magic ep21-30

 ตอนที่ 21 จดหมายจากแดนไกล

 

ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนและคนอื่นไม่รู้เลยว่าหวังซู่เหมยกำลังรอพวกเขาอยู่ ดังนั้นพวกเขาจึงหาวัตถุดิบเพื่อทำเหล้าองุ่นต่อ

 

ซึ่งวันนี้พวกเขาต้องขึ้นไปบนภูเขาเพื่อตัดต้นโอ๊กมาทำถังบรรจุเหล้าองุ่น

 

ฟู่เยี่ยนจึงถือโอกาสนี้ตามพ่อและพี่ชายของเธอไป โดยเธอและฟู่เหมี่ยวนั้นก็ได้ออกไปหาองุ่นต่อ

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้พบกับบลูเบอร์รี่ลูกเล็กที่ซ่อนอยู่ในพงหญ้า เธอจึงได้ดึงหญ้าพวกนั้นออก ก่อนจะพบกับบลูเบอร์รี่มากมายอยู่ที่นั่น!

 

ฟู่เยี่ยนจึงหยิบมันขึ้นมาลูกหนึ่งก่อนจะลองชิมมันดู ทันใดนั้นเอง ความหวานก็ได้กระจายไปทั่วทั้งปากของเธอ ซึ่งบลูเบอร์รี่นั้นถือว่าเป็นผลไม้ราคาแพงมากๆในชีวิตก่อนของเธอ บลูเบอร์รี่แค่กล่องเล็กในซุปเปอร์มาร์เก็ตกลับมีราคาหลายสิบหยวนเลย

 

“ดูนี่สิคะ เราเอามันกลับไปที่บ้านด้วยดีไหม บางทีมันอาจใช้ทำเหล้าองุ่นได้นะคะ” ฟู่เยี่ยนหันไปพูดกับฟู่เหมี่ยวที่กำลังเก็บผักอยู่ข้างๆ

 

“มันจะทำได้จริงๆเหรอ?” ฟู่เหมี่ยวเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

 

“ทำไมจะไม่ได้กันล่ะ เราเอามันกลับไปลองทำกันเถอะ” ฟู่เยี่ยนพูดขึ้นมา พร้อมกับคิดถึงเหล้าบลูเบอร์รี่ที่มีรสหวานอมเปรี้ยวอยู่

 

แม้ว่ารสชาติของมันจะไม่ได้ดีเท่ากับเหล้าที่ทำจากองุ่น แต่ก็ยังมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์แฝงอยู่

 

ซึ่งเธอไม่คิดเลยว่าจะมีบลูเบอร์รี่ป่าอยู่บนภูเขาด้วย แม้ว่ามันจะไม่ได้มีขนาดที่ใหญ่เหมือนกับที่วางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกับการทำเหล้าเลย

 

นอกจากนี้ ทุกอย่างสามารถทำได้อยู่แล้ว ขอแค่ลงมือทำมัน!

 

ทันใดนั้นเอง ทั้งสองพี่น้องก็ได้หยิบตะกร้าขึ้นมาและเริ่มเก็บบลูเบอร์รี่ทันที จนกระทั่งฟู่ต้าหย่งเรียก ตอนนี้พวกเขาได้ตัดต้นไม้เสร็จเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะกลับบ้าน

 

ซึ่งตอนนี้พระอาทิตย์ก็กำลังจะลับทิวเขาแล้ว เมื่อทุกคนกลับมาถึงหน้าประตูบ้านก็พบกับหวังซู่เหมยที่กำลังรอพวกเขาอยู่ด้วยสีหน้าที่วิตกกังวล

 

“ทำไมคุณถึงได้กลับมาช้าแบบนี้กันล่ะ ตอนนี้เรากำลังมีปัญหา แต่ฉันกลับปรึกษาใครไม่ได้เลย”

 

หลังจากที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฟู่ต้าหย่งก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาทันที ทำไมค่ำป่านนี้แล้วฟู่เซินถึงยังไม่กลับบ้านอีก

 

“เสี่ยวมู่ ชักจะเถลไถลใหญ่แล้วนะ หากจะกลับบ้านดึกทำไมไม่บอกกันก่อน กลับมาแม่จะเฆี่ยนให้เข็ดเลยคอยดู”

 

ฟู่ต้าหย่งรู้จักนิสัยภรรยาของเขาดี ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยโดยพูดขึ้นว่า “แล้วเอ้อขุยมาที่บ้านของเราหรือเปล่า?”

 

ขณะที่หวังซู่เหมยกำลังจะตอบนั้น ฟู่เซินก็ได้วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับพายุทอร์นาโด

 

“เสี่ยวฉุ่ย รีบไปเอาน้ำให้ฉันหน่อยสิ ฉันหิวน้ำมากๆเลย!” ในตอนนี้ เนื้อตัวของฟู่เซินเต็มไปด้วยเหงื่อ

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เหมี่ยวก็ชำเลืองมองไปที่เขาเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปตักน้ำมาให้พี่ชายฝาแฝดของเธอ

 

หลังจากที่ดื่มน้ำเสร็จ ฟู่เซินก็หายเหนื่อยกลับมาเป็นปกติ และตอนนี้ก็ถึงเวลาทานมื้อเย็นแล้ว

 

ส่วนหวังซู่เหมยนั้นก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอจึงได้เล่าถึงสิ่งที่เหอฟางบอกตอนที่ทุกคนกำลังทานข้าว

 

หลังจากที่เธอพูดจบ ฟู่เซินก็ได้พูดต่อ โดยที่เขาเองก็ได้รับข่าวพวกนี้มาเช่นกัน

 

“เพื่อนร่วมชั้นของผมที่ชื่อว่าหลิวผิงได้บอกกับผมว่า เขากับผู้หญิงที่ชื่อหลิวต้าหนีคนนั้นมาจากครอบครัวเดียวกัน หลิวต้าหนีคนนั้นเป็นพี่สาวคนละแม่ของเขา แต่เขาก็ไม่ได้สนิทกับเธอมากนัก”

 

“เขารู้เรื่อที่หลิวต้าหนีเพิ่งจะมีงานหมั้นไปเมื่อเร็วๆนี้ด้วยครับ และเขายังได้ยินมาอีกว่าพี่เขยของเขาเป็นคนที่ขยันทำงานและเก่งมากๆอีกด้วย”

 

“จนหลิวผิงเองก็รู้สึกสับสนไปเหมือนกันว่าทำไมถึงยังมีคนรักหลิวต้าหนีได้ เขาบอกว่าเธอ…...” ฟู่เซินมองไปรอบๆ ก่อนที่สายตาของเขาจะไปหยุดอยู่ที่เสี่ยวฮั่ว พร้อมท่าทีที่ดูลังเลเล็กน้อย

 

“เสี่ยวฮั่ว ช่วยเอากระเทียมมาให้ฉันหน่อยได้ไหม”

 

เมื่อเห็นท่าทางของเขาแล้ว ฟู่เยี่ยนก็รู้ได้ทันทีว่าเขาไม่อยากจะให้เธอได้ยินคำพูดพวกนั้น เธอจึงได้ลุกไปยังห้องครัวอย่างว่าง่าย แต่ทว่าหูของฟู่เยี่ยนก็ยังคงได้ยินอย่างชัดเจน

 

“แม้ว่าหลิวต้าหนีจะมีหน้าตาที่ไม่ค่อยดูดีมากนัก แต่ผมได้ยินมาว่าเธอผ่านผู้ชายมาหลายคนแล้ว” ฟู่เซินพูดออกมาเบาๆ

 

หลังจากที่พูดจบ เขาก็ถูกแม่ของเขาตีทันที “ทำไมถึงกล้าพูดเรื่องแบบนี้กัน!”

 

“แม่ครับ ผมก็แค่พูดความจริงเท่านั้นเอง” ฟู่เซินพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดูเศร้าสร้อย

 

“แม่ครับ ผมคิดว่าผู้หญิงที่พี่หมิงจื่อพูดถึงตอนที่เขานัดดูตัวนั้นจะต้องเป็นหลิวเอ้อหนี น้องสาวของหลิวต้าหนีอย่างแน่นอน!” ฟู่เซินพูดออกมาด้วยความมั่นใจ

 

“นายรู้ได้อย่างไร?” ทันใดนั้นเอง ฟู่เหมี่ยวที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ก็ได้พูดแทรกขึ้นมา

 

“ฉันได้ยินมาว่าพี่ชายของหลิวเอ้อหนีก็กำลังจะแต่งงานเหมือนกัน แต่หลิวเหล่าซื่อพ่อของเธอหาเงินสินสอดไม่ได้ เพราะย่าของเธอเป็นคนเก็บเงินทั้งหมดเอาไว้”

 

“ดังนั้น เพื่อเห็นแก่พี่ชายของเธอ หลิวเอ้อหนีจึงต้องยอมนัดดูตัวแทนหลิวต้าหนี”

 

หวังซู่เหมยชำเลืองมองไปที่ลูกชายของเธอ พลางคิดอยู่ในใจว่าทำไมลูกชายของเธอถึงได้รู้เรื่องของคนอื่นละเอียดขนาดนี้

 

“นายรู้เรื่องทั้งหมดนี้มาจากหลิวผิงอย่างนั้นเหรอ!” ฟู่เหมี่ยวรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมากว่าเด็กผู้ชายในวัยเดียวกันกับเธอจะเป็นแบบนี้ทุกคนหรือเปล่า

 

ฟู่เยี่ยนเองก็มองไปที่พี่ชายของเธอด้วยความประหลาดใจเช่นกัน! พร้อมกับรู้สึกว่าเขานั้นเป็นสายลับที่สมบูรณ์แบบมากๆอีกด้วย

 

หลังจากที่หวังซู่เหมยได้รู้ถึงเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เธอก็เข้าใจได้ทันทีว่าหลานชายของเธอกำลังถูกหลอกให้แต่งงาน แต่สิ่งที่เธอยังคงไม่เข้าใจก็คือทำไมพี่สะใภ้ของเธอถึงเห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้กันล่ะ

 

โชคดีที่แม่ของเธอกำลังจะพาพี่สะใภ้และหลานชายของเธอมาที่นี่ในวันพรุ่งนี้ และเรื่องราวทุกอย่างก็จะต้องคลี่คลายในที่สุด ส่วนความคิดของฟู่เยี่ยนที่จะใช้บลูเบอร์รี่มาทำเหล้านั้น หวังซู่เหมยเห็นด้วยเป็นอย่างมาก

 

“เสี่ยวฮั่ว บลูเบอร์รี่เหล่านี้เป็นผลไม่ที้วิเศษมากเลยล่ะ มันมีลักษณะคล้ายกับองุ่นมากๆ แต่แค่มันอาจจะมีขนาดที่เล็กกว่าและมีน้ำน้อยกว่าเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นไม่ได้ด้อยไปกว่าองุ่นเลยนะ” หวังซู่เหมยพูด

 

ที่จริงแล้วฟู่เยี่ยนแค่คิดว่าหากน้ำของบลูเบอร์รี่มีน้อยเกินไป เธอก็สามารถเติมน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ลงไปได้ ซึ่งมันอาจจะมีรสชาติดีกว่าเหล้าองุ่นเสียด้วยซ้ำ

 

เพราะบลูเบอร์รี่ที่เธอเก็บวันนี้เพียงพอสำหรับทำเหล้าแค่ขวดเล็กๆเท่านั้น ซึ่งหากมันประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ ค่อยมาปรับพื้นที่ในสวนแล้วค่อยย้ายบางส่วนมาปลูก

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวก็ได้ลงมือทำทันที ทั้งสองได้เลือกบลูเบอร์รี่อย่างพิถีพิถัน ก่อนจะล้างมันและผึ่งเอาไว้ให้แห้ง เพื่อรอที่จะนำไปบดในพรุ่งนี้เช้า

 

ซึ่งแน่นอนว่าขั้นตอนสำคัญนี้ไม่ใช่หน้าที่ของพวกเธอ แต่เป็นหวังซู่เหมยนั่นเองที่เป็นคนทำขึ้นตอนนี้

 

ขั้นตอนที่ฟู่เยี่ยนและพี่สาวของเธอทำนั้นเป็นเพียงขั้นตอนเริ่มต้น เมื่อหวังซู่เหมยทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้ฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีใครเห็น เอามันเข้าเก็บไว้ในดินแดนต่างมิติของเธอ

 

ขณะที่กำลังจะเข้านอน ฟู่เหมี่ยวก็ได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของคุณยายให้กับฟู่เยี่ยนฟัง

 

“เธอคิดว่าป้าสะใภ้จะรู้หรือเปล่าว่าผู้หญิงที่นัดดูตัวกับพี่หมิงจื่อนั้นไม่ใช่คนดี?” ฟู่เหมี่ยวเอ่ยถามขึ้นมา

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปว่า “หนูคิดว่าไม่รู้นะ”

 

“แต่วันนั้น พี่หมิงจื่อดูน่าสงสารมากเลยนะ ทำเอาฉันเกือบจะร้องไห้เลยล่ะ” ฟู่เหมี่ยวและคนอื่นมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกพี่ลูกน้องของพวกเธอมาก ส่วนหวังหมิงเหล่ยเองก็ดีกับน้องสาวของเขามาตั้งแต่เด็กๆแล้วเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม ในความทรงจำของฟู่เยี่ยนนั้น ยังคงจำเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับลูกพี่ลูกน้องของเธอได้เป็นอย่างดี

 

“วันนี้คุณแม่ดูเป็นกังวลมากเลยนะคะ ไม่รู้ว่าในวันพรุ่งนี้ หากป้าสะใภ้และพี่หมิงจื่อมาถึงแล้ว เรื่องทั้งหมดจะเป็นอย่างไร” ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดกับฟู่เหมี่ยว

 

“ฉันไม่เคยเห็นผู้หญิงที่ทำตัวแบบหลิวต้าหนีมาก่อนเลย” ฟู่เหมี่ยวคิดถึงคำพูดของฟู่เซินขึ้นมาอีกครั้ง และยิ่งรู้สึกรังเกียจผู้หญิงคนนั้นมากขึ้นไปอีก

 

ฟู่เหมี่ยวไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เธอมักจะรู้สึกว่าน้องสาวของเธอนั้นมีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่มากๆ

 

ในตอนนี้ เธอรู้สึกว่าอารมณ์ของเสี่ยวฮั่วได้เปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก หลังจากที่น้องสาวของเธอล้มศีรษะกระแทกพื้นและรอดมาได้ ไม่ว่าปัญหาใดๆ เสี่ยวฮั่วก็สามารถแก้ไขมันได้อย่างใจเย็นเสมอ

 

หลังจากที่คุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งสองก็ได้เข้านอน

 

หวังซู่เหมยเองก็เข้านอนแล้วเช่นกัน แต่ทว่าเธอก็ยังคงนอนไม่หลับ และรู้สึกว่าเธอลืมอะไรบางอย่างไป

 

ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้ลุกขึ้นมานั่งพร้อมกับตบไปที่ต้นขาของตัวเอง ก่อนจะรีบควานหาในกล่องใบหนึ่ง

 

“นี่มันก็ดึกแล้วนะ คุณกำลังจะทำอะไรกัน” ฟู่ต้าหย่งที่หลับไปแล้วก็ได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

 

“ในวันที่คุณพาเสี่ยวฮั่วไปขายเหล้าองุ่นในเมือง ฉันได้รับจดหมายจากพี่รองของคุณด้วยล่ะ แต่เป็นเพราะคุณขายเหล้าองุ่นจนหมด ฉันก็เลยดีใจจนลืมบอกเรื่องนี้ไปเลย”

 

ฟู่ต้าหย่งจึงลุกขึ้นมา ก่อนจะหยิบจดหมายฉบับนั้นไป มันเป็นจดหมายของฟู่ต้าจวง ซึ่งเนื้อหาในจดหมายนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับฟู่เหล่าชวน

 

นอกจากนี้ เขายังบอกอีกด้วยว่าเขาจะกลับมาเยี่ยมบ้านในต้นเดือนหน้า และจะมาจัดการปัญหาเกี่ยวกับพ่อของเขาอีกด้วย

 

ฟู่ต้าหย่งไม่คิดเลยว่าพ่อของเขาจะไปยุยงให้ฟู่ต้าจวงมาทะเลาะกับเขาแบบนี้ ทันใดนั้นเอง เขาก็รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก

 

เขาไม่คิดเลยว่าพ่อแท้ๆของเขากำลังจะสร้างความแตกแยกระหว่างลูกๆของตัวเองแบบนี้

 

หากฟู่ต้าจวงเลือกที่จะฟังคำพูดของผู้เป็นพ่อจริงๆ และหากเขาไม่ได้อธิบายให้กับน้องชายทั้งสองคนของเขาฟังไว้ตั้งแต่แรก มันจะเกิดอะไรขึ้นกัน ?

 

หวังซู่เหมยมองไปยังฟู่ต้าหย่งที่กำลังอ่านจดหมายอยู่อย่างเงียบๆ เมื่อเห็นถึงสีหน้าที่ซีดเผือดของสามี เธอก็รู้สึกตื่นตระหนกตามไปด้วยเช่นกัน

 

“คุณคะ มันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ? มีอะไรเกิดขึ้นกับต้าจวงหรือเปล่า? คุณอย่าทำให้ฉันกลัวแบบนี้ได้ไหม?”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งก็ได้สติกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะพูดออกไปด้วยท่าทีที่สบายๆว่า “ไม่มีอะไรหรอก ต้าจวงได้เขียนจดหมายมาบอกผมว่าช่วงต้นเดือนหน้าเขาจะกลับมาเยี่ยมพวกเรา”

 

ทว่าหวังซู่เหมยนั้นยังคงไม่เชื่อ เธอจึงได้หยิบจดหมายมาอ่านเอง

 

แต่ยังไม่ทันที่จะอ่านจบ เธอก็ได้โยนจดหมายฉบับนั้นทิ้งไปด้วยความโกรธ

 

“ทำไมกัน ทั้งที่พ่อของคุณก็มีชีวิตที่ดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? หรือว่าเขาจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจหากไม่ได้สร้างปัญหาให้กับพวกเรา! จะต้องเป็นผู้หญิงแซ่หนิวขี้อิจฉาคนนั้นแน่ๆ ที่คอยยุยงเรื่องนี้!”

 

“โชคดีนะที่ต้าจวงเป็นคนดี หากเขาเข้าใจเรื่องนี้ผิดขึ้นมา จะต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน!”

 

หวังซู่เหมยสาปแช่งฟู่เหล่าชวนและหนิวชุ่ยฮวาอยู่ในใจ ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็รู้สึกว่าชาติที่แล้ว สามีของเธอไปทำบาปทำกรรมอะไรเอาไว้ ถึงได้มาเจอพ่อแบบนี้ในชีวิตปัจจุบัน

 

“เอาเถอะ พักผ่อนก่อนดีกว่า เอาไว้เราค่อยคุยเรื่องนี้เมื่อต้าจวงกลับมาก็แล้วกัน ถึงอย่างไรเราก็ไม่สามารถปิดบังเรื่องนี้กับน้องๆของคุณได้แล้ว”

 

“หากปล่อยให้พวกเขาถูกพ่อของคุณยุยงอีกล่ะก็ มันจะต้องไม่จบไม่สิ้นอย่างแน่นอน!”

 

“อืม ถ้าอย่างนั้นเราก็เข้านอนกันดีกว่า อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด เอาไว้เราจะคุยเรื่องนี้เมื่อต้าจวงกลับมาก็แล้วกัน!” ฟู่ต้าหย่งและภรรยามองหน้ากัน ก่อนจะถอนหายใจออกมา และเข้านอนไปในที่สุด

 

ฟู่ต้าหย่งรู้สึกละอายใจเป็นอย่างมากที่เขามีพ่อแบบนี้ ในขณะที่หวังซู่เหมยเองก็รู้สึกเป็นทุกข์เช่นกันที่ครอบครัวของเธอยังคงพบเจอกับปัญหาไม่จบไม่สิ้น

 

เมื่อไหร่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปเสียที!



ตอนที่ 22 อาจารย์ฟู่ นักทำนายชะตา

 

ตลอดช่วงสามวันที่ผ่านมา แม่เฒ่าหลี่และหวังหมิงเหล่ยนั้นรู้สึกทุกข์ใจเป็นอย่างมาก และวันนี้ก็เป็นวันที่เธอนัดกับลูกสาวเอาไว้ ดังนั้นแม่เฒ่าหลี่จึงตื่นตั้งแต่เช้าตรู่

 

แต่หวังหมิงเหล่ยนั้นยังคงหลับอยู่ เนื่องจากเมื่อคืนนี้เขาพยายามข่มตาหลับแล้วแต่ก็ยังคงนอนไม่หลับ จนได้มาหลับเอาตอนใกล้สว่างนั่นเอง

 

ส่วนหลี่เซียงหยุนที่รู้อยู่แล้วว่าวันนี้เธอจะต้องไปเยี่ยมบ้านของหวังซู่เหม่ย ดังนั้นเธอจึงรีบตื่นแต่เช้า พร้อมกับตะโกนปลุกลูกชายของเธอ

 

โดยปกติแล้ว เธอมักจะชอบดูถูกคนอื่นอยู่เสมอ และยังชอบไปที่บ้านของคนอื่นๆในหมู่บ้านอยู่บ่อยๆ ก่อนจะไปนินทาข้อบกพร่องของแต่ละครอบครัวให้กับลุงหวัง สามีของเธอฟัง

 

และวันนี้เธอก็กำลังจะไปเยี่ยมบ้านของน้องสามี เธอก็เลยจะไปที่นั่นแต่เช้า เพราะจะได้กินข้าวที่นั่นให้ครบสามมื้อไปเลย

 

ดังนั้นทั้งสามคนจึงออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง

 

หวังซู่เหม่ยเองก็ตื่นแต่เช้าเช่นกัน เพราะเช้านี้เธอจะต้องตื่นขึ้นมาทำเหล้าบลูเบอร์รี่ด้วยตัวเอง

 

ทางด้านฟู่ต้าหยงที่รู้ว่าแม่ยายกำลังมาเยี่ยม เขาจึงได้ตื่นแต่เช้าและขึ้นไปบนภูเขาเพื่อดูว่าพอจะจับสัตว์อะไรได้บ้างหรือเปล่า เขาตั้งใจที่จะนำมันกลับมาเป็นของต้อนรับแม่ยายของเขานั่นเอง โดยมีฟู่เซินและฟู่ซินตามไปด้วยเช่นกัน

 

ฟู่เยี่ยนเฝ้าดูแม่ของเธอผสมเหล้าบลูเบอร์รี่ เมื่อปิดถังเสร็จ เธอก็ได้ไปดูโสมในสวนต่อ

 

ในตอนนี้ หวังซู่เหม่ยรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่นัก เธอจึงได้ตามไปคุยกับลูกสาว

 

“เสี่ยวฮั่ว หนูรู้อะไรเกี่ยวกับพี่หมิงจื่ออีกหรือเปล่า?”

 

“แม่คะ อย่ากังวลไปเลยค่ะ ตอนที่หนูตื่น หนูได้ทำนายดวงชะตาของพี่หมิงจื่อดูแล้ว ซึ่งวันนี้เขาจะได้รับการช่วยเหลือจากคนภายนอกอีกด้วยค่ะ” ฟู่เยี่ยนตื่นแต่เช้าและได้ทำนายดวงชะตาของเขาไปแล้ว

 

นับตั้งแต่ที่เธอได้อ่านหนังสือเล่มนั้นและมันก็หายไปแล้ว เธอก็มักจะรับรู้ถึงสิ่งที่ควรจะทำได้โดยอัตโนมัติ ราวกับว่าเนื้อหาของหนังสือนั้นได้ถูกฝังอยู่ในสมองของเธอไปแล้ว และมันจะออกมาเองเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมอย่างไรอย่างนั้น

 

เมื่อเช้าตอนที่เธอตื่นขึ้นมาและกำลังแปรงฟันอยู่นั้น ก็ได้เกิดความคิดหนึ่งปรากฏขึ้นมา เธอจึงได้ใช้ก้อนหินทำเป็นสัญลักษณ์หกเหลี่ยมบนพื้นเพื่อทำนายดวงชะตา

 

ในตอนแรกนั้น หวังซู่เหมยก็ยังคงไม่อยากจะเชื่อเท่าไหร่นัก แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกชายของฟู่เฉิงและคำพูดของป้าเหอขึ้นมาได้ ท่าทีของเธอจึงดูผ่อนคลายลงไปและกลับไปเตรียมอาหารต่อ

 

แม้ว่าแม่เฒ่าหลี่จะอายุมากแล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังคงแข็งแรงดี ประกอบกับการที่เธอมีเรื่องบางอย่างอยู่ภายในใจด้วย ดังนั้นเธอจึงเดินเร็วกว่าปกติ และได้มาถึงบ้านของลูกสาวเร็วกว่าครั้งก่อนไปถึงหนึ่งชั่วโมง

 

“ซู่เหมย!”

 

“แม่คะ ทำไมมาถึงเร็วจังล่ะ” ในตอนนี้ หวังซู่เหม่ยกำลังสอนฟู่เหมี่ยวถึงวิธีทำบะหมี่อยู่ในครัว เพื่อที่จะทำเป็นมือเที่ยงของวันนี้

 

“แม่คะ เดินทางมาเหนื่อยๆ เข้ามานั่งพักข้างในก่อนเถอะค่ะ”

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ฟู่เยี่ยนได้พบกับยายของเธอ และก่อนที่เธอจะขยับเก้าอี้นั้น แม่เฒ่าหลี่ก็ได้จับมือของเธอเอาไว้

 

“เสี่ยวฮั่ว ไหนมาให้ยายดูหน่อยสิว่าอาการของหนูเป็นอย่างไรบ้าง?” หญิงชราพูดพร้อมกับดึงหลานสาวเข้ามาใกล้ๆ

 

ฟู่เยี่ยนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องก้มศีรษะลงไปเพื่อให้ยายของเธอดูบาดแผล เนื่องจากเธอใช้น้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์จึงทำให้บาดแผลของเธอหายอย่างรวดเร็ว และตอนนี้ก็มีแค่แผลเป็นเล็กๆเท่านั้น

 

“วันที่แม่ของหนูบอกเรื่องนี้กับยาย มันทำให้ยายตกใจมาก เสี่ยวฮั่วของยายเป็นเด็กหน้าตาน่ารัก หากหลานต้องเสียโฉมไปล่ะก็ พวกเราจะทำอย่างไรกัน?” แม่เฒ่าหลี่จับมือของฟู่เยี่ยนเอาไว้พร้อมกับลูบเบาๆด้วยความอ่อนโยน

 

เมื่อเห็นถึงความรักและความอบอุ่นนี้ ความรู้สึกที่ระแวงของฟู่เยี่ยนก็ได้หายไปทันที

 

และความสัมพันธ์ระหว่างยายหลานก็กลับมาอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะยิ้มพร้อมกับพูดออกไปว่า “คุณยายคะ แผลที่ศีรษะของหนูไม่ได้ใกล้จุดสำคัญอะไร อีกอย่างมันก็ไม่เจ็บแล้วด้วย คุณยายอย่ากังวลไปเลยนะคะ”

 

ในตอนนี้ แม่เฒ่าหลี่อยากจะถามฟู่เหล่าชวนมาก ว่าเขาปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้อย่างไร เธอแอบสาปแช่งเขาอยู่ในใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดออกมา เพราะท้ายที่สุดแล้ว เขาก็เป็นปู่แท้ๆของฟู่เยี่ยน!

 

ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ฟู่เหมี่ยวก็ได้รินน้ำให้กับคุณยายของเธอ พร้อมกับเชิญทั้งสามคนให้เข้ามานั่งพัก

 

หลังจากที่เดินทางมาเป็นเวลานาน หลี่เซียงหยุนนั้นรู้สึกกระหายน้ำเป็นอย่างมาก เธอไม่ได้สนใจเลยว่าน้ำในแก้วนั้นจะร้อนหรือเปล่า และรีบหยิบมันขึ้นมาดื่มทันที โชคดีที่ฟู่เหมี่ยวได้นำน้ำผสมน้ำผึ้งมาให้

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น แม่เฒ่าหลี่ก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที หากวันนี้เรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับลูกสะใภ้ของเธอ เธอคงจะไม่ยอมพามาด้วยอย่างแน่นอน

 

“ดื่มช้าๆหน่อยก็ได้ ไม่อายเด็กบ้างหรืออย่างไร”

 

ทว่าหลี่เซียงหยุนกลับไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย “ทำไมแม่ถึงได้พูดแบบนั้นกันล่ะคะ หนูเองก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลอะไรนี่นา น้ำแก้วนี้ผสมน้ำผึ้งลงไปด้วยใช่หรือเปล่า ? มันมีรสชาติที่หวานและหอมมากๆเลย”

 

หลังจากที่พูดจบ เธอก็ได้ดื่มมันจนหมดแก้ว แต่ก็ยังไม่พอ “เสี่ยวฉุ่ย ช่วยรินน้ำให้ป้าอีกสักแก้วหนึ่งสิ”

 

ฟู่เหมี่ยวกลอกตามองไปที่ป้าสะใภ้ของเธอ ก่อนจะรินน้ำเติมลงไปในแก้วอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีน้ำผึ้งผสมอยู่

 

ส่วนหวังหมิงเหล่ยยังคงนั่งอยู่เงียบๆ และไม่ได้พูดอะไรออกมา และยังคงรู้สึกกังวลอยู่ในใจ แต่แม่เฒ่าหลี่กลับมีท่าทีที่ดูสบายๆ เมื่อมาถึงบ้านของลูกสาว หญิงชราก็ไถ่ถามถึงสารทุกข์สุกดิบตามประสา

 

ไม่นานนัก ฟู่ต้าหย่งและลูกชายทั้งสองคนของเขาก็ได้กลับมา วันนี้เป็นวันที่โชคดีมากๆ เขาออกไปล่าสัตว์และได้ไก่ฟ้ากลับมาด้วยถึง2ตัว

 

เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาก็ได้เข้าไปก็ทักทายแม่ยายของเขา และพูดคุยกันจนเกือบจะเที่ยง ก่อนที่พวกเขาจะไปทำอาหาร

 

ขณะที่ทุกคนกำลังช่วยกันทำอาหารอยู่นั้น หลี่เซียงหยุนกลับนั่งอยู่เฉยๆ เพราะวันนี้เธอเป็นแขก ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องไปช่วยพวกเขาอยู่แล้ว

 

ขณะที่ทุกคนกำลังทำอาหารอย่างขะมักเขม้นอยู่นั้น ประตูรั้วบ้านก็ได้ถูกเปิดออก พร้อมกับมีคนเดินเข้ามา

 

“น้องสะใภ้ อยู่บ้านหรือเปล่า?” เป็นป้าเหอ แม่ของฟู่เฉิงนั่นเองที่มาเยี่ยมพวกเขา โดยเธอมาพร้อมกับหลานชายคนเล็กของเธอ

 

“พี่สะใภ้นั่นเอง! เข้ามาข้างในก่อนสิ”

 

ป้าเหอเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นปลาให้กับฟู่เยี่ยน นับตั้งแต่ที่ฟู่เยี่ยนได้ช่วยชีวิตของเสี่ยวจวินเอาไว้ เธอก็ได้ปฏิบัติต่อฟู่เยี่ยนดั่งผู้มีพระคุณคนหนึ่ง และยังได้นำเอาอาหารมาฝากเป็นครั้งคราวอีกด้วย

 

และด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองครอบครัวนั้นดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ

 

“พอดีหลานชายคนโตของฉันไปตกปลาที่แม่น้ำและได้ปลาตัวใหญ่กลับมาด้วย ฉันก็เลยเอามันมาให้ ก่อนหน้านี้ศีรษะของเสี่ยวฮั่วเพิ่งจะได้รับการกระทบกระเทือนมา การกินปลาจะได้ช่วยบำรุงสมองของเธอ” 

 

“พี่สะใภ้ ขอบคุณมาก แต่ไม่ต้องเอาอาหารมาให้เราบ่อยๆก็ได้ เราเองก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลสักหน่อย จริงสิ วันนี้แม่ของฉันมาเยี่ยม เรากำลังจะทานมื้อเที่ยงกันอยู่พอเลย พี่ก็มากินด้วยกันเถอะ อย่าเพิ่งรีบกลับเลยนะ!”

 

ป้าเหอจึงมองเข้าไปข้างใน ก่อนจะพบว่าคนที่นั่งอยู่นั้นไม่ได้มีแค่แม่ของหวังซู่เหมย

 

“คุณป้า ไม่เจอกันนานเลยนะคะ เราเคยเจอกันครั้งหนึ่งตอนที่เสี่ยวฮั่วยังเล็กๆ คงจะนานเป็นสิบปีได้แล้วสินะคะ!”

 

ป้าเหอเป็นคนที่มีนิสัยเข้ากับคนอื่นได้ง่ายอยู่แล้ว และลูกชายของเธอก็เป็นถึงหัวหน้าที่ดูแลหมู่บ้านอีกด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะเจอใครเธอก็มักจะยิ้มอยู่เสมอ

 

“พี่สะใภ้ของซู่เหมยเองอย่างนั้นเหรอ? โอ้ เราไม่ได้เจอกันนานมากแล้วจริงๆ” แม่เฒ่าหลี่เองก็เป็นคนที่มีอัธยาศัยดีเช่นกัน

 

ทันใดนั้นเอง เสี่ยวจวินก็ได้วิ่งไปหาฟู่เยี่ยนทันที ก่อนจะยื่นขนมที่อยู่ในมือของเขาให้กับเธอ

 

“พี่เสี่ยวฮั่ว ผมเอาขนมมาฝากพี่ด้วยล่ะครับ ลองชิมมันดูสิ”

 

ฟู่เยี่ยนรับขนมจากเสี่ยวจวินมาชิม ก่อนจะเดินเข้าไปที่ห้องและหยิบเอาลูกกวาดรสผลไม้ที่เธอได้ซื้อตอนที่ไปยังร้านค้าสหกรณ์ในเมืองออกมา ซึ่งมันมีสีสันที่สดใสและน่ากินมาก 

 

ซึ่งเสี่ยวจวินชอบมันมาก เขารับมันมาและยังไม่ลืมที่จะอวดป้าเหออีกด้วย

 

“คุณย่า ดูนี่สิครับ พี่เสี่ยวฮั่วให้ลูกกวาดกับผมด้วยล่ะ!”

 

“อืม แล้วหลานขอบคุณพี่เสี่ยวฮั่วหรือยัง?”

 

“ผมขอบคุณแล้วครับ และพี่เสี่ยวฮั่วก็ยังบอกว่าไม่เป็นไรอีกด้วย!”

 

คำพูดของเด็กๆ นั้นมักจะทำให้ทุกคนหัวเราะได้เสมอ

 

ทันใดนั้นเอง ป้าเหอก็ได้พูดถึงเรื่องที่เสี่ยวฮั่วได้ทำนายดวงชะตาให้กับเสี่ยวจวินขึ้นมาอีกครั้ง เธอพูดพร้อมกับน้ำตาที่คลอเบ้า

 

หวังซู่เหมยชำเลืองมองไปที่ฟู่เยี่ยนอีกครั้ง ก่อนจะพูดกับตัวเองในใจว่า: ที่เสี่ยวฮั่วบอกเมื่อเช้านี้ว่าจะมีความช่วยเหลือจากคนนอก เป็นความจริงอย่างนั้นหรือ? และพี่สะใภ้ของเธออย่างป้าเหอก็เป็นคนที่เชื่อในสิ่งนี้มากๆด้วยเช่นกัน

 

แม่เฒ่าหลี่รู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก เธอไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น นี่หลานสาวของเธอรู้เรื่องการทำนายดวงชะตาด้วยอย่างนั้นหรือ?

 

ในทางกลับกัน ตอนนี้หัวใจของหลี่เซียงหยุนนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เนื่องด้วยความที่เธอนั้นชอบอยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่นอยู่แล้ว ซึ่งเธอยังคิดที่จะให้หลานสาวดูดวงให้ฟรีอีกด้วย

 

ณ โต๊ะอาหารเที่ยง เธอจึงได้ถามกับป้าเหออีกครั้งเพื่อที่จะยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความจริงหรือเปล่า

 

“เสี่ยวฮั่วทำแบบนั้นได้จริงๆใช่ไหม เธอทำนายโชคชะตาได้จริงๆใช่หรือเปล่า?”

 

ฟู่เยี่ยนแค่พยักหน้า แต่ไม่ได้พูดอะไรมาก เมื่อเห็นหลานสาวทำตัวห่างเหินแบบนี้ จึงทำให้หลี่เซียงหยุนเริ่มเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงมากขึ้น

 

“ว้าว ช่างเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมไปเลย ถ้าอย่างนั้นหนูลองทำนายดวงชะตาให้ป้าหน่อยได้ไหม? หากหนูทำนายได้แม่นจริงๆ ป้าจะกลับไปบอกกับคนอื่นให้ หลังจากนั้นหนูจะต้องได้เงินมากมายอย่างแน่นอน!” 

 

แม่เฒ่าหลี่ยังคงตกตะลึงกับเรื่องนี้อยู่ และเมื่อเห็นเช่นนี้เธอก็ยิ่งรู้สึกเสียใจมากขึ้น เพราะผู้ที่สามารถทำนายโชคชะตาของผู้อื่นได้นั้นถือเป็นการละเมิดกฎสวรรค์ แล้วแบบนี้หลานสาวของเธอจะไม่ถูกสวรรค์ลงโทษที่ไปเปิดเผยความลับของผู้อื่นอย่างนั้นหรือ?

 

หลานสาวของเธอเพิ่งจะอายุเท่าไหร่กัน จะให้มาทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร?

 

“เหลวไหล! กินข้าวเงียบๆโดยไม่ต้องพูดมากเลยไม่ได้หรืออย่างไร?”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เซียงหยุนก็หดคอลงทันที ช่วงนี้เธอมักจะรู้สึกว่าแม่สามีของเธอนั้นรับมือได้ยากขึ้นเรื่อยๆแล้ว

 

“ฉันไม่ได้อยากให้เสี่ยวฮั่วเป็นที่รู้จักเพราะเรื่องแบบนั้นหรอกนะ”

 

แม่เฒ่าหลี่รู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนที่อยู่ข้างๆจึงรีบเข้ามาเกลี้ยกล่อมผู้เป็นยายของเธอทันที

 

“ในเดือนนี้หนูได้ทำนายไปถึงสามครั้งแล้ว จึงเหลือการทำนายอีกเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น หากป้าสะใภ้ต้องการที่จะทำนายดวงชะตาของทุกคนในครอบครัว ป้าสะใภ้ก็คงต้องเลือกแล้วล่ะค่ะ ว่าจะทำนายดวงชะตาของลุงใหญ่หรือพี่หมิงจื่อ?” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาพร้อมกับทำท่าทางที่ดูเหมือนกับว่าเธอคือปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เซียงหยุนก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นกว่าเดิม

 

“ถ้าอย่างนั้นทำนายดวงชะตาให้ป้ากับหมิงจื่อหน่อยได้หรือเปล่า?”

 

“ไม่มีปัญหาค่ะ แต่เนื่องจากเดือนนี้หนูจะไม่สามารถทำนายได้อีกแล้ว ดังนั้นป้าสะใภ้จะต้องเอาสิ่งของที่อยู่ในกระเป๋าด้านซ้ายมาให้หนูเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนนะคะ” ฟู่เยี่ยนมองเห็นแล้วว่าในกระเป๋าด้านซ้ายของหลี่เซียงหยุนนั้นมีเงินอยู่1หยวน

 

“เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ ป้ายังต้องจ่ายเงินด้วยอย่างนั้นเหรอ?” หลี่เซียงหยุนพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูไม่ค่อยเต็มใจนัก

 

“นี่คือราคาสำหรับคนในครอบครัวแล้วล่ะค่ะ หากป้าสะใภ้คิดว่ามันแพงเกินไป ก็คิดเสียว่าเราไม่ได้คุยเรื่องนี้ก็แล้วกันค่ะ” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้เก็บชามและเดินเข้าไปในครัวทันที

 

หลี่เซียงหยุนมีท่าทีที่ดูลังเลเป็นอย่างมาก

 

ขณะที่เธอกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ แม่เฒ่าหลี่และหวังซู่เหมยก็ได้พูดคุยกับป้าเหอเกี่ยวกับเรื่องทำนายดวงชะตาขึ้นมาอีกครั้ง

 

เมื่อได้ยินว่าเป็นความจริง หลี่เซียงหยุนก็ไม่สามารถทนอยู่เฉยได้อีก

 

“เสี่ยวฮั่ว ช่วยทำนายดวงชะตาให้กับป้าด้วยเถอะ” ทันทีที่พูดจบ เธอก็ได้หยิบเงินจำนวน1หยวนออกมาพร้อมกับวางมันลงบนโต๊ะ

 

“ป้าจะเก็บมันเอาไว้ก่อน หากหนูพูดถูกจริงๆ แล้วป้าจะให้เงินนี้กับหนู!” หลี่เซียงหยุนรู้สึกเจ็บปวดใจมากที่ต้องจ่ายเงินจำนวนนี้ไป แต่ด้วยความเชื่อของเธอ เธอจึงไม่สามารถฝืนตัวเองได้เลย

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้แอบหัวเราะอยู่ในใจ ก่อนจะพยายามข่มอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ และเดินไปที่ได้ต้นไม้พร้อมกับหักกิ่งไม้เล็กๆมาเก้ากิ่ง

 

จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้เอากิ่งไม้เล็กๆพวกนั้นมาวางลงบนโต๊ะ

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่เซียงหยุนก็ได้ชะโงกศีรษะเข้าไปดู แต่ก็ไม่เห็นอะไรเลย

 

“บอกป้าได้หรือยังว่าเป็นอย่างไรบ้าง?”

 

อันที่จริงฟู่เยี่ยนมองเห็นตั้งนานแล้ว แต่ที่เธอทำแบบนี้ก็เพื่อแค่อยากให้มันดูเป็นพิธีการเท่านั้น

 

“ป้าสะใภ้คะ ปีนี้ป้ามีอายุ42ปีแล้ว ป้ามีน้องชายอยู่หนึ่งคน และน้องสาวอีกหนึ่งคน โดยมีป้าเป็นพี่คนโต ตอนที่ป้าอายุได้4ขวบ และ19ปี ป้าเคยประสบกับความทุกข์ร้ายแรง แต่หลังจากที่ผ่านเรื่องเหล่านั้นมาได้ ชีวิตของป้าก็มีแต่ความราบรื่นค่ะ”

 

หลี่เซียงหยุนยังคงไม่ปักใจเชื่อ ดังนั้นเธอจึงต้องการที่จะถามต่อ

 

“เสี่ยวฮั่ว หากหนูสามารถมองเห็นสิ่งนี้จริงๆ ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าตอนที่ป้าอายุ19ปีนั้นมันเกิดอะไรขึ้น?”

 

ฟู่เยี่ยนยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ความทุกข์ที่เกิดจากความรักค่ะ”



ตอนที่ 23 ชีวิตประจำวัน

 

ทันทีที่หลี่เซียงหยุนได้ยินคำตอบนี้ เธอก็ชะงักไปครู่หนึ่ง และไม่ต้องการที่จะถามอะไรอีก ก่อนที่เธอจะแต่งงานกับเหล่าหวัง เธอเคยมีคู่หมั้นอยู่แล้ว ทั้งยังเกือบแต่งงานกันแล้วด้วย แต่ต่อมาเธอจับได้ว่าคู่หมั้นของเธอกำลังนอกใจ จึงได้ตัดสินใจถอนหมั้นพร้อมกับตัดความสัมพันธ์กับเขาทันที

 

“แล้วหนูบอกได้หรือเปล่าว่าจะมีอะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับป้าอีกไหม? เสี่ยวฮั่ว แล้วหนูพอจะมีวิธีช่วยแก้ไขมันให้กับป้าบ้างไหม?” หากฟังจากคำพูดของหลี่เซียงหยุนแล้วนั้น ดูเหมือนเธอจะเป็นมืออาชีพกว่าฟู่เยี่ยนเสียอีก

 

“ตอนนี้หนูคิดว่าเรื่องร้ายๆที่จะเกิดขึ้นกับป้าสะใภ้น่าจะเกี่ยวข้องกับพี่หมิงจื่อค่ะ ดังนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับพี่หมิงจื่อแล้วล่ะคะ”

 

ฟู่เยี่ยนใช้ความพยายามเป็นอย่างมากเพื่อที่จะเบี่ยงเบนความสนใจป้าสะใภ้ของเธอไปที่หมิงจื่อ

 

“ถ้าอย่างนั้นก็รีบดูให้หมิงจื่อเถอะ!”

 

ทันใดนั้นเอง หวังหมิงเหล่ยก็ได้นั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามของฟู่เยี่ยน ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้โยนกิ่งไม้ทิ้งไปแต่อย่างใด เพียงแค่พูดออกไปตามตรงว่า

 

“พี่หมิงจื่อ ในตอนนี้บนใบหน้าของพี่มีหมอกสีเขียวปกคลุมเต็มไปหมด ทั้งยังมีสีแดงปะปนอยู่อีกด้วย หนูเกรงว่าภรรยาในอนาคตของพี่เขาอาจมีใจไม่ซื่อ ป้าสะใภ้คะ หากไม่รีบจัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้อง ในอนาคตจะต้องมีเรื่องร้ายๆ ถึงขั้นเลือดตกยางออกเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเลยค่ะ!”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังซู่เหมยก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา และแอบคิดอยู่ในใจว่าลูกสาวของเธอไปเรียนรู้วิธีนี้มาจากที่ไหนกัน

 

“อะไรนะ? หมอกสีเขียวอย่างนั้นเหรอ มันหมายความว่าอย่างไรกัน? ทั้งยังร้ายแรงถึงขั้นต้องเลือดตกยางออกอีกด้วยเหรอ?” หลี่เซียงหยุนรู้สึกสับสนขึ้นมาทันที

 

“ป้าสะใภ้ครับ ผมรู้มาว่าคู่หมั้นของพี่หมิงจื่อไม่ใช่คนดีด้วยล่ะครับ!” ฟู่เซินที่อยู่ข้างๆ ก็ได้พูดแทรกขึ้นมาทันที ซึ่งเขาได้ยินมาแบบนั้นจริงๆ

 

ฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้พูดโกหกแต่อย่างใด เพราะเธอเห็นหมอกสีเขียวบกคลุมไปทั่วศีรษะของหมิงจื่อเต็มไปหมด ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สามารถบ่งบอกได้ว่าเขาจะล้มเหลวในความรักครั้งนี้!

 

“ป้าสะใภ้คะ หนูเกรงว่าการแต่งงานของพี่หมิงจื่อครั้งนี้อาจจะถูกหลอกลวงค่ะ ดังนั้นเราจึงต้องคิดถึงเรื่องนี้อย่างรอบคอบก่อนจะตัดสินใจ เพราะหากแต่งงานกันไปแล้ว เราก็จะไม่สามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้อีกเลยค่ะ!”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม่เฒ่าหลี่ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอพยายามระงับความโกรธเอาไว้ ก่อนจะถามออกไปว่า “ลองย้อนคิดดูตั้งแต่ต้นสิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างกับการหมั้นของหมิงจื่อ!”

 

คำพูดของฟู่เยี่ยนนั้นทำให้หลี่เซียงหยุนรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที หากลูกชายของเธอแต่งงานกับลูกสะใภ้ที่เธอเลือก เธอก็จะต้องเผชิญกับเคราะห์ร้ายจนถึงขั้นเลือดตกยางออกเลยน่ะสิ แล้วแบบนี้เธอควรจะต้องทำอย่างไรดี?

 

“การแต่งงานของหมิงจื่อจะมีปัญหาได้อย่างไร น้องชายและน้องสะใภ้ของหนูเป็นคนจับคู่ให้กับพวกเขาเองเลยนะ อีกอย่างครอบครัวของต้าหนีก็ได้สัญญาเอาไว้แล้วว่าจะมอบของขวัญชิ้นใหญ่ถึงสามชิ้นพร้อมกับเงินอีก50หยวนให้กับเรานี่นา! แล้วแบบนี้มันจะเกิดเรื่องร้ายๆขึ้นได้อย่างไรกันล่ะ?”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังซู่เหมยและแม่ของเธอก็ได้หันมามองหน้ากันทันที สินสอดเยอะขนาดนั้นเลยหรือ!

 

“พวกเขาตกลงให้สินสอดเยอะขนาดนั้น แต่ทำไมเธอถึงปิดบังพวกเราล่ะ!” แม่เฒ่าหลี่พูดพร้อมกับสีหน้าที่ซีดลงไปอย่างเห็นได้ชัด

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เซียงหยุนก็ถึงกับพูดไม่ออก

 

แท้จริงแล้วเป็นเพราะเธอไม่อยากให้แม่สามีของเธอและคนอื่นรู้ เพื่อที่เธอจะได้เก็บเงิน50หยวนนั้นเอาไว้เอง

 

“ย่าครับ ในวันที่นัดดูตัว คนที่ผมเจอไม่ใช่หลิวต้าหนีคนนี้ครับ!” หวังหมิงเหล่ยทนไม่ไหวอีกแล้ว เขาจึงพูดออกมาในที่สุด

 

“อะไรนะ?” แม้ว่าทุกคนจะรู้ถึงเรื่องนี้แล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงแสร้งทำราวกับว่าเพิ่งเคยได้ยินมันเป็นครั้งแรก

 

“ผมบอกเรื่องพวกนี้กับแม่ไปแล้ว แต่แม่ก็ไม่เชื่อผม และยังบอกว่าผมเป็นโรคประสาทอีกด้วย” หวังหมิงเหล่ยพูดระบายความในใจของเขาออกมาอีกครั้ง

 

“ก็ลูกเป็นแบบนั้นจริงๆไม่ใช่เหรอ แม่ก็พูดไปอย่างที่เห็นนั่นแหละ ยังจะไม่ยอมรับอีกเหรอ” หลี่เซียงหยุนพูดออกไปด้วยความงุนงง

 

“แต่จากที่หนูทำนายดวงชะตาของป้าสะใภ้แล้ว เห็นได้ชัดเลยนะคะว่านี่เป็นการหลอกลวงตั้งแต่ต้นแล้ว ดังนั้นแน่นอนว่าพี่หมิงจือเองก็ถูกหลอกไปด้วยเช่นกัน” ฟู่เยี่ยนมั่นใจมากว่าป้าสะใภ้จะไม่ยอมขายลูกชายของตัวเองอย่างแน่นอน เพียงแค่เธออยากได้เงินจนต้องถูกหลอกเท่านั้น

 

ในตอนนี้ สองแม่ลูกก็ได้พูดคุยกันถึงเหตุการณ์ตอนที่นัดดูตัวอีกครั้ง ก่อนที่ความจริงทุกอย่างจะปรากฏ

 

แท้จริงแล้ว ในวันที่นัดดูตัวนั้น พวกเขาสองแม่ลูกไม่ได้เจอกับผู้หญิงคนเดียวกันจริงๆ แต่หลี่เซียงหยุนกลับเกิดความโลภและอยากได้เงินสินสอดเหล่านั้น เธอจึงยอมตกลง แม้ว่าหลิวต้าหนีจะไม่ใช่คนที่หน้าตาดีคนนั้นก็ตาม

 

ส่วนตระกูลหลิวเองก็รู้ดีว่าเด็กหนุ่มนั้นมักจะชอบผู้หญิงที่สวยอยู่แล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงได้ส่งหลิวเอ้อหนีที่ดูน่ารักและเรียบร้อยมาพบกับหวังหมิงเหล่ยแทนหลิวต้าหนีนั่นเอง

 

ดังนั้นทั้งสองแม่ลูกจึงรู้สึกถึงพอใจเป็นอย่างมาก โดยไม่ได้คำนึงถึงความผิดปกตินี้เลย เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ มีเพียงน้องชายของหลี่เซียงหยุนเท่านั้นที่รู้เรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้น เพราะความคิดนี้มาจากเขานั่นเอง!

 

เมื่อหลี่เซียงหยุนรับรู้เรื่องที่เธอจะต้องพบกับเรื่องที่เลวร้ายจนถึงขั้นต้องเลือดตกยางออก และลูกชายของเขายังต้องมาถูกหลอกอีก เธอจึงรู้สึกโกรธขึ้นมาและแทบจะทนรอไม่ไหวที่จะแยกผู้หญิงต่ำช้าคนนั้นออกไปจากชีวิตลูกชายของเธอ!

 

แม้ว่าเธอจะยังคงมีความลังเลในสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังคงกัดฟันพร้อมกับหยิบเงิน1หยวนออกมาจากกระเป๋าและยื่นมันให้กับฟู่เยี่ยนทันที เพื่อให้ฟู่เยี่ยนหาวิธีแก้ไขเรื่องนี้

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ยิ้มออกมา

 

“ในเวลาสี่ทุ่มของคืนนี้ ทุกอย่างจะถูกเปิดเผยที่ลานนวดข้าวของหมู่บ้านเสี่ยวถุน” หลังจากที่พูดจบ แม่เฒ่าหลี่ หลานชาย และลูกสะใภ้ของเธอก็ได้เดินทางกลับบ้าน แม้ว่าอากาศจะร้อนแค่ไหน แต่ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้สนใจเลย

 

เมื่อแม่ของเธอกลับไปแล้ว หวังซู่เหมยก็ได้ถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้าที่เป็นกังวล “ขอให้เรื่องทั้งหมดผ่านไปได้อย่างราบรื่นด้วยเถอะนะ!”

 

“แม่คะ อย่ากังวลไปเลย พี่ใหญ่กับพี่รองบอกว่าจะไปที่นั่นด้วยเหมือนกันไม่ใช่เหรอ? มันจะต้องผ่านไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน” ฟู่เยี่ยนพูดปลอบใจแม่ของเธอ

 

“อืม!”

 

เมื่อเห็นว่าผู้เป็นแม่ยังคงเป็นกังวลอยู่ ฟู่เยี่ยนจึงได้เปลี่ยนประเด็นโดยถามถึงเรื่องการทำเหล้าขึ้นมาแทน

 

“จริงสิ แม่ลืมพูดถึงเรื่องนี้ไปเลย ที่จริงแล้วยายของหนูมีทักษะการทำเหล้าที่ยอดเยี่ยมมากเลยนะ แต่ด้วยปัญหาที่พี่ชายของลูกต้องเผชิญอยู่ ไหนจะเรื่องป้าสะใภ้ของลูกอีก ยายจึงไม่มีเวลาสนใจเรื่องนี้เลย!”

 

เมื่อพูดถึงพี่สะใภ้ของเธอแล้ว หวังซู่เหมยก็กัดฟันแน่นด้วยความเกลียดชัง 

 

“เมื่อก่อน ป้าสะใภ้ของหนูมีฐานะที่ยากจนมาก ครอบครัวของเธอไม่มีแม้แต่เงินที่จะนำไปซื้ออาหารเสียด้วยซ้ำ”

 

“ส่วนครอบครัวของยายนั้นเป็นครอบครัวที่พอจะมีฐานะอยู่บ้าง เนื่องจากลุงใหญ่ของลูกทำงานเป็นนักบัญชีในหมู่บ้าน ดังนั้นพวกเราจึงพอมีกิน แต่ก็ไม่ได้ถึงกับร่ำรวย”

 

“แต่เขากลับเอาแต่หาเงิน จนไม่มีเวลามองหาภรรยาที่ดีเสียได้!”

 

“แม่เองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ามีครอบครัวผู้หญิงดีๆที่ไหนยอมให้สินสอดกับครอบครัวฝ่ายชายแบบนี้บ้าง!”

 

ฟู่เยี่ยนรู้ถึงเรื่องนี้ดี แค่มองก็รู้แล้วว่าป้าสะใภ้ของเธอนั้นไม่ใช่คนที่มีจิตใจดี ซึ่งเธอเองก็รู้สึกลำบากใจกับเรื่องนี้เช่นกัน

 

“แม่คะ เรามาคิดหาวิธีที่เพิ่มรายได้กันดีกว่าค่ะ เราเชิญลุงใหญ่มาที่บ้านดีไหมคะ อย่าไปสนใจป้าสะใภ้เลย” ฟู่เยี่ยนไม่มีทางเลือกนอกจากเปลี่ยนเรื่องคุยเท่านั้น

 

“อืม ลุงใหญ่ของลูกเป็นคนที่บ้างานมาก จริงอยู่ที่เขาเป็นนักบัญชีและมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการค้าขายมาก แต่หากลูกขอให้เขามาช่วยขายเหล้าล่ะก็ เขาจะต้องมองว่ามันเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างแน่นอน”

 

แม้ว่าเขาจะเป็นพี่ชายแท้ๆของเธอ แต่หวังซู่เหมยก็ยังคงบ่นอย่างไร้ความปราณี

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ถึงกับพูดไม่ออก เธอไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรในสถานการณ์แบบนี้ดี เพราะไม่ว่าเธอจะพยายามมากแค่ไหน แต่สถานการณ์กลับไม่ได้ดีขึ้นเลย

 

ดังนั้นเธอจึงใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายหมดไปกับการฟังเสียงถอนหายใจของหวังซู่เหมย

 

หลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จ ฟู่เซินและฟู่ซินก็ได้ไปที่บ้านลุงใหญ่ของพวกเขา

 

และพวกเขายังได้ขอให้เพื่อนร่วมชั้นของฟู่เซินช่วยบอกข้อมูลที่สำคัญๆอีกด้วย เพราะตามที่ฟู่เยี่ยนบอกนั้น มันเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนหลับกันหมดแล้ว

 

หลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จ สมาชิกในครอบครัวของฟู่ต้าหย่งก็ได้แยกย้ายกันเข้าห้อง โดยฟู่เหมี่ยวและฟู่เยี่ยนกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้อง

 

ส่วนฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็กำลังพูดคุยกันเกี่ยวกับสิ่งที่หลี่หงอี้บอกกับเขาเมื่อตอนบ่ายของวันนี้

 

“หงอี้ได้บอกกับผมเมื่อตอนบ่าย ว่าช่วงนี้เขาไปที่สถานีรถไฟทุกวัน จึงรู้มาว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีคนรับซื้อโสมป่ามาที่หมู่บ้านของพวกเรา”

 

“ฉันไม่รู้ว่าขั้นตอนการคัดเลือกทหารของเสี่ยวจินคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว? และตอนนี้มันก็ผ่านมานานกว่าสิบวันแล้วด้วย” เมื่อพูดถึงเรื่องโสม หวังซู่เหมยก็รู้สึกเป็นกังวลเกี่ยวกับการคัดเลือกทหารของฟู่ซินขึ้นมา

 

“อดทนรออีกนิดเถอะ ผมคิดว่าเราจะต้องได้รับข่าวเมื่อพวกเขามาถึงอย่างแน่นอน” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับพ่นควันบุหรี่ออกมา ก่อนจะนั่งลงที่ขอบเตียงคั่ง

 

“นี่ก็ดึกมากแล้ว พักผ่อนก่อนเถอะ พรุ่งนี้เช้าหลังจากที่คุณตื่น เสี่ยวจินและเสี่ยวมู่ก็คงจะกลับมาพอดี”

 

“คุณคะ คุณคิดว่าพวกเขาจะเปิดโปงตระกูลหลิวได้หรือเปล่า?”

 

“แน่นอนอยู่แล้ว! คุณยังไม่เชื่อใจลูกสาวของเราอีกเหรอ”

 

ฟู่เยี่ยนไม่รู้เลยว่าพ่อกับแม่กำลังพูดถึงเธออยู่ เพราะในตอนนี้เธอได้เข้าไปในดินแดนต่างมิติแล้ว

 

ซึ่งโสมที่เธอได้ปลูกเอาไว้ก่อนหน้านี้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก

 

ตอนนี้พื้นที่ภายในดินแดนต่างมิติเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก เพราะฟู่เยี่ยนได้ปลูกสมุนไพรที่สามารถใช้ทำยาเอาไว้แทบจะทุกชนิด และองุ่นป่าของเธอก็กำลังออกผลอย่างเนืองแน่น

 

ก่อนหน้านี้ ฟู่เยี่ยนเคยล้มต้นไม้ไปหลายต้นมาก แต่เมื่อเธอเข้ามาอีกครั้งในวันนี้ กลับพบว่ามีต้นไม้โตเพิ่มขึ้นอีกหลายต้นเลย

 

ซึ่งฟู่เยี่ยนยังคงค้นพบอีกว่าหากพืชชนิดไหนที่มีคุณค่าหรือสรรพคุณทางยามากๆนั้นจะเติบโตช้ากว่าพืชธรรมดาเล็กน้อย เพราะดูจากวัชพืชที่โตเร็วมากๆเหล่านั้นก็พอจะรู้แล้ว

 

ส่วนขอบเขตที่เป็นหมอกสีขาวตรงขอบของดินแดนต่างมิตินั้น เธอไม่แน่ใจว่ามันเป็นแค่ภาพลวงตาหรือเปล่า เพราะไม่ว่าเธอจะเพ่งมองมันแค่ไหนก็ไม่สามารถมองเห็นภาพที่อยู่อีกด้านหนึ่งได้ชัดเจนเลย

 

ไม่ว่าฟู่เยี่ยนจะพยายามครุ่นคิดถึงเรื่องนี้มากแค่ไหน แต่เธอก็ยังคงคิดไม่ออก เธอจึงทำได้เพียงแค่สงสัยต่อไป และไม่รู้เลยว่าเส้นเขตแดนนั้นจะไปสิ้นสุดตรงไหน

 

เมื่อพยายามคิดแล้วแต่ก็คิดไม่ออก ฟู่เยี่ยนจึงได้กลับออกไปจากดินแดนต่างมิติ ก่อนจะพบว่าฟู่เหมี่ยวยังคงหลับอยู่ เธอจึงได้เข้านอนทันที

 

ดูเหมือนว่าตอนนี้ เธอจะเริ่มคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว แม้ว่าที่นี่จะไม่ได้เจริญเท่ากับบ้านเมืองในชีวิตเดิมของเธอ แต่ก็ยังคงมีกลิ่นอายที่เป็นเอกลักษณ์อยู่



ตอนที่ 24 เสียหน้า

 

ขณะที่ทุกคนที่บ้านตระกูลฟู่กำลังหลับอยู่นั้น ภายในหมู่บ้านเสี่ยวถุนก็ได้เกิดความวุ่นวายขึ้น

 

แม้แต่คนที่เข้านอนไปแล้วก็ยังสะดุ้งตื่นขึ้นมา

 

“นี่มันก็ดึกมากแล้วนะ ทำไมถึงยังไม่นอนกันล่ะ” ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยถามขึ้นมาขณะที่หลับตาอยู่

 

“เมื่อกี้นี้ผมได้ยินเสียงบางอย่าง เหมือนมันจะดังมาจากลานนวดข้าวของหมู่บ้านเลย ผมคงต้องไปตรวจดูความเรียบร้อยสักหน่อยแล้ว ที่นั่นมีฟางอยู่เยอะมาก หากเกิดประกายไฟขึ้นมา มันอาจจะแย่เอาก็ได้”

 

หลิวอาฟู่ หัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านเสี่ยวถุนพูดพร้อมกับลุกขึ้นมาแต่งตัว

 

เมื่อเขาออกไปข้างนอกก็พบว่ามีชาวบ้านอยู่มากมายแล้ว ทั้งยังคงมีแสงไฟจางๆบริเวณลานนวดข้าวของหมู่บ้านอีกด้วย!

 

ในตอนนี้ ลานนวดข้าวของหมู่บ้านนั้นเต็มไปด้วยฟางข้าวสาลี หากมันเกิดติดไฟขึ้นมาคงจะเกิดเหตุไฟไหม้อันสยดสยองขึ้นแน่ๆ! ขณะที่เขากำลังจะวิ่งไปที่นั่น ก็ได้ขอให้ชาวบ้านที่อยู่แถวนั้น2-3คนตามไปด้วย

 

ส่วนหลิวเหล่าซื่อก็ได้ออกมาดูเช่นกัน เมื่อเขาเห็นหลิวอาฟู่กำลังวิ่งไปที่ลานนวดข้าวของหมู่บ้าน เขาจึงรีบวิ่งตามไป

 

แต่สิ่งที่หลิวเหล่าซื่อยังไม่รู้ในตอนนี้ก็คือหลังจากคืนนี้เป็นต้นไป เขาจะต้องรู้สึกอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปเลย

 

ซึ่งเวลาก็ได้ล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว และตอนนี้ก็เป็นเวลาสามทุ่มกว่าแล้ว

 

หลิวต้าหนีเองก็ได้แอบออกมาจากบ้านเงียบๆเช่นกัน ซึ่งเธอนั้นอาศัยอยู่ในบ้านหลังเก่ากับผู้เป็นย่ามาโดยตลอด และตอนนี้แม่เฒ่าหลิวก็ได้หลับสนิทไปแล้ว จึงไม่ได้สังเกตเห็นว่าหลานสาวของเธอกำลังแอบย่องออกไปจากบ้าน

 

ซึ่งบ้านเก่าของตระกูลหลิวนั้นอยู่ใกล้กับลานนวดข้าว ดังนั้นเธอจึงไม่รู้เลยว่ามีกลุ่มคนแอบซุ่มดูเธออยู่

 

ซึ่งคนกลุ่มนั้นก็คือฟู่ซินและคนอื่นนั่นเอง

 

หลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จ ฟู่ซินและฟู่เซินก็ได้ไปที่บ้านของคุณยาย เดิมทีพวกเขาอยากจะให้ตระกูลหวังจับผู้หญิงไร้ยางอายคนนั้นได้อย่างคาหนังคาเขาตามที่ฟู่เยี่ยนพูด

 

แต่ฟู่ซินก็ได้นึกแผนการบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงบอกกับตระกูลหวังว่าอย่าเพิ่งรีบไปในตอนนี้ จากนั้นเขาก็ขอให้ฟู่เซินไปเรียกลูกพี่ลูกน้องและเพื่อนร่วมชั้นของเขาอีกหลายคนมา ก่อนที่พวกเขาจะไปยังหมู่บ้านต้าถุนเพื่อตามจับตาดูเรื่องนี้

 

เพราะหากมีอะไรเกิดขึ้น ทุกคนก็จะรู้เรื่องนี้ และสามารถยกเลิกงานหมั้นได้ ซึ่งหากพวกเขารีบไปที่หมู่บ้านของคนอื่นเพื่อที่จะจับคนพวกนั้น มันจะดูน่าสงสัยเกินไป

 

ดังนั้น ตระกูลหวังจึงได้ใจเย็นลง และทำตามแผนการของฟู่ซิน

 

ด้วยความที่หมู่บ้านต้าถุนและหมู่บ้านเสี่ยวถุนอยู่ติดกัน ซึ่งหากจะเดินทางไปยังหมู่บ้านต้าถุนนั้น จะต้องผ่านหมู่บ้านเสี่ยวถุนก่อน

 

ขณะที่ผ่านหมู่บ้านเสี่ยวถุน ฟู่เซินก็ได้เรียกหลิวผิง เพื่อนร่วมชั้นของเขาที่อาศัยอยู่หมู่บ้านเสี่ยวถุนให้ตามไปด้วย

 

ทันทีที่หลิวผิงออกมา เขาก็พบว่าหลิวต้าหนีได้แอบไปที่ลานนวดข้าวของหมู่บ้านกับใครบางคนเงียบๆ เขาจึงได้บอกเรื่องนี้กับฟู่ซินอย่างลับๆ ก่อนที่ฟู่ซินจะขยิบตาให้กับเขา เพื่อบอกให้เขาหยุดพูด

 

แต่เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลากลางคืน ดังนั้นเขาจึงมองเห็นได้ไม่ชัดเท่าไหร่นัก

 

“นี่พวกนายจะมาจับคน แต่ไม่ได้เตรียมอะไรมาเลยอย่างนั้นเหรอ?” หลิวผิงพูดขึ้นมาด้วยความรู้สึกงุนงง

 

“พอดีพวกเรารีบไปหน่อย เลยลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเลย นายช่วยหาฟางข้าวสาลีมาให้พวกเราพรางตัวหน่อยได้หรือเปล่า” ฟู่เซินเสนอความคิดนี้ขึ้นมา

 

“เอาล่ะ ลานนวดข้าวอยู่ติดกับป่า เราไปที่นั่นกันก่อนดีกว่า จะได้ซ่อนตัวอยู่ในนั้นได้”

 

เมื่อตกลงกันได้เช่นนั้น พวกเขาจึงได้เดินไปยังชายป่าที่อยู่ระหว่างหมู่บ้านเสี่ยวถุนและหมู่บ้านต้าถุน

 

ทันใดนั้นเอง หลิวต้าหนีก็ได้มาถึงลานนวดข้าวแล้ว เธอแอบย่องไปที่กองฟางอย่างเงียบๆ ก่อนจะถูกกอดจากด้านหลังโดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว

 

“ต้าหนี คุณอยากให้ผมขาดใจตายก่อนเหรอ ทำไมคุณถึงมาช้าแบบนี้ล่ะ?” ขณะที่พูดนั้น เขาก็เริ่มถอดเสื้อผ้าของหลิวต้าหนีออกทีละชิ้น 

 

“จะบ้าเหรอ ทำไมคุณถึงได้รีบร้อนขนาดนี้กันล่ะ? คุณได้ทำตามที่สัญญากับฉันเอาไว้แล้วหรือยัง?” หลิวต้าหนีพยายามดึงเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยของเธอขึ้น

 

“วางใจได้เลย ผมจัดการเรื่องนั้นเรียบร้อยแล้ว และผมกับน้องชายก็ได้ตกลงกันเอาไว้แล้วด้วย ผมได้บอกให้เขาไปหาน้องสาวของคุณแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างจะเรียบร้อยดี!”

 

ชายคนที่พูดคือหวังอู่ เขาคือลูกชายคนที่สองของครอบครัวที่ค่อนข้างจะมีชื่อเสียงจากหมู่บ้านต้าถุน

 

หากจะพูดถึงเรื่องนี้ ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าทั้งสองคนอยู่หมู่บ้านใกล้เคียงกัน ซึ่งหวังอู่สามารถไปที่บ้านของหลิวต้าหนีเพื่อขอเธอแต่งงานได้เลย แต่ทำไมพวกเขาถึงต้องแอบมาเจอกันลับๆแบบนี้กันล่ะ?

 

แม้ว่าลูกชายคนรองคนนี้จะดูไร้ประโยชน์ แต่พี่ชายของเขานิสัยดีมาก และตอนนี้ก็ได้ทำงานที่โรงงานทอผ้าในเมืองอีกด้วย ดังนั้นแม่ของหวังอู่จึงมีเงินมากพอที่จะหาภรรยาให้กับลูกชายที่ไร้ประโยชน์ของเธอคนนี้ได้อย่างสบายๆอยู่แล้ว

 

และตอนนี้หวังอู่เป็นพ่อคนมีลูกถึง2คนแล้ว

 

แต่หลิวต้าหนีก็ไม่ได้สนใจเรื่องนั้นมากนัก เพราะตอนนี้เธอได้หมั้นหมายกับหวังหมิงเหล่ยไปแล้ว และรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก เพียงแต่เธอยังคงรู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อย

 

ซึ่งประการแรกก็คือ เธอกลัวว่าครอบครัวของหวังหมิงเหล่ยจะรู้เรื่องนัดดูตัว เธอกลัวว่าหลังจากที่แต่งงานไปแล้ว อาจจะถูกพ่อและแม่สามีไล่ออกจากบ้าน หากเป็นแบบนั้น ทุกอย่างที่เธอทำมาจะสูญเปล่าไปทันที

 

ส่วนประการที่สอง เธอเห็นหวังหมิงเหล่ยรู้สึกเขินอายตอนน้องสาวของเธอตอบตกลงที่จะแต่งงานกับเขา

 

และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เธอก็ตั้งใจที่จะทำร้ายหลิวเอ้อหนี โดยการให้หวังอู่ส่งคนไปขืนใจหลิวเอ้อหนี เธออยากจะรู้นักว่าเป็นแบบนี้ หลิวเอ้อหนีจะมีหน้าไปเจอกับใครอีกหรือเปล่า!

 

ทันทีที่ได้ยินแผนของหวังอู่ หลิวต้าหนีจึงไม่สงวนตัวอีกต่อไป เธอพยักหน้าให้กับหวังอู่เบาๆ เพื่อเชื้อเชิญให้เขาเข้ามา

 

แม้ว่าจะอยู่ในความมืด แต่หวังอู่ก็ยังพอที่จะสังเกตเห็น และเริ่มถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกทันที

 

เมื่อทั้งสองถอดเสื้อผ้าเสร็จแล้ว และกำลังเริ่มนัวเนียกัน ฟู่เซินและพรรคพวกของเขาก็ได้เข้ามาล้อมทั้งสองเอาไว้แล้ว

 

จากนั้น พวกเขาก็ได้ส่องไฟจากตะเกียงไปที่หลิวต้าหนีโดยตรง จึงทำให้ทุกอย่างถูกเปิดเผยต่อสายตาของพวกเขา

 

ทันทีที่เพื่อนร่วมชั้นของฟู่เซินหลายคนเห็นภาพนี้ ต่างก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา “ไอ้หยา ดูพวกเขาสองคนทำสิ!”

 

“นี่มันอะไรกัน ? ทำไมพวกเขาถึงไม่สวมเสื้อผ้าล่ะ?”

 

เมื่อหวังอู่เห็นว่าพวกเขาเป็นแค่เด็กกลุ่มหนึ่ง เขาจึงไม่ได้มีท่าทีที่ตื่นตระหนกใด ก่อนจะลุกขึ้นมาแต่งตัวอย่างหงุดหงิด

 

“พวกนายมองอะไรกัน? ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้นะ!”

 

เขาคิดว่าด้วยความที่เขาเป็นผู้ใหญ่ จึงทำท่าทีเคร่งขรึมเพื่อให้เด็กพวกนี้กลัว

 

ทว่าฟู่เซินและฟู่ซินนั้นได้เตรียมตัวรับมือเรื่องนี้เอาไว้แล้ว

 

“คุณกำลังบอกให้ใครออกไปจากที่นี่กัน? คุณเพิ่งจะทำเรื่องที่น่าอับอายที่นี่ แล้วยังจะมาไล่พวกเราอีกอย่างนั้นเหรอ!” หลิวผิงรู้สึกโมโหขึ้นมาทันที และทนฟังคำพูดเหล่านั้นอีกต่อไปไม่ไหวแล้ว

 

“ใช่แล้ว พวกคุณช่างไร้ยางอายมากจริงๆ วันนี้พวกเราจะเปิดโปงให้ทุกคนเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกคุณ” ทันใดนั้นเอง เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งของฟู่เซินก็ได้ถือตะเกียงเดินเข้าไป

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น หวังอู่และหลิวต้าหนีก็รีบหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาสวม ด้วยความรีบร้อน ทำให้ทั้งสองสวมเสื้อผ้ามั่วไปหมด

 

“อย่าเข้ามานะ!” 

 

เมื่อแสงเริ่มส่องสว่างมากขึ้น หลิวผิงก็มองเห็นหลิวต้าหนีได้อย่างชัดเจน

 

“หลิวต้าหนี?!”

 

ทันทีที่เสียงของเขาดังออกไป ทำให้หัวหน้าหมู่บ้านและหลิวเหล่าซื่อที่กำลังวิ่งมานั้นตกใจเป็นอย่างมาก

 

พวกเขารีบเข้ามาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชาวบ้านอีกหลายคนที่ตามเข้ามา

 

เมื่อเห็นว่าฟางข้าวสาลีไม่ได้ติดไฟ หัวหน้าหมู่บ้านก็รู้สึกโล่งใจทันที แต่หลิวเหล่าซื่อนั้นกลับตกใจจนแทบจะตัวลอยขึ้นมา!

 

เพราะผู้หญิงที่กำลังสวมเสื้อผ้าด้วยท่าทีที่ดูร้อนรนนั้นคือหลิวต้าหนี ลูกสาวคนโตของเขา!

 

“ต้าหนี มาทำตัวไร้ยางอายอะไรอยู่ตรงนี้ ทำไมถึงยังไม่กลับบ้านไปอีก!” หลิวเหล่าซื่อพูดออกมาด้วยแววตาที่โมโหจนแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมา

 

ทว่าหลิวต้าหนีนั้นไม่ใช่คนโง่ แม้ว่าชื่อเสียงของเธอจะฉาวโฉ่ไปในคืนนี้ก็ตาม

 

แต่การแต่งงานของเธอก็จะยังคงดำเนินต่อไป ใช่แล้ว เธอยังคงวางแผนที่จะแต่งงานกับหวังหมิงเหล่ยอยู่

 

เดิมทีหลิวเหล่าซื่อก็คิดแบบนั้นเช่นกัน แต่ก็เหมือนกับทุกอย่างได้ถูกลิขิตจากสวรรค์แล้ว เพราะหนึ่งในคนที่จับได้ว่าลูกสาวของเขาแอบมามั่วชู้คือน้องชายของหวังหมิงเหล่ย

 

ทันใดนั้นเอง หลิวต้าหนีก็ได้ลุกขึ้นและกำลังจะเดินออกไป แต่เมื่อเธอเดินไปได้ไม่กี่ก้าวนั้น ก็ได้มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา

 

“หวังอู่ ไอ้คนสารเลว!” 

 

เธอคนนั้นคือภรรยาของหวังอู่นั่นเอง!

 

ชื่อของเธอคือหูฟาง เธอเป็นภรรยาของหวังอู่ ซึ่งในตอนนั้นเธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแต่งงานกับเขา เนื่องจากครอบครัวของเธอมีหนี้สินอยู่มากมาย ดังนั้นพ่อของเธอจึงได้ขายเธอให้กับตระกูลหวังไป

 

แต่หูฟางเป็นคนฉลาด ทันทีที่เธอย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านของหวังอู่ เธอก็สยบสามีของเธอจนอยู่หมัด ส่วนแม่สามีของเธอเดิมทีเป็นคนที่หยิ่งผยองเอามากๆ แต่ต่อมาเธอก็ได้ให้กำเนิดลูกชายถึง2คน จึงทำให้แม่สามีคอยดูแลเธอเป็นอย่างดีเพราะเห็นแก่หลานชายทั้งสอง

 

แต่คืนนี้หูฟางไปเยี่ยมบ้านพ่อกับแม่ของเธอ แต่บังเอิญที่เธอมีปากเสียงกับพ่อและแม่ของตัวเองเสียก่อน เธอจึงได้พาลูกชายทั้งสองกลับมาทันที โดยที่พวกเขายังไม่ได้ทานข้าวกับคุณตาคุณยายเสียด้วยซ้ำ

 

เมื่อกลับมาถึงบ้าน เธอก็พบว่าสามีไม่ได้อยู่ที่บ้าน เลยคิดว่าเขาน่าจะไปที่บ้านแม่ของเขา เธอจึงได้ไปตามหา แต่แม่สามีของเธอกลับบอกว่าเขาไม่ได้มาที่นี่

 

ในตอนนั้น หูฟางก็รู้สึกถึงความไม่ปกติขึ้นมาทันที เธอจึงมีความสงสัยว่าเขาอาจจะแอบออกไปเล่นการพนันหรือเปล่า? จึงไม่ได้บ่นอะไร! เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้เล่นมานานมากแล้ว!

 

ต่อมาก็ได้มีคนมาบอกหูฟางว่าหวังอู่สามีของเธอมักจะแอบไปที่ชายป่าอยู่บ่อยๆ เขาอาจจะไปจับจั๊กจั่นที่นั่นก็ได้

 

หูฝางจึงออกไปตามหาสามีของเธอแถวชายป่า ซึ่งป่าแห่งนี้เป็นป่าที่เก่าแก่มากๆ และมีจั๊กจั่นอาศัยอยู่มากมายเลยทีเดียว ดังนั้นชาวบ้านจึงมาที่นี่พร้อมกับถังใบเล็กๆ เพื่อจะจับมันไปทำอาหารที่บ้าน

 

หูฟางเดินถามไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบหวังอู่เลย ดังนั้นเธอจึงได้เดินหาไปเรื่อยๆ จะเธอบังเอิญได้ยินเสียงความวุ่นวายที่นี่

 

แน่นอน เป็นธรรมดาของผู้หญิงทุกคนอยู่แล้วที่จะชอบเรื่องซุบซิบแบบนี้ และหมู่บ้านเสี่ยวถุนกับหมู่บ้านต้าถุนก็ยังอยู่ไม่ห่างกันอีกด้วย ดังนั้นหูฝางและเหล่าสะใภ้หลายๆคนจึงรู้จักกันเป็นอย่างดี

 

เธอจึงทนไม่ไหวและเข้ามาดูเหตุการณ์ที่ตื่นเต้นนี้ ก่อนจะมองไปยังกางเกงที่หลิวต้าหนีสวมอยู่ ซึ่งเธอจำได้ดีว่ามันคือกางเกงของสามีเธอ!

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น หูฟางได้ระเบิดความโกรธออกมา ตามด้วยคำสบถด่าพร้อมกับพุ่งตัวเข้าไปหาทั้งสองคนทันที

 

“คนสารเลว นี่พวกแกแอบนัดกันมาทำเรื่องแบบนี้ที่ลานนวดข้าวอย่างนั้นเหรอ ไร้ยางอาย ช่างไร้ยางอายสิ้นดี”

 

ขณะที่พูดนั้น เธอก็หยิบท่อนไม้ที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาและตีไปที่หวังอู่อย่างไม่ยั้ง ในขณะที่เธอกำลังทุบตีสามีอยู่นั้น เหล่าผู้หญิงที่มากับเธอก็ได้ทุบตีหลิวต้าหนีพร้อมกับจับตัวเอาไว้ด้วยเช่นกัน

 

“นี่เธอกำลังทำอะไรอยู่ กล้าดียังไงถึงได้มาทำแบบนี้กับสามีของคนอื่นกัน?”

 

หลังจากที่หูฟางทุบตีหวังอู่แล้ว เธอก็ได้หันมาจัดการหลิวต้าหนีต่อ

 

“เธอมันไม่ต่างอะไรจากโสเภณีเลย เธอถูกเลี้ยงดูมาอย่างไรกัน ถึงได้มาแย่งสามีของคนอื่นแบบนี้!”

 

เมื่อผู้นำหมู่บ้านเห็นเช่นนั้น เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ส่วนหลิวเหล่าซื่อเองก็รู้สึกกังวลมากเช่นกัน ก่อนจะเข้าไปช่วยลูกสาวเอาไว้

 

เมื่อเห็นเขาเข้ามาห้าม หูฟางจึงตีเขาไปด้วย หลิวเหล่าซื่อถูกตีอย่างแรงจนจมูกของเขามีรอยช้ำและใบหน้าของเขาก็บวมปูดไปหมด

 

หลังจากที่เรื่องวุ่นวายนี้จบลง หัวหน้าหมู่บ้านก็ได้เข้ามาคลี่คลายเรื่องนี้ พร้อมกับคุมตัวหวังอู่และหลิวต้าหนีไปที่บ้านของเขา เพื่อรอให้หน่วยงานความมั่นคงเข้ามาจัดการเรื่องนี้

 

ส่วนฟู่เซินและคนอื่นที่ทำตามแผนเสร็จแล้วจึงได้แยกย้ายกันกลับบ้านเพื่อพักผ่อน ส่วนหลิวผิงนั้นยังคงรู้สึกสับสนอยู่เล็กน้อย เดิมทีเขามาที่นี่เพื่อจะจับจักจั่นไม่ใช่หรือ?

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ลุงหวังก็ได้พาครอบครัวของเขาไปที่บ้านตระกูลหลิวเพื่อขอยกเลิกการหมั้น พร้อมกับคืนเงิน 30 หยวนที่เขาได้รับระหว่างการหมั้นคืนให้กับตระกูลหลิว

 

ในตอนแรกนั้น ตระกูลหลิวต้องการที่จะปฏิเสธ แต่เมื่อรู้ว่าลูกพี่ลูกน้องของหวังหมิงเหล่ยรับรู้ถึงเรื่องอื้อฉาวทั้งหมดเกี่ยวกับหลิวต้าหนีแล้ว พวกเขาจึงทำได้เพียงแค่ยอมรับแต่โดยดี

 

ขณะที่คุยกันนั้น ยังมีเหตุการณ์อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นด้วย เมื่อหลิวเอ้อหนีเห็นว่าตระกูลหวังมาที่นี่เพื่อยกเลิกการหมั้น เธอยังมีความคิดอยากขอเปลี่ยนตัวเธอกับพี่สาวแทน แต่ตระกูลหวังก็ไม่กล้าที่จะพูดเรื่องแต่งงานกับตระกูลหลิวอีกแล้ว จึงได้ปฏิเสธเรื่องนี้ไป

 

ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดนั้น ฟู่ซินและฟู่เซินก็ได้ช่วยกันอธิบายทุกอย่าง เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้าน ฟู่ซินและฟู่เซินก็ได้มอบผ้าลายดอกไม้ให้กับฟู่เยี่ยน โดยบอกว่าสิ่งนี้เป็นของขวัญจากหลี่เซียงหยุน

 

“ป้าสะใภ้เปลี่ยนไปถึงขนาดนั้นเลยเหรอ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามด้วยความงุนงง

 

“ช่วยไม่ได้ ตอนนี้ป้าสะใภ้ได้พูดถึงความสามารถของเธอไปทั่วหมู่บ้านแล้ว ทั้งยังไม่กล้าที่จะทำให้เธอรู้สึกขุ่นเคืองใจอีกด้วย ดังนั้นเธอจึงต้องให้ของขวัญกับเธอยังไงล่ะ!”

 

ตระกูลฟู่ต่างก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข และหวังซู่เหมยเองก็มีความสุขมากเช่นกันที่หลานชายของเธอไม่ต้องทนทุกข์ใจอีก และไม่กี่วันต่อมา เธอก็ได้ยินว่าหลี่เซียงหยุนทะเลาะกับน้องสะใภ้ของตัวเองอย่างรุนแรง ทั้งยังตัดความสัมพันธ์กับพวกเขาอีกด้วย

 

สำหรับเรื่องของหลิวต้าหนีและหวังอู่ พวกเขาได้ทำผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง หลังจากที่ถูกตัดสินและลงโทษแล้ว พวกเขาก็ได้ถูกส่งตัวกลับบ้าน

 

แต่ต่อมา หลิวต้าหนีก็ได้ถูกหลิวเหล่าซื่อบังคับให้แต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างไกลจากหมูบ้านของพวกเขาออกไปมากๆ



ตอนที่ 25 ไป๋โม่เฉิน

 

หลังจากที่ตระกูลฟู่ได้แก้ไขปัญหาทั้งหมดแล้ว หลี่หงอี้ก็ได้ไปรับใครบางคนที่สถานีรถไฟ ซึ่งนี่ก็ผ่านมาสามวันแล้วหลังจากที่เขาได้รับโทรเลข และวันนี้คนๆนั้นก็น่าจะเดินทางมาถึงแล้ว

 

ทันทีที่ไป๋โม่เฉินเดินลงมาจากรถไฟ เขาก็ได้มองหาหลี่หงอี้ ซึ่งในช่วงหลายปีที่เขาอาศัยอยู่กับพ่อในเขตกรมทหารนั้น เขาได้รู้จักกับหลี่หงอี้ที่นั่น

 

“ลุงหลี่ครับ!”

 

เมื่อหลี่หงอี้เห็นชายหนุ่มรูปงามกำลังเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับเรียกเขาว่าลุงหลี่ เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความสงสัย

 

“ลุงหลี่ ผมเสี่ยวเฉินเองครับ!” ไป๋โม่เฉินที่เห็นท่าทางของเขา จึงได้กล่าวแนะนำตัวทันที

 

หลี่หงอี้รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะครั้งล่าสุดที่เขาได้พบกับเสี่ยวเฉิน เสี่ยวเฉินมีอายุแค่10ขวบ แต่มันก็ผ่านมาแค่7-8ปีเองไม่ใช่หรือ? ทำไมเขาถึงได้โตเร็วขนาดนี้กันล่ะ!

 

“เสี่ยวเฉิน! นายเปลี่ยนไปเยอะมากจริงๆ ดูสินายตัวสูงขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากเลย สูงกว่าฉันเสียด้วยซ้ำ ทำเอาฉันจำไม่ได้ไปเลย ไปกันเถอะ เรากลับบ้านกันก่อนดีกว่า!” 

 

ไป๋โม่เฉินพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินตามหลี่หงอี้กลับไปที่บ้าน เพราะเรื่องการซื้อโสมป่านั้นไม่สามารถพูดในที่สาธารณะได้ ซึ่งหลี่หงอี้ก็ได้บอกกับชาวบ้านคนอื่นว่าลูกชายเพื่อนมาเยี่ยมหาเขาที่บ้าน

 

เนื่องจากหลี่หงอี้และฟู่ต้าหย่งสนิทกันมาก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่ครอบครัวของทั้งสองจะไปมาหาสู่กัน

 

เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่หงอี้ก็ได้พาไป๋โม่เฉินไปที่บ้านของฟู่ต้าหย่ง แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย เพราะฟู่ต้าหย่งได้พาลูกๆของเขาขึ้นไปบนภูเขาเสียก่อนแล้ว

 

ในตอนนี้ ฟู่ต้าหย่งยังคงต้องทำถังเหล้าเพิ่ม เขาจึงต้องไปที่ภูเขาเพื่อตัดไม้ และยังต้องนำมันมาผึ่งในที่ร่มจนแห้งก่อน จึงจะสามารถนำมาใช้ได้ เดิมทีเขาแค่จะไปกับเสี่ยวจินและเสี่ยวมู่เท่านั้น แต่ฟู่เยี่ยนอยากไปกับเขาด้วย และฟู่เหมี่ยวจึงได้ขอตามไปด้วยเช่นกัน

 

ฟู่เยี่ยนอยากไปบนภูเขาเพื่อเก็บบลูเบอร์รี่ เพราะตอนนี้เธอได้ทำเหล้าบลูเบอร์รี่และบ่มมันไว้ในมิติของเธอจนหมดแล้ว ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้แอบชิมมันแล้วเช่นกัน และพบว่ามันมีรสชาติดีกว่าเหล้าองุ่นเสียด้วยซ้ำ! แต่ก็คงจะเป็นเพราะเธอเติมน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เยอะเกินไปแน่ๆ

 

ดังนั้น เธอจึงต้องมาเก็บบลูเบอร์รี่เพิ่ม เพราะมันเป็นวัตถุดิบที่สำคัญ!

 

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฟู่เหมี่ยวและเหล่าพี่ชายของเธอต่างก็สงสัยเป็นอย่างมากว่าทำไมเหล้าของพวกเขาถึงได้พร้อมขายในเวลาสั้นๆแบบนี้ ซึ่งหวังซู่เหมยที่ได้ยินก็ทำได้เพียงแค่หลอกลูกๆของเธอ โดยได้บอกไปว่าเพราะสภาพอากาศที่ร้อนในช่วงนี้ จึงทำให้ระยะเวลาบ่มเหล้าบลูเบอร์รี่ของเธอสั้นลง

 

เพราะตามหลักความเป็นจริงแล้ว จะต้องบ่มเหล้าบลูเบอร์รี่เอาไว้อย่างน้อยสามเดือนถึงจะดื่มได้

 

เมื่อหลี่หงอี้ได้ยินว่าฟู่ต้าหย่งขึ้นไปบนภูเขา เขาก็มีท่าทีที่กระตือรือร้นอยากจะตามไป แต่เขาก็ยังคงรู้สึกลังเลเมื่อมองไปยังไป๋โม่เฉินที่ยืนอยู่ข้างๆ เพราะเขาไม่รู้ว่าเสี่ยวเฉินอยากตามขึ้นไปบนภูเขากับเขาด้วยหรือเปล่า

 

ไป๋โม่เฉินสังเกตเห็นถึงความลังเลของหลี่หงอี้ได้ในทันที เขาจึงได้ขอให้หลี่หงอี้พาไปที่ภูเขา

 

“ลุงหลี่ครับ หากไม่เป็นการรบกวน ลุงหลี่ช่วยพาผมไปชมบรรยากาศบนภูเขาด้วยได้ไหมครับ?”

 

“เป็นความคิดที่ดีมากเลยล่ะ บนภูเขาที่หมู่บ้านของพวกเราอุดมสมบูรณ์มากๆเลยนะ ทั้งยังมีทิวทัศน์ที่สวยงามอีกด้วย! เราอย่ามัวแต่ชักช้าอยู่เลย ไปดูของจริงกันดีกว่า” หลี่หงอี้ดูมีความสุขมาก เขาได้พาไป๋โม่เฉินกลับไปที่บ้านเพื่อเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ก่อนจะเดินทางขึ้นไปบนภูเขาทันที

 

อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้มาถึงลำธารแล้ว ซึ่งพวกเขาก็ได้หยุดพักดื่มน้ำให้หายเหนื่อยกันก่อน

 

ฟู่เยี่ยนจำได้ว่าครั้งล่าสุดที่มาที่นี่ เธอได้รินน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ลงไปในลำธาร และปรากฏว่ามันไม่ดึงดูดสัตว์ใดๆเลย แต่เธอก็ยังคงไม่ยอมแพ้ เพราะตอนนี้เนื้อไก่ตากแห้ง และกระต่ายตากแห้งที่บ้านของเธอใกล้จะหมดแล้ว

 

โดยปกติ มนุษย์นั้นเกิดมาเป็นผู้ล่าอยู่แล้ว และฟู่เยี่ยนก็รู้สึกทรมานมากๆ หากขาดเนื้อสัตว์ในเมนูอาหารแต่ละมื้อ

 

ซึ่งในครั้งนี้ ฟู่เยี่ยนไม่ได้เทมันลงในลำธารแล้ว แต่เธอเลือกที่จะพรมมันลงไปที่พงหญ้าข้างๆลำธารในขณะที่เธอกำลังดื่มน้ำแทน

 

หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพรมน้ำศักดิ์สิทธิ์เสร็จ ฟู่ต้าหย่งก็ได้เร่งลูกๆของเขาให้เดินตามเขาไปอย่างรวดเร็ว เพราะที่เขามาในวันนี้ก็เพื่อจะหาไม้ไปทำถังเหล้า ไม่ได้มาล่าสัตว์แต่อย่างใด

 

ขณะที่หลี่หงอี้กำลังออกเดินทางนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เริ่มเก็บบลูเบอร์รี่แล้ว โดยเธอและฟู่เหมี่ยวช่วยกันเก็บทีละด้าน ทั้งสองแหวกไปตามใต้ต้นไม้และกำลังเก็บบลูเบอร์รี่กันอย่างขะมักเขม้น

 

เธอยังต้องทำเหล้าบลูเบอร์รี่จำนวนมาก เพื่อที่ว่าเมื่อเธอนำมันออกมาขายในอนาคต จะได้ดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

 

ไม่นานนัก ฟู่เซินก็ได้เก็บผลเบอร์รี่สีแดงลูกเล็กจำนวนหนึ่งมาให้ พร้อมกับเอ่ยถามออกไปว่า “เธอสองคนลองดูนี่หน่อยสิ มันสามารถเอาไปทำเหล้าได้หรือเปล่า?” นับตั้งแต่วันที่ฟู่เยี่ยนและฟู่ต้าหย่งเอาเหล้าไปขาย ทุกคนในครอบครัวต่างก็กระตือรือร้นกับผลไม้ต่างๆขึ้นมาทันที

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวจึงได้หยิบมันมาชิมดู ซึ่งฟู่เยี่ยนก็รู้ได้ในทันทีว่ามันคืออะไร

 

สิ่งนี้คือราสเบอร์รี่นั่นเอง ซึ่งมันมีรสชาติที่คล้ายกับบลูเบอร์รี่มากๆ แต่ข้อเสียของมันก็คือน้ำ มันเป็นผลไม้ที่มีน้ำน้อยมาก จึงไม่เพียงพอที่จะทำเหล้า ซึ่งมันก็ไม่ใช่ปัญหา เธอก็แค่เติมน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เพิ่มลงไปก็เท่านั้น

 

“พี่รอง พี่ไปเก็บมันมาจากที่ไหนเหรอ? มันอร่อยมากเลย พี่ช่วยบอกหนูหน่อยได้หรือเปล่า” ฟู่เยี่ยนยังคงต้องการที่จะเพิ่มความหลากหลายของเหล้าต่อ

 

“มันอยู่ทางโน้น ตอนนี้พ่อกำลังตัดต้นไม้อยู่ ฉันจะพาเธอไปที่นั่นเองก็แล้วกัน” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เซินก็ได้พาน้องสาวทั้งสองคนของเขาไปเก็บผลราสเบอร์รี่

 

ขณะที่พวกเขากำลังเก็บผลราสเบอร์รี่กันอยู่นั้น หลี่หงอี้และลูกชายทั้งสองคนของเขา รวมไปถึงไป๋โม่เฉินก็ได้มาถึงยังสถานที่ที่ฟู่ต้าหย่งกำลังตัดต้นไม้อยู่แล้ว

 

“พี่ต้าหย่ง!”

 

ฟู่ต้าหย่งและฟู่ซินจึงได้เงยหน้าขึ้นไปมอง ก่อนจะเห็นหลี่หงอี้ที่กำลังเดินเข้ามาพร้อมกับใครบางคน

 

“ต้าหย่ง นี่คือไป๋โม่เฉิน” หลี่หงอี้ได้แนะนำไป๋โม่เฉินให้กับทุกคนได้รู้จัก

 

ฟู่ต้าหย่งรู้อยู่แล้วว่าเขามาที่นี่เพื่อซื้อโสมป่า

 

“สวัสดีครับคุณลุง พ่อของผมได้ส่งโทรเลขไปบอกกับผมว่าคุณลุงมีโสมป่าที่ต้องการจะขาย ซึ่งคุณปู่ของผมกำลังต้องการมันอยู่พอดี และผมเองก็อยากขอบคุณคุณลุงมากที่เต็มใจขายมันให้กับผม คุณลุงไม่ต้องกังวลเลยนะครับ คุณลุงสามารถเสนอราคามาตามที่เห็นสมควรได้เลย” ไป๋โม่เฉินแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนของเขาออกมาทันทีที่พบกัน

 

“ไม่มีปัญหา โสมอยู่ที่บ้านของเรา เอาไว้เรากลับลงไปจากภูเขา นายสามารถมาดูมันที่บ้านของพวกเราได้เลย” แม้ว่าจะเป็นการพบกันครั้งแรก แต่ฟู่ต้าหย่งก็ได้พูดคุยกับไป๋โม่เฉินด้วยท่าทีที่อ่อนโยน

 

หลังจากที่พูดจบ ฟู่ต้าหย่งจึงรีบเก็บกิ่งไม้ทันที และเมื่อหลี่หงอี้เห็นเช่นนั้น เขาก็ได้รีบเข้าไปช่วยด้วยอีกแรง

 

“นี่พี่ต้าหย่ง พี่ตัดไม้ไปทำอะไรเยอะแยะขนาดนี้ ฉันจำได้ว่าพี่ซ่อมประตูบ้านไปแล้วนี่นา?”

 

“พอดีเหล้าที่ภรรยาของฉันทำมันขายดีมากน่ะสิ ฉันก็เลยต้องทำถังเหล้าเพิ่ม” หลี่หงอี้ไม่ใช่คนนอก ดังนั้นฟู่ต้าหย่งจึงได้บอกความจริงไปอย่างไม่ลังเล

 

“เยี่ยมไปเลย น่าเสียดายที่ช่วงนี้ฉันไม่มีวันหยุดเลย ไม่อย่างนั้นฉันคงจะช่วยนายได้บ้าง หลังจากที่เสี่ยวเฉินได้รับโสมแล้ว ฉันเองก็คงจะต้องกลับไปที่กองทัพเหมือนกัน”

 

“นายจะไปเมื่อไหร่อย่างนั้นเหรอ? เอาไว้ก่อนที่นายจะไป ฉันจะขอให้ภรรยาของฉันทำอาหารอร่อยๆสักมื้อ เราจะได้มาดื่มด้วยกันสักหน่อย”

 

“เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย ฉันยังจำรสชาติเหล้าของพี่ในวันนั้นได้ดีเลยล่ะ” หลี่หงอี้ติดใจรสชาติเหล้าหวังซู่เหมยมากๆ

 

แม้ว่าไป๋โม่เฉินที่อยู่ข้างๆจะไม่ได้พูดอะไร แต่เขาก็ยังคงช่วยเก็บกิ่งไม้กับพวกเขาเช่นกัน

 

เมื่อฟู่ต้าหย่งเห็นเช่นนั้น จึงรีบเข้าไปหยุดทันที “นายไม่เคยทำงานนี้มาก่อน อย่าทำมันเลย เสี่ยวจิน มานี่หน่อยสิ นี่คือเสี่ยวไป๋ ส่วนนี่คือลูกชายคนโตของฉันเอง ว่าแต่เสี่ยวไป๋ ปีนี้นายอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ?”

 

“ปีนี้ผมอายุ17ปีแล้วครับคุณลุง”

 

“เสี่ยวจินอายุเยอะว่านายหนึ่งปี ดีเลย เสี่ยวจิน ถ้าอย่างนั้นลูกพาเสี่ยวไป๋ไปเดินเล่นก่อนก็แล้วกัน ช่วยไปดูหน่อยว่าพวกน้องสาวของลูกทำอะไรอยู่”

 

ฟู่ซินปัดขี้เลื่อยบนมือของเขาออก ก่อนจะพาไป๋โม่เฉินไปหาฟู่เซินและน้องสาวทั้งสองคนของเขา

 

อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนและคนอื่นกำลังเก็บราสเบอร์รี่กันอย่างเพลิดเพลิน ทันทีที่ไป๋โม่เฉินเดินเข้ามา เขาก็เห็นฟู่เหมี่ยวและคนอื่นกำลังกินราสเบอร์รี่กันอยู่ ในตอนนี้ทั้งปากและมือของพวกเขาเต็มไปด้วยน้ำของราสเบอร์รี่ ซึ่งพวกเขาก็กำลังเล่นด้วยกันอย่างสนุกสนาน

 

ใบหน้าของฟู่เซินนั้นเลอะมากที่สุด จึงทำให้น้องสาวทั้งสองคนของเขาหัวเราะคิกคักด้วยความขบขัน

 

“พวกนายกำลังทำอะไรกันอยู่?”

 

เมื่อได้ยินเสียงนี้ ทุกคนจึงได้หันกลับไปมอง ก่อนจะเห็นว่าพี่ชายของพวกเขากำลังเดินเข้ามาพร้อมกับคนแปลกหน้า จึงทำให้เขินอายขึ้นมาเล็กน้อย

 

ฟู่เยี่ยนที่ตอนนี้เนื้อตัวมอมแมมไปหมดก็รู้สึกเขินอายขึ้นมา เธออายจนแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนีอยู่แล้ว

 

ส่วนฟู่เซินนั้นเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ดีอยู่แล้ว หลังจากที่พูดคุยกันเพียงไม่กี่คำ เขากับไป๋โม่เฉินก็เข้ากันได้เป็นอย่างดี

 

หากจะมองในแง่ของการเข้าสังคม ฟู่เซินนั้นดูโดดเด่นมากจริงๆ ซึ่งคนอื่นไม่มีใครสามารถเทียบเขาได้เลย ซึ่งตอนที่ฟู่ซินพาไป๋โม่เฉินเดินมาที่นี่ เขาพูดเพียงสามประโยคสั้นๆเท่านั้น

 

“ตามฉันมา”

 

“ระวังด้วยนะ”

 

“พวกเขาอยู่ข้างหน้า”


ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็ไม่ได้ดูมีชีวิตชีวาเท่าไหร่นัก เขาเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ เพื่อเป็นการบ่งบอกว่าเขาเข้าใจแล้ว และขอบคุณเท่านั้น

 

ไม่นานนัก ไม้ที่ฟู่ต้าหย่งตัดมาก็ถูกจัดเรียงจนเสร็จ มันถูกเลื่อยเป็นท่อนเล็กๆ และแต่ละคนก็ช่วยกันแบกมันคนละ2-3ท่อน ก่อนจะเดินทางกลับบ้าน

 

ตอนนี้พวกเขาต้องรีบลงจากภูเขาก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเรื่องขายโสมนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา

 

ฟู่ต้าหย่งและฟู่เยี่ยนเดินนำหน้า โดยมีฟู่ซินเดินตามหลังสุด เมื่อพวกเขาเดินมาถึงลำธาร ฟู่ต้าหย่งก็ชะงักฝีเท้าลงไปโดยไม่รู้ตัว

 

เขาเงยหน้าขึ้นไปมองอย่างเงียบๆ ก่อนจะเห็นแกะตัวหนึ่งกำลังเล็มหญ้าอยู่บริเวณริมลำธาร แม้ว่าจะได้ยินเสียงของผู้คนกำลังเดินมา ทว่ามันกลับไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเลยแม้แต่น้อย ซึ่งมันมีท่าทางคล้ายกับกระต่ายในครั้งก่อนมากๆ

 

ฟู่ต้าหย่งจึงหันไปมองลูกสาวของเขาโดยไม่รู้ตัว ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็พยักหน้าเล็กน้อยเช่นกัน เขาจึงแน่ใจแล้วว่ามันเป็นผลมาจากน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของฟู่เยี่ยนนั่นเอง

 

เนื่องด้วยยุคนี้เนื้อสัตว์เป็นสิ่งที่ขาดแคลนมากๆ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถปล่อยมันไปได้!

 

ฟู่เยี่ยนถอยหลังไป2-3ก้าว ก่อนจะยืนอยู่ตรงนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นๆที่เดินตามหลังมาส่งเสียงดัง เพราะมันอาจตกใจและหนีไปได้

 

ทันทีที่เห็นว่าฟู่เยี่ยนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ฟู่เซินจึงตั้งใจที่จะตะโกนถาม ทว่าฟู่ซินเคยมีประสบการณ์จากครั้งที่แล้วจึงได้เตะไปที่ฟู่เซินเบาๆ พร้อมกับบอกให้ฟู่เซินหุบปาก

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่หงอี้จึงได้เดินเข้าไปข้างหน้า ก่อนจะมองไปที่ฟู่เยี่ยนพร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาว่า “เสี่ยวฮั่ว มีอะไรอย่างนั้นเหรอ?”

 

ฟู่เยี่ยนจึงได้กระซิบตอบกลับไปว่า “มีแกะกำลังเล็มหญ้าอยู่ข้างหน้าค่ะ”

 

ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของหลี่หงอี้ก็สว่างวาบขึ้นมา เขาดูมีความสุขเป็นอย่างมากจนแทบจะหัวเราะออกมาดังๆอยู่แล้ว!

 

จากนั้น เขาจึงได้เดินอ้อมไปอีกด้านหนึ่งเงียบๆ เพื่อที่จะช่วยล้อมจับแกะตัวนั้นกับฟู่ต้าหย่ง

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินจึงได้ตามไปเงียบๆเช่นกัน เพื่อที่เตรียมพร้อมจะให้ความช่วยเหลือกับพวกเขา

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่ต้าหย่งก็ได้พุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เขาตีแกะตัวนั้นด้วยไม้ที่อยู่ในมือ แต่ด้วยความที่เขาตีมันไม่แรงพอ จึงทำให้มันตกใจจนได้วิ่งหนีไปทางที่หลี่หงอี้ดักรออยู่ทันที

 

ขณะที่หลี่หงอี้กำลังยืนอยู่นิ่งๆ และยังไม่ทันที่จะได้โต้ตอบอะไร แกะตัวนั้นก็ได้วิ่งตรงมาจนเกือบจะชนเขาอยู่แล้ว

 

ทันใดนั้นเอง ไป๋โม่เฉินที่อยู่ข้างหลังก็ได้ดึงหลี่หงอี้หลบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะฟาดมันด้วยท่อนไม้ ทำให้แกะตัวนั้นล้มลงไปนอนกับพื้น พร้อมกับขาที่ยังคงกระตุกอยู่

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่หงอี้ก็ได้สติกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะรีบเข้าไปตีมันซ้ำอีก2-3ครั้ง เมื่อเห็นว่ามันได้แน่นิ่งไปแล้ว เขาจึงได้หยุดตี

 

หลังจากที่ทุกอย่างสงบลงแล้ว ฟู่เซินจึงรีบเดินไปตบที่ไหล่ของไป๋โม่เฉินเบาๆ พร้อมกับพูดออกไปว่า “พี่ชาย! สิ่งที่พี่ชายทำเมื่อกี้นี้มันสุดยอดมากเลยล่ะ”

 

ส่วนฟู่เยี่ยนและคนอื่นเองก็เห็นสถานการณ์นี้ด้วยเหมือนกัน และทุกคนต่างก็ชื่นชมว่าชายผู้นี้แข็งแรงมากจริงๆ!

 

แม้แต่ฟู่ต้าหย่งและหลี่หงอี้เองก็ยังชื่นชมในสิ่งที่ไป๋โม่เฉินทำเช่นกัน และใบหน้าของเขาก็ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงเล็กน้อยด้วยความเขินอาย

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็แอบรู้สึกขบขันขึ้นมาเล็กน้อย เธอไม่คิดเลยว่าคนที่ดูสุขุมมากๆ เวลาที่เขินจะดูน่าเอ็นดูถึงขนาดนี้ได้

 

ฟู่ต้าหย่งและหลี่หงอี้จึงได้เริ่มล้างคราบเลือดและทำความสะอาดแกะในทันที จากนั้นพวกเขาก็ได้หั่นเนื้อของมันออกเป็นชิ้นเล็กๆ เหมือนกับท่อนไม้ก่อนหน้านี้ ก่อนจะใส่มันลงไปในตะกร้าโดยเอามันไว้ด้านล่างสุด

 

ขณะที่พวกเขากำลังยุ่งอยู่กับแกะ ฟู่ซินและคนอื่นต่างก็ไปรวมตัวกันอยู่รอบๆไป๋โม่เฉิน และได้ถามเขาไปว่าทำไมเขาถึงได้แข็งแรงมากขนาดนี้

 

เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังหันมาสนใจเขา ไป๋โหม่เฉินจึงมีท่าทีที่ดูเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปว่า “ฉันโตมาในค่ายทหาร ดังนั้นเมื่อตอนที่ฉันยังเป็นเด็กจึงได้ฝึกอยู่บ่อยๆ มันเลยทำให้ร่างกายของฉันแข็งแรงไปด้วย”

 

ฟู่เซินบีบไปที่กล้ามเนื้อบริเวณต้นแขนของไป๋โม่เฉิน ก่อนจะมองกลับมาที่ตัวเองพร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยท่าทีที่ดูเศร้าสร้อย

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เหมี่ยวก็หัวเราะออกมา ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกว่าพี่รองของเธอนั้นประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินไปจริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า



ตอนที่ 26 ขายโสมป่า

 

หลังจากที่ฟู่ต้าหย่งและหลี่หงอี้จัดการแกะเสร็จแล้ว พวกเขาก็ได้เก็บกวาดสถานที่รอบๆ รวมถึงล้างทำความสะอาดคราบเลือดทั้งหมดให้เรียบร้อย ก่อนที่พวกเขาจะเดินลงจากภูเขา

 

เมื่อทุกคนกลับมาถึงบ้าน หวังซู่เหมยก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่เห็นแกะตัวใหญ่แบบนี้ เพราะในตอนเช้าเสี่ยวฮั่วยังคุยกับเธออยู่เลยว่าที่บ้านของพวกเรามีเนื้อไม่เพียงพอ

 

ทว่าสำหรับแกะตัวใหญ่ขนาดนี้ แม้ว่าจะแบ่งเท่าๆกันถึงสองครอบครัว มันก็ยังคงมีน้ำหนักหลายสิบกิโลกรัมอยู่ดี

 

จากนั้น เธอจึงได้ก่อไฟอย่างรวดเร็ว และเอาหม้อใบใหญ่มาตั้ง เธอเริ่มปรุงเนื้อแกะ พร้อมกับเอามันไปย่าง ซึ่งกลิ่นหอมของมันก็ได้โชยออกไปทั่วหมู่บ้าน

 

ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่านี่เป็นฝีมือของใคร ต้องเป็นฝีมือของหวังซู่เหมยอย่างแน่นอน แต่เนื้อแกะป่านั้นไม่ได้นุ่มเหมือนกับเนื้อแกะที่ถูกเลี้ยง ฟู่เยี่ยนกัดไปที่ซี่โครงแกะย่างชิ้นหนึ่ง และคิดว่ามันเหนียวมาก แต่ในเวลานี้มันก็ยังดีกว่าที่ไม่มีเนื้อทานเลย

 

ฟู่ต้าหย่งไม่เพียงแค่แบ่งเนื้อแกะครึ่งหนึ่งให้กับหลี่หงอี้เท่านั้น แต่ยังได้เชิญหลี่หงอี้และไป๋โม่เฉินให้มาทานมื้อเย็นที่บ้านของเขา ทั้งยังไม่ลืมที่จะเชิญป้ากุ้ยหลานและลูกๆที่อยู่บ้านข้างๆ ให้มาทานด้วยกันอีกด้วย

 

เมื่อกุ้ยหลานมาถึง เธอก็ได้นำหมั่นโถวกุหลาบที่เธอนึ่งเองมาด้วย ฟู่เซินออกไปต้อนรับเธอ ก่อนจะพบว่าหมั่นโถวกุหลาบของป้ากุ้ยหลานนั้นดูดีกว่าที่แม่ของเขาทำเสียอีก

 

หวังซู่เหมยที่เห็นเช่นนั้นก็กลอกตาไปมาทันที

 

ด้วยความที่ทั้งสองครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และเหล้าของหวังซู่เหมยก็มีรสชาติดีมากๆอีกด้วย จึงทำให้ทุกคนต่างก็รู้สึกมึนเล็กน้อย แต่ก็ยังคงพูดคุยกันอย่างมีความสุข ซึ่งหลังจากที่หลี่หงอี้ดื่มไป2-3แก้ว เขาก็ได้ลืมเรื่องโสมไปเลย

 

ส่วนไป๋โม่เฉินก็กำลังดื่มด่ำกับรสชาติของอาหารอยู่เช่นกัน และความกระตือรือร้นของหวังซู่เหมยนั้นก็เหลือทนมากจริงๆ เมื่อนานๆ เธอจะได้เห็นเด็กหนุ่มที่สง่างามสักครั้ง เธอจึงได้เสิร์ฟผักและเนื้อไม่หยุด จนทำให้ไป๋โม่เฉินอิ่มจนท้องแน่นไปหมด

 

เขาจึงเลือกที่จะยังไม่พูดถึงเรื่องโสมในตอนนี้ โดยเลื่อนเป็นวันพรุ่งนี้แทน

 

หลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จ ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันกลับเข้าห้องเพื่ออ่านหนังสือตามปกติ

 

ก่อนหน้านี้ ฟู่เยี่ยนได้เก็บหนังสือเก่ามาจากถังขยะ ซึ่งสองพี่น้องได้อ่านมันก่อนล่วงหน้า เพราะหนังสือเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นหนังสือในระดับชั้นมัธยมปลาย

 

ฟู่เยี่ยนได้รวบรวมหนังสือคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมีเอาไว้โดยแบ่งเป็นสองชุด ซึ่งฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวนั้นต่างก็มีการศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง จึงเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาจะมีจุดที่ไม่เข้าใจหลายจุด ดังนั้นฟู่ซินจึงต้องทำหน้าที่เป็นครูให้กับพวกเขาไปโดยปริยาย

 

ฟู่ต้าหย่งนั้นให้ความสำคัญกับการเรียนของลูกๆมาโดยตลอด ด้วยปัญหาความยากจน จึงทำให้เด็กจำนวนมากในหมู่บ้านเลือกที่จะไม่เรียนต่อในชั้นมัธยม มีเพียงเขาเท่านั้นที่ยังคงยืนกรานให้ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวเรียนต่อ

 

หากจะพูดถึงผู้ที่มีวิสัยทัศน์ในหมู่บ้านแล้วละก็ นอกเหนือจากฟู่ต้าหย่งแล้ว เห็นจะมีเพียงแค่ซ่งต้าหนิวผู้ใหญ่บ้านเท่านั้นที่คิดเหมือนกัน ซึ่งได้ส่งซ่งหยวนหลานชายของเขาไปเรียนอยู่ในโรงเรียนมัธยมเดียวกันกับฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวด้วย

 

เนื่องจากป้าของซ่งหยวนอาศัยอยู่ใกล้กับโรงเรียน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้อาศัยอยู่ที่บ้านของตัวเอง

 

หลังจากที่อ่านหนังสือในช่วงหัวค่ำเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้รอให้ฟู่เหมี่ยวหลับ ก่อนที่เธอจะแอบเข้าไปดูบลูเบอร์รี่ในดินแดนต่างมิติอีกครั้ง เพื่อที่จะจัดการเรื่องบลูเบอร์รี่

 

เมื่อเข้ามาแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้นำรากของบลูเบอร์รี่ที่เธอขุดมาจากบนภูเขาเมื่อตอนบ่ายออกมา ก่อนที่เธอจะทำการเพาะพันธุ์มันในดินแดงต่างมิติแห่งนี้เอาไว้หนึ่งคืน

 

หลังจากที่มันได้รับการบำรุงอย่างดีเป็นเวลาหนึ่งคืน เธอจะต้องนำมันไปปลูกได้อย่างแน่นอน

 

เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้ออกมาจากดินแดนต่างมิติและเข้านอนทันที ในคืนนั้นเอง เธอก็ฝันว่าได้อยู่ใกล้ชิดกับชายคนหนึ่ง ซึ่งคล้ายกับว่ากำลังมีความรักต่อกัน เธอจึงพยายามที่จะมองไปยังใบหน้าของเขา และเมื่อชายคนนั้นหันกลับมา เธอก็พบว่าเขาคือไป๋โม่เฉินนั่นเอง ทำให้ฟู่เยี่ยนตกใจจนสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่ตื่นขึ้นมา ฟู่เยี่ยนก็มีท่าทีที่ดูไม่มีชีวิตชีวาเท่าไหร่นัก เธอครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ในใจ หรือว่าเธอกำลังตกหลุมรักเขากันแน่? จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอฝันแปลกๆแบบนั้น

 

ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจว่าหากไป๋โม่เฉินมารับโสม เธอจะใช้โอกาสนี้แอบดูโหงวเฮ้งบนใบหน้าของเขา

 

เมื่อไป๋โม่เฉินเดินเข้ามา เธอก็ได้มองไปที่ใบหน้าของเขา แต่เธอก็มองเห็นแค่ภัยพิบัติมากมายของเขาเท่านั้น เธอมองไม่เห็นถึงเรื่องการแต่งงานหรือการมีบุตรเลยด้วยซ้ำ

 

อย่างไรก็ตาม สร้อยข้อมือไม้กฤษณาที่ไป๋โม่เฉินสวมอยู่นั้นก็ดูน่าสนใจเล็กน้อย ซึ่งสร้อยข้อมือไม้กฤษณาเส้นนั้นเป็นสีทองทั้งหมด และยังมีกลิ่นอายของแสงสีทองที่เปล่งประกายมากอีกด้วย แต่มันกลับมีพลังแห่งหยินผสมอยู่ด้วย ซึ่งมันแทบจะกลืนกินแสงสีทองบนสร้อยข้อมือไม้กฤษณาเข้าไปจนหมด หากไม่ได้รับการแก้ไขภายในสามวัน ไป๋โม่เฉินจะต้องประสบปัญหาต่างๆมากมายอย่างแน่นอน

 

ฟู่เยี่ยนไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนเลย และมันก็ไม่ได้ถูกเขียนเอาไว้ในหนังสือบรรพบุรุษของเธออีกด้วย ดูเหมือนว่าในประวัติศาสตร์อันยาวนานนั้น ต้องมีการพัฒนาสิ่งเหล่านี้มาโดยตลอดอย่างแน่นอน

 

หลังจากที่ชะงักไปครู่หนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็เริ่มที่จะสนใจสร้อยข้อมือไม้กฤษณาเส้นนั้นมากยิ่งขึ้น เธออยากจะรู้ว่าหลักการทำงานของมันเป็นอย่างไร

 

“ลุงฟู่ครับ พรุ่งนี้ผมจะเดินทางกลับแล้ว ผมรบกวนขอดูโสมป่าของลุงฟู่หน่อยฝได้ไหมครับ” หลังจากที่พูดคุยกันครู่หนึ่ง ไป๋โม่เฉินจึงได้พูดถึงเรื่องสำคัญที่เขาต้องมาที่นี่ นั่นก็คือการซื้อโสมป่ากลับไปให้คุณปู่ของเขานั่นเอง

 

“ไม่มีปัญหาไม่มีปัญหา เสี่ยวฮั่ว ลูกช่วยไปเอามันออกมาจากห้องของพ่อทีสิ จะให้ให้พี่เสี่ยวไป๋ดู อย่าลืมหยิบหนังสือพิมพ์มาห่อมันด้วยล่ะ” ฟู่ต้าหย่งขอให้ฟู่เยี่ยนเข้าไปหยิบโสม แต่แท้จริงแล้ว ตอนนี้โสมป่าทั้งหมดได้ถูกเก็บเอาไว้ในดินแดนต่างมิติของฟู่เยี่ยนต่างหาก

 

ฟู่เยี่ยนจึงทำตามอย่างให้ความร่วมมือ ไม่นานนักเธอก็ได้เดินกลับมาพร้อมกับโสมป่าที่ถูกห่อด้วยเปลือกไม้ ซึ่งมีตะไคร่น้ำเกาะเต็มไปหมด ส่วนฟู่เซินเองก็ได้ล็อคประตูรั้วเอาไว้แล้วเช่นกัน และเขายังยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูเพื่อป้องกันไม่ให้ใครบุกเข้าไปโดยพละการอีกด้วย

 

ทันทีที่เห็นโสมป่าเหล่านั้น ไป๋โม่เฉินก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก โสมป่าที่มีสภาพดีและสดแบบนี้ไม่สามารถหาได้ในเมืองหลวงอย่างแน่นอน

 

“เราไม่รู้ถึงวิธีจัดเตรียมมัน ก็เลยคิดว่าให้นายนำมันกลับไปทั้งแบบนี้เลย เพื่อที่จะนำมันไปให้คนที่เชี่ยวชาญทำให้จะดีกว่า” ฟู่ต้าหย่งอธิบายถึงความสดของโสมป่า

 

ต่อมาก็เป็นเรื่องของราคา ซึ่งเดิมทีนั้น ฟู่ต้าหย่งอยากจะให้ฟู่ซินถูกรับคัดเลือกให้เข้าร่วมกับกองทัพ จึงได้บอกไปแล้วว่าเขาจะไม่เรียกเก็บเงินใดๆเลย และยินดีที่จะมอบโสมป่าเหล่านี้ให้กับตระกูลไป๋

 

แต่ไป๋โม่เฉินยังคงยืนกรานที่จะให้เงิน โดยที่หลี่หงอี้เองก็ช่วยเจรจาด้วยอีกคนเช่นกัน

 

“พี่ต้าหย่ง รับเงินจำนวนนี้เอาไว้เถอะ ไป๋... เหล่าไป๋ได้ส่งโทรเลขมาบอกกับฉันแล้วว่าเขาจะซื้อมันในราคาท้องตลาด อย่าได้ปฏิเสธน้ำใจของเขาเลยนะ หากพี่ยังยืนยันว่าจะไม่รับมัน ฉันเกรงว่ามันอาจจะเป็นปัญหากับเสี่ยวเฉินที่ต้องกลับไปอธิบายเรื่องนี้กับปู่ของเขาน่ะ”

 

“ใช่แล้วครับ ลุงฟู่ไม่ต้องกังวลว่าพี่ซินจะไม่ได้เป็นทหารหรอกนะครับ ทั้งหมดคือความสามารถของพี่ซินเอง มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องโสมเลย ฉะนั้นอย่าเอาเรื่องนี้มาปนกันเลยนะครับ อีกอย่างพ่อของผมก็ได้กำชับเรื่องนี้มาด้วย”

 

หลังจากเหตุการณ์ล่าแกะเมื่อวานนี้ ฟู่ซินและฟู่เซินต่างก็รู้สึกชื่นชมในตัวของไป๋โม่เฉินมากขึ้น ซึ่งไป๋โม่เฉินเองก็รับรู้ได้ถึงความปรารถนาดีของพี่น้องตระกูลฟู่เช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงนับถือกันในฐานะของพี่น้องไปแล้ว

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งจึงได้ยอมรับเงินจำนวนนั้นมา แต่เมื่อเขาและหวังซู่เหมยมานับเงินในตอนกลางคืน เขาก็ต้องตกใจเป็นอย่างมากเมื่อรู้ว่าพวกเขาขายโสมป่าไปในราคาถึง 2,000หยวน!

 

หวังซู่เหมยสั่นไปทั้งตัว และไม่รู้ว่าจะเอาเงินมากมายขนาดนี้ไปซ่อนไว้ที่ไหนดี แต่สุดท้ายเธอก็ได้ให้เสี่ยวฮั่วเก็บมันเอาไว้ในดินแดนต่างมิติ เพราะที่นั่นปลอดภัยที่สุดแล้ว

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ฟู่ต้าหย่งจึงได้เชิญไป๋โม่เฉินและหลี่หงอี้มาทานข้าวที่บ้านของเขาอีกครั้ง จากนั้นเขาก็ไปที่สวนหลังบ้านเพื่อเอาเนื้อไก่ตากแห้งส่วนหนึ่ง รวมไปถึงเนื้อกระต่ายตากแห้งที่เขาเคยเอาไปฝากพ่อตาและแม่ยายของเขาออกมา นอกจากนี้เขายังนำเหล้าองุ่นถังใหญ่ให้ไป๋โม่เฉินนำติดตัวกลับไปอีกด้วย

 

ส่วนพรุ่งนี้ หลี่หงอี้เองก็จะต้องกลับเข้ากองทัพเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงขอตัวกลับบ้านเพื่อเก็บของ ซึ่งฟู่ต้าหย่งก็ไม่ลืมที่จะบอกให้เขามาทานมื้อเที่ยงด้วยกันที่บ้าน

 

ในตอนนี้ ฟู่ซินก็ได้พูดคุยกับไป๋โม่เฉินพร้อมกับดูฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวที่กำลังปลูกบลูเบอร์รี่อยู่ โดยไป๋โม่เฉินยังอาสาที่จะช่วยขุดหลุมให้อีกด้วย

 

แล้วครั้งเล่า เธอสนใจมันจริงๆ จึงได้เอ่ยถามเรื่องสร้อยข้อมือไม้กฤษณากับไป๋โม่เฉินออกไปตามตรง

 

“พี่ไป๋โม่เฉิน ฉันขอดูสร้อยข้อมือของพี่หน่อยได้หรือเปล่า?”

 

ไป๋โม่เฉินเองก็เพิ่งจะค้นพบเมื่อวานนี้ว่าตระกูลฟู่นั้นแปลกมากๆ เขามักจะรู้สึกว่าลูกสาวคนเล็กของตระกูลฟู่นั้นเป็นเหมือนกับพี่คนโตไม่มีผิด ไม่ว่าเหล่าพี่ๆหรือพ่อและแม่ของเธอจะทำอะไร พวกเขาจะต้องถามความคิดจากเธอก่อนเสมอ และดูเหมือนว่าเธอเองก็จะคุ้นเคยกับมันอีกด้วย

 

ไป๋โม่เฉินไม่ได้มีความลังเลใจใดๆเลย เขาถอดสร้อยข้อมือไม้กฤษณาออก พร้อมกับยื่นมันให้กับฟู่เยี่ยนทันที จากนั้นเขาก็เผลอยื่นมือไปลูบหัวของเธออย่างนุ่มนวล 

 

อืม มันช่างเป็นอะไรที่รู้สึกดีมากจริงๆ

 

“สาวน้อย พี่รองของเธอเรียกฉันว่าพี่เฉิน แล้วทำไมเธอถึงยังเรียกชื่อเต็มของฉันอยู่อีกล่ะ เรียกฉันว่าพี่เฉินก็ได้นะ”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของฟู่เยี่ยนก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อขึ้นมาทันที เพราะตลอดชีวิตของเธอ ไม่ว่าจะชีวิตนี้หรือชีวิตก่อนหน้า เธอไม่เคยถูกผู้ชายที่ดูดีแบบนี้มาลูบหัวเลยสักครั้ง และทันใดนั้นเอง เธอก็นึกถึงเรื่องความฝันเมื่อคืนนี้ของเธอขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

เธอส่ายหัวและสะบัดไล่ความฝันเมื่อคืนนี้ออกไปทันที และก้มลงไปมองสร้อยข้อมือไม้กฤษณาอย่างระมัดระวัง



ตอนที่ 27 สร้อยข้อมือไม้กฤษณา

 

เธอเห็นแสงสีทองจางๆที่เปล่งออกมาจากสร้อยข้อมือไม้กฤษณา แต่กลับมีพลังหยินสีเทาแผ่ออกมาจากสัญลักษณ์ที่ถูกสลักเอาไว้บนสร้อยข้อมือ ฟู่เยี่ยนเพ่งมองไปยังสร้อยข้อมือไม้เส้นนั้นด้วยความตั้งใจ ก่อนจะพบว่าสัญลักษณ์เหล่านั้นคือตัวอักษรของยันต์กลืนกินโชคลาภนั่นเอง! แล้วมันเป็นฝีมือของอาจารย์คนไหนกันล่ะ?

 

ช่างเป็นสัญลักษณ์ที่น่ารังเกียจมาก แม้ว่าสร้อยข้อมือไม้กฤษณาเส้นนี้จะถูกประดิษฐานอยู่หน้าพระพุทธรูปมานานหลายปีจนมันถูกกัดกร่อนสิ่งไม่ดีออกไปจนหมด และกลายเป็นสิ่งที่เสริมโชคลาภได้เป็นอย่างดีไปแล้วก็ตาม แต่หากถูกสลักสัญลักษณ์นี้ลงไปก็เท่ากับว่าโชคลาภเหล่านั้นได้ถูกสกัดกั้นเอาไว้จนหมดแล้วเช่นกัน

 

ในตอนนี้ สร้อยข้อมือแห่งความศรัทธาที่ถูกนี้ได้กลายเป็นสิ่งที่คอยกลืนกินโชคลาภไปเสียแล้ว ซึ่งมันมีแต่จะทำให้ไป๋โม่เฉินต้องพบเจอแต่โชคร้ายเท่านั้น!

 

ฟู่เยี่ยนมองไปที่ไป๋โม่เฉินอีกครั้ง หากเขาไม่มีสร้อยข้อมือเส้นนี้รั้งโชคลาภเอาไว้ เขาจะเป็นคนที่มีโชคลาภโดดเด่นมากๆ ซึ่งนั่นเป็นโชคชะตาที่แท้จริงของเขา!

 

เมื่อเห็นว่าเธอมีสีหน้าที่ดูเคร่งขรึม ทั้งยังมองมาที่เขาด้วยท่าทีที่จริงจังอีกด้วย ไป๋โม่เฉินจึงรู้สึกสับสนขึ้นมาทันที

 

“ไป๋……เอ่อ พี่เฉิน พี่ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าใครเป็นคนให้สร้อยข้อมือเส้นนี้กับพี่?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามออกมาด้วยสีหน้าที่ดูจริงจัง

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของไป๋โม่เฉินก็ดูจริงจังขึ้นมาด้วยเช่นกัน

 

“สร้อยข้อมือเส้นนี้ฉันได้มันมาจากยายของฉันเอง หลังจากที่แม่ของฉันเสียไป ยายก็ได้ขอมันมาจากเจ้าอาวาสที่วัดเทียนเหมิน โดยเธอหวังว่ามันจะช่วยปกป้องให้ฉันปลอดภัย มันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ?”

 

ฟู่เยี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกไปว่า “สร้อยข้อมือเส้นนี้เป็นสิ่งที่ดี ลูกปัดทำมาจากไม้กฤษณาซึ่งได้รับการกราบไหว้บูชาต่อหน้าองค์พระพุทธรูปมานานหลายปีแล้ว และลูกปัดเหล่านี้ก็มีพลังแห่งความศรัทธาของชาวพุทธอยู่มากมาย ซึ่งจะสามารถอวยพรให้ผู้คนปลอดภัย รวมไปถึงประสบความสำเร็จในชีวิตได้”

 

“แต่อักขระที่ถูกสลักเอาไว้บนนั้น มันไม่ได้ส่งเสริมในในด้านโชคลาภเลย มันกลายมาเป็นค่ายกลของการกลืนกินโชคลาภเสียมากกว่า หากวันนี้ฉันไม่เจอมันเข้า พี่เฉินจะต้องพบเจอกับเรื่องร้ายภายใน3วันอย่างแน่นอน ซึ่งมันอาจจะทำให้พี่ถึงกับพิการหรือไม่ก็เสียชีวิตได้เลยด้วยซ้ำ!”

 

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ไม่เพียงแค่ไป๋โม่เฉินเท่านั้นที่ตกใจ แม้แต่ฟู่ซินและคนอื่นเองก็ต่างรู้สึกตกใจจนเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาเต็มหน้าผากไปหมดแล้ว

 

แต่ไป๋โม่เฉินแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเท่านั้น และดูเหมือนว่าเขาจะไม่เชื่อเรื่องนี้อีกด้วย

 

“เสี่ยวฮั่ว เธอต้องช่วยพี่เฉินนะ รีบทำอะไรสักอย่างก่อนที่พี่เฉินจะเป็นอะไรไปเถอะ! พี่เฉิน ใครก็ตามที่มอบสร้อยข้อมือเส้นนี้ให้กับพี่? คนๆนั้นต้องจ้องจะทำร้ายพี่อยู่อย่างแน่นอน!” ฟู่เซินพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูร้อนรนใจ แม้ว่าเขาและไป๋โม่เฉินจะพบกันด้วยความบังเอิญ แต่ทันทีที่พบกัน เขาก็รู้สึกสนิทกับไป๋โม่เฉินมากๆ ไม่ต่างอะไรจากเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมานานเลย

 

ฟู่เยี่ยนมองไปที่ไป๋โม่เฉิน และเมื่อเห็นว่าเขาไม่เชื่อ เธอจึงได้ถอนหายใจออกมาเบาๆ

 

“พี่ชื่อไป๋โม่เฉิน ปีนี้พี่จะมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ พี่เป็นลูกชายคนเดียว แม่ของพี่จากไปเมื่อพี่มีอายุได้ 6 ขวบ ต่อมาพ่อของพี่ก็ได้แต่งงานใหม่กับแม่เลี้ยงตอนที่พี่อายุได้ 9 ขวบ ซึ่งพี่มีน้องชายคนละแม่ 2 คน และน้องสาวอีก 1 คน เนื่องจากพ่อของพี่ไม่ได้ให้ความอบอุ่นกับพี่มากพอ ดังนั้นคุณปู่และคุณย่า รวมไปถึงคุณตาและยายของพี่จึงได้ปฏิบัติต่อพี่ราวกับสมบัติล้ำค่ามาโดยตลอด ฉันพูดถูกหรือเปล่า?”

 

ฟู่เยี่ยนพูดในสิ่งที่เธอมองเห็นผ่านใบหน้าของไป๋โม่เฉิน

 

ซึ่งหลังจากที่ได้ยินเช่นนี้ ไป๋โม่เฉินก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย อันที่จริงแล้วเขาไม่เคยเปิดเผยสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวของเขาเหล่านี้ออกไปเลย แม้แต่หลี่หงอี้เองก็ไม่รู้ว่าแม่ของเขาเสียชีวิตไปตอนที่เขาอายุเท่าไหร่เลยด้วยซ้ำ

 

เมื่อเห็นถึงสีหน้าที่ตกตะลึงของไป๋โม่เฉิน ซึ่งฟู่ซินและคนอื่นที่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดที่เขาต้องเผชิญมา ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นใจเขาเช่นกัน

 

“เสี่ยวไป๋ น้องสาวของฉันได้รู้เรื่องเกี่ยวกับอภิปรัชญาจริงๆ นายสามารถเชื่อเธอได้ และนายก็มั่นใจได้เลย พวกเราจะไม่บอกเรื่องนี้กับใครอย่างแน่นอน!” ฟู่ซินพูดกับไป๋โม่เฉินด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม โดยเขาได้พูดถึงความสามารถของฟู่เยี่ยน จากเหตุการณ์ของเสี่ยวจวินและตัวของเขาเอง รวมไปถึงพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของพวกเขาอีกด้วย

 

ไป๋โม่เฉินชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ได้พูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาว่า “สร้อยข้อมือเส้นนี้ไม่เคยอยู่ห่างตัวฉันเลย มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ฉันไปเล่นกับลูกพี่ลูกน้องและบังเอิญทำลูกปัดแตกไป 2-3เม็ด” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ไป๋โม่เฉินก็หยุดพูดไปครู่หนึ่ง จากนั้นแววตาของเขาก็ดูเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด

 

“เมื่อป้าของฉันมาเห็นเข้า เธอก็ดุลูกพี่ลูกน้องของฉันอย่างแรง ก่อนจะเอาสร้อยข้อมือของฉันไป เมื่อเธอเอามันมาคืน ฉันก็เห็นว่ามันมีสัญลักษณ์พวกนี้อยู่แล้ว และเธอยังได้บอกกับฉันอีกว่าเธอไปขอให้พระจากวัดเทียนเหมินซ่อมมันให้กับฉัน”

 

ไป๋โม่เฉินครุ่นคิดถึงอดีตที่ผ่านมา ซึ่งป้าของเขานั้นปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับพ่อแม่แท้ๆมาโดยตลอด เขาจึงไม่อยากเชื่อว่าความรักที่เขาได้รับมาตลอดหลายปีนั้นจะเป็นความรักจอมปลอม

 

“เสี่ยวฮั่ว แล้วเธอรู้หรือเปล่าว่าใครกันแน่ที่ต้องการทำร้ายฉัน?” ดูเหมือนว่าไป๋โม่เฉินนั้นยังคงดูเศร้าอยู่เล็กน้อย

 

ฟู่เยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเขากำลังเศร้า เธอจึงรู้สึกเศร้าตามไปด้วย และได้คิดถึงชะตาของตัวเองในชีวิตที่แล้วขึ้นมา

 

“ถ้าอย่างนั้น ฉันจะทำนายดวงชะตาให้พี่ก็แล้วกัน” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินเข้าไปในห้อง ซึ่งที่จริงแล้ว เธอต้องการที่จะเข้าไปในดินแดนต่างมิติต่างหาก

 

เธอหยิบเหรียญห้าจักรพรรดิที่ดูแวววาวออกมาสามเหรียญ ซึ่งเหรียญทั้งสามนี้เป็นสิ่งที่มาจากในหนังสือบรรพบุรุษของเธอ เมื่อเธอเข้ามาในดินแดนต่างมิติก็พบว่ามันได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าของเธอแล้ว

 

ฟู่เยี่ยนไม่เคยใช้มันมาก่อนเลย นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เธอจะใช้มัน

 

ฟู่เยี่ยนโยนเหรียญทองแดงทั้งสามเหรียญออกไป พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

 

ก่อนจะเห็นว่าสัญลักษณ์หกเหลี่ยมเหล่านั้นดูซับซ้อนมากจริงๆ! เธอยังคงมีท่าทีที่ดูสงบ และเริ่มดูคำทำนายบนเหรียญทองแดงเหล่านั้น วินาทีต่อมา ก็ได้มีเหงื่อผุดออกมาเต็มหน้าผากของเธอ

 

เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น ฟู่ซินและคนอื่นต่างก็มองไปที่ฟู่เยี่ยนอย่างไม่ละสายตา ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็ยิ่งรู้สึกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ เขาก็รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาทันที

 

หลังจากที่ฟู่เยี่ยนอ่านคำทำนายบนเหรียญทองแดงเสร็จ เหงื่อของเธอก็ผุดขึ้นมาท่วมตัวไปหมด ซึ่งทำให้เหล่าพี่ๆของเธอต่างก็รู้สึกเป็นกังวลมาก เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เหมี่ยวจึงรีบเอาผ้าเช็ดตัวมาซับเหงื่อให้กับน้องสาวของเธอทันที ส่วนฟู่เซินก็ได้รินน้ำใส่แก้วมาให้น้องสาวของเขาดื่ม และฟู่ซินที่อยู่ข้างๆก็ยังคอยพัดให้กับน้องสาวของเขาอีกแรง

 

หลังจากที่ฟู่เยี่ยนฟื้นตัวกลับมา เธอก็พูดช้าๆว่า “จากคำทำนาย ฉันเห็นถึงภัยพิบัติครั้งนี้ของพี่ โดยมันเริ่มมาจากความมั่งคั่งและสถานะของพี่ในตอนนี้นั่นเอง ฉันมองเห็นเพียงคนสองคน ซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่ใกล้ชิดกับพี่มากๆ”

 

หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ใบหน้าของไป๋โม่เฉินก็ดูซีดลงไปทันที หลังจากที่ผ่านไปครู่หนึ่งชั่วขณะหนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็ได้พูดต่อโดยที่ไม่ได้สนว่าว่าเขาจะทำใจได้หรือเปล่า

 

“ไม่ใช่แค่ต้องระวังคนเท่านั้นนะคะ สร้อยข้อมือไม้กฤษณาอันนี้ก็เป็นหายนะด้วยเช่นกัน แต่มันแค่ยังไม่ได้เกิดขึ้นตอนนี้เท่านั้นนี้ มันจะเกิดขึ้นหลังจากที่พี่กลับไปยังเมืองหลวง ฉะนั้นพี่ต้องระวังคนที่มีความหมายของทองคำอยู่ในชื่อเหล่านั้นด้วย แต่ว่าภัยพิบัติครั้งนี้ยังมีโอกาสดีๆซ่อนอยู่ด้วย ซึ่งมันขึ้นอยู่กับพี่แล้วว่าจะแก้ปัญหายังไง”

 

หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ภายในใจ ไป๋โม่เฉินร่ำรวยและมีอำนาจมากถึงขนาดที่คนมากมายอยากจะฆ่าเขาเลยอย่างนั้นหรือ

 

เดิมทีไป๋โม่เฉินรู้สึกแย่มากๆ เมื่อได้ยินคำพูดก่อนหน้านี้ แต่หลังจากที่เขาได้ยินคำพูดประโยคหลัง เขาก็ไม่ได้แปลกใจเลย ราวกับว่าเขารู้เรื่องนี้มานานแล้วอย่างไรอย่างนั้น

 

วินาทีต่อมา เขาก็ได้พูดขึ้นว่า “สองคนที่เธอพูดถึงนั้นมีความหมายของทองคำอยู่ในนั้นด้วยใช่ไหม ทั้งยังเป็นผู้หญิงอีกด้วยใช่หรือเปล่า?”

 

และก็เป็นไปตามที่เขาคาดเอาไว้ ฟู่เยี่ยนพยักหน้าด้วยความมั่นใจ

 

ไป๋โม่เฉินฝืนยิ้มออกมาด้วยความขมขื่น ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สามารถแสดงความไม่พอใจออกมาได้เลย

 

“เธอคือน้าของฉันเอง แซ่ของเธอก็คือเหม่ย และชื่อของเธอคือชิง เธอปฏิบัติต่อฉันไม่ต่างจากลูกชายแท้ๆของเธอเลย และเราก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอด ไม่คิดเลยว่าเธอจะเป็นคนที่ต้องการกำจัดฉัน! ส่วนผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่มีความหมายของทองคำอยู่ในชื่อนั้น เธอเป็นแม่เลี้ยงของฉันเอง ซึ่งเธอก็ดีกับฉันมากๆเช่นกัน เธอมีชื่อว่าเฉิ่นหยู”

 

ทันทีที่พูดจบ ไป๋โม่เฉินก็ยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน พร้อมกับแววตาที่ดูซับซ้อนเล็กน้อย

 

ฟู่ซินและคนอื่นต่างก็ตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อไป เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อยู่นอกเหนือจากความเข้าใจของพวกเขา ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกเศร้าไปด้วยเช่นกัน ที่รู้ว่าป้าและแม่เลี้ยงของเขาต้องการที่จะฆ่าเขาแบบนี้!

 

ไป๋โม่เฉินไม่ได้พูดอะไรมากนักเกี่ยวกับเรื่องส่วนที่เหลือ และฟู่ซินเองก็ให้เกียรติเขาโดยการไม่เอ่ยถามถึงเรื่องนี้เช่นกัน

 

“อาจารย์ฟู่ แล้วพอจะมีวิธีไหนที่สามารถทำให้สร้อยข้อมือเส้นนี้กลับคืนสู่สภาพเดิมบ้างหรือเปล่า? มันคือสิ่งที่คุณยายของฉันมอบให้ ฉันจึงไม่อยากจะทำให้เธอเสียใจ” หลังจากได้ฟังสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดเมื่อครู่นี้ ไป๋โม่เฉินจึงได้เรียกเธอว่าอาจารย์อีกด้วย

 

ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกไปว่า “ขอฉันลองหาวิธีดูก่อนก็แล้วกัน แต่พี่เฉินจำเป็นจะต้องอยู่ที่นี่ต่อไปอีกสัก2-3วันด้วยนะคะ เพราะสิ่งนี้ไม่สามารถทำได้ง่ายๆอย่างแน่นอน”

 

“ไม่มีปัญหา ฉันไม่ได้รีบร้อนอะไรอยู่แล้ว ขอบคุณมากเลยนะ!” ทันทีที่พูดจบ ไป๋โม่เฉินก็ได้โค้งคำนับให้กับฟู่เยี่ยน

 

ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้หลบเลี่ยงอะไร และยอมรับการคำนับนี้โดยตรง

 

เมื่อฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยกลับมาจากการเก็บข้าว พวกเขาก็ต้องเห็นสีหน้าที่ดูโกรธเกรี้ยวของเหล่าเด็กๆ ทำเอาทั้งสองต่างก็รู้สึกงุนงงขึ้นมาทันที ทว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาถามอะไรต่อหน้าแขก

 

หลังจากที่ทานมื้อเที่ยงเสร็จ ไป๋โม่เฉินก็ได้ไปที่เทศมณฑลเพื่อส่งโทรเลข ดังนั้นหวังซู่เหมยจึงได้ใช้โอกาสนี้สอบถามเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเช้าจากลูกๆของเธอทันที

 

“ไม่คิดเลยว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะมีชีวิตที่น่าสังเวชถึงเพียงนี้! เขาสูญเสียแม่ไปตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งยังมาเจอแม่เลี้ยงที่แสร้งทำดีกับเขาอีก และป้าของเขาเองก็ยังต้องการที่จะเอาชีวิตของเขาอีกด้วย ฮึ่ม! ทำไมครอบครัวที่ร่ำรวยทั้งหมดในเมืองหลวงถึงได้มีจิตใจโหดเหี้ยมแบบนี้กัน! พวกเขายังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า!”

 

หวังซู่เหมยทั้งรู้สึกโกรธและสงสารไป๋โม่เฉินไปพร้อมๆกัน และเธอยังได้เตรียมของพิเศษบางอย่างเอาไว้ให้กับเขาด้วย

 

ไป๋โม่เฉินได้ไปยังที่ทำการไปรษณีย์ประจำเทศมณฑลเพื่อส่งโทรเลขถึงปู่ของเขา โดยได้บอกว่าเขาชอบที่นี่มากๆ จึงอยากจะขออยู่เที่ยวต่ออีกสัก2-3วัน

 

นอกจากนี้ เขายังได้ส่งโทรเลขถึงผู้บัญชาการไป๋ พ่อของเขาอีกด้วย โดยเรื่องแรกนั้นคือเรื่องที่เขาได้ซื้อโสมป่าเรียบร้อยแล้ว และเรื่องที่สองก็คือ เขาต้องการที่จะเข้ารับการคัดเลือกบุคลากรกองกำลังพิเศษในปีนี้ด้วย จึงอยากขอให้พ่อของเขาช่วยลงทะเบียนให้

 

หลังจากที่ส่งโทรเลขเสร็จ ไป๋โม่เฉินก็รู้สึกมีความมุ่งมั่นมากยิ่งขึ้น ในเมื่อพวกเธอวางแผนที่จะต่อต้านเขา ดังนั้นเขาก็จะทำให้คนที่คิดไม่ดีต่อเขาไม่สามารถทำอะไรเขาได้อีก! แล้วมาดูกันว่าในอนาคตใครจะเป็นผู้ที่เหนือกว่า!

 

ซึ่งแผนที่แม่เลี้ยงของเขาวางเอาไว้นั้นก็คือ เธออยากให้เขาไปอยู่ในพื้นที่ชนบทแทนที่ไป๋โม่อันน้องชายคนที่สองของเขา แต่พ่อของเขาจะต้องไม่ยอมอย่างแน่นอน ดังนั้นไป๋โม่เฉินจึงไม่ได้สนใจที่จะต้องเผชิญหน้ากับเธอ ส่วนเรื่องป้าของเขานั้น ตอนนี้เขายังคงมีคุณยายอยู่ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้คิดอะไรมากนัก และสิ่งที่ป้าของเขาต้องการก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าสมบัติในส่วนที่แม่ของเขาจะได้รับ ซึ่งมันก็ต้องตกเป็นของเขาอยู่แล้ว ไม่ว่าใครก็เอาไปไม่ได้!

 

ก่อนหน้านี้ การเข้าร่วมกองทัพเป็นทางเลือกเดียวของเขาเช่นกัน แต่เขายังไม่พร้อมที่จะทิ้งปู่ ย่า ตา ยาย ไป แต่ครั้งนี้เขาไม่มีทางเลือกอีกแล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเรื่องที่เกิดขึ้น กลอุบายต่างๆก็ไร้ประโยชน์!



ตอนที่ 28 แจ้งผลการรับสมัคร

 

อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็ได้เข้าไปในห้องพร้อมกับสร้อยข้อมือไม้กฤษณา เธอตั้งใจที่จะศึกษามันนั่นเอง ซึ่งฟู่ซินและคนอื่นต่างก็ยอมให้เธอศึกษามันเงียบๆคนเดียว ส่วนฟู่เหมี่ยวก็ไม่ได้เข้าไปในห้องเช่นกัน โดยเธอได้ตามออกไปเล่นข้างนอกกับฟู่ซินและฟู่เซินแทน

 

ฟู่เยี่ยนจึงได้ล็อคประตู และเข้าไปในดินแดนต่างมิติทันที เพราะเธอจำได้ว่าบรรพบุรุษของเธอได้บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องรางต่างๆเอาไว้ เธอจึงจำเป็นต้องเข้าไปดูมันที่นั่น

 

หลังจากที่เข้าไปดินแดนต่างมิติแล้ว เธอก็ได้หยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะนั่งลงบนม้านั่งหินพร้อมกับเริ่มอ่านมันอย่างละเอียด

 

และในช่วงบ่ายของวันนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้พบวิธีแก้ปัญหานี้แล้ว ซึ่งเธอจำเป็นที่จะต้องหามีดแกะสลักอันเล็กๆ มาแกะสลักวงกลมนำโชควงใหม่ลงไปบนสร้อยข้อมือเส้นนี้นั่นเอง

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็คิดถึงวิธีที่จะล้างมันด้วยน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ เธอจึงได้ตักน้ำขึ้นมา และทันทีที่น้ำถูกเทลงไปบนสร้อยข้อมือเส้นนั้น ใครจะไปคาดคิดว่าจู่ๆก็ได้มีควันสีดำลอยออกมา

 

เมื่อมองไปยังสร้องข้อมือไม้กฤษณาอีกครั้ง พลังของยันต์กลืนกินโชคลาภก็ดูจะลดลงไปเกือบครึ่ง

 

ซึ่งฟู่เยี่ยนไม่คิดเลยว่าน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์จะใช้ได้ผลด้วย เธอจึงได้เติมน้ำลงไปในอ่างจนเต็ม ก่อนจะโยนสร้องข้อมือไม้กฤษณาลงไปในนั้นโดยไม่ได้คิดอะไรมาก ก่อนจะนั่งรออย่างใจเย็น

 

เมื่อรออยู่เฉยๆ เธอจึงรู้สึกเบื่อขึ้นมา ดังนั้นเธอจึงได้ออกไปหาพ่อของเธอข้างนอก และขอให้เขาช่วยหากระดาษสีเหลืองพร้อมกับชาดแดงมาให้เธอเพื่อที่เธอจะได้วาดยันต์

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่ต้าหย่งก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าลูกสาวของเขาจะมีทักษะนี้ด้วย เขาจึงรีบไปหาสิ่งของที่เธอต้องการทันที

 

ซึ่งกระดาษสีเหลืองและชาดนั้นไม่ได้มีขายตามร้านค้าทั่วไป ดังนั้นเข้าจึงได้เข้าไปที่หมู่บ้านเพื่อตามหาฟู่เฉิง และถามว่าพอจะหาซื้อมันได้จากที่ไหนบ้าง

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เฉิงก็เกิดความสงสัยขึ้นมาทันที จึงได้เอ่ยถามฟู่ต้าหย่งไปว่าเขาจะเอามันมาทำอะไร ฟู่ต้าหย่งจึงบอกกับเขาไปว่าฟู่เยี่ยนนั้นต้องการที่จะวาดยันต์

 

หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขา ฟู่เฉิงก็เชื่อในความสามารถของฟู่เยี่ยนมากๆเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เขาจึงได้ถามอีกครั้งว่าต้องการมันมากน้อยแค่ไหน

 

ฟู่ต้าหย่งไม่รู้ว่าลูกสาวของเขาต้องการเยอะขนาดไหน ดังนั้นเขาจึงซื้อมันมาเยอะที่สุดเท่าที่เขาจะทำมันได้

 

พ่อของเธอเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ ไม่เพียงแค่เขาจะสามารถหาซื้อชาดและกระดาษสีเหลืองมาได้เท่านั้น เขายังได้เอามีดแกะสลักอันเล็กๆของเขามาให้เธออีกด้วย โดยบอกว่าเขาเคยใช้มันตอนที่เขายังเป็นเด็ก

 

จากนั้น ฟู่ต้าหย่งก็ได้ช่วยฟู่เยี่ยนตัดกระดาษเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และพับมันทีละแผ่นพร้อมกับวางมันลงบนโต๊ะ ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้ออกไปจากห้องแต่อย่างใด และได้ยืนอยู่ด้านข้างเพื่อคอยดูฟู่เยี่ยนวาดยันต์เงียบๆนั่นเอง

 

ฟู่เยี่ยนผสมชาดกับน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเธอ ก่อนจะทำสมาธิอยู่ครู่หนึ่ง เธอพยายามนึกถึงรูปแบบของยันต์แคล้วคลาดขึ้นมาในใจของเธอ และดึงพลังนั้นออกมาเขียน สายตาของเธอเพ่งมองไปยังกระดาษสีเหลืองอย่างมุ่งมั่น พร้อมกับวาดมันให้เสร็จภายในการจรดปากกาเพียงครั้งเดียว

 

ทันทีที่ฟู่เยี่ยนยกปลายปากกาของเธอขึ้นมา ฟู่ต้าหย่งก็รู้สึกราวกับว่าสายตาของเขาพร่ามัวไปครู่หนึ่ง โดยเขามองเห็นแสงสีทองแวบผ่านขึ้นมาบนยันต์แผ่นนั้นนั่นเอง

 

เขารีบขยี้ตาของตัวเอง ก่อนจะมองไปที่ยันต์แผ่นนั้นอีกครั้ง นี่ยันต์แผ่นนั้นเปล่งแสงอันอบอุ่นออกมาได้จริงๆอย่างนั้นหรือ

 

“เสี่ยวฮั่ว มันคือยันต์อะไรอย่างนั้นเหรอ? นี่เป็นยันต์แผ่นแรกที่ลูกวาดมัน พ่อขอได้หรือเปล่า?” ฟู่ต้าหย่งพูดออกมาด้วยความรู้สึกตื่นเต้น

 

แม้แต่ฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกตื่นเต้นมากเช่นกัน เพราะเธอก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเธอจะวาดมันสำเร็จในการวาดครั้งแรกแบบนี้

 

“พ่อคะ นี่เป็นแค่ยันต์แคล้วคลาดขั้นพื้นฐานเท่านั้น เอาไว้รอให้จิตใจของหนูสงบมากกว่านี้ก่อน หนูจะวาดยันต์ขัันที่สูงกว่านี้ให้กับพ่อใหม่ก็แล้วกันนะคะ”

 

“มีแบ่งขั้นด้วยเหรอ?” ฟู่ต้าหย่งเอ่ยถามพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้าง

 

“ใช่แล้วค่ะ ยันต์ขั้นพื้นฐานสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียว ในขณะที่ยันต์ระดับสูงสามารถใช้ได้ถึงสามครั้ง 

หากมันถูกสลักเอาไว้บนหยก พลังของมันก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นอีกหลายเท่าเลยละค่ะ!” ฟู่เยี่ยนอธิบายเรื่องนี้ให้กับพ่อของเธอฟังอย่างละเอียด

 

“หยก?” หลังจากที่ได้ยินคำพูดนี้ ฟู่ต้าหย่งก็ชะงักไปครู่หนึ่ง

 

ฟู่เยี่ยนไม่รอช้า เพราะตอนนี้เธอยังคงจำความรู้สึกตอนที่วาดยันต์ได้ ดังนั้นเธอจึงพยายามวาดยันต์แคล้วคลาดขั้นพื้นฐานออกมาอีกจำนวนหนึ่ง ก่อนจะพยายามวาดยันต์ระดับสูงขึ้นมาหลายแผ่น เพื่อที่จะมอบมันให้กับทุกคนในครอบครัวของเธอนั่นเอง

 

เมื่อถึงเวลาทานมื้อเย็น ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบยันต์แคล้วคลาดออกมาและมอบมันให้กับทุกคน ซึ่งตอนนี้สมาชิกในครอบครัวของเธอก็ได้อยู่กันพร้อมหน้าแล้ว

 

ฟู่เหมี่ยวรับมันมา พลางรู้สึกว่ามันไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่นัก เนื่องจากมันมีขนาดที่ใหญ่เกินไป ดังนั้นในตอนกลางคืนเธอจึงได้เย็บถุงผ้าใบเล็กๆขึ้นมาเพื่อที่จะใส่มันเอาไว้ข้างใน และเธอยังได้ปักรูปดอกไม้เล็กๆเอาไว้อีกด้วย

 

ส่วนฟู่เซินที่เห็นเช่นนั้นจึงได้รีบขอให้น้องสาวของเขาทำให้เช่นกัน ดังนั้นฟู่เหมี่ยวจึงใช้เวลาทั้งคืนในการเย็บถุงผ้า

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา อีกไม่นานพี่ใหญ่ของเธอก็จะต้องไปเข้ากรมแล้ว ดังนั้นเธอจึงอยากจะเย็บยันต์แคล้วคลาดเอาไว้บนเสื้อผ้าของเขา ซึ่งสิ่งนี้ฟู่เยี่ยนตั้งใจที่จะทำมันด้วยตัวเอง

 

จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้บอกความคิดนี้ให้กับหวังซู่เหมย ซึ่งแม่ของเธอก็เห็นดีเห็นงามด้วยเช่นกัน ทว่าฟู่ต้าหย่งก็ได้ห้ามสองแม่ลูกเอาไว้ เพราะการเป็นทหารนั้น ทางกองทัพได้จัดเตรียมเสื้อผ้าให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกันแล้ว

 

ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากล้มเลิกความตั้งใจนี้ไป

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เข้าไปในดินแดนต่างมิติของเธออีกครั้งเพื่อที่จะไปดูว่าสร้อยข้อมือไม้กฤษณาเป็นอย่างไรบ้าง ก่อนจะพบว่ายันต์กลืนกินโชคลาภนั้นได้ถูกแช่เอาไว้ในน้ำจนเลือนหายไปหมดแล้ว

 

เธอจึงได้หยิบมันขึ้นมาพร้อมกับเอามันไปตากให้แห้ง เพื่อที่จะได้แกะสลักยันต์นำโชคลงไป

 

แต่ก่อนที่เธอจะได้ลงมือทำ ไป๋โม่เฉินก็ได้มาที่บ้านของเธอเสียก่อน โดยช่วงบ่ายของเมื่อวานนี้ เขาได้เข้าไปที่เทศมณฑลเพื่อส่งโทรเลข ซึ่งตอนนี้เขาก็ได้กลับมาเพื่อเตรียมตัวจะไปส่งหลี่หงอี้ที่สถานีรถไฟ ส่วนเขายังคงต้องอยู่ที่นี่ต่ออีก2-3วัน

 

เขาได้นำขนมอบ นมข้าวบาเลย์ และผ้าอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเขาหอบข้าวของพวกนั้นมาดูพะรุงพะรังไปหมด โดยเขาเอามันมามอบให้กับฟู่เยี่ยนนั่นเอง

 

ฟู่เยี่ยนรับมันมาอย่างไม่เกรงใน ตอนนี้เธอยังไม่ได้แกะสลักยันต์ลงบนสร้อยข้อมือให้กับเขา เพียงแค่มอบยันต์แคล้วคลาดให้เขาไป3แผ่นเท่านั้น

 

เมื่อหลี่หงอี้ออกเดินทาง เขายังไม่ลืมที่จะหยิบถังเหล้าที่ฟู่ต้าหย่งมอบให้ติดมือไปด้วย โดยเขาตั้งใจเอาไว้ว่าจะมอบมันเป็นของฝากให้กับผู้อาวุโส

 

ไป๋โม่เฉินไปส่งหลี่หงอี้ที่สถานีรถไฟ ก่อนที่ตัวเขาเองจะกลับไปที่หมู่บ้านอันผิงอีกครั้ง ซึ่งเขายังคงอาศัยอยู่ในบ้านของหลี่หงอี้ เพื่อที่จะรอให้ฟู่เยี่ยนแก้ไขยันต์บนสร้อยข้อมือให้กับเขา

 

ฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้ปล่อยให้เขารอนานจนเกินไป หลังจากที่หลี่หงอี้กลับไปที่กองทัพ สามวันให้หลัง สร้อยข้อมือไม้กฤษณาก็ได้ถูกแกะสลักยันต์นำโชคลงไปจนเสร็จสมบูรณ์

 

“ในตอนนี้ สร้อยข้อมือเส้นนี้ได้กลายเป็นวงแหวนแห่งความโชคดีแล้วค่ะ ต่อไปนี้มันจะส่งเสริมโชคลาภของพี่”

 

“ฉันได้แกะสลักยันต์นำโชคเอาไว้ด้านในของลูกปัด พี่เฉิน หากไม่จำเป็นอย่าให้ใครเห็นมันอย่างเด็ดขาดเลยนะคะ”

 

“ถ้าคนที่รู้เรื่องนี้พายามทำร้ายพี่อีกครั้ง ฉันคงจะควบคุมมันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะท้ายที่สุดแล้ว ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะช่วยพี่ไปได้ตลอดหรือเปล่า” ฟู่เยี่ยนพูดเตือนไป๋โม่เฉินถึงข้อควรระวัง

 

ไป๋โม่เฉินพยักหน้ารับเบาๆ เพื่อบ่งบอกว่าเขาเข้าใจแล้ว

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนยังคงมอบยันต์แคล้วคลาดให้กับเขาเพิ่มอีก2-3แผ่น เพื่อที่มันอาจจะเป็นประโยชน์กับเขาในอนาคต

 

“ในเมื่อสร้อยข้อมือได้ถูกแก้ไขแล้ว ฉันเองก็คงต้องกลับแล้วเหมือนกัน ก่อนหน้าที่ฉันได้ส่งโทรเลขไปบอกกับพ่อของฉันแล้วล่ะ ว่าฉันจะเข้าร่วมกองทัพในเดือนตุลาคมนี้”

 

ชีวิตของไป๋โม่เฉินนั้นเรียกได้ว่าไม่ต่างอะไรกับการนั่งรถไฟเหาะ ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็มักจะตัดสินใจอย่างกะทันหันอยู่เสมอ

 

ฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่เขาบอกเรื่องนี้กับครอบครัวของเธอ แต่ในที่สุด เธอก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเพื่อนกันเลย!

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เซินก็พูดด้วยความอิจฉาว่า “ว้าว เยี่ยมไปเลย! พี่ใหญ่ของผมก็กำลังจะเข้าร่วมกองทัพเหมือนกัน บางทีพี่ทั้งสองคนอาจได้พบกันอีกครั้งก็ได้นะ!”

 

“ใช่แล้วล่ะ บางทีเราอาจจะได้แบ่งปันโชคลาภด้วยกันก็ได้!”

 

ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับยิ้มออกมา ในความเป็นจริง เขารู้อยู่แล้วว่าตัวเองและฟู่ซินนั้นจะต้องไม่ได้เจอกันอย่างแน่นอน เพราะเขาตัดสินใจเข้าร่วมกับกองกำลังพิเศษนั่นเอง

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็พยายามค้นหาบางอย่างอยู่นาน ก่อนที่จะหยิบเอายันต์แคล้วคลาดระดับสูงออกมา พร้อมกับยื่นมันให้กับไป๋โม่เฉิน

 

“นี่เป็นยันต์แคล้วคลาดขั้นสูงที่ฉันวาดขึ้นมา มันสามารถปกป้องพี่จากภัยอันตรายต่างๆได้สามครั้ง ฉันหวังว่าจะช่วยพี่ได้บ้างไม่มากก็น้อย!”

 

“เสี่ยวฮั่ว ฉันต้องขอบคุณเธอมากจริงๆ เอาไว้ฉันจะเขียนจดหมายถึงเธอนะ!” ไป๋โม่เฉินพูดออกมาด้วยท่าทางที่ดูเคร่งขรึม

 

ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตอบเขากลับไปพร้อมกับรอยยิ้มว่า “อืม ฉันเองก็จะตอบจดหมายของพี่เหมือนกัน!”

 

ขณะที่พวกเขากำลังบอกลากันอยู่นั้น จู่ๆก็ได้มีเสียงของใครบางคนตะโกนมาจากข้างนอก

 

“ฟู่ซิน! ฟู่ซิน! มีจดหมายถึงนายด้วยล่ะ! มันเป็นหนังสือจากทางการ!” บุรุษไปรษณีย์ตะโกนเรียกอยู่ที่หน้าประตูบ้าน

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เซินก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดออกไปว่า “พี่ใหญ่ จดหมายของพี่มาถึงแล้ว!!”

 

ด้วยเสียงตะโกนนี้ จึงทำให้ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยที่อยู่ในห้องได้ยินด้วยเช่นกัน

 

เมื่อรู้ว่ามีจดหมายมาถึง ฟู่ซินที่กำลังหลับอยู่ก็ได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความตื่นเต้น จากนั้นเขาก็ได้เปิดจดหมายด้วยมือที่สั่นเทา

 

“พี่ใหญ่ รีบอ่านเร็วๆเข้าสิ ตรงนั้นไง มันเขียนว่าอะไรอย่างนั้นเหรอ?”

 

“มันได้ถูกเขียนเอาไว้ว่า ให้ฉันไปรายงานตัวภายใน15วัน! และในนี้ก็ยังมีเงิน20หยวนสำหรับซื้อตั๋วรถไฟอีกด้วย”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็รู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมากจนกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่และพูดไม่ออก

 

เมื่อข่าวนี้แพร่กระจายออกไป หมู่บ้านอันผิงจึงได้เกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที แม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านและหัวหน้าฝ่ายปกครองก็ได้แวะมาแสดงความยินดีกับพวกเขาด้วย

 

ในตอนนี้ ทุกคนต่างก็อิจฉาความโชคดีของตระกูลฟู่ ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหกเดือนที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้

 

“ฟู่ต้าหย่ง พ่อของเขาได้จัดการเรื่องนี้ให้อย่างเงียบๆ เพื่อที่จะให้เขาเข้าร่วมกับกองทัพ ฉันได้ยินมาว่าเขาเป็นทหารที่มีการศึกษา จึงไม่ต้องไปตรวจร่างกายที่กองทัพก่อน”

 

“จริงเหรอ? แล้วทำไมฟู่ต้าหย่งถึงได้มีความสัมพันธ์ที่ดีแบบนั้นกับทางกองทัพกันล่ะ? ทำไมถึงไม่ต้องผ่านการตรวจร่างกายอย่างนั้นเหรอ?”

 

“ดูเหมือนว่าจะต้องเข้ากองทัพก่อนแล้วค่อยเข้ารับการตรวจร่างกายทีหลัง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีทางที่ฟู่ซินจะไม่ผ่านการทดสอบหรอก เด็กคนนั้นมีส่วนสูงถึง185เซนติเมตรเลยด้วยซ้ำ!”

 

เรื่องนี้เป็นที่พูดคุยกันอย่างกว้างขวางของชาวบ้าน ซึ่งหนิวชุ่ยฮวาก็ได้เดินถือตะกร้ามาพอดี จึงทำให้เธอได้ยินทุกคนกำลังพูดถึงการเกณฑ์ทหารกันอยู่

 

“เฮ้ ชุ่ยฮวา ครอบครัวของคุณกำลังมีข่าวดีใช่ไหม! หลานชายคนโตของคุณกำลังจะได้เป็นทหารนี่นา!” ทันใดนั้นเอง ก็ได้มีคนพูดเรื่องนี้กับหนิวชุ่ยฮวา

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนิวชุ่ยฮวาก็รู้สึกสับสนขึ้นมาว่าคนๆนั้นเป็นใคร? หลานชายของเธออย่างนั้นเหรอ?

 

“ก็เสี่ยวจิน ลูกชายคนโตของฟู่ต้าหย่งยังไงล่ะ ผลประกาศเพิ่งจะออกมาวันนี้นี่เอง ซึ่งเขาได้เข้าร่วมกองทัพแล้วด้วยนะ!”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนิวชุ่ยฮวาจึงได้เดินจากไปพร้อมกับตะกร้าในมือด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย

 

ทันใดนั้น เหล่าผู้หญิงหลายคนที่อยู่ด้านหลังของเธอก็เริ่มซุบซิบกัน

 

“เธอพูดบ้าอะไรกัน นั่นไม่ใช่หลานชายแท้ๆของเธอสักหน่อย พวกเขาไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันเลยไม่ใช่เหรอ? และด้วยการกระทำของเธอ ยังยากที่จะบอกว่าจู่จื่อลูกชายของเธอจะหาภรรยาได้อยู่หรือเปล่า!” 

 

“จริงเหรอ? ฉันรู้สึกขยะแขยงกับสิ่งที่เธอทำจริงๆ!”

 

ทว่าหนิวชุ่ยฮวาได้ยินเสียงซุบซิบนินทานั้นเข้าพอดี จึงทำให้ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความเกลียดชัง แต่เธอก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเส้นทางนี้เธอเป็นคนเลือกเองตั้งแต่แรก 

 

เธอครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง และคิดว่าฟู่ต้าหย่งไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้อย่างแน่นอน เป็นไปได้ไหมว่าฟู่ต้าจวงจะเป็นคนจัดการเรื่องนี้ให้?

 

ก่อนหน้านี้ชายชราได้เขียนจดหมายถึงเขาแล้วไม่ใช่หรือ เขาไม่ได้รับมันหรืออย่างไร? ต้องมีบางอย่างผิดพลาดไปอย่างแน่นอน!? ไม่ได้ จะต้องรีบเอาเรื่องนี้ไปบอกกับชายชรา และให้เขาเขียนจดหมายถึงลูกชายและลูกสาวของเขา



ตอนที่ 29 จิตใจที่บิดเบี้ยว

 

ในคืนนั้นเอง หนิวชุ่ยฮวาก็ได้บอกเรื่องนี้ให้กับฟู่เหล่าชวนรู้

 

“นี่คุณกำลังพูดเรื่องอะไรกัน! ฟู่ซินกำลังจะเข้าร่วมกองทัพอย่างนั้นเหรอ!?” ฟู่เหล่าชวนแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน

 

“ใช่แล้ว ฉันได้ยินมาไม่ผิดแน่นอน และคนทั้งหมู่บ้านยังพูดอีกว่าเขาจะได้เป็นทหารที่มีการศึกษาอีกด้วย! ขาดก็เพียงแค่การฝึกที่ดีเท่านั้น และตอนนี้หวังซู่เหมยคงจะรู้สึกภูมิใจมากๆแล้วล่ะ!”

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เหล่าชวนก็ตกอยู่ในความสับสนไปชั่วขณะ เขาพยายามขัดขวางเพื่อไม่ให้ฟู่ต้าหย่งประสบความสำเร็จในชีวิตไปตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือ แล้วทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ล่ะ?

 

“เป็นไปได้ไหมว่าลูกชายคนรองของคุณจะไม่ได้รับจดหมาย? มิเช่นนั้นเรื่องใหญ่ขนาดนี้จะเกิดขึ้นมาได้อย่างไรกัน?”

 

“ไม่ใช่หรอก เจ้ารองไม่ได้มีอำนาจมากขนาดนั้น!” จากนั้น เขาก็ได้ลุกขึ้นยืนและอยากจะรู้ว่าใครกันที่สนับสนุนเขาในเรื่องนี้

 

ในตอนนี้ ต้องบอกเลยว่าฟู่เหล่าชวนนั้นรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก

 

เมื่อเขามาถึงบ้านของฟู่ต้าหย่ง ก็พบว่าทุกคนกำลังดูวุ่นวายเป็นอย่างมาก พวกเขากำลังฉลองให้กับฟู่ซินที่สามารถผ่านการทดสอบและถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมกับกองทัพได้นั่นเอง

 

หวังซู่เหมยรู้สึกมีความสุขมากๆ และวันนี้เธอก็ได้ดื่มเหล้าหมักไปถึง3แก้วแล้ว จึงทำให้แก้มของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

 

“นานแค่ไหนแล้วที่แม่ไม่ได้มีความสุขแบบนี้! เสี่ยวจิน แม่ขอดื่มให้กับความสำเร็จของลูกอีกสักหน่อยนะ!” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับชูแก้วเหล้าหมักขึ้นมา

 

วันนี้เธออนุญาตให้ลูกๆทุกคนดื่มเหล้าได้ ยกเว้นฟู่เยี่ยนคนเดียวเท่านั้น

 

ส่วนไป๋โม่เฉินก็ไปซื้อตั๋วรถไฟในช่วงบ่ายไม่ทันเช่นกัน ซึ่งเขารออยู่ที่นั่นกว่าหนึ่งชั่วโมงครึ่ง แต่ก็ไม่สามารถซื้อตั๋วได้ ดังนั้นเขาจึงได้กลับมาที่หมู่บ้านและร่วมดื่มแสดงความยินดีกับฟู่ซินด้วย

 

“ต้าหย่ง วันนี้ฉันขอดื่มเหล้าหมักกับเสี่ยวจินสักหน่อยก็แล้วกันนะ เอาไว้ฉันจะบอกพ่อกับแม่ของฉัน รวมถึงพี่ชายของฉันให้เขาพาพี่สะใภ้และลูกๆมาทานข้าวที่บ้านของเราในวันมะรืนนี้!”

 

หวังซู่เหมยมีความสุขมาก และยังเตรียมที่จะจัดงานรื่นเริงขึ้นในครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกด้วย

 

“เอาล่ะ เรามาดื่มกันเถอะ เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะไปเชิญครอบครัวของหลี่หงอี้และครอบครัวของฟู่เฉิงให้มาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วย!” ในตอนนี้ ใบหน้าของฟู่ต้าหย่งเองก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อเนื่องจากการดื่มเช่นกัน แต่เขาก็ยังคงชนแก้วกับภรรยาของเขาอย่างมีความสุข

 

เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังอารมณ์ดีกันอยู่ ฟู่เหล่าชวนก็ได้เปิดประตูเข้าไปทันที

 

แม้ว่าเขาจะยืนอยู่ที่ประตูหน้าบ้านตั้งนานแล้ว ทว่าทั้งลูกชายและลูกสะใภ้ของเขากลับไม่มีใครเอ่ยชื่อเขาขึ้นมาเลย

 

“ฟู่ซินได้เข้าร่วมการคัดเลือกเข้ากองทัพตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลย?” ฟู่เหล่าชวนเอ่ยถามขึ้นมาทันทีที่เดินเข้ามา

 

จริงอยู่ที่ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยดื่มเหล้าหมักไปหลายแก้วแล้ว แต่พวกเขาทั้งสองก็ไม่ได้เมามากนัก และดวงตาก็ยังคงมีความสดใสอยู่

 

“การคัดเลือกมีขึ้นในเดือนที่ผ่านมาแล้ว แต่ผลเพิ่งจะถูกส่งมาถึงวันนี้” ฟู่ต้าหย่งพูดออกไปด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย

 

“ใครเป็นคนยินยอมให้เขาไป! ฉันไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้!” ฟู่เหล่าชวนคัดค้านเรื่องนี้ทันที

 

หวังซู่เหมยที่ดื่มเหล้าหมักเข้าไปจึงมีความกล้าขึ้นมาเล็กน้อย เธอวางแก้วลงบนโต๊ะ ก่อนจะลุกขึ้นยืนทันที และเมื่อเด็กๆเห็นท่าทางของผู้เป็นแม่ พวกเขาจึงได้ทำตามเช่นกัน

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งที่นั่งอยู่ข้างๆ จึงได้จับมือของเธอเอาไว้ ก่อนจะลุกขึ้นช้าๆ ตราบใดที่เขายังอยู่ที่นี่ เขาจะไม่ยอมให้ภรรยาของเขาต้องเผชิญหน้ากับพ่อโดยลำพังอย่างเด็ดขาด

 

“การที่พ่อไม่เห็นด้วยแบบนี้ มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรหรอกนะครับ นี่เป็นคำสั่งจากกองทัพ ซึ่งไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้อยู่แล้ว”

 

“เปลี่ยนไม่ได้อย่างนั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ถอนตัวเสียสิ! ฟู่ซินไม่สามารถเป็นทหารได้หรอก!” ฟู่เหล่าชวนอาศัยความอาวุโสของเขาพูดคำพูดที่ดูเห็นแก่ตัวนี้ออกไป

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของฟู่ซินก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำขึ้นมาทันที และดูเหมือนว่าเขากำลังจะระเบิดอารมณ์ออกมาในอีกไม่ช้า หวังซู่เหมยที่เห็นเช่นนั้นจึงลูบไปที่ศีรษะของเขาให้ผ่อนคลายลง

 

จริงอยู่ที่เสี่ยวจินจะมีหน้าตาที่ดูคล้ายกับเธอ แต่นิสัยของเขานั้นเหมือนกับพ่อไม่มีผิด ซึ่งตอนนี้เธอก็พอจะรับรู้ได้ว่าฟู่ต้าหย่งนั้นก็ทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน และยังรู้สึกไม่พอใจกับเหตุการณ์นี้มากๆอีกด้วย

 

“ทำไมเขาถึงเป็นทหารไม่ได้ล่ะ?” ฟู่ต้าหย่งยังจำเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นได้ แต่ใบหน้าของเขาก็ยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม เพราะตอนนี้ความรู้สึกที่เขามีต่อผู้เป็นพ่อนั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

 

ฟู่เหล่าชวนมองไปยังสีหน้าที่เฉยเมยของฟู่ต้าหย่ง ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกราวกับว่าเขาเห็นภรรยาคนเก่าของตัวเอง และฟู่ต้าหย่งยังถามคำถามเดียวกันในตอนนั้นอีกด้วย

 

“ฉันไม่ให้ไป!” ฟู่เหล่าชวนตะคอกออกมาพร้อมกับหยิบขวดโหลที่อยู่ข้างๆ ทุบลงไปบนโต๊ะ

 

“เรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับพ่อหรอกนะ เพราะฟู่ซินคือลูกชายของผม และในสมุดทะเบียนบ้านของพวกเรา คนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวก็คือหวังซู่เหมย!”

 

ในตอนนี้ หวังซู่เหมยรู้สึกว่าเธอโชคดีมากๆ ที่ตอนนั้นแม่สามีของเธอยืนกรานที่จะแยกทะเบียนบ้าน

 

“แก! พวกแก!”

 

“พ่อคะ อย่าชี้นิ้วมาที่หนูแบบนี้นะ ในตอนนั้นพ่อก็ขัดขวางไม่ให้ต้าหย่งเป็นทหารมาครั้งหนึ่งแล้ว และตอนนี้พ่อยังจะมาขวางไม่ให้ลูกชายของพวกเราเป็นทหารอีกอย่างนั้นเหรอ หนูอยากจะถามจริงๆว่าพ่อเคยเห็นฟู่ต้าหย่งเป็นลูกชายของพ่อบ้างหรือเปล่า!”

 

หวังซู่เหมยพูดออกไปตามตรง และคำพูดของเธอก็ล้วนแล้วแต่เป็นคำพูดที่ทิ่มแทงจิตใจฟู่เหล่าชวนมากๆ

 

ทำเอาฟู่ซินและคนอื่นต่างก็ตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ก่อนที่พวกเขาจะมองไปยังฟู่เหล่าชวนด้วยความสงสัย

 

ฟู่เหล่าชวนที่ได้ยินเช่นนั้นก็อยากจะตะโกนออกไปเหมือนกันว่าเขาไม่ได้นับฟู่ต้าหย่งเป็นลูกชาย แต่เขาก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะทำสิ่งนั้น

 

เขากลัวว่าหากพูดแบบนั้นออกไป เขาจะไม่สามารถควบคุมฟู่ต้าหย่งได้อีก ซึ่งเขาจะปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้!

 

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ฟู่เหล่าชวนจึงได้หันหลังกลับ ก่อนจะเดินจากไปโดยได้พูดประโยคหนึ่งทิ้งเอาไว้

 

“ฟู่ซิน หากแกยังยืนกรานที่จะเป็นทหารอยู่ล่ะก็ อย่ามาเรียกฉันว่าปู่อีก!”

 

หลังจากที่ได้ยินคำพูดนี้ ใบหน้าของฟู่ซินซีดลงไปทันที

 

ในที่สุด งานเลี้ยงก็ต้องเลิกไปโดยปริยาย พร้อมกับบรรยากาศที่ทุกคนกำลังมีความสนุกนั้นก็ได้หายไปด้วยเช่นกัน 

 

แม้ว่าฟู่ต้าหย่งจะหมดศรัทธาในตัวพ่อของเขามานานมากแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าเพราะคำพูดนี้

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น หวังซู่เหมยจึงได้พาเหล่าเด็กๆทำความสะอาดและเก็บกวาดข้าวของต่างๆ ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็ช่วยทำความสะอาดด้วยเช่นกัน

 

“เสี่ยวไป๋ ป้าต้องขอโทษด้วยจริงๆนะ ที่ครอบครัวของป้าทำเรื่องน่าอายแบบนี้ อย่าคิดมากไปเลย ป้าชินกับเรื่องน่าอายแบบนี้ไปแล้วล่ะ” เมื่อเห็นว่าไป๋โม่เฉินยังคงอยู่ที่นี่ หวังซู่เหมยจึงได้อธิบายเรื่องราวต่างๆให้กับเขาฟัง

 

“ป้าหวังครับ มันไม่ใช่เรื่องน่าละอายอะไรเลย เป็นเรื่องปกติครับ ไม่ใช่ผู้เฒ่าทุกคนจะใจดีเสมอไปหรอก” ไป๋โม่เฉินเคยเห็นผู้เฒ่าที่มีจิตใจชั่วช้ากว่าฟู่เหล่าชวนมาเยอะแล้ว และรู้สึกว่าคนแบบนี้ไม่สมควรจะมีอายุที่ยืนยาวอีกด้วย

 

“เฮ้อ!” หวังซู่เหมยถอนหายใจออกมา ก่อนจะหยิบชามและเดินไปที่ครัว

 

ตอนนี้ ฟู่ซินและคนอื่นยังคงรู้สึกสงสัยในคำพูดของหวังซู่เหมยอยู่ เดิมทีฟู่เยี่ยนเองก็อยากจะรู้เรื่องนี้เหมือนกัน แต่ด้วยเธอมีความสามารถพิเศษอยู่แล้ว ดังนั้นขณะที่มองไปยังฟู่เหล่าชวนเมื่อครู่นี้ เธอก็รู้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น

 

บนโลกใบนี้ไม่มีพ่อแม่ที่ดีและเพรียบพร้อมทุกอย่าง สำหรับบางคนอาจจะโชคดีที่มีพ่อแม่คอยสนับสนุนและเข้าใจ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ครอบครัวไม่ได้สนับสนุนอะไร เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอในชีวิตก่อนนั่นเอง

 

ในตอนนี้ เธอแค่เป็นกังวลเรื่องอารมณ์พ่อของเธอเท่านั้น เพราะการที่เขาเศร้าแบบนี้มันไม่ดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน เธอจึงได้เข้าไปหาฟู่ต้าหย่งในห้องทันที

 

ส่วนตอนนี้หวังซู่เหมยยังคงอยู่ที่ลานหน้าบ้าน และเหล่าเด็กๆต่างก็รายล้อมอยู่รอบๆตัวเธอพร้อมกับถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้น เพราะตอนนี้ภาพลักษณ์ของผู้เป็นปู่ในใจของพวกเขาได้พังทลายลงไปหมดแล้ว

 

“เอาเวลาที่มาสนใจเรื่องไร้สาระแบบนี้ไปอ่านหนังสือไม่ดีกว่าเหรอ!” หวังซู่เหมยพูดออกมาด้วยความหงุดหงิด ทั้งที่วันนี้เป็นวันแห่งความสุขของครอบครัวเธอแท้ๆ แต่มันกลับถูกชายชราทำลายลงไปอย่างไม่มีชิ้นดี

 

“แต่ว่า แม่คะ แม่เคยพูดอยู่เสมอไม่ใช่เหรอว่าการที่เรารู้เรื่องราวต่างๆนั้น จะสามารถแก้ปัญหาและใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆได้ หากแม่ไม่บอกกับพวกเรา เราจะช่วยกันแก้ไขได้ยังไงล่ะคะ!” ฟู่เหมี่ยวไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากพูดในสิ่งที่แม่ของเธอเคยสอนไปก่อนหน้านี้

 

เมื่อได้ยินคำพูดของลูกสาว หวังซู่เหมยเองก็จนปัญญาเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงยอมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นออกไป

 

“ในตอนนั้น พ่อของลูกก็ได้รับโอกาสที่จะเข้าร่วมกองทัพเหมือนกับลุงหลี่นั่นแหละ และเขาก็กำลังจะเดินทางไปตรวจร่างกาย แต่ปู่ของลูกกลับขวางเอาไว้ และไม่อนุญาตให้เขาไปตรวจร่างกาย!”

 

“พ่อของลูกยังถูกขังเอาไว้ แม้แต่จะออกไปทำงานก็ยังออกไปไม่ได้! เขาทำได้เพียงนั่งเศร้าอยู่หน้าประตูเท่านั้น”

 

“จนท้ายที่สุดแล้ว พ่อของลูกก็กลัวว่าจะเสียโอกาสที่ได้มาอย่างยากลำบากนี้ไป ดังนั้นเขาจึงขอให้อารองของลูกไปตรวจร่างกายแทน”

 

“ต่อมาอารองของลูกก็ได้รับแจ้งจากทางกองทัพ และเมื่อถึงตอนนั้น ปู่ของลูกกลับไม่ได้มีท่าทีต่อต้านใดๆเลย ทั้งยังไม่ได้มีท่าทีเหมือนตอนรู้ว่าพ่อของลูกจะไปตรวจร่างกายอีกด้วย!” ขณะที่พูดนั้น หวังซู่เหมยก็กัดฟันแน่นด้วยความเกลียดชัง

 

“ทำไมปู่ถึงต้องทำแบบนั้นกันล่ะ?”

 

ทุกคนต่างก็เอียงศีรษะด้วยความสงสัย และรอคำตอบจากหวังซู่เหมยอย่างกระตือรือร้น

 

“ปู่ไม่ยอมให้พ่อของลูกไปยังไงล่ะ และยังคอยขัดขวางเรื่องนี้มานานมากแล้วด้วย ดังนั้นพ่อของลูกจึงได้คุยเรื่องนี้กับอารอง!”

 

“ฮะ?!! แล้วพ่อรู้เรื่องนี้ได้ยังไงหรอ?”

 

อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนที่อยู่ในห้องก็ได้ถามฟู่ต้าหย่งออกมา ซึ่งสองพ่อลูกได้ยินสิ่งที่หวังซู่เหมยพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตฝ่านทางหน้าต่างนั่นเอง

 

“พ่อเดาเหตุการณ์ทั้งหมดได้อย่างนั้นเหรอคะ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งก็ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่นานพอสมควร ก่อนจะพูดออกมาช้าๆว่า

 

“อารองของลูกเป็นคนบอกเรื่องนี้กับพ่อเองแหละ”



ตอนที่ 30 อดีตที่เป็นดังสายลม

 

“อารอง?” ฟู่เยี่ยนไม่เข้าใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย หากเป็นไปตามที่แม่ของเธอเล่ามา ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อของเธอกับอารองจะดีแบบนี้ได้อย่างไรกัน

 

“ในตอนนั้น อารองได้เอาหนังสือแจ้งการตรวจร่างกายที่พ่อให้กับเขาไป และได้เดินทางไปตรวจร่างกายแทนพ่อ ดังนั้นหนังสือแจ้งการรับราชการทหารจึงได้กลายเป็นชื่อของอารองแทน

 

และหนึ่งวันก่อนที่อารองของลูกจะเดินทางไปรายงานตัวที่กองทัพนั้น เขาก็ได้บอกกับพ่อว่า…...” ฟู่ต้าหย่งนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตอีกครั้ง และเหตุการณ์ต่างๆในตอนนั้นก็ผุดขึ้นมาในสมองของเขา

 

“พี่ใหญ่ ผมต้องขอโทษด้วย บุญคุณของพี่ครั้งนี้ผมชดใช้ทั้งชีวิตก็คงไม่หมด!” ในตอนนี้ฟู่ต้าจวงมีอายุเพียง18ปีเท่านั้น เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพ่อถึงทำแบบนี้กับพี่ชายที่เขาคอยชื่นชมมาโดยตลอด

 

“ต้าจวง เป็นอะไรไป? ทำไมถึงได้มาขอโทษฉันล่ะ ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษนาย ทั้งที่ฉันเป็นพี่ แต่ก็ไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้ จึงต้องมาขอให้นายทำแทนแบบนี้

 

บางทีพ่ออาจอยากให้ฉันดูแลครอบครัวก็ได้ เลยไม่ยอมให้ฉันออกจากบ้าน อย่ากังวลไปเลย ฉันทำไร่อยู่ที่บ้านก็ได้!”

 

ฟู่ต้าหย่งดูแลน้องชายและน้องสาวของเขาเป็นอย่างดีมาโดยตลอด และเขาก็รู้สึกมีความสุขมากๆที่เห็นน้องชายคนรองของเขาสามารถเข้าร่วมกองทัพได้ ซึ่งมันเป็นความรักที่บริสุทธิ์ของพี่ชายจริงๆ

 

“พี่ใหญ่ พ่อตั้งใจทำแบบนั้นกับพี่! เขาจงใจขังพี่เอาไว้ และยังรู้อีกว่าพี่จะต้องบอกเรื่องนี้กับผม แต่ก็ยังปล่อยให้ผมไปแทนพี่โดยไม่โต้แย้งอะไรเลย!”

 

ฟู่ต้าจวงค้นพบความจริงข้อนี้ เพราะเขาได้ยินเสียงของพ่อกับแม่ที่กำลังทะเลาะกันผ่านทางหน้าต่าง จึงทำให้เขารู้สึกผิดที่ตัวเองช่วงชิงชีวิตที่ควรจะเป็นของพี่ชายไป

 

หลังจากที่ได้ฟังคำพูดนี้ ฟู่ต้าหย่งเองก็ตกตะลึงไปเช่นกัน เขายอมรับว่าไม่ได้ยินสิ่งที่น้องชายพูดต่อจากนั้นเลย และรู้สึกราวกับว่าหัวใจของเขากำลังถูกฉีกกระชากจนขาดออกจากกันเป็นชิ้นๆ จนไม่สามารถประสานกลับคืนสภาพเดิมได้อีก

 

เดิมทีฟู่ต้าจวงต้องการที่จะไม่ไปรายงานตัวกับทางกองทัพ ทว่าฟู่ต้าหย่งไม่เห็นด้วย

 

“ในเมื่อนายผ่านการคัดเลือกแล้วก็ไปเถอะ มันคืออนาคตของนายเลยนะ แม้ว่าฉันจะไม่ได้ไปก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรชีวิตของฉันก็ยังคงดำเนินต่อไปตามปกตินั่นแหละ! นายไปรายงานตัวเถอะ และอย่าลืมทำให้ดีที่สุดด้วยล่ะ!” ฟู่ต้าหย่งพูดเตือนสติฟู่ต้าจวง ก่อนจะไปส่งเขาที่จุดรวมพล

 

ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมา ฟู่ต้าหย่งไม่เคยถามกับพ่อของเขาเลยจนถึงบัดนี้ว่าทำไมเขาถึงไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้เป็นพ่อ? เขาคิดมาโดยตลอดว่าพ่อกับแม่มักจะลำเอียงมาโดยตลอด ซึ่งบางทีเขาอาจเป็นคนที่ไม่ได้รับความโปรดปรานก็ได้

 

แต่กับเรื่องที่เขาได้รับรู้ในภายหลังนั้น ทำให้จิตใจของฟู่ต้าหย่งเย็นชาลงไปเป็นอย่างมาก

 

ในตอนนั้น หวังซู่เหมยเองก็ได้หมั้นหมายกับฟู่ต้าหย่งแล้วเช่นกัน และงานแต่งงานของทั้งสองก็กำลังจะถูกจัดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

ทันทีที่หวังซู่เหมยย้ายเข้ามา ก็ได้มีข่าวว่าโรงงานเฟอร์นิเจอร์ของรัฐที่อยู่ในเมืองได้ประกาศรับสมัครพนักงาน

 

ซึ่งตอนนั้นเสิ่นซู่จือแม่ของฟู่ต้าหย่งนั้นยังอยู่ และตระกูลเสิ่นก็มีเพื่อนเก่าที่อาศัยอยู่ในเมืองอีกด้วย ดังนั้นเสิ่นซู่จือจึงมีความคิดที่อยากจะฝากงานให้กับลูกชายคนโตของเธอ

 

“ในตอนนั้น ย่าของลูกจึงจะเข้าไปในเมือง โดยคิดว่าจะนำของขวัญสัก2-3ชิ้นไปให้กับเพื่อนเก่าเพื่อต้องการที่จะสานสัมพันธ์ และขอให้พ่อของลูกทำงานในโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งตอนที่พ่อของลูกหนุ่มๆ เขาไม่เพียงแค่เป็นคนที่หน้าตาดีเท่านั้นนะ เขายังขยันทำงานมากๆอีกด้วย!

 

แต่เราก็ไม่สามารถบอกได้เลยว่าจิตใจของคนนั้นจะดีหรือแย่มากน้อยแค่ไหน? และแม่เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมปู่ของลูกถึงได้ทำแบบนี้ เขาดูเหมือนไม่ค่อยชอบพ่อของลูกเท่าไหร่นัก

 

ตอนนั้นปู่ของพวกลูกถึงขั้นได้เอาขนมที่ย่าของลูกเตรียมเอาไว้เป็นของขวัญแบ่งให้กับเด็กแถวบ้านไป ทั้งยังใช้กรรไกรเจาะรูเล็กๆบนห่อของขวัญทั้งหมดอีกด้วย! ทำให้ย่าของลูกไม่ได้เอาของขวัญเหล่านั้นไปให้กับเพื่อนเก่าอย่างที่ตั้งใจไว้!” หวังซู่เหมยพูดถึงเรื่องนี้ด้วยแววตาที่ขุ่นเคือง

 

ส่วนฟู่ซินและคนอื่นที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเสียใจด้วยเช่นกัน และภาพลักษณ์ที่ดูซื่อสัตย์และซื่อตรงของฟู่เหล่าชวนในสายตาของเหล่าเด็กๆก็ได้ถูกทำลายลงไปในชั่วข้ามคืน

 

“ปู่ทำแบบนี้ได้อย่างไรกัน!” ฟู่เซินพูดออกมาด้วยท่าทีที่เกรี้ยวกราด

 

“แม่เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมปู่ของลูกถึงได้ทำแบบนั้น แต่แม่คิดว่าเขาคงไม่ชอบพ่อของลูกเท่าไหร่นัก เลยไม่อยากให้พ่อของลูกมีอนาคตที่ดี และเขาคงจะคาดหวังให้พ่อของลูกเป็นคนที่เลี้ยงดูเขาในยามแก่ชรา” หวังซู่เหมยพูดออกมาด้วยท่าทีที่เย้ยหยันขณะที่นึกถึงแผนการของพ่อสามี!

 

“ก็ว่าแล้วเชียว ตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าตระกูลของเรามีเพียงแค่ครอบครัวของเราครอบครัวเดียวเท่านั้นที่ยังอยู่ในหมู่บ้าน เพราะเหล่าคุณอาต่างก็ไปอยู่ที่อื่นกันหมดแล้ว” ฟู่เหมี่ยวรู้สึกเสียใจมากกับสิ่งที่พ่อของเธอต้องเผชิญ

 

“เอาล่ะ นี่ไม่ใช่เรื่องที่เด็กๆควรรู้ ไปนอนกันได้แล้ว!” ในตอนแรกหวังซู่เหมยแค่ต้องการที่จะพูดให้จบๆเท่านั้น ทว่าเธอกลับพูดมากเกินไปเสียแล้ว!

 

“ตอนนี้ลูกๆก็โตพอที่จะรับรู้เรื่องนี้กันแล้วล่ะ ถึงอย่างไรเราก็ต้องบอกเรื่องนี้กับพวกเขาอยู่แล้ว มันไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดอะไรเลย อย่างไรก็ตามเราไม่มีทางควบคุมสิ่งที่คนอื่นคิดได้อยู่แล้ว สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้คือตัวเราเองต่างหาก

 

ตราบใดที่เราทำในสิ่งที่ถูกต้อง ก็จะไม่มีใครมาวิพากษ์วิจารณ์เราได้ทั้งนั้น!”

 

หลังจากที่หวังซู่เหมยพูดจบ ฟู่ต้าหย่งที่ฟังอยู่ในห้องก็ได้เดินออกมาทันที

 

ทุกคนจึงได้หันไปมองพ่อของพวกเขา พร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยและต้องการคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

“ก่อนหน้านี้ พ่อเองก็คิดเหมือนกับที่ทุกคนคิดนั่นแหละ พ่อคิดว่าปู่ของลูกแค่ต้องการให้พ่อเลี้ยงดูเขาในยามแก่เท่านั้น แต่ยิ่งนานวันเข้า พ่อก็ได้รู้ความคิดของเขาทีละเล็กทีละน้อย

 

เรื่องนี้พูดไปเห็นจะยาว เดิมทีที่พ่อสามารถเข้าร่วมกองทัพได้นั้นเป็นเพราะพ่อได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนเก่าของย่า

 

ซึ่งย่าของลูกนั้นมาจากตระกูลที่ร่ำรวยมากๆ แต่ด้วยเหตุการณ์บางอย่าง จึงทำให้ย่าไม่สามารถขึ้นเรือไปกับครอบครัวเพื่อที่จะมุ่งหน้าลงไปทางตอนใต้ได้ ดังนั้นย่าจึงได้อาศัยอยู่ที่นี่ และได้แต่งงานกับปู่ของลูกในที่สุด

 

ต่อมา เพื่อนเก่าของย่าก็ได้รู้ว่าย่ามีลูกหลายคน จึงอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระให้กับครอบครัวของเรา หากพ่อได้เข้าร่วมกองทัพ อย่างน้อยในทุกๆเดือนก็จะสามารถส่งเงินกลับมาที่บ้านได้ และย่าก็จะได้มีชีวิตที่สุขสบายมากขึ้น

 

แต่กลับกลายเป็นว่าด้วยความใจดีและการช่วยเหลือนี้จากเพื่อนของย่าเขา ได้ทำให้ปู่คิดว่าพ่อไม่ใช่ลูกชายของเขา โดยคิดว่าพ่อเป็นลูกชายของย่ากับเพื่อนเก่าของเธอ!

 

เพราะเขาคิดว่าไม่มีใครอยากจะช่วยเหลือคนที่ไม่ใช่สายเลือดของตัวเองแบบนี้อย่างแน่นอน”

 

ทันทีที่ฟู่ต้าหย่งพูดจบ เด็กทุกคนก็เข้าใจเรื่องราวทุกอย่าง มีเพียงฟู่เยี่ยนที่รู้เรื่องนี้ก่อนคนอื่น ดังนั้นเธอจึงไม่ได้มีท่าทีที่ดูตื่นเต้นมากนัก แต่ฟู่ซินและคนอื่นต่างก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก

 

“อย่าไปตำหนิปู่ของลูกที่ไม่เชื่อใจย่าเลย เพราะตอนนั้นย่าของลูกเป็นเหมือนดอกไม้ที่งดงามที่สุดในหมู่บ้านแล้ว” ฟู่ต้าหย่งยังคงมีอารมณ์ที่จะพูดติดตลก

 

“เขาคงจะคิดว่าย่าของลูกมีโอกาสได้รับการศึกษาและมีภูมิหลังทางครอบครัวที่ดี หากไม่ใช่เพราะประสบปัญหาแยกจากครอบครัวในปีนั้น ย่าของลูกคงจะแต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่บ้านตะกูลเฉิงไปแล้ว คงจะไม่มาแต่งงานกับเขาเพียงเพราะไม่อยากถูกตราหน้าว่ามีส่วนพัวพันกับปัญหาต่างๆแบบนี้” ขณะที่พูดนั้น มุมปากของฟู่ต้าหย่งก็กระตุกขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ เขารู้สึกไม่ชอบพ่อของตัวเองเลยสักนิด

 

“แต่การที่เขาคิดแบบนี้ ถือว่าเป็นการดูถูกย่าของลูกมากๆ

 

เพราะสิ่งที่ย่าพยายามทำนั้นก็เพื่อครอบครัวของเราทั้งหมด แต่ปู่ของลูกก็ทำมันพัง และเมื่อทั้งสองทะเลาะกัน ปู่ก็มักจะบอกว่าย่าเป็นคนหัวแข็ง แต่จริงๆแล้วย่าของลูกเป็นคนที่ฉลาดมากๆ แต่แค่ใช้คำพูดยั่วยุปู่เท่านั้นเอง

 

หลังจากที่ทั้งสองทะเลาะกันอย่างรุนแรง ย่าของลูกก็ไม่เคยนอนห้องเดียวกับปู่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงวันที่ย่าได้จากพวกเราไป และหลังจากนั้นไม่นาน ครอบครัวของเราก็แตกแยกจนเป็นเหมือนกับทุกวันนี้

 

ในตอนนั้น พ่อกับแม่ได้แต่งงานและเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว แต่อาคนอื่นของลูกยังเด็ก ส่วนอารองของลูก หลังจากที่เขาเป็นทหารก็ไม่ค่อยจะได้กลับมาที่บ้านอีกเลย หากจะกลับก็กลับมาปีละครั้งเท่านั้น ซึ่งหากพ่อได้เป็นทหารจริงๆ พ่อก็คงจะต้องห่างจากแม่ของลูกเหมือนกัน”

 

หลังจากที่พูดจบ ฟู่ต้าหย่งก็รู้สึกราวกับว่าได้ยกภูเขาออกจากอก เขาแบกรับความรู้สึกคับข้องใจและความโกรธนี้มาโดยตลอด

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนและคนอื่นต่างก็หันมามองหน้ากัน แต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ หากจะว่าไปแล้ว พ่อของเธอนั้นมีหน้าตาที่คล้ายกับปู่มากๆ นอกจากที่เขาดูสูงกว่าปู่แล้ว ส่วนอื่นก็เหมือนกันทุกระเบียดนิ้ว คงจะมีแค่คนตาบอดเท่านั้นที่จะบอกว่าพ่อของเธอไม่ใช่ลูกชายของตระกูลฟู่!

 

ซึ่งฟู่เซินเองก็คิดแบบนั้นเช่นกัน และเขายังเอ่ยถามคำถามนี้ออกไปอีกด้วย

 

“ไม่ใช่เพราะเขาตาบอดหรอก ในบรรดาลูกชายทั้งสามคนของเขา พ่อของลูกมีหน้าตาที่คล้ายกับเขามากที่สุดแล้ว คงจะเป็นเพราะสมองของเขามากกว่าที่ทำให้เขาคิดแบบนั้น ถือว่าโชคดีมากๆเลยนะที่พ่อของลูกฉลาดเหมือนกับย่า” หวังซู่เหมยพูดดูถูกเหยียดหยามพ่อสามีของเธอออกมาตามตรง

 

“เอาล่ะ ในเมื่อทุกคนรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว ต่อไปนี้ก็ควรที่จะปฏิบัติต่อปู่ด้วยความเคารพ แม้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แต่อย่างไรเขาก็เป็นปู่ของลูก” ฟู่ต้าหย่งพูดตักเตือนลูกๆของเขา

 

“ส่วนเสี่ยวจิน อย่าไปคิดมากกับคำพูดของปู่เลย การที่ลูกมีโอกาสได้รับเลือกเข้ารับราชการหารในครั้งนี้ได้มาจากการขายโสมของเสี่ยวฮั่วต่างหากล่ะ ปู่ของลูกไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลย ดังนั้นเขาขัดขวางเรื่องนี้ได้หรอก

 

อย่าเศร้าไปเลย! ลูกผู้ชายต้องมีความทะเยอทะยานให้ถึงที่สุดสิถึงนะถูก ลูกไม่ควรเก็บเอาเรื่องเล็กๆน้อยๆ จากครอบครัวไปกำหนดอนาคตของตัวเองแบบนี้”

 

“พ่อครับ ในตอนแรกผมรู้สึกเสียใจมากๆ แต่หลังจากที่พ่อกับแม่เล่าเรื่องนี้ให้กับผมฟัง ผมรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลยครับ พ่อวางใจเถอะครับ ลูกชายของพ่อคนนี้จะไม่ทำให้พ่อต้องผิดหวังอย่างแน่นอน!” ฟู่ซินพูดกับผู้เป็นพ่อของเขาด้วยความมุ่งมั่น

 

“เอาล่ะ พ่อกับแม่เองก็จะคอยสนับสนุนลูกอยู่ข้างหลังอย่างเต็มที่เหมือนกัน ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของลูกต้องมาก่อนเสมอนะ!” ฟู่ต้าหย่งพูดขึ้นมาด้วยดวงตาที่มีน้ำตาคลอ

 

หลังจากที่รับฟังเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตทั้งหมด ทุกคนจึงได้แยกย้ายกันเข้านอน เพราะยังมีอีกหลายอย่างที่ทุกคนต้องทำเพื่อที่จะจัดเลี้ยงในวันมะรืนนี้

 


จบตอน

Comments