ตอนที่ 206: เดินซื้อของที่ย่านหลิวหลีอีกครั้ง
เมื่อไป๋โม่เฉินและกลุ่มของเขามาถึงย่านโรงงานหลิวหลี่ ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็เริ่มเดินชมตลาดแล้ว เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะไปที่ร้านทันที แต่ฟู่เหยาหยุดดูสินค้าบนแผงลอยริมถนนจนไม่สามารถเดินต่อได้
ฟู่เยี่ยนจำใจต้องพาทุกคนเดินชมตลาดต่อ พร้อมกับเหมี่ยวชานชานที่กำลังมองหาของดีเช่นเดียวกับครั้งก่อน เมิ่งอ้ายชวนไม่สนใจ เขาตรงไปที่ร้านทันที พ่อค้าแผงลอยส่วนใหญ่รู้จักเขาดี และรู้ว่าเขามาจากร้านหรงเป่าไจ๋
โหวซานซึ่งเคยขายแท่นฝนหมึกให้ฟู่เยี่ยนคราวก่อนก็ตั้งแผงขายของอีกครั้ง ครั้งก่อนฟู่เยี่ยนซื้อแท่นฝนหมึกจากเขาไป เมื่อผ่าดูก็พบว่าเป็นถาดหมึกที่ละเอียดกว่าที่เห็นภายนอก ฟู่เยี่ยนยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นของยุคสมัยไหน แต่ตัดสินใจจะมอบเป็นของขวัญให้กับผู้อาวุโสจิน เพื่อให้เขาไปศึกษาต่อ
เมื่อเห็นฟู่เยี่ยน โหวซานก็จำได้ทันที เพราะครั้งก่อนที่เขาขายถาดหมึกให้ฟู่เยี่ยน ทำให้เขามีรายได้และสามารถรับซื้อของดีมาขายได้อีก ถ้าไม่ได้ฟู่เยี่ยนช่วย เขาอาจจะต้องไปหางานทำที่อื่น
“คุณหนู มาชมตลาดเหรอ? ที่ร้านฉันมีของใหม่หลายชิ้นเพิ่งมาลง สนใจมาดูหน่อยไหม?” โหวซานเรียกลูกค้าด้วยท่าทางกระตือรือร้น
แน่นอนว่าเมื่อเห็นกลุ่มสาวๆที่มีเด็กน้อยเดินตามมาด้วย เขามองเห็นโอกาสที่จะทำกำไร เขาจึงออกแรงตะโกนเชิญชวนเสียงดัง อย่างน้อยก็ต้องมีคนติดกับบ้างแหละ!
ฟู่เยี่ยนมองเขา แล้วมองดูสินค้าบนแผงลอย เธอนั่งยองลงดูของเล็กๆที่อยู่บนแผงก็คิดว่าไม่เลวเลยทีเดียว เธอเห็นถ้วยชาที่ฟู่เหยาถืออยู่ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นของสมัยหย่งเจิ้น
ฟู่เยี่ยนแกล้งทำเป็นไม่สนใจ เธอมองน้องชายและเห็นว่าเด็กน้อยดูไม่สนใจของชิ้นอื่นเลย เขาเอาแต่ถือถ้วยชาไว้ไม่ปล่อย
เธอจึงถามน้องชายว่า “เสี่ยวถู่ชอบไหม? ถ้าชอบ พี่สาวจะซื้อให้"
“ชอบ เอาไปตักปลาได้” ฟู่เหยาตอบอย่างไร้เดียงสา ทำเอาโหวซานพยายามกลั้นหัวเราะสุดชีวิต
“หนูน้อย เธอมีสายตาดีไม่เบา ของชิ้นนี้เป็นถ้วยชาที่ใช้ในราชวงศ์เชียวนะ”
“เท่าไหร่?” ฟู่เยี่ยนถามด้วยท่าทีเรียบเฉย
“เรารู้จักกันดี งั้นฉันคิดเท่านี้พอ” โหวซานชูนิ้วขึ้นบอกราคาหนึ่งร้อยหยวน
“ห้าสิบ ถ้าตกลงก็เอา ไม่ตกลงก็ไปดูที่อื่น” ฟู่เยี่ยนหั่นราคาไปครึ่งหนึ่ง
“แปดสิบ ฉันให้ราคาพิเศษแล้วจริงๆ” โหวซานยังพยายามต่อรอง
“เสี่ยวถู่ วางถ้วยชาลงเถอะ พี่จะพาไปดูของสนุกที่อื่น” ฟู่เยี่ยนบอกน้องชาย ฟู่เหยาวางถ้วยชาและฟู่เยี่ยนก็อุ้มเขาขึ้นพร้อมจะเดินไป เป็นเหตุให้โหวซานต้องรีบหยุดพวกเขาไว้
“ตกลง ถือว่าฉันขอบคุณที่คุณช่วยให้ฉันมีรายได้คราวก่อน” โหวซานยอมแล้ว
ฟู่เยี่ยนจ่ายเงินและเก็บถ้วยชาเข้ากระเป๋า จากนั้นพวกเธอก็เดินต่อไป
“ฟู่เยี่ยน ถ้วยชาใบนั้นเป็นของยุคไหน?” เหมี่ยวชานชานถามไปตามตรง ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดอะไร เพราะโหวซานยังแอบฟังอย่างหูผึ่งอยู่!
“เสี่ยวถู่ชอบ ฉันก็เลยซื้อน่ะ” ฟู่เยี่ยนไม่ตอบทันที ทำให้เหมี่ยวชานชานต้องหุบปากอย่างเข้าใจ ฟู่เหมี่ยวคอยดูแลฟู่เวยและฟู่หรงด้วย แต่เธอก็มั่นใจในตัวเสี่ยวฮั่วมาโดยตลอด เพราะหากถ้วยชาใบนั้นไม่ได้มีมูลค่าถึงห้าร้อยหยวน เสี่ยวฮั่วจะไม่มีทางซื้อมันอย่างแน่นอน
“พี่ เราไปทางนั้นกัน” ฟู่เหยาชี้ไปทางแผงลอยข้างหน้า บอกให้ฟู่เยี่ยนพาไปดู
เมื่อไป๋โม่เฉินและวังจื่อหยวนไปถึงร้าน พวกเขาพบว่าเมิ่งอ้ายชวนอยู่คนเดียว
“ฟู่เหยาอยากเดินเล่น พวกเธอไปหมดแล้ว ทุกคนรู้จักฉันดี ถ้าฉันไป จะต่อรองราคายาก” เมิ่งอ้ายชวนอธิบายพร้อมกับเสิร์ฟชา
“งั้นเราก็ไปดูบ้างไหม?” ฟู่เซินและวังจื่อหยวนตื่นเต้นเพราะอยากไป แต่ไป๋โม่เฉินมีเรื่องจะคุยกับเมิ่งอ้ายชวน จึงปฏิเสธฟู่เซินและวังจื่อหยวนไป
หลังจากทั้งสองออกไปแล้ว เมิ่งอ้ายชวนก็มองไป๋โม่เฉิน
“มีอะไรก็ว่ามา เราสนิทกัน”
“ชวนจื่อ ช่วงบ่ายที่ฟังจื่อหยวนเล่าเรื่องนโยบายพวกนั้น นายไม่มีความเห็นอะไรเลยหรือ? จะทำงานนี้ไปตลอดชีวิตเลยหรือไง?” ไป๋โม่เฉินนึกถึงข้อเสนอของฟู่เยี่ยน และมีความคิดใหม่ในหัว
“ฉันชอบงานนี้ นายมีความคิดอะไรก็พูดมา เรามีทั้งเงินและคน” เมิ่งอ้ายชวนตอบ
“นายคิดว่าเราควรเปิดบริษัทก่อสร้างดีไหม? ในอนาคตประเทศจะมีการก่อสร้างใหญ่ๆเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เราสามารถจัดหางานให้ทหารที่ปลดประจำการได้ด้วย” ไป๋โม่เฉินบอกความคิดของเขาให้อีกฝ่ายฟัง
เมิ่งอ้ายชวนได้ยินแบบนั้นก็ลุกพรวดขึ้นด้วยความสนใจ
“ดีเลย! ถ้าเราจ้างทหารปลดประจำการ ก็จะได้รับเงินสนับสนุนและภาพลักษณ์ทางสังคมดีด้วย ทหารพวกนี้ยังแข็งแรงมาก ถ้ามีผู้พิการก็สามารถทำงานเบาได้”
“ธุรกิจนี้เข้าท่า เอาแบบนี้แล้วกัน คืนนี้ฉันจะถามพี่เขยของฉันให้ เขาทำงานด้านนี้ น่าจะพอมีข้อมูลอยู่บ้าง”
“ดี ถ้าทำได้จริงๆ เราค่อยมาเป็นหุ้นส่วนกัน แล้วเรื่องที่ดินที่ฟู่เยี่ยนอยากได้ นายเตรียมไปถึงไหนแล้ว?” ไป๋โม่เฉินถาม
“ใกล้สำเร็จแล้ว รอแค่จดหมายแจ้ง เฮ้อ ลุงใหญ่ของนายช่างโชคร้ายเสียเหลือเกิน ที่ดินที่เขาอยากยึดครองไม่มีคำสั่งมาจากเบื้องบน เรื่องใหญ่ขนาดนี้ก็ไม่มีใครกล้าตัดสินใจ หลายวันมานี้เขาไปหากั๋วจื่ออีกแล้ว เขาอยากได้เรือนสี่ประสานคืนน่ะ!”
“ให้เขาฝันไปเถอะ!” ไป๋โม่เฉินหัวเราะเยาะ
“เห็นกั๋วจื่อบอกว่าอาจจะหานายเร็วๆนี้นะ ครั้งก่อนที่เขากลับบ้านเกิด ป้ารองของเขาเกือบจะลงจากรถแล้ว เขาห้ามไว้ได้ทัน แต่ทันทีที่รถขับออกไป ถนนก็ถล่ม ทำให้ครอบครัวกลัวมากจนแทบจะฉี่รดกางเกง พอพวกเขาหายใจเสีย คุณปู่ของเขาก็บอกว่าอยากจะขอบคุณฟู่เยี่ยนที่ช่วยเตือนพวกเขาไว้”
“แล้วเขาบอกเรื่องนี้กับคุณปู่หรือเปล่า?” ไป๋โม่เฉินถาม
“บอกแล้ว” เมิ่งอ้ายชวนตอบ
“งั้นปู่ของฉันก็ต้องรู้เรื่องฟู่เยี่ยนแล้ว คืนนี้ฉันต้องกลับไปคุยกับท่าน”
“ดี เดี๋ยวฉันจะกลับไปส่งเหมี่ยวชานชานที่มหาวิทยาลัย ทำไมพวกเธอยังไม่กลับมาอีก?” เมิ่งอ้ายชวนมองออกไปข้างนอก
ฟู่เยี่ยนเองก็อยากกลับแล้ว แต่ฟู่เหยาชอบดูของจนต้องเดินต่อ ฟู่เหมี่ยวกับวังจื่อหยวนไปเดินเล่น ฟู่เซินก็ดูแลฟู่เวยและฟู่หรง
“ฟู่เยี่ยน มาดูนี่หน่อย ขวดนี้เป็นไงบ้าง?” เหมี่ยวชานชานชี้ไปที่ขวดลายครามสีฟ้าขาว
แผงลอยนี้มีเจ้าของเป็นเด็กหนุ่ม เขาไม่เรียกลูกค้า แต่จ้องมองคนเดินผ่านไปมา
“ขวดนี้เท่าไหร่?” ฟู่เยี่ยนดูก็รู้ว่าเป็นของที่ทำเลียนแบบขึ้นมา
“ร้อยหยวน ขวดนี้เป็นของยุคสมัยเฉียนหลง” เด็กหนุ่มยื่นขวดให้ฟู่เยี่ยนดู
“เหมี่ยวชานชาน ถ้าเกินยี่สิบหยวนก็ไม่ต้องซื้อ” ฟู่เยี่ยนกระซิบ
“สิบหยวนได้ไหม?” เหมี่ยวชานชานถามเด็กหนุ่ม
เด็กหนุ่มหน้าแดงก่ำและตอบว่า “ไม่ได้”
“ยี่สิบล่ะ?” เหมี่ยวชานชานยังไม่ยอมแพ้
“ลดได้เต็มที่ห้าสิบหยวน” เด็กหนุ่มตอบหลังจากลังเลอยู่นาน
ฟู่เยี่ยนมองโหงวเฮ้งบนใบหน้าเด็กหนุ่มแล้วขมวดคิ้ว ชะตากรรมของเด็กคนนี้เปลี่ยนไปได้อย่างไร? โชคชะตาของเขาซึ่งควรจะร่ำรวยและไม่มีใครเทียบได้ กลับมืดมนขนาดนี้ได้อย่างไร?
ตอนที่ 207: เบื้องลึกเบื้องหลัง
ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดอะไร เรื่องนี้ต้องให้เหมี่ยวชานชานตัดสินใจเอง
เหมี่ยวชานชานกำลังจะดึงฟู่เยี่ยนให้เดินจากไป แต่ฟู่เยี่ยนก็เห็นภาพหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของเธอ เธอเห็นเด็กชายคนหนึ่งกำลังตักข้าวป้อนให้คนป่วยบนเตียง อีกภาพหนึ่งคือเด็กชายคนหนึ่งที่เดิมทีไม่ควรมีชีวิตสุขสบาย แต่เขาก็ได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอย่างไม่รู้คุณค่า เขาเทข้าวทั้งถาดลงถังขยะ
ฟู่เยี่ยนไม่แน่ใจว่าสองภาพนั้นหมายความว่าอย่างไร แต่เมื่อเห็นแล้วก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้ ในเมื่อมีวาสนาต่อกัน เธอจึงคิดว่าเงินร้อยหยวนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
“ขวดนี้ห้าสิบหยวน ฉันไม่ต่อรองราคา แต่ช่วยแถมขวดยานัตถุ์ในมือของเธอให้ฉันด้วยได้ไหม?” ฟู่เยี่ยนพูดออกมา ถ้าเธอให้เงินไปโดยตรง เด็กชายอาจไม่ยอมขาย เพราะเขาถือเป็นคนที่มีจิตใจทรนงเช่นกัน ขวดยานัตถุ์นี้ราคาต้นทุนต่ำ เด็กชายน่าจะยอม
“ตกลง พี่สาว รอสักครู่ ผมจะหากระดาษหนังสือพิมพ์มาห่อให้” เด็กชายดีใจมาก วันนี้เขาขายของได้แล้ว เขามีเงินไปจ่ายค่ายาให้พ่อแล้ว
เด็กชายห่อขวดทั้งสองด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์อย่างระมัดระวังและมอบให้ฟู่เยี่ยน
ฟู่เยี่ยนจ่ายเงินแล้วเดินจากไปพร้อมครอบครัว เหมี่ยวชานชานไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ถาม
ระหว่างทางไปร้านหรงเป่าไจ พวกเธอผ่านร้านของโหวซาน โหวซานยกนิ้วโป้งให้ฟู่เยี่ยน
“คุณหนู คุณใจดีมาก ครั้งหน้ามาซื้อของที่ร้านผมอีกนะ ผมจะลดราคาให้!”
“เรื่องเด็กคนนั้น คุณรู้อะไรมาใช่ไหม? เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ” ฟู่เยี่ยนรับรู้ได้ว่าโหวซานรู้อะไรบางอย่าง จึงหยุดเดินเพื่อพูดคุยกับเขา
“ตกลง นั่งนี่สิ ผมจะเล่าให้ฟัง”
“เด็กคนนั้นชื่อโจวเคอ แต่ก่อนบ้านเขาเป็นคนรวย ครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวเดียวกันกับตระกูลโจวนั่นแหละ พ่อเขาเคยเป็นหลงจู๊ร้านขายของโบราณตระกูลโจว ซึ่งเป็นร้านขายของโบราณตรงหัวมุมถนนนั้น”
โหวซานจัดที่ให้ทุกคนนั่ง ฟู่เยี่ยนนั่งลงและมองลูกค้าเดินผ่านไปผ่านมา ส่วนพวกฟู่เซินช่วยกันขนของไปที่ร้านหรงเป่าไจ
ฟู่เยี่ยนได้ยินแบบนั้นก็ตระหนักได้ว่าดูเหมือนจะเจอคนคุ้นเคยแล้ว ระยะนี้ชื่อของตระกูลโจวมักมาเข้าหูเธอบ่อยๆ เพียงแต่เธอไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มคนนี้กับตระกูลโจวเป็นอย่างไร
“หลังจากนั้นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อของโจวเคอล้มป่วยนอนติดเตียง ร้านต้องเลิกจ้างเขา เพราะไม่สามารถรอจนกว่าเขาจะหายป่วยได้ เขาน่าจะไปขวางทางคนอื่นเข้า”
จากนั้น โหวซานก็พูดกระซิบว่า “แม่ของโจวเคอทิ้งโจวจื่อผิงไป หรือก็คือพ่อของโจวเคอนั่นแหละ จากนั้นเธอก็ไปเป็นเมียน้อยของโจวหยางหัวหน้าตระกูลโจว เป็นประเภทแบบที่เลี้ยงดูไว้นอกบ้านน่ะ”
ฟู่เยี่ยนตกใจ โจวหยางไม่ใช่คนที่ชอบน้าสาวของไป๋โม่เฉินหรือ?
ฮึ พวกผู้ชาย!
“พ่อของโจวเคอเคยเป็นคนสำคัญในวงการนี้ ไม่มีใครไม่ชื่นชมเขา เขามีสายตาที่เฉียบแหลม วัตถุโบราณที่เขาประเมินมาล้วนเป็นของจริงทั้งนั้น แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ตั้งแต่โจวเคออายุได้ห้าหกขวบ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ของที่เขารับมากว่าครึ่งเป็นของปลอม อีกทั้งที่บ้านยังมาเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก”
โหวซานรู้สึกสงสารครอบครัวนี้ พ่อโจวเคอเคยเป็นคนดี ไม่เคยปิดบังความรู้เวลาที่ใครมาขอคำแนะนำ ฟู่เยี่ยนเข้าใจแล้วว่าเป็นเพราะลูกชายถูกเปลี่ยนชะตา พ่อก็ถูกหลอกลวง น่าจะเป็นฝีมือคนในตระกูลโจวเอง
“ว่าแต่คุณรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?” ฟู่เยี่ยนสงสัย เขาคนนี้มีความสามารถรอบรู้เรื่องชาวบ้านจริงๆ
“ผมแค่ชอบสืบเรื่องราว พวกเราในวงการนี้ต้องมีแหล่งข่าว ไม่งั้นของดีๆก็โดนคนอื่นแย่งไปหมดสิ อีกอย่างเรื่องของตระกูลโจวก็รู้กันไปครึ่งย่านแล้ว มันไม่ใช่ความลับอะไร” โหวซานหัวเราะ
“ขอบคุณนะ แล้วบ้านของเขาอยู่ที่ไหน?” ฟู่เยี่ยนถามอีกครั้ง
“เฮ้ นั่นเป็นบ้านที่มีค่าที่สุดในครอบครัวของเขา อยู่ในแถวที่สามด้านหลังโรงงานหลิวหลี เป็นลานขนาดใหญ่ที่มีทางเข้าสามทาง แต่ตอนนี้โจวจื่อผิงกำลังป่วยหนัก บ้านหลังนี้คงจะถูกขายเพื่อนำเงินมาใช้รักษาการป่วยของเขาไม่ช้าก็เร็ว ขนาดหมอยังไม่สามารถวินิจฉัยโรคกับเขาได้ น่าสงสารเหลือเกิน!” โหวซานรู้สึกสงสารเล็กน้อย
“ขอบคุณมาก ถ้ามีปัญหาไปหาฉันที่ร้านหรงเป่าไจ บอกว่ามาหาฟู่เยี่ยน” ฟู่เยี่ยนไม่ชอบติดหนี้น้ำใจใคร อีกอย่างโหวซานยังมีประโยชน์ต่อเธอในเรื่องอื่นด้วย
“อืม ขอบคุณนะ คุณหนูใจดีมาก!” โหวซานไม่ได้เก็บมาใส่ใจ หญิงสาวคนหนึ่งจะมีอำนาจขนาดไหนกันเชียว แต่ร้านหรงเป่าไจเป็นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
ฟู่เยี่ยนเดินออกไปโดยไม่สนใจคนข้างหลัง จู่ๆโหวซานก็ตระหนักได้เมื่อฟู่เยี่ยนเดินออกไปไกลแล้ว เขาอยากตบหน้าตัวเองจริงๆ หญิงสาวคนนี้สนิทกับร้านหรงเป่าไจ มีหรือที่เธอจะดูของโบราณไม่เป็น?
คิดถึงคำพูดที่เขาหลอกให้เธอซื้อของที่ร้าน ใครจะไปคิดว่ามันจะเป็นของจริง โหวซานเสียใจมากจนตอนนี้ท้องไส้ของเขาเริ่มปั่นป่วนแล้ว
แต่พอมาคิดอีกที หญิงสาวบอกว่าหากต้องการความช่วยเหลือให้ไปหาที่ร้านหรงเป่าไจได้ ฉะนั้นเขาต้องคิดดูเสียหน่อยแล้ว เพราะเขาได้ยินมาว่าเถ้าแก่เมิ่งซื้อร้านเพิ่มอีกสี่ร้าน ไม่รู้ว่ากำลังคิดจะทำอะไร
หากเขาติดตามเถ้าแก่เมิ่ง ไม่แน่ว่าเขาอาจจะได้รับผลประโยชน์ดีๆ บ้าง โหวซานคิดได้ดังนั้น จึงตัดสินใจไว้จะไปหาเมิ่งอ้ายชวนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ฟู่เยี่ยนไม่รู้เลยว่าคำพูดของเธอได้จุดประกายความคิดของโหวซาน ทำให้เขาอยากติดตามพวกเธอ ตอนนี้เธอกำลังถูกรายล้อมด้วยทุกคน พวกเขากำลังดูของที่ซื้อมาในวันนี้
“ฟู่เยี่ยน ของที่ซื้อมาเป็นของจริงหรือ?” เหมี่ยวชานชานอดถามไม่ได้
“ไม่ สองชิ้นนี้เป็นของที่ทำเลียนแบบขึ้นมา ที่เหลือเป็นของจริง” ฟู่เยี่ยนเข้าร้านมาก็ถูกทุกคนรุมถามทันที
"ฟู่เยี่ยน ชามชานี้น่าสนใจ รอให้ร้านใหม่ของเราเปิดตัว เราค่อยเอาไปตั้งโชว์ที่นั่นกัน” เมิ่งอ้ายชวนดูชามชาอันประณีตนี้ มันสวยมากจริงๆ
ฟู่เหยาได้ยินแบบนั้นก็จับชามชาใบนี้ไว้แน่น นี่คือของที่พี่สาวซื้อให้ เขาจะไม่ยอมยกให้ใครเด็ดขาด
“พี่ชวน ชิ้นนี้ไม่ได้ นี่เป็นของที่ฉันให้ฟู่เหยา พี่ต้องไปคุยกับเขาเอง” ฟู่เยี่ยนหัวเราะกับท่าทีของน้องชายตัวน้อย
เมิ่งอ้ายชวนก็หัวเราะเช่นกัน เขาจึงต้องก้มตัวลงเพื่อเจรจากับฟู่เหยา
“ฟู่เหยา พี่ขอยืมมาจัดแสดงได้ไหม? มันยังคงเป็นของนายอยู่ พี่แค่ยืมมาเฉยๆ”
ฟู่เหยาคิดดูแล้วก็ส่ายหัว ของที่ไม่ได้อยู่กับตัวจะเป็นของเขาได้อย่างไร?
“ไม่เอา ผมจะเอาไปให้พ่อใช้ดื่มชา”
“ฮ่าๆ ตกลง งั้นลุงฟู่ก็โชคดีแล้ว!” ทุกคนหัวเราะ ฟู่เยี่ยนลูบหัวน้องชายตัวน้อย เขาฉลาดเกินไปแล้ว เดี๋ยวนี้รู้จักใช้พ่อเป็นข้ออ้างด้วย
“ฟู่เยี่ยน ขวดของเด็กคนนั้นราคาไม่น่าเกินยี่สิบหยวนไม่ใช่หรือ?” เหมี่ยวชานชานสงสัย
“ใช่ มันเป็นแค่ของประดับที่ทำเลียนแบบขึ้นมา ขวดยานัตถุ์นั่นก็ไม่เกินสามหยวน แต่เด็กคนนั้นอายุยังน้อยต้องมาตั้งแผงขายของแล้ว ฉันคิดว่าเขาต้องมีปัญหาบางอย่าง เลยช่วยซื้อไว้น่ะ”
“อีกอย่างโหวซานบอกฉันว่าพ่อของเขาป่วยหนัก ทั้งยังเล่าเรื่องภายในบ้านของเขาให้ฉันฟังด้วย เขาประสบกับความยากลำบากจริงๆ”
ฟู่เยี่ยนไม่ได้บอกเรื่องในบ้านตระกูลโจว เรื่องนี้เธอต้องคุยกับเมิ่งอ้ายชวนและไป๋โม่เฉินเป็นการส่วนตัว
ดังนั้นเธอจึงส่งสายตาให้พวกเขาทั้งสองคน เมิ่งอ้ายชวนเข้าใจได้ทันทีว่าเธอมีเรื่องจะคุยกับพวกเขา
“ชานชาน เธออยากกินขนมไหม? มีร้านดีๆอยู่แถวนี้ ฉันจะพาไป”
“ที่ไหน? ฉันอยากกิน”
“อย่าลืมซื้อมาเผื่อฉันด้วยนะ” ฟู่เยี่ยนหัวเราะ เธอหวังว่าเมิ่งอ้ายชวนจะดูแลชานชานดีๆ
ดูเหมือนอาจารย์ฟู่จะลืมไปแล้วว่าที่พี่ชวนจื่อทำแบบนี้ ก็เพื่อให้เธอได้คุยกับไป๋โม่เฉินได้สะดวกขึ้น
ตอนที่ 208: ตระกูลโจว
ไป๋โม่เฉินไม่ได้พูดอะไรตั้งนาน พอฟู่เยี่ยนเริ่มเล่าเรื่องเหล่านี้ ราวกับมีแสงสว่างเปล่งประกายออกมาทั้งตัว เขาไม่อยากขัดจังหวะ แค่อยากชื่นชมเธอเงียบๆ
ฟู่เซินอยู่ในห้องจัดแสดงของร้านหรงเป่าไจ คอยดูเด็กๆในขณะที่ฟู่เยี่ยนก็เล่าเรื่องของโจวเคอให้ไป๋โม่เฉินฟัง
“ฉันคิดว่าพ่อของโจวเคอไม่ได้เป็นโรคธรรมดา ฉันอยากไปดู” ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าโจวเคอมีความเกี่ยวข้องกับเธออย่างอธิบายไม่ถูก
“เธออยากไปเมื่อไหร่ล่ะ ตอนนี้เลยไหม?” ไป๋โม่เฉินรู้ดีว่าที่เธอพูดถึงตระกูลโจวก็เพราะเขา เขาจึงรู้สึกซาบซึ้งใจ
“อีกเดี๋ยวค่อยไป ถ้าเป็นฝีมือของโจวหยางจริง ฉันน่าจะดูออก และถ้าโจวจื่อผิงเป็นคนเก่ง เราสามารถเชิญเขามาทำงานได้ พี่จางเหว่ยดูแลร้านน้ำชาได้ดี แต่ร้านเครื่องเขียนจีนยังต้องมีคนที่เชี่ยวชาญมาดูแล”
“เธอทำเพื่อฉันเหรอ?” ไป๋โม่เฉินถามทันที
“อะไรนะ?” ฟู่เยี่ยนยังไม่ทันได้คิดตาม
“เธอจัดการตระกูลโจวก็เพื่อฉันใช่ไหม?”
“ก็ใช่น่ะสิ ใครใช้ให้โจวหยางยุ่งไม่เข้าเรื่องกันล่ะ อีกอย่างในฐานะคนในวงการอภิปรัชญา เขาใช้ความรู้ไปทำร้ายคนไม่มีทางสู้ ซึ่งขัดกับหลักธรรมชาติ ถึงไม่ใช่เพราะพี่ ฉันก็ต้องจัดการเขาอยู่ดี”
ฟู่เยี่ยนพูดอย่างมั่นใจ ตระกูลโจวในฐานะตระกูลผู้สืบทอดศาสตร์อภิปรัชญา พวกเขาควรใช้ความรู้เพื่อช่วยเหลือคนอื่น แต่นี่กลับใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว และที่ไม่น่าให้อภัยที่สุดคือการหาผลประโยชน์จากไป๋โม่เฉิน
“เข้าใจแล้ว ฉันแค่ไม่อยากให้เธอไปเผชิญกับเขาโดยประมาท ตระกูลโจวยังมีอิทธิพลมาก” ไป๋โม่เฉินกังวลว่าฟู่เยี่ยนจะถูกตระกูลโจวเล่นงาน
“ฉันรู้ ฉันจะไม่ประมาทแน่นอน ฉันคิดว่าประเทศของเราค่อยๆพัฒนา และน่าจะมีหน่วยงานจัดการกับคนในวงการอภิปรัชญา เพราะคนในวงการนี้หลายคนใช้ความรู้ไปทำร้ายผู้คน”
วงการนี้มักถูกมองไม่ดีเพราะมีคนไม่ดีเยอะ อีกอย่างคนธรรมดาก็กลัวพลังของคนในวงการนี้
“ใช่ ประเทศของเรากำลังพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยเธอก็เป็นคนดี ช่วยเหลือคนอื่นเสมอ”
ฟู่เยี่ยนหน้าแดงเล็กน้อย เพราะเธอเองก็ขายกระดาษยันต์เพื่อหาเงินให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดี ไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างที่เขาพูด แต่เธอก็ไม่อธิบาย ปล่อยให้เขามีความเข้าใจผิดดีๆแบบนี้ต่อไปดีกว่า
“งั้นรอให้พี่ชวนจื่อกับชานชานกลับมา แล้วเราค่อยไป บ้านเขาอยู่ไม่ไกล ได้ยินว่าบ้านเขาอยู่ใกล้กับบ้านของช่างจู”
…….....................................
ใช่แล้ว ช่างจูย้ายมาอยู่ในบ้านของฟู่เยี่ยน โดยหน้าบ้านเป็นโรงงาน ด้านหลังเป็นโกดังและที่พัก
เมื่อฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินไปถึง พวกเขาก็เห็นว่าบ้านของโจวเคอตั้งอยู่ติดกัน แต่ตอนนี้โจวเคอยังไม่กลับบ้าน เพราะประตูบ้านปิดอยู่
พวกเขาทั้งสองคนจึงไปที่บ้านของช่างจูก่อน เพื่อดูว่าพวกช่างจูทำอะไรกันอยู่
เมื่อเข้าไปในบ้านก็พบว่าบ้านเงียบมาก ดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่ ฟู่เยี่ยนเลยตะโกนเรียกพวกเขา
“ปู่จู ปู่หลิว ช่างเก่อ! หนูฟู่เยี่ยนเองค่ะ”
หลังจากตะโกนเรียกไม่กี่ครั้ง ช่างเก่อก็ออกมาจากห้องปีกตะวันออกของบ้านชั้นแรก ในมือของเขายังถือเครื่องมือแกะสลักเอาไว้
“ฟู่เยี่ยนเองหรือ อาจารย์! ลุงหลิว! ฟู่เยี่ยนมาหา” ช่างเก่อดึงเชือกที่ผนัง
ไม่นาน ช่างจูและช่างหลิวก็ออกมาจากบ้านชั้นที่สาม ดูเหมือนว่าเมื่อครู่นี้พวกเขาจะนอนพักผ่อนกันอยู่
“สาวน้อยมาแล้ว มาตรวจงานหรือ? รู้ได้อย่างไรว่าพวกเราทำงานเสร็จแล้ว” ช่างจูถามทันทีที่เจอฟู่เยี่ยน
“ปู่จู หนูไม่ได้มีตาทิพย์นะคะ หนูแค่จะมาถามเรื่องบางอย่างน่ะ” ฟู่เยี่ยนส่งขนมถั่วลันเตาให้ชายชรา
“สาวน้อยเอาของกินมาฝากอีกแล้ว ฉันลองชิมดูหน่อยสิ เอ้า เสี่ยวหลิวก็ลองชิมดูด้วยสิว่าขนมที่ฟู่เยี่ยนเอามาฝากจะมาจากร้านนั้นที่อยู่ที่ย่านหลิวหลีหรือเปล่า” ช่างจูชอบขนมถั่วลันเตามาโดยตลอด
“วันนี้หนูไม่ได้ซื้อเอง พี่ชวนจื่อซื้อมาให้ ถ้าพวกปู่ชอบ วันหลังหนูจะซื้อมาให้อีก” ฟู่เยี่ยนชงชาอย่างชำนาญ ส่วนไป๋โม่เฉินออกไปเปลี่ยนใบชา
“อืม เป็นของร้านดั้งเดิม รสชาติยังเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน อร่อยดี แต่ฉันขอชิ้นเดียวพอนะ คนแก่เริ่มย่อยไม่ดีแล้ว” ช่างจูกินไปชิ้นเดียวก็หยุด ตอนนี้เขาอยากรักษาสุขภาพ
“ว่าแต่จะถามเรื่องอะไรหรือ?”
“ปู่จูรู้จักครอบครัวข้างๆเราไหม?” ฟู่เยี่ยนชี้ไปที่บ้านข้างๆ
“เธอหมายถึงโจวจื่อผิงงั้นหรือ?” ช่างหลิวถาม
“ใช่ค่ะ เขานั่นแหละ”
“ก่อนหน้านี้คุ้นเคยดี ว่าแต่เขาอยู่ที่นี่เหมือนกันเหรอ? ทำไมไม่เคยเห็นเขาออกมาเลย?” ช่างจูรู้สึกแปลกใจที่ได้ยินแบบนี้
“เหมือนเขาจะป่วยนะคะ หนูไปที่ย่านหลิวหลีและเจอลูกชายของเขา เลยรู้ว่าเขาป่วย” ฟู่เยี่ยนเล่าคร่าวๆ
“ปกติเธอไม่ใช่คนชอบยุ่งเรื่องคนอื่น บอกมาว่ามีอะไร?” ช่างจูมองออกถึงจุดประสงค์ของฟู่เยี่ยน
“ในสายตาของพวกปู่เห็นหนูเป็นคนอย่างไรกัน หนูจะทำเรื่องดีๆบ้างไม่ได้เหรอ?” ฟู่เยี่ยนทำเป็นโกรธ
“ปู่จูของเธอเขาก็แค่ล้อเล่นน่ะ ฟู่เยี่ยนของเราเป็นคนใจดีอยู่แล้ว" ช่างหลิวมองช่างจูตาเขียวปั้ด
ช่างเก่อก็มองอาจารย์ของตนอย่างไม่พอใจเช่นกัน
“ฮึ เด็กคนนี้ไม่มีจุดประสงค์แอบแฝง ฉันจะเขียนแซ่ตัวเองกลับด้านเลยคอยดู” ช่างจูยังคงไม่ยอมแพ้
“ไม่ต้องเขียนกลับด้านหรอกค่ะ หนูแค่อยากไปดูอาการป่วยเขา หนูได้ยินบางอย่างมาและคิดว่าเขาไม่ได้ป่วยตามธรรมชาติ แต่ถูกใครบางคนทำร้าย” ฟู่เยี่ยนพูดแล้วก็เล่าเรื่องแม่ของโจวเคอให้ทั้งสามฟัง
“หากเขาทำร้ายคนอื่นจริง หนูจะไม่ทนดูเฉยๆอย่างแน่นอน อีกอย่างตระกูลโจวทำไม่ดีกับไป๋โม่เฉิน ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร” ฟู่เยี่ยนพูดไปตามตรงโดยไม่ปิดบัง
“ฮึ ตระกูลโจวไม่ใช่คนดีอะไรหรอก สิบปีก่อนถ้าปู่หลิวของเธอไม่โชคดี คงถูกทำร้ายจนมือทั้งสองข้างพิการไปแล้ว เรื่องในตอนนั้นก็เป็นฝีมือของตระกูลโจวกับตระกูลเหวิน” ช่างจูพูดถึงตระกูลโจวด้วยความโกรธ
วงการแกะสลักของเมืองหลวงเคยมีช่างฝีมืออยู่หลายคน พวกช่างจูก็เป็นหนึ่งในนั้น ในบรรดานั้นมีตระกูลเหวินที่สืบทอดทักษะนี้มาหลายชั่วอายุคน คนในตระกูลเหวินไม่ชอบผู้ที่เรียนรู้ด้วยตัวเองจนประสบความสำเร็จ จึงกดดันพวกเขามาตลอดหลายปี
ตอนนั้นช่างหลิวมีอายุสามสิบกว่า เขามีชื่อเสียงในวงการแกะสลัก ลูกค้าต่างพากันมาขอให้เขาแกะสลักงานฝีมือให้ แต่ตระกูลเหวินไม่พอใจเลยวางแผนทำร้าย ใช้หินธรรมดามาสร้างค่ายกลลวงตาทำให้มันเป็นเหมือนหินหยก
ช่างหลิวรับหินดิบนั้นมา วันต่อมาเขาก็พบว่ามันกลายเป็นหินธรรมดาไปแล้ว หากลูกค้ามาทวงแล้วไม่มีให้ เขาก็ต้องชดใช้ด้วยการตัดมือตัวเอง โชคดีที่เพื่อนของช่างหลิวมองออกและช่วยหายอดฝีมือมาสร้างค่ายกลปกคลุมไว้ให้ถึงแก้ไขได้ และต่อมาถึงได้รู้ว่าตระกูลเหวินจ้างวานให้ตระกูลโจวทำเรื่องเลวๆพวกนี้
“อ้อ งั้นก็ดีเลย ดูเหมือนว่าตระกูลโจวจะทำเรื่องชั่วช้ามาไม่น้อยจริงด้วย” ฟู่เยี่ยนยิ่งมั่นใจความคิดของตัวเองเข้าไปใหญ่
“แต่ทำไมหนูถึงไม่เคยได้ยินเรื่องของตระกูลเหวินล่ะ?” ฟู่เยี่ยนยังคงสงสัย
“เหอะ ทำชั่วต้องรับกรรม ครอบครัวของพวกเขาถูกยึดทรัพย์ คนในบ้านถูกเกณฑ์ไปเข้าค่ายแรงงาน หัวหน้าตระกูลตายระหว่างทาง ไม่มีใครสืบทอด ตระกูลเลยล่มสลายไป”
“อ้อ เป็นอย่างนี้เอง” พอฟู่เยี่ยนพูดจบ ไป๋โม่เฉินก็เข้ามา
“ฟู่เยี่ยน บ้านข้างๆเหมือนจะมีเสียง โจวเคอน่าจะกลับมาแล้ว”
“สาวน้อย เราไปดูกันเถอะ ไปเยี่ยมเยียนโจวจื่อผิงกัน” ช่างจูและช่างหลิวลุกขึ้นเตรียมไปบ้านข้างๆ
ตอนที่ 209: ปริศนาแห่งโชคชะตา
ไป๋โม่เฉินเดินไปเคาะประตู คนที่เปิดประตูคือโจวเคอ เมื่อเปิดประตู เขาพบว่าคนที่มาเป็นคนที่ไม่รู้จัก
“ขอโทษนะครับ นี่คือบ้านของโจวจื่อผิงใช่ไหม?” ไป๋โม่เฉินถาม
“ใช่ครับ พวกคุณคือใคร?” โจวเคอถามด้วยท่าทีระมัดระวัง แต่เมื่อเห็นฟู่เยี่ยน เขาก็ตะลึงเล็กน้อย นี่คือพี่สาวที่มาซื้อของที่ร้านเมื่อตอนบ่ายนี่? ฟู่เยี่ยนยิ้มให้เขา แต่โจวเคอยังคงแสดงสีหน้าจริงจัง
“ฉันเป็นเพื่อนเก่าของพ่อเธอ ฉันแซ่จู ส่วนเขาแซ่หลิว ลองไปถามพ่อเธอดูว่าเขารู้จักเราหรือไม่” ช่างจูก้าวไปข้างหน้าและพูดกับโจวเคอ
โจวเคอคิดครู่หนึ่งแล้วปิดประตูไปถามพ่อ เขาเปิดประตูห้องอย่างระมัดระวังและรีบปิดกลับ เพราะกลัวว่าโจวจื่อผิงที่นอนอยู่บนเตียงจะหนาว
“พ่อครับ พ่อ?” โจวเคอเรียกเขาเบาๆ
โจวจื่อผิงที่อยู่บนเตียงเหมือนจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา และเขาก็เห็นว่าเป็นลูกชายของตน
“มีอะไรหรือ เสี่ยวเคอ?” เสียงของโจวจื่อผิงยังคงราบเรียบ แต่เขากลับสะลึมสะลือ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในความฝัน
“ข้างนอกมีคนแซ่จูและแซ่หลิวมาหา บอกว่าเป็นเพื่อนของพ่อ” โจวเคอมองพ่อของตนที่ดูเหมือนจะหลับได้ทุกเมื่อ
“อืม เป็นเพื่อนของพ่อ รีบให้พวกเขาเข้ามาเถอะ” โจวจื่อผิงพูดพลางพยายามนึกชื่อของสองคนนี้จากความทรงจำ
หลังจากพูดเสร็จ โจวจื่อผิงพยายามลุกขึ้น โจวเคอรีบช่วยพยุงเขาและหาผ้าห่มมาให้พิง แล้วรีบไปเปิดประตูเชิญฟู่เยี่ยนและพวกเข้ามา
ฟู่เยี่ยนไม่พูดอะไรและเดินตามโจวเคอเข้าไปในบ้าน บ้านหลังนี้ถูกปิดไว้ตลอดเวลา แม้แต่หน้าต่างก็ไม่ถูกเปิดในฤดูร้อนนี้ น่าแปลกที่หลังจากเข้าไปในบ้าน ฟู่เยี่ยนพบว่าวิญญาณชั่วร้ายมีพลังอ่อนแอมาก ราวกับว่ามีเกราะป้องกันบางอย่างที่ขัดขวางไม่ให้วิญญาณชั่วร้ายจากภายนอกเข้ามา
ทั้งที่บ้านหลังนี้ดูว่างเปล่า ไม่น่าจะมีอะไรที่ทรงพลังมากมายขนาดนี้ สิ่งนี้ทำให้ฟู่เยี่ยนเกิดความสนใจอยู่ไม่น้อย
ช่างจูได้เดินมาถึงเตียงของโจวจื่อผิงแล้ว โจวจื่อผิงพยายามพิงเตียง ถ้าไม่ใช่ช่างจูที่รู้จักโจวจื่อผิงมาก่อนคงจำเขาไม่ได้
“จื่อผิง นี่นายเป็นอะไร ทำไมถึงได้ป่วยหนักขนาดนี้?” ช่างจูพูดอย่างอึ้งๆ โจวจื่อผิงที่เขารู้จักเป็นคนที่ดูอวบ ไม่ใช่คนที่ผอมแห้งเช่นนี้
“ช่างจู คุณเป็นคนแรกที่มาเยี่ยมผม นี่ก็ผ่านมาห้าปีแล้ว ผมโจวจื่อผิง……” โจวจื่อผิงอ่อนแรงพูดเพียงไม่กี่คำก็เหนื่อยจนทนไม่ไหว
โจวเคอรีบเข้ามาช่วยพยุงให้พ่อหายใจได้คล่องขึ้น โจวจื่อผิงยกมือหยุดลูกชายของตน
“ผมโจวจื่อผิงได้รับความเมตตาจากคุณมาก แต่ผมป่วยมานาน บ้านนี้อากาศไม่ดี ไม่อยากรบกวนพวกคุณทั้งสอง” โจวจื่อผิงใช้แรงในการพูดไปมาก ก่อนที่ตัวของเขาจะทรุดลงไปอีก
โจวเคอปาดน้ำตาแล้วพยุงพ่อกลับไปที่เตียงและห่มผ้าให้ จากนั้นหันไปโค้งคำนับช่างจู
“ขอบคุณที่มาเยี่ยมพ่อผมครับ”
“เด็กน้อย ฉันอยู่ข้างบ้านพวกนาย มีอะไรเรียกได้ตลอดเลยนะ จื่อผิง วันนี้ฉันไม่ใช่มาแค่เยี่ยมไข้ แต่หลานสาวของฉันสังเกตเห็นว่าบ้านนายมีอะไรแปลกๆ ฉันจึงขอให้เธอมาช่วยดูหน่อย นายจะยอมให้เธอดูไหม?” ช่างจูพูดกับโจวจื่อผิงบนเตียง
โจวเคอมองพ่อของตน โจวจื่อผิงพยักหน้าอย่างยากลำบาก ช่างจูถอยหลังสองสามก้าว ให้ฟู่เยี่ยนเข้ามาใกล้เตียงแทน
โจวเคอดูตกใจ พี่สาวคนนี้เป็นหมอหรือ?
ฟู่เยี่ยนนั่งลงข้างเตียงและจับชีพจรของโจวจื่อผิง
ในความเป็นจริงฟู่เยี่ยนกำลังสังเกต เธอพบว่าโจวจื่อผิงไม่ได้ป่วยธรรมชาติ แต่ถูกใครบางคนทำร้ายจริงด้วย แต่เธอยังไม่แน่ใจเรื่องที่เป็นต้นเหตุ ฟู่เยี่ยนนึกถึงบันทึกของบรรพบุรุษที่พูดถึงคำสาปที่ชื่อว่า ‘ฝันร้าย’ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับอาการของโจวจื่อผิง มีบางรายละเอียดที่เธอต้องถามเขาเพื่อยืนยัน
“อาการของพ่อเธอเป็นอย่างไรบ้าง?” ฟู่เยี่ยนถาม
“พ่อผมนอนไม่หลับมาตั้งแต่ห้าปีก่อน ตอนแรกนอนไม่หลับทั้งคืน ต่อมาก็แย่ลงจนต้องซื้อยานอนหลับถึงจะนอนได้บ้าง ปีนี้ยานอนหลับก็ไม่ช่วย ไปหาหมอก็บอกไม่ได้ว่าเป็นอะไร ตอนนี้ต้องทนอยู่ไปแบบนี้ เมื่อเดือนที่แล้วไปหาหมอแผนจีน หมอให้ยามา ทำให้นอนได้สองสามชั่วโมงบ้าง” โจวเคอบอกอาการของโจวจื่อผิงอย่างละเอียด
ฟู่เยี่ยนคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอจำได้ว่ามีบันทึกเกี่ยวกับคำสาปฝันร้าย คำสาปนี้มีลักษณะคล้ายกับอาการของโจวจื่อผิง บางรายละเอียดต้องถามโจวจื่อผิงเพื่อยืนยัน
“โจวจื่อผิง?” ฟู่เยี่ยนพูดใกล้หูเขา
โจวจื่อผิงพยายามเปิดตาขึ้น
“คุณคือใคร?”
“ฉันเป็นหมอ ลูกชายของคุณเชิญฉันมาดูอาการ ฉันจะขอถามคำถามสักสองสามข้อ ถ้าคุณตอบไม่ได้แค่พยักหน้าหรือส่ายหัวก็พอ” ฟู่เยี่ยนมองตาโจวจื่อผิง ตาของเขาดูเบลอ คล้ายกับที่ถูกบันทึกไว้
โจวจื่อผิงพยักหน้าเล็กน้อย แสดงความยินยอม ฟู่เยี่ยนจึงเริ่มถาม
“ตอนเริ่มนอนไม่หลับ คุณเคยฝันร้ายและกลัวจนไม่กล้าข่มตานอนใช่ไหม?”
โจวจื่อผิงเหมือนนึกถึงอดีต ครู่หนึ่งก็พยักหน้า
“ต่อมาเมื่อใช้ยา คุณฝันว่าตัวเองถูกฆ่าตาย หรือเห็นคนใกล้ตัวถูกฆ่าตาย หรือคุณฆ่าคนที่คุณรักใช่ไหม?” ฟู่เยี่ยนจับตาดูปฏิกิริยาของโจวจื่อผิงอย่างใกล้ชิด
โจวเคอกำมือแน่น พ่อเขาเป็นอย่างนี้จริงๆหรอ?
โจวจื่อผิงเส้นเลือดที่คอโป่งขึ้น แต่ไม่นานก็ยุบลง เขาพยักหน้าอย่างเหนื่อยล้า
“ล่าสุดคุณเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นหรือคนที่คุณไม่อยากเห็น พวกเขาใช้ชีวิตดีกว่าคุณและลูกคุณมาก ทำให้ทุกวันเหมือนคุณกำลังถูกทรมานใช่ไหม?” ฟู่เยี่ยนมองเห็นภาพในฝันของเขา คนที่ทำคำสาปนี้ใส่โจวจื่อผิงช่างใจคอโหดร้ายมาก
โจวจื่อผิงดูไม่สบายใจ เขากำมือฟู่เยี่ยนแน่นและพูดอย่างยากลำบาก
“ช่วยด้วย!”
โจวเคอทนไม่ไหวร้องไห้ออกมา แต่กลัวทำให้พ่อกังวลจึงพยายามกลั้นเสียงเอาไว้
“คุณไม่ต้องห่วง ฉันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันจะช่วยคุณ ถ้าคุณเชื่อใจฉัน” ฟู่เยี่ยนมองไปที่โจวเคอที่ดูระแวง
โจวเคอไม่พูดอะไร และคุกเข่าลงให้ฟู่เยี่ยน
“พี่สาว ถ้าช่วยพ่อผมได้ ผมยอมทำทุกอย่าง พี่จะเป็นผู้มีพระคุณของผมไปตลอดชีวิต”
ไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนเข้ามาดึงโจวเคอลุกขึ้น เมื่อสัมผัสเขา ฟู่เยี่ยนรู้สึกอบอุ่นไปทั้งตัว
ฟู่เยี่ยนยิ้มเล็กน้อย เธอรู้แล้วว่าทำไมความหนาวเย็นข้างนอกถึงไม่เข้ามา ทั้งหมดเป็นเพราะเด็กคนนี้ เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมโจวจื่อผิงถึงรอดมาได้ถึงห้าปี เพราะโจวเคอมีโชคชะตาที่ดีมาก ดวงของเขาช่วยชีวิตพ่อของเขาเอาไว้
โจวหยางใช้วิธีการที่โหดร้าย โจวจื่อผิงต้องมีบางอย่างที่เขาต้องการ ไม่อย่างนั้นจะลำบากขนาดนี้เพราะผู้หญิงคนเดียวเหรอ? มันไม่น่าเชื่อเอาเสียเลย
ตอนที่ 210: รักษาอาการป่วยช่วยชีวิตคน
“ไม่ต้องคุกเข่า ผู้ชายต้องรักษาศักดิ์ศรีของตน” ฟู่เยี่ยนประคองโจวเคอให้ลุกขึ้น
“พี่สาว พี่จะรักษาพ่อผมได้จริงๆหรือ?” โจวเคอเช็ดน้ำตา มองฟู่เยี่ยนด้วยความหวัง
“พี่จะพยายามให้เต็มที่” ฟู่เยี่ยนสัมผัสได้ถึงความเชื่อใจของเด็กคนนี้ และเธอตัดสินใจว่าจะรักษาโจวจื่อผิงให้หาย
สภาพของโจวจื่อผิงไม่สามารถรอได้อีกแล้ว เขาตกอยู่ในคำสาปฝันร้ายขั้นที่สาม ถ้ารอจนเกิดภาพหลอนขึ้นก็จะรักษาไม่ได้ เธอต้องกลับบ้านไปค้นในบันทึกเพิ่มเติมเพื่อยืนยันรายละเอียดบางอย่าง
“ฉันต้องกลับไปเตรียมของไว้ก่อน นี่คือยันต์ที่เธอควรจะติดไว้ที่หัวเตียงพ่อ ช่วงนี้ไม่ต้องไปขายของ อยู่บ้านดูแลพ่อให้ดี” ฟู่เยี่ยนยื่นกระดาษยันต์ให้
“ได้ครับ ขอบคุณพี่สาว ผมจะรอที่บ้าน” โจวเคอรับกระดาษยันต์มาอย่างจริงจัง
“แล้วก็อย่าลืมเปิดประตูและหน้าต่างในบ้านให้หมดทุกบาน พ่อของนายจะได้ฟื้นตัวดีขึ้น ให้แสงแดดส่องเข้ามา” ฟู่เยี่ยนสั่งเพิ่มเติมก่อนจะจากไป
“ได้ครับพี่สาว ผมจะรีบเปิดทันที”
“ปู่จู เราไปกันเถอะ”
ฟู่เยี่ยนกำชับโจวเคอแล้วก็หันไปบอกพวกช่างจู เพราะวิญญาณร้ายรอบบ้านหลังนี้มีมากเกินไป ชายชราไม่ควรอยู่ที่นี่นาน
“มีอะไรเรียกหาพวกเราที่อยู่ข้างบ้านได้นะ” ช่างหลิวกำชับเพิ่มเติม ก่อนจะมองโจวเคอปิดประตู
“เธอจะเริ่มรักษาเขาเมื่อไหร่?” ช่างจูถามด้วยความห่วงใยขณะฟู่เยี่ยนประคองแขนเขา
“หนูต้องเตรียมการก่อน พรุ่งนี้เย็นจะมาที่นี่อีกที วันพรุ่งนี้หนูยังต้องไปทำงานที่พระราชวังต้องห้าม งานที่นั่นยังไม่เรียบร้อยดี” ฟู่เยี่ยนตอบ เธอรู้สึกว่าช่วงนี้มีเรื่องยุ่งเยอะจริงๆ
“ได้ ถ้าอยากเรียกใช้เราเมื่อไหร่ก็เรียกมาได้ตลอด” ช่างจูเห็นสภาพของโจวจื่อผิงแล้วอดเป็นห่วงไม่ได้
“ไม่ต้องห่วง หนูทำคนเดียวได้ ช่างจูอย่าคิดมากไปเลยค่ะ เขาถูกคำสาป ถ้าหนูมาช้ากว่านี้คงช่วยไม่ได้แล้ว”
“คนเลวยังลอยนวลอยู่!” ช่างจูพูดพลางใช้ไม้เท้ากระแทกพื้นด้วยความโกรธ
“ก่อนลงมือก็อย่าลืมปกป้องตัวเองก่อนด้วยนะ” ช่างหลิวฟังแล้วรู้สึกว่าอาจจะมีอันตรายรออยู่เบื้องหน้า
“หนูรู้ค่ะ ถ้าหนูไม่มั่นใจ หนูจะไม่เข้าไปยุ่งแน่นอน” ฟู่เยี่ยนตอบ
หลังจากส่งทั้งสองกลับบ้าน ฟู่เยี่ยนกับไป๋โม่เฉินก็เดินกลับไปที่ร้าน เมิ่งอ้ายชวนรอพวกเขาอยู่ที่ร้านเพื่อกลับบ้านด้วยกัน เมิ่งอ้ายชวนได้ส่งฟู่เซินและคนอื่นกลับบ้านแล้ว
“พรุ่งนี้เย็น เธอจะมาที่นี่ใช่ไหม? งั้นฉันจะมาด้วย” ไป๋โม่เฉินพูด
“ไม่ต้องหรอก พรุ่งนี้เย็นฉันมาเองได้” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างไม่ใส่ใจ ขณะคิดเกี่ยวกับวิธีการแก้คำสาปของโจวจื่อผิง
ไป๋โม่เฉินกลับก้าวมาข้างหน้า ขวางทางเธอไว้ ฟู่เยี่ยนไม่ทันสังเกตและชนเข้าที่แผงอกของเขาอย่างจัง
“โอ๊ย……” ฟู่เยี่ยนจับจมูกตัวเอง รู้สึกเจ็บจนน้ำตาแทบไหล
“เป็นอะไรไหม? มัวเหม่อคิดอะไรอยู่?” ไป๋โม่เฉินตรวจดูจมูกเธอ เขาใช้นิ้วลูบมันเบาๆ
“ไม่เป็นไร ว่าแต่ทำไมพี่หยุดกะทันหันแบบนี้ล่ะ?” ฟู่เยี่ยนลูบจมูกตัวเอง
“ฉันอยากอยู่กับเธอ โดยเฉพาะในช่วงเวลาแบบนี้” ไป๋โม่เฉินพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
ฟู่เยี่ยนมองเขาด้วยความสนใจ
“มีใครเคยบอกบ้างไหมว่าดวงตาและจมูกของพี่ดูดีมาก” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมมองเขาอย่างละเอียด
“นี่ฉันพูดเรื่องจริงจังอยู่นะ” ไป๋โม่เฉินพูดอย่างหมดหนทาง
“ฉันก็กำลังพูดเรื่องจริงจังนี่ ไม่มีใครเคยบอกพี่บ้างเลยเหรอ?” ฟู่เยี่ยนอยากแกล้งเขา
“ไม่มี เธอเป็นคนแรก” ไป๋โม่เฉินพูดอย่างหมดหนทาง
“คนพวกนั้นมีตาแต่ไม่มีแววเลย!” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างมีความสุข
“นี่ฉันกำลังพูดจริงจัง บ่ายพรุ่งนี้ฉันไม่มีเรียน ฉันจะรอเธอที่บ้านของช่างจู” ไป๋โม่เฉินจับไหล่เธอและมองตาฟู่เยี่ยน
“ตกลง” ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนวิธีการทำตัวเล็กน้อย ตลอดเวลาที่ผ่านมาไป๋โม่เฉินยอมเธอมาก
“ฉันแค่ไม่สบายใจ ฉันได้ยินเธอคุยกับจางเหว่ยว่าเคยเจออันตราย ฉันแค่…” ไป๋โม่เฉินยังพูดไม่จบ ฟู่เยี่ยนก็ยื่นมือไปปิดปากเขา
“ฉันรู้ ฉันจะพยายามไม่ทำอะไรที่มันเสี่ยง พี่เชื่อฉันเถอะ ฉันจะไม่ให้ตัวเองตกอยู่ในอันตราย” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ตกลง” ไป๋โม่เฉินบรรจงจูบที่นิ้วของเธอ
ฟู่เยี่ยนยังไม่ทันถอนมือออกมา ใบหน้าของเธอก็ร้อนผ่าว
นี่มันกลางถนนนะ!
“ว่าแต่ทำไมวันนี้พี่ถึงอยากกลับบ้าน มีอะไรหรือเปล่า?" ฟู่เยี่ยนถามขณะเดินไป
“ก็เพราะเธอนั่นแหละ” ไป๋โม่เฉินยิ้มตอบ
“เพราะฉัน?”
“เธอช่วยกั๋วจื่อไว้มาก เขาเล่าให้ปู่ฟัง พอปู่ของเขารู้ว่าเธอเป็นแฟนฉันก็รีบไปขอบคุณคุณปู่ของฉันทันที แล้วบอกว่าจะขอบคุณเธออีกที ฉันต้องรีบกลับไปอธิบาย ตอนนี้ฉันนึกภาพออกเลยว่าปู่จะโกรธขนาดไหนที่รู้เรื่องนี้ทีหลัง” ไป๋โม่เฉินเล่าด้วยรอยยิ้ม
“อะไรนะ?” ฟู่เยี่ยนไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวปู่ของฉันก็คงจะดีใจมาก” ไป๋โม่เฉินปลอบใจเธอ
“ฉันแค่รู้สึกทำตัวไม่ถูกน่ะ นี่พี่ยังไม่ได้บอกครอบครัวหรือ?”
“ครั้งที่แล้วไม่ได้บอก ฉันกะว่าจะพาเธอไปกินข้าวที่บ้านเดือนหน้าแล้วค่อยบอกพวกเขาทีเดียว” ครั้งที่แล้วกลับบ้านไปไม่ได้บอกคุณปู่ก็เพราะเขามัวถูกไป๋โม่ฉิงซักถามจนอารมณ์เสีย
“ตกลง ถ้าตอนนั้นฉันไม่ยุ่งน่ะนะ” ฟู่เยี่ยนไม่รู้จะตอบอย่างไร ถ้าปู่เขาไม่ชอบเธอขึ้นมาล่ะ?
“งั้นฉันคงต้องรอจนกว่าเธอจะว่างแล้ว” ไป๋โม่เฉินไม่พูดต่อ พอเขาเห็นฟู่เยี่ยนอึดอัดก็เปลี่ยนเรื่องคุยทันที
พอมาถึงร้าน เหมี่ยวชานชานก็ได้ดูของในร้านจนหมดแล้ว เมิ่งอ้ายชวนได้แนะนำหลายอย่างให้เธอ ในฐานะว่าที่เถ้าแก่เนี้ยของร้านในอนาคต
“อ่า ในที่สุดพวกเธอก็กลับมาสักที เราไปกินข้าวกันเถอะ!” เหมี่ยวชานชานพูดพร้อมดึงฟู่เยี่ยนไป
“จะไปไหน?” ฟู่เยี่ยนถาม
“ไปกินข้าวไง ชวนจื่อบอกว่าจะพาไปกินข้าว” เหมี่ยวชานชานพูดด้วยท่าทีไร้เดียงสา
ไป๋โม่เฉินกับฟู่เยี่ยนสบตากัน นี่เธอไม่รู้หรือว่าเมิ่งอ้ายชวนอยากกินข้าวกับเธอสองต่อสองต่างหาก!
“พวกเราไม่ไปแล้ว ฉันกับฟู่เยี่ยนยังมีธุระ ชวนจื่อ ฉันจะรอนายที่หน้ามหาวิทยาลัยตอนทุ่มครึ่งนะ” ไป๋โม่เฉินพูด เมิ่งอ้ายชวนจึงทำไม้ทำมือขอบคุณเขา
“อืม พวกเราไปกินข้าวกันเถอะ” เหมี่ยวชานชานยังคงไม่รู้เรื่องราวอะไรกับเขา
“วันนี้พวกนายพลาดของอร่อยแล้ว” เมิ่งอ้ายชวนพูดพร้อมกับหยิบกุญแจเตรียมล็อกร้าน
“ฉันจะล็อกร้านให้เอง พวกนายไปกันก่อน” ไป๋โม่เฉินพูด
หลังจากสองคนนั้นไป ฟู่เยี่ยนมองนาฬิกา ตอนนี้เพิ่งจะห้าโมงเย็น ท้องฟ้าในฤดูร้อนยังคงส่องสว่าง ไม่เหมือนในฤดูหนาว
“เราไปกินข้าวกัน…...ดีไหม?” ฟู่เยี่ยนถามไป๋โม่เฉิน
“ตกลง แต่ขอเวลาครู่หนึ่ง” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมดึงเธอเข้ามาจูบอย่างยาวนาน จนฟู่เยี่ยนเริ่มหายใจไม่ทัน เขาถึงได้ผละออกจากเธอ
“พี่ไม่กลัวว่าพี่ชวนจื่อกับชานชานจะกลับมาเห็นหรือ?”
“ใครให้เธอพูดเรื่องพวกนั้นกันล่ะ ตอนบ่ายถ้าไม่ใช่เพราะอยู่กลางถนน ฉันคงจูบเธอไปแล้ว” ไป๋โม่เฉินพูดพลางกอดฟู่เยี่ยนให้นั่งลงบนตักของเขา
จบตอน
Comments
Post a Comment