magic ep246-250

 ตอนที่ 246: คนคุ้นเคย

 

เห็นได้ชัดเลยว่าไป๋หลิงประเมินความแข็งแกร่งของฟู่เยี่ยนต่ำเกินไปมาก แต่ในไม่ช้าเธอก็ได้เห็นถึงความจริง

 

“คุณชื่ออะไร สถานะของคุณในตระกูลไป๋เป็นอย่างไรบ้าง?” ฟู่เยี่ยนถามคำถามง่ายๆกับเธอ

 

เดิมทีไป๋หลิงต้องการที่จะต่อต้านโดยไม่ยอมพูด ทว่าสิ่งที่เธอคิดกลับไร้ประโยชน์ เพราะในวินาทีต่อมานั้น เธอก็รู้สึกราวกับว่าร่างกายของเธอกำลังถูกแมลงนับพันตัวรุมต่อยอยู่ ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดและคันทรมานเป็นอย่างมาก ไป๋หลิงทนไม่ไหวจนต้องกรีดร้องออกมา แต่เธอก็ไม่สามารถขยับไปไหนได้เลย เพราะเมื่อครู่นี้เสี่ยวจางได้มัดมือของเธอเอาไว้

 

“เกิดอะไรขึ้นกับเธอกัน?” พ่อของเมิ่งอ้ายชวนเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

 

“มันคือผลของยันต์พูดความจริงค่ะ หากเธอโกหกหรือไม่ยอมพูดก็จะรู้สึกเหมือนถูกแมลงนับพันตัวรุมต่อย และถ้ายังไม่ยอมพูด หนูก็จะเพิ่มความโหดขึ้นไปทีละขั้น มาดูกันว่าเธอจะทนได้ถึงระดับไหน แต่หนูคิดว่าคงจะไม่เกินระดับที่สองอย่างแน่นอน” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยความมั่นใจ

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างก็หันไปมองที่ไป๋โม่เฉินอย่างพร้อมเพรียงกัน และแววตาของทุกคนต่างก็เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ จนทำให้เขารู้สึกขนลุกขึ้นมาเล็กน้อย

 

ไป๋โม่เฉิน:??? เธอเป็นคนที่อ่อนโยนมากเลยไม่ใช่หรือ? เป็นไปได้ไหมที่ในอนาคตฟู่เยี่ยนจะปฏิบัติต่อเขาแบบนี้เหมือนกัน?

 

ในที่สุด ไป๋หลิงก็ยอมแพ้อย่างรวดเร็ว

 

“ฉันชื่อไป๋หลิง เป็นทายาทรุ่นที่36ของตระกูลไป๋ เป็นผู้นำตระกูลรุ่นต่อไป” เมื่อไป๋หลิงยอมพูดความจริงออกมา เจ็บปวดทรมานทั้งหมดก็ได้หายไปในทันที เธอจึงได้มองไปรอบๆด้วยความหวาดระแวง และไม่กล้าวางแผนอะไรไม่ดีอีก

 

“มีคนจากตระกูลไป๋ร่วมมือทำเรื่องนี้กี่คน? และคุณรับคำสั่งจากใครมา? คิดให้รอบคอบก่อนจะตอบด้วยล่ะ หากคุณคิดที่จะต่อต้านหรือโกหกอีกครั้งล่ะก็ ฉันจะเพิ่มระดับของยันต์พูดความจริงทันที” ฟู่เยี่ยนพูดเตือนไป๋หลิงด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น ผู้หญิงคนนี้จะต้องมีเรื่องชั่วร้ายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋หลิงก็สั่นไปทั้งตัวอย่างควบคุมไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้น่ากลัวเกินไปจริงๆ

 

“ฉันเป็นคนเดียวในรุ่นที่ทำแบบนี้ ส่วนรุ่นก่อนๆ หลายคนได้ถูกลงโทษไปหมดแล้ว ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้รายละเอียดเรื่องนี้เหมือนกัน”

 

“ใครเป็นคนสั่งให้คุณทำแบบนี้ และก่อนหน้านี้ใครเป็นคนทำลายยันต์?”

 

“คนในตระกูลไป๋รุ่นก่อนได้ทำข้อตกลงกับใครบางคนเอาไว้ และที่ฉันมาในครั้งนี้ก็เพื่อตอบแทนความเมตตาของเขา โดยเขาแค่บอกให้ฉันเข้ามาที่บ้านของตระกูลเมิ่งเท่านั้น ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ถึงสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงมากนัก คำสาปนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยชายที่ชื่อเยี่ยนลู่ รวมถึงเรื่องทำลายยันต์ก็เป็นความคิดของเขาเหมือนกัน”

 

เขามีแซ่เยี่ยนอย่างนั้นหรือ? ในแวดวงอภิปรัชญาของเมืองหลวง มีตระกูลเยี่ยนเพียงตระกูลเดียวเท่านั้น ซึ่งตามตัวได้ง่ายมาก ตอนนี้คำสาปได้ถูกทำลายแล้ว และชายคนนั้นก็คงได้รับบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว หากกลับไปเธอค่อยส่งเรื่องนี้ให้กับหน่วย753 และให้ผู้อำนวยการหลี่ดำเนินการต่อไป

 

“แล้วคุณมีวัตถุประสงค์อะไรในการมาที่บ้านตระกูลเมิ่ง?”

 

“ชายคนนั้นขอให้ฉันแต่งงานกับเมิ่งเหอเทียน จากนั้นฉันก็เลยแอบตามเขามาที่บ้านตระกูลเมิ่ง ในตอนแรกเมิ่งเหอเทียนไม่ได้ชอบฉันเลยแม้แต่น้อย ฉันจึงใช้แมลงกู่สะกดให้เขาหลงฉัน และตามเขากลับมาที่บ้าน แต่ไม่คิดเลยว่าที่บ้านของเขาจะมีบางอย่างที่ต่อต้านสิ่งนี้ ที่นี่มียันต์อันทรงพลังปกป้องอยู่ ฉันจึงกลัวว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญอยู่เบื้องหลังและจะมองจุดประสงค์ของฉันออก”

 

“ที่จริงแล้วฉันไม่อยากทำเรื่องนี้ต่อ และอยากกลับบ้าน แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาได้บอกกับฉันว่าเรื่องทั้งหมดใกล้จะจบลงแล้ว ก่อนจะขอให้ฉันอดทนอีกหน่อย และรอคำสั่งจากเขา”

 

“เขาคนนั้นคือใคร? เขามีลักษณะท่าทางเป็นอย่างไรบ้าง?”

 

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาให้ฉันเรียกเขาว่าลุงเฉิง อ้อ แล้วอีกอย่าง เขามีไฝอยู่บนใบหน้า มันอยู่ที่บริเวณปากของเขา ซึ่งสิ่งนี้สังเกตเห็นได้ชัดที่สุดแล้ว”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งเหอหยู่ก็ไม่สามารถนั่งเฉยได้อีก ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งในทันที

 

“เธอบอกว่าเขาคนนั้นมีไฝอยู่บนใบหน้าอย่างนั้นเหรอ ชวนจื่อ ไปที่ห้องของพ่อแล้วเอารูปถ่ายที่พ่อแขวนเอาไว้บนผนังมาหน่อย”

 

แม้ว่าเมิ่งอ้ายชวนจะยังรู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อย แต่เขาก็ยังทำตามที่ผู้เป็นพ่อบอก

 

“ดูนี่สิ เขาคนนั้นอยู่ในภาพนี้หรือเปล่า?” เมิ่งเหอหยู่พูดพร้อมกับยื่นรูปถ่ายไปตรงหน้าของไป๋หลิง

 

ภาพถ่ายนี้เป็นภาพที่ค่อนข้างเก่าพอสมควร ซึ่งเห็นได้ว่ามันเป็นรูปของเมิ่งเหอหยู่ ในตอนนั้นเขายังเด็กและน่าจะมีอายุประมาณยี่สิบปีเท่านั้น

 

ไป๋หลิงมองไปยังภาพถ่ายนั้นอย่างระมัดระวัง หลังจากที่ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็ได้ชี้ไปยังชายคนหนึ่ง ก่อนจะพูดออกไปว่า “นั่น เขาคนนั้น เขาคือลุงเฉิง”

 

ผู้เฒ่าเมิ่งหยิบภาพถ่ายนั้นขึ้นมาดูในทันที ซึ่งเขารู้จักคนเหล่านั้นทั้งหมดอยู่แล้ว

 

ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ได้ดูภาพถ่ายใบนั้นด้วยเช่นกัน ก่อนจะพบว่าคนในรูปนั้นดูคุ้นตามาก! จากนั้นเธอก็ได้ชี้ไปยังคนที่สองจากทางซ้าย พร้อมกับถามเมิ่งเหอหยู่ว่าเขาคือใคร?

 

“เขาคือเสิ่นเฉิงหมิน พ่อของเขาเป็นสหายร่วมรบกับพ่อของฉันเอง ส่วนเขาก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นของฉันด้วย เขาเคยรับราชการในกองทัพ ในตอนนั้นตำแหน่งของเขาใกล้เคียงกับฉันมาก ต่อมาเขาก็ได้เปลี่ยนอาชีพ และไปทำงานในท้องถิ่นแทน”

 

เมิ่งเหอหยู่รู้สึกตกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นไป๋หลิงชี้ไปเขาคนนั้น หลังจากที่พูดจบ เขาก็ได้มองไปที่ไป๋โม่เฉิน ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปที่เขาด้วยความประหลาดใจเช่นกัน แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ถามอะไรออกไปนั้น เมิ่งอ้ายชวนก็อธิบายให้กับเธอฟังว่า เสิ่นเฉิงหมินเป็นพี่ชายคนโตของเสิ่นหยู แม่เลี้ยงของไป๋โม่เฉินนั่นเอง

 

ฟู่เยี่ยนไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเรื่องราวต่างๆ จะกลับกลายเป็นแบบนี้ ในที่สุดสิ่งที่ซ่อนอยู่ก็ค่อยๆปรากฏขึ้นมาทีละนิดแล้ว

 

แค่สุ่มดึงด้ายเส้นหนึ่งออกมา ใครจะรู้ว่ามีอวนขนาดใหญ่อยู่ข้างใต้นั้น ไม่คิดเลยว่าการดึงแครอทจะมีโคลนติดออกมาเยอะขนาดนี้ เห็นได้ชัดเลยว่าตอนนี้เริ่มมีคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว

 

“แล้วปกติคุณติดต่อเขาอย่างไร?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามอีกครั้ง

 

“เขาจะเป็นคนติดต่อฉันมาเอง แต่ที่แปลกก็คือเขามักจะรู้ทุกอย่าง หากฉันมีเรื่องด่วนอะไร ก็แค่เขียนรหัสลงไปในกระดาษและสอดไว้ในตู้ไปรษณีย์ที่ประตูเท่านั้น” ไป๋หลิงพูดทุกอย่างกับฟู่เยี่ยนอย่างชัดเจน โดยไม่เว้นแม้แต่เรื่องรหัสลับที่ตัวเองใช้

 

หลังจากที่ได้ยินเรื่องรหัสลับสำหรับการติดต่อระหว่างพวกเขา ฟู่เยี่ยนก็มีแผนอยู่ในใจแล้ว

 

“ลุงเมิ่งคะ หนูขอคุยบางอย่างกับลุงเป็นการส่วนตัวหน่อยได้ไหมคะ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

 

เมิ่งเหอหยู่พยักหน้ารับ ก่อนที่ทั้งสองจะออกไปคุยกันข้างนอก พวกเขาคุยกันนานกว่าครึ่งชั่วโมง โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขาพูดอะไร

 

หลังจากที่คุยเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้ดึงไป๋โม่เฉินและจางเหว่ยออกไปข้างนอก แต่เมิ่งเหอหยู่ไม่ได้ตามออกไป ตอนนี้ตระกูลเมิ่งยังคงต้องจัดการเรื่องของเมิ่งเหอเทียน

 

จางเหว่ยขอตัวกลับไปก่อน เพราะยังมีบางอย่างในร้านที่เขาต้องทำ และเขายังต้องรีบไปที่บ้านของไป๋โม่เฉินเพื่อช่วยส่งข้อความจากฟู่เยี่ยนถึงมู่อี้อันอีกด้วย

 

หลังจากที่ออกจากบ้านตระกูลเมิ่ง ฟู่เยี่ยนก็ได้บอกกับไป๋โม่เฉินถึงสิ่งที่เธอและพ่อของเมิ่งอ้ายชวนคุยกันอย่างเงียบๆ ซึ่งจากแผนการนี้ เธอจึงยังกลับไปไม่ได้

 

“ถ้าอย่างนั้นให้ฉันพาเธอกลับไปที่บ้านของฉันก่อนไหม? คืนนี้เธอพักที่บ้านของฉันก็ได้นะ ที่นั่นมีห้องว่างอยู่” ไป๋โม่เฉินพูดพลางรู้สึกมีความสุขอยู่ในใจ

 

“แม้ว่ามันจะดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนว่านี่จะเป็นเพียงวิธีเดียวแล้ว มันคงจะไม่กะทันหันไปหน่อยใช่ไหม? การแต่งตัวของฉันดูเป็นอย่างไรบ้าง?” ฟู่เยี่ยนไม่ได้สนใจความรู้สึกเขินอายนั้น เธอให้ความสนใจกับการแต่งตัวของเธอมากกว่า

 

ปกติฟู่เยี่ยนชอบสวมเสื้อผ้าที่ดูเรียบง่าย เพื่อไม่ให้เกะกะเวลาทำงาน ส่วนทรงผมเธอก็แค่ถักเปียเอาไว้เท่านั้น

 

“ไม่ว่าเธอจะสวมชุดไหนก็ดูดีไปหมดนั่นแหละ เธอดูดีขนาดนี้... ยังจะไม่มั่นใจอีกเหรอ? แต่วันนี้เธอดูมีรสนิยมกว่าปกติอยู่นิดหน่อยนะ” ไป๋โม่เฉินมองไปที่ฟู่เยี่ยนด้วยความชื่นชม

 

เสื้อผ้าแทบจะทุกชุดของฟู่เยี่ยนมักจะถูกตัดเย็บโดยฟู่ต้านี ซึ่งฟู่ต้านีชอบเสื้อผ้าที่ดูเป็นผู้หญิงมากๆ ขนาดเสื้อเชิ้ตธรรมดายังมีการเย็บระบายที่แขนเสื้อเอาไว้

 

ฟู่เยี่ยนรู้สึกเขินเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่สามารถไปที่นั่นมือเปล่าได้เช่นกัน!

 

เธอจึงแสร้งทำเป็นหยิบกระเป๋าเงิน ก่อนจะแอบหยิบโสมออกมาจากกระเป๋าแทน เธอหยิบโสมที่มีขนาดเท่ากับกระเป๋า ก่อนจะห่อมันด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์

 

“ของขวัญชิ้นนี้อาจเป็นของขวัญที่ดูเรียบง่ายไปหน่อย เอาไว้ครั้งหน้าฉันค่อยหาของขวัญที่ดูเป็นทางการไปฝากคุณปู่กับคุณย่าก็แล้วกันนะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับยื่นโสมให้กับไป๋โม่เฉินดู

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินก็แทบจะสำลักออกมา เธอหาของแบบนี้ได้ง่ายดายขนาดนั้นเลยหรือ?

 

“มันเป็นของขวัญที่ดีมากๆเลยล่ะ คุณปู่กับคุณย่าของฉันจะต้องมีความสุขมากแน่ๆเมื่อได้พบเธอ เธอไม่จำเป็นต้องมีของขวัญอะไรเลยก็ได้” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับจัดทรงผมที่ดูยุ่งเล็กน้อยของฟู่เยี่ยน

 

ฟู่เยี่ยนยิ้มรับ แต่ก็ไม่ได้เชื่อคำพูดของเขา เพราะการไปเยี่ยมผู้อาวุโสครั้งแรกโดยไม่นำอะไรติดมือไปเลยนั้นเป็นอะไรที่เสียมารยาทที่สุดแล้ว

 

จากนั้น ทั้งสองก็ไปที่บ้านของตระกูลไป๋ด้วยกัน ในตอนนี้ไป๋ซ่งอยู่คงนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น เพราะเพิ่งกินมื้อเย็นได้ไม่นาน ส่วนแม่เฒ่าเฉินก็กำลังนั่งฟังวิทยุและพูดคุยกับเขาอยู่ข้างๆ

 

ผู้เฒ่าทั้งสองไม่คาดคิดเลยว่าหลานชายจะนำความประหลาดใจครั้งใหญ่มาสู่พวกเขา




ตอนที่ 247: ไม่สามารปล่อยให้ลอยนวลไปได้


 

“คุณปู่ครับ ผมกลับมาแล้ว” ไป๋โม่เฉินตะโกนอยู่ที่หน้าประตู

 

ไป๋ซ่งและภรรยาที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย วันนี้เพิ่งจะวันพฤหัสบดีเองไม่ใช่หรือ? แต่พวกเขาทั้งสองก็ไม่ได้สนใจมากนัก ทว่าเมื่อไป๋โม่เฉินพาฟู่เยี่ยนเดินเข้ามา ผู้เฒ่าทั้งสองก็ต้องชะงักไปในทันที

 

“คุณปู่ ดูสิครับว่าผมพาใครมาด้วย” ไป๋โม่เฉินแนะนำฟู่เยี่ยนที่เดินตามหลังเขาเข้ามา

 

“เธอคือ……?”

 

“คุณปู่ไป๋ คุณย่าไป๋สวัสดีค่ะ หนูชื่อฟู่เยี่ยน หนูเป็นคนรักของพี่ไป๋โม่เฉินค่ะ” ฟู่เยี่ยนกล่าวทักทายผู้เฒ่าทั้งสองอย่างเปิดเผย

 

ไป๋ซ่งรู้สึกถูกชะตากับเด็กผู้หญิงคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น เธอเป็นเด็กที่ดูฉลาดมาก! ส่วนแม่เฒ่าเฉินก็รีบเข้าไปจับมือของฟู่เยี่ยนเอาไว้เช่นกัน ทั้งยังจับไม่ยอมปล่อยอีกด้วย

 

“หลานสะใภ้ของฉัน ฉันมักจะขอให้เสี่ยวเฉินพาหนูมาทานข้าวที่บ้านอยู่บ่อยๆ แต่เขาก็บอกว่าหนูค่อนข้างยุ่งอยู่ตลอดเลย”

 

“คุณย่า ครั้งนี้เป็นเรื่องบังเอิญครับ มีบางอย่างเกิดขึ้นกับครอบครัวของชวนจื่อ เขาก็เลยขอให้ฟู่เยี่ยนมาช่วย ตอนนี้เรื่องทุกอย่างเพิ่งจะคลี่คลาย คืนนี้ฟู่เยี่ยนจึงจำเป็นต้องพักที่บ้านของเราครับ” ไป๋โม่เฉินอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างคร่าวๆ

 

เมื่อไป๋ซ่งได้ยินว่าน้องชายของเสิ่นหยูมีส่วนเกี่ยวข้อง เขาก็เงียบไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย

 

ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มแปลกไปแล้ว เธอจึงได้มอบโสมให้กับพวกเขาในทันที

 

“คุณย่าไป๋ นี่เป็นโสมที่หนูนำมาฝากค่ะ ปกติหนูจะใช้มันทำซุป มันช่วยบำรุงร่างกายได้ดีมากเลยนะคะ”

 

“โอ้ สาวน้อย ที่นี่ก็เหมือนบ้านของเธอนั่นแหละ ไม่จำเป็นต้องเตรียมของขวัญให้ยุ่งยากอะไรเลย! คุณดูเด็กคนนี้สิ!” แม่เฒ่าเฉินดึงชายชราให้เข้ามาดูของขวัญชิ้นนี้ ซึ่งไป๋ซ่งมักจะเป็นคนที่ดูเคร่งขรึม จึงทำให้เด็กๆมักจะรู้สึกกลัวเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา!

 

“ฟู่เยี่ยน ช่วยมากับฉันหน่อยเถอะ ฉันอยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้” ไป๋ซ่งไม่ได้สนใจสายตาของหญิงชราแม้แต่น้อย ด้วยคำพูดของไป๋โม่เฉินจึงทำให้เขาคิดบางอย่างขึ้นมาได้ และเขายังรู้สึกว่ามีอีกหลายอย่างที่เขายังไม่รู้

 

“คุณย่าครับ ให้ทั้งสองคนคุยธุระกันก่อนเถอะ เราไปจัดห้องนอนกันก่อนดีกว่า” ไป๋โม่เฉินพาคุณย่าเฉินไปจัดห้องนอนในทันที

 

ฟู่เยี่ยนเดินตามไป๋ซ่งไปยังห้องหนังสือ ก่อนจะพบกับโต๊ะที่เต็มไปด้วยตัวอักษรที่เขียนโดยไป๋ซ่ง

 

แม้ว่าเขาจะโตมาจากพื้นเพที่หยาบกระด้าง และไม่เคยสนใจในเรื่องอ่านหนังสือมาก่อนก็ตาม แต่หลังจากที่เกษียณอายุ  เขาก็ค่อยๆตกหลุมรักงานเขียนขึ้นมาทีละน้อย ด้วยอาชีพที่ต้องทำสงครามมาหลายปี ทำให้เขาตัดสินใจฆ่าคนได้อย่างไม่ลังเล และงานเขียนของเขาก็มีจุดเด่นเฉพาะตัวเช่นกัน

 

“เลือกที่นั่งได้ตามสบายเลย ที่นี่อาจจะดูรกไปหน่อยนะ นั่นเป็นงานที่ฉันเขียนเองทั้งหมด แต่มันก็ไม่ได้เป็นงานที่ดีอะไรมากนักหรอก หนูอย่าหัวเราะเยาะฉันก็แล้วกัน!” ไป๋ซ่งพูดด้วยท่าทีที่ดูอายเล็กน้อย

 

“คุณปู่ไป๋ ลายมือของคุณปู่ดีมากเลยค่ะ งานของคุณปู่ก็มีกลิ่นอายของนักรบและการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์ คุณปู่อย่าดูถูกตัวเองสิคะ”

 

“ฮ่าฮ่า เธอเป็นคนแรกที่ชมเรื่องลายมือของฉันเลยนะ!”

 

เมื่อเห็นฉากนี้ ไป๋โม่เฉินก็ยิ้มออกมาเช่นกัน เขาไม่ได้เห็นคุณปู่หัวเราะอย่างมีความสุขแบบนี้มานานแล้ว

 

“ว่าแต่….เมื่อครู่นี้เธอบอกว่าเสิ่นเฉิงหมินเป็นคนทำเรื่องนี้อย่างนั้นเหรอ?”

 

ขณะที่พูดถึงเรื่องนี้ น้ำเสียงของไป๋ซ่งก็กลับมาดูจริงจังอีกครั้ง

 

“ใช่แล้วค่ะ ลุงเมิ่งพูดถึงเขา และไป๋หลิงก็ระบุตัวตนเขาด้วยเหมือนกันว่าเสิ่นเฉิงหมินคือคนที่สั่งการเธอ”

 

“แต่มีอย่างหนึ่งที่หนูยังไม่ได้พูด หนูคิดว่าเสิ่นเฉิงหมินคนนั้นมีใบหน้าที่คล้ายกับผู้เฒ่ามู่มากๆ หนูคิดว่าเขาดูคล้ายกับมู่เหวินเหยาค่ะ”

 

“บางทีเขาอาจจะเป็นลูกชายคนเดียวของมู่เหวินเหยาก็ได้”

 

หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ไป๋โม่เฉินก็ถึงกับตกตะลึงไปเช่นกัน เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าทั้งสองเรื่องนี้จะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกัน

 

“มู่เหวินเหยาที่เธอกำลังพูดถึงนั้น คือคนตระกูลมู่ที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกของเมืองหลวงใช่หรือเปล่า?” ไป๋ซ่งเอ่ยถามขึ้นมา

 

“ใช่แล้วค่ะ คุณปู่ไป๋ คุณปู่รู้จักตระกูลมู่หรือเปล่าคะ?”

 

“ฉันกับมู่เหวินหรงเราเคยพบกันอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อนานมาแล้วทักษะด้านอภิปรัชญาของเขามีส่วนช่วยในการทำสงครามกับญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก และเขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้นำอีกด้วย”

 

“แต่หลังจากนั้น เมื่อสงครามจบลง พวกเขาก็ได้เกษียณตัวเองและไม่ได้ทำงานให้กับหน่วยงานของรัฐบาลอีก” ไป๋ซ่งเล่าถึงเรื่องราวภายในให้กับฟู่เยี่ยนฟัง

 

ใช่แล้ว หากไม่ได้พูดถึงความสำเร็จในก่อนหน้านี้ของผู้เฒ่ามู่แล้วล่ะก็ คงจะไม่มีใครรู้จักเขาอย่างแน่นอน

 

ฟู่เยี่ยนเล่าถึงเหตุการที่เกิดขึ้นกับตระกูลมู่ ส่วนคุณปู่ไป๋เองก็ไม่กลัวที่จะเปิดเผยความลับของเขาทั้งหมดเช่นกัน

 

“มู่เหวินเหยาเป็นคนที่ประมาทไม่ได้เลยจริงๆ หากลูกชายคนที่เขาพูดถึงคือเสิ่นเฉิงหมินจริง นั่นก็แสดงว่ารากเหง้าของเขาหยั่งลึกลงไปมาก”

 

“และตำแหน่งของเสิ่นเฉิงหมินในกองทัพนั้นก็ไม่ได้ต่ำเลย แม้ว่าตอนนี้เขาจะเปลี่ยนอาชีพแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังคงอยู่ในตำแหน่งสำคัญอยู่ดี ไม่ว่าเขาจะอยู่ฝ่ายไหน ทุกเรื่องที่เขาทำจะต้องเป็นเรื่องที่เป็นความลับระดับสุดยอด”

 

“ยิ่งไปกว่านั้น พ่อตาของเขาก็ไม่ใช่คนที่ไร้ชื่อเสียงเช่นกัน”

 

“ดูท่าว่าเจ้าหนุ่มตระกูลเมิ่งคนนั้นคงไม่สามารถจัดการกับเรื่องนี้เพียงลำพังได้แล้ว เสี่ยวเฉิน โทรหาพ่อของหลาน แล้วบอกว่าปู่ต้องการพบเขาโดยด่วนที่สุด ให้เขารีบกลับมาเดี๋ยวนี้เลย”

 

วิสัยทัศน์และกลยุทธ์ของไป๋ซ่งนั้นแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็ว และไป๋โม่เฉินเองก็รีบโทรหาไป๋จวินทันที

 

ในตอนนี้ ไป๋จวินกำลังจะนอน เมื่อได้รับสายและได้ยินเรื่องนี้ เขาก็ได้รีบแต่งตัวและไปที่บ้านพร้อมกับทหารที่ติดตามเขาทันที

 

บ้านของพวกเขาไม่ได้อยู่ห่างกันมากนัก เมื่อมาถึง เขาก็เห็นว่าฟู่เยี่ยนกำลังนั่งเล่นหมากรุกกับไป๋ซ่งอยู่

 

“สาวน้อย เธอไปเรียนหมากรุกมาจากไหน? ฉันไม่เคยเห็นการเดินหมากที่แปลกแบบนี้มาก่อนเลย!”

 

“คุณปู่ไป๋ หนูมีหนังสือหมากรุกค่ะ เอาไว้วันหลังหนูจะเอามันมาให้คุณปู่นะคะ รับรองว่าหลังจากที่ได้อ่านมัน คุณปู่จะต้องเอาชนะคู่แข่งทุกคนบนโลกใบนี้ได้อย่างแน่นอน”

 

ฟู่เยี่ยนได้หนังสือหมากรุกเล่มนั้นมาจากร้านรับซื้อของเก่าที่ตั้งอยู่ในบ้านเกิดของเธอในราคาเพียงชั่งละ5เจี่ยวเท่านั้น

 

“ดีเลย ดีเลย แบบนี้หากผู้เฒ่าหวังโถวอยากจะเอาชนะฉันอีก คงจะเป็นเรื่องยากแล้ว!”

 

“พ่อครับ พ่อเรียกผมมามีเรื่องอะไรเร่งด่วนหรือเปล่า?” ไป๋จวินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นฟู่เยี่ยนและไป๋ซ่งกำลังพูดคุยกันอย่างมีความสุข

 

“พ่อครับ เธอคือฟู่เยี่ยนครับ” ไป๋โม่เฉินหยิบบะหมี่สามชามออกมาจากครัว เมื่อครู่นี้ชายชราบ่นว่าหิว ดังนั้นเขาจึงเดินไปที่ครัวและสั่งบะหมี่มาสามชาม

 

“สวัสดีค่ะคุณลุง หนูชื่อฟู่เยี่ยนค่ะ!”

 

เมื่อเห็นไป๋จวินเดินผ่านประตูเข้ามา ฟู่เยี่ยนจึงรีบลุกขึ้นและทักทายเขาในทันที

 

“โอ้ สวัสดี สวัสดี นั่งลงเถอะ”

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋จวินรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะต้องกลายเป็นพ่อสามี เขาจึงรู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาเล็กน้อย

 

“พ่อครับ พ่อกินอะไรมาหรือยัง? ให้ผมสั่งบะหมี่ให้พ่อสักชามไหมครับ?” ไป๋โม่เฉินรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว เขาไม่คิดเลยว่าทันทีที่เดินผ่านประตูเข้ามา พ่อของเขาจะดูวิตกกังวลมากกว่าฟู่เยี่ยนเสียอีก

 

“อืม สั่งให้พ่อสักหนึ่งชามก็แล้วกัน อย่าลืมใส่น้ำมันงาลงไปด้วยล่ะ”

 

“ผมรู้ครับ เพิ่มหัวหอมลงไปด้วยใช่ไหมครับ” ไป๋โม่เฉินรู้ดีว่าไป๋จวินชอบกินบะหมี่แบบไหน เพราะพวกเขาทั้งสองชอบกินเหมือนกันนั่นเอง

 

ไป๋จวินไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่ยิ้มออกมาเท่านั้น มันเป็นความรู้สึกที่ไม่มีอะไรเทียบได้จริงๆ เขาไม่เคยได้อยู่กับลูกชายคนโตอย่างสงบสุขเหมือนตอนนี้มานานมากแล้ว

 

เมื่อเขาหันไปมองฟู่เยี่ยนอีกครั้ง ก็พบว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กที่ดูนิสัยดี ทั้งยังดูใจกว้าง สมแล้วที่เธอเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย

 

“เสี่ยวจวิน ที่ฉันเรียกนายให้มาพบก็เพราะมีเรื่องบางอย่างอยากจะถาม ฟู่เยี่ยน ช่วยบอกเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับตระกูลมู่และตระกูลเมิ่งกับเขาหน่อยเถอะ” ไป๋ซ่งยังคงหมกมุ่นอยู่กับการเล่นหมากรุก โดยเขากำลังหาวิธีว่าจะโจมตีฟู่เยี่ยนได้อย่างไร

 

ฟู่เยี่ยนจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับไป๋จวินฟังในทันที

 

ซึ่งไป๋จวินเองก็ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เขาได้ยินเลยแม้แต่น้อย คนๆนั้นเป็นเหมือนลุงของเขา ทั้งยังเป็นคนดูถ่อมตัวและสุภาพมาโดยตลอด ไม่คิดเลยว่าจะกลายเป็นแบบนี้ไปได้

 

“พ่อครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่เหรอ แล้วได้รับการยืนยันหรือยัง?”

 

“หากมันไม่ใช่เรื่องจริง ฉันจะเรียกนายมาที่นี่ทำไม?” ไป๋ซ่งพูดพร้อมกับปรายตามองไปที่เขา

 

“หมายความว่าอย่างไรครับ?”

 

“เราจะปล่อยให้เขาลอยนวลไปไม่ได้ เขามีอิทธิพลกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเรามากเกินไป หากกองทัพของเราเต็มไปด้วยคนแบบนี้ จะมีความมั่นคงได้อย่างไร? แบบนี้จะยังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ปกป้องดินแดนอยู่อีกเหรอ?”

 

“เอาล่ะครับ พ่อ ผมจะไปที่บ้านตระกูลเมิ่งเดี๋ยวนี้”

 

“ไม่จำเป็นต้องไปที่นั่นหรอก นายกลับไปที่กองทัพเถอะ แล้วฉันจะบอกกับตระกูลเมิ่งทีหลัง”

 

“พ่อครับ เรามากินบะหมี่กันก่อนดีกว่า คุณปู่ก็มากินด้วยกันก่อนเถอะครับ” ไป๋โม่เฉินถือชามบะหมี่ออกมาจากในครัว ก่อนจะเชิญทุกคนให้มากินบะหมี่ด้วยกัน

 

หลังจากที่กินบะหมี่เสร็จ เมิ่งอ้ายชวนก็ได้เข้ามา

 

“คุณปู่ไป๋ ลุงไป๋เองก็อยู่ที่นี่ด้วยอย่างนั้นเหรอครับ เฉินจื่อ ฟู่เยี่ยน ข้อความได้ถูกส่งออกไปแล้วล่ะ และเมื่อครู่นี้มีคนมาเอามันออกไปจากกล่องจดหมายแล้ว”

 

เมิ่งอ้ายชวนพูดด้วยท่าทีที่ดูลึกลับ

 

“โอ้? นายมองเห็นคนๆนั้นชัดหรือเปล่า เขาเป็นคนที่นายรู้จักไหม?”

 

“เด็กคนนั้นคือเสิ่นอี้จือ!”

 

เมื่อได้ยินชื่อนี้ ฟู่เยี่ยนก็เริ่มสนใจขึ้นมาทันที

 

“เขาคือใครเหรอ?”

 

“เขาคือลูกชายของเสิ่นเฉิงหมิน เขาแต่งงานกับพี่สาวของกั๋วจื่อ อาศัยอยู่ที่นี่ด้วยนะ”

 

ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินหันมามองหน้ากัน

 

ทำไมกัน? ทำไมตระกูลเสิ่นถึงได้อยู่ทุกหนทุกแห่งแบบนี้?




ตอนที่ 248: จับกุมตัว


 

“เด็กคนนั้นแต่งงานตั้งแต่เมื่อไหร่?” ไป๋โม่เฉินรู้สึกประหลาดใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

 

“เฮ้ ตอนนั้นนายยังอยู่ในกองทัพ เลยไม่รู้เรื่องนี้สินะ มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างพูดยาก และฉันก็ลืมบอกเรื่องนี้กับนายอีกด้วย” เมิ่งอ้ายชวนพูดพลางชำเลืองมองไปยังฟู่เยี่ยน

 

ไป๋โม่เฉินไม่ได้ถามอะไรต่อ ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน เพราะคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการท้องก่อนแต่งงานสินะ

 

ซึ่งนี่จะเป็นข่าวใหญ่นับจากนี้ไปอีกยี่สิบปีเลยก็ว่าได้ ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงตอนนี้เลย

 

ไป๋ซ่งและไป๋จวินเองก็รู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน และชายชราตระกูลหวังก็ไม่ได้ออกไปจากบ้านมานานกว่าสองเดือนแล้ว นั่นเป็นเพราะเขารู้สึกอับอายกับเรื่องนี้นั่นเอง

 

“และเป็นเพราะเรื่องนี้เอง เสิ่นเฉิงหมินจึงไม่จำเป็นต้องหนีอีก เฉิงจื้ออายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อของมู่อี้อัน ส่วนอี้จื้อรุ่นราวคราวเดียวกับมู่อี้อัน”

 

“ดูเหมือนว่าชายชราตระกูลเสิ่นเองก็รู้เรื่องนี้เหมือนกัน มิเช่นนั้นมันก็คงจะดูเป็นเรื่องบังเอิญมากเกินไป”

 

เมื่อฟู่เยี่ยนพูดประโยคนี้ขึ้นมา ไป๋ซ่งและคนอื่นก็มั่นใจแล้วว่าตระกูลเสิ่นนั้นไม่ต่างอะไรจากรังงูรังหนูเลย ไม่รู้ว่ามีข้อมูลของประเทศรั่วไหลด้วยฝีมือของคนพวกนั้นมากมายแค่ไหนแล้ว

 

ไป๋จวินกินบะหมี่จนหมดชามอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกไปในทันที

 

จากนั้น ไป๋ซ่งก็ได้อธิบายบางอย่างให้กับเมิ่งอ้ายชวนฟัง ก่อนที่เขาจะขอตัวกลับบ้านไป เพราะยังต้องคุยเรื่องนี้กับพ่อของเขา และที่สำคัญ ยังมีคนในครอบครัวของเขาที่ไม่สามารถยอมรับความจริงเรื่องนี้ได้อยู่ด้วย

 

เมิ่งเหอเทียนเองก็ตกตะลึงกับความจริงข้อนี้เช่นกัน เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะถูกผู้หญิงหลอกแบบนี้ อีกทั้งเขายังกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดอีกด้วย

 

เขาตกอยู่ภายใต้มนต์สะกด เพราะเหตุนั้นเขาจึงทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ทั้งยังจดทะเบียนสมรสเป็นสามีภรรยากันแล้วด้วย ทั้งที่ทั้งสองไม่เหมาะจะเป็นสามีภรรยากันเลยแม้แต่น้อย

 

เมิ่งเหอเทียนไม่ได้เป็นคนที่รูปร่างหน้าตาดีเท่าไหร่นัก แม้ว่าเขาจะแต่งงานกับไป๋หลิงไปแล้วก็ตาม แต่เขาไม่ได้รู้สึกชอบเธอเลย แม้แต่ตอนที่อยู่ในศูนย์เยาวชนที่เขาเรียนอยู่ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรกับเธอเลย

 

หากจะพูดง่ายๆก็คือ อาของเมิ่งอ้ายชวนคนนี้เป็นคนที่เงียบขรึม ไม่ค่อยคุยหรือสุงสิงกับใคร

 

เมิ่งอ้ายชวนจึงทำได้เพียงแค่ปลอบใจเขาเท่านั้น เพราะตอนนี้เขากำลังรู้สึกทุกข์กับเรื่องนี้อยู่ จึงไม่ใช่เวลาที่เมิ่งอ้ายชวนจะสนใจเรื่องอื่น!

 

แท้จริงแล้วไป๋หลิงมีนิสัยที่ไม่ได้ต่างไปจากเด็กเลย ไม่ใช่ว่าเธอไม่สามารถรับหรือปล่อยวางความรู้สึกได้ แต่เธอเองก็ไม่สามารถต้านทานเมิ่งเหอเทียนที่ตกอยู่ใต้มนต์สะกดของพิษกู่ได้เช่นกัน

 

ทว่าการต่อต้านจากตระกูลเมิ่งนั้นรุนแรงเกินไป และเธอก็รู้ว่าเมิ่งเหอเทียนไม่ได้ชอบเธอตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ดังนั้นจึงได้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาภายในใจของเธอ

 

ตระกูลเมิ่งและตระกูลไป๋ต่างก็กำลังตั้งอวนเพื่อล่อให้ปลาว่ายเข้ามา

 

ตอนนี้เป็นเวลาห้าทุ่มครึ่งแล้ว ภายในค่ายทหารจึงดูเงียบสงัด มีเพียงทหารที่รักษาความปลอดภัยหน้าประตูทางเข้าเท่านั้นที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ ซึ่งทันใดนั้นเอง ก็ได้มีรถคันหนึ่งแล่นเข้ามา

 

“กรุณาแสดงบัตรประจำตัวของคุณด้วยครับ” เจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาหยุดรถคันนั้นเอาไว้ตามหน้าที่

 

“สวัสดี พอดีฉันจะไปที่บ้านของลูกชายสักหน่อย ฉันจะไปหาหลานของฉัน”

 

“สวัสดีครับท่าน เชิญเข้าไปได้เลย ผมแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้นครับ” ทหารรักษาความปลอดภัยพูดพร้อมกับมองไปยังคนที่อยู่ในรถ

 

“ขอบคุณมาก นายทำหน้าที่ได้ดีมากจริงๆ!”

 

“แค่นี้สบายมากอยู่แล้วครับ มันคือหน้าที่ของผมอยู่แล้ว” ทหารรักษาความปลอดภัยทำความเคารพ ก่อนจะปล่อยให้รถคันนั้นขับเข้าไปข้างใน

 

ทันใดนั้นเอง โทรศัพท์ที่บ้านตระกูลเมิ่งก็ได้ดังขึ้น ซึ่งเมิ่งอ้ายชวนก็ได้รับสายหลังจากที่เสียงเรียกเข้าดังอยู่ครู่หนึ่ง

 

“อืม ตกลง เข้าใจแล้ว”

 

ทันทีที่วางสาย เมิ่งอ้ายชวนก็ได้เดินไปยังห้องทำงานพ่อของเขา

 

“พ่อครับ พวกเขามากันแล้ว”

 

“เอาล่ะ เสี่ยวหวัง นายพร้อมหรือยัง?” เมิ่งเหอหยู่เอ่ยถามขึ้นมา

 

“พร้อมแล้วครับ ตอนนี้หัวหน้าโจวและคนอื่นกำลังเข้ามา ทหารรักษาความปลอดภัยได้ปล่อยให้พวกเขาผ่านประตูเข้ามาแล้วครับ” เสี่ยวหวัง ทหารผู้ติดตามของเมิ่งเหอหยู่ตอบกลับด้วยความเคารพ ตอนนี้เขาพร้อมที่จะรับฟังคำสั่งจากเมิ่งเหอหยู่แล้ว

 

ในเวลาเดียวกันนี้เอง โทรศัพท์ของตระกูลไป๋ก็ได้ดังขึ้นเช่นหัน หลังจากที่รับสาย ฟู่เยี่ยน พ่อของไป๋โม่เฉิน และตัวไป๋โม่เฉินเองก็ได้เดินออกไปทันที

 

อีกด้านหนึ่ง เสิ่นเฉิงหมินก็ได้รับโทรศัพท์จากลูกชายของเขาเช่นกัน ย้อนกลับไป ลูกชายของเขาชอบลูกสาวจากตระกูลหวังมากๆ เขาจึงได้สนับสนุนและให้ลูกชายของเขาได้แต่งงานกับเธออย่างราบรื่น

 

ซึ่งเขาภูมิใจในการมองการณ์ไกลของตัวเองในครั้งนี้มาก

 

เขาขอให้คนขับรถจอดรถเอาไว้ใกล้กับบ้านตระกูลหวัง แต่ก็ยังไม่ได้เข้าไปข้างใน ตอนนี้เขาได้ไปที่หลังบ้านของตระกูลเมิ่งแทน

 

เขายืนอยู่ริมแปลงดอกไม้ ซึ่งแม่ของเมิ่งอ้ายชวนดูแลสถานที่นี้เป็นอย่างดี มันจึงดูสวยมาก มีดอกไม้และต้นไม้มากมายถูกปลูกที่นี่ ซึ่งตอนนี้เสิ่นเฉิงหมินได้ยืนดูดอกไม้เหล่านั้นและรอไป๋หลิงอยู่อย่างเงียบๆ

 

“ลุงเฉิง?” ทันใดนั้นเอง ก็ได้มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากด้านหลังของเขา ก่อนที่ไป๋หลิงจะปรากฏตัวขึ้น

 

“ไป๋หลิง ทำไมเธอถึงอยากพบฉันกันล่ะ?” เสิ่นเฉิงหมินหันกลับไปพร้อมกับพูดขึ้นมา

 

“ลุงเฉิง เมื่อไหร่ฉันจะได้ไปจากที่นี่สักที? ฉันคิดถึงบ้านแล้ว” ไป๋หลิงก้มหน้าลงเล็กน้อย พร้อมกับมือทั้งสองข้างที่ไพล่อยู่ด้านหลังของตัวเอง

 

“ไป๋หลิง ช่วยรออีกหน่อยเถอะ เมื่อเรื่องทุกอย่างจบลง เธอก็จะได้กลับบ้านแล้ว ถึงตอนนั้นหากเธอบอกว่าต้องการหย่า ตระกูลเมิ่งจะต้องไม่ยอมอย่างแน่นอน”

 

“ลุงเฉิง ลุงเอาแต่บอกให้ฉันรอ ฉันคิดถึงแม่ของฉันแล้ว ฉันแทบจะไม่ได้ดูแลแม่ของฉันเลย พรุ่งนี้ฉันจึงอยากจะขอกลับไปเยี่ยมแม่ที่บ้านบ้าง เลยอยากบอกเรื่องนี้กับลุงเฉิงก่อน”

 

ไป๋หลิงจำสิ่งที่ฟู่เยี่ยนบอกได้เป็นอย่างดี ว่าเขาจะไม่มีทางปล่อยเธอไปง่ายๆ เพราะเธอเป็นเบี้ยของเขา!

 

“ไป๋หลิง ฉันเข้าใจเธอดี แต่ช่วยรออีกสักสองสามวันเถอะ แล้วฉันจะจัดการทุกอย่างที่นี่ให้เสร็จ ฉันสัญญาว่าจะไปส่งเธอกลับบ้านด้วยตนเองเลย ใกล้ถึงเวลาที่เธอจะได้พบกับแม่แล้ว ช่วยรออีกหน่อยเถอะนะ”

 

“ฉันรู้ว่ามันไม่ได้ง่ายสำหรับเธอเลย เธอมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก อันที่จริงเราทั้งสองคนเป็นพ่อลูกกัน แต่ฉันไม่เคยบอกเรื่องนี้กับเธอ ซึ่งฉันรู้สึกผิดกับเรื่องนี้มาโดยตลอด”

 

“คงจะมีแค่วิธีนี้เท่านั้นที่ทำให้เธอได้อยู่เคียงข้างฉันได้ เด็กหนุ่มตระกูลเมิ่งคนนี้ถือว่าเป็นคนดีทีเดียว ฉันแค่อยากจะหาครอบครัวที่ดีที่สุดสำหรับเธอเท่านั้น”

 

ไป๋หลิงรู้สึกประหลาดใจที่ได้ยินคำพูดนี้ “ลุงกำลังจะบอกว่าลุงเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดของฉันอย่างนั้นเหรอ?”

 

“ใช่แล้ว สาวน้อย ฉันต้องขอโทษด้วยที่ปกปิดเรื่องนี้กับเธอตลอดหลายปีที่ผ่านมา”

 

ไป๋หลิงถอยหลังไปสองสามก้าว ก่อนจะวิ่งหนีกลับเข้าไปในบ้าน เขาคนนี้เป็นคนที่น่ากลัวมากจริงๆ จริงอยู่ที่ผู้หญิงมีอำนาจในตระกูลไป๋ แต่มันไม่ได้หมายความว่าแม่ของเธอไม่รักตัวเอง

 

ไม่มีทาง เธอไม่มีวันเชื่อเรื่องโกหกแบบนี้อย่างแน่นอน

 

เสิ่นเฉิงหมินไม่สามารถไล่ตามเธอไปได้ ดังนั้นเขาจึงต้องเดินกลับไปที่บ้านตระกูลหวัง ขณะที่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวนั้น เขาก็ได้หันหลับไปมองด้านหลังอีกครั้ง เพราะรู้สึกเหมือนกับว่ามีคนกำลังตามเขามา

 

หลังจากที่เดินไปยังประตูหลังบ้านตระกูลหวัง เสิ่นอี้จือก็ได้รอเขาอยู่ที่นั่นแล้ว

 

“พ่อครับ เสร็จธุระแล้วเหรอครับ?”

 

“ให้ตายเถอะ พรุ่งนี้นายช่วยจับตาดูไป๋หลิงด้วยก็แล้วกัน จับตาดูเธออย่าให้คลาดสายตา” เสิ่นเฉิงหมินบอกกับลูกชายของเขา

 

“ได้ครับ ผมเข้าใจแล้ว พ่อไม่ต้องห่วงครับ”

 

“อย่าไปสนใจใครนอกจากตัวเราเอง จำเอาไว้ ต่อจากนี้ไปแกจะเป็นคนใจอ่อนไม่ได้อีกแล้ว”

 

“แต่พ่อครับ ผมไม่อยากไปจากที่นี่...”

 

“เจ้าโง่ หากแกไม่ไปจากที่นี่หลังจากที่ฉันไปแล้ว แกจะไม่เป็นเหมือนลูกแกะที่กำลังจะถูกเสือขย้ำหรอกเหรอ?” เสิ้นเฉิงหมินดุลูกชายของตัวเองด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

 

“แล้วซู่ซู่กับเสี่ยวโปล่ะครับ?” เสิ่นอี้จือตกอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

 

“หากนายไปที่นั่น ยังมีผู้หญิงอีกมากมายที่พร้อมจะมีลูกให้กับแก!”

 

“พ่อครับ พ่อช่วยพาพวกเขาไปด้วยไม่ได้เหรอ?”

 

“อย่าลืมสิ หวังอันซู่เป็นลูกสาวของตระกูลหวัง ถ้าเธอหายไป แกลองเดาดูว่าตระกูลหวังจะทำอะไรบ้าง เลิกฝันลมๆแล้งๆได้แล้ว”

 

“ครับพ่อ ผมเข้าใจแล้ว” เสิ่นอี้จือก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปด้วยท่าทีที่ไม่ค่อยมั่นใจมากนัก

 

“เข้าใจก็ดีแล้ว ฉันกลับก่อนก็แล้วกัน พรุ่งนี้อย่าลืมทำตามที่ฉันบอกด้วย ระวังตัวเองให้ดี และคอยจับตาดูไป๋หลิงเอาไว้ อย่าปล่อยให้เธอพังแผนการของเราได้” หลังจากที่พูดจบ เสิ่นเฉิงหมินก็หันหลังกลับและกำลังจะเดินไปที่รถของเขา

 

ทว่าทันใดนั้นเอง ก็มีคนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวออกมาจากเงามืด ก่อนจะเข้ามาล้อมเขากับลูกชายเอาไว้

 

“หยุด! อย่าขยับ!”

 

“ยกมือขึ้น!”

 

เสิ่นเฉิงหมินยังคงไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนก ก่อนจะยกมือขึ้นและค่อยๆหันหลังกลับมาช้าๆ

 

“มีอะไรเข้าใจผิดกันหรือเปล่า? ผมคือเสิ่นเฉิงหมิน ไปเรียกหัวหน้าของพวกคุณมา”

 

“เสิ่นเฉิงหมิน พวกเรามาที่นี่เพื่อจับคุณ ตอนนี้ตัวตนของคุณได้รับการยืนยันแล้ว เสี่ยวโจวคุมตัวเขาเอาไว้ให้ดี พรุ่งนี้เราจะทำการสอบสวนเขากัน”

 

เมิ่งเหอหยู่ยืนอยู่ด้านนอกพร้อมกับออกคำสั่ง

 

“พี่เมิ่ง มีอะไรเข้าใจผิดกันหรือเปล่า? ฉันก็แค่มาเยี่ยมบ้านลูกชายของฉันเท่านั้นเอง อีกอย่างพี่ก็ไม่มีหมายจับด้วย พี่ไม่มีสิทธิ์คุมตัวฉันไปแบบนี้นะ” เสิ่นเฉิงหมินพูดขณะที่กำลังถูกจับมัดเอาไว้

 

“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น เสี่ยวโจว พาตัวเขาออกไปเดี๋ยวนี้”




ตอนที่ 249: ยั่วยุจนทนไม่ไหว


 

ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังจะลงตัว ทว่าความจริงแล้วมันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

 

ฟู่เยี่ยนเห็นว่าเสิ่นเฉิงหมินถูกนำตัวไปแล้ว และคืนนี้หลายคนต่างก็นอนไม่หลับ เพราะการเคลื่อนไหวของพวกเขาในครั้งนี้ได้ส่งผลเป็นวงกว้างมาก และไม่รู้ว่าจะมีคนที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นมาอีกกี่คน

 

แต่แน่นอนว่าในที่สุดแผนการอันชั่วร้ายของคนพวกนั้นจะต้องสูญเปล่าลงไป

 

“กลับไปพักผ่อนกันก่อนเถอะ เรายังมีการต่อสู้ที่ยากลำบากรออยู่ในวันพรุ่งนี้” ไป๋โม่เฉินเอื้อมมือไปลูบหัวของฟู่เยี่ยนจากด้านหลัง ครั้งนี้เป็นเพราะฟู่เยี่ยนจริงๆที่ทำให้พวกเขารู้ความจริงในเรื่องนี้

 

“อืม พรุ่งนี้เช้าฉันยังต้องไปที่บ้านของพี่อยู่ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับมู่อี้อันบ้าง” ฟู่เยี่ยนกำลังนึกถึงพลังที่เธอไม่รู้จักของค่ายกลนั้นอยู่

 

เธอไม่รู้ว่าผลของมันจะเป็นไปตามที่จินตนาการเอาไว้หรือเปล่า

 

จากนั้น ทั้งสองจึงได้กลับบ้านไปพักผ่อน โดยที่ฟู่เยี่ยนนอนที่ห้องของไป๋โม่เฉิน ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้ไปนอนที่ห้องรับแขก

 

ทันทีที่เข้าไปในห้อง เธอก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในค่ายทหารไม่มีผิด ผ้าห่มและผ้าปูที่นอนนั้นถูกพับเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ ทำเอาฟู่เยี่ยนแทบจะไม่กล้าใช้มัน

 

จากนั้น เธอก็ได้เข้าไปอาบน้ำในห้อง เมื่อรู้สึกสบายตัวขึ้นแล้ว เธอจึงได้เข้าไปนั่งสมาธิที่ริมทะเลสาบในดินแดนต่างมิติจนถึงรุ่งสาง

 

ฟู่เยี่ยนได้ยินเสียงที่ดังมาจากด้านนอก แม้ว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่จะเป็นทหารผ่านศึกที่เกษียณอายุไปแล้วก็ตาม แต่พวกเขายังคงรักษารูปลักษณ์และทำกิจวัตรเหมือนตอนที่ยังประจำการเอาไว้

 

ฟู่เยี่ยนออกมาจากดินแดนต่างมิติ และเมื่อเห็นว่าผ้าห่มยังคงเรียบร้อยและเป็นระเบียบ เธอก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก ซึ่งเธอไม่สามารถทำลายความเป็นระเบียบนี้ได้จริงๆ

 

เมื่อลงมายังชั้นล่าง ไป๋ซ่งและภรรยาของเขาก็ได้ตื่นแล้วเช่นกัน ส่วนไป๋โม่เฉินลงมาจากชั้นล่างช้ากว่าเธอเล็กน้อย ตอนนี้พวกเขากำลังจะออกไปทำกิจกรรมบางอย่างที่ลานบ้านกัน

 

“เราจะออกไปหลังมื้อเช้า หรือจะออกไปดื่มนมถั่วเหลืองกับปาท่องโก๋กันดี?” ไป๋โม่เฉินเอ่ยถามขึ้นมา

 

“เราออกไปกินข้าวข้างนอกกันเถอะ ฉันอยากดื่มนมถั่วเหลือง” หลายวันที่ผ่านมานี้ เธอไม่ค่อยได้กินข้าวตรงเวลาเลย ดังนั้นแค่พูดชื่ออาหาร เธอก็รู้สึกหิวขึ้นมาแล้ว

 

“ได้เลย เราออกไปคุยกับคุณปู่ คุณย่ากันก่อนดีกว่า”

 

ไป๋ซ่งไม่ได้คัดค้าน แต่แม่เฒ่าเฉินนั้นดูจะลังเลเล็กน้อย ก่อนจะมอบกล่องบางอย่างให้กับฟู่เยี่ยน โดยบอกว่ามันเป็นของขวัญพบหน้า ฟู่เยี่ยนจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ เธอจึงยอมรับมันมา

 

จากนั้น ทั้งสองก็ได้ไปที่บ้านตระกูลเมิ่ง และได้พบกับเมิ่งเหอเทียนที่กำลังเดินออกมาจากในห้องพอดี

 

“เฉินจื่อ ทำไมนายมาที่นี่แต่เช้าเลยล่ะ? เสี่ยวชวน เฉินจื่อมาแล้ว”

 

ไป๋โม่เฉินทักทายเขาครู่หนึ่ง ก่อนที่เมิ่งเหอเทียนจะออกไปออกกำลังกาย

 

เมิ่งอ้ายชวนเดินออกมาจากห้อง โดยเขายังคงมีท่าทีที่ดูกระสับกระส่ายอยู่เล็กน้อย ก่อนจะมอบกุญแจรถให้กับไป๋โม่เฉิน

 

“นายขับรถไปเองก็แล้วกัน วันนี้ฉันคงต้องอยู่ดูแลแม่ที่บ้านก่อน ตอนนี้คนอื่นต่างก็ยุ่งกันหมด พ่อของฉันออกไปตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว ฟู่เยี่ยนรอเดี๋ยวนะ ฉันมีบางอย่างจะให้เธอ”

 

หลังจากที่พูดแบบนั้น เมิ่งอ้ายชวนก็ได้หยิบถุงบางอย่างออกมา ฟู่เยี่ยนรับสิ่งนั้นมาจากเขา เธอเปิดมันออก ก่อนจะพบว่ามีเงินอยู่ข้างในนั้น ทั้งยังเป็นเงินจำนวนไม่น้อยอีกด้วย

 

“นี่คือ?”

 

“สิ่งนี้คือสิ่งที่ปู่ของฉันมอบให้กับเธอ เขาอยากจะให้ของขวัญกับเธอ หากไม่ใช่เพราะเธอ ครอบครัวเราคงจะไม่รอดแล้ว ช่วยรับมันไว้ด้วยเถอะ อย่าปฏิเสธเลยนะ ปู่ของฉันมีเงินบำนาญไม่น้อยเลย”

 

“จริงอยู่ที่แม่ของฉันยังต้องใช้โสมราคาแพงเพื่อรักษาอาการป่วย แต่อย่ากังวลเรื่องนั้นเลย เพราะพ่อกับแม่ของฉันก็ยังมีเงินอยู่บ้าง มันคือสิ่งที่เธอสมควรได้รับ มันอาจจะน้อยไปเสียด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับสิ่งที่เธอทำให้เรา”

 

เมิ่งอ้ายชวนพูดออกมาด้วยความจริงใจ จนทำให้ฟู่เยี่ยนไม่สามารถปฏิเสธได้เลย ซึ่งหลังจากผ่านเรื่องราวทั้งหมดมาได้นั้น นี่คือสิ่งที่เธอสมควรได้รับจริงๆ

 

ฟู่เยี่ยนรู้ถึงเจตนาของผู้เฒ่าเมิ่งดี จึงไม่ได้ปฏิเสธสิ่งนี้

 

“เอาไว้ฉันจะเอายามาให้คุณปู่เมิ่งก็แล้วกัน”

 

ฟู่เยี่ยนคิดว่าเธอน่าจะมีเวลาพอที่จะทำยาบำรุงสักชุดหนึ่ง โดยเธอตั้งใจจะมอบมันให้กับผู้เฒ่าทั้งสองสามคน

 

หลังจากออกมาจากที่นั่นและไม่เห็นใครอยู่รอบๆแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปที่รถด้วยความกระตือรือร้นและอยากรู้อยากลอง

 

ไป๋โม่เฉินชำเลืองมองไปที่เธอ และรู้ได้ในทันทีว่าเธอต้องการอะไร

 

“อยากลองขับดูหรือเปล่า?”

 

“ฉันขับได้ด้วยเหรอ?” ดวงตาของฟู่เยี่ยนเป็นประกายขึ้นมาทันที ในชีวิตก่อนหน้านี้ เธอเคยมีประสบการณ์ในการขับรถมาบ้างแล้ว ดังนั้นรถเกียร์ธรรมดาจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอ

 

“ไม่มีใครอยู่ที่นี่แล้ว ลองขับดูก็ได้ มันไม่ได้ยากอย่างที่คิดหรอก” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับลงจากรถเพื่อสลับให้ฟู่เยี่ยนมาลองขับมันดู

 

“ช่วยสอนฉันหน่อยสิว่าต้องทำยังไงบ้าง” ฟู่เยี่ยนคิดกับตัวเอง เธอจะให้เขารู้ว่าเธอขับรถเป็นไม่ได้อย่างเด็ดขาด ฉะนั้นเธอต้องไม่แสดงทักษะของเธอมากจนเกินไป

 

จากนั้น ไป๋โม่เฉินก็ได้สอนเธออย่างจริงจัง โดนเริ่มจากการแนะนำตำแหน่งของเบรก คันเร่ง และคลัตช์ตามลำดับ ทั้งยังไม่ลืมที่จะบอกให้เธอมองกระจกมองหลังเพื่อดูรถที่ตามมาอีกด้วย

 

ฟู่เยี่ยนฟังคำแนะนำของเขาอย่างระมัดระวัง ไป๋โม่เฉินมีทฤษฎีที่เยี่ยมมาก และที่เมิ่งอ้ายชวนบอกว่าเขาเคยขับรถถังมาก่อนนั้น ในที่สุดฟู่เยี่ยนก็เชื่อว่ามันคือความจริง

 

“เอาล่ะ คราวนี้เธอก็ลองขับดู ค่อยๆเหยียบคันเร่งเบาๆนะ” หลังจากที่ไป๋โม่เฉินอธิบายขั้นตอนการทำงานของรถเสร็จ เขาก็ได้เริ่มให้ฟู่เยี่ยนลองขับด้วยตัวเองทันที

 

ฟู่เยี่ยนแสร้งทำเป็นไม่คุ้นเคย และเหยียบคันเร่งพลาดอยู่หลายครั้ง จากนั้นทักษะของเธอก็ค่อยๆดีขึ้น จนเริ่มเปลี่ยนเกียร์อย่างคล่องแคล่วในที่สุด

 

ไป๋โม่เฉินมองไปที่ฟู่เยี่ยน ตอนนี้ทักษะการขับรถของเธอดูราบรื่นมากจนเขาแอบคิดว่าฟู่เยี่ยนเคยไปเป็นคนขับรถในกองทัพมาก่อนหรือเปล่า

 

ท้ายที่สุดแล้ว ไป๋โม่เฉินก็ไม่ได้มีข้อสงสัยในการแสดงของเธออีก และฟู่เยี่ยนก็ได้ขับรถตรงไปยังถนนที่ขายนมถั่วเหลืองในทันที

 

“เราซื้อกลับไปด้วยดีไหม ตอนนี้มู่อี้อันกับลุงหลิวก็คงจะหิวแล้วเหมือนกัน”

 

“อืม ได้สิ ให้ฉันจอดรถให้ก่อนไหม แล้วเราค่อยไปซื้อด้วยกัน”

 

“ไม่เป็นไร ฉันคิดว่าฉันทำได้” แม้ว่าถนนที่นี่จะแคบมากก็ตาม แต่ก็มีรถจอดอยู่ไม่เยอะเท่าไหร่นัก ฟู่เยี่ยนจึงได้ขับรถถอยไปชิดข้างทาง และหยุดรถอย่างคล่องแคล่ว

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินจึงทำเหมือนว่าเขาไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น……

 

ทันทีที่ทั้งสองไปถึงที่ร้าน ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ได้ดื่มนมถั่วเหลืองและปาท่องโก๋จนหมด ทั้งยังกินอย่างรวดเร็วอีกด้วย จากนั้นพวกเขาก็ได้ซื้อมันกลับไปฝากมู่อี้อันกับลุงหลิว

 

เมื่อมาถึงและเข้าไปข้างในบ้านแล้ว ก็พบว่ามู่เหวินเหยายังคงไม่ฟื้น ส่วนมู่อี้อันและลุงหลิวนั้นผลัดกันพักผ่อน

 

“สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?”

 

“ฟู่เยี่ยน เธอมาถึงแล้วเหรอ เฮ้อ อย่าพูดถึงมันเลย เขาเอาแต่นอนจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ยอมตื่น ฉันกับลุงหลิวผลัดกันนอนเฝ้าเขาอยู่ทั้งคืน แต่ก็ไม่ได้อะไรเลย”

 

ลุงหลิวที่ได้ยินเสียงพวกเขาคุยกันจึงได้เดินออกมาจากห้อง

 

“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงยังไม่ยอมตื่น”

 

ฟู่เยี่ยนขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย เธอไม่ได้ทำอะไรร้ายแรงกับเขาเลยไม่ใช่หรือ มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้... เว้นเสียแต่เขาจะแสร้งทำ

 

อืม ไม่คิดเลยว่าเธอจะประเมินเขาต่ำเกินไปแบบนี้! แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะอีกไม่นานเขาจะต้องตื่นขึ้นมาอย่างแน่นอน ในตอนนี้ไม่ว่าเขาจะพูดหรือไม่พูดก็ตาม แต่ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ได้ถูกจับไปหมดแล้ว

 

“ไม่จำเป็นแล้ว พาเขาไปที่หน่วย753กันเถอะ ฉันได้ทำทุกอย่างที่เราต้องทำไปหมดแล้ว ส่วนที่เหลือก็ให้เป็นหน้าที่พวกเขาไป”

 

ฟู่เยี่ยนพูดออกไปโดนเจตนาจะให้เขาได้ยิน และเธอยังจ้องไปยังมู่เหวินเหยาที่กำลังนอนอยู่บนพื้นเงียบๆอีกด้วย ก่อนจะเห็นว่าหูของเขาขยับเล็กน้อย

 

จริงด้วย เขามีทักษะนี้อยู่จริงๆ คิดว่าเธอมองไม่ออกอย่างนั้นหรือ

 

“ใช่แล้วล่ะ เธอทำงานหนักมาทั้งคืน และจับทุกคนได้แล้วนี่นา ตอนนี้คนพวกนั้นก็ได้ถูกกองทัพคุมตัวเอาไว้แล้ว เราพาเขาออกไปจากที่นี่กันเถอะ”

 

ไป๋โม่เฉินให้ความร่วมมือกับฟู่เยี่ยนเป็นอย่างดี โดยการแสดงของเขานั้นดูสมจริงมาก

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่อี้อันและลุงหลิวต่างก็เข้าใจในทันทีว่ามีเรื่องที่พวกเขายังไม่รู้เกิดขึ้น

 

“ถ้าอย่างนั้นเราก็ถอนค่ายกลแล้วไปกันเถอะ ตอนนี้ฉันหิวจะแย่อยู่แล้ว ฉันขอไปกินปาท่องโก๋ก่อนก็แล้วกัน เธอซื้อมันมาจากต้าเซินหลานใช่ไหม? ลุงหลิว เรามากินกันให้ท้องอิ่มก่อนเถอะครับ”

 

ขณะที่มู่อี้อันและลุงหลิวนั่งกินปาท่องโก๋อยู่ด้วยกันนั้น กลิ่นหอมของมันก็ได้ลอยไปแตะที่ปลายจมูกของมู่เหวินเหยาในทันที

 

ฟู่เยี่ยนจึงสังเกตเห็นว่าจมูกของเขาขยับเล็กน้อย ซึ่งนั่นแสดงว่าแผนการของเธอใกล้จะสำเร็จแล้ว

 

“พี่ไป๋โม่เฉิน พี่บอกว่าลูกชายของเขาคนนั้นชื่ออะไรนะ?”

 

“เสิ่นอี้จือ ทำไมเหรอ?”

 

“ฉันไม่รู้ว่าเขาจะรับไหวหรือเปล่าน่ะสิ เขาจะต้องถูกทรมานจนต้องยอมรับสารภาพอย่างแน่นอน! ดูจากผิวพรรณผู้ดีของเขาสิ น่าเสียดาย” ฟู่เยี่ยนมองไปยังมู่เหวินเหยาที่ตอนนี้เริ่มทนไม่ไหวแล้ว

 

“ทนไม่ไหวก็ต้องทน แม้ว่าเขาจะพยายามอดทนแค่ไหนก็ตาม มีเพียงแค่ต้องยอมรับในสิ่งที่ทำเท่านั้น”

 

ขณะที่พูด ไป๋โม่เฉินก็ได้ชี้ไปยังมู่เหวินเหยาที่นอนอยู่บนพื้น ก่อนที่มู่อี้อันและลุงหลิวจะเห็นนิ้วมือของมู่เหวินเหยาเริ่มขยับแล้ว

 

ฟู่เยี่ยนมองไปที่เขาอย่างระมัดระวัง ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะพยายามอย่างหนักที่จะให้ตัวเองตื่นขึ้นมา เพื่อจะได้ถามคำถามบางอย่างกับทุกคนที่อยู่ที่นี่ เธอไม่รู้ว่าสิ่งนี้เป็นทักษะประเภทไหน ก่อนจะตัดสินใจสุมไฟเพิ่มเข้าไปอย่างไม่ลังเล

 

“จะยอมรับหรือไม่มันก็เรื่องของเขาแล้ว ใครใช้ให้พ่อของเขายอมสารภาพออกมาก่อนกันล่ะ!”

 

หลังจากที่พูดประโยคนี้ออกไป มู่เหวินเหยาที่อยู่บนพื้นก็ลืมตาโพลงขึ้นมาในที่สุด




ตอนที่ 250: ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์


 

หลังจากที่มู่เหวินเหยาลืมตาขึ้นมา ก็พบว่ามีคนหลายคนกำลังจ้องมาที่เขาอยู่ เขาจึงพยายามดิ้นรนเพื่อจะลุกขึ้นมานั่ง

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ลุงหลิวจึงได้ยื่นมือเข้าไปช่วยพยุงเขาให้ลุกขึ้น แต่ก็ไม่ได้คลายเชือกที่มัดเอาไว้ออกแต่อย่างใด

 

“ทักษะของคุณยังคงยอดเยี่ยม ทั้งยังดูจะดีกว่าลูกชายของคุณมากอีกด้วย เขาเพิ่งถูกจับไปโดยที่ไม่ทันได้ตอบโต้ใดๆเลยด้วยซ้ำ” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม

 

“นังเด็กตัวเหม็น ใครคือลูกของฉันกัน? อย่าพยายามยั่วยุให้ฉันโกรธเลย ต่อให้ฆ่าฉันตอนนี้ก็ตาม ไม่มีทางที่ฉันจะพูดมันหรอก หากฉันตาย ความลับนี้ก็จะตายไปกับฉันด้วย”

 

หลังจากที่พูดจบ มู่เหวินเหยาก็ได้เซและล้มลงไปกับพื้นอีกครั้ง

 

“ฉันขี้เกียจเกินกว่าที่จะมาเถียงกับคุณในเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว เสิ่นเฉิงหมิน คุณคุ้นเคยกับชื่อนี้หรือเปล่า? หากคุณไม่คุ้นกับชื่อนี้ แล้วชื่อเสิ่นอี้จือล่ะ ฟังดูคุ้นหูคุณบ้างหรือเปล่า?”

 

“แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ใช้แซ่มู่ แต่เขาก็รู้ดีว่าตัวเองเป็นผู้อาวุโสของตระกูลมู่ หากจะให้ฉันเดาล่ะก็ ฉันคิดว่าเสิ่นเฉิงหมินจะต้องไม่รู้ว่าตัวเองมาจากญี่ปุ่นใช่ไหม? เขายังคงคิดว่าเขามาจากตระกูลมู่”

 

“ฉันยังไม่มั่นใจในอาชญากรรมที่คุณก่อ แต่ฉันมั่นใจว่าเขาต้องไม่รู้อย่างแน่นอนว่าตัวเองไม่ใช่คนจีน”

 

“ช่างเถอะ มันไม่ได้สำคัญอะไรเลย ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่คนดีตั้งแต่แรกแล้ว การที่พวกเขาจะเป็นคนจีนหรือเปล่านั้นจะสำคัญอะไร?”

 

“อย่างไรก็ตาม ฉันแค่สงสัยว่าหลานชายผู้มีจิตใจอ่อนโยนของคุณจะรังเกียจมันหรือไม่ต่างหาก และลูกของเขาจะเสียใจหรือเปล่า? หากเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไปสู่โลกภายนอก ลองเดาดูสิว่าทุกคนจะมองเขาอย่างไร?”

 

“ฉันเชื่อว่าในชีวิตนี้ แม่ของเด็กจะต้องไม่เคยพาเขาไปญี่ปุ่นอย่างแน่นอน ทายสิว่าหลานชายของคุณจะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง?”

 

แม้ว่ามู่เหวินเหยาจะไม่ได้สนใครเลยก็ตาม แต่ยังมีบางคนที่สนใจในเรื่องนี้อยู่ เพราะเมื่อคืนนี้ เห็นได้ชัดเลยว่าเสิ่นอี้จือรู้สึกสำนึกผิด และยังดูเหมือนว่าเขาอยากจะพูดบางอย่างอีกด้วย

 

ทว่าอย่างไรก็ตาม เสิ่นเฉิงหมินและมู่เหวินเหยานั้นไม่ได้จัดการได้ง่ายๆเลย

 

“กล้าดีอย่างไรถึงมาพูดอวดดีกับฉันแบบนี้!” มู่เหวินเหยามองไปยังฟู่เยี่ยนราวกับว่าเขากำลังจะฉีกร่างของเธอให้เป็นชิ้นๆทันใดนั้นเอง ไป๋โม่เฉินก็ได้เดินเข้าไปขวางสายตาของเขา

 

ด้วยสายตาแบบนั้น มันทำให้ไป่โม่เฉินรู้สึกโกรธขึ้นมาทันที เพราะเขาไม่ชอบเลยเวลามีใครมามองฟู่เยี่ยนด้วยสายตาแบบนั้น

 

“ไม่เป็นไร ให้เขามองไปเถอะ ถึงจะมองไปก็ไม่ได้ประโยชน์ขึ้นมาหรอก เรื่องนี้ได้ข้อสรุปแล้ว เรามาทำสิ่งที่ต้องทำดีกว่า!”

 

ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ มู่อี้อันกับลุงหลิวก็เดินเข้ามาเพื่อจะดึงมู่เหวินเหยาให้ลุกขึ้น

 

ด้วยความบังเอิญที่พวกเขามีรถยนต์อยู่ที่นี่พอดี ไป๋โม่เฉินจึงได้ไปส่งพวกเขาที่หน่วย753

 

ผู้อำนวยการหลี่ไม่คิดเลยว่าเมื่อเขาตื่นมาในตอนเช้า เขาจะได้พบกับคดีใหญ่แบบนี้ คนจากกองทัพได้มารายงานสถานการณ์ทั้งหมดกับเขาแล้ว เขาจึงส่งมอบคดีนี้ให้กับคนกลุ่มนั้น และตัวเขาเองก็ต้องคอยให้ความช่วยเหลือพวกเขากลุ่มนั้นด้วยเช่นกัน

 

ก่อนที่เขาจะจัดการเรื่องเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้มาที่นี่พร้อมกับใครบางคน

 

“ลุงหลี่คะ หนูเอาของขวัญมาฝากลุงค่ะ”

 

ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันส่งมอบตัวผู้ต้องหาให้กับหน่วย753 และผู้อำนวยการหลี่จึงรับช่วงต่อ ก่อนจะเรียกฟู่เยี่ยนให้ออกไปคุยกันข้างนอก

 

“โอ้ สาวน้อย เธอมาแล้ว เมื่อเช้านี้ทางกองทัพได้แจ้งกับฉันว่าอยากให้ฉันส่งมอบคดีนี้ให้กับพวกเขา และขอให้ฉันร่วมมือกับพวกเขาในการสืบสวน”

 

“มันก็เป็นเรื่องที่ดีนี่คะ นี่เป็นงานที่อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของเรา นอกจากนี้เรื่องนี้ยังมีคนที่เกี่ยวข้องมากเกินไป ลุงหลี่จะรับผิดชอบมันด้วยตัวเองได้อย่างไรกันคะ?” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปตามตรง ผู้อำนวยการหลี่จึงไม่ได้ติดใจเรื่องนี้อีกต่อไป

 

“อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ตระกูลมู่ได้รับสารภาพแล้ว และหลังจากที่จับกุมมู่เฉิงหงได้ ไม่คิดเลยว่าภรรยาของพวกเขาจะเข้ามอบตัวด้วย โดยพวกเธอได้สารภาพทุกอย่างที่มู่เหวินเหยาสั่งให้พวกเธอทำ”

 

“จริงเหรอคะ? ลุงหลี่ ลุงต้องระวังให้มากๆนะคะ มู่เหวินเหยาคนนี้เป็นคนที่เจ้าเล่ห์มาก บางทีนี่อาจจะเป็นกลลวงของเขาก็ได้ค่ะ”

 

“เธอพูดถูกแล้วล่ะ ฉันได้สั่งให้สอบสวนพวกเธอทีละคนแล้ว จากคำสารภาพเบื้องต้น ดูเหมือนว่ามหาวิทยาลัยตี้ตูของเธอจะถูกตั้งค่ายกลเอาไว้ด้วยนะ”

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็นึกถึงสัญลักษณ์แปลกๆที่เธอเห็นในห้องสมุดเมื่อครั้งก่อนขึ้นมาได้

 

“แล้วมีข้อมูลหรือรายละเอียดอะไรเกี่ยวกับค่ายกลนั้นบ้างหรือเปล่าคะ?”

 

“ฉันจะให้คนเอารายละเอียดพวกนั้นมาให้เธอแล้วกัน เธอตัดสินเองได้เลย เพราะฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก”

 

“ได้เลยค่ะ หนูจะรออยู่ที่นี่ก็แล้วกันนะคะ”

 

จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้เดินไปข้างๆ ซึ่งมีมู่อี้อันและลุงหลิวนั่งอยู่ตรงนั้น

 

“มู่อี้อัน นายกับลุงหลิวกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ ฉันยังมีบางอย่างที่ต้องทำ พี่ไป๋โม่เฉิน วันนี้พี่มีเรียนหรือเปล่า? หากพี่ไม่มีเรียนก็รอฉันครู่หนึ่งนะ ฉันคิดว่าอาจต้องกลับไปที่มหาวิทยาลัยพร้อมกับพี่”

 

“อืม ถ้าอย่างนั้นพวกเราขอกลับไปพักผ่อนก่อน เอาไว้เราค่อยคุยเรื่องนี้ทีหลังก็แล้วกัน ดูแลตัวเองด้วยนะ มู่อี้อันเองก็ง่วงนอนมากแล้วเหมือนกัน เขาไม่ได้นอนเต็มอิ่มติดต่อกันถึงสองคืน ตอนนี้ร่างกายของเขาน่าจะทนไม่ไหวแล้วล่ะ”

 

จากนั้น มู่อี้อันและลุงหลิวก็ได้กลับบ้านไป ส่วนไป๋โม่เฉินยังคงรอฟู่เยี่ยนอยู่ที่นั่น วันนี้เขาไม่มีเรียนในช่วงเช้า จึงสามารถอยู่รอเธอได้

 

ไม่นานนัก เยี่ยนหวู่โจวก็ได้นำข้อมูลมาให้ เมื่อเขาได้ยินว่าฟู่เยี่ยนมาที่นี่ เขาจึงอาสาที่จะเอาข้อมูลนี้มาให้กับเธอด้วยตัวเอง

 

“ฟู่เยี่ยน เปิดดูก่อนสิ หากมีอะไรไม่เข้าใจก็ถามฉันได้เลยนะ”

 

ฟู่เยี่ยนจึงเปิดมันออก ก่อนจะพบว่ามันเป็นเพียงแค่ข้อมูลธรรมดาทั่วไป มันเป็นข้อมูลที่ระบุแค่เวลา สถานที่ และรูปแบบของค่ายกลเท่านั้น

 

ข้อมูลที่เธอได้มาบอกว่าเป็นช่วงบ่ายของวันที่5 เดือน1 ตามปฏิทินจันทรคติ ฟู่เยี่ยนลองคำนวณดู ซึ่งมันตรงกับวันนี้พอดี

 

โดยที่ตั้งของมันก็คือห้องสมุด ซึ่งจุดนี้เป็นข้อมูลที่ค่อนข้างแม่นยำเลยทีเดียว

 

ค่ายกลนั้นมีรูปแบบคล้ายการหลอมละลายของไฟ...

 

ฟู่เยี่ยนพึมพำคำว่า: ไฟ ไฟ....

 

แย่แล้ว! ข้อมูลนี้เป็นเรื่องจริงประมาณ 80เปอร์เซ็นต์เห็นจะได้ ทันใดนั้นเองฟู่เยี่ยนก็ได้ระเบิดความโกรธออกมา

 

มู่เหวินเหยา! ไอ้ตาฒ่าเจ้าเล่ห์คนนี้!

 

“มีข้อมูลอื่นอีกไหม? ช่วยเอามาให้ฉันดูทั้งหมดเลย โดยเฉพาะในที่สาธารณะที่มีคนพลุกพล่านของมหาวิทยาลัยตี้ตู”

 

เมื่อเห็นสีหน้าที่เคร่งเครียดของฟู่เยี่ยน เยี่ยนหวู่โจวจึงเดินไปหยิบข้อมูลต่างๆมาเพิ่ม ขณะที่เขากลับมานั้น หลี่ชู่และคนอื่นอีกหลายคนก็ได้ตามออกมาด้วย

 

“ฟู่เยี่ยน เธอเจออะไรเข้าเหรอ?” ผู้อำนวยการหลี่รู้สึกกังวลกับเรื่องนี้เช่นกัน มหาวิทยาลัยแห่งนี้เต็มไปด้วยบุคลากรที่มีความสามารถ และระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เพิ่งถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ล้วแบบนี้อนาคตข้างหน้าจะมีใครกล้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีก? เพราะไม่ว่าใครต่างก็กลัวตายกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ?

 

“ลุงหลี่ ก่อนหน้านี้หนูเคยเจอสัญลักษณ์บางอย่างที่ไม่รู้จักในห้องสมุดค่ะ ลองคิดดูสิคะ ทำเลที่ตั้งนี้เป็นทำเลที่ดีมาก หากเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง ทั้งบุคลากรทางการศึกษาและนักศึกษาทุกคนก็จะตกอยู่ในอันตราย!”

 

“ฉะนั้นเราต้องหยุดมันโดยเร็วที่สุด!”

 

ผู้อำนวยการหลี่และทุกคนเข้าใจถึงความสำคัญของเรื่องนี้ได้ทันที หากพวกเขาไม่สามารถหยุดมันเอาไว้ได้ พวกเขาจะต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน

 

“ลุงหลี่ เรามาเริ่มเลือกจากตำแหน่งที่เร่งด่วนมากๆ แล้วจัดการกับมันก่อนดีกว่า จากนั้นก็ค่อยๆตรวจสอบไปทีละตำแหน่งตามลำดับ แต่หนูคงทำคนเดียวไม่ได้หรอกนะคะ ต้องมีคนคอยสนับสนุนหนูด้วย”

 

“ได้เลย ไม่ต้องห่วง ฉันจะรับผิดชอบเรื่องรวบรวมคนเอง”

 

“เอาล่ะ เรามาสรุปข้อมูลกันก่อนดีกว่า ที่มหาวิทยาลัยตี้ตูเป็นวันนี้ตอนบ่ายสามโมงครึ่ง เรามีเวลาเพียง2ชั่วโมงเท่านั้น เร็วเข้า!”

 

“หวู่โจว เหลือคนของเราให้รักษาการณ์อยู่ที่นี่แค่สองคนก็พอ ส่วนที่เหลือไปจัดการเรื่องข้อมูลทั้งหมด”

 

“ครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้”

 

ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็ได้เริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และไป๋โม่เฉินก็เข้าร่วมกับเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน ฟู่เยี่ยนเริ่มตรวจสอบข้อมูลอย่างตั้งใจ ก่อนจะรวบรวมข้อมูลตามลำดับ

 

“พี่ไป๋โม่เฉิน หากวันนี้พี่เจอข้อมูลที่น่าสนใจ ช่วยส่งมาให้ฉันโดยเร็วที่สุดด้วยนะ”

 

“อืม อย่ากังวลไปเลย”

 

ในนานนัก คนจากหน่วย753 ทั้งหมด15คนก็ได้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่แล้ว ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มช่วยกันรวบรวมข้อมูลทันที

 

ราว 2ชั่วโมงต่อมา พวกเขาก็พบสิ่งที่คล้ายกันทั้งหมด ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ได้ค้นพบอยู่สามแห่ง โดยแบ่งออกเป็นวันนี้และวันพรุ่งนี้ ซึ่งตำแหน่งแรกนั้นคือห้องสมุดของมหาวิทยาลัยตี้ตู และมันจะเริ่มทำงานในเวลา 15.15น.

 

ส่วนตำแหน่งที่สอง เป็นหอพักชายของมหาวิทยาลัยฉุ่ยมู่ ค่ายกลจะเริ่มทำงานในเวลา 15.45น.

 

และตำแหน่งที่สาม คือหอพักหญิงของมหาวิทยาลัยตี้ตูในเช้าวันพรุ่งนี้นั่นเอง

 

“ลุงหลี่คะ หนูขอแนะนำให้เชิญผู้เฒ่าของแต่ละตระกูลมาช่วยอีกแรงค่ะ พวกเขาจะได้แสดงความสามารถของพวกเขา ตอนนี้ผู้เฒ่ามู่สบายดี หนูขอแนะนำให้ลุงหลี่ลองไปเชิญเขาด้วยตัวเองดู เรามีเวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้นนะคะ” ฟู่เยี่ยนพูดพลางก้มลงไปดูนาฬิกาของเธอ

 

“อืม ฉันจะไปที่นั่นเอง แต่ว่าก่อนหน้านี้เขามีสุขภาพไม่ค่อยดีมาโดยตลอดเลยไม่ใช่เหรอ?”

 

“ลุงหลี่ไปเถอะค่ะ ก่อนหน้านี้ผู้เฒ่ามู่พยายามที่จะทำให้หัวขโมยเฒ่าอย่างมู่เหวินเหยาตายใจ จนเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาเท่านั้นเองค่ะ ให้เยี่ยนหวู่โจวพาหนูไปที่ห้องขังแทนก็ได้ อย่ากังวลเลย ส่วนที่เหลือหนูจะจัดการเอง คนๆนั้นจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด!”

 

ตอนนี้ฟู่เยี่ยนรู้สึกปวดหัวไปหมดแล้ว และเธอก็ต้องการให้มู่เหวินเหยาชดใช้!




จบตอน

Comments