magic ep541-550

ตอนที่ 541: พักภารกิจชั่วคราว


“แม่ครับ ทำไมพี่สามถึงยังไม่กลับมาอีกล่ะ ?” เป็นฟู่เหยานั่นเองที่วิ่งเข้ามา


“ดูสิ นี่ลูกไปทำอะไรมา อย่าเอาแต่เที่ยวเล่นแบบนี้สิ ทำการบ้านที่พี่ให้เสร็จหมดแล้วเหรอ ? ถ้ายังไม่เสร็จก็รีบไปทำได้แล้ว จะได้เริ่มเรียนบทต่อไป ถ้าพี่สาวของลูกกลับมาถึงบ้านแล้วลูกถูกตี แม่ไม่รู้ด้วยนะ”


หวังซู่เหมยกัดฟันพร้อมพูดออกมาด้วยความหงุดหงิด เธอทนไม่ไหวจนต้องใช้มือปัดฝุ่นที่เลอะอยู่ตามตัวให้ลูกชาย


เนื่องจากฟู่เหยาเรียนรู้ทักษะจากฟู่เยี่ยนมาตั้งแต่เด็ก และเขาก็น่าทึ่งเป็นอย่างมาก ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เขาวิ่งเล่นไปทั่วตรอกโดยไม่กลัวอะไรเลย ซึ่งเธอก็มักจะตามหาเขาไม่เจออยู่บ่อยครั้ง จนต้องปล่อยเขาไปเล่นตามที่ใจต้องการ


มีลูกบ้านไหนเป็นเหมือนกับเขาบ้าง ? ตอนที่อายุยังไม่ถึงห้าขวบ เขาก็ได้ออกไปวิ่งเล่นข้างนอกคนเดียวแล้ว ทั้งยังไม่กลัวถูกคนลักพาตัวอีกด้วย


หวังซู่เหมยได้บอกเรื่องนี้กับฟู่เยี่ยนแล้ว ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็อยากจะหัวเราะออกมามาก แต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้ ใครจะกล้าแตะต้องลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้กัน กลัวเขาจะไปลักพาตัวคนอื่นจะดีกว่า


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟู่เหยามีทักษะที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่ฟู่เยี่ยนเองก็ยังต้องถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจ เด็กคนนี้เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์จริงๆ เพียงแต่อารมณ์ของเขายังไม่ค่อยนิ่งก็เท่านั้น


เมื่อเธอไม่อยู่บ้าน แม้แต่พ่อกับแม่ก็ยังควบคุมเขาไม่ได้ เขาจึงได้รับมอบหมายการบ้านจากพี่สาวเยอะมากเป็นพิเศษจนเขาไม่มีเวลาออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกได้ และคนเดียวที่เขาเชื่อฟังมีเพียงพี่สาวของเขาเท่านั้น


“อาสะใภ้ ผมขอพาน้องๆออกไปเล่นข้างนอกได้ไหมครับ ?” ฟู่เหยากะพริบตาปริบๆ ก่อนจะมองไปยังเด็กสองคนที่กำลังเล่นเงียบๆอยู่ด้านข้าง 


“เอาล่ะ แต่เสี่ยวถู่ไปเล่นแค่ในลานบ้านก็พอนะ อย่าพาน้องๆออกไปเล่นข้างนอกล่ะ รู้หรือเปล่า ?” ฉือหมิ่นชอบฟู่เหยาอยู่แล้ว เขาเป็นเด็กที่ซุกซน ในขณะเดียวกันนั้นก็ยังเป็นดีและสุภาพไปพร้อมๆกัน


“ได้เลยครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะพาน้องๆไปตกปลาในสวนหลังบ้านก็แล้วกัน” จากนั้นฟู่เหยาก็ได้พาน้องชายและน้องสาวของเขาไปเล่นข้างนอก แม้ว่าเขาจะออกไปเล่นข้างนอกได้ก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้พาน้องๆไปด้วยแต่อย่างใด


“เด็กคนนี้เป็นเด็กที่มีความกล้าหาญมากจริงๆ ต้าจวงบอกกับฉันว่าเขาไม่เคยกลัวอะไรเลย ในอนาคตเมื่อเขาโตขึ้น หากได้เป็นทหารคงจะเป็นทหารที่ดีมากๆแน่นอน” ฉือหมิ่นมองดูฟู่เหยาที่กำลังเดินออกไป ก่อนจะพูดกับหวังซู่เหมยด้วยรอยยิ้ม


“คงต้องตามใจเขาแล้วล่ะ ! ฉันไม่สามารถควบคุมเด็กคนนี้ได้เลยจริงๆ ไม่มีอะไรในสวรรค์หรือบนโลกใบนี้ที่เขาไม่กล้าทำ มีเพียงเสี่ยวฮั่วเท่านั้นที่สามารถควบคุมเขาได้ ให้เป็นหน้าที่ของเสี่ยวฮั่วดีกว่า”


ตอนนี้หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งยอมแพ้แล้ว พวกเขาทั้งสองจึงยกภาระนี้ให้กับลูกสาวแทน เพราะถึงอย่างไรเธอก็เป็นคนเดียวที่ควบคุมเขาได้ ตอนที่อยู่กับพี่สาว เขาดูไม่ต่างไปจากเด็กน้อยคนหนึ่งเลย ทำไมเขาถึงดูไม่เหมือนเด็กที่ซนมากๆ ตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่นเลยล่ะ ?


ตอนนี้ท้องของฟู่ต้านีเริ่มโตขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว ด้วยความที่เธอมีอายุที่มากพอสมควร เวลาที่นั่งนานก็มักจะรู้สึกเมื่อย เธอจึงต้องลุกไปยืดเส้นยืดสายเป็นครั้งคราว


“เด็กสมัยนี้ต่างก็มีความคิดเป็นของตัวเองกันทั้งนั้นแหละ เรามาพูดถึงเด็กๆในครอบครัวของเรากันดีกว่า ใครมีความคิดแบบไหนบ้าง ? ตอนนี้ร้านของเสี่ยวฉุ่ยและเสี่ยวมู่นั้นใหญ่โตมากๆแล้ว และเสื้อผ้าที่วางขายในตลาดตอนนี้ทั้งหมดล้วนมาจากโรงงานของพวกเขา”


“เมื่อวันก่อนฉันได้ยินเสี่ยวฉุ่ยพูดด้วยความงุนงงว่าเสื้อผ้าของเธอถูกขายไปทางตอนใต้ ส่วนถุงเท้าพวกนี้ก็ได้ถูกขายไปพร้อมกันด้วย”


“ส่วนเวยเวยและหรงหรงตอนนี้พวกเขาต่างก็ตั้งใจเรียนและทำทุกอย่างที่ต้องทำ ตอนที่ฉันรู้สึกเป็นกังวลหรือไม่สบายตัวระหว่างตั้งครรภ์ พวกเธอก็มักจะผลัดกันมานวดให้กับฉันทุกคืนเลย”


ตั้งแต่ที่แต่งงานกับลุงหลิว ฟู่ต้านีก็ไม่ได้หนักใจการเรียนของลูกๆมากนัก เด็กทั้งสองรู้วิธีที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง ทั้งยังไปเรียนโดยที่ไม่มีใครต้องบังคับอีกด้วย


ทางด้านลุงหลิวก็ดูแลเรื่องในและนอกได้เป็นอย่างดี และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฟู่เวยยังได้เรียนรู้การประดิษฐ์ตัวอักษรจากแม่เฒ่าไป๋อีกด้วย และเธอก็ทำได้ดีมากเช่นกัน


และตอนนี้ฟู่หรงก็ได้เป็นตัวแทนด้านงานศิลปะของโรงเรียนอีกด้วย ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงหาครูสอนร้องเพลงให้กับน้องสาวด้วย


“พี่ พี่โชคดีมากเลยนะรู้หรือเปล่า ตอนนี้ชีวิตของพี่ดูสมบูรณ์แบบมากจริงๆ ! ในท้องของพี่ไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชาย พี่ไม่ต้องกังวลอะไรเลย เพราะเด็กๆมักจะน่ารักเสมอ !”


“จริงเหรอ ? ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ลูกสาวทั้งสองคนของฉันเป็นคนที่มีน้ำใจมากๆ แต่บ้านเราไม่ได้มีทรัพย์สมบัติมากมายอะไร ไม่มีความคิดมากขนาดนั้นหรอกว่าจะต้องมีลูกชายให้ได้”


ฟู่ต้านีคิดมากในเรื่องนี้เกินไป ไม่ว่าจะเป็นลูกชายหรือลูกสาวก็ไม่ได้ต่างกันเลย แล้วถ้าหากเธอเลี้ยงลูกสาวอีกคนให้เหมือนกับเสี่ยวฮั่วและเสี่ยวฉุ่ยล่ะ ? เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เธอก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา


“ถึงจะไม่อยากได้ลูกชาย แต่ก็คงจะทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ เธอจะต้องได้ฝาแฝดชายแน่ๆ เพราะเสี่ยวฮั่วเคยบอกกับฉันว่าในครอบครัวของเธอจะมีเด็กผู้ชายสองคนและเด็กผู้หญิงสองคน ฉะนั้นสองคนนี้จะต้องเป็นแฝดผู้ชายอย่างแน่นอน !”


หวังซู่เหมยยิ้ม พร้อมกับเปิดเผยความลับนี้ให้กับฟู่ต้านีฟัง


ขณะที่ทุกคนกำลังพูดถึงฟู่เยี่ยนอยู่นั้น ตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมของหน่วย753 เพื่อรายงานสถานการณ์อยู่


เป็นเวลากว่าสองปีแล้วที่ฟู่เยี่ยนและเพื่อนร่วมงานของเธอเดินทางไปเกือบจะทั่วประเทศจีนเพื่อเยี่ยมชมเทือกเขาส่วนใหญ่ของที่นั่นแล้ว เธอเดินทางไปทุกที่ที่สงสัยว่าจะมีชีพจรมังกรอยู่


ครั้งนี้ไปสองเดือนเต็ม เพราะต้องไปที่เทือกเขาคุนหลุน ที่นั่นยังเป็นฤดูหนาวอยู่ เลยค่อนข้างลำบาก ต้องตามหากันอยู่นานมากกว่าจะยืนยันได้


ก่อนหน้านี้เธอไปยังเทือกเขาเล็กๆเหล่านั้น และทำการฟื้นฟูชีพจรมังกรทั้งหมดจนสำเร็จ แต่เมื่อมาพบกับภูเขาลูกที่ใหญ่กว่า เธอไม่สามารถทำอะไรอย่างหุนหันพลันแล่นได้ ดังนั้นในช่วง2ปีที่ผ่านมา พวกเธอจึงทำได้เพียงแค่ฟื้นฟูภูเขาที่ไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในสมุดบันทึกเท่านั้น


ทุกอย่างที่ถูกบันทึกเอาไว้นั้นยังคงถูกปล่อยทิ้งแบบนั้นโดยไม่มีใครแตะต้องมันเลย หลังจากที่พูดคุยกันอยู่นาน ทุกคนก็ยังคงรู้สึกว่าควรจะทำมันบนเงื่อนไขของความปลอดภัย ดังนั้นครั้งนี้จึงต้องใช้เวลาถึงสองเดือนในการสำรวจเทือกเขาที่ใหญ่ที่สุดอย่างละเอียด ตอนนี้เหลือเพียงแค่การฟื้นฟูเท่านั้น


เทือกเขาคุนหลุนควรเป็นสถานที่ท้ายๆในการฟื้นฟู เพราะชีพจรมังกรที่อยู่ที่นี่มีพลังที่แข็งแกร่งที่สุด จึงเสี่ยงที่มันจะล้มเหลว ดังนั้นจึงต้องรอจนกว่าชีพจรมังกรเล็กๆ ทั้งหมดจะถูกฟื้นฟูขึ้นมาได้สำเร็จเสียก่อน แล้วค่อยกลับมาจัดการที่นี่ทีหลัง


“ฉันยังคงอยากแนะนำกับทุกคน เราควรทำความเข้าใจสถานการณ์นี้ให้ครบถ้วนเสียก่อน แล้วค่อยวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้มีความผิดพลาดก่อนจะดำเนินการต่อ” ฟู่เยี่ยนสรุปแผนการทั้งหมดออกมา


สองปีที่ผ่านมานี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับทุกคน ผู้อำนวยการหลี่มองไปยังกองข้อมูลที่วางอยู่ตรงหน้าพลางแอบถอนหายใจอยู่ภายในใจ เมื่อเขาต้องการที่จะฟื้นฟูชีพจรมังกร ตัวเขาเองไม่เคยคิดมาก่อนเลยเลยว่าด้วยการนำของฟู่เยี่ยน ทุกคนจะทำมันได้สำเร็จ


“ทุกคนทำงานหนักและจากบ้านกันมานานแล้ว ตอนนี้เราพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน เชิญทุกคนกลับไปพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนเถอะ”


เมื่อผู้อำนวยการหลี่พูดจบ ทุกคนก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย ในเวลานี้พวกเขาไม่ควรตีเหล็กตอนที่มันยังร้อนอยู่หรือ ? พักแค่สามสี่วันก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ ? ทำไมเขาถึงได้พูดแบบนี้กันล่ะ ?


ผู้อำนวยการหลี่ไม่มีเจตนาอื่นใดเลย แต่เป็นเพราะช่วงการค้นหาภายในสองปีนี้ ได้มีข่าวแพร่สะพัดออกไปจึงทำให้ต่างประเทศตระหนักถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ทั้งยังมีผู้คนจำนวนมากเข้ามาหาเขาทั้งที่ทำงานและที่บ้านอีกด้วย แม้จะมีค่ายกลของฟู่เยี่ยนแต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย


จึงทำให้เขาตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ขึ้นมา และตัดสินใจว่าจะพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน เพื่อที่จะไม่เป็นที่ดึงดูดความสนใจมากเกินไป หากจะเริ่มแผนการนี้อีกครั้ง จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ


ฟู่เยี่ยนมองไปที่ผู้อำนวยการหลี่ เธอรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้อะไรง่ายๆ และแผนการก็ดำเนินมาถึงครึ่งทางแล้ว เธอจึงตัดสินใจว่าจะไปพบเขาที่บ้านเพื่อถามเรื่องนี้ในวันหลัง เธออยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น


ทางด้านผู้อำนวยการหลี่ก็ไม่ได้ยอมให้เธอรู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด หลังจากที่การประชุมเสร็จสิ้นลง ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังจะเดินออกจากหน่วย753 เยี่ยนหวู่โจวก็ได้มาตามเธอให้กลับเข้าไปข้างในอีกครั้ง


“ลุงหลี่ ลุงเรียกหนูมาพบมีอะไรหรือเปล่าคะ ?” ฟู่เยี่ยนกลับเข้าไปที่ห้องทำงานของผู้อำนวยการหลี่ก่อนจะถามเขาออกไป


นับตั้งแต่ที่ก่อตั้งทีมนี้ขึ้นมา ฟู่เยี่ยนก็มีหน้าที่รับผิดชอบทั้งหมดและประสานงานกับผู้อำนวยการหลี่โดยตรง ทุกอย่างยังคงเป็นความลับ ทุกครั้งที่พวกเธอออกไปทำภารกิจ พวกเขายังคงจำเป็นต้องปลอมตัว และแม้แต่คนในก็ยังไม่รู้ว่าพวกเขาออกไปทำอะไรที่ไหน


“สาวน้อย นั่งก่อนสิ แล้วเราค่อยคุยกัน” ตอนนี้ผู้อำนวยการหลี่กำลังชงชาอยู่ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เขามีเรื่องราวมากมายอยู่ภายในใจ เขาจึงชอบใช้ช่วงเวลาในการชงชามาช่วยสงบสติอารมณ์


ตอนที่ 542: ใช้การแต่งงานมาอ้าง


ฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้เรื่องมากเช่นกัน เธอรู้ว่าผู้อำนวยการหลี่อยากจะอธิบายว่าทำไมเขาถึงต้องการระงับภารกิจนี้เอาไว้ชั่วคราว และให้ทุกคนกลับไปพักผ่อน


เธอเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชา ก่อนจะจิบอย่างระมัดระวัง ซึ่งชานี้เป็นชาที่สุดยอดมาก ! เขาเปิดชากล่องใหม่เพื่อเธอ เธอสูดกลิ่นชาเข้าไป ซึ่งมันหอมมากๆ และยังไม่ได้ถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ประชุมเลย


“สาวน้อย ทำไมเธอถึงไม่ถามฉันว่าทำไมต้องสั่งพักภารกิจเอาไว้ก่อนล่ะ ?” สุดท้ายแล้วเป็นผู้อำนวยการหลี่เองที่ทนไม่ไหว แม้ว่าฟู่เยี่ยนจะเป็นเด็กผู้หญิง แต่เธอกลับมีความอดทนมากกว่าเขาตั้งแต่อายุยังน้อย


“ถ้าหนูถาม ลุงจะบอกหนูหรือเปล่าล่ะค่ะ ?” ฟู่เยี่ยนกลืนคำถามกลับไป และเอ่ยแซวผู้อำนวยการหลี่ เพราะก่อนหน้านี้เธอเองก็ตั้งใจว่าจะไปที่บ้านของผู้อำนวยการหลี่อยู่แล้ว


“เด็กตัวแสบ ! นี่ขณะที่เกิดเรื่องที่ตึงเครียดแบบนี้ขึ้น เธอยังนั่งอย่างสงบนิ่งได้อีกอย่างนั้นเหรอ !” ผู้อำนวยการหลี่พูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะดูจริงจังขึ้นมาอีกครั้ง


“ถ้าอย่างนั้นฉันหวังว่าหลังจากที่เธอได้ฟังสิ่งที่ฉันพูดออกไปแล้ว เธอจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใครนะ” ผู้อำนวยการหลี่เริ่มจริงจังมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้วางถ้วยชาลงพร้อมกับพยักหน้าด้วยท่าทีที่เคร่งขรึมเช่นกัน


มีบางอย่างเกิดขึ้นสินะ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร


“ตอนนี้ฉันจำเป็นต้องหยุดภารกิจค้นหาชีพจรมังกรอย่างไม่มีกำหนด ในเดือนหน้า ผู้คนในสาขาอภิปรัชญาจะถูกกระจายออกไปตามสถานที่ต่างๆ เราจะตั้งสาขาเล็กๆขึ้นมา และจะมีคนในแต่ละภูมิภาคนั้นๆ คอยดูแลพื้นที่ต่างๆ”


ฟู่เยี่ยนพยักหน้ารับ เธอเป็นคนที่ริเริ่มเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อที่จะให้คนพวกนั้นมีรายได้นั่นเอง


หลังจากที่ก่อตั้งสาขาแล้ว เธอจะได้บริหารจัดกลุ่มลัทธิเต๋าในแต่ละพื้นที่ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่ได้มีอยู่ทุกเมือง แต่จะมีเฉพาะแค่เมืองใหญ่เท่านั้น


มันเคยอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการมาก่อนแล้ว แต่ฟู่เยี่ยนก็ไม่ได้รู้รายละเอียดมากนัก


“ทีมของพวกเธอจะกระจายตัวออกไปเพื่อค้นหาชีพจรมังกร มันจึงยากที่จะส่งข้อมูลมายังสำนักงานใหญ่ได้ เรามาหารือเรื่องนี้กันก่อนดีกว่า ภูมิภาคหลักที่จะจัดตั้งสาขาขึ้นก็คือทางจีนตะวันออก จีนตอนเหนือ จีนตอนใต้ และเขตชายฝั่ง”


หลังจากที่ผู้อำนวยการหลี่พูดจบ เขาก็ได้มองไปที่ฟู่เยี่ยน เขาคิดถึงเรื่องนี้เอาไว้นานมากแล้ว และด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา เรื่องนี้จึงได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง


ฟู่เยี่ยนเข้าใจได้ในทันทีว่านี่เป็นความพยายามที่จะแยกทุกคนและอนุญาตให้พวกเธอสร้างทีมขึ้นมาใหม่อย่างลับๆ เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากพวกเธอต้องเดินทางออกจากเมืองหลวงอยู่บ่อยๆ นั่นจะดูสะดุดตามากเกินไป มันคงจะง่ายกว่ามากถ้ามีคนตามเมืองต่างๆคอยจัดการเรื่องนี้


“หนูเข้าใจแล้วค่ะลุงหลี่ ถ้าอย่างนั้นช่วงนี้หนูจะไปจัดการเรื่องรับปริญญาและวิทยานิพนธ์ก่อน ก่อนหน้านี้หนูไม่มีเวลาว่างเลย หนูขอตัวไปทำธุระก่อนนะคะ หากมีเรื่องด่วนก็โทรหาหนูได้”


“อีกเรื่องหนึ่ง ตอนนี้หนูใกล้จะเรียนจบแล้ว ทางครอบครัวทั้งสองจึงตกลงกันว่าจะจัดงานแต่งงานหลังจากเรียนจบทันทีค่ะ”


ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่สักพัก คงต้องปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ เพราะถ้าจะบอกว่าใครคือคนที่สะดุดตามากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นตัวเธอ ส่วนเรื่องวันแต่งงาน กลับไปค่อยพูดคุยตกลงกันตอนนี้ก็ยังไม่สาย 


ผู้อำนวยการหลี่ดูไม่ต่างไปจากเด็กที่ว่านอนสอนง่ายคนหนึ่งเลย ซึ่งสิ่งที่เขาต้องการคือทำสิ่งต่างๆที่ต้องทำอย่างไร้สุ้มเสียงที่สุด


“สาวน้อย งานก็ต้องทำ แต่เรื่องการสร้างครอบครัวก็ต้องห้ามทิ้ง เมื่อเวลานั้นมาถึง อย่าลืมเชิญฉันด้วยก็แล้วกัน ฉันได้ยินมาว่ารองผู้อำนวยการหลิวกำลังจะเป็นคุณพ่อมือใหม่เร็วๆนี้แล้วใช่ไหม ? ถ้าอย่างนั้นฉันจะให้เขาลาก็แล้วกัน หากไม่มีเรื่องด่วนต้องทำ เขาไม่ต้องเข้ามาที่สำนักงานก็ได้ และหากมีอะไรเกิดขึ้น ฉันจะเรียกเขาเอง”


ตอนนี้ลุงหลิวและฟู่เยี่ยนเป็นคนที่สามารถดึงดูดความสนใจของทุกคนได้ดีที่สุด หากให้พวกเขาทั้งสองกลับไปอยู่กับครอบครัว มันก็จะช่วยลดปัญหาต่างๆที่ไม่จำเป็นไปได้


ส่วนเรื่องในตอนนั้น ย่อมสามารถหาข้ออ้างนับไม่ถ้วนเพื่อเบี่ยงเบนพวกเขาได้อย่างแน่นอน


ส่วนคนอื่นก็ต้องถูกกระจายออกไปเช่นกัน พวกเขาไม่สามารถอยู่ในเมืองหลวงได้ เนื่องจากทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขามักจะเป็นที่จับตามองมากจนเกินไปนั่นเอง


ทั้งสองวางแผนทั้งหมดด้วยกันอยู่นาน และเมื่อฟู่เยี่ยนกลับออกไปจากหน่วย753 ก็ถึงเวลามื้อเย็นพอดี ตอนนี้กระเป๋าเดินทางของเธอถูกส่งกลับบ้านไปก่อนแล้ว เธอจึงเดินกลับบ้านอย่างสบายๆ


ทันทีที่เดินออกมาจากประตู เธอก็เห็นจักรยานคันหนึ่งจอดอยู่ โดยมีชายรูปร่างสูงคนหนึ่งอยู่บนเบาะจักรยาน เขานั่งบนจักรยาน และดูเหมือนว่ากำลังรอใครบางคนอยู่ด้วยท่าทีที่เบื่อหน่าย


เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นเช่นนั้น เธอก็ยิ้มออกมาทันที ก่อนจะเดินไปหาเขาพร้อมกับกระโดดขึ้นไปบนเบาะหลังในทันที


“เถ้าแก่ไป๋ วันนี้พี่ไม่ได้ขับรถมาหรอกเหรอ ? ทำไมล่ะ ? ภรรยาของพี่ไม่คู่ควรที่จะนั่งรถยนต์กลับบ้านหรือไง ?” ฟู่เยี่ยนบิดไปที่เอวของเขา ก่อนจะพูดหยอกล้อด้วยความสุข


“เห็นอาจารย์ฟู่นั่งรถไฟกลับมาเป็นเวลานาน ฉันก็เลยคิดว่าคงจะเหนื่อยกับการนั่งรถมากๆแล้ว จึงได้ไปยืมจักรยานของพี่เขยมารับอาจารย์ฟู่กลับบ้านอย่างไรล่ะ ?”


ไป๋โม่เฉินคร่อมบนจักรยานอย่างมั่นคง ก่อนจะพูดออกไปเบาๆ ฟู่เยี่ยนโน้มศีรษะเข้าไปหาเขา ก่อนจะนึกถึงสิ่งที่เธอได้คุยกับผู้อำนวยการหลี่ขึ้นมา


จะเริ่มพูดจากตรงไหนดีล่ะ? พูดออกไปตรงๆเลยดีหรือเปล่านะ? โอกาสแบบนี้มันเหมาะสมแล้วหรือ ? ฟู่เยี่ยนรู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่เธอใช้การแต่งงานของตัวเองเป็นเครื่องมือในครั้งนี้ มันเป็นอะไรที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่


หลังจากที่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ หากจะพูดกันตรงๆแล้วเธอเองก็ไม่ได้มีอะไรเสียหายเลย มีอะไรที่อาจารย์ฟู่ไม่กล้าพูดบ้าง ? แต่เรื่องนี้เธอคงต้องบอกพ่อกับแม่ก่อน


“เสี่ยวฮั่ว เมื่อวานเย็นอาเล็กของเธอกลับมาแล้ว แต่ฉันคิดว่าเขาดูไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ ฉันว่าเธอน่าจะลองถามเขาดูว่ามันเป็นเพราะเรื่องครอบครัวของเขาหรือเปล่า ?” ไป๋โม่เฉินพูด ก่อนจะเลี้ยวจักรยานเข้าไปในซอย


“ฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะแต่งงานกัน ?” ฟู่เยี่ยนคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนจะพูดออกไปตรงๆ ซึ่งทันทีที่พูดจบนั้น เธอก็ถึงกับอยากจะตบหน้าตัวเอง ทำไมถึงได้กล้าพูดอะไรแบบนี้ออกไปกัน ?


ไป๋โม่เฉินกำลังจะพูดต่อ แต่เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ เขาก็ได้หยุดจักรยานลงอย่างกะทันหัน จากนั้นเขาก็ได้ลงจากจักรยาน ก่อนจะมองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยท่าทีที่จริงจังพร้อมกับเอื้อมมือไปลูบที่ศีรษะของเธอ


ฟู่เยี่ยนสะบัดมือของเขาออก มันเกิดอะไรขึ้นกับผู้ชายคนนี้กัน ?


“เธอ... เธอไม่ได้บอกหรอกเหรอว่าเราจะคุยเรื่องนี้กันอีกในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ?” ไป๋โม่เฉินแทบจะไม่เชื่อสิ่งที่เขาได้ยิน


“ช่วงนี้... ช่วงนี้พี่ไม่ค่อยมีเวลาว่างเหรอ...” ตอนนี้หัวใจของฟู่เยี่ยนกำลังเต้นไม่เป็นจังหวะ เรื่องนี้ได้มีการพูดถึงกันมานานมากแล้ว แต่ก็ยังคงไม่สามารถตกลงกันได้ หลังจากที่พูดจบ เธอก็ได้เงยหน้าขึ้นไปมองไป๋โม่เฉินด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่นัก


“ไม่เป็นไร ฉันก็แค่พูดไปแบบนั้นเอง หากพี่ยังไม่อยากแต่งงานก็ลืมมันไปเสียเถอะ” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็กำลังจะเดินกลับบ้าน ซึ่งไป๋โม่เฉินก็ได้รีบเข้ามาคว้าตัวเธอเอาไว้ทันที


“เสี่ยวฮั่ว ฉันมันไม่น่าเชื่อถือขนาดนั้นเลยเหรอ ? เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ ?” ไป๋โม่เฉินรู้สึกไม่มีความสุขเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับที่เธอพูดถึงเรื่องการแต่งงาน มันเป็นเพราะฟู่เยี่ยนมักจะเป็นคนที่ต้องวางแผนการใช้ชีวิตอยู่ตลอดเวลาต่างหาก ซึ่งก่อนหน้านี้เธอเป็นคนพูดด้วยตัวเองว่าจะยังไม่แต่งงานเร็วๆนี้


จู่ๆ เธอก็ได้เปลี่ยนใจอย่างกะทันหัน บางทีอาจจะเป็นเพราะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับเธอก็ได้ จึงทำให้แผนการของเธอต้องหยุดชะงักลง ดังนั้นที่เขาดูไม่มีความสุขแบบนี้คือเธอไม่ยอมบอกกับเขาตรงๆต่างหาก


“ไม่ได้ เราจะพูดถึงเรื่องนั้นที่นี่ไม่ได้ ไปหาสถานที่อื่น... ไปคุยกันในที่ที่ไม่มีใครอยู่ดีกว่า” ฟู่เยี่ยนกำลังหมายถึงหาที่เงียบๆ ซึ่งก็คือการเข้าไปในดินแดนต่างมิติ เพราะสถานที่นั้นเป็นความลับที่สุดแล้ว


“อืม เอาไว้สุดสัปดาห์นี้ฉันจะกลับไปคุยกับคุณปู่ และขอให้เขาไปคุยเรื่องวันแต่งงานกับคุณลุงคุณป้า เรายังต้องไปตัดชุดด้วยนะ ทั้งยังต้องซื้อของเข้าบ้าน ไหนจะของหมั้นหมายของฉันด้วย...”


ไป๋โม่เฉินนับรายการสิ่งของที่ต้องเตรียม เขาไม่ต้องการให้เสี่ยวฮั่วน้อยหน้าใคร ดังนั้นเขาจึงต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง


เมื่อฟู่เยี่ยนได้ยินเช่นนั้น เธอก็รู้สึกว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ ขณะที่เขากำลังยุ่งอยู่กับเรื่องของครอบครัว เธอยังคงยุ่งอยู่กับเรื่องชีพจรมังกรอยู่เลย


แบบนี้... ก็หมายความว่าเธอกำลังติดกับดักไม่ใช่หรือ ?


ตอนที่ 543: เรื่องราวในครอบครัว


“ทำไมเราต้องทำให้มันเป็นปัญหาขนาดนั้นกันล่ะ ? เรามาทำทุกอย่างแบบเรียบง่ายกันเถอะ...” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงที่เบามากๆ จนแทบจะฟังไม่ได้ยิน


“เธอไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ฉันจะจัดการทั้งหมดเอง เธอรอเป็นเจ้าสาวอย่างสบายใจเถอะ !” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับลูบไปที่แก้มของเธอ หลังจากที่ต้องออกไปทำภารกิจ น้ำหนักของเธอดูลดไปเยอะเลยจริงๆ ดังนั้นช่วงนี้เขาจึงต้องชดเชยให้กับเธอ


“โอ้... อืม ถ้าอย่างนั้นตอนกลับไปถึงบ้านช่วยอย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้ก็แล้วกันนะ คืนนี้ฉันขอพักผ่อนกับพ่อแม่ให้เต็มที่ก่อน” ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ลืมที่จะห้ามเขา


“ฉันรู้ ฉันรู้เรื่องแบบนี้ดีกว่าเธอเสียอีกนะ” ไป๋โม่เฉินกลับขึ้นไปคร่อมจักรยานอีกครั้ง ก่อนจะพาฟู่เยี่ยนกลับบ้าน


ในตอนนี้ ที่บ้านของเธอกำลังดูมีชีวิตชีวามาก คนกลุ่มใหญ่ต่างก็มารวมตัวกันที่นี่เพื่อดูฟู่ต้าหย่งย่างเนื้อแกะ ! ลุงหลิวกลับมาที่บ้านเร็วกว่าฟู่เยี่ยน เขาทักทายทุกคนก่อน แล้วจึงกลับไปที่บ้านของเขา


ส่วนฟู่ต้านีเองก็กลับไปด้วยเช่นกัน เพราะตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนมีเรื่องต้องคุยกัน


“ต้านี คุณเป็นยังไงบ้าง ? เหนื่อยมากหรือเปล่า ?” ลุงหลิวช่วยประคองเธอให้นั่งลง พร้อมกับลูบไปที่ท้องของเธอเบาๆ


“ฉันสบายดี ช่วงนี้ยังไม่มีอะไรมากนัก แต่หากอายุครรภ์เจ็ดหรือแปดเดือน ฉันคงจะทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้แน่ๆเลย” ฟู่ต้านีบอกกับลุงหลิวด้วยท่าทีที่เป็นกังวล


“ไม่เป็นไร ผมจะทำให้คุณเอง ตราบใดที่คุณกับลูกปลอดภัย ผมก็พร้อมที่จะทำทุกอย่างที่คุณต้องการ ! แล้วเวยเวยกับหรงหรงอยู่ไหนล่ะ ทำไมผมไม่เห็นพวกเธอเลย ?”


“อาจารย์ขอให้พวกเธอไปหา เสี่ยวอันก็เลยอาสาไปส่งพวกเธอ และจะกลับมาก่อนมื้อเย็น ตั้งแต่ที่ฉันตั้งท้อง อาจารย์ก็มารับพวกเธอไปดูแลเป็นครั้งคราว ทั้งสองคนเข้ากับเสี่ยวอันได้ดีเลยทีเดียวล่ะ วันก่อนเสี่ยวอันพาพวกเธอไปเที่ยวที่สวนสาธารณะด้วยนะ” ฟู่ต้านีพูดกับสามีของเธอ


“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว อาจารย์เก่งเรื่องการดูแลเด็กๆมาก หากมีเด็กทั้งสองคนแวะไปหาอยู่เป็นประจำ เขาต้องมีความสุขมากๆอย่างแน่นอน” เมื่อพูดจบ ลุงหลิวก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที ตอนนี้ทุกคนต่างก็อยู่ที่นี่แล้ว ดังนั้นเขาจึงจะให้ทั้งครอบครัวรอเขาแค่คนเดียวไม่ได้


“ตอนนี้ลูกของเรายังไม่คลอด คุณก็หาวิธีปัดความรับผิดชอบแล้วอย่างนั้นเหรอ” ฟู่ต้านีบ่นเขาเล็กน้อย แต่จริงๆ แล้วเธอกำลังแอบยิ้มอยู่ในใจ ชีวิตการแต่งงานในช่วงสองปีที่ผ่านมาของเธอนั้น ผิงอันไม่เคยบกพร่องในหน้าที่เลย ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือนอกบ้าน


ทางด้านอาจารย์ เขาจะส่งของบางอย่างมาให้เธอทุกๆสามหรือห้าวัน ซึ่งบางครั้งก็เป็นอาหาร และบางครั้งก็เป็นของเล่นสำหรับเด็กทั้งสอง


ฟู่ต้านีไม่ใช่คนไม่รู้ความ เมื่อถึงวันเกิดของผู้เฒ่า เธอก็มักจะตัดเย็บเสื้อผ้าและรองเท้าให้กับเขา รวมไปถึงเสื้อผ้าของมู่อี้อันก็เป็นฝีมือของเธอด้วยเช่นกัน บางครั้งเธอยังทำอาหารให้กับเขา และมีช่วงเวลาดีๆร่วมกันกับตระกูลมู่อีกด้วย


ครั้งนี้ฟู่ต้านีพอใจกับครอบครัวสามีของเธอมาก ส่วนเวยเวยและหรงหรงก็ได้รับการปฏิบัติราวกับว่าพวกเธอเป็นหลานสาวแท้ๆของพวกเขา ไม่ว่าสิ่งไหนที่เด็กคนอื่นมี เด็กสาวทั้งสองเองก็มีเหมือนกัน


“รีบออกไปกันเถอะ อย่าปล่อยให้พี่เขยกับน้องเขยต้องรอเลย” ลุงหลิวเข้าไปประคองฟู่ต้านีพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม


เมื่อทั้งสองกลับออกมาอีกครั้ง ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ได้กลับมาถึงบ้านพอดี


ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเดินผ่านประตูเข้ามา เธอก็เห็นว่าลานหน้าบ้านของเธอมีคนอยู่เต็มไปหมด ทั้งยังมีเตาย่างเนื้อแกะอยู่ที่ลานบ้านอีกด้วย !


“โอ้ เสี่ยวฮั่วกลับมาแล้ว หากวันนี้ลูกไม่กลับมา ผมของเสี่ยวถู่คงจะร่วงหมดแน่นอน !” เมื่อเห็นลูกสาวและว่าที่ลูกเขยเดินเข้ามา หวังซู่เหมยจึงพูดติดตลก


พวกเขาทั้งสองยังคงกล่าวทักทายกับทุกคนที่อยู่ที่นี่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่หวังซู่เหมยจะบอกให้ทั้งสองคนไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เนื่องจากเนื้อแกะย่างยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก


ฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินยังไม่กลับมา เนื่องจากพวกเขาต้องทำแผนสำหรับเสื้อผ้าในช่วงฤดูร้อนที่ใกล้เข้ามานี้ และยังคงอยู่ในช่วงจัดเตรียมวัตถุดิบ ซึ่งโรงงานของพวกเขาตั้งอยู่ในแถบชานเมือง และไม่สามารถกลับมาที่บ้านสักพักหนึ่งแล้ว


ส่วนฟู่ซินก็ได้ออกไปทำภารกิจเมื่อเดือนที่แล้ว เขาต้องคอยหมุนเวียนไปมาระหว่างทีมต่างๆ จึงไม่ได้กลับบ้านเกือบทั้งปี เดิมทีมีการตกลงกันเอาไว้ว่าพวกเขาจะหารือเรื่องการแต่งงานกับครอบครัวของกวงหยุน แต่ไม่คาดคิดเลยว่าพวกเขาทั้งคู่จะยุ่งมากขนาดนี้


ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินกลับไปที่บ้านของพวกเขา ตั้งแต่ที่ทั้งสองหมั้นกัน ไป๋โม่เฉินก็ได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ แต่พวกเขาไม่ได้อยู่ห้องเดียวกัน และยังคงต้องปฏิบัติสิ่งนี้อย่างเคร่งครัด


แม้ว่าฟู่ต้าหย่งจะยอมให้ทั้งสองคนอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน แต่ตอนกลางคืนเขายังคงต้องแอบมาดูเป็นครั้งคราวเพื่อไม่ให้ทั้งสองทำอะไรเกินเลยต่อกัน


เมื่อรู้ว่าพ่อของเธอมาแอบดู ฟู่เยี่ยนก็ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี แต่เธอก็ยังคงเข้าใจความรู้สึกของผู้เป็นพ่อ ดังนั้นทั้งสองจึงปฏิบัติตามกฎของผู้เป็นพ่อกับแม่อย่างเคร่งครัด


“เสี่ยวฮั่ว ตอนนี้เราอยู่ที่บ้านแล้ว คงจะปลอดภัยพอแล้วใช่ไหม ? มันเกิดอะไรขึ้นกัน ?” ไป๋โม่เฉินแทบรอไม่ไหวแล้ว เขาอยากฟังเรื่องที่ฟู่เยี่ยนอยากจะพูดมากๆ


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้ใช้ยันต์กันเสียง ก่อนจะเล่าทุกอย่างให้กับไป๋โม่เฉินฟัง


“ก็หมายความว่า เราต้องทำเหมือนปล่อยวางแต่ภายในต้องเตรียมพร้อมใช่ไหม ? ถึงแม้จะดูเหมือนเธอยุ่งอยู่กับเรื่องเรียนจบที่มหาวิทยาลัย แต่เธอก็ยังต้องออกไปข้างนอกใช่ไหม ?” ไป๋โม่เฉินเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองก็แค่เป็นคนที่ถูกใช้งานเท่านั้นเอง


ทว่าเขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องนั้น ตอนนี้เขาอยากกอดคนรักของเขาโดยเร็วที่สุด หากเป็นแบบนั้นมันคงจะดีไม่น้อย


“ใช่แล้ว นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากจะบอก ฉันแค่อยากบอกกับพี่ว่าฉันเป็นฝ่ายที่ผิดเองที่เลื่อนงานแต่งงานของเราเข้ามาเร็วขึ้นแบบนี้ เพราะเรื่องนี้ต้องมีการแก้ไขโดยด่วนจริงๆ” ฟู่เยี่ยนยังคงรู้สึกผิดเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ทั้งสองได้ตกลงกันเอาไว้ว่าจะรอจนกว่าจัดการเรื่องชีพจรมังกรให้จบก่อน และโดยพื้นฐานแล้ว ฝ่ายชายจะต้องเป็นฝ่ายมาพูดเรื่องการแต่งงาน


ไป๋โม่เฉินรู้สึกมีความสุขอยู่ภายในใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงมันออกมา เขาคิดว่าเขาควรคว้าโอกาสนี้เอาไว้ และเก็บอาการตื่นเต้นของเขาให้ได้... 


แต่สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถอดทนกับความสุขที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้ได้


ฟู่เยี่ยนตกตะลึงเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มที่กำลังเบ่งบานบนใบหน้าของไป๋โม่เฉิน เมื่อได้สติกลับมาอีกครั้ง เธอก็ได้ตีไปที่ไหล่ของเขา


“ฉันเพิ่งรู้ตัวก็ตอนนี้แหละ นี่พี่กำลังตีหน้าเศร้าทั้งที่กำลังรู้สึกดีใจอยู่อย่างนั้นเหรอ ?”


ไป๋โม่เฉินจึงรีบใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่ผ่านมาโดยรีบกอดฟู่เยี่ยนเอาไว้พร้อมกับลูบไปที่ผมของเธอเบาๆ เพื่อความคล่องตัวในการทำภารกิจตลอดสองปีที่ผ่านมา เสี่ยวฮั่วจึงได้ตัดผมให้สั้นลง และปล่อยผมหางม้าธรรมดาธรรมดา


“ใช่แล้ว ฉันมีความสุขมากรู้หรือเปล่าว่าฉันตั้งตารอวันนี้ตั้งแต่ตอนที่เราหมั้นกันแล้วนะ ? ฉันมักจะรู้สึกอยู่เสมอเลยว่าเมื่อไหร่เราจะเรียนจบ เพราะสิ่งนี้มันทำให้การแต่งงานของเราล่าช้าไปมาก ! และในที่สุดวันที่ฉันรอคอยก็มาถึงแล้ว เธอจะไม่ให้ฉันยิ้มได้อย่างไรล่ะ ?”


คำพูดของไป๋โม่เฉินทำให้ฟู่เยี่ยนต้องถอนหายใจออกมา เธอรีบปรับอารมณ์ของตัวเองอีกครั้ง เนื่องจากตอนนี้ทั้งสองคนไม่ได้มีความลับอะไรต่อกันแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง


“ว่าแต่ ตอนนี้เสี่ยวเฮยโตขึ้นแค่ไหนแล้วนะ ? ฉันไม่ได้เจอมันมาสองเดือนแล้ว ฉันชักจะคิดถึงมันขึ้นมาแล้วสิ”


ในบางครั้ง ไป๋โม่เฉินก็มักจะตามฟู่เยี่ยนเข้าไปในดินแดนต่างมิติด้วย แน่นอนว่าเขาได้พบกับเสี่ยวเฮยแล้วนั่นเอง ซึ่งในตอนแรก เขาไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้ได้เลย เพราะสิ่งที่เขาเห็นนั้นมันเกินกว่าที่จินตนาการของเขาจะรับได้


เขาคิดอยู่เสมอว่ามังกรเป็นสัตว์ในตำนาน แต่ไม่คิดเลยว่าภรรยาของเขาจะเลี้ยงมันเอาไว้


ในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ ขณะที่ฟู่เยี่ยนฟื้นฟูชีพจรมังกร เธอได้ปกป้องภูเขาหลายแห่งที่จวนจะพังทลายลงไปเอาไว้ จึงทำให้แสงสีทองแห่งบุญกุศลยังคงไหลเวียนอยู่รอบๆตัวเธอ และนั่นก็ทำให้เสี่ยวเฮยเติบโตขึ้นมากอีกด้วย


และเขาของมังกรบนหัวของมันก็ใหญ่ขึ้นเหมือนกัน แต่ยังไม่ยาวเท่าไหร่ ฟู่เยี่ยนไม่รู้เลยว่ามันต้องมีอายุเท่าไหร่ถึงจะถูกเรียกว่าเป็นมังกรที่โตเต็มวัย


ในตอนที่ฟู่เยี่ยนกำลังยุ่งอยู่กับการหลอมยา มันชอบขึ้นไปอยู่บนหลังของไป๋โม่เฉินและให้เขาพาไปเดินเล่นอยู่บ่อยๆ ดังนั้นทั้งสองจึงได้กลายเป็นเพื่อนกันไปในที่สุด


“ดูเหมือนว่าเขาของมันจะยาวขึ้นเล็กน้อยนะ เอาไว้เราค่อยเข้าไปดูทีหลังดีกว่า ตอนนี้ไปกินข้าวกันก่อน อย่าปล่อยให้พ่อกับแม่รอนานเลย ฉันเห็นแม่เฒ่าเถียนอยู่ที่นี่ด้วยนะ หากจะให้ฉันเดา เถียนลี่ก็คงจะมาที่นี่เพื่อเจอพี่รองของเธอด้วยแน่ๆ”


ฟู่เยี่ยนรู้แล้วว่าเถียนลี่ชอบพี่รองของเธอ แต่ตอนนี้เธอไม่สามารถบอกได้ว่าทั้งสองคนเหมาะสมกันหรือเปล่า เธอรู้แค่ว่าฟู่เซินยังไม่มีความคิดนี้เท่านั้น


ส่วนเถียนลี่เองก็เป็นคนที่รักสงบ เธอไม่เคยแสดงออกถึงความรักหรือพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เมื่อได้เจอกับพี่รองเธอมักจะอยู่เงียบๆเท่านั้น ซึ่งฟู่เยี่ยนได้ยินมาจากพี่สาวของเธอว่าหากเถียนลี่ว่างจากการเรียน เธอมักจะไปช่วยทำงานที่โรงงานอยู่บ่อยๆ


เธอไม่ขอรับค่าจ้างใดเลย ทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหาเล็กๆน้อยๆ ที่เกิดขึ้นภายในโรงงานอีกด้วย


“ฉันไม่คิดเลยว่าพี่รองจะมองไม่เห็นสิ่งนี้” ไป๋โม่เฉินพูดแทรกขึ้นมาอีกครั้ง


“ก็คงจะเป็นแบบนั้นแหละ ดูธุรกิจของพวกเขาสิ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ฉันไม่ได้เข้าไปช่วยอะไรพวกเขาเลยไม่ใช่เหรอ ?”


ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ฟู่เยี่ยนไม่ได้ใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากนัก เพราะเธอทุ่มเทเวลาทั้งหมดเพื่อค้นหาชีพจรมังกรของประเทศจีนนั่นเอง


ตอนที่ 544: เรื่องในครอบครัวของอาเล็ก


หลังจากที่ทั้งสองอาบน้ำเสร็จ ก็ได้ออกไปกินข้าว แต่ฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินก็ยังคงไม่กลับมา


หวังซู่เหมยรู้ดีว่าทั้งสองคนอาจจะไม่สามารถมาร่วมกินมื้อเย็นในวันนี้ได้ ดังนั้นเธอจึงบอกให้ทุกคนไม่ต้องรอ หากทั้งสองคนกลับมา อาหารก็ยังคงมีเพียงพออยู่แล้ว


ฟู่ต้าหย่งเปิดเหล้าที่เขาเก็บไว้เป็นเวลานานเพื่อที่จะดื่มร่วมกับเหล่าเถียน ฟูต้าจวง และฟู่ต้าอัน ในช่วงนี้ไป๋โม่เฉินไม่ได้ดื่ม เพราะเขากำลังจัดเอกสารกับอาจารย์อยู่ ซึ่งหากเขาดื่ม อาจจะส่งผลกระทบต่องานได้นั่นเอง


“เสี่ยวเฉิน ช่วยเติมให้เหล่าเถียนหน่อยสิ นี่เป็นเหล้าชั้นดี ช่วยรินมันใส่แก้วเล็กๆให้กับทุกคนด้วย เรามาดื่มกันเถอะ” ฟู่ต้าหย่งมีความสุขเป็นอย่างมาก นานแค่ไหนแล้วที่พวกเขาไม่ได้มารวมตัวกันแบบนี้


ลูกชายคนรองของเขามีงานยุ่งทั้งวัน โดยเฉพาะหลังจากที่ธุรกิจกำลังไปได้สวย งานก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่วนลูกคนที่สามนั้นพวกเขาจะได้พบกันเพียงปีละสองครั้งหรือน้อยกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยๆ ต่อจากนี้ไปทุกคนก็อยู่ในเมืองหลวงอยู่แล้ว และพวกเขาจะได้กินมื้อเย็นด้วยกันได้ทุกเมื่อที่ต้องการ


“โม่ลี่ กินเยอะๆนะ เนื้อแกะช่วยบำรุงร่างกายได้ หากไม่ชอบรสจัด ยังมีซุปเนื้อแกะในหม้อด้วย มันเป็นสูตรตุ๋นเนื้อของฉันเอง เธอจะเอาแต่กินเนื้อย่างเยอะๆไม่ได้นะ”


“คุณป้า มากินกันเลยดีกว่าค่ะ ตะเกียบของคุณป้ายังไม่ขยับเลย ลี่ลี่ก็มาด้วยอย่างนั้นเหรอ เชิญตามสบายเลยนะ คิดเสียว่าเป็นบ้านของหนูเองก็แล้วกัน”


“เสี่ยวหมิ่น เธอเองก็รีบกินเถอะ ลูกๆของเธอกินอิ่มแล้วให้พวกเขาไปเล่นกับพี่ชายดีกว่า ! รีบกินเร็วๆสิ เดี๋ยวอาหารชืดแล้วจะไม่อร่อยเอานะ”


หวังซู่เหมยทักทายทุกคน และยังไม่ลืมที่จะเสิร์ฟซุปให้กับลูกสาวของตัวเองด้วย


ขณะเดียวกันนั้นเอง หลี่โม่ลี่ได้กระซิบบางอย่างกับฟู่เยี่ยน โดยประเด็นหลักนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับเธออยากมีลูก


“เสี่ยวฮั่ว พรุ่งนี้ถ้าเธอว่างช่วยตรวจดูชีพจรของฉันหน่อยได้ไหม ?” เธอรู้ดีว่าหลานสาวของเธอมีความสามารถ ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะถามออกไปตามตรง 


“ได้เลยค่ะ หนูไม่เพียงแค่จะตรวจชีพจรของคุณอาเท่านั้นนะคะ แต่หนูยังจะตรวจดูชีพจรของอาเล็กด้วยว่าเป็นอย่างไรบ้าง” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างไม่ใส่ใจ แต่ก็ยังคงฟังดูอบอุ่น


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หญิงชราตระกูลหลี่ได้สร้างปัญหาครั้งแล้วครั้งเล่า และในเวลาเดียวกันนั้น หวังซู่เหมยเองก็มีความคิดเห็นบางอย่างเกี่ยวกับน้องสะใภ้คนนี้ด้วย


ในสุดท้ายแล้ว หญิงชราก็ยังคงให้ความสำคัญไปที่ลูกชายมากกว่าลูกสาว แม้ว่าลูกสาวจะทำดีแค่ไหนก็ยังคงไม่สามารถเทียบกับลูกชายผู้ไม่เอาไหนได้


ในตอนแรก เป็นเพราะบ้านหลังนั้นเองที่ทำให้หลี่โม่ลี่ได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในเมืองเอกของมณฑล และเป็นช่วงที่ผู้อำนวยการหลี่เกษียณพอดี สองสามีภรรยาจึงตามไปอยู่กับลูกสาวด้วย


เดิมทีทุกอย่างยังคงเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ต่อมาไฉเฉี่ยวเหอก็เริ่มแผลงฤทธิ์ ตอนแรกตกลงกันไว้แล้วว่าจะอยู่กับลูกสาวตัวเอง บ้านก็จะตกเป็นของลูกสาวตามธรรมชาติ แต่เจ้าตัวกลับนิ่งเงียบไม่ปริปากสักคำ ทั้งที่อยู่กับลูกสาว แต่กลับยกบ้านให้ครอบครัวของลูกชาย !


ตอนนั้นฟู่ต้าอันยังนึกถึงความสัมพันธ์กับพวกเขาและยังไม่รู้เรื่องนี้ เขาไม่สนใจว่าพ่อตาแม่ยายของเขาจะยกบ้านของตัวเองให้กับใคร แต่การที่ทั้งสองเฒ่าเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ปิดบังต่อหลี่โม่ลี่นั้นมันหมายความว่าอย่างไร ?


ในเวลานั้น ฟู่ต้าอันมีความแค้นอยู่ในใจ ต่อมาเขาลาออกและไปที่เมืองหลวงของจังหวัด ซึ่งจริงๆแล้วเขากลายเป็นคนเร่ร่อนว่างงานเป็นเวลาหลายเดือน


ในตอนนั้นท่าทีของไฉเฉี่ยวเหอยังดูดีอยู่หรอก แต่ต่อมาพอฟู่ต้าอันย้ายมาอยู่ที่เมืองเอกของมณฑล เขาก็ขายบ้านหลังเล็กๆที่ใช้เป็นสินสอดไป !


ที่เขาขายบ้านหลังนั้นไป หนึ่งเป็นเพราะเขาต้องการที่จะซื้อบ้านในเมืองหลวง แม้ว่าเขาจะยังมีทองคำแท่งอยู่ก็ตาม แต่หากทำแบบนั้น เขาก็จะไม่มีเงินสำรองในอนาคต และประการที่สอง หากเขาต้องการเริ่มต้นธุรกิจ เขาไม่สามารถขายทองคำแท่งหรือไปยืมเงินจากพี่ชายได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว


เมื่อเขากลับไปที่บ้านเกิดในอนาคต เขายังต้องอยู่ที่บ้านของพี่ใหญ่ ซึ่งตอนนี้ฟู่เฉิงได้ช่วยดูแลบ้านหลังนั้นเป็นอย่างดี และบ้านหลังนั้นยังดูกว้างขวางมากอีกด้วย


ทว่าคราวนี้เล่นเอาแม่ยายเดือดปุดถึงขั้นเจ็บใจสุดขีด หญิงชราบ่นสองคนนั้นไม่หยุด โดยเฉพาะลูกเขยที่โดนตำหนิยกใหญ่ว่าไม่ควรขายบ้านทิ้งไปแบบนั้น !


เรื่องนี้ทำให้ฟู่ต้าอันและหลี่โม่ลี่ยิ่งงงไปใหญ่ว่าทำไมไฉเฉี่ยวเหอถึงต้องมาโวยวายกันด้วย ? ก็ในเมื่อบ้านเป็นของพวกเขาเอง อยากจะขายก็ขายไปสิ อีกอย่างขายไปก็ไม่ได้เอาเงินไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายอะไร แต่พวกเขาจะเอาเงินมาทำธุรกิจอย่างจริงจังต่างหาก !


ในตอนแรก ทั้งคู่คิดว่าเป็นเพราะหญิงชราลังเลที่จะย้ายออกจากบ้าน จึงพยายยามขัดขวางไม่ให้พวกเขาทำแบบนี้


ต่อมาเมื่อติงฮวาพาลูกๆมาเยี่ยมที่บ้าน ต้าอันก็พบว่าพวกเขาถือว่าบ้านหลังนั้นเป็นของพวกเขาไปแล้ว ! หญิงชราวางแผนเอาไว้ว่าในอนาคตเธอจะกลับไปอยู่กับลูกชายของเธอ และบ้านหลังนั้นก็จะเป็นบ้านที่เธอจะอยู่กับลูกชายในวัยชรา


เธอคิดว่าสินสอดที่ลูกเขยยกให้ลูกสาวย่อมต้องตกเป็นของเธอตามธรรมชาติ เพราะมันคือสิ่งที่เธอสมควรจะได้รับ ส่วนเรื่องที่ว่าเธอจะยกให้ใครต่อนั้น มันก็เป็นเรื่องของเธอ ฉะนั้นเธอจึงคิดจะยกบ้านหลังนี้ให้กับลูกชาย


ส่วนครูใหญ่หลี่ไม่สามารถควบคุมภรรยาของเขาได้เลย ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะออกไปเล่นหมากรุกเพื่อที่จะสงบสติอารมณ์ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในครอบครัวอีก


เมื่อฟู่ต้าอันมองเห็นปัญหาทั้งหมดแล้ว เขาจึงได้ตัดสินใจซื้อบ้านหลังเล็กๆในเมืองหลวง ทั้งยังบอกกับภรรยาอีกว่าอย่ากังวลถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเลย


หลังจากที่กลับไปถึงบ้าน เขาก็ได้ขายบ้านที่เขาอาศัยอยู่ โดยให้เหตุผลว่าเขาต้องการจะเปิดโรงงาน ดังนั้นทุกคนจึงต้องย้ายไปอยู่ที่บ้านหลังนั้นของฟู่ต้านีก่อน


แต่อันที่จริงแล้วมันเป็นแค่กลอุบายเท่านั้น และบ้านหลังนี้ก็ไม่ได้ขายให้ใครอื่น เป็นจางเหว่ยเองที่เข้ามาช่วยเรื่องนี้ โดยฟู่เยี่ยนได้ให้อาเล็กของเธอยืมเงินไปก่อน ส่วนบ้านหลังนี้ก็จดทะเบียนเป็นชื่อของเขา โดยฟู่ต้าอันอยากจะไถ่มันคืนเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งสิ่งนี้ดูเหมือนกับการจำนองนั่นเอง


ด้วยเหตุนี้แม่ยายของเขาจึงมักจะมาร้องไห้กับลูกสาวอยู่บ่ายครั้ง โดยบอกว่าฟู่ต้าอันเป็นคนไม่มีน้ำใจ จึงทำให้หลี่โม่ลี่มีความขัดแย้งกับฟู่ต้าอันอยู่บ่อยครั้ง


ฟู่ต้าอันเห็นถึงปัญหาทุกอย่าง แต่เขาก็ยังคงไม่พูดอะไร เมื่อไฉเฉี่ยวเหอรู้สึกว่าลูกสาวของเธอสามารถควบคุมลูกเขยได้ ดังนั้นเธอจึงบอกความคิดของเธอกับหลี่โม่ลี่ไป


ปรากฎว่าไม่เพียงแต่บ้านที่อยู่ในหมู่บ้านเท่านั้น แต่บ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่เมื่อก่อนหน้านี้ แม่ของเธอก็ยังถือว่าเป็นของตัวเองอีกด้วย หญิงชรารู้สึกว่าลูกชายของเธอมีฐานะที่ยากจน จึงควรให้ความช่วยเหลือลูกชาย


เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลี่โม่ลี่ก็ตกตะลึงไปทันที เธอไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย และแม่ของเธอก็ยังบอกอีกว่าผู้หญิงควรจะพึ่งพาครอบครัวของแม่สามีให้มากๆ


ทั้งยังขอให้เธอช่วยไปคุยกับฟู่ต้าอันเรื่องที่จะให้พี่ชายของเธอไปทำงานที่โรงงานของฟู่ต้าอัน โดยจะให้พี่ชายของเธอจัดการเรื่องการเงินให้กับเขา และยังจะให้พี่สะใภ้ขายอาหารในโรงงานอีกด้วย


เหตุการณ์นี้ทำให้หลี่โม่ลี่ตระหนักขึ้นมาในใจได้ว่าแม่ของเธอให้ความสำคัญกับพี่ชายมากกว่าเธออยู่เสมอ แม้ว่าเธอจะสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ก็ตาม แต่ที่แม่ของเธอปฏิบัติต่อเธอแบบนี้ ก็เพียงเพราะอยากให้เธออาศัยฟู่ต้าอันในการให้ความช่วยเหลือพี่ชายเท่านั้น


สองแม่ลูกจึงทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนบ้านแทบแตก และเย็นวันนั้นหลี่โม่ลี่ก็โกรธมากจนมีไข้สูง ซึ่งบังเอิญฟู่ต้าอันออกไปเก็บฟืน กว่าจะกลับมาอีกครั้งก็ตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น


ดังนั้นเขาจึงไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับหลี่โม่ลี่ ส่วนผู้เฒ่าทั้งสองก็รู้เรื่องนี้ในรุ่งเช้าของอีกวันเช่นกัน


ไฉเฉี่ยวเหอไม่คิดเลยว่าลูกสาวของเธอจะโกรธมากขนาดนี้ ไม่ว่าเธอจะเสียงดังแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังต้องดูแลลูกสาวเมื่อลูกสาวล้มป่วยเสมอ


บังเอิญที่ตอนนั้นลูกสะใภ้ใหญ่ได้พาหลานชายมาเยี่ยมเธอพอดี เธอจึงได้รีบออกไปซื้อยาลดไข้ที่ร้านขายยา แต่ก่อนที่จะกลับมา ฟู่ต้าอันก็กลับมาเสียก่อนแล้ว


เมื่อเข้ามาในบ้าน เขากลับไม่พบภรรยาของเขา เห็นแต่พี่สะใภ้ใหญ่ที่กำลังป้อนขนมให้กับลูกชายของเธออยู่ ฟู่ต้าอันจึงเข้าไปในห้อง ก่อนจะรู้สึกสับสนเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าที่แดงก่ำของหลี่โม่ลี่


ตอนนี้ฟู่ต้าอันรู้สึกโกรธมาก ริมฝีปากภรรยาของเขาดูแห้งผากมาก แต่ทั้งสองแม่ลูกกลับนั่งกินขนมอยู่ด้านนอกอย่างสบายใจอย่างนั้นหรือ ? ใครกันที่จะสามารถทนความโกรธนี้ได้ ?


เขาจึงรีบอุ้มภรรยาขึ้นมาเพื่อจะนำตัวเธอส่งโรงพยาบาลในทันที และขณะที่เดินออกมาจากห้องนั้น เขาก็ได้เตะโต๊ะกาแฟเล็กๆที่ติงฮวากับลูกชายกำลังนั่งกินของว่างอยู่


เนื่องจากพาเธอไปส่งโรงพยาบาลช้า ผลที่ตามมาก็คือเธอเป็นโรคปอดบวม หมอได้บอกว่าเธอยังคงต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนานกว่าครึ่งเดือนถึงจะกลับบ้านได้


เมื่อไฉเฉี่ยวเหอกลับมาถึงบ้าน เธอก็เห็นว่าติงฮวากำลังทำความสะอาดเศษขนมที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ซึ่งก่อนที่เธอจะทันได้พูดอะไรนั้น ติงฮวาก็ได้เล่าให้หญิงชราฟังว่าน้องเขยของเธอเป็นคนทำแบบนี้ ซึ่งทำให้ลูกชายของติงฮวารู้สึกกลัวเป็นอย่างมาก


ไฉเฉี่ยวเหอจึงรู้สึกโกรธขึ้นมาทันที ก่อนจะวิ่งเข้าไปในห้องนอน แต่กลับไม่พบใครอยู่เลย หลังจากที่ถามติงฮวาอีกครั้ง เธอก็ได้รู้แล้วว่าลูกสาวของเธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว


เธอจึงได้รีบตามไปที่โรงพยาบาลในทันที ก่อนจะพบว่าลูกสาวของเธอกำลังป่วยหนัก และสายตาที่ฟู่ต้าอันมองมาที่เธอนั้นยังดูเกรี้ยวกราดมากอีกด้วย


ฟู่ต้าอันไม่ได้พูดอะไรมาก แต่คิดว่าจะปล่อยให้เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของภรรยาจัดการ ถ้าเธอยังแยกแยะอะไรไม่ออกอีก แบบนี้เขาก็ไม่เห็นความจำเป็นที่เขาและเธอจะเดินร่วมทางกันต่อไปได้แล้ว !


ตอนที่ 545: การแต่งงานของพี่ใหญ่


จากนั้นทั้งสองก็ได้เดินทางมามาเมืองหลวง และก่อนที่จะออกเดินทางนั้น หลี่โม่ลี่ก็ได้บอกพ่อกับแม่ของเธอว่าเธอวางแผนที่จะย้ายมาอยู่เมืองหลวงในอนาคต ซึ่งฟู่ต้านีก็กำลังจะขายบ้านหลังนี้เพื่อเก็บเงินเอาไว้ให้กับลูกสาวทั้งสองคนของตนเองด้วย


ดังนั้นหลังจากที่พวกเธอเดินทางแล้ว คงต้องรอบกวนให้พ่อกับแม่ของเธอย้ายไปอยู่กับพี่ใหญ่ !


ไฉเฉี่ยวเหอตกตะลึงเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินคำพูดของลูกสาว เธอไม่ได้วางแผนสำรองไว้เลย แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้และถามถึงโรงงานเฟอร์นิเจอร์ในทันที หากไม่ได้ผลจริงๆ ก็ให้ลูกชายคนโตของเธอดูแลโรงงานนั้นแทน


ฟู่ต้าอันต้องการย้ายไปอยู่เมืองหลวงจริงๆ ดังนั้นเขาจึงต้องดูแลทุกอย่างโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ในการทำเฟอร์นิเจอร์นั้น จำเป็นต้องมีพื้นที่ที่เพียงพอ มีไม้ และมีคนงาน ซึ่งตอนนี้เขาเป็นเจ้านายแล้ว และเหล่าพนักงานหลายคนก็พร้อมจะติดตามเขาไปที่เมืองหลวงอย่างเต็มใจอีกด้วย


เดิมทีสถานที่แห่งนี้ถูกเช่าโดยโรงงานเฟอร์นิเจอร์ของรัฐ แต่ยอดขายกลับไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ดังนั้นมันจึงถูกปล่อยให้เช่าต่อ เมื่อเขาบอกว่าต้องการจะย้ายออก ทางโรงงานของรัฐก็ดูจะมีความสุขเป็นอย่างมาก


เมื่อเห็นฟู่ต้าอันทำเงินมากมายจากการทำเฟอร์นิเจอร์ ทุกคนต่างก็รู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมาทันที เมื่อฟู่ต้าอันออกไป พวกเขาก็ได้ซื้อไม้จำนวนมาก และเรียกคนงานให้กลับมาทำชุดโซฟาอีกครั้ง ซึ่งฟู่ต้าอันก็ไม่ได้สนใจพวกเขา ตอนนี้เขาตั้งใจที่จะย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวงแล้ว จึงไม่สนใจสิ่งนี้อีกต่อไป


ไม้ส่วนใหญ่ของเขาถูกใช้ไปจนหมดแล้ว แต่ก็ยังพอมีเหลืออยู่บ้างเล็กน้อย เขาจึงได้หารถมาขนมันกลับไปที่หมู่บ้านอันผิงและฝากมันเอาไว้ในลานบ้านของพี่ใหญ่ก่อน


ตอนนี้ทุกอย่างก็พร้อมแล้ว เขากับภรรยาออกเดินทางไปยังเมืองหลวงโดยมีแค่กระเป๋าเดินทางใบเล็กๆเท่านั้น ส่วนที่บ้านของเขาตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่ผ้าห่มไม่กี่ผืน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เขาไม่ต้องการแล้ว


หากไฉเฉี่ยวเหออยากได้จริงๆ ก็เอารถมาจนไปให้หมดได้เลย ฟู่ต้าอันจะไม่ปริปากอะไร หลี่โม่ลี่รู้ดีอยู่แล้วว่านิสัยแม่ของตัวเองเป็นอย่างไร อีกอย่างพ่อก็เอาแต่มองเฉยๆไม่พูดไม่จา หลี่โม่ลี่เข้าใจดีว่าพ่อคิดจะปล่อยให้แม่ทำตามใจ แต่ถ้าแม่ต้องมาเสียใจทีหลัง พ่อก็คงช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี !


หลี่ชุ่นลี่มีเงินบำนาญเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ตราบใดที่เขายังมีเงิน เขาก็ไม่ได้ต้องการเงินจากลูกชายหรือภรรยาของเขาเลย เพราะเขามีเงินของตัวเองอยู่แล้ว


เขาแอบเอาเงินเก็บของตัวเองครึ่งหนึ่งให้หลี่โม่ลี่เป็นการส่วนตัว แต่หลี่โม่ลี่ก็ได้ปฏิเสธไป ก่อนที่เขาจะชี้แจงให้เธอฟังว่าเขารู้มาตั้งนานแล้วว่าแม่ของเธอรักลูกชายมากกว่าลูกสาว ซึ่งถ้าตอนนี้หญิงชราไม่ทำให้เธอและฟู่ต้าอันขุ่นเคืองใจ ในอนาคตก็คงไม่วายทำมันอยู่ดี


สู้ให้เรื่องมันแตกหักกันไปตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า อนาคตไม่แน่ว่าเธออาจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ เพราะถึงอย่างไรเธอก็ยังเป็นแม่


ในด้านหญิงชรา หลี่ชุ่นลี่ได้บอกอีกว่าในเมื่อเธอสร้างปัญหาขึ้นมา เขาก็จะปล่อยให้เธอจัดการกับลูกชายของเธอด้วยตัวเอง และเธอก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาด้วย


ตอนนี้เธอเป็นฝ่ายทำให้ลูกสาวและลูกเขยขุ่นเคืองใจจนไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ทั้งยังพยายามรักษาผลประโยชน์ทุกอย่างให้กับลูกชายเพียงคนเดียวอีกด้วย ตอนนี้เธอไม่สามารถตำหนิเขาได้ เพราะหากจะตำหนิ ให้ตำหนิตัวเธอเองไม่ดีกว่าหรือ ? หากพวกเขาทั้งสองคนคุยกันไม่รู้เรื่องจริงๆ ก็คงต้องแยกกันอยู่ เขาจะออกไปอยู่คนเดียวโดยให้เธอไปอาศัยอยู่กับลูกชายตามที่เธอต้องการ


เนื่องจากชายชรายังคงมีเงินบำนาญ แม้จะแก่แล้ว แต่หน้าตาก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร อีกทั้งเขาก็ยังเป็นครู หากเขาอยากจะหาภรรยาใหม่สักคนคงไม่ใช่เรื่องยาก คงมีแม่หม้ายหลายคนยินดีใช้ชีวิตคู่กับเขา แล้วแบบนี้ไฉเฉี่ยวเหอจะทำอะไรได้ ? จะมาด่าว่าเขาไร้ยางอายงั้นหรือ ?


ทุกคนต่างก็อยู่เพื่อตัวเอง มีใครไม่อยากได้เงินบ้างกันล่ะ ? นอกจากนี้เธอก็เป็นคนก่อเรื่องทั้งหมดด้วยตัวเองอีกด้วย หลังจากนั้นไม่นานนัก ไฉเฉี่ยวเหอก็ตระหนักถึงสิ่งนี้ขึ้นมาได้จึงไม่พูดอะไรอีก เพราะถึงอย่างไรสามีของเธอก็ยังคงต้องเลี้ยงดูครอบครัว...


ฟู่ต้าอันเองก็มองเห็นปัญหาทุกอย่างแล้วเช่นกัน เขานับถือพ่อตาของเขาเลย เพราะแท้จริงแล้วพ่อตาของเขามองทุกคนได้อย่างทะลุปรุโปร่งอยู่แล้ว ถึงได้ทำแบบนี้


ชายชราเขารู้ดีว่านิสัยของภรรยาตัวเองเป็นอย่างไร เธอมักจะเข้าข้างลูกชายเสมอ ถึงแม้จะรักลูกสาว แต่เธอก็ยังมีความลำเอียงอยู่ดี


ดังนั้นเงินที่เขามอบให้หลี่โม่ลี่นั้นจึงมีความหมายแอบแฝงอยู่ แม้ว่าตอนนี้ลูกสาวจะปฏิเสธเงินของเขาก็ตาม แต่หากวันใดวันหนึ่งเมื่อเขาไม่สามารถอยู่กับลูกชายได้อีกต่อไป เขาก็ยังมีลูกสาวและลูกเขยอยู่


ถึงแม้ว่าภรรยาจะทำตัวเกินไปบ้าง เขาก็ไม่ได้ขัดขวางอะไร แถมเขายังใช้ข้ออ้างที่ว่า ‘ทำแบบนี้ก็เพื่อพวกคุณนะ !’ มาเป็นการใช้กลยุทธ์ที่ทั้งสามารถยืดหยุ่นและถอยได้อย่างดี


ต้องบอกว่าความคิดของหญิงชรานั้นสามารถถูกอ่านออกได้อย่างง่ายดาย แต่ความคิดของชายชรานั้นไม่อาจหยั่งรู้ได้เลยจริงๆ


ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ในใจของหลี่โม่ลี่มันเย็นชาไปแล้ว เมื่อเธอตัดสินใจจะไป ทั้งสองเฒ่ากลับตกตะลึงจนไม่ได้ถามแม้แต่นิดเดียวว่าแล้วงานของลูกสาวจะทำอย่างไร ?


ฟู่ต้าอันจัดการเรื่องนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว เขาหาโรงเรียนประถมในเมืองหลวงให้เธอได้ไปทำงาน ที่โรงเรียนนี้ยังร่วมมือกับเขตทหารด้วย ซึ่งเรื่องนี้ฟู่ต้าจวงเป็นคนจัดการให้


ซึ่งที่นี่ต่างก็มีลูกๆของทหารจากเขตอื่นมาเรียนด้วย ดังนั้นหลี่โม่ลี่จึงพอมีหนทางหางานทำได้


อีกด้านหนึ่ง ตอนนี้เถียนลี่กำลังพูดคุยกับหวังซู่เหมยอยู่ แต่เธอกลับมองไปที่ฟู่เยี่ยนอย่างไม่ละสายตา เธอมองและลอบสังเกตฟู่เยี่ยนตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้าพลางรู้สึกอิจฉาขึ้นมาในใจ ฟู่เยี่ยนช่างเป็นผู้หญิงที่งดงามมากจริงๆ ไม่ว่าจะสวมชุดอะไรก็ดูดีไปหมด


ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็สังเกตเห็นการจ้องมองนี้เช่นกัน จึงได้หันกลับไปมองเถียนลี่ด้วยความสงสัย


“ลี่ลี่ เธอกำลังมองอะไรอยู่ ? มีอะไรติดอยู่ที่หน้าของฉันหรือเปล่า ?”


“ไม่ใช่ ไม่ใช่ ฉันแค่คิดว่าพี่ดูดีมากจนฉันไม่สามารถละสายตาไปจากพี่ได้ต่างหากล่ะ พี่มัดผมแบบนั้นได้อย่างไร ? ช่วยสอนฉันหน่อยได้หรือเปล่า ?” เถียนลี่ตอบคำถาม พร้อมกับถามกลับไปอีกครั้ง


“ไม่มีปัญหา เอาไว้ฉันจะสอนเธอหลังจากกินมื้อเย็นเสร็จก็แล้วกัน” ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าเธอไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นคำชื่นชม หญิงสาวคนนี้กำลังชื่นชมเธออยู่อย่างนั้นหรือ ?


หวังซู่เหมยเองก็สังเกตเห็นสิ่งนี้แล้วเช่นกัน เด็กสาวคนนี้ชอบฟู่เซินอย่างชัดเจน ! ซึ่งเมื่อได้เห็นเช่นนี้ เธอก็มีความสุขมาก เพราะภูมิหลังของตระกูลเถียนอาศัยอยู่ในเมืองหลวงมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษแล้ว


แม้ว่าเหล่าเถียนจะทำงานที่โรงเก็บขยะ และพี่สะใภ้เถียนทำงานกวาดถนนก็ตาม แต่บ้านของพวกเขาก็ไม่ได้น้อยหน้าตระกูลฟู่เลย ดังนั้นเธอจึงพอจะรู้ถึงภูมิหลังทางครอบครัวของพวกเขาได้จากสิ่งนี้


ครอบครัวของพวกเขามีลูกชายหนึ่งคน และลูกสาวอีกหนึ่งคน ซึ่งทั้งคู่ต่างก็เป็นคนที่มีความสามารถ ลูกคนเล็กของพวกเขายังไม่ได้แต่งงาน และพี่สะใภ้เถียนก็เคยถามเกี่ยวกับฟูเซินอีกด้วย ในฐานะแม่ด้วยกัน หวังซู่เหมยจะมองเรื่องนี้ไม่ออกได้อย่างไร


ตอนนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเด็กสองคนแล้ว แต่ก็คงต้องรบกวนเถียนลี่เสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะลูกชายคนรองของเธอนั้นเป็นคนที่โง่มากๆ และยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้อีกด้วย เธอยังคงกลัวว่าเถียนลี่จะทนไม่ไหวและเปลี่ยนใจไปเสียก่อน หากเป็นแบบนั้นทุกอย่างคงต้องจบลงเสียแล้ว


หวังซู่เหมยครุ่นคิดถึงเรื่องนี้พลางกัดฟันแน่น แต่ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหญิงชรา ดังนั้นเธอจึงมีท่าทีที่ดูกระตือรือร้นต่อเถียนลี่มากขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าเธอรู้สึกพอใจกับเด็กสาวคนนี้มาก อย่างน้อยเถียนลี่ก็เป็นคนตรงไปตรงมา และจะไม่ยุยงให้ลูกชายของพวกเธอให้ต้องมาทะเลาะกับครอบครัวเหมือนคนรักของลูกชายคนโตอย่างแน่นอน


เมื่อคิดถึงการแต่งงานของฟู่ซิน หวังซู่เหมยก็รู้สึกโกรธขึ้นมาเล็กน้อย อย่างไรก็ตามเธอยังคงแอบติดตามดูเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และไม่อยากให้การแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเลย แต่เธอไม่ได้มีนิสัยชอบเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวของลูกๆ ดังนั้นเธอจึงทำได้แค่เพิกเฉยต่อเรื่องนี้เท่านั้น ยังไม่รีบร้อนคิดถึงเรื่องนี้


เมื่อสองปีที่แล้ว หลังจากที่ฟู่เยี่ยนได้พูดโน้มน้าวใจฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยในเรื่องนี้ ทั้งสองจึงได้ปล่อยวางเรื่องที่กวงหยุนเคยทำลงไปได้บ้างแล้ว


ตอนแรกที่ฟู่ซินกลับมา ทุกคนต่างก็เปิดใจต่อกันแล้ว แต่ใครจะไปรู้ว่าไม่กี่วันหลังจากนั้น เธอกลับมาพูดว่าฟู่ซินอาศัยอยู่ในบ้านของน้องสาวคงดูไม่ดี และยังชักชวนให้เขาย้ายออกมา


แม้ว่ามันจะเป็นคำพูดที่ฟังดูปกติ แต่เมื่อคิดดูอย่างรอบคอบแล้ว พวกเขายังคงกังวลว่าเธอกำลังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องต้องแตกแยก


มันเป็นเรื่องที่แย่มาก ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ทว่าในใจของพวกเขานั้นกลับเต็มไปด้วยความไม่พอใจ โชคดีที่ฟู่ซินเป็นคนมีเหตุผล และเขาก็รู้ดีว่าเมื่อทุกคนแต่งงาน เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่จะต้องแยกออกไปอยู่กับครอบครัวของตัวเอง


ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากย้ายออกไป แต่เป็นเพราะพ่อกับแม่ของเขาอยู่ที่นี่ต่างหาก เดิมทีเขาอาศัยอยู่ในค่ายทหารอยู่แล้ว แค่กลับมาที่บ้านเดือนละไม่กี่ครั้งเท่านั้น หรือบางเดือนก็ไม่ได้กลับเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นการจะย้ายออกจึงเป็นเรื่องที่ลำบากแปลกๆ


ทางด้านฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวไม่มีความประทับใจในตัวของกวงหยุนเลย ยิ่งเมื่อได้ยินกวงหยุนบอกกับพี่ใหญ่แบบนั้น นั่นก็หมายความว่าพวกเขาทั้งสองก็ต้องย้ายออกไปด้วยใช่ไหม ?


ฟู่เยี่ยนถึงกับขมวดคิ้ว เมื่อครั้งแรกที่เจอกัน กวงหยุนดูเหมือนจะเข้าใจทุกอย่างแล้ว แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น ? หรือว่าเธอเปลี่ยนใจไปแล้ว ? ซึ่งเธอก็ไม่มีโอกาสได้พบกับกวงหยุนอีกเลย


เนื่องจากฟู่ซินต้องหมุนเวียนไปยังหน่วยต่างๆ ซึ่งต้องห่างบ้านไปเป็นเวลาหลายเดือนเลยทีเดียว แม้ว่าทั้งสองจะรักกันมากแค่ไหน แต่ก็ทำได้เพียงแค่เขียนจดหมายเพื่อติดต่อกันเท่านั้น


แต่ก่อนที่พี่ใหญ่จะพูดคุยถึงเรื่องการแต่งงาน ฟู่เยี่ยนคิดว่าจะต้องดูสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อน เพราะเธอรู้ดีถึงสถานการณ์ของกวงหยุน และกลัวว่ากวงหยุนคนเดิมจะกลับมาอีกครั้ง…… 


ตอนที่ 546: ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง


หลังจากที่กินมื้อเย็นเสร็จ ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ส่วนฟู่ต้าอันและหลี่โม่ลี่ก็ได้กลับไปที่บ้านของตัวเองเช่นกัน และยังได้เอาผ้าปูที่นอนจากที่นี่กลับไปด้วย


สองสามีภรรยายังคงต้องค่อยๆเพิ่มของต่างๆภายในบ้านไปทีละน้อย ดังนั้นช่วงนี้พวกเขาทั้งสองจึงไม่ค่อยได้มาที่นี่บ่อยมากนัก


ทางด้านลุงหลิวก็ได้ไปรับเด็กๆที่บ้านตระกูลมู่ โดยเขาต้องใช้เวลาเดินไปอีกหนึ่งชั่วโมง ขณะที่เขากำลังจะออกไปนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้บอกกับเขาว่าผู้อำนวยการหลี่ต้องการจะให้วันหยุดกับเขาด้วย


ในตอนแรก ลุงหลิวยังคงไม่เข้าใจว่าเธอหมายถึงอะไร และฟู่เยี่ยนก็ไม่ได้อธิบายรายละเอียดมากนัก เธอแค่บอกไปว่าทุกคนต่างก็มีเรื่องที่ต้องทำ จึงทำให้เขาก็รู้ได้ทันทีว่าสิ่งนี้หมายถึงอะไร


ฟู่เยี่ยนไม่ได้สนใจเลยว่าเขาเข้าใจหรือเปล่า เพราะเขามักจะเข้าใจอะไรช้าเสมอ เมื่อนึกถึงเรื่องที่ผู้อำนวยการหลี่ปล่อยให้ทุกคนไปพักอย่างไม่มีกำหนด ลุงหลิวก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ในทันที


ฟู่เยี่ยนมองตามแผ่นหลังลุงหลิวที่กำลังเดินออกไป จากนั้นเธอก็ได้ไปที่ห้องของฟู่ต้าหย่ง ตอนนี้ฟู่เหยาได้หลับไปแล้ว เพราะเขาเอาแต่เล่น ไม่ได้นอนในตอนกลางวัน จึงทำให้เขาง่วงตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ


เมื่อฟู่เยี่ยนเดินเข้ามา หวังซู่เหมยก็กำลังเช็ดใบหน้าและเท้าให้กับเขาอยู่ ฟู่เหยาเหมือนลูกลิงที่เล่นซนมาตลอดทั้งวัน ตอนนี้เขาจึงได้เผลอหลับไปโดยที่เนื้อตัวยังคงสกปรกอยู่


“ดูสิ เจ้าลิงน้อยคนนี้ช่างไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ ผ้าห่มที่แม่เพิ่งจะซักมาใหม่เปื้อนไปหมดแล้ว” เธอบ่นลูกชายพร้อมกับเช็ดตัวให้กับเขาไปด้วย


“ไม่ว่าเขาจะสกปรกแค่ไหน แต่เขาก็ยังเป็นลูกของแม่นะคะ !” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา แม้ว่าแม่ของเธอจะบ่น แต่ก็ยังคงให้อภัยลูกๆอยู่เสมอ !


“ทำไมลูกถึงได้มาหาพวกเราล่ะ มีอะไรหรือเปล่า ?” ฟู่ต้าหย่งพูดพลางมองไปที่ฟู่เยี่ยน เด็กคนนี้ต้องมีบางอย่างที่อยากจะพูดกับพวกเขาอย่างแน่นอน


“พ่อคะ ทำไมพ่อถึงได้รู้ทันหนูถึงขนาดนี้ ? หนูมีเรื่องที่จะคุยกับพ่อจริงๆค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับรอยยิ้ม


“คิดว่าพ่อไม่รู้จักลูกหรือไง !” ฟู่ต้าหย่งเองก็หัวเราะออกมาเช่นกัน


“พ่อคะ แม่คะ หนูอยากจัดงานแต่งงานโดยเร็วที่สุดค่ะ หนูคิดว่าน่าจะภายในครึ่งปีนี้แหละ” ฟู่เยี่ยนไม่ได้เขินอายและเลือกที่จะพูดออกไปตรงๆ


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ลูกสาวของพวกเขาไม่ได้บอกว่าเธออยากจะรอดูอีกปีสองปีหรอกหรือ ?


“เสี่ยวฮั่ว มันเกิดอะไรขึ้น ? ทำไมลูกถึงพูดแบบนั้น” หวังซู่เหมยนั่งลง ก่อนจะมองไปที่ฟู่เยี่ยนระมัดระวัง กลัวว่าจะมีอารมณ์บางอย่างที่แสดงออกไป


ทันทีที่เข้ามาที่นี่ ฟู่เยี่ยนได้แปะยันต์กันเสียงเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะพูดอะไร ทุกคนที่อยู่ด้านนอกก็จะไม่ได้ยิน เธออธิบายเรื่องชีพจรมังกรไปพอประมาณเท่านั้น ซึ่งพ่อกับแม่ของเธอก็ยังคงไม่เข้าใจเรื่องนี้


ทว่าสิ่งเดียวที่ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยกำลังคิดอยู่นั้น คือการเลื่อนงานแต่งให้เร็วขึ้นต่างหาก หากเป็นแบบนั้นก็เท่ากับว่าลูกสาวของพวกเขาจะมีภาระเพิ่มขึ้น และจะไม่สามารถทำเรื่องใหญ่ได้ไม่ใช่หรือ


“ลูกได้คุยเรื่องนี้กับเสี่ยวเฉินแล้วหรือยัง ?” ฟู่ต้าหย่งเอ่ยถามออกไปทันที


“หนูคุยกับเขาแล้วค่ะ และเขาก็ดูมีความสุขมาก พรุ่งนี้เขาจะกลับไปที่บ้านและบอกเรื่องนี้กับคุณปู่และคุณย่าของเขาค่ะ” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกเขินขึ้นมา


“แต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรนะ เราต้องหารือเรื่องนี้กับพี่สาวของลูกก่อน เดิมทีเราจะจัดการเรื่องนี้หลังจากที่ลูกๆเรียนจบ ก็เลยยังไม่มีการกำหนดวันใดๆทั้งนั้น ซึ่งตามหลักแล้วเสี่ยวฉุ่ยและพี่ๆคนอื่นของลูกจะต้องแต่งงานก่อน ลูกเป็นน้องนะ จะแต่งงานก่อนพี่สาวได้อย่างไร ?”


หวังซู่เหมยพูดแทรกขึ้นมา


“เราควรคุยเรื่องนี้กับจื่อหยวนก่อนดีกว่า” ในตอนนี้แม้แต่ฟู่ต้าหย่งเองก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อยเช่นกัน


“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ เมื่อถึงเวลาเราก็แค่ทำในนามปู่กับย่าของเขาแค่นี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว เรื่องนี้ไม่มีอะไรผิดเลย และเราก็ไม่สามารถบังคับพี่สามได้อยู่แล้ว มันไม่เหมือนกันค่ะ” ฟู่เยี่ยนรีบตอบกลับอย่างรวดเร็ว


เรื่องของฟู่เหมี่ยวน่าจะต้องให้ฝ่ายชายเป็นคนเริ่มพูดก่อน ส่วนเรื่องของเธอเป็นกรณีพิเศษ ถ้าไม่ใช่แบบนี้ ก็คงต้องรอให้ทางตระกูลไป๋เป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน


“เสี่ยวฮั่ว ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามที่ลูกพูดเถอะ ถึงอย่างไรตอนนี้พี่ๆของลูกก็ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว ! เอาล่ะ ลูกอย่ากังวลไปเลย พ่อจะช่วยคุยกับผู้เฒ่าไป๋ในเรื่องนี้เอง” ฟู่ต้าหย่งเปลี่ยนใจอีกครั้ง เสี่ยวฮั่วพูดถูก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องผิดเลย


“หนูเข้าใจแล้วค่ะพ่อ แค่กำหนดวันแต่งงานภายในครึ่งปีนี้ก็พอ” ฟู่เยี่ยนก็รู้ดีว่าเธอไม่ได้มีเวลามากพอที่จะดูแลเรื่องนี้


“อืม แม่เองก็ไม่ได้สนใจเรื่องพี่ใหญ่ของลูกแล้วเหมือนกัน เอาไว้ถ้าเขาพร้อมจะแต่งงานเมื่อไหร่ แม่ค่อยไปจัดการเรื่องนี้ให้กับเขา ส่วนพี่รองของลูกเป็นคนที่ซื่อบื้อมาก อันที่จริงแม่คิดว่าลูกสาวตระกูลเถียนเป็นที่ดูดีใช้ได้เลยนะ แต่เธอคงต้องเป็นฝ่ายเดินหน้าเรื่องนี้ด้วยตัวเองแล้วล่ะ !”


หวังซู่เหมยรู้สึกโกรธอยู่ครู่หนึ่งเมื่อนึกถึงลูกชายคนโตของเธอ และเมื่อคิดถึงเรื่องของฟู่เซิน ความโกรธของเธอก็ได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม


“ส่วนเจ้าสองเด็กนั่นไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เสียหายอะไรอยู่แล้ว ปล่อยไปเถอะ ส่วนเรื่องเจ้าใหญ่ เรามาดูกันอีกทีดีกว่าเขาจะมีชีวิตต่อไปในทิศทางไหน ด้วยการงานของเขา หากเขามีภรรยาที่เข้าใจก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี”


“ส่วนเรื่องเด็กสาวจากตระกูลเถียน ผมเองก็คิดว่าเธอดูดีเหมือนกัน แต่เธอยังเด็ก และเจ้ารองก็ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อน อีกอย่างเด็กสาวคนนั้นก็ยังคงต้องไปเรียน เอาไว้เราค่อยคุยเรื่องนี้กันในภายหลังดีกว่า”


ไม่ใช่ว่าฟู่ต้าหย่งไม่สนใจเรื่องนี้ เพียงแต่มันยังไม่ถึงเวลาก็เท่านั้น


ส่วนฟู่เยี่ยนยังคงไม่ได้พูดอะไร ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เธอไม่ค่อยได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่ เพราะเป็นเรื่องที่พ่อกับแม่ของเธอต้องดูแลเอง


พี่ใหญ่ของเธอต้องมาเห็นเรื่องนี้ด้วยตัวเองก่อน จึงจะตัดสินใจได้ หากกวงหยุนเปลี่ยนใจไปจริงๆ เรื่องนี้ก็ต้องพูดกันใหม่


สำหรับพี่รองนั้นยังเร็วเกินไปที่เขาจะเข้าใจในเรื่องพวกนี้ ฟู่เยี่ยนไม่ได้มองโลกในแง่ดีเกินไปเลย เถียนลี่เป็นเด็กดี แต่นิสัยของเธอยังไม่ค่อยเหมาะสมกับเขาเท่าไหร่นัก แม้ว่าฟู่เซินจะดูเหมือนเป็นคนคุยง่าย แต่ลึกๆแล้วเขาเป็นคนที่ใจร้อนและเอาแต่ใจมาก ไม่มีใครสามารถเดาได้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่


ดังนั้นจึงต้องหาคนที่เขาเต็มใจที่จะอยู่ด้วยเท่านั้นถึงจะไปด้วยกันรอด หากคิดว่าจะเข้ามาในชีวิตของเขาแล้วบังคับให้เขาทำนู่นทำนี่ นั่นคงจะเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน


“ตอนนี้เสี่ยวมู่กับเสี่ยวฉุ่ยกำลังทำอะไรอยู่กันนะ ? ทำไมพวกเขาถึงยังไม่กลับบ้านอีก ?” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับมองไปที่นาฬิกา ซึ่งตอนนี้มันก็เริ่มดึกแล้ว


“แม่คะ ยังมีกับข้าวที่ถูกแบ่งเอาไว้อยู่ในครัว หากไม่พอ หนูจะไปสั่งบะหมี่ให้ทั้งสองคนกินเอง แม่พักผ่อนก่อนเถอะค่ะ !”


เมื่อฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ด้วยความร่วมมือของทั้งสองคนจึงทำให้โรงงานของพวกเขาเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ในช่วงแรก พวกเขาทำเงินมากมายได้จากการขายถุงเท้า และหลังจากนั้นจึงค่อยๆเริ่มขายรองเท้า หมวก และเครื่องประดับอื่นๆตามมา


นอกจากนี้ยังมีเสื้อผ้าสำเร็จรูปอีกด้วย ซึ่งสิ่งที่ทำให้อาเล็กของพวกเขาสามารถทำเงินได้มากมายเพียงแค่ดูแลเรื่องการออกแบบเท่านั้น จึงไม่ต้องพูดถึงสองคนเลยว่าจะทำเงินได้เพิ่มขึ้นมากมายขนาดไหน


เนื่องจากกวงหยุนล้มเหลวในการโน้มน้าวใจพี่ใหญ่ของพวกเขาในครั้งที่แล้ว ดังนั้นพวกเขาทั้งสองจึงจริงจังกับเรื่องนี้และซื้อบ้านเป็นของตัวเองให้เรียบร้อย ซึ่งหลังจากที่ทำความสะอาด พวกเขาก็สามารถย้ายเข้าไปอยู่อาศัยได้ในทันที และเป็นจางเหว่ยเองที่รับหน้าที่ตกแต่งบ้านให้


ตอนนี้จางเหว่ยได้เข้าร่วมบริษัทก่อสร้างของไป๋โม่เฉินและเมิ่งอ้ายชวนแล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องรับช่วงงานต่อจากทั้งสอง ทั้งยังมีผู้คนติดต่อเข้ามาให้ทีมของเขาเข้าไปซ่อมแซมและตกแต่งบ้านเก่าให้อีกด้วย


ช่วงนี้การติดตั้งสุขภัณฑ์ภายในบ้านกำลังเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีผนังและหลังคาที่บุฉนวนกันความร้อนเพื่อให้ความอบอุ่นภายในบ้านอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นฝีมือการออกแบบของฟู่เยี่ยนเอง


สำหรับเรื่องนี้ จางเหว่ยชื่นชมฟู่เยี่ยนเป็นอย่างมาก ฟู่เยี่ยนไม่เคยตระหนี่ในความคิดของเธอเลย เธอให้เขานำสิ่งนี้ไปต่อยอดได้ตามที่ต้องการ


ด้วยเหตุผลนี้ การใช้ชีวิตแบบเดิมๆของผู้คนในเมืองหลวงหลายทศวรรษจึงได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น และอาคารสูงก็ได้รับความนิยมในรุ่นต่อๆไป ไม่เหมือนกับบ้านในสมัยเก่าหลายหลังที่ต้องออกไปใช้ห้องน้ำข้างนอก !


เนื่องจากฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินทำเงินได้มากมายในช่วงสองปีที่ผ่านมา ดังนั้นสิ่งแรกที่พี่สาวทำหลังจากที่หาเงินได้ด้วยตัวเองก็คือซื้อก้อนทับทิมดิบที่ยังไม่เจียระไนให้กับน้องสาวในวันเกิด แม้ว่าฟู่เยี่ยนจะไม่ต้องการมันเลยก็ตามนั่นเอง


ส่วนฟู่เซินก็ได้ตัดชุดกี่เพ้าหลายชุดให้กับฟู่เยี่ยนอีกด้วย ต้องบอกเลยว่าชุดกี่เพ้าที่ได้รับการตัดเย็บและออกแบบอย่างประณีตทั้งสามชุดนั้นมีราคาที่ใกล้เคียงกับก้อนทับทิมดิบที่ฟู่เหมี่ยวซื้อเลยทีเดียว


ทางด้านพี่ใหญ่ยังคงคิดถึงเธอเช่นกัน แม้เขาจะมีรายได้ไม่มาก อย่างในวันเกิดปีที่แล้วของเธอ พี่ใหญ่ได้ให้นาฬิกากับเธอมา แม้ว่ามันจะไม่ได้มีราคาแพงมากนัก แต่ก็ไม่ใช่ของราคาถูก ซึ่งนั่นเทียบเท่ากับเงินเดือนของเขาอย่างน้อยๆครึ่งปีเลยก็ว่าได้


ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก ในที่สุดความพยายามของเธอได้สำเร็จลุล่วงแล้ว ตอนนี้พี่น้องของเธอต่างก็รักใคร่กันดี ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่ฟู่เยี่ยนต้องการ เธออยากได้ครอบครัวที่มีความสามัคคีแบบนี้มากที่สุดแล้ว


เรื่องเงินนั้นเป็นเพียงของนอกกาย หากตายไปก็ไม่สามารถนำไปด้วยได้ ไม่ว่าจะมีเงินมากเท่าไหร่ก็ตาม แต่หากคนเราต้องมาอยู่ตัวคนเดียวก็ย่อมไม่มีความสุขอยู่ดี


ตอนที่ 547: การหารือกันภายในตระกูลไป๋


ในคืนนี้ ไป๋โม่เฉินไม่ได้อยู่ที่บ้านตระกูลฟู่ เพราะเขาต้องรีบกลับบ้านไปบอกคุณปู่คุณย่าว่าเขากำลังจะแต่งงาน


งานแต่งงานจะถูกจัดขึ้นโดยเร็วที่สุด และต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามเดือนในการเตรียมความพร้อมทุกอย่าง แม้ว่าเวลาจะค่อนข้างสั้นไปหน่อยก็ตาม แต่ไป๋โม่เฉินก็จะพยายามทำเพื่อฟู่เยี่ยนอย่างเต็มที่


ตอนนี้บริษัทก่อสร้างของเขากำลังไปได้สวย แม้ว่างานที่พวกเขาทำจะเป็นงานเล็กๆ แต่พวกเขาก็ยังคงทำเงินได้จำนวนมาก ! หลังจากหักค่าจ้างแรงงานทั้งหมดแล้ว ยังคงมีกำไรเหลืออีกไม่น้อยเลยทีเดียว


ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ร้านที่พวกเขาทำร่วมกันทั้งสามแห่งก็ได้เปิดทำการแล้ว แม้ว่ามันจะไม่ได้มีกำไรมากนัก แต่สถานการณ์ก็กำลังดีขึ้นอย่างช้าๆ มันดูคล้ายกับทุกปีที่ผ่านๆมา แต่กระแสโดยรวมนั้นถือว่าเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ


ไม่สามารถพูดได้ว่าร้านของพวกเขาขาดทุน นอกจากผู้จัดการโจวและโหวซานแล้ว พวกเขายังไม่ได้จ้างพนักงานเพิ่มเลย ตอนนี้โรงน้ำชายังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ แต่ก็ยังคงมีเพื่อนสนิทไม่กี่คนแวะเวียนไปที่นั่น โดยมีโหวซานเข้ามาช่วยเรื่องความบันเทิงให้กับพวกเขา


หากดูจากการประชุมตอนต้นปี ก็พอที่จะบอกได้แล้วว่าสถานการณ์ต่างๆกำลังเริ่มดีขึ้นอย่างช้าๆ และตอนนี้ก็มีนักท่องเที่ยวในย่านโรงงานหลิวหลี่เยอะกว่าปีก่อนๆอีกด้วย


ซึ่งคนที่ตั้งแผงลอยอยู่ที่นี่มาก่อนก็ได้ขยายขนาดและความหลากหลายของสินค้าให้มากขึ้นด้วย อีกทั้งพวกเขายังต้องออกเดินทางไปในชนบทเพื่อหาของโบราณบ่อยขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่าเศรษฐกิจของที่นี่เริ่มดีขึ้นแล้วจริงๆ และเศรษฐกิจของประเทศจีนก็กำลังฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ


เมื่อทุกคนต่างก็มีกิจการเป็นของตัวเอง ดังนั้นจึงไม่ได้ขาดแคลนเรื่องเงินเท่าไหร่ สำหรับตระกูลไป๋ ด้วยความที่พวกเขากับทางกองทัพมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ทำตัวให้เป็นที่โดดเด่นอะไรมากนัก โดยเฉพาะหลังจากที่พ่อของไป๋โม่เฉินได้รับการเลื่อนตำแหน่ง


จากสถานการณ์ที่บ้านของเขา เขาจึงเดาว่าอาจมีเพียงงานเลี้ยงน้ำชาแบบง่ายๆหรืออะไรทำนองนั้น


แต่ทางด้านตระกูลฟู่ยังคงมีแขกที่จะมาร่วมงานแต่งงานมากมาย ฉะนั้นแม้ว่าพวกเขาอยากจะจัดงานแต่งที่ดูเรียบง่ายก็คาม แต่อย่าลืมว่ายังต้องเชิญคนที่สนิทกับครอบครัวของพวกเขาด้วย จะให้ขาดใครคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้


เพียงแค่แขกของฟู่เยี่ยนคนเดียวก็คงจะเต็มลานบ้านแล้ว ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ต้องกังวลเรื่องนี้


เมื่อไป๋โม่เฉินกลับมาถึงบ้าน เขาก็ได้พูดคุยเรื่องนี้กับไป๋ซ่ง ซึ่งไป๋ซ่งที่ได้ยินเรื่องนี้ก็ดูมีความสุขเป็นอย่างมาก จนไป๋โม่เฉินไม่จำเป็นต้องพูดตามที่เขาเตรียมมาเลย


ไป๋ซ่งดูมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด และเขาเองก็มีความคิดบางอย่างอยู่ภายในใจ เมื่อคนเราอายุมากขึ้นในทุกๆปี บางอย่างเกี่ยวกับร่างกายก็จะแย่ลงตามไปด้วย


ลูกชายของเขาเองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน หากไม่อยากยุ่งเรื่องนี้ก็ไม่เป็นไร มาดูกันว่าในอนาคตหลานชายทั้งสองคนและหลานสาวของเขาจะมีชีวิตเป็นอย่างไร ตอนนี้ไป๋จวินเองก็มีตำแหน่งที่สูงมากแล้ว ดังนั้นเงินบำนาญของเขาในตอนเกษียณก็เพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้อย่างสบาย


ส่วนคนที่ทำให้เขาเป็นกังวลมากที่สุดนั้นก็คือไป๋โม่เฉิน เด็กคนนี้เป็นคนที่เย็นชาและกำพร้าแม่มาตั้งแต่เด็ก เมื่อไป๋โม่เฉินมีคู่หมั้นแล้ว เขาจึงรู้สึกสบายใจมากยิ่งขึ้น และในช่วงสองปีที่ผ่านมา เขารู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้วที่หลานชายคนโตของเขาจะแต่งงาน


ในที่สุด ความปรารถนาของเขาก็เป็นจริง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะมีความสุขมากๆแบบนี้ แม้ว่าจะไม่ได้มีฐานะที่ร่ำรวย แต่การได้ฉลองปีใหม่กับหลานสะใภ้นั้นเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่สุดแล้ว !


“ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้หลานไปขอลาอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยได้เลย แล้วพาปู่กับย่าของหลานไปที่บ้านตระกูลฟู่เพื่อพูดคุยเรื่องการแต่งงาน อืม เราต้องเตรียมของขวัญไปด้วย จะไปมือเปล่าไม่ได้”


ไป๋ซ่งเริ่มพูดคุยเรื่องนี้กับแม่เฒ่าเฉิน รวมไปถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและแม่บ้านของเขา เพื่อให้ทุกคนช่วยกันจัดของขวัญ


“คุณปู่ครับ คุณย่าครับ อย่ากังวลไปเลย ตอนนี้มันก็ดึกมากแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้เราค่อยเตรียมของก็ได้ครับ แล้วเราค่อยไปที่บ้านตระกูลฟู่ในวันมะรืนแทน เพราะวันพรุ่งนี้อาจารย์ได้ขอให้ผมเข้าร่วมประชุม หากทุกอย่างเรียบร้อยดี วันมะรืนเราค่อยไปคุยเรื่องนี้ดีไหมครับ ?”


ไป๋โม่เฉินไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี ปู่ของเขากังวลเกินไปหรือเปล่า ? 


จากนั้นเขาก็พยายามหยุดคิดถึงเรื่องนี้ เขาไม่รู้เลยว่าคืนนี้ตัวเองจะนอนหลับหรือไม่ ? พรุ่งนี้เขาควรจะทำทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อย วันมะรืนนี้จะได้ไปพูดคุยกับครอบครัวของฟู่เยี่ยน


แม้ว่าจะต้องกำหนดวันแต่งงานภายในครึ่งปีนี้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเร่งอะไรมากนัก


เมื่อไป๋ซ่งและแม้เฒ่าเฉินได้ยินเช่นนั้น ทั้งสองก็ได้ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนจะนั่งลงบนโซฟาและเริ่มถามว่าใครเป็นคนหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดก่อน


แน่นอน ไป๋โม่เฉินไม่ได้เป็นคนโง่ เขาไม่ได้บอกว่าฟู่เยี่ยนเป็นคนพูดถึงเรื่องแต่งงานก่อน เพราะนั่นจะทำให้เขาดูไม่เป็นลูกผู้ชาย


“ว่าแต่..... หลานได้บอกเรื่องนี้กับพ่อของหลานแล้วหรือยัง ? เขาต้องเป็นคนไปสู่ขอเจ้าสาวให้กับหลานนะ หากเขามาไม่ได้ หลานควรจะรีบบอกกับฟู่เยี่ยนว่าเขาไม่สามารถมาที่บ้านของเธอโดยตรงได้”


ในที่สุด ไป๋ซ่งก็ได้สติกลับมาและสงบลงมากแล้ว เรื่องแบบนี้หากจะให้ปู่หรือย่าเข้าไปช่วยพูดมันคงไม่เหมาะ เพราะท้ายที่สุดแล้วไป๋จวินก็เป็นพ่อของไป๋โม่เฉิน


“ผมว่าจะบอกพ่อพรุ่งนี้ครับ ตอนนี้พ่อคงจะหลับไปแล้ว” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับก้มลงไปมองดูนาฬิกาของเขา


“พ่อของหลานไม่ต่างอะไรจากนกฮูกเลย หลานคิดว่าเวลานี้เขาจะนอนแล้วเหรอ ? ฉันจะโทรหาเขาและเรียกให้เขามาที่นี่ในวันพรุ่งนี้ แล้วเราสามคนค่อยปรึกษากันว่าหลานควรจะทำอย่างไร งานแต่งงานของหลานทั้งที จะให้เป็นหน้าที่ของหลานคนเดียวได้อย่างไร”


ตอนนี้ไป๋ซ่งสามารถเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำอีกต่อไปแล้ว เขาเดินไปที่โทรศัพท์ ก่อนจะยกหูและกดโทรไปยังหมายเลขของไป๋จวิน


อีกด้านหนึ่ง ไป๋จวินกำลังนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงในสำนักงานของเขา ซึ่งช่วงเวลานี้ในกองทัพไม่ค่อยมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น และยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะต้องเดินทางไปยังหน่วยอื่น ดังนั้นเขาจึงว่าง


ทันทีที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขาจึงได้ลุกขึ้นจากเตียงทันที เพราะคิดว่ามีคำสั่งเร่งด่วนเข้ามา และไม่คิดเลยว่าคนที่โทรมานั้นจะเป็นพ่อของเขา


“เสี่ยวจวิน พรุ่งนี้เช้าแกช่วยมาหาพ่อที่บ้านด้วยนะ พ่อมีเรื่องบางอย่างจะคุยแก” ไป๋ซ่งพูดออกไปด้วยความมั่นใจ ซึ่งคนที่อยู่ปลายสายโทรศัพท์ก็ได้ยินเสียงของเขาอย่างชัดเจน


“พ่อเองเหรอครับ ? เกิดอะไรขึ้นกัน ? ช่วงนี้ผมไม่ค่อยว่างเลยครับ”


ไป๋จวินไม่ค่อยอยากกลับบ้านเท่าไหร่ เพราะเมื่อเขากลับบ้าน พ่อกับแม่ของเขาก็มักจะพูดถึงเรื่องที่เขาไม่มีบ้านเป็นหลักแหล่ง หรือไม่ก็พูดถึงเรื่องการแต่งงานของหลานชายสองคน เขาไม่อยากทำให้ผู้เฒ่าทั้งสองขุ่นเคืองใจ จึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงเรื่องนี้มาโดยตลอด !


“แกต้องกลับมา นี่คือคำสั่ง เสี่ยวเฉินกำลังจะแต่งงาน แกจำเป็นต้องกลับมาที่นี่โดยด่วนที่สุด !” หลังจากที่พูดจบ ไป๋ซ่งก็ได้วางสายไปทันที


ทางด้านไป๋จวินยังคงยืนถือโทรศัพท์ด้วยความตกตะลึง เสี่ยวเฉินจะคุยเรื่องการแต่งงานอย่างนั้นหรือ ? แบบนี้เขาจะยังอยู่เฉยได้อย่างไร ? ทันใดนั้น เขาก็ได้สั่งให้คนของเขาไปเตรียมรถ ก่อนจะแต่งตัวและรีบกลับไปที่บ้านของเขาโดยเร็วที่สุด


เมื่อเขากลับถึงบ้าน ไป๋ซ่งและแม่เฒ่าเฉินยังคงคุยเรื่องงานแต่งงานของไป๋โม่เฉินอยู่ และจู่ๆ ไป๋ซ่งก็ได้ยินเสียงดังมาจากประตู


ทันทีที่รู้ว่าลูกชายของเขาไม่สามารถรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าได้จนรีบกลับมาที่บ้านในตอนนี้ ชายชราก็ได้ยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปาก ลูกชายย่อมฉลาดเหมือนพ่ออยู่แล้ว


ไป๋โม่เฉินที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แอบยกนิ้วโป้งให้ปู่ของเขาเช่นกัน หลังจากที่วางสาย ไป๋ซ่งได้บอกให้ไป๋โม่เฉินไปในครัวเพื่อเตรียมกับข้าวให้กับไป๋จวิน ทั้งยังบอกอีกว่าตอนนี้ไป๋จวินต้องใจร้อนจนทนไม่ไหวและกลับมาในคืนนี้อย่างแน่นอน ซึ่งการคาดเดาของชายชรานั้นถูกต้องทั้งหมด


“ทำไมแกถึงได้รีบกลับมาขนาดนี้กันล่ะ ? ฉันบอกให้แกกลับมาพรุ่งนี้เช้าไม่ใช่เหรอ ?” ไป๋ซ่งถามลูกชายของเขาด้วยสีหน้าที่ดูภาคภูมิใจ


ทำเอาไป๋จวินที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เขาเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอว่าอยากจะคุยเรื่องการแต่งงานของไป๋โม่เฉิน ? แล้วคนเป็นพ่อที่ไหนจะทนอยู่เฉยกับเรื่องแบบนี้ได้กัน ?


“หลานได้ปรึกษาเรื่องนี้กับฟู่เยี่ยนแล้วหรือยัง ?” ไป๋จวินยังคงเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ หากนี่เป็นเพียงการตัดสินใจของเสี่ยวเฉินฝ่ายเดียว ไม่มีทางที่ทั้งสองฝ่ายจะพูดคุยเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน


“เราตกลงกันแล้วครับว่าจะให้พ่อ คุณปู่ และคุณย่าไปคุยกับตระกูลฟู่ ตอนนี้ฟู่เยี่ยนเองก็น่าจะบอกเรื่องนี้กับคุณลุง คุณป้าแล้วเหมือนกันครับ” ไป๋โม่เฉินพยักหน้า ซึ่งไป๋จวินก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที ก่อนจะเริ่มพูดคุยกับไป๋ซ่งเกี่ยวกับการสิ่งที่ต้องเตรียมให้กับคู่รักหนุ่มสาว


“ตอนนี้ในเมื่อบ้านที่จะใช้เป็นเรือนหอ เสี่ยวเฉินได้เตรียมเอาไว้ด้วยตัวเองแล้ว ฉะนั้นฉันคงไม่ต้องเตรียมอะไรมากนัก ฉันเตรียมสิ่งนี้เอาไว้ให้ตั้งนานแล้วล่ะ นี่คุณ คุณช่วยไปเอามันออกมาให้เสี่ยวจวินดูหน่อยเถอะ”


ไป๋ซ่งได้เตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้มานานแล้ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้แตะต้องเงินของเขาเลย เพราะอาหารการกินต่างๆ ทางรัฐได้เป็นฝ่ายจัดหาให้เขามาโดยตลอด รวมถึงค่ารักษาพยาบาลที่ทางรัฐก็เป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายดูแลให้กับเขาด้วย ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าจะเอาเงินพวกนั้นไปใช้กับอะไร


ตอนที่ 548: เร่งการแต่งงาน


แม่เฒ่าเฉินที่ได้ยินเช่นนั้นจึงได้เดินขึ้นไปยังชั้นบน จากนั้นเธอก็หยิบสมุดบัญชีธนาคารและกล่องเครื่องประดับของเธอลงมา


“แม่ครับ นี่มันงานแต่งงานของเสี่ยวเฉินนะ ผมจะไปรบกวนแม่ได้อย่างไร ?” ไป๋จวินมองไปที่กล่องเครื่องประดับ และรู้แล้วว่านั่นเป็นสมบัติส่วนตัวของแม่เฒ่าเฉิน


“ของที่ลูกเตรียมเอาไว้ก็คือส่วนของลูกสิ นี่เป็นสมุดบัญชีธนาคารที่แม่กับพ่อของลูกช่วยกันเก็บออมมา มันเป็นเงินเดือนตลอดหลายปีของพวกเรา”


“ซึ่งก่อนหน้านี้แม่ได้แบ่งมันออกเป็นสามส่วนแล้ว เราเตรียมมันเอาไว้สำหรับเสี่ยวอันและเสี่ยวฉิงด้วย แม้ว่ามันจะเป็นเงินไม่มากเท่ากับเสี่ยวเฉินก็ตาม แต่แม่ก็ยังอยากจะให้ในฐานะย่า”


“สำหรับเครื่องประดับในกล่องนี้ แม่อยากจะมอบให้เสี่ยวฮั่วเอง ในฐานะที่เธอจะเข้ามาเป็นหลานสะใภ้ของแม่ นอกจากนี้เสี่ยวเฉินเองก็เป็นหลานชายคนโต ดังนั้นนี่จึงเป็นสิ่งที่เขาสมควรได้รับแล้ว”


แม่เฒ่าเฉินยื่นสมุดบัญชีธนาคารให้กับไป๋โม่เฉิน เมื่อเขาเปิดดูก็พบว่ามันเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลย เป็นเพราะหลายปีที่ผ่านมา ผู้เฒ่าทั้งสองไม่ได้ใช้เงินพวกนี้เลยนั่นเอง


หลังจากที่พูดคุยกันได้ครู่หนึ่ง ไป๋จวินก็ทำได้เพียงต้องยอมรับเรื่องนี้เท่านั้น เพราะในความคิดของพ่อแม่ของเขา เสี่ยวเฉินได้รับความรักมากกว่าหลานอีกสองคนที่เหลืออยู่แล้ว ถึงอย่างไรทั้งสองก็เป็นคนเลี้ยงดูเสี่ยวเฉินมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นความรักของพวกเขาจึงแตกต่างกันอย่างชัดเจน


“ตราบใดที่พ่อกับแม่มีความสุข ก็ทำไปเถอะครับ” ไป๋จวินพยักหน้าเพื่อบ่งบอกว่าเขาจะไม่ถามคำถามนี้อีก ส่วนเขาเองก็ได้แบ่งสินสอดในส่วนที่เขาจะให้กับลูกๆมานานแล้วเช่นกัน และเมื่อลูกๆทั้งสามคนของเขาแต่งงาน แต่ละคนก็จะได้รับสินสอดส่วนของตัวเองคนละส่วน


เขาจึงไม่คัดค้านเมื่อพ่อกับแม่ของเขาจะมอบสมุดบัญชีธนาคารให้กับไป๋โม่เฉิน และปล่อยให้ทั้งสองทำทุกอย่างตามที่ตัวเองต้องการ


ขณะที่ตระกูลไป๋กำลังปรึกษากันถึงเรื่องนี้อยู่ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าเป็นการดีกว่าที่เธอจะไปคุยเรื่องการจัดงานแต่งงานกับพี่สาวของเธอ เพราะฟู่เซินและฟู่ซินไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย แม้แต่งานหมั้น พวกเขายังไม่เคยพูดถึงมันเลยด้วยซ้ำ !


“เธอ เธอกำลังพูดเรื่องอะไรกัน ? บ้านของเรากำลังจะมีงานแต่งงานภายในครึ่งปีนี้อย่างนั้นเหรอ ?” ฟู่เหมี่ยวรู้สึกงุนงงเล็กน้อย ก่อนที่น้องสาวของเธอจะเดินทางไปทำธุระ ยังได้บอกกับเธอว่าในอีกสองปีต่อจากนี้จะไม่มีการพูดถึงเรื่องการแต่งงานไม่ใช่หรือ ?


“ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผล แต่รายละเอียดของเรื่องนี้ ฉันคงบอกพี่กับพี่รองไม่ได้” เมื่อฟู่เยี่ยนพูดแบบนี้ ทั้งสองก็เข้าใจได้ทันทีว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น จึงทำให้ต้องเลื่อนการแต่งงานเข้ามา สิ่งนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับวงการอภิปรัชญา


พวกเขาทั้งสองจึงไม่พูดอะไรอีก และเข้าใจเรื่องนี้ไปโดยปริยาย ก่อนจะหยุดถามเกี่ยวกับเรื่องนี้


“มันจบแล้ว ! วังจื่อหยวนคงไม่สามารถทนอยู่เฉยได้ เพราะเรื่องที่เธอเลื่อนการแต่งงานให้เร็วขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อไม่กี่วันก่อน เขาเองก็เพิ่งจะคุยเรื่องนี้กับฉันเหมือนกัน แต่ฉันก็ได้ไล่เขากลับไปเสียก่อน” ฟู่เหมี่ยวพูดพร้อมกับนั่งลงที่เตียงอย่างยอมรับชะตากรรม


“อะไรนะ ? พี่กับพี่จื่อหยวนทะเลาะกันอย่างนั้นเหรอ ?” ฟู่เยี่ยนทำอะไรไม่ถูก ทำไมพี่สาวของเธอถึงทำเหมือนไม่อยากแต่งงานแบบนี้กันล่ะ


ไม่ใช่ว่าฟู่เหมี่ยวไม่อยากแต่งงาน ทว่าความคิดของเธอไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยมันเป็นเพราะตลอดสองปีที่ผ่านมานี้ เธอต้องทำงานอย่างหนัก เนื่องจากโรงงานของเธอเพิ่งจะเริ่มก่อตั้ง เธอจึงไม่มีเวลามาพูดถึงเรื่องแต่งงานนั่นเอง !


นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาทะเลาะกันเมื่อไม่กี่วันก่อน วังจื่อหยวนตั้งใจที่จะแต่งงานก่อน เพื่อที่จะได้ช่วยแบ่งเบางานหนักเหล่านั้นจากฟู่เหมี่ยวได้


ตอนนี้เสี่ยวฮั่วจะชิงแต่งงานก่อน มีหรือที่วังจื่อหยวนจะน้อยหน้า !


“เราไม่ได้ทะเลาะกันหรอก เราเพิ่งจะเปิดโรงงานมาแค่สองปี ซึ่งยังต้องมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ ฉันจะมีเวลาพูดถึงเรื่องแต่งงานได้อย่างไรกันล่ะ ?”


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอคิดว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ควรสอนกัน... และความคิดนี้ก็ไม่ผิดเสียทีเดียว แต่หากมองในมุมมองของคนทั้งสองแล้ว มันก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมไปเล็กน้อย


เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่กำลังจะกินมื้อเช้า หวังซู่เหมยจึงได้รู้เรื่องที่สองสาวได้คุยกันเมื่อคืนนี้


“อะไรนะ นี่ลูกกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกัน ? จื่อหยวนอยากจะขอลูกแต่งงาน แต่ลูกกลับไม่ยอมและไล่เขากลับไปเหรอ ? เด็กคนนี้นี่ ลูกคิดว่าตัวเองปีกกล้าขอแข็งแล้วหรือไง ! ทำแบบนี้มันน่าโดนตีจริงๆนะ”


เมื่อได้ยินเรื่องนี้ หวังซู่เหมยก็ถึงกับต้องขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะจ้องเขม็งไปที่ลูกสาวของเธอพร้อมกับทำท่าจะตีฟู่เหมี่ยว


ฟู่เหมี่ยวที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบหลบอย่างรวดเร็ว มันเป็นเรื่องที่น่าอายมากเลยไม่ใช่หรือหากเธอถูกแม่ตีทั้งที่เธอไม่ใช่เด็กๆแล้ว


“หนูก็แค่อยากหาเงินก่อนไม่ได้เหรอคะ ?” จากนั้นฟู่เหมี่ยวก็ได้พูดขึ้นมา ก่อนจะเดินไปนั่งลงต่อหน้าแม่ของเธอ


“หาเงินอย่างนั้นเหรอ ? ครอบครัวของเราขาดแคลนข้าวปลาอาหารถึงขนาดนั้นเลยหรือไง ! อย่าทำให้ตัวเองต้องมาอับอายเพียงเพราะความโลภของตัวเองแบบนี้ !”


“หากลูกไม่มีคู่ครองก็ว่าไปอย่าง แต่นี้ลูกก็หมั้นหมายมานานกว่าเสี่ยวฮั่วเสียอีก ก่อนหน้านี้ลูกยังต้องเรียน แต่ตอนนี้ลูกกำลังจะเรียนจบแล้ว นั่นก็หมายความว่าถึงเวลาที่ลูกต้องแต่งงานแล้วไม่ใช่หรือ ? แบบนี้ญาติๆของเราจะไม่คิดว่าลูกแอบไปมีคนอื่นจนไม่อยากแต่งงานกับจื่อหยวนหรือไง ?”


“อีกอย่างนะ ลูกสองคนเอาแต่ตัวติดกันตลอดแบบนี้ สู้แต่งงานกันไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ ? ถ้ามีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น ลูกไม่รู้หรอกว่าข่าวลือพวกนี้มันแย่ขนาดไหน !”


“ในตอนนี้ ลูกเองก็ต้องแต่งงานเหมือนกัน แม่จะดูแลทุกอย่างเอง ด้วยความบังเอิญที่เสี่ยวฮั่วต้องเลื่อนวันแต่งงานให้เร็วขึ้น ดังนั้นแม่ก็จะเตรียมของเผื่อให้ลูกทั้งสองคนพร้อมกันไปเลย ฉะนั้นลูกทั้งสองคนก็แค่ไปหาวันฤกษ์แต่งงานไม่ให้ชนกันก็พอ”


“ไปเลย ลูกไปโทรหาจื่อหยวน แม่มีเรื่องจะถามเขา”


หวังซู่เหมยออกคำสั่งในทันที เธอไม่รู้มาก่อนเลยว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแบบนี้ ดังนั้นเธอจึงรีบให้ฟู่เหมี่ยวโทรหาวังจื่อหยวนในทันที


“วันนี้เขายังมีเรื่องที่ต้องทำค่ะ เขามาที่นี่ไม่ได้หรอก” ฟู่เหมี่ยวต้องการที่จะเลื่อนเวลาออกไปจนกว่าแม่ของเธอจะลืมเรื่องนี้ เพราะเธออาจจะยุ่งกับการแต่งงานของเสี่ยวฮั่ว


“จะมีเรื่องไหนสำคัญไปกว่าเรื่องนี้อีก ! เว้นเสียแต่ว่าเขาจะไม่อยากแต่งงานกับลูก เสี่ยวมู่ รีบไปโทรหาเขาเดี๋ยวนี้เลย ส่วนทุกคนนั่งอยู่เฉยๆ ! ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น หากครั้งนี้ลูกไม่เชื่อแม่ ในอนาคตหากเกิดอะไรขึ้น ก็อย่ากลับมาหาแม่ก็แล้วกัน !”


หวังซู่เหมยตระหนักถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะยังเด็กก็ตาม แต่เสี่ยวฮั่วยังต้องเดินทางไปทำภารกิจอยู่บ่อยๆ ดังนั้นเสี่ยวฮั่วกับเสี่ยวไป๋จึงมีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยลงและต้องห่างกันมากขึ้น จึงไม่ค่อยมีปัญหาอะไร ส่วนทางด้านเสี่ยวฉุ่ยและจื่อหยวนนั้นอยู่ด้วยกันตลอดทั้งวัน แม้ว่าเสี่ยวมู่จะอยู่กับพวกเขาด้วยก็ตาม แต่ก็ยังมีบางครั้งที่เขาไม่ได้อยู่ด้วย


ดังนั้นจึงถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับเสี่ยวฉุ่ยเสียด้วยซ้ำที่จะได้แต่งงานเร็วขึ้น


ฟู่เซินทำตามคำสั่งโดยรีบออกไปโทรศัพท์ในทันที วันนี้วังจื่อหยวนไม่ได้มีธุระไปไหน เขายังคงอยู่ที่บ้านกับพ่อและแม่ของเขา มันเป็นวันพักผ่อนของตระกูลหวัง ดังนั้นพวกเขาจึงตื่นสายเป็นธรรมดาอยู่แล้ว !


โทรศัพท์ในที่พักของครอบครัวพวกเขาจะอยู่ในอาคารที่มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลเรื่องนี้ให้โดยเฉพาะอยู่แล้ว หากมีใครโทรเข้า เจ้าหน้าที่ก็จะไปเรียกพวกเขา


“หลานวัง พี่เขยของนายโทรมา !” หลังจากที่รับสาย ป้าคนที่ดูแลโทรศัพท์อยู่ก็ได้ตะโกนออกไป เมื่อได้ยินเช่นนั้น วังจื่อหยวนจึงได้ตะโกนขานรับออกไปเช่นกัน


เขาชะโงกศีรษะออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะรีบแต่งตัวและวิ่งออกไปรับโทรศัพท์ ซึ่งระหว่างที่วิ่งไปนั้น เขายังคงคิดว่าฟู่เซินมีเรื่องเร่งด่วนอะไรถึงได้โทรมาหาเขาด้วยตัวเองแบบนี้ ?


เมื่อเขาวิ่งมาถึงโทรศัพท์ก็ได้หยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมา แต่ก่อนที่จะทันได้พูดอะไรนั้น เขาก็ได้ยินเสี่ยงหัวเราะคิกคักของฟู่เซินดังขึ้นมาจากปลายสาย


“น้องเขย นายช่วยรีบมาที่บ้านของฉันภายในหนึ่งชั่วโมงนี้ได้หรือเปล่า ?” เมื่อได้ยินฟู่เซินเรียกเขาว่าน้องเขย วังจื่อหยวนก็ตัวสั่นเทาขึ้นมาทันที วันนี้เขากินยาผิดซองมาหรือ ?


“คุณป้าให้โทรมาหาฉันเหรอ มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหรือเปล่า ?” วังจื่อหยวนยังคงรู้สึกสับสนเล็กน้อย


“การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่นะ ! เอาล่ะ มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีก็แล้วกัน !” ฟู่เซินไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก ก่อนจะวางสายไป ซึ่งทำให้วังจื่อหยวนต้องยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตกตะลึงอยู่หน้าโทรศัพท์เป็นเวลานานเลยทีเดียว


การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่อย่างนั้นหรือ ? เรื่องที่น่ายินดีอะไรกัน ? การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ ! ! !


วังจื่อหยวนวางโทรศัพท์ลง ก่อนจะวิ่งกลับไปที่บ้านของเขาอย่างรวดเร็ว เขาเปิดประตูห้องพ่อกับแม่ของเขาอย่างแรง ซึ่งตอนนี้ทั้งสองคนยังคงนั่งเอนหลังอ่านหนังสืออยู่บนเตียง


“พ่อครับ แม่ครับ รีบลุกจากที่นอนได้แล้ว เมื่อกี้นี้ฟู่เซินได้โทรมาขอให้ผมไปคุยเรื่องแต่งงาน แม่ยายของผมคงจะขอให้เขาโทรมาอย่างแน่นอน ! รีบลุกขึ้นเถอะครับ ผมจะล่วงหน้าไปก่อน พ่อกับแม่รีบตามไปนะครับ นี่คือสิ่งที่พ่อกับแม่จะต้องทำเพื่อลูกชายแล้ว !”


หลังจากที่พูดจบ วังจื่อหยวนก็ได้รีบไปแปรงฟัน ล้างหน้า และเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะวิ่งออกไปอย่างเร่งรีบ ทิ้งให้ศาสตราจารย์ฉู่ที่ยังคงนอนอยู่บนเตียงหันไปมองหน้าสามีด้วยความงุนงง


“ในที่สุด เขาก็โน้มน้าวใจของเสี่ยวฉุ่ยได้สำเร็จแล้วอย่างนั้นเหรอ ?” ทั้งสองคนมองหน้ากันอย่างไม่อยากจะเชื่อ


“ผมคิดว่าคงจะเป็นแบบนั้นนะ ! เรารีบลุกไปอาบน้ำกันเถอะ จะได้ไปที่บ้านตระกูลฟู่กัน” เหล่าวังพูดพร้อมกับรีบลุกขึ้นจากเตียง


ตอนที่ 549: การเริ่มต้นที่ดี


เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นเขาและภรรยาจึงดูจะกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก ลูกชายของเขาได้หมั้นหมายกับเสี่ยวฉุ่ยมาเกือบจะสามปีแล้ว ถึงเวลาที่ต้องจัดงานแต่งงานจริงๆเสียที


คู่รักหนุ่มสาวคู่นี้อยู่ด้วยกันมานานแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่แต่งงานกัน เพียงแต่เมื่อไม่นานมานี้ เสี่ยวฉุ่ยได้มากินมื้อเย็นที่บ้านของพวกเขา ซึ่งเธอก็ได้บอกว่ายังไม่พร้อมที่จะแต่งงาน เลยอยากจะเลื่อนออกไปอีกสักหน่อย


เด็กทั้งสองต่างก็คิดมากไปเสียทุกเรื่อง แต่เมื่อลองมาคิดดูแล้ว ในตอนนั้นเขากับภรรยาก็ไม่ได้แต่งงานกันทันทีหลังจากที่เรียนจบเช่นกัน


“เมื่อไปถึงบ้านตระกูลฟู่ เราจะตกลงตามที่พวกเขาพูด เสี่ยวหยวนไม่ใช่เด็กอีกแล้ว และเขาก็มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเสี่ยวฉุ่ย ปีใหม่นี้เขาก็จะมีอายุครบ25ปีแล้ว”


“ผมเดาว่าทั้งสองคนก็คงจะลำบากใจเรื่องงานแต่งงานครั้งนี้ด้วยเหมือนกัน ไม่เป็นไร เราจะเป็นฝ่ายจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด หากคุณไม่ว่าง ผมจะจัดการแทนเอง !”


เหล่าวังรีบเตรียมของ และยังไม่ลืมที่จะเตือนภรรยาของเขาไปด้วย


“คุณไม่จำเป็นต้องบอกฉันเรื่องนี้หรอก ทำไมฉันจะไม่รู้ พวกเขาเคยลำบากมาก่อน และกลัวว่าการทำเงินของตัวเองต้องชะงักลง เราจะจัดการทุกอย่าง ขอแค่ให้พวกเขายอมแต่งงานก็พอ”


ศาสตราจารย์ฉู่แต่งตัวเสร็จแล้ว ตอนนี้เธอกำลังยืนหันซ้ายหันขวาอยู่หน้ากระจกเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยของตัวเอง วันนี้เธอจะพลาดไม่ได้ เพราะนี่เป็นโอกาสที่สำคัญมาก 


จากนั้น ทั้งสองก็ได้กินมื้อเช้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลฟู่


ต้องบอกเลยว่าการตัดสินใจเลื่อนงานแต่งงานของฟู่เยี่ยนนั้นได้ทำให้ทั้งสี่ครอบครัวกำลังยุ่งเสียแล้ว


ในเวลานี้ วังจื่อหยวนก็ได้นั่งอยู่ในห้องรับแขกของตระกูลฟู่แล้ว เมื่อแม่ยายได้ยินว่าเขายังไม่ได้กินมื้อเช้า เธอก็รีบไปตักเกี๊ยวน้ำชามใหญ่มาให้ เขากินมันจนหมดโดยไม่เหลือแม้แต่น้ำซุป จากนั้นหวังซู่เหมยก็เริ่มพูดเข้าประเด็น


“จื่อหยวน พ่อกับแม่ของนายมีความคิดเห็นเรื่องงานแต่งอย่างไรบ้าง ? นายเคยพูดเรื่องนี้กับพวกเขาบ้างหรือเปล่า ? อย่าคิดมากเลย ป้าไม่ได้ตั้งใจจะเร่งรัดเรื่องการแต่งงานหรอกนะ”


“แต่ตอนนี้เสี่ยวฮั่วได้ขอเลื่อนงานแต่งงานของตัวเองเข้ามา นั่นคือเหตุผลที่ป้าเรียกนายมาที่นี่ น้องสาวจะแต่งงานก่อนพี่สาวได้อย่างไรล่ะ นายว่าไหม ?”


ทันทีที่หวังซู่เหมยพูดจบ วังจื่อหยวนก็ได้พยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว แท้จริงแล้วเป็นน้องสะใภ้ของเขาเลื่อนการแต่งงานเข้ามานั่นเอง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแม่ยายของเขาถึงได้กังวลมากขนาดนี้ ! ตอนนี้เขาเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว และเขาก็อยากจะขอบคุณเสี่ยวฮั่วสำหรับเรื่องนี้จริงๆ !


จากนั้นเขาก็ได้หันไปมองฟู่เยี่ยนด้วยสีหน้าซาบซึ้ง ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะแสร้งทำเป็นไม่เห็นเขา


“ผมเคยบอกกับพวกเขาตั้งนานแล้วครับว่าอยากจะมาคุยเรื่องการแต่งงานกับคุณป้า และพ่อกับแม่ของผมก็พร้อมมากเลยด้วย ตอนนี้พวกเขากำลังตามผมมา อีกสักพักก็น่าจะถึง เพียงแต่ว่า... เสี่ยวฉุ่ยบอกว่าเธออยากทำงานอีกสักสองปี ผมก็เลย... ไม่สามารถพูดอะไรได้ ผมจึงไม่กล้ามาพูดเรื่องนี้กับคุณป้า...”


วังจื่อหยวนพูดตามความจริง แม้ว่าตอนนี้ใบหน้าของฟู่เหมี่ยวจะเต็มไปด้วยความอาฆาตก็ตาม เขาไม่สนใจเรื่องนี้อีกแล้ว ตราบใดที่เขาได้แต่งงานกับเธอ แม้ว่าจะต้องคุกเข่าเพื่อขอโทษภรรยา เขาก็ยอมทำ !


ไม่นานนัก พ่อของวังจื่อหยวนและศาสตราจารย์ฉู่ก็มาถึง ทั้งสองได้นำของขวัญมามากมาย อีกทั้งพวกเขาก็วางตัวได้ดีมาก จากนั้นทั้งสองก็ได้นั่งลงและยังไม่พูดอะไร ซึ่งหวังซู่เหมยก็ได้บอกว่าฟู่เยี่ยนจะเลื่อนวันแต่งงานเข้ามาให้เร็วขึ้น


“พี่สะใภ้ ก่อนหน้านี้ฉันได้ขอให้เสี่ยวฉุ่ยไปกินข้าวที่บ้านของเราแล้ว และเด็กทั้งสองก็ได้ตกลงกันว่าจะรออีกสองปี แล้วค่อยมาคุยกันเรื่องการแต่งงาน แต่ฉันคิดว่าตอนนี้บ้านและทุกอย่างได้ถูกเตรียมเอาไว้พร้อมแล้ว ที่นั่นสามารถจัดงานเลี้ยงได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าทางนี้จะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า ? เราจัดงานเลี้ยงที่นั่นได้นะ”


“และบ้านของเสี่ยวหยวนก็ไม่ได้อยู่ไกลมากนัก ส่วนเสี่ยวฉุ่ยเองก็เพิ่งเริ่มทำธุรกิจ เมื่อคิดว่าทั้งสองต่างก็มีความคิดแบบเดียวกัน ฉันจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปล่อยเรื่องนี้ไป”


“พี่คิดถูกแล้วล่ะค่ะ ในเมื่อฟู่เยี่ยนต้องการจะเลื่อนการแต่งงานให้เร็วขึ้น และน้องสาวไม่ควรแต่งงานก่อนพี่สาว อย่ากังวลไปเลยค่ะ ทางเราพร้อมที่จะสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เด็กทั้งสองไม่จำเป็นต้องมาวุ่นวายอะไรเลย แค่เตรียมตัวให้พร้อมที่จะเป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็พอ”


ศาสตราจารย์ฉู่พูดออกไปตรงๆ ทำเอาหวังซู่เหมยอดไม่ได้ที่จะจ้องไปยังฟู่เหมี่ยว 


ลูกสาวของเธอจะหาแม่สามีดีๆแบบนี้ได้จากที่ไหนอีก ? เนื่องจากเสี่ยวฮั่วไม่มีแม่สามี ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถไปรบกวนผู้เฒ่าไป๋และแม่เฒ่าเฉินได้ ดังนั้นเธอจึงต้องรับหน้าที่นี้แทนทั้งหมด


“น้องสะใภ้ ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน พวกเขาหมั้นกันมานานแล้ว ทั้งยังใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาโดยตลอด หากยังไม่แต่งงาน มันคงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นัก ส่วนเรื่องงานแต่งานของพวกเขา ฉันคงไม่มีเวลาจัดการเรื่องต่างๆให้ได้มากเท่าไหร่นัก”


“เพราะเสี่ยวฮั่วไม่มีแม่สามีคอยจัดการเรื่องนี้ให้ ดังนั้นฉันจึงรู้สึกเป็นกังวลกับเรื่องนี้มาก หากมีเธอช่วยดูแลพวกเขา ฉันก็อุ่นใจแล้ว”


หวังซู่เหมยรู้ดีว่าแม่สามีของลูกสาวยังคงต้องยุ่งกับเรื่องพวกนี้อีกเยอะ ซึ่งในอนาคตลูกสาวของเธอก็อาจจะต้องอยู่กับแม่สามี และอาจจะมีสมาชิกครอบครัวเพิ่มมาอีกหนึ่งคนด้วย


แต่เธอคงจะต้องขอให้พวกเขาอยู่ที่นี่ไปก่อน เพราะท้ายที่สุดแล้วเธออาจถูกตำหนิว่าปัดความรับผิดชอบทั้งหมดไปให้แม่สามีรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว


“พี่ซู่เหมย เราก็รู้จักกันมานานแล้ว พี่อย่าทำเป็นไม่รู้จักฉันเลย เวลางานยุ่ง ฉันก็ไม่สนใจอะไรเลย แม้แต่จะเจอหน้าเหล่าวังก็ยังไม่มีเวลา นี่แหละคือลักษณะงานของฉันน่ะ อีกอย่างฉันก็ยังอายุน้อย กว่าจะเกษียณก็อีกตั้งหลายสิบปี ต่อไปก็คงต้องฝากพวกเขาสองคนไว้กับพี่แล้วล่ะ”


ศาสตราจารย์ฉู่อธิบายถึงสถานการณ์ของตัวเอง เธอชี้แจงอย่างชัดเจนและขอให้หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งช่วยดูแลทั้งสอง ด้วยความที่ว่าเธอเป็นคนมีการศึกษา ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะพูดมันอย่างตรงไปตรงมาและจริงใจ


“ไม่เป็นไร ฉันเลี้ยงลูกมาตั้งหลายคนแล้ว เลี้ยงเพิ่มอีกหนึ่งคนจะเป็นไรไป ดีเสียอีก บ้านของพวกเราจะได้มีชีวิตชีวามากขึ้น แต่ฉันคิดว่าหลังจากที่พวกเขาสองคนแต่งงาน ให้พวกเขาย้ายไปอยู่บ้านเล็กนั่นจะดีกว่า จะอยู่ฝั่งไหนก็ไม่สำคัญ เพราะตกแต่งเหมือนกันทั้งสองฝั่ง ทำประตูรั้วเชื่อมกันไปเลย ทำเหมือนเป็นบ้านเดียวกัน แถมยังได้พื้นที่กว้างขึ้นอีกด้วย”


พวกเขาได้ตกลงกันเอาไว้ตั้งนานแล้ว เธอจะไม่อาศัยอยู่กับพ่อแม่สามี เพราะบ้านพักของครอบครัวพ่อแม่สามีมีขนาดไม่ใหญ่มาก ประกอบกับฟู่เหมี่ยวเคยชินกับการเป็นอิสระ หากต้องอาศัยอยู่กับแม่สามีจริงๆ คงจะใช้ชีวิตค่อนข้างลำบากพอสมควรเลย


“นั่นเป็นความคิดที่ไม่เลวเลย ฉันกับสามีคงต้องยุ่งอยู่กับงานไปอีกนานเลย คงไม่ค่อยมีเวลามาดูแลลูกสะใภ้เท่าไหร่ อีกอย่างพวกเขาทั้งสองคนต่างก็ยุ่งอยู่กับธุรกิจของตัวเอง ดังนั้นฉันคงต้องฝากพี่เขยและพี่สะใภ้ช่วยดูแลพวกเขาด้วยนะคะ”


ศาสตราจารย์ฉู่รู้ว่าตัวเองไม่สามารถดูแลทั้งสองได้ หลังจากงานหมั้น ลูกชายของเธอก็ได้มาที่บ้านตระกูลฟู่อยู่บ่อยๆ ซึ่งเขาดูอ้วนขึ้นเล็กน้อย และนั่นก็เป็นเรื่องที่ดี มันแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าอาหารของตระกูลฟู่นั้นอร่อยแค่ไหน


“อย่าเกรงใจไปเลย เราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เอาล่ะ ในที่สุดเรื่องนี้ก็จบลงเสียที ตอนนี้ที่บ้านของเรามีทุกอย่างพร้อมแล้ว เหลือเพียงแค่ของใช้ส่วนตัวที่ใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น อย่าห่วงเลย ในอนาคตหากทั้งสองคนต้องการอะไร พวกเขาก็สามารถหามันด้วยตัวเองได้”


พวกเขาทั้งหมดพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างอบอุ่น โดยวันนั้นพวกเขาตั้งใจว่าจะเชิญผู้เฒ่ามู่มาที่นี่ด้วย จึงได้ให้ลูกๆของพวกเขาไปที่บ้านตระกูลมู่ในทันที


พวกเขาตัดสินใจที่จะคำนวณเพื่อหาวันก่อน และเมื่อตระกูลไป๋มาในวันพรุ่งนี้ จะได้เลือกวันที่ต้องการไปเลย


ในช่วงบ่าย เมื่อไป๋โม่เฉินกลับมาที่บ้านหลังการประชุมเสร็จ เขาก็ได้พบกับครอบครัวของวังจื่อหยวนอยู่ที่นี่ และหลังจากที่พูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าพวกเขาก็มาที่นี่เพื่อหารือเรื่องการแต่งงานด้วยเหมือนกัน


ไป๋โม่เฉินรู้สึกสับสนเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนบอกว่าจะแต่งงานกันในอีกสองปีข้างหน้าไม่ใช่หรือ ? หรือว่าเมื่อพวกเขาเห็นเสี่ยวฮั่วจะแต่งงานก่อนจึงทนไม่ได้ ?


ทว่าเขาก็ไม่ได้พูดความคิดนี้ออกมา และยังคงพูดกับทุกคนด้วยสีหน้าที่ดูสงบ ซึ่งเป็นปกติของเขาอยู่แล้ว ก่อนจะกระซิบถามฟู่เยี่ยนเบาๆว่าเกิดอะไรขึ้น ?


ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องบอกไป๋โม่เฉินเกี่ยวกับเรื่องนี้ และทันใดนั้นเอง เขาก็ตระหนักถึงคำพูดของผู้เฒ่าที่ว่าเป็นน้องไม่สามารถแต่งงานก่อนพี่ได้ขึ้นมา


ไม่ว่าจะอย่างไร ทั้งสองคู่ก็ได้หมั้นหมายกันมานานมากแล้ว และคงถึงเวลาที่ต้องแต่งงานกันแล้วจริงๆ นอกจากนี้พวกเขาใกล้จะเรียนจบแล้ว ครึ่งปีนี้เป็นช่วงของการฝึกงาน


วังจื่อหยวนเลือกฝึกงานในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งดูจะเหมาะสมกับผู้ที่มีความรู้ด้านทฤษฎีอย่างเขามากๆ ส่วนฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินเลือกฝึกงานที่สำนักงานการค้าระหว่างประเทศ เพราะพวกเขาจะนำมันมาต่อยอดธุรกิจของตัวเอง


ทางด้านฟู่เยี่ยน ไม่ต้องถามเลยว่าเธอเลือกฝึกงานที่ไหน เธอตรงไปหาผู้อาวุโสจินอย่างไม่ลังเล เพราะเธออยากจะไปสำรวจโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมในพระราชวังต้องห้ามนั่นเอง


ตอนที่ 550: หารือกันภายในครอบครัว


หลังจากที่ไป๋โม่เฉินมาถึง เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นว่าเขาไม่มีอะไรทำ เธอจึงขอให้ไป๋โม่เฉินไปส่งเธอที่บ้านอาจารย์ของเธอ เธอต้องบอกผู้อาวุโสจินเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานของเธอก่อน มิเช่นนั้นเขาคงจะคิดว่าเธอไม่ให้ความเคารพต่อเขาอย่างแน่นอน


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม่เฒ่าไป๋ได้สอนการประดิษฐ์ตัวอักษรให้กับฟู่เวยและฟู่หรงมาโดยตลอด ซึ่งถือได้ว่าเป็นการช่วยครอบครัวของเธอได้มากจริงๆ


เมื่อทั้งสองมาถึง ก็พบว่าอาจารย์กำลังพักผ่อนอยู่ภายในบ้าน และบอกว่าไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เขารู้สึกไม่สบายเล็กน้อย ฟู่เยี่ยนรู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่ปกติ จึงรีบตรวจชีพจรของเขาอย่างรวดเร็ว นี่เขาทะเลาะกับลูกชายอีกแล้วเหรอ ?


จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้นั่งลงตรงหน้าผู้อาวุโสจิน และใบหน้าของเธอก็ได้กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง เธอบอกกับเขาไปว่าเขาสบายดี และอาการจะดีขึ้นหลังจากได้กินยาตามใบสั่งที่เธอเขียนให้ ก่อนจะแสร้งทำเป็นว่าไม่ได้สังเกตเห็นอะไร


สาเหตุของโรคนี้อยู่ที่จิตใจล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับร่างกายเลย ส่วนใบสั่งยานั้นมีเพียงยาที่ช่วยบำรุงตับและเพิ่มพลังหยางเท่านั้น


ซึ่งทางด้านผู้เป็นอาจารย์ยังคงเงียบอยู่ นั่นแสดงให้เห็นแล้วว่าเขาไม่ต้องการให้เธอรู้เรื่องนี้ ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับลูกชายคนเล็กของเขาอย่างนั้นสินะ ? เธอจะต้องรู้เรื่องนี้ด้วยตัวเอง และต้องช่วยเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ฟู่เยี่ยนจึงใช้ประโยชน์ในตอนที่แม่เฒ่าไป๋อยู่ในครัวเข้าไปถามถึงเรื่องนี้ เพราะอาจารย์ของเธอไม่มีทางยอมพูดมันออกมาอย่างแน่นอน แต่หากเป็นภรรยาของเขาก็ไม่แน่


“เด็กคนนั้นทะเยอทะยานเกินไป และมักจะสร้างความกังวลแบบนี้เสมอ เมื่อเขามา ก็ชอบทำให้อาจารย์ของเธอโกรธมากจนต้องป่วยไปหลายวัน ฉันคิดว่าจะบอกเรื่องนี้กับเธออยู่พอดีเลย อาจารย์ของเธอจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม ?”


“แล้วหลังจากนี้ หากเขาก่อความวุ่นวายหรือสร้างปัญหา เราทั้งคู่จะทำอย่างไรต่อไปดี ? เรามาหยุดเขาตั้งแต่เนิ่นๆ และเตือนเขาเรื่องการแสดงความเคารพหน่อยดีกว่าไหม !”


แม่เฒ่าทำอะไรไม่ถูก เธอมีลูกชายเพียงสองคน คนโตนั้นเป็นคนดี แต่ลูกชายคนเล็กกลับเป็นคนที่ไร้ประโยชน์ เขาเป็นคนที่ไม่เอาไหน และเอาแต่ก่อเรื่องได้ตลอดทั้งวัน


“อาจารย์คะ หากอาจารย์ต้องการอะไรก็บอกหนูมาได้เลยค่ะ สำหรับหนู อาจารย์ไม่ใช่คนนอก และถ้าศิษย์พี่รองมีปัญหาใดก็ตาม หนูก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเขา”


ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดในสิ่งที่เธอควรพูดออกไป อาจเป็นไปได้ว่าข้อเรียกร้องของจินฮ่วนซินนั้นใหญ่เกินไป จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้อาจารย์โกรธแบบนี้


“เธอไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เลย ที่อาจารย์ของเธอโกรธมากขนาดนี้ เป็นเพราะพี่รองของเธอสร้างปัญหาที่ใหญ่เกินไป แม้ว่าเธอและเสี่ยวไป๋จะจัดการเรื่องนี้ได้ แต่ฉันก็ไม่เห็นด้วยหรอกนะ”


“เข้าไปคุยกับอาจารย์ของเธอหน่อยดีกว่า ช่วงนี้เธอยุ่งมากหรือเปล่า อาจารย์ของเธอถามถึงเธอบ่อยมากเลยนะ”


แม่เฒ่าไป๋กำลังทำขนมอบสูตรพิเศษของเธอ จึงได้บอกให้ฟู่เยี่ยนไปคุยกับผู้อาวุโสจินก่อน และทันทีที่ฟู่เยี่ยนกลับเข้าไป เธอก็พบว่าอาจารย์ได้ลุกขึ้นจากเตียงและกำลังเล่นหมากรุกอยู่กับไป๋โม่เฉิน


ฟู่เยี่ยนจึงไม่ได้เข้าไป เธอหันกลับมาและเดินเข้าไปในครัวอีกครั้ง


“อาจารย์คะ ตอนนี้เสี่ยวไป๋กำลังเล่นหมากรุกกับอาจารย์อยู่ ให้หนูอยู่ช่วยอาจารย์ที่นี่เถอะนะคะ”


ฟู่เยี่ยนพับแขนเสื้อขึ้น ก่อนจะเข้าไปช่วยในทันที เธออยู่กินมื้อเย็นที่บ้านตระกูลจิน ซึ่งทำให้ผู้เฒ่าจินมีความสุขมากจนกินข้าวเพิ่มอีกหนึ่งชาม หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จ แม่เฒ่าไป๋ก็ตั้งใจว่าจะออกไปข้างนอกกับเขาสักครึ่งชั่วโมง


ตอนนี้ไป๋โม่เฉินได้พักอยู่ที่บ้านตระกูลฟู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องกลับบ้าน โดยขอให้ไป๋จวิน ไป๋ซ่งและแม่เฒ่าเฉินเดินทางมาที่บ้านตระกูลฟู่ในวันพรุ่งนี้แทน


ตอนที่ทั้งสองคนกลับไป ครอบครัววังก็กลับไปแล้วเหมือนกัน แต่วังจื่อหยวนยังอยู่ ดูท่าแล้วคืนนี้คงจะค้างคืนที่นี่ด้วย


“ทั้งสองคนมาพอดีเลย พ่อของลูกมีเรื่องอยากจะคุยด้วยหน่อย” หวังซู่เหมยขอให้ทั้งสองนั่งลง ดูเหมือนว่าเธอกำลังอยากจะหารือภายในครอบครัว


ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ และเห็นว่าอาเล็กกับอาสะใภ้ไม่อยู่ที่นี่แล้ว เธอจึงคิดว่าพวกเขาอาจจะกลับไปพร้อมกับคุณปู่มู่ ดังนั้นตอนนี้จึงไม่มีคนนอกอยู่เลย และทุกคนก็ได้อยู่ที่นี่แล้ว เว้นก็แต่ฟู่ซิน


“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ ? มันร้ายแรงมากเลยอย่างนั้นเหรอ” ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินนั่งลง ก่อนจะมองไปที่ทุกคนและมองไปยังฟู่ต้าหย่ง


“ไม่ก็ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกนะ พ่อได้คุยเรื่องนี้กับแม่ของลูกมาบ้างแล้วล่ะ ตอนนี้ลูกก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และทุกคนก็อยู่ที่นี่กันหมด ยกเว้นพี่ใหญ่ของลูก พ่อก็เลยอยากจะพูดอะไรสักหน่อย และหากพี่ใหญ่ของลูกกลับมา พ่อจะบอกกับเขาอีกที”


ฟู่ต้าหย่งพูดด้วยสีหน้าที่ดูจริงจัง ซึ่งทุกคนต่างก็หันมามองหน้ากันด้วยความงุนงง มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?


“เรื่องแรกก็คือเรื่องของเสี่ยวฉุ่ยและเสี่ยวฮั่ว ลูกทั้งสองคนกำลังจะแต่งงานเร็วๆนี้ ซึ่งก็ถือว่าลูกเป็นผู้ใหญ่ไปอีกก้าวหนึ่งแล้ว ทางด้านแม่กับพ่อก็พอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง และเราจะแบ่งมันให้กับลูกทั้งสองคน”


ทันทีที่ฟู่ต้าหย่งพูดประโยคนี้ ฟู่เยี่ยนก็เตรียมที่จะพูดแทรกออกไปทันที แต่พ่อของเธอก็ยกมือขึ้นมาเพื่อบอกให้เธอฟังเขาก่อน


“อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย แม่กับพ่อจะจัดสรรเงินสำหรับงานแต่งงานของลูกเอง และส่วนที่เหลือก็จะมอบให้กับลูก ซึ่งการให้เงินในครั้งนี้ไม่ได้มีเหตุผลอะไรมากมายเลย”


“อย่างแรกเลย พวกหนุ่มสาวจะแต่งงานกันก็ต้องมีเงินสำหรับสร้างครอบครัว ลูกสามารถเอามันไปซื้ออะไรก็ได้ตามที่ลูกต้องการเลย ตอนนี้เจ้ารองกับเสี่ยวฉุ่ยก็ได้ทำธุรกิจแล้ว พ่อกับแม่จึงอยากให้เงินก้อนนี้ หากไม่นำไปทำเป็นทุนหมุนเวียนก็นำไปทำให้ตัวเองมีสภาพเงินสดคล่องมือก็ยังดี”


“ประการที่สอง หลังจากเสี่ยวฉุ่ยแต่งงานแล้วก็ให้ย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านของตัวเอง ตอนนี้ลูกมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว และบ้านหลังใหม่ก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ดังนั้นลูกกับจื่อหยวนสามารถอาศัยอยู่ที่นั่นได้”


“แต่ถ้าอยากมากินข้าวที่นี่ ก็สามารถมาได้ทุกเมื่อเลยนะ ที่นี่ยังคงเป็นบ้านของลูกเสมอ”


ฟู่ต้าหย่งพูดถึงข้อตกลงที่พวกเขาเคยพูดกันเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว ซึ่งฟู่เหมี่ยวก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่ในใจของเธอก็ยังรู้สึกไม่ชินขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากนี้เมื่อเธอกลับมาที่นี่ เธอจะกลายเป็นแค่แขกเท่านั้น


แต่เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้ว เสี่ยวฮั่วก็ยังคงยินดีต้อนรับและอยากให้เธอกลับมาบ่อยๆ


“ประการที่สาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ที่พ่อกับแม่ของลูกลงแรงหมักเหล้าก็ถือว่าประสบความสำเร็จอยู่ไม่น้อย ตอนนี้มันกำลังเป็นที่ยอมรับของตลาด”


“เมื่อไม่กี่วันก่อน เราสองคนได้ปรึกษากันและอยากจะตั้งโรงงานขึ้นมา โดยมันไม่จำเป็นต้องเป็นโรงงานใหญ่โตอะไร เมื่อถึงเวลานั้น ก็แค่ซื้อที่ดินแถวชานเมืองและสร้างโรงงานสักสองสามแห่งก็พอ”


“หากพวกลูกร่วมลงทุนด้วย พ่อก็จะให้หุ้นของโรงงานกับพวกลูก พอคำนวณต้นทุนเสร็จ ก็จะแบ่งตามจำนวนคน พ่อกับแม่ร่วมกันถือหุ้นครึ่งหนึ่ง ส่วนพวกลูกห้าคนคนละ10% ต่อไปถ้าโรงกลั่นเหล้าทำกำไรได้ สิ้นปีจะมีการแบ่งปันผลกำไรให้พวกลูกด้วย”


ฟู่ต้าหย่งพูดในสิ่งที่เขาอยากพูดออกไปอย่างละเอียด โดยสองเรื่องแรกนั้นเป็นเรื่องทั่วไป ส่วนเรื่องที่สามถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่มากเลยทีเดียว


ทันใดนั้นเอง ความคิดของฟู่เยี่ยนก็ได้เปลี่ยนไป แท้จริงแล้วพ่อของเธอต้องการที่จะพูดเรื่องนี้ต่างหาก ที่ตั้งใจที่จะแบ่งเงินก่อน แล้วค่อยเอามันกลับไปในรูปแบบของเงินทุนหมุนเวียนนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถพูดอะไรได้กับเรื่องนี้


หากเกิดความขัดแย้งขึ้นภายในครอบครัว คงอีกหลายปีเลยกว่าเรื่องนี้จะคลี่คลาย ดังนั้นพี่น้องก็ควรที่จะชำระบัญชีกันอย่างตรงไปตรงมา !


“พ่อคะ หากพ่ออยากทำเรื่องนี้ พ่อสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้เลยค่ะ และพ่อก็ไม่จำเป็นต้องแบ่งส่วนแบ่งให้กับพวกเราอีกด้วย แค่บอกหนูว่าพ่อต้องการอะไรเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือคนงาน บอกหนูมาได้เลยค่ะ” ฟู่เยี่ยนแสดงทัศนคติของเธอ


ซึ่งเธอยังคิดถึงแผนการในก่อนหน้านี้ของตัวเองขึ้นมา มันคือการทำสัญญาก่อสร้างบนยอดเขาในเขตชานเมืองนั่นเอง ในช่วงสองปีแรกนั้นค่อนข้างพูดยาก เพราะไม่มีนโยบายดีๆจากรัฐบาลมาสนับสนุนเลย แต่ก็น่าจะดีขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า


“ขอแค่แม่กับพ่อทำแล้วมีความสุขก็พอแล้วครับ ไม่จำเป็นต้องให้เงินหรือหุ้นกับพวกเราก็ได้ เก็บเงินส่วนนั้นไว้ให้เสี่ยวถู่ดีกว่า” ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวเองก็แสดงทัศนคติของพวกเขาออกมาเช่นกัน


“ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องแยกกันให้ชัดเจน ! แล้วก็ก็ยังมีบ้านสไตล์ตะวันตกของครอบครัวเราในเมืองเซี่ยงไฮ้ ช่วงก่อนปีใหม่ พี่เขยของอารองพวกลูกได้ช่วยจัดการเอาคืนมาเรียบร้อยแล้วด้วย”


“เพียงแต่ตอนนี้ครอบครัวเราย้ายมาอยู่ในเมืองหลวงกันหมดแล้ว บ้านหลังนั้นจึงไม่มีใครไปอยู่ พ่อได้มอบหมายให้เขาช่วยขายบ้านหลังนั้นไปเรียบร้อยแล้ว เงินที่ได้มาทั้งหมด เราก็จะแบ่งกันตามจำนวนคนเช่นเดิม”


“แต่ตอนนี้พ่อกับแม่อาศัยอยู่ที่นี่ ซึ่งเป็นบ้านของเสี่ยวฮั่ว เพราะฉะนั้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องแบ่งกัน เสี่ยวฮั่วจะได้ส่วนเพิ่มอีกหนึ่งส่วน พวกลูกอย่าได้รู้สึกไม่พอใจเลยนะ”


“นอกจากนี้ยังมีเสี่ยวถู่ที่ตอนนี้ยังเด็ก ฉะนั้นส่วนแบ่งของเขาจึงต้องถูกจัดสรรเอาไว้สำหรับการเรียนของเขา และจะไม่มีใครแตะต้องมันอย่างเด็ดขาด”


“สำหรับบ้านทางเข้าสามทางหลังนั้นจะถูกเก็บเอาไว้ให้กับเสี่ยวถู่ เพราะลูกทุกคนมีบ้านเป็นของตัวเองหมดแล้ว ส่วนเงินที่ลูกใช้ซื้อบ้านไป พ่อจะจ่ายคืนให้ในภายหลัง เพราะพ่อกับแม่จะซื้อบ้านให้ลูกทุกคน”


ฟู่ต้าหย่งคิดเรื่องนี้มานานแล้ว และต้องใช้เวลามากกว่าสิบปีเลยที่ลูกชายคนเล็กของเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ฉะนั้นจึงต้องมอบบ้านให้กับเขา เพราะหากฟู่ต้าหย่งไม่มีเงิน อย่างน้อยๆ ลูกคนเล็กของเขาก็จะไม่ขาดทุน


เมื่อถึงเวลานั้น ทุกคนก็จะมีครอบครัวเป็นของตัวเอง และไม่สามารถดูแลเสี่ยวถู่ได้ แต่เสี่ยวฮั่วยังคงเป็นอาจารย์ของเขา ดังนั้นเธอจึงยังสามารถซื้อบ้านให้กับเขาได้ตามธรรมชาติอยู่แล้ว ทว่าเสี่ยวฮั่วเองก็ยังต้องมีลูก พ่ออย่างเขาจึงไม่สามารถทิ้งภาระทุกอย่างให้เสี่ยวฮั่วมารับผิดชอบคนเดียวได้อยู่ดี



จบตอน

Comments