magic ep236-240

 ตอนที่ 236: เริ่มจู่โจม

 

อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันใช้เวลาไปเกือบทั้งวันเพื่อตั้งค่ายกลตามแผนที่วางไว้

 

และทันทีที่กลไกของค่ายกลเริ่มทำงาน ทุกคนที่อยู่ภายในฐานปฏิบัติการก็รู้สึกหนาวสั่นอย่างไม่รู้ตัว

 

“ฉันจะออกไปข้างนอก และเริ่มเดินเข้ามาตั้งแต่ค่ายกลชั้นแรกอีกครั้ง เพื่อดูว่ามีช่องโหว่หรือเปล่า ส่วนนายรอจับตาดูฉันจากที่นี่ก็แล้วกัน” ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน โดยคนหนึ่งจะออกไปข้างนอก และอีกคนก็คอยสังเกตการณ์อยู่ด้านใน

 

หลังจากที่ตกลงกันเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินออกไป เธอเดินออกไปจนถึงค่ายกลชั้นที่อยู่นอกสุด และกำลังจะเริ่มทดสอบ ทว่าทันใดนั้นเอง เธอก็เห็นรถคันหนึ่งกำลังแล่นเข้ามา

 

เมื่อรถคันนั้นหยุดลง ผู้อำนวยการหลี่และเยี่ยนหวู่โจวก็ได้ลงมาจากรถ

 

“ฟู่เยี่ยน!”

 

ผู้อำนวยการหลี่เรียกฟู่เยี่ยน เธอจึงได้เดินเข้าไปหาเขาในทันที

 

“ลุงหลี่ หนูกำลังจะทดสอบค่ายกลเพื่อตรวจดูว่ามีช่องโหว่หรือเปล่า ลุงหลี่ไม่ได้ไปวัดเทียนเหมินหรอกเหรอคะ?”

 

“อืม ตอนนี้อาจารย์จื้อคงได้อยู่ที่สำนักงานใหญ่ของเราแล้ว และเขาก็กำลังเตรียมการบางอย่างอยู่ ฉันก็เลยมาดูที่นี่สักหน่อย เสี่ยวเยี่ยน นายช่วยรายงานหน่อยสิว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่นบ้าง?”

 

ผู้อำนวยการหลี่รู้เรื่องราวทุกอย่างแล้ว เขาจึงมาที่นี่เพื่อบอกข้อมูลบางอย่างกับฟู่เยี่ยน

 

“ฉันได้กระจายข่าวนี้ออกไปแล้ว และส่งคนไปยังตระกูลโจว ซึ่งตระกูลมู่เองก็ได้รับข่าวนี้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ช่วงบ่ายของวันนี้ มู่เฉิงกงและพี่ชายของเขาต่างก็ดูวุ่นวายไปหมด ฉันเดาว่าพวกเขาจะต้องกำลังติดต่อพวกพ้องอยู่อย่างแน่นอน

 

ส่วนมู่เหวินเหยาเองก็ได้ไปที่บ้านของผู้เฒ่ามู่ตอนที่ไม่มีใครอยู่ เขาเข้าไปเพียงครู่เดียวเท่านั้น ก่อนจะกลับออกมา และไม่นานหลังจากที่เขากลับถึงบ้าน สะใภ้ของเขาก็ได้รีบกลับไปที่บ้านพ่อแม่ของเธอด้วยท่าทีที่ร้อนรน ตนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่กลับ”

 

หลังจากที่เยี่ยนหวู่โจวพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็เงียบไปครู่หนึ่ง เหตุใดเธอถึงได้รู้สึกว่าแผนการของมู่เหวินเหยาเปลี่ยนไปจากเดิมกันล่ะ

 

“ผู้อำนวยการหลี่คะ คืนนี้เราจะอยู่ที่นี่ เรารอให้ถึงพรุ่งนี้ไม่ได้อีกแล้วค่ะ การที่มู่เหวินเหยาส่งลูกสะใภ้กลับไปที่บ้านพ่อแม่ของเธอนั้น ก็เพื่อที่จะเปิดทางให้ตัวเองได้ลงมือสะดวกขึ้น และตอนนี้เขาก็ได้ส่งคนไปจับตาดูพวกเธออีกด้วย”

 

“ส่วนผู้เฒ่ามู่ เราก็ควรจะส่งคนไปที่นั่นด้วย เพราะมู่เหวินเหยาอาจจะบุกเข้าไปที่นั่นก็เป็นได้ หนูต้องการจัดการกับคนพวกนี้ทั้งหมดในคราวเดียว”

 

“หากวันนี้มีสมาชิกในตระกูลมู่จำนวนมากถูกส่งมาที่นี่ แสดงว่าเป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่แค่โจวหยางอีกต่อไปแล้ว พวกเขาต้องการที่จะทำลายสถานที่แห่งนี้ โดยใช้ทุกวิธีที่พวกเขาสามารถทำได้ต่างหากล่ะคะ”

 

“เธอกำลังจะบอกว่าเขาจะลงมือในคืนนี้เหรอ? ทำไมพวกเขาไม่รอตอนที่เราจัดประชุมในวันพรุ่งนี้ล่ะ?” ผู้อำนวยการหลี่รู้สึกลังเลเล็กน้อย

 

“ลุงหลี่ ตอนนี้ไม่มีเวลาให้เราลังเลแล้ว หากวันนี้โจวหยางถูกฆ่าและที่นี่ถูกทำลาย การประชุมในวันพรุ่งนี้ก็จะต้องถูกยกเลิกอยู่ดี หนูสังเกตมู่เหวินเหยามาสักระยะแล้ว หากดูเผินๆ แล้วจะเห็นว่าเขาเป็นคนที่ใจดี แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นคนที่มีจิตใจโหดเหี้ยมและเลวทรามเกินกว่ามนุษย์เสียอีก”

 

“หากหนูเป็นเขาล่ะก็ หนูจะต้องลงมือคืนนี้อย่างแน่นอน เขาคงจะสังเกตเห็นว่าคนของเรากำลังจับตาดูเขาอยู่ ดังนั้นหากไม่รีบทำอะไรสักอย่าง บางทีขณะที่เขาออกมาจากบ้านตระกูลมู่ อาจจะมีบางอย่างเกิดขึ้นจนทำให้แผนของเขาล้มเหลวก็เป็นได้”

 

“ที่เธอพูดมาก็มีเหตุผลนะครับ ผู้อำนวยการ ผมคิดว่าเราควรจะทำตามที่ฟู่เยี่ยนบอกนะครับ” เยี่ยนหวู่โจวเองก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้เช่นกัน

 

“เอาล่ะหวู่โจว นายกลับเข้าไปในเมืองเดี๋ยวนี้เลย และระดมกำลังคนของเราไปทำตามที่ฟู่เยี่ยนบอก คืนนี้ฉันจะอยู่ที่นี่ แค่ดูที่นี่ หากอาจารย์จื้อคงพูดอะไร ให้รายงานฉันด้วยก็แล้วกัน” ผู้อำนวยการหลี่ยังคงกลัวว่าจะเกิดความผิดพลาด

 

“ผู้อำนวยการหลี่ ถ้าอย่างนั้นก็เข้าไปข้างในพร้อมกันกับหนูเถอะค่ะ เพราะหนูก็กำลังจะตรวจดูว่ามันมีช่องโหว่อยู่หรือเปล่า”

 

“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ” ผู้อำนวยการหลี่รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาจะได้เห็นค่ายกลแบบนี้

 

“เดินตามหนูมาได้เลยค่ะ อ้อ พยายามก้าวตามหนู อย่าให้พลาดแม้แต่ก้าวเดียวเลยนะคะ” ฟู่เยี่ยนพูดเตือนเขา ก่อนจะเดินนำหน้าผู้อำนวยการหลี่เข้าไปตรวจดูค่ายกลของเธอในทันที

 

ใช่แล้ว ทันทีที่เข้าไป เธอก็ได้พบช่องโหว่มากมายเข้าจริงๆ ยังมีบางจุดที่ไม่เป็นไปตามที่เธอคาดหวัง และสามารถมองเห็นได้ง่ายจนเกินไป แต่ฟู่เยี่ยนก็ไม่ปรับเปลี่ยนมัน เพราะท้ายที่สุดแล้วเธอยังจำเป็นต้องให้พวกเขาได้พบกับโจวหยางเสียก่อน ถึงจะทำให้พวกเขาพูดความจริงออกมา

 

ดังนั้นเธอจึงจำเป็นต้องเปิดช่องโหว่ให้พวกเขาสังเกตเห็นเล็กน้อย แต่หากพวกเขาไม่สามารถผ่านเข้าไปได้จริงๆ ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรมแล้ว

 

ผู้อำนวยการหลี่เดินไปรอบๆ ก่อนจะรู้สึกว่าขาของเขาเริ่มอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ ทำไมระยะทางสั้นๆเพียงแค่หนึ่งกิโลเมตรมันถึงได้ใช้เวลาเดินที่ยาวนานขนาดนี้กัน!

 

ทันใดนั้นเอง มู่อี้อันก็ได้เดินเข้ามาทักทาย ก่อนจะชี้ไปตรงกลางพร้อมกับพูดอย่างมีความสุข

 

“ฟู่เยี่ยน ทันทีที่เธอเข้าไป ตำแหน่งของเธอก็ปรากฏขึ้นมาที่นี่เลย อีกทั้งฉันยังเห็นเงาของผู้อำนวยการหลี่ด้วยนะ”

 

ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ เธอชอบท่าทางที่ไม่เคยเห็นโลกมาก่อนของมู่อี้อันจริงๆ ก่อนหน้านี้ขณะที่เธอกำลังตั้งค่ายกลอยู่ จู่ๆเธอก็นึกถึงเกมที่เธอเคยเล่นในชีวิตก่อน ซึ่งมีแผนที่คอยแสดงตำแหน่งของผู้เล่นขึ้นมา

 

เธอจึงได้นำวิธีนั้นมาใช้ แต่กว่าจะทำแบบนี้ได้ก็ใช้เวลาไปหลายชั่วโมงเลยทีเดียว ซึ่งการตั้งค่านั้นไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย เพียงแค่เธอต้องใช้เวลาสร้างมันขึ้นมานานไปหน่อยเท่านั้น เธอไม่คิดเลยว่ามู่อี้อันจะสนุกกับมันมากถึงขนาดนี้

 

“จริงเหรอ? ไหนฉันขอดูมันหน่อยสิ อยู่ที่ไหน?” ผู้อำนวยการหลี่เองก็มองไปสิ่งนั้นเช่นกัน

 

“ลุงหลี่คะ ตำแหน่งจะไม่แสดงจนกว่าจะมีคนเดินเข้ามา ลุงหลี่ไปนั่งพักก่อนดีกว่าค่ะ ตอนนี้เพิ่งจะสองทุ่มครึ่งเอง” ฟู่เยี่ยนก้มลงไปมองดูนาฬิกาของเธอ โดยสัญชาตญาณของเธอบอกว่าคนเหล่านั้นจะลงมือในช่วงเช้ามืด เพราะท้ายที่สุดแล้ว เวลานั้นคือช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังหลับสนิทที่สุดนั่นเอง

 

ในตอนที่ฟู่เยี่ยนตั้งค่ายกลนั้น ทหารยามที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้านนอกก็ได้ถูกสั่งให้เข้ามาด้านในแทน ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดจึงได้นั่งรวมกันอยู่ในห้องโถง

 

พวกเขารู้สึกไม่คุ้นเคยกับสิ่งนี้เล็กน้อย แต่นี่เป็นคำสั่งจากเบื้องบน โดยบอกว่าพวกเขาไม่ต้องยืนเฝ้าข้างนอก และให้ย้ายเข้ามาพักผ่อนด้านในเฉพาะคืนนี้

 

เมื่อเห็นผู้อำนวยการหลี่เดินเข้ามา หัวหน้าทีมของพวกเขาจึงได้เข้าไปถามทันที และผู้อำนวยการหลี่ก็ได้บอกให้พวกเขาไปพักผ่อนก่อน เพราะพวกเขาจะเป็นกำลังสำคัญในอีกไม่นานนี้

 

ในช่วงเช้ามืด ขณะที่ทุกคนในฐานต่างก็พักผ่อนอยู่ ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ทั้งสองคนรู้สึกเพลียเล็กน้อง จึงได้พูดคุยกันเพื่อเป็นการแก้ง่วง

 

“ปู่ของฉันจะเป็นอะไรหรือเปล่านะ” มู่อี้อันพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ดูเป็นกังวลเล็กน้อย

 

“เมื่อวานนี้ มู่เหวินเหยาไปหาปู่ของนายที่บ้านด้วยนะ แต่ลุงหลิวก็อยู่ที่บ้านเช่นกัน อย่ากังวลไปเลย ความสามารถของลุงหลิวไม่ธรรมดาเลยนะ เขาแข็งแกร่งกว่าที่นายคิดเอาไว้เสียอีก” ฟู่เยี่ยนพูดขณะที่กำลังกินชีสอยู่

 

“ลุงหลิว? เขาแข็งแกร่งอย่างนั้นเหรอ เมื่อวานนี้เรายังทำลายค่ายกลของเขาได้อยู่เลยนี่นา?” มู่อี้อันเอ่ยถามขึ้นมา พลางเอื้อมมือไปหยิบเนื้อแห้งจากกระเป๋าของฟู่เยี่ยน

 

“เมื่อวานนี้ลุงหลิวไม่ได้ตั้งใจทำร้ายพวกเรา และเขาเองก็ไม่ได้คาดหวังว่านายกับฉันจะมีทักษะถึงขนาดนี้ ฉันคิดว่าความสามารถที่แท้จริงของเขาจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เขาจะต้องมีวิธีรับมือกับเหตุการณ์นี้อยู่แล้ว และที่สำคัญคุณปู่มู่ก็เป็นคนที่มีฝีมือ ฉะนั้นเขาจะต้องไม่เป็นอะไร”

 

“นายควรจะกังวลเกี่ยวกับตัวนายเองมากกว่า เพราะจากที่ฉันคาดการณ์เอาไว้ เป้าหมายที่พวกเขาบุกมาในคืนนี้ไม่ได้เพื่อฆ่าโจวหยางคนเดียวเท่านั้น” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับชำเลืองมองไปที่เขา

 

“ฉันอย่างนั้นเหรอ? ทำไมกัน...” มู่อี้อันตกตะลึงจนลืมกินเนื้อแดดเดียวที่อยู่ในมือของเขา

 

“หากฉันเป็นมู่เหวินเหยา ฉันเองก็คงจะกำจัดเสี้ยนหนามทั้งหมดด้วยการเคลื่อนไหวเพียงแค่ครั้งเดียวเช่นกัน มันก็เหมือนกับการล่ากระต่ายนั่นแหละ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะมีโอกาสแบบนี้! คุณปู่มู่แกล้งป่วยตั้งแต่แม่ของนายตาย ดังนั้นเขาจะไม่ใส่ใจคุณปู่มู่อย่างแน่นอน ตอนนี้เขาคงคิดว่าความปรารถนาอันยาวนานของเขากำลังจะเป็นจริงแล้ว”

 

“ถ้าอย่างนั้นเธอต้องช่วยปกป้องฉันด้วยนะ หากฉันตกเป็นเป้าหมายจริงๆ ฉันคงไม่สามารถรอดพ้นจากเหตุการณ์นี้ไปได้โดยไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่ปลายนิ้ว! ถ้าแขนและขาของฉันถูกตัด เธอจะไม่เสียใจอย่างนั้นเหรอ! ถึงยังไงฉันก็เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเธอนะ!” มู่อี้อันโพล่งออกมาด้วยสีหน้าที่ตื่นตระหนก

 

“หยุดพูดไร้สาระสักที ฉันมีเพื่อนร่วมชั้นอีกมากมายเลย ไม่ได้มีนายเป็นเพื่อนคนเดียวสักหน่อย อีกอย่างอย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่านายยังมียันต์อีกไม่น้อย เตรียมตัวให้พร้อมเถอะ ถึงเวลาที่นายต้องได้ใช้มันแล้ว อย่าขี้เหนียวจนถึงขั้นต้องยอมสละชีวิตเลย นี่คือความเป็นความตายของตัวนายเองนะ” ฟู่เยี่ยนมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในกระเป๋าเฉียนคุนของเขาหมดแล้ว

 

“เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันฝึกวาดยันต์ชนิดใหม่ได้ ฉันไม่เคยบอกเธอเลยไม่ใช่เหรอ?” มู่อี้อันรีบปิดกระเป๋าของเขาลงทันที

 

“ดูนายทำเข้าสิ นายทำท่าทีภาคภูมิใจกับกระเป๋าของนายมาหลายวันแล้ว นายคิดว่าฉันไม่รู้อย่างนั้นเหรอ บอกฉันหน่อยสิว่านายมียันต์อะไรบ้าง?” ฟู่เยี่ยนไม่ได้คิดอะไรกับเรื่องที่เขาโกหก และเธอเองก็ไม่ได้ใส่ใจอีกด้วย

 

“ฉันไม่มีทางบอกเธอหรอก เพราะฉันเองก็ยังไม่เคยใช้มันเหมือนกัน เอาไว้ถ้าฉันใช้มัน เธอก็เห็นเองแหละ!” มู่อี้อันพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่ภาคภูมิใจ

 

ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น จู่ๆก็ได้มีบางอย่างปรากฏขึ้นมาบนแผนที่ค่ายกลของฟู่เยี่ยน มู่อี้อันจึงได้ลุกขึ้นยืนในทันที

 

“มากันแล้ว เป็นอย่างที่เธอพูดเอาไว้ไม่มีผิดเลย!”

 

ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ได้มองไปยังคนกลุ่มนั้นที่กำลังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  ยิ่งมีคนเข้ามามากเท่าไร เธอก็จะยิ่งกำจัดคนชั่วได้มากขึ้นเท่านั้น




ตอนที่ 237: ค่ายกล


 

ในช่วงบ่าย สมาชิกหลายคนในตระกูลมู่ทำธุระของตนเองเสร็จแล้วก็กลับมารวมตัวกันที่บ้าน

 

ซึ่งตอนนั้น มู่เหวินเหยาได้ให้ลูกสะใภ้ทั้งสองคนของเขากลับไปที่บ้านพ่อกับแม่ของพวกเธอ พร้อมกับนำจดหมายฉบับหนึ่งกลับไปด้วย

 

เขาคิดเอาไว้แล้วว่าสิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้น และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขายังต้องมีแผนการสำรองเอาไว้เสมอ

 

“พ่อครับ ผมได้ข้อมูลบางอย่างมาด้วย ตามที่รายงานระบุ มู่อี้อันได้เข้าไปที่นั่นแต่ไม่ได้กลับออกมา และดูเหมือนว่าคืนนี้เขาจะไม่กลับมาแล้วครับ” มู่เฉิงหงเป็นผู้รับผิดชอบในการสืบข่าว

 

“อืม!” มู่เหวินเหยาตบไปที่พนักเก้าอี้ ก่อนจะลุกขึ้นยืน

 

“ถ้าอย่างนั้นก็อย่ารอช้า รีบลงมือคืนเลย เป็นโอกาสดีที่เราจะจัดการกับคนถึงสองคนนี้ในการลงมือเพียงครั้งเดียว หากแก้ไขสถานการณ์ไม่ได้ก็ให้ใช้อาวุธลับของเราได้ หากทำสำเร็จ เราก็แค่แสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันของเรามาถึงแล้ว ในที่สุดสิ่งที่ฉันรอคอยมาเป็นเวลานานหลายปีก็จะเป็นจริงเสียที!” ทันทีที่พูดจบ มู่เหวินเหยาก็ได้ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

 

“พ่อไม่ต้องห่วงครับ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมเถอะ พ่อรอฟังข่าวดีอยู่ที่บ้านได้เลย” มู่เฉิงกงพูดขึ้นมาด้วยความมั่นใจ

 

“เจ้ารอง รีบติดต่อตาแก่จอมเจ้าเล่ห์คนนั้น แล้วอธิบายเรื่องนี้ให้เขาฟัง และให้เขาทำหน้าที่เป็นผู้นำในการบุกไปที่นั่น” มู่เหวินเหยาพูดด้วยรอยยิ้มราวกับว่าชัยชนะกำลังอยู่ตรงหน้าของเขาอย่างไรอย่างนั้น

 

“แต่ว่าพ่อครับ ผมเกรงว่าเขาจะไม่ยอมฟังที่ผมพูดน่ะสิ”

 

“บอกเขาไปว่าหากเขาไม่ยอมทำ บันทึกทั้งหมดของปีนี้ที่ฉันเก็บเอาไว้ ฉันจะส่งมันให้ผู้บังคับบัญชาของเขาในวันพรุ่งนี้ เจ้ารอง ในเวลานี้เราจะมีความเมตตาต่อใครไม่ได้ทั้งนั้น”

 

“ครับ!”

 

“รีบไปเถอะ ส่วนเรื่องพี่ใหญ่ของฉัน ฉันจะจัดการเอง” มู่เหวินเหยาพูดด้วยท่าทีที่ภูมิใจ

 

มู่เหวินหรง ฉันไม่สนใจหรอกนะว่านายจะตายวันไหน เพราะถึงอย่างไรนายก็ต้องตายอยู่ดีนั่นแหละ!

 

“ฟู่เยี่ยน พวกเขาผ่านเข้ามาถึงระดับที่สี่แล้ว” มู่อี้อันมองไปยังคนที่กำลังผ่านค่ายกลของพวกเขาเข้ามา และพวกเขาก็กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาข้างในมากขึ้นเรื่อยๆ

 

“มีกี่คนแล้ว?” ตอนนี้ฟู่เยี่ยนกำลังตั้งค่ายกลใหม่เพิ่ม

 

“มีคนเข้ามาได้ประมาณ15คนแล้ว ส่วนที่เหลือยังคงติดอยู่ค่ายกล” มู่อี้อันจับตาดูคนเหล่านั้นอย่างใกล้ชิด

 

“จับตาดูพวกเขาต่อไป หากมันไม่ได้ผลค่อยปล่อยให้เขามา ผู้อำนวยการหลี่ รอหนูสักพักนะคะ คุณให้ทุกคนมารออยู่ที่นี่ได้เลย” ค่ายกลที่ฟู่เยี่ยนสร้างขึ้นนั้นเป็นค่ายกลล่องหน คนที่อยู่นอกค่ายกลไม่สามารถมองเห็นคนในค่ายกลได้

 

ตอนนี้ผู้อำนวยการหลี่คือผู้บัญชาการของที่นี่ แต่เขากลับยิ้มอย่างมีความสุข หากนับรวมฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันแล้ว ตอนนี้คนในฐานมีอยู่ประมาณยี่สิบกว่าคน แน่นอนว่าในจำนวนคนเหล่านั้นนับรวมพยาบาลและแพทย์ที่ดูแลโจวหยางด้วย

 

จากฝีมือของฟู่เยี่ยน ค่ายกลนี้จึงเป็นค่ายกลที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ตอนนี้ไม่มีใครสามารถมองเห็นพวกเขาได้เลย ยกเว้นผู้อำนวยการหลี่และฟู่เยี่ยนเท่านั้น ค่ายกลนี้ถูกตั้งขึ้นที่โถงทางเดินด้านนอกของห้องที่โจวหยางอยู่

 

“มองไม่เห็นจริงด้วย แล้วเราสามคนจะเข้าไปเมื่อไหร่ดี?” ผู้อำนวยการหลี่พูดขึ้นมาด้วยความรู้สึกสบายใจ

 

“ตอนที่พวกเขาผ่านค่ายกลชั้นสุดท้าย และกำลังจะเข้ามาที่นี่ค่ะ” ฟู่เยี่ยนมองดูจำนวนคนที่อยู่ในค่ายกล ซึ่งตอนนี้กำลังค่อยๆลดจำนวนลงแล้ว โดยพวกเขาส่วนใหญ่ต่างก็ติดอยู่กับค่ายกลชั้นต่างๆของเธอ

 

“คุณลุงครับ ทำไมค่ายกลนี้ถึงดูแปลกๆล่ะครับ ทั้งที่มันก็ไม่ได้ดูซับซ้อนอะไรเลยไม่ใช่เหรอ? แต่ตอนนี้เรากลับสูญเสียคนไปกว่าสิบคนแล้วนะครับ” มู่อี้หนานเริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป คงจะเหลือคนที่สามารถเข้าไปได้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น จนถึงตอนนี้พวกเขายังไม่เจอใครเลยแม้แต่คนเดียว และหากเข้าไปถึงข้างในแล้ว ยังต้องเจอกับการต่อสู้ที่ยากลำบากอีก

 

“อย่ากังวลไปเลย หากฉันทำลายค่ายกลนี้ลงได้ พวกเขาก็จะสามารถออกมาได้แล้ว แต่ถ้ามันไม่ได้ผลล่ะก็ เราจะใช้การโจมตีเป็นวงกว้างไปเลย” มู่เฉิงกงเป็นลูกชายผู้มีนิสัยบ้าดีเดือดที่สุดของมู่เหวินเหยา

 

เขารับไม่ได้กับความจริงที่ว่าคนของเขากว่าครึ่งหนึ่งได้สูญหายไปในตอนนี้ เดิมทีเขามักจะโอ้อวดว่าความสำเร็จในด้านอภิปรัชญาของเขานั้นเหนือกว่าโจวหยางมาโดยตลอด ทว่าแม้แต่โจวหยางเองก็ยังไม่สามารถสร้างค่ายกลแบบนี้ได้เลยด้วยซ้ำ สาวน้อยคนนั้นช่างมีความสามารถจริงๆ

 

“ไปต่อกันเถอะ ฉันจะเป็นคนนำทางเอง ทุกคนตามฉันมาได้เลย” มู่เฉิงกงพูดเตือนลูกชายและหลานชายที่อยู่ด้านหลังของเขา

 

“พ่อครับ ผมเอง พ่อเป็นคนหลักของตระกูล จะให้มีอะไรเกิดขึ้นกับพ่อไม่ได้” มู่อี้ตงดึงผู้เป็นพ่อมาด้านหลังของตนเอง

 

ในตอนนี้ พวกเขาได้เคลื่อนเข้ามาใกล้มากแล้ว ดังนั้นฟู่เยี่ยนและคนอื่นจึงสามารถได้ยินเสียงดังออกมาจากค่ายกลได้อย่างชัดเจน และเห็นว่าพวกเขาได้ฝ่าเข้ามาถึงชั้นที่แปดแล้ว

 

ในเวลานี้ พวกเขาเหลือกันอยู่เพียงหกคนเท่านั้น ซึ่งสามคนคือคนจากตระกูลมู่ ส่วนอีกสามคนนั้นยังไม่ทราบตัวตนที่แน่ชัด

 

“คุณมู่ คุณบอกว่าเรามาที่นี่เพื่อจัดการกับโจวหยาง แต่ตอนนี้คนของเราติดอยู่ในค่ายกลกว่ายี่สิบคนแล้ว หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป วันนี้เราอาจตกตกอยู่ในอันตรายก็ได้นะ! คุณยังมั่นใจว่าจะไปต่ออีกเหรอ?” ทันใดนั้นเอง หนึ่งในสามก็ได้พูดขึ้นมา

 

ในตอนนี้ ผู้อำนวยการหลี่ที่อยู่ภายในห้องก็ขมวดคิ้วขึ้นมาเช่นกัน

 

“ทำไมฉันถึงรู้สึกคุ้นเคยกับเสียงนี้นักล่ะ?”

 

“ลุงหลี่ มีอะไรหรือเปล่าคะ?” ฟู่เยี่ยนสังเกตเห็นถึงท่าทางที่ผิดปกติของผู้อำนวยการหลี่จากหางตาของเธอ

 

“ฉันคิดว่าเสียงนั้นดูคุ้นหูมากเลยน่ะสิ” แต่ผู้อำนวยการหลี่ก็ยังคงนึกไม่ออกว่าเป็นเสียงของใคร

 

“อย่ากังวลไปเลยค่ะ อีกไม่นานเราก็จะได้รู้แล้วว่าเขาคือใคร” ฟู่เยี่ยนมองไปยังวิธีการทำลายค่ายกลแต่ละชั้นของตระกูลมู่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของตระกูลมู่เลย ดูเหมือนจะมีปรมาจารย์คนอื่นอยู่ที่นี่ด้วย

 

“ฟู่เยี่ยน พวกเขามาถึงชั้นสุดท้ายแล้ว และตอนนี้ก็เหลือคนอยู่แค่สี่คนเท่านั้น” มู่อี้อันมองไปยังตำแหน่งบนแผนที่ และเห็นเพียงจุดสี่จุดที่แสดงอยู่

 

“อืม ให้ทุกคนเข้ามาเถอะ คนน้อยแบบนี้จะไปสนุกอะไรกัน” คนเหล่านั้นเดินวนอยู่ในค่ายกลจนตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็เริ่มจะหมดความอดทนแล้วเช่นกัน

 

“อืม จนถึงตอนนี้พวกเขาคงจะเหนื่อยมากแล้วล่ะ” มู่อี้อันพูดพร้อมกับปิดใช้งานกลไก ก่อนจะกระโดดเข้าไปในค่ายกลล่องหน

 

มู่เฉิงกงและคนอื่นยังคงพยายามทำลายค่ายกลนี้ แต่เมื่อพวกเขาเงยหน้าขึ้น ทิวทัศน์โดยรอบก็ได้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ก่อนจะเห็นทางเข้าของสถานที่แห่งนี้ปรากฏขึ้นมา

 

“ลุงครับ เราเจอทางเข้าแล้ว รีบเข้าไปข้างในกันเถอะ!” มู่อี้หนานโพล่งออกมา และกำลังจะเดินเข้าไปข้างใน

 

“เสี่ยวหนาน เดี๋ยวก่อน!” มู่เฉิงกงกลัวว่ามันจะเป็นกับดัก ซึ่งมู่อี้หนานที่กำลังเดินเข้าไปนั้นก็ได้ชะงักฝีเท้าลงในทันที ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาจึงได้ขยับเท้าช้าๆ แต่ก็พบว่าไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใด เมื่อเห็นเช่นนั้น มู่เฉิงกงก็ได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น คนที่อยู่ภายในค่ายกลล่องหนก็เกือบจะหัวเราะออกมา แต่พวกเขาก็ต้องกลั้นมันเอาไว้ ค่ายกลล่องหนนี้ทำหน้าที่แค่ไม่ให้ใครมองเห็นพวกเขาเท่านั้น เพราะฟู่เยี่ยนเพิ่งจะปรับแต่งมันขึ้นมา ดังนั้นมันคงไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นัก

 

“ทุกคนระวังตัวด้วย อาจจะมีคนซุ่มโจมตีเราอยู่ก็ได้” มู่เฉิงกงเตือนทุกคน ก่อนจะเดินเข้าไปอย่างระแวดระวัง

 

ทั้งสี่คนเดินเข้ามาถึงห้องโถง ก่อนจะมองสำรวจไปรอบๆอย่างละเอียด

 

“คุณมู่ ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยดีนะ เรามาเริ่มแผนการกันเลยดีกว่า อันดับแรก เราต้องตามหาโจวหยางให้เจอเสียก่อน” ชายคนที่พูดก่อนหน้านี้พูดขึ้นมาอีกครั้ง

 

“เอาล่ะ พวกเราสี่คนต้องระวังให้มากขึ้น เสี่ยวหนาน นายตามเสี่ยวตงไป อย่าหลงทางเชียวล่ะ” มู่เฉิงกงรู้สึกสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย ทำไมเขาไม่เห็นใครอยู่ที่นี่เลยล่ะ?

 

“คุณมู่ เร็วเข้า โจวหยางอยู่ในห้องนี้”

 

เมื่อมู่เฉิงกงได้ยินเช่นนั้น เขาก็ได้รีบวิ่งไปในทันที ซึ่งก่อนหน้านี้ฟู่เยี่ยนได้สร้างค่ายกลเอาไว้รอบๆห้องของโจวหยางด้วยเช่นกัน แต่มู่เฉิงกงก็ได้ค้นพบมันอย่างรวดเร็ว

 

ส่วนโจวหยางที่เห็นคนพวกนี้เข้ามาที่นี่ก็ตกใจไม่น้อยเช่นกัน ทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ!

 

และความคิดแวบแรกของเขาก็คือ: หรือว่านี่จะเป็นกับดักของหน่วย753!

 

แต่การแต่งตัวของพวกเขานั้นดูไม่เหมือนเลย

 

หลังจากที่ทำลายค่ายกลของฟู่เยี่ยนภายในห้องของโจวหยางแล้ว ที่นี่ก็ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวใดอีก ดังนั้นเขาจึงคิดว่าทุกอย่างเป็นเหมือนด้านนอก

 

“พี่โจว พี่สบายดีหรือเปล่า? ฉันได้ยินมาว่าสุขภาพของพี่ไม่ค่อยดี ก็เลยมาเยี่ยมสักหน่อย” มู่เฉิงกงรู้สึกเศร้าเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพของโจวหยาง แต่ความโศกเศร้านั้นก็ได้คลี่คลายลงไปอย่างรวดเร็วด้วยความจริงที่ว่าโจวหยางทรยศเขา!

 

“มู่เฉิงกง นายเข้ามาที่นี่ได้ยังไง ไม่มีคนเฝ้าอยู่ด้านนอกเลยเหรอ?” โจวหยางไม่ใช่คนอ่อนต่อโลก เขารู้ดีว่าเพื่อนเก่าคนนี้ไม่ได้มาเพื่อเยี่ยมเขาอย่างแน่นอน เขารู้อยู่เต็มอกดีว่ามู่เฉิงกงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่เพื่ออะไร

 

“ด้านนอกมีแค่ค่ายกลเท่านั้น ไม่มีคนอยู่เลย หน่วย753 ดูแลพี่เป็นอย่างดีเลยใช่ไหม ฉันได้ยินมาว่าภรรยาของพี่จะได้มาเยี่ยมพี่ในวันมะรืนนี้แล้ว”

 

มู่เฉิงกงเดินเข้าไปใดล้ๆเตียงของโจวหยาง ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ไม้ตัวหนึ่ง การทำลายค่ายกลในแต่ละชั้นเพื่อเข้ามาที่นี่ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยไม่น้อยเลยทีเดียว

 

เมื่อได้ยินคำพูดของเขา โจวหยางก็รู้สึกสับสนขึ้นมาในทันที ภรรยาของเขาจะมาที่นี่อย่างนั้นเหรอ? นี่มันเรื่องไร้สาระอะไรกัน!




ตอนที่ 238: ดิ้นรน


 

“มู่เฉิงกง นายกำลังฝันอยู่หรือเปล่า? ฉันได้รับการดูแลเป็นพิเศษอะไรกัน?” โจวหยางมองไปยังชายที่อยู่ตรงหน้าเขาด้วยความงุนงง!

 

“พี่โจว อย่าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หน่อยเลย ในเมื่อพี่เปิดเผยความลับระหว่างเราออกไปแล้ว ก็อย่าโกรธที่ผมใจร้ายเลย!” มู่เฉิงกงพูดออกมาโดยไม่ปกปิดความโกรธบนใบหน้าของเขาเลยแม้แต่น้อย

 

หากโจวหยางไม่รีบอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ สิ่งที่เขาทำมาหลายปีก็คงจะเปล่าประโยชน์ แต่ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรออกไปตอนนี้ มู่เฉิงกงก็คงคิดว่าเขาโกหก

 

“น้องชาย ทำไมนายถึงได้มองฉันเป็นคนแบบนั้นกันล่ะ? ฉันจะพูดความลับของพวกเราได้อย่างไรกัน? ฉันเชื่อว่าถึงอย่างไรนายก็สามารถล้างแค้นให้กับพวกเราได้อยู่แล้ว” ตอนนี้โจวหยางได้เข้าใจถึงสถานการณ์ของเขาแล้ว แม้ว่าเขาจะพิการ แต่คนพวกนี้ก็ยังไม่ยอมปล่อยเขาไป ตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงแค่การร้องขอความเมตตาเท่านั้น

 

“หยุดแก้ตัวสักที หากพี่ไม่ยอมสารภาพ พวกเขาจะขอให้จื้อคงมารักษาพี่ได้อย่างไร?” มู่เฉิงกงยังคงไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูด

 

“น้องชาย นายกำลังถูกหลอกแล้ว จื้อคงไม่ได้อยู่ที่นี่ อีกอย่างหากฉันยอมสารภาพจริงๆ พวกเขาจะให้ฉันอยู่ในสถานที่ที่เสื่อมโทรมแบบนี้เหรอ?”

 

“ลองคิดดูสิ หากสิ่งที่นายพูดเป็นเรื่องจริง ทำไมพวกเขาต้องเชิญจื้อคงมารักษาฉันด้วย? น้องชาย ฉันคิดว่าพวกเราน่าจะถูกหลอกแล้ว!”

 

หลังจากที่โจวหยางพูดจบ เขาก็ได้มองไปที่มู่เฉิงกง

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น มู่เฉิงกงก็รู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะขยิบตาให้กับลูกชายและหลานชายของเขา

 

มู่อี้ตงและมู่อี้หนานจึงได้สังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบของพวกเขาอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีใครอยู่ที่นี่เลยจริงๆ พวกเขาทั้งสองจึงส่ายศีรษะไปมาเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณว่าที่นี่ไม่มีใครอยู่เลย

 

ความสงสัยของมู่เฉิงกงจึงได้หายไปจนหมดในทันที ไม่มีใครอยู่ที่นี่ แค่นี้ก็พอจะรู้แล้วว่าโจวหยางกำลังถ่วงเวลาเขาอยู่

 

ดังนั้น มู่เฉิงกงจึงเลิกคิดเรื่องที่เขาถูกหลอกให้มาที่นี่ไปโดยปริยาย ที่สำคัญพ่อของเขาจะตัดสินใจผิดพลาดได้อย่างไร? มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

 

“อย่ามาทำให้ฉันสับสนไปมากกว่านี้เลย พี่เจ้าเล่ห์เหมือนกับสุนัขจิ้งจอกมาโดยตลอดอยู่แล้ว ฉันไม่มีทางเชื่อคำพูดของพี่หรอก”

 

“น้องชาย ในเมื่อนายได้ตัดสินไปแล้วว่าฉันทรยศนาย ฉันก็คงจะทำอะไรไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรฉันก็อยู่ในสภาพนี้แล้ว เชิญนายลงมือฆ่าฉันได้เลย ฉันไม่โกรธนายหรอก”

 

โจวหยางหลับตาลง ดูเหมือนว่าเขาจะเต็มใจให้อีกฝ่ายฆ่าเขาอย่างไม่เห็นแก่ตัวเลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นฉากนี้ มู่เฉิงกงก็รู้สึกลังเลขึ้นมาทันที ผู้ชายคนนี้พูดจริงอย่างนั้นหรือ?

 

“หัวหน้ามู่ คุณมัวลังเลอยู่ทำไมกัน ทำไมไม่รีบลงมือล่ะ?” ต่งต้าเย่ที่ทนไม่ไหวก็ได้ถามขึ้นมา

 

“ผู้เฒ่าต่ง ผมว่าเรารอสักครู่ก่อนดีกว่า ผมยังอยากจะถามบางอย่างกับเขาอีกสักหน่อย” มู่เฉิงกงนึกบางอย่างขึ้นมาได้ และต้องการที่จะถามกับโจวหยางก่อนที่เขาจะจากโลกนี้ไป

 

จากนั้น มู่เฉิงกงก็ได้หันไปมองโจวหยางที่นอนอยู่บนเตียงอย่างเวทนา ก่อนที่เขาจะถูกจับ เขาเป็นคนที่ดูดีมากๆ แต่ดูสภาพของเขาในตอนนี้สิ ช่างน่าสังเวชมากจริงๆ

 

“โจวหยาง ในเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว พี่จะยังพูดอะไรได้อีก ถ้าอย่างนั้นฉันขอถามบางอย่างกับพี่หน่อยได้หรือเปล่า พี่ช่วยอธิบายให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม?”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจวหยางก็ได้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง และสงสัยว่ามู่เฉิงกงกำลังต้องการอะไรจากเขา

 

“นายอยากจะรู้เรื่องอะไรล่ะ?”

 

“เมื่อสามปีที่แล้ว พี่เป็นคนซ่อนตัวภรรยาน้อยของมู่เฉิงซินไว้ใช่ไหม?”

 

มู่เฉิงซินคือพ่อของมู่อี้อันนั่นเอง เมื่อสามปีที่แล้วเป็นช่วงเวลาที่มู่เฉิงซินถูกวางยา และผู้เฒ่ามู่ก็ได้จัดการผู้หญิงคนนั้นจนได้รับบาดเจ็บ

 

เมื่อมู่อี้อันได้ยินเรื่องนี้ ดวงตาของเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำในทันที เขากำหมัดเอาไว้แน่น เมื่อเห็นเช่นนี้ ฟู่เยี่ยนจึงจับไปที่ไหล่ของเขา เพื่อปลอบให้เขาสบายใจขึ้น

 

มู่อี้อันจึงได้สงบลงเล็กน้อย แต่ยังคงจ้องเขม็งไปที่โจวหยางอย่างไม่กะพริบตา

 

โจวหยางแสยะยิ้มออกมาอย่างอธิบายไม่ถูก เขาเป็นคนทำสิ่งนี้จริงๆ ในตอนนั้นผู้เฒ่ามู่ได้ทำให้หญิงสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาก็แค่เก็บเธอมาเท่านั้น แต่น่าเสียดายที่ผู้หญิงคนนั้นยังไม่ทันได้สอนวิธีใช้พิษกู่ให้กับเขา เธอก็มาจากไปเสียก่อนแล้ว

 

“อืม ฉันเอง!”

 

“แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ?” มู่เฉิงกงก้าวไปข้างหน้า พร้อมกับจ้องไปที่เขาอย่างใกล้ชิด

 

“ฉันได้ช่วยเธอเอาไว้ และพาเธอไปที่บ้านของฉัน ตอนนั้นเธอได้รับบาดเจ็บสาหัสจากลุงใหญ่ของนาย และอีกครึ่งปีต่อมา เธอก็ได้เสียชีวิตลงจากอาการบาดเจ็บนั้น”

 

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ มู่เฉิงกงก็รู้สึกผิดหวังไปเล็กน้อย

 

“แล้วพี่เป็นคนลงมือกับพี่สะใภ้ฉันด้วยใช่ไหม?”

 

“นายหมายถึงภรรยาของมู่เฉิงซินเหรอ? นังคนโง่คนนั้น หากฉันไม่ทำอะไรสักอย่าง เธอจะต้องบอกมู่เหวินหรงทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องบ้านรองของพวกนายอย่างแน่นอน!”

 

“น่าเสียดายที่เธอโง่เขลาไปหน่อย เธอไม่รู้วิธีเอาตัวรอด หากเธอฉลาดกว่านี้อีกล่ะก็ ตอนนี้เธอก็คงจะยังมีชีวิตอยู่และสบายดีอย่างแน่นอน”

 

“โจวหยางนึกถึงแม่ของมู่อี้อัน เธอเป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่น่าเสียดายที่เธอต้องมาเจอกับเรื่องที่ไร้มนุษยธรรมแบบนี้!”

 

ตอนนี้มู่อี้อันกำหมัดแน่นจนเล็บมือของเขาแทงทะลุเข้าไปในฝ่ามือของเขาแล้ว ทำให้มือของเขาก็เต็มไปด้วยเลือดสีแดงสด เมื่อเห็นเช่นนี้ ฟู่เยี่ยนจึงได้แตะไปยังจุดฝังเข็มของเขาเพื่อช่วยห้ามเลือดอย่างรวดเร็ว

 

“ฉันต้องขอบคุณพี่ด้วยหรือเปล่า ? ขอบคุณสำหรับสิ่งที่พี่ทำ!” เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ มู่เฉิงกงเริ่มโกรธขึ้นมาเล็กน้อย

 

“โจวหยาง หากไม่ใช่เพราะพี่ ครอบครัวของมู่เหวินหรงคงจะตายยกครัวไปตั้งนานแล้ว หากไม่ใช่เพราะการตัดสินใจโดยพลการและการตัดสินใจที่ผิดพลาดของพี่ พวกเราคงไม่ต้องอดทนรอมาหลายปีขนาดนี้”

 

โจวหยางรู้สึกงุนงงเล็กน้อย เขาเป็นคนช่วยแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่หรือ มันเกิดอะไรขึ้นกัน ทำไมถึงได้ถามคำถามนี้กับเขากันล่ะ

 

มู่เฉิงกงไม่ต้องการที่จะปกปิดเรื่องทั้งหมดเอาไว้อีกต่อไป เพราะอีกไม่นานโจวหยางก็จะต้องตายแล้ว!

 

“หลังจากที่พี่ทำเรื่องทั้งหมด ลุงของฉันก็ระวังตัวมากขึ้น และปกป้องเด็กเหลือขออย่างมู่อี้อันดั่งไข่ในหิน หากพี่ไม่ทำเรื่องนั้น มู่เฉิงซินคงจะถูกเสี่ยวลี่หักหลังและตายไปเพราะความรัก ลุงของฉันก็จะเสียใจมากจนอาจตรอมใจตายตามพวกเขาไปอย่างแน่นอน และเมื่อเหลือแค่ป้าใหญ่คนนั้น มันก็จะไม่มีประโยชน์อะไรอีกต่อไปแล้ว”

 

“ความล้มเหลวทั้งหมดมันเกิดจากพี่ ลองคิดดูสิว่าสิ่งที่ฉันพูดนั้นมันถูกต้องหรือเปล่า?”

 

มู่เฉิงกงบอกถึงแผนการในตอนนั้นของเขาออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งมันได้ทำให้มู่อี้อันทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาจึงได้วิ่งออกไปอย่างไม่ลังเล

 

เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นถึงการเคลื่อนไหวนี้ เธอจึงรีบตามเขาไปพร้อมกับโยนยันต์สองสามแผ่นออกไปในทันที จากนั้นคนทั้งสี่รวมไปถึงมู่เฉิงกงก็ได้ตัวแข็งทื่อไป

 

มู่อี้อันวิ่งตรงไปที่มู่เฉิงกงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะต่อยไปที่มู่เฉิงกงด้วยแรงทั้งหมดที่มี แม้ว่าเด็กคนนี้ดูผอมไปหน่อย แต่พละกำลังของเขานั้นไม่ได้ดูอ่อนแอเลย

 

หมัดของเขากระแทกเข้าไปที่ใบหน้าของมู่เฉิงกงโดยตรง และหลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้มีรอยบวมเกิดขึ้น

 

“ลุงหลี่คะ มัดเขาเอาไว้เร็วเข้า” เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นว่ามู่อี้อันทุบตีเขาอยู่ครู่หนึ่ง เธอจึงรีบเข้าไปคว้าแขนของมู่อี้อันเอาไว้

 

ซึ่งมู่อี้อันเองก็มีปฏิกิริยาโต้ตอบเช่นกัน แต่เมื่อเห็นว่าเป็นฟู่เยี่ยน ใบหน้าของเขาก็บิดเบี้ยวไปในทันที เขาอยากจะร้องไห้ออกมา แต่ก็ยังคงกลั้นเอาไว้

 

ตอนนี้ ทุกอย่างใกล้จะจบลงแล้ว มู่อี้อันจึงได้สงบสติอารมณ์ของตัวเอง ก่อนจะนั่งลงข้างๆ

 

เมื่อเห็นว่ามู่อี้อันวิ่งออกมาจากอากาศ และทุบตีพวกเขา โจวหยางที่นอนอยู่บนเตียงก็ตกตะลึงไปทันที แท้จริงแล้วมีคนมากมายอยู่ใต้จมูกของเขามาโดยตลอดอย่างนั้นหรือ ทำไมเขาถึงไม่ได้สังเกตเห็นอะไรเลยล่ะ!

 

หลังจากนั้น ทุกคนก็ได้ถูกขังเอาไว้ในค่ายกลแยกชั้นกัน ฟู่เยี่ยนจึงได้ออกไปและปลดค่ายกลของเธอออก ก่อนจะจับคนที่ติดอยู่ในค่ายกลเหล่านั้นมาคุมขังเอาไว้

 

หลังจากที่ฟู่เยี่ยนเดินกลับเข้ามาจากด้านนอก ก็เป็นเวลาสิบโมงเช้าแล้ว เธอจึงได้ยื่นซองชีสให้กับมู่อี้อัน

 

มู่อี้อันจึงรับมันมา ก่อนจะเปิดมันออก และหยิบมันออกมาหนึ่งชิ้นพร้อมกับทานมันในทันที

 

“นายรู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยัง?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมา

 

“ฉันดีขึ้นมากแล้วล่ะ ขอบคุณเธอมากเลยนะ หากฉันมีความอดทนกว่านี้ ฉันคงได้รู้อะไรหลายอย่างเลย” มู่อี้อันตำหนิตัวเอง

 

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่ได้ตำหนินายเลย เพราะฉันเองก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน แค่นี้เราก็มีพยานเพียงพอที่จะทำให้โจวหยางปฏิเสธไม่ได้อีกแล้ว ต่อจากนี้ไม่มีประโยชน์ที่จะเขาจะต่อต้านและปกปิดเรื่องราวต่างๆได้อีกแล้ว”

 

ฟู่เยี่ยนตบไปที่ไหล่ของเขาเพื่อปลอบใจ

 

“เมื่อกี้นี้ฉันอยากจะฆ่าเขาจริงๆ!”

 

ไม่มีใครสามารถนิ่งเฉยได้เมื่อได้ยินความจริงเกี่ยวกับการตายของแม่ผู้ให้กำเนิดอย่างแน่นอน ซึ่งความอดทนของมู่อี้อันนั้นก็สูงมากแล้ว

 

“เขาจะต้องชดใช้ในสิ่งที่ได้ทำลงไป รวมไปถึงบ้านรองของตระกูลนายด้วย”

 

“ฟู่เยี่ยน ผู้อำนวยการหลี่กำลังมองหาเธอ ดูเหมือนว่าโจวหยางจะไม่ยอมพูดอะไรออกมาเลย เขาจะไม่พูดอะไรจนกว่าเธอจะไปที่นั่น” ทันใดนั้นเอง หัวหน้าชุดก็ได้วิ่งมาเรียกฟู่เยี่ยน

 

“อืม ไปเถอะ ไปดูเขาหน่อยก็แล้วกัน ฉันเองก็อยากถามโจวหยางเป็นการส่วนตัวเหมือนกันว่าตระกูลมู่ไปทำอะไรให้เขาจงเกลียดจงชังถึงเพียงนี้!”




ตอนที่ 239: ยอมสารภาพ


 

ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันเข้าไปในห้องของโจวหยาง

 

จากนั้น ผู้อำนวยการหลี่ก็ได้ยืนขึ้นและโบกมือให้ทั้งสองคนยกเก้าอี้มาด้วย

 

หลังจากที่ทั้งสามคนนั่งลงแล้ว ผู้อำนวยการหลี่ก็ได้พูดขึ้นมาทันที

 

“โจวหยาง คนที่นายเรียกมาถึงแล้ว เริ่มอธิบายได้เลย”

 

ฟู่เยี่ยนยังคงไม่พูดอะไร เพราะนี่ไม่ใช่เวลาที่เธอต้องพูด ส่วนมู่อี้อันเองก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน เขาเชื่อว่าไม่ช้าก็เร็วโจวหยางจะต้องสารภาพว่าตนไม่เพียงแค่ทำร้ายแม่ของเขาเท่านั้น แต่ยังทำร้ายคนอื่นอีกหลายคนด้วย

 

“ฟู่เยี่ยน เธอทำมันได้อย่างไร?” โจวหยางเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความอยากรู้

 

“คุณหมายถึงอะไร?” ฟู่เยี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนว่าชายคนนี้จะไม่ต้องการอธิบายทุกอย่างง่ายๆเสียแล้ว

 

“ทำไมเธอถึงทำให้ฟ้าฝ่าฉันได้ล่ะ เธอเรียนรู้ทักษะเหล่านี้มาจากใคร?” โจวหยางยังคงไม่ยอมแพ้และยืนกรานที่จะถามคำถามนี้กับเธอให้ชัดเจน

 

“มันง่ายมาก มันเป็นยันต์สายฟ้า ส่วนอาจารย์ของฉัน เขาเป็นนักพรตผู้มีวิชาแก่กล้าเชี่ยวชาญ แต่เรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่คุณก่อเลยไม่ใช่เหรอ”

 

“ฉันอยากรู้ว่าทำไมเธอถึงควบคุมยันต์สายฟ้าให้โจมตีฉันได้ ทั้งที่เธออยู่ไกลจากฉันขนาดนั้น!”

 

โจวหยางทุบไปที่ขอบเตียงอย่างรุนแรง

 

“การที่คุณทำชั่วก็ต้องรับผลที่ตามมาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? ทันทีที่คุณตั้งค่ายกล คุณจะต้องรับผิดชอบต่อเหตุและผลที่จะตามมาของมันให้ได้ และถ้าฉันทำลายค่ายกลนั้น คุณก็จะได้รับบาดเจ็บไปด้วย บางทีฉันอาจจะไม่ได้ใช้ยันต์สายฟ้าเลยก็ได้นะ เพราะถึงอย่างไรค่ายกลที่คุณสร้างขึ้นมาก็เพื่อต้องการที่จะฆ่าฉันและคนธรรมดาอีกสองคนอยู่แล้ว!”

 

ฟู่เยี่ยนมองไปที่โจวหยางด้วยความรังเกียจ คิดว่าทุกคนบนโลกนี้เป็นเหมือนแม่ของเขาอย่างนั้นหรือ? ทุกคนจะต้องตามใจเขาทุกอย่างเลยหรือไง?

 

โจวหยางไม่เคยพบใครที่เหมือนกับฟู่เยี่ยนเลย การที่จะจัดการใครสักคนในลัทธิเต๋าได้นั้น พวกเขาจำเป็นที่จะต้องฝึกฝนตัวเองอย่างหนักเลยทีเดียว

 

ไม่มีใครที่ทำเหมือนกับเธอได้ เธอเพิ่งจะปรากฏตัว แต่กลับใช้ยันต์สายฟ้าโจมตีเขาได้แล้ว

 

“หรือว่าคุณไม่รู้ว่านี่มันคือกฎ!”

 

“กฎบรรพบุรุษของเรานั้นไม่อนุญาตให้ใช้อภิปรัชญาทำร้ายผู้อื่น”

 

“แต่กฎของคุณนั้นคือผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดได้ เมื่อคุณแข็งแกร่ง คุณจึงใช้กฎที่ตั้งขึ้นมาเองนี้ทำให้ตัวเองบรรลุเป้าหมาย”

 

“ตอนนี้ทักษะของคุณได้ด้อยกว่าคนอื่นไปแล้ว คุณยังจะมาพูดกับฉันเรื่องกฎเกณฑ์อีกอย่างนั้นเหรอ?”

 

“กฎของฉันก็คือฆ่าคนอื่นต้องชดใช้ด้วยชีวิต เป็นหนี้ก็ต้องชดใช้ด้วยเงิน!”

 

“โจวหยาง แม้ว่าคุณมีโอกาสมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป แต่ก็ไม่ควรรังแกคนที่อ่อนแอกว่าแบบนี้ คุณเองก็เป็นมนุษย์ เป็นคนจีนคนหนึ่ง และยังเป็นสมาชิกของลัทธิเต๋าอีกด้วย”

 

“ยิ่งไปกว่านั้น คุณไม่สามารถเป็นผู้นำในแวดวงอภิปรัชญาได้อีกต่อไปแล้ว!”

 

หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ผู้อำนวยการหลี่ก็ได้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง การที่จัดการกับคนของลัทธิเต๋าได้ยากนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพราะพวกเขาอยู่นอกเหนือกฎหมายนั่นเอง

 

หากทุกคนในลัทธิเต๋ามีความตระหนักรู้เช่นนี้ คงจะเป็นสิ่งที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว

 

เขาเป็นทหาร ดังนั้นจิตใต้สำนึกของเขาก็คือการรับใช้ชาติและประชาชน แต่สำหรับผู้คนในลิทธิเต๋านั้น ยากมากที่จะปลูกฝังสามัญสำนึกนี้ได้ ดังนั้นควรจะหาวิธีแก้ไขปัญหานี้โดยเร็วที่สุด

 

โจวหยางดูเหมือนจะตกใจกับคำพูดของฟู่เยี่ยนไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างเย้ยหยันว่า

 

“สิ่งที่เธอพูดมานั้นฟังดูสูงส่งจนฉันเกือบจะเชื่อเลยนะ ที่เธอทำก็เป็นเพราะเด็กจากตระกูลไป๋คนนั้นไม่ใช่หรือ ? ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการให้ความช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่ได้ตั้งใจจะนำความตายมาสู่ตัวฉันเองแบบนี้!”

 

เมื่อได้ยินคำพูดของโจวหยาง ผู้อำนวยการหลี่ก็ตกตะลึงไปในทันที มีเรื่องราวหลายอย่างเกิดขึ้นมากมายขนาดนั้นเลยหรือ?

 

“คุณโจว คุณต่างก็ทำเพื่อเงิน แล้วยังจะมาบอกว่าช่วยเหลือผู้อื่นอีกอย่างนั้นเหรอ?”

 

“ยันต์กลืนกินโชคลาภบนสร้อยข้อมือของไป๋โม่เฉินเส้นนั้น เป็นผลงานชิ้นเอกของคุณไม่ใช่หรือไง?”

 

“หากค่ายกลเปิดใช้งานอย่างสมบูรณ์ ชีวิตของมนุษย์อีกชีวิตหนึ่งก็จะดับสูญไปในทันที ปากของคุณพูดออกมาได้อย่างไรว่ามันคือการช่วยคนอื่นโดยไม่ตั้งใจน่ะ!”

 

“ถ้าคุณไม่บอก ฉันคงลืมไปแล้วว่าเหม่ยชิงต้องสงสัยในคดีฆาตกรรม และเธอเองก็หนีไม่พ้นกฎแห่งกรรมนี้เช่นกัน!”

 

ผู้อำนวยการหลี่รู้สึกว่าคนของลัทธิเต๋านั้นน่ากลัวเกินไป! พวกเขาสามารถปลิดชีพใครสักคนได้อย่างง่ายดาย!

 

“ฉันไม่คิดเลยนะว่าเธอจะเป็นคนมีจิตใจชั่วร้ายตั้งแต่อายุยังน้อยขนาดนี้!” โจวหยางพูดออกมาด้วยความประหลาดใจขณะที่กำลังนอนอยู่บนเตียง

 

“แน่นอนว่ายังเทียบกับแกไม่ได้หรอก แกทำร้ายแม่และพ่อของฉัน รวมไปถึงครอบครัวของฉันด้วย! หากดูจากสิ่งที่แกทำลงไปแล้ว แกสมควรตายจริงๆนั่นแหละ!”

 

ทันใดนั้นเอง มู่อี้อันก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ชายคนนี้ดูเหมือนจะไม่รู้ผิดชอบชั่วดีเลย ทั้งยังเอาแต่พูดเรื่องไร้สาระอีกด้วย!

 

“ฉันยอมรับว่าฉันทำร้ายแม่ของนาย แต่ฉันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องพ่อของนายเลย นั่นเป็นสิ่งที่ตระกูลมู่ทำต่างหากล่ะ ฉันก็แค่ไม่อยากให้เรื่องของพวกเราถูกเปิดเผย จึงช่วยเสริมไปเท่านั้น”

 

หลังจากที่โจวหยางได้พูดเรื่องนี้ออกมา เขาก็ได้เริ่มพูดถึงเรื่องราวทั้งหมด และบอกทุกอย่างที่เขาสมรู้ร่วมคิดกับบ้านรองของตระกูลมู่

 

นอกจากนี้ยังมีข้อเท็จจริงบางอย่างที่หน่วย753 ไม่เข้าใจอีกด้วย ซึ่งโจวหยางเองก็ไม่ได้ปิดบังอะไรเช่นกัน ราวกับว่าเขากำลังจะแสดงให้เห็นว่าเขานั้นมีความสามารถเหนือกว่าฟู่เยี่ยน

 

ในบรรดาเรื่องที่เขาทำลงไป เขาได้ทำเหมือนกับที่ทำกับพ่อลูกโจวจื่อผิงหลายเคสมาก

 

ยิ่งฟังก็ยิ่งน่าสะอิดสะเอียน! ฟู่เยี่ยนคิดว่าหากโจวหยางไม่โดนโทษทรมานสิบทัณฑ์ เธอก็คงไม่อาจมีคำอธิบายให้กับผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นได้

 

ในจำนวนคนเหล่านั้น มีทั้งคนธรรมดาและคนจากลัทธิเต๋าที่ยังมีทักษะด้วยกว่าเขาอยู่ด้วย พวกเขาถูกฆ่าตายเพียงเพราะล่วงรู้ความลับที่สืบทอดมาจากครอบครัวของเขาเท่านั้น

 

ผู้อำนวยการหลี่อยู่ข้างๆ ก็กำลังฟังและจดบันทึกรายชื่อคนที่เขาพูดถึงอย่างละเอียด โดยมีทั้งเหยื่อที่เขาทำร้าย รวมไปถึงคนที่สมรู้ร่วมคิดกับเขาทั้งหมด

 

ซึ่งทั้งหมดนั้น มีคนที่เขารู้จักอยู่สามคน แต่กลับไม่มีชื่อมู่เหวินเหยาเลย

 

“โจวหยาง ชื่อของคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในตระกูลมู่มีแค่นี้เองเหรอ?” ผู้อำนวยการหลี่ถามขึ้นมาทันที

 

“คุณคงสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีชื่อผู้เฒ่าจากบ้านรองของตระกูลมู่อยู่เลยใช่หรือเปล่า?”

 

ในตอนนี้ การแสดงออกที่ดูแปลกประหลาดก็ได้ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของโจวหยาง

 

“เพราะเขาไม่เคยติดต่อกับผมเลยอย่างไรล่ะ เขาให้ลูกชายทั้งสองคนของเขารับหน้าที่นี้ทั้งหมด”

 

“ในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ เรามีโอกาสได้เจอกันเพียงแค่ครั้งเดียว ซึ่งเป็นตอนที่ผมไปร่วมงานฉลองวันเกิดครบรอบหกสิบปีของเขานั่นเอง”

 

ผู้อำนวยการหลี่ขมวดคิ้ว พลางรู้สึกว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะจัดการเรื่องนี้ หากเป็นไปตามที่โจวหยางเล่า ก็เท่ากับว่ามู่เหวินเหยาเป็นผู้นำของคนเหล่านี้

 

หากปล่อยให้เขาหลบหนีไปได้ ก็เท่ากับว่าปฏิบัติการครั้งนี้ของพวกเขาล้มเหลวนั่นเอง

 

ความขัดแย้งภายในตระกูลมู่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือสิ่งที่พวกเขาได้นำออกไปจากประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมาต่างหาก

 

“โจวหยาง นายช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ นายได้บอกข้อมูลรวมถึงโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมอะไรบ้างกับมู่เหวินเหยาและคนอื่น”

 

“ไม่มีปัญหา แต่ผมมีเรื่องที่จะขอร้องคุณอยู่เรื่องหนึ่ง” โจวหยางนอนอยู่บนเตียง ก่อนจะพูดโดยมองไปที่เพดาน

 

“พูดมาได้เลย” ผู้อำนวยการหลี่พูดออกไปอย่างไม่ได้ใส่ใจมากนัก หากสิ่งที่ได้กลับมาเป็นที่น่าพึงพอใจ มันก็คุ้มค่าที่จะต้องแลกกับบางอย่างอยู่แล้ว

 

“ผมอยากขอให้ผู้อำนวยการหลี่ช่วยดูแลลูกชายของฉันและสถานการณ์ในปัจจุบันของฉัน”

 

เมื่อโจวหยางพูดถึงเรื่องนี้ ก็หมายความว่ามีบางอย่างอยู่เบื้องหลังคำพูดของเขาอย่างชัดเจนแล้ว ซึ่งผู้อำนวยการหลี่เองก็รู้เรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดวงชะตาจากฟู่เยี่ยนมาแล้วเช่นกัน

 

“บอกจุดประสงค์ที่แท้จริงของนายมาเถอะ”

 

โจวหยางยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เป็นอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด พวกเขาไม่ได้เป็นคนโง่เลย

 

“ฉันอยากขอให้ผู้อำนวยการหลี่ช่วยวินิจฉัยและรักษาลูกชายของฉัน ฉันยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับคุณเป็นอย่างดี และจะบอกสิ่งที่ฉันรู้ทุกอย่างกับคุณ”

 

หลังจากที่พูดจบ เขาก็ได้มองไปที่ผู้อำนวยการหลี่ ตอนนี้ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยการขอร้องอ้อนวอน

 

ผู้อำนวยการหลี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้

 

“ฉันจะหาคนมาตรวจดูอาการลูกชายของนาย หากฉันทำตามเงื่อนไขนี้ นายจะต้องทำหน้าที่ของนายโดยการให้ความร่วมมือกับเราอย่างจริงจัง”

 

โจวหยางหลับตาลงอีกครั้ง ราวกับว่าเขาไม่ต้องการที่จะพูดอะไรอีกต่อไปแล้ว

 

ส่วนผู้อำนวยการหลี่เองก็ไม่ได้พูดอะไรกับเขาเช่นกัน ก่อนจะออกไปข้างนอกพร้อมกับฟู่เยี่ยนและมู่อี้อัน

 

“ฟู่เยี่ยน เธอมีความคิดเห็นอย่างไรกับลูกชายของเขาบ้าง?”

 

“ลุงหลี่ จุดประสงค์ของโจวหยางนั้นน่าจะอยากขอให้หนูช่วยลูกชายของเขา”

 

ฟู่เยี่ยนรู้ถึงความสามารถของตัวเองดี และเธอก็ไม่ได้คุยโวเกี่ยวกับเรื่องนี้จริงๆ

 

หากไม่มีเธอ คงเป็นเรื่องยากที่จะช่วยชีวิตลูกชายของโจวหยางได้

 

หากก่อนหน้านี้โจวหยางเลือกที่จะสนใจชีวิตของลูกชายเขา เด็กคนนั้นก็จะกลับมาเป็นเหมือนตอนแรก เหมือนก่อนที่จะแลกเปลี่ยนชะตาชีวิต เพราะหลังจากที่แลกเปลี่ยนชะตาชีวิตกับโจวเคอ พื้นฐานชะตาชีวิตของเขานั้นดีขึ้นมาก

 

แต่ตอนนี้หากต้องการรับประกันให้เขายังมีชีวิตอยู่ ฟู่เยี่ยนก็ต้องลงมือเอง

 

“ตอนนี้หลักฐานในมือของเราก็เพียงพอแล้ว หากเธอไม่ต้องการที่จะช่วย ฉันก็เข้าใจ” ผู้อำนวยการหลี่บอกถึงความเข้าใจที่เขามีต่อฟู่เยี่ยน

 

“ลุงหลี่ หนูจะไปดูเขาหน่อยก็แล้วกันค่ะ แต่สถานการณ์นี้เป็นสถานการณ์เฉพาะ ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด”

 

ฟู่เยี่ยนรับปากก่อน แต่เธอมีลางสังหรณ์ว่าเธออาจไม่ต้องลงมือเลย

 

“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เช้าฉันจะขอให้หวู่โจวไปรอเธอที่บ้านตระกูลโจวก็แล้วกัน”

 

ตอนนี้ก็เป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันจึงได้กลับไปที่บ้านของตระกูลมู่ในทันที




ตอนที่ 240: การต่อสู้ระหว่างพี่น้อง


 

ขณะที่ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันกำลังรีบกลับไปที่บ้านตระกูลมู่นั้น ผู้เฒ่ามู่และมู่เหวินเหยาก็ได้ต่อสู้กันมาเกือบทั้งวันแล้ว

 

ในแง่ของนิสัยนั้น มู่เหวินเหยาเป็นคนที่ดูหยิ่งยโสมาก เขาไม่เคยรู้สึกว่าความสำเร็จในด้านอภิปรัชญาของเขาด้อยไปกว่าพี่ชายเลย

 

ต่อให้ตั้งแต่เด็กยันสูงวัย เขาจะไม่เคยเอาชนะมู่เหวินหรงได้เลยสักครั้งก็ตาม

 

มู่เหวินเหยาจึงไม่รอให้ลูกชายของเขากลับมา ดังนั้นเขาจึงได้ไปที่บ้านของพี่ชายตั้งแต่แปดโมงเช้า

 

แต่ที่แปลกไปก็คือ ประตูบ้านของผู้เฒ่ามู่กลับเปิดอยู่ ทั้งยังไม่มีใครอยู่ที่นี่อีกด้วย มู่เหวินเหยามีความมั่นใจมาก ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านของผู้เฒ่ามู่อย่างใจเย็น

 

หลังจากที่เดินเข้าไปได้เพียงแค่สองก้าว เขาก็รับรู้ได้ถึงบางอย่างที่ไม่ปกติ ดูเหมือนว่าเขากำลังเข้าสู่ค่ายกลแล้วสินะ! แต่มู่เหวินเหยาก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งนี้เป็นฝีมือของพี่ชาย เขาคิดว่าเป็นฝีมือของมู่อี้อัน

 

ชิ! แค่ลูกไม้ตื้นๆเท่านั้น!

 

มู่เหวินเหยายังคงเดินเข้าไปข้างในต่อ เขาไม่ได้ใส่ใจมู่อี้อัน เพราะมู่อี้อันไม่ได้ศึกษาสิ่งใดจากตระกูลมู่อย่างเป็นระบบมากนัก

 

เจ้าเด็กนั่นเติบโตมาจากนอกตระกูล เขาคงจะสามารถวาดยันต์ได้เพียงไม่กี่แผ่น และค่ายกลนี้ก็คงจะมีเวลาที่จำกัดอย่างแน่นอน

 

ใช่แล้ว เขาสามารถผ่านเข้ามายังชั้นสามได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อมาถึงชั้นสี่ เขาก็รู้สึกว่ามันเริ่มยากขึ้นเล็กน้อย

 

“เขาเข้ามาถึงชั้นไหนแล้ว?” แม้ว่าผู้เฒ่ามู่จะแก่แล้วก็ตาม แต่ฟันของเขาก็ยังแข็งแรงดี ตอนนี้เขากำลังกินเนื้อแดดเดียวและชีสที่ฟู่เยี่ยนให้เสี่ยวหลิวเอาไว้

 

“เขาเข้ามาถึงชั้นที่สี่แล้วครับนายท่าน อย่าทานหมดนะครับ เหลือเอาไว้ให้ผมด้วย!” ลุงหลิวหันกลับมา และเห็นว่าผู้เฒ่ามู่กำลังเพลิดเพลินกับของว่างของเขาอยู่

 

“นายเป็นคนตระหนี่แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่! ว่าแต่เนื้อแดดเดียวนี้รสชาติดีมากจริงๆ แสดงว่าครอบครัวของฟู่เยี่ยนทำอาหารเก่งมากเลยสินะ” ผู้เฒ่ามู่รู้สึกอิจฉาเล็กน้อย จึงพูดแบบนั้นออกไป เพราะตั้งแต่ภรรยาไปจนถึงลูกสะใภ้ของเขาล้วนไม่มีใครทำอาหารเก่งเลยสักคน

 

“ตระกูลฟู่ยังมีเหล้าหมักที่มีชื่อเสียงมากอีกด้วยนะครับ ทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายอีกด้วย! ครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวใหญ่ ดังนั้นการทำอาหารจึงเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดาเลย ทุกครั้งที่เสี่ยวอันไปที่นั่น เขามักจะกลับมาพร้อมกับอาหารเต็มไปหมดเลยล่ะครับ!” ลุงหลิวจำเรื่องนี้ได้ และทักษะการทำอาหารของครอบครัวนี้ค่อนข้างดีมากจริงๆ ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงคุณภาพของเครื่องปรุงในการทำอาหารแต่ละครั้งเลย

 

“อีกไม่กี่วันก็จะถึงพิธีรับศิษย์ของเด็กผู้หญิงคนนั้นแล้วสินะ เราไปร่วมแสดงยินดีกับเธอกันเถอะ ฉันต้องเตรียมของขวัญให้เด็กคนนั้นสักหน่อยแล้ว ไปหยิบกล่องของฉันมาหน่อยสิ!”

 

“นายท่าน เรื่องนั้นเอาไว้คิดทีหลังดีกว่าไหมครับ ตอนนี้เขาเข้ามาถึงชั้นที่ห้าแล้ว!” ลุงหลิวมองออกไปด้านนอก และเห็นว่ามู่เหวินเหยาได้ทำลายค่ายกลและกำลังฝ่าค่ายกลเข้ามาเรื่อยๆแล้ว!

 

“ชั้นที่ห้าแล้วมันยังไง ทำไมต้องรีบร้อนขนาดนั้นด้วยล่ะ? เอาไว้เขาผ่านเข้ามาถึงชั้นที่เจ็ด เราค่อยมาสนใจเขาก็ยังไม่สาย นายไปหยิบกล่องของฉันมาก่อนเถอะ ฉันจะเลือกมันตอนนี้เลย เพื่อที่พรุ่งนี้ฉันจะได้ไม่ลืม”

 

ลุงหลิวไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปหยิบกล่องใบนั้นมาที่นี่ ซึ่งในกล่องนั้นประกอบด้วยสิ่งของที่ชายชรามักจะใช้เป็นประจำ ในสายตาของเขานั้น ของทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นเพียงของธรรมดา แต่ในความเป็นจริง ของทุกชิ้นเป็นของดีทั้งหมด

 

“นายคิดยังไงกับของสิ่งนี้? เหรียญทองแดงห้าจักรพรรดินี้สามารถใช้ในการทำนายดวงชะตาของคนอื่นได้” ผู้เฒ่ามู่เอ่ยถามขณะที่เขาหยิบเหรียญสองสามเหรียญนั้นขึ้นมา

 

“ดูเหมือนว่าเธอจะมีอาวุธวิเศษเป็นเหรียญห้าจักรพรรดิสามเหรียญเหมือนกันนะครับ มีหลายคนเคยเห็นสิ่งนี้ตอนที่เกิดเรื่องขึ้นในพระราชวังต้องห้ามเมื่อครั้งก่อน”

 

“ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องหาดูอย่างอื่นแล้วล่ะ แล้วชิ้นนี้ล่ะ?” ผู้เฒ่ามู่หยิบจี้หยกชิ้นหนึ่งขึ้นมา

 

“นายท่าน นายท่านกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่? นี่เป็นสมบัติตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นของตระกูลมู่เลยไม่ใช่เหรอครับ!”

 

“สมบัติตกทอดอย่างนั้นเหรอ ตอนนี้ฉันเป็นผู้นำตระกูล ถ้าอย่างนั้นฉันจะเก็บมันเอาไว้ให้เสี่ยวอันก็แล้วกัน” ผู้เฒ่ามู่หยิบของชิ้นแล้วชิ้นเล่าออกมา ในขณะที่ลุงหลิวเองก็ปฏิเสธทุกครั้งที่ผู้เฒ่าถาม

 

“หยกชุดนี้ดีหรือเปล่า? เราไม่รู้ว่าฟู่เยี่ยนเกิดราศีอะไร หยกชุดนี้ทำจากหยกเหอเทียนชั้นดี แม้ว่าจะไม่ใช่หยกที่นิยมมากนัก แต่ก็ยังเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้คน”

 

“มันดูไม่เลวเลยครับ จริงสิ นายท่าน ผมมีกระบี่อยู่เล่มหนึ่งที่ได้มาโดยบังเอิญ ผมมอบมันให้ฟู่เยี่ยนดีหรือเปล่าครับ? เอาไว้หลังจากที่เรื่องนี้จบลง ผมจะไปเอามันมาให้นายท่านดู” ลุงหลิวนึกถึงของสะสมของเขาขึ้นมาได้

 

“นายกำลังหมายถึงกระบี่ที่นายซื้อตอนอายุสิบแปดหรือเปล่า?” ผู้เฒ่ามู่เองก็จำมันได้เช่นกัน

 

“ใช่แล้วครับ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ผมได้ลองใช้มันแล้ว ซึ่งมันค่อนข้างดีเลยทีเดียว หากดูจากความสามารถของฟู่เยี่ยน เธอจะต้องมีทักษะบางอย่างแน่นอน ดังนั้นการมอบมันให้กับเธอก็จะไม่เป็นการดูถูกกระบี่ของผมด้วย”

 

“หากนายสบายใจก็ทำเถอะ ฉันเองก็ชอบเด็กผู้หญิงคนนั้นเหมือนกัน น่าเสียดายจริงๆ ที่เธอมีคนรักอยู่แล้ว!” ผู้เฒ่ามู่เม้มริมฝีปาก พร้อมกับสีหน้าที่ดูเศร้าไปเล็กน้อย

 

“มันคือโชคชะตาครับ โชคชะตาของเสี่ยวอันยังมาไม่ถึง ตอนนี้เขายังเด็ก และการได้อยู่กับฟู่เยี่ยนนั้นก็เหมือนเขาได้อยู่กับน้องสาว เขาไม่ได้คิดเกินเลยกับเธอไปกว่านั้นเลย!” ลุงหลิวพูดออกไปตามความเป็นจริง

 

ผู้เฒ่ามู่ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อนจะตระหนักขึ้นมาได้ว่าเป็นแบบนั้นจริง ลืมมันไปเสียเถอะ ขอแค่ลูกหลานของเขามีความสุข เท่านั้นก็พอแล้ว!

 

จากนั้น ทั้งสองก็ได้เก็บข้าวของ ก่อนจะลงไปที่ลานบ้าน โดยค่ายชั้นที่เจ็ดนั้นถูกตั้งขึ้นในลานบ้านของมู่อี้อัน ซึ่งหากทะลุไปยังชั้นที่แปดได้ ก็จะสามารถเข้าไปในลานบ้านของชายชราได้นั่นเอง

 

“มู่เหวินเหยามีทักษะที่ไม่เลวเลย เพียงเวลาไม่นานเขาก็ผ่านมาถึงชั้นที่เจ็ดได้แล้ว ดูเหมือนว่าวันนี้เขากับฉันคงจะต้องได้ประมือกันสักครั้งแล้วสินะ!”

 

ผู้เฒ่ามู่มองไปทางทิศตะวันออก ก่อนจะทำนายดวงชะตาของมู่อี้อันอีกครั้ง และพบว่าวันนี้เขาจะมีแต่ความโชคดี!

 

“ฮ่าๆ แผนการของเสี่ยวอันและฟู่เยี่ยนจะต้องดำเนินไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยอย่างแน่นอน ถึงเวลาที่เราจะต้องขึ้นเวทีประลองบ้างแล้ว”

 

ก่อนเที่ยง มู่เหวินเหยาก็ได้ผ่านมาถึงชั้นที่แปดแล้ว และกำลังจะทำลายค่ายกลทั้งหมดลงอย่างสมบูรณ์

 

ผู้เฒ่ามู่จึงได้ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว โดยเปลี่ยนค่ายกลชั้นสุดท้ายในทันที จึงทำให้มู่เหวินเหยารู้สึกว่าโลกกำลังหมุน และเซไปเล็กน้อย ก่อนจะกลับมายืนอย่างมั่นคงอีกครั้ง

 

เขาพยายามสงบสติอารมณ์ และรู้ได้ในทันทีว่าค่ายกลนี้เป็นฝีมือของพี่ชายเขา!

 

ตอนที่เป็นวัยรุ่น พวกเขาสองคนพี่น้องมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาก และยังได้ศึกษาค่ายกลด้วยกันอีกด้วย ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุขมาก เพราะพวกเขาได้สร้างค่ายกลแบบใหม่ๆขึ้นมาได้ ทั้งยังทะเลาะกันเรื่องความเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับค่ายกลพวกนั้นอีกด้วย

 

ซึ่งค่ายกลนี้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบตามค่ายกลในครั้งนั้นไม่มีผิด และเขาเองก็ยังคงสามารถบอกถึงความแตกต่างนี้ได้เป็นอย่างดี

 

“มู่เหวินหรง!” มู่เหวินเหยากัดฟันแน่น เมื่อพี่ใหญ่ของเขายังคงสามารถสร้างค่ายกลนี้ได้ นั่นก็หมายความว่าพี่ชายของเขายังไม่ตายในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน นี่เขาประมาทจนไม่ทันได้สังเกตเห็นสิ่งนี้เลยอย่างนั้นหรือ

 

“น้องรอง ค่อยๆทำลายค่ายกลเข้ามาได้เลย ฉันกำลังรอนายมาดื่มชาด้วยกันอยู่นะ!” ผู้เฒ่ามู่ตะโกนเสียงดังขึ้นมา ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนรูปแบบของค่ายกลไปเรื่อยๆ

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่เหวินเหยาก็รู้สึกโกรธจนแทบจะกระอักเลือดออกมา! แต่ทันใดนั้นเอง วังวนในค่ายกลก็ได้ระเบิดอย่างรวดเร็ว มู่เหวินเหยาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากวิ่งหนีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

แม้ว่าขาของเขาจะแข็งแรงดีอยู่ก็ตาม แต่ตอนนี้มู่เหวินเหยาก็รู้สึกเหนื่อยมากแล้วเช่นกัน เพราะเขาถูกบังคับให้วิ่งอย่างบ้าคลั่งเกินกว่าสิบนาทีแล้ว จะไม่ให้เขาเหนื่อยได้อย่างไร?

 

เมื่อผู้เฒ่ามู่เห็นถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในค่ายกล เขาจึงได้เปลี่ยนรูปแบบของมันอีกครั้ง

 

วินาทีต่อมา มู่เหวินเหยาก็รู้สึกถึงคลื่นความร้อนที่พัดมาเหนือศีรษะของเขา และร่างกายของเขาก็กำลังจะลุกเป็นไฟ เขาจึงได้นั่งสมาธิตรงจุดนั้นทันที พร้อมกับท่องบทสวดภาวนา

 

แต่ยิ่งเขาพยายามนั่งสมาธิเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกปวดแสบปวดร้อนไปทั้งตัว และทันใดนั้นเอง ฉากตอนที่เขาฝึกตั้งค่ายกลกับพี่ชายเมื่อสมัยยังเด็กก็ได้ปรากฏขึ้นมาในหัวของเขา

 

“พี่ใหญ่ ทำไมยิ่งฉันพยายามหนีมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งจมลงไปในน้ำมากขึ้นกันล่ะ ฉันต้องจมลงไปในน้ำไม่รู้กี่ครั้งถึงจะทำลายค่ายกลนี้ได้” มู่เหวินเหยาถามขึ้นมา

 

“นายรู้หรือเปล่าว่าค่ายกลของฉันชื่อว่าอะไร?” มู่เหวินหรงพูดพลางหัวเราะออกมา

 

“มันชื่ออะไรอย่างนั้นเหรอ? พี่ใหญ่ รีบบอกฉันมาเร็วเข้าสิ!”

 

“ค่ายกลลวงตา!”

 

ค่ายกล ลวงตา...

 

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ มู่เหวินเหยาจึงไม่พยายามขัดขืนอีกต่อไป เขายอมแพ้ และในเวลานี้ ไฟบนร่างกายของเขาก็ได้ลดลง พร้อมกับค่ายกลที่กลับมาสงบอีกครั้ง

 

อืม! มู่เหวินหรงนึกถึงมิตรภาพเก่าๆของพวกเขา ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาที่ดีมากจริงๆ ส่วนมู่เหวินเหยาเองก็ได้แอบภูมิใจขึ้นมาเล็กน้อยเช่นกัน

 

หลังจากที่ผู้เฒ่ามู่เห็นถึงสถานการณ์ในค่ายกลแล้ว เขาจึงย้ายสถานที่เพิ่มเติมอีกสองสามแห่งในทันที

 

ทางด้านมู่เหวินเหยาก็ได้เดินอยู่ในค่ายกลช้าๆ และทันใดนั้นค่ายกลทั้งหมดก็ได้เปลี่ยนไป โดยได้กลายเป็นหมอกสีขาวที่ไม่มีที่สิ้นสุด ตอนนี้เขามองไม่เห็นทางออกเลย ทั้งยังดูเหมือนกับว่ามีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่อยู่ในนี้

 

ทันใดนั้นเอง ร่างๆหนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของเขา มู่เหวินเหยาพยายามที่จะมองร่างนั้นให้ชัดๆ แต่ร่างนั้นก็ดูพร่ามัวมากๆ เขาจึงได้ก้าวไปข้างหน้าในทันที

 

“เจ้าลูกชาย!” จู่ๆ ร่างนั้นก็ได้หันมามองเขา

 

“พ่อ?” มู่เหวินเหยาตะโกนออกมาด้วยความประหลาดใจ





จบตอน

Comments