ตอนที่ 221: ตื่นตระหนก
ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันเข้าไปในห้องนั่งเล่น ก่อนจะนั่งลงที่โซฟา
“นายจะรับชาอะไรดี? ชาเขียวดีไหม?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขณะที่กำลังหยิบกาน้ำชาและใบชาออกมา
“ไม่เป็นไร บอกฉันหน่อยสิว่าเธอรู้เรื่องโจวหยางได้อย่างไร? แล้วเธอรู้อะไรอีกบ้าง?” มู่อี้อันถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“บอกฉันมาก่อนสิว่านายรู้อะไรบ้าง แล้วฉันจะบอกทุกอย่างที่ฉันรู้” ฟู่เยี่ยนยังคงมีท่าทีที่ดูไม่รีบร้อน ดูเหมือนว่าโจวหยางยังมีความเลวด้านอื่นอยู่ ไม่ได้มีแค่เรื่องทำร้ายคนอื่นเท่านั้น
“ตอนนี้หน่วย753 รู้แค่เรื่องที่เขาเป็นสายลับและร่วมมือกับศัตรูเท่านั้น แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเท่าไหร่ ซึ่งวันนี้เรากำลังคุยกันว่าจะสอบสวนเขาอย่างไร เพราะโจวหยางยังคงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา หลังจากที่สอบปากคำเมื่อคืนนี้ เขาก็หมดสติไป ฉันคิดว่าเขาน่าจะแสร้งทำ แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้! ไม่มีใครสามารถทำให้เขาพูดได้เลย” มู่อี้อันที่ไม่รู้รายละเอียดอะไร จึงได้แต่พูดออกมาอย่างจนปัญญา
ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าชายคนนี้จะร่วมมือกับศัตรูของประเทศชาติจริงๆ นี่เขากำลังสอดแนมอย่างนั้นหรือ?
ฟู่เยี่ยนคิดในใจว่า: รู้แบบนี้ใช้ยันต์สายฟ้าสักสองแผ่นไปเลยดีกว่า เธอไม่ควรประมาทแบบนี้เลย!
ทว่าสิ่งนี้ถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีวันหลีกหนีผลกรรมของตัวเองได้ เพราะเธอเชื่อมั่นในเรื่องนี้มาโดยตลอด และยังคงปฏิบัติตามแนวทางอย่างเคร่งครัด ไม่มีใครหลุดพ้นจากกฎแห่งกรรมได้ ดังนั้นเธอไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงนั่งเฉยๆ รอดูสิ่งที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น
แต่ในกรณีนี้ ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าหากเธอไม่สร้างบารมีให้กับตัวเอง ทุกคนก็คงจะดูถูกเธออย่างแน่นอน ดังนั้นการทำให้โจวหยางยอมรับสารภาพอาจเป็นโอกาสที่ดีของเธอก็เป็นได้
แต่เธอก็ไม่สามารถไปที่หน่วย753 แล้วบอกว่าโจวหยางเป็นคนทำมันทั้งหมดได้ เพราะเธอยังต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยความชอบธรรม
ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปยังมู่อี้อันอีกครั้ง พลางสงสัยว่าผู้ชายคนนี้พอจะเดาออกหรือเปล่าว่าเธอกำลังจะทำอะไร
“มู่อี้อัน ฉันเชื่อใจนายได้ใช่ไหม?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามออกไปตามตรง
“แน่นอน!” มู่อี้อันตอบกลับอย่างไม่ลังเล
“แล้วตอนนี้นายมีอะไรที่กำลังปิดบังฉันอยู่อีกไหม?” ฟู่เยี่ยนถามหยั่งเชิงอีกครั้ง
“อืม... ครั้งก่อนฉันเอายันต์สายฟ้าของเธอไป เรื่องนี้นับเป็นเรื่องที่ปิดบังหรือเปล่า?” มู่อี้อันพูดพร้อมกับมองไปที่เธออย่างระมัดระวัง
“งั้นนายก็ระวังอย่าให้โดนฟ้าผ่าเองเข้าล่ะ นายก็เห็นชะตากรรมของโจวหยางแล้วนี่” ฟู่เยี่ยนรินชาลงไปในถ้วย ก่อนจะยื่นมันให้กับมู่อี้อัน เธอคงจะคิดมากเกินไป เธอเริ่มสงสัยในตัวเขาตั้งแต่เมื่อไหร่?
“ฉันจะใช้มันกับเขาได้อย่างไรล่ะ เขาเก่งขนาด……เดี๋ยวก่อน! อะไรนะ? เธอใช้ยันต์สายฟ้ากับโจวหยางเหรอ?” มู่อี้อันตกใจมากจนเขาเผลอกลืนชาร้อนๆลงไป ตอนนี้ลิ้นของเขาพองหมดแล้ว…...
“ใช่ว่านายจะไม่เคยเห็นบาดแผลแบบนั้นมาก่อนเสียหน่อย ทำไมถึงดูไม่ออกล่ะ?” ฟู่เยี่ยนพูดพลางค่อยๆรินชาให้กับตัวเอง
“ฉันยังไม่ได้ไปดูเขาเลย ตอนนี้เขาได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากหน่วย753 และทุกคนต่างก็ถามเขาว่าเขาได้รับบาดเจ็บได้อย่างไร แต่เขาก็ยังไม่ยอมพูดอะไรออกมา” มู่อี้อันพูดพร้อมกับขยับเข้าไปใกล้ๆฟู่เยี่ยน
“หยุดอยู่ตรงนั้นเลย อย่าเข้ามาใกล้ฉัน” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปด้วยท่าทีที่ดูรังเกียจ
มู่อี้อันจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องขยับออกไป เขามองไปยังฟู่เยี่ยนอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆจิบชาด้วยสีหน้าดูกระตือรือร้น
“อืม เธอรีบเล่าให้ฉันฟังเร็วเข้าสิ! ฉันอยากรู้จนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว!”
“แน่นอน เขาไม่สามารถพูดได้อยู่แล้วว่าตัวเองได้รับบาดเจ็บขณะที่ต่อสู้กับฉัน ซึ่งสิ่งนี้เป็นผลมาจากการที่เขาทำร้ายผู้อื่น ที่เขาโดนมันก็สมควรแล้วไม่ใช่เหรอ?” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
“เอาน่า ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าเขาทำอะไร? ถึงได้ทำให้คนชอบธรรมอย่างเธอทำเรื่องแบบนี้ได้” มู่อี้อันดูตื่นเต้นมากจนเขาแทบจะอยู่นิ่งไม่ได้แล้ว
ฟู่เยี่ยนจึงอธิบายเรื่องนี้สั้นๆ แต่ได้ใจความ โดยเล่าตั้งแต่เรื่องของไป๋โม่เฉิน ไปจนถึงเรื่องของลูกชายตระกูลโจว ทั้งยังเรื่องเหล้าบ่มของเธออีกด้วย ซึ่งเธอได้พูดออกไปอย่างละเอียดทุกเรื่อง
“โอ้พระเจ้า….น่าตื่นเต้นมากจริงๆ ทำไมเธอถึงไม่เคยบอกเรื่องนี้กับฉันเลย ฉันไม่น่าพลาดเรื่องแบบนี้เลยแฮะ! โจวหยางสมควรโดนแล้ว!” จากนั้น เขาก็ชำเลืองมองไปยังฟู่เยี่ยนที่ตอนนี้เธอดูเหมือนจะเริ่มเป็นมืออาชีพขึ้นมาแล้ว ก่อนจะคิดอยู่ในใจว่าเขาจะต้องจับตาดูเธออย่างใกล้ชิดมากขึ้น เขาจะได้ไม่พลาดโอกาสได้พบกับเรื่องที่น่าตื่นเต้นแบบนี้
“เรียกนายอย่างนั้นเหรอ? ฉันไม่คิดว่านายจะสู้เขาได้หรอกนะ มีแต่จะทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปกว่าเดิมหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับปรายตามองไปที่เขาอย่างไม่ไว้หน้ากัน
“อย่างน้อยฉันก็สามารถช่วยเธอโยนยันต์สายฟ้าได้ ! ตอนนี้ฉันวาดมันได้แล้ว! คราวหน้าอย่าลืมเรียกฉันด้วยก็แล้วกัน!” มู่อี้อันพยายามพูดโน้มน้าวใจอย่างเต็มที่
“ถ้านายไม่กลัว เอาไว้ฉันจะบอกนายก็แล้วกัน” ฟู่เยี่ยนเองก็คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน และการที่มีคนมาช่วยในการต่อสู้นั้นย่อมดีกว่าต่อสู้คนเดียวอยู่แล้ว!
“ฉันถือว่านี่เป็นสัญญาระหว่างเรานะ! อย่าผิดสัญญาล่ะ!” มู่อี้อันยิ้มอย่างมีความสุข
“แต่ตอนนี้ฉันต้องการความช่วยเหลือจากนายเพื่อเปิดเผยเรื่องนี้ต่อหน่วย753 แต่ฉันก็ไม่สามารถไปที่หน่วยและบอกพวกเขาโดยตรงได้ นายพอจะเข้าใจที่ฉันพูดหรือเปล่า?”
“ไม่มีปัญหา ฉันจะจัดการเรื่องนี้ให้กับเธอเอง แต่ฉันคงต้องคิดหาวิธีพูดที่ดูไม่เป็นการจงใจสักหน่อย” มู่อี้อันลูบไปที่คางของตัวเอง พลางครุ่นคิดถึงเรื่องนี้
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็นึกถึงจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาได้ เธอจึงตัดสินใจยื่นมันให้เขาดูอย่างไม่ชักช้า
“นายลองคิดหาวิธีดูก่อนแล้วกัน ฉันขอไปหาบางอย่างก่อน รอฉันอยู่ที่นี่แหละ” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ลุกขึ้น ก่อนจะวิ่งออกไปที่ลานบ้านของเธอ
“เฮ้ ถ้าอย่างนั้นช่วยหาอะไรให้ฉันกินหน่อยได้ไหม!”
“ของกินอยู่ในตู้ นายไปหาเองได้เลย!” ฟู่เยี่ยนพูดโดยที่ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
มู่อี้อันจึงไปตามที่เธอบอก ก่อนจะพบถั่วลิสง เขาจึงได้หยิบมันขึ้นมากินช้าๆ โดยคิดถึงสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดเมื่อครู่นี้ไปด้วย หากเรื่องนี้จบลง ฟู่เยี่ยนก็จะต้องกลายเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในวงการอภิปรัชญาอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้ไม่มีใครมีความสามารถเทียบเท่ากับเธอเลย แม้แต่ปู่ของเขาเองก็ยังเทียบไม่ได้
ฉะนั้น เขาจึงต้องวางแผนอย่างรัดกุม จะต้องไม่ทำตัวโดดเด่นหรือถ่อมตัวเกินไป หากเขามัวมาถ่อมตัวในเวลานี้ แบบนี้ความดีความชอบที่เขาควรจะได้รับจะไม่ตกไปอยู่ในมือของคนอื่นเอาหรือ? แบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด!
ฟู่เยี่ยนไปที่ห้องของเธอ ก่อนจะหยิบจดหมายและสมุดบัญชีออกมา เธอใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที ก่อนจะกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง ส่วนมู่อี้อันก็ได้กินถั่วลิสงหมดไปแล้วหนึ่งพวงเช่นกัน
ไม่แน่ ชาติหน้าผู้ชายคนนี้อาจจะกลับชาติมาเกิดเป็นหมูก็ได้นะ!
“พอดีฉันกินมื้อเที่ยงน้อยไปหน่อย อาหารแต่ละอย่างในหน่วย753 ไม่ค่อยอร่อยเลย” มู่อี้อันพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดูเขินอายเล็กน้อย
“ดูนี่สิ ครั้งสุดท้ายที่นายเอาสมุดบัญชีนี้ออกมาให้ฉันจากกระดาษยันต์กองใหญ่ ฉันก็ได้พบว่ามีกระดาษแผ่นหนึ่งติดอยู่ในนั้นด้วย ฉันได้อ่านมันแล้วล่ะ แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร นายลองดูมันก่อนเถอะ!”
มู่อี้อันรับมันมาอย่างไม่ใส่ใจ ตอนแรกเขาคิดว่าฟู่เยี่ยนกำลังล้อเขาเล่นอยู่ แต่กลับไม่คาดคิดเลยว่ายิ่งเขาอ่านมันมากขึ้นเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นเท่านั้น จนเหงื่อที่ผุดขึ้นมาที่หน้าผากของเขาเริ่มไหลลงมาเป็นทาง!
“มีอะไรผิดปกติอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนมองไปที่เขาพร้อมกับพูดขึ้นมา จดหมายฉบับนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่เธอยังคงไม่เข้าใจ หรือว่ามู่อี้อันจะรู้ถึงความหมายของสิ่งนี้กัน?
“เรื่องใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นในครอบครัวของฉัน….. ไม่แน่ถ้าคุณปู่ของฉันได้อ่านมัน ท่านอาจจะจากไปทันทีเลยก็ได้” มู่อี้อันพูดด้วยสีหน้าที่ดูซับซ้อน แม้ว่าคุณปู่จะไม่ได้ทำดีต่อเขาและแม่ของเขาก็ตาม แต่สุดท้ายคุณปู่ก็ยังคงส่งต่อมรดกให้กับเขา และตอนนี้เขาเองก็เป็นหัวหน้าตระกูลแล้ว ดังนั้นเขาจึงพอจะเข้าใจความรู้สึกของคุณปู่อยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม หากเนื้อหาของจดหมายฉบับนี้เป็นเรื่องจริง บางทีทุกอย่างอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็ได้
“ตระกูลหวังเป็นตระกูลของแม่ผู้ให้กำเนิดปู่ของฉัน ซึ่งก็คือย่าทวดของฉันเอง ส่วนคนที่ถูกพูดถึงในจดหมายฉบับนี้คือน้องชายต่างแม่ของปู่ฉัน”
“ในจดหมายได้บอกว่าแม่ผู้ให้กำเนิดน้องชายของปู่ฉันเป็นชาวญี่ปุ่น และเธอก็ต้องการที่จะแย่งชิงมรดกของตระกูลมู่มาโดยตลอด และเป็นเพราะย่าทวดของฉันรู้ตัวตนของเธอ จึงได้ถูกเธอฆ่าตาย”
“เดิมทีสมุดบัญชีเล่มนี้อยู่ในห้องหนังสือ ซึ่งพ่อของฉันเคยใช้มันมาก่อน บางทีแม่ของฉันอาจจะเคยค้นเจอจดหมายฉบับนี้มาแล้วหรือเปล่า? ดังนั้นเธอถึงได้ล้มป่วยลง จนกระทั่งจากไป?” มู่อี้อันมองไปที่ฟู่เยี่ยนราวกับว่าเขากำลังต้องการหาใครสักคนเพื่อจะมายืนยันความคิดของเขา
“เป็นไปได้สูงมากที่ย่าทวดของนายจะทิ้งจดหมายฉบับนี้เอาไว้ และจะต้องมีอีกหลายฉบับอย่างแน่นอน แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงแค่การคาดเดาเท่านั้น นายต้องตรวจสอบเรื่องนี้อีกที” ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หากเป็นแบบนั้นจริง ดูเหมือนว่าวงการอภิปรัชญาของประเทศจีนจะมีคนชั่วปะปนอยู่เยอะมาก
“ฟู่เยี่ยน เธอช่วยกลับไปที่บ้านกับฉันหน่อยได้ไหม ช่วยฉันหามันหน่อย ฉันอยากบอกเรื่องนี้กับปู่ของฉัน แต่ก็กลัวว่าเขาจะรับมันไม่ได้”
“ฉันมีโสมอยู่ นายมั่นใจได้เลย ฉันจะใช้มันทำยาให้กับผู้เฒ่ามู่ เพื่อที่เขาจะได้ไม่เป็นอะไร” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ยืนขึ้นในทันที
“ฉันไม่รู้จะขอบคุณเธออย่างไรจริงๆ” สีหน้าของมู่อี้อันดูเศร้าลงไปเล็กน้อย เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะเกลียดคนผิดมาโดยตลอด
เป็นความจริงที่เถียงไม่ได้ว่าในตระกูลใหญ่มักมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ บ้านรองมักหาทางแทนที่บ้านใหญ่อยู่เสมอ หากทุกอย่างในจดหมายฉบับนี้จะเป็นความจริง เขาเกรงว่าครอบครัวของน้องชายคุณปู่อาจจะกำลังวางแผนล้มล้างตระกูลของคุณปู่เขามาโดยตลอดก็เป็นได้
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทุกคนในครอบครัวน้องชายคุณปู่ของเขาจะเรียนศิลปะการต่อสู้ แม้ว่ามันจะไม่ได้ดูมีผลใดก็ตาม แต่เมื่อคิดทบทวนดูดีๆแล้ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาได้ก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงกันหมดแล้ว ซึ่งนั่นก็เป็นการค่อยๆ ยึดอำนาจทางอ้อมอยู่นั่นเอง
และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมความสามารถของตระกูลหลักของเขาถึงได้ถดถอยลงทุกวัน และพ่อเขาต้องมาตายเพราะฝีมือของคนชั่ว…….
หลังจากที่คิดทบทวนถึงเรื่องราวต่างๆอย่างถี่ถ้วนแล้ว มู่อี้อันก็ได้กำหมัดแน่นขึ้นมาทันที ตอนนี้เขากำลังจะเผชิญหน้ากับความยากลำบาก และเขาไม่สามารถไว้ใจใครได้เลย นอกจากฟู่เยี่ยนคนเดียวเท่านั้น
ตอนที่ 222: ขอความช่วยเหลือ
ฟู่เยี่ยนเข้าไปยังดินแดนต่างมิติของเธอ และหยิบโสมที่ได้เตรียมเอาไว้เมื่อครั้งที่แล้วขึ้นมา มันเป็นโสมที่มีอายุประมาณสิบปี ซึ่งแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว หลังจากที่คิดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบกระดาษยันต์อีกสองสามแผ่นออกมาด้วย เผื่อเอาไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินนั่นเอง
เมื่อทั้งสองคนเดินออกไป พวกเขาก็ได้พบกับฟู่ต้าหย่งและคนอื่นที่กำลังกลับมาพอดี
“เสี่ยวฮั่ว พวกลูกทั้งสองคนกำลังจะไปไหนเหรอ?” หวังซู่เหมยทักทายลูกสาวของเธอ ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตรวจสอบดูว่าลูกสาวได้รับบาดเจ็บหรือไม่ เธอก็เห็นว่าลูกสาวกำลังจะออกไปข้างนอกอีกครั้ง
“แม่คะ มีบางอย่างเกิดขึ้นที่บ้านของมู่อี้อัน หนูก็เลยต้องไปช่วยนิดหน่อยค่ะ”
“เสี่ยวอัน ? เกิดอะไรขึ้นที่บ้านของนายเหรอ? ต้องการให้ป้าช่วยอะไรหรือเปล่า?” หวังซู่เหมยถามด้วยความป็นห่วง
“คุณป้าครับ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย ผมแค่จะขอให้ฟู่เยี่ยนช่วยดูบางอย่างให้กับผมเท่านั้นเองครับ” มู่อี้อันไม่ได้บอกความจริงออกไปแต่อย่างใด เพราะเขาเกรงว่าจะทำให้หวังซู่เหมยกลัวนั่นเอง
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว เสี่ยวฮั่ว แม่ไม่กวนแล้ว เดินทางปลอดภัยก็แล้วกัน” หวังซู่เหมยไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านี้ เพราะเธอเห็นท่าทีของมู่อี้อันไม่ได้ดูทุกข์ร้อนอะไร ดังนั้นมันจึงไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างที่เขาบอกจริงๆ
ส่วนฟู่ต้าหย่งเองก็ได้พูดเตือนเรื่องความปลอดภัยกับลูกสาวอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยให้ทั้งสองคนออกไป
“ฟู่เยี่ยน รู้หรือเปล่าว่าฉันอิจฉาเธอเรื่องอะไรมากที่สุด?” มู่อี้อันโบกมือให้กับฟู่ต้าหย่งที่ยืนอยู่ตรงนั้นเป็นการบอกว่าเขากลับบ้านแล้ว
“เรื่องอะไรเหรอ?”
“ฉันอิจฉาที่เธอมีญาติพี่น้องมากมายคอยดูแลและจริงใจต่อเธอ ทั้งยังมีพ่อแม่ที่ใจดีมากๆอีกด้วย ฉันไม่เคยมีญาติแบบนี้มาก่อนเลย สมัยฉันยังเด็ก ตอนที่แม่ของฉันยังมีชีวิตอยู่ พ่อไม่เคยเห็นฉันอยู่ในสายตาเลย ฉันก็เลยเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับศาสตร์อภิปรัชญาและค้นคว้าเรื่องยันต์มาโดยตลอด เขายังไม่เคยสนใจชีวิตฉันได้ครึ่งหนึ่งที่เธอทำด้วยซ้ำไป”
“ขนาดตอนภรรยาของเขาป่วย เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอถูกใครทำร้ายหรือไม่ และหลังจากนั้นไม่นานนัก เขาก็ได้เจอภรรยาใหม่ ครั้งนั้นพวกเขาดูเข้ากันได้ดีมาก แต่ไม่คิดเลยว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นงูพิษ ท้ายที่สุดแล้วเธอก็แว้งกัดเขา ไม่นานนักเขาก็ตายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ”
“ชีวิตของฉันมันดูน่าเศร้ามากเลยใช่ไหมล่ะ?” เมื่อเขาพูดถึงการตายของผู้เป็นพ่อ ความเศร้าก็ได้เข้ามาเกาะกินหัวใจของเขาทันที
“ถ้าอย่างนั้นนับแต่นี้เป็นต้นไป นายก็มาที่บ้านของฉันบ่อยๆสิ แม่ของฉันชอบนายมาก ที่บ้านฉันดูรักใคร่กันดีก็อาจเป็นเพราะครอบครัวของเราเริ่มต้นจากที่ไม่มีอะไรเลย เราร่วมกันต่อสู้ฟาดฟันจนมีอย่างทุกวันนี้น่ะ” ฟู่เยี่ยนทำได้เพียงแค่พยายามปลอบโยนเขาให้ดีที่สุดเท่านั้น
“ไม่ใช่หรอก ครอบครัวปู่ของฉันต่างจากครอบครัวของเธอมาก เหล่าพี่น้องของฉันต่างก็จ้องวางแผนจะจัดการกับฉันอยู่ ทันทีที่ปู่ของฉันจากโลกนี้ไป พวกเขาก็แทบอยากจะพุ่งเข้ามาบีบคอฉันให้ตายคามืออย่างแน่นอน”
“ฉันว่ามันเป็นที่ตัวคนมากกว่า ครอบครัวที่ปรองดองกันคือครอบครัวที่คอยสนับสนุนและปกป้องกันและกัน ไม่ว่าเราจะออกไปทำอะไร ที่ไหนก็ตาม ก็จะมีคำอวยพรจากครอบครัวเพื่อขอให้เราปลอดภัยและรอเรากลับมาบ้านเสมอ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ครอบครัวก็จะสนับสนุนและยอมรับในตัวตนของเรา”
“นี่คือสิ่งที่ฉันอิจฉาเธอ! ไม่สิ ฉันอิจฉาเธอ ซึ่งมันทำให้ฉันเปลี่ยนไปมากจนแทบจะจำฉันคนเดิมไม่ได้แล้ว!” หลังจากที่พูดจบ มู่อี้อันก็หัวเราะออกมา
“ไม่เป็นไร เมื่อนายแต่งงาน เรื่องทั้งหมดนี้ก็จะดีขึ้นเองนั่นแหละ” ฟู่เยี่ยนไม่รู้จะพูดอะไรอีกแล้ว เพราะเธอเองก็รู้สึกว่าตัวของเธอนั้นน่าอิจฉามากเช่นกัน
ลองนึกภาพถ้าเธอไม่มีครอบครัวที่กลมเกลียวกัน เธอคงจะไม่มีสมาธิศึกษาเรื่องศาสตร์อภิปรัชญา และก็คงจะถูกรบกวนจากเรื่องหยุมหยิมในครอบครัวตลอดเวลาก็ได้
ในโลกนี้มีหลายครอบครัวที่มีพ่อแม่ลำเอียง โดยที่พ่อแม่จะเอาเงินจากลูก ๆ ที่มีฐานะมามอบให้ลูกคนที่พวกเขารัก และสุดท้ายพี่น้องก็จะแตกแยกกันในที่สุด หากเธออยู่ในครอบครัวแบบนั้น ก็คงจะไม่มีเธอในทุกวันนี้อย่างแน่นอน
“ตอนนี้หากฉันสร้างครอบครัว ฉันก็คงจะเป็นแค่ตัวถ่วงในชีวิตของคนอื่น นั่นเป็นสิ่งที่ฉันไม่อยากเป็นเลย อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนั้นเลยดีกว่า” มู่อี้อันพูดพร้อมกับส่ายศีรษะไปมา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีกแล้ว เธอจึงทำได้เพียงเดินตามเขาไปอย่างเงียบๆเท่านั้น
กว่าที่ทั้งสองคนจะมาถึงบ้านตระกูลมู่ก็เป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว และทันทีที่พวกเขามาถึงทางเข้า ฟู่เยี่ยนก็ได้ดึงมู่อี้อันเอาไว้
“นายเข้าบ้านไปก่อนเลย แล้วฉันจะตามนายเข้าไปทีหลัง”
“เธอไม่เข้าไปพร้อมฉันเหรอ?” มู่อี้อันรู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย
“เข้าไปอยู่แล้ว แต่ฉันจะแอบเข้าไปเงียบๆ นายคิดว่าครอบครัวของนายไม่รู้ถึงความสามารถของฉันเหรอ?” ฟู่เยี่ยนมองไปที่เขาด้วยความระอา
“ฉันอาศัยอยู่ที่บ้านหลังที่สอง ส่วนปู่ของฉันอาศัยอยู่บ้านหลังที่สาม ซึ่งด้านหลังของบ้านหลังที่สองมีกำแพงกั้นอยู่ และครอบครัวของน้องชายปู่ฉันก็อาศัยอยู่ที่นั่น” มู่อี้อันพูดด้วยสีหน้าที่จริงจัง
“เอาล่ะ นายเข้าไปเถอะ และอย่าลืมทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยล่ะ เดี๋ยวฉันจะหาทางตามนายเข้าไปเอง เปิดไฟในห้องของนายเอาไว้ด้วยนะ” หลังจากที่พูดแบบนั้น ฟู่เยี่ยนก็ก้มตัวลง ก่อนจะย่องไปที่มุมหนึ่ง
มู่อี้อันชำเลืองมองไปที่เธอ ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านของเขาทันที
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบยันต์ล่องหนออกมาพร้อมกับแปะมันลงไปบนร่างกายของตัวเอง อันที่จริงเธอสามารถเดินตามเข้าไปได้โดยตรงเลยด้วยซ้ำ แต่เธอต้องการจะดูความเคลื่อนไหวของตระกูลมู่ให้ละเอียดกว่านี้ ดังนั้นเธอจึงต้องสำรวจสภาพแวดล้อมของที่นี่เสียก่อน
ฟู่เยี่ยนกระโดดขึ้นไปบนกำแพงบ้านของตระกูลมู่ ตอนนี้ดวงจันทร์ได้สาดส่องแสงนวลออกมา จึงทำให้เธอพอจะมองเห็นทางและเดินบนกำแพงไปยังประตูด้านหลังได้ ก่อนจะแอบเข้าไปในลานบ้านเงียบๆ จากนั้นเธอก็ได้คุกเข่าลงและดูสถานการณ์รอบๆ ก่อนเป็นอันดับแรก
ไม่นานนัก เธอก็เห็นชายคนหนึ่งเดินเข้าไปบ้านหลักด้วยท่าทีที่ดูเร่งรีบ ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกว่าคุ้นหน้าเขาเช่นกัน เธอจำได้ว่าเขาคือหนึ่งในสองคนที่เล่นหมากรุกตรงมุมถนนในก่อนหน้านี้ไม่ใช่หรือ? ตอนนี้ฟู่เยี่ยนอยู่ห่างจากเขาพอสมควรเลยทีเดียว
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ใช้ประโยชน์จากยันต์ล่องหน โดยเธอได้กระโดดขึ้นไปบนหลังคา ก่อนจะแอบเปิดกระเบื้องออกเงียบๆ ไม่คิดเลยว่าวันนี้ฟู่เยี่ยนจะได้เล่นบทจอมยุทธ์บนหลังคาเข้าแล้ว!
ฟู่เยี่ยนเห็นคนสองคนกำลังกระซิบบางอย่างอยู่ด้านล่าง ดังนั้นเธอจึงได้มองไปที่ปากของพวกเขาอย่างตั้งใจ
“พ่อครับ เด็กคนนั้นกลับมาแล้วครับ และเขาก็ยังพาผู้หญิงหน้าตาดีคนหนึ่งมาด้วย ผมเห็นพวกเขาเมื่อครู่นี้นี่เอง” ชายคนที่เล่นหมากรุกที่หัวมุมถนนพูดขึ้นมา
“โอ้? พวกเขาเป็นเพื่อนกันเหรอ?” ชายชราผู้ที่มีหนวดเคราสีขาวเอ่ยถามขึ้นมาทันที
“ผมเองก็ไม่รู้จักเธอเหมือนกันครับ แล้วพ่อคิดว่าเธอคือคนที่เขากำลังคบหาอยู่หรือเปล่าครับ?” มู่เฉิงหงเอ่ยถามกลับไปเช่นกัน
“ปีนี้เสี่ยวอันก็อายุสิบเก้าแล้วใช่ไหม? อย่าเพิ่งกังวลเรื่องเขาเลย ต่อให้ตอนนี้เขาจะพบกับพระเจ้าก็ตาม แต่เขาก็ไม่มีทางหยุดพวกเราได้หรอก ส่วนเรื่องของโจวหยาง แกต้องพยายามค้นหาที่อยู่ของหน่วย753 ให้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะตอนนี้คนพวกนั้นกำลังคุมขังเขาเอาไว้อยู่ เราไม่สามารถปล่อยให้เขาพูดถึงสิ่งที่เป็นอันตรายต่อเราได้” มู่เหวินเหยาพูดขึ้นมา
“พ่อครับ ผมจะพยายามทำเรื่องนี้ให้ดีที่สุด ตอนนี้ตระกูลโจวเองก็เป็นกังวลกับเรื่องนี้มากเช่นกัน และยังถามข้อมูลจากผมไม่หยุดอีกด้วย พ่อคิดว่าผมควรจะหลอกถามเรื่องนี้กับมู่อี้อันดีไหมครับ? เพราะเขาติดต่อกับหน่วย753 เป็นประจำอยู่แล้ว” เขากำลังคิดจะหลอกใช้มู่อี้อันนั่นเอง
“เรื่องของเสี่ยวอัน นายก็ลองไปถามอี้ตงดูสิ พวกเขาอายุไล่เลี่ยกัน และยังเคยเล่นด้วยกันมาก่อน ฉันคิดว่าพวกเขาน่าจะพอคุยกันได้นะ ส่วนเรื่องของโจวหยาง เราต้องแก้ปัญหานี้โดยเร็วที่สุด มิเช่นนั้นพวกเราอาจเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำได้” มู่เหวินเหยาพูดขึ้นมาอย่างเด็ดขาด
“ได้เลยครับ!” มู่เฉิงหงพยักหน้ารับในทันที
ยิ่งฟู่เยี่ยนมองไปที่พวกเขามากเท่าไร เธอก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดใจมากขึ้นเท่านั้น ครอบครัวนี้มีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้ได้อย่างไรกัน? ไม่มีใครสังเกตเห็นเรื่องนี้มาก่อนเลยหรือ? หรือว่าพวกเขาเสแสร้งเก่งกันนะ?
แท้จริงแล้วโจวหยางเป็นสายลับให้กับพวกเขาเองเหรอ? เขาร่วมมือกับศัตรูจริงๆใช่ไหม? เธอต้องการจะจับพวกเขาทั้งหมดพร้อมกันในครั้งเดียว
ทันใดนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของฟู่เยี่ยน เธอจะจัดการเรื่องนี้เอง เราจำเป็นต้องจัดฉากเพื่อล่องูให้ออกมาจากรูของมัน!
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินตามกำแพงกลับไปยังลานบ้านของมู่อี้อัน ซึ่งเธอก็ได้เห็นว่าชายที่มีชื่อว่ามู่อี้ตงเดินออกไป และกำลังมุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่ง
ฟู่เยี่ยนเคาะประตูเบาๆสองสามครั้ง และมู่อี้อันก็ได้เปิดประตูออกมา เธอจึงรีบเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว
“ไม่มีเวลาพอที่ฉันจะอธิบายแล้ว นายรีบทำตามที่ฉันบอกเดี๋ยวนี้เลย แล้วฉันจะอธิบายให้นายฟังทีหลัง!” ฟู่เยี่ยนบอกแผนของเธอในทันที ซึ่งขณะที่ฟังแผนของเธอนั้น มู่อี้อันก็รู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่ามันเป็นแผนการที่สมบูรณ์แบบมากเลยก็ว่าได้
“ฉันจะใช้ยันต์ล่องหนต่อไป นายไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับฉันเลย รีบไปจัดการกับคนๆนั้นก่อนดีกว่า” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับหยิบยันต์ล่องหนอีกแผ่นหนึ่งออกมา
ทันทีที่เธอพูดจบ พ่อบ้านหลิวก็ได้มาเคาะประตู
“เสี่ยวอัน คุณชายอี้ตงอยากจะคุยอะไรด้วยสักหน่อย คุณสะดวกหรือเปล่า?”
“พี่ตงเหรอ? สะดวกสิ เข้ามาก่อน ผมกำลังอยากให้เขามาสอนพิเศษอยู่เลย” ขณะที่มู่อี้อันตะโกนออกไปด้านนอกนั้น เขาก็ได้เหลือบมองไปที่ฟู่เยี่ยน
ไม่นานนัก มู่อี้ตงก็ได้เดินเข้ามา
“เสี่ยวอัน นายทำอะไรอยู่เหรอ? ทำไมถึงได้อ่านหนังสือจนดึกอย่างนี้กันล่ะ?” มู่อี้ตงเป็นชายหนุ่มผิวขาว รูปร่างไม่สูงนัก บุคลิกภายนอกทำให้เขาดูเป็นคนที่อ่อนโยนมาก
“พี่ตง นั่งลงก่อนสิ ฉันไม่ได้จริงจังอะไรขนาดนั้นหรอก แค่อ่านมันฆ่าเวลาเท่านั้นเอง!” มู่อี้อันพูด ก่อนจะหันกลับมาเทน้ำให้กับเขา
“เฮ้ ฉันขอถามนายตรงๆเลยนะ ไม่นานมานี้โจวเชี่ยนได้ถามฉันว่าปกติแล้วเวลาที่นายอยู่บ้านชอบทำอะไร ดูเหมือนว่าเธอจะสนใจนายเป็นพิเศษเลยนะ” มู่อี้ตงพูดถึงโจวเชี่ยน หลานสาวของโจวหยางนั่นเอง
มู่อี้อันอยากจะหัวเราะเยาะออกมาเสียเหลือเกิน เหอะ! คิดว่าเขาเป็นคนโง่มากหรือไร เห็นได้ชัดว่าคนที่ กำลังชอบโจวเชี่ยนอยู่ก็คือเขาเองไม่ใช่หรือ!
ตอนที่ 223: ก่อนการวางแผน
“เธอเองเหรอ? แต่เธออายุเยอะกว่าผมนะ ไม่มีทางที่เราจะไปด้วยกันได้หรอก พี่ตง อย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว บอกเธอไปว่าชีวิตของผมน่าเบื่อมาก วันๆผมไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากวาดยันต์เท่านั้น” มู่อี้อันใช้เรื่องการวาดยันต์มาเป็นข้ออ้างในทันที
“เสี่ยวอัน ในเมื่อโจวเชี่ยนชอบนาย ทำไมนายไม่ลองเปิดใจดูหน่อยล่ะ โจวหยางเป็นถึงลุงของเธอเลยนะ และทักษะที่เขามีก็ไม่ได้แย่ไปกว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาเลยด้วย” มู่อี้ตงพูดด้วยท่าทีที่ดูอิจฉา
“ฉันมีคนที่ฉันชอบอยู่แล้ว แม้ว่าเธอคนนั้นจะไม่ได้มีหน้าตาดีเท่าไหร่ก็ตาม ว่าแต่เรื่องลุงของเธอ? เอ๊ะ... ตระกูลโจวกำลังจะล่มสลายลงแล้วไม่ใช่เหรอ แบบนี้ผมยิ่งไม่ควรคบหากับเธอเข้าไปใหญ่” ใบหน้าของมู่อี้อันเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม
ฟู่เยี่ยนเฝ้าดูทั้งสองเสแสร้งใส่กันอยู่เงียบๆ และแทบจะปรบมือให้กับมู่อี้อันอยู่แล้ว เพราะการแสดงของเขามันช่างยอดเยี่ยมมากจริงๆ!
“เสี่ยวอัน นายหมายความว่าอย่างไร?” มู่อี้ตงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้ ราวกับว่าเขากำลังรอให้มู่อี้อันบอกเขาอยู่
“พี่ไม่รู้เหรอ? แต่ฉันจำได้ว่าโจวหยางและลุงหงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไม่ใช่เหรอ?” มู่อี้อันพูดราวกับจะบอกว่าเขาไม่มีทางบอกเรื่องนี้อย่างแน่นอน หากอยากรู้นักล่ะก็ กลับบ้านไปถามพ่อที่บ้านเองสิ!
“ฉันไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลย ก่อนหน้านี้พ่อของฉันยุ่งอยู่กับการวาดยันต์ ดังนั้นฉันจึงไม่ค่อยได้คุยกับเขาเท่าไหร่ มีอะไรเกิดขึ้นกับโจวหยางอย่างนั้นเหรอ?” หากก่อนหน้านี้มู่อี้อันไม่รู้เรื่องราวทุกอย่างล่วงหน้า เขาคงจะเชื่อใบหน้าที่ดูไร้เดียงสานี้ไปแล้ว
“เขาถูกจับแล้ว……ฉันก็เพิ่งจะรู้ตอนที่ไปประชุมวันนี้นี่เอง” มู่อี้อันพูดด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม ราวกับคนร้ายหน้าซื่อ
“เอ๊ะ? เขาทำอะไรถึงได้ถูกจับล่ะ?”
“ฉันเองก็ไม่รู้รายละเอียดเหมือนกัน แต่รู้แค่ว่าเขาถูกคุมตัวเอาไว้ และคนจากหน่วย753 ยังสอบปากคำเขาอยู่ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครออกมาเลย วันนี้ที่ฉันถูกเรียกตัวไปที่นั่นก็เพื่อช่วยหาแนวทางเท่านั้น แต่ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าชายชราเหล่านั้นใช้วิธีสอบสวนที่สร้างสรรค์แค่ไหนกับเขา” ใบหน้าของมู่อี้อันเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามมากกว่าเดิม
“เรื่องนี้มันกะทันหันมากเกินไป! ตอนนี้ตระกูลโจวจะต้องตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างแน่นอน เสี่ยวอัน ถ้าอย่างนั้นนายก็ควรจะอยู่ให้ห่างจากโจวเชี่ยนดีกว่า อย่าให้ครอบครัวของเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย” มู่อี้ตงแสร้งพูดอย่างมีคุณธรรม
“อย่ากังวลไปเลยพี่ตง งั้นผมไม่รบกวนพี่ดีกว่า ไว้พรุ่งนี้ค่อยให้พี่สอนให้ วันนี้ฉันเองก็เหนื่อยมากเหมือนกัน!” มู่อี้อันพูดด้วยสีหน้าที่ดูเหนื่อยล้า
“ถ้าอย่างนั้นนายก็เข้านอนเร็วๆเถอะน้องชาย เอาไว้ฉันจะพานายไปเลี้ยงหม้อไฟเนื้อแกะก็แล้วกัน!” มู่อี้ตงตบไปที่ไหล่ของเขา ราวกับว่าเป็นพี่ชายที่แสนดี
“ฉันจะยอมปล่อยให้พี่ชายมาเสียเงินเพราะฉันได้อย่างไรล่ะ พรุ่งนี้ฉันจะพาพี่กับเหล่าโม่ไปเลี้ยงอะไรอร่อยๆเอง!” มู่อี้อันพูดพร้อมกับเดินไปส่งเขาไปที่ประตู
เมื่อหันกลับมา มู่อี้อันก็รีบวิ่งตรงเข้าไปข้างในบ้านและปิดประตูลงทันที
“ฟู่เยี่ยน? เขาไปแล้ว!” มู่อี้อันพูดออกมา แต่ก็ไม่มีเสียงใดๆตอบกลับมาเลย เขาจึงคิดกับตัวเองว่าเธอออกไปแล้วหรือเปล่า?
เขานั่งลงที่โต๊ะ ก่อนจะพบกระดาษยันต์แผ่นหนึ่งวางอยู่ เขาจึงเปิดมันออก และเห็นว่ามีข้อความบางอย่างเขียนอยู่
‘ระวังลุงหลิวไว้หน่อย ตัวตนของเขายังไม่ชัดเจน ฉันจะติดต่อหน่วย753 และแจ้งสถานที่กับนายอีกครั้งในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้ ช่วยเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับด้วย’
หลังจากที่มู่อี้อันอ่านจบ ยันต์แผ่นนั้นก็มีไฟลุกขึ้นมาทันที เขาจึงรีบโยนมันลงไปบนพื้นและยืนมองยันต์ที่กำลังเผาไหม้ตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ได้ลุกขึ้นและเก็บกวาดเศษขี้เถ้าเหล่านั้น และหลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้มีเสียงดังขึ้นมาจากทางประตู
“เสี่ยวอัน เป็นอะไรหรือเปล่า? เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงมีกลิ่นเหม็นไหม้ออกมา” เป็นพ่อบ้านหลิวนั่นเองที่เข้ามาเคาะประตู
“ไม่มีอะไรครับ เมื่อกี้นี้มู่อี้ตงแตะกระดาษของผม ผมก็เลยเผามันทิ้งเท่านั้นเอง คนๆนั้นเป็นคนที่หน้าซื่อใจคด! นี่มันก็ดึกมากแล้ว ผมขอตัวเข้านอนก่อนนจะครับ พรุ่งนี้ผมยังมีธุระต้องออกไปข้างนอกอีก ลุงกลับไปดูแลคุณปู่ที่บ้านเถอะครับ”
มู่อี้อันทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาบีบขี้เถ้าในมือเอาไว้แน่น ก่อนจะโยนมันลงไปในถังขยะ
“อืม แล้วพรุ่งนี้เช้าอยากทานอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า?”
“พรุ่งนี้เช้าผมจะออกไปดื่มน้ำเต้าหู้ข้างนอกเอง ไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ ลุงดูแลคุณปู่เถอะ” มู่อี้อันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกไป
“อืม ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อน นายก็เข้านอนเถอะ” หลังจากที่พูดจบ พ่อบ้านหลิวก็ได้เดินจากไป
หลังจากนั้น มู่อี้อันก็ได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ตอนนี้เขาไม่สามารถไว้ใจใครได้เลยจริงๆ และได้แต่หวังว่าเรื่องนี้จะผ่านไปโดยเร็วเท่านั้น!
……....................................................
อีกด้านหนึ่ง ตอนนี้ฟู่เยี่ยนเองก็เกือบจะถึงบ้านแล้วเช่นกัน แต่เธอก็ยังคงไม่ได้ดึงยันต์ล่องหนออก
เมื่อครู่ฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นท่าทีของลุงหลิว ขณะที่เธอกำลังกระโดดขึ้นไปบนกำแพงนั้น ลุงหลิวก็ได้มองมาที่กำแพงโดยไม่รู้ตัว ซึ่งฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าในเวลานั้นดูเหมือนกับเขาจะได้ยินการเคลื่อนไหวของเธอ
ต่อมา ฟู่เยี่ยนก็ได้ไปเคาะประตูห้องของมู่อี้อัน และเมื่อมู่อี้อันเปิดประตู เธอก็ได้มองไปยังประตูที่สอง
ซึ่งเธอก็ได้เห็นร่างของลุงหลิวแวบขึ้นมา ดังนั้นสัญชาติของฟู่เยี่ยนจึงได้บ่งบอกว่าลุงหลิวนั้นไม่ใช่คนธรรมดา และเธอยังไม่รู้ว่าเขาเป็นศัตรูหรือเป็นมิตรอีกด้วย ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจที่จะไม่เปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดในตอนนี้
เธอได้แต่หวังว่ามู่อี้อันจะมีไหวพริบ และไม่ยอมให้เขาเห็นถึงเบาะแสของเรื่องนี้เท่านั้น
ฟู่เยี่ยนจึงเปลี่ยนใจ และตรงไปยังบ้านของผู้อาวุโสจินแทน เพราะที่นั่นเป็นที่เดียวที่เธอสามารถใช้โทรศัพท์ในเวลานี้ได้ เนื่องจากสถานะพิเศษของผู้อาวุโสจิน บ้านของเขาจึงมีโทรศัพท์ติดตั้งไว้ที่บ้าน
เมื่อไปถึง ฟู่เยี่ยนก็ได้เคาะประตูทันที และเสียงของคนที่อยู่ด้านในก็ดังขึ้นมา
“นั่นใครกัน?” เป็นเสียงของภรรยาเขานั่นเอง
“อาจารย์หญิง หนูฟู่เยี่ยนเองค่ะ อาจารย์อยู่บ้านหรือเปล่าคะ?”
ทันใดนั้นเอง ประตูก็ได้เปิดออก พร้อมกับสีหน้าที่ดูประหลาดใจของแม่เฒ่าไป๋ ครั้งล่าสุดตอนวันเกิดของฟู่เยี่ยน ชายชราไปร่วมงานแค่คนเดียว เธอจึงไม่เคยพบกับฟู่เยี่ยนมาก่อนเลย และตอนนี้ฟู่เยี่ยนก็ได้มาที่นี่ด้วยตัวเองแล้ว
“เขาอยู่ข้างใน อาจารย์ของเธอเพิ่งจะกลับมาพอดีเลย เข้ามาก่อนเถอะ ฉันเคยบอกให้เขาชวนเธอมากินข้าวที่บ้านตั้งนานแล้ว แต่ตาเฒ่าก็เอาแต่บอกว่าเธองานยุ่งมาก ในที่สุดเราก็ได้เจอกันสักที ตาเฒ่า! ดูสิว่าใครมา!” แม่เฒ่าไป๋พูดพร้อมกับพาฟู่เยี่ยนเข้าไปข้างในบ้าน
บ้านของผู้อาวุโสจินนั้นเป็นห้องเล็กๆสามห้อง ซึ่งผู้อาวุโสจินได้เปลี่ยนห้องแรกให้เป็นห้องนั่งเล่นและห้องอ่านหนังสือ เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ผู้อาวุโสจินจึงได้เงยหน้าขึ้นไปมองทันที
“ฟู่เยี่ยนเองอย่างนั้นเหรอ? เกิดอะไรขึ้นกับเธอหรือเปล่า ทำไมถึงมาที่นี่เอาป่านนี้กันล่ะ?”
“อาจารย์ คือว่า เรื่องทั้งหมดเป็นแบบนี้ค่ะ…” ฟู่เยี่ยนเล่าทุกอย่างที่สามารถเล่าได้ให้กับผู้อาวุโสจินฟัง
ผู้อาวุโสจินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในชีวิตนี้ เขาเกลียดคนทรยศที่สุดแล้ว
“ฉันมีหมายเลขโทรศัพท์ของผู้อำนวยการหลี่ ฉันจะโทรหาเขาเอง”
“ดีเลยค่ะ!” เดิมทีฟู่เยี่ยนคิดว่าเยี่ยนหวู่โจวนั้นไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ผู้อาวุโสจินบอกกับเธอว่าเขาจะติดต่อผู้อำนวยการหลี่โดยตรง จึงทำให้เธอรู้สึกสบายใจมากยิ่งขึ้น
โดยผู้อาวุโสจินได้โทรหาเขา แต่ก็ไม่ได้อธิบายเรื่องราวต่างๆอย่างชัดเจนมากนัก แค่บอกไปว่ามีเรื่องด่วนเท่านั้น ซึ่งเรื่องเร่งด่วนของผู้อาวุโสจินมักจะเป็นเรื่องที่เป็นความลับและสำคัญมากอยู่แล้ว ดังนั้นผู้อำนวยการหลี่จึงได้ตอบกลับว่าจะรีบมาโดยเร็วที่สุด
หลังจากที่วางสาย ผู้อาวุโสจินก็ไม่พูดอะไรออกมา เขาครุ่นคิดบางอย่างอยู่ครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจกดโทรศัพท์อีกครั้ง
“สวัสดี รองผู้อำนวยการหยู? ฉันจินเหวินจงเอง พอดีฉันมีเรื่องด่วนอยากจะคุยกับคุณสักหน่อย เชิญคุณมาที่บ้านของฉันได้ไหม ฉันจะรอคุณอยู่ที่นี่นะ”
“อาจารย์คะ?” ฟู่เยี่ยนเข้าใจดีว่าผู้อาวุโสจินหมายถึงอะไร แต่เธอต้องถามในแน่ชัด
“ในเมื่อครอบครัวนั้นซ่อนตัวมาได้หลายปีแล้ว หมายความว่าจะต้องมีใครสักคนคอยช่วยเหลือพวกเขาอย่างลับๆอยู่แน่นอน ดังนั้นเราจึงต้องให้พวกเขาทั้งสองคนช่วย มิเช่นนั้นคงจะเป็นเรื่องยากแน่ๆ หากจะฝากเรื่องนี้ให้กับใครคนใดคนหนึ่ง” ผู้อาวุโสจินชำเลืองมองไปยังฟู่เยี่ยน ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าเป็นคำสอนของเขาเช่นกัน
“อาจารย์ ศิษย์ได้เรียนรู้บทเรียนนี้แล้วค่ะ” ฟู่เยี่ยนประมาทไปจริงด้วย เธอไม่เคยคิดถึงปัญหานี้มาก่อนเลย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเธอมั่นใจในตัวเองมากเกินไป เธอมั่นใจว่าต่อให้มีใครก็ตามเข้ามาขวางทางเธอ เธอก็ยังคงสามารถลากตัวคนพวกนั้นให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้เอง
“มันไม่ได้เป็นเพราะเธอไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้หรอกนะ แต่เป็นเพราะเธอมั่นใจในความสามารถของตัวเองมากเกินไปต่างหาก จริงหรือเปล่า?” ผู้อาวุโสจินมองผ่านความคิดของฟู่เยี่ยนออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้น ก่อนจะเห็นดวงตาที่จริงจังของผู้อาวุโสจิน จึงทำให้ตอนนี้ความไม่เต็มใจของเธอหายไปในทันที
“ใช่แล้วค่ะ” ฟู่เยี่ยนก้มหน้าลงเล็กน้อย และยอมรับความผิดพลาดของเธอแต่โดยดี
“จำเอาไว้นะ ก่อนที่เธอจะเป็นสมาชิกของลัทธิเต๋า เธอเองก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง หากสิ่งต่างๆสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการของคนธรรมดา ก็จงอย่าใช้วิธีของเธอ เพราะสุดท้ายแล้วมันอาจย้อนกลับไปทำร้ายตัวเธอเองได้ เข้าใจหรือเปล่า?” สำหรับผู้อาวุโสจินนั้น เขาเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าฟู่เยี่ยนเป็นเด็กที่ฉลาดมากๆ และเธอจะต้องเข้าใจสิ่งที่เขาพูดอย่างแน่นอน
ตอนที่ 224: วางแผนล่อปลามากินเบ็ด
คำพูดของผู้อาวุโสจินทำให้ฟู่เยี่ยนฉุกคิดขึ้นมาได้ในทันที และเธอก็แทบอยากจะตบหน้าของตัวเอง
ตอนนี้เธอมีทั้งดินแดนต่างมิติและเนตรสวรรค์ แล้วหากวันหนึ่งเธอสูญเสียทั้งสองสิ่งนี้ไปล่ะ? เธอควรจะทำอย่างไรต่อไป? เพราะความมั่นใจทั้งหมดเกิดจากทั้งสองสิ่งนี้ที่นำความสะดวกสบายมาให้กับเธอ
ด้วยสิ่งนี้ เธอจึงแข็งแกร่งกว่าคนอื่น แต่หากวันหนึ่งมีบางอย่างเกิดขึ้น และทุกอย่างก็หายไป เธอยังคงสามารถเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นได้อยู่หรือเปล่า?
ฟู่เยี่ยนแอบกำหมัดแน่น สิ่งที่เธอทำได้ในตอนนี้ก็คือเธอจะต้องไปให้ถึงจุดสูงสุด และแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ให้ได้!
ผู้อาวุโสจินที่เห็นว่าฟู่เยี่ยนคิดได้แล้ว จึงแอบพยักหน้าในใจอยู่เงียบๆ
ผู้อำนวยการหลี่และรองผู้อำนวยการหยูมาถึงที่นี่อย่างรวดเร็ว โดยพวกเขาทั้งสองได้พบกันที่ทางเข้าพอดี
“ผู้อำนวยการ? คุณเองก็มาที่นี่ด้วยเหมือนกันเหรอ?” หยูเฉิงหมินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อพบกับหัวหน้าของเขา
“เฉิงหมิน?” หลี่เฟิงฮวาเองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน ก่อนจะทักทายกลับไปในทันที ในฐานะทหารเก่าเกษียณอายุแล้ว สิ่งแรกที่เขาคิดก็คือ เรื่องที่ผู้อาวุโสจินต้องการจะพูดนั้นคงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอย่างแน่นอน
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่เชื่อเท่าไหร่นัก เพราะเฉิงหมินเฝ้าดูและเรียนรู้สิ่งต่างๆจากเขามาโดยตลอดอยู่แล้ว
“เราเข้าไปข้างในกันก่อนเถอะ อย่าปล่อยให้ผู้อาวุโสต้องรอเลย ดูเหมือนว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องใหญ่แล้วล่ะ” หลี่เฟิงฮวาเดินเข้าไปพร้อมกับหยูเฉิงหมิน
เมื่อทั้งสองเดินผ่านประตูเข้ามาพร้อมกัน ผู้อาวุโสจินและฟู่เยี่ยนก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่ไม่นานนัก ทั้งสองก็ได้สติกลับมาอีกครั้ง
“ผู้อาวุโสจิน คุณมีอะไรอยากจะคุยกับพวกเราอย่างนั้นเหรอครับ?” หลี่เฟิงฮวาเอ่ยถามขึ้นมาในทันที
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้อาวุโสจินก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าการที่มีพวกเขาทั้งสองคนมาช่วย เรื่องทุกอย่างจะต้องถูกจัดการอย่างง่ายดายแน่นอน แต่เขาก็ยังคงกลัวว่าทั้งสองอาจจะมีความคิดแตกต่างกันเกี่ยวกับเรื่องนี้
“เชิญนั่งก่อนเถอะ เหล่าหลี่ เสี่ยวหยู เชิญนั่งๆ” ผู้อาวุโสจินเชิญทั้งสองเข้ามานั่ง และฟู่เยี่ยนเองก็ได้รีบลุกขึ้นไปรินชาให้กับพวกเขาในทันที
“ที่ฉันเชิญพวกคุณมาที่นี่ในวันนี้ ก็เพราะว่าศิษย์ของฉันมีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องพูดคุยกับพวกคุณและจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากพวกคุณสองนั่นเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก และฉันคิดว่าพวกคุณทั้งสองคนจะช่วยเธอได้ นี่ก็ดึกมากแล้ว ฉันคงไม่ได้รบกวนเวลาพักผ่อนของพวกคุณหรอกใช่ไหม?”
“ผู้อาวุโสจินอย่าพูดอย่างนั้นเลยครับ คุณไม่ได้รบกวนพวกเราเลย หน่วยของเราได้มีมติกันแล้วว่าเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับคุณจะต้องได้รับการจัดการเป็นพิเศษ! ตราบใดที่คุณต้องการจะพบพวกเรา แม้ว่าจะดึกแค่ไหนก็ตาม ผมจะรีบมาในทันที” หลี่เฟิงฮวาด้วยท่าทีที่ดูมั่นใจ ทว่าคำพูดของเขานั้นดูเชยไปเล็กน้อย ซึ่งไม่คิดเลยว่าเขาจะพูดแบบนี้ออกมาได้
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงสามารถควบคุมหน่วยงานที่ดูลึกลับอย่างหน่วย753ได้ ตำแหน่งของเขานั้นไม่ใช่ใครก็ทำได้จริงๆ
“ฮ่าฮ่า เหล่าหลี่ คุณช่างเป็นคนที่พูดเก่งมากจริงๆ เอาล่ะ ฟู่เยี่ยน เธอมีอะไรจะพูดก็พูดมาได้เลย ลุงหลี่และพี่หยูก็ไม่ได้ต่างจากคนในครอบครัวของเรานั่นแหละ” ผู้อาวุโสจินพูดเพื่อส่งสัญญาณให้กับฟู่เยี่ยนในทันที ซึ่งหลี่เฟิงฮวากับผู้อาวุโสจินนั้นมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกันอยู่แล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้อธิบายเรื่องนี้ด้วยภาษาที่ฟังดูกระชับที่สุด แต่เธอยังไม่ได้เริ่มพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับโจวหยางในตอนนี้
เธอบอกพวกเขาทั้งสองคนแค่เรื่องที่เธอไปได้ยินมาจากบ้านของตระกูลมู่เท่านั้น ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่พวกเขาทั้งสองจะแยกแยะได้แล้ว
หลี่เฟิงฮวาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้หน่วย753 ได้ประเมินความแข็งแกร่งของปรมาจารย์อย่างฟู่เยี่ยนต่ำเกินไปจริงๆ เขาควรจะให้ความสำคัญกับอาจารย์ฟู่มากขึ้นเสียแล้ว
“อาจารย์ฟู่ คุณกำลังจะบอกว่ามีสายลับญี่ปุ่นแผงตัวอยู่ในตระกูลมู่อย่างนั้นเหรอ? แล้วตอนนี้พวกเขาก็กำลังพยายามจะขโมยมรดกสืบทอดของตระกูลมู่อีกด้วย?”
“คุณเรียกแค่ชื่อของหนูก็ได้ค่ะ ใช่แล้ว เพราะมู่อี้อันได้ยืนยันเรื่องนี้หลังจากที่เขาอ่านจดหมายค่ะ และเขายังสงสัยว่าการตายของแม่เขา รวมไปถึงอาการบาดเจ็บที่พ่อของเขาเจอนั้นล้วนเป็นฝีมือของคนเหล่านั้นด้วยค่ะ”
“นอกจากนี้ ก่อนที่หนูจะออกมาจากที่นั่น ลูกพี่ลูกน้องของมู่อี้อันยังได้เข้ามาทดสอบเขาอีกด้วย เขาพยายามถามข้อมูลถึงสถานที่ที่โจวหยางถูกคุมตัวอยู่”
“หนูได้ขอให้มู่อี้อันบอกเขาไปว่ามู่อี้อันกำลังจะไปที่หน่วย753 เพื่อประชุมอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ โดยหนูจะใช้เขาเป็นเหยื่อล่อ ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับคุณลุงแล้วล่ะค่ะ เพราะท้ายที่สุดแล้วโอกาสที่ปลาจะกินเบ็ดนั้นก็มีสูงมากๆ”
ฟู่เยี่ยนพูดแผนการทั้งหมดออกไป ซึ่งทุกอย่างต่อจากนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการจัดการของหลี่เฟิงฮวาแล้ว
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามแผนได้เลย ฉันจะจัดเตรียมสถานที่สักแห่งหนึ่งภายในคืนนี้เลย เอาเป็นแถวชานเมืองที่เธอทำลายค่ายกลภาพลวงตาครั้งที่แล้วก็แล้วกัน ที่นั่นเราสามารถควบคุมทุกอย่างได้ง่ายกว่า และไม่มีสิ่งกีดขวางอีกด้วย”
“ฉันจะแจ้งให้ทุกคนทราบในคืนนี้เลย เพื่อให้ทุกคนแสดงอย่างสมจริง และให้พวกเขาเตรียมตัวเข้าร่วมการประชุมในพรุ่งนี้เช้า”
“ฉันเดาว่าคนพวกนั้นคงจะไม่ลงมือทันทีที่พบที่ตั้งของเราอย่างแน่นอน ตามที่เธอพูด หากพวกเขาเป็นคนญี่ปุ่นจริงๆ พวกเขาจะต้องวางแผนก่อนลงมือทำเสมอ”
“ฉันเคยติดต่อกับคนญี่ปุ่นมาก่อน ซึ่งคนญี่ปุ่นเป็นคนเจ้าเล่ห์และโหดร้ายมาก ดังนั้นพวกเขาจะต้องลงมือในงานสัมมนาของสมาคมอภิปรัชญาที่จะจัดขึ้นในอีกสามวันนี้อย่างแน่นอน”
ในเวลานั้น ทุกคนจะต้องมุ่งความสนใจไปที่การสัมมนา จึงเปิดช่องโหว่ให้คนพวกนั้นได้ ด้วยวิธีนี้เราก็จะจับพวกเขาทั้งหมดได้ในคราวเดียว”
สมแล้วที่หลี่เฟิงฮวาเคยเป็นทหารมาก่อน ซึ่งเวลาที่เขาทำสิ่งใดก็ตามนั้น เขาจะทำมันอย่างจริงจังและเด็ดเดี่ยวเสมอ
“ลุงหลี่ ลุงสามารถใช้งานสัมนามาตรวจสอบดูว่าใครเป็นปลาเน่าในหมู่สมาชิกลัทธิเต๋าได้ หากสมาชิกของลัทธิเต๋าไม่ใช่คนจีน มันคงจะเป็นหายนะครั้งใหญ่อย่างแน่นอน”
“นอกจากนี้ มู่อี้อันยังบอกกับหนูอีกว่าในยุคที่มีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ครอบครัวของน้องชายคุณปู่เขาล้วนกลับมาอย่างรอดปลอดภัยทุกคนด้วย เป็นไปได้ไหมว่าจะมีคนคอยปกป้องพวกเขาอยู่?”
“ใช่แล้ว เธอพูดถูก การสัมมนาของสมาคมอภิปรัชญาในอีกสามวันที่จะถึงนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากจริงๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีสมาชิกของลัทธิเต๋าอยู่จำนวนมาก ฉันเกรงว่าสถานการณ์อาจจะควบคุมได้ค่อนข้างยาก เธอมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้หรือเปล่า?”
ฟู่เยี่ยนแอบบ่นจิ้งจอกเฒ่าที่อยู่ตรงหน้าของเธอในใจ หากต้องการให้เธอช่วย ทำไมไม่พูดมันออกมาตามตรงกันล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังยอมที่จะช่วยเขา
“ลุงหลี่อย่ากังวลไปเลยค่ะ หนูจะทำให้ดีที่สุด” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปด้วยความมั่นใจ และหลี่เฟิงฮวาเองก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมากเช่นกัน
ส่วนรองผู้อำนวยการหยูที่อยู่ข้างหลังของผู้อำนวยการหลี่ก็ได้มองไปที่เขาสลับกับมองไปยังฟู่เยี่ยน ก่อนจะแอบถอนหายใจออกมาในใจ ชายชราคนนี้ช่างเป็นคนที่แย่มากจริงๆ!
ไม่นานนัก หลี่เฟิงฮวาก็ได้กลับไปพร้อมกับหยูเฉิงหมิง ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็จะกลับไปพร้อมกับพวกเขาเช่นกัน แต่แม่เฒ่าไป๋ยังไม่ได้คุยกับฟู่เยี่ยนเลย ดังนั้นเธอจึงยืนกรานที่จะเลี้ยงบะหมี่ฟู่เยี่ยนสักหนึ่งชามก่อน ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะกลับบ้าน
“กินบะหมี่ชามนี้ก่อนดีกว่าไหม แล้วค่อยกลับบ้าน? นี่ก็ดึกมากแล้ว ฉันจะให้ตาเฒ่าไปส่งก็แล้วกัน”
“อาจารย์หญิง ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูไม่กลัวอยู่แล้ว หนูมีทักษะที่เหนือกว่าคนทั่วไปมากๆ ดังนั้นจะไม่มีใครกล้าเข้าใกล้หนูอย่างแน่นอน ใช่ไหมคะอาจารย์?” ฟู่เยี่ยนรีบปฏิเสธในทันที
“ไม่ต้องห่วงเธอหรอก บ้านของเธอไม่ได้อยู่ไกลสักหน่อย ใช้เวลาเดินแค่สิบห้านาทีก็ถึงแล้ว รีบกินบะหมี่เถอะ จะได้รีบกลับบ้าน”
ผู้เฒ่าทั้งสองไม่มีหลานสาว ทุกครั้งที่หลานชายของเธอมาหา พวกเขาก็มักจะอยู่นิ่งๆได้แค่ไม่กี่นาทีก็ออกไปวิ่งเล่นแล้ว ดังนั้นยิ่งแม่เฒ่าไป๋มองฟู่เยี่ยนมากเท่าไร เธอก็ยิ่งชอบเด็กสาวคนนี้มากขึ้นเท่านั้น เมื่อนึกถึงหลานชายคนโตของเธอ ด้วยความที่ฟู่เยี่ยนเป็นคนที่สวยมากๆอยู่แล้ว เธอจะเป็นแม่สื่อให้กับเด็กทั้งสองดีหรือเปล่านะ! เอาไว้หลังจากที่ฟู่เยี่ยนกลับไป เธอจะลองถามชายชราดูว่าเรื่องนี้พอจะมีทางเป็นไปได้หรือเปล่า
ฟู่เยี่ยนกินบะหมี่หมดอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะเป็นบะหมี่ธรรมดา แต่รสชาติของมันนั้นไม่ได้ต่างจากบะหมี่ในงานฉลองที่เธอเคยทานเลย
“อาจารย์หญิง รสมือของอาจารย์หญิงดีมากๆเลยค่ะ!”
“อร่อยหรือเปล่า? เอาไว้วันหลังเธอก็กลับมาลองกินหมูตุ๋นฝีมือของฉันอีกสิ ฉันจะทำมันอย่างสุดฝีมือเลย!” แน่นอนว่าการที่มีคนชื่นชมนั้น มักจะทำให้คนที่ถูกชมมีความสุขเสมอ และแม่เฒ่าไป๋เองก็อยากจะมีหลานสาวแบบฟู่เยี่ยนด้วย
“อาจารย์ อาจารย์หญิง นี่ก็ดึกมากแล้ว หนูขอตัวกลับบ้านก่อนก็แล้วกันค่ะ หลังจากเรื่องราวคลี่คลายแล้ว หนูจะมาหาตามที่เรานัดกันไว้ก่อนหน้านี้นะคะ” ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ในใจว่าพิธีรับศิษย์ของเธอนั้นใกล้จะมาถึงแล้ว เพราะเหลือเวลาอีกห้าวันเท่านั้น ก็จะถึงวันที่กำหนดแล้วนั่นเอง
ดังนั้น เธอต้องจัดการกับปัญหาทั้งหมดภายในห้าวันนี้ให้ได้ เพื่อที่จะไม่รบกวนพิธีการรับศิษย์ของเธอ
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก่อนพิธีรับศิษย์ เธอมาหาฉันที่บ้านก่อนก็แล้วกัน ฉันมีเรื่องบางอย่างที่จะต้องพูดกับเธอ” ผู้อาวุโสจินเตือนเธออีกครั้ง
“ได้เลยค่ะ หนูจะทำตามที่อาจารย์บอก ถ้าอย่างนั้น หนูขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ”
“ฉันจะไปส่งเธอที่ประตูเอง ไปกันเถอะ” ผู้อาวุโสจินและแม่เฒ่าไป๋เดินไปส่งฟู่เยี่ยนที่ประตู ผู้เฒ่าทั้งสองยืนดูจนเธอลับตาไปในความมืด ก่อนจะกลับเข้ามาในบ้าน
“โอ้ ตาเฒ่า ฉันลืมให้ของขวัญอวยพรที่เตรียมเอาไว้กับเธอไปเลยจริงๆ ทำไมคุณไม่เตือนฉันเลยล่ะ”
“ผมคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาแล้ว เลยขอให้เธอกลับมาที่นี่อีกครั้ง เอาไว้ค่อยให้ตอนนั้นก็ได้”
“ว่าแต่ ตาเฒ่า คุณคิดอย่างไรกับเสี่ยวหลี? ฟู่เยี่ยนกับเขาจะเข้ากันได้ดีหรือเปล่า?” แม่เฒ่าไป๋ไม่สามารถเก็บซ่อนคำพูดของเธอเอาไว้ได้อีกต่อไปแล้ว เธอจึงพูดมันออกไปในทันที
“ฟู่เยี่ยนมีคนรักอยู่แล้ว เขาเป็นชายหนุ่มที่ใช้ได้เลย เขาทั้งหน้าตาดีและฉลาด ที่สำคัญต่อให้เธอยังไม่มีคู่ ก็ไม่ได้เป็นความคิดที่ดีเท่าไหร่หรอกนะ เพราะเสี่ยวหลีและคนอื่นควรจะเรียกเธอว่าอาฟู่เยี่ยนมากกว่า!”
ตอนที่ 225: ลอบสังเกตลุงหลิว
เมื่อฟู่เยี่ยนกลับมาถึงบ้าน ฟู่ต้าหย่งและคนอื่นยังคงไม่เข้านอน และรอเธออยู่
“พ่อคะ แม่คะ หนูกลับมาแล้วค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับเคาะประตู
ฟู่ต้าหย่งเดินออกมาเปิดประตูให้กับฟู่เยี่ยน ก่อนที่สองพ่อลูกจะไปนั่งที่โซฟา
ตอนนี้ฟู่เหยาได้หลับไปแล้ว เนื่องจากเมื่อตอนกลางวันเขาและเจี่ยฟ่างเล่นด้วยกันอย่างสนุกสนาน จนเด็กชายตัวน้อยหมดแรงและหลับไปในที่สุด
“จัดการเรื่องที่บ้านของเสี่ยวอันเรียบร้อยแล้วเหรอ?” หวังซู่เหมยห่มผ้าห่มให้กับฟู่เหยา ก่อนจะออกมาจากห้องนอน
“เรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ ช่วงนี้หนูอาจจะต้องกลับมาช้าหน่อยนะคะ พ่อกับแม่ไม่ต้องรอหนูก็ได้ หนูจะเข้าทางประตูด้านหลังเอง พ่อคะ หนูว่าจะขอลูกสุนัขจากพี่ไป๋โม่เฉินสักสองสามตัว จะได้เลี้ยงมันเอาไว้เฝ้าบ้าน ในตอนกลางคืนหากมีอะไร พวกมันจะได้เตือนพวกเราได้”
เมื่อรับรู้ถึงเหตุการณ์ของโจวหยาง ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อย ดังนั้นเธอจึงอยากจะป้องกันสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นเอาไว้ก่อน
“พ่อได้ไปดูถังเหล้าพวกนั้นแล้ว และยังเห็นตราประทับบนถังเหล้าเหล่านั้นแล้ว พ่อควรจะทำอย่างไรกับพวกมันต่อดี?” ฟู่ต้าหย่งถามถึงเรื่องเหล้าขึ้นมา
“อีกไม่กี่วันก็น่าจะใช้ได้แล้วค่ะ แค่อย่าเพิ่งขยับมันตอนนี้ก็พอ จากนี้ไปพ่อก็แค่ทำเหล้าในคอกม้าที่สวนหลังบ้านไปก่อน”
“แม่เองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แม่ว่าจะขอให้พ่อเปลี่ยนประตู และติดตั้งกลอนเพิ่ม เราจะได้วางใจได้สักที” หวังซู่เหมยรู้สึกโล่งใจมากขึ้นเมื่อเห็นว่าฟู่เยี่ยนสบายดี
“อย่างไรก็ตาม นี่คือสิ่งที่อาสะใภ้รองเอามาฝากลูก ส่วนนี่คือของฝากจากเพื่อนของอารอง เขาอาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าบนที่ราบสูง และได้ขอให้อารองเอามันมาให้ลูก มันคือชีสและเนื้อแดดเดียว ลูกสามารถทานมันเป็นของว่างได้ อย่าลืมเก็บมันเอาไว้ในดินแดนต่างมิติของลูกด้วยล่ะ” หวังซู่เหมยเตือนฟู่เยี่ยนอีกครั้ง
“ได้เลยค่ะ หนูขอตัวไปนอนก่อนนะคะ แม่เองก็ควรจะไปพักผ่อนด้วยเหมือนกัน!” ฟู่เยี่ยนเดินออกไปพร้อมกับถือเนื้อแดดเดียวและชีสเอาไว้ในมือ
หลังจากที่เธอเดินออกไป หวังซู่เหมยรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย จึงได้นั่งลงบนโซฟา ครั้งนี้เธอรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจริงๆ แต่ก็ยังดีที่เสี่ยวฮั่วไม่ได้เป็นอะไร และหลังจากเหตุการณ์นี้ เธอจะต้องระมัดระวังให้มากขึ้นกว่าเดิม
“เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ เสี่ยวฮั่วคือความภาคภูมิใจของเรา ผมเชื่อว่าลูกสาวของเราจะต้องทำได้อย่างแน่นอน” ฟู่ต้าหย่งพูดปลอบใจหวังซู่เหมย
“ฉันรู้ ตั้งแต่เด็กเสี่ยวฮั่วไม่เคยเจอคู่ต่อสู้มาก่อนเลย มันไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจขนาดนั้นหรอกนะ หยุดพูดและไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าฉันจะตื่นมาทำเกี๊ยวให้เธอสักหน่อย สองวันที่ผ่านมานี้ฉันสังเกตเห็นว่าเธอผอมลงไปเยอะเลย จึงไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่” หลังจากที่พูดจบ หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งก็ได้เข้านอนทันที
แต่ใครจะไปคิดว่าเมื่อพวกเขาตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น เสี่ยวฮั่วได้ออกไปแล้ว
ฟู่เยี่ยนไม่ได้เข้าไปในดินแดนต่างมิติ หลังจากที่เข้ามาในห้อง เธอก็เข้านอนเลย เพราะพรุ่งนี้เช้าเธอยังต้องไปบ้านตระกูลมู่ ซึ่งมู่อี้อันยังรอจดหมายของเธออยู่นั่นเอง
ในคืนนี้ ฟู่เยี่ยนยังได้ฝันอีกด้วย ในความฝันนั้น เธอได้นั่งอยู่บนหลังของมังกรที่กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมาก แต่จู่ๆ มังกรตัวนั้นก็ถูกปกคลุมไปด้วยสีดำ และหลังจากที่บินไปได้ไม่นาน ดูเหมือนว่ามันจะเริ่มหมดแรง ก่อนที่ร่างของมันจะตกลงไปที่พื้น
ฟู่เยี่ยนตกใจและลุกขึ้นมานั่งในทันที มังกรสีดำอย่างนั้นหรือ? ความฝันแบบนี้มันคืออะไรกัน? เมื่อคิดถึงไข่มังกรที่อยู่ในดินแดนต่างมิติ ฟู่เยี่ยนจึงรีบเข้าไปดูมันทันที แต่กลับพบว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย และไข่มังกรก็ยังคงอยู่ที่เดิมอีกด้วย
หลังจากที่แน่ใจแล้วว่าทุกอย่างปกติ ฟู่เยี่ยนจึงไม่ได้สนใจมันอีกต่อไป เมื่อมองดูนาฬิกาก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลา 4:30 น. แล้ว ไม่รู้ว่ามู่อี้อันจะตื่นหรือยัง
ลืมมันไปเสียเถอะ ลองไปหาเขาดูก่อนก็แล้วกัน! เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้ลุกขึ้นแต่งตัว ก่อนจะเดินออกไปจากบ้าน
เมื่อมาถึงบ้านตระกูลมู่ เธอก็ได้แปะยันต์ล่องหนลงบนร่างกายของเธออีกครั้ง ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะจบลง เธอจะพลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ขณะที่เธอเคาะประตูเบาๆนั้น เธอก็ได้มองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง เนื่องจากตอนนี้ไม่มีใครสามารถมองเห็นเธอ ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงเดินไปที่ประตูบ้าน ก่อนจะมองเข้าไปข้างใน
ไม่มีการเคลื่อนไหวใดในที่แห่งนี้เลย และพ่อบ้านหลิวก็ไม่น่าจะมาในเวลานี้ด้วย
วินาทีต่อมา มู่อี้อันก็ได้เปิดประตู เขาแสร้งทำเป็นบิดขี้เกียจและเดินออกมาจากห้องโดยเปิดประตูทิ้งไว้แบบนั้น ฟู่เยี่ยนจึงถือโอกาสนี้เดินเข้าไปข้างในทันที
ตอนนี้ แม้แต่มู่อี้อันเองก็มองไม่เห็นฟู่เยี่ยนเช่นกัน เขาเห็นเพียงปากกาที่กำลังขยับอยู่บนโต๊ะเท่านั้น ซึ่งฉากนี้ดูแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก...
“นายไปประชุมตามปกติ เมื่อนายไปถึง จะมีคนพานายไปยังที่แห่งหนึ่ง เพื่อความปลอดภัย วันนี้ฉันได้ขอให้คนทั้งหมดมารวมตัวกันแล้ว และฉันก็ยังจะให้นายพบกับโจวหยางโดยตรงอีกด้วย”
ขณะที่มู่อี้อันกำลังจะพูด เขาก็ได้รีบปิดปากของตัวเองเอาไว้ในทันที ก่อนจะหยิบปากกาขึ้นมาเขียนบางอย่างเช่นกัน
‘แบบนั้นมันจะไม่ทำให้ความลับรั่วไหลหรอกเหรอ?’
‘ไม่หรอก การตกปลานั้นจำเป็นต้องใช้เหยื่อล่ออยู่แล้ว ซึ่งตอนนี้เหยื่อของเราก็คือโจวหยาง เมื่อมีเหยื่อ ก็ขึ้นอยู่กับปลาแล้วล่ะว่าจะงับเหยื่อหรือเปล่า และเราจะใช้งานสัมมนาอภิปรัชญาในวันมะรืนนี้เป็นเวลาปิดอวน’ ฟู่เยี่ยนยังคงเขียนต่อไป
‘เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นฉันจะแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็แล้วกัน’ มู่อี้อันรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังเป็นฝ่ายเหนือกว่าอย่างชัดเจน!
ตอนนี้เขาเห็นถึงความสำคัญของการมีเพื่อนแล้ว!
‘อืม วันนี้ฉันจะคอยอยู่ข้างๆนายเอง ไม่ต้องห่วง เวลาที่ไปประชุม นายก็ระวังตัวให้มากขึ้นด้วย เพราะบางทีอาจจะมีใครบางคนจับตามองนายอยู่ก็เป็นได้’
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่กับตัวเอง โชคดีที่เธอพัฒนายันต์ล่องหนให้สามารถใช้งานได้เป็นเวลานานมากขึ้น มิเช่นนั้นวันนี้เธอคงจะใช้กระดาษวาดยันต์จำนวนมากอย่างแน่นอน
‘ถ้าอย่างนั้นฉันก็อุ่นใจแล้วล่ะ แล้วทำไมเมื่อวานนี้เธอถึงได้พูดถึงลุงหลิวเหรอ?’ มู่อี้อันเห็นว่าตอนนี้ยังเช้ามากๆ จึงได้ถามคำถามที่เขาสงสัยอยู่ในใจขึ้นมา
‘ดูเหมือนว่าเขาจะใส่ใจทุกสิ่งที่นายพูดหรือทำเป็นพิเศษเลยนะ เมื่อวานนี้ตอนที่ฉันเคาะประตู ฉันสังเกตเห็นเขากำลังแอบมองอยู่ โชคดีที่เขาไม่สามารถมองเห็นฉันได้’
‘ในตอนนี้เรายังไว้ใจเขาไม่ได้ เพราะไม่รู้เลยว่าเขาอยู่ฝั่งไหน ดังนั้นนายควรเป็นฝ่ายตั้งรับดีกว่า คิดเสียว่าเป็นการทดสอบเขาไปในตัว’
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเขียนเสริมขึ้นมาอีกครั้งว่า
‘ที่มาและอดีตของเขาน่าจะให้คำตอบกับนายได้นะ’
มู่อี้อันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้ปากกาเขียนตอบไปเพียงแค่สั้นๆว่า ‘ตกลง’
เมื่อเขาคิดทบทวนถึงเรื่องนี้อย่างรอบคอบอีกครั้ง ดูเหมือนว่าพ่อบ้านหลิวจะอยู่ที่บ้านหลังนี้ตั้งแต่ตอนที่เขาอายุแค่ไม่กี่ขวบ ซึ่งหลังจากที่คนอื่นย้ายออกไป เขาก็ได้อยู่ที่นี่ในฐานะลูกบุญธรรมของคุณปู่
ตอนนี้ชื่อของเขาได้อยู่ในทะเบียนบ้านของตระกูลมู่แล้ว ซึ่งหากจะพูดให้ถูกก็คือ พ่อบ้านหลิวคือลุงของเขานั่นเอง
แต่ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดถึงเรื่องนี้ ประเด็นหลักคือสิ่งที่คนในครอบครัวของเขากำลังทำอยู่ต่างหาก เมื่อวานนี้มู่อี้อันได้พยายามค้นหาบางอย่างในห้องหนังสือ แต่ก็ไม่พบอะไรเลย
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบปากกาขึ้นมาอีกครั้ง
‘ฉันจะออกไปกินมื้อเช้าก่อน และจะไปรอนายที่พระราชวังต้องห้าม ไปหาฉันที่นั่นหลังจากประชุมเสร็จ ฉันจะรายงานเรื่องทั้งหมดกับผู้อาวุโสจิน วันนี้เราจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จ’ หลังจากเขียนประโยคนี้ ฟู่เยี่ยนก็เตรียมตัวจะเดินออกไป
ทันใดนั้นเอง มู่อี้อันก็ได้หยิบปากกาขึ้นมา และเขียนต่อในทันที
‘เธอช่วยฉันหาช่องที่ซ่อนลับในบ้านหลังนี้หน่อยได้ไหม ฉันพยายามหามันมาสักพักแล้ว พ่อของฉันชอบทำอะไรแบบนี้มากที่สุดเลย’
‘ตอนที่แม่ของฉันอยู่ที่นี่ เธอจะเข้ามาทำความสะอาดห้องหนังสือให้กับเขาอยู่เสมอ แต่หลังจากที่แม่ของฉันจากไปแล้ว พ่อก็ไม่ค่อยดูแลที่นี่เท่าไหร่ เขาเป็นคนใจร้อน จึงไม่ค่อยทำความสะอาดห้อง ทั้งยังชอบทำให้ที่นี่ดูเลอะเทอะอีกด้วย’
‘แต่หลังจากที่เขาจากไป ลุงหลิวก็ได้ช่วยจัดหนังสือพวกนี้ เธอคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่เขาจะค้นพบสมุดบัญชีพวกนั้น?’
ฟู่เยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง หากลุงหลิวต้องการที่จะเตือนมู่อี้อัน เช่นนั้นเขาก็จะคอยจับตาดูมู่อี้อันอย่างไม่คลาดสายตา เพื่อดูว่าเขาจะสังเกตเห็นสมุดบัญชีเล่มนั้นหรือไม่
ฉะนั้นไม่มีประโยชน์เลยที่จะค้นห้องหนังสือในตอนนี้ เพราะมีความเป็นไปได้สูงมากที่ลุงหลิวจะเจอของทั้งหมดแล้ว
‘พ่อบ้านหลิวเป็นสมาชิกของลัทธิเต๋าหรือเปล่า?’ หลังจากที่ฟู่เยี่ยนเขียนประโยคนี้ สีหน้าของมู่อี้อันก็ดูซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย
‘ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่คุณปู่ของฉันเคยบอกว่าพรสวรรค์ของเขาค่อนข้างใช้ได้เลยทีเดียว แต่ฉันก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ เลยไม่แน่ใจว่าเขาได้เรียนรู้อะไรไปแล้วบ้าง’
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง ไม่แน่ใจอย่างนั้นหรือ? แล้วพวกเขามองออกได้อย่างไรว่าพ่อบ้านหลิวมีพรสวรรค์? แสดงว่าเขาต้องเคยเรียนรู้มาก่อน แต่ต่อมาทำไมถึงไม่เรียนแล้วล่ะ? แสดงว่ามันต้องมีเรื่องราวอะไรซ่อนอยู่ในเรื่องนี้อย่างแน่นอน แต่คนที่เรียนรู้สิ่งพวกนี้มาจะมีตำแหน่งเป็นแค่พ่อบ้านคนหนึ่งเองงั้นเหรอ?
ตอนนี้เธอไม่รู้เลยว่าเขาอยู่ฝ่ายไหน หากเขาอยู่ฝ่ายตรงข้าม คงจะเป็นอะไรที่ลำบากอย่างแน่นอน
‘ถ้าอย่างนั้นก็ลองทดสอบเขาดูหน่อยสิ พาเขาไปประชุมวันนี้ด้วย ฉันจะบอกกับผู้อำนวยการหลี่ว่านายต้องการพาเขาเข้าร่วมประชุมกับนาย’ ฟู่เยี่ยนวางแผนอย่างรวดเร็ว
‘ได้เลย ฉันจะบอกเขาก็แล้วกัน’
‘อืม ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะเข้าร่วมประชุมด้วย และจะจับตาดูเขาเอง’
ฟู่เยี่ยนตัดสินใจที่จะไม่นั่งรอเรื่องนี้อยู่เฉยๆ เธอจะตามมู่อี้อันไปยังที่ประชุมด้วย เพราะการทำแบบนี้ไม่เพียงแค่เธอจะทดสอบลุงหลิวได้เท่านั้น เธอยังจะได้รู้ว่ามีใครแอบสะกดรอยตามเธออยู่หรือเปล่าอีกด้วยนั่นเอง
หลังจากที่ตกลงกันเสร็จ เธอก็ได้นำกระดาษที่เธอและเขาเขียนพูดคุยกันออกไปและทำลายมันทิ้งในทันที ก่อนจะไปกินมื้อเช้า เพื่อรอมู่อี้อันออกไปประชุม เธอจะได้ตามไปพร้อมกับเขา
จบตอน
Comments
Post a Comment