ตอนที่ 241: สิ่งที่ต้องพบเจอมา
มู่เหวินเหยารู้สึกว่ามู่เหวินหรงช่างเป็นคนที่ไร้เดียงสาเสียจริง พ่อของเขาเสียชีวิตไปตั้งหลายปีแล้ว ยังจะใช้วิธีหลอกเด็กแบบนี้อยู่อีกหรือ?
“เจ้าลูกชาย เข้ามาหาฉันสิ ฉันจะแสดงให้นายเห็นถึงความสามารถดั้งเดิมของตระกูลมู่ มีเพียงผู้นำตระกูลเท่านั้นที่จะสามารถมองเห็นสิ่งนี้ได้!” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาจึงมองไปยังผู้เป็นพ่อที่กำลังโบกมือให้กับเขาอยู่
มู่เหวินเหยาเดินเข้าไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เพราะหากเขาต้องการออกไปจากที่นี่ เขาต้องทำตามน้ำเท่านั้น
มู่เหวินเหยาก้มหน้าลงไปมองตามคำพูดของผู้เป็นพ่อ ก่อนจะพบว่ามันไม่ใช่ความสามารถดั้งเดิมของตระกูลมู่เลย! มันเป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกเขียนอักษรตัวโตไว้ว่า: พี่ปฏิบัติต่อน้องดั่งเพื่อน น้องเคารพนับถือพี่!
เมื่อมู่เหวินเหยาเห็นคำเหล่านี้ เขาก็เข้าใจได้ในทันทีว่ามู่เหวินหรงกำลังเยาะเย้ยเขาอยู่ เขาจึงฉีกกระดาษแผ่นนั้นทิ้งอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็พบว่าคำเหล่านั้นยังคงลอยอยู่ทั่วทั้งบริเวณของค่ายกล ‘พี่ปฏิบัติต่อน้องดั่งเพื่อน น้องเคารพนับถือพี่...’
“เสี่ยวเหยา เรียนรู้และเขียนคำเหล่านี้ซะ แล้วนายจะออกไปจากที่นี่ได้” ทันทีที่เสียงนั้นจบลง ร่างๆนั้นก็หายไป เหลือเพียงแค่ตัวเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น
มู่เหวินเหยาแทบจะเสียสติอยู่แล้ว นี่มันอะไรกัน? แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหยิบปากกาขึ้นมา เขาพยายามเขียนคำเหล่านั้น หลังจากที่หยิบปากกาขึ้นมา เขาก็พบว่าลายมือของเขานั้นดูไม่ดีเอาเสียเลย
ใครจะไปคิดว่าทันทีที่เขาหยิบปากกาขึ้นมา ฉากทั้งหมดก็ได้เปลี่ยนไปในทันที ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะอยู่ในห้องหนังสือห้องหนึ่ง เขาจึงเงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะสังเกตเห็นว่าเขากำลังอยู่ในสถานที่ที่เขาและพี่ใหญ่เคยนั่งเรียนด้วยกันในตอนเด็กนั่นเอง
ในเวลานั้น ครอบครัวของพวกเขาได้จ้างครูหลายคนมาสอนเขากับพี่ใหญ่ โดยให้พวกเขาเรียนด้วยกัน ในตอนนั้นเขาอายุน้อยกว่าพี่ใหญ่ถึงสามปี และมักจะทำการบ้านไม่เสร็จ พี่ใหญ่ก็จะคอยช่วยเขาอยู่เสมอ พวกเขาฝึกเขียนพู่กัน ทั้งยังอ่านหนังสือด้วยกันเป็นประจำอีกด้วย
เขาตกตะลึงไปอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ไม้เรียวของครูจะตีมาที่ฝ่ามือของเขาเบาๆ
“รีบเขียนเร็วเข้า! ถ้าวันนี้เขียนประโยคนี้ไม่ได้ ห้ามกินข้าว! ส่วนนายน้อยหรงเชิญไปพักผ่อนได้เลย”
เด็กน้อยในความทรงจำของมู่เหวินเหยาพยายามเขียนคำเหล่านั้นทั้งน้ำตา จนถึงตอนเที่ยง เขาก็ไม่ได้ทานอะไรเลยจริงๆ ขณะที่เขากำลังรู้สึกเศร้าอยู่นั้น ประตูห้องหนังสือก็ได้ถูกเปิดออก
จากนั้น พี่ชายของเขาก็ได้แอบเข้ามาเงียบๆ พร้อมกับถือน่องไก่ชิ้นใหญ่ในมือ ซึ่งกลิ่นของมันนั้นหอมชวนหิวมาก! และจมูกของมู่เหวินเหยาก็รับกลิ่นหอมนั้นได้ในทันที
“น้องรอง รีบกินเข้าล่ะ ฉันวางมันเอาไว้ให้นายตรงนี้นะ” เมื่อพี่ใหญ่วางมันลง เขาก็รีบคว้ามันมา และกัดมันเข้าไปคำโต
หลังจากที่มู่เหวินเหยากินน่องไก่เสร็จ ด้วยความสบายใจและมีพี่ชายอยู่เป็นเพื่อน เขาจึงเรียนรู้และเขียนถ้อยคำเหล่านี้ได้สำเร็จ!
เมื่อมู่เหวินเหยาหยิบปากกาและเขียนถ้อยคำเสร็จแล้ว ผู้เฒ่ามู่ก็ได้เปลี่ยนค่ายกลที่อยู่ในมืออีกครั้ง
วินาทีต่อมา มู่เหวินเหยาก็พบว่าตัวเขากำลังยืนอยู่ในลานบ้านของพี่ชาย โดยที่ผู้เฒ่ามู่กำลังนั่งดื่มชาอยู่ในบ้าน พร้อมกับเสี่ยวหลิวที่ยืนอยู่ข้างๆ
มู่เหวินเหยาเงยหน้าขึ้นไปมอง ก่อนจะเห็นว่าพี่ใหญ่ของเขาอายุ76ปีแล้ว และเขาเองก็อายุ73ปี ตอนนี้ผมของเขาได้เปลี่ยนเป็นสีขาวหมดแล้ว และก่อนที่เขาจะรู้ตัว เขาก็ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการวางแผนชิงอำนาจตระกูลมู่เสียแล้ว
ทางแยกใดที่ทำให้เขาและพี่ใหญ่ดูห่างเหินกันไปเรื่อยๆแบบนี้?
แต่เขาก็ได้เลือกแล้ว ตอนนี้เขาและพี่ใหญ่ไม่สามารถเดินบนเส้นทางเดียวกันได้อีกต่อไป และวันนี้ความแค้นระหว่างพวกเขาทั้งสองจะต้องได้รับการสะสางสักที
“พี่ใหญ่ พี่เล่นละครหลอกฉันมาโดยตลอดเลยสินะ!” ดวงตาของมู่เหวินเหยาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำขึ้นมาทันที มันไม่ได้เป็นแววตาของคนที่กำลังเสียใจแต่อย่างใด มีเพียงความเกลียดชังล้วนๆ!
“เหวินเหยา ปีนี้นายอายุครบ73ปีแล้วใช่ไหม?” มู่เหวินหรงยังคงจิบชาอย่างใจเย็น โดยไม่มีเจตนาที่ขะเชิญเขาให้นั่งลงแต่อย่างใด
“พี่ใหญ่ พี่ช่างเป็นคนที่มีความจำไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ปีนี้ฉันอายุ73ปีแล้ว และวันครบรอบวันเกิดของฉันจะมาถึงในเดือนหน้านี้อีกด้วย” มู่เหวินเหยาพูดอย่างประชดประชัน
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นายคิดว่าพี่ชายของนายคนนี้เป็นคนโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ?” ผู้เฒ่ามู่จ้องไปที่เขาด้วยสายตาอันคมกริบ
เมื่อเห็นเช่นนั้น มู่เหวินเหยาก็รับรู้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่กำลังถาโถมมาที่เขาได้ในทันที มันทำให้เขาแทบจะทนไม่ไหวจนต้องกัดฟันเอาไว้แน่นและยังคงฝืนตัวเองให้ยืนอยู่ตรงนั้น แต่ในที่สุดเขาก็พ่ายแพ้ต่อการแรงกดดันของผู้เฒ่ามู่ ก่อนจะทรุดนั่งลงไปบนพื้นโดยตรง
“พี่รู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?” มู่เหวินเหยาพูดพลางหายใจอย่างเหนื่อยหอบ เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าแรงกดดันของพี่ชายจะรุนแรงถึงขนาดนี้ ทั้งที่พี่ชายของเขาดูเหมือนจะไม่มีเรี่ยวแรงเลยเสียด้วยซ้ำ
“ฉันเองก็จำไม่ได้เหมือนกัน แต่ก็นานหลายปีแล้วล่ะ น่าจะหลังจากที่แม่ของเสี่ยวอันเสียชีวิต ตอนที่เฉิงซินถูกผู้หญิงคนนั้นทำร้ายนั่นแหละ”
ผู้เฒ่ามู่โบกพัดที่ทำจากใบปาล์มเบาๆ ก่อนจะเอนตัวพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีที่สบายๆ
“แล้วทำไมพี่ถึงไม่ทำอะไรเลยล่ะ? ทำไมถึงต้องทนมานานหลายปีแบบนี้?” มู่เหวินเหยาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพี่ชายของเขาจะรู้เรื่องราวทั้งหมดมาโดยตลอด
“บางทีฉันเองก็อยากถามนายเหมือนกันว่าทำไม? เหวินเหยา นายทำแบบนี้ไปทำไม?” หลังจากที่ฝันถึงเรื่องนี้อยู่ทุกๆคืน ผู้เฒ่ามู่จึงได้คิดถึงคำถามนี้ขึ้นมา
ทำไมกัน? แม้ว่าแม่ของเขาจะมาจากญี่ปุ่น แต่พวกเขาก็ยังมีพ่อคนเดียวกัน ซึ่งก็เท่ากับว่าพวกเขามีสายเลือดเดียวกัน ทำไมถึงต้องทำแบบนี้ด้วย?
“พี่ใหญ่ ฉันจะเรียกพี่ว่าพี่ใหญ่เป็นครั้งสุดท้าย ตอนนี้เรามาไกลจนไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้อีกแล้ว” ตอนนี้ที่มุมปากของมู่เหวินเหยามีเลือดไหลออกมาเล็กน้อย ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากแรงกดดันของมู่เหวินหรงนั่นเอง
“เสี่ยวหลิว เอาชาถ้วยนี้ไปให้อารองของนายสิ หลังจากที่ดื่มชาถ้วยนี้ เราค่อยมาคุยกันอีกที”
ลุงหลิวหยิบถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมา ก่อนจะยื่นมันให้กับมู่เหวินเหยาอย่างระมัดระวัง
มู่เหวินเหยารับมันมา ก่อนนะดื่มมันหมดในอึกเดียว
“มู่เหวินหรง นายรู้ว่าแม่ของฉันมาจากญี่ปุ่นด้วยอย่างนั้นเหรอ?”
“อืม ฉันรู้ และแม่ของฉันก็ยังถูกแม่ของนายฆ่าตายอีกด้วย ใช่หรือเปล่า?” ผู้เฒ่ามู่เกิดความสงสัยหลังจากที่ได้ยินเรื่องนี้จากฟู่เยี่ยน
“ไม่ใช่ พ่อของฉันเป็นคนทำต่างหากล่ะ” ในตอนนี้ มู่เหวินเหยาตัดสินใจที่จะไม่ปิดบังอะไรอีกต่อไปแล้ว
ผู้เฒ่ามู่จับประเด็นสำคัญในคำพูดของเขา ก่อนจะเอนหลังพิงบนเก้าอี้อีกครั้ง
“นายเป็นใครกันแน่?” ผู้เฒ่ามู่มองตรงไปที่ดวงตาของเขา
“มู่เหวินหรง เรามาทำความรู้จักกันใหม่อีกครั้งดีกว่า ฉันชื่อยูสุเกะ นิชิคาวะ และพ่อผู้ให้กำเนิดของฉันก็คือครูที่เคยสอนพวกเราตอนเด็ก กู่คังฉือ ซึ่งชื่อจริงของเขาก็คือ ยาซูชิ นิชิคาวะ”
“ส่วนคุณป้า... เธอโดนวางยาหลังจากที่ได้เห็นการประชุมส่วนตัวของแม่ฉันเข้าโดยบังเอิญ ซึ่งยาพิษนั้นเรียกว่าเมิ่งกุย มันจะทำให้คนตายโดยไม่รู้ตัวและตายอย่างสงบ”
ผู้เฒ่ามู่พยายามอย่างเต็มเพื่อจะข่มความโกรธเอาไว้ แต่สุดท้ายเขาก็ทนไม่ไหว เมื่อความโกรธของเขาปะทุขึ้นมา แรงกดดันมหาศาลของเขานั้นก็ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก จึงทำให้มู่เหวินเหยากระอักเลือดออกมาในทันที
“แม่ของนายสมควรตายแล้วล่ะ! ดีแล้วที่คนแบบนั้นตายไป!” ตอนนี้ผู้เฒ่ามู่รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก เขากัดฟันแน่นจนมีเลือดไหลออกมา ก่อนจะกำลังพยายามกลืนมันลงไป
“นายท่าน อย่าเพิ่งใจร้อนไปเลยครับ จิบชาก่อนเถอะ” ลุงหลิวที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกกังวลขึ้นมา ก่อนจะรีบยื่นถ้วยชาให้กับชายชราไปในทันที
ส่วนผู้เฒ่ามู่เองก็ได้โบกมือไปมาเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของเขา
“ฮ่าๆๆๆ มู่เหวินหรง ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่มีวันหวนกลับคืนมาอีกแล้ว”
“ฉันอิจฉานายมาตั้งแต่เด็ก แม่ของนายคอยให้ความรักและความอบอุ่นกับนายมาโดยตลอด และพ่อของนายก็ให้ความสำคัญกับนายมากเช่นกัน ส่วนแม่ของฉันนั้นเป็นคนนอก เมื่อเธอกลับมาถึงบ้าน เธอก็มักจะเมินฉันอยู่เสมอ ฉันเป็นเพียงแค่เครื่องมือที่เธอใช้ประจบประแจงคนรักของเธอเท่านั้นเอง”
“เธอสมควรตายอย่างนั้นเหรอ? ดีแล้วที่เธอตาย? ฮ่าฮ่าฮ่า คิดว่าคนแบบนั้นจะมีอายุยืนยาวเหรอ? ผิดแล้วล่ะ! มันเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้! ตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ ฉันได้กักขังเธอเอาไว้ที่บ้าน และเมื่อเธอตาย ฉันจึงเผาร่างของเธอ! เธอไม่สมควรที่จะเป็นแม่คน! ไม่สมควรที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์เลยด้วยซ้ำ!”
แม้แต่เถ้ากระดูกของเธอ ฉันยังไม่เก็บมันเอาไว้เลย! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” มู่เหวินเหยาหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้เฒ่ามู่และลุงหลิวก็ได้หันมามองหน้ากัน
“คงจะคิดไม่ถึงสินะ? ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่คิดว่าฉันจะทำแบบนี้ใช่ไหมล่ะ? ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมฉันถึงพยายามจะครอบครองตระกูลมู่? ก็เพราะว่าฉันอยากจะทำลายตระกูลมู่ทิ้งยังไงล่ะ! หากไม่มีมรดกของตระกูลนี้ ผู้คนมากมายก็จะไม่เกิดความโลภ และคนที่น่าสงสารที่สุด หากไม่ใช่ฉันแล้วจะเป็นใครไปได้อีก?”
“นายลองจินตนาการดูสิ? เด็กอายุแค่15ปี แต่กลับถูกหนอนกู่นับพันรุมกัด ความเจ็บปวดของมันจะบีบหัวใจมากขนาดไหน! ซึ่งทั้งหมดนี้เพียงเพื่อให้ฉันยอมเชื่อฟังเท่านั้น?” ทันทีที่พูดจบ มู่เหวินเหยาก็ได้ฉีกเสื้อของเขาออก จนเผยให้เห็นถึงรอยแผลเป็นบนหน้าอกของเขาได้อย่างชัดเจน
ซึ่งแค่มองไปที่รอยแผลเป็นพวกนั้น ก็ทำให้รู้สึกสยองขึ้นมาแล้ว มันเป็นรอยคล้ายกับถูกมีดกรีด และยังมีร่องรอยคล้ายกับแมลงคลานอยู่เต็มไปหมด
“แล้วทำไมนายถึงไม่ขอให้ฉันช่วยล่ะ?” ผู้เฒ่ามู่มองไปที่เขาอย่างไม่อยากเชื่อสายตาของตัวเอง
ตอนที่ 242: เป็นลมหมดสติ
“นายคิดว่าฉันไม่อยากทำแบบนั้นเหรอ? แต่มีคนคอยจับตาดูฉันอยู่ตลอดเวลา ทั้งพี่เลี้ยง แม่ของฉัน หรือแม้แต่อาจารย์... แค่ฉันมองดูกรงกระต่ายในตอนกลางวัน ตกกลางคืน ซากของกระต่ายตัวนั้นก็ได้ถูกนำมาวางเอาไว้บนหมอนของฉันแล้ว”
“ไม่ว่าฉันคิดที่จะต่อต้านอย่างไร แต่ผลสุดท้ายฉันก็มักจะพ่ายแพ้โดยไม่มีข้อยกเว้นอยู่เสมอ ฉันทำตั้งแต่ตอนที่อายุได้15ปี จนถึงอายุ25ปี และมันก็ไม่เคยสำเร็จเลยสักครั้ง”
“มู่เหวินหรง ฉันเคยคิดว่าจะขอความช่วยเหลือจากนาย ในตอนนั้นนายเป็นคนที่มีจิตใจสูงส่งมากๆ นายเคยมองมาที่ฉันบ้างหรือเปล่า? ดูชีวิตของฉันสิ ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเด็ก ฉันเทียบกับนายไม่ได้เลย นายเป็นดั่งดวงดาวที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ส่วนฉันเป็นเพียงแค่ฝุ่นผงบนพื้นดินเท่านั้น”
“ซึ่งพ่อได้เห็นถึงความสามารถของนายตั้งแต่ยังเด็ก และภูมิใจในตัวนายมาก ต่างจากฉันที่เป็นเพียงลูกของภรรยาคนที่สอง แค่ไม่ทำให้เขาอับอายก็เป็นเรื่องที่ดีมากแล้ว”
“ทำไมกัน? ทั้งที่ฉันเองก็ฝึกฝนตัวเองอย่างหนักมาเป็นเวลานาน จนสุดท้ายพ่อแท้ๆของฉันก็ได้บอกกับฉันว่าจแท้จริงๆ แล้วฉันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับตระกูลมู่เลย ช่างน่าตลกมากเลยใช่ไหมล่ะ!”
“นายก็เลยเลือกเดินตามอุดมการณ์ของคนญี่ปุ่น นั่นคือทางออกสำหรับนายอย่างนั้นเหรอ! หากนายเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นคนของตระกูลมู่ จะมีใครมาบังคับนายได้กัน!” ผู้เฒ่ามู่พูดออกมาอย่างเหนื่อยใจ
“ใช่ ฉันเป็นคนเลือกเอง หากฉันไม่เลือกนิชิคาวะ แล้วจะให้ฉันเลือกใครกันล่ะ ในเมื่อนายฆ่าเพื่อนร่วมชาติของฉันไปมากมาย จะให้ฉันมองว่านายเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยนอีกอย่างนั้นเหรอ?”
“นายจำได้หรือเปล่า? ฉันเคยถามนายไปก่อนหน้านี้แล้วว่าหากนายเจอคนญี่ปุ่นอีกครั้ง นายจะทำอย่างไร? นายจำคำตอบของตัวเองได้อยู่หรือเปล่า?”
ผู้เฒ่ามู่ครุ่นคิดถึงเรื่องราวในอดีตอีกครั้ง ในตอนนั้นเขายังเด็กและแข็งแกร่งมาก เมื่อประเทศต้องตกอยู่ในภาวะวิกฤติ เขาจึงได้เข้าร่วมกับองค์กรต่อต้านสงครามอย่างเด็ดเดี่ยว
“เขาใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้มาเพื่อสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานในลัทธิเต๋า จนสามารถทำลายแผนการมากมายของกองทัพญี่ปุ่นและกำจัดคนในวงการอภิปรัชญาของญี่ปุ่นได้สำเร็จ ซึ่งอีกไม่กี่ปีต่อมา ในตอนที่เขากลับมาเยี่ยมญาติที่บ้านนั้น สงครามก็ได้จบลง”
ตอนนั้นน้องชายของเขาก็เคยถามคำถามนี้เช่นกัน
ส่วนคำตอบในตอนนั้นอย่างนั้นหรือ?
“คนญี่ปุ่นล้วนแต่เป็นคนที่เจ้าเล่ห์ หากฉันเจอพวกเขาอีกล่ะก็ ฉันจะฆ่าพวกเขาด้วยมือของฉันเอง!”
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ผู้เฒ่ามู่ก็ได้หลับตาลงช้าๆ
“เป็นเพราะคำพูดของฉันอย่างนั้นเหรอ นายรู้หรือเปล่าว่าคนญี่ปุ่นได้ก่ออาชญากรรมอะไรเอาไว้บ้าง หากนายรู้ล่ะก็ นายจะเข้าใจว่าตอนนั้นฉันรู้สึกอย่างไร”
“ฉันไม่เข้าใจ และไม่อยากจะเข้าใจด้วย! พวกนายทุกคนล้วนเป็นฆาตกร และเป็นคนทำให้ฉันกลายเป็นแบบนี้! ...”
ก่อนที่มู่เหวินเหยาจะพูดจบ เขาก็กระโดดพร้อมกับพลิกตัวเหมือนกับว่าว แล้วรีบวิ่งตรงไปที่ผู้เฒ่ามู่อย่างรวดเร็ว ส่วนลุงหลิวแม้ว่าจะยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ตาม แต่เขาก็ได้เข้ามายืนขวางผู้เฒ่ามู่เอาไว้อย่างไม่ลังเล
เมื่อมู่เหวินเหยาเห็นถึงสถานการณ์นี้ เขาก็ไม่ได้สนใจอะไร ก่อนจะใช้นิ้วจิ้มไปที่ดวงตาของลุงหลิวในทันที
ทำเอาลุงหลิวที่เห็นเช่นนั้นก็ได้หลับตาลงอย่างไม่รู้ตัว และดันเก้าอี้ของผู้เฒ่ามู่ไปด้านหลังโดยสัญชาติญาณ แต่เขาก็ได้ยินเพียงเสียงลมดังขึ้นข้างๆหูเท่านั้น ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดนิ่งลง
“ลุงหลิวลุกขึ้นเถอะครับ ไม่เป็นอะไรใช่ไหม” มู่อี้อันช่วยพยุงเขาลุกขึ้นมา
“เสี่ยวอัน ฟู่เยี่ยน? พวกเธอทั้งสองคนกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่?” หลังจากที่ลุงหลิวลุกขึ้นแล้ว เขาก็ได้พบว่ามู่เหวินเหยากำลังถูกยันต์ตรึงร่างเอาไว้อยู่
“พวกเราเฝ้าดูสถานการณ์อยู่ด้านนอกมาระยะหนึ่งแล้วล่ะคะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับรอยยิ้ม เธอและมู่อี้อันกลับมาถึงบ้านตั้งแต่ตอนที่มู่เหวินเหยาเริ่มเข้าไปในค่ายกลชั้นที่แปดแล้ว
ทว่าพวกเขาทั้งสองก็ไม่ได้เข้ามาขัดจังหวะแค่อย่างใด แค่นั่งดูอยู่เงียบๆเท่านั้น และเมื่อได้เห็นถึงค่ายกลอันน่าทึ่งของผู้เฒ่ามู่ มู่อี้อันก็ถึงกับตกตะลึงไปทันที คุณปู่ของเขาสุดยอดมากจริงๆ!
ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ยังรู้สึกว่าเธอได้รับบทเรียนไปด้วยเช่นกัน เพราะผู้เฒ่ามู่ได้แสดงมรดกตกทอดของตระกูลมู่ให้เธอเห็นอย่างชัดเจนแล้ว
“เจ้าเด็กตัวแสบทั้งสอง! ทำไมถึงยังไม่รีบมายกฉันขึ้นกันล่ะ!” เมื่อครู่นี้ลุงหลิวได้ผลักเก้าอี้ของผู้เฒ่ามู่ไปที่มุมๆหนึ่ง จนทำให้ผู้เฒ่ามู่ล้มลงไปนอนอยู่บนพื้นโดยตอนนี้มีเพียงแค่เท้าของเขาเท่านั้นที่ชูขึ้นมา!
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งสามคนจึงรีบเข้าไปช่วยพยุงเขาให้ลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับปรับเก้าอี้ให้กับเขา
หลังจากที่ผู้เฒ่ามู่นั่งลง เขาก็ได้เห็นมู่เหวินเหยาที่กำลังยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า ให้เจ้าน้องชายคนนี้ตั้งสติสักพักก่อนก็ดีเหมือนกัน!
“สถานการณ์ของพวกนายทั้งสองเป็นอย่างไรบ้าง?”
“โจวหยางยอมรับสารภาพหมดแล้วครับ คุณปู่ครับ โจวหยางเป็นต้นเหตุทำให้แม่ของผมเป็นแบบนั้นมาโดยตลอด ส่วนมู่เฉิงกงและคนอื่นกำลังถูกสอบปากคำอยู่ ซึ่งตอนนี้ผู้อำนวยการหลี่และทุกคนกำลังจัดการกับเรื่องนี้อยู่ครับ” มู่อี้อันเล่าถึงสิ่งที่เกิดอะไรขึ้นทั้งหมดสั้นๆ
“เป็นเขาจริงๆอย่างนั้นเหรอ?” ผู้เฒ่ามู่ที่ได้ยินเรื่องนี้ก็รู้สึกตกใจมากเช่นกัน
“ใช่แล้วครับ เป็นเขาเอง แต่มู่เฉิงกงกลับบอกว่าโจวหยางเป็นคนขัดขวางแผนการของพวกเขา…”
หลังจากที่ฟังเรื่องราวทั้งหมด ผู้เฒ่ามู่ก็แทบจะกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง!
“ฟู่เยี่ยน ปล่อยเขาไปเถอะ ฉันอยากจะถามกับเขาว่าเขาได้เอาสมบัติของตระกูลมู่และสมบัติของชาติเราไปเท่าไหร่แล้ว?!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้เดินเข้าไปและดึงยันต์ออกในทันที
วินาทีต่อมา มู่เหวินเหยาก็ได้ล้มลงไปกับพื้น ขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ตีไปที่เข่าของเขาสองสามครั้ง จนทำให้เขาต้องล้มลงกับพื้นอีกครั้ง
“ผู้เฒ่ามู่ อย่าพยายามดิ้นรนเลย ตอนนี้ลูกชายและหลานชายของคุณได้ถูกจับกุมแล้ว เรามาพูดคุยถึงเรื่องนี้กันอย่างสันติดีกว่า แล้วฉันจะขอให้ผู้อำนวยการหลี่ให้ห้องส่วนตัวกับคุณ แบบนี้ดีหรือเปล่า?”
ขณะที่ฟู่เยี่ยนเข้าไปหามู่เหวินเหยาและพูดอยู่นั้น เธอก็ได้ใช้เนตรสวรรค์อ่านความทรงจำของเขาทันที
“หืม? เจ้าเด็กขี้แพ้สองคนนั้น! อย่าให้ฉันเจอพวกนายนะ ฉันจะขยี้พวกนายให้แหลกคามือไปเลย ส่วนเธอ นังเด็กตัวเหม็น เธอคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?” มู่เหวินเหยาพูดโดยไม่แม้แต่จะหันไปมองฟู่เยี่ยน
“คุณปู่มู่ คุณปู่จะว่าอะไรไหมค่ะหากหนูของใช้ยันต์ที่เพิ่งจะพัฒนาขึ้นใหม่?” ฟู่เยี่ยนหันกลับไปมองชายชรา พร้อมกับเอ่ยถามขึ้นมา
“โอ้? สาวน้อย เธอมียันต์แบบใหม่ด้วยอย่างนั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นก็ใช้มันเลยสิ” ผู้เฒ่ามู่รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ผู้เฒ่ามู่ก็รู้สึกไม่สบายใจกับสิ่งที่เขาทำเช่นกัน หลังจากที่ต้องวางแผนและปกป้องสิ่งต่างๆตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องของพวกเขาก็ได้เสื่อมถอยลงมาแล้ว และพวกเขาทั้งสองก็ได้ต่อสู้กันมานานแล้วอีกด้วย
“ถ้าอย่างนั้นเรามาลองดูกันดีกว่าค่ะ มันคือยันต์พูดความจริงที่หนูพัฒนาขึ้นมาเอง? คุณปู่ หนูขอยืมปากกากับหมึกของคุณปู่หน่อยได้ไหมคะ?” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินไปที่โต๊ะ ก่อนที่เธอจะวาดยันต์สองสามแผ่นขึ้นมาโดยใช้เวลาแค่ไม่ถึงห้านาที
“โอ้ ดูนั่นสิ ช่างเป็นพรสวรรค์ที่ยากจะหาคนมาเทียบได้จริงๆ” ผู้เฒ่ามู่มองไปที่ฟู่เยี่ยน พลางรู้สึกว่าหลานชายของเขาดูเทียบกับเด็กสาวคนนี้ไม่ได้เลย
“เอาล่ะคุณมู่เหวินเหยา เมื่อแปะยันต์นี้ลงไปแล้ว หากคุณพูดโกหก คุณก็จะรู้สึกเหมือนถูกมดกัด ส่วนยันต์แผ่นนี้ หากคุณพูดโกหกก็จะรู้สึกเหมือนกับถูกมีดบาด คุณจะเลือกแบบไหน?”
“นี่เธอกำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน?”
ก่อนที่มู่เหวินเหยาจะทันได้ตั้งตัว มู่อี้อันก็ได้เดินเข้าไปหยิบยันต์มดกัดในมือของเธอขึ้นมา ก่อนจะแปะมันไปที่หน้าผากของมู่เหวินเหยาในทันที
“ลูกชายแท้ๆของคุณทำงานให้กับรัฐบาลอย่างนั้นเหรอ? เขาคนนั้นชื่ออะไร” ฟู่เยี่ยนถามถึงสิ่งที่เธอเห็นจากความทรงจำของเขาออกไปตามตรง
“………” มู่เหวินเหยายังคงไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาเลือกที่จะปิดปากเงียบ
“หากลองมาคิดดูแล้ว การที่คุณเงียบก็เท่ากับว่าคุณไม่พูดความจริงเหมือนกันนี่”
แน่นอนว่าภายในหนึ่งนาทีหลังจากนั้น มู่เหวินเหยาก็รู้สึกราวกับว่ามีแมลงนับพันกำลังคืบคลานอยู่บนร่างกายของเขา ทำให้เขานึกถึงความรู้สึกในตอนที่ถูกหนอนกู่กัดขึ้นมาอีกครั้ง
“คุณยังไม่ยอมพูดอีกเหรอ? แบบนี้ก็แสดงว่าความเจ็บปวดนี้ยังไม่เพียงพอใช่ไหม?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับแปะยันต์อีกแผ่นเพิ่มลงไป
วินาทีต่อมา มู่เหวินเหยาก็รู้สึกว่าเขาไม่เพียงแค่ถูกแมลงกัดเท่านั้น แต่ยังรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกมีดเฉือนตามร่างกายอีกด้วย แต่เขาก็ยังคงทนกับความเจ็บปวดนนี้นานกว่าครึ่งชั่วโมง
“ฉันยอมบอกแล้ว ใช่ ใช่แล้ว…” ในที่สุดมู่เหวินเหยาก็ยอมพูดออกมา แต่ขณะที่กำลังจะพูดต่อนั้น เขาก็ได้หมดสติไป
“ฟู่เยี่ยน เขาเป็นอะไรไปเหรอ?” ผู้เฒ่ามู่มองไปที่น้องชายของเขา ซึ่งเขายังไม่อยากให้คนๆนี้ตาย เพราะเขายังมีคำถามอีกมากมายที่ต้องการจะถามนั่นเอง
“คุณปู่มู่คะ อย่างกังวลไปเลย เขาแค่หมดสติไปเท่านั้นเอง เพื่อเห็นแก่ลูกชายแท้ๆของตัวเอง ดังนั้นเขาจึงพยายามที่จะไม่พูดถึงเรื่องนี้”
“เธอรู้ได้อย่างไร?”
“หากดูจากโหงวเฮ้งบนใบหน้าเขา เขามีลูกชายเพียงคนเดียว ซึ่งนั่นเป็นดวงชะตาระหว่างสามีภรรยาของเขา ดังนั้นเห็นได้ชัดเลยว่าลูกทั้งสองคนนั้นไม่ใช่สายเลือดของเขาอย่างแน่นอน พวกเขาเป็นลูกของคนอื่น”
“แต่เรื่องนี้ไม่ว่าเขาจะพูดหรือไม่ก็ตาม มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์โดยรวมอยู่แล้ว คุณปู่มู่ เราส่งตัวเขาให้กับผู้อำนวยการหลี่กันเถอะค่ะ”
“แผนการของเราใกล้จะสำเร็จแล้ว เพียงแค่รอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าเท่านั้น”
แม้ว่าผู้เฒ่ามู่จะยังคงรู้สึกสับสนกับเรื่องนี้อยู่ก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา และยังเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ส่วนลุงหลิวเองก็ตามไปด้วยเช่นกัน
ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะหาวิธีสืบหาคนที่อยู่เบื้องหลังของมู่เหวินเหยาได้อย่างไร
ตอนที่ 243: เกิดเรื่องขึ้น
ฟู่เยี่ยนไม่รู้ว่าวิธีการของเธอจะมีประโยชน์หรือเปล่า
เมื่อดูเวลา ตอนนี้ก็เป็นเวลาสี่โมงเย็นแล้ว เธอควรจะพามู่เหวินเหยาไปที่ไหนได้บ้าง?
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจไปที่มหาวิทยาลัยเพื่อตามหาไป๋โม่เฉินในทันที
ความสัมพันธ์เบื้องหลังของมู่เหวินเหยานั้นค่อนข้างซับซ้อนมาก และเขายังเก็บมันเป็นความลับระดับสุดยอดมาโดยตลอดอีกด้วย
“ฟู่เยี่ยน เราจะไปหน่วย753จริงๆเหรอ?” มู่อี้อันรู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย ทำไมเขาถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลยล่ะ?
“ไม่ไป ฉันจะไปที่มหาวิทยาลัยตี้ตู นายกับลุงหลิวรอฉันอยู่ที่นี่แหละ หากรอไม่ไหวก็ไปที่นั่นก่อนได้เลย” ฟู่เยี่ยนเขียนที่อยู่บ้านหลักเล็กของไป๋โม่เฉินให้กับพวกเขา
“เธอกำลังจะทำอะไรเหรอ?” ลุงหลิวเองก็รู้สึกงุนงงเล็กน้อยเช่นกัน
“หนูมีวิธีที่จะสืบหาความเชื่อมโยงของคนที่อยู่เบื้องหลังของเขาแล้วค่ะ แต่หนูยังต้องการสถานที่สำหรับตั้งค่ายกลนิดหน่อย ซึ่งสถานที่นั้นจะต้องไม่ใช่บ้านของหนู และมันจะต้องไม่ใช่บ้านของลุงหลิวด้วย บ้านหลังนี้เป็นของไป๋โม่เฉิน หนูจะไปหาเขาที่มหาวิทยาลัยตี้ตูก่อน”
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนไม่สามารถไว้ใจใครได้เลย เพราะแผนการของมู่เหวินเหยานั้นได้เริ่มขึ้นเป็นเวลาหลายปีแล้ว จึงเป็นไปได้สูงมากที่จะมีคนของเขาแทรกซึมเข้าไปในทุกที่
และครั้งนี้ ฟู่เยี่ยนก็จะล้มเหลวไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงทำได้เพียงพึ่งพาคนใกล้ตัวที่ไว้ใจได้เท่านั้น
มู่อี้อันเชื่อมั่นใจคำพูดของฟู่เยี่ยนอยู่แล้ว และลุงหลิวเองก็ไม่ได้มีข้อโต้แย้งใดเช่นกัน ในเมื่อเขาไม่มีวิธีที่จะทำให้มู่เหวินเหยายอมรับสารภาพได้ ก็คงต้องลองทำตามเผนการของเธอแล้ว!
หลังจากที่ตกลงกันเสร็จ พวกเขาทั้งสามก็ได้แยกกัน และฟู่เยี่ยนก็ได้ตรงไปที่มหาวิทยาลัยตี้ตูในทันที ซึ่งตอนนี้เธอเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าไป่โม่เฉินอยู่ที่ไหน
ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้หยิบนกกระเรียนกระดาษของเธอออกมา และใช้มันเพื่อนำทางเธอในทันที
ทว่านกกระเรียนกระดาษของเธอกลับไม่ได้บินตรงไปยังมหาวิทยาลัยตี้ตู มันได้บินเลี้ยวตรงหัวมุม และมุ่งหน้าตรงไปยังย่านโรงงานหลิวหลี่แทน
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อง เมื่อเธอดูเวลาก็พบว่าวันนี้เป็นวันพฤหัสบดี วันนี้เขาไม่ต้องอยู่ที่มหาวิทยาลัยหรอกหรือ?
ในตอนนี้นกกระเรียนกระดาษยังคงบินตรงไปที่ร้านหรงเป่าไจ ฟู่เยี่ยนจึงคิดว่าเขาอาจกำลังจิบชากับเมิ่งอ้ายชวนก็เป็นได้!
ฟู่เยี่ยนจึงเก็บนกกระเรียนกระดาษของเธอ และกำลังจะเดินเข้าไปในหรงเป่าไจ ก่อนจะพบว่าจางเหว่ยก็อยู่ที่นั่นด้วย
ในตอนนี้ เมิ่งอ้ายชวนและไป๋โม่เฉินก็ต้องการพบฟู่เยี่ยนด้วยเช่นกัน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องอื่นเลย เป็นเรื่องพี่เขยของเมิ่งอ้ายชวนจากครั้งที่แล้วนั่นเอง ครั้งที่แล้วเป็นเพราะเรื่องเร่งด่วนของพ่อลูกตระกูลโจว เขาจึงไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร
เดิมที เมิ่งอ้ายชวนคิดว่าอาของเขาจะไม่มีปัญหาอะไร เลยไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ และช่วงนี้เขายุ่งมาก ส่วนจางเหว่ยเองก็ต้องคอยดูแลการตกแต่งร้าน ทั้งยังต้องช่วยโจวจื่อผิงทำความสะอาดสวนของเขาอีกด้วย ดังนั้นภารกิจในการรวบรวมวัตถุโบราณจึงต้องตกเป็นหน้าที่ของเมิ่งอ้ายชวนไปโดยปริยาย
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาไม่ได้กลับบ้าน เขาอยู่ที่ร้านตลอดเวลา และเมื่อเขากลับไปที่บ้านเมื่อคืนวานที่ผ่านมา เขาก็บังเอิญพบว่ายันต์ที่เขาได้แปะเอาไว้ตรงประตูห้องของอาได้ถูกทำลายไปเสียแล้ว ซึ่งเมื่อติดยันต์แผ่นนี้แล้ว หากเกิดอะไรขึ้น ยันจะถูกทำลายไปโดยอัตโนมัติ และจะทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ที่ประตูแทน
และเมื่อมองไปที่สัญลักษณ์นั้น เมิ่งอ้ายชวนก็รู้ได้ทันทีว่ายันต์ได้ถูกทำลายไปแล้ว
แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแค่เดินเข้าไปที่ห้องแม่ของเขาเงียบๆเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าลูกชายกลับมาที่บ้าน ผู้เป็นแม่ก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ทั้งที่เพิ่งจะกลับมาเหนื่อยๆ ทำไมเขาถึงยังไม่รีบเข้านอนกันล่ะ?
“แม่ครับ ผมมีบางอย่างอยากถามแม่หน่อย ช่วงนี้มีใครมาที่บ้านของเราบ้างหรือเปล่าครับ?” เมิ่งอ้ายชวนรู้ดีว่าครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวใหญ่ แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะขึ้นมายังชั้นบนได้
“ก่อนหน้านี้อาหญิงของลูกได้กลับมาเยี่ยมบ้าน เธอบอกว่าแวะกลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่ จากนั้นเธอก็ได้บอกว่ามีธุระต่อ หลังจากที่นั่งคุยกับคุณย่าของลูกอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ได้กลับออกไป”
“แม่ครับ ลองคิดดูดีๆอีกครั้งได้ไหมครับ มีใครอีกบ้าง? ไม่มีเพื่อนเก่าของคุณอาหรือใครในทำนองแบบนั้นมาหาเขาเลยเหรอครับ?” เมิ่งอ้ายชวนยังคงบอกให้แม่ของเขาคิดทบทวนเรื่องนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง
“ลูกพูดมาแบบนี้ แม่ก็นึกขึ้นได้เลย วันนั้นอาเล็กของลูกกำลังตามหาผู้หญิงคนนั้น แต่จู่ๆก็มีผู้หญิงต่างชาติคนหนึ่งมาด้วย เห็นบอกว่าเป็นคนจากครอบครัวของเธอคนนั้น แต่เธอก็กลับไปตั้งแต่ยังไม่ทันได้กินข้าว น่าจะอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงได้”
“เสี่ยวจางเป็นคนบอกเรื่องนี้กับแม่ โดยตอนที่แม่พาคุณย่าออกไปเดินเล่นกับคุณย่าไป๋ เราสองคนจึงได้นั่งคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง”
เมิ่งอ้ายชวนครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อนจะประเมินว่าความผิดพลาดทั้งหมดเกิดจากคนๆนั้นจริงหรือเปล่า และได้ตัดสินใจว่าจะถามกับฟู่เยี่ยนในวันพรุ่งนี้แทน
แต่ไม่คิดเลยว่าตอนที่เขาไปหาไป๋โม่เฉินที่มหาวิทยาลัยตี้ตู ไป๋โม่เฉินจะบอกกับเขาว่าไม่ได้เจอฟู่เยี่ยนมาหลายวันแล้ว เมิ่งอ้ายชวนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากข่มอารมณ์ของตัวเองเอาไว้เท่านั้น เขาพยายามคิดว่ายันต์แผ่นนั้นถูกทำลายลงไปได้อย่างไร และจะมีปัญหาอะไรตามมาหรือเปล่า
โดยไม่คาดคิด เมื่อเขากลับไปถึงบ้านในคืนนั้นเอง ก็พบว่าแม่ของเขาได้หลับไปแล้ว ซึ่งเมิ่งอ้ายชวนเองก็ไม่ได้สนใจอะไร แค่คิดว่าแม่ของเขาคงรู้สึกเหนื่อยเท่านั้น ทว่าแม่บ้านก็ได้เข้ามาบอกว่าแม่ของเขาหลับไปตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว
และที่น่าแปลกก็คือคุณปู่ของเขาเองก็หลับมาจนถึงตอนนี้ด้วยเช่นกัน มีเพียงคุณย่าเท่านั้นที่ยังตื่นมีสติดีอยู่คนเดียวในบ้าน
ในเวลานี้ เมิ่งอ้ายชวนรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อลูกตระกูลโจว
เขาจึงได้บอกเรื่องนี้กับเสี่ยวจางแล้วรีบโทรหาพี่สาวของเขาในทันที และหลังจากที่พี่สาวของเขามาถึง เธอก็ได้พาหมอมาที่บ้านด้วย
หมอคนนั้นเป็นหมอทหาร แต่กหลังจากที่ตรวจแล้วก็ไม่พบความผิดปกติใด จึงได้บอกให้รอดูอาการไปก่อน
ซึ่งเมิ่งอ้ายชวนรู้ว่าฟู่เยี่ยนจะต้องรู้เรื่องนี้อย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงไปหาจางเหว่ยและไป๋โม่เฉิน เพื่อเตรียมชวนกันไปบ้านตระกูลฟู่
เมื่อพวกเขามาถึง ฟู่ต้าหย่งก็ได้บอกว่าฟู่เยี่ยนไม่ได้กลับบ้านตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว ทั้งยังบอกไปอีกว่าช่วงนี้เธออยู่ที่บ้านตระกูลมู่ แต่เขาก็ไม่รู้ถึงสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงมากนัก
ในตอนนี้ เมิ่งอ้ายชวนจึงรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก และเมื่อฟู่เยี่ยนมาถึง หลายคนก็กำลังคุยกันว่าจะไปตามหาฟู่เยี่ยนที่ไหนอยู่พอดี
“เฉินจื่อ วันนี้นายได้เจอฟู่เยี่ยนบ้างหรือเปล่า?” เมิ่งอ้ายชวนพูดออกมาด้วยความร้อนรน
“ฉันได้ใช้นกกระเรียนกระดาษตามหาเธอแล้ว ซึ่งการที่จะทำแบบนั้นได้ เราต้องอยู่ห่างกันไม่เกินหนึ่งร้อยกิโลเมตรถึงจะตามหากันได้ แต่มันกลับไม่ได้ผล แสดงว่าเธอจะต้องมีธุระที่อื่นอย่างแน่นอน”
“ทุกคนกำลังตามหาฉันทำไมกัน?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับเปิดประตูเข้ามา
เมื่อได้ยินเสียงของฟู่เยี่ยน พวกเขาทั้งสามก็ได้ยืนขึ้นพร้อมกัน แต่ก่อนที่ไป๋โม่เฉินจะทันได้พูดนั้น เมิ่งอ้ายชวนก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“โอ้ ผู้ที่จะช่วยเรื่องนี้ได้มาแล้ว! ฟู่เยี่ยน รีบกลับไปที่บ้านกับฉันเถอะ ตอนนี้มีคนกำลังจะตาย!”
“พี่ชวนจื่ออย่าเพิ่งใจร้อนสิ ค่อยๆพูดก็ได้”
เมิ่งอ้ายชวนที่ได้ยินเช่นนั้นจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้กับฟู่เยี่ยนฟังอย่างใจเย็น ฟู่เยี่ยนจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตระหนักขึ้นมาได้ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วนจริงๆ แต่เธอก็ยังคงต้องจัดการกับเรื่องของมู่เหวินเหยาเสียก่อน
“พี่ชวน ช่วยรอฉันหน่อยนะ ฉันขอจัดการเรื่องบางอย่างก่อน แล้วจะจัดการเรื่องนี้ทีหลัง” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดเสร็จ เธอก็ได้ดึงไป๋โม่เฉินออกไปในทันที
“เสี่ยวฮั่ว ทำไมเธอถึงได้ดูวิตกกังวลขนาดนี้กันล่ะ?” ไป๋โม่เฉินเอ่ยถามขึ้นมาขณะที่กำลังเดินตามเธอไป
“รีบตามฉันไปที่บ้านของพี่ก่อนเถอะ มู่อี้อันรออยู่ที่นั่นแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก และตอนนี้ฉันก็ไว้ใจใครไม่ได้เลยอีกด้วย เอาไว้ไปถึงที่นั่น ฉันจะเล่าทุกอย่างให้พี่ฟังก็แล้วกัน”
ไป๋โม่เฉินจึงได้จับมือของฟู่เยี่ยนเอาไว้ไม่กล้าปล่อยมือ ก่อนที่ทั้งสองจะรีบวิ่งไปที่นั่นทันที
ทว่ากลับไม่มีวี่แววว่าจะมีใครอยู่ที่นี่เลย
“พวกเขาอาจจะเข้าไปข้างในแล้วก็ได้ เรารีบเปิดประตูเข้าไปข้างในกันเถอะ” ฟู่เยี่ยนมองไปยังแม่กุญแจที่ล็อคประตูอยู่ ซึ่งไม่พบร่องรอยว่ามันถูกเปิดมาก่อนเลย
“เอาล่ะ ถอยออกมาก่อนเถอะ ฉันจะเปิดประตูเอง” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับดึงฟู่เยี่ยนไปหลบด้านหลังของเขา
เมื่อเปิดประตูเข้าไป ทั้งสองก็พบว่าลุงหลิวและมู่อี้อันอยู่ที่นี่แล้ว ส่วนมู่เหวินเหยานั้นนอนอยู่บนกระสอบที่อยู่บนพื้น
“ฟู่เยี่ยน ไป๋โม่เฉิน ทั้งสองคนมาถึงแล้วเหรอ เมื่อครู่นี้เขาฟื้นขึ้นมาแล้ว ก่อนจะถูกลุงหลิวทำให้หมดสติไปอีกครั้ง”
ฟู่เยี่ยนมองไปที่เขา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและพูดกับมู่อี้อันไปว่า “นายยังจำยันต์ประสาทหลอนที่นายอยากให้ฉันสอนได้หรือเปล่า?”
“จำได้!” มู่อี้อันพยักหน้าซ้ำๆ
“ฉันจะใช้พื้นฐานนั้น และพัฒนาค่ายกลขึ้นมา ฉันจะบอกขั้นตอนกับนายอย่างละเอียด ตั้งใจฟังให้ดีล่ะ เราจะช่วยกันตั้งค่ายกลนี้ขึ้นมาด้วยกัน ทุกอย่างจะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้แล้ว บางทีเราอาจจะได้รับข้อมูลบางอย่างก็ได้ แต่หากไม่ได้ผล เราคงทำได้เพียงส่งตัวเขาให้กับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องจัดการต่อแล้ว”
“ลุงหลิว หนูจะออกไปตั้งค่ายกลด้านนอกสักพัก ลุงอยู่ที่นี่กับมู่อี้อันนะคะ”
“อืม อย่ากังวลไปเลย”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนได้บอกมู่อี้อันเกี่ยวกับเรื่องข้อควรระวังและเทคนิคต่างๆ ก่อนจะแบ่งหน้าที่กันไปตั้งค่ายกลในสนาม หนึ่งชั่วโมงต่อมา ค่ายกลประสาทหลอนหกชั้นก็เสร็จสมบูรณ์ในที่สุด
ตอนที่ 244: แมลงกู่พิษปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนอธิบายถึงสิ่งต่างๆให้กับมู่อี้อันและลุงหลิวเข้าใจแล้ว เธอก็เดินออกไปข้างนอกกับไป๋โม่เฉิน
ทั้งสองรีบไปที่หรงเป่าไจโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันนั้นเอง เมิ่งอ้ายชวนยังคงเดินวนไปมาอยู่ภายในห้องด้วยความร้อนรน
“ชวนจื่อ นั่งลงก่อนเถอะ อย่าเอาแต่เดินวนไปวนมาอยู่แบบนั้นเลย ฟู่เยี่ยนบอกแล้วว่าเธอจะกลับมาให้เร็วที่สุด และเธอจะต้องไม่ผิดสัญญาอย่างแน่นอน อย่ากังวลไปเลย เราไปหาอะไรกินกันก่อนดีกว่า” จางเหว่ยแนะนำขึ้นมา
“ฉันรู้ แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกไม่สบายใจเลย ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับแม่ของฉัน”
เมิ่งอ้ายชวนยอมนั่งลง ก่อนจะจิบชาที่วางอยู่บนโต๊ะ ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ได้มาถึง
“เอาล่ะ ไปกันเถอะ” เมิ่งอ้ายชวนขับรถตรงไปที่บ้านของเขาในทันที
“ฉันจะขับเอง นายไปนั่งที่เบาะด้านหลังเถอะ” ไป๋โม่เฉินคว้ากุญแจรถมาจากเขา
เมิ่งอ้ายชวนจึงตบไปที่ไหล่ของเขาเบาๆ ก่อนจะเดินไปนั่งที่เบาะหลัง
“พี่ชวนจื่อ ช่วยเล่าเหตุการณ์ให้ฉันฟังหน่อย” ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนที่นั่งอยู่เบาะผู้โดยสารก็ได้ถามขึ้นมา
“เมื่อวันก่อนฉันพบว่ายันต์ที่ประตูบ้านถูกทำลาย ซึ่งตอนนั้นฉันเองก็รู้สึกสงสัยจึงได้ไปถามแม่ของฉันเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ตอนนั้นฉันหาเธอไม่เจอ สุดท้ายจึงเกิดเรื่องขึ้น” เมิ่งอ้ายชวนพูดด้วยสีหน้าที่ดูเศร้าลงไปเล็กน้อย
“ฉันรู้ว่าคุณป้าจะต้องตกอยู่ภายใต้คาถาบางอย่าง แต่ตอนนี้ฉันยังไม่แน่ใจ จึงต้องขอไปดูอาการของคุณป้าก่อน พี่ชวนจื่อ พี่ต้องเก็บเรื่องนี้ให้เป็นความลับนะ อย่าปล่อยให้เรื่องนี้รั่วไหลออกไปอย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นคนที่ทำอาจจะไหวตัวทันได้”
“มีความเป็นไปได้สูงมากที่อาเล็กของพี่จะเป็นคนทำ เพราะทุกอย่างดูค่อนข้างสอดคล้องกันอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว”
“ใช่ เขาดูไม่เหมือนเขาคนเดิมเลย ครั้งล่าสุดที่เขาเจอกับเฉินจื่อ เขาจำเฉินจื่อไม่ได้ด้วยซ้ำ!” เมิ่งอ้ายชวนพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
“รีบไปกันก่อน พี่ไป๋โม่เฉิน พี่ขับรถเป็นด้วยเหรอ?” ฟู่เยี่ยนเริ่มเปลี่ยนเรื่องคุย เธอไม่อยากให้เมิ่งอ้ายชวนรู้สึกเศร้าไปมากกว่านี้ เพราะตอนนี้เธอยังไม่รู้ถึงสถานการณ์ที่แน่ชัดเลย
ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็รับรู้เรื่องนี้ได้โดยธรรมชาติ เขารู้ว่าฟู่เยี่ยนจะเปลี่ยนเรื่อง จึงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
“มันแน่อยู่แล้ว ยังมีอีกหลายอย่างเลยนะที่เธอไม่รู้ ฉันเคยขับรถถังมาแล้วด้วยล่ะ” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับหันไปมองฟู่เยี่ยน เขาไม่ได้เจอกับผู้หญิงที่เขารักมาหลายวันแล้ว แถมเธอก็ยังดูเหนื่อยมากอีกด้วย
แต่ก่อนที่ไป๋โม่เฉินจะพูดต่อ เมื่อเขาหันกลับมาอีกครั้ง ก็พบว่าฟู่เยี่ยนได้ผล็อยหลับไปเสียแล้ว
“ฟู่เยี่ยน…” จางเหว่ยกำลังจะพูดบางอย่าง แต่เมื่อเขาเห็นท่าทางของไป๋โม่เฉิน เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าฟู่เยี่ยนกำลังหลับอยู่
ไป๋โม่เฉินขับรถอย่างนุ่มนวลตลอดทาง จนฟู่เยี่ยนไม่รู้สึกถึงการสั่นสะเทือนของรถเลยแม้แต่น้อย เธอจึงหลับสบายจนมาถึงยังบ้านพักของค่ายทหาร
“เฉินจื่อ ฉันจะเข้าไปดูสถานการณ์ข้างในก่อน รอให้ฟู่เยี่ยนตื่น แล้วพวกนายค่อยเข้าไปพร้อมกันก็ได้” เมิ่งอ้ายชวนเห็นว่าฟู่เยี่ยนกำลังหลับสบายอยู่ จึงไม่อยากรบกวนเธอ แต่ทว่าเรื่องที่เกิดขึ้นภายในบ้านของเขาก็เป็นเรื่องเร่งด่วนเช่นกัน
“เข้าใจแล้ว นายเข้าไปก่อนเถอะ เอาไว้ฉันจะปลุกเธอเอง”
ทว่าฟู่เยี่ยนกลับตื่นขึ้นมาทันทีที่เมิ่งอ้ายชวนปิดประตู
“เรามาถึงแล้วเหรอ?” เนื่องจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายวัน ฟู่เยี่ยนจึงได้หลับสนิทตลอดทาง และตอนนี้ความเหนื่อยล้าเหล่านั้นก็ได้บรรเทาลงไปบ้างแล้ว
“เรามาถึงแล้วล่ะ เธอเป็นอย่างไรบ้าง? รู้สึกดีขึ้นหรือยัง?” ไป๋โม่เฉินเห็นว่าเธอยังคงง่วงอยู่ จึงได้ถามออกไปอีกครั้ง
“ไม่เป็นไร เราเข้าไปข้างในกันเถอะ ไปตรวจสอบดูสถานการณ์กันก่อน” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับลูบไปยังบริเวณขมับของตัวเอง
“อืม เอาไว้ฉันจะไปหาอะไรมาให้เธอกินทีหลังก็แล้วกัน ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของฉันเท่าไหร่” ไป๋โหม่เฉินเห็นว่าฟู่เยี่ยนเหนื่อยมากแล้ว และเธอก็คงจะยังไม่ได้ทานอะไรเลยอีกด้วย ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปลูบหัวของเธอเบาๆ
“อืม” ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ได้ขยับศีรษะไปมาใต้ฝ่ามือของเขาเช่นกัน
ไป๋โม่เฉินจึงเขย่าศีรษะของเธอเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูซุกซน
เมื่อทั้งสองเดินเข้าไปข้างใน เมิ่งอ้ายชวนและจางเหว่ยที่เข้ามาดูอาการของผู้เฒ่าเมิ่งและแม่ของเมิ่งอ้ายชวนในก่อนหน้านี้ก็ได้ออกมาพูดคุยกับพวกเขา
“พี่ชวนจื่อ เป็นอย่างไรบ้าง?” เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเมิ่งอ้ายชวนดูไม่ค่อยดีนัก ฟู่เยี่ยนเห็นจึงได้เอ่ยถามขึ้นมา
“ยังไม่มีใครตื่นเลย แม้แต่หมอเองก็จนปัญญาแล้วเช่นกัน ฟู่เยี่ยน ฉันคงต้องฝากความหวังทุกอย่างเอาไว้ที่เธอแล้ว” เมิ่งอ้ายชวนไม่แน่ใจเลยว่าเขาควรทำอย่างไรต่อไป
“ฉันขอดูอาการของพวกเขาหน่อย ทุกคนออกไปข้างนอกก่อนเถอะ ส่วนพี่ชวนจื่อ พี่เข้าไปข้างในกับฉัน”
“อืม”
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินเข้าไปในห้องแม่ของเมิ่งอ้ายชวนก่อน ทันทีที่เข้าไปเธอก็พบว่ามีพลังหยินครอบคลุมอยู่ภายในห้อง แม่ของเมิ่งอ้ายชวนกำลังนอนหลับอย่างสงบอยู่บนเตียง ฟู่เยี่ยนจึงเดินเข้าไปเปิดผ้าห่ม พร้อมกับยกขากางเกงของแม่เมิ่งอ้ายชวนขึ้น และหลังจากที่ตรวจดูแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้เปิดชายเสื้อขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะตรวจดูม่านตาของหญิงวัยกลางคนตรงหน้า
เธอพบว่ามีเส้นสีดำสองเส้นบริเวณข้อเท้า และตอนนี้มันได้ลุกลามขึ้นมาถึงหน้าท้องช่วงล่างแล้ว ซึ่งสิ่งนั้นคือพิษกู่นั่นเอง!
“ฟู่เยี่ยน เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงได้มีเส้นสีดำสองเส้นปรากฏขึ้นมาล่ะ?” เมิ่งอ้ายชวนเอ่ยถามขึ้นมา
“แมลงกู่พิษ พาฉันไปที่ห้องคุณปู่ของพี่เดี๋ยวนี้เลย” ฟู่เยี่ยนอยากรู้ว่าตอนนี้อาการของผู้เฒ่าเมิ่งเป็นอย่างไรบ้าง
“ปู่ของฉันอยู่ชั้นบน ฉันจะพาเธอไปที่นั่นเดี๋ยวนี้เลย”
ทันทีที่ทั้งสองเดินออกมาจากห้อง ทุกคนก็ได้รีบเข้ามาถามทันที
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
ในบรรดาคนที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด ฟู่เยี่ยนมุ่งเป้าไปที่อาเล็กของเมิ่งอ้ายชวนและผู้หญิงคนที่เขาพามาอย่างไม่ลังเล เพราะในพวกเขามีคนหนึ่งคิดไม่ดี ส่วนอีกคนก็กำลังรู้สึกดีกับความโชคร้ายของผู้อื่น
“จางเหว่ย คุณกับพี่เมิ่งเฝ้าหน้าห้องนี้เอาไว้นะ อย่าให้ใครเข้ามาเด็ดขาด ฉันจะขึ้นไปดูคุณปู่เมิ่งชั้นบนเอง” ฟู่เยี่ยนสั่งจางเหว่ยในทันที และขณะที่เธอกำลังจะเดินขึ้นไปยังชั้นบนนั้น เธอยังไม่ลืมที่จะยัดยันต์จำนวนหนึ่งให้กับจางเหว่ยอีกด้วย
“อืม เข้าใจแล้ว” จางเหว่ยพยักหน้ารับโดยไม่มีคำถามใด
“ขอบใจนายมากนะ เหว่ยจื่อ” เมิ่งอ้ายชวนกล่าวขอบคุณ และกำลังจะพาไป๋โม่เฉินกับฟู่เยี่ยนขึ้นไปยังชั้นบน
“เราก็เหมือนพี่น้องกันนั่นแหละ อย่าพูดแบบนั้นเลย” จางเหว่ยโบกมือให้กับเมิ่งอ้ายชวน ก่อนจะเดินออกไปด้านนอก ตอนนี้เขาและพี่สาวของเมิ่งอ้ายชวนยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูห้องแม่ของเมิ่งอ้ายชวนเอาไว้ โดยคนหนึ่งยืนอยู่ทางซ้าย ส่วนอีกคนหนึ่งยืนอยู่ทางขวา
ส่วนอาของเมิ่งอ้ายชวนและผู้หญิงคนนั้นก็ได้เดินตามเขาขึ้นไปยังชั้นบนทันทีเช่นกัน ทั้งยังดูเหมือนว่าพวกเขาจะกังวลเล็กน้อยอีกด้วย
ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนได้เข้าไปในห้องของคุณปู่เมิ่งกับเมิ่งอ้ายชวน ซึ่งตอนนี้รอบตัวของคุณปู่เมิ่งต่างก็มีคนล้อมรอบอยู่เต็มไปหมด และเสี่ยวจางยังขวางประตูเอาไว้อีกด้วย
อาของเมิ่งอ้ายชวนจึงรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปข้างใน ก่อนจะมองไปยังไป๋โม่เฉินที่ยืนอยู่หน้าประตูและเดินไปห้องนั่งเล่นโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำ
เมื่อฟู่เยี่ยนได้ตรวจดูภายในห้องของผู้เฒ่าเมิ่ง เธอก็ได้พบว่าอาการของเขาแตกต่างไปจากแม่ของเมิ่งอ้ายชวนอย่างสิ้นเชิง แม่ของเมิ่งอ้ายชวนถูกวางยาพิษ แต่เขาถูกคำสาป
ซึ่งคำสาปของคุณปู่เมิ่งนั้นสามารถแก้ไขได้ไม่ยาก เพียงแค่ใช้ยันต์มาช่วย คำสาปนี้ก็จะถูกปัดเป่าออกไปอย่างง่ายดาย
“พี่ชวนจื่อ ช่วยไปเอาน้ำมาให้ฉันหน่อย”
เมิ่งอ้ายชวนจึงบอกเรื่องนี้กับเสี่ยวจาง และเสี่ยวจางก็ได้รีบออกไปในทันที ก่อนจะพบกับไป๋โม่เฉินที่ยืนเฝ้าอยู่ที่ข้างนอกประตู
เมื่อเห็นเช่นนั้น ไป่โหมเฉินก็ได้เข้าไปข้างใน และถามฟู่เยี่ยนว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“ตอนนี้ที่เร่งด่วนที่สุดคืออาการของคุณป้า แต่เราก็ยังต้องช่วยคุณปู่เมิ่งก่อน เมื่อเขาตื่นขึ้นมาแล้ว ให้บอกคุณปู่เมิ่งว่าอย่าเพิ่งออกไปข้างนอก พี่ชวนจื่อ สาเหตุของเรื่องมาจากคุณอาของพี่กับผู้หญิงคนนั้น ฉันเกรงว่าต้องให้พ่อของพี่กลับมาจัดการด้วยตัวเอง ฉะนั้นเราจึงต้องปิดเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับก่อน!”
หากเรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงชายชราเมิ่ง เรื่องคงซับซ้อนแล้ว
“เอาล่ะ เรื่องนี้ฉันไม่สามารถทำคนเดียวได้อย่างแน่นอน คงต้องให้พี่สาวของฉันช่วยด้วยอีกแรงแล้ว ทั้งสองคนอยู่ที่นี่ก่อนก็แล้วกัน ฉันจะไปบอกเรื่องนี้กับพี่สาวของฉัน และขอให้เธอกลับไปที่บ้านเพื่อพูดคุยเรื่องนี้” หลังจากที่พูดจบ เมิ่งอ้ายชวนก็ได้รีบเดินออกไปทันที
ตราบใดที่ความลับไม่รั่วไหล ก็ยังพอจะมีช่องว่างที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้
“เสี่ยวฮั่ว เกิดอะไรขึ้นกับคุณปู่เมิ่งและป้าเมิ่งอย่างนั้นเหรอ?”
“คุณป้าถูกแมลงกู่พิษกัด ส่วนคุณปู่เมิ่งถูกคำสาป คุณปู่เมิ่งแค่ต้องดื่มน้ำจากยันต์ เขาก็จะหายขาดแล้ว ส่วนคุณป้าอาการยังคงน่าเป็นห่วง เราจำเป็นต้องตามหาแม่แมลงกู่ตัวนั้นเพื่อที่จะดึงพิษออกมา แมลงกู่พวกนี้เลี้ยงด้วยการให้กัดกินพิษเข้าไป หลังจากที่ดึงพิษออกมาจากร่างกายของคุณป้าได้แล้ว คุณป้ายังต้องรักษาสุขภาพเป็นเวลาถึงหนึ่งปีครึ่ง ร่างกายของคุณป้าจึงจะกลับมาแข็งแรงเป็นปกติอีกครั้ง”
“แต่มันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอกนะ เพราะแม่แมลงกู่ยังอยู่ภายในบ้านหลังนี้”
ฟู่เยี่ยนสามารถดึงพิษออกมาได้โดยตรงอยู่แล้ว เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเคยเจอกับสถานการณ์แบบนี้ เธอเคยดึงพิษกู่ที่อยู่ในร่างกายของป้าเธอมาก่อนแล้ว
แต่ตอนนั้น พิษที่ไป๋หยูโดนไม่ได้เป็นพิษที่ร้ายแรงและซับซ้อนเท่าไหร่ ดังนั้นสิ่งที่เธอต้องทำก็แค่ดึงพิษนั้นออกมา แต่พิษที่อยู่ในร่างกายแม่ของเมิ่งอ้ายชวน ไม่เพียงแค่เธอต้องกำจัดแมลงกู่เท่านั้น แต่ยังต้องช่วยล้างพิษด้วย
“เธอหมายความว่าอย่างไร? คนที่ใช้แมลงกู่พิษอยู่ในบ้านนี้อย่างนั้นเหรอ?” ไป๋โม่เฉินยังคงไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูด
“ถ้าอย่างนั้น ฉันจะไปกับเธอเอง และจะขอให้ชวนจื่อหาใครสักคนมาดูแลที่นี่แทน”
ทันใดนั้นเอง เสี่ยวจางก็ได้นำเหยือกน้ำเข้ามา ฟู่เยี่ยนจึงทำการเผายันต์ในทันที และขณะนั้นเธอก็ได้แอบเปลี่ยนเอาน้ำศักดิ์สิทธิ์จากดินแดนต่างมิติของเธอออกมาในตอนที่ไม่มีใครสนใจ
การเผากระดาษยันต์นั้นไม่ใช้ไฟในการเผา แต่มันจะมีไฟลุกขึ้นมาเอง และกระดาษยันต์ทั้งหมดก็ได้จมลงไปอยู่ด้านล่างของเหยือกจนหมดแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงคนมันด้วยช้อน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเหยือกสีเข้มแทน
ตอนที่ 245: ขับพิษออกจากร่างกาย
เมื่อครู่นี้ เมิ่งอ้ายชวนได้กลับเข้ามาในห้องพอดี เขาจึงเป็นคนป้อนน้ำให้กับคุณปู่เมิ่งด้วยตัวเอง
ฟู่เยี่ยนกระซิบบางอย่างกับเสี่ยวจางแล้ว เสี่ยวจางและไป๋โม่เฉินก็ออกไป หลังจากนั้นไม่นานนัก คุณปู่เมิ่งก็ได้สติตื่นขึ้นมา
“ชวนจื่อหรือ?”
“คุณปู่ คุณปู่ตื่นแล้วเหรอครับ?” เมิ่งอ้ายชวนพูดขึ้นมาด้วยความดีใจ
“มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับฉันอย่างนั้นเหรอ?”
“คุณปู่ คุณปู่หลับไปนานมากและไม่ยอมตื่นเสียที ทำเอาผมกลัวแทบแย่! ตอนนี้คุณปู่เป็นยังไงบ้างครับ?” เมิ่งอ้ายชวนเข้าไปช่วยพยุงคุณปู่เมิ่งให้ลุกขึ้นมานั่งพิงที่หัวเตียง
“ฉันรู้สึกดีขึ้นแล้วล่ะ ไม่ได้เจ็บปวดตรงไหนเลย แล้วนี่ใครหรือ?” คุณปู่เมิ่งสังเกตเห็นฟู่เยี่ยนที่อยู่ข้างๆ จึงเอ่ยถามขึ้นมา
“สวัสดีค่ะคุณปู่เมิ่ง หนูชื่อฟู่เยี่ยนค่ะ”
“คุณปู่ครับ เธอคือคนที่จะเป็นภรรยาในอนาคตของเฉินจื่อ”
“เด็กผู้หญิงคนนี้ไม่เลวเลย ดูเป็นคนจิตใจดี เธอมีดวงตาที่บริสุทธิ์ สาวน้อย เสี่ยวเฉินเป็นเด็กดีมากเลยนะ!” คุณปู่เมิ่งกล่าวชื่นชมไป๋โม่เฉิน และเขาเองก็ยังไม่ลืมที่จะชมเธออีกด้วย
“คุณปู่เมิ่ง คุณปู่ยังชอบชื่นชมผมไม่เปลี่ยนเลยนะครับ!” ไป๋โม่เฉินเปิดประตูเข้ามาจากด้านนอก ก่อนจะพาอาของเมิ่งอ้ายชวนที่กำลังดิ้นรนเข้ามาในห้อง
ส่วนเสี่ยวจางที่อยู่ด้านหลังก็ได้พาผู้หญิงคนที่อาของเมิ่งอ้ายชวนพามาด้วยเดินตามเข้ามาเช่นกัน
“เหอเทียน? เสี่ยวเฉิน มันเกิดอะไรขึ้นกัน?” ผู้เฒ่าเมิ่งรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นไป๋โม่เฉินพาลูกชายคนเล็กของเขาเข้ามา
ทันใดนั้นเอง ไป๋โม่เฉินก็ได้ปล่อยมือโดยตรง แต่เสี่ยวจางยังคงไม่ยอมปล่อย
“คุณปู่ครับ พวกเขาทั้งสองคนคือต้นเหตุที่ทำให้คุณปู่และแม่ของผมหมดสติแบบนี้ครับ ฟู่เยี่ยนมาดูสิ” เมิ่งอ้ายชวนพูดพลางมองไปที่ฟู่เยี่ยน เขาสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น
แต่ฟู่เยี่ยนก็ไม่ต้องการทีจะพูดเรื่องไร้สาระกับคนสองคนนี้อีก เพราะเธอมีเรื่องที่สำคัญกว่ารออยู่
เธอเดินเข้าไปหาผู้หญิงคนนั้น ก่อนจะนั่งยองๆลง
“คุณแซ่ไป๋อย่างนั้นเหรอ?”
“เธอรู้ได้ยังไงกัน?” ไป๋หลิงเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความประหลาดใจ
“คุณเป็นสมาชิกของตระกูลไป๋ที่มีนิสัยไม่ดีเอาเสียเลย การที่คุณเรียนรู้เรื่องแมลงกู่พิษนั้นมันไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรอกนะ รู้หรือเปล่าว่าฉันต้องใช้ความพยายามแค่ไหนในการกำจัดสิ่งที่ไม่ดีเหล่านี้” ฟู่เยี่ยนไม่อยากสุภาพกับคนแบบนี้
“เธอ! เธอเป็นใครกัน ฉันแก่จนจะเป็นป้าของเธอได้อยู่แล้วนะ กล้าดียังไงมาพูดกับฉันแบบนี้!” ไป๋หลิงรู้สึกโกรธขึ้นมาทันที และพยายามดิ้นเพื่อให้หลุดจากการคุมตัว
“ฉันเป็นคนเชื่อในความชอบธรรม หากถนนไม่เรียบก็ควรจะมีคนช่วยทำให้มันเรียบ ดังนั้นหากมีเรื่องที่ไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น ก็ควรที่จะมีคนมาดูแลเช่นกัน ในเมื่อกล้าทำสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็ควรที่จะคิดถึงจุดจบของตัวเองอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”
ไป๋หลิงมองไปทางอื่น เธอไม่อยากจะตอบคำถามนี้
“หากจะให้ฉันเดา แมลงกู่พิษพวกนั้นถูกซ่อนเอาไว้ที่ไหนกันนะ?” ฟู่เยี่ยนพูดพลางมองไปที่เท้าของไป๋หลิง
เมื่อเห็นเช่นนั้น ไป๋หลิงก็รีบหดตัวลงด้วยความประหม่า เธอพยายามที่จะปกปิดเรื่องนี้เอาไว้อย่างสุดความสามารถ
ฟู่เยี่ยนยื่นมือออกไป ก่อนจะเห็นบางอย่างชอนไชออกมาจากเท้าของไป๋หลิง ฟู่เยี่ยนจึงเอื้อมมือไปรับมันมา
ใช่แล้ว มันคือแมลงกู่พิษจริงๆ ทั้งยังมีมากกว่าหนึ่งตัวอีกด้วย จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้เขย่าขวดเล็กใบหนึ่ง และเมิ่งเหอเทียนที่อยู่ข้างๆ ก็ได้ล้มลงกับพื้นพร้อมกับร่างกายที่เริ่มกระตุก
ซึ่งขวดนี้เป็นแมลงกู่พิษที่ถูกใช้กับแม่ของเมิ่งอ้ายชวนนั่นเอง
ฟู่เยี่ยนไม่ได้สนใจคนสองคนที่อยู่บนพื้น ก่อนจะขอให้เสี่ยวจางจับพวกเขาขังแยกกันเอาไว้ ตอนนี้เธอต้องรีบช่วยชีวิตแม่ของเมิ่งอ้ายชวนก่อน แล้วค่อยไปเค้นเอาความจริงจากพวกเขาว่าใครคือคนที่ทำลายยันต์แคล้วคลาดของเธอ
“คุณปู่เมิ่ง หนูต้องไปล้างพิษให้คุณป้าก่อนนะคะ ตอนนี้คุณปู่พักผ่อนไปก่อน แล้วหนูจะมาอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังทีหลัง คุณปู่ไม่ต้องกังวลนะคะ ตอนนี้คุณปู่ปลอดภัยแล้ว”
“เอาล่ะ ตอนนี้ฉันเองก็รู้สึกเพลียนิดหน่อยเหมือนกัน เธอไปทำธุระก่อนเถอะ” คุณปู่เมิ่งพูดด้วยสีหน้าที่ดูเศร้าใจเล็กน้อย
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินลงมายังชั้นล่าง ก่อนจะพบกับจางเหว่ยก็ยืนเฝ้าหน้าประตูอยู่
“พี่ชวนจื่อ พี่กับพี่ไป๋โม่เฉินช่วยไปเตรียมเตาอั้งโล่มาให้ฉันหน่อย ฉันจะเข้าไปในห้องเพื่อตรวจสอบดูสถานการณ์ก่อน”
“อืม ฉันจะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ”
ทันใดนั้นเอง ยิ่งเธอเดินเข้าไปใกล้แม่ของเมิ่งอ้ายชวนมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าแมลงกู่ที่อยู่ภายในขวดเริ่มกระสับกระส่ายมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ แม่ของเมิ่งอ้ายชวน แมลงกู่เหล่านั้นก็ไม่ต่างจากแมลงที่กำลังทุรนทุรายอย่างบ้าคลั่ง มันพุ่งเข้าใส่ตัวขวดอย่างแรงราวกับว่าจะทะลุออกมาจากขวดใบนั้นได้อย่างไรอย่างนั้น
ในตอนนี้ ตามร่างกายของป้าเมิ่งมีส่วนที่โปดนูนออกมาด้วยหลายจุด ซึ่งเป็นอะไรที่ดูน่ากลัวมาก เมื่อฟู่เยี่ยนได้ยินเสียงฝีเท้าของไป๋โม่เฉิน เธอจึงได้หยิบมีดขึ้นมา ก่อนจะกรีดเบาๆ ไปยังบริเวณหน้าท้องของป้าเมิ่งที่โปดนูนขึ้นมาในทันที
ด้วยการใช้แม่แมลงกู่เป็นตัวล่อ พิษที่อยู่ในร่างกายของป้าเมิ่งก็ถูกขจัดออกไปอย่างรวดเร็ว โดยเธอต้องใช้หม้อถึงสี่ใบในการเผาแมลงกู่พิษเหล่านั้น ทำให้ภายในห้องมีกลิ่นคาวคละคลุ้งไปหมด จากนั้นฟู่เยี่ยนยังใช้ยันต์เพื่อช่วยขับพิษที่ยังหลงเหลือออกไปทั้งหมด
ไม่นานนัก ใบหน้าของป้าเมิ่งก็ค่อยๆกลับมามีเลือดฝาดอีกครั้ง
ฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปใกล้ๆเธออีกครั้ง ก่อนจะป้อนยาถอนพิษเข้าไปในปากของป้าเมิ่ง และจับชีพจรของเธอดูอีกครั้ง ตามด้วยเขียนใบสั่งยาให้กับเมิ่งอ้ายชวนไป
“หลังจากที่ทานยาเข้าไปแล้ว ให้ใช้สมุนไพรสามชนิดนี้ต้มรวมกัน และดื่มมันเป็นเวลาหนึ่งเดือน แล้วฉันจะมาตรวจดูชีพจรของคุณป้าอีกครั้งเพื่อปรับสูตรยา”
“แม่ของฉันต้องดื่มยาไปอีกนานแค่ไหนเหรอ? แล้วเมื่อไหร่เธอถึงจะฟื้นขึ้นมากันล่ะ?” เมิ่งอ้ายชวนพูดพร้อมกับเก็บใบสั่งยาลงไปในกระเป๋าของเขา
“คุณป้าต้องกินยาอีกประมาณหนึ่งปี ซึ่งหนึ่งในตัวยาก็คือโสม เอาไว้หากฉันกลับไปที่บ้านจะนำมันมาให้เอง พรุ่งนี้คุณป้าก็น่าจะตื่นขึ้นมาตามปกติแล้วล่ะ หลังจากที่เธอตื่นขึ้นมา เธอก็จะสบายดีเป็นปกติ”
“อืม ฟู่เยี่ยน ฉันต้องขอบคุณเธอมากเลยนะ ฉัน…” เมิ่งอ้ายชวนกล่าวขอบคุณเธอจากใจจริง
“พี่ชวนจื่อ อย่าคิดมากเรื่องนี้เลย หากพี่อยากตอบแทนฉันจริงๆ ตอนนี้แค่ช่วยหาอะไรให้ฉันทานสักหน่อยก็พอแล้ว” ฟู่เยี่ยนไม่ได้ทานข้าวมาทั้งวัน ตอนนี้เธอจึงรู้สึกหิวมาก
“โอ้ จริงสิ ฉันลืมเรื่องนี้ไปเลย เอาล่ะ เอาล่ะ ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
เมื่อเรื่องราวทั้งหมดได้รับการแก้ไขแล้ว ทุกคนจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก และตอนนี้พี่สาวของเมิ่งอ้ายชวนก็ได้กลับมาแล้วเช่นกัน โดยเธอบอกว่าพ่อจะกลับมาเร็วๆนี้ และคาดว่าน่าจะมาถึงในอีกประมาณหนึ่งชั่วโมง
พวกเขาปรุงอาหารที่บ้าน และทุกคนก็ได้ทานมื้อค่ำร่วมกัน จนพ่อของเมิ่งอ้ายชวนมาถึง
เมิ่งเหอหยู่เป็นคนที่จริงจังกับงานมาก และเขาก็มักจะยุ่งอยู่กับงานในกองทัพอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นแม่ของเมิ่งอ้ายชวนจึงรับหน้าที่ดูแลครอบครัวให้นั่นเอง
หลังจากที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากเมิ่งอ้ายชวน ปฏิกิริยาแรกของเขาก็คือ เขาไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ เขาคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น
“ลุงเมิ่ง มันไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากอะไรเลย น้องชายของลุงเองก็เคยถูกอาคมมาด้วยเหมือนกัน มิเช่นนั้นลุงคิดว่าเขาจะกลายเป็นคนละคนแบบนั้นได้ยังไง?”
คิ้วของเมิ่งเหอหยู่คลายตัวลงเล็กน้อย เธอพูดถูก น้องชายของเขาดูผิดปกติไปจริงๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็ลองพูดความคิดเห็นของเธอมาสิ ฉันจะรับฟังมันก็แล้วกัน”
“พี่ชวนจื่อ เราลงไปคุยกับอาของพี่และผู้หญิงคนนั้นกันดีกว่า พาคุณปู่เมิ่งไปด้วยนะคะ”
ตอนนี้อาของเมิ่งอ้ายชวนได้สติตื่นมาแล้วเช่นกัน แม้ว่าตอนนี้เขาจะรู้สึกไม่ค่อยสบาย แต่เขาก็ยังคงมีสติ เนื่องจากเขายังคงพยายามดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดกำลัง ฟู่เยี่ยนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกใช้สันมือสับไปที่ท้ายทอยของเขา
ซึ่งทุกคนต่างก็มองไปยังฉากตรงหน้าด้วยความตกตะลึง พวกเขาไม่คิดเลยว่าฟู่เยี่ยนจะมีทักษะถึงขนาดนี้
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้ดึงเอาแมลงกู่ออกมาได้อย่างง่ายดาย ทำเอาทุกคนที่อยู่ที่นั่นรู้สึกตกใจกับฉากนี้เป็นอย่างมาก พวกเขาจะไม่มีวันลืมเรื่องนี้ไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน
ไป๋โม่เฉินและคนอื่นช่วยกันนำหม้อมารองแมลงกู่พวกนั้นเอาไว้ ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะเผาพวกมันทิ้งภายในชั่วพริบตาเดียวด้วยยันต์ของเธอ
เมิ่งเหอหยู่ยังคงไม่พูดอะไรออกมา ตอนนี้ภายในใจของเขาได้เกิดความขัดแย้งระหว่างสวรรค์กับมนุษย์ขึ้นแล้ว เมื่อเห็นแมลงที่น่าขยะแขยงเหล่านั้น มันทำให้หนังศีรษะของเขาชาไปหมด เขารู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก จึงได้หันกลับไปมองลูกสาวที่ตอนนี้กำลังอาเจียนอยู่ข้างๆ
ทุกคนไม่ได้สนใจอาของเมิ่งอ้ายชวนเลย และปล่อยให้เขานอนอยู่บนพื้นแบบนั้น แม้ว่าเขาจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม แต่เรื่องทั้งหมดก็เกิดขึ้นมาเพราะเขาอยู่ดี
ทว่าฟู่เยี่ยนไม่อยากพลาดเรื่องที่น่าตื่นเต้นนี้ เธอจึงได้ปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมา เมิ่งเหอเทียนตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสับสน เขายังคงไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป ดังนั้นความทรงจำในช่วงเวลานี้ของเขาจึงดูคลุมเครือเล็กน้อย
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้ขยิบตา และเมิ่งอ้ายชวนก็ได้เดินเข้าไปดึงผ้าที่ปิดปากของไป๋หลิงออกในทันที
“คุณจะพูดเอง หรือให้ฉันเป็นคนพูด?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมา
ไป๋หลิงได้ตัดสินใจแล้วว่าเธอจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น เธอต้องการต่อสู้จนถึงที่สุด และฟู่เยี่ยนจะต้องทนไม่ไหวจนยอมพ่ายแพ้ไปเอง
เนื่องจากฟู่เยี่ยนยังคงต้องการที่จะทดสอบประสิทธิภาพของยันต์พูดความจริง ดังนั้นเธอจึงแปะยันต์ลงบนตัวของไป๋หลิงโดยตรง ซึ่งไป๋หลิงยังคงมองไปที่เธออย่างดูถูกเหยียดหยาม
ยันต์อะไรกัน มันก็แค่กระดาษธรรมดาแผ่นหนึ่งเท่านั้น
แค่กระดาษเพียงแผ่นเดียว คิดจะใช้ของแบบนี้หลอกให้เธอพูดความจริงอย่างนั้นหรือ? จะดูถูกเธอมากเกินไปแล้ว
จบตอน
Comments
Post a Comment