ตอนที่ 226: สะกดรอยตาม
นอกจากนี้ ใกล้ๆบ้านตระกูลมู่ยังมีตลาดแห่งหนึ่งอยู่ ซึ่งที่นี่มีร้านบะหมี่เจี้ยงเมี่ยนรสเด็ดอยู่ ฟู่เยี่ยนจึงไปเดินเล่นและกินบะหมี่หนึ่งชาม
ขณะที่กำลังกินอยู่นั้น เธอก็ได้เห็นคนๆหนึ่งที่ดูคุ้นหน้า เขาคือน้องชายของไป๋โม่เฉินนั้นเอง และตอนนี้เขาก็กำลังกินมื้อเช้ากับหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ โดยปกตินั้นฟู่เยี่ยนเป็นคนที่ไม่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นอยู่แล้ว เธอจึงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ซึ่งหลังจากที่กินเสร็จ เธอก็ได้ลุกออกไปจากร้านในทันที
อย่างที่รู้ ก่อนหน้านี้ไป๋โม่อันเคยพบกับฟู่เยี่ยนมาแล้ว เขาจึงได้มองมาที่เธออยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา หากเขาบอกไปว่าเธอเป็นคนรักของพี่ใหญ่ น้องสาวของเขาคงจะต้องกรีดร้องออกมาอย่างแน่นอน
หากเป็นเช่นนั้น ทุกคนจะต้องมองมาที่เขา และอาจจะทำให้พี่ใหญ่โกรธเขาอีกครั้งก็เป็นได้ ลำพังแค่สิ่งที่แม่ของเขาทำก็เพียงพอที่จะทำให้เขารู้สึกผิดกับพี่ใหญ่มากแล้ว
“รีบกินเถอะ ฉันจะพาเธอไปเที่ยวต่อหลังจากที่เรากินข้าวเสร็จ” ไป๋โม่อันที่เห็นว่าฟู่เยี่ยนออกไปแล้ว เขาจึงก้มหน้าลงเพื่อกินบะหมี่ต่อ
“พรุ่งนี้ฉันจะต้องเข้าร่วมกองทัพแล้ว ชีวิตของฉันคงต้องลำบากมากแน่ๆเลย” ไป๋โม่ฉิงยังคงคร่ำครวญไม่หาย
“คนอื่นอยากได้รับโอกาสนี้มากเลยนะ ฉันคิดว่าเธอน่าจะลองเปิดในรับมันดูหน่อย” ไป๋โม่อันเป็นคนค่อนข้างใจร้อน แต่เธอก็เป็นน้องสาวของเขา ดังนั้นจึงไม่มีทางที่เขาจะตัดเธอออกไปจากชีวิตได้
“พี่!” ตอนนี้ไป๋โม่ฉิงเริ่มเอาแต่ใจอีกครั้ง
“อืม ฉันเป็นพี่ชายของเธอนะ ถ้าฉันไม่ใช่พี่ชายของเธอล่ะก็ คงไม่พาเธออกมาเที่ยวข้างนอกแบบนี้หรอก!” ไป่โม่อันในอดีต เขาดีกับน้องสาวของเขามากเกินไป และทุกคนในครอบครัวต่างก็เอาอกเอาใจเธอมากเกินไปด้วยเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงเป็นคนเอาแต่ใจพอสมควร หากเขาไม่ดัดนิสัยของเธอตั้งแต่ตอนนี้ ในอนาคตเธอจะเป็นคนเดียวที่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแน่นอน
ไป๋โม่ฉิงยังคงกลัวไป๋โม่อันเล็กน้อย ตอนนี้มีเพียงพี่ชายเท่านั้นที่ให้ความสนใจเธอ เพราะแม่ของเธอถูกพ่อไล่กลับไปอยู่ที่บ้านของคุณยายได้ครึ่งเดือนแล้ว
เธอจึงกินบะหมี่อย่างเชื่อฟัง หลังจากที่กินเสร็จ ไป๋โม่อันก็ได้พาเธอเดินออกไปข้างนอก แต่ใครจะไปคิดว่าฟู่เยี่ยนยังคงอยู่ที่นี่ และตอนนี้เธอก็กำลังนั่งอยู่ที่ร้านปาท่องโก๋ที่อยู่ข้างๆ ราวกับว่ากำลังรอปาท่องโก๋อยู่
ซึ่งฟู่เยี่ยนเพิ่งจะเห็นปาท่องโก๋และจำได้ว่าไป๋โม่เฉินชอบกินมัน จึงอยากจะซื้อไปฝากเขา เหมือนกับที่เธอเคยทำในก่อนหน้านี้
“พี่ ฉันอยากกินปาท่องโก๋” ไป๋โม่ฉิงพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่ดูตื่นเต้น
“เธอเพิ่งจะกินบะหมี่มาเองไม่ใช่เหรอ?” ไป๋โม่อันรู้สึกว่าน้องสาวของเขาน่ารำคาญมาก ทำไมเมื่อก่อนถึงไม่เคยสังเกตเลย
“ฉันยังไม่อิ่มเลย ฉันอยากกินจริงๆนะ” ไป๋โม่ฉิงสังเกตเห็นว่าไป๋โม่อันแอบมองผู้หญิงคนนี้ที่กำลังนั่งรอปาท่องโก๋อยู่ เขาแอบมองเธอตั้งแต่ตอนที่อยู่ในร้านบะหมี่แล้ว
ไป๋โม่ฉิงมองไปที่ผู้หญิงคนนั้น และรู้สึกว่าเธอเป็นคนที่ค่อนข้างสวยเลยทีเดียว ทั้งยังดูเหมาะสมกับพี่ชายของเธอมาก อีกอย่างเธอเองก็ชอบกินปาท่องโก๋มากเหมือนกัน แต่แม่ของเธอไม่ค่อยยอมให้เธอกิน
ถ้าฟู่เยี่ยนรู้ว่านี่คือน้องสาวของไป๋โม่เฉิน เธอคงจะต้องถอนหายใจออกมา เพราะรสนิยมของครอบครัวนี้ช่างเหมือนกันหมดจริงๆ
ส่วนไป๋โม่อันกลับคิดว่าน้องสาวของเขาอยากกินมันจริงๆ ดังนั้นเขาจึงเดินเข้าไปถาม
“เถ้าแก่เนี้ย ผมขอซื้อปาท่องโก๋สองชิ้นครับ”
“พ่อหนุ่ม รอสักครู่นะ” คนขายปาท่องโก๋เป็นป้าคนหนึ่ง และตอนนี้เธอก็กำลังยุ่งอยู่กับการทอดปาท่องโก๋
“คุณป้า ทำไมถึงได้ปล่อยลูกค้ามากมายมายืนรอแบบนี้กันล่ะ?” ก่อนที่ไป๋โม่อันจะทันได้พูดอะไรออกไป ไป๋โม่ฉิงก็ได้พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน ซึ่งไป๋โม่อันก็ได้กลอกตามองไปที่เธอในทันทีเช่นกัน
“สาวน้อย ผู้หญิงที่นั่งอยู่ด้านหลังเพิ่งจะซื้อมันไปเอง ฉันจะรีบทอดมันให้กับเธอใหม่เดี๋ยวนี่แหละ” เฒ่าแก่เนี้ยพูดพร้อมกับใส่แป้งลงไปในหม้ออย่างไม่รอช้า
ไป๋โม่ฉิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แบบนี้มันถูกต้องแล้วอย่างนั้นหรือ! เธอจึงสะกิดไป๋โม่อันในทันที
“พี่ ช่วยไปคุยกับผู้หญิงคนนั้นให้ฉันหน่อยสิ ฉันขอซื้อแค่สองชิ้นเอง!”
“รอก่อนดีกว่า อีกเดี๋ยวก็ทอดเสร็จแล้ว” ไป๋โม่อันมองไปยังหม้อทอดปาท่องโก๋โดยไม่แม้แต่จะหันไปมองเธอ
ไป๋โม่ฉิงพึมพำบางอย่างออกมา แต่เขาก็ไม่ได้ยินอะไรเลย เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองอีกครั้ง เขาก็เห็นน้องสาวกำลังเดินตรงเข้าไปหาฟู่เยี่ยนแล้ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น ไป๋โหนอันก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย ทำไมถึงต้องสร้างปัญหาด้วย แค่ทุกวันนี้มันยังแย่ไม่พออีกหรือ!
น้องสาวของเขาเอ่ยถามบางอย่างออกไป และฟู่เยี่ยนก็ได้ตอบคำถามของเธอในทันที จากนั้นไป๋โม่ฉิงก็ได้เดินกลับมาพร้อมกับก้มหน้าลงเล็กน้อย
หลังจากนั้นไม่นาน เถ้าแก่เนี้ยก็ได้ยื่นปาท่องโก่ให้กับฟู่เยี่ยน ก่อนที่เธอจะเดินออกไป
“เกิดอะไรขึ้น? เธอไม่อยากกินปาท่องโก๋แล้วอย่างนั้นเหรอ?” เมื่อเห็นว่าน้องสาวอารมณ์ไม่ค่อยดี ไป๋โม่อันรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย
“เฮ้อ ผู้หญิงคนเมื่อกี้นี้สวยมาก แต่น่าเสียดายที่เธอมีคนรักอยู่แล้ว พี่รอง พี่ช่างเป็นคนที่น่าสงสารจริงๆ!” ไป๋โม่ฉิงพูดพร้อมกับกัดปาท่องโก๋เข้าไป
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋โม่อันก็แทบจะสำลักปาท่องโก๋ออกมา! ก่อนที่เขารีบกลืนปาท่องโก๋ลงคอไป และถามกลับในทันที
“เธอพูดอะไรกับผู้หญิงคนนั้นบ้าง?”
“ฉันไม่ได้พูดอะไร แค่เดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วถามว่าขอซื้อปาท่องโก๋ต่อสักสองชิ้นได้ไหม พอดีพี่ชายของฉันต้องรีบไปเรียน”
“แล้วผู้หญิงคนนั้นว่าอย่างไรบ้าง?”
“เธอก็ตอบมาว่า เธอต้องขอโทษด้วย เธอตั้งใจจะซื้อมันไปให้คนรักของเธอ” เพื่อไม่ให้พี่ชายรู้สึกเสียใจ ไป๋โม่ฉิงจึงไม่ได้บอกว่าเธอเห็นพี่ชายแอบมองผู้หญิงคนนั้น
ไป๋โม่อันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ดีแล้วล่ะ ไม่มีใครชอบกินปาท่องโก๋มากไปกว่าพี่ใหญ่ของเธออีกแล้ว” ไป๋โม่อันเผลอพูดคำๆนี้ออกไปโดยไม่รู้ตัว จากนั้นเขาก็ได้กลืนน้ำลายลงไปในทันที
“อะไรนะ ฉันไม่อยากกินของที่เขาชอบ ฉันจะไม่กินปาท่องโก๋อีกต่อไปแล้ว”
ไป๋โหนอันรู้สึกโชคดีมากๆที่เธอไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องในทันที
อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนเดินไปที่ที่ลับตาคน ก่อนจะเก็บปาท่องโก๋เอาไว้ในดินแดนต่างมิติของเธอ จากนั้นเธอก็ได้แปะยันต์ล่องหนอีกครั้ง และเดินไปรอที่ประตูบ้านตระกูลมู่ เธอมองดูนาฬิกา ซึ่งตอนนี้มู่อี้อันก็น่าจะออกมาพอดี
ไม่นานนัก มู่อี้อันก็ได้เดินออกมาพร้อมกับลุงหลิว ทันทีที่ออกมาจากบ้าน มู่อี้อันก็ได้มองไปรอบๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าฟู่เยี่ยนซ่อนตัวอยู่ที่ไหน
ฟู่เยี่ยนรอให้พวกเขาออกไป และหลังจากที่รออยู่ครู่หนึ่ง เธอก็เห็นร่างที่ดูไม่คุ้นเลยแอบตามมู่อี้อันออกไป คาดว่าครอบครัวบ้านรองจะต้องมีหลานชายอยู่หลายคน และคนที่ตามออกไปนั้นจะต้องเป็นกำลังหลักอย่างแน่นอน
ฟู่เยี่ยนถอนหายใจออกมา หากคนกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จจริง สมบัติทั้งหมดของตระกูลมู่จะต้องถูกส่งไปยังประเทศญี่ปุ่นอย่างแน่นอน เพราะพวกเขาต่างก็มีลูกชายหลายคน! เธอจึงเตือนตัวเองอีกครั้งว่าหากทั้งครอบครัวนี้คิดทรยศประเทศจีนจริงๆ เธอจะไม่มีวันปล่อยให้ใครหนีไปได้แม้แต่คนเดียว
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินตามไปในทันที ซึ่งดูไม่ต่างจากตั๊กแตนตำข้าวที่กำลังสะกดรอยตามจั๊กจั่น โดยมีเธอเป็นนกขมิ้นตามหลังไปอีกทีอย่างไรอย่างนั้น
ทันใดนั้นเอง มู่อี้หนานก็ได้สาปแช่งอยู่ในใจ: เรื่องดีๆที่มันสำคัญล้วนให้คนพวกนั้นทำ แต่ดูเขาสิ? ให้เขามาสะกดรอยตามคนไร้ประโยชน์เนี่ยนะ! บ้าเอ้ย! ไม่ว่าจะเป็นพี่ใหญ่หรือพี่รองต่างก็ไม่ใช่คนดีด้วยกันทั้งนั้น!
มู่อี้อันไม่ได้ใส่ใจกับคนที่สะกดรอยตามเขามากนัก เขารู้ดีว่ามู่อี้หนานกำลังแอบสะกดรอยตามเขาอยู่ และในเวลาเดียวกันนี้ เขาก็รู้เช่นกันว่าฟู่เยี่ยนเองก็สะกดรอยตามมู่อี้หนานเหมือนกัน ซึ่งเธอจะดูแลทุกอย่างให้กับเขาเอง
แต่หลังจากที่พวกเขาออกมาได้ไม่นาน ลุงหลิวที่เดินตามหลังของเขาก็ได้พูดบางอย่างออกมาเบาๆ
“เสี่ยวอัน มู่อี้หนานที่อยู่บ้านหลังถัดไปกำลังสะกดรอยตามพวกเราอยู่”
ทันใดนั้นเอง มู่อี้อันก็รู้สึกตื่นตัวมากยิ่งขึ้น เขาไม่ได้ตกใจที่มู่อี้หนานแอบตามมา แต่เขารู้สึกตกใจลุงหลิวมากกว่า
ลุงหลิวสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวนี้ได้อย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าแทบจะพร้อมกันกับเขาเลยก็ว่าได้
“โอ้? อย่ากังวลเรื่องเขาไปเลยครับ ปล่อยให้เขาตามไปเถอะครับ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าบ้านรองนั่นกำลังจะมาไม้ไหน ให้ตายเถอะ!” มู่อี้อันแสร้งทำเป็นไม่สนใจ ทว่าลุงหลิวกลับมีท่าทีที่ดูจริงจังเป็นอย่างมาก
หลังจากที่พวกเขามาถึงหน่วย753 มู่อี้อันก็กำลังจะพาลุงหลิวเข้าไปด้านใน
“เสี่ยวอัน ฉันไม่เข้าไปกับนายก็ได้ ฉันจะรอนายอยู่ข้างนอกเอง” หลังจากที่พูดจบ ลุงหลิวก็ได้หันหลังกลับไปในทันที
“ลุงหลิว เมื่อคืนนี้ผมนอนไม่ค่อยหลับเลย มาช่วยผมฟังหน่อยเถอะ ผมกลัวว่าผมจะง่วงขณะที่กำลังประชุมอยู่ อีกอย่างมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรด้วยครับ” มู่อี้อันรีบพูดแก้ตัวขึ้นมาทันที แต่ทว่ามันกลับฟังดูแปลกไปเล็กน้อย
ลุงหลิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมตกลง หลังจากที่ทั้งสองเดินเข้าไปข้างใน มู่อี้หนานนั้นไม่ได้ตามเข้าไปแต่อย่างใด เขาเลือกหาที่ลับตาคน และนอนรออยู่ข้างนอกเท่านั้น ซึ่งปู่ของเขาได้บอกเอาไว้ว่าวันนี้เขาจะต้องจับตาดูพวกเขาตลอดทั้งวันนั่นเอง
เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นว่ามู่อี้หนานรอพวกเขาอยู่ด้านนอก เธอจึงได้หันหลังกลับและกระโดดเข้าไปข้างในทันที เธอไปยังห้องทำงานของผู้อำนวยการหลี่ ก่อนจะดึงยันต์ล่องหนออกตรงหน้าประตูห้อง
เมื่อผู้อำนวยการหลี่เห็นฟู่เยี่ยนปรากฏตัวแวบขึ้นมา เขาจึงมองไปรอบๆ และเมื่อเห็นว่าไม่มีใครสังเกตเห็น เขาจึงได้ปิดประตูลงอย่างรวดเร็ว
“เธอมาที่นี่ได้อย่างไร?”
ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ไม่เสียเวลาเช่นกัน เธอเล่าเรื่องทั้งหมดให้กับเขาฟังอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ผู้อำนวยการหลี่รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
“อย่ากังวลไปเลย ฉันจะบอกเรื่องนี้กับพวกเขาเอง แต่ตอนนี้ปลากำลังจะงับเหยื่อจริงๆแล้วใช่ไหม?” ผู้อำนวยการหลี่พูดด้วยความมั่นใจ
“ตอนนี้ปลากำลังจะงับเหยื่อแล้ว คุณลุงแค่ต้องหาวิธีที่ทำให้เขารู้ตำแหน่งที่แน่นอนของเหยื่อเท่านั้นเองค่ะ”
“ไม่มีปัญหา ฉันได้จัดเตรียมทุกอย่างเอาไว้แล้ว ว่าแต่ตอนนี้เธอกำลังคิดจะทำอะไรอย่างนั้นเหรอ?”
“หนูจะไปหามู่อี้อันค่ะ ตอนนี้หนูกำลังจับตาดูพ่อบ้านของเขาอยู่”
“อืม ถ้าอย่างนั้นฉันขอไปเตรียมความพร้อมก่อนก็แล้วกัน ตามสบายเลยนะ หากเธอต้องการอะไรก็มาหาฉันได้เสมอ”
หลังจากที่พูดจบ ผู้อำนวยการหลี่ก็ได้เดินออกไปเตรียมการในทันที หลังจากที่ปลาติดเบ็ดแล้ว เขาก็ควรที่จะออกไปดูสักหน่อย เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาตัวนี้หลุดมือไปนั่นเอง
ตอนที่ 227: การประชุม
มู่อี้หนานแอบมองอยู่นาน ก่อนจะพบว่าเหล่าสมาชิกของลัทธิเต๋าที่มีชื่อเสียงแทบจะทั้งหมดที่อยู่ในเมืองหลวงได้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่แล้ว ดังนั้นเขาจึงอดไม่ได้ที่จะระมัดระวังตัวเองให้มากขึ้น ดูเหมือนว่าคราวนี้คงจะถึงวาระสุดท้ายของโจวหยางเสียแล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าการที่พวกเขามาที่นี่ก็เพื่อจะมาเค้นความจริงจากปากของโจวหยางนั่นเอง!
ในตอนนี้ มู่อี้หนานไม่สามารถนั่งนิ่งได้อีกต่อไปแล้ว เรื่องนี้จะต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ แต่วันนี้คุณปู่สั่งให้เขาติดตามมู่อี้อันเพื่อหาตำแหน่งที่โจวหยางถูกคุมขังอยู่ ดังนั้นเขาจึงต้องหลบอยู่ตรงนั้นและรออย่างอดทนต่อไป
ต้องบอกว่าหน่วย753 นั้นค่อนข้างดูลึกลับมากๆ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ไม่มีใครทราบมาก่อนเลยว่าที่ตั้งหน่วยที่แท้จริงของพวกเขาอยู่ที่ไหน
มู่อี้หนานซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ ก่อนจะเห็นว่ามู่อี้อันออกมายืนที่ประตู และคนที่ตามเข้าไปทีหลังก็ได้ออกมาด้วย พวกเขากำลังยืนรออะไรอยู่ที่ประตูกัน?
ไม่นานหลังจากนั้น ก็ได้มีคนเข็นจักรยานไปหลายสิบคันออกมา
“ทุกคน วันนี้ฉันคงต้องขอรบกวนทุกคนช่วยทำงานหนักขึ้นหน่อยก็แล้วกัน เราจะเดินทางไปที่แห่งหนึ่งโดยใช้จักรยาน ฟู่เยี่ยน เธอเองก็มากับฉันด้วยเถอะ ฉันจะพาเธอไปเอง เอาล่ะทุกคน ตามฉันมาได้เลย!” รองผู้อำนวยการหยูลงมือทำสิ่งนี้ด้วยตัวเอง
ส่วนมู่อี้อันจะปั่นจักรยานไปกับลุงหลิว ขณะที่เขากำลังจะคร่อมจักรยานนั้น ลุงหลิวก็ได้จับแฮนด์จักรยานเอาไว้ในทันที
“เสี่ยวอัน ให้ฉันปั่นจักรยานให้จะดีกว่า นายจะได้ไม่เหนื่อย”
เมื่อมู่อี้หนานเห็นว่าทุกคนกำลังจะเคลื่อนไหว เขาก็รู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย และตอนนี้พวกเขาก็กำลังจะปั่นจักรยานออกไปกันแล้วด้วย ซึ่งมันสายเกินไปแล้วที่เขาจะกลับไปเอาจักรยานมาจากที่บ้านในตอนนี้
ขณะที่กำลังเป็นกังวลใจอยู่นั้น เขาก็ได้พบกับจักรยานคันหนึ่งจอดอยู่ในพุ่มไม้ เมื่อครู่นี้เขาเห็นชายคนหนึ่งเข็นรถเข็นขึ้นไปยังชั้นบนเพื่อขนของบางอย่าง มู่อี้หนานจึงใช้โอกาสนี้ขโมยจักรยานคันนั้นปั่นออกไปในทันที
“หวู่โจว เป็นอย่างไรบ้าง มีคนตามคนของเราไปหรือเปล่า?” ผู้อำนวยการหลี่เอ่ยถามพร้อมกับเดินเข้ามาในห้อง
“เขาตามไปแล้วครับ ผู้อำนวยการ เขาปั่นจักรยานของผมตามทุกคนไปแล้ว” เหยียนหวู่โจวเองก็สังเกตเขาอยู่เช่นกัน
“เอาล่ะ ไปกันเถอะ เรารีบตามทุกคนไปดีกว่า” ผู้อำนวยการหลี่หยิบกระเป๋าเอกสาร ก่อนจะเดินออกไปในทันที
หลังจากที่ปั่นจักรยานมากว่าครึ่งชั่วโมง ทุกคนต่างก็เริ่มเหนื่อยขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ค่อนข้างห่างไกลมาก และสภาวะแวดล้อมโดยรอบดูไม่ต่างจากชนบทเลย
มู่อี้หนานที่เห็นเช่นนั้นจึงไม่กล้าเข้าใกล้พวกเขามากนัก ดังนั้นเขาจึงต้องตามอยู่ห่างๆ และคอยมองไปยังพวกเขาอย่างไม่คลาดสายตาเท่านั้น จนในที่สุดเขาก็ได้มาถึงยังสถานที่ที่มีลักษณะดูคล้ายกับค่ายทหารแห่งหนึ่ง
แค่มองแวบเดียวก็เห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่าที่นี่จะมีคนเฝ้าอยู่เพียงสี่ถึงห้าคนเท่านั้น ทั้งยังไม่มีผู้คนอยู่รอบๆอีกด้วย หากเขาไม่ได้มีสายตาที่เฉียบคม คงจะไม่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างชัดเจนแบบนี้อย่างแน่นอน
ในที่สุด เขาก็รู้ตำแหน่งที่ชัดเจนแล้ว จากนั้นเขาก็ได้ซ่อนจักรยานเอาไว้ในพงหญ้า ก่อนจะไปนั่งเล่นกับลูกแมวตัวหนึ่งที่ทุ่งนา เพื่อรอมู่อี้อันออกมาจากที่นั่น
หลังจากนั้นไม่นานนัก เขาก็พบว่าผู้อำนวยการหน่วย753 ก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นก็หมายความว่าที่แห่งนี้มีความสำคัญมาก เพราะหากเป็นเรื่องทั่วไป รองผู้อำนวยการหยูจะเป็นคนจัดการทั้งหมดเอง
เมื่อเห็นฉากนี้ มู่อี้หนานก็ยิ่งรู้สึกกังวลมากขึ้น เขาจะต้องวางแผนอย่างรอบคอบที่สุด มิเช่นนั้นมันอาจเป็นอันตรายจนถึงแก่ชีวิตของเขาเลยก็ได้
ทันทีที่ผู้อำนวยการหลี่มาถึง การประชุมในวันนี้ก็ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
“เอาล่ะ ตอนนี้ทุกคนคงจะรู้ดีอยู่แล้วว่าทำไมฉันถึงได้เชิญพวกคุณมาที่นี่ โจวหยางได้ก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรงขึ้น และเขาก็จะต้องได้รับโทษตามกฎหมายของประเทศ ในฐานะชาวจีน การมีปฏิสัมพันธ์กับคนญี่ปุ่นนั้นถือว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าจะรับได้”
“ในฐานะที่เป็นสมาชิกของลัทธิเต๋า เขาไม่ได้ถือว่าการปกป้องครอบครัวและประเทศชาติเป็นสิ่งที่เขาพึงกระทำ แต่กลับใช้ความสามารถที่ตัวเองมีไปเบียดเบียนและข่มเหงรังแกผู้คนที่ไม่รู้วิชาอภิปรัชญา”
“ฉันหวังว่าทุกคนจะพยายามอย่างเต็มที่ และสืบหาตัวผู้ร่วมขบวนการที่อยู่เบื้องหลังของเขามารับโทษได้ทั้งหมด หากใครมีเบาะแสเกี่ยวกับอาชญากรรมของเขา ทุกคนสามารถรายงานมาได้เลย เราจะช่วยกันตรวจสอบมันอย่างละเอียดอีกครั้ง” ผู้อำนวยการหลี่ได้ยินสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดเกี่ยวกับการกระทำของโจวหยางในก่อนหน้านี้ทั้งหมดแล้ว ดังนั้นเขาจึงพูดแบบนี้ออกไป
วินาทีต่อมา ก็ได้มีการพูดคุยกันในหมู่ของพวกเขา เมื่อวานนี้เขาไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก และยังไม่ได้บอกว่าโจวหยางใช้อภิปรัชญาทำร้ายคนอื่นอีกด้วย ดังนั้นทุกคนจึงรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา
ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้นั่งอยู่ที่มุมห้อง ตอนนี้เธอกำลังสังเกตดูทุกคนที่อยู่เบื้องหน้า และที่เธอจับตามองเป็นพิเศษเลยก็คือลุงหลิว ซึ่งขณะนี้เขาได้นั่งอยู่ข้างๆมู่อี้อัน
ซึ่งดูเหมือนเขาจะไม่ได้มีท่าทีที่ดูแปลกใจเลยแม้แต่น้อย ฟู่เยี่ยนจึงรู้ได้ในทันทีว่าลุงหลิวจะต้องทราบเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นเธอจึงต้องระวังตัวให้มากขึ้นกว่าเดิม คนๆนี้รับมือได้ยากมาก หากเขาเป็นมิตรก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หากเขาเป็นศัตรู ก็จะเป็นศัตรูที่จัดการได้ยากมากคนหนึ่ง บางทีเขาอาจจะจัดการได้ยากกว่าโจวหยางเสียด้วยซ้ำ
ทุกคนพูดคุยกันอยู่นาน แต่ยังไม่มีใครเสนอความคิดเห็นใดเลย แม้ว่าเมื่อวานนี้ทุกคนจะรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของโจวหยางแล้วก็ตาม แต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครพบเขาเลยเช่นกัน
ผู้อำนวยการหลี่ชำเลืองมองไปยังฟู่เยี่ยน ซึ่งจากแผนการที่เขาวางไว้ก็คือต้องการให้ทุกคนเห็นโจวหยาง ซึ่งก็เป็นวิธีที่ไม่ได้ยากอะไร
“หากใครมีข้อเสนอแนะดีๆก็อย่าลังเลที่จะแบ่งปันเลย” ผู้อำนวยการหลี่ยังคงพูดกระตุ้นทุกคน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็ได้มองไปที่เขา ก่อนจะหันมามองหน้ากัน แต่ทว่าพวกเขากลับคิดอะไรไม่ออกเลย เพราะพวกเขาต่างก็รู้ดีว่าโจวหยางเคยเป็นผู้นำกลุ่มมาก่อน ไม่ว่าจะในแง่ของความสามารถหรือพละกำลังพลัง ซึ่งไม่มีใครที่จะเทียบฝีมือกับเขาได้เลย
มู่อี้อันมองไปที่ทุกคน ก่อนจะมองไปที่ลุงหลิว และพูดขึ้นมาเบาๆว่า “พวกขี้ขลาด ก่อนหน้านี้เคยเป็นลูกน้องของโจวหยาง ตอนนี้โจวหยางเป็นแบบนี้แล้ว พวกเขาก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องเขา!”
ปากของลุงหลิวขยับเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนเองก็ได้มองไปยังคนเหล่านั้นเช่นกัน ก่อนที่เธอจะตระหนักขึ้นมาได้ว่าเพราะอะไรลัทธิเต๋าของประเทศจีนถึงได้ตกต่ำแบบนี้ ที่แท้ก็เป็นเพราะจิตใจที่อ่อนแอของคนพวกนี้นั่นเอง
ตามหลักของลัทธิเต๋านั้น สมาชิกทุกคนจะต้องละเว้นเรื่องทางโลกและเพิกเฉยต่อเรื่องทางโลก อย่างไรก็ตามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ หลังจากที่ประเทศจีนได้เข้าร่วมกับวงสังคมโลก ผู้คนก็เริ่มคุ้นเคยกับวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น ดูเหมือนว่าพวกเขาเหล่านั้นจะรู้ถึงสิ่งที่โจวหยางเคยทำในก่อนหน้านี้มาบ้างแล้ว แต่ที่ไม่พูดออกมาในตอนนี้ก็คงเพราะกลัวตระกูลโจวจะกลับมาคิดบัญชีทีหลัง
มู่อี้อันมองไปยังฟู่เยี่ยน ซึ่งตอนนี้พวกเขานั่งห่างกันพอสมควร เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะมองไปที่ผู้อำนวยการหลี่ มู่อี้อันจึงมองไปที่ผู้อำนวยการหลี่ตามเธอ พลางคิดว่าคงถึงเวลาที่เขาต้องขึ้นไปบนเวทีแล้ว เขาจึงได้ลุกขึ้นยืน พร้อมกับกระแอมออกมา
“เอาล่ะ ทุกคนกรุณาเงียบก่อนเถอะครับ ผมมีบางอย่างที่อยากจะพูดนิดหน่อย ผมเองก็ไม่ใช่คนเก่ง หรือมีความสามารถอะไร ซึ่งเทียบไม่ได้กับพวกคุณที่อยู่ที่นี่เลยด้วยซ้ำ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าผมมีเหมือนกับทุกคน ซึ่งนั่นก็คือผมรับไม่ได้กับการที่โจวหยางทรยศพวกเราและยอมก้มหัวให้กับศัตรูจากประเทศหมู่เกาะ”
“ผู้อำนวยการหลี่ครับ ผมคิดว่าหากเป็นไปได้ คุณช่วยพาตัวโจวหยางออกมาพบพวกเราหน่อยได้หรือเปล่า ตอนนี้มีหลายคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็เป็นเพื่อนเก่าของเขา บางทีเราอาจจะโน้มน้าวใจและเปลี่ยนใจเขาได้! เพื่อที่จะให้เขาสารภาพเรื่องราวทั้งหมดออกมา”
เมื่อได้ยินข้อเสนอแนะของมู่อี้อัน เหล่าเพื่อนเก่าของโจวหยางก็ได้มองไปที่เขาด้วยสายตาที่โกรธเกรี้ยว เดิมทีพวกเขาแค่จะรอให้การประชุมครั้งนี้จบลงเท่านั้น แต่ไม่คาดคิดเลยว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะเสนอวิธีที่น่าอึดอัดใจแบบนี้ขึ้นมา
ซึ่งหนึ่งในคนเหล่านั้นก็คือหวังเต๋ออี้ เขาเป็น ‘เพื่อนที่ภักดี’ ต่อโจวหยางมาหลายปีแล้ว เพราะการที่เขายกยอโจวหยางนั้นก็เพื่อผลประโยชน์บางอย่างที่เขาได้รับนั่นเอง ดังนั้นเมื่อได้ยินมู่อี้อันพูดแบบนั้นออกมา เขาจึงรู้สึกโกรธขึ้นมาเล็กน้อย
“หนุ่มน้อยจากตระกูลมู่ หากนายมีความสามารถก็เข้ารับการทดสอบก่อนเถอะ แต่ถ้านายยังไม่มีความสามารถที่เพียงพอก็แค่นั่งฟังคนอื่นแสดงความคิดเห็นอยู่เงียบๆเหมือนพวกเราดีกว่า อย่ากล่าวหาคนอื่นทั้งที่ตัวนายเองยังไม่มีความสามารถพอสิ”
“อีกอย่าง หากฉันสามารถโน้มน้าวใจของโจวหยางได้จริง ฉันคงจะทำไปตั้งนานแล้วล่ะ”
“หากจะพูดแบบนั้นก็คงจะไม่ถูกทั้งหมดหรอกนะครับ คุณหวัง คุณมีความสัมพันธ์ที่ดีกับโจวหยาง ซึ่งคุณก็ได้รับผลประโยชน์บางอย่างจากเขาด้วยเช่นกัน อย่างเรื่องของปีที่แล้ว ตอนนั้นทางหน่วยได้จัดประชุมครั้งใหญ่ ซึ่งคุณเหออยากได้ตำแหน่งที่ปรึกษาให้กับลูกหลานในตระกูลของเขาที่มีความสามารถ เพื่อที่ลูกหลานของเขาจะได้มีส่วนร่วมในหน่วยและได้เรียนรู้หลายๆสิ่งไปพร้อมกัน”
“แต่โจวหยางก็ปฏิเสธ โดยเขาได้ให้โควต้านี้กับคุณแทนไม่ใช่เหรอครับ? ทำไมกันล่ะ ที่ปรึกษาก็ได้รับเงินจากหน่วยไปมากมายเลยไม่ใช่เหรอ? ทั้งที่ตอนนี้ถึงเวลาที่ควรทำหน้าที่แล้ว แต่คุณกลับบอกว่าตัวเองไม่มีความสามารถ ? งั้นก่อนหน้านี้คุณมัวทำอะไรอยู่กัน?”
มู่อี้อันอยากจะพูดเรื่องนี้มานานแล้ว เพราะคนเหล่านี้ได้ทำให้องค์กรอภิปรัชญาของเมืองหลวงวุ่นวายไปหมด และวันนี้เขาก็มีโอกาสที่จะพูดมัน ดังนั้นเขาจึงยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด เพื่อที่จะดูว่าคนที่รู้วิชาอภิปรัชญาในเมืองหลวงยังมีคนดีหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่
แม้ว่ามู่อี้อันจะยังเด็ก แต่เขาก็มีพรสวรรค์ ทั้งยังไม่ประมาทอีกด้วย ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ได้นั่งฟังสิ่งที่มู่อี้อันพูดอยู่เงียบๆ และเธอก็รู้ถึงเจตนาของเขาได้เป็นอย่างดี ซึ่งเธอเองก็ไม่เคยคิดที่จะอยากเข้าไปยุ่งกับเรื่องพวกนี้มาก่อนเลยเช่นกัน เพราะเธอรับไม่ได้กับสิ่งที่ตระกูลโจวทำจริงๆ
ตอนนี้เขาพูดเรื่องพวกนี้ออกมา ดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว แต่คนเหล่านี้ยังคงตื่นตระหนกและไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร !
ตอนที่ 228: ศาสตร์ที่กำลังเสื่อมถอย
หลังจากที่มู่อี้อันพูดจบ ใบหน้าของหวังเต๋ออี้ก็ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ก่อนที่เขาจะหยุดพูดไปในที่สุด
“เสี่ยวมู่พูดถูก ฉันคิดว่าทุกคนควรพยายามโน้มน้าวใจโจวหยางนะ ไม่ว่าอย่างไรครั้งหนึ่งเขาก็เคยเป็นส่วนสำคัญขององค์กรอภิปรัชญาในเมืองหลวง ทั้งยังเป็นถึงผู้นำระดับสูงอีกด้วย”
“ไม่ว่าทุกคนจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม แต่พวกเราก็ยังคงต้องทำตามกฎ วันนี้ฉันเองก็มีเรื่องหนึ่งที่อยากจะพูดเช่นกัน โจวหยางได้เลี้ยงดูผู้หญิงคนหนึ่งไว้ในจิ่งฉุ่ยหูถง ซึ่งฉันได้ยินมาว่าเธอเคยเป็นพี่สะใภ้ของเขามาก่อน สำหรับผู้หญิงคนนี้ เธอไม่เพียงแค่ทำร้ายอดีตสามีของเธอเท่านั้น แต่ยังทำร้ายลูกแท้ๆของเธออีกด้วย”
“ซึ่งดวงชะตาของเด็กคนนั้นเป็นดวงชะตาที่ดีมากๆ โจวหยางจึงได้เปลี่ยนดวงชะตาของเด็กคนนั้นกับคนสืบทอดในตระกูลโจวของเขา ฉันเองก็ไม่เคยพบกับเรื่องที่น่าตกใจขนาดนี้มาก่อนเช่นกัน!”
“ในตอนที่เราทุกคนศึกษาศาสตร์อภิปรัชญาและได้ฝากตัวเป็นศิษย์มีอาจารย์ กฎข้อแรกที่พวกเราถือปฏิบัติคือการไม่หลอกลวงผู้มีพระคุณและไม่คิดร้ายต่อบรรพบุรุษ ส่วนกฎข้อที่สองคือเราไม่สามารถใช้สิ่งที่เราเรียนรู้มาทำร้ายผู้อื่นไม่ใช่หรือ?”
“ด้วยพฤติกรรมของโจวหยาง เขาไม่คู่ควรที่จะเป็นคนจีนเสียด้วยซ้ำ และตระกูลโจวก็ไม่คู่ควรที่จะเข้าร่วมองค์กรอภิปรัชญาที่เป็นองค์กรหลักในเมืองหลวงอีกด้วย!”
คนที่พูดขึ้นมาคือเหอจื้อเซิ่ง เขาคืออาจารย์เหอที่มู่อี้อันมักจะพูดถึงนั่นเอง
ฟู่เยี่ยนรู้ได้ในทันทีว่าเรื่องนี้ถูกจัดฉากโดยผู้อำนวยการหลี่ เพราะเธอเป็นคนบอกผู้อำนวยการหลี่เกี่ยวกับเรื่องของโจวจื่อผิงและลูกชายของเขา หากมีใครมองออกตั้งแต่แรก เรื่องทั้งหมดคงจะไม่ล่าช้ามาจนถึงตอนนี้อย่างแน่นอน
ฟู่เยี่ยนมองไปยังผู้อำนวยการหลี่ ซึ่งตอนนี้เขากำลังยุ่งอยู่ เธอจึงมองไม่เห็นสีหน้าของเขา
ส่วนมู่อี้อันก็ได้มองไปที่เหอจื้อเซิ่งเช่นกัน เมื่อก่อนผู้ชายคนนี้เป็นคนที่แข็งกระด้างมาตลอดไม่ใช่หรือ แล้วทำไมตอนนี้เขาถึงได้ยอมร่วมมือกับหน่วย753 กันล่ะ? เอาไว้หลังจากที่ประชุมเสร็จ คงต้องถามเขาดูสักหน่อยแล้ว
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว เขาพูดถูก ฉันคิดว่าตระกูลโจวไม่คู่ควรเป็นผู้นำด้านอภิปรัชญาในหน่วยของเราอีกต่อไป”
ในตอนนี้ ทุกคนต่างก็เริ่มซุบซิบกันอีกครั้ง และฟู่เยี่ยนเองก็ได้อยู่ในหมู่พวกเขาด้วยเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงได้ยินเสียงพูดคุยของทุกคนอย่างชัดเจน
“สิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับโจวหยางเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอ? ฉันคิดว่าหน่วย753 น่าจะแต่งเรื่องขึ้นมามากกว่านะ” ทันใดนั้นเอง ชายคนที่ยืนอยู่ข้างๆเธอก็ได้พูดกับเพื่อนของเขา
“ฉันคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องจริงสักแปดส่วน มิเช่นนั้นพวกเขาคงไม่พูดมันออกมาหรอก”
ฟู่เยี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จนถึงตอนนี้ยังมีคนที่ไม่เชื่อว่าโจวหยางทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นจริงๆอย่างนั้นหรือ? ขณะที่กำลังฟังพวกเขาคุยกันอยู่นั้น ความสนใจของเธอก็ถูกคนอีกกลุ่มหนึ่งดึงดูดไปในทันที
“เฮ้ สิ่งที่หน่วย753 กำลังทำอยู่นี้หมายความว่าอย่างไรกัน? พวกเขากำลังจะปฏิรูปลัทธิเต๋าในเมืองหลวงอยู่ใช่ไหม? ทำไมอยู่ดีๆ พวกเขาถึงลุกขึ้นมาทำสิ่งนี้กันล่ะ?”
“ฉันคิดว่านั่นคือสิ่งที่พวกเขากำลังจะทำ ลองคิดดูสิ ขนาดคนที่แข็งแกร่งอย่างโจวหยางยังถูกคุมตัวเอาไว้ที่นี่เลย ฉะนั้นเราก็ควรจะเห็นด้วยกับพวกเขา ตอนนี้เราควรจะต่อสู้เพื่อความถูกต้องได้แล้ว พี่ลองมองไปรอบๆสิ ไม่ว่าคนที่อยู่ในที่แห่งนี้จะมีความสามารถมากมายแค่ไหน แต่พวกเขาก็ยังคงรับฟังในสิ่งที่ผู้บัญชาการได้พูดออกมา”
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น ฉันแค่กลัวว่าเราจะติดร่างแหไปด้วยต่างหาก”
“พี่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกับโจวหยางไม่ใช่เหรอ แล้วจะกลัวอะไรล่ะ? คนที่ต้องกลัวคือคนชั่วพวกนั้นต่างหาก!”
ชายคนนั้นแอบชี้ไปยังกลุ่มคนที่อยู่ข้างๆหวังเต๋ออี้อย่างเงียบๆ
ตอนนี้หวังเต๋ออี้เปรียบเหมือนปลาที่ตกลงไปในหม้อที่เต็มไปด้วยน้ำเดือด หากไม่พยายามที่จะกระโดดขึ้นมา เขาก็จะตายในระยะเวลาอันสั้น แต่หากเขากระโดดไปรอบๆ ก็จะมีแต่ทำให้เขาหมดแรงและตายเร็วขึ้นกว่าเดิม เขามองไปรอบตัว ซึ่งตอนนี้มีทั้งตระกูลอู๋และตระกูลเฉินอยู่ที่นี่ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ท่าทางของพวกเขาก็ดูกระสับกระส่ายจนสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
เขาจึงกัดฟันแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยว หากเขาไม่ยอมเปิดเผยสิ่งที่เขารู้ออกไปในเวลานี้ มีหวังเขาจะต้องได้กลับไปทำไร่ไถนาที่บ้านอย่างแน่นอน
“ผู้อำนวยการหลี่ ถ้าอย่างนั้นผมจะพยายามพูดโน้มน้าวใจโจวหยางเอง และผมก็มีเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกกับคุณ แต่ผมขอคุยกับคุณเป็นการส่วนตัวจะได้หรือเปล่า?”
ผู้อำนวยการหลี่รู้สึกพึงพอใจกับสิ่งนี้ แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดออกมาชัดเจนนัก ก่อนจะขอให้รองผู้อำนวยการหยูจัดการเรื่องนี้แทน
ขณะที่หวังเต๋ออี้เดินตามหยูเฉิงหมิงไปนั้น บนหน้าผากของคนจากตระกูลอู๋และตระกูลเฉินก็มีเหงื่อผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ยิ่งพวกเขามองไปยังผู้อำนวยการหลี่มากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นเท่านั้น พวกเขากลัวว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับตระกูลของพวกเขาจะถูกเปิดเผย
“ตอนนี้คุณหวังได้ยอมพูดความจริงบางอย่างแล้ว และเราก็ยินดีมากอีกด้วย เอาล่ะ มีใครรู้อะไรอีกบ้างหรือเปล่า?” ผู้อำนวยการหลี่พูดแทรกขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งสองก็ได้หันมามองหน้ากัน แต่ก็ยังคงไม่มีการเคลื่อนไหวใด
หลังจากนั้นไม่นาน หวังเต๋ออี้ก็ได้เดินกลับออกมา ซึ่งเขามีท่าทีที่ดูโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังดูผ่อนคลายมากอีกด้วย จากนั้นเขาก็เดินกลับไปนั่งยังที่ของตัวเอง
หยูเฉิงหมิงพยักหน้าเพื่อส่งสัญญาณให้กับผู้อำนวยการหลี่
ในตอนนี้ ทั้งตระกูลอู๋และตระกูลเฉินก็ไม่สามารถนั่งอยู่นิ่งได้อีกแล้ว ไม่มีใครรู้เลยว่าชายคนนั้นพูดอะไรออกไปบ้าง!
ทั้งสองจึงลุกขึ้นพร้อมกันในทันที พวกเขามองหน้ากันโดยไม่สนใจมิตรภาพอีกต่อไป และตัดสินใจที่จะเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดอย่างไม่ลังเล
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้หัวเราะออกมา ดูเหมือนว่ากลุ่มเล็กๆของโจวหยางกำลังจะล่มสลายลงแล้ว
ตระกูลอู๋และตระกูลเฉินต่างก็ยอมสารภาพทุกอย่าง แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องหลักแต่อย่างใด มันคือเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
หยูเฉิงหมินดูบันทึกอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะพบว่ามันยังไม่เพียงพอที่จะตัดสินบทลงโทษ จึงยังจำเป็นต้องให้โจวหยางสารภาพความจริงออกมาจากปากของเขาเอง แบบนั้นถึงจะตัดสินโทษสถานหนักได้
เขาจึงรายงานเรื่องทั้งหมดนี้ให้ผู้อำนวยการหลี่ได้รับทราบ และผู้อำนวยการหลี่ก็ได้ถอนหายใจออกมา ดูเหมือนว่าพวกเขายังคงต้องพึ่งคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเหล่านั้นเสียแล้ว
ซึ่งสิ่งที่คนเหล่านั้นกำลังพูดถึงคือการยักยอกเงินของโจวหยาง แต่เรื่องที่ภรรยาน้อยของโจวหยางทำ มันยังไม่พอที่จะนำมาตัดสินความผิดได้
โดยรวมแล้ว พวกเขายังคงต้องกระตุ้นโจวหยางต่อไป แต่คนที่กำลังตื่นเต้นอยู่นั้นไม่ใช่พวกเขา เป็นฟู่เยี่ยนที่ตอนนี้กำลังแฝงตัวอยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้นต่างหาก
นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ดังนั้นจึงต้องบอกเรื่องนี้กับฟู่เยี่ยนโดยเร็วที่สุด
ทันใดนั้นเอง รองผู้อำนวยการหยูก็ได้เชิญทุกคนไปทานข้าว และเมื่อไม่มีใครสนใจเขาแล้ว เขาก็แอบได้โบกมือให้ฟู่เยี่ยนอย่างลับๆ
หลังจากที่ทานอาหารเสร็จ ในขณะที่ทุกคนกำลังพักผ่อนอยู่ด้านนอกนั้น ฟู่เยี่ยนก็ไปยังห้องทำงานของผู้อำนวยการหลี่ทันที
เมื่อผู้อำนวยการหลี่พูดถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้เงยหน้าขึ้นไปมองเขา ใครจะไปคิดว่าชายชราคนนี้มีด้านที่ดูใจแคบด้วยอย่างนั้นหรือ แต่เธอก็ชอบที่เขาเป็นแบบนี้!
ฟู่เยี่ยนจึงเห็นด้วยกับเขาในทันที และผู้อำนวยการหลี่ยังย้ำเตือนเธออีกครั้งว่าเธอยังต้องวางแผนตกปลาต่อไป เพราะตอนนี้เบาะแสที่ได้มายังไม่เพียงพอ
โจวหยางคิดเรื่องนี้มาเป็นอย่างดีแล้ว เขาจึงไม่ได้บอกเรื่องที่สำคัญกับคนเหล่านั้น แม้ว่าเขาจะต้องการความช่วยเหลือมากก็ตาม แต่เขาก็จะหาจากคนในตระกูลโจวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็ใช้แซ่เดียวกัน ซึ่งง่ายต่อการควบคุมนั่นเอง
เมื่อฟู่เยี่ยนออกมาจากห้องของผู้อำนวยการหลี่ เธอก็ได้ลอบสังเกตสดูภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเดินเข้าไปในฝูงชนเงียบๆ และหามู่อี้อันเจอในที่สุด
ผู้ที่มาประชุมส่วนใหญ่มีอายุมากกว่าและมีดวงตาที่สดใส แต่ในความเป็นจริงนั้น ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเดินเข้ามา ทุกคนต่างก็พากันสงสัยว่าเธอคือใคร เพียงแต่ทุกคนต่างก็เก็บมันเอาไว้ในใจเท่านั้น และไม่มีใครพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเลย
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีใครในเมืองหลวงที่มีลูกหลานอายุน้อยเช่นนี้เลยสักคน อีกทั้งในตระกูลชนชั้นสูงที่พวกเขารู้จักนั้น ลูกหลานส่วนใหญ่ที่ได้รับมรดกมามักจะเป็นหลานชาย มีเพียงตระกูลโจวเท่านั้นที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเด็กผู้หญิง
แต่เนื่องในโอกาสนี้ หลานสาวของตระกูลโจวไม่ได้ถูกเชิญให้มาที่นี่
ในวันนี้ ตระกูลเยี่ยนก็ได้เข้าร่วมการประชุมเช่นกัน คนที่เข้าประชุมคือพ่อของเยี่ยนโหลว ส่วนเยี่ยนโหลวก็ไม่รู้ว่าเส้นสมองเส้นไหนพลิก เขาถึงได้มุ่งมั่นที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ หัวหน้าตระกูลเยี่ยนก็ยิ้มอย่างชื่นมื่นเช่นกัน เขาไม่คิดว่าหลานชายของเขาจะสอบไม่ผ่าน ทั้งยังช่วยหาอาจารย์มาสอนพิเศษให้หลานชายอีกด้วย
เยี่ยนไห่เฉามองไปยังฟู่เยี่ยน ก่อนจะสงสัยว่าเด็กสาวคนนี้คือฟู่เยี่ยนหรือเปล่า? เธอคือพี่ฟู่เยี่ยนคนที่ลูกชายของเขามักจะพูดถึงบ่อยๆ ตอนที่กลับถึงบ้านหรือไม่
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เดินเขาไปคุยกับเธอ ตอนนี้ในสายตาของคนอื่น เขาค่อนข้างเป็นคนที่น่านับถือ ซึ่งมันมันอาจจะดูไม่ค่อยดีนักหากเขาเป็นฝ่ายเข้าไปคุยกับเด็กสาว
แต่สิ่งที่เขาคิดนั้นกลับผิดทั้งหมด เพราะตอนนี้เหอจื้อเซิ่งกำลังทำสิ่งที่เขาเพิ่งจะคิดไปเมื่อครู่นี้อยู่
ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าตอนนี้มีคนมากมายกำลังมองมาที่เธอ แต่เธอก็ไม่ได้สนใจมากนัก ซึ่งทันใดนั้นเองเหอจื้อเซิ่งก็ได้เข้ามาทักทายฟู่เยี่ยนพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา
“อาจารย์ฟู่ เราไปเดินเล่นย่อยอาหารกันหน่อยดีไหม? ฉันได้ยินชื่อของคุณมานานแล้ว ฉันชื่อเหอจื้อเซิ่ง” เหอจื้อเซิ่งทักทายเธอโดยการจับมือ พร้อมกับแสดงท่าทีที่ดูเจ้าเล่ห์ออกมาอย่างชัดเจน
“อย่าเรียกหนูแบบนั้นเลย แค่เรียกหนูว่าฟู่เยี่ยนก็พอ” ฟู่เยี่ยนตอบกลับเขาไป เธอเพิ่งถามจากผู้อำนวยการหลี่ผู้ซึ่งเป็นคนฉากอยู่เบื้องหลังเหอจื้อเซิ่งไปเมื่อครู่นี้นี่เอง และยังรู้เหตุผลทั้งหมดแล้วอีกด้วย หลานชายคนโตของตระกูลเหอนั้นถือว่าเป็นคนที่ค่อนข้างมีความสามารถเลยทีเดียว ส่วนเหอจื้อเซิ่งนั้นมีความสามารถอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงต้องการที่จะหาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญให้กับหลานชายของเขา
แต่โดยส่วนใหญ่นั้น ไม่มีใครที่จะรับศิษย์โดยที่เป็นคนจากภายนอกเลย เพราะกลัวว่าในอนาคตมรดกของตระกูลจะตกไปอยู่ในมือของผู้อื่น อย่างที่ฟู่เยี่ยนได้พูดเอาไว้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ อภิปรัชญาถึงไม่พัฒนาขึ้นเลย
เหอจื้อเซิ่งพยายามเหวี่ยงแหไปทุกที่ โดยเขาหวังว่าจะสร้างความสัมพันธ์อันดีเอาไว้เพื่อหลานชายของเขา หลังจากที่ทักทายกันเสร็จ เขาก็ได้เดินจากไป
ตอนที่ 229: รู้ความจริง
เมื่อพวกเขากลับมารวมตัวกันอีกครั้งในช่วงบ่าย ทุกคนก็ได้ถูกพาไปพบโจวหยาง
ขณะที่โจวหยางถูกนำตัวมาที่นี่ เขาก็ได้ถูกสอบปากคำอีกครั้ง แต่ก็ยังคงไม่ได้ข้อมูลอะไร จนสุดท้ายเขาก็ได้แกล้งทำเป็นหมดสติไป ทั้งที่ความจริงเขายังมีสติแจ่มชัดดีอยู่
ในตอนนี้ โจวหยางยังคงหลับตาและพยายามสงบจิตใจเอาไว้ เขาคิดว่าความเป็นอยู่ของที่นี่ดีกว่าตอนที่เขาได้รับการดูแลจากครอบครัวตอนอยู่โรงพยาบาลเสียอีก
ดังนั้น โจวหยางจึงเชื่อว่าตราบใดที่เขาไม่ยอมพูด พวกเขาก็จะไม่สามารถลงโทษเขาได้ และหากเขาทำแบบนี้ต่อไป เมื่อขาของเขาหายดี เขาจะยังคงกลับไปเป็นผู้นำกลุ่มอภิปรัชญาในเมืองหลวงต่อได้
ไม่มีใครบอกโจวหยางเลยว่าตอนนี้ร่างกายท่อนล่างและกระดูกสะโพกของเขาแหลกละเอียดไปหมดแล้ว ชีวิตที่เหลือของเขาไม่สามารถนั่งรถเข็นได้ด้วยซ้ำ เขาทำได้เพียงนอนอยู่บนเตียงเป็นผู้ป่วยติดเตียงเท่านั้น
ผู้อำนวยการหลี่พาทุกคนเข้ามายังห้องโถง ซึ่งเตียงของโจวหยางได้ถูกตั้งอยู่ที่นี่ ผู้อำนวยการหลี่ยังคงเงียบอยู่ ก่อนที่รองผู้อำนวยการหยูจะเดินนำหน้าหวังเต๋ออี้และคนจากตระกูลอู๋และตระกูลเฉินเข้าไป
“ทุกคน กรุณารอตรงนี้สักครู่ ให้พวกเขาเข้าไปก่อน เชิญทุกคนนั่งรอที่เก้าอี้ด้านข้างได้เลย!”
มีเก้าอี้หลายตัวถูกจัดวางเอาไว้ในห้องโถงแห่งนี้ ทุกคนจึงได้เข้าไปนั่ง ไม่นานนักหวังเต๋ออี้และคนอื่นก็ได้เดินออกมา ก่อนที่รองผู้อำนวยการหยูจะมองไปยังผู้อำนวยการหลี่พร้อมกับส่ายศีรษะเล็กน้อย เนื่องจากคนเหล่านี้เคยตกอยู่ภายใต้อำนาจของโจวหยางมาเป็นเวลานาน ดังนั้นจึงไม่ต่างอะไรกับการที่พวกเขาเข้าไปให้โจวหยางด่าทอเท่านั้น
มันเป็นเรื่องที่น่าอับอายมากก็จริง แต่ผู้อำนวยการหลี่กำลังใช้สิ่งนี้ทดสอบทุกคนอยู่ เพราะยิ่งโจวหยางพูดคุยกับใครมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งหมายความว่าคนคนนั้นน่าสงสัยมากขึ้นเท่านั้น
ภายใต้แรงกดดันอันมหาศาลนี้ คนที่เข้าไปพูดคุยกับโจวหยางมีแต่คนถูกโจวหยางดุด่ากลับมาเท่านั้น จะมีก็แต่เหอจื้อเซิ่งเท่านั้นที่ด่าโจวหยางก่อนออกมา
“ดูพวกคุณสิ ทำไมพวกคุณถึงต้องกลัวเขามากขนาดนี้กันล่ะ จริงอยู่ที่ก่อนหน้านี้เขาสามารถควบคุมทุกสิ่งในใต้หล้าได้ด้วยมือเดียว แต่ตอนนี้เขาทำแบบนั้นไม่ได้แล้วไม่ใช่เหรอ? ให้ตายเถอะ!”
ฟู่เยี่ยนแทบจะหลุดขำออกมา ต้องยอมรับเลยว่าบางครั้งการที่มีคนแบบนี้อยู่ก็ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างจัดการได้ง่ายขึ้น
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินเข้าไปพร้อมกับคนอื่นอีกประมาณห้าถึงหกคน ซึ่งรวมถึงมู่อี้อันและลุงหลิวด้วย ในตอนแรกทุกคนต่างสั่งสอนโจวหยางด้วยความแค้นเคืองต่อความไม่เป็นธรรม เพราะนี่เป็นกลุ่มสุดท้ายแล้ว
หลังจากที่ถูกสอบสวนอย่างหนัก สีหน้าของโจวหยางก็ดูเหนื่อยล้า เขาหลับตาลงทำท่าราวกับคนที่หมดเรี่ยวแรง
เมื่อเห็นเขาเป็นเช่นนั้น มู่อี้อันจึงพยายามคิดหาวิธีอยู่ครู่หนึ่ง
จริงสิ! ถ้าเขามองเห็นฟู่เยี่ยน แบบนั้นเรื่องนี้คงจัดการได้ง่ายแล้ว เขาเหลือบมองไปยังฟู่เยี่ยน ดูเหมือนว่าเขาต้องออกโรงกระตุ้นโจวหยางเองเสียแล้วสิ
“ลุงโจว ขาของลุงเป็นอย่างไรบ้างครับ? ผมได้ยินมาว่ากระดูกช่วงล่างของลุงแหลกละเอียดไปแล้ว ในอนาคตจะต้องนอนติดเตียงไปตลอดชีวิต ตอนนั้นผมรู้สึกราวกับใจของผมกำลังถูกทอดอยู่ในน้ำมันเดือด! เพราะผมยังจำได้ว่าตอนที่ผมยังเด็ก ลุงดีกับพ่อของผมมากๆ ลุงกับพ่อของผมแข่งขันและฝึกซ้อมด้วยกันมาตลอด…...”
มู่อี้อันพูดออกมาอย่างไพเราะและสุภาพ แต่โจวหยางกลับไม่ได้ยินอะไรเลย ตอนนี้เขาสนใจแค่คำพูดช่วงต้นประโยคที่บอกว่าต่อจากนี้เป็นต้นไปเขาจะต้องนอนติดเตียงไปตลอดชีวิตเท่านั้น
ทันใดนั้นเอง โจวหยางก็ได้ลืมตาขึ้นมา ก่อนจะมองตรงไปยังคนที่อยู่ตรงหน้าของเขา พร้อมกับถามขึ้นมาในทันทีว่า “นายหมายความว่าอย่างไร? นายบอกว่าฉันจะต้องนอนติดเตียงไปตลอดชีวิตอย่างนั้นเหรอ?”
เมื่อเห็นท่าทางของเขา มู่อี้อันก็รู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย นี่เขายังไม่รู้อีกหรือว่าตัวเองพิการไปแล้ว?
“ลุงโจวครับ ชีวิตของลุงช่างน่าสงสารมากจริงๆ! จนถึงตอนนี้ลุงเองก็ยังไม่รู้เรื่องนี้อีกเหรอครับ? ทำไมถึงไม่มีใครบอกเรื่องนี้กับลุงโจวเลยล่ะ พวกคุณทำงานอย่างไรกัน!” มู่อี้อันพูดออกมาด้วยสีหน้าที่จริงจัง และกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ที่อยู่รอบๆทันที
ก่อนหน้านี้ รองผู้อำนวยการหยูบอกแค่ว่าเขาได้รับบาดเจ็บจากภายในมากจนเกินไป จึงทำให้อาการของเขาแย่มาก!
“นายบอกว่าฉันจะเดินไม่ได้อย่างนั้นเหรอ? ขาของฉันอยู่ไหน? พยุงฉันให้ลุกขึ้นที! ช่วยพยุงฉันด้วย!” เขาพยายามลุกขึ้นมานั่งเพื่อจะดูขาของตัวเองด้วยท่าทีที่ร้อนรน แต่หลังจากที่พยายามทำแบบนั้นอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ได้พบว่ามันเปล่าประโยชน์ ตอนนี้เขาไม่มีแรงแม้แต่จะพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งเลยด้วยซ้ำ
“รีบมาช่วยพยุงฉันเร็วเข้าสิ!” เขาตะโกนออกไปอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าคนที่ยืนอยู่รอบๆ กลับไม่มีใครเคลื่อนไหวเลย แม้แต่รองผู้อำนวยการหยูเองก็ยังคงยืนอยู่เฉยๆ
ขณะที่โจวหยางกำลังดิ้นอย่างคนขาดสติอยู่นั้น ก็ได้มีชายคนหนึ่งเดินเข้าไปหาเขาเพื่อทำให้เขาสงบสติอารมณ์ลง และเมื่อสงบลงแล้ว เขาก็ตระหนักถึงบางอย่างขึ้นมาได้ในทันที
ใครกันที่ทำให้เขาต้องกลายเป็นแบบนี้!
“เธอ!!” โจวหยางต้องการที่จะพุ่งเข้าไปคว้าตัวฟู่เยี่ยน แต่ทว่าพวกเขาอยู่ห่างกันเกินไป จึงทำให้เขาทำอะไรเธอไม่ได้
เมื่อเห็นว่าอารมณ์ของเขาได้เปลี่ยนไป และไม่ได้ดูเย็นชาเหมือนกับในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาอีกต่อไปแล้ว มันจึงเป็นเรื่องง่ายต่อการสอบสวนมากขึ้น ดังนั้นรองผู้อำนวยการหยูจึงได้ขอให้ทุกคนออกไปในทันที
ส่วนโจวหยางก็ได้พยายามที่จะพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นอีกครั้ง ทำไมฟู่เยี่ยนถึงได้มาปรากฏตัวต่อหน้าเขา! เขาจะฆ่าเธอ!
ทันใดนั้นเอง หมอและพยาบาลก็ได้เข้ามาเพื่อฉีดยากล่อมประสาทให้กับโจวหยางในทันที เพราะการที่เขาพยายามเคลื่อนไหวมากเกินไปแบบนี้ มันจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเขา
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนและคนอื่นเดินออกไปจากห้องแล้ว เธอก็ได้สังเกตเห็นจากหางตาว่าลุงหลิวกำลังมองมาที่เธออยู่ ซึ่งดวงตาของชายคนนี้ดูคล้ายกับว่าเขามองเห็นอะไรบางอย่าง
จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ในนี้ไม่มีใครเป็นคนโง่เลย ดังนั้นกลุ่มคนที่ได้เข้าไปข้างในพร้อมกันเมื่อครู่นี้ก็ได้มองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยความชื่นชม ซึ่งทุกคนต่างก็มีข้อมูลอยู่บ้าง อย่างน้อยพวกเขาก็รู้ว่าเหตุใดโจวหยางจึงได้รับบาดเจ็บแบบนี้
จึงทำให้ตอนนี้ทุกคนมองเธอเปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน แต่เธอก็ไม่ได้จริงจังกับมันมากนัก ก่อนที่เธอจะเดินตรงไปยังบริเวณที่คนกลุ่มใหญ่ยืนอยู่ ทันทีที่มาถึง พวกเขาไม่จำเป็นต้องปั่นจักรยานกลับไปแล้ว เพราะตอนนี้ได้มีรถบรรทุกขนาดใหญ่มารอรับพวกเขาแล้วนั่นเอง
ส่วนมู่อี้หนานที่เห็นว่ามีรถบรรทุกคันใหญ่พาทุกคนออกไปแล้ว เขาจึงตัดสินใจที่จะออกไปจากที่นี่อย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
ทว่าจักรยานเดินทางได้ช้ากว่ารถยนต์มาก ดังนั้นเมื่อเขากลับมาถึงบ้าน ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันก็ได้อยู่ในห้องหนังสือของตระกูลมู่แล้ว
“ลุงหลิว หากลุงมีอะไรอยากจะพูด ก็พูดมาเถอะค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดกับลุงหลิวอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อครู่นี้ตอนที่ฟู่เยี่ยนลงจากรถกำลังจะกลับบ้าน เธอกำลังจะแปะยันต์ล่องหนแล้วค่อยกลับ เพื่อคอยสอดแนมพฤติกรรมของมู่อี้หนานไปด้วย
แต่ลุงหลิวได้หยุดเธอเอาไว้ โดยบอกว่าเขามีอะไรจะพูดกับเธอ ซึ่งฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันต่างก็ตกตะลึงกับสิ่งนี้เช่นกัน ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะตอบตกลงออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะเธอเองก็อยากถามลุงหลิวด้วยเหมือนกันว่าเขามีอะไรจะคุยกับเธอ
ดังนั้น ทั้งสามคนจึงเข้าไปนั่งคุยกันในห้องหนังสือของตระกูลมู่ โดยฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันนั่งอยู่ที่โซฟา ส่วนลุงหลิวนั้นนั่งอยู่ที่เก้าอี้
“ฉันอยากถามเธอว่าเธอได้ทำอะไรกับโจวหยางหรือเปล่า?” ลุงหลิวมองไปที่ฟู่เยี่ยนอย่างไม่กะพริบตา แม้เขาจะรู้คำตอบแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังคงอยากจะถามเธอด้วยตัวเอง
“ทำไมหนูถึงต้องบอกลุงด้วยล่ะคะ?” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม
ส่วนมู่อี้อันยังคงไม่ได้พูดอะไรออกมา เขารู้สึกแปลกเล็กน้อยที่เห็นลุงหลิวเป็นแบบนี้ เพราะเวลาที่ลุงหลิวพูด เขามักจะก้มหน้าลง ทั้งยังพูดด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำอีกด้วย หากมองดูท่าทีของเขาแล้ว ดูแตกต่างจากก่อนหน้านี้ราวกับเป็นคนละคนเลยก็ว่าได้
ดูเหมือนว่าลุงหลิวจะค่อนข้างรู้สึกลำบากใจมาก แต่เขาก็ไม่มีเวลาแล้ว เพราะบางอย่างต้องรีบลงมือทำตอนนี้เท่านั้น หากสายเกินไปอาจจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นได้
“เธอกับเสี่ยวอันเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันใช่หรือเปล่า?” ลุงหลิวเลือกที่จะไม่ตอบคำถามเธอ และถามคำถามอื่นขึ้นมาแทน
“ใช่แล้วค่ะ!” ฟู่เยี่ยนตอบเขาไปอย่างไม่ลังเล
“เสี่ยวอัน แล้วเธอเป็นเพื่อนที่ดีของนายหรือเปล่า? เพื่อนของนายคนนี้เป็นคนที่เชื่อใจได้ใช่ไหม?” ลุงหลิวถามมู่อี้อันอีกครั้ง
“ครับ!” มู่อี้อันเองก็ตอบกลับไปอย่างไม่ลังเลเช่นกัน เพราะในตอนที่เขาตกอยู่ในความมืดมนที่สุด ฟู่เยี่ยนจะเป็นดั่งแสงสว่างที่คอยส่องมายังเขาเสมอ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจทุกครั้งนั่นเอง
หลังจากที่ได้ยินเช่นนี้ ดูเหมือนว่าลุงหลิวจะมีท่าทีที่ดูโล่งใจขึ้นมาแล้ว เขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะยิ้มออกมา
“ถ้าอย่างนั้น ฉันก็สามารถเล่าเรื่องคุณย่าของนายได้อย่างสบายใจแล้วสินะ ถึงเวลาที่เรื่องบางอย่างจะต้องถูกเปิดเผยแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่อี้อันก็รู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย คุณย่าของเขาอย่างนั้นหรือ? ในความทรงจำของเขา คุณย่าได้จากไปหลังจากที่แม่ของเขาเสียชีวิตได้ไม่นาน จึงทำให้ความทรงจำของเขานั้นเลือนรางมากเช่นกัน
“นายเองก็ยังไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ที่จริงแล้วฉันเป็นหลานชายของย่านาย ในตอนนั้นฉันเป็นแค่ลูกนอกสมรส ดังนั้นคุณป้าจึงรับฉันมาเลี้ยง ฉันจึงได้เติบโตขึ้นมาในตระกูลมู่ โดยที่ปู่ของนายเองก็ไม่รู้เรื่องนี้เช่นกัน เขารู้แค่ว่าฉันเป็นเด็กที่ไม่มีใครต้องการเท่านั้น”
ตอนที่ 230: แกล้งป่วย
“ถ้าอย่างนั้นลุงก็มีศักดิ์เป็นลุงของผมน่ะสิครับ?” มู่อี้อันเริ่มงุนงงอีกครั้ง
“หากจะพูดแบบนั้นก็ไม่ผิด ฉันอยู่ในตระกูลมู่มา41ปีแล้ว ที่นี่เป็นบ้านของฉันตั้งแต่ฉันอายุได้เพียง3ขวบ ฉะนั้นนายสามารถเชื่อใจฉันได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว เสี่ยวอัน” ท่าทีของลุงหลิวดูจริงใจมาก แต่ฟู่เยี่ยนก็ยังรู้สึกอยู่เสมอว่าเขากำลังแสดงอยู่
ฟู่เยี่ยนยังคอยสังเกตดูท่าทีของเขาอย่างใกล้ชิด ตอนนี้เธอมีข้อสงสัยอยู่มากมาย พูดอ้อมไปอ้อมมาตั้งนานก็เพื่อจะบอกว่าตัวเองเป็นลุงของมู่อี้อันเนี่ยนะ?
แต่เป็นลุงแล้วอย่างไร? เขาไม่ใช่ญาติที่แท้จริงเสียหน่อย แม้แต่ลุงแท้ๆของเขาก็ยังไม่น่าเชื่อถือเลยด้วยซ้ำ
บางทีพ่อของมู่อี้อันอาจจะถูกลุงของเขาฆ่าตายก็ได้ ฟู่เยี่ยนแอบบ่นอยู่ในใจ แต่เธอก็ยังคงแสดงท่าทีที่ดูสนใจเรื่องนี้ออกมา
“อาจารย์ฟู่ ที่ฉันหยุดเธอเอาไว้ก็เพราะฉันคิดว่ามันถึงเวลาที่จะพูดเรื่องบางอย่างแล้ว โจวหยางและบ้านรองของตระกูลมู่เป็นพวกเดียวกัน” ลุงหลิวพูดออกมาช้าๆ แต่คำพูดของเขากลับไม่ได้ทำให้มู่อี้อันและฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
“เธอรู้แล้วอย่างนั้นเหรอ?” สีหน้าของลุงหลิวดูประหลาดใจเป็นอย่างมาก จนเขาชะงักไปครู่หนึ่ง ซึ่งฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกสับสนขึ้นมาอีกครั้ง เกิดอะไรขึ้นกับเขาคนนี้กัน?
“ผมรู้เรื่องนี้แล้วล่ะครับ เมื่อวานนี้มู่อี้ตงก็เพิ่งจะมาหาผม และเขายังเอาแต่ถามเกี่ยวกับเรื่องของโจวหยางไม่หยุด หากผมไม่รู้อะไรเลย ผมคงจะเป็นคนที่โง่มากแล้วล่ะครับ” มู่อี้อันพูดแทรกขึ้นมา
มู่อี้อันพูดเพื่อที่จะคลี่คลายความสงสัยของเขา ส่วนฟู่เยี่ยนยังคงไม่พูดอะไร เธอเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยเท่านั้น
“เรื่องนี้ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นเสี่ยวอันยังมีอายุได้ไม่กี่ขวบ ฉันบังเอิญได้ค้นพบแผนการสมรู้ร่วมคิดที่ภรรยาของคนบ้านนั้น พอฉันอยากจะบอกเรื่องนี้กับคุณป้า ฉันก็ได้ล้มป่วยลงเสียก่อน จึงต้องกลับไปรักษาตัวที่บ้านเกิดอยู่นาน แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อฉันกลับมาอีกครั้ง แม่ของนายก็ได้จากโลกนี้ไปแล้ว”
“ฉันจึงรู้สึกกลัวขึ้นมา ก็เลยเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับมาโดยตลอดและเลือกที่จะไม่พูดถึงมันอีก จนต่อมาฉันก็ได้พบว่าโจวหยางและบ้านรองตระกูลมู่เป็นพวกเดียวกัน มันจึงทำให้ฉันรู้สึกกลัวมากยิ่งขึ้นไปอีก หากเสี่ยวอันไม่พาฉันไปที่หน่วย753ด้วยในวันนี้ ฉันคงจะไม่กล้าพูดถึงเรื่องนี้ไปจนวันตายอย่างแน่นอน” ลุงหลิวพูดด้วยความรู้สึกผิด เขารู้สึกละอายใจต่อมู่อี้อันมาก
ทว่ามู่อี้อันกลับรู้สึกซาบซึ้งใจ ทักษะการแสดงของลุงหลิวค่อนข้างดีเลยทีเดียว นี่คือสิ่งที่เหนือความคาดหมายของเขาจริงๆ! ส่วนฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดมานั้นมีทั้งความจริงและเรื่องโกหกปะปนกันอยู่ ตอนที่เขาบอกว่าเขาป่วย สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไหร่นัก แต่เมื่อพูดถึงการตายของแม่ผู้ให้กำเนิดมู่อี้อัน สีหน้าของเขากลับดูเศร้าลงไปอย่างเห็นได้ชัด เขาคนนี้มีความขัดแย้งในตัวเองเกินไปหรือเปล่า?
“ลุงหลิว อย่าโทษตัวเองเลยครับ หากเป็นผมก็คงจะไม่พูดอะไรเหมือนกัน ตอนนี้ลุงไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว หน่วย753 จะดูแลเรื่องนี้เอง พวกเขาไม่มีทางหนีกรรมของตัวเองพ้นอย่างแน่นอน” มู่อี้อันมองไปยังลุงหลิวด้วยท่าทางที่มุ่งมั่น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเขาไม่สามารถพูดเรื่องแผนการที่วางเอาไว้ก่อนหน้านี้ได้
“เสี่ยวอัน ถึงอย่างไรฉันก็อยากจะทำหน้าที่ของฉัน ฉันต้องรับผิดชอบต่อการตายของแม่นาย หากตอนนั้นฉันเลือกจะพูดความจริงออกไป บางทีแม่ของนายอาจจะยังไม่ตายก็ได้” ลุงหลิวยังคงกล่าวโทษตัวเอง
“ลุงหลิว อย่าพูดถึงเรื่องแม่ของผมเลยครับ เรื่องมันก็ผ่านมาหลายปีแล้ว เรามาให้ความสำคัญกับอนาคตกันดีกว่าครับ” มู่อี้อันพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“เสี่ยวอัน อาจารย์ฟู่ สิ่งที่ฉันเสียใจมากที่สุดในชีวิตก็คือการที่ไม่ได้พูดความจริงออกไป ฉันอยากจะจับคนเหล่านั้นให้มารับโทษด้วยตัวของฉันเอง” ลุงหลิวพูดพร้อมกับร้องไห้ออกมาอย่างขมขื่น จนน้ำตาอาบเต็มใบหน้าของเขาไปหมด
“ลุงหลิว…” มู่อี้อันที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกสะเทือนใจมากเช่นกัน ก่อนที่จะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ในที่สุด
ฉากนี้ดูไม่ต่างอะไรไปจากการปะทะฝีมือการแสดงของสองราชาแห่งวงการภาพยนตร์เลย!
ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็ชื่นชมลุงหลิวเป็นอย่างมาก ในตอนแรกเขาแค่ทำการแสดงอารมณ์ธรรมดา แต่ตอนนี้เขาได้แสดงฉากความรักครอบครัวออกมาแล้ว เขากำลังสร้างภาพให้ตัวเองดูเป็นคนธรรมดาที่มีความรักต่อคนในครอบครัว ทั้งยังแสร้งเป็นคนเห็นแก่ตัวและขี้ขลาดอีกด้วย เมื่อเห็นว่ามู่อี้อันไม่ได้หลงกล เขาจึงเริ่มใช้ประโยชน์จากการตายของแม่มู่อี้อัน
เขาเป็นปรมาจารย์ด้านการแสดงจริงๆ แต่ฟู่เยี่ยนก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี ทั้งที่รู้ว่าไม่ได้ผล แต่ทำไมเขาคนนี้ถึงยังโกหกหน้าตาย? สมัยนี้คนโกหกเขาต้องทำกันถึงขนาดนี้เลยหรือ? ฟู่เยี่ยนยังคงไม่พูดอะไร ก่อนจะลอบมองไปยังใบหน้าของเขาอยู่เงียบๆ
หลังจากที่ดูโหงวเฮ้งของเขา ความสงสัยของฟู่เยี่ยนก็ได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ในตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะสนับสนุนให้มู่อี้อันจัดการกับครอบครัวของบ้านรอง จุดประสงค์ของเขาคืออะไรกันแน่? โหงวเฮ้งของเขาเป็นโหงวเฮ้งของคนที่จงรักภักดี คนแบบนี้จะทรยศประเทศชาติได้อย่างนั้นหรือ? ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้หันไปมองมู่อี้อันอีกครั้ง
ในตอนนี้ มู่อี้อันยังคงไม่ได้พูดอะไร ราวกับว่าเขากำลังถูกดึงดูดเข้าไปในความทรงจำ และสีหน้าของเขาก็เริ่มบิดเบี้ยวขึ้นเรื่อยๆ จนกล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขากระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ แม้ว่าเขาจะลืมตาอยู่ก็ตาม แต่กลับเคลื่อนไหวไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ไม่ได้การแล้ว! เขากำลังถูกค่ายกลมายา ต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือไร?!
หัวใจของฟู่เยี่ยนเองก็เต้นแรงขึ้นมาเช่นกัน แต่เธอก็ยังไม่ได้ทำอะไร เพราะมู่อี้อันมียันต์แคล้วคลาดของเธอติดตัวไว้อยู่แล้ว และนอกจากนี้ทักษะของเขาก็ยังเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างมากแล้วด้วย อย่างน้อยก็ในแง่ของค่ายกลมายา คนที่พอจะรับมือกับเขาได้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
หลังจากนั้นไม่นาน ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าเธอเองก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงใช้มือกุมไปที่หน้าผากของตัวเองในทันที สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นี้มันถูกต้องแล้วอย่างนั้นหรือ? แต่ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะได้เคลื่อนไหว มู่อี้อันก็ได้พูดขึ้นมาว่า
“ลุงหลิว ลุงพูดถูก ฉันจะไปที่หน่วย753 แล้วรายงานเรื่องนี้กับพวกเขาเดี๋ยวนี้เลย” มู่อี้อันยืนขึ้นอย่างไม่มั่นคงนัก เมื่อเขาลุกขึ้น เขาก็ได้เดินเซไปที่ประตู
ส่วนฟู่เยี่ยนก็ล้มลงบนโซฟาเช่นกัน เธอส่ายศีรษะไปมาเพื่อเรียกสติของตัวเองให้กลับมาอีกครั้ง ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนได้สำเร็จ
“มู่อี้อัน!” ฟู่เยี่ยนลุกขึ้นมา ก่อนจะไล่ตามเขาไปทันที
เมื่อลุงหลิวเห็นเช่นนั้น เขาก็พยายามที่จะยืนขึ้นเช่นกัน แต่สุดท้ายแล้วทันทีที่ยืนขึ้น เขาก็ต้องตกใจ ตอนนี้ตัวของเขาแข็งทื่อไปแล้ว พร้อมกับปากที่ยังคงอ้าราวกับว่ากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
มู่อี้อันหันกลับมา ก่อนจะมองไปยังลุงหลิวที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น จากนั้นเขาก็ได้มองไปที่ฟู่เยี่ยน ด้วยท่าทางที่ดูอวดเก่ง
“ฉันไม่ได้คาดหวังเลยว่าผลของมันจะเป็นแบบนี้ แบบนี้สิถึงจะสมกับที่ฉันตั้งใจศึกษามา... เธอคิดว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง?” มู่อี้อันพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่หยิ่งผยอง
“ฉันคิดว่ายันต์ของนายค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะใช้ได้นานแค่ไหน อันดับแรกเราเอาเชือกมามัดเขาก่อนจะดีกว่า ฉันคิดว่าสิ่งนี้จะต้องอยู่ได้นานกว่ายันต์ของนายอย่างแน่นอน!” ฟู่เยี่ยนพูด พร้อมกับเร่งเร้าให้มู่อี้อันไปหยิบเชือกมา
“ชิ มันก็ไม่ได้ดีไปกว่ายันต์ของฉันเท่าไหร่หรอก แม้ว่าเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆนี้จะดูธรรมดา แต่มันก็ทำให้ฉันรู้สึกสับสนไปเล็กน้อยจริงๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ฉันได้ศึกษารูปแบบของค่ายกลต่างๆอย่างละเอียดแล้ว และค่ายกลของเขาก็แย่กว่ายันต์ประสาทหลอนของเธอเสียอีก” มู่อี้อันพูดพร้อมกับฉีกผ้าปูที่นอนออกมา ก่อนจะทำมันเป็นเชือกเพื่อมัดลุงหลิวเอาไว้
“ตอนนี้เราล่าช้าลงไปมากแล้ว ฉันคิดว่าคนพวกนั้นคงจะคุยกันแล้วอย่างแน่นอน” มู่อี้อันมัดลุงหลิวเอาไว้โดยที่ไม่ได้ถอดยันต์ของเขาออก เพราะเขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าผลของมันจะคงอยู่ได้นานแค่ไหน
“ปล่อยให้เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของหน่วย753เถอะ เพราะเราไม่สามารถทำอะไรโดยพลการได้อยู่แล้ว” ฟู่เยี่ยนพูดขณะที่กำลังวาดบางอย่างอยู่ที่โต๊ะ
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมา ยันต์พันธนาการของลุงหลิวก็ได้ถูกแก้ไขอย่างสมบูรณ์ และเป็นเวลาที่เขาสามารถขยับตัวได้พอดี แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไรออกมานั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ให้รางวัลกับเขา โดยเธอได้แปะยันต์อีกแผ่นหนึ่งลงไปทันที ซึ่งมันก็คือยันต์ปิดปากที่เธอเพิ่งจะวาดบนโต๊ะเมื่อครู่นี้นั่นเอง
“ฟู่เยี่ยน ฉันคิดว่าปู่ของฉันต้องรู้เรื่องนี้ด้วย ไปกันเถอะ ไปที่บ้านของคุณปู่กันดีกว่า ฉันกลัวว่าคุณปู่เองก็จะได้รับอันตรายจากเขาเหมือนกัน” ทันทีที่พูดจบ มู่อี้อันก็ได้เดินนำฟู่เยี่ยนออกไปยังสวนหลังบ้านในทันที
แม้ว่าตอนนี้ลุงหลิวจะพูดไม่ได้ก็ตาม แต่ดวงตาของเขาก็ยังคงเคลื่อนไหวได้ สุดท้ายเขาก็ถูกมู่อี้อันตบหลังเบาๆ
“หยุดความคิดของลุงซะ มิเช่นนั้นลุงจะได้ลิ้มรสพลังอันแข็งแกร่งของผม”
พูดจบแล้ว ทั้งสองก็ไปที่สวนหลังบ้าน และบังเอิญเห็นผู้เฒ่ามู่นั่งอยู่ที่สวนพอดี
ก่อนหน้านี้ มู่อี้อันได้จ้างป้ากู้ที่อยู่ข้างบ้านมาทำอาหารให้กับปู่ของเขา และพาปู่ของเขาออกมาเดินเล่นในเวลาว่างนั่นเอง
แต่ตอนนี้ป้ากู้ได้กลับบ้านแล้ว เพราะหลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จ เธอก็ได้พาผู้เฒ่ามู่ออกมาเดินเล่นที่สนามหญ้าหน้าบ้านสักพัก เมื่อเห็นว่าเขาสบายดี เธอจึงขอตัวกลับบ้านไป
“เสี่ยวอันเองหรือ แล้วพาใครมาด้วยอย่างนั้นเหรอ?” ผู้เฒ่ามู่กำลังนั่งทอดสายตามองออกไปยังดวงจันทร์ที่อยู่บนท้องฟ้า และด้วยเหตุผลบางอย่าง ฟู่เยี่ยนกลับรู้สึกอยู่เสมอว่าเขาดูตื่นตระหนกเล็กน้อย
“สวัสดีค่ะคุณปู่มู่ หนูชื่อฟู่เยี่ยน หนูมาที่นี่เพื่อต้องการพบคุณค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับเดินเข้าไป ก่อนจะมองไปที่ใบหน้าของผู้เฒ่ามู่ภายใต้แสงจันทร์
จบตอน
Comments
Post a Comment