความถึงกันได้”
“แต่การใช้งานมันค่อนข้างซับซ้อน พี่อาจทำไม่เป็น ถ้ามีเวลาฉันจะสอน ถ้าเรียนไม่ทัน ฉันจะส่งให้พี่แทน ลูกกระเรียนและแม่กระเรียนสามารถหาตำแหน่งของกันและกันได้ด้วยนะ”
ฟู่เยี่ยนยื่นนกกระเรียนแม่ลูกให้ไป๋โม่เฉิน
เมิ่งอ้ายชวนที่ได้ยินก็ตกใจจนอ้าปากค้าง: นี่คืออะไร? มีของดีอย่างนี้ด้วย?
จางเหว่ยเห็นจนชินแล้ว เขาเคยเห็นเธอใช้มันมาก่อนด้วย
“เฮ้ น้องสาว ให้ฉันสักคู่สิ ดูท่าว่ามันจะใช้สะดวกดี”
“ไม่ได้ ขนาดไป๋โม่เฉินยังอาจใช้มันไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องใช้ฉันเป็นฝ่ายส่งข้อความถึงเขาแทนอยู่ดี”
“ชวนจื่อ นายเลิกคิดเถอะ ฉันเรียนหลายครั้งแล้วก็ยังใช้ไม่เป็น เจ้าสิ่งนี้มีแต่ฟู่เยี่ยนใช้เองทั้งนั้น”
“ฉันจะลอง ฉันจะพยายามเรียนรู้มันให้ได้” ถ้าเขาเรียนได้ แบบนี้เขาก็จะรู้ที่อยู่ของเธอตลอดเวลา
“ถ้ามีเวลา ฉันจะสอนแล้วกัน” ฟู่เยี่ยนยิ้มให้เขา ไป๋โม่เฉินจึงจับมือเธอแน่นขึ้น
“ฉันจะบอกอะไรให้นะ พวกเธออย่าทำให้เราสองคนรู้สึกอิจฉาได้ไหม!” เมิ่งอ้ายชวนตะโกน
“เฮ้ ชวนจื่อ ฉันมีคนที่คุยด้วยแล้ว อย่าเอาฉันไปเกี่ยว” จางเหว่ยพูดอย่างภาคภูมิใจ
“อะไรนะ? ทำไมฉันไม่รู้เรื่องนี้เลยล่ะ” ฟู่เยี่ยนตกใจ นี่คือปาฏิหาริย์ชัดๆ
“ยังไม่ได้ตกลง แต่ก็เกือบแน่นอนแล้ว เธอยังไม่รู้ความสามารถของฉันอีกเหรอ?” จางเหว่ยเริ่มอวด
“ฉันรู้แค่ว่าพี่อายุ23ปีแล้วก็ยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนสักที พ่อแม่ของพี่ร้อนใจจนแทบแย่แล้ว เมื่อวานแม่ของฉันยังพูดอยู่เลยว่าป้าเยว่มาขอให้แม่คุยหาคู่ให้พี่!” ฟู่เยี่ยนหัวเราะ ใครจะไม่รู้ความสามารถของจางเหว่ยกันล่ะ เขาน่ะคุยโม้เก่งจะตายไป
“ทำไมถึงพูดให้ฉันดูแย่ด้วยล่ะ นี่ฉันมีเพื่อนแบบนี้ได้อย่างไรกัน? จริงสิ ไว้เราหาที่สะดวกสะดวก เธอก็ดูดวงให้ฉันทีว่าฉันจะทำสำเร็จไหม”
“ได้ ตามกฎเดิมนะ” ฟู่เยี่ยนไม่มีปัญหา
“ได้!” จางเหว่ยกัดฟัน
ไป๋โม่เฉินและเมิ่งอ้ายชวนไม่รู้ว่ากฎเดิมคืออะไร เมิ่งอ้ายชวนจึงถาม
“กฎเดิมคืออะไร?”
“ฟู่เยี่ยนเสี่ยงทายดวงชะตาได้แม่นมาก แต่ต้องจ่ายค่าดูดวงก่อน ค่าดูดวงขึ้นอยู่กับคน อย่างฉันอาจจ่ายหนึ่งร้อยหยวน ส่วนนายจ่ายสามร้อยหยวน คิดราคาตามเรื่องที่ต้องการดู”
จางเหว่ยอธิบาย นี่เป็นกฎที่ฟู่เยี่ยนตั้งไว้ ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่เท่าไรก็ยิ่งคิดค่าดูดวงแพงขึ้น
เมิ่งอ้ายชวนเกิดความสนใจขึ้นมาทันที เขาคิดถึงเรื่องลุงเล็กของเขา จึงอยากจะให้ฟู่เยี่ยนทำนายดู ค่าทำนายเขาจะจ่ายเอง
แต่เขาไม่ได้พูด เพราะต้องสังเกตการณ์ก่อน
รถหยุดลงที่โรงงานหลิวหลี่ เมื่อจอดรถเสร็จ ทุกคนก็เดินเข้าไปในร้าน
“ฟู่เยี่ยน เราจะไปดูร้านค้าก่อน หรือพูดคุยเรื่องธุระก่อนดี?”
“พี่ชวนจื่อ เราไปที่ร้านก่อน ตอนบ่ายค่อยไปดูก็ยังไม่สาย”
“ใช่ๆ ฉันต้องให้ฟู่เยี่ยนดูดวงให้ก่อน ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่สบายใจทั้งวัน” จางเหว่ยเริ่มกระสับกระส่าย
“งั้นดูดวงก่อนก็ได้ ใช้เวลาไม่นานหรอก” ฟู่เยี่ยนมองจางเหว่ย ใบหน้าของเขาไม่มีออร่าสีชมพูเปล่งออกมา แสดงว่าส่วนใหญ่เขาคิดไปเองฝ่ายเดียว
จางเหว่ยเห็นสีหน้าของฟู่เยี่ยนก็รู้สึกไม่ดี
“พี่จางเหว่ย พี่อยากให้ฉันใช้เครื่องมือหรือเสี่ยงทายแบบปกติ?” ฟู่เยี่ยนถามด้วยรอยยิ้ม
“ต้องใช้เครื่องมือสิ แบบธรรมดามันไม่ศักดิ์สิทธิ์”
ฟู่เยี่ยนแปลกใจ นี่เขาเอาจริงเหรอเนี่ย ดูท่าว่าเธอต้องทำนายดีๆเสียแล้ว
ฟู่เยี่ยนหยิบเหรียญสามจักรพรรดิออกมา หลังจากเขย่าจนเหรียญเปล่งแสงสีทอง เธอก็โยนลงไปบนโต๊ะ ฟู่เยี่ยนมองดูคำทำนายก็รู้ผลทันที
“พี่จางเหว่ย พี่แน่ใจนะว่าเธอคนนั้นสนใจในตัวพี่? คำทำนายมันไม่ได้บอกแบบนั้นเลย พี่ไม่ได้เข้าใจผิดไปใช่ไหม?”
“ไม่น่านะ เธอมาบ้านของฉันออกจะบ่อย แถมยังมักจะเอาของกินมาให้ด้วย แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าสนใจฉันหรือไง?” จางเหว่ยเกาหัวอย่างไม่เข้าใจ
“แต่คำทำนายบ่งบอกว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย และฉันก็ไม่เห็นว่าดวงดาวแห่งความรักของพี่จะเคลื่อนไหวด้วย ฉันคิดว่าพี่อาจจะเข้าใจผิดไป ไม่อย่างนั้นพี่ลองสังเกตอีกสักหน่อยดีไหม? บางทีเธออาจจะสนใจในตัวลูกพี่ลูกน้องของพี่? หรืออาจจะเป็นพี่สาวของพี่ ที่บ้านของพี่มีพี่ชายหรือน้องชายไหม?”
พอฟู่เยี่ยนพูดมาแบบนี้ จางเหว่ยก็รู้สึกหน้าชาด้วยความอายทันที ดูเหมือนทุกครั้งที่เธอมาก็มักจะมาหาจางตันอยู่เป็นประจำ แถมยังชอบพาจางตันออกไปเที่ยวด้วย
“ดูเหมือนว่าฉันจะ……เฮ้อ!” จางเหว่ยรู้สึกเหมือนความรักได้พังทลายลงแล้ว
“อุ๊บ! ฮ่าฮ่าฮ่า พี่จางเหว่ยหลีกไปเลย ฉันเอง ฉันตั้งใจจะให้แม่หาคู่ให้ฉันอยู่พอดี ดูสิว่าดวงดาวแห่งความรักของฉันพอจะขยับกับเขาบ้างไหม? ไม่แน่ใจว่าหนึ่งในเราอาจจะไม่โสดแล้วก็ได้”
เมิ่งอ้ายชวนคุ้นเคยกับจางเหว่ยแล้ว หากใช้คำพูดของเขามาเปรียบเปรย ตอนนี้พวกเขาสนิทกันเหมือนพี่น้องแท้ๆ
ฟู่เยี่ยนเหลือบมองเขาแล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ามีออร่าสีแดงสดเปล่งประกายออกมาจากตัวของเขา นี่เขากำลังจะมีเรื่องมงคลในเร็วๆนี้แล้ว! และเมื่อมองดูใกล้ๆ ก็สามารถมองออกจากโหงวเฮ้งของเขาได้ว่าพรหมลิขิตของเขากำลังจะปรากฏตัวแล้ว
ฟู่เยี่ยนจึงใช้เนตรสวรรค์มองดูให้ชัดเจน เธอมองเห็นว่าที่คู่ชีวิตของเมิ่งอ้ายชวนแล้ว และดูเหมือนว่าจะเป็นคนที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดีด้วย!
ตอนที่ 189: คนใจร้าย
ฟู่เยี่ยนเห็นแล้วว่าเนื้อคู่ของเขาคือใคร แต่เธอไม่ได้พูดออกมา เธอหาข้ออ้างว่าเธอไม่ทำนายสองครั้งในวันเดียว แล้วปฏิเสธเมิ่งอ้ายชวนไป จางเหว่ยรู้ว่าฟู่เยี่ยนมักมีข้ออ้างนี้เสมอถ้าเธอไม่อยากเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น
เขาไม่ได้ถามอะไร เขาสังเกตเห็นว่าสายตาของฟู่เยี่ยนยังดูแฝงความขำขันเสียด้วยซ้ำ ไป๋โม่เฉินก็สังเกตเห็นเช่นกัน แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไร เหลือแต่เมิ่งอ้ายชวนที่ยังไม่รู้เรื่องและรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ดูดวง
“งั้นเมื่อไหร่เธอจะทำนายให้ฉันได้?” เขายังคงไม่ยอมแพ้
“เดือนหน้านะพี่จางเหว่ย ฝากให้พี่ชวนจื่อรอหน่อย ฉันจะทำนายให้เขาตอนต้นเดือนหน้า แต่อย่างไรก็ตาม ฉันคิดว่าเรื่องดีๆของพี่กำลังใกล้เข้ามาแล้ว ดังนั้นฉันจะเก็บโควต้าไว้ให้พี่ก่อน”
ฟู่เยี่ยนพูดแล้วก็ส่งสายตาให้จางเหว่ย จางเหว่ยเข้าใจทันทีว่ามีบางอย่างที่พูดไม่ได้ ถ้าพูดออกมาจะไม่เป็นผลดี
“ไม่มีปัญหา ชวนจื่อ เดี๋ยวฉันจะช่วยนายจำไว้ แล้วเมื่อถึงเวลานั้น ฉันจะบอกนายและเตือนอาจารย์ฟู่อีกครั้ง”
จากนั้นทุกคนก็หันมาคุยเรื่องร้านค้า ทำให้หัวข้อการสนทนาเปลี่ยนไปยังเรื่องสำคัญ
“ฉันคิดว่าในอนาคต ร้านค้าของเราต้องพึ่งพาพี่ชวนจื่อและพี่จางเหว่ย ดังนั้นสัดส่วนหุ้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย”
“ไป๋โม่เฉินจะถือหุ้นร้านค้า20% พี่ชวนจื่อเป็นที่ปรึกษา ถือหุ้น20% ฉันจะแบ่งหุ้น20%ให้พี่จางเหว่ย เพราะเขาจะดูแลร้านค้าทั้งสี่แห่งให้เรา ส่วนฉันเองจะถือหุ้น40% พวกพี่คิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“หลังจากนั้นเราค่อยปรับเปลี่ยนสัดส่วนหุ้นตามสภาพการดำเนินงาน” ฟู่เยี่ยนเสนอวิธีแก้ไข
“ฟู่เยี่ยน ฉันรับแค่เงินเดือนก็พอ ไม่ต้องให้ฉันถือหุ้นหรอก” จางเหว่ยรีบปฏิเสธทันที
“พี่จางเหว่ยไม่ต้องปฏิเสธหรอก ในอนาคตฉันยังต้องพึ่งพาพี่ในการดูแลร้านและสอนงานให้กับคนอื่น อีกอย่างพี่ต้องเป็นคนดูแลเรื่องยันต์ด้วยตัวเอง เพราะฉันไว้ใจแค่พี่คนเดียวเท่านั้น” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
จางเหว่ยรู้สึกอบอุ่นใจมาก เขานึกถึงเวลาที่เขายืนกรานจะทำงานกับเธอ ตอนนี้ฟู่เยี่ยนก็ยังคงไม่เคยลืมความจริงใจของเขา ของขวัญที่เธอมอบให้เขาในเทศกาลประจำปีก็เหมือนกับที่เธอมอบให้กับพี่ชายสองคนของเธอ
“ตกลง เธอวางใจได้ ฉันจะไม่ทำให้เธอผิดหวังแน่นอน อ้อจริงสิ เจิ้งหมิงถามฉันหลายครั้งแล้วว่าเมื่อไหร่จะให้เขามา”
ฟู่เยี่ยนคิดอยู่ครู่หนึ่ง เจิ้งหมิงมีข้อบกพร่องก็จริง แต่ถ้าใช้งานเขาดีๆก็อาจได้ผลดีกลับมาเช่นกัน
“หลังพฤศจิกายน อาเล็กของฉันจะมาที่เมืองหลวง ให้เขามาพร้อมกันก็ได้ ถ้าเขามาแล้วให้เขาอยู่กับพี่จางเหว่ยไปก่อน ครอบครัวเขามีปัญหานิดหน่อย ฉันคิดว่าเขาไม่น่าจะมาได้ง่ายๆ”
“ถ้าเขาปล่อยวางเรื่องครอบครัวได้ เขาก็จะเป็นคนที่มีประโยชน์ แต่ถ้าไม่ เราก็ค่อยหาเส้นทางอื่นให้เขา”
“ตกลง ฉันจะโทรไปบอกเขาให้ เขาบอกฉันแล้วว่าน้องชายของเขาหายตัวไป หลังจากรักษาแผลเสร็จ เจิ้งจื้อก็หนีไปเลย”
“เฮอะ พี่ไม่ต้องกังวล ตอนนี้ฉันคิดว่าฉันอาจจะมองข้ามคนหนึ่งไป นั่นคือพ่อของเจิ้งจื้อเอง ถ้าครั้งนี้เจิ้งหมิงมาพร้อมกับพ่อของเขา มันก็จะเป็นการยืนยันความคิดของฉัน แต่ถ้าเจิ้งหมิงมาเองคนเดียว ก็แสดงว่าฉันคิดมากไป”
ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าเรื่องนี้มีความไม่ชอบมาพากลอยู่ เพราะการที่เจิ้งจื้อตามหาเธอเจอ มันช่างบังเอิญเกินไป
ไป๋โม่เฉินฟังสิ่งที่เธอและจางเหว่ยคุยกันพูด ที่แท้ยังมีสิ่งที่เขาไม่รู้อีกตั้งมากมาย เขาไม่รู้เลยว่ามีอันตรายอยู่รอบตัวเธอขนาดนี้ คิดได้แบบนั้น เขาก็จับที่นั่งแน่นขึ้น
เมิ่งอ้ายชวนมองไปที่ไป๋โม่เฉินอย่างเห็นใจ ว่าที่ภรรยาของเขามีความสามารถมากมายขนาดนี้ ไม่รู้ว่าไป๋โม่เฉินจะรู้สึกอย่างไร
“อืม ฉันรู้แล้ว”
“รอให้อาเล็กของฉันมาก่อน ฉันจะให้เขาดูแลเรื่องบ่มเหล้า ส่วนพี่ก็มาดูแลตรงส่วนนี้ก่อน จริงสิ พี่ชวนจื่อ พี่หาเครื่องตัดหินได้หรือยัง? ฉันมีหินดีๆอยู่ก้อนหนึ่ง อยากจะตัดมันแล้วเอามาทำเครื่องประดับให้แม่”
“เดือนหน้าฉันต้องทำพิธีคำนับอาจารย์แล้ว ฉันจะเตรียมของไว้ให้อาจารย์สักชิ้นด้วย”
“หาเจอแล้ว ฉันได้คุยกับเหล่ากง เขาบอกว่าจะมาดูให้วันนี้ ที่บ้านครอบครัวหวังมีโรงงานแปรรูปและช่างฝีมือหลายคน ครอบครัวหวังจะเปลี่ยนมาทำธุรกิจทองคำแทน พวกเขาจะไม่ทำธุรกิจหยกแล้ว เขาจึงอยากขายโรงงาน เธอสนใจไหม?”
“สนใจสิ มันอยู่ที่ไหน? เราไปดูกันเถอะ ในอนาคตพวกเราจะทำธุรกิจนี้ และการมีช่างฝีมือเป็นสิ่งสำคัญ” ฟู่เยี่ยนไม่คาดคิดว่าจะมีเรื่องดีๆแบบนี้
“อยู่ด้านหลังถนน มีบ้านหลังเล็กอยู่หลังหนึ่ง ถ้าเราซื้อมา เราต้องหาที่ใหม่ไว้เผื่อด้วย”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหา ฟู่เยี่ยนมีบ้านตั้งหลายหลัง แถวนี้ก็มีบ้านหลังใหญ่อยู่หลังหนึ่งเหมือนกัน ทำเป็นโรงงานไม่ยาก” จางเหว่ยตอบแทนฟู่เยี่ยน
“งั้นฉันจะไปนัดเจ้าเด็กคนนั้นจากบ้านตระกูลหวังให้ เราจะนัดเขาไปดูตอนบ่าย ตอนนี้เราไปดูร้านกันก่อนว่าตกแต่งไปถึงไหนแล้ว”
“อืม ไปกันเถอะ”
พวกเขาไปที่ร้านของไป๋โม่เฉิน ซึ่งอยู่ตรงกลางถนนพอดี
“นี่เป็นร้านที่แม่ซื้อไว้ รวมถึงอีกสองห้องตรงนั้นด้วย เดิมทีเปิดขายเครื่องเขียน แต่เนื่องจากบางเหตุผลทำให้กิจการไม่ดี ฉันจึงปิดร้านไป” ไป๋โม่เฉินอธิบาย
ภายในร้านยังมีปากกา หมึก และกระดาษเหลืออยู่เยอะ ถ้าไม่ขายทิ้งคงเสียดายแย่
“ปากกาและหมึกยังพอขายได้ แต่กระดาษเหลืองไปหน่อยแล้ว” ฟู่เยี่ยนสังเกต
“ใช่ ต้องหาคนที่เข้าใจธุรกิจนี้ ไม่งั้นคงเสียดายแย่” เมิ่งอ้ายชวนพูด
“แล้วคนดูแลร้านเดิมไปไหนแล้วล่ะ? เราอาจจะเชิญเขากลับมาได้ ถ้าเขาน่าเชื่อถือมากพอ” ฟู่เยี่ยนถามไป๋โม่เฉิน
“ลุงใหญ่ของฉันซื้อตัวเขาไปเปิดร้านเครื่องเขียนที่อื่นแล้ว ฉันจึงปิดร้านนี้ไป” ไป๋โม่เฉินพูดอย่างเฉยเมย เรื่องมันผ่านมานานมากแล้ว เขาไม่ได้ถือสา
ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดอะไร เธอรับรู้ได้ถึงความใจร้ายของคนพวกนี้ เธอจึงจับมือปลอบใจเขา
ไป๋โม่เฉินปลอบเธอด้วยการลูบหัวเธอเบาๆ บ่งบอกว่าเขาไม่เป็นอะไรแล้ว
ในตอนนั้นเอง เมิ่งอ้ายชวนก็กลับมาจากร้านของครอบครัวหวัง
“ไปกันเถอะ ไปดูโรงงานนั่นกัน หวังเหมี่ยนอยู่ที่นั่น เขาอยากขายทันทีและกำลังต้องการเงินอย่างมาก ตอนนี้มีช่างฝีมือสามคนที่เป็นยอดฝีมือในการแกะสลักหยก เขาดีใจมากที่เราจะซื้อทั้งคนและอุปกรณ์”
ไป๋โม่เฉินล็อคร้านแล้ว ทุกคนก็มุ่งหน้าไปยังย่านชางเป่าหัง หวังเหมี่ยนเป็นลูกคนเล็กของตระกูลหวัง เขาต้องการเปลี่ยนมาทำธุรกิจเครื่องประดับทองคำ เพราะธุรกิจหยกใช้เงินทุนสูง และมีคนในบ้านเสียชีวิตไปหลายคน เหลือแต่เขาสองคนพี่น้อง พี่ชายของเขาอยู่ทางใต้ ที่นั่นนิยมเครื่องประดับทองคำมากกว่า แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากก็ยังขายได้ดี การแต่งงานต้องมีเครื่องประดับทอง พวกเขาจึงวางแผนที่จะทำธุรกิจนี้แทน
“เมิ่งอ้ายชวนเองเหรอ? ว่าแต่พาใครมาด้วยล่ะ? อ้าว ไป๋โม่เฉิน ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ได้ยินว่านายออกจากกองทัพแล้วกลับไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย พี่นับถือนายจริงๆ หากพี่มีสมองอย่างนาย พี่ก็คงไปเรียนต่อแล้ว”
หวังเหมี่ยนรู้จักไป๋โม่เฉินและเมิ่งอ้ายชวนตั้งแต่เด็ก แต่หลังจากที่พ่อของเขาเสียชีวิต ตระกูลหวังก็ไม่สามารถรักษาสถานะรุ่งโรจน์อย่างในอดีตเอาไว้ได้ ดังนั้นเขาจึงถือว่าเป็นเพื่อนเล่นวัยเด็กของไป๋โม่เฉินและเมิ่งอ้ายชวน
“พี่หวัง ธุรกิจของพี่ไปได้ดีกว่ามาก ดีกว่าผมที่ต้องไปเรียนเสียอีก” ไป๋โม่เฉินตอบกลับ
“ไม่ปิดบังพวกนายแล้วกัน ชวนจื่อ ที่จริงครอบครัวโจวก็สนใจโรงงานนี้เหมือนกัน แต่พี่ไม่ชอบนิสัยของเจ้าหมอนั่นจากตระกูลโจว ดังนั้นนายเข้าไปดูก่อน เรื่องราคาค่อยเสนอมาตามสมควร ซึ่งช่างฝีมือสองคนนั้นเป็นช่างฝีมือที่มีทักษะยอดเยี่ยมมาก หากนายซื้อตัวพวกเขาไปด้วย ฉันจะได้มีคำอธิบายให้แม่ของฉัน”
“พี่หวัง เราขอดูก่อนแล้วกัน หากถูกใจก็จะซื้อทันที ฉันอยากซื้อกันจริงๆ ฉันมีคนจะแนะนำให้พี่รู้จักด้วย นี่คือจางเหว่ย ผู้จัดการใหญ่ของเรา พี่จางเหว่ย นี่คือพี่หวัง”
เมิ่งอ้ายชวนแนะนำจางเหว่ยให้หวังเหมี่ยนรู้จัก ไม่มีใครบอกหวังเหมี่ยนว่าคนที่มีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริงคือฟู่เยี่ยน และดูเหมือนว่าฟู่เยี่ยนต้องการซื้อโรงงานนี้จริงๆ
ตอนที่ 190: โรงงาน
หวังเหมี่ยนพาทุกคนเดินออกไปนอกโรงงานเล็กๆที่อยู่ใกล้เคียง มันเป็นบ้านเล็กที่มีสามห้อง ในหนึ่งห้องมีเครื่องจักรสำหรับตัดหิน ที่น่าสนใจคืออีกห้องหนึ่งที่มีเฟอร์นิเจอร์สำหรับช่างฝีมือเก่า และห้องสุดท้ายมีวัตถุดิบหยกบางส่วนเก็บไว้
เมื่อฟู่เยี่ยนเข้ามาในห้อง เธอสังเกตเห็นหินดิบหลายก้อนที่มีรอยแตกใหญ่ ส่วนมากเป็นเศษวัสดุที่ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์ แต่ในกลุ่มนี้มีบางก้อนที่ยังใช้งานได้ อย่างน้อยสามารถทำเป็นของประดับได้
ส่วนที่มีมูลค่าที่สุดคือก้อนหยกที่ไม่มีสี ซึ่งในยุคสมัยนี้ หยกสีเขียวจักรพรรดิยังเป็นที่นิยมมากกว่า ดังนั้นหยกสีใสจึงถูกวางทิ้งไว้ ไร้ซึ่งคนสนใจ
แต่ฟู่เยี่ยนชอบความใสกระจ่างของหยกสีใส เธอจึงคิดว่าจะพิจารณาซื้อโรงงานนี้พร้อมกับวัสดุทั้งหมดที่มีอยู่
วัตถุดิบหยกที่เหลือก็ไม่ได้มีค่ามากนัก บางก้อนแทบจะไม่สามารถเรียกว่าหยกได้ แค่มีเนื้อหยกอยู่เล็กน้อยเท่านั้น
“พวกนายดูไปนะ โรงงานนี้ฉันจะไม่ขาย จะเก็บไว้เป็นคลังสำรอง ขายแต่เครื่องจักร” หวังเหมี่ยนกล่าว เขาตั้งใจจะขายเพียงเครื่องจักรเท่านั้น
หลังจากการเจรจาต่อรอง ฟู่เยี่ยนก็สามารถซื้อเครื่องจักรตัดหินพวกนี้ในราคาต่ำได้
“พี่หวัง รบกวนพี่เรียกช่างฝีมือทั้งสามคนมาคุยกันหน่อยได้ไหม น้องสาวผมมีงานที่ต้องการให้ช่างฝีมือทำน่ะ” เมิ่งอ้ายชวนกล่าว
“ดีเลย ช่างฝีมือทั้งสามคนไม่มีบ้านอยู่แล้ว เพราะปกติพวกเขาพักอยู่ในบ้านหลังนี้ พวกนายดูกันไปก่อนนะ ผมจะไปเรียกพวกเขามา ค่ำนี้ฉันจะเลี้ยงข้าวเอง ขอบคุณที่ช่วยฉันแก้ปัญหานี้” หวังเหมี่ยนกล่าวด้วยความรู้สึกขอบคุณ
ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินสบตากัน โรงงานแห่งนี้อยู่ใกล้บ้านของไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนพอสมควร ทำเลจึงค่อนข้างสะดวก
“ฟู่เยี่ยน เธอมีบ้านหลังใหญ่ใกล้ๆนี้ไหม? ที่มีสองประตูหรือสามประตูก็ได้ ที่สามารถพอใช้เป็นที่พักให้กับช่างฝีมือเหล่านี้และใช้เป็นโรงงานได้น่ะ” ไป๋โม่เฉินถาม
ไป๋โม่เฉินกังวลว่าช่างฝีมือทั้งสามคนนี้จะไม่ยอม เพราะด้วยวัยของพวกเขา เกรงว่าพวกเขาจะกลัวเมื่อต้องเปลี่ยนเจ้านายใหม่
“พี่จางเหว่ย เรามีบ้านแบบที่ว่าไหม? ฉันจำไม่ได้น่ะ” ฟู่เยี่ยนจำไม่ได้จริงๆ
“มีบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ห่างจากที่นี่ไปสามป้ายรถเมล์ เป็นบ้านทางเข้าสามชั้น เพียงแต่ที่นี่ถูกปรับปรุงไว้ค่อนข้างไม่เป็นสัดส่วน แต่ฉันสามารถหาคนมาจัดการให้เรียบร้อยได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ เหมาะสำหรับใช้เป็นบ้านพักและโรงงาน” จางเหว่ยรู้เรื่องบ้านดีกว่าฟู่เยี่ยนที่เป็นเจ้าของเสียอีก
“งั้นดีเลย พี่ชวนจื่อ ฉันคิดว่าช่างฝีมือทั้งสามคนน่าจะเป็นคนที่ครอบครัวหวังไว้ใจ เงื่อนไขธรรมดาทั่วไปคงไม่ยอมรับ ไม่ได้ งั้นฉันจะเป็นคนจัดการเรื่องโรงงานและค่าจ้างช่างฝีมือเหล่านี้เอง รอให้ร้านต้องการช่างฝีมือ เราค่อยมาหารือวิธีทำความร่วมมือกัน” ฟู่เยี่ยนคิดว่าราคาค่าตัวของพวกเขาน่าจะสูงพอสมควร
แต่ตราบใดที่สามารถจ้างคนได้ มันก็ไม่ใช่ปัญหา แค่ต้องคอยดูว่าพวกเขาเป็นคนแบบไหน
“ไป๋โม่เฉิน ที่นี่ไม่ไกลจากบ้านของพี่ พี่กับพี่จางเหว่ยไปย้ายหินดิบมาก่อน ฉันจะกลับบ้านไปเอาหินที่ฉันจะเอามาตัดทำเครื่องประดับให้แม่” ที่จริงฟู่เยี่ยนเอาออกมาจากในดินแดนมิติเลยก็ได้ แต่เธอไม่ได้เอากระเป๋าสะพายหลังมา จึงไม่มีอะไรพรางตาพวกเขา
“ไม่ให้ฉันไปเพื่อนเหรอ?”
“ไม่ต้องหรอก ก้อนไม่ได้ใหญ่มาก ฉันจัดการเองได้” ฟู่เยี่ยนตอบ
เมิ่งอ้ายชวนรออยู่ที่นี่ หลังจากนั้นทั้งสามคนก็แยกย้ายไปทำธุระของตน
ฟู่เยี่ยนรู้ว่าช่างฝีมือเหล่านี้อาจไม่ใช่คนที่ชอบเงินหรือที่บ้านขาดแคลนเงิน แต่เธอมั่นใจว่าวัตถุดิบของเธอเป็นของดี คนที่ชอบงานหยกจะต้องไม่อาจต้านทานได้แน่นอน
ฟู่เยี่ยนเดินไปบ้านของตนเองโดยใช้เวลาเดินประมาณยี่สิบนาทีเท่านั้น เธอเข้าห้องและเข้าไปในดินแดนต่างมิติของเธอทันที
เมื่อเข้าไปในมิติ เธอยังไม่ได้ไปหยิบหินหยก แต่เธอเข้าไปดูไข่มังกรและเห็นว่ามันยังคงอยู่ตรงนั้น ไม่มีความเคลื่อนไหวเหมือนครั้งที่แล้ว
ฟู่เยี่ยนรู้สึกโล่งใจ เธอไปเลือกหินหยกสองสามก้อนที่คุณย่าของเธอทิ้งไว้ หลังจากกะน้ำหนักหลายครั้ง ในที่สุดเธอก็หยิบชิ้นที่มีออร่าสีเขียวสดขึ้นมา เธอจะใช้ชิ้นนี้ทำสร้อยข้อมือให้แม่ และจะแกะสลักอีกสองสามชิ้นให้พวกอาสะใภ้รอง
เธอนำหินหยกใส่ลงในกระเป๋าและปั่นจักรยานกลับมา ใช้เวลาเพียงสิบห้านาทีเท่านั้น เมื่อเธอกลับมาถึง ไป๋โม่เฉินยังไม่กลับมา แต่หวังเหมี่ยนได้นำช่างฝีมือทั้งสามคนมาแล้ว
หวังเหมี่ยนแนะนำช่างฝีมือทั้งสามคน โดยเริ่มจากช่างจูที่มีอายุมากที่สุด เขามีทักษะการแกะสลักยอดเยี่ยมที่สุด ตามที่หวังเหมี่ยนแนะนำ ช่างจูเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการแกะสลักเครื่องประดับที่สุด
คนต่อมาคือช่างหลิว เป็นชายร่างสูงพอประมาณ ผมหงอก เขามีอายุหกสิบกว่าแล้ว เวลายิ้มดูใจดีมีเมตตา เขามีทักษะที่หลากหลาย สามารถทำได้ทุกอย่าง
และคนสุดท้ายคือช่างเก๋อ เขาเป็นลูกศิษย์ของช่างจู อายุเท่าๆกับช่างหลิว
“เสี่ยวเหมี่ยน พวกเขาคือใคร และต้องการให้เราทำอะไร?” ช่างจูถาม
“ปู่จู ถ้าผมพูดแล้วปู่อย่าโกรธผมนะ พวกปู่เองก็รู้สถานการณ์ในครอบครัวของผมดี ตอนนี้ผมแบกรับต้นทุนไม่ไหวแล้ว เพราะต้นทุนหยกสูงเกินไป ผมจึงจะเปลี่ยนอาชีพไปทำเครื่องประดับทองคำ ผมขอโทษที่ต้องเปลี่ยนแปลง” หวังเหมี่ยนกล่าวอย่างรู้สึกผิด
“แต่ฉันได้ยินมาว่าเศรษฐกิจจะเปิดเสรีในเร็วๆนี้ หยกจะกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งแน่นอน ถึงตอนนั้นพวกเราก็ยังสามารถช่วยนายได้”
ช่างจูไม่พูดอะไรอีก ดังนั้นช่างหลิวจึงแสดงความคิดเห็น
“พวกคุณเองก็เป็นผู้อาวุโสของผม เห็นผมมาตั้งแต่เล็ก ผมจะไม่ขอปิดบังพวกคุณแล้วกัน ผมไม่อยากทำธุรกิจหยกอีกแล้ว ครอบครัวผมไม่สามารถรับภาระได้อีกต่อไป ผมขอโทษจริงๆ” หวังเหมี่ยนกล่าว
พวกเขาไม่ได้พูดอะไร เพราะแม่ของหวังเหมี่ยนเป็นเจ้าของร้านเหล่านี้ และเธอเป็นคนจ้างพวกเขาให้มาทำงานด้วย ก่อนจากไป เธอสั่งเสียให้หวังเหมี่ยนดูแลพวกเขาจนถึงบั้นปลายชีวิต แต่ลำพังแค่ครอบครัวของหวังเหมี่ยนเองก็แทบจะใช้จ่ายเงินแบบรัดเข็มขัดอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงที่ต้องมาเลี้ยงดูชายชราเหล่านี้เลย
“ช่างเถอะ เสี่ยวเก๋อช่วยประคองฉันที พวกเรากลับไปเก็บของกันเถิด พรุ่งนี้จะได้คืนบ้านให้กับเสี่ยวเหมี่ยน เรายังมีฝีมือ ไม่อดตายหรอก”
“เสี่ยวเหมี่ยน มีเวลาก็มาเยี่ยมเยียนฉันบ้างนะ ฉันก็คงอยู่ได้อีกไม่กี่ปีหรอก” ช่างจูกล่าวด้วยความเศร้าใจ
คำพูดเหล่านี้ทำให้หวังเหมี่ยนแทบยืนไม่ติดที่ เขารีบห้ามและบอกว่าเมิ่งอ้ายชวนจะซื้อโรงงาน และถามว่าพวกช่างฝีมือสนใจทำงานกับเมิ่งอ้ายชวนไหม
พอได้ยินแบบนี้ ช่างหลิวก็สะบัดแขนเสื้อเตรียมเดินออกไป แต่ฟู่เยี่ยนก็ได้เรียกขัดพวกเขาขึ้นก่อน
“ผู้อาวุโสทุกท่านอย่าเพิ่งไปเลย พอจะฟังฉันก่อนได้ไหม?”
ทุกคนหันไปมองก็เห็นว่าเป็นหญิงสาวสวยคนหนึ่ง แต่พวกเขาไม่ทันได้สังเกตเห็นว่าเธออยู่ตรงนี้
“สาวน้อย เธอมีอะไรจะพูดล่ะ?” ช่างจูถามอย่างหงุดหงิด คนที่ซื้อโรงงานเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง แบบนี้มันไม่ใช่เรื่องวุ่นวายหรือ! เธอคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหยกมาจากไหน!
“คุณปู่ ลองดูหินดิบชิ้นนี้ดู” ฟู่เยี่ยนหยิบหินดิบจากกระเป๋าและดันไปบนโต๊ะ มันหนักมาก แต่เลื่อนไปเร็วและหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขาอย่างเงียบๆ
ช่างฝีมือทั้งสามคนตกตะลึง ช่างจูหยิบแว่นขยายมาสำรวจอย่างละเอียด
หวังเหมี่ยนโล่งใจขึ้นมาและนั่งเงียบๆไม่กล้าพูดอะไร
จบตอน
Comments
Post a Comment