ตอนที่ 191: ออกสีเขียว
“เธอชื่ออะไร?” ช่างหลิวถาม
“ฟู่เยี่ยนค่ะ”
“สาวน้อยจากตระกูลฟู่ หินดิบก้อนนี้เป็นของเธอหรือ?” ช่างจูเงยหน้าขึ้นดู เขาคาดว่าหินก้อนนี้ถูกขุดขึ้นมาอย่างน้อยห้าสิบถึงหกสิบปีแล้ว
“ใช่ค่ะ มันเป็นของฉัน ฉะนั้นคุณปู่สบายใจได้” ฟู่เยี่ยนรู้ว่าช่างวัยชราคิดอะไร เพราะเขาเพียงแค่เห็นเธอยังเด็กเท่านั้น
“หินดิบก้อนนี้ถูกขุดขึ้นมาอย่างน้อยห้าสิบถึงหกสิบปีแล้ว เธอได้มันมาได้อย่างไร?” ช่างจูถามอย่างเคร่งเครียด
เมิ่งอ้ายชวนที่เห็นแบบนั้นเริ่มไม่พอใจ แต่ฟู่เยี่ยนส่งสัญญาณให้เขาใจเย็น
“เป็นหยกเขียวจักรพรรดิที่ตกทอดมาจากครอบครัวค่ะ”
เมิ่งอ้ายชวนต้องข่มอารมณ์ไว้
“เธอเป็นแค่เด็กสาวตัวเล็กๆ แต่คำพูดคำจาช่างเกินตัวไปแล้ว ว่ากันว่าแม้แต่เทพเจ้าก็ยังตัดสินหยกได้ยาก เธอบอกได้อย่างไรว่ามันเป็นหยกเขียวจักรพรรดิ และยังบอกว่าเป็นของที่ตกทอดมาในครอบครัวอีก?”
“คุณปู่ ทำไมพวกเราไม่ตัดหินเปิดดูไปเลยล่ะ เรามาเดิมพันกันดีไหม?” ฟู่เยี่ยนมีท่าทีสงบมาก เธอมั่นใจว่าช่างจูจะต้องการความช่วยเหลือจากเธอในอนาคต ฉะนั้นยังไม่จำเป็นต้องรีบเร่งในตอนนี้
“โอ้? เดิมพันอย่างไรล่ะ?” ช่างจูเริ่มสนใจ
“เปิดหินดิบตรงนี้”
“แล้วเราจะเดิมพันด้วยอะไร?”
“ถ้าเปิดออกมาเจอหยกเขียวจักรพรรดิ พวกคุณทั้งสามคนจะต้องเซ็นสัญญากับฉันและผลิตสินค้าให้กับร้านของฉันในอนาคตเป็นอย่างไร?”
“แล้วถ้าเปิดออกมาไม่ใช่หยกเขียวจักพรรดิล่ะ?” ช่างหลิวก็เริ่มโกรธแล้ว
“ถ้าเปิดออกมาแล้วไม่ใช่หยกเขียวจักรพรรดิ ฉันจะซื้อแค่เครื่องจักร และมอบหินดิบก้อนนี้ให้” ข้อเสนอของฟู่เยี่ยนน่าสนใจมาก เพราะการได้หยกเขียวจักรพรรดินั้นยาก แต่ต่อให้เป็นหยกชนิดอื่นก็ยังมีมูลค่า
“สาวน้อยฟู่มีความกล้าหาญดี ฉันจะเดิมพันกับเธอ! ถ้าเปิดออกมาเจอหยกเขียวจักรพรรดิ ฉันจะทำงานให้ แต่ถ้าเปิดออกมาแล้วไม่ใช่ ฉันไม่ขออะไรมาก เราแค่จะกลับบ้านของเราตามเดิม พวกนายสองคนเห็นด้วยไหม?” ช่างจูมีรอยยิ้มบนใบหน้า เขารู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้น่าสนใจ!
ช่างหลิวและช่างเก๋อก็ไม่มีปัญหา ทุกคนจึงตกลงกัน
ชายชราทั้งสามคนจึงเริ่มทำการวาดเส้นบนหินดิบ โดยระมัดระวังไม่ให้โดนเนื้อหินด้านใน ขณะนั้น ไป๋โม่เฉินและจางเหว่ยก็มาถึงพร้อมกับหินดิบรวมถึงหินหยกเขียวครึ่งก้อนที่เคยเปิดไปครึ่งหนึ่ง
ช่างฝีมือทั้งสามคนไม่เงยหน้าขึ้นมา ไป๋โม่เฉินและจางเหว่ยเกิดความสงสัยและหาที่วางหินดิบ ก่อนจะถามเมิ่งอ้ายชวน เมิ่งอ้ายชวนจึงอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง
ไป๋โม่เฉินที่ได้ยินแบบนั้นก็ดีดหน้าผากฟู่เยี่ยนไปเบาๆ
หลังจากศึกษาอยู่นาน ชายชราทั้งสามคนจึงตัดสินใจจะค่อยๆขัดดูก่อน
ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดแทรก ถึงอย่างไรวันนี้คงต้องอยู่ที่นี่อีกยาว แต่ตอนนี้เธอเริ่มหิวแล้ว เธออยากกินเนื้อย่าง
เธอจึงดึงชายเสื้อของไป๋โม่เฉิน ไป๋โม่เฉินก้มลงมองเธอ เธอก็ดึงอีก เขาจึงต้องโน้มตัวลงไป
ไป๋โม่เฉินรู้สึกจั๊กจี้ที่หู และเขาก็ได้ยินฟู่เยี่ยนพูดว่า “ฉันหิว อยากกินเนื้อย่าง”
ไป๋โม่เฉินหัวเราะ เธอช่างเหมือนเด็กน้อยจริงๆ ดังนั้นเขาจึงลูบผมเธอด้วยความเอ็นดู
“ฉันจะไปซื้อมา เราจะกินที่นี่เลยดีไหม?”
“ดี ฉันอยากกินเป็ดย่าง” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยความเขินอาย
“ได้ ไม่มีปัญหา ไปเถอะชวนจื่อ ไปกินเป็ดย่างกัน” ไป๋โม่เฉินพูดด้วยความสุข
เมิ่งอ้ายชวนรู้สึกทึ่งกับคำขอของฟู่เยี่ยน แต่ก็ไม่ปฏิเสธและลุกขึ้นไปพร้อมกัน
“ฉันอยากกินขนมแป้งม้วนด้วย” ฟู่เยี่ยนเสริม
“ไม่มีปัญหา ฉันจะซื้อให้จากร้านข้างๆร้านเป็ดย่าง” ไป๋โม่เฉินตอบกลับด้วยความยินดี ฟู่เยี่ยนหันกลับไปและจางเหว่ยก็ยกนิ้วโป้งให้
หาดูได้ยากที่อาจารย์ฟู่จะมีท่าทีออดอ้อนแบบนี้!
เมิ่งอ้ายชวนออกจากประตูไปก็ขมวดคิ้วมองไป๋โม่เฉิน
“ถ้าน้องสาวบอกอยากกินแกะทั้งตัว นายก็จะซื้อแกะทั้งตัวมาให้เธอใช่ไหม?”
ไป๋โม่เฉินมองเมิ่งอ้ายชวนหัวจรดเท้า
“หมายความว่าอะไร? ทำไมมองฉันแบบนั้น?”
“เพราะนายเป็นคนแบบนี้ไง ถึงหาภรรยายาก” ไป๋โม่เฉินพูดตรงอย่างไม่ไว้หน้า
“นี่!” เมิ่งอ้ายชวนพูดไม่ออกและรู้สึกอยากต่อยอีกฝ่าย อีกเดี๋ยวเขาจะกินเป็ดย่างคนเดียวทั้งตัวเลย!
ฟู่เยี่ยนนั่งดูพวกเขา หลังจากขัดหินไปหนึ่งรอบก็ยังไม่พบอะไร หลังจากปรึกษากันอยู่นาน พวกเขาก็ตัดมันอย่างระมัดระวัง
ฟู่เยี่ยนไม่ได้รีบร้อนเช่นกัน เพราะอาหารยังไม่มา รอมาถึงก็คงเปิดเจอพอดี
แน่นอนว่าหลังจากตัดหินออกไปหนาราวหนึ่งเซนติเมตรก็ยังไม่พบอะไร ไม่พบแม้กระทั่งสายแร่
“ปู่จู เราตัดจากด้านล่างดีไหม?” ช่างหลิวเสนอความคิดเห็น
“งั้นก็ลองดู แต่ให้ขัดดูก่อนแล้วค่อยตัด” ช่างจูกล่าวอย่างระมัดระวัง
ฟู่เยี่ยนนั่งคุยกับจางเหว่ยพร้อมกับกินเมล็ดแตงโมที่เอามาจากดินแดนต่างมิติ ดีที่กางเกงของเธอมีกระเป๋าข้าง เธอจึงทำทีควักออกมาจากกางเกง
หวังเหมี่ยนเข้ามาร่วมวงเพื่อถามเกี่ยวกับฟู่เยี่ยน
“นี่คือเจ้านายของเรา เธอเป็นคนซื้อโรงงานนี้” จางเหว่ยตอบและยื่นเมล็ดแตงโมให้เขา
จางเหว่ยไม่เหมือนเมิ่งอ้ายชวน เขารู้ว่าฟู่เยี่ยนไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ อีกอย่างเป็นผู้หญิงแล้วไม่สามารถเปิดร้านของตัวเองได้หรือไง?
“ไม่คิดเลยว่าจะเป็นคุณ คุณฟู่คิดจะทำธุรกิจหยกในอนาคตหรือ?” หวังเหมี่ยนถามอย่างสนใจ
“ใช่ค่ะ ถ้าเถ้าแก่หวังมีหินดิบขายให้ฉัน ฉันก็ยินดี” ฟู่เยี่ยนตอบ
“วัตถุดิบเหล่านี้ไม่ได้มีคุณภาพดีเท่าไรนัก พูดตามตรงมันคือของเหลือที่ไม่มีคุณภาพ คุณจะเสียเงินเปล่าและจะโทษผมในภายหลังเอาได้นะครับ” หวังเหมี่ยนพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพราะแม้เขาจะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของฟู่เยี่ยน แต่ที่นี่มีทั้งเมิ่งอ้ายชวนและไป๋โม่เฉิน นั่นหมายความว่าเขาไม่สามารถสร้างปัญหาให้เธอได้
“ไม่เป็นไร เราจ่ายเงินและรับของ ถ้าคุณเสนอราคาที่เหมาะสม ฉันก็ยินดีจะซื้อ” ฟู่เยี่ยนตอบอย่างไม่ใส่ใจขณะแทะเมล็ดแตงโมไปด้วย
“พูดขนาดนี้แล้วย่อมไม่มีปัญหา หินดิบพวกนี้ทั้งหมดเป็นของคุณ” หวังเหมี่ยนกล่าวอย่างพอใจ
“ค่ะ พี่จางเหว่ยไปนับจำนวนดูหน่อย เดี๋ยวเราจะได้ขนกลับไป วันหลังเราจะได้ลองเปิดเล่นกัน” ฟู่เยี่ยนพูดแล้วก็ลุกขึ้นไปดูความคืบหน้าของการตัดหิน
การลอกผิวหินจากด้านล่างก็ยังไม่พบอะไรเช่นกัน ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าหยกเขียวจักรพรรดิขนาดเท่ากำปั้นอยู่ตรงกลาง
“ตัดจากตรงนี้น่าจะดีกว่า ไม่ต้องระวังขนาดนั้นหรอก” ฟู่เยี่ยนชี้ตำแหน่งบนหิน เธอเชื่อว่าหากตัดจากตรงนี้จะเห็นสายแร่ และแบบนี้เธอก็จะไปกินข้าวได้แล้ว
“ตัดจากตรงนี้งั้นเหรอ?” ช่างเก๋อที่ไม่เคยพูดอะไรหันมามองฟู่เยี่ยน
“ใช่ ฉันคิดว่าตรงนี้น่าจะตรงจุดมากกว่า”
ช่างจูและช่างหลิวมองหน้ากันแล้วตัดสินใจ งั้นก็เริ่มมันจากตรงนี้แหละ!
“ช่างเก๋อ ตัดจากตรงนี้ มือนิ่งๆนะ” ช่างจูวาดเส้นอย่างรวดเร็ว ฟู่เยี่ยนเห็นและรู้สึกพอใจ การตัดครั้งนี้จะเผยให้เห็นหยกเขียวอย่างแน่นอน
ช่างเก๋อซึ่งอายุน้อยกว่าจึงมือมั่นคง เขาตัดตามเส้นที่วาดไว้ทันที ทันทีที่เครื่องจักรหยุด ช่างจูก็ตะโกนด้วยความตกตะลึง
“หยุดเร็วเข้า! ช่างเก๋อ! เหมือนจะเจอหยกเขียวแล้ว!”
เสียงตะโกนทำให้ไป๋โม่เฉินและเมิ่งอ้ายชวนที่เพิ่งกลับเข้ามาได้ยินพอดี ทั้งคู่วางเป็ดย่างลงและวิ่งไปที่หินดิบ
ช่างจูรดน้ำลงบนหิน เผยให้เห็นสีเขียวบริสุทธิ์ชัดเจน หยกเขียวจักรพรรดิกำลังเผยให้เห็นจากในหินดิบก้อนนั้น
ตอนที่ 192: หยกเขียวจักรพรรดิ
“นี่คือหยกเขียวใช่ไหม? หรือว่าเป็นหยกจักรพรรดิ?” เมิ่งอ้ายชวนวางเป็ดปักกิ่งลงทันที
“ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ แต่สีนี้ดีเลยทีเดียว” ฟู่เยี่ยนตอบ
“งั้นเรากินข้าวกันก่อนดีกว่า พวกเราซื้อเป็ดปักกิ่งมาห้าตัว พอไหม?” ไป๋โม่เฉินมองฟู่เยี่ยน เด็กน้อยของเขาหิวแล้ว กินข้าวก่อนดีกว่า
“มากินข้าวกันก่อนเถอะ ทำงานมานาน ฉันก็เหนื่อยเหมือนกัน” ช่างจูวางหินดิบลงก่อน
“กลิ่นหอมดีนะ ไม่ใช่ของร้านเฉวียนจวี้เต๋อ” ช่างหลิววางเครื่องมือลงด้วย
“น่าจะเป็นเป็ดปักกิ่งของร้านกู่เย่ว์เซวียน” ช่างเก๋อเดินเข้ามา
เมิ่งอ้ายชวนและไป๋โม่เฉินมองหน้ากัน พวกเขาสามารถบอกได้จากกลิ่นว่าเป็นเป็ดปักกิ่งของร้านไหน!
ไป๋โม่เฉินหยิบขนมออกมาหนึ่งถุงยื่นให้ฟู่เยี่ยน “นี่ขนมแป้งม้วนกับขนมเปี๊ยะหนิวเถียนปิ่งของเธอ”
“ขอบคุณนะ” ฟู่เยี่ยนรับขนมเปี๊ยะมากินก่อนหนึ่งชิ้น ที่เหลือวางบนโต๊ะให้ทุกคนได้กินกัน
“คุณฟู่ บางคนไม่ชอบขนมเปี๊ยะหนิวเถียนปิ่ง รสนิยมของคุณไม่ธรรมดาจริงๆ!” ช่างหลิวหยิบมากินหนึ่งชิ้น!
“คุณเรียกชื่อเล่นฉันก็ได้ค่ะ ขนมหนิวเถียนปิ่งมีรสเค็มผสมหวาน ราวกับชีวิตคนเราที่มีหลายรสชาติ”
ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกลืนขนมลงไป ไป๋โม่เฉินห่อเป็ดปักกิ่งให้ โดยใส่ต้นหอมและแตงกวา ฟู่เยี่ยนกินเสร็จแล้ว ไป๋โม่เฉินก็ห่ออีกชิ้นให้ โดยใส่หนังเป็ดกับน้ำตาล
ฟู่เยี่ยนกินเสร็จแล้วมองไปที่ไป๋โม่เฉิน เขารู้ได้อย่างไรว่าเธอชอบอะไร? แต่หลังจากที่เธอสังเกตไปสักพัก เธอก็รู้ว่านี่เป็นรสชาติที่เขาชอบเช่นกัน
ฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกดีขึ้นมาทันที
“ชีวิตคนเรามีหลายรสชาติจริง!” ช่างจูถึงกับยิ้ม เด็กคนนี้น่าสนใจจริงๆ
ช่างจูแม้อายุใกล้เจ็ดสิบปี แต่เขายังคงมีสุขภาพแข็งแรง เขากินเป็ดปักกิ่งไปได้ครึ่งตัว หลังจากกินเสร็จ เขาก็เดินกลับไปที่พัก ไปต้มชามาแจกทุกคน
ฟู่เยี่ยนชิมชาแล้วรู้ทันทีว่าเป็นชาหลิวอัน รสหวานละมุน น่าจะเป็นความหวานที่ช่างจูอยากให้ชีวิตของเขาได้เป็น
ช่างเก๋อและช่างหลิวต่างก็กำลังอิ่มเช่นกัน พวกเขากำลังนวดท้องย่อยอาหาร
“ฟู่เยี่ยน มาดูสิว่าหินดิบก้อนนี้ควรตัดอย่างไรต่อ” ช่างจูเรียกฟู่เยี่ยน
ฟู่เยี่ยนกลืนเป็ดปักกิ่งชิ้นสุดท้ายลงคอแล้วเดินไปดู คนหนุ่มที่เหลือยังคงกินเป็ดปักกิ่งต่อ
“คุณปู่ ฉันคิดว่าตัดจากตรงนี้ก็ดีนะคะ หรือจะตัดทีละเซนติเมตรก็ได้” ฟู่เยี่ยนรู้ว่าไม่ว่าจะวิธีไหนก็จะได้เห็นหยกแน่นอน
“อืม คนหนุ่มสาวนั้นไม่เลว แต่การตัดหินต้องใจเย็น เพราะวัตถุดิบดีๆแบบนี้ หากเสียไปเท่ากับเสียหายไปมูลค่าสูงมาก” ช่างจูสอนในฐานะผู้ใหญ่
ฟู่เยี่ยนพยักหน้า ที่จริงเธอเพียงแต่มีเครื่องมือสูตรโกง แต่การตัดหินต้องทำอย่างระมัดระวัง ไม่ควรใจร้อน
“วันนี้เราจะลองทำตามที่ฟู่เยี่ยนแนะนำ เพราะฉันอยากเห็นว่าในหินก้อนนี้จะมีอะไร” ช่างจูเห็นด้วย
ฟู่เยี่ยนพยักหน้า ตอนนี้ช่างเก๋อก็เข้ามาแล้ว พวกเขาเริ่มตัดหินกันอีกครั้ง
เครื่องจักรเริ่มทำงาน เนื้อหินถูกตัดออกทีละนิด และเป็นอย่างที่คาดไว้ หยกเขียวได้ปรากฏออกมาให้เห็นแล้ว หยกก้อนนี้สีเขียวเข้มมาก
“หยุดก่อน! เจอหยกแล้ว ตอนนี้ค่อยๆขัดออก” ช่างจูสั่งกำชับหลายรอบ
ช่างเก๋อเข้าใจถึงมูลค่าของวัสดุ มือเขาไม่สั่นเลยสักนิด และหลังจากนั้นราวหนึ่งชั่วโมงครึ่ง หินทั้งหมดก็ถูกขัดออก
มันเป็นหยกจักรพรรดิขนาดใหญ่เท่ากำปั้นผู้ใหญ่ เนื้อหยกใสบริสุทธิ์
“ของดี! นี่มันหยกเนื้อดี!” ช่างจูยกมันขึ้นมาและมองอย่างหลงใหล
“นี่เป็นครั้งที่สองที่ฉันเห็นหยกจักรพรรดิ มันหาได้ยากจริงๆ” ช่างหลิวตื่นเต้น
ช่างเก๋อมองอย่างตั้งใจ กลัวว่าอาจารย์ของเขาจะทำมันตกจากมือ
“คุณฟู่ ฉันยอมรับความพ่ายแพ้นี้แล้ว คุณต้องการให้ฉันทำอะไรได้หมด แต่มีเงื่อนไขเดียว ขอให้ฉันแกะสลักหยกชิ้นนี้ ฉันจะทำออกมาให้ดีที่สุด” ช่างจูยอมแพ้แล้ว เขายอมแพ้ให้กับหยกก้อนนี้
อีกสองคนก็มองฟู่เยี่ยนอย่างคาดหวัง เขาคาดหวังว่าเธอจะตอบตกลง
“ไม่มีปัญหา ของดีแน่นอน แต่ฉันมีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง หากคุณมีลูกศิษย์คนอื่นก็ไม่เป็นไร สามารถนำวัสดุธรรมดาบางส่วนให้ลูกศิษย์ของคุณทำได้ ฉันให้สวัสดิการดีแน่นอน”
“ที่บ้านฉันมีพื้นที่กว้าง ถ้าพวกคุณสามคนไม่รังเกียจก็ย้ายไปอยู่ที่นั่นด้วยกัน จะได้ทำงานในที่เดียวกัน แต่ถ้าไม่สะดวก ฉันจะซื้อบ้านให้อีกหลัง”
ฟู่เยี่ยนเจอคนมีฝีมือดีแบบนี้ เธอจะไม่ยอมปล่อยพวกเขาไปง่ายๆแน่นอน
“ดีมาก พวกเราสามคนมีบ้านของตัวเองอยู่แล้ว แต่เราอยากอยู่ด้วยกันมากกว่า งั้นย้ายไปที่นั่นกัน” ช่างหลิวตอบด้วยความดีใจ
“อืม ส่วนเรื่องการตกแต่งบ้าน หากพวกคุณต้องการอะไรก็บอกพี่ชายคนนี้ของฉันได้ รับรองว่าเขาจะทำให้พวกคุณพอใจอย่างแน่นอน” ฟู่เยี่ยนมอบหมายเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ของจางเหว่ย
“ผู้อาวุโสมีอะไรก็บอกผมได้ ผมสามารถทำได้ทุกอย่าง!”
“เอาล่ะ ฟู่เยี่ยน คุณอยากได้อะไรจากหินก้อนนี้?” ช่างจูไม่สนใจอย่างอื่น ตอนนี้เขาสนใจแค่หยกก้อนนี้จึงถามออกมา
“สัปดาห์หน้าเป็นวันเกิดฉัน ฉันอยากทำกำไลหยกให้แม่ ที่เหลือก็แล้วแต่คุณออกแบบเลย” ฟู่เยี่ยนรู้ว่าเขามีฝีมือดี
“ไม่มีปัญหา หยกก้อนนี้สามารถทำกำไลหนึ่งชิ้นได้แน่นอน ที่เหลือสามารถนำมาทำจี้ห้อยคอและต่างหูได้หลายชิ้น” ช่างจูไม่เพียงแต่เป็นช่างแกะสลักที่ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นนักออกแบบที่ดีด้วย
“งั้นคงต้องลำบากคุณแล้ว แล้วสามารถทำให้เสร็จทันวันศุกร์หน้าไหม?” ฟู่เยี่ยนใจร้อน
“ทันแน่นอน! รอดูฝีมือพวกเราสามคนได้เลย!” ช่างจูมั่นใจว่าหากพวกเขาสามคนช่วยกันจะต้องเสร็จทันแน่นอน
พูดจบ ช่างจูก็เตรียมจะไปทำงาน ฟู่เยี่ยนจึงคว้าตัวเขาไว้
“คุณปู่ไม่ต้องรีบร้อน ดูหินดิบก้อนนี้ก่อนสิ” ฟู่เยี่ยนให้ไป๋โม่เฉินนำหินหยกเขียวแอปเปิ้ลออกมา
“นี่, นี่ก็เป็นหยกเหรอ? ขอดูหน่อย นี่คือหยกเขียวแอปเปิ้ล ไม่สิ แต่เหมือนจะมีสองสี ลองขัดด้านบนดูก่อน” ช่างจูตื่นเต้น
“ผมขอลอง” ไป๋โม่เฉินอยากลอง
“ตกลง เสี่ยวเก๋อไปช่วยดูพ่อหนุ่มคนนี้ที นายจะได้พักบ้าง”
ช่างเก๋อเป็นคนพูดน้อย เขาช่วยชี้แนะทำให้ไป๋โม่เฉินสามารถตัดหินได้ ส่วนฟู่เยี่ยนดูช่างจูวาดออกแบบกำไล
ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงกว่า ช่างจูก็วาดกำไลเสร็จ
ช่างเก๋อและไป๋โม่เฉินตัดหินเสร็จก็พบว่ามันเป็นหยกสองสี และมีขนาดใหญ่กว่าหินจักรพรรดิมาก ขนาดของมันเทียบเท่ากับลูกบาสเก็ตบอลหนึ่งลูกเลย
“ฟู่เยี่ยน หยกก้อนนี้สามารถทำกำไลได้สิบกว่าอัน แถมยังเป็นหินสองสี ฉันมั่นใจว่าสามารถแกะสลักเป็นของตั้งโชว์ได้ด้วย” ช่างหลิวตื่นเต้นมาก เพราะวันนี้เขาเจอของดีถึงสองชิ้น
ช่างเก๋อหน้างอ เพราะพวกเขาสองคนต่างก็มีวัสดุกันหมด แต่ตัวเขายังไม่มีสักชิ้น เขามองฟู่เยี่ยนราวกับหากฟู่เยี่ยนไม่เอาวัสดุให้เขา เขาก็จะไม่ยอมเลิกราอย่างไรอย่างนั้น
หวังเหมี่ยนกลับไปตั้งแต่กินข้าวเสร็จแล้ว จางเหว่ยจัดการจ่ายบัญชีซื้อโรงงานและซื้อแรงงานจากเขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำให้หินดิบเหล่านี้กลายเป็นของเธอทั้งหมด
ฟู่เยี่ยนเดินมาด้านข้างหยกสีใส เธออุ้มมันขึ้นมาแล้วมอบให้ช่างเก๋อ
ตอนที่ 193: สั่งสอน
“คุณลองเปิดหินก้อนนี้ดูสิ ฉันไม่สามารถรับประกันได้ว่าด้านในของมันจะมีอะไร แต่ฉันรู้สึกว่าไม่เลวเลย” ฟู่เยี่ยนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์และส่งสายตาให้ไป๋โม่เฉิน
ช่างเก๋อรับหินมาแล้วเริ่มศึกษา
“ลองตัดตรงนี้ดูสักครั้ง เรามาลุ้นดูกัน” ฟู่เยี่ยนวาดเส้นเหมือนสุ่ม แต่ในความจริงแล้วมีความแม่นยำ ช่างเก๋อพยักหน้า ท้องฟ้าเริ่มมืดลง เขาต้องเร่งมือหน่อยแล้ว
ตอนนี้เมิ่งอ้ายชวนเป็นคนใช้เครื่องตัดหิน เขาตัดเนื้อหินออกไปหนึ่งชั้นแล้วก็รีบสำรวจดู
“มีสีเขียวออกมาหรือยัง?”
“ยังไม่เจอ ตัดต่อไป” ฟู่เยี่ยนวาดเส้นต่อไปประมาณสามเซนติเมตร ช่างเก๋อขยับปาก แต่ไม่ได้พูดอะไร
“มาดูฝีมือฉันกัน” เมิ่งอ้ายชวนตื่นเต้นและรู้สึกถึงความสำเร็จ
เครื่องจักรเคลื่อนที่ช้าๆ ช่างเก๋อไม่กะพริบตาเลย เขาอยากรู้ว่าฟู่เยี่ยนสามารถทายหินทุกก้อนสำเร็จได้อย่างไร เพราะอัตราทายสำเร็จมากถึงร้อยเปอร์เซ็นต์เชียวนะ
ช่างหลิวและช่างจูกลับไปแล้ว พวกเขาอุ้มวัสดุไปศึกษาที่ห้องตนเอง ที่นี่จึงเหลือเพียงช่างเก๋อ
เมิ่งอ้ายชวนตัดเนื้อหินออกไปทั้งหมดห้าครั้งถึงได้เจอกับหินหยกในนั้น ช่างเก๋อจึงขอเป็นคนลงมือขัดหินเอง
นี่คือเนื้อหยกใสแทรกด้วยลวดลายเหมือนน้ำแข็ง บางจุดมีสีเขียวแต้มเหมือนลวดลายดอกไม้ มันแวววาวเป็นประกายสวยงามมาก
“มันสวยมาก! ฉันขอจองไว้ทำกำไลคู่หนึ่ง ฉันจะเอาไว้มอบให้ว่าที่ภรรยาในอนาคต แล้วก็ขอจองเอาไว้ทำกำไลลายจุดสีเขียวด้วย” เมิ่งอ้ายชวนประทับใจในความงามของหินดิบก้อนนี้
“แล้วภรรยานายอยู่ไหนล่ะ? อีกอย่างมันเรียกว่าลายดอกไม้” ไป๋โม่เฉินล้อเลียน
“ไม่ว่าจะเป็นลายอะไรก็ตาม แต่ฉันจะมอบกำไลลายดอกไม้ให้แม่ แม่ฉันจะฉลองวันเกิดเร็วๆนี้แล้ว!”
ช่างเก๋อแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง เขารู้จักหินก้อนนี้ดี มันเคยถูกเขาและอาจารย์คิดว่าเป็นหินที่ไร้ค่า ไม่คิดเลยว่าตัดออกมาแล้วจะสวยจนน่าทึ่งขนาดนี้
“ฟู่เยี่ยน แล้วคุณมีความคิดอย่างไรบ้าง?” ช่างเก๋อถามเป็นประโยคยาวที่สุดที่ฟู่เยี่ยนเคยได้ยินจากเขาในวันนี้
“ทำตามที่คุณคิดก็ได้ค่ะ ฉันรับได้หมด จัดการทำกำไลให้คุณเมิ่งอ้ายชวนคู่หนึ่งด้วย ที่เหลือก็ทำเป็นกำไลไว้ขายแลัวกัน”
“อืม” ช่างเก๋อกลับสู่ความเงียบตามนิสัยของเขาอีกครั้ง เขาใช้ผ้าห่อหินและนำกลับไป
ในโรงงานจึงเหลือเพียงพวกฟู่เยี่ยนสี่คน ส่วนช่างทั้งสามคนที่หลงใหลในงานนี้ต่างกลับไปแล้ว
ฟู่เยี่ยนยักไหล่ เธอไม่มีอะไรจะพูด สี่คนล็อคประตูและกลับไปที่ร้าน
“วันนี้มันสนุกมาก! ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงอยากทำธุรกิจนี้ เพราะมันน่าตื่นเต้นมาก!” เมิ่งอ้ายชวนดื่มน้ำไปหลายแก้ว เขาคิดว่าคืนนี้เขาคงนอนไม่หลับแน่นอน!
ฟู่เยี่ยนยิ้ม “นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น ไว้ถ้ามีโอกาสลองไปประเทศพม่าดู ที่นั่นเป็นแหล่งของหยกอย่างแท้จริง มีหินดิบอีกมากมายเลยล่ะ”
“ตอนไปก็อย่าลืมบอกฉันด้วยนะ ฉันจะต้องไปร่วมด้วยอย่างแน่นอน” เมิ่งอ้ายชวนหัวใจยังเต้นแรง
“ใช่ ตอนเปิดหินดิบแล้วเจอหยกจักรพรรดิ ฉันทึ่งจนแทบจะลืมหายใจไปเลย มันสวยมาก! ฟู่เยี่ยน ฉันอยากได้หยกสีเขียวให้แม่” จางเหว่ยอยากได้กำไลข้อมือให้แม่เช่นกัน
“ถึงตอนนั้นรอให้ทำออกมาเสร็จแล้ว เราค่อยมาเลือกกัน คนกันเองลดให้20เปอร์เซ็นต์” ฟู่เยี่ยนยิ้ม เพราะเธอซื้อหินดิบพวกนี้มาด้วยเงินของตัวเอง จึงไม่นับว่าเป็นของทุกคน
“ดี ต่อให้ไม่ลดราคาก็ยังได้ เรามีเงินพอซื้ออยู่แล้ว ตอนสินค้าสำเร็จ เราสามารถจัดงานแสดงภายใน เชิญชวนคนรวยมาซื้อได้” เมิ่งอ้ายชวนผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจเสนอ!
“ไอเดียดี ไว้ฉันจะเลือกวันดีให้ พี่จางเหว่ย พี่ช่วยดูแลพวกอาจารย์หน่อยนะ พวกเขาดูรักการทำหยกมาก”
“อืม ฉันจะดูแลให้เอง”
“เรากลับบ้านกันเถอะ พี่ไป๋โม่เฉิน ฉันเหนื่อยแล้ว” ฟู่เยี่ยนพูดอ้อนโดยไม่รู้ตัว
“อืม” ไป๋โม่เฉินมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น เธอจะรู้ไหมนะว่าท่าทางแบบนี้ของเธอมันน่ารักขนาดไหน?
สุดท้าย เขาและเธอปั่นจักรยานกลับไปกันสองต่อสอง ทิ้งสองหนุ่มโสดเอาไว้ที่ร้าน
“ไปกินหม้อไฟเนื้อแกะไหม?” จางเหว่ยเสนอ
“ไปสิ!”
สองหนุ่มโสดไม่มีอะไรทำจึงไปกินหม้อไฟเนื้อแกะด้วยกัน!
ฟู่เยี่ยนเหนื่อยมากจริงๆ ตลอดทางเธอไม่พูดอะไร ไป๋โม่เฉินเองก็นิ่งเงียบ เมื่อจักรยานจอด ฟู่เยี่ยนก็ตื่นขึ้น
“ถึงบ้านแล้วเหรอ? อ๊ะ นี่มันไม่ใช่บ้านฉันนี่?” ฟู่เยี่ยนงง
ไป๋โม่เฉินไม่พูดอะไร เขาพาฟู่เยี่ยนเข้าไปในบ้าน จัดการปิดประตูแล้วจับเธอจูบทันที ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว รู้ตัวอีกที ฟู่เยี่ยนก็แทบจะหายใจไม่ออกจึงใช้มือทุบหลังเขา
ไป๋โม่เฉินรีบปล่อย ฟู่เยี่ยนหน้าแดงเหมือนผ้าสีแดง ตั้งแต่วันนั้น เขาก็ปลดล็อคลูกไม้ใหม่ๆออกมาได้มากมาย
ไป๋โม่เฉินมองหน้าเธอ เขาลูบผมเธอเบาๆ
“สัญญากับฉัน อย่าทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายได้ไหม?” ไป๋โม่เฉินพูดเบาๆ
ฟู่เยี่ยนมองตาเขา ดวงตาคู่นั้นของเขามันช่างลึกซึ้งเหมือนมีดาวระยิบระยับอยู่ภายใน ทำให้เธอรู้สึกหลงใหลในดวงตาคู่นั้นขึ้นมา เธอพยักหน้าและกอดเอวเขาเอาไว้
“อืม พี่เองก็ต้องรับปากฉันเช่นกันว่าต่อไปนี้อย่ายอมแบกรับความอัดอั้นใจไว้คนเดียว และอย่าให้ใครมารังแกพี่ได้ง่ายๆ”
ไป๋โม่เฉินกอดเธอแน่น น้ำตาเขาคลอเบ้า จู่ๆเขาก็ไม่กล้าพูดอะไรเพราะกลัวจะทำลายความสุขนี้ไป
เขากอดเธอเหมือนกอดทั้งโลกเอาไว้ ดูเหมือนว่าความทุกข์ในวัยเด็ก ความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับจากครอบครัวจะได้รับการเยียวยาในขณะนี้
ฟู่เยี่ยนรับรู้ได้ว่าไป๋โม่เฉินซุกหน้าลงที่ผมของเธอ ผ่านไปสักพัก เธอก็รู้สึกถึงความเปียกชื้นที่คอ
นี่เขาร้องไห้หรือ?
ฟู่เยี่ยนไม่พูดอะไร เพียงแค่กอดเขาอย่างเงียบๆ มือทั้งสองข้างลูบหลังเขาเบาๆ ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่
ไป๋โม่เฉินเงยหน้าจากผมของเธอแล้วจับเธอจูบอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่จูบของความรักแบบนุ่มนวล แต่มันดุดันและรุนแรงราวกับจะกลืนกินเธอ ความรักที่ท่วมท้นทำให้เขาปลดปล่อยทุกความรู้สึกออกมา
ระหว่างทางกลับบ้าน ฟู่เยี่ยนไม่อยากคุยกับเขาเลย เพราะเขาทำให้เธอปากบวม!
แล้วแบบนี้เธอจะกลับบ้านอย่างไร? หรือจะให้เธอหลบซ่อนตัวจากทุกคน ไม่ออกมาพบใคร?
“ฟู่เยี่ยน ฉันผิดไปแล้ว อย่าโกรธฉันเลยนะ” ไป๋โม่เฉินขอโทษ
“พี่ดูปากฉันสิ!” ฟู่เยี่ยนเกือบจะร้องไห้ออกมาแล้ว
“ฉันผิดเอง ฉันจะไปขอโทษคุณลุงคุณป้าดีไหม?” ไป๋โม่เฉินไม่รู้จะทำอย่างไรเช่นกัน
“พี่น่ะไปเลยนะ! ฉันจะกลับบ้านแล้ว”
ไป๋โม่เฉินดึงเธอไว้ เขารู้สึกว่าตัวเขารุนแรงกับเธอไปหน่อยจริงๆ นั่นเป็นเพราะแรงกระตุ้นในร่างกายของเขาต่างหาก
“สองวันนี้ฉันไม่อยากเห็นหน้าพี่แล้ว พี่รีบไปเลยนะ!”
“ตกลง ฉันผิดเอง เธออภัยให้ฉันเถอะ!”
“อย่าโกรธฉันเลยนะ ต่อไปฉันไม่กล้ารุนแรงแล้ว! ฉันจะเบากว่านี้”
“ยังจะพูดอีก!” ฟู่เยี่ยนทั้งโกรธและอาย เธอจูงจักรยานกลับบ้านทันที
ไป๋โม่เฉินยิ้มอย่างไม่มีทางเลือก เขามองฟู่เยี่ยนกลับบ้าน ดูเวลาแล้วพบว่ายังไม่ดึก เขาจึงกลับไปที่ห้องพัก
ที่จริงฟู่เยี่ยนแค่ต้องการสอนบทเรียนให้เขา เธอมีวิธีลดบวม เพียงแต่ต้องเข้าไปหายาในดินแดนต่างมิติ เธอจึงแอบย่องเข้าห้องอย่างเงียบๆ
เมื่อเข้าห้องมาได้แล้ว เธอก็โล่งใจ โชคดีที่เธอได้ยินพ่อกับแม่พูดกันในสวนหลังบ้าน เธอจึงรีบหายามาทา เพราะกว่าจะหายบวมต้องใช้เวลาเป็นครึ่งวัน
ฟู่เยี่ยนมองกระจกดูตัวเอง โชคดีที่เธอฉลาด แต่เมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ เธอก็ยื่นมือไปลูบปากของตัวเองแล้วหลุดยิ้มออกมา
ความรู้สึกนี้มันดีจัง!
ตอนที่ 194: สัญลักษณ์
หลังจากวันนี้ ทุกคนก็กลับไปทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขะมักเขม้น
การเรียนของไป๋โม่เฉินเริ่มหนักขึ้น ในฐานะนักศึกษาชั้นปีหนึ่ง และเป็นปีแรกที่กลับมามีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง อาจารย์และนักศึกษาต่างก็ต้องผ่านประสบการณ์มากมาย ทั้งการเรียนและการวิจัยล้วนเป็นไปอย่างจริงจังและรอบคอบ ไม่ว่าคณะไหน เวลาส่วนใหญ่ก็ถูกใช้ไปกับการเรียน
ในสัปดาห์นี้ฟู่เยี่ยนยังไม่สามารถไปเข้าเรียนได้ เพราะก่อนหน้านี้เธอค้นพบของดีหลายชิ้นในสุสาน และเธอต้องการไปตรวจสอบดูเสียหน่อย
เนื่องจากเกิดเหตุการณ์สองครั้งที่ทำให้หลายคนเกือบเสียชีวิต ถ้าไม่มีฟู่เยี่ยน พวกอาจารย์และเจ้าหน้าที่อาจจะไม่รอด ฟู่เยี่ยนจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ผู้อาวุโสจินจึงขอให้ฟู่เยี่ยนตรวจสอบสิ่งของทั้งหมด
ผู้อาวุโสจินรายงานเรื่องนี้ให้เบื้องบนทราบ และพวกเขาให้ความสำคัญอย่างมาก พร้อมทั้งส่งคนจากสำนัก753 มาช่วยฟู่เยี่ยนตรวจสอบว่าสิ่งของเหล่านี้มีพลังชั่วร้ายหรือไม่
ภารกิจนี้กินเวลานานกว่าสี่ถึงห้าวัน เมื่อถึงวันศุกร์ ในที่สุดงานอันแสนยาวนานนี้ของฟู่เยี่ยนก็สิ้นสุดลงเสียที
“พี่ฟู่เยี่ยน พรุ่งนี้เราจะมาที่นี่อีกไหม?” คนที่ถูกส่งมาจากหน่วย753 เป็นคนที่เธอคุ้นเคยดี คนหนึ่งคือมู่อี้อัน ส่วนอีกคนคือเยี่ยนโหลวจากตระกูลที่เชี่ยวชาญเรื่องอภิปรัชญา ซึ่งคนถามคือเยี่ยนโหลว
เยี่ยนโหลวอายุเพียง16ปีเท่านั้น เขายังเป็นเด็ก แต่ความสามารถไม่แพ้มู่อี้อันเลย ดังนั้นครอบครัวเยี่ยนจึงให้เขามาทำงานที่หน่วย753
“พรุ่งนี้? พรุ่งนี้วันเสาร์ ไม่ต้องมาแล้ว กลับไปพักผ่อนที่บ้านเถอะ” ฟู่เยี่ยนนึกขึ้นมาได้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดของเธอ
“พี่อัน พวกเราจะไปเที่ยวที่ไหนกันดี?” เยี่ยนโหลวไม่มีเพื่อนเล่นที่มหาวิทยาลัย เขารู้สึกว่าพวกเพื่อนที่มหาวิทยาลัยยังเด็กเกินไป ที่บ้านก็ไม่มีใครเก่งเท่าเขา
ตอนแรกเขาไม่อยากมาทำงานในหน่วย753เลย แต่มาทำงานในครั้งนี้กลับทำให้เขาพบพี่ชายพี่สาวที่น่าสนใจ โดยเฉพาะพี่ฟู่เยี่ยนที่สวยมาก
“พรุ่งนี้ฉันมีธุระ” มู่อี้อันถูกฟู่เยี่ยนเชิญไปฉลองวันเกิดในฐานะเพื่อนสนิท
“โอเค งั้นฉันกลับไปอ่านหนังสือที่บ้านก็ได้…...” เยี่ยนโหลวรู้สึกผิดหวัง ไม่มีใครเล่นด้วยแล้ว จึงต้องกลับบ้าน
ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันต่างหัวเราะ เยี่ยนโหลวน่ารักจริงๆ
ฟู่เยี่ยนบอกลา แล้วปั่นจักรยานไปที่มหาวิทยาลัย ในช่วงนี้เธอยุ่งมากจนไม่ได้เจอไป๋โม่เฉินหลายวัน เมื่อครู่นี้แม่นกกระเรียนกระดาษนำทางเธอไปที่มหาวิทยาลัย ดังนั้นเธอเตรียมทำเซอร์ไพรส์ไป๋โม่เฉิน
ที่มหาวิทยาลัย ไป๋โม่เฉินกำลังหาข้อมูลในห้องสมุด หลังจากเริ่มเรียนวิชาชีพเฉพาะ มีคำศัพท์เฉพาะทางมากมาย ซึ่งมหาวิทยาลัยตี้ตูเป็นสถาบันการศึกษาระดับสูงแห่งแรกในประเทศจีนที่เปิดสอนภาควิชาจิตวิทยา
แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลักสูตรจะหยุดชะงัก แต่อาจารย์ทุกคนก็ไม่เคยลืมการวิจัยของตน
ไป๋โม่เฉินเลือกเรียนจิตวิทยาเพราะหลังจากที่เขาโดนพิษศพ เขาควบคุมความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้พิษศพจะถูกกำจัดไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงคิดว่าจิตวิทยาน่าสนใจ
ฟู่เยี่ยนตามนกกระดาษไปจนถึงด้านล่างของอาคารห้องสมุด เธอรู้ว่าไป๋โม่เฉินน่าจะอยู่ที่นั่นจึงจอดรถจักรยานและเตรียมจะขึ้นไปหาเขา
ตอนนี้ไป๋โม่เฉินยังไม่รู้ว่าฟู่เยี่ยนอยู่ข้างล่าง ฟู่เยี่ยนกำลังจะขึ้นบันไดไป ทว่าจู่ๆเธอก็ค้นพบสิ่งผิดปกติบางอย่างเข้า
สัญลักษณ์นี้? ฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปใกล้ มันดูเหมือนตัวอักษร ‘火’ แต่ก็ไม่ใช่ มันเหมือนคำสาปโบราณมากกว่า
ฟู่เยี่ยนเดินไปตามผนัง เธอพบว่ามีสัญลักษณ์นี้ทุกๆระยะ
ฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจเดินสำรวจ เธอเดินรอบห้องสมุด ก่อนจะพบว่าสัญลักษณ์นี้จะปรากฏทุก99ก้าว
ไม่รู้ว่าสัญลักษณ์นี้หมายถึงอะไร ฟู่เยี่ยนไม่แตะต้องมัน เธอตัดสินใจขึ้นไปหาไป๋โม่เฉิน แต่ก็ไม่สามารถปล่อยผ่านสิ่งนี้ได้ ฟู่เยี่ยนจึงเอาตุ๊กตากระดาษออกมาหลายตัว
เธอพัฒนาตุ๊กตากระดาษเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ เมื่อมีคนมาแตะต้องสัญลักษณ์ ตุ๊กตาจะบันทึกภาพไว้ ฟู่เยี่ยนกระจายตุ๊กตาไปตามจุดต่างๆ แล้วปิดบังด้วยหญ้าเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ฟู่เยี่ยนจึงขึ้นไปหาไป๋โม่เฉิน
ฟู่เยี่ยนมองหาไป๋โม่เฉินอยู่สักพักก็เจอเขา เธอเดินเข้าไปเงียบๆ แล้วแตะเขาเบาๆ
และตอนที่ฟู่เยี่ยนจะดึงมือกลับ ไป๋โม่เฉินก็จับมือเธอไว้ทันที ฟู่เยี่ยนตกใจเกือบจะร้องอุทานออกมา
ที่จริงไป๋โม่เฉินเห็นฟู่เยี่ยนผ่านช่องว่างของชั้นหนังสือแล้ว เขาเห็นเธอเหมือนกระต่ายน้อยแอบย่องมา
“พี่ทำฉันตกใจหมดเลย ที่จริงพี่เห็นฉันแล้วใช่ไหม?” ฟู่เยี่ยนถามขณะออกจากห้องสมุด
“ใช่ ฉันเห็นเธอจากช่องว่างของชั้นหนังสือ” ไม่เจอกันหลายวัน ไป๋โม่เฉินคิดถึงเธอมาก
“มาพอดีเลย ฉันจะพาเธอไปที่แห่งหนึ่ง”
“ไปไหนเหรอ?”
“เดี๋ยวถึงแล้วเธอก็จะรู้เอง” ไป๋โม่เฉินพูดอย่างลึกลับ
ไป๋โม่เฉินปั่นจักรยาน ฟู่เยี่ยนขึ้นรถอย่างคล่องแคล่ว ทั้งสองคนปั่นรถผ่านตัวมหาวิทยาลัยตี้ตูไป
“เฮ้ นั่นไม่ใช่เหล่าซานเหรอ? ดูสิ เขามีสาวนั่งซ้อนท้ายมาด้วย” เหวินเฉียงกับพวกกำลังจะไปกินข้าว
“ไอ้หยา แต่เขามีสาวงามดาวมหา’ลัยอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?” หัวหน้าประจำหอของพวกเขาพูด
“ดูให้ดีสิ นั่นก็คือฟู่เยี่ยนไง เพราะนอกจากเธอแล้ว จะมีใครอีกบ้างที่มีจักรยานแบบนั้น?” ฉวีโจวเห็นว่าคนที่นั่งเบาะหลังของจักรยานคือฟู่เยี่ยนเอง
จักรยานของฟู่เยี่ยนเป็นจักรยานสำหรับผู้หญิงที่พ่อของเธอซื้อให้ มันเตี้ยกว่าจักรยานทั่วไป ทำให้ตอนที่ไป๋โม่เฉินปั่นมันจึงดูตลกไปหน่อย
“เยี่ยมเลย เจ้าสามของเราใช้ได้เลยนะ ดูคนรอบๆสิ พวกเขาอึ้งกันไปใหญ่เลย! เราต้องให้เขาเลี้ยงข้าวเราให้ได้แล้ว!” เหวินเฉียงพูดอย่างตื่นเต้น
ในมหาวิทยาลัย คนที่เห็นต่างก็จำฟู่เยี่ยนได้
“เฮ้ นั่นไม่ใช่ดาวมหาวิทยาลัยของพวกเราหรอ? คนที่ปั่นจักรยานพาเธอไปก็หล่อใช้ได้เลยนะ พวกเขาดูเหมาะสมกันดี” กลุ่มนักเรียนหญิงกำลังซุบซิบ
“เป็นเธอจริงด้วย ได้ยินว่าเธอเป็นนักศึกษาหญิงเพียงคนเดียวของภาควิชาโบราณคดี เธอขาดเรียนบ่อย ครั้งก่อนยังมีรถทหารมารับไปด้วย”
“ฉันก็ได้ยินมาเหมือนกัน แต่ดูเหมือนจะเป็นพวกคณบดีของภาควิชาเธอที่เรียกตัวไป ครั้งหลังๆ พวกเขาเป็นคนอนุมัติการลาให้เธอทั้งหมด”
ในหอพักของฟู่เยี่ยนก็เกิดความวุ่นวายขึ้นเช่นกัน
“ชานชาน ฟู่เยี่ยนกลับมาแล้ว! แต่มีผู้ชายพาเธอไปอีกแล้ว!” หยูเชี่ยนวิ่งเข้าหอพักมาบอกเหมี่ยวชานชาน
“ผู้ชายเหรอ? ใครล่ะ?” เหมี่ยวชานชานกำลังกลุ้มใจ เพราะสุดสัปดาห์นี้เธอต้องไปดูตัวกับใครก็ไม่รู้ คุณปู่ของเธอเป็นคนมาบอกด้วยตัวเอง ทำให้เธอปฏิเสธไม่ได้
“ก็คือคนที่มาหาเธอบ่อยๆนั่นแหละ” หยูเชี่ยนพูดอย่างลึกลับ
“โอ้ ไป๋โม่เฉินสินะ พวกเขาสองคนคบกันอยู่แล้ว จะประหลาดใจทำไม” เหมี่ยวชานชานพูดอย่างไม่สนใจ
“ฉันคิดว่าฉันเป็นคนแรกที่รู้เสียอีก” ความตื่นเต้นของหยูเชี่ยนลดลงไปครึ่งหนึ่ง
“เหมี่ยวชานชาน มีคนมาหาเธอ! รออยู่ข้างล่าง” ผู้ดูแลหอพักเคาะประตูบอก
จู่ๆ ผู้ดูแลหอพักก็มาเคาะประตูบอก
“รู้แล้วค่ะ!” เหมี่ยวชานชานรีบเก็บของ เธอลงไปข้างล่างและพบว่ามีทหารใต้บังคับบัญชาของคุณปู่รออยู่
“ผู้บังคับบัญชาให้ฉันมารับเธอกลับบ้าน”
“โอ้ ฉันรู้แล้ว ไปเถอะ” เหมี่ยวชานชานทำหน้าบูดบึ้ง คุณปู่ของเธอชักจะเกินไปแล้ว! นี่ถึงขั้นส่งคนมารับเธอกลับบ้านด้วย
“ชานชาน...” คนที่มารับเธอทำหน้าลำบากใจ คำสั่งของผู้บังคับการนี้ช่างชวนให้เขาลำบากใจจริงๆ โชคดีที่ชานชานให้ความร่วมมือ
ตอนที่ 195: ของขวัญ
ไป๋โม่เฉินปั่นจักรยานพาฟู่เยี่ยนไปยังย่านสือช่าไห่ ฟู่เยี่ยนมองซ้ายมองขวาก็คิดว่ากำลังกลับบ้านตัวเอง แต่เมื่อจักรยานเลี้ยวไปทางหนึ่ง กลับไม่ได้เข้าสู่ตรอกบ้านของเธอ แต่หยุดที่หน้าตรอกหนึ่งแทน
ไป๋โม่เฉินนำฟู่เยี่ยนไปยังประตูใหญ่ หลังจากจอดจักรยานเสร็จ ไป๋โม่เฉินก็หยิบกุญแจมาเปิดประตู
“นี่คืออะไร?” ฟู่เยี่ยนถามด้วยความสงสัย ไป๋โม่เฉินซื้อบ้านหลังใหม่ที่ไม่ไกลจากบ้านของเธองั้นเหรอ?
“เข้ามาดูก่อนสิ” ไป๋โม่เฉินพาฟู่เยี่ยนเข้ามาในบ้าน
บ้านหลังนี้มีห้าทางเข้า แต่สภาพไม่ดีเท่าบ้านของฟู่เยี่ยน เพราะมันไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี
“ตรงนี้เป็นห้องคนรับใช้ สภาพไม่ค่อยดี แต่เราสามารถปรับปรุงใหม่ได้ บ้านนี้เทียบกับบ้านของเธอไม่ได้เลย ของเธอดูเป็นบ้านของคนรวยตระกูลใหญ่มากกว่า”
ไป๋โม่เฉินพาฟู่เยี่ยนเดินชมรอบบ้าน และอธิบายเกี่ยวกับบ้านหลังนี้ให้ฟู่เยี่ยนฟัง
“นี่คือบ้านที่พี่เพิ่งซื้อมาเหรอ?” ฟู่เยี่ยนยังคงงุนงงไม่หาย
“ไม่ใช่ นี่คือบ้านของเธอต่างหาก” ไป๋โม่เฉินยิ้มตอบ
“บ้านของฉัน?” ฟู่เยี่ยนยังคงไม่เข้าใจ
“ใช่ นี่คือของขวัญวันเกิดครบรอบอายุ18ปีของเธอ” ไป๋โม่เฉินกล่าว
ฟู่เยี่ยนไม่รู้จะรู้สึกอย่างไรดี ทั้งดีใจและซึ้งใจในเวลาเดียวกัน
“ของขวัญชิ้นนี้มีค่าเกินไป ฉันไม่สามารถรับมันได้ ทำไมพี่ถึงซื้อบ้านให้ฉันล่ะ?” ฟู่เยี่ยนเอียงคอถาม
“สำหรับเธอ มันมีค่าเกินไปเหรอ?”
ฟู่เยี่ยนพูดไม่ออก แม้ว่าเธอจะไม่สนใจบ้าน แต่ใครบ้างที่ไม่ชอบมีบ้านหลายหลัง? ทั้งคู่เงียบไปชั่วครู่ ไป๋โม่เฉินดูเหมือนจะเสียใจเล็กน้อย เขาก้มหน้าลงโดยไม่พูดอะไร
ฟู่เยี่ยนไม่รู้จะทำอย่างไรดี ถ้ารับมา ก็ดูเหมือนเธอและเขาจะยังไม่ใกล้ชิดกันขนาดนั้น แต่ถ้าไม่รับ เขาก็ดูจะเสียใจมาก
“เอ่อ เมื่อครู่นี้พี่บอกว่าอยากปรับปรุงบ้านหลังนี้ใหม่ใช่ไหม? ทำไมไม่ให้พี่จางเหว่ยจัดการล่ะ?” ฟู่เยี่ยนชวนเขาเปลี่ยนเรื่องคุย
“เธอตกลงรับมันแล้วเหรอ?” ไป๋โม่เฉินดีใจมาก
“อืม ถ้าฉันไม่รับ พี่ก็คงทำเหมือนโดนฉันแกล้งอยู่ตลอดเวลาน่ะสิ” ฟู่เยี่ยนเบะปาก
“อืม งั้นเธอสามารถบอกเรื่องปรับปรุงบ้านกับฉันได้เลยนะ ฉันจะจัดการให้เอง” ไป๋โม่เฉินดีใจมาก
ฟู่เยี่ยนก็ตัดสินใจแล้ว อย่างมากก็แค่คืนให้เขาในภายหลัง
“แต่ถ้าปรับปรุงเสร็จแล้ว พี่ต้องมาพักอยู่ที่นี่ก่อนนะ” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างเขินอาย
“ได้สิ แต่ตอนนี้ฉันยังมีของอีกชิ้นที่จะให้เธอ” ไป๋โม่เฉินหยิบกล่องเล็กๆออกมาจากกระเป๋าของเขา
“นี่คือ……”
“บ้านเธอก็มีแล้ว ฉันคิดว่าต้องมีของที่จะทำให้เธอไว้คิดถึงฉันได้ตลอดเวลา ดูสิ ชอบไหม?”
ฟู่เยี่ยนเปิดกล่องออก เห็นสร้อยคอเส้นหนึ่งอยู่ข้างในนั้น ตัวสร้อยทำจากทองคำ จี้เป็นหยกสีเขียวเข้ม รูปร่างตัวหยกคล้ายกับรากบัว หากเพ่งมองดูให้ดีจะพบว่าลวดลายของมันเป็นชนิดที่หาได้ยากมาก
“ฉันเจอเธอแล้ว และฉันจะปกป้องเธอตลอดไป สร้อยนี้เป็นของแม่ฉัน ส่วนจี้นี้ ฉันให้ช่างจูทำให้”
“ขอบคุณนะ ฉันชอบมาก พี่ช่วยสวมมันให้ฉันหน่อยได้ไหม?”
ฟู่เยี่ยนยื่นสร้อยไปให้และเกลี่ยผมขึ้นเป็นสัญญาณให้ไป๋โม่เฉินสวมสร้อยคอให้
ไป๋โม่เฉินรู้สึกเขิน มือของชายหนุ่มสั่นเล็กน้อย แต่ก็ยังสวมสร้อยคอให้ฟู่เยี่ยนจนสำเร็จ
“สวยจริงๆ!” ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าสร้อยนี้เหมาะกับเธอมาก
“ไปกันเถอะ กลับบ้านเธอกัน ฉันจะไปดูว่าพอมีอะไรจะช่วยคุณลุงคุณป้าได้ไหม”
ในขณะนั้น หวังซู่เหมยและฟู่ต้านีกำลังตรวจดูความสะอาดของบ้าน พรุ่งนี้จะมีแขกมาเยอะ พวกเธอไม่อยากให้บ้านดูไม่ดี
“คุณป้า คุณอา ยังมีอะไรให้ช่วยไหม? คุณป้า ให้ผมขึ้นไปเอง คุณป้าลงมาเถอะ” ไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนกลับมาเห็นหวังซู่เหมยยืนอยู่บนบันไดพอดี
“ไม่เป็นไร ป้ายังไม่แก่ขนาดนั้น ตรงนี้มีเนื้อหมูรมควันที่ป้าเอามาจากบ้านแม่ พรุ่งนี้จะแบ่งให้ทุกคน” หวังซู่เหมยพูดขณะอยู่บนบันได
“คุณป้า ระวังหน่อยนะครับ คราวหลังงานแบบนี้เรียกผมนะ ผมจะมาทันที” ไป๋โม่เฉินพูดเอาใจ ทำให้หวังซู่เหมยยิ้มไม่หยุด
“แม่ของเสี่ยวฮั่วน่ะ มีลูกเขยสองคนนี้คงจะดีใจจนยิ้มไม่หุบแล้ว” ฟู่ต้านีทำอาหารเย็นพลางพูดกระซิบกับฟู่เยี่ยน
“อาหญิงก็เหมือนกันค่ะ ในอนาคตฟู่เวยและฟู่หรงจะต้องได้สามีดีๆ และอาหญิงก็คงจะมีความสุขมาก” ฟู่เยี่ยนพูดหยอก
“นั่นมันนานเกินไป ตอนนี้อาแค่อยากให้พวกเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆได้ แค่นี้อาก็พอใจแล้ว” ตอนนี้ฟู่ต้านีคิดถึงแต่ความสำเร็จของลูกๆเท่านั้น ความยากลำบากที่ผ่านมามีแต่จะทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
ฟู่เยี่ยนเกิดความคิดขึ้นมา อาหญิงของเธอยังไม่แก่ สามารถหาคู่ครองใหม่ได้ หากลูกสาวของอาหญิงโตขึ้น อาหญิงก็จะเหงาได้
เรื่องนี้อาจพูดกับแม่ได้ เพราะคู่ครองนั้นเจอได้ แต่ไม่อาจร้องขอได้
“อาหญิงคะ คืนนี้หนูจะทำอาหารเอง หนูเห็นอาเตรียมปลาไว้ใช่ไหม?”
“ใช่ อาตั้งใจจะทำปลาผัดหม่าล่า งั้นอาจะรอดูฝีมือเธอแล้วกัน อีกเดี๋ยวพวกเสี่ยวฉุ่ยคงกลับมาเร็วๆนี้ สองคนนั้นชอบเมนูนี้ที่สุด”
“งั้นหนููทำเมนูนี้แล้วกัน”
ค่ำนั้น ฟู่เยี่ยนเป็นคนทำอาหารเย็นด้วยฝีมือตัวเอง แต่กลับไม่คิดว่าฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินจะไม่กลับมากินข้าวบ้าน
“แปลกนะ พวกเขาไปไหน? ไม่รู้เหรอว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดของเสี่ยวฮั่ว?” หวังซู่เหมยบ่นกับฟู่ต้านี
“น่าจะรู้ พวกเขาอาจจะเตรียมของขวัญอยู่ ครั้งก่อนฉันได้ยินพวกเขาคุยกัน พรุ่งนี้ครอบครัวของวังจื่อหยวนก็จะมาด้วยใช่ไหม?” ฟู่ต้านีถาม
“ใช่ พ่อแม่เขาจะมา และอาจารย์ฉู่ก็เป็นอาจารย์ของเสี่ยวฮั่วด้วย เราก็จะได้เจอพวกเขาด้วย” หวังซู่เหมยพูด
“แล้วครอบครัวไป๋ล่ะ?”
“ครอบครัวไป๋มีแค่เสี่ยวไป๋ เขาไม่ค่อยสนิทกับพ่อ ทางฝั่งพวกปู่ย่าก็อย่าให้พวกเขาตกใจนักเลย จะได้ไม่ถูกใครนินทาทีหลัง”
“ใช่ เสี่ยวไป๋เองก็ใช้ชีวิตลำบากมาก เราต้องดูแลเขาเหมือนลูกชายแท้ ๆ ของเราเอง” ฟู่ต้านีพูด และหวังซู่เหมยก็พยักหน้า เพราะเธอเองก็คิดแบบนั้น
“กินข้าวกันเถอะ พวกคุณจะคุยอะไรกันอีก?” ฟู่ต้าหย่งเรียกให้ทุกคนกินอาหาร
“พวกคุณกินกันก่อนเลย ฉันกำลังทำขนมอยู่” หวังซู่เหมยพูดจากในครัว
“มาสิเสี่ยวไป๋ มากินกันเถอะ ลองชิมนี่ดู นานแล้วที่ลูกสาวลุงไม่ทำอาหาร” ฟู่ต้าหย่งอดใจไม่ไหว เพราะลูกสาวของเขาทำเมนูนี้อร่อยที่สุดแล้ว
“คุณลุง เรารอคุณป้าและคุณอาก่อนเถอะครับ นี่คืออาหารที่เสี่ยวฮั่วทำเหรอครับ?” ไป๋โม่เฉินดีใจ
“ใช่น่ะสิ ไม่รู้ว่าเจ้าตัวนึกคึกอะไร อาหญิงกับป้าของนายเขาก็ทำเป็น แต่ยังรสชาติไม่ถึงของเสี่ยวฮั่ว” ฟู่ต้าหย่งเริ่มกินแล้ว
“พ่อ อย่าพูดแบบนั้นให้แม่ได้ยินเชียว เดี๋ยวแม่จะไม่ทำอาหารอีกนะ” ฟู่เยี่ยนกระซิบเตือนพ่อ
“พ่อไม่กลัว เพราะอาของลูกทำได้ แตอนนี้แม่ของลูกทำอาหารไม่เก่งแล้ว แต่ต้มน้ำให้เดือดน่ะยังพอได้” ฟู่ต้าหย่งยื่นหน้าไปกระซิบลูกสาว
“สองพ่อลูกกำลังนินทาแม่เหรอ? แม่ได้ยินจากในครัวนะ” หวังซู่เหมยถือถาดขนมออกมา
“แม่ พ่อบอกว่าอาหารที่หนูทำไม่อร่อยเท่าผัดมะเขือของแม่” ฟู่เยี่ยนหาทางออกให้พ่อของเธอ
“ใช่ ใช่ ผมกำลังชมคุณอยู่นะ” ฟู่ต้าหย่งถือแก้วเหล้าพลางหัวเราะและชูนิ้วโป้งให้ลูกสาว
ลูกสาวฉลาด!
จบตอน
Comments
Post a Comment