magic ep216-220

 ตอนที่ 216: ทวงคืนกลับมา


เมื่อฟูเยี่ยนวางกระดาษยันต์แผ่นสุดท้ายลงไป ค่ายกลก็เริ่มทำงานด้วยความเร็วสูง โจวจื่อผิงที่นอนอยู่บนพื้นมีสีหน้าเจ็บปวด ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังถูกแยกออกจากร่างกายของเขา หลังจากผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง ใบหน้าของเขาก็ค่อยๆผ่อนคลายลง

 

อีกสิบนาทีต่อมา คำสาปของโจวจื่อผิงก็ถูกลบล้างออกจนหมด แต่โจวเคอที่อยู่ข้างๆกลับมีสีหน้าซีดเซียวแทน เพราะฟูเยี่ยนใช้ค่ายกลถ่ายโอนคำสาปของโจวจื่อผิงไปยังโจวเคอ นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่เธอจะจัดการกับปัญหาของโจวเคอและโจวจื่อผิงในครั้งเดียว

 

โจวจื่อผิงค่อยๆหลับไปโดยไม่รู้สึกอะไร ฟูเยี่ยนถอนหายใจด้วยความโล่งอก ตอนนี้โจวเคอเป็นศูนย์กลางของค่ายกลแล้ว ฟูเยี่ยนจึงขยับกระดาษยันต์สองสามแผ่นเพื่อเริ่มวางค่ายกลใหม่ทันที

 

ร่างของโจวเคอถูกล้อมรอบด้วยค่ายกล ใบหน้าของเขาซีดเซียวยิ่งขึ้น ฟูเยี่ยนหยิบมีดเล็กออกมาและเฉือนปลายนิ้วของเขาให้มีแผลเล็กๆ แล้ววางนิ้วของเขาลงในอ่างน้ำ

 

วิธีนี้จะทำให้แผลของเขาไม่หายสนิท แต่ก็ไม่เสียเลือดมาก ฟูเยี่ยนต้องการลบคำสาปของโจวจื่อผิงออกไปพร้อมกับเปลี่ยนโชคชะตาของโจวเคอไปพร้อมกัน ซึ่งหมายความว่าโจวเคอต้องเอาตัวรอดจากวินาทีแห่งความเป็นความตายมาให้ได้

 

ฟูเยี่ยนได้ตรวจสอบโชคชะตาของโจวเคอแล้ว พบว่าโชคชะตาของเขายังไม่เปลี่ยนไปทั้งหมด แม้โจวหยางจะใช้วิธีสูงส่งที่เหนือธรรมชาติ แต่ก็ไม่สามารถหลบเลี่ยงกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ได้ การเปลี่ยนโชคชะตาสำเร็จแล้วก็จริง แต่คนที่ได้รับโชคชะตานั้นไม่สามารถรับมันได้ ดังนั้นการเปลี่ยนโชคชะตาของโจวหยางจึงยังไม่สมบูรณ์

 

โชคชะตาที่เหลือของโจวเคอได้ปกป้องโจวจื่อผิงมาเป็นเวลากว่าห้าปี ในระหว่างที่โจวหยางพยายามรวมโชคชะตาให้กับลูกชายของตน โชคชะตาของเด็กคนนั้นก็ได้พันพัวกับโจวเคอไปแล้ว

 

แน่นอนว่าโจวเคอไม่สามารถทวงคืนโชคชะตากลับมาได้ทั้งหมด ทำได้เพียงทวงคืนกลับมาเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น

 

ฟูเยี่ยนคิดว่าจะถ่ายโอนคำสาปให้เด็กคนนั้น และให้โจวหยางจัดการเอง ถึงตอนนั้นจะได้เห็นว่าอะไรสำคัญสำหรับเขา ระหว่างชีวิตลูกชายกับตัวเขาเอง

 

แน่นอนว่าฟู่เยี่ยนได้ค้นพบเป้าหมายจากในความทรงจำของโจวเคอแล้ว เด็กคนนั้นก็คือโจวเค่อ ลูกชายคนโตของโจวหยาง แม้แต่ชื่อยังออกเสียงคล้ายกัน ดูท่าว่าโจวหยางคงตั้งชื่อโดยคิดมาอย่างดีแล้ว

 

โจวเคอและโจวเค่อเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นโจวจื่อผิงยังเป็นผู้จัดการร้านขายวัตถุโบราณของตระกูลโจว เด็กทั้งสองอายุไล่เลี่ยกัน เกิดในเดือนเดียวกัน มักจะเล่นด้วยกันและกินนอนอยู่ที่บ้านของโจวหยางอยู่เป็นประจำ

 

และจากความทรงจำของโจวเคอแสดงให้เห็นว่า โจวเค่อลูกพี่ลูกน้องของเขามักจะล้มป่วยอยู่เป็นประจำ ในขณะที่โจวเคอยังร่าเริงและแข็งแรงดี

 

เมื่อโจวหยางได้ยินจากหมอว่าลูกชายของเขาต้องกินยาไปตลอดชีวิต เขาก็เริ่มมีแผนชั่วนี้ เขาตรวจดูโชคชะตาของโจวเคอแล้วพบว่าเป็นชะตาที่ดีมาก โจวเคอคือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับแผนการของเขา

 

โจวหยางเตรียมตัวมาหลายปีจนพบวิธีที่สมบูรณ์แบบที่สุด

 

แต่ฟูเยี่ยนไม่รู้วันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากของโจวเค่อ เธอจึงทำได้เพียงรอให้โจวเคอหมดสติไปก่อน แล้วค่อยหาแหล่งที่มาของโชคชะตาโจวเค่อ จากนั้นก็สลับกัน ต่อให้โจวหยางจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่เขาก็จะไม่รู้ และกว่าที่เขาจะรู้ตัว เธอก็คงทำสำเร็จไปนานแล้ว

 

ฟูเยี่ยนเห็นว่าโจวเคอได้รับคำสาปนั้นเรียบร้อยแล้วและคำสาปกำลังจะเริ่มทำงาน เธอก็พูดกับตัวเองว่า ‘เยี่ยม!’

 

ตอนนี้แหละเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด!

 

ฟูเยี่ยนขยับค่ายกล กระดาษยันต์เริ่มทำงาน โจวเคอก็หมดสติไปทันที ตอนนี้ฟูเยี่ยนรีบวางค่ายกลที่ชื่อว่า ‘ค่ายกลขโมยฟ้าเปลี่ยนวัน’ จากนั้นก็ใช้น้ำจากในดินแดนต่างมิติ เลือดของตนเองและเลือดของโจวเคอที่อยู่ในอ่างมาผสมรวมกันแทนชาดแดง แล้วลงมือวาดยันต์ลงบนพื้นในห้องนอน

 

หลังจากวาดไปสักพัก ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกเหมือนตนเองได้ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีไปแล้ว ค่ายกลนี้มันใช้พลังงานเยอะจริงด้วย แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงกัดฟันทนวาดมันต่อไป

 

ใช้เวลาไม่นาน ฟูเยี่ยนก็วาดค่ายกลเสร็จ วินาทีที่เธอวางค่ายกลสำเร็จ ได้มีแสงสีทองพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า มหาค่ายกลนี้ถูกเปิดใช้งานแล้ว แม้แต่พวกช่างจูและไป๋โม่เฉินที่อยู่ข้างบ้านยังเห็นแสงสีทองปกคลุมท้องฟ้า ส่วนโจวเคอที่อยู่ในใจกลางค่ายกลก็ไม่มีลมหายใจแล้วเช่นกัน

 

อีกด้านหนึ่ง

 

โจวหยางกำลังต้อนรับลูกค้าอยู่ จู่ๆก็ได้มีคนวิ่งเข้ามา

 

“อาหยาง แย่แล้ว โจวเค่อหมดสติไปแล้ว!”

 

ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น โจวหยางไม่สนใจอะไรแล้ว เขารีบไปที่ห้องของลูกชาย แม้ว่าเขาจะเปลี่ยนโชคชะตาให้ลูกชายแล้ว แต่การรวมโชคชะตายังไม่สมบูรณ์ ร่างกายของลูกชายดีขึ้นเล็กน้อย ทว่าก็ยังป่วยบ่อย แต่โชคของลูกชายกลับดีมาก

 

“โจวเค่อ!” โจวหยางรีบวิ่งไปที่เตียง ก็เห็นว่าลูกชายหมดสติไปแล้ว

 

“เกิดอะไรขึ้น?” โจวหยางโกรธมาก

 

“อาหยาง พวกเรากำลังดื่มชาอยู่ดีๆ โจวเค่อบอกว่าเขาอยากไปเรียนที่โรงเรียน พวกเรากำลังเกลี้ยกล่อมเขา แต่จู่ๆเขาก็หมดสติไป” เด็กที่พูดเป็นลูกของพี่ชายโจวหยาง

 

“ไม่เป็นไร ลุงแค่ตกใจ พวกเธอกลับบ้านไปก่อนเถอะ ไว้ค่อยมาวันหลัง” โจวหยางรีบหาหาสาเหตุอย่างร้อนใจ หรือว่าโชคชะตาไม่สามารถรวมเข้าด้วยกันได้อีกแล้ว?

 

หลังจากที่เด็กๆกลับบ้านแล้ว โจวหยางกลับมาที่ห้องก็เห็นมวลพลังกลุ่มนั้นพยายามหลุดออกจากร่างของลูกชาย เขารีบเข้ามาขัดขวาง แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว

 

…….................................

 

ฟูเยี่ยนรู้สึกถึงกระแสพลังอันอบอุ่นที่ไหลเข้าไปในร่างของโจวเคอ เมื่อกระแสพลังสุดท้ายไหลเข้าไป มันมีการหยุดชะงักเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็สำเร็จ ฟูเยี่ยนตรวจสอบดูพบว่าโชคชะตาของโจวเคอกลับมาแล้ว แต่เขาอาจมีสูญเสียโชคไปบ้าง

 

จากนี้ไป เด็กคนนี้ต้องพึ่งพาตัวเอง เขาจะไม่ได้โชคลาภเล็กๆน้อยๆอีกต่อไป แต่นั่นก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว

 

ฟูเยี่ยนยังไม่ทันได้พักหายใจ เธอก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง การหยุดชะงักเมื่อครู่คือการแทรกแซงของโจวหยาง ตอนนี้คือช่วงเวลาที่ยากที่สุดของเธอ เมื่อคำนวณเวลาที่ผ่านไปแล้ว คาดว่าธูปดอกที่หกน่าจะกำลังหมดลงแล้ว

 

นี่คือการเดิมพันว่าโจวหยางจะรักลูกชายมากกว่ารักตัวเองหรือไม่ เขาจะยอมรับการยั่วยุของคนอื่นและยอมรับความพ่ายแพ้ของตัวเองได้หรือไม่

 

ถ้าเขาเลือกช่วยลูกชาย เขาก็ยังมีโอกาสรอด แต่ถ้าเขาเลือกต่อสู้กับเธอ เช่นนั้นเขาก็ต้องจ่ายในราคาที่สาสม

 

ฟูเยี่ยนรอคอยอย่างเงียบๆ เธอคลุมผ้าห่มให้โจวเคอและโจวจื่อผิง เพราะทั้งสองพ่อลูกต้องการการพักผ่อน

 

ทางด้านของเมิ่งอ้าย ตอนนี้ฝ่ามือของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ตอนนี้เขารอแค่ธูปดอกที่หกไหม้หมดเท่านั้น เขาจ้องไปที่ขี้เถ้าธูปอย่างประหม่า กลัวว่าจะพลาดมัน

 

ทางฝั่งของโจวหยาง ตอนนี้เขาได้ค้นพบแล้วว่าชะตากรรมของลูกชายได้เปลี่ยนกลับไปเป็นแบบเดิมแล้ว และยังมีคำสาปฝันร้ายเพิ่มมาอีกด้วย เขาวิตกกังวลและตื่นตระหนก เขารู้แล้วว่าทุกสิ่งที่เขาทำถูกค้นพบและตอนนี้มันกำลังย้อนกลับมาทำร้ายลูกชายของเขา

 

เขากำลังต่อสู้กับด้านมืดอีกด้านที่อยู่ในใจ สุดท้ายเขาก็เหลือบมองลูกชายที่นอนอยู่บนเตียง หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็เดินจากไปและคิดกับตัวเองว่า: หลังจากที่ฉันจัดการกับโจวจื่อผิงและคนเจ้าเล่ห์คนนั้นแล้ว ฉันจะมาทำลายคำสาปให้โจวเค่อ

 

โจวหยางตรงไปที่ห้องอ่านหนังสือและปิดประตู เขาเปิดกลไกของชั้นวางหนังสือและหยิบกล่องที่ไม่เด่นสะดุดตาออกมา

 

เขาเปิดกล่อง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ เขาเชื่อว่าโจวจื่อผิงจะไม่สามารถหนีพ้นจากเงื้อมมือของเขาได้ ส่วนฟู่เยี่ยนหรือใครก็ตามที่ขอให้เธอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจของคนอื่น ก็อย่าหวังว่าจะหนีพ้น!

 

โจวหยางหยดเลือดของตัวเองลงไปในกล่อง มีเสียง ‘ครืด ครืด’ ดังออกมาจากในกล่อง ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในนั้น

 

ในเวลาเดียวกัน ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าค่ายกลที่ฝังอยู่ในสนามหญ้าของบ้านหลังนี้ได้เปิดใช้งานแล้ว มันคือค่ายกลสังหารรัดเก้าวง หากเปิดใช้งานโดยสมบูรณ์ จะไม่มีใครในตระกูลโจวสามารถหลบหนีออกไปได้ รวมถึงตัวเธอเองด้วย

 

ไม่คาดคิดว่าโจวหยางจะมีไม้นี้ด้วย ฟู่เยี่ยมคลี่ยิ้มบาง วันนี้เธอจะทำให้โจวหยางได้เห็นว่าพลังที่เหนือกว่าค่ายกลทั้งปวงเป็นอย่างไร!

 

ในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางการจับจ้องของเมิ่งอ้ายชวน ขี้เถ้าหยดสุดท้ายจากธูปดอกที่หกก็ร่วงหล่นลงในที่สุด




ตอนที่ 217: ยันต์สายฟ้า


 

เมิ่งอ้ายชวนสูดหายใจเข้าลึกๆหลายครั้ง แล้วถอยหลังไปสองสามก้าว ก่อนจะเหยียบเข้าที่ต้นขาของไป๋โม่เฉิน ไป๋โม่เฉินส่งแรงขึ้นมา เมิ่งอ้ายชวนก็อาศัยแรงนั้นเหวี่ยงยันต์ในมือเข้าไปในสวนของบ้านตระกูลโจวแทบจะในทันที

 

จู่ๆก็มีเสียงระเบิดดังสนั่นกึกก้องไปทั่วสวนของบ้านตระกูลโจว

 

บ้านเรือนกว่าครึ่งถนนล้วนได้ยินเสียงระเบิดกันหมด ผู้คนต่างพากันออกมาที่ถนนเพื่อหาแหล่งที่มาของเสียง ขณะเดียวกันคนจากหน่วย753 ก็ถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวด้วยเช่นกัน

 

ภายในห้องนอนของบ้านตระกูลโจว ฟู่เยี่ยนยืนอยู่ริมหน้าต่างที่ไม่ได้รับความเสียหาย เธอมองดูทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ สวนของบ้านหลังนี้ถูกยันต์สายฟ้าแรงสูงของเธอทำลายจนพังพินาศ แน่นอนว่ารวมไปถึงค่ายกลที่โจวหยางตั้งไว้ด้วย

 

พื้นถนนที่ปูด้วยหินเขียวแตกละเอียด หินโม่ในสวนถูกแรงระเบิดจนแตกกระจาย เหลือทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพัง

 

ไป๋โม่เฉินใช้ความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อนวิ่งเข้าไปในลานบ้านตระกูลโจว เมื่อผลักประตูเข้าไปก็เห็นสภาพหายนะนั้นทันที

 

เขาหันไปเห็นฟู่เยี่ยนยืนยิ้มอยู่ที่หน้าต่าง โดยเธอกำลังมองมาที่เขาอย่างขี้เล่น

 

ไป๋โม่เฉินเปิดประตูเดินเข้าไป เขาคว้าตัวฟู่เยี่ยนเข้ามากอดทันที ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะทันตั้งตัว มือใหญ่ของไป๋โม่เฉินก็ตีเข้าที่ก้นของเธอไปสามที!

 

ฟู่เยี่ยนถึงกับตะลึง คนที่ตามเข้ามาอย่างช่างจู ช่างหลิว ช่างเก๋อ และเมิ่งอ้ายชวนก็ตะลึง รวมทั้งพ่อลูกตระกูลโจวที่เพิ่งได้สติจากเสียงระเบิด ทุกคนมองอาจารย์ฟู่ถูกตีด้วยสีหน้าตกตะลึงไม่แพ้กัน…

 

ฟู่เยี่ยนอยากจะเอาหน้ามุดกำแพงหนีเสียตอนนี้เลย มันน่าอายจริงๆ…

 

ช่างจูที่อยู่ข้างหลังเข้ามาช่วยฟู่เยี่ยนแก้สถานการณ์

 

“เด็กคนนี้สมควรโดนตีจริงๆ เสี่ยวไป๋ ตีเธออีกสักสองสามทีสิ ทำเรื่องบ้าบิ่นขนาดนี้ เกือบทำให้ตาแก่อย่างฉันหัวใจวายตายแล้ว!”

 

ไป๋โม่เฉินเองก็รู้สึกเขินเช่นกัน เมื่อครู่นี้เขาโมโหฟู่เยี่ยนที่ทำอะไรไม่นึกถึงใจเขาเลย ทำให้เขาเผลอตีเธอไป

 

“ปล่อยฉันเถอะ...” ฟู่เยี่ยนกระซิบบอกไป๋โม่เฉิน

 

ไป๋โม่เฉินรีบปล่อยฟู่เยี่ยน จากนั้นทุกสายตาถึงได้หันไปมองพ่อลูกตระกูลโจวที่นอนอยู่บนพื้น

 

“เสี่ยวโจว นี่นายหายดีแล้วหรือ?” ช่างหลิวมองดูดวงตาของโจวจื่อผิงที่ใสกระจ่าง ซึ่งแตกต่างจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง

 

โจวจื่อผิงเพิ่งรู้สึกตัว เขายื่นมือออกมาดูฝ่ามือของตัวเอง แล้วหันไปมองลูกชาย ในตอนนี้เอง ชายหนุ่มร่างสูงห้าฟุตถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาในทันที

 

ทุกคนที่อยู่ในห้องต่างรู้สึกซาบซึ้ง ไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมา พวกเขาต่างมองดูโจวจื่อผิงกับโจวเคอกอดกันร้องไห้

 

“เอาล่ะ เสี่ยวโจว ตอนนี้บ้านของนายมีแต่เศษหินเศษดิน นายไปพักที่บ้านของเราก่อน ลุกไหวไหม?” ช่างจูถาม นี่มันเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันไปถึงชีวิต ต้องรีบจัดการให้เสร็จ

 

“ช่างจู ผมไม่เป็นไรแล้ว เสี่ยวเคอช่วยพยุงพ่อหน่อย พวกเราพ่อลูกต้องไปคำนับขอบคุณอาจารย์ฟู่” โจวจื่อผิงอาศัยแรงของโจวเคอพยุงตัวไปขอบคุณฟู่เยี่ยน

 

“ไม่ต้องเกรงใจค่ะ หนูยังมีเรื่องที่ต้องถามคุณ และมีบางเรื่องที่ต้องอธิบายให้คุณเข้าใจ พวกเราไปคุยกันที่นั่นเถอะ!” ฟู่เยี่ยนไม่ได้รู้สึกยินดีมากนัก เพราะยังมีปริศนาในตัวโจวจื่อผิงที่ถ้าไม่แก้ไขก็อาจจะมีเรื่องเกิดขึ้นอีกในภายหลัง

 

ฟู่เยี่ยนกำลังคิดว่า: โจวหยางจะได้รับบาดเจ็บจากยันต์สายฟ้าของเธอหรือไม่

 

ทุกคนเดินไปยังบ้านหลังข้างกัน เมื่อเข้าไปในประตูใหญ่ ช่างจูก็พาทุกคนไปยังตัวบ้านชั้นที่สาม ที่นั่นมีเตียงให้โจวจื่อผิงนอนพัก ตอนนี้ร่างกายของเขายังอ่อนแออยู่ สภาพจิตใจก็ยังไม่ดีนัก

 

ไป๋โม่เฉินมองดูทุกคนเดินเข้าไปแล้ว เขาก็จูงมือฟู่เยี่ยนเดินตามหลัง เมื่อเขาปิดประตู ฟู่เยี่ยนก็ถูกดึงเข้ามาในอ้อมแขนของเขาโดยตรง

 

“ขอโทษนะ...” เมื่อครู่ไป๋โม่เฉินรู้สึกตกใจมาก เขากลัวว่าฟู่เยี่ยนจะหลบยันต์นั้นไม่พ้น ไม่มีใครรู้ว่าเขารู้สึกโล่งใจและดีใจแค่ไหนเมื่อเห็นฟู่เยี่ยนยืนยิ้มอยู่ที่นั่น

 

“ไม่เป็นไร เป็นความผิดของฉันเองที่ทำให้พี่กังวล” ฟู่เยี่ยนไม่ได้อิดออด เธอรู้ว่าตัวเองทำให้เขากลัวมาก ถ้าเป็นพ่อแม่ของเธอ พวกเขาก็คงด่าเธอเหมือนกัน

 

“เธอไม่รู้ว่าฉันกลัวแค่ไหน ฉันคิดว่า...” ไป๋โม่เฉินพูดไม่ออก

 

“ฉันไม่เป็นไร ฉันวางแผนไว้หมดแล้ว ตอนที่อยู่ในบ้านตระกูลโจว ฉันเองก็วางค่ายกลป้องกันตัวเองเอาไว้เหมือนกัน พี่ดูสิ ขนาดหน้าต่างก็ยังไม่เสียหายเลย!”

 

“ต่อไปอย่าทำเรื่องอันตรายแบบนี้อีก แม้เธอจะมั่นใจแค่ไหนก็เถอะ สุภาพชนไม่ควรอยู่ใกล้กำแพงที่กำลังจะถล่ม แค่เธอเป็นแผลนิดเดียว ฉันก็แทบอยากจะฆ่าใครสักคนแล้ว!” ไป๋โม่เฉินกอดเธอไว้แน่น ในใจไม่อยากปล่อย

 

“พอแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการ เสร็จเรื่องแล้วพวกเราค่อยมาคุยกันดีไหม?” ฟู่เยี่ยนตบเบาๆที่หลังเขาเป็นการช่วยปลอบประโลม

 

“ได้ เธอหิวไหม?”

 

“เสร็จธุระแล้วฉันอยากกินบะหมี่เจี้ยงเมี่ยน ที่พี่พาฉันไปครั้งก่อน พวกเราไปดูดีไหม?” ฟู่เยี่ยนยังมีเรื่องอยากตรวจสอบ คืนนี้เธอต้องไปที่ร้านบะหมี่เจี้ยงเมี่ยนให้ได้

 

“ตอนนี้ดึกแล้ว ร้านนั้นปิดเร็ว พวกเราลองไปดูก่อนแล้วกัน ถ้าไม่มี เธอค่อยกลับไปกินข้าวที่บ้านดีไหม?” ไป๋โม่เฉินจับมือเธอ บังเอิญสัมผัสได้ถึงแผลที่นิ้วของเธอ เขาจึงมองเธอด้วยสายตาที่ไม่เห็นด้วย

 

“ไม่เป็นไรหรอก ต้องใช้เลือดของคนวางค่ายกลกับเลือดของโจวเคอรวมกันถึงจะได้ผล อีกสักพักแผลก็หายแล้ว” ฟู่เยี่ยนไม่ได้สนใจแผลของตัวเองเลยสักนิด

 

ไป๋โม่เฉินทำอะไรไม่ได้ จึงได้แค่ลูบผมเธอ

 

ช่างจูเพิ่งจัดการให้โจวจื่อผิงพักบนเตียงและพูดคุยกัน โจวเคอเองก็ดูซีดเซียว แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกมีแรงเต็มที่ เหมือนทั่วทั้งร่างเบาสบาย

 

“อาจารย์ฟู่ ขอบคุณที่ช่วยชีวิตฉัน ชีวิตฉันโจวจื่อผิงนี้เป็นของอาจารย์แล้ว หากอาจารย์สั่งให้ฉันทำอะไร แม้จะต้องฆ่าคนหรือวางเพลิง ฉันก็ไม่เกี่ยง!”

 

“ที่หนูช่วยคุณไม่ใช่แค่เพราะคุณเท่านั้น อีกอย่างหนูช่วยชีวิตลูกชายของคุณเอาไว้ด้วย หากหนูอยากฆ่าคนวางเพลิง เขายินดีจะทำเพื่อหนูไหม?” ฟู่เยี่ยนยังมีอารมณ์มาแกล้งพวกเขา

 

“ชีวิตของเสี่ยวเคอ?” โจวจื่อผิงรู้สึกสับสนเล็กน้อย

 

“ชะตาของโจวเคอถูกสับเปลี่ยน เดิมทีเขามีชะตาหยางบริสุทธิ์ หลังจากมีคนเปลี่ยนโชคชะตาของเขา โชคทั้งหมดของเขาได้ถูกบดบัง ทำให้เขาทำอะไรก็ล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จ ตอนนี้ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว เขาอาจสูญเสียความมั่งคั่งบางส่วนไปบ้าง แต่ก็แค่ส่วนน้อยเท่านั้น”

 

โจวจื่อผิงไม่อยากจะเชื่อเลยว่าชีวิตของพวกเขาสองพ่อลูกจะน่าสังเวชขนาดนี้?

 

“ทำไมล่ะ คุณไม่เชื่อเหรอ?” ฟู่เยี่ยนพูดหลังจากที่เห็นสีหน้าของเขา

 

“ไม่ใช่แบบนั้นอาจารย์ฟู่ ฉันเชื่อ ฉันแค่คิดว่าชีวิตของพวกเราพ่อลูกช่างน่าสังเวชเหลือเกิน!”

 

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับชะตาชีวิตของพวกคุณ พวกคุณทั้งคู่ถูกคนอื่นทำร้ายต่างหาก” ฟู่เยี่ยนส่ายหัวและไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเขา

 

“ถูกคนทำร้าย? ถูกใครทำร้าย?”

 

“โจวหยาง เขาเปลี่ยนชะตากรรมของลูกชายคุณกับชะตากรรมของลูกชายเขา ทั้งยังสาปแช่งคุณอีกด้วย ถ้าฉันมาช้ากว่านี้ไปนิดเดียว คุณจะทำร้ายตัวเองหรือไม่ก็ฆ่าลูกชายของคุณ”

 

“เขาเนี่ยนะ? เพราะอะไร? หรือแค่เพราะผู้หญิงคนหนึ่งน่ะหรือ” โจวจื่อผิงพยายามครุ่นคิดแต่ก็ยังไม่เข้าใจ

 

“หนูคิดว่าไม่น่าใช่แค่เพราะเรื่องพวกนี้ โจวหยางต้องการทำอะไร คุณน่าจะรู้ดีกว่าหนู! หากไม่ใช่เพราะคุณจับจุดอ่อนเขาได้ ก็น่าจะเพราะว่าคุณมีสิ่งที่เขาต้องการ แต่เขาไม่อาจซื้อมันมาได้ คุณลองคิดดูให้ดี นี่ต่างหากเป็นปัจจัยหลัก”

 

“หากคุณยังคิดไม่ออก เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าโจวหยางจะกลับมาทำร้ายคุณอีกไหม” ในใจของฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าโจวหยางอาจจะไม่รอดแล้ว เธอมีความเคลื่อนไหวใหญ่ขนาดนี้ หากเขาไม่เป็นไรจริง เขาก็คงมานานแล้ว อีกอย่างบ้านตระกูลโจวก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่

 

ที่เธอพูดมาแบบนี้ เพราะเธออยากให้โจวจื่อผิงนึกถึงสาเหตุที่เขาถูกสาป หากในอนาคตเธอต้องการใช้เขา เธอจะไม่สามารถเก็บระเบิดเวลาเอาไว้ได้

 

เธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าอะไรทำให้โจวหยางยอมทุ่มเงินมหาศาลขนาดนี้ อีกทั้งยังถึงขั้นดึงเอาคำสาปฝันร้ายมาให้ด้วย!




ตอนที่ 218: จุดจบ

 


ฟู่เยี่ยนไม่ได้รอนานนัก เพราะจู่ๆโจวจื่อผิงก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้

 

“เสี่ยวเคอ ช่วยพยุงพ่อหน่อย พ่อจะกลับไปเอาของที่บ้าน อาจารย์ฟู่ก็มาด้วยกันเถอะ” โจวจื่อผิงพยายามยันตัวเองลุกขึ้น เดินกลับบ้าน

 

ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินเดินตามหลังไป เมิ่งอ้ายชวนยังอกสั่นขวัญแขวนไม่หาย จึงไม่ได้ตามมาด้วย

 

พื้นที่ที่โดนยันต์สายฟ้าทำลายไปเมื่อครู่คือลานบ้านส่วนแรก โจวจื่อผิงพาทุกคนเดินไปถึงลานที่สาม ซึ่งปกติใช้เป็นพื้นที่ครัวและโกดังเก็บของ ส่วนใหญ่เก็บเป็นของจิปาถะ

 

โจวจื่อผิงยืนที่โคนต้นไม้กลางลาน เขาสำรวจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกให้โจวเคอเอาจอบมาขุดดิน  ตอนนี้โจวเคอเองก็ดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง ไป๋โม่เฉินจึงรับจอบมาแล้วเริ่มขุดตามที่โจวจื่อผิงบอก

 

ไม่นาน เขาก็ขุดจอบเจอวัตถุแข็งบางอย่าง ไป๋โม่เฉินเกือบจะหยิบมันขึ้นมาด้วยมือเปล่า แต่ฟู่เยี่ยนห้ามไว้ก่อน

 

เธอนั่งยองลงสำรวจมันอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่พบกับดักใดๆ เธอจึงให้ไป๋โม่เฉินหยิบวัตถุนั้นขึ้นมา วัตถุที่ว่านี้เป็นลูกกลมๆ ไป๋โม่เฉินยื่นมันให้โจวจื่อผิง แต่โจวจื่อผิงไม่รับ

 

“อาจารย์ฟู่ ฉันลองคิดอยู่นานแล้ว ของชิ้นนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้โจวหยางเกิดความละโมบ แม้ฉันจะอยู่ในวงการของเก่า แต่ไม่เคยสะสมของเอง ของที่มีอยู่ในบ้านก็เป็นของที่พ่อของฉันเก็บสะสมมาทั้งนั้น”

 

“ส่วนใหญ่ฉันจะเก็บมันไว้เป็นของเล่นมากกว่า ของชิ้นนี้เป็นของเพียงชิ้นเดียวที่ปู่ของเสี่ยวเคอทิ้งไว้ให้ ในเมื่ออาจารย์ฟู่ช่วยชีวิตเราสองคนพ่อลูกไว้ ฉันไม่รู้จะขอบคุณคุณอย่างไร ของชิ้นนี้ไม่ว่ามันจะมีค่าแค่ไหน แต่ฉันก็อยากให้อาจารย์รับไว้”

 

โจวจื่อผิงไม่ได้ตัดสินใจอย่างบุ่มบ่าม แต่เขาเองก็ไม่เข้าใจของชิ้นนี้ ตอนนี้ตัวเขาเองก็ไม่มีสิ่งอื่นที่จะแทนคุณอาจารย์ฟู่ได้ จึงต้องใช้สิ่งนี้ตอบแทน ไม่แน่ว่ามันอาจจะมีประโยชน์กับอาจารย์ฟู่ก็ได้

 

ฟู่เยี่ยนมองออกตั้งแต่แรกเห็นแล้วว่าเจ้าสิ่งนั้นมันคืออะไร แต่เธอต้องเก็บความคิดไว้ในใจ เธอทำได้เพียงอุทานอยู่ในใจว่า ‘ช่างบังเอิญเหลือเกิน!’

 

แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่แสดงอารมณ์ใดออกมา เพราะการรู้มากไปย่อมไม่ดีสำหรับไป๋โม่เฉินและพ่อลูกแซ่โจว

 

“งั้นหนูจะรับไว้ แต่หวังว่าเรื่องนี้จะถูกเก็บไว้เป็นความลับระหว่างเรา”

 

“อืม ฉันจะไม่บอกใคร อาจารย์สบายใจได้” โจวจื่อผิงเห็นฟู่เยี่ยนรับของไปก็โล่งใจขึ้นมาก

 

“เอาล่ะ คุณอายุมากกว่าหนู งั้นหนูขอเรียกคุณว่าลุงโจวแล้วกันนะคะ” ฟู่เยี่ยนคิดว่าควรจะพูดถึงแผนของเธอก่อน

 

“อย่าเลย ฉันไม่กล้าหรอก” โจวจื่อผิงรู้สึกเหมือนได้รับความโปรดปรานอย่างไม่ทันตั้งตัว

 

“ลุงโจว หนูได้ยินชื่อเสียงของคุณในวงการแล้ว ร้านขายวัตถุโบราณของเรากำลังจะเปิดตัวในเร็วๆนี้ ตอนนี้กำลังเตรียมการอยู่ คุณสนใจมาเป็นผู้จัดการร้านให้เราไหม?” ฟู่เยี่ยนถามออกไปตามตรง

 

โจวจื่อผิงรู้สึกดีใจ ไม่คิดว่าพอฟื้นขึ้นมาก็มีโอกาสมารออยู่ตรงหน้าแล้ว

 

“โจวจื่อผิงขอขอบคุณอาจารย์ฟู่ อาจารย์วางใจได้ ในวงการนี้ ตราบใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนั้นของอาจารย์ รับรองว่าฉันไม่เคยพลาดอย่างแน่นอน หากอาจารย์เชื่อใจฉัน ฉันจะทำอย่างเต็มที่ แต่แค่ร่างกายของฉันมัน...” โจวจื่อผิงกลัวจะทำให้ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินต้องลำบาก

 

“เรื่องนี้ไม่เป็นไร ร้านยังไม่เปิดตัวเร็วๆนี้ ยังอยู่ในช่วงตกแต่ง ลุงโจวเองก็รักษาตัวให้ดี เรื่องบ้านเดี๋ยวผมหาคนมาซ่อมให้ ช่วงนี้ลุงโจวกับเสี่ยวเคอก็พักที่บ้านช่างจูไปก่อน จะได้มีคนดูแล” ไป๋โม่เฉินกล่าว เขาเห็นว่าโจวจื่อผิงลุกยืนยังลำบาก

 

“ตกลง งั้นฉันจะรอคำสั่งจากพวกคุณอีกที”

 

“งั้นพวกเราขอตัวกลับก่อนนะ ลุงกับเสี่ยวเคอพักผ่อนให้ดี รอให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงดีแล้ว เสี่ยวเคอจะได้ไปโรงเรียน” ฟู่เยี่ยนลูบหัวเขาด้วยความเอ็นดู

 

“พี่สาว ผมสามารถไปเรียนได้เหรอครับ?” เสี่ยวเคอเฝ้าดูแลพ่อมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้ทิ้งการเรียน เพราะเขายังอ่านหนังสือเองอยู่

 

“ได้สิ พอไปถึงที่บ้านปู่จูแล้วก็ลองถามพี่เมิ่งดู เขาน่าจะมีหนทางให้นายไปเข้าเรียนได้” ไป๋โม่เฉินเห็นว่าเด็กชายมีความมุ่งมั่น

 

“ขอบคุณพี่ชาย ขอบคุณพี่ฟู่!”

 

“นี่คือยาของพ่อนาย ให้เขากินวันละเม็ด กินหมดแล้วฉันจะเอามาให้ใหม่ จำไว้ว่าต้องกินให้ตรงเวลา ห้ามขาดยาแม้แต่วันเดียว” ฟู่เยี่ยนหยิบยาที่เตรียมไว้ให้โจวจื่อผิงออกมา

 

“ผมจำได้ ถ้าพ่อกินยาหมดแล้วผมจะไปหาพี่ฟู่เอง พี่ไม่ต้องมาหาผม” โจวเคอยิ้มตาหยี เขาดีใจที่พ่อจะหายดีแล้ว

 

“ได้สิ!” ฟู่เยี่ยนเองก็ชอบเด็กคนนี้เช่นกัน

 

พอไปถึงบ้านช่างจู เธอก็เรียกเมิ่งอ้ายชวน ฟู่เยี่ยนกับไป๋โม่เฉินไปกินบะหมี่เจี้ยงเมี่ยน ระหว่างทางต้องผ่านบ้านใหญ่ตระกูลโจว หากโจวหยางมีปัญหา ที่บ้านใหญ่ตระกูลโจวน่าจะมีความเคลื่อนไหวให้เห็นบ้าง

 

ฟู่เยี่ยนไม่ให้เมิ่งอ้ายชวนขับรถ แต่พวกเธอเลือกที่จะเดินไปเรื่อยๆ จนถึงหน้าบ้านใหญ่ตระกูลโจว เธอเห็นประตูบ้านเปิดอยู่ มีคนเดินเข้าออกมากมาย แลดูคึกคักมาก

 

ฟู่เยี่ยนและคนอื่นยืนดูอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นมีคนช่วยกันหามใครบางคนออกมา แม้จะอยู่ไกล แต่ฟู่เยี่ยนก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นโจวหยาง!

 

ฟู่เยี่ยนหัวเราะเบาๆ เธออารมณ์ดีขึ้นมาทันที ตอนนี้เธออยากกินบะหมี่ขึ้นมาแล้ว

 

“เราไปกันเถอะ เดี๋ยวร้านบะหมี่จะปิดเสียก่อน” ฟู่เยี่ยนเดินนำไป

 

ไป๋โม่เฉินและเมิ่งอ้ายชวนสบตากัน เห็นรอยยิ้มในดวงตาของกันและกัน พวกเขารีบตามฟู่เยี่ยนไป แต่เธอเดินไปไกลแล้ว

 

ตอนนี้บ้านใหญ่ของตระกูลโจวกำลังวุ่นวาย โจวหยางเป็นหัวหน้าตระกูล แต่นั่นไม่ใช่เพราะความสามารถของเขา แต่เพราะเขาเป็นลูกชายของอดีตหัวหน้าตระกูลคนก่อน อีกทั้งคนในครอบครัวมีความสามารถน้อย โจวหยางเป็นคนเดียวที่มีพรสวรรค์ด้านอภิปรัชญา

 

เมื่อโจวหยางล้มลง ไม่มีใครที่มีความสามารถพอจะคุมสถานการณ์ได้ เขาถูกห้ามส่งโรงพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งหมอวินิจฉัยว่ากระดูกขาของเขาแตกละเอียดเป็นชิ้นๆทั้งสองข้าง ต้องนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิต

 

หากฟู่เยี่ยนรู้ เธอจะต้องรู้สึกทึ่งในความโชคดีของโจวหยาง

 

โชคดีที่ไม่ตาย!

 

ที่จริงแล้วตอนที่โจวหยางเปิดใช้ค่ายกลที่บ้านของโจวจื่อผิง ไม่นานเขาก็รู้สึกถึงพลังอันแข็งแกร่งพุ่งเข้ามาโจมตี เขาพยายามลุกขึ้นวิ่งหนี แต่สะดุดเก้าอี้ล้ม ทำให้พลังของยันต์สายฟ้าผ่าลงมาบนขาของเขา

 

โจวหยางมียันต์คุ้มกัน โชคดีที่สมองไม่เป็นอะไร ตอนนี้เขานอนอยู่บนเตียงคนไข้ รู้สึกถึงพลังในร่างกายที่ค่อยๆเลือนหายไป

 

พลังของยันต์สายฟ้าไม่เพียงแต่ทำลายขาของเขาเท่านั้น แต่ยังทำลายพลังภายในที่เขาภาคภูมิใจอีกด้วย

 

โจวหยางยกมือไม่ขึ้น เขาได้แต่ก่นด่าในใจว่าเมื่อหายดีแล้ว เขาจะไปแก้แค้นฟู่เยี่ยน ! แต่คิดได้ไม่นาน เขาก็หลับไป

 

พอเขาตื่นมาในวันรุ่งขึ้น  แทนที่เขาจะได้พบหน้าภรรยาเป็นคนแรก แต่เขากลับต้องมาเจอคนจากหน่วย753ก่อน

 

เมื่อคืนหลังจากที่หน่วย753รู้ข่าวว่าโจวหยางได้รับบาดเจ็บ ทั้งที่ยังไม่รู้รายละเอียด แต่พวกเขาก็รีบมาเตรียมอายัดตัวจับกุมโจวหยางทันที

 

คนจากหน่วย753อาศัยช่วงที่เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสเข้าจับกุมเขา ตอนนี้โจวหยางกำลังคลายการป้องกันลงพอดี หากไม่จับกุมตัวไปสอบสวนตอนนี้ หรือจะรอให้เขาหายดีก่อนแล้วค่อยมาจับ? เขาได้รับบาดเจ็บที่ขา ไม่ใช่ที่สมอง ดังนั้นเมื่อเขาหายดีแล้ว เขาก็ยังคงเป็นตัวอันตรายหมายเลขหนึ่งอยู่ดี

 

ดังนั้นหัวหน้าหน่วย753 จึงนำกำลังคนมาที่โรงพยาบาลด้วยตนเอง โจวหยางถูกย้ายไปรักษาตัวที่หน่วย753 โดยมีหมอและพยาบาลของที่นั่นคอยดูแลเป็นอย่างดี แต่เขาต้องให้ความร่วมมือในการสารภาพความผิด

 

กว่าฟู่เยี่ยนจะรู้เรื่องนี้ เธอก็คงถูกเชิญให้เข้าร่วมงานประชุมเปิดสาขาอภิปรัชญาของหน่วย753แล้ว




ตอนที่ 219: ลูกแก้วลูกที่สี่


 

หลังจากที่ฟู่เยี่ยนได้กินบะหมี่กับไป๋โม่เฉินและเมิ่งอ้ายชวนแล้ว ฟู่เยี่ยนดูเหมือนจะไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่ภายในใจกลับรู้สึกมีความสุขมาก

 

ชั่วครู่เดียวที่ไป๋โม่เฉินบอกลาเมิ่งอ้ายชวน พอเขากลับมาก็ไม่เห็นฟู่เยี่ยนแล้ว เขาจึงรีบออกตามหา ไม่รู้ว่าเธอหายไปไหนในชั่วพริบตาแบบนี้


ไป๋โม่เฉินเริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเอง หรือว่าเขาเริ่มหลงลืมทักษะของตนเองหลังจากปลดประจำการแล้ว?

 

ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิด ฟู่เยี่ยนก็ปรากฏตัวขึ้นกระโดดขึ้นขี่หลังของเขา

 

“เซอร์ไพรส์ไหม?” ฟู่เยี่ยนกระซิบข้างหูของเขา

 

หัวใจของไป๋โม่เฉินเต้นแรงราวกับกลอง เขารู้สึกว่าหัวใจของเขาแทบจะหลุดออกมา เขารีบประคองฟู่เยี่ยนไว้ไม่ให้เธอร่วงลงไป แล้วเริ่มเดินต่อไป

 

ทั้งสองไม่พูดอะไร เพียงแค่เดินเงียบๆ ฟู่เยี่ยนเอนหัวพิงหลังของเขา ไป๋โม่เฉินรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวนี้ ทำเอาเขาถึงกับอมยิ้มเล็กน้อย

 

“เสี่ยวฮั่ว เธอรับปากฉันสักอย่างได้ไหม?” ไป๋โม่เฉินหันข้างไปหาเธอเล็กน้อยแล้วพูดออกมา

 

“รับปากเรื่องอะไรล่ะ? บอกมาสิ” ฟู่เยี่ยนขยับตัวเล็กน้อยให้สบายขึ้นบนหลังของเขา

 

“ต่อไปนี้ดูแลตัวเองให้ดีนะ ไม่ว่าใครก็ไม่สำคัญเท่าเธอ รวมถึงฉันด้วย” ไป๋โม่เฉินต้องการให้เธอเข้าใจว่าเธอสำคัญมากแค่ไหนสำหรับเขา

 

“ถ้าเมื่อครู่ยันต์สายฟ้ามีอะไรผิดพลาดขึ้นมา เธอจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะรอด? เสี่ยวฮั่ว อย่าทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายเลยนะ” ไป๋โม่เฉินพูดพรั่งพรูออกมา แสดงให้เห็นถึงความกังวลของเขา

 

ฟู่เยี่ยนไม่ได้ตอบอะไร แต่ไป๋โม่เฉินได้ยินเสียงลมหายใจยาวๆของเธอ ทำให้เขาคิดว่าเธออาจจะหลับไปแล้ว และเธออาจจะไม่ได้ยินคำพูดของเขา

 

เธอคงเหนื่อยมาก ไป๋โม่เฉินไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่เดินแบกเธอกลับบ้านไปแบบนั้น

 

เมื่อมาถึงบ้านของครอบครัวฟู่ เธอยังคงไม่ตื่น ไป๋โม่เฉินจึงต้องเดินวนไปรอบๆอยู่แบบนั้น เพราะไม่อยากปลุกเธอ

 

ฟู่เยี่ยนหลับสบายมาก แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าพื้นที่นอนมันแข็งไปหน่อย เธอลืมตาขึ้นมาและเห็นว่าฟ้ามืดแล้ว พระจันทร์คืนนี้สุกสว่างมาก แสงจันทร์ส่องให้เห็นเงาของทั้งสองคนที่ยืดยาวลงบนพื้น

 

“ตื่นแล้วเหรอ?” ไป๋โม่เฉินเอียงหน้าไปถาม

 

“อืม พี่คงเหนื่อยแล้ว ปล่อยฉันลงเถอะ ทำไมพี่ถึงไม่ปลุกฉันล่ะ?” ฟู่เยี่ยนดิ้นลงจากหลังของเขา

 

“เธอนอนสบายขนาดนั้น ฉันไม่กล้าปลุกหรอก ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว เธอกลับบ้านเถอะ” ไป๋โม่เฉินดูนาฬิกา ตอนนี้เกือบเที่ยงคืนแล้ว ถนนเงียบสงัดไร้ซึ่งผู้คนสัญจร

 

“พี่กลับหอไม่ได้แล้ว แบบนี้พี่จะไปนอนที่ไหน?” ตอนนี้ฟู่เยี่ยนตื่นเต็มตาแล้ว

 

“ลืมไปแล้วเหรอว่าบ้านสามทางเข้าของฉันยังมีเตียงอยู่ ฉันจะไปนอนที่นั่น พรุ่งนี้ต้องไปเรียนแต่เช้า คงไม่ได้มาหาเธอนะ” ไป๋โม่เฉินพยายามยับยั้งความต้องการของตนเองที่จะอยู่กับเธอตลอดเวลา

 

“อืม พรุ่งนี้ฉันจะไปจัดการงานที่พระราชวังต้องห้ามอีกเล็กน้อย แล้วจะไปเรียนเร็วๆนี้แล้ว ตอนนี้ภาควิชาเริ่มเรียนวิชาเอกกันแล้ว” ฟู่เยี่ยนกล่าว

 

“ดี ฉันจะรอเธอที่มหาวิทยาลัย วิชาเอกของภาควิชาฉันก็เริ่มเยอะขึ้นแล้วเหมือนกัน พอเธอกลับมาเรียน เราสามารถดูตารางเรียนแล้วไปกินข้าวและเข้าห้องสมุดด้วยกันได้”

 

ไป๋โม่เฉินคิดในใจ โชคดีที่พวกเขายังเป็นนักศึกษาทั้งคู่ อย่างน้อยก็ยังได้เจอกันทุกวัน

 

“ตกลง ไว้ฉันกลับมาแล้วจะไปหาพี่ มีเรื่องอะไรก็ส่งนกกระดาษมาบอกฉันได้นะ” ฟู่เยี่ยนกล่าวขณะเดินกลับ

 

“รีบเข้าบ้านไปเถอะ” ไป๋โม่เฉินยืนรอจนฟู่เยี่ยนเข้าประตูไป

 

ฟู่เยี่ยนโบกมือลาแล้วเข้าบ้าน ไป๋โม่เฉินเห็นเธอปิดประตูแล้ว เขาจึงเดินกลับบ้านที่อยู่ห่างออกไป

 

ไป๋โม่เฉินเดินกลับบ้านภายใต้แสงจันทร์ ในใจคิดถึงแผนการต่างๆ เรื่องของโจวหยางในครั้งนี้ทำให้เขาได้เห็นพลังอำนาจของศาสตร์ลี้ลับอย่างแท้จริง

 

เขาอยากจะปกป้องฟู่เยี่ยน แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร บางทีนี่อาจเป็นคำถามที่เขาต้องหาคำตอบไปตลอดชีวิต

 

ฟู่เยี่ยนเข้าบ้านแล้วมองเห็นไป๋โม่เฉินเดินไปจนลับตา เธอจึงกลับไปยังห้องของตัวเอง วันนี้เธอได้ของจากโจวจื่อผิงมา เธออยากจะลองพิสูจน์ดูเสียหน่อย

 

เธอเข้าไปในดินแดนต่างมิติ หยิบสิ่งที่ได้รับออกมา มันเป็นวัตถุโลหะทรงกลมสีดำ เธอไม่รู้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกนี้เป็นฝีมือของยอดฝีมือคนไหน

 

ฟู่เยี่ยนใช้เนตรสวรรค์มองดู พบว่ามันมีพื้นผิวเรียบ เธอลองเล่นไปเล่นมา แต่ก็ไม่พบวิธีเปิด เธอจึงหยิบมันมาและคิดหาวิธีเปิดดู

 

ฟู่เยี่ยนเอนตัวนอนบนแผ่นหินริมทะเลสาบ มือเธอลูบไล้วัตถุทรงกลมนั้นทุกระเบียดนิ้ว แต่ก็ไม่พบว่ามันมีรอยเว้าหรือรอยนูนแต่อย่างใด

 

เธอเริ่มหงุดหงิดจึงโยนมันขึ้นไปในอากาศ

 

ทันใดนั้น เธอก็สังเกตเห็นว่ามีบางจุดที่แสงสะท้อนต่างออกไป เธอหยุดโยนและนำมันมาเพ่งมองใกล้ๆตา

 

เมื่อมองใกล้ๆก็ยังไม่เห็นความแตกต่าง แต่เมื่อโยนสูงขึ้น แสงสะท้อนนั้นก็ยิ่งชัดขึ้น ทำให้เธอสังเกตเห็นว่ามีรอยแยกบางอย่างที่แตกต่างไปจากรอบๆ

 

ฟู่เยี่ยนเปลี่ยนมือข้างที่จับ คิดว่าอาจต้องลองใช้กำลังงัดมันออกมา? แต่เธอก็ปฏิเสธความคิดนี้อย่างรวดเร็ว เพราะหากงัดออกแล้วเกิดระเบิดหรือทำลายของภายในเข้า แบบนี้เธอจะทำอย่างไร?

 

เธอต้องหากลไกเปิดมันให้เจอ ฟู่เยี่ยนเชื่อว่ามันน่าจะมีกลไกเปิดที่ซับซ้อน เธอเหลือบไปเห็นน้ำในทะเลสาบ ทันใดนั้นเธอก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้น! เจ้าสิ่งนี้มีรอยแยก ฉะนั้นมันอาจจะปกปิดอะไรไว้ เธอจึงคิดว่าจะลองเอามันไปแช่น้ำดู

 

ฟู่เยี่ยนเดินไปที่ริมทะเลสาบ วางลูกบอลลงในน้ำ ตอนแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอจึงคิดว่าจะลองรอดูสักห้านาที

 

ผ่านไปห้านาทีก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเธอคิดจะหยิบมันขึ้นมา จู่ๆก็มีฟองอากาศขนาดเล็กลอยขึ้นจากพื้นผิวของลูกบอล

 

เธอรีบหยิบมันขึ้นมา และพบว่ารอยแยกนั้นขยายใหญ่ขึ้น ดูเหมือนว่านี่จะเป็นวิธีที่ได้ผล

 

เธอจึงรีบวางลูกบอลกลับลงไปในน้ำ คราวนี้เธอไม่ใช้มือตัวเองจับไว้ แต่ใช้ตุ๊กตากระดาษช่วยประคองไว้แทน

 

เธอแวะไปดูไข่มังกร แต่ก็ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงใด หลังจากพยายามใช้เนตรสวรรค์มองภายในไข่ใบนั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะเหมือนกับมีบางสิ่งขวางไว้อยู่

 

ไม่เห็นก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรตอนนี้มังกรตัวนี้ก็ยังไม่พร้อมที่จะออกจากไข่

 

จากนั้นเธอก็แวะไปดูแปลงโสม เห็นว่ามันเติบโตขึ้นมาก เธอคิดว่าการหาที่ดินบนเขาสักลูกเป็นเรื่องยาก เพราะพื้นที่ภูเขาแถบชานเมืองตี้ตูหาได้ยากมากจริงๆ

 

ในตอนนี้เอง ที่ทะเลสาบดูเหมือนจะมีการเคลื่อนไหว ฟู่เยี่ยนรีบไปดู ขณะที่เดินไปถึงก็ได้ยินเสียงดัง พร้อมกับบางสิ่งที่พุ่งผ่านหัวของเธอไป

 

เธอรีบไปที่ทะเลสาบ เห็นว่าลูกบอลแยกเป็นสองส่วนแล้ว เธอจึงเงยหน้าขึ้นไปดูก็เห็นลูกแก้วลูกนั้นลอยอยู่ในอากาศ มันลอยฉิวไปฉิวมา ราวกับกำลังหาบางสิ่งอยู่

 

ในที่สุด เมื่อมันเห็นลูกแก้วทั้งสามลูกที่เดิมทีอยู่ในมิติมาก่อนหน้าแล้ว มันก็รีบบินมารวมตัวกับลูกแก้วอีกสามลูกนั้น แล้วลอยคว้างอยู่ในอากาศด้วยกัน

 

ฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปดู ลูกแก้วใหม่นี้มีสีเขียวเข้ม ดูเหมือนสีของหยกจักรพรรดิ

 

มันลอยวนรอบกับลูกแก้วอีกสามลูก ทำให้ตอนนี้มีทั้งหมดสี่ลูกแล้ว ฟู่เยี่ยนคิดในใจเองว่า: อย่าบอกนะว่ามันคือสี่ในเจ็ดไข่มุกมังกร?

 

เธอหัวเราะกับความคิดของตัวเอง นี่ไม่ใช่ประเทศญี่ปุ่นนะ ที่จะเหมือนการ์ตูนเรื่องดราก้อนบอลน่ะ

 

ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าอาจจะเป็นการจัดเรียงตามธาตุทั้งห้า แต่ทำไมลูกแก้วมังกรถึงเป็นหนึ่งในนั้นล่ะ?

 

ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าภารกิจของตนเองยังดูยาวไกลเหลือเกิน เพราะยังมีปริศนามากมายรอให้เธอไข




ตอนที่ 220: คำเชิญ


 

ฟู่เยี่ยนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังผ่านการทดสอบที่ยากลำบาก แต่สุดท้ายเธอก็สามารถผ่านทุกด่านมาได้อย่างสำเร็จ

 

เมื่อเห็นว่าทุกอย่างในดินแดนต่างมิติของเธอเรียบร้อยดี เธอจึงผ่อนคลายและคิดว่าได้เวลานอนแล้ว พรุ่งนี้เช้ายังมีธุระต้องทำ

 

ฟู่เยี่ยนนอนในดินแดนต่างมิติของเธอเป็นเวลานาน เมื่อลืมตาขึ้นมา เธอก็ออกจากมิติแล้วดูนาฬิกา พบว่าเพิ่งจะหกโมงเช้าเท่านั้น เธอจึงเดินไปที่ตัวบ้านชั้นสอง และพบว่าไม่มีใครอยู่ในบ้าน?

 

อ่า พวกเขาไปไหนกันหมด?

 

แต่แล้วเธอก็นึกได้ เธอจึงตีหน้าผากตัวเอง: โอ้ พระเจ้า! เมื่อวานนี้ตื่นเต้นเกินไปจนลืมโทรหาอารอง ตอนนี้พ่อกับแม่คงยังอยู่ที่บ้านพักในค่ายทหาร!

 

หลังจากตำหนิตัวเองสักพัก ฟู่เยี่ยนก็เก็บของและออกจากบ้าน เธอเดินไปที่สวนหลังบ้านเพื่อตรวจสอบถังเหล้าที่ใช้ยันต์ปิดผนึกไว้ ตอนนี้เธอยังไม่มีเวลาไปจัดการ จึงต้องปล่อยไว้ก่อน

 

จากนั้นเธอเดินไปที่ร้านขายแพนเค้กไส้ผลไม้ เธอซื้อมากินหนึ่งชิ้นและดื่มนมถั่วเหลืองหนึ่งแก้ว เมื่อดูนาฬิกาแล้วก็เดินไปที่พระราชวังต้องห้าม

 

ฟู่เยี่ยนจำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ที่เธอได้ดูทิวทัศน์บนถนนอย่างจริงจังเช่นนี้ เช้านี้ทุกที่ดูมีชีวิตชีวาไปหมด

 

พ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงขายของอย่างคึกคัก มีทั้งคนขายผัก และคนขายของทำมือ บริเวณนี้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย จึงเกิดตลาดขึ้นเองโดยธรรมชาติ

 

หลังจากเดินไปรอบๆ ฟู่เยี่ยนถือขนมปังทอดและวุ้นถั่วเหลืองมาถึงพระราชวังต้องห้าม กลิ่นหอมของพวกมันลอยไปตามทาง

 

ฟู่เยี่ยนมาถึงห้องทำงานที่เธอทำงานในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เธอก็เห็นว่าเยี่ยนโหลวและมู่อี้อันยังไม่มา ฟู่เยี่ยนจึงไปโทรหาอารอง อาสะใภ้รองเป็นคนรับสาย ฟู่เยี่ยนบอกให้ฟู่ต้าหย่งกลับบ้านได้ แต่อาสะใภ้รองดูเหมือนไม่อยากให้กลับ

 

เพราะหวังซู่เหมยและฟู่ตานีเก่งเรื่องเลี้ยงเด็ก ลูกฝาแฝดของเธอมีความสุขมาก รวมทั้งเจี่ยฟ่างก็มีความสุขเช่นกัน เพราะเขามีเพื่อนเล่น!

 

หลังจากโทรบอกทางบ้านเสร็จและรอสักพัก เยี่ยนโหลวและมู่อี้อันก็ยังไม่มา ฟู่เยี่ยนกำลังจะเริ่มทำงาน แต่คนจากหน่วย753 ก็มาหาเธอพอดี

 

ฟู่เยี่ยนถูกเรียกให้มาที่ห้องรับแขกและเห็นว่ามีคนรออยู่

 

“อาจารย์ฟู่ ผมมาจากหน่วย753 ทางเราอยากเชิญคุณไปร่วมงานสัมมนาในอีกสองวันนี้” คนที่มาหาเธอเป็นหนุ่มน้อยคนหนึ่ง เขายื่นบัตรเชิญให้เธอด้วยสองมือ

 

ฟู่เยี่ยนรับบัตรเชิญมาเปิดดู มันคือบัตรเชิญสีแดงปั๊มตัวอักษรทอง เมื่อเปิดอ่านดูก็พบว่ามีข้อความเชิญเธอเข้าร่วมงานสัมมนาเปิดตัวแผนกศาสตร์อภิปรัชญาของหน่วย753

 

วันนัดคือในอีกสามวันหลังจากนี้ ที่สำนักงานของหน่วย753

 

“หน่วย753อยู่ที่ไหน?” ฟู่เยี่ยนถาม

 

“เมื่อถึงเวลาให้คุณไปตามที่อยู่นี้ เราจะรวมตัวกันไปที่หน่วย753 เพราะที่อยู่ของหน่วยเป็นความลับ ต้องขอโทษด้วยครับ” หนุ่มน้อยยื่นที่อยู่ให้ เป็นร้านอาหารประชาชนใกล้ๆนี้

 

ฟู่เยี่ยนคิดแล้ว ดูเหมือนว่ามันจะเป็นความลับเลยทีเดียว เธอจึงเหลือบมองหนุ่มน้อยคนนี้ครู่หนึ่ง

 

“นายชื่ออะไร?”

 

“เยี่ยนหวู่โจว อาจารย์ฟู่เรียกผมว่าเสี่ยวเยี่ยนก็ได้”

 

แซ่เยี่ยนงั้นเหรอ?

 

“เยี่ยนโหลวเป็นอะไรกับนาย?” ฟู่เยี่ยนถามไปตามตรง

 

เยี่ยนหวู่โจวยิ้ม “เยี่ยนโหลวเป็นอาของผมครับ”

 

“ตกลง ฉันจะไปตามเวลา นายไม่ต้องห่วง ว่าแต่ฉันขอถามหน่อยได้ไหม งานสัมมนานี้มีแต่คนในสายเดียวกันมาร่วมงานด้วยหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนยังไม่เคยเจอคนในสายเดียวกันมากเท่าไหร่

 

“ส่วนใหญ่ใช่ครับ แต่อาจารย์ฟู่จะรู้เมื่อไปถึง ถ้ามีอะไรติดต่อผมได้ หากอาจารย์ฟู่ติดธุระและไปไม่ได้กรุณาแจ้งผมก่อน นี่เบอร์โทรผมครับ” เยี่ยนหวู่โจวพูดอย่างเป็นทางการ

 

“ตกลง” ฟู่เยี่ยนรับกระดาษใบเล็กมาเหลือบดูและจำเบอร์ไว้

 

“งั้นผมไม่รบกวนแล้วครับ ผมขอตัวก่อน”

 

“อืม เชิญตามสบายเลย” ฟู่เยี่ยนไม่คิดอะไรมาก และหันกลับไปทำงาน

 

เช้านั้น ฟู่เยี่ยนทำงานคนเดียว เธอทำงานเร็วมาก กล่าวได้ว่าปริมาณงานของเธอเท่ากับสองคนรวมกัน

 

ในบ่ายวันนั้น มู่อี้อันและเยี่ยนโหลวก็มาถึง

 

เยี่ยนโหลวเห็นฟู่เยี่ยนก็ร้องเรียกเสียงดัง

 

“พี่ฟู่ ผมคิดถึงพี่จัง! เมื่อวานพี่ไม่มา แม่ผมทำของอร่อยฝาก แต่โดนพี่อันกินไปหมดแล้ว!”

 

ฟู่เยี่ยนถึงกับเอามือปิดหู: โอ้ พระเจ้า!

 

“พวกนายไปไหนมา? ฉันทำงานคนเดียวจนเสร็จ ตอนนี้เหลือแต่ไปรายงานให้ผู้อาวุโสจินฟัง”

 

“โจวหยางพิการไปแล้ว เราไปประชุมกันมาเพื่อหาวิธีสอบสวนเขา” มู่อี้อันเหนื่อยมาก เพราะเขาคุยกับคนของหน่วย753ไม่รู้เรื่อง

 

“อ้อ? เขาเป็นอะไรเหรอ?” ฟู่เยี่ยนแกล้งทำเป็นไม่รู้ แต่มู่อี้อันไม่ใช่คนอื่น เขามองออกว่าเป็นฝีมือเธอ ทว่าเยี่ยนโหลวยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับเธอขนาดนั้น เขาจึงเชื่อเธอจริงๆ

 

“ไม่รู้ว่าใครทำให้ครึ่งล่างของเขากระดูกแตกละเอียด ต้องนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิต ตอนนี้เขายังไม่ได้สติ เขาเป็นคนในวงการอภิปรัชญา เราจึงไปฟังและออกความเห็น” มู่อี้อันมองฟู่เยี่ยน เขารู้จักเธอพอสมควร

 

เธอคนนี้เดิมทีไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น การที่เธอถามย่อมแสดงว่าอย่างน้อยเธอก็รู้เรื่องนี้

 

มู่อี้อันตัดสินใจว่าจะถามเธอทีหลัง

 

“น่าสงสาร” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างไม่ใส่ใจ

 

“สงสารอะไร? เขาถ้าไม่เจ็บตัวก็ต้องจับเข้าคุกอยู่ดี เขาทำเรื่องไม่ดี เป็นสายลับขายชาติ และคิดว่าน่าจะทำเรื่องเลวๆอีกเยอะ” เยี่ยนโหลวกินวุ้นถั่วเหลืองของฟู่เยี่ยนขณะพูด

 

“เอาล่ะ ไปหาผู้อาวุโสจินกัน ส่งงานแล้วจะได้ไม่ต้องมาอีก” ฟู่เยี่ยนตรวจสอบอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าไม่มีปัญหา จากนั้นเธอก็รวบรวมของที่มีปัญหาไปไว้อีกที่หนึ่ง

 

“อ่า? ไม่มาแล้วเหรอ? พี่ฟู่ งั้นผมไปหาพี่ได้ไหม?” เยี่ยนโหลวเสียดาย เขายังสนุกไม่หนำใจเลย

 

“ฉันต้องไปเรียน ไม่มีเวลาเล่นกับนายหรอก” ฟู่เยี่ยนไม่อยากโอ๋น้องชาย เพราะเธอมีน้องชายเยอะพอแล้ว

 

“พี่อัน แล้วพี่ล่ะ?” เยี่ยนโหลวหันไปถามมู่อี้อัน

 

“ฉันลืมบอกนายไป ฉันกับฟู่เยี่ยนเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน” มู่อี้อันยิ้ม

 

“เฮ้อ... ผมก็จะไปเรียนบ้าง ว่าแต่เรียนมหาวิทยาลัยสนุกไหม? ตอนนี้ปมยังต้องเรียนมัธยมปลายอยู่เลย” เยี่ยนโหลวพูดด้วยสีหน้าหดหู่

 

“ก็โอเคเลยนะ อิสระดี” ฟู่เยี่ยนคิดแล้วตอบ

 

“งั้นผมจะไปสอบปีหน้า!” เยี่ยนโหลวพูดอย่างมั่นใจ

 

มู่อี้อันได้ยินแบบนั้นก็ตะลึง เด็กคนนี้รู้ตัวไหมว่าตัวเองพูดอะไรออกมา? การสอบเข้ามหาวิทยาลัยมันสอบง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?

 

“พี่ฟู่ พี่อัน รอผมสอบติดมหาวิทยาลัยแล้วจะไปหาพวกพี่นะ พวกพี่เรียนคณะอะไรกัน?” เยี่ยนโหลวถาม

 

“คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยตี้ตู นายก็สู้ๆนะ” มู่อี้อันตบไหล่เขา หนุ่มน้อยคนนี้ยังเด็กเกินไป

 

“ผมจะพยายาม!” เยี่ยนโหลวทำท่าให้กำลังใจ

 

วันนี้ผู้อาวุโสจินไม่อยู่ที่พระราชวังต้องห้าม พวกเขาจึงต้องมาพรุ่งนี้ ตอนนี้ไม่มีธุระอะไรแล้วจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน ก่อนไป ฟู่เยี่ยนมองมู่อี้อันแล้วส่งสายตาให้เขา

 

ทั้งสามแยกกันที่แยกของถนน เยี่ยนโหลวกับมู่อี้อันบ้านอยู่ใกล้กันจึงไปทางเดียวกัน

 

“อ๊ะ? พี่อัน พี่ไม่กลับบ้านเหรอ?” เยี่ยนโหลวถามอย่างแปลกใจ

 

“อ้อ ฉันมีธุระต้องไปทางโน้น เป็นทางเดียวกับที่ฟู่เยี่ยนไปพอดี นายกลับไปก่อนเลยนะ รู้ทางใช่ไหม?” มู่อี้อันพูด

 

“แน่นอน งั้นผมกลับก่อนนะ พี่ฟู่ แล้วเจอกันใหม่!” เยี่ยนโหลวกลอกตาใส่มู่อี้อัน แล้วเดินกลับบ้านอย่างร่าเริง

 

ฟู่เยี่ยนกับมู่อี้อันเห็นแบบนั้นก็หัวเราะ เยี่ยนโหลวเป็นคนซื่อมาก แต่มีข้อเสียคือชอบติดคน อาจเป็นเพราะเขาไม่มีเพื่อนสินะ!

 

“เอาล่ะ เรื่องของโจวหยาง เธอรู้ใช่ไหม?” มู่อี้อันเปลี่ยนโหมดมาถาม

 

“นี่มันกลางถนน รอให้ถึงบ้านก่อน” ฟู่เยี่ยนมองเขา เดิมทีเธอนึกว่าเขาโตแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ยังเหมือนเดิม!

 

“ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องรู้ทุกเรื่อง” มู่อี้อันหยุดพูด

 

ทั้งสองเดินกลับไปเงียบๆจนถึงบ้านของฟู่เยี่ยน พอมาถึงบ้าน ฟู่ต้าหย่งยังไม่กลับ ฟู่เยี่ยนดูนาฬิกาเพิ่งจะบ่ายสามโมง คิดว่าอารองคงจะมาส่งพวกเขาเอง




จบตอน

Comments