ตอนที่ 201: ของขวัญพิเศษ
“สวัสดีค่ะแม่ มากันแล้วเหรอคะ? เชิญเข้ามานั่งข้างในก่อนค่ะ โอ้โห เด็กสองคนนี้ไม่เจอกันแค่ครึ่งเดือน ตัวโตขึ้นเยอะเลยนะ หนูน้อย มาให้ฉันอุ้มหน่อย” หวังซู่เหมยเห็นฉือหมิ่นก็รีบเข้าไปต้อนรับและขออุ้มหลานสาวตัวน้อยทันที
“ว่าแต่พวกเธอสองคนตั้งชื่อลูกๆแล้วหรือยัง? เรียกแต่เสี่ยวเอ้อร์ เสี่ยวซานแบบนั้น พี่ว่ามันฟังดูแล้วไม่เพราะเลย!” หวังซู่เหมยบ่นที่สองสามีภรรยาคู่นี้ยังไม่ตั้งชื่อให้หลานแฝดตัวน้อยเสียที
“ผมตั้งชื่อไว้แล้ว เดี๋ยวให้ฟู่เยี่ยนเลือกดูว่าชื่อไหนเหมาะสม” ฟู่ต้าจวงพูดพร้อมกับหัวเราะ
“อารอง อย่าลืมจ่ายค่าดูชื่อให้หนูนะคะ!” ฟู่เยี่ยนพูดแซว
“ไม่ต้องห่วง ถ้าเสี่ยวฮั่วตั้งชื่อดี อาจะให้ซองแดงซองใหญ่เลย นี่คือของขวัญที่อาสะใภ้ของเธอเตรียมไว้ให้”
“ขอบคุณค่ะอาสะใภ้!”
“เราเข้าไปข้างในกันเถอะ ห้องนี้คนเยอะ อุ้มเด็กไปที่ห้องของฉันก่อน” หวังซู่เหมยพาทุกคนเข้าไปในห้องของเธอ
“แม่คะ แม่ไปที่ห้องนั่งเล่นเถอะ หนูจะให้ลูกกินนม ตรงนี้มีพี่สะใภ้ช่วยอยู่แล้ว!” ฉือหมิ่นบอกให้แม่ของเธอไปพัก
ฟู่ต้านีออกมาเห็นพอดี จึงรีบเดินเข้ามาพาตู้ฟางหลันเข้าไปในบ้าน
“แม่เข้ามานั่งข้างในก่อนค่ะ พวกแม่มาได้เวลาพอดี พวกเขาเพิ่งกลับมาจากการเดินเล่น รอทานข้าวแล้ว ฉันจะพาไปเดินเล่นเที่ยวชมบ้านหลังนี้นะคะ”
“อืม ขอบคุณ” ตู้ฟางหลันรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยจากคำพูดของฉือหมิ่นบนรถที่บ่นว่าเธอทำให้พวกเขามาสายอยู่แล้ว พอฟู่ต้านีพูดมาแบบนี้อีก เธอเองก็รู้สึกกระดากอายอยู่เหมือนกัน
ฟู่ต้านีนำเธอเข้ามาในห้องโถง ตู้ฟางหลันเป็นคนมีความรู้ เธอเคยเป็นคุณหนูจากครอบครัวเล็กๆในเซี่ยงไฮ้
ดังนั้นเมื่อเธอเข้ามาในบ้าน เธอก็ต้องตกตะลึงกับเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมด เพราะมันทำจากไม้จันทน์หายาก!
ฟู่ต้านีพาเธอนั่งลงข้างๆกลุ่มผู้ชายที่กำลังพูดคุยเกี่ยวกับของสะสมทางศิลปวัฒนธรรม เธอฟังรู้เรื่องบ้างเล็กน้อย และรู้สึกว่าพวกนี้เป็นคนมีฐานะ
อีกฝั่งหนึ่ง แม่ของจางเหว่ยกำลังคุยกับยายของเขาเกี่ยวกับเรื่องต่างๆในครอบครัว เป็นการสนทนาเกี่ยวกับตำแหน่งต่างๆของรัฐบาล ตู้ฟางหลันฟังแล้วรู้สึกประหลาดใจ
แม้ว่าพี่ชายของฟู่ต้าจวงอาจดูไม่มีอะไรพิเศษ แต่คนที่เขาคบหาด้วยล้วนเป็นคนสำคัญ สรุปแล้วเขาโชคดีที่มีลูกสาวดี
ในไม่ช้า ฟู่เยี่ยนก็เชิญทุกคนไปนั่งโต๊ะ ทันทีที่เสิร์ฟอาหาร เธอยิ่งรู้สึกประทับใจ เพราะอาหารเหล่านี้เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน พ่อครัวของเมืองหลวงเก่งมาก แม้แต่เมนูชาและเหล้าก็มีความพิถีพิถัน
ตู้ฟางหลันมองดูว่าที่ลูกเขยของครอบครัวฟู่ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นคนมีฐานะทั้งนั้น อย่างแฟนของลูกสาวคนโตก็ดูเป็นเด็กเรียน มีการศึกษา ยิ่งแฟนของฟู่เยี่ยนยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขามาจากครอบครัวทหาร เป็นเด็กแข็งแรง ร่างกายกำยำ
ตู้ฟางหลันรู้สึกว่าเธอมาในวันนี้ไม่เสียเปล่า เมื่อเธอกลับถึงบ้าน เธอจะต้องเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับครอบครัวฟู่ใหม่ เพราะเธอรู้สึกว่าพวกเขามีฐานะดี ไม่ได้ดูจนเหมือนที่แสดงออกในช่วงที่ลูกสาวของเธอแต่งงานแรกๆ
และเมื่อเธอเปิดของขวัญตอบแทนจากฟู่เยี่ยน เธอยิ่งพอใจมาก เพราะในกล่องมีทั้งเนื้อรมควัน เหล้าชั้นดี และโสมพันธุ์ดีที่ถูกห่อไว้ในกระดาษหนังสือพิมพ์ ตอนแรกเธอไม่คิดจะเปิดดู เพราะนึกว่าเป็นเนื้อเค็ม ฉือหมิ่นเป็นคนเตือน เธอถึงได้เปิดดู
“แม่ หนูได้ยินพี่สะใภ้ใหญ่บอกว่ามีโสมอยู่ในนี้ พ่อเขากำลังต้องการยาบำรุงพอดี แม่เอาออกมาดูสักหน่อยสิคะ พรุ่งนี้ตอนแม่กลับไปจะได้เอากลับไปให้พ่อด้วย”
“แม่ไม่เห็นโสมเลยนะ งั้นเดี๋ยวแม่ดูก่อน เหมือนมีห่อกระดาษหนังสือพิมพ์อยู่” เธอรีบเปิดดูและเห็นว่าเป็นโสมที่คุณภาพดูดีมาก
"ฉือหมิ่น ดูสิ นี่มันโสมพันธุ์ดี เหมาะที่จะใช้เป็นยาบำรุงให้พ่อของลูก เดือนหน้าแม่จะเอากลับไปให้เขา” ตู้ฟางหลันมีความสุขมาก เธอไม่คาดคิดว่าของขวัญตอบแทนนี้จะมีค่าขนาดนี้
“ฉือหมิ่น ของขวัญนี้มีค่าเกินไป แม่ควรให้ของขวัญเสี่ยวฮั่วเพิ่มเติมดีไหม?”
“ไม่ต้องหรอกแม่ ครั้งหน้าหนูจะเพิ่มให้เอง ตอนนี้ไม่ต้องรีบ มันจะเกินความจำเป็นไปค่ะ”
ครอบครัวฟู่ส่งทุกคนกลับไปแล้วก็เหนื่อยหมดแรง ศาสตราจารย์ฉู่เห็นทุกคนเหนื่อยจึงไม่คิดรบกวน เธอจับมือหวังซู่เหมยและกล่าวว่าจะมาเยี่ยมเยียนใหม่คราวหน้า
หวังซู่เหมยฟังก็เข้าใจได้ทันทีว่าอีกฝ่ายหมายถึงเรื่องการหมั้นหมายของเสี่ยวฉุ่ย ส่วนวังจื่อหยวนยังคงอยู่ช่วยเก็บของ เพราะถึงอย่างไรไป๋โม่เฉินก็ยังไม่กลับ เขาในฐานะว่าที่ลูกเขยอีกคนจึงอยู่ช่วยอีกแรง
“เสี่ยวไป๋ นายจะกลับฐานทัพอย่างไร? ตอนนี้มันใกล้ค่ำแล้ว” วังจื่อหยวนถาม
“อาทิตย์นี้ฉันพักที่หอพัก อีกเดี๋ยวคงกลับไปที่หอพักเลย” ไป๋โม่เฉินกำลังเก็บอุปกรณ์ชงชา ของพวกนี้ต้องล้างให้สะอาดก่อนแล้วค่อยเก็บเข้าที่
“งั้นก็ไม่ถือว่ามืดไป อีกเดี๋ยวเราไปด้วยกัน บ้านฉันอยู่ใกล้หอพักของนาย ห่างกันแค่สิบนาทีเอง”
“ได้สิ งั้นฉันจะไปดูฟู่เยี่ยนที่สวนด้านหลังหน่อย” ไป๋โม่เฉินรู้สึกกังวล เพราะว่าฟู่เยี่ยนเข้าไปในบ้านของเธอกับมู่อี้อันนานแล้ว ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังคุยเรื่องอะไรกัน
ในความเป็นจริง ทั้งสองคนกำลังดูของขวัญที่มู่อี้อันมอบให้ ฟู่เยี่ยนเทกระเป๋าเฉียนคุนออกมา ด้านในเต็มไปด้วยกระดาษวาดยันต์เนื้อดี
“มู่! อี้! อัน!” ฟู่เยี่ยนกัดฟัน เธอเตรียมจะจัดการกับเขา
มู่อี้อันรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจึงหนีออกจากบ้านทันที เขาวิ่งออกมาเจอกับไป๋โม่เฉินที่กำลังเข้ามาพอดี
“เร็วเข้า เพื่อน นายช่วยกล่อมฟู่เยี่ยนที ให้เธอดูของขวัญให้ดี ในนั้นมีเซอร์ไพรส์” พูดแล้ว เขาก็วิ่งหนีไป
ไป๋โม่เฉินเกิดอาการงง ดูเหมือนเขาไม่จำเป็นต้องระวังผู้ชายคนนี้เลย คนอะไรดูปัญญาอ่อนชะมัด เสียแรงที่ร้อนใจตั้งนาน
เมื่อเขาเข้ามาก็เห็นฟู่เยี่ยนนั่งอยู่ท่ามกลางกระดาษกองโต
“นี่คืออะไรน่ะ?”
“ของขวัญจากมู่อี้อัน กระดาษกองโตเต็มบ้าน!” ฟู่เยี่ยนโกรธจนอยากจะเผามันทิ้ง
ไป๋โม่เฉินมองหน้าฟู่เยี่ยนก็อยากจะบีบแก้มของเธอ และสุดท้ายเขาก็เข้าไปบีบแก้มเธอจริงๆ
ฟู่เยี่ยน:??? นี่ฉันกำลังโกรธจนจะระเบิดอยู่แล้ว แต่พี่ก็ยังมาแกล้งฉันเนี่ยนะ?
“ฉันช่วยเก็บไหม? ให้เก็บไว้ที่ไหน ห้องตะวันออกดีไหม?” ไป๋โม่เฉินดึงฟู่เยี่ยนให้ลุกขึ้น
“ไม่ต้องหรอก เก็บใส่ถุงนี้ก็พอ” ฟู่เยี่ยนยกถุงในมือขวาขึ้น
“ฟู่เยี่ยน อย่าเอาแต่ติดเล่นสิ กระดาษเยอะขนาดนี้จะเก็บอย่างไร?” ไป๋โม่เฉินคิดว่าเธอล้อเล่น
“ก็เก็บแบบนี้ไง เร็วๆหน่อยสิ ฉันจะถือให้พี่” ฟู่เยี่ยนทำหน้าจริงจัง
ไป๋โม่เฉินจึงเอากระดาษวาดยันต์ใส่เข้าไปในถุงทีละปึก ยิ่งใส่ก็ยิ่งรู้สึกทึ่ง
“ฟู่เยี่ยน นี่……นี่มันคืออะไร?” ไป๋โม่เฉินตะลึง
“นี่เรียกว่าถุงเฉียนคุน สามารถเก็บของได้เท่ากับพื้นที่ประมาณ 25ตารางเมตร เป็นอาวุธลับของฉัน” ฟู่เยี่ยนยิ้มอย่างภูมิใจ
ไป๋โม่เฉินไม่เคยรู้จักสิ่งนี้
“เก็บได้ทุกอย่างเลยหรือเปล่า?” ไป๋โม่เฉินถาม
“แน่นอน ทองคำก็เคยถูกเก็บในนี้มาแล้วนะ” ฟู่เยี่ยนพูดขณะเก็บกระดาษวาดยันต์ เธอคิดว่ามันไม่สะดวก ควรทำให้มันสามารถดูดของเข้าไปเองจะดีกว่า แบบนั้นจะได้ไม่ต้องออกแรงเยอะ
ไป๋โม่เฉินยืนมองด้วยสีหน้าตกตะลึง ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร
“พี่เป็นอะไรหรือเปล่า?”
“ฉันแค่กำลังคิดว่าถ้าทหารทุกคนมีถุงแบบนี้คงดีไม่น้อย”
ฟู่เยี่ยนได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะทันที
“พี่คิดว่าฉันเป็นเทพเซียนหรือไง? ฉันทำได้ก็จริง แต่หากไม่มีวัสดุ ฉันก็ทำไม่ได้หรอก”
“แล้วต้องใช้วัสดุอะไรบ้าง?” ไป๋โม่เฉินถาม
ฟู่เยี่ยนส่ายหัว “วัสดุสูญหายไปนานแล้ว ฉันได้มาโดยบังเอิญ”
ฟู่เยี่ยนไม่ได้เปิดเผยเรื่องดินแดนต่างมิติของเธอ ต่อให้ในอนาคตเธอและเขาจะแต่งงานกันและมีลูก เธอก็ยังจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ
ไป๋โม่เฉินได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มเจื่อน
“ขอโทษที ฉันแค่คิดถึงเพื่อนร่วมรบที่ตายไป ถ้ามีถุงนี้ เขาคงไม่ต้องมาตายเพราะไม่มีกระสุน”
“ฉันเข้าใจ เราต้องสร้างประเทศของเราให้เข้มแข็ง มันเป็นหน้าที่ของเรา”
ตอนที่ 202: นัดดูตัว
หลังจากทั้งคู่พูดเรื่องเหล่านี้จบลง พวกเขาก็ดูซึมลงไปบ้าง แต่ไป๋โม่เฉินปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
“ขอโทษนะ เป็นความผิดของฉันเองที่พูดเรื่องพวกนี้ เธอช่วยยิ้มหน่อยได้ไหม?”
“ไม่เป็นไร ที่จริงฉันก็คิดไว้แล้วว่าถ้ามีโอกาสจะช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่ทำได้ แม่ของพี่ทิ้งทรัพย์สินไว้ให้พี่ไม่ใช่เหรอ? พี่สามารถเปิดบริษัทเพื่อรับทหารที่ปลดประจำการมา ให้พวกเขามีงานทำ ฉันคิดว่าแบบนั้นมันดีมากเลยนะ”
ไป๋โม่เฉินได้ฟังแล้วรู้สึกเหมือนกับได้เจอทางสว่าง ความรู้สึกที่เศร้าหมองเมื่อครู่หายไปหมดสิ้น
“ขอบคุณนะ เสี่ยวฮั่ว งั้นช่วยคิดหน่อยสิว่าควรเปิดบริษัททำอะไรดี?”
“ค่อยๆคิด ไม่ต้องรีบหรอก” ฟู่เยี่ยนตบไหล่เขาเบาๆเพื่อให้กำลังใจ
“โอเค รีบเก็บกระดาษพวกนี้กันเถอะ” ไป๋โม่เฉินเริ่มช่วยฟู่เยี่ยนเก็บกระดาษยันต์
“มู่อี้อันซวยแน่ คอยดูเถอะ ฉันจะเอาเรื่องกับเขาในวันจันทร์นี้!” ฟู่เยี่ยนพูดขณะเก็บของ
“เสี่ยวฮั่ว ดูนี่สิ” ไป๋โม่เฉินหยิบหนังสือเก่าๆออกมาจากกองกระดาษ
ฟู่เยี่ยนรับมาดู เธอเปิดไปสองหน้า เห็นแต่เรื่องจิปาถะทั่วไป นี่เป็นสมุดบัญชี ทว่าจู่ๆฟู่เยี่ยนก็สังเกตเห็นว่ามันมีช่องลับอยู่ตรงกลางหนังสือ
ฟู่เยี่ยนเดินไปที่โต๊ะหนังสือ หยิบมีดเล็กๆมาตัดช่องนั้นออก เมื่อเปิดออกมาก็เจอจดหมายฉบับหนึ่ง
เนื้อหาในจดหมายทำให้ฟู่เยี่ยนรู้สึกตกใจ เพียงแต่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เขียน เมื่อเธอดูท้ายจดหมายก็พบว่าผู้เขียนใช้นามสกุล ‘หวัง’ ดูจากอายุของหนังสือเล่มนี้แล้ว คงเป็นญาติของมู่อี้อัน
นี่เป็นความตั้งใจของมู่อี้อันหรือแค่บังเอิญ?
ไป๋โม่เฉินก็เห็นเช่นกัน ฟู่เยี่ยนเงยหน้ามองไป๋โม่เฉิน ทั้งคู่สบตากัน ฟู่เยี่ยนนึกขึ้นได้ว่าเคยได้ยินว่าคุณปู่ของมู่อี้อันใกล้จะเสียชีวิตแล้ว สายสัมพันธ์ของตระกูลมู่ก็ใกล้จะสิ้นสุด ถ้ามีจดหมายนี้ปรากฏขึ้นจะเกิดอะไรขึ้น?
“ใช่แล้ว เมื่อกี้ฉันชนเขา เขาบอกให้ฉันบอกเธอให้ดูดีๆว่ามีอะไรอยู่ในนี้ คงจะหมายถึงจดหมายนี้หรือเปล่า?” ไป๋โม่เฉินนึกถึงคำพูดของมู่อี้อันได้
“งั้นเรามาดูกระดาษทั้งหมดอีกที” ฟู่เยี่ยนเริ่มตรวจสอบกระดาษทั้งหมดอีกครั้ง
แล้วในกระดาษชุดหนึ่งก็พบหนังสืออีกเล่ม ฟู่เยี่ยนดูแล้วเป็นหนังสือรวมภาพวาดยันต์ของตระกูลมู่ที่มีอายุนับร้อยปี
ฟู่เยี่ยนใจเย็นลงและคิดว่าสิ่งที่มู่อี้อันตั้งใจให้เธอคือสิ่งนี้ต่างหาก แล้วหนังสือเล่มนั้นเป็นของใคร? แน่นอนว่าต้องมีคนอยู่เบื้องหลังที่รู้จักเธอ และรู้ว่าเธอสามารถช่วยมู่อี้อันได้ เขาคนนั้นต้องการประโยชน์หรือช่วยมู่อี้อันกันแน่?
ฟู่เยี่ยนคิดอยู่นานและตัดสินใจว่าจะบอกมู่อี้อันในวันจันทร์
ไป๋โม่เฉินช่วยฟู่เยี่ยนเก็บของเสร็จแล้วก็เตรียมตัวกลับ หวางจื้อหยวนตั้งใจจะกลับพร้อมเขา แต่หวางซู่เหม่ยยังไม่ยอมให้กลับ เธอบอกให้พวกเขาอยู่กินข้าวเย็นก่อน
ทุกคนเหนื่อยมากแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงเสนอให้กินหม้อไฟ และใช้วัตถุดิบที่เหลืออยู่ทำอาหารง่ายๆ
ทุกคนช่วยกันเตรียมวัตถุดิบทำหม้อไฟ ใช้เวลาไม่นาน พวกเขาก็ได้โต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยเนื้อสัตว์ ผัก ปลาและไข่
พวกเขาเป็นคนรู้จักคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว จึงไม่ต้องเกรงใจกัน ทุกคนหยิบตะเกียบมากินทันที มื้อนี้ดูน่าอร่อยกว่ามื้อกลางวันเสียอีก
“ฟู่เยี่ยน ชวนจื่อบอกว่าจะเอาแพะเป็นๆมาส่งให้พรุ่งนี้หนึ่งตัว เขาไม่ได้มาวันนี้” ไป๋โม่เฉินนึกได้ถึงเรื่องที่ชวนจื่อฝากเขามาบอก
“หา? แพะเป็น?” ฟู่เยี่ยนงง ทำไมทุกคนถึงให้แต่ของขวัญแปลกๆแบบนี้
“ไม่รู้ว่าเจ้าหมอนั่นไปได้แพะมาจากไหน เขาบอกว่าจะส่งมาให้เธอเลี้ยง จะได้เอาไว้กินในฤดูหนาว” ไป๋โม่เฉินรู้สึกลำบากใจและไม่อยากยอมรับว่าเจ้าหมอนั่นเป็นเพื่อนเขา
“อืม ถ้าเขาเอามาจริงๆ ฉันก็จะรับไว้ ว่าแต่ทำไมวันนี้เขาถึงไม่มาล่ะ? รู้แล้วแต่ยังไม่กล้ามางั้นเหรอ?”
ไป๋โม่เฉินนึกถึงสิ่งที่ชวนจื่อทำวันนี้แล้วก็ยิ้ม
“วันนี้เขาไปดูตัวน่ะ!”
“ว้าว? จริงเหรอ? ผลจะเป็นอย่างไรหนอ?” ฟู่เยี่ยนหัวเราะ แต่เธอไม่รู้เลยว่าคนที่ชวนจื่อไปดูตัวนั้นจะเป็นคนที่พวกเขารู้จักดี
……......................................
ต้องย้อนกลับไปในเช้าวันนี้ ชวนจื่อถูกแม่ปลุกตั้งแต่เช้า กระทั่งเวลา 08.00 น. เขาก็ถูกแม่เร่งเร้าให้ออกจากบ้าน
สถานที่นัดดูตัวคือท่าเรือที่สวนเป่ยไห่ เวลา 09.00 น.
เมิ่งอ้ายชวนขับรถไป จะว่าสะดวกก็สะดวก แต่จะบอกว่าไม่สะดวกก็ใช่ เพราะช่วงนี้ไม่มีที่จอดรถเลย เขาต้องขับวนหาที่จอดรถอยู่นาน เมื่อดูนาฬิกาก็เห็นว่ามันจะใกล้เวลานัดแล้ว
เมิ่งอ้ายชวนนึกว่าคงทำให้คู่ดูตัวรู้สึกไม่ดี แต่เมื่อวิ่งไปถึงท่าเรือกลับไม่เห็นใครเลย
หรือว่าคู่ดูตัวมาสาย?
ใช่แล้ว เหมี่ยวชานชานก็ถูกปลุกตั้งแต่เช้า เพราะเธอสัญญากับคุณปู่ว่าจะไปดูตัว ไม่อยากให้เขาเสียหน้า เธอจึงแต่งตัวเรียบร้อยแต่เช้า
เมื่อเหมี่ยวชานชานแต่งตัวเสร็จก็ลงไปกินข้าวเช้า แต่เธอกลับเจอน้องสาวต่างแม่—เหมี่ยวเยว่เยว่
“หึ แต่งตัวดีแค่ไหน พอไปถึงเดี๋ยวเขาก็ผิดนัดไม่มาดูตัวด้วยหรอก” อาจจะเป็นโชคชะตาระหว่างคน น้องสาวคนนี้มีท่าทีต่อต้านเธอมาตั้งแต่เด็ก
“ก็ไม่แน่ว่าอาจจะไม่เป็นแบบนั้น แต่ถ้าเป็นเธอน่ะ คนอื่นเขาคงไม่มาแน่นอน!” เหมี่ยวชานชานรู้สึกขุ่นเคือง แต่เธอไม่แสดงสีหน้าใดออกมา
“เธอ!” เหมี่ยวเยว่เยว่ไม่กล้าหาเรื่องต่อ เพราะเธอกลัวจะโดนคุณปู่และคุณพ่อดุจึงเดินหนีไป
เหมี่ยวชานชานไม่ชอบน้องสาวคนนี้เลย ดูไร้ค่าเมื่อเทียบกับแม่ของเธอ
เหมี่ยวชานชานรู้สึกสมเพชน้องสาวคนนี้ เพราะความสามารถอันน้อยนิดนี้เทียบกับคนเป็นแม่ไม่ติดเลย!
เมื่อกินข้าวเสร็จ เหมี่ยวชานชานก็ไปสวนเป่ยไห่ เธอลงจากรถบัสและดูนาฬิกาก็เห็นว่าเลยเวลานัดมาห้านาทีแล้ว
เธอกังวลว่าคู่ดูตัวจะโกรธและกลับไปก่อน แต่เมื่อวิ่งไปถึงท่าเรือก็เห็นมีคนยืนอยู่ประปราย
เหมี่ยวชานชานวิ่งไปนั่งเรือ บริเวณนี้มีคนไม่กี่คน เธอหายใจหอบและไม่สนใจที่จะดูด้วยซ้ำว่ามันคือเรือลำไหน
เมิ่งอ้ายชวนเห็นเหมี่ยวชานชานวิ่งมาเร็ว เขายังคิดว่าเธอนัดกับใครหรือเปล่า การไปนัดดูตัวแล้วเจอคนรู้จักเป็นเรื่องที่น่าอายมาก เขากลัวอึดอัดจึงไม่เข้าไปทักทายเธอ
เมิ่งอ้ายชวนยืนอยู่ฝั่งตะวันออก ขณะที่เหมี่ยวชานชานอยู่ฝั่งตะวันตก ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดว่าทำไมคู่ดูตัวของเขาถึงมาสายขนาดนี้
เหมี่ยวชานชานยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นเมื่อเห็นว่าคู่ดูตัวมาสายกว่าเธอ เธอจึงหยิบหนังสือพิมพ์ “เหรินหมินรื่อเป้า” ออกมาจากกระเป๋า
เมิ่งอ้ายชวนที่คอยสังเกตเธอมาโดยตลอดเห็นเธอรอใครบางคนนานแล้วก็คิดว่าเธอช่างโชคร้ายเหมือนเขาเลย เพราะคู่ดูตัวของพวกเขาต่างก็ไม่ให้ความสำคัญกับการดูตัวครั้งนี้ แต่แล้วเขาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นเธอหยิบหนังสือพิมพ์เหรินหมินรื่อเป้าขึ้นมา: เป็นเธอเองเหรอ?
อืม…..ถ้าเป็นเธอก็ดีเหมือนกัน
เขาเดินไปหาเหมี่ยวชานชานและได้ยินเธอบ่น “คงไม่ถูกผิดนัดจริงๆใช่ไหม? อย่าให้ยัยเด็กเหมี่ยวเยว่เยว่นั่นพูดถูกเลยนะ พระเจ้าช่วยลูกด้วย”
“ฮ่าฮ่า!” เมิ่งอ้ายชวนที่ได้ยินคำพูดของเธอมาตั้งแต่ต้นก็หัวเราะไม่หยุด
เหมี่ยวชานชานหันมาเห็นเมิ่งอ้ายชวนกำลังหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง จู่ๆเธอก็เบิกตากว้าง
“เป็นคุณเองเหรอ?!”
ตอนที่ 203: มีแฟนแล้ว
“มาทำอะไรที่นี่เหรอ?” เมิ่งอ้ายชวนถามอย่างขี้เล่น
เหมี่ยวชานชานมองไปรอบๆ ตรงนี้ไม่มีใครอื่นจริงๆ ว่าแต่จะเป็นเขาเหรอ? อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น? แต่ถ้าเป็นเขาก็ดี อย่างน้อยก็เป็นคนรู้จัก เพื่อนที่ฟู่เยี่ยนรับรองแล้ว ไม่น่าจะเป็นคนไม่ดีอะไร
“นี่, ว่าไงล่ะ?” เมิ่งอ้ายชวนเห็นเหมี่ยวชานชานไม่พูดอะไรจึงถามย้ำ
“ฉันรอคน คุณมาทำอะไรที่นี่? เช้าแบบนี้มาพายเรือเล่นเหรอ?” เหมี่ยวชานชานมองเมิ่งอ้ายชวนอย่างสงสัย
เมิ่งอ้ายชวนหัวเราะ คิดว่าสาวน้อยคนนี้ฉลาดดี ทีนี้ก็ต้องเปิดเผยตัวเองแล้ว คืดได้แบบนั้น เขาจึงหยิบหนังสือพิมพ์เหรินหมินรื่อเป้าออกมาจากกระเป๋ากางเกงบ้าง
“ฉันมานัดดูตัว”
“จริงเหรอ? เป็นคุณจริงด้วย” เหมี่ยวชานชานรู้สึกโล่งอก
“ใช่ ฉันเอง ว่าแต่คนที่แนะนำเธอมาพูดว่าอะไรบ้าง?” เมิ่งอ้ายชวนอยากรู้
“ไม่ได้บอกอะไรมาก แค่บอกให้ฉันมาดูตัว เขาบอกว่าคุณเป็นคนหนุ่มที่มีอนาคต” เหมี่ยวชานชานเล่าคำพูดของคุณปู่ แล้วเธอก็รู้สึกเขินขึ้นมาเล็กน้อย
“แม้ว่าเราจะเคยเจอกันมาแล้ว แต่ฉันก็อยากแนะนำตัวเองอีกครั้งนะ ฉันชื่อเมิ่งอ้ายชวน อายุ 22ปี ครอบครัวมีพ่อแม่ พี่ชายและพี่สาว ฉันเป็นน้องเล็ก ครอบครัวมีสมาชิกน้อย แต่บรรยากาศอบอุ่น”
“ตอนนี้ฉันเปิดร้านขายของโบราณ กำลังวางแผนเปิดร้านน้ำชาและร้านขายเครื่องเขียนพู่กันจีนกับฟู่เยี่ยนนที่ย่านโรงงานหลิวหลีน่ะ” เมิ่งอ้ายชวนพูดแนะนำตัวเองอย่างจริงจัง
“ฉันชื่อเหมี่ยวชานชาน ครอบครัวมีคุณปู่ พ่อ พี่ชายและแม่เลี้ยง แม่เลี้ยงของฉันมีลูกสาวหนึ่งคน แม่ของฉันทำงานต่างเมืองและยังไม่ได้แต่งงานใหม่” เหมี่ยวชานชานพูดตามจริง
“โอเค คุณอยากนั่งเรือไหม? ถ้าไม่อยากนั่ง ฉันจะพาคุณไปเที่ยวที่อื่น” เมิ่งอ้ายชวนถามตรงๆ
“นั่งก็ได้ ฉันไม่เคยนั่งเรือ ตอนเด็กๆสุขภาพไม่ดี คุณปู่เลยไม่ให้ฉันนั่ง” เหมี่ยวชานชานมองเรือด้วยความใฝ่ฝัน
เมิ่งอ้ายชวนที่ติดเล่นมาตั้งแต่เด็กไม่เข้าใจความรู้สึกนี้ แต่เขารู้สึกสงสารสาวน้อยคนนี้ เขาอยากพาเธอไปทำทุกอย่างที่เธอใฝ่ฝันแต่ไม่เคยได้ทำ
“ไปเถอะ เราไปนั่งเรือกัน คุณอยากทำอะไรอีก วันนี้พี่จะพาไปทำทุกอย่างเลย” เมิ่งอ้ายชวนจับมือเธอแล้วพาไปซื้อตั๋วนั่งเรือ
ในวันนี้ ทั้งสองคนนั่งเรือแล้ว เมิ่งอ้ายชวนได้พาเธอไปกินอาหารที่ร้านเก่าแก่ ตอนบ่ายไปห้องสมุดซีหัว และสุดท้ายเมิ่งอ้ายชวนก็พาเธอกลับไปส่งที่บ้าน
“ไม่กินข้าวเย็นแล้วเหรอ?” เมิ่งอ้ายชวนถามขณะขับรถ
“ที่กินไปเมื่อกลางวันยังย่อยไม่หมดเลย คงไม่กินแล้วล่ะ คุณส่งฉันที่หน้าประตูบ้านก็พอ เข้าไปข้างในไม่ได้” เหมี่ยวชานชานนวดท้อง วันนี้เธอมีความสุขมาก
“แล้วเราสองคนจะเอายังไงต่อ?” เมิ่งอ้ายชวนเห็นเธอเขิน เลยต้องเป็นฝ่ายรุก
“หมายถึงอะไร?” เหมี่ยวชานชานหน้าแดง
“แม่ของฉันพยายามอย่างหนักในการหาคู่ให้ฉัน ตื่นเช้ามาก็คอยจับจ้องให้ฉันล้างหน้าแปรงฟัน แม่ฉันให้ความสำคัญขนาดนี้ จะไม่ถามได้อย่างไร! แบบนี้จะให้ฉันกลับไปบอกแม่อย่างไรล่ะ ในเมื่อฉันยังไม่รู้เลยว่าเธอชอบฉันหรือเปล่า!” เมิ่งอ้ายชวนพูดแซวหญิงสาว
“ฉันเองก็ยังไม่รู้ว่าจะกลับไปพูดอย่างไรเหมือนกัน……” เหมี่ยวชานชานพูดพึมพำคนเดียว
“ของเธอพูดง่ายมาก ก็แค่บอกไปตามตรงว่าคู่ดูตัวเขาพอใจเธอมาก เขาชอบเธอ” เมิ่งอ้ายชวนพูดเหมือนไม่ได้จริงจังอะไร
“งั้นคุณก็ต้องบอกแบบนี้ บอกว่าฉันก็พอใจคุณเหมือนกัน” เหมี่ยวชานชานหน้าแดง
“โอเค! ฉันจะบอกแบบนั้น พรุ่งนี้ฉันมารับคุณไปเที่ยวอีกดีไหม?” เมิ่งอ้ายชวนเองก็เริ่มเขินแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขานัดผู้หญิง มือของเขาจึงชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“ได้สิ แล้วนี่คุณขับเข้ามาได้อย่างไร?” เหมี่ยวชานชานแปลกใจ
“ลืมบอก ฉันก็อยู่ที่นี่เหมือนกัน” เมิ่งอ้ายชวนยิ้มกริ่ม
ดังนั้นในวันถัดมา เมิ่งอ้ายชวนพาเหมี่ยวชานชานไปที่ร้านของเขา
“นั่งตามสบายเลยนะ แต่หากชอบของชิ้นไหนก็ดูแบบระมัดระวังหน่อยแล้วกัน หากแตกไปเป็นเงินทั้งนั้น” เมิ่งอ้ายชวนเตือน
“รู้แล้ว ว่าแต่เมื่อคืนคุณกลับบ้านไปพูดว่าอย่างไร” เหมี่ยวชานชานอยากรู้สถานการณ์ทางฝั่งเขามาก
“ฉันก็พูดไปตามตรงแหละ จะให้บอกว่าคนที่ไปดูตัวไม่ชอบฉันก็คงไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ เพราะคนหล่อๆอย่างฉัน ใครจะไม่ชอบล่ะ ว่าแต่?” เมิ่งอ้ายชวนมองเหมี่ยวชานชานก็เกิดอยากแซวเธออีก
“ไม่มีใครถามฉันหรอก พ่อไม่อยู่บ้าน แม่เลี้ยงกับฉันเป็นศัตรูกัน มีแต่คุณปู่ที่โทรมาถาม ฉันเลยบอกไปตามตรงว่าคุณดีมาก คุณปู่ดีใจมาก ทั้งยังบอกว่าจะกลับมาเจอคุณอาทิตย์หน้าด้วย”
“อะไรนะ? แค่กๆๆ...” เมิ่งอ้ายชวนสำลักน้ำทันทีที่ได้ยิน
“ทำไมล่ะ? คุณไม่อยากเจอเหรอ?” เหมี่ยวชานชานเห็นแบบนั้นก็เริ่มไม่พอใจ
“ไม่ใช่ ฉันแค่กลัวนิดหน่อย ตอนเด็กๆ คุณปู่ของเธอเคร่งขรึมและเข้มงวดมาก ทำไมฉันไม่เคยเจอเธอในบ้านพักทหารเลย? พ่อเธอกับพ่อฉันเป็นเพื่อนร่วมรบกัน”
เมิ่งอ้ายชวนยังจำได้ดีถึงใบหน้าอันแสนประหลาดใจของเธอเมื่อคืนนี้ตอนที่เขาขับรถกลับบ้าน
“ฉันสุขภาพไม่ดีตั้งแต่เด็ก ต้องอยู่กับคุณปู่ในกองทัพ เพราะหมอดูบอกว่าฉันต้องอยู่ในสถานที่ที่มีพลังหยางถึงจะดี มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ พอฉันกลับบ้านมาทีไรก็ป่วยทุกที ต่อมาคุณปู่ก็เอายันต์แคล้วคลาดกลับมาหนึ่งผืน ถึงได้รู้ว่ามีคนซ่อนของไม่ดีไว้ที่หัวเตียงของฉัน หลังจากนั้นสุขภาพของฉันก็ดีขึ้น แล้วฉันก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ พออยู่ในกองทัพไม่สะดวก ฉันเลยย้ายกลับมาอยู่ที่บ้าน” เหมี่ยวชานชานเล่าเรื่องราวของเธอให้เขาฟัง
เมิ่งอ้ายชวนวางถ้วยชาลงอย่างแรง ไม่รู้เป็นเพราะอะไร แต่เขากลับรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก ถ้าไม่มีเครื่องรางนั้น เขาคงไม่มีโอกาสได้เจอเธอ
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า?” เหมี่ยวชานชานกังวล
“หึ แม่เลี้ยงของเธอนี่เก่งจริงๆ ที่กล้าทำร้ายเธอได้ แล้วพ่อของเธอยืนดูเฉยๆแบบนี้น่ะเหรอ?” เมิ่งอ้ายชวนมองเธอด้วยสายตาร้อนแรง
“เราไม่รู้ว่าเป็นเธอหรือเปล่า เพราะเราไม่มีหลักฐาน” เหมี่ยวชานชานส่ายหัว เธอเองก็สงสัยว่าเป็นแม่เลี้ยง เพราะในบ้านมีแต่แม่เลี้ยงที่ไม่ชอบเธอ
“ไม่ต้องกลัว ต่อไปนี้จะไม่มีใครมาทำร้ายเธอได้ ใครคิดทำร้ายเธอต้องข้ามศพฉันไปก่อน!” เมิ่งอ้ายชวนจับมือเหมี่ยวชานชานแล้วพูดอย่างจริงจัง
เหมี่ยวชานชานเงยหน้ามองตาเขา ตอนนี้เขาดูจริงจังมาก ไม่เหมือนที่เธอเคยเห็นเขาเป็นคนเล่นๆ
เธอฟังแล้วก็พยักหน้าช้าๆ
“นอกจากพี่ชาย คุณเป็นคนที่สองที่พูดแบบนี้”
ความรู้สึกของทั้งคู่เริ่มร้อนแรงขึ้น เหมี่ยวชานชานรู้สึกว่าหัวใจของเธอเต้นแรงจนจะเหมือนจะหลุดออกมา เมิ่งอ้ายชวนจับมือของเธอด้วยความอบอุ่นและความแข็งแกร่ง มันช่วยบรรเทาความไม่สบายใจของเธอได้
“ไปเถอะ ฉันจะพาคุณไปที่หนึ่ง ไปบ้านฟู่เยี่ยนดีไหม?” เมิ่งอ้ายชวนจับมือเธอไม่ปล่อย เขาพาเธอลุกไปทันที
“บ้านฟู่เยี่ยน? คุณเคยไปแล้วเหรอ?” เหมี่ยวชานชานสนใจ
“เคยไปสิ บ้านของเธอหลังใหญ่มาก! ฉันจะพาเธอไปดู ฉันได้มอบแพะให้เธอไปหนึ่งตัวแล้ว เราไปกินข้าวที่นั่นกัน”
“แพะงั้นเหรอ? แบบเป็นๆน่ะเหรอ?” เหมี่ยวชานชานยืนอยู่หน้าประตู
“ใช่!”
“คุณใจร้ายจัง!” เหมี่ยวชานชานหัวเราะ
“แล้วเธอชอบไหมล่ะ?” เมิ่งอ้ายชวนยื่นหน้าเข้าไปใกล้เธอ
เหมี่ยวชานชานตกใจจนเกือบล้ม
“ฮ่าๆๆ!” เมิ่งอ้ายชวนหัวเราะ สุดท้ายเขาก็โดนหมัดน้อยๆของเหมี่ยวชานชานชกเข้าเบาๆ
ตอนเที่ยงวัน ฟู่เยี่ยนไม่เพียงแต่ได้รับแพะเป็นๆจากเมิ่งอ้ายชวนเท่านั้น แต่เธอยังได้พบเขาและเหมี่ยวชานชานด้วย
“ทำไมถึงมาอยู่ด้วยกันได้ล่ะ?” ฟู่เยี่ยนแปลกใจ
เหมี่ยวชานชานไม่พูดแต่หน้าแดง ส่วนเมิ่งอ้ายชวนก็แย้มยิ้มอย่างขี้เล่น
“นี่ อย่าบอกนะว่าเมื่อวานพวกเธอไปดูตัวกัน?” ฟู่เยี่ยนยกแขนขึ้นกอดอกขณะถาม
“ใช่แล้ว ตอนนี้เราเป็นแฟนกันแล้ว!” เมิ่งอ้ายชวนพูดเสียงดังอย่างภาคภูมิใจ
ตอนที่ 204: ต่อสู้
ในเมื่อต่างคนต่างมาแล้ว งั้นก็กินข้าวที่บ้านกันเถอะ แต่เนื่องจากตอนนี้มีหลายคน หากทำอาหารก็คงจะเหนื่อยอาหญิงไปหน่อย ฟู่เยี่ยนใช้สมองคิดอย่างรวดเร็วและตระหนักได้ว่าที่บ้านมีทั้งปลาและเนื้อสัตว์ สามารถย่างเนื้อกินได้นี่!
วันนี้ไป๋โม่เฉินอยู่ที่หอพัก เขาไม่ไปบ้านครอบครัวฟู่ เพราะรู้สึกว่าถ้าไปบ่อยเกินไปจะทำให้เขาดูเหมือนคนหมกมุ่นไปหน่อย เขาจึงตัดสินใจไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดแทน แต่ขณะอ่านหนังสือก็เห็นนกกระเรียนกระดาษกะพริบแสงขึ้น ฟู่เยี่ยนกำลังตามหาเขา
ไป๋โม่เฉินไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไร แต่เขาก็เก็บหนังสือจากห้องสมุดแล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านครอบครัวฟู่
เมื่อมาถึง เขาเห็นฟู่เซินและเมิ่งอ้ายชวนกำลังตั้งเตาย่างกันอยู่ในลานบ้าน
“เฉินจื่อ มาเร็วๆ นายเคยทำเรื่องพวกนี้มาก่อนใช่ไหม นายทำเถอะ ฉันทำไม่เป็น” เมิ่งอ้ายชวนตะโกนเรียก
ไป๋โม่เฉินวางของลงแล้วเข้าไปช่วยทันที
“ฟู่เยี่ยนล่ะ? ว่าแต่พวกนายกำลังทำอะไรเหรอ?” ไป๋โม่เฉินถามขณะมือยังคงตั้งเตาไปด้วย
“เราตั้งเตาเพื่อย่างเนื้อกัน ส่วนฟู่เยี่ยนไปที่สวนหลังบ้าน” เมิ่งอ้ายชวนตอบแล้วถอยห่างออกไป ปล่อยให้ไป๋โม่เฉินและฟู่เซินตั้งเตาด้วยกัน
“เสี่ยวไป๋ นายเก่งเหมือนกันนะเนี่ย! เตานี่ตั้งได้ดีเลย” ฟู่เซินชม
“เรียนรู้มาตั้งแต่ตอนเป็นทหารน่ะ เราต้องฝึกเอาชีวิตรอดในป่าแบบนี้” ไป๋โม่เฉินพูดขณะจัดเตาเสร็จ
“ที่เหลือฉันทำเอง นายไปช่วยจื้อหยวนเถอะ ฉันเห็นเขาง่วนกับปลาอยู่ครึ่งชั่วโมงแล้ว” ฟู่เซินเยาะเย้ยวังจื่อหยวนอย่างไม่ไว้หน้า
“โอเค ฉันจะไปดูหน่อย เขาอาจจะยังไม่ชำนาญ ถ้าทำบ่อยขึ้นก็จะเก่งเอง” ไป๋โม่เฉินหัวเราะ
หวังซู่เหมยและฟู่ต้านีนั่งดื่มชาอยู่ในบ้าน วันนี้ฟู่เยี่ยนไม่ให้พวกเธอช่วยอะไร เพียงแค่ให้พวกเธอรอทานอาหารเท่านั้น ส่วนฟู่เหยาตามพี่สาวไปเล่น ตอนที่ฟู่เยี่ยนอยู่ที่บ้าน เขามักจะตามติดพี่สาวเป็นเงาตามตัว
วังจื่อหยวนยังจัดการกับปลาไม่ได้เลย เขาไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เป็นเหตุให้ปลาสี่ตัวในอ่างยังคงดิ้นพล่าน
“ฉันทำให้เอง” ไป๋โม่เฉินรับมีดมา
“นายลองฆ่าตัวหนึ่งให้ฉันดูเถอะ ฉันไม่เคยทำมาก่อนน่ะ” วังจื่อหยวนกล่าวอย่างเขินอาย
“ได้ มันง่ายมาก” ไป๋โม่เฉินจัดการปลาตัวหนึ่งอย่างรวดเร็ว เขาผ่ากระดูกหลังและควักเครื่องในปลาออกมา
วังจื่อหยวนมองด้วยความทึ่ง มันเร็วมาก! แต่เขาเองก็ไม่ใช่คนโง่ เพียงแค่ไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหนเท่านั้น ฉะนั้นเขารับมีดมาแล้วก็พยายามอย่างเก้งก้างในการทำปลาอีกตัว
แม้จะไม่ชำนาญ แต่ก็ทำปลาได้ค่อนข้างเร็ว
“ไปกันเถอะ เราไปที่สวนหลังบ้านกัน ฟู่เหมี่ยวกับฟู่เยี่ยนอยู่ที่นั่น” วังจื่อหยวนล้างปลาเสร็จและเตรียมไปหาคนอื่น
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนรู้เรื่องของเหมี่ยวชานชานและเมิ่งอ้ายชวนพอสมควรแล้ว และแอบดูโหงวเฮ้งของทั้งคู่ ทั้งสองมีดวงสมพงษ์กัน แต่อย่างไรก็ตาม ในอนาคตชานชานจะมีเคราะห์เล็กน้อย แต่จะมีคนช่วยเหลือให้ผ่านพ้นไปได้
ฟู่เยี่ยนรู้ว่าคู่รักนี้จะสามารถผ่านพ้นอุปสรรคบางอย่างไปได้ ตอนนี้เหมี่ยวชานชานรู้สึกดีมากเหมือนถูกเยียวยา จนมองเห็นความผ่อนคลายได้ด้วยตาเปล่า
ส่วนเมิ่งอ้ายชวนแม้จะดูไม่เอาไหนและมีท่าทางติดเล่น แต่ในเนื้อแท้เขาเป็นคนที่ได้รับการอบรมมาจากครอบครัวทหาร แม้ว่าเขาเองจะไม่ได้เป็นทหาร แต่ครอบครัวของเขามีวิถีชีวิตของทหาร
“ฟู่เยี่ยน เธอคิดว่าเมิ่งอ้ายชวนชอบฉันจริงๆไหม?” เหมี่ยวชานชานถามด้วยความกังวลเล็กน้อย
“เธอก็ไปถามเขาเองสิ ฉันไม่ใช่เทพเจ้านะ” ฟู่เยี่ยนดูฟู่เหมี่ยวและฟู่เหยาฝึกสกัดจุดชี่ พี่สาวของเธอเก่งขึ้นมากในช่วงปีที่ผ่านมานี้ จนทำให้ฟู่เหยาร้องไห้โวยวายเพราะกลัวตามไม่ทัน
“ฉันไม่กล้าถาม...” เหมี่ยวชานชานพูดอย่างเหนียมอาย
“เธอต้องลองทำความรู้จักและสัมผัสด้วยตัวเอง ความรักเป็นเรื่องของคนสองคนไม่ใช่เหรอ? ถ้ามีปัญหาก็ถาม ถ้าไม่เข้าใจก็พูดไปตามตรง” ฟู่เยี่ยนยิ้มและมองดูเด็กสาวที่เริ่มมีความรู้สึกอบอุ่นหัวใจ แม้จะดูกล้าๆกลัวๆไปบ้าง แต่มันก็เป็นภาพที่สวยงาม บางทีตอนเธออยู่กับไป๋โม่เฉินอาจจะเป็นแบบนี้เหมือนกันใช่ไหม?
“ฟู่เยี่ยน!” ไป๋โม่เฉินเรียกชื่อเธอ ทำให้ฟู่เยี่ยนหลุดจากความคิด
ฟู่เยี่ยนหันกลับมายิ้มแย้มอย่างสดใส ทำให้ไป๋โม่เฉินรู้สึกอบอุ่นใจ สภาพอากาศเริ่มร้อนขึ้น วันนี้ฟู่เยี่ยนสวมชุดเดรสลำลอง ปล่อยผมยาวสลวย ดูผ่อนคลายและสบายตามาก
“พี่มาแล้วเหรอ? เห็นสัญญาณที่ฉันส่งไปไหม?”
“เห็นแล้ว เดิมทีฉันตั้งใจจะอ่านหนังสือที่ห้องสมุด” ไป๋โม่เฉินลูบหัวเธอ ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นยิ้มรับสัมผัสนั้น
“อะแฮ่ม... พวกเธอช่วยเกรงใจหน่อยได้ไหม” เหมี่ยวชานชานพูดด้วยความเขินอาย คู่นี้ชอบโชว์หวานแบบไม่เกรงใจใครเลย
“เหมี่ยวชานชาน?” ไป๋โม่เฉินรู้สึกแปลกใจที่เห็นเธอที่นี่
“น่าแปลกใจใช่ไหมล่ะ? ชานชานเป็นคู่ดูตัวเมื่อวานนี้ของพี่ชวนจื่อ” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างซุกซน ทำให้เหมี่ยวชานชานรู้สึกเขิน
“ชวนจื่อนี่มันน่าโมโหจริงๆ ทำไมเมื่อครู่นี้เขาถึงไม่พูดเรื่องนี้กันนะ!” ไป๋โม่เฉินแกล้งทำเป็นพูดแบบนี้ ขณะเดียวกันเขาก็คอยสังเกตท่าทีของเหมี่ยวชานชานเช่นกัน
“เขาคงจะเขินไม่กล้าพูด พี่ไม่ต้องพูดอีกแล้วนะ ไม่งั้นชานชานจะโกรธฉันแน่”
“ฉันไม่ได้โกรธ!” เหมี่ยวชานชานบ่นพลางกระทืบเท้า ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินต่างก็ชอบแกล้งคน
“เฮ้ เฮ้ เฮ้! เฉินจื่อ พวกนายไม่เกรงใจเลยนะ ดูตอนที่ฉันไม่อยู่ก็ร่วมมือกันแกล้งชานชาน ถึงฉันจะสู้ไม่ไหวแต่ก็ลองดูได้นะเพื่อน” เมิ่งอ้ายชวนและฟู่เซินเพิ่งเดินเข้ามาและได้ยินที่พวกเขาแกล้งเหมี่ยวชานชานพอดี เขาจึงพูดอย่างเย้าหยอก ขณะพูดก็ทำท่าถกแขนเสื้อด้วย
แต่ยังไม่ทันได้ถึงตัวไป๋โม่เฉิน เขาก็ถูกเหมี่ยวชานชานดึงแขนเสื้อไว้แล้ว
“แค่แกล้งกันเล่นๆ คุณจะทำอะไรกัน?” เหมี่ยวชานชานเขินอายมากขึ้น
“ฉันก็แค่สร้างบรรยากาศให้มันคึกคักต่างหาก เธอไม่ต้องห่วง เฉินจื่อเขาเป็นน้องชายฉันมาตั้งแต่เด็ก เขาไม่กล้าทำอะไรหรอก” เมิ่งอ้ายชวนพูดอย่างโอ้อวด
ไป๋โม่เฉินมองค้อน แต่ก็ไม่พูดอะไร
“เฮ้ เสี่ยวฉุ่ย เธอเก่งขึ้นมากเลยนะ ฉันไม่เห็นเธอฝึกเลย เราทั้งคู่ต่างก็เรียนหนักตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยไม่ใช่เหรอ!” ฟู่เซินเห็นฟู่เหมี่ยวเล่นกับฟู่เหยาก็เกิดคันไม้คันมือ เขาจึงไปฝึกกับฟู่เหมี่ยวด้วย แต่หลังจากที่สู้กันไปไม่กี่กระบวนท่า เขาก็ถูกน้องสาวฝาแฝดกดจุดตัวชาเข้าให้
วังจื่อหยวนยืนยิ้มเหมือนคนโง่เขลา เขาไม่คาดคิดว่าเสี่ยวฉุ่ยจะมีทักษะเช่นนี้ เขาเกิดความรู้สึกภูมิใจในตัวเธอขึ้นมา มันยอดเยี่ยมมาก!
ผู้ชายคนนี้ไม่ได้มองว่าภรรยาในอนาคตของเขาเก่งกว่าและจะทำให้เขาเสียหน้า ในทางตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกดีใจ เพราะเขาเชื่อว่าในอนาคตจะไม่มีใครมารังแกเธอได้อย่างแน่นออน
“พี่น่ะเหรอ? ฉันตั้งใจฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอตอนที่พี่นอนหลับอย่างสบายใจ หากไม่ฝึก ก็จะแพ้อย่างพี่นี่แหละ” ฟู่เหมี่ยววิจารณ์ฟู่เซินอย่างหยิ่งทะนง
“เฮ้ หากแน่จริงก็ต่อสู้กับเสี่ยวฮั่วสักครั้งสิ? เสี่ยวฮั่ว รีบมาสอนบทเรียนให้กับพี่สาวคนนี้ของเธอหน่อยสิ” ฟู่เซินไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยืมมือฟู่เยี่ยน
ฟู่เยี่ยนเองก็คันไม้คันมือเหมือนกัน “พี่ มาลองดูหน่อยไหม?”
“ได้สิ ช่วงนี้เธอเองก็คงไม่ได้ฝึกอะไรมากมายใช่ไหม? พวกเรามาลองดูหน่อยไหม?” ฟู่เหมี่ยวยินดี ทำให้ผู้ชมต่างตื่นเต้นและพร้อมใจกันย้ายไปยืนด้านข้างแทน
ฟู่เยี่ยนไม่ได้ฝึกทักษะการกดจุดของตัวเองมานานนับปีแล้วนับตั้งแต่ที่เธอสอนฟู่เซินและฟู่เหมี่ยว เธอไม่ได้ใช้ความคิดอะไรมากมาย แต่ด้วยความพิเศษของกำลังภายในของเธอ ทำให้เธอมีความรู้สึกไวมากกว่า ดังนั้นฟู่เหมี่ยวจึงไม่อาจเอาชนะฟู่เยี่ยนได้
ข้อได้เปรียบใหญ่สุดของฟู่เหมี่ยวคือการเคลื่อนไหวที่ยืดหยุ่น การคิดที่ยืดหยุ่น และการที่เธอรู้จักฟู่เซินเป็นอย่างดี ดังนั้นฟู่เซินจึงไม่กล้าสบประมาทฟู่เหมี่ยว แต่ในทางตรงกันข้าม หากอาศัยเพียงพละกำลัง ฟู่เหมี่ยวก็ตกเป็นรองเขาได้เหมือนกัน
ส่วนฟู่เยี่ยนอาศัยสัญชาตญาณ ในด้านเทคนิค เธอไม่ยืดหยุ่นเท่าฟู่เหมี่ยว ฟู่เหมี่ยวลงมือโดยตรงอยากโจมตีที่แขนของฟู่เยี่ยนก่อน แต่ก็ถูกฟู่เยี่ยนหลบได้อย่างชาญฉลาด
ฟู่เหมี่ยวโจมตีต่อ ฟู่เยี่ยนก็หลบอย่างต่อเนื่อง พวกเธอคนหนึ่งโจมตี คนหนึ่งหลบ สวนกระบวนท่ากันไปมา และภายในไม่กี่กระบวนท่า ฟู่เยี่ยนก็กดโดนจุดเอ็นของพี่สาว ทำให้ฟู่เหมี่ยวหยุดกึกทันที
“ฉันแพ้แล้ว เสี่ยวฮั่วเก่งกว่าเสมอ” การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้ฟู่เหมี่ยวมีความคิดบางอย่างขึ้นในใจ แต่เธอก็ไม่กล้าพูดมันออกมา
“พี่ การทำเราทำเหมือนสบายๆ ท่าทีที่ดูไม่จริงจังต่างหากถึงจะเป็นขอบเขตสูงสุดของการกดจุด อย่าให้คู่ต่อสู้มองความคิดของพี่ออกได้” ฟู่เยี่ยนชี้ให้ฟู่เหมี่ยวเห็น
ตอนที่ 205: คุยเล่น
เมื่อเห็นฝีมือของฟู่เยี่ยน แววตาของไป๋โม่เฉินสว่างวาบขึ้น เด็กคนนี้มีอะไรที่เขายังไม่รู้อีกมากแค่ไหนกัน
ครั้งหนึ่งเขาเคยได้ยินว่า ‘ผู้หญิงที่ดีเหมือนหนังสือเล่มหนึ่ง ที่แม้จะเปิดอ่านกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ’ ตอนนี้ไป๋โม่เฉินรู้สึกว่าฟู่เยี่ยนเป็นเหมือนขุมทรัพย์ที่ขุดเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด
หลังจากที่เล่นกันเสร็จ ก็ถึงเวลาทำอาหาร ทุกคนไปที่หน้าบ้านกัน วันนี้ฟู่เยี่ยนเป็นแม่ครัวหลัก โดยมีฟู่เหมี่ยวช่วยเป็นลูกมือ ส่วนตอนย่างต้องให้ฟู่เซินลงมือ
ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวรีบหมักเนื้อและปลาไว้ หลังจากหมักได้ประมาณหนึ่งชั่วโมงก็สามารถนำไปย่างได้ ตอนนี้ต้องก่อไฟไว้ก่อน เพื่อให้ความร้อนถึงอุณหภูมิที่เหมาะสม
เมื่อถึงเวลาจุดไฟ ฟู่เซินเป็นมือหนึ่งในการทำเรื่องนี้ เขาใช้เวลาจุดไม่นาน ไฟก็ลุกขึ้น และเขาก็เริ่มอวดทันที
“นี่เด็กน้อย สมัยเด็กๆ พี่แอบไปเผามันฝรั่งกินบ่อยมาก นี่แหละประสบการณ์ล้วนๆ!"
ฟู่เซินพูดโอ้อวดให้ฟู่เวยและฟู่หรงฟัง สองพี่น้องเพิ่งออกมาจากในบ้านหลังจากทำการบ้านเสร็จ พวกเธอจึงวิ่งออกมาดูไฟอย่างสนุกสนาน
แน่นอนว่าทั้งคู่ต่างก็ชื่นชมฟู่เซินจนเขารู้สึกพอใจมาก
เมื่อฟู่ต้าหย่งกลับมา เด็กๆก็ย่างเนื้อเสร็จแล้ว หวังซู่เหมยและฟู่ต้าเหนี่ยกำลังนั่งกินเนื้อย่างอยู่ที่โต๊ะ
“คุณกลับมาแล้วหรือ วันนี้ฉันและต้านีสบายแล้ว พวกเราทานอาหารได้อย่างสบายๆ โดยไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย! แล้วคุณไปไหนมา?" หวังซู่เหมยพูดขณะกิน
“ผมไปเล่นหมากรุกกับเหล่าซุนมา พอมองนาฬิกาก็เห็นว่าเย็นแล้ว” ฟู่ต้าหย่งพูดแล้วก็มาเข้าร่วมวงย่างเนื้อทันที
ไป๋โม่เฉินเห็นฟู่เยี่ยนย่างเนื้อ ฟู่เซินก็อยู่ข้างๆช่วยอย่างคล่องแคล่ว หลังจากกินสักพัก เขาก็อาสาไปช่วยเพื่อให้ทั้งสองคนได้สลับไปกินบ้าง
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนสอนเทคนิคการย่างให้ไป๋โม่เฉิน เขาก็ทำได้ดีมาก เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนที่เก่งรอบด้าน
ทั้งครอบครัวกินเนื้อย่างกันอย่างสนุกสนาน เมิ่งอ้ายชวนและเหมี่ยวชานชานก็เป็นครั้งแรกที่ได้ทานเนื้อย่าง ทำให้รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ เมิ่งอ้ายชวนตัดสินใจว่าต่อไปจะมาทานอาหารที่บ้านฟู่บ่อยๆ ครั้งก่อนที่ได้ทานอาหารที่นี่ก็ยังจำได้ดีถึงรสชาติอร่อยไม่รู้ลืม
หลังจากกินเสร็จ เก็บข้าวของเรียบร้อย ทุกคนก็นั่งคุยกันที่ลานบ้าน
“เฮ้ จื่อหยวน เรื่องนโยบายใหม่ที่อาจารย์พูดถึงเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?” ฟู่เซินถามขึ้น
“ฉันคิดว่าจริงนะ บางครั้งอาจารย์อู๋ก็ไปประชุม ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเนื้อหาคืออะไร แต่การสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่แน่นอน ประเทศเรายากจนมาก ประชาชนก็ยากจนมาก ดังนั้นต้องหาวิธีสร้างรายได้ ขจัดปัญหาความยากจน” วังจื่อหยวนตอบ พวกเขากำลังคุยกันถึงข้อมูลที่อาจารย์ได้เผยไว้
ทุกคนดูเหมือนจะครุ่นคิด ส่วนฟู่เยี่ยนมองไปที่ไป๋โม่เฉิน
“พี่จื่อหยวน ช่วยอธิบายรายละเอียดให้ฟังหน่อยสิ”
“ตอนนี้ทางรัฐบาลอยากพัฒนาเศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นปีมีการประชุมหลายครั้งเพื่อปรึกษาและหาแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจ เป้าหมายคือทำให้ประชาชนร่ำรวยขึ้น แต่จะเป็นอย่างไรและมีนโยบายอะไรออกมาบ้างนั้น ฉันเองก็ยังไม่รู้ แต่ฉันคิดว่ามันสำคัญมาก และจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน” วังจื่อหยวนมีความเห็นเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจอย่างชัดเจน
“เร็วๆนี้ฉันสังเกตเห็นว่ามีหลายคนตั้งแผงขายของ ถึงแม้จะเป็นการทำผิดกฎหมาย แต่ก็มีการละเลย ไม่เข้มงวด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าในอนาคตจะกลายเป็นเรื่องปกติ เมื่อมีการผ่อนปรนนโยบาย ทุกคนก็จะมีแรงจูงใจในการทำงาน”
หลังจากวังจื่อหยวนพูดจบ ทุกคนก็ครุ่นคิดถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ ประเทศที่เข้มแข็งต้องมาจากกลุ่มเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น แต่เราพอจะทำอะไรได้บ้าง? ต่อให้ไม่ใช่เพื่อประเทศ แต่อย่างน้อยก็เพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น
ฟู่ต้าหย่งมีความคิดหนึ่งแวบขึ้นมาในหัว ซึ่งแม้แต่ตัวเขาเองก็รู้สึกตกใจ แต่มันก็เป็นความคิดที่ถูกต้อง
“จื่อหยวน หากเป็นในพื้นที่ชนบท ในหมู่บ้านอันผิง ทุกคนแบ่งที่ดินกัน แล้วแต่ละคนทำงานของตัวเอง คิดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นไหม ? ”
ฟู่เยี่ยนและคนอื่นๆ รู้สึกว่าพ่อของพวกเขาเป็นอัจฉริยะที่สามารถจับประเด็นได้อย่างรวดเร็ว
“คุณลุง เป็นอย่างนั้นแน่นอนครับ ผมคิดว่ามันจะช่วยเพิ่มผลผลิต และยังสามารถปลดปล่อยแรงงานไปทำอย่างอื่นได้ด้วย นี่เป็นสิ่งที่ดีในหลายด้าน ระบบปัจจุบันไม่สามารถทำให้เราร่ำรวยได้ ดังนั้นต้องปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งระบบ”
“พ่อลองคิดดูนะ การทำงานให้ตัวเองย่อมต่างจากการทำงานให้รัฐอย่างแน่นอน ถ้าทำงานให้ตัวเอง ผลผลิตที่ได้ก็เป็นของตัวเอง และคนที่ทำก็จะมีกำลังใจมากขึ้นใช่ไหม?” ฟู่เหมี่ยวอธิบายเสริม
“ใช่ แต่ก่อนทุกคนทำงานให้กับกองกลาง คนขี้เกียจไม่ทำงานก็ไม่อดตาย คนขยันทำงานหนักก็ได้ผลเท่าเดิม ทั้งครอบครัวกินอิ่มก็ถือว่าดีแล้ว แต่ถ้าแบ่งที่ดิน ทุกคนจะมีกำลังใจมากขึ้น” หวังซู่เหมยเห็นด้วยและคิดว่าชีวิตจะมีอนาคตที่ดีกว่า
หลังจากพูดคุยกันเสร็จ ทุกคนก็แยกย้ายกัน ฟู่เยี่ยนต้องไปที่ย่านโรงงานหลิวหลีกับเมิ่งอ้ายชวน พอฟู่เหมี่ยวได้ยินก็อยากไปด้วย วังจื่อหยวนก็ต้องตามไป ฟู่เซินอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำจึงขอตามไปด้วยเช่นกัน
“พี่ ผมก็อยากไปด้วย” ฟู่เหยาเกาะขาพี่สาวและเงยหน้ามองฟู่เยี่ยน
“ได้สิ แต่ถ้าไปต้องเชื่อฟังนะ ห้ามวิ่งเล่นไปทั่ว” ฟู่เยี่ยนลูบหัวเขา เมื่อมองไปยังฟู่เวยและฟู่หรงก็เห็นว่าสองพี่น้องมีท่าทางอยากไปเช่นกัน
“เวยเวยกับหรงหรงก็ไปด้วยกันสิ เด็กๆนั่งรถพี่ชวนจื่อไป ส่วนพวกเราจะเดินไป”
“พี่ใจดีมากเลยค่ะ!” ฟู่เวยและฟู่หรงตะโกนด้วยความดีใจ
“พวกผู้หญิงขึ้นรถกันไป เราสามคนปั่นจักรยานไป จะเร็วกว่า” ฟู่เซินเสนอ
“พวกผู้หญิงนั่งรถไปดีกว่า เดี๋ยวพวกเราที่เป็นผู้ชายสามคนจะปั่นจักรยานไป แบบนั้นเร็วกว่า” ฟู่เซินเสนอแนะ
“ดี งั้นไปกันเถอะ เราไปเที่ยวกัน” เมิ่งอ้ายชวนพูดแล้วก็อุ้มฟู่เหยาขึ้นขี่คอทันที
“เสี่ยวถู่ ลูกต้องเชื่อฟังพี่ๆเขานะ และพวกเธอสองคนด้วย ห้ามวิ่งเล่นซุกซน เข้าใจไหม?” หวังซู่เหมยไม่ลืมที่จะกำชับเด็กๆ
“เข้าใจแล้วค่ะคุณป้า”
ฟู่เหยารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ออกไปข้างนอก หวังซู่เหมยเห็นท่าทางนั้นก็รีบกำชับพวกพี่ๆให้ดูแลเด็กน้อยคนนี้ให้ดี
เมื่อฟู่เยี่ยนรับปาก ทุกคนก็ออกเดินทาง
ไป๋โม่เฉิน ฟู่เซิน และวังจื่อหยวนปั่นจักรยานไปก่อน ส่วนที่เหลือนั่งรถตามไป
ถึงแม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ฟู่เวยและฟู่หรงได้นั่งรถเล็ก แต่พวกเธอก็ยังตื่นเต้นมาก ฟู่เหยาไม่ต้องพูดถึง เขามองซ้ายมองขวาตลอดเวลา สุดท้ายก็ยืนยันที่จะนั่งที่เบาะข้างคนขับและให้ฟู่เยี่ยนนั่งกอดเขาไว้
“เด็กคนนี้ดีจริงๆ รีบโตเร็วๆเข้าล่ะ จะได้ให้พี่เขยของนายสอนขับรถ พี่เขยของนายขับรถเก่งมาก ขนาดดริฟท์ก็ยังทำได้ เมื่อก่อนเขาขับรถบรรทุกใหญ่ได้แบบสบายๆเลยนะ” เมิ่งอ้ายชวนเริ่มชมไป๋โม่เฉินอีกครั้ง
เหมี่ยวชานชานที่นั่งเบาะหลังยื่นหัวมาถามว่า “จริงเหรอ? นั่นมันเท่มากเลยนะ! ไป๋โม่เฉินทำได้จริงหรือ?”
เมิ่งอ้ายชวนหันมองเหมี่ยวชานชานในกระจกหลังอย่างหงุดหงิด แต่เธอก็ยังไม่รู้ตัว
“ฟู่เยี่ยน ตอนลงจากรถ เธอก็ลองถามเขาดูสิ ว่าเขาขับรถบรรทุกและดริฟท์ได้จริงหรือเปล่า?”
ฟู่เยี่ยนเกือบจะหัวเราะออกมา เมิ่งอ้ายชวนหน้ามืดไปหมด ฟู่เหมี่ยวทนไม่ไหวก็เคาะเหมี่ยวชานชานและชี้ไปที่คนขับรถ
เหมี่ยวชานชานเห็นสีหน้าเขาก็ยังงงๆ ฟู่เหมี่ยวจึงต้องอธิบายให้ฟัง
พอเธอเข้าใจแล้ว แต่คำพูดต่อมากลับทำให้เมิ่งอ้ายชวนถึงกับเกือบกระอักเลือด
“ฉันไม่ได้บอกว่าคุณไม่เก่ง คุณก็เก่งอยู่แล้ว เพราะคุณยังขับรถได้นี่นา!”
เมิ่งอ้ายชวนทนไม่ไหวแล้ว คงต้องสอนเธอว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด!
จบตอน
Comments
Post a Comment