magic ep231-235

 ตอนที่ 231: ความจริง

 

ใบหน้าของชายชราไม่ได้ดูเหมือนคนที่ใกล้ตายเลย แม้ว่าจะดูหม่นหมองไปเล็กน้อย  แต่ก็ยังมีร่องรอยของเลือดฝาดอยู่บ้าง หากดูจากอายุขัยแล้ว ช่วงชีวิตสามสิบปีหลังจากนี้ของเขาเป็นชีวิตที่ราบรื่นมากๆ

 

แต่คำถามก็คือ ทำไมเขาต้องแกล้งป่วยด้วย? เขาเป็นคนเลี้ยงดูลุงหลิวมาตั้งแต่ยังเด็ก แต่กลับไม่ได้สังเกตเห็นอะไรเลยอย่างนั้นหรือ? แต่ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะทันใดคิดอะไรไปมากกว่านี้ จู่ๆเธอก็เข้าใจสิ่งที่ผิดปกติที่เกิดขึ้นกับลุงหลิว ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง!

 

ฟู่เยี่ยนหันกลับไปหามู่อี้อันอีกครั้ง ก่อนจะกระซิบบางอย่างกับเขา จากนั้นมู่อี้อันก็ได้มองไปยังผู้เฒ่ามู่ด้วยสายตาที่สงสัย ดูเหมือนว่าผู้เฒ่ามู่จะถูกหลานชายของตัวเองมองเห็นหางเข้าแล้ว

 

“เสี่ยวอัน หลานมาที่นี่มีธุระอะไรหรือเปล่า หากไม่มีอะไร ปู่จะไปนอนแล้ว” หลังจากที่พูดจบ ผู้เฒ่ามู่ก็ได้ลุกขึ้นยืน

 

มู่อี้อันจึงรีบเดินเข้าไปในทันที เขาเอื้อมยื่นไปเช็ดที่ใบหน้าของชายชราอย่างไม่ลังเล ก่อนจะพบว่ามีบางอย่างหลุดติดมือของเขาออกมา!

 

เมื่อเห็นสิ่งที่ดูเหมือนสีบนนิ้วมือ มู่อี้อันก็ได้ตะลึงไปในทันที……

 

ฟู่เยี่ยนรู้สึกเห็นใจเขาเล็กน้อยเช่นกัน เห็นได้ชัดเลยว่าเขารับเรื่องนี้ไม่ได้

 

“นั่น...” ผู้เฒ่ามู่รู้สึกเขินเล็กน้อยที่ถูกหลานชายของตัวเองจับได้ และในเวลาเดียวกันนี้ เขายังพบว่าเสี่ยวหลิวไม่ได้ตามมาอีกด้วย

 

“คุณปู่ ช่วยบอกผมมาเถอะครับ คุณปู่ใช้อะไรทาบนใบหน้าของตัวเองกัน แล้วลุงหลิวคือใคร มันเกิดอะไรขึ้นกับอาการป่วยของคุณปู่กันแน่ครับ?” มู่อี้อันปัดแป้งที่อยู่บนมือของเขาออก พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

 

แต่ฟู่เยี่ยนกลับรู้สึกว่าเขากำลังโกรธมากๆอยู่...

 

ทันใดนั้นเอง สีหน้าของผู้เฒ่ามู่ก็ดูจริงจังขึ้นมาอีกครั้ง เขาตระหนักขึ้นมาได้ว่าตอนนี้หลานชายของเขารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว และตอนนี้เป็นไปได้ว่าเสี่ยวหลิวอาจจะอยู่ภายใต้การควบคุมของหลานชายาไปแล้วอีกด้วย

 

มู่อี้อันเห็นว่าปู่ของเขาเงียบไป เขาจึงกำลังจะตะโกนออกไป และเมื่อเห็นฟู่เยี่ยนชี้ไปที่สวนหลังบ้าน มู่อี้อันก็รู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมาทันที

 

“เราไปคุยกันที่บ้านของหลานดีกว่า” ผู้เฒ่ามู่พูดก่อนจะเดินนำออกไปยังบ้านของมู่อี้อัน

 

ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ตบไปที่ไหล่ของเขา ก่อนจะเดินตามออกไป ในตอนนี้มู่อี้อันกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เขารู้สึกว่าตัวเองนั้นไม่ต่างอะไรจากคนโง่ที่ไม่เคยสังเกตสิ่งรอบข้างเลย

 

ผู้เฒ่ามู่เดินตรงไปยังห้องหนังสือในทันที ก่อนจะพบว่าลุงหลิวถูกมัดเอาไว้ที่นั่น เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา ลุงหลิวก็พยายามดิ้นให้หลุดจากการพันธนาการในทันที ตอนนี้ลุงหลิวยังไม่รู้เลยว่าต้องแสดงอะไร แต่เมื่อเห็นคนสองคนที่เดินตามผู้เฒ่ามู่เข้ามา ลุงหลิวจึงหยุดดิ้นไปในที่สุด

 

“ก่อนอื่น ช่วยแก้มัดเสี่ยวหลิวก่อนเถอะ แล้วเรามานั่งคุยกันอย่างสันติจะดีกว่า” ผู้เฒ่ามู่นั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะของมู่อี้อัน

 

“ตอบคำถามผมมาก่อนสิครับ ไม่อย่างนั้นผมจะไม่แก้มัดให้กับเขาอย่างเด็ดขาด” มู่อี้อันขมวดคิ้วแน่น เขาปฏิเสธที่จะปล่อยตัวลุงหลิว หากยังไม่รู้ความจริง

 

“ถ้าอย่างนั้น ยังไม่ต้องแก้มัดให้กับเขาก็ได้ เสี่ยวหลิว ฉันจะรีบคลี่คลายสถานการณ์ให้เร็วที่สุด” ผู้เฒ่ามู่มองไปยังหลานชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง ใช่แล้ว เสี่ยวอันแข็งแกร่งกว่าพ่อของเขาจริงๆ ดูเหมือนว่าการทำงานหนักทั้งหมดที่เขาทำตลอดหลายปีที่ผ่านมาจะไม่ได้ไร้ประโยชน์แล้ว

 

“อยากถามอะไรก็ถามมาได้เลย วันนี้ฉันจะบอกทุกอย่างเอง”

 

มู่อี้อันขมวดคิ้ว แต่ยังคงไม่ได้พูดอะไรออกมา ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ผลักเก้าอี้ให้เขา เพื่อให้เขานั่งลง หากดูจากท่าทีแล้ว พวกเขาน่าจะมีอะไรที่ต้องคุยกันอีกเยอะเลยทีเดียว แต่ตอนสภาพจิตใจที่ย่ำแย่กำลังขัดขวางคำพูดของตัวเขาเองอยู่

 

“คุณปู่มู่คะ หนูขอถามคำถามกับคุณสักสองสามข้อก่อนได้ไหมคะ?” ฟู่เยี่ยนมองไปยังผู้เฒ่ามู่ ซึ่งตอนนี้เธอรู้สึกว่าเขาดูแตกต่างไปจากที่มู่อี้อันอธิบายเอาไว้

 

“สาวน้อย ถามมาได้เลย ฉันเคยได้ยินเรื่องของเธอมานานมากแล้ว แต่ก็ไม่เห็นเจอเธอมาก่อน ก่อนหน้านี้ฉันกำลังจะตาย แต่เมื่อได้เจอเธอในวันนี้ ฉันก็ได้เข้าใจแล้วว่าเธอคือความหวังของอภิปรัชญาจีนจริงๆ” คำเยินยอของผู้เฒ่ามู่นั้นทำให้คนที่ได้ยินมักจะรู้สึกมีความสุขอยู่เสมอ

 

ฟู่เยี่ยนยิ้มออกมา ชายชราคนนี้กำลังพยายามจะเอาชนะใจเธอเพื่อตัวเขาเองอยู่อย่างนั้นหรือ!

 

“หนูขอเรียกคุณว่าปู่มู่นะคะ เพราะหนูกับมู่อี้อันเราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ดังนั้นเขาจึงเป็นเหมือนพี่ชายของหนูด้วยเหมือนกัน แต่ว่าคุณปู่ ตอนนี้หนูแค่ไม่รู้ว่าคุณปู่รู้เรื่องบ้านรองตั้งแต่เมื่อไหร่? คุณปู่รู้ถึงการสมรู้ร่วมคิดของพวกเขากับโจวหยางด้วยหรือเปล่าคะ?”

 

ผู้เฒ่ามู่ชำเลืองมองไปยังมู่อี้อัน แม้ว่าหลานชายจะเบือนหน้าหนีก็ตาม แต่ทว่าใบหูของเด็กหนุ่มก็ยังขยับเล็กน้อย และรอฟังคำอธิบายของเขาอยู่

 

“ตอนนี้เธอก็รู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว ดังนั้นฉันเองก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังเช่นกัน เรื่องนี้มันก็นานมากแล้วล่ะ น่าจะเมื่อช่วงสิบห้าปีที่แล้ว ในปีนั้นแม่ของเสี่ยวอันเพิ่งจะจากโลกใบนี้ไป ซึ่งตอนนั้นหญิงชรากับฉันก็ได้มองไปยังเสี่ยวอันที่มีอายุเพียงแค่สี่ขวบ ฉันไม่คิดเลยว่าอยู่ดีๆ พ่อของเสี่ยวอันจะพาผู้หญิงคนหนึ่งกลับมาที่บ้านด้วย

 

ในตอนนั้นฉันรู้สึกตกใจและโกรธเป็นอย่างมาก ลูกชายของฉันช่างเป็นคนที่โหดเหี้ยมและไร้ซึ่งความยุติธรรมมากจริงๆ แล้วแบบนี้ฉันจะมีหน้าไปพบพ่อตาแม่ยายของเขาได้อย่างไร ดังนั้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฉันจึงมีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีกับพ่อของเสี่ยวอันมาโดยตลอด และไม่สนใจเรื่องเขากับผู้หญิงคนนั้นอีก

 

“จนเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งปีครึ่งที่พ่อลูกไม่ได้เจอกันเลยทั้งๆที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน” ผู้เฒ่ามู่รู้สึกสะเทือนใจและเสียใจเล็กน้อย

 

มู่อี้อันจำได้ว่าตอนที่เขายังเด็ก ในความทรงจำของเขามีเพียงปู่ ย่า ตา ยาย เท่านั้น เพราะพ่อของเขามักจะเอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้านตลอดเวลานั่นเอง เขาจึงได้หันกลับมามองผู้เฒ่ามู่อีกครั้ง

 

“ตอนที่ฉันได้พบกับเขาอีกครั้ง ร่างกายของเขาก็มีปัญหาบางอย่างที่ดูร้ายแรงมากๆแล้ว มีบางอย่างผิดปกติในตัวเขา แต่หลังจากที่ฉันได้ตรวจดูแล้ว กลับไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร”

 

“ต่อมา เสี่ยวหลิวก็ได้มาหาฉันและบอกกับฉันว่าเขาค้นพบความลับของบ้านรองเข้า ขณะเดียวกันนั้นฉันก็ได้พบจดหมายที่แม่ของฉันได้ทิ้งเอาไว้ให้อีกด้วย ซึ่งแท้จริงแล้วแม่ของมู่เหวินเหยาเป็นคนญี่ปุ่น”

 

“คุณปู่ จดหมายที่คุณปู่พูดถึงมันถูกเก็บเอาไว้ในสมุดบัญชีเล่มหนึ่งใช่ไหมคะ?” ฟู่เยี่ยนนึกถึงจดหมายที่เธอเจอขึ้นมาทันที

 

“ไม่ใช่ มันอยู่ในหนังสือที่เธออ่านเป็นประจำต่างหาก เป็นหนังสือที่ถูกฉันเจอโดยบังเอิญ” ผู้เฒ่ามู่รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย

 

ทันนั้นเอง มู่อี้อันก็ได้เดินเข้าไปที่โต๊ะ ก่อนจะหยิบสมุดบัญชีและจดหมายฉบับนั้นออกมา พร้อมกับยื่นมันให้กับผู้เฒ่ามู่ไป

 

หลังจากที่อ่านมัน ผู้เฒ่ามู่ก็เข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมพวกเขาถึงได้รู้ความจริงเร็วถึงขนาดนี้

 

“แบบนี้นี่เอง ดูเหมือนว่ามันจะเป็นสิ่งที่ย่าของหลานเขียนเอาไว้สินะ”

 

“คุณปู่ เล่าต่อเถอะค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับชำเลืองมองไปยังมู่อี้อัน ก่อนจะเห็นว่าตอนนี้เขาไม่ได้มีท่าทีที่ต่อต้านเหมือนเมื่อครู่นี้แล้ว

 

“แค่เห็นจดหมายฉบับนี้ ฉันก็รู้ราวกับว่าตัวเองถูกขังอยู่ในความมืดมาเป็นเวลานาน แม้แต่แม่ของฉันเองก็ถูกผู้หญิงคนนั้นฆ่าตาย ฉันอยากจะรีบไปที่บ้านรองแล้วถามเค้นความจริงกับพวกเขาจริงๆ แต่ฉันก็ทำไม่ได้ เพราะบางทีฉันอาจจะถูกผู้หญิงคนนั้นฆ่าด้วยวิธีนี้เช่นกัน”

 

“ในตอนนั้น สุขภาพของย่าหลานก็เริ่มแย่ลงแล้ว ฉันจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องส่งย่าของหลานไปอยู่ที่วัดเทียนเหมินเพื่อรักษาตัวกับเพื่อนสนิทของฉัน แต่ย่าของหลานมีโรคประจำตัวที่รุมเร้ามากเกินไป และเสียชีวิตลงในอีกไม่กี่เดือนต่อมา” ท่าทีของผู้เฒ่ามู่ดูเศร้าลงไปอย่างเห็นได้ชัด ส่วนลุงหลิวที่ตอนนี้ถูกมัดเอาไว้ก็ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาเช่นกัน

 

เมื่อเห็นถึงฉากนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว เธอจึงได้เดินเข้าไปแก้มัดให้กับลุงหลิว

 

แต่ผลของยันต์ปิดปากยังคงอยู่ ซึ่งเรื่องนี้เธอต้องรอให้มู่อี้อันเป็นคนตัดสินใจ

 

“แล้วที่คุณย่าต้องตาย ไม่ใช่ฝีมือของสะใภ้จากบ้านรองคนนั้นเหรอครับ?” มู่อี้อันเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า ในชีวิตของเขา นอกจากแม่ที่คอยให้ความอบอุ่นแล้ว ก็ยังมีคุณย่าและคุณตาที่รักและเอาใจใส่เขามากๆ

 

“ไม่ใช่หรอก วัดเทียนเหมินมีความเชี่ยวชาญทางด้านแพทย์แผนจีนและยาสมุนไพรมากๆ อาจารย์เจ้าอาวาสได้ตรวจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะพบว่าย่าของหลานเป็นมะเร็งที่กระเพาะอาหาร” ผู้เฒ่ามู่พูดพร้อมกับส่ายศีรษะไปมาเบาๆ


“หลังจากที่ย่าของหลานจากไป ปู่ก็เริ่มพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะค้นหาว่าสะใภ้จากบ้านรองกำลังทำอะไรอยู่ แต่ไม่คาดคิดเลยว่าก่อนที่ปู่จะได้เบาะแส หลานกลับถูกวางยาแล้ว ตอนนี้ที่สุขภาพของหลานไม่ค่อยดีก็เป็นเพราะว่าตอนที่ยังเด็ก หลานได้รับพิษเข้าไป”

 

“เพื่อให้หลานกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม ปู่จึงได้ไปพบพ่อของหลาน และขอให้เขาพาหลานไปซ่อนที่บ้านเกิดแม่ของหลาน จากนั้นก็ได้เกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้นอีกครั้ง เพียงไม่นาน พ่อของหลานกลับมีอาการแย่ไปกว่าหลานเสียอีก”

 

“ในเวลานั้น ทุกอย่างก็กำลังเฟื่องฟู และตาของหลานก็เป็นถึงปรมาจารย์ที่ทำงานเสี่ยงอันตรายเช่นกัน ปู่จึงได้ส่งข้อความถึงเขาและขอให้เขาพาหลานไปด้วย อย่างน้อยหากหลานอยู่ในตระกูลเฉียน หลานจะต้องได้รับการสนับสนุนที่ดีในอนาคตอย่างแน่นอน”

 

“ถ้าอย่างนั้น ตอนที่คุณตามาหาคุณปู่ ทั้งสองคนก็แสดงละครตบตาผมมาตลอดเลยอย่างนั้นเหรอครับ? คุณตาจงใจที่จะทำเหมือนกับแย่งตัวผมไป แล้วอ้างเหตุผลว่าพ่อและแม่เลี้ยงทำไม่ดีกับผมใช่ไหมครับ?” มู่อี้อันเอ่ยถามถึงสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจของเขาออกมา




ตอนที่ 232: หัวใจหลักของแผนการ

 

“ใช่แล้ว ปู่ทำตามที่ย่าของหลานได้บอกเอาไว้ เมื่อตาของหลานมาถึง ปู่ก็ได้สังเกตเห็นว่าบ้านรองกำลังแอบมองมาที่พวกเราอยู่ จึงทำทีส่งหลานให้กับตาอย่างไม่เต็มใจนัก นั่นเป็นสาเหตุที่เราต้องจากกันถึงสิบปี แต่หากหลานยังอยู่ที่นี่ ปู่ก็คงจะคอยแต่เป็นกังวล และตระกูลมู่ของเราคงไม่มีความหวังแล้ว”

 

“ที่สำคัญ ตาของหลานได้สอนหลานเป็นอย่างดี ปู่จะต้องไปขอบคุณเขาด้วยตัวเองให้ได้ เอาไว้หลังจากที่เรื่องทั้งหมดจบลงแล้ว ปู่จะพาหลานกลับไปเยี่ยมเขา”

 

“พวกเราเขียนจดหมายติดต่อกันเดือนละหนึ่งครั้ง ซึ่งครั้งแรกที่หลานวาดยันต์ได้นั้น คือตอนที่หลานไปโรงเรียนครั้งแรก หลานถูกรังแกที่โรงเรียน ทั้งยังถูกลูกพี่ลูกน้องที่บ้านกลั่นแกล้งอีกด้วย ปู่รู้เรื่องราวของหลานทั้งหมด”

 

“ปู่เก็บจดหมายเหล่านั้นเอาไว้ในกล่อง จนในที่สุดก็รู้ว่าหลานมีเพื่อนคนแรก ซึ่งก่อนที่ทั้งสองคนจะเป็นเพื่อนกัน ยังเคยยทะเลาะกันมาก่อนด้วยใช่หรือเปล่า? ปู่รู้เรื่องทั้งหมดจริงๆ” ผู้เฒ่ามู่มองไปยังหลานชายของเขาด้วยความเมตตา โดยไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความสำคัญของฟู่เยี่ยนที่มีต่อหลานชายของเขาแม้แต่น้อย

 

“คุณปู่... ทำไม?” มู่อี้อันไม่ได้ถามอะไรต่อ ตอนนี้เขาคิดว่าเขาเข้าใจความรู้สึกนี้ดี ที่จริงคุณปู่รักตระกูลมู่ รักพ่อของเขา รวมไปถึงรักเขาอย่างสุดหัวใจจริงๆ

 

“ตอนนั้นปู่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับบ้านรองเลย แต่มู่เหวินเหยานั้นรู้จักปู่เป็นอย่างดี ในฐานะพี่ชายคนโต หากปู่ไม่ผลักไสให้หลานออกไป ตระกูลมู่ของเราคงจะต้องล่มสลายภายใต้น้ำมือของปู่อย่างแน่นอน หากเกิดอะไรขึ้นกับหลาน ปู่เองก็คงจะไม่รอดเหมือนกัน ดังนั้นการให้หลานไปอยู่ที่อื่นจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว”

 

“มิเช่นนั้น บ้านรองก็จะได้สิ่งที่ต้องการไปโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดเลย หลานคือความหวังของตระกูลมู่ของพวกเรา! หลังจากที่หลานออกไปจากที่นี่แล้ว ปู่จึงได้ขอให้ปรมาจารย์จากวัดฝ่าเหมินมาช่วยรักษาพ่อของหลาน จนพบว่าเขาไม่เพียงแค่ถูกวางยาพิษธรรมดา แต่มันคือพิษหนอนกู่”

 

“แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่พ่อของหลานไม่ได้สนใจสิ่งที่ตระกูลมู่สืบทอดกันมาเท่าไหร่ เขาไม่เคยภาคภูมิใจกับสิ่งนี้ ทั้งยังคิดว่าทุกสิ่งในตระกูลมู่เป็นเรื่องไร้สาระอีกด้วย เขาจึงไม่ได้ศึกษามัน และความสามารถทั้งหมดของเขา เขาก็เรียนรู้มันด้วยตัวเอง ปู่ได้สอนเขาเพียงแค่ความรู้ขั้นพื้นฐานเท่านั้น”

 

“หากไม่เป็นแบบนี้ล่ะก็ มรดกของตระกูลมู่เราคงจะตกไปอยู่ในมือคนพวกนั้นไปตั้งนานแล้ว!” เมื่อพูดถึงตรงนี้ ผู้เฒ่ามู่ก็ดูมีท่าทีที่อิดโรยเล็กน้อย เพราะถึงอย่างไร เขาก็แก่มากแล้วนั่นเอง

 

ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบเทน้ำใส่แก้วและยื่นให้กับผู้เฒ่ามู่ได้จิบในทันที ก่อนจะพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมาต่อ

 

“ผู้หญิงคนนั้นได้รับคำสั่งจากน้องชายคนรองของปู่จริงๆ แต่ก็ยังมีคนที่อยู่เบื้องหลังของเธออีกที ปู่ใช้เวลากว่าห้าปีเพื่อสืบเรื่องนี้ จนรู้ว่าองค์กรของพวกเขาเป็นอย่างไร แต่ในเวลานั้นคนที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขาก็ได้สังเกตเห็นเช่นกัน”

 

“ปู่จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแสร้งทำเป็นป่วย ปู่ปฏิเสธการติดต่อกับผู้คนภายนอกทั้งหมด และเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านของตัวเองเท่านั้น จึงสามารถรอดพ้นจากภัยพิบัติในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ ซึ่งขณะเดียวกันนั้น หลายปีที่ผ่านมาสถานการณ์ต่างๆ มันก็ได้เริ่มรุนแรงขึ้นมาเรื่อยๆ ดังนั้นบ้านรองจึงต้องหยุดการเคลื่อนไหวไปเช่นกัน”

 

“แต่ความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้หญิงคนนั้นไม่เต็มใจที่จะอยู่ตัวคนเดียว เธอต้องการควบคุมบ้านรองให้ต่อต้านตระกูลหลัก จึงทำให้ปู่ได้รู้ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาเป็นกลุ่มย่อยสองกลุ่มที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และในขณะเดียวกันนั้น เธอก็รู้แล้วว่าพ่อของหลานไร้ประโยชน์”

 

“ในตอนนั้น ปู่เจอโอกาสเหมาะและได้เข้าทำร้ายผู้หญิงคนนั้นในทันที ทว่าน่าเสียดายที่เธอหนีไปได้ แต่พ่อของหลาน... เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้แก้มือ ผู้หญิงคนนั้นได้ใช้พิษกู่ฆ่าเขาโดยตรง”

 

“ขณะเดียวกันนั้น ปู่เองก็ได้รับจดหมายจากตาของหลาน โดยเขาได้บอกว่าลุงทั้งสองคนของหลานดูเหมือนจะถูกติดสินบนเพื่อขอให้เขาพาหลานกลับมา”

 

“เมื่อเห็นว่าพ่อของหลานเป็นแบบนั้นไปแล้ว ปู่จึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องใช้กลอุบายและขอให้ตาของหลานพาหลานกลับมาที่นี่ ต่อมาปู่ก็ได้รู้ว่าลุงๆของหลานถูกโจวหยางติดสินบน จึงทำให้รู้ว่าบ้านรองมีแผนการบางอย่างจริงๆ เมื่อเผชิญหน้ากับผลประโยชน์อันเย้ายวน เราไม่สามารถไว้ใจใครได้เลยจริงๆ”

 

ผู้เฒ่ามู่รู้สึกโกรธขึ้นมาเล็กน้อย โจวหยางและลูกชายของเขาเติบโตมาด้วยกัน ซึ่งโจวหยางสามารถเข้าออกบ้านตระกูลมู่ได้อย่างอิสระ และยังได้พูดคุยกันกับลูกชายของเขาว่าจะให้คนรุ่นต่อไปของทั้งสองตระกูลแต่งงานกันอีกด้วย

 

“แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับการตายของแม่ผม และการมาถึงของลุงหลิวด้วยล่ะครับ?” มู่อี้อันเอ่ยถามออกไปอีกครั้ง วันนี้เขาจะต้องรู้เรื่องราวทั้งหมดอย่างชัดเจนให้ได้

 

“แม่ของหลานถูกวางยาพิษแบบเดียวกันกับพ่อของหลาน ตอนนั้นเรายังไม่ได้แยกกันอยู่กับบ้านรอง จึงทำให้มีช่องโหว่ที่จะทำเรื่องแบบนี้มากมาย ส่วนเรื่องของเสี่ยวหลิว ให้เขาพูดเองดีกว่า” ชายชราเอนกายพิงพนักของเก้าอี้ เขาอยากจะพักผ่อนสักพัก

 

มู่อี้อันที่ได้ยินเช่นนั้นจึงเดินเข้าไปดึงยันต์บนตัวของเขาออก

 

“เสี่ยวอัน ฉันไม่ได้โกหกนายเกี่ยวกับเรื่องชีวิตที่ผ่านมาของฉันเลยนะ ฉันเป็นหลานชายของคุณป้าจริงๆ และฉันก็มีศักดิ์เป็นลุงของนายไม่ผิดอย่างแน่นอน พ่อของนาย โจวหยางและฉัน พวกเราต่างเติบโตมาด้วยกัน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ฉันจึงต้องแอบเรียนรู้สิ่งเหล่านี้แบบลับๆ โดยที่พวกเขาไม่รู้ ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่าฉันไม่ชอบเรื่องพวกนี้”

 

“ตอนที่แม่ของนายถูกวางยา ช่วงนั้นฉันบังเอิญได้รับบาดเจ็บจากการฝึกซ้อมจริงๆ และเมื่อฉันกลับมาอีกครั้ง แม่ของนายก็ได้จากโลกใบนี้ไปเสียแล้ว และเรื่องเกี่ยวกับบ้านรอง ฉันก็รู้มันโดยบังเอิญเช่นกัน”

 

“มันคือเรื่องที่มู่เฉิงกงเปิดเผยโดยไม่ได้ตั้งใจ ตอนนั้นเขามีคนรักอยู่นอกบ้าน แต่ฉันบังเอิญไปเจอเขาโดยบังเอิญจึงรู้ความลับของเขาเข้า ด้วยความสงสัย ฉันจึงแอบสะกดรอยตามเขาไป ผู้หญิงคนนั้นเป็นลูกหลานของชาวญี่ปุ่น เป็นพี่น้องกับคนที่อยู่ข้างกายเขา”

 

“ในเมื่อลุงค้นพบความจริงแล้ว ลุงได้บอกเรื่องนี้กับคุณปู่หรือเปล่า?” มู่อี้อันคิดว่ามันไร้สาระที่พ่อของเขาผู้หยิ่งผยองและฉลาดขนาดนั้นจะไม่ได้สังเกตเห็นกับดักหญิงงามที่มองออกง่ายที่สุดด้วยซ้ำ

 

“ในตอนนั้นมันเป็นอะไรที่ซับซ้อนมากจริงๆ ฉันกลัวว่าอาจารย์จะได้รับบาดเจ็บ และฉันก็ไม่ได้เป็นคนที่ฉลาด ฉันไม่เชี่ยวชาญเรื่องยันต์เท่าไหร่นัก หากจะพูดตามตรงก็คือ ฉันทำได้เพียงแค่ยันต์ที่โจมตีทางจิตใจเท่านั้น”

 

“ฟู่เยี่ยน ที่ฉันใช้ค่ายกลมายากับพวกเธอทั้งสองคน ก็เพราะฉันไม่อยากให้เธอเข้าไปขัดขวางแผนของท่านผู้เฒ่าเท่านั้น และเมื่อทุกอย่างจบลง ฉันก็จะคลายค่ายกลนี้ให้กับพวกเธอ”

 

“ไม่คิดเลยว่า... เบื้องหลังของภูเขาลูกใหญ่ จะมีภูเขาที่ลูกใหญ่กว่าแบบนี้ ฉันคงจะเป็นคนรุ่นก่อนที่ถูกคนรุ่นใหม่อย่างพวกเธอก้าวข้ามไปเสียแล้วล่ะ!” ลุงหลิวพูดพลางชำเลืองมองไปยังชายชราด้วยความรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย

 

ทันใดนั้นเอง รอยยิ้มก็ได้ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของผู้เฒ่ามู่ “หากทักษะของฉันด้อยกว่าทักษะของผู้อื่น ฉันก็เต็มใจที่จะยอมรับความพ่ายแพ้นั้นเสมอ ถือว่าเป็นเรื่องดีที่เราได้พบกัน อย่างน้อยมันก็แสดงให้เห็นว่าอภิปรัชญาของจีนยังมีความหวังที่จะพัฒนาขึ้น!”

 

“คุณปู่มู่ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือเราต้องรับรู้ถึงแผนการของกันและกันนะคะ เราจะปล่อยคนเหล่านั้นให้ลอยนวลต่อไปไม่ได้!” ฟู่เยี่ยนพูดแทรกขึ้นมาในทันที

 

“คุณปู่ครับ ผมไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว อย่าตัดสินใจแทนผมอีกเลย แล้วทำไมคุณปู่ถึงต้องแกล้งป่วยกันล่ะครับ?” จนถึงตอนนี้ มู่อี้อันยังคงรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย ไม่แปลกเลยที่คุณปู่จะมองว่าเขายังเป็นเด็ก ซึ่งมันก็ดูจะสมเหตุสมผลดี แต่ช่วยเก็บมันเอาไว้เป็นความลับหน่อยไม่ได้เลยหรือ!

 

ก่อนหน้านี้ แป้งบนใบหน้าผู้เฒ่ามู่ถูกลบออกไปเล็กน้อย ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ จึงลูบไปที่ใบหน้าของตัวเอง และลุงหลิวก็รีบส่งผ้าเช็ดหน้าให้กับเขาในทันที

 

“หากปู่ไม่แกล้งป่วย หากเราสองคนไม่แกล้งทำเป็นไม่สนิทกัน แล้วบ้านรองจะวางใจได้อย่างไร? พวกเขาคิดว่าอีกไม่นานตระกูลมู่จะต้องตกเป็นของพวกเขา ในความเป็นจริงพวกเขาได้ลงมือกับหลานไม่นานหลังจากที่หลานกลับมา แต่โชคดีที่หลานมีบางอย่างคอยปกป้องหลานอยู่ เป็นสิ่งที่ฟู่เยี่ยนให้มาใช่ไหม?”

 

“ไม่อย่างนั้นหลานคิดว่าทำไมเสี่ยวหลิวถึงต้องคอยจับตาดูหลานล่ะ ที่เขาทำไปเพราะปู่เป็นคนสั่งให้เขาคอยปกป้องหลานเอง หลานรู้หรือเปล่าว่าเสี่ยวหลิวคอยกันของไม่ดีพวกนั้นแทนหลานมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว?” หลังจากที่พูดจบ ผู้เฒ่ามู่ก็ได้วางผ้าเช็ดหน้าลงข้างๆ

 

“เป็นเพราะปู่ไม่เชื่อใจผมไง” มู่อี้อันพึมพำออกมาเบาๆ

 

“อย่างหลานเนี่ยนะ? เห็นพอเข้าห้องหนังสือได้ก็เอาแต่วาดยันต์อยู่ในนั้น หลงใหลหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเดียวไม่สนใจเรื่องอื่น แล้วปู่จะบอกหลานได้อย่างไร?” ผู้เฒ่ามู่พูดพร้อมกับจ้องเขม็งไปที่เขา

 

“ทั้งสองคนอย่าเพิ่งเถียงกันตอนนี้เลยค่ะ เรามีเวลาไม่มากแล้วนะคะ มาคุยเรื่องสำคัญกันก่อนดีกว่า” ฟู่เยี่ยนรีบพูดแทรกขึ้นมาทันที

 

“เอาล่ะ สาวน้อย ไหนลองบอกแผนการของเธอมาสิ เรามาร่วมมือกันเถอะ” ผู้เฒ่ามู่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมด รวมถึงอธิบายแผนการของเธอโดยละเอียดด้วย

 

ผู้เฒ่ามู่ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะบอกแผนการของเขาออกไปเช่นกัน

 

“ไม่คิดเลยว่าเรื่องของโจวหยางจะทำให้แผนของปู่ได้ถูกนำมาใช้ล่วงหน้าแบบนี้ แต่แผนของเธอก็ได้ช่วยปิดช่องโหว่ให้แผนของฉันจนหมดแล้ว เอาล่ะ เรามาทำตามแผนกันเถอะ เราจะร่วมมือกันจับคนเหล่านั้น รวมไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ทั้งหมดด้วย”

 

“เธอช่วยแจ้งเรื่องนี้กับผู้อำนวยการหลี่ด้วยก็แล้วกัน และขอให้เขาไปที่วัดเทียนเหมินเพื่อตามหาอาจารย์จื้อคง เพราะชายคนนั้นรู้ถึงแผนการทั้งหมดของฉันเป็นอย่างดี ส่วนฉันก็ยังจำเป็นต้องแกล้งป่วยต่อไป โดยจะให้เสี่ยวหลิวดูแลเรื่องนี้แทน”

 

“สาวน้อย ฉันคิดว่าเราควรจะสร้างแรงกดดันให้กับบ้านรองเพิ่มอีกสักหน่อยนะ เพื่อที่พวกเขาจะได้นำคนทั้งหมดไปจัดการกับโจวหยาง แล้วเราค่อยฉวยโอกาสนี้ตลบหลังพวกเขาอีกที หากเราปล่อยคนพวกนี้ให้รอดไปได้ นั่นถือว่าเป็นความล้มเหลวที่เกินจะให้อภัยจริงๆ”

 

ฟังก็รู้ว่าผู้เฒ่ามู่เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับอภิปรัชญาในเมืองหลวงอย่างแท้จริง




ตอนที่ 233: ตั้งอวนรอปลา

 

หลังจากที่พูดคุยกันถึงเรื่องแผนการต่างๆเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้อาสาที่จะตรวจชีพจรให้กับชายชรา

 

“คุณปู่มู่ คุณปู่จะว่าอะไรไหมคะหากหนูจะขอตรวจชีพจรของคุณปู่สักหน่อย? หนูแค่อยากรู้ว่าคุณปู่สบายดีหรือเปล่าเท่านั้นเองค่ะ” ฟู่เยี่ยนอยากรู้ว่าชายชรามีโรคอะไรแฝงอยู่ในร่างกายของเขาหรือเปล่า เพราะท้ายที่สุดแล้วมู่อี้อันยังคงอยากจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวของเขาไปนานๆนั่นเอง

 

ผู้เฒ่ามู่ชำเลืองมองไปยังฟู่เยี่ยน เขาไม่ได้คาดหวังเลยว่าเด็กผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าจะมีทักษะนี้ด้วย ในอนาคตเด็กสาวคนนี้จะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน เขาจึงยื่นมือออกไปอย่างไม่ลังเล และฟู่เยี่ยนเองก็ได้จับชีพจรของผู้เฒ่ามู่ในทันทีเช่นกัน

 

ส่วนมู่อี้อันเองก็ได้ยืนมองอยู่ข้างๆอย่างใกล้ชิด แม้ว่าเขาจะยังรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยก็ตาม แต่ชายชราก็ไม่ยอมบอกถึงอาการป่วยของตัวเองมาก่อนเลย ซึ่งเขาเองก็เป็นห่วงชายชราด้วยเช่นกัน บางทีเขาอาจจะป่วยอยู่จริงๆก็ได้

 

“ปีนี้คุณปู่อายุเท่าไหร่เหรอคะ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมา

 

“ปีนี้ฉันอายุ75ปีแล้ว”

 

“คุณปู่มู่ ในวันเกิดครบรอบอายุ90ปีของคุณปู่ เมื่อเวลานั้นมาถึง คุณปู่จะมีลูกหลานมากมายเต็มไปหมดเลยค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดเป็นนัย พร้อมกับสีหน้าที่ดูคลุมเครือ

 

ทว่าดวงตาของผู้เฒ่ามู่กลับเปล่งประกายขึ้นมา ใครกันจะไม่อยากมีอายุที่ยืนยาว? และสิ่งที่เด็กผู้หญิงคนนี้พูดมันกลับทำให้เขามีความสุขอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ

 

“สาวน้อย ฉันอยากแนะนำบางอย่างกับเธอสักหน่อย แม้ว่าฉันจะแก่แล้วก็ตาม แต่สายตาของฉันก็ยังใช้ได้ดี ฉันคิดว่าในอนาคตข้างหน้าจะต้องมีผู้หญิงที่เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในแวดวงอภิปรัชญาของเมืองหลวงอย่างแน่นอน!”

 

“คุณปู่มู่ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆแบบนี้ด้วยค่ะ!” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม

 

“เสี่ยวอัน มีจดหมายจากตาเขียนถึงหลานด้วยนะ เป็นจดหมายที่เขาเขียนไว้ก่อนตาย ปู่เก็บไว้ที่บ้านของปู่ เอาไว้หลังจากเรื่องนี้จบลง ปู่จะเอามันมาให้ก็แล้วกัน”

 

“ได้ครับ เอาไว้ผมจะอ่านมัน” มู่อี้อันไม่รู้เลยว่าคุณตาของเขาได้ทิ้งจดหมายเอาไว้ด้วย

 

ผู้เฒ่ามู่รู้สึกขอบคุณฟู่เยี่ยนมากๆ ที่สามารถเปลี่ยนหลานชายผู้เย็นชาของเขาให้กลายเป็นคนใหม่ได้ ที่จริงแล้วหลานชายของเขาไม่ได้มีนิสัยแบบนั้น แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพราะมีเพื่อนที่ดีต่างหาก เขาจึงเกิดความคิดที่อยากจะทาบทามเธอให้กับหลายชายของเขา เพราะหลานสะใภ้ที่ดีแบบนี้หาได้ยากมาก!

 

ทว่าผู้เฒ่ามู่เองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านดูโหงวเฮ้งบนใบหน้าเช่นกัน ดังนั้นเพียงแค่เขามองตาเธอ ก็รู้ได้ในทันทีว่าเด็กทั้งสองไม่ได้ถูกกำหนดมาให้เป็นคู่กัน ดวงชะตาด้านความรักของเด็กสาวคนนี้ได้มาถึงแล้ว ทั้งยังเป็นลิขิตจากสวรรค์อีกด้วย ช่างน่าเสียดายมากจริงๆ!

 

แต่สิ่งที่แปลกไปก็คือ โหงวเฮ้งบนใบหน้าของฟู่เยี่ยนนั้นดูเหมือนว่าจะขาดไปตั้งนานแล้ว และดูคล้ายว่าจะมีดวงชะตาของคนสองคนที่ซ้อนทับกันอยู่ เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อย่างไรกัน? แต่ผู้เฒ่ามู่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา โดยเขาคิดว่าฟู่เยี่ยนอาจจะเจอกับเรื่องที่แปลกประหลาดมา มิฉะนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะประสบความสำเร็จได้ตั้งแต่อายุยังน้อยแบบนี้

 

ตราบใดที่เธอมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหลานชายของเขา เขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรอีกแล้ว

 

ผู้เฒ่ามู่ชำเลืองมองไปที่หลานชายของเขาด้วยท่าทีที่รังเกียจเล็กน้อย เด็กคนนี้ไม่รู้จักวิธีพัฒนาความสัมพันธ์กับคนดีๆแบบนี้เลยอย่างนั้นหรือ ช่างโง่เขลาเสียจริง!

 

ทันใดนั้นเอง มู่อี้อันก็รับรู้ถึงการจ้องมองของชายชรา เมื่อครู่นี้ใบหน้าของเขายังเปี่ยมไปด้วยความเมตตาอยู่เลยไม่ใช่หรือ ทำไมอารมณ์ของเขาถึงได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วแบบนี้กันล่ะ!

 

ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็รู้ว่าผู้เฒ่ามู่ได้แอบดูโหงวเฮ้งของเธออย่างละเอียดแล้วเช่นกัน แต่เธอก็ไม่ได้สนใจ

 

“คุณปู่มู่ ถ้าอย่างนั้นหนูคงต้องขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ เอาไว้พรุ่งนี้เช้าหนูจะกลับมาอีกครั้ง” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินออกไป ซึ่งจากการวางแผนนั้น พวกเขาจะรวบตัวคนเหล่านั้นในอีกสองวันข้างหน้า

 

ขณะที่มู่อี้อันเดินออกมาส่งฟู่เยี่ยนที่ประตู ทั้งสองคนก็ได้เงียบไปครู่หนึ่ง

 

“ไม่คิดเลยว่าหลายปีที่ผ่านมา ฉันจะเข้าใจผิดมาโดยตลอด” มู่อี้อันพูดขึ้นมา

 

“ตอนนี้นายได้กลายเป็นคนที่ได้รับความรักแล้ว นายมีทุกสิ่งที่เคยอิจฉาฉันเมื่อก่อนหน้านี้ทั้งหมดแล้วไม่ใช่เหรอ ฉะนั้นนายก็ควรทำดีกับปู่ของนายให้มากๆ เพราะนายได้รับสิ่งดีๆจากเขามามากมายเลย” ฟู่เยี่ยนมองไปยังเพื่อนของเธอ ตอนนี้ความโชคร้ายของเขาได้ถูกคุณปู่ชดเชยให้แล้ว

 

“เอาล่ะ ฟู่เยี่ยน ขอบคุณเธอมากเลยนะ! หากไม่ใช่เพราะเธอ…” มู่อี้อันขอบคุณฟู่เยี่ยนอย่างจริงใจ ชีวิตของเขาได้เริ่มเปลี่ยนไปเพราะการได้พบกับเพื่อนอย่างเธอจริงๆ

 

“เราอย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้เลย” ฟู่เยี่ยนพูดขัดจังหวะขึ้นมาโดยตรง

 

“อืม ฉันเข้าใจทุกอย่างแล้ว!” มู่อี้อันยิ้มอย่างมีความสุข ตอนนี้ปมที่ผูกติดอยู่ภายในใจของเขามานานหลายปีได้ถูกปลดออกไปแล้ว จึงทำให้เขารู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก

 

“ที่นายวาดยันต์ได้ดีก็เพราะเรียนรู้มันมาจากคุณปู่ ท้ายที่สุดแล้ว มันยากมากที่นายจะยืนอยู่คนเดียว วันนี้นายก็ได้เห็นคนในแวดวงอภิปรัชญาของเมืองหลวงแล้ว ทุกคนต่างก็กำลังทำเพื่อตัวเอง หากเราสองคนต้องการประสบความสำเร็จ เราจะต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ แค่นี้นายก็พอจะคิดออกโดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไรแล้วใช่ไหม”

 

“การพัฒนาประเทศของเราอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว และพวกเราในแวดวงอภิปรัชญาก็ไม่สามารถรั้งมันเอาไว้ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงนั้นคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งเสมอ”

 

มู่อี้อันเป็นเพื่อนที่ดีของฟู่เยี่ยน ดังนั้นเขาจึงเป็นพันธมิตรของเธอไปโดยปริยาย นอกจากนี้เขายังเป็นคนที่มีศักยภาพอีกด้วย

 

“ใช่แล้วล่ะ ฉันคิดว่าอภิปรัชญาในเมืองหลวง รวมไปถึงอภิปรัชญาในประเทศของเราจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงสักที เหมือนที่เธอเคยพูดกับฉันในตอนที่เธอย้ายมาที่เมืองหลวงครั้งแรก หากไม่สามารถทำลายมันลงไปได้ ก็จะไม่สามารถสร้างมันขึ้นมาได้เช่นกัน หากมองดูดีๆ นอกจากโจวหยาง ก็ไม่มีใครที่กล้าทำเรื่องแบบนี้อีกแล้ว”

 

มู่อี้อันรับรู้ถึงอารมณ์เพื่อนของเขาได้อย่างชัดเจน และเขาเองก็มีรู้สึกแบบนั้นเช่นกัน หากเขาต้องการจะเปลี่ยนแปลงเรื่องทั้งหมด เขาจะต้องชัดเจนในคำพูด และต้องแข็งแกร่งให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้! เพราะหากเขาแข็งแกร่ง การสมรู้ร่วมคิดหรือกลอุบายต่างๆนานา ก็จะไม่มีผลอะไรอีกต่อไป

 

“เอาล่ะ เรามาเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ด้วยกันเถอะ” ฟู่เยี่ยนรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะโตขึ้นแล้วจริงๆแน่นอน หากใครก็ตามที่ไม่เคยเจอกับความผิดพลาดและไม่เคยพบกับความพ่ายแพ้มาก่อน เด็กคนนั้นก็จะไม่เติบโตขึ้น

 

ทั้งสองทอดสายตามองออกไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนพร้อมกัน แม้ว่าตอนนี้จะมืดแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีดวงดาวที่เปล่งประกายระยิบระยับอยู่ ซึ่งแสงของมันได้ส่องสว่างไปทั่วเมืองหลวง และแม้แต่แวดวงอภิปรัชญาของจีนด้วย ราวกับจะบอกว่ายุคของการเปลี่ยนแปลงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

 

จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้กลับบ้าน เมื่อกลับมาถึงเธอก็ยังไม่ได้เข้านอนในทันที เพราะเธอต้องจัดการเรื่องที่พูดคุยกับผู้เฒ่ามู่ในวันนี้ก่อน วันนี้เธอไม่ได้ถามว่าใครอยู่เบื้องหลังบ้านรองและโจวหยาง แต่คำตอบไม่ได้สำคัญอะไรมากนัก

 

เพราะความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดเผยในอีกสองวันข้างหน้า หลังจากที่จับกุมคนจากบ้านรองได้ เมื่อถึงเวลานั้นจะไม่มีใครสามารถหนีรอดไปได้อย่างแน่นอน

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ฟู่เยี่ยนก็ได้มาที่บ้านตระกูลมู่อีกครั้ง ซึ่งมู่อี้อันและผู้เฒ่ามู่ก็ได้รอเธออยู่แล้วเช่นกัน

 

“สาวน้อย วันนี้เธอมีแผนจะทำอะไรเหรอ?” ผู้เฒ่ามู่เอ่ยถามขึ้นมาทันที

 

“ที่จริงแล้วหนูตั้งใจว่าจะไปตั้งค่ายกลในที่ที่โจวหยางถูกคุมตัวอยู่ค่ะ และหนูก็ได้คุยเรื่องนี้กับผู้อำนวยการหลี่เอาไว้แล้ว เขาเองก็จะไปด้วยเช่นกัน แต่ตอนนี้หนูคิดว่าเขาคงจะยังไม่ไปที่นั่นอย่างแน่นอน เราไปหาเขากันก่อนดีกว่า พอดีหนูมีความคิดดีๆนิดหน่อย จะได้ถามเขาด้วยว่ามันเหมาะสมหรือเปล่า”

 

หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้เฒ่ามู่ก็เห็นชอบกับวิธีของเธอเป็นอย่างมาก คนรุ่นใหม่มักจะเก่งกว่าคนรุ่นเก่าเสมอ ตอนนี้มีผู้สืบทอดด้านอภิปรัชญาถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว!

 

“พวกเธอรีบไปเถอะ สะใภ้บ้านรองกำลังจะมาแล้ว อย่าให้ผู้หญิงคนนั้นเห็นพวกเธอล่ะ ส่วนฉันจะแกล้งป่วยต่อไปอีกสองสามวัน” หลังจากที่พูดจบ ผู้เฒ่ามู่ก็ได้เอนตัวนอนลงบนเตียงอีกครั้ง

 

ส่วนฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้หันมามองหน้ากัน ก่อนจะเริ่มดำเนินการตามแผนที่วางเอาไว้ทันที

 

ฟู่เยี่ยนพาทั้งสองคนไปยังหน่วย753 ก่อนเป็นอันดับแรก และได้พูดคุยเรื่องนี้กับผู้อำนวยการหลี่อีกครั้ง ซึ่งผู้อำนวยการหลี่เองก็รู้สึกพอใจกับเรื่องนี้เช่นกัน มันเป็นแผนการที่ดีเลยทีเดียว! หากสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง หน่วย753จะต้องมีชื่อเสียงที่โด่งดังอย่างแน่นอน

 

หลังจากที่การวางแผนจบลง ทุกคนก็ได้เริ่มดำเนินการในทันที

 

“เอาล่ะ รีบลงมือกันเลย คุณหลิว คุณไปที่วัดเทียนเหมินกับผมแล้วกัน เพราะเหล่าปรมาจารย์มักจะปลีกวิเวกและไม่สนใจเรื่องทางโลก หากไม่มีใครยืนยันว่าผู้เฒ่ามู่แนะนำผมมา ปรมาจารย์คงจะไม่แม้แต่มองหน้าผมอย่างแน่นอน”

 

“ส่วนฟู่เยี่ยน เธอพามู่อี้อันไปตั้งค่ายกลเถอะ แผนการในวันพรุ่งนี้ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพวกเธอสองคนแล้ว เราแยกกันตรงนี้เลยก็แล้วกัน”

 

“อย่างไรก็ตาม ให้หวู่โจวตามเธอไปที่นั่นด้วย และบอกถึงวิธีใช้งานในระหว่างทางให้เขาฟัง เพื่อให้เขาช่วยเธออีกแรง”

 

หลังจากที่พูดจบ ผู้อำนวยการหลี่ก็ได้เดินนำลุงหลิวออกไปอย่างมีความสุข ส่วนฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันก็ได้เดินทางไปยังสถานที่ที่พวกเขาจัดฉากเมื่อวานนี้พร้อมกับเยี่ยนหวู่โจว

 

“วันนี้มู่อี้หนานจะต้องสะกดรอยตามอีกครั้งอย่างแน่นอน ดังนั้นผมคิดว่าคุณควรจะเปิดช่องโหว่เพื่อให้โอกาสเขาโจมตี เราต้องกดดันพวกเขาให้หนักขึ้น เพื่อที่พวกเขาจะได้ตัดสินใจลงมือในวันพรุ่งนี้อย่างไม่ลังเล และทุกอย่างก็จะจบลงอย่างสมบูรณ์แบบ” มู่อี้อันกล่าวพูดคุยกับเยี่ยนหวู่โจวด้วยท่าทีที่ดูกระตือรือร้น

 

ส่วนตอนนี้ เยี่ยนหวู่โจวกำลังลอบสังเกตฟู่เยี่ยนอยู่ ตอนที่เขาเจอเธอครั้งแรก เขาก็ได้เข้าไปทักทายฟู่เยี่ยนในทันที แต่ก็ไม่คาดคิดเลยว่าเด็กสาวคนนี้จะเป็นถึงปรมาจารย์ได้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมากจริงๆ

 

เมื่อวานนี้เขาถึงได้รู้ว่าเธอคือคนที่ทำโจวหยางตกอยู่ในสภาพนั้น เขาจึงอยากรู้ว่าความแข็งแกร่งของเธออยู่ในระดับไหน แต่ก็เปล่าประโยชน์ ความแข็งแกร่งของฟู่เยี่ยนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้จริงๆ

 

เป็นครั้งแรกที่เยี่ยนหวู่โจวเริ่มรู้สึกสนใจในตัวตนของเด็กผู้หญิงคนนี้ เมื่อก่อนเขาสนใจแค่การเรียนรู้ทักษะต่างๆ ที่จำเป็นต่อตัวเองเท่านั้น แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าชีวิตของเขาเริ่มมีสีสันขึ้นมาแล้ว




ตอนที่ 234: เตรียมการล่วงหน้า


 

ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันรออยู่ครู่หนึ่ง แต่ทว่าเยี่ยนหวู่โจวก็ยังไม่พูดอะไรออกมา

 

“คุณเยี่ยน?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย ทำไมคนๆนี้ถึงได้เอาแต่มองเธออย่างนั้นล่ะ? ส่วนมู่อี้อันก็ได้หรี่ตาลงเช่นกัน

 

ผู้ชายคนนี้...

 

“ต้องขอโทษด้วย พอดีฉันเสียสมาธิไปครู่หนึ่ง เรามาต่อกันเถอะ” เยี่ยนหวู่โจวรู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่ถูกจับได้ว่าแอบมองคนอื่นอยู่ เขาอยากจะหารอยแยกบนพื้นและรีบมุดเข้าไปให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย

 

มู่อี้อันอดไม่ได้ที่จะกลอกตาไปมา ชายคนนี้มองฟู่เยี่ยนแบบนั้น เขากำลังคิดอะไรกับเธออยู่กันแน่! แต่ทว่าฟู่เยี่ยนกลับไม่ได้สนใจเขาเลย เพราะตอนนี้เธอได้พุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่อภิปรัชญาไปแล้ว

 

หลังจากที่พูดคุยรายละเอียดต่างๆเสร็จ ทั้งสามคนก็ได้เดินทางไปที่นั่น ซึ่งระหว่างทาง เขาก็ยังคงมองไปที่ฟู่เยี่ยน และยิ่งเขามองเธอ หัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นรัวมากขึ้น ส่วนฟู่เยี่ยนกลับไม่ได้รู้ตัวเลย เธอยังคงนั่งเงียบๆที่เบาะหลังของมู่อี้อันเท่านั้น

 

“เฮ้ ฟู่เยี่ยน ไป๋โม่เฉินยังคงมาทานมื้อเที่ยงกับเธอที่มหาวิทยาลัยทุกวันหรือเปล่า หากเรื่องทั้งหมดนี้จบลง ฉันคิดว่าจะไปเรียนด้วยเหมือนกัน แต่ถ้าฉันไปทานมื้อเที่ยงกับเธอ เขาจะหึงหรือเปล่า?” มู่อี้อันจงใจพูดชื่อไป๋โม่เฉินออกมา

 

เยี่ยนหวู่โจวได้ยินชื่อของไป๋โม่เฉินก็จดจำชื่อนี้ทันที และในตอนนี้เองที่ความคิดคลุมเครือได้ก่อตัวขึ้นมาในใจของเขา และเขาก็ได้เงี่ยหูฟังการสนทนาของทั้งสองอย่างกระตือรือร้น

 

“เขาไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก ตอนนี้เราต่างก็เริ่มเรียนหลักสูตรภาควิชาของตัวเองแล้ว เราจะได้เจอกันอีกทีก็สัปดาห์หน้าเลย เพราะสัปดาห์นี้ฉันยุ่งมาก นี่ก็วันพุธแล้ว” ฟู่เยี่ยนไม่เข้าใจว่ามู่อี้อันกำลังหมายถึงอะไร

 

“ด้วยความรู้พื้นฐานของเรา ฉันคิดว่าเราสามารถตามทันได้อยู่แล้ว อย่ากังวลไปเลย ฉันได้ยินมาว่าศาสตราจารย์หวงกำลังจะไปซีอานด้วยล่ะ มีการขุดค้นสุสานขนาดใหญ่ที่นั่น เธอคิดว่าเราจะได้ไปที่นั่นหรือเปล่า? การที่ได้ทำงานในสถานที่จริงช่วยสร้างประสบการณ์ให้เราได้มากเลยนะ!”

 

มู่อี้อันให้ความสนใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ตราบใดที่สถานที่เหล่านั้นคือสุสาน ก็จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยเข้าร่วมในทีมด้วย เพราะความสามารถในการเข้าใจสุสานนั้นมีประโยชน์อย่างมากต่อความเข้าใจของคุณเอง

 

“ก็ควรจะเป็นอย่างนั้นนะ ศาสตราจารย์หวงและคนอื่นยังมีกำลังคนไม่เพียงพอ ดังนั้นเราจึงรับหน้าที่นี้แทนได้ คิดเสียว่าเราเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งก็แล้วกัน! ฉันคิดว่าเราทั้งคู่ต้องทำได้อย่างแน่นอน”

 

ฟู่เยี่ยนเองก็อยากเปิดประสบการณ์ของเธอด้วยเช่นกัน ซีอานเคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ในอดีต ดังนั้นจึงมีสุสานขนาดใหญ่ตั้งอยู่ที่นั่นหลายแห่ง ซึ่งครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองคนไปที่นั่น ยังรู้สึกว่าเป็นอะไรที่วิเศษมากเลยทีเดียว

 

เยี่ยนหวู่โจวฟังทั้งสองคนพูดคุยกันอยู่นาน แต่ก็ยังไม่รู้ว่าไป๋โม่เฉินคือใคร เขาเป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งของเธอหรือ? มู่อี้อันสังเกตดูสีหน้าของเขาผ่านทางหางตา ก่อนจะแอบสาปแช่งเขาอยู่ในใจถึงประเด็นนี้

 

เจ้าหมอนี่งี่เงาชะมัด!

 

“ครั้งล่าสุดฉันได้ยินคุณป้าบอกว่าอยากให้เธอหมั้นอย่างนั้นเหรอ แล้วตระกูลไป๋ว่าอย่างไรบ้าง?”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ทำไมวันนี้เขาถึงได้ถามเซ้าซี้กับเธอ? แต่เธอก็ยังคงบอกความจริงกับเขาไป เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เป็นความลับอะไรอยู่แล้ว

 

“แม่ของฉันแค่เป็นกังวลเอง ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้นหรอก และฉันเองก็ไม่ได้รีบด้วย อย่างน้อยก็คงจะหลังจากที่ฉันเรียนจบ ส่วนไป๋โม่เฉิน ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่เหมือนกัน ทำไมนายถึงถามเรื่องนี้?”

 

“ฉันอยากแนะนำว่าเธอควรหมั้นหมายกับเขาไว้ก่อน เพราะด้วยหน้าตาอันหล่อเหลาของเขา บางทีอาจมีคนที่คอยจ้องมาชิงตัวเขาไปอยู่ก็ได้ เธอกำลังคิดอะไรอยู่? ไป๋โม่เฉินเป็นคนที่เพียบพร้อมในทุกด้านเลยนะ”

 

มู่อี้อันคิดว่าหากเขาได้เจอกับไป๋โม่เฉินครั้งหน้า ไป๋โม่เฉินจะต้องเลี้ยงข้าวเขาแล้ว เพราะเขาได้กำจัดคู่แข่งให้ไป๋โม่เฉิน แบบนี้ไป๋โม่เฉินจะไม่เลี้ยงเนื้อแกะรสเลิศเขาได้อย่างไร?

 

“เขาหน้าตาดีอย่างนั้นเหรอ ทำไม? วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับนาย ทำไมเอาแต่พูดถึงเรื่องของเขา?” ฟู่เยี่ยนเริ่มรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาแล้ว

 

“ฉันก็พูดไปอย่างนั้นแหละ ทำไมเธอถึงดูกังวลขนาดนั้น ! ก็ได้ ก็ได้ ฉันจะไม่พูดอะไรอีกแล้ว ฉันเองก็ยังไม่ได้จัดการเรื่องของตัวเองเหมือนกัน หากเธอมีเพื่อนผู้หญิงดีๆก็แนะนำให้ฉันรู้จักบ้างสักคน!”

 

“ในมหาวิทยาลัยมีผู้หญิงสวยๆอยู่มากมายเลย เอาไว้นายไปเจอพวกเธอด้วยตัวเองดีกว่า” ฟู่เยี่ยนมองไปที่มู่อี้อัน ชายคนนี้ไม่เคยสนใจเรื่องรูปร่างหน้าตามาก่อนเลยไม่ใช่หรือ แต่ที่จริงแล้วเขาก็ดูดีใช้ได้เลยนะ

 

แม้ว่าเขาจะดูผอมไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ดูอ่อนแอ เขามีส่วนสูงถึง180เซนติเมตร และอาจจะสูงขึ้นอีกในอนาคต ถึงใบหน้าของเขาจะดูซีดไปบ้าง แต่เขาก็ถือว่าเป็นคนที่มีบุคลิกดี! หากดูโดยรวมแล้ว เขาค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว

 

เธอจำได้ว่าตอนที่พบกับเขาครั้งแรก ในตอนนั้นเขายังคงใช้ชื่อเฉียนซวนอยู่ เขาดูเป็นคนที่เศร้าสร้อย และไม่ได้ดูดีแบบทุกวันนี้แม้แต่น้อย!

 

เยี่ยนหวู่โจวปั่นจักรยานอยู่ข้างๆ พวกเขากว่าสองชั่วโมง และเขาก็ได้รับรู้ถึงเรื่องราวต่างๆมากมายเลยทีเดียว ซึ่งดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะอกหักเสียแล้ว!

 

ทำไมเธอถึงได้มีคนรักตั้งแต่อายุยังน้อยขนาดนี้? เธอกำลังจะหมั้นแล้วหรือ? หากเป็นแบบนั้น เขาก็เป็นคนที่โชคไม่ดีเอาเสียเลย

 

เมื่อคิดได้เช่นนั้น เยี่ยนหวู่โจวก็ได้มองไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกเศร้า...

 

ขณะที่พวกเขาเริ่มเข้าใกล้จุดหมายปลายทางนั้น ฟู่เยี่ยนยังไม่รีบตรงไปที่นั่น เธอลงมือสร้างค่ายกลที่อยู่ห่างจากสถานที่แห่งนั้นกว่าหนึ่งกิโลเมตร โดยเธอตั้งใจว่าจะใช้มันแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อน ซึ่งมันเป็นเพียงค่ายกลเล็กๆที่ถูกวางเอาไว้โดยรอบเท่านั้น

 

ค่ายกลนี้ถูกจัดเรียงเอาไว้ด้านนอกซึ่งห่างจากสถานที่ที่เป็นเป้าหมายกว่าหนึ่งกิโลเมตรเพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหว ซึ่งการที่จะบุกเข้ามาใกล้กับจุดศูนย์กลางมากน้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับระดับความสามารถของเหล่าคนที่จะเข้ามาในวันพรุ่งนี้แล้ว

 

เธอยังต้องเตรียมยันต์สายฟ้าเพื่อใช้ในวันพรุ่งนี้อีก แต่นั่นเป็นทางเลือกสุดท้าย เธอจะไม่ใช้ยันต์สายฟ้า เว้นแต่ว่าจะจำเป็นจริงๆ เพราะในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ เธอทุ่มเทในการจัดเตรียมสิ่งต่างๆจนแทบจะไม่ได้พัก ฉะนั้นจะไม่มีใครหนีรอดไปได้อย่างแน่นอน หากคนพวกนั้นหนีไปได้ ก็จะสร้างปัญหาอีกไม่รู้จบ

 

ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันทำงานร่วมกันได้อย่างไร้ที่ติ ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ค่ายกลด้านนอกก็ได้ถูกสร้างขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยฟู่เยี่ยนตัดสินใจสร้างค่ายกลเก้ารูปแบบ ซึ่งในแต่ละรูปแบบนั้นก็น่าจะเพียงพอสำหรับรับมือกับคนพวกนั้นแล้ว

 

เยี่ยนหวู่โจวมองไปรอบๆ ก่อนจะพบว่าตัวเขายังไม่ได้ช่วยทั้งสองทำอะไรเลย เขาจึงไปทำอย่างอื่นแทน โดยสิ่งที่เขาต้องทำก็คือปิดการเชื่อมต่อต่างๆจากโลกภายนอก

 

“มู่อี้อัน นายช่วยแปะยันต์ประสาทหลอนเอาไว้บริเวณนี้ด้วย แม้ว่าคนพวกนั้นจะเข้ามาได้ พวกเขาก็ยังต้องเจอกับบททดสอบสุดหินต่อ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับรอยยิ้ม ไม่ว่าใครก็ตามที่ผ่านเข้ามาได้ คนๆนั้นก็จะถูกความจริงหรือชีวิตของตัวเองเล่นงาน!

 

หลังจากที่มู่อี้อันดูค่ายกลพวกนี้แล้ว เขาก็รู้สึกไม่แน่ใจว่าคนจากบ้านรองจะสามารถผ่านเข้าไปได้หรือเปล่า และไม่ได้กังวลเกี่ยวกับพวกเขามากนัก

 

ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังยุ่งอยู่กับการตั้งค่ายกลนั้น ที่บ้านรองก็แทบจะระเบิด โดยมู่เฉิงกงและมู่เฉิงหงได้รีบวิ่งเข้าไปในห้องผู้เป็นพ่อของพวกเขาด้วยความร้อนใจ

 

“พ่อครับ ผมได้รับข่าวมาว่าตอนนี้มีคนจากหน่วย753 กดดันให้โจวหยางจนยอมพูดความจริงแล้วครับ” มู่เฉิงกงพูดขึ้นมาในทันทีเพื่อต้องการที่จะขอคำแนะนำจากพ่อของเขา

 

“พ่อครับ ผมได้ยินมาว่าผู้อำนวยการหลี่จากหน่วย753ได้เดินทางไปที่วัดเทียนเหมินด้วยตัวเอง เพื่อขอให้พระที่นั่นรักษาขาให้กับโจวหยางอีกด้วย ! ส่วนที่บ้านของตระกูลโจวก็ได้มีคนจากหน่วย753ไปที่นั่นในวันนี้ด้วยเช่นกัน โดยได้บอกกับจระกูลโจวว่าพวกเขาสามารถไปเยี่ยมโจวหยางได้ และภรรยาของเขาก็ยังได้เข้าเยี่ยมเป็นการส่วนตัวด้วยครับ” มู่เฉิงหงเองก็รีบรายงานสิ่งที่เขารู้เช่นกัน

 

มู่เหวินเหยาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ลุกขึ้นยืนในทันที ข่าวเหล่านี้ไม่ใช่ข่าวดี ทุกคนต่างก็พุ่งเป้าไปที่โจวหยาง หากเขาพูดอะไรออกไป อย่างน้อยมันจะต้องมีประโยชน์ต่อหน่วย753อย่างแน่นอน และมันยังเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของตัวเองเองด้วย

 

แต่ทว่าพระเฒ่าแห่งวัดเทียนเหมินนั้นไม่ใช่ว่าใครก็สามารถเชิญได้ง่ายๆ!

 

“เขารู้หรือเปล่าว่ากำลังเชิญใครอยู่? หากเป็นจื้อคงคนนั้นล่ะก็ คงจะยากแล้วล่ะ เพราะโดยปกติจื้อคงมักจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลกเท่าไหร่” มู่เหวินเหยาวิเคราะห์เรื่องนี้อย่างระมัดระวัง

 

มู่เฉิงกงและมู่เฉิงหงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้หันมามองหน้ากัน ก่อนจะพูดในสิ่งที่มู่เหวินเหยาไม่อยากได้ยินขึ้นมา

 

“คนๆนั้นคือพระจื้อคงจริงครับ มีคนเห็นเขาเดินตามผู้อำนวยการหลี่ออกไปจากวัด และยังนำกล่องยาหลายกล่องติดตัวออกไปอีกด้วย” มู่เฉิงหงพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่ดูเป็นกังวล

 

ในขณะที่ชายทั้งสามกำลังคุยกันอยู่นั้น มู่อี้หนานและมู่อี้ตงก็ได้วิ่งเข้ามา

 

“คุณปู่ครับ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” มู่อี้หนานตะโกนออกมาด้วยความเหนื่อยหอบ

 

“เอะอะอะไรกัน ใจเย็นๆก่อน แล้วพูดช้าๆ เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ?” มู่เฉิงหงดุลูกชายของเขา

 

“พ่อครับ ลุงใหญ่ครับ วันนี้ผมกับพี่ใหญ่ได้ไปดูสถานที่นั้นอีกครั้ง และผมเห็น.... ผมเห็นมู่อี้อันเดินตามผู้หญิงหน้าตาดีคนนั้นไปรอบๆครับ” มู่อี้หนานพูดออกมาด้วยความเหนื่อย

 

“ผู้หญิงหน้าตาดี?” มู่เฉิงกงหันไปมองมู่อี้ตงในทันที โดยหวังว่ามันจะไม่เป็นอย่างที่เขาคิด

 

“ใช่แล้วครับ ดูเหมือนว่าจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นของมู่อี้อัน เธอคือฟู่เยี่ยน คนที่ช่วยชีวิตโจวหยางและคนอื่นในพระราชวังห้ามเมื่อครั้งที่แล้วครับ” มู่อี้ตงพยักหน้าเพื่อยืนยันสิ่งที่พ่อของเขากำลังสงสัย

 

“พ่อครับ! ผมยังได้ยินมาอีกว่าผู้หญิงคนนั้นมีพรสวรรค์ที่ดีมากๆ พ่อก็รู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพระราชวังต้องห้ามใช่ไหมครับ แม้แต่โจวหยางเองก็ยังถูกเล่นงานเข้าอย่างง่ายดายเลย เรา…”

 

เมื่อมู่เหวินเหยายกมือขึ้น มู่เฉิงกงและมู่เฉิงหงก็หยุดพูดในทันที

 

“ดูเหมือนว่าคนพวกนั้นจะวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าแล้วสินะ ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องรวบรวมคนทั้งหมดที่มีแล้วล่ะ พรุ่งนี้เราจะบุกเข้าไปและฆ่าโจวหยางซะ ! ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม! สิ่งที่คนจีนให้ความสำคัญที่สุดก็คือหลักฐาน หากไม่มีพยานและหลักฐาน เราก็จะปลอดภัย เข้าใจไหม!”

 

“ครับ!”

 

มู่เหวินเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย พรุ่งนี้จะต้องเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากอย่างแน่นอน มาดูกันว่าศึกครั้งใครจะเป็นฝ่ายชนะ!




ตอนที่ 235: คืนก่อนเริ่มแผนการ

 


มู่เหวินเหยาเป็นคนวางแผนการทุกอย่าง โดยมีลูกชายและหลานชายของเขาดำเนินการด้วยตัวเอง ท้ายที่สุดแล้วในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนี้ ชีวิตน้อยๆของคนในตระกูลเป็นสิ่งสำคัญ หากทำงานไม่สำเร็จ ความพยายามของคนทั้งสองรุ่นก็จะต้องสูญเปล่าไปในที่สุด

 

เขาแต่งตัว โดยถือพัดที่ทำจากใบไม้เอาไว้ในมือและสวมรองเท้าแตะ ก่อนจะเดินไปยังลานหน้าบ้าน เพื่อที่จะไปพบพี่ชายคนโตของเขาอย่างมู่เหวินหรง หลังจากนั้น เขาจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ ด้วยความที่พวกเขาเป็นพี่น้องกัน เขาจะลืมมิตรภาพเหล่านี้ไปได้อย่างไร?

 

มู่เหวินเหยาเดินออกไปข้างนอก หากมองอย่างผิวเผินแล้วบอกได้เลยว่าชายชราที่ดูธรรมดาคนนี้จะมีนิสัยที่ไม่ตรงกับหน้าตาของเขาเลย

 

“ลุงมู่ คุณกำลังจะไปไหนอย่างนั้นเหรอครับ?” มีคนเข้ามาทักทายเขาระหว่างทาง

 

“โอ้ จริงสิ ฉันกำลังจะไปหาพี่ชายของฉัน” มู่เหวินเหยาเป็นคนที่มักจะยิ้มแย้มอยู่เสมอเวลาพูดคุยกับคนอื่น เรียกได้ว่าเขาไม่เคยทำหน้าบึ้งตึงเลยก็ว่าได้ ดังนั้นในย่านนี้ เขาจึงค่อนข้างได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมาก

 

“พวกคุณเป็นพี่น้องที่ดีต่อกันจริงๆ นับว่าเป็นพรจากสวรรค์แล้วที่มีน้องชายคอยห่วงใยแบบนี้ ลุงมู่ เดินระวังๆด้วยนะครับ! พอดีพื้นที่นี่ไม่ค่อยเรียบเท่าไหร่ และยังอิฐบางก้อนที่หลวมอีกด้วย”

 

“อ๋อ อย่างนั้นเหรอ ขอบใจมากเลยนะที่ช่วยฉัน คนสมัยนี้ช่างขี้เกียจมากจริงๆ เอาไว้พรุ่งนี้ฉันจะขอให้ใครสักคนมาช่วยซ่อมมันให้ก็แล้วกัน เพื่อนบ้าน นายเองก็ใช้เส้นทางนี้เป็นประจำใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็อย่าเผลอไปเหยียบมันเข้าล่ะ ข้อเท้าของนายอาจจะแพลงได้เลยนะ”

 

“ดีเลยครับ ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องขอขอบคุณแทนทุกคนด้วย!”

 

“ไม่เป็นไร ตราบใดที่ทุกคนไม่ได้รับอันตราย แค่นี้ก็คุ่มค่าแล้ว เพราะถึงอย่างไรฉันเองก็อยู่ที่นี่เหมือนกัน นายมีธุระก็ไปทำเถอะ ฉันขอเข้าไปข้างในก่อนก็แล้วกัน ! พี่ใหญ่?” มู่เหวินเหยากดกริ่งที่ประตู

 

เมื่อผู้เฒ่ามู่ได้ยินเสียงเรียกนี้ จึงได้ส่งสัญญาณให้ลุงหลิวไปเปิดประตู ซึ่งก่อนหน้าที่มู่เหวินเหยาจะมาที่นี่ ลุงหลิวก็เพิ่งจะเดินเข้ามาพอดี และเขาก็กำลังจะคุยกับผู้เฒ่ามู่เกี่ยวกับความคืบหน้าของแผนการที่พวกเขาได้วางเอาไว้

 

ลุงหลิวจึงเดินไปเปิดประตูก่อน ส่วนผู้เฒ่ามู่ก็ได้ตรงไปที่เตียงแล้วนอนลงในทันที ซึ่งเมื่อลุงหลิวเปิดประตู มู่เหวินเหยาก็ยิ้มทันทีที่เห็นเขา

 

“ผิงอัน นายเองก็อยู่ที่บ้านอย่างนั้นเหรอ? ฉันคิดว่านายตามเสี่ยวอันออกไปข้างนอกเสียอีก?” ชื่อเต็มของลุงหลิวคือหลิวผิงอัน

 

“อารอง เชิญเข้ามาก่อนครับ นายท่านกำลังพูดถึงคุณอยู่พอดีเลย เขาบอกว่าคุณไม่ได้มาที่นี่หลายวันแล้ว” ลุงหลิวพูดพร้อมกับรอยยิ้ม ซึ่งหากใครดูก็คงจะรู้ได้ทันทีว่าเขากำลังแสดงอยู่?

 

“พอดีช่วงนี้เจ้าลูกชายไม่เอาไหนเหล่านั้นคอยกวนใจอยู่ เลยไม่ได้มาเยี่ยมเขาเลย แล้วสุขภาพของพี่ใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง? เขาดีขึ้นบ้างหรือเปล่า?” มู่เหวินเหยาเอ่ยถาม ราวกับว่าเขาเป็นห่วงพี่ชายอย่างจริงใจ

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของลุงหลิวก็ดูไม่ดีลงไปเล็กน้อย เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดหน้าของตัวเอง พร้อมกับดวงตาที่เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ

 

“อาสองครับ ผมจะไม่ปิดบังคุณก็แล้วกัน ช่วงนี้อาการของนายท่านดูแย่ลงไปเรื่อยๆเลยครับ เมื่อเช้าเขาถามกับผมว่าทำไมถึงไม่มีใครมาหาเขาเลย” ลุงหลิวพูดพร้อมกับก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยท่าทีที่ดูเศร้าสร้อย

 

“ดูท่าว่าเขาจะอาการหนักมากเลยนะ ทำไมถึงไม่รีบบอกฉันให้เร็วกว่านี้กันล่ะ? แล้วได้ให้หมอมาดูอาการของเขาหรือยัง?” มู่เหวินเหยาเองก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน เพราะปกติแล้วพี่ชายของเขาจะต้องออกไปเดินเล่นเป็นประจำ แต่ช่วงเขากลับไม่เห็นพี่ชายเลย อาการของเขาแย่ขนาดนี้เลยอย่างนั้นหรือ?

 

“ผมได้เชิญคุณจางจากถงเหรินถังมาแล้วครับ เขาบอกกับผมว่านายท่านอาจจะอยู่ได้อีกแค่หนึ่งหรือสองเดือนเท่านั้น ผมคงต้องเตรียมตัวจัดงานศพเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆแล้วล่ะครับ บางทีเขาอาจจะจากไปเร็วกว่าที่หมอบอกก็เป็นได้! ” ลุงหลิวพูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย เขาพูดโกหกออกไปโดยไม่ได้เตรียมการกันมาก่อน ทำเอาผู้เฒ่ามู่แทบจะสำลักออกมา!

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้เฒ่ามู่ก็ได้กลอกตาไปมา ซึ่งผู้เฒ่ามู่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าผิงอันจะมีทักษะการแสดงที่ดีถึงขนาดนี้!

 

ครู่ต่อมา ทั้งสองก็ได้เดินเข้าไปในห้องนอน ตอนนี้ผู้เฒ่ามู่ยังคงนอนอยู่บนเตียง เขายังคงหลับตาอยู่ พร้อมกับหายใจอย่างติดขัด ราวกับว่ามีเสมหะอยู่ในลำคอของเขา โดยที่เขาไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะคายมันออกอยากกลืนมันลงไปก็ยังทำไม่ได้

 

“พี่ใหญ่? พี่ใหญ่?” มู่เหวินเหยาเรียกพี่ชายของเขาเบาๆ

 

ผู้เฒ่ามู่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ลืมตาขึ้นมาช้าๆ พร้อมกับหายใจอย่างเหนื่อยหอบเท่านั้น

 

ดูเหมือนว่าเขากำลังจะตายจริงๆด้วย แต่ด้วยความสงสัยของมู่เหวินเหยา จึงทำให้เขาต้องการที่จะทดสอบอะไรบางอย่างอยู่

 

“แล้วมู่อี้อันอยู่ไหน? เจ้าเด็กคนนี้? ทั้งที่ปู่ของเขาอาการไม่ค่อยดีแท้ๆ ยังมีหน้าออกไปข้างนอกอีกเหรอ?” มู่เหวินเหยาลูบไปที่เคราของตัวเองพร้อมกับมองไปยังพี่ชายคนโตของตัวเอง เขาไม่ได้แกล้งทำใช่ไหม? ทั้งที่เขาใกล้จะตายแล้ว แต่มู่อี้อันยังคงออกไปตั้งค่ายกลอยู่อีกอย่างนั้นหรือ?

 

“โอ้ อารองไม่รู้เหรอครับ เสี่ยวอัน... เขาเกลียดปู่ของเขามาโดยตลอด ช่วงนี้เด็กคนนั้นไม่ได้มาที่นี่เลยครับ แต่นายท่านก็ไม่ยอมให้ผมพูดเรื่องนี้ ผมเดาว่าจะต้องมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น จึงได้โทรไปที่หน่วย753 ในช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยบอกให้เขากลับมาเยี่ยมนายท่านในช่วงบ่ายนี้ครับ อารอง อารองรับชาหน่อยไหมครับ?” ลุงหลิวเอ่ยถามขึ้นมา

 

“ไม่ต้องรินชาให้ฉันหรอก ฉันจะไปแล้ว ฉันจะไปหาเด็กคนนั้นเอง ตระกูลของเราไม่เคยมีคนอกตัญญูถึงขนาดนี้มาก่อนเลย!” มู่เหวินเหยาพูดออกมาอย่างโกรธเคือง ก่อนจะเดินออกไป

 

“อารองครับ อารอง อย่าไปถือสาเขาเลย... ค่อยๆเดินครับ ให้ผมไปส่งอารองจะดีกว่าไหมครับ?” ลุงหลิวตะโกนมาจากด้านหลัง

 

“นายกลับไปดูแลพี่ใหญ่เถอะ ตอนนี้นายต้องดูแลเขาอย่างใกล้ชิด” มู่เหวินเหยาโบกมือ พร้อมกับเดินจากไป

 

ก่อนที่จะเดินออกจากประตูไปนั้น เขาก็ได้มองย้อนกลับไปอีกครั้ง ลุงหลิวที่เห็นเช่นนั้นจึงออกไปหลบอยู่นอกหน้าต่าง ด้านหลังของเขาในทันที

 

จากนั้น มู่เหวินเหยาก็ได้เดินออกไป พร้อมกับครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งที่มู่เหวินหรงอาการหนักถึงขนาดนี้ แต่ทำไมมู่อี้อันถึงยังออกไปตั้งค่ายกลอยู่กันล่ะ? มันจะต้องไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน! และหน่วย753 ดูจะจริงจังกับเรื่องนี้มากอีกด้วย แบบนี้ก็หมายความว่าโจวหยางจะต้องพูดบางอย่างออกไปแล้วใช่ไหม?

 

เมื่อมีลมเริ่มพัดอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา เขาจึงรีบเดินกลับไปที่บ้านในทันที

 

“เขาออกไปแล้วอย่างนั้นเหรอ?” ผู้เฒ่ามู่ลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะเอ่ยถามพร้อมกับเงยหน้าขึ้นไปมอง

 

“ไปแล้วครับ เขาเดินเร็วกว่าปกติมาก ผมเดาว่าเขาจะต้องเชื่อในสิ่งที่เราพูดอย่างแน่นอน และเขายังคิดว่านายท่านกำลังจะตายจริงๆด้วยนะครับ รวมถึงเรื่องที่เสี่ยวอันกำลังตั้งค่ายกลอยู่นั้น เขาก็คิดว่าโจวหยางได้บอกเรื่องสำคัญกับหน่วย753 เพื่อต้องการที่จะปกป้องตัวเองอีกด้วย” ลุงหลิวพูดขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้ม

 

“เหอะ ไม่ช้าก็เร็วเขาจะต้องตายด้วยความสงสัยของตัวเอง ช่วยหยิบน้ำมาให้ฉันหน่อยสิ ฉันคอแห้งจะตายอยู่แล้ว ให้ตายสิ มันไม่ง่ายเลยที่ต้องแกล้งป่วยจนใกล้ตายแบบนี้ ฉันแสบคอไปหมดแล้ว”

 

“โอ้ รอสักครู่ครับ” ลุงหลิวรีบรินชาให้กับผู้เฒ่ามู่ในทันที

 

“สมมติว่า หากเสี่ยวอันและฟู่เยี่ยนตั้งค่ายกล พวกเขาจะตั้งค่ายกลแบบไหนกันนะครับ?” ลุงหลิวอยากเห็นมันมากจริงๆ

 

“ถ้าอยากรู้ พรุ่งนี้นายจะไปดูที่นั่นไหมล่ะ?” ผู้เฒ่ามู่พูดขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ

 

“ผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ ผมจะปล่อยให้นายท่านอยู่ที่บ้านคนเดียวได้อย่างไร ไม่เป็นไร เอาไว้ตอนที่เสี่ยวอันกลับมา ผมค่อยถามเขาอีกครั้งก็ได้ ผมคิดว่าครั้งนี้อารองเองก็ต้องเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดีแแน่นอน มาดูกันเถอะว่าแผนการของใครจะเหนือกว่า”

 

“หากตอนนี้เขากำลังนั่งดื่มชาอยู่ที่นี่ คงจะไม่สามารถนั่งอยู่เฉยได้อย่างแน่นอน และอาจจะเป็นอันตรายต่อนายท่าน”

 

ผู้เฒ่ามู่หัวเราะอย่างเย้ยหยัน ผู้เฒ่ามู่เองก็ไม่รู้ว่ามู่เหวินเหยากำลังคิดอะไรอยู่เช่นกัน บางทีพรุ่งนี้เขาอาจจะทำทีว่าอยากช่วยคลี่คลายปัญหาระหว่างปู่กับหลานชาย และใช้โอกาสนี้จัดการกับพยานก็เป็นได้ หลังจากที่พยานตายไปแล้ว คนสองคนที่คอยขวางเขาอยู่ก็จะต้องตายในอีกไม่ช้าเช่นกัน เมื่อเวลานั้นมาถึง เขาก็จะเข้ามารับช่วงต่อ

 

“เตรียมตัวให้ดี บางทีหลานชายของฉันอาจจะพลาดท่าตกอยู่ในอันตรายก็เป็นได้”

 

“ได้เลยครับ เราไปทานข้าวกันก่อนดีกว่าครับ แล้วค่อยมาคิดแผนจัดการกับคนเลวพวกนั้นกัน ว่าแต่ นายท่านครับ แล้วเราจะตั้งค่ายกลด้วยหรือเปล่า?” ลุงหลิวเอ่ยถามขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น เพราะเขาอยากลองทำมันมาหลายปีแล้ว เพื่อที่จะได้รู้สักทีว่าความรู้ของเขาพอจะใช้ได้หรือเปล่า

 

“ไปทานข้าวกันก่อน แล้วค่อยคุยเรื่องนี้ทีหลัง นายเองก็ฝึกฝนมันมาหลายปีแล้วสินะ ถ้าอย่างนั้นวันนี้นายก็ลองแสดงมันออกมาเถอะ ฉันเองก็อยากเห็นสิ่งที่นายเรียนรู้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาแล้วเหมือนกัน” ผู้เฒ่ามู่เห็นด้วยกับความคิดของลุงหลิว ตอนนี้เขาเองก็อายุมากแล้ว จึงไม่ได้เคลื่อนไหวคล่องแคล่วเหมือนเมื่อก่อน และที่สำคัญเขายังอยากอยู่ฉลองวันเกิดปีที่เก้าสิบของตัวเองอยู่!

 

หลังจากนั้น ผู้เฒ่ามู่และลุงหลิวก็ได้เริ่มตั้งค่ายกลตั้งแต่วินาทีแรกที่พวกเขาเข้าไปในลานบ้าน และฝึกฝนกันจนถึงค่ำ

 

“ผิงอัน หลังจากที่ฝึกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความสามารถของนายพัฒนาขึ้นไม่น้อยเลย หากตอนนั้นนายไม่ต้องกลับมาที่นี่ล่ะก็ ตอนนี้นายคงจะประสบความสำเร็จไปแล้ว” ผู้เฒ่ามู่พูดพลางมองไปยังเด็กที่เขาเลี้ยงมาเองกับมือ ก่อนจะตระหนักขึ้นมาได้ว่าตนสอนเด็กคนนี้ช้าเกินไป

 

“นายท่านครับ ผมไม่เคยเสียใจเลยที่ได้กลับมาที่นี่ นายท่านกับคุณป้าเลี้ยงดูผมมาตั้งแต่ผมยังเด็กแล้ว หากผมเอาแต่สนใจแค่อนาคตของตัวเอง นั่นก็ถือว่าผมเนรคุณไม่ใช่เหรอครับ? ผมไม่มีพ่อไม่มีแม่มาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ยังโชคดีที่มีนายท่านกับคุณป้าที่ให้ความอบอุ่นและที่อยู่อาศัยกับผม ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา ผมทำมันด้วยความเต็มใจครับ”

 

ที่ลุงหลิวพยายามบอกให้มู่อี้อันหมั่นฝึกฝนนั้น ที่จริงแล้วเป็นเพราะผู้เฒ่ามู่เคยเห็นว่าเขามีพรสวรรค์ที่ดี และยังคงไม่สายเกินไปที่จะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากตระกูลมู่ในอนาคต จึงได้แนะนำเขาให้กับอาจารย์ ซึ่งเป็นอาจารย์ท่านนั้นเป็นเพื่อนเก่าของผู้เฒ่ามู่เอง แต่วันก่อนที่จะเข้าพิธีรับศิษย์นั้น เขาก็ได้รู้ว่าแม่ของมู่อี้อันเสียชีวิตแล้ว เขารู้สึกแย่และรีบกลับมาในทันที

 

“เฮ้ หลังจากที่จัดการกับบ้านรองเรียบร้อยแล้ว นายควรจะคิดถึงเรื่องสร้างครอบครัวของนายเองได้แล้วนะ มิเช่นนั้นฉันคงรู้สึกผิดต่อภรรยาของฉันมากแน่ๆ!” ผู้เฒ่ามู่รู้สึกผิดมากยิ่งขึ้นเมื่อตระหนักได้ว่าลุงหลิวยังไม่มีครอบครัว เพราะตอนนี้เขาก็อายุสี่สิบกว่าแล้ว

 

“นายท่านครับ ผมจะพยายามทำตามที่นายท่านบอก” ลุงหลิวเองก็มีความรู้สึกที่คลุมเครือเกิดขึ้นมาภายในใจเช่นกัน เขาคิดว่าบางทีหลังจากเรื่องทั้งหมดคลี่คลายลงไป เขาอาจจะลองพิจารณาเรื่องนี้ดูก็เป็นได้




จบตอน

Comments