ตอนที่ 251: ตั้งคำถาม
ในชีวิตก่อนหน้านี้ของฟู่เยี่ยน เธอปฏิบัติตามหลักของความเมตตามาโดยตลอด แต่สิ่งที่มู่เหวินเหยาทำในตอนนี้ได้ทำลายความตั้งใจเดิมของเธอลงไปจนหมดสิ้น
ก่อนหน้านี้เธออยากจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และทำสิ่งต่างๆโดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่จำเป็นต่อผู้อื่นมาโดยตลอด ที่สำคัญในโลกนี้เธอมีครอบครัว ซึ่งพ่อกับแม่ของเธอก็ยังกังวลว่าเธอจะต้องทนทุกข์ทรมานกับความสามารถที่เหนือกว่าคนทั่วไปของเธอ ดังนั้นเธอจึงไม่ค่อยแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาเท่าไหร่นัก
ตอนนี้มู่เหวินเหยาทำให้เธอโกรธมาก เพราะหากเขาทำสำเร็จ จะมีผู้บริสุทธิ์จำนวนอีกหลายร้อยหลายพันชีวิตที่ต้องมาตายด้วยแผนชั่วของเขา
เห็นได้ชัดเลยว่าค่ายกลทั้งหมดนั้นถูกสร้างขึ้นมาในมหาวิทยาลัย ความตั้งใจของพวกเขาช่างเลวร้ายมาก ! กล่าวได้ว่าพวกเขาพยายามที่จะทำลายล้างความหวังอันสูงสุดของประเทศจีนเลยก็ว่าได้ ! ในตอนนี้ประเทศยังขาดแคลนคนที่มีความสามารถในทุกสาขาอาชีพ หากแผนการนี้สำเร็จ เธอไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าจะมีใครหน้าไหนกล้ามาสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอีก
เยี่ยนหวู่โจวพาเธอไปยังห้องที่คุมขังมู่เหวินเหยาเอาไว้ ตลอดกระบวนการทั้งหมด ฟู่เยี่ยนเอาแต่ขมวดคิ้วแน่นและไม่เผยรอยยิ้มออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ไป๋โม่เฉินมองไปที่เธอด้วยความกังวล แต่ก็ไม่ได้ตามเธอไป
ตอนนี้จิตใจของเขาก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้นเช่นกัน ที่นั่นไม่ใช่สนามรบ แต่กลับโหดร้ายยิ่งกว่าสนามรบเสียอีก แม้ว่าค่ายกลนั้นจะไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ก็อาจทำให้ผู้คนจำนวนมากเสียชีวิตได้ ซึ่งไม่ต่างจากทุกคนกำลังอยู่ในสนามรบเลย ทันใดนั้นเอง เขาก็ตระหนักถึงความสำคัญของความสามารถที่ฟู่เยี่ยนมีขึ้นมาในทันที
“นั่นคือห้องที่เราใช้คุมขังเขาเอาไว้ เราจะเข้าไปตอนนี้เลยหรือเปล่า?” เยี่ยนหวู่โจวเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความกังวลเล็กน้อย
“คุณไม่จำเป็นต้องเข้าไปหรอก แค่คอยสังเกตพฤติกรรมของคนเหล่านั้นก็พอ” ฟู่เยี่ยนผลักประตูให้เปิดออก ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องทันที
ตอนนี้มู่เหวินเหยายังคงนอนอยู่บนเตียงพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า ราวกับว่าเขากำลังมีความสุขอย่างอิ่มเอมใจอย่างไรอย่างนั้น
วินาทีต่อมา ฟู่เยี่ยนก็ตระหนักขึ้นได้ว่าเธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อสอบสวนเขา เพราะในใจของเธอได้ตัดสินโทษตายให้เขาไปแล้ว
“สาวน้อย อย่าห่วงเลย ฉันจะไม่บอกอะไรเธอทั้งนั้น”
“ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อสอบปากคำคุณหรอกนะ ฉันแค่มีบางอย่างที่อยากจะบอกเท่านั้นเอง เพราะก่อนหน้านี้คุณได้พูดคำตอบเรื่องของเสิ่นเฉิงหมิน ลูกชายของคุณให้กับฉันแล้ว ตอนนี้ไม่ว่าคุณจะพูดหรือไม่ก็ตาม ทุกอย่างก็จะดำเนินต่อไปตามขั้นตอนโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทั้งนั้น”
“ฉันเชื่อว่าคุณกับโจวหยางเป็นเพื่อนเก่ากัน และคุณก็ควรจะรู้ชะตากรรมของเขาแล้วใช่ไหม?”
ฟู่เยี่ยนยังคงมีสีหน้าที่สงบนิ่ง
คนชั่วกลัวสิ่งใดมากที่สุดน่ะหรือ?
เธอเองก็ไม่รู้เช่นกัน แต่พวกเขามีความกลัวเดียวกันทั้งหมด นั่นก็คือ ‘ความตาย’ นั่นเอง
เมื่อมู่เหวินเหยาได้ยินเช่นนั้น เขาก็แอบครุ่นคิดบางอย่างอยู่ภายในใจ ก่อนจะมองไปที่ฟู่เยี่ยนด้วยแววตาที่ตื่นตระหนกเล็กน้อย
“สิ่งที่เกิดขึ้นกับโจวหยาง เธอเป็นคนทำอย่างนั้นเหรอ?”
“นั่นเป็นสิ่งที่เขาควรจะได้รับจากการกระทำของตัวเองต่างหาก อย่างไรก็ตาม ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์เลยนะที่ผู้ที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากยันต์สายฟ้าของฉันสามารถรอดชีวิตมาได้แบบนี้” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เขาก็ชะงักไปในทันที
ในตอนนี้เอง มู่เหวินเหยาก็ตัวสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เพราะเขาเคยได้ยินเรื่องราวที่น่าเศร้าของโจวหยางมาแล้ว
“เธออย่างมาขู่ให้ฉันกลัวเลย ฉันอายุปูนนี้แล้ว และยังผ่านอะไรมาตั้งมากมาย หากตายเพื่อคนหมู่มากได้ มันก็เป็นสิ่งที่ควรทำแล้ว!”
หากเขาควบคุมตัวเองไม่ให้สั่นได้ ฟู่เยี่ยนคงจะเชื่อสิ่งที่เขาพูดไปแล้ว เธอรู้อยู่แล้วว่าจิตวิญญาณที่แท้จริงของซามูไรนั้นคือการไม่หวาดกลัวในความตาย แต่เธอก็เคยเห็นฉากนี้แค่ในภาพยนตร์เท่านั้น ส่วนบนโลกแห่งความเป็นจริงน่ะหรือ? คิดว่ายังคงต้องทดสอบดูก่อน!
แต่หากทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริง ทุกการตายย่อมมีเหตุและผลอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่กลัวความตาย เพราะหากพวกเขาไม่กลัวความตายจริงๆ สมัยนั้นประเทศญี่ปุ่นก็คงจะไม่ยอมจำนนในช่วงสงครามอย่างแน่นอน เราทุกคนต่างก็มีเลือดมีเนื้อ ฉะนั้นไม่มีใครไม่กลัวความตาย ยิ่งคนที่ทำชั่วก็จะยิ่งกลัวความตายมากกว่าคนปกติเสียด้วยซ้ำ
“มันไม่สำคัญหรอกว่าฉันจะตั้งใจทำให้คุณกลัวหรือเปล่า เพราะคุณเองก็น่าจะมองออกอยู่แล้ว!”
ฟู่เยี่ยนเดินไปเปิดหน้าต่าง ก่อนที่เยี่ยนหวู่โจวจะพาคนสี่ถึงห้าคนที่อยู่ในลานด้านนอกหลบเข้ามาอยู่ในห้องข้างๆ
ฟู่เยี่ยนมองไปยังพื้นโล่งด้านนอกหน้าต่างที่มีก้อนหินกระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด ด้วยความที่หน่วย753 นั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล จึงทำให้การเดินทางมาที่นี่ไม่สะดวกมากนัก หลังจากที่ทุกอย่างพร้อมแล้ว มู่เหวินเหยาก็เห็นบางอย่างในมือของฟู่เยี่ยน ซึ่งเขาไม่รู้เลยว่าเธอหยิบยันต์ออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้โบกมือของเธอเบาๆ และยันต์สายฟ้าก็ได้ถูกโยนออกไปยังลานด้านนอกโดยตรง
วินาทีต่อมา มู่เหวินเหยาก็รู้สึกราวกับว่าหัวใจของเขากำลังจะระเบิดออก... และทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็ตกอยู่ในความตื่นตระหนก
มีเพียงไป๋โม่เฉินเท่านั้นที่ยังคงมีท่าทีที่สงบอยู่ เขารู้อยู่แล้วว่านี่คือยันต์สายฟ้าของฟู่เยี่ยน ซึ่งมันทรงพลังพอกันกับระเบิดหลายลูกรวมกันเลยทีเดียว
“นี่มันอะไรกัน?” เหล่าคนที่กำลังตรวจสอบข้อมูลอยู่ต่างก็มองออกไปที่นอกหน้าต่างในทันที
“ไม่มีอะไรหรอก มันเป็นเพียงแค่ยันต์สายฟ้าของฟู่เยี่ยนเท่านั้น” ไป๋โม่เฉินพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นไปมอง และเขาก็ยังคงแยกกองเอกสารข้อมูลต่อ ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ยันต์สายฟ้า?”
ทุกคนต่างก็พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทันที พวกเขาไม่รู้ว่ายันต์สายฟ้าคืออะไร ไม่ใช่ทุกคนในหน่วย753 จะมีความรู้ด้านอภิปรัชญา เพราะตอนที่ก่อตั้งหน่วยขึ้นมาเป็นครั้งแรกนั้น ผู้อำนวยการหลี่ยังถูกทหารคอยตามสอดแนมอยู่เลย
ดังนั้นหน่วย753 จึงจำเป็นต้องก่อตั้งสาขาที่เกี่ยวกับอภิปรัชญาขึ้นมาเป็นการเร่งด่วน เพื่อที่หน่วย753 จะได้จัดการกับเรื่องที่เหนือธรรมชาติได้นั่นเอง
เยี่ยนหวู่โจวเองก็ตกใจมากเช่นกัน ในตอนนี้ก้อนหินที่อยู่ในลานก็ได้หายไป โดยมันได้แหลกละเอียดเป็นผุยผงไปแล้ว ส่วนมู่เฉิงกงและคนอื่นที่อยู่ด้างหลังก็ตกใจไม่ต่างจากเขาเลย เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาต่างก็ได้เห็นถึงสถานการณ์อันน่าสังเวชของโจวหยางมาแล้วด้วย
“เป็นอย่างไรบ้าง คุณชายมู่แห่งบ้านรอง? ยันต์สายฟ้าของฉันเพียงพอที่จะทำให้คุณสนใจได้หรือเปล่า?” เสียงของฟู่เยี่ยนนั้นยังดังก้องไปถึงหูของคนทั้งสี่คนที่อยู่ห้องข้างๆอีกด้วย
“เหอะ มันก็แค่กลอุบายเล็กๆน้อยๆเท่านั้น” มู่เหวินเหยาหันไปมองทางอื่น เขาไม่ได้มองฟู่เยี่ยนอีก แต่ที่เขาทำแบบนี้ก็เพราะอยากจะปกปิดความคิดของเขานั่นเอง
“เนื่องจากคุณดูถูกยันต์สายฟ้าของฉัน ถ้าอย่างนั้นฉันก็คงต้องขอคำแนะนำจากคุณสักหน่อยแล้วล่ะ” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้ตั้งค่ายกลขึ้นมาที่ด้านนอกห้องขังทันที
“เธอ... เธอกำลังจะทำอะไร?” มู่เหวินเหยารู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อย
“คุณกำลังรอให้ค่ายกลของคุณในมหาวิทยาลัยทำงานในช่วงบ่ายนี้อยู่ไม่ใช่เหรอ? แต่ตราบใดที่ฉันยังอยู่ที่นี่ คุณไม่มีทางทำสำเร็จแน่นอน”
ฟู่เยี่ยนยื่นมือออกไป และการตั้งค่ายกลขั้นสุดท้ายก็เสร็จสมบูรณ์ เมื่อมู่เหวินเหยาได้ยินสิ่งนี้ เขาก็รู้ได้ในทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“มันคือสายล่อฟ้าธรรมดาธรรมดา ตามชื่อของมันนั่นแหละ หากฉันไม่สามารถหยุดค่ายกลของคุณในบ่ายวันนี้ได้ ทุกๆครึ่งชั่วโมงก็จะมีสายฟ้าฟาดใส่ตัวคุณ”
“ในเมื่อคุณต้องการจะต้องการปกป้องลูกชายทางสายเลือดของคุณ และลูกชายทั้งสองคนนั้นก็ไม่ใช่ลูกชายแท้ๆ แต่ด้วยบุญคุณที่คุณเลี้ยงดูพวกเขามา พวกเขาก็ต้องกตัญญูต่อคุณด้วย”
“พวกเขาอยู่ห้องข้างๆนี้เอง และยังมีทางเชื่อมถึงกันด้วยนะ หากเกิดฟ้าผ่าขึ้นมา ฉันยังสงสัยอยู่เลยว่าใครจะถูกฟ้าผ่า จะเป็นคนที่สร้างเวรกรรมอันชั่วช้าที่สุด? หรือจะถูกฟ้าผ่าทุกคนกันนะ?”
หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็หันไปมองเยี่ยนหวู่โจวเพื่อส่งสัญญาณให้เขาปิดประตู ในตอนนี้มู่เฉิงกงและมู่เฉิงหงต่างก็กำลังตกใจกับคำพูดของฟู่เยี่ยนอยู่ จึงไม่ได้มีการโต้ตอบใด
ไม่ได้เป็นลูกชายทางสายเลือดหมายความว่าอย่างไรกัน?
“โอ้ อย่างไรก็ตาม ฉันลืมบอกบางอย่างกับคุณไป ไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นคนตั้งค่ายกลนั้น ฉันจะใช้ยันต์สายฟ้าที่แข็งแกร่งกว่านี้สิบเท่ากับคนๆนั้น ที่พูดไปทั้งหมดนี้ ฉันไม่ได้ขู่ให้พวกคุณกลัวหรอกนะ”
“ตอนนี้ทุกคนต่างก็ได้เห็นชะตากรรมของโจวหยางไปแล้ว ไม่รู้ว่าพวกคุณจะพบกับจุดจบแบบเดียวกับเขาหรือไม่?”
หลังจากพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินจากไปพร้อมกับเยี่ยนหวู่โจว ตามที่คาดเอาไว้ ค่ายกลเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นโดยมู่เฉิงกง โดยมีผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดคือ มู่เฉิงกง มู่อี้ตง และมู่อี้หนานนั่นเอง
มู่เหวินเหยาเป็นคนที่เจ้าเล่ห์มากจริงๆ เขาจะไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องแปดเปื้อนกับเรื่องพวกนี้อย่างเด็ดขาด แม้ว่าเขาจะมีหัวใจเป็นคนญี่ปุ่นก็ตาม แต่เขาก็โตมากับวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีนตั้งแต่เด็ก
ไม่ว่าจะเป็นเสิ่นเฉิงหมินหรือมู่เหวินเหยา พวกเขาต่างก็เป็นนักวางแผนที่เจ้าเล่ห์ ซึ่งมันเป็นอะไรที่น่ารังเกียจที่สุด!
และก็เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ ลูกชายนอกสายเลือกทั้งคู่ได้เริ่มตั้งคำถามกับมู่เหวินเหยาในทันที
“พ่อครับ ที่เด็กคนนั้นพูดมันหมายความว่าอย่างไร? ทำไมเธอถึงบอกว่าพวกเราไม่ใช่ลูกชายแท้ๆของพ่อ?” มู่เฉิงกงพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูวิตกกังวลเล็กน้อย
แต่มู่เหวินเหยายังคงไม่พูดอะไรออกมา เพราะที่ฟู่เยี่ยนเปิดเผยเรื่องนี้ก็เพื่อต้องการทำให้พวกเขาแตกคอกันเท่านั้น
“พ่อครับ พ่อช่วยพูดอะไรหน่อยเถอะ ! สิ่งที่เด็กผู้หญิงคนนั้นพูดเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?” มู่เฉิงหงถามขึ้นมาด้วยท่าทีที่ดูสงบ แม้ว่าตอนนี้ภายในใจของเขาจะรู้สึกร้อนรุ่มแค่ไหนก็ตาม
“อย่าไปหลงกลเด็กคนนั้น เรื่องทั้งหมดไม่ได้เป็นความจริงเลย” มู่เหวินเหยาทำได้เพียงแค่ต้องโกหกเท่านั้น เขาพูดแก้ตัวออกไปอย่างไม่มีทางเลือก
ตอนที่ 252: ความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย
ฟู่เยี่ยนเดินจากไปโดยไม่สนใจพวกเขาอีก เธอกลับไปยังห้องที่ทุกคนกำลังช่วยกันจัดเรียงข้อมูล ก่อนจะพบว่าทุกคนกำลังพยายามหลบเลี่ยงสายตาของเธออยู่ ราวกับว่าพวกเขาอยากจะมองเธอ แต่ก็ไม่กล้ามองอย่างไรอย่างนั้น ถึงขั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่งก้มหน้าลงทันทีเมื่อสบตากับเธอโดยบังเอิญอีกด้วย
ฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปหาไป๋โม่เฉิน ก่อนจะมองไปที่เขาและถามออกไปว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่?
เมื่อได้ยินคำถามของเธอ ไป๋โม่เฉินก็หัวเราะออกมาจนท้องแข็ง ฟู่เยี่ยนจึงเข้าใจเหตุผลได้ในทันที เธอไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ถ้าเธอรู้ก่อนว่ายันต์สายฟ้าของเธอจะมีผลเช่นนั้น เธอคงใช้มันไปตั้งนานแล้ว
เยี่ยนหวู่โจวไม่ได้ตามเธอกลับมา เขายังคงต้องคอยดูสถานการณ์อยู่ที่นั่น เพราะฟู่เยี่ยนเดาว่าคนเหล่านี้จะต้องพูดบางอย่างออกมาในไม่ช้าอย่างแน่นอน
หลังจากที่เห็นพลังของยันต์สายฟ้าแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะไม่กลัว และหากนั่นไม่ใช่บิดาผู้ให้กำเนิดของพวกเขาจริง พวกเขาคงจะไม่ยอมเป็นแพะรับบาปแน่นอน
และเป็นอย่างที่เธอคาดไว้ไม่มีผิด ไม่นานนัก มู่เฉิงกงและมู่เฉิงหงก็ได้ตะโกนออกมา โดยบอกว่าพวกเขามีเรื่องบางอย่างที่อยากจะพูด
“ช่วยมาที่นี่หน่อย ฉันมีเรื่องอยากจะพูด มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องต่อชีวิตของผู้คนนับล้านเลย รีบมาเร็วเข้า!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยี่ยนหวู่โจวจึงรีบบอกฟู่เยี่ยนว่าให้มาสอบปากคำชายทั้งสองคนเพิ่มเติมในทันที พวกเขาจะรอช้าไม่ได้อีกแล้ว และเรื่องนี้จะเกิดข้อผิดพลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะมันเกี่ยวพันไปถึงชีวิตของผู้คนมากมาย
ฟู่เยี่ยนตัดสินใจคิดอย่างรวดเร็ว แต่เธอคิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะยอมสารภาพภายในระยะเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงแบบนี้ เธอเดินเข้าไปในห้อง ก่อนจะชำเลืองมองไปยังมู่เฉิงหง ซึ่งเขาคนนี้เป็นคนที่รอบคอบที่สุดในหมู่พี่น้องแล้ว
“พวกคุณ ใครจะเป็นคนพูดก่อน ฉันมีเวลาไม่มากหรอกนะ อันดับแรกเลยอย่าคิดที่จะโกหก อันดับที่สอง พวกคุณควรจะพูดอย่างกระชับและได้ใจความ”
แน่นอนว่ามู่เฉิงกงเป็นคนที่เริ่มพูดก่อน
“ในวันนี้มีค่ายกลที่จะถูกเปิดใช้งานอยู่สองแห่ง ซึ่งฉันเป็นคนสร้างค่ายกลทั้งสองแห่งนี้ขึ้นมาเอง ส่วนเรื่องอื่นฉันไม่รู้”
“ค่ายกลของฉันถูกสร้างขึ้นที่มหาวิทยาลัยฉุ่ยมู่ และโรงงานเครื่องจักรที่ตั้งอยู่ในเมืองตี้ตู โดยค่ายกลในมหาวิทยาลัยฉุ่ยมู่จะถูกเปิดใช้งานวันนี้ ส่วนค่ายกลที่โรงงานเครื่องจักรจะถูกเปิดใช้งานในวันศุกร์ที่จะถึงนี้”
หลังจากที่ได้ยินเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็รู้ได้ในทันทีว่าเขาไม่ได้โกหก จากนั้นเธอจึงหันไปมองที่มู่เฉิงหงต่อ
“ก่อนที่จะพูด ฉันมีบางอย่างที่อยากจะถามเธอ” สิ่งที่มู่เฉิงหงต้องการจะถามนั้นง่าย แต่ฟู่เยี่ยนไม่อยากจะตอบคำถามใดกับเขา เพราะเธอมีสิทธิ์ที่จะทำแบบนั้น
“คุณไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะต่อรองอะไรได้หรอกนะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับปรายตามองไปที่เขา
“ฉันเป็นคนตั้งค่ายกลในมหาวิทยาลัยตี้ตูเอง แต่สิ่งสำคัญในเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครเป็นคนทำ นอกจากนี้ฉันยังได้ตั้งค่ายกลที่มหาวิทยาลัยครูอีกหนึ่งแห่ง และอีกที่หนึ่งเป็นโรงอาหารของโรงงานทอผ้าแห่งที่สอง ส่วนเรื่องอื่นนั้น ฉันไม่รู้แล้ว”
ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปที่เขา และเห็นได้ชัดเลยว่าเขาเป็นคนทำมันจริงๆ
“แล้วเวลาล่ะ?”
“ค่ายกลที่ถูกตั้งขึ้นในมหาวิทยาลัยตี้ตูจะเปิดใช้งานตอน 15.00 น. ของวันนี้ ส่วนมหาวิทยาลัยครูเป็นตอน 15.40 น.”
อืม ชายชราคนนี้ตั้งใจที่จะบอกเวลาเร็วไป 15นาทีสินะ!
“เขียนรายละเอียดต่างๆของค่ายกลที่คุณสร้างลงไป ระบุเวลา สถานที่ และวิธีแก้ไขอย่างชัดเจนด้วย”
ขณะที่มู่เฉิงหงกำลังจะพูดบางอย่าง ฟู่เยี่ยนก็ได้ชำเลืองมองไปที่เขา เขาไม่ใช่ลูกชายแท้ๆของมู่เหวินเหยา เป็นเพียงแค่ลูกสมุนเท่านั้น
“หลังจากที่คุณเขียนมันเสร็จ ฉันจะตอบคำถามกับคุณสามข้อ”
ทั้งสองจึงรีบเขียนรายละเอียดของค่ายกลที่พวกเขาสร้างทั้งหมดอย่างรวดเร็ว โดยมู่เฉิงหงยังได้เขียนเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากสองแห่งนั้น ยังมีสวนสาธารณะเป๋ย์ไห่อีกด้วย
“แน่ใจแล้วใช่ไหมว่าพวกคุณเขียนมาครบทุกที่แล้ว?” ฟู่เยี่ยนมองไปที่นาฬิกา และตอนนี้ก็เป็นเวลาสิบโมงเช้าแล้ว
ทั้งสองบอกว่านั่นคือสถานที่ทั้งหมดที่พวกเขาตั้งค่ายกลแล้ว ทันใดนั้นเอง มู่อี้หนานที่อยู่ด้านหลังก็ได้ขอปากกาและกระดาษด้วย
หลังจากที่เขาเขียนเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบมันขึ้นมาดู โดยสิ่งที่เขาเขียนนั้นไม่ใช่ค่ายกล แต่เป็นสิ่งที่มู่เหวินเหยาสั่งให้เขาทำ
ซึ่งในรายละเอียดเหล่านั้นมีสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของฟู่เยี่ยนอยู่
“ไปเยี่ยมคุณย่าหลี่ที่ถนนถงหลัวกู่และช่วยเธอตักน้ำ”
คุณย่าหลี่อย่างนั้นหรือ?
ฟู่เยี่ยนมั่นใจว่ามู่เหวินเหยาไม่ใช่คนที่จะมีความเห็นอกเห็นใจใคร นอกจากนี้ถนนถงหลัวกู่ก็ยังอยู่ไกลมากอีกด้วย
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ สิ่งนี่เป็นเรื่องที่ไร้สาระมาก แล้วทำไมเขาถึงได้เขียนมันกันล่ะ?
เว้นเสียแต่ว่าจะมีบางคนที่นี่ไม่ยอมให้เขาพูดมันออกมา
หรือว่าคุณย่าหลี่คนนี้จะเป็นคนกลางที่คอยรับหน้าที่ส่งข้อความ?
“เอาล่ะ อยากถามอะไรก็ถามมาได้เลย”
“ใครคือลูกชายแท้ๆของพ่อฉัน?” มู่เฉิงหงเลือกที่จะถามคำถามนี้ขึ้นมาทันที
ฟู่เยี่ยนคอยสังเกตสีหน้าของเขา ก่อนจะบอกคำตอบออกไป ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่ดูประหลาดใจใดๆออกมาเลย
ดูเหมือนว่าเขาจะรู้เรื่องนี้มานานแล้วเหมือนกัน แต่เมื่อเธอหันไปมองข้างๆ ก็เห็นใบหน้าของมู่เฉิงกงที่ดูไม่อยากเชื่อเรื่องนี้เท่าไหร่
“แล้วพ่อแม่แท้ๆของฉันคือใครเหรอ?”
“ฉันตอบคำถามนี้ไม่ได้ เพราะฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ไม่สำคัญเลยว่าพ่อกับแม่ของเขาจะเป็นใคร เพราะที่มาของเขานั้นไม่ได้สำคัญอะไรเลย
“มู่เหวินเหยามาจากญี่ปุ่นจริงๆเหรอ?”
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ต้องรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนหน้านี้มู่เหวินเหยาไม่เคยเปิดเผยถึงที่มาของเขาเลยไม่ใช่หรือ?
“ใช่แล้ว มันเป็นเรื่องจริงที่เขายอมรับด้วยตัวเอง”
“ฉัน…” มู่เฉิงหงยังคงอยากจะถามต่อ
“คุณได้ถามคำถามครบสามข้อแล้ว”
ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนและเยี่ยนหวู่โจวก็ได้เดินออกจากห้องไป แต่หลังจากที่เดินออกไปแล้ว ฟู่เยี่ยนก็ได้ขอให้เยี่ยนหวู่โจวซักถามข้อมูลกับมู่อี้หนานเพิ่มเติมอีกครั้ง เธอยังไม่เชื่อในสิ่งที่พวกเขาเขียนเท่าไหร่นัก
เธอยังจำเป็นต้องไปตรวจดูสถานที่เหล่านั้นด้วยตัวเอง และยังไม่รู้เลยว่าคนที่ผู้อำนวยการหลี่ไปเชิญนั้นจะมาถึงหรือยัง
ผู้อำนวยการหลี่กลับมาอีกครั้งในตอนเที่ยง โดยเขาไม่ได้เชิญแค่ผู้เฒ่ามู่เท่านั้น แต่ยังได้เชิญปู่ของเยี่ยนโหลวมาด้วย ในตอนนี้ชายชราหลายคนจากหลายตระกูลก็ได้มาอยู่ที่นี่แล้ว
นอกจากนี้ยังมีสมาชิกของลัทธิเต๋าจากเหมาซาน อาจารย์จื้อคงและน้องชายของเขา สมาชิกของตระกูลหู และยังมีคนจากสำนักชิงเฉิงมาที่นี่อีกด้วย หากจะพูดง่ายๆก็คือเหล่าผู้มีฝีมือแถวหน้าทั้งหมดได้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่แล้วนั่นเอง
ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างก็ตั้งใจที่จะมาเข้าร่วมการประชุมอยู่แล้ว แต่หลังจากที่รอมาหลายวัน การประชุมก็ยังไม่เริ่มขึ้นเสียที และเมื่อผู้อำนวยการหลี่ไปเชิญพวกเขาด้วยตัวเอง ทุกคนต่างก็ตอบรับอย่างไม่ลังเล
เพราะท้ายที่สุดแล้ว นี่ถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้แสดงฝีมือของตัวเองเพื่อให้ได้รับการยอมรับในแวดวงอภิปรัชญา เป็นการสร้างชื่อเสียงให้พวกเขา!
“ฟู่เยี่ยน ตอนนี้ทุกคนอยู่ที่นี่แล้ว เธอช่วยอธิบายถึงสถานการณ์ทั้งหมดให้ทุกคนทราบด้วยก็แล้วกัน เรื่องนี้ถือว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน เราควรจะไปตรวจสอบสถานที่เหล่านั้นโดยเร็วที่สุด” ผู้อำนวยการหลี่พูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่เคร่งขรึม หากสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง เขาคงต้องเสียตำแหน่งและเก็บของกลับบ้านในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน
“ตอนนี้จากข้อมูล เราจะพบว่ามีค่ายกลอยู่หลายสิบแห่งเลยค่ะ แต่เวลาทั้งหมดยังไม่แน่นอน ดังนั้นหนูจึงอย่ากจะแนะนำให้ทุกคนทำงานร่วมกันโดยการออกไปตรวจสอบค่ายกลแต่ละแห่ง และเราจะติดต่อกันตลอดการทำงานค่ะ”
“เรื่องการตรวจสอบค่ายกลนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่คำถามก็คือ เราจะติดต่อกันได้อย่างไร และหากเกิดอะไรขึ้นเราจะขอความช่วยเหลือได้อย่างไรต่างหาก? เพราะท้ายที่สุดแล้วที่นี่มีคนไม่มากนักที่เชี่ยวชาญด้านค่ายกลอย่างจริงจัง” ชายชราจากตระกูลหูผู้ใจกว้างได้พูดขึ้นมา ตระกูลหูเป็นตระกูลที่ร่ำรวยมาจากการทำนายดวงชะตา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความเข้าใจในเรื่องค่ายกลนี้มากนัก
“ท่านผู้เฒ่าพูดถูกค่ะ แต่หนูมียันต์สื่อสาร หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ตราบใดที่คุณฉีกมันออกจากกัน ก็จะสามารถสื่อสารกับหนูได้ในทันที” ฟู่เยี่ยนคิดหาวิธีเพื่อจะแก้ไขปัญหานี้ขึ้นมาชั่วคราว จากนั้นเธอก็ได้ดึงยันต์สื่อสารที่เธอเคยวาดเอาไว้นานมากแล้วออกมาจากกระเป๋า ดูเหมือนครั้งนี้คงต้องใช้ประโยชน์จากมันแล้ว
“ไม่เลวเลย ฉันผู้เฒ่าหูจะรับช่วงต่อเอง ฉันสามารถเป็นผู้วางแผนได้ แต่เรื่องค่ายกลนั้น คงต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยสนับสนุนฉันอีกสักคนจะดีมาก
“ผู้เฒ่าหู เป็นความคิดที่ดีมากเลยครับ ผมชื่อเริ่นเปียว มาจากภูเขาชิงเฉิง ผมพอจะมีความรู้เกี่ยวกับค่ายกลอยู่บ้าง ผมจะเข้าร่วมทีมกับคุณเอง”
เมื่อมีตระกูลหูและตระกูลเริ่นเป็นผู้นำ ทุกคนจึงได้ตั้งทีมและรวบรวมข้อมูลที่สำคัญในทันที
ส่วนผู้เฒ่ามู่และผู้เฒ่าเยี่ยนยังคงว่างอยู่ ฟู่เยี่ยนจึงได้บอกข้อมูลของสถานที่สามแห่งที่ต้องเร่งดำเนินการภายในวันนี้กับพวกเขาไป
“คุณปู่มู่ ผู้เฒ่าเยี่ยน เมื่อครู่นี้หนูเพิ่งจะทำนายดวงชะตาไป และสถานที่ทั้งสามนี้น่าจะเป็นสถานที่ที่มีแนวโน้มมากที่สุดว่าค่ายกลจะทำงานเร็วๆนี้ค่ะ”
“ไปกันเถอะ อี้อันกับเสี่ยวหลิวจะไปกับฉัน ส่วนเยี่ยนโหลว นายตามปู่ของนายไปก็แล้วกัน เราทุกคนต้องช่วยกันรับมือกับเรื่องนี้” ผู้เฒ่ามู่เลือกที่จะไปมหาวิทยาลัยฉุ่ยมู่ ซึ่งที่นั่นมีแนวโน้มว่าค่ายกลใกล้จะทำงานมากที่สุดแล้ว
ส่วนโรงงานเครื่องจักรและมหาวิทยาลัยตี้ตู เป็นหน้าที่ของผู้เฒ่าเยี่ยนและฟู่เยี่ยน
“ถ้าอย่างนั้น ฉันกับเยี่ยนโหลวจะไปที่โรงงานเครื่องจักรก็แล้วกัน เสี่ยวฟู่ มหาวิทยาลัยตี้ตูเป็นมหาวิทยาลัยที่เธอเรียนอยู่ เธอไปที่นั่นก็แล้วกัน”
“ได้เลยคะ คุณปู่มู่ คุณปู่เยี่ยน นี่คือยันต์สื่อสารของหนู หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นให้ฉีกมันทันที ห้ามทำอะไรที่เสี่ยงเกินไปอย่างเด็ดขาดเลยนะคะ”
ตอนที่ 253: ค่ายกล
หลังจากที่ตกลงกันเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็กำลังจะไปที่มหาวิทยาลัยตี้ตูพร้อมกับไป๋โม่เฉิน ทันใดนี้นเอง เยี่ยนหวู่โจวก็ได้วิ่งเข้ามา ก่อนจะพูดพลางหายใจอย่างเหนื่อยหอบ
“ฟู่เยี่ยน แย่แล้ว ตอนนี้มู่อี้หนานหมดสติไปแล้ว”
“เอ๊ะ? มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
“ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อครู่นี้หมอได้เข้าไปตรวจดูอาการของเขา และย้ายเขาไปอีกห้องหนึ่งแล้ว”
“ลองไปดูเขาก่อนก็แล้วกัน”
เมื่อมาถึงห้องที่มู่อี้หนานอยู่ ฟู่เยี่ยนรู้สึกแปลกๆ เมื่อครู่นี้อาการของเขายังปกติอยู่เลยไม่ใช่หรือ?
เมื่อเธอเข้ามา คุณหมอก็ได้เดินออกไปโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา ฟู่เยี่ยนจึงได้มองไปที่มู่อี้หนาน ก่อนจะพบว่าตอนนี้เปลือกตาของเขากำลังสั่นอย่างรุนแรง ซึ่งเธอเข้าใจความหมายนี้เป็นอย่างดี
“เขาไปแล้ว นายลุกขึ้นมาเถอะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่อี้หนานที่นอนอยู่บนเตียงก็ได้ลืมตาขึ้นมา ก่อนจะมองไปรอบๆอย่างระแวง
เมื่อเห็นว่าในห้องนี้มีเพียงฟู่เยี่ยนอยู่แค่คนเดียว เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะลุกขึ้นมาจากเตียง
“อาจารย์ฟู่ ขอเวลาฉันได้พูดอะไรสักครู่ได้ไหม?”
“มีอะไรจะพูดก็พูดมาได้เลย”
หลังจากได้ยินเรื่องที่มู่อี้หนานพูด ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกตกใจขึ้นมาเล็กน้อย เธอไม่คิดเลยว่าจะเป็นแบบนี้
“ทุกอย่างที่ฉันพูดออกไปคือความจริง หากไม่เป็นไปตามที่ฉันพูด ฉันจะ... ฉันจะยอมให้เธอใช้ยันต์สายฟ้าผ่าฉันจนตายไปเลยก็ได้!” มู่อี้หนานพูดขึ้นมาด้วยท่าทีร้อนใจ
“นายรู้เรื่องทั้งหมดนี้ได้อย่างไร?” ฟู่เยี่ยนอยากรู้เรื่องนี้มากกว่า
“ฉันจะไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับพ่อของตัวเองได้อย่างไร?” มู่อี้หนานตอบกลับมาด้วยสีหน้าที่ดูเศร้าใจเล็กน้อย
“แล้วทำไมนายถึงไม่บอกปู่ของนายล่ะ?”
“เธอคิดว่าปู่ของฉันจะไม่รู้จักลูกชายตัวเองเลยหรือ?” มู่อี้หนานยิ้มอย่างเย้ยหยันให้กับตัวเอง
“อืม ฉันเข้าใจสิ่งที่นายพูดแล้ว ตอนนี้นายพักอยู่ที่นี่คนเดียวไปก่อนก็แล้วกัน” ฟู่เยี่ยนพูด ก่อนจะเดินออกไป
“คือว่า ฉันขอลดโทษของตัวเองได้หรือเปล่า? ฉันไม่รู้มาก่อนเลยจริงๆ ว่าตัวเองเป็นลูกหลานของคนญี่ปุ่น” สีหน้าของมู่อี้หนานดูเศร้าลงไปมากกว่าเดิม
“แต่นายก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สืบเชื้อสายของพวกเขานี่นา อีกอย่างสิ่งนี้ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ อย่าเพิ่งรีบเสียใจไปเลย”
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ภายในใจ เธอยังไม่รู้เลยว่าพ่อของเขาเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดหรือเปล่า ทำไมเขาถึงได้ดูกังวลมากขนาดนี้กันล่ะ?
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือเรื่องที่เกิดขึ้นข้างนอก เธอจะยังไม่พูดถึงเรื่องเลวร้ายของตระกูลมู่จนกว่าเรื่องราวทั้งหมดจะคลี่คลายลง
“เรารีบไปที่ห้องสมุดกันเถอะ”
ไป๋โม่เฉินรับหน้าที่ขับรถ ส่วนฟู่เยี่ยนนั้น ทันทีที่ขึ้นไปบนรถ เธอก็ได้ผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า ไป๋โม่เฉินเห็นเช่นนั้น เขาก็ได้ขับรถอย่างนุ่มนวล และลดความเร็วลงโดยไม่รู้ตัว
เมื่อรถหยุด ฟู่เยี่ยนก็ลืมตาตื่นอัตโนมัติ ตอนนี้เธอกำลังครุ่นคิดถึงแผนการอยู่ เพราะเธอไม่อาจผิดพลาดได้เลย ดังนั้นหัวใจของเธอจึงไม่ค่อยสงบ และมันก็ทำให้สมองของเธอวุ่นวายไปด้วย
“เรามาถึงแล้วเหรอ? ตอนนี้เราอยู่ที่ไหน?” ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ ราวกับว่าเธอไม่เคยมาที่นี่มาก่อน
“เราไม่สามารถจอดรถในมหาวิทยาลัยได้ เพราะมีเจ้าหน้าที่เฝ้าดูอยู่ ถ้าอย่างนั้นเราขับเลยไปหน่อยก็แล้วกัน แล้วค่อยเดินย้อนกลับมา”
“พี่ไป๋โม่เฉิน พี่ไม่ต้องไปกับฉัน ฉันจะไปที่นั่นคนเดียว” ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ไป๋โม่เฉินก็หยุดรถ และเธอก็เปิดประตูในทันที
เขามองไปที่ฟู่เยี่ยน และทันใดนั้นเอง เขาก็ได้จับมือของเธอเอาไว้ ก่อนจะดึงฟู่เยี่ยนให้เข้ามาใกล้ๆ
“ฟู่เยี่ยน แม้ว่าเธอจะต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่อันตรายมากแค่ไหน และฉันจะทนดูไม่ไหวก็ตาม แต่ฉันก็ยังอยากยืนอยู่เคียงข้างเธอ เพื่อที่เวลาเธอหันกลับมามองข้างหลัง จะเห็นฉันยืนอยู่ตรงนั้นเสมออย่างไรล่ะ”
“เธอไม่ใช่แค่คนที่ฉันอยากจะแต่งงานด้วยเท่านั้น แต่เธอคือคนที่ช่วยฉุดฉันขึ้นมาจากความมืดมิด ฉันอยากยืนเคียงข้างเธอและร่วมใช้ชีวิตกับเธอตลอดไป เธอเข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม?”
“ฉะนั้น เธออย่าผลักไสฉันแล้วออกไปเผชิญกับอันตรายเพียงลำพังเลยนะ แม้ว่าฉันจะไม่สามารถปกป้องเธอได้ก็ตาม แต่ฉันก็ยังสามารถสนับสนุนเธอในตอนที่เธอตกอยู่ในอันตรายได้”
เมื่อฟู่เยี่ยนได้ยินคำสารภาพของไป๋โม่เฉิน เธอก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นฟู่ต้าหย่ง หวังซู่เหมย หรือเหล่าพี่น้องของเธอ เธอมักจะมีความรู้สึกที่อยากจะปกป้องพวกเขาอยู่เสมอ
แต่ตอนนี้ ไป๋โม่เฉินได้บอกกับเธอว่าเขาต้องการปกป้องเธอ ดังนั้นหัวใจของเธอจึงเต้นแรงขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก
“อืม!”
ฟู่เยี่ยนไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร ดังนั้นเธอจึงเอื้อมมือออกไปจับมือของไป๋โม่เฉินเอาไว้แน่น
ทั้งสองใช้เวลาอยู่ในรถเงียบๆกว่าสองนาที
“เอาล่ะ ไปกันเถอะ” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับบีบมือของเธอเบาๆ
ทั้งสองเดินไปด้วยกันช้าๆ และก่อนที่จะถึงห้องสมุด ฟู่เยี่ยนก็ได้ตรวจสอบสัญลักษณ์เล็กๆที่เธอเคยเจอเมื่อครั้งก่อน และหลังจากที่ตรวจสอบ ฟู่เยี่ยนก็ต้องรู้สึกสับสนขึ้นมาอีกครั้ง สัญลักษณ์เหล่านี้หมายถึงอะไรกันนะ?
ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังยืนครุ่นคิดอยู่ที่นั้น ไป๋โม่เฉินก็ได้เดินเข้ามาข้างๆ และเมื่อเห็นสัญลักษณ์เหล่านั้น เขาก็พึมพำบางอย่างออกมา
ทันใดนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เงยหน้าขึ้นไปมอง พร้อมกับเอ่ยถามออกไปว่า “พี่พูดอะไรนะ?”
ซึ่งไป๋โม่เฉินที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย “เปล่าๆ ฉันไม่ได้พูดอะไรเลยนะ”
“แต่ฉันได้ยินพี่พูดนะ บอกฉันมาเดี๋ยวนี้เลย” ฟู่เยี่ยนมองไปที่เขาอย่างกระตือรือร้น
“เมื่อกี้นี้ฉันพูดว่านี่เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการเซ่นไหว้ของประเทศญี่ปุ่น”
“พี่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”
“ตอนที่ฉันออกปฏิบัติภารกิจ ฉันบังเอิญเจอกับพวกเขาที่ชายแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ และคนกลุ่มนั้นก็ใช้สัญลักษณ์แบบนี้ มันดูคล้ายกับอักษรจีนที่แปลว่า ‘ไฟ’ มาก ฉันก็เลยจำมันได้”
“ซึ่งในพิธีเซ่นไหว้ของคนญี่ปุ่นจะใช้สัญลักษณ์เหล่านี้” ไป๋โม่เฉินเล่าถึงสิ่งที่เขาเคยเห็นเมื่อก่อนนี้ให้กับฟู่เยี่ยนฟัง
“สัญลักษณ์, การเซ่นไหว้, สัญลักษณ์, การเซ่นไหว้... การเซ่นไหว้!” ทันใดนั้นเอง เบาะแสภายในใจของฟู่เยี่ยนก็ได้เชื่อมต่อเข้าหากันทันที
“แบบนี้ก็หมายความว่ามีสัญลักษณ์อื่นๆอีกมากมายเลยใช่หรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนถามขึ้นมาอีกครั้ง
“ใช่แล้ว ที่ฉันเคยเห็นก็มีประมาณห้าถึงหกแบบ”
“ถ้าอย่างนั้นเราลองไปดูที่มหาวิทยาลัยฉุ่ยมู่กันเถอะ” ในตอนนี้ มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจของฟู่เยี่ยน และเธอก็แทบรอไม่ไหวที่จะไปตรวจสอบที่นั่นแล้ว หากเรื่องทั้งหมดเป็นไปอย่างที่เธอคิดจริงๆ นั่นก็หมายความว่าเธอประเมินมู่เหวินเหยาต่ำไป เพราะคนเหล่านั้นต้องการที่จะโค่นล้มประเทศของเธอเลยก็ว่าได้!
“เธอไม่ไปห้องสมุดแล้วเหรอ?”
“ฉันอยากจะลองดูว่ามันเป็นอย่างที่ฉันคิดเอาไว้หรือเปล่า”
จากนั้น ทั้งสองก็ได้ตรงไปยังมหาวิทยาลัยฉุ่ยมู่ในทันที
ในเวลานี้ ผู้เฒ่ามู่ที่มาถึงก็กำลังค้นหาที่ตั้งของค่ายกลอยู่เช่นกัน
“มหาวิทยาลัยแห่งนี้กว้างมาก เราจะเริ่มหามันจากตรงไหนดีครับ คุณปู่?” มู่อี้อันที่เพิ่งกลับถึงบ้านและยังไม่ได้พักผ่อนเลยแม้แต่น้อย ก็ได้ถูกผู้อำนวยการหลี่เรียกตัวมาเสียก่อนแล้ว ดังนั้นเข้าจึงรู้สึกง่วงมาก
“พวกเขาบอกว่ามันถูกตั้งขึ้นที่หอพักชายนะ” ผู้เฒ่ามู่พูดพลางมองไปรอบๆ
“ถ้าอย่างนั้นเราลองถามนักศึกษาแถวนี้ดูดีกว่าครับ เฮ้ หนุ่มน้อย ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหม? หอพักชายในมหาวิทยาลัยแห่งนี้อยู่ตรงไหนเหรอ ? ” ลุงหลิวเดินตรงเข้าไปหานักศึกษาคนหนึ่ง ก่อนจะถามออกไป
“อยู่ข้างหน้าเลยครับ เดินตรงไปตามถนนเส้นนี้อีกประมาณห้านาที แล้วเลี้ยวซ้ายก็จะถึงหอพักครับ”
“ขอบคุณมาก! หนุ่มน้อย”
ผู้เฒ่ามู่ไม่ได้ออกมาข้างนอกแบบนี้เป็นเวลานานมากแล้ว แต่หลังจากที่เดินมาเป็นเวลานาน เขากลับไม่ได้รู้สึกเหนื่อยอะไรเลย ตรงกันข้าม เป็นมู่อี้อันต่างหากที่รู้สึกเหนื่อยแทน
ไม่นานนัก ทุกคนก็ได้เดินมาถึงบันไดทางขึ้นหอพัก ขณะที่พวกเขากำลังจะตรวจสอบที่นี่ ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ได้เข้ามาพอดี
“สาวน้อย ทำไมเธอถึงได้มาที่นี่อีกล่ะ?” ผู้เฒ่ามู่ที่เห็นฟู่เยี่ยนมาถึงจึงคิดว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นหรือเปล่า?
“คุณปู่มู่ หนูอยากจะมาดูที่นี่สักหน่อยค่ะ พอดีหนูได้พบกับสัญลักษณ์การบูชายัญของญี่ปุ่นในที่ที่หนูไป” ฟู่เยี่ยนพูดโดยไม่ได้สนใจพวกเขา ก่อนจะวิ่งตรงไปยังฐานของผนังทันที ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็ตามเธอไปอย่างใกล้ชิดเช่นกัน
“ดูนั่นสิ สัญลักษณ์นั่นดูเหมือนตัวอักษรจีนที่แปลว่า ‘น้ำ‘ เลยไม่ใช่เหรอ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมา
“ใช่ มันเป็นแบบเดียวกับที่ฉันเคยเห็นเมื่อก่อนหน้านี้” ไป๋โม่เฉินยืนยันความคิดของเธอทันที
“ไหนฉันขอดูหน่อย สิ่งนั้นคืออะไรเหรอ?” ผู้เฒ่ามู่พูดพลางเดินเข้าไปดูสัญลักษณ์นั้นอย่างระมัดระวัง
“แท้จริงแล้วนี่คือสัญลักษณ์ที่ใช้ในคาถาบูชายัญของญี่ปุ่น โดยปกติแล้วพวกเขาจะบูชาสิ่งนี้เพื่อสวดภาวนาให้ประสบพบเจอกับชัยชนะในสงคราม และในช่วงสงครามนั้น ทหารญี่ปุ่นก็จะใช้คาถาบูชายัญนี้ทุกครั้งที่จะมีการสู้รบครั้งใหญ่”
“แต่ตอนนี้พวกเขาใช้สัญลักษณ์นี้เพื่อตั้งค่ายกลเหรอ? ไม่คิดเลยว่าสามารถใช้มันทำแบบนี้ได้ด้วย”
“คุณปู่มู่ จะเกิดอะไรขึ้นหากสิ่งนี้เป็นเพียงแค่การตบตาพวกเราตั้งแต่แรกกันคะ? จุดเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในการตั้งค่ายกลเลย ค่อยกลของเราต่างก็ต้องใช้อาวุธวิเศษชั้นสูงเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพของค่ายกล แล้วตระกูลมู่ใช้อะไรเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพของค่ายกลเหรอคะ?”
ผู้เฒ่ามู่รู้สึกสับสนขึ้นมาทันที เรื่องนี้กำลังกลายเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว
ตอนที่ 254: แผนของค่ายกลทั้งหมด
“คุณปู่มู่ ถ้าอย่างนั้นเรามาลองวาดสถานที่เหล่านี้กันเถอะค่ะ” ฟู่เยี่ยนตัดสินใจที่จะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง
“ฟู่เยี่ยน เธอบอกมาได้เลย ฉันจะวาดตามที่เธอบอกเอง” ไป๋โม่เฉินหยิบกิ่งไม้ข้างๆขึ้นมา พร้อมกับนั่งยองลงไปที่พื้น
“มหาวิทยาลัยตี้ตูและมหาวิทยาลัยฉุ่ยมู่อยู่ติดกัน และยังมีมหาวิทยาลัยครู โรงงานเครื่องจักร รวมไปถึงโรงงานทอผ้าแห่งที่สอง”
ทุกครั้งที่ฟู่เยี่ยนพูดชื่อของสถานที่แต่ละแห่ง ไป๋โม่เฉินก็จะวาดวงกลมตามทิศที่สถานที่แห่งนั้นตั้งอยู่ ซึ่งหลังจากที่วาดเสร็จ ทุกคนก็ได้มองไปยังตำแหน่งต่างๆเหล่านั้น
ทันใดนั้นเอง ใบหน้าของผู้เฒ่ามู่ก็ดูเคร่งขรึมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงฟู่เยี่ยนก็มีสีหน้าที่ดูไม่ค่อยดีอีกด้วย
“สาวน้อย เราไม่สามารถทำลายค่ายกลนี้ได้ มันเป็นคาถาที่ชั่วร้ายของญี่ปุ่น!” ผู้เฒ่ามู่พูดอย่างมั่นใจ
“หนูเองก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกันค่ะ หากเราย้ายหรือทำลายมัน ผลที่ตามมาอาจจะเลวร้ายมากๆก็เป็นได้”
“เด็กหนุ่มตระกูลไป๋ สถานที่ตรงนี้คือที่ไหนเหรอ?” ผู้เฒ่ามู่ชี้ไปตรงกลางของวงกลมเหล่านั้นด้วยไม้เท้าของเขา
ไป่โม่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ส่วนมู่อี้อันเองก็คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
“บริเวณนี้มีผืนน้ำขนาดใหญ่” ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้พูดแทรกขึ้นมา
“ใช่แล้ว มันจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีต้นไม้เยอะ ตามการจัดเรียงของธาตุทั้งห้า โลหะ ไม้ น้ำ ไฟ ดิน” ผู้เฒ่ามู่พูดเสริมขึ้นมา เมื่อทั้งสองได้ยินเบาะแสดังกล่าว ก็ได้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซึ่งมู่อี้อันก็ได้นึกถึงสถานที่หนึ่งขึ้นมาได้
“สวนสาธารณะเป่ย์ไห่!”
“สวนสาธารณะเป่ย์ไห่!”
ทันใดนั้นเอง ไป๋โม่เฉินและมู่อี้อันก็ได้ตะโกนออกมาพร้อมกัน
“จริงด้วย เป็นที่นั่นไม่ผิดแน่ พี่ไป๋ พี่ฉลาดมากๆ!” ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นไปมองไป๋โม่เฉิน ซึ่งก็บังเอิญที่ไป๋โม่เฉินกำลังมองมาที่เธอเช่นกัน ทั้งสองจึงยิ้มให้กันเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
“สาวน้อย เรียกทุกคนให้ไปรวมตัวกันที่สวนสาธารณะเป่ย์ไห่เถอะ เธอมียันต์ที่สามารถติดต่อกับพวกเขาได้ไม่ใช่เหรอ?”
“ได้เลยค่ะคุณปู่มู่ รอหนูสักครู่นะคะ” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้นั่งสมาธิลงตรงนั้น ก่อนจะใช้พลังจิตขั้นสูงของเธอส่งคำพูดไปยังยันต์สื่อสารที่ให้กับทุกคนไปก่อนหน้านี้
หลังจากนั้นไม่นาน ฟู่เยี่ยนก็ได้ลุกขึ้นยืน ตอนนี้การติดต่อไปยังทุกคนได้สำเร็จแล้ว
“ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆอยู่ เราจำเป็นต้องอพยพคนออกจากสถานที่เหล่านั้น พี่ไป๋โม่เฉิน พี่กับมู่อี้อันกลับไปที่หน่วย753 และขอให้ผู้อำนวยการหลี่ประสานงานเรื่องนี้ก่อนเถอะ”
อีกอย่าง เตือนให้เขาจับตาดูคนจากบ้านรองของตระกูลมู่อย่าให้คลาดสายตาด้วย รีบไปเถอะ!”
“เอาล่ะ อย่ากังวลไปเลย ฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง ให้มู่อี้อันตามเธอไปดีกว่า!”
“หากไม่มีเขาไปด้วย พี่ก็จะเข้าหน่วย753ไม่ได้ ฉะนั้นอย่างไรพี่ก็ต้องพาเขาไปด้วยอยู่ดี ส่วนคุณปู่มู่ ลุงหลิว และฉัน พวกเราจะล่วงหน้าไปที่สวนสาธารณะเป่ย์ไห่ก่อน”
“อืม ถ้าอย่างนั้นก็ระวังตัวด้วย แล้วฉันจะรีบตามเธอไปที่นั่นทีหลัง” แววตาของไป๋โม่เฉินยังคงดูสั่นเทาเล็กน้อย ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขามักจะรู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เสมอ
“วางใจได้เลย!”
จากนั้น พวกเขาทั้งสองก็ได้วิ่งกลับไปที่มหาวิทยาลัยตี้ตูด้วยกัน เพราะการเดินทางโดยใช้รถยนต์นั้นย่อมเร็วกว่าอยู่แล้ว
“คุณปู่มู่ ให้หนูช่วยประคองคุณปู่เถอะค่ะ”
“ไม่เป็นไร ฉันยังเดินไหว” ผู้เฒ่ามู่ยังคงแข็งแรงดี จึงได้ปฏิเสธความช่วยเหลือนี้
เมื่อฟู่เยี่ยนและชายชรามาถึง ผู้เฒ่าจากตระกูลเยี่ยนก็ได้รออยู่ที่ทะเลสาบแล้ว
“พี่ฟู่ คุณปู่กับฉันตรวจพบสัญลักษณ์แปลกๆ ที่โรงงานเครื่องจักรด้วยล่ะ” เยี่ยนโหลวพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่กระตือรือร้น ก่อนจะรีบวาดมันที่พื้นในทันที
ผู้เฒ่ามู่ที่อยู่ข้างๆ ก็ได้มองไปยังสัญลักษณ์นั้นอย่างระมัดระวัง และพบว่าสัญลักษณ์นี้คล้านกับอักษรจีนที่แปลว่า ‘ไม้’
“ผู้เฒ่าเยี่ยน คุณจำได้หรือเปล่า? ตอนที่เราเผชิญหน้ากับหมอผีชาวญี่ปุ่น ในตอนนั้นก็มีสัญลักษณ์แบบนี้เหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้มันจะได้รับการพัฒนาขึ้นจากเมื่อก่อนแล้ว”
“ใช่แล้ว ฉันเองก็รู้สึกคุ้นกับสัญลักษณ์นี้อยู่เหมือนกัน แต่ก็คิดไม่ออก มันเป็นไปตามที่คุณพูดจริงๆ” ผู้เฒ่าเยี่ยนมองดูสิ่งนั้นอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะยืนยันในสิ่งที่ผู้เฒ่ามู่พูด
จากนั้น ผู้เฒ่ามู่ก็ได้พูดกับผู้เฒ่าเยี่ยนต่อ โดยได้อธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้นั่นเอง
“สิ่งนี้มีคาถาจากตระกูลมู่ของฉันปะปนอยู่ด้วย มันเป็นความผิดของฉันเอง!” ผู้เฒ่ามู่พูดพลางทุบไปที่พื้นอย่างแรง
“ผู้เฒ่ามู่ มันเป็นเรื่องที่เราเองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนไม่ใช่เหรอ? มันไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก อย่าตำหนิตัวเองเลย”
ในเวลานี้ ฟู่เยี่ยนได้มองไปยังเนินสูงริมทะเลสาบ มันเป็นเนินเขาที่ไม่ได้สูงมากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้มองเห็นบริเวณทั้งหมดของสวนสาธารณะได้อย่างชัดเจน
“คุณปู่มู่ หนูขอขึ้นไปดูข้างบนนั้นหน่อยนะคะ”
“สาวน้อย ฉันเองก็จะไปกับเธอด้วยเหมือนกัน เธอขึ้นไปก่อนเถอะ แล้วฉันจะตามขึ้นไปทีหลัง เสี่ยวหลิว นายอยู่รอทุกคนที่นี่ก่อนก็แล้วกัน เมื่อพวกเขามาถึง ก็ค่อยขึ้นไปที่นั่นพร้อมกัน”
ฟู่เยี่ยนปีนขึ้นไปบนเนินเขานั้นก่อน ซึ่งตรงนั้นมีศาลาเล็กๆอยู่ เธอจึงกระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนยอดของศาลานั้น เมื่อขึ้นไปถึงจุดที่สูงที่สุดแล้ว เธอก็ได้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ
เธอรวบรวมสมาธิ ก่อนจะกระจายพลังจิตของเธอครอบคลุมสวนสาธารณะแห่งนี้เอาไว้ ไม่นานนัก เธอก็สามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งสวนสาธารณะแห่งนี้ได้
ฟู่เยี่ยนยังคงรู้สึกว่าพละกำลังของตัวเองยังคงเหลืออยู่ ดังนั้นเธอจึงพยายามที่จะกระจายพลังจิตออกไปให้มากขึ้น ซึ่งตอนนี้พลังจิตของเธอสามารถครอบคลุมไปถึงสถานที่ทั้งห้าแห่งได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เรียกได้ว่ากินอาณาเขตครึ่งหนึ่งของเมืองหลวงไปเลยก็ว่าได้
หลังจากที่ฝึกฝนมาเป็นเวลานาน นี่เป็นครั้งแรกที่ฟู่เยี่ยนสามารถขยายขอบเขตพลังจิตของเธอถึงระดับนี้ได้
ตอนนี้เธอสามารถใช้พลังจิตได้อย่างอิสระแล้ว และเห็นถึงตำแหน่งของสัญลักษณ์ทั้งหมดได้อย่างชัดเจน ทั้งยังเห็นสัญลักษณ์แปลกๆทั้งหมดในสวนสาธารณะแห่งนี้อีกด้วย
ทันใดนั้นเอง ผู้เฒ่ามู่และคนอื่นก็ได้ปีนขึ้นไปถึงยังเนินแห่งนี้ได้สำเร็จ ก่อนจะเห็นว่าร่างกายของฟู่เยี่ยนนั้นเปล่งประกายแสงสีทองออกมา ขณะที่เยี่ยนโหลวกำลังจะร้องด้วยความตกใจนั้น ผู้เฒ่าเยี่ยนก็ได้รีบปิดปากของเขาเอาไว้
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนมองดูการเตรียมการทั้งหมดแล้ว เธอก็ได้กระโดดลงมา จากนั้นก็ได้วาดตำแหน่งของสัญลักษณ์ทั้งหมดที่เธอจำได้ลงบนพื้น
เมื่อเธอวาดตำแหน่งเหล่านั้นเสร็จ ก็ได้มีคนมากมายมายืนรออยู่ทั้งด้านในและด้านนอก ซึ่งพวกเขาทั้งหมดนั้นเป็นคนที่เธอเชิญให้มาที่นี่นั่นเอง
“ฟู่เยี่ยน นี่คืออะไรเหรอ?”
“คุณปู่มู่ นี่คือสัญลักษณ์ที่หนูมองเห็นทั้งหมด หนูเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นี่คือสิ่งที่หนูเห็น ทุกคน เรามาช่วยกันตรวจสอบดูสิ่งนี้ดูหน่อยดีกว่า ทุกคนมีความคิดเห็นเป็นอย่างไรกันบ้าง?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็ได้มารวมตัวกัน และมองไปยังตำแหน่งของสัญลักษณ์เหล่านั้น ก่อนที่อาจารย์เริ่นที่ก่อนหน้านี้ได้ไปตรวจสอบที่มหาวิทยาลัยครู และอาจารย์จื้อคงที่ไปตรวจสอบโรงงานทอผ้าแห่งที่สอง ต่างก็ยืนยันว่าสิ่งนี้ถูกต้องแล้ว
ส่วนผู้เฒ่ามู่นั้นไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่นึกถึงรูปแบบของค่ายกลนี้เท่านั้น
เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นท่าทางของเขา เธอจึงได้หยุดการสนทนาของทุกคน เพื่อให้ผู้เฒ่ามู่ได้มีเวลาคิดอย่างสงบ
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ฟู่เยี่ยนก็ได้ก้มลงไปมองดูนาฬิกา ก่อนจะพบว่ามีเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงก่อนจะถึงบ่ายสามโมง
“คุณปู่มู่?”
“ฟู่เยี่ยน สิ่งนี้น่าจะเป็นค่ายกลสังหารเก้าชั้น โดยมีคาถาแบบญี่ปุ่นเพิ่มเข้ามาด้วย หากมันได้ผล สิ่งที่ตามมาจะต้องเลวร้ายมากๆอย่างแน่นอน!” ผู้เฒ่ามู่พูดพลางสั่นไปทั้งตัวอย่างควบคุมไม่ได้ หากสิ่งนี้เกิดขึ้น ตระกูลมู่ของเขาจะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้!
“คุณปู่มู่ อย่ากังวลไปเลยค่ะ พวกเราทุกคนอยู่ที่นี่แล้ว และเราจะต้องหาวิธีแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างแน่นอน!”
“ค่ายกลสังหารเก้าชั้นอยู่ในสวนสาธารณะแห่งนี้ ซึ่งหน้าที่ของคาถาที่ชั่วร้ายนี้ก็คือการเสริมพลังให้กับค่ายกลทั้งห้าจุด”
“คุณปู่มู่ ผู้อาวุโสทั้งหลาย แม้หนูฟู่เยี่ยนจะยังเป็นเด็ก แต่เมื่อไม่นานมานี้หนูจะเคยเห็นค่ายกลแบบนี้มาบ้างแล้ว แต่ตอนนี้คาถาชั่วร้ายได้ถูกเพิ่มเข้ามา เราจึงไม่สามารถปล่อยให้มันถูกเปิดใช้งานได้อย่างเด็ดขาด!”
“หากมันถูกเปิดใช้งาน พวกเราที่อยู่ที่นี่ทั้งหมดยังพอจะรู้วิธีต่อต้านมันด้วยความสามารถของตัวเองได้ แต่สำหรับคนธรรมดานั้น พวกเขาไม่ได้มีพลังที่จะต่อสู้เหมือนกับพวกเรา ดังนั้นหนูจึงมีความคิดบางอย่างอยากเสนอพวกคุณ”
“ก่อนหน้านี้ หนูเคยใช้ยันต์สายฟ้าระเบิดมันมาแล้ว ซึ่งตราบใดก็ตามที่มันได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ก็จะไม่มีผลข้างเคียงใดๆเกิดขึ้น”
“แต่ด้วยคาถาที่ถูกเพิ่มเข้ามา เราจึงสามารถทำลายมันได้ทีละชั้นเท่านั้น หนูสามารถวาดยันต์สายฟ้าจำนวนมากได้อยู่แล้ว ที่เหลือก็แค่ให้พวกเราทุกคนช่วยกันตามหาจุดกำเนิดของค่ายกลแต่ละชั้น เพื่อแยกมันออกจากกัน และทำลายมันทิ้งทีละชั้นนั่นเอง!”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ทุกคนต่างก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย และไม่แน่ใจเลยว่าวิธีนี้จะใช้ได้ผล ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจในตอนนี้
“สิ่งที่เสี่ยวฟู่พูดมา ฉันคิดว่าเป็นวิธีที่ใช้ได้เลยนะ พวกคุณทุกคนอาจจะยังไม่รู้ ที่จริงแล้วก่อนหน้านี้ที่โจวหยางใช้ความสามารถของตัวเองทำร้ายคนธรรมดา ก็เป็นยันต์สายฟ้าของฟู่เยี่ยนนั่นเองที่สามารถทำลายมันลงไปได้ และทุกคนก็ได้เห็นผลลัพธ์ที่ตามมาแล้วไม่ใช่หรือ?” ผู้เฒ่ามู่คิดว่าตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องประกาศให้ทุกคนรู้ถึงความแข็งแกร่งของฟู่เยี่ยน
“ที่แท้ก็เป็นฝีมือของอาจารย์ฟู่นี่เอง ช่างน่าเกรงขามมากจริงๆ! ฉันเห็นด้วย หากจะใช้ยันต์สายฟ้าทำลายค่ายกลเหล่านั้น อีกอย่างหลานสาวของฉันเองก็วาดยันต์ได้เหมือนกันนะ! หูจิน รีบเข้าไปหาอาจารย์ฟู่สิ!”
ผู้เฒ่าหูเป็นคนแรกที่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ก่อนจะรีบผลักหลานสาวของตัวเองออกไปในทันที
หากมีคนเริ่มเห็นด้วยคนแรกแล้ว ก็จะมีคนที่สองตามมา และทุกคนก็ได้เริ่มยกมือขึ้นตามๆกัน
ตอนที่ 255: ทำลายค่ายกลที่ชั่วร้าย
ในเวลานี้ ทุกคนต่างก็ยกมือขึ้นด้วยท่าทีที่กระตือรือร้น ในท้ายที่สุดพวกเขาก็ได้ตกลงกันว่าจะมีคนทั้งหมดเก้าคน โดยแต่ละคนจะรับผิดชอบค่ายกลหนึ่งชั้น และแต่ละชั้นนั้นก็จะเชื่อมต่อกัน ส่วนฟู่เยี่ยนรับผิดชอบในส่วนสุดท้าย ซึ่งเป็นส่วนที่อันตรายที่สุด
หลังจากที่วางแผนเรื่องนี้เสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบอุปกรณ์ต่างๆของเธอออกมาเพื่อเตรียมที่จะวาดยันต์ เพราะไม่รู้ว่าเธอจะต้องวาดยันต์ตอนไหน ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงพกกระดาษยันต์และชาดเอาไว้ในกระเป๋าของเธออยู่ตลอดเวลา
จากนั้น เธอก็ได้เข้าไปนั่งข้างในศาลา ก่อนจะตั้งสมาธิ และเริ่มวาดยันต์ในทันที ไม่กี่นาทีต่อมา ทุกคนก็เห็นแสงสีทองวาบขึ้นมา พร้อมกับยันต์หนึ่งแผ่นที่ถูกวาดเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ทันใดนั้นเอง หลายคนก็เกิดความสงสัยขึ้นมา จึงได้เข้าไปดูเทคนิคของฟู่เยี่ยนใกล้ๆ แต่พวกเขาก็เห็นเพียงแค่มือที่ขยับอย่างพลิ้วไหวเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่พวกเขาเห็น ทำให้พวกเขาสัมผัสได้ถึงความงดงามอย่างหาที่ติไม่ได้
ตอนนี้เยี่ยนโหลวยืนอยู่ทางด้านซ้ายของฟู่เยี่ยน เมื่อเห็นทักษะการวาดยันต์ของฟู่เยี่ยน ดวงตาของเขาก็ต้องเบิกกว้างขึ้นมาด้วยความตกตะลึง ก่อนที่เขาจะเกิดความคิดอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นมา
ด้วยวิธีนี้ เขาจะได้อยู่ใกล้กับพี่ฟู่มากขึ้น ซึ่งเยี่ยนโหลวแอบตัดสินใจเรื่องนี้เงียบๆ ไม่นานนัก ฟู่เยี่ยนก็ได้วาดยันต์เสร็จไปเก้าแผ่นแล้ว แต่ก็ยังคงไม่เพียงพอ เพราะหนึ่งคนจะต้องพกยันต์ไปด้วย 2แผ่น เผื่อว่าพวกเขาโยนได้ไม่แม่นยำพอ หรือเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้น
หากพกติดตัวไปด้วยสองแผ่น ก็ยังมีโอกาสแก้ตัวได้อีกหนึ่งครั้ง
ซึ่งทุกคนเองก็เห็นว่าฟู่เยี่ยนนั้นไม่ได้ปกปิดใดๆเลย เธอเปิดเผยทุกขั้นตอนให้ทุกได้มองเห็นอย่างชัดเจน แต่ทว่าเป็นพวกเขาเองที่ไม่สามารถเรียนรู้ทักษะอันยอดเยี่ยมนี้ไปได้
ผ่านไปกว่าสี่สิบนาที ในที่สุดฟู่เยี่ยนก็ได้วาดยันต์สายฟ้าจนครบ 18แผ่นได้สำเร็จ ซึ่งนี่เป็นยันต์สายฟ้าระดับสูงสุดที่ฟู่เยี่ยนสามารถวาดได้แล้ว
แต่เธอก็ยังไม่หยุดวาด ตอนนี้มีความคิดหนึ่งแวบขึ้นมาภายในใจของเธอ ก่อนที่เธอจะคิดทบทวนถึงความเป็นไปได้ในสิ่งที่เธอคิดอย่างรวดเร็ว และหยิบกระดาษยันต์ขึ้นมาเพิ่มอีกประมาณหนึ่ง เธอวาดต่ออย่างไม่ลังเล ซึ่งหลังจากที่วาดยันต์ได้ 2-3แผ่นนั้น ความคิดของเธอก็ได้ค่อยๆเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
ขณะนั้น ผู้เฒ่ามู่และผู้ฒ่าคนอื่นที่รู้จักค่ายกลนี้ก็ได้พูดคุยถึงวิธีการเฉพาะด้วยเช่นกัน เมื่อผู้เฒ่ามู่เห็นว่าฟู่เยี่ยนลุกขึ้นยืน เขาจึงรีบเรียกเธอมาคุยด้วยทันที
“ฟู่เยี่ยน มาทางนี้หน่อยสิ พวกเรามีบางอย่างที่อยากจะคุยกับเธอ ผู้เฒ่าเยี่ยน คุณช่วยอธิบายให้เธอฟังหน่อยสิ”
“ได้เลย เนื่องจากสัญลักษณ์เหล่านี้เป็นรูปแบบของคาถา ดังนั้นเราจึงสามารถสร้างค่ายกลมาเพื่อแยกเฉพาะสวนสาธารณะเป่ย์ไห่ออกไปจากส่วนอื่นได้ ซึ่งจะทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น” ผู้เฒ่าเยี่ยนอธิบายสั้นๆ แต่ได้ใจความ
เมื่อครู่นี้ทุกคนได้พูดคุยกัน และเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับวิธีนี้
“ผู้เฒ่ามู่และผู้เฒ่าเยี่ยนพูดถูก เนื่องจากเราต้องอพยพฝูงชนในสวนสาธารณะทั้งหมด ซึ่งตอนนี้มีปัญหาก็คือเรามีเวลาไม่เพียงพอ” ผู้เฒ่าหูพูดถึงประเด็นนี้เช่นกัน ซึ่งนี่เป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด
“คุณปู่มู่ หนูเองก็มีแนวทางของหนูแล้วเหมือนกัน เราลองมาคุยกันก่อนดีไหมคะ” ฟู่เยี่ยนคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาครู่หนึ่งแล้ว และตอนนี้เธอก็ได้เห็นว่าทุกคนมีความคิดเหมือนกัน ดังนั้นมันจึงยิ่งทำให้เธอรู้สึกมั่นใจมากขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบพูดเถอะ” ทุกคนต่างก็มองไปยังฟู่เยี่ยน
“ตอนนี้ค่ายกลยังไม่ถูกเปิดใช้งาน ดังนั้นเราจึงยังมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงความสามารถของค่ายกลนี้โดยใช้หลักการเดียวกันกับค่ายกลสังหารเก้าชั้นได้ เราจะใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของสวนสาธารณะเป่ย์ไห่ และใช้ค่ายกลเติมอากาศเข้าไปให้ทั่วทั้งสวนสาธารณะ”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ทั้งผู้เฒ่ามู่และผู้เฒ่าเยี่ยนก็ได้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ข้อเสนอแนะของฟู่เยี่ยนนั้นไม่ผิดเลย และข้อเสนอของเธอยังน่าตื่นเต้นมากอีกด้วย ซึ่งหากใช้วิธีนี้ สวนสาธารณะทั้งหมดก็จะกลายเหมือนสถานที่ผลิตอากาศในอนาคต ทั้งยังสามารถส่งอากาศบริสุทธิ์ไปทั่วเมืองหลวงได้อีกด้วย
ผู้เฒ่ามู่และผู้เฒ่าเยี่ยนครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม ส่วนทุกคนก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงหันไปมองผู้เฒ่ามู่และผู้เฒ่าเยี่ยนเพื่อรอทั้งสองยืนยัน
“วิธีการของฟู่เยี่ยนนั้นเป็นวิธีที่ดีมาก แต่ตอนนี้เราไม่มีอะไรที่จะสามารถสร้างค่ายกลขึ้นมาได้เลย” ผู้เฒ่ามู่รู้สึกประทับใจมากกับการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสแบบนี้
“คุณปู่มู่ ช่วยดูหน่อยได้ไหมคะว่ายันต์พลังชีวิตเหล่านี้ของหนูสามารถใช้ได้หรือเปล่า” ฟู่เยี่ยนพัฒนายันต์พลังชีวิตขึ้นมา
ผู้เฒ่ามู่ที่ได้ยินเช่นนั้นจึงรีบเอื้อมมือไปหยิบมันมาดูทันที ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย ทันทีที่เขารับมันมา ก็เห็นแสงสีทองแวววาวที่ดูลึกลับปกคลุมบนยันต์เหล่านั้นเอาไว้
“สาวน้อย เธอจะถ่อมตัวเกินไปแล้ว ฉันคิดว่ายันต์เหล่านี้น่าจะอยู่ในระดับศักดิ์สิทธิ์เลยนะ มันเหมาะกับการใช้สร้างค่ายกลที่สุดแล้ว เธอทำให้ฉันประหลาดใจได้ตลอดเวลาเลยจริงๆ” ผู้เฒ่ามู่รู้สึกมีความสุขมากเมื่อเห็นยันต์เหล่านี้ เขาคิดว่าสิ่งที่เธอจะทำนั้นต้องสำเร็จอย่างแน่นอน
ส่วนผู้เฒ่าเยี่ยนเองก็ได้เข้ามาดูยันต์เหล่านี้ด้วยเช่นกัน แม้ว่าเขาจะไม่ได้ถือยันต์ตรงหน้าขึ้นมา และไม่มีความสามารถในการวาดยันต์ก็ตาม แต่เขาก็พอจะดูออกว่ากระดาษที่ใช้วาดยันต์นั้นเป็นกระดาษอย่างดี
ในเมื่อใช้กระดาษยันต์ที่มีคุณภาพสูง นั่นหมายความว่ายันต์ก็จะมีประสิทธิภาพที่สูงตามไปด้วย
“ถ้าอย่างนั้นเรามาหารือถึงวิธีการที่จะทำลายค่ายกลนี้กันก่อนดีกว่า แม้ว่ามันจะยังทำงานในตอนนี้ก็ตาม แต่ค่ายกลนี้จะถูกกระตุ้นทันทีที่เราเคลื่อนไหว” ผู้เฒ่ามู่เชิญทุกคนให้มาหารือกันอีกครั้ง
ขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่นั้น มู่อี้อันและไป๋โม่เฉินได้วิ่งเข้ามา
“มู่อี้อัน นายมาได้ถูกเวลาพอดีเลย” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมรอยยิ้ม เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทั้งสองก็เคยทำงานร่วมกันมาหลายครั้ง ดังนั้นจึงมีความเข้าใจกันไปโดยปริยาย ซึ่งต่างจากการทำงานกับคนอื่นอย่างสิ้นเชิง
ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็มองไปที่เธอเช่นกัน เขาเองก็อยากจะต่อสู้เคียงข้างเธอเหมือนกัน
“ฟู่เยี่ยน ฉันพอจะช่วยอะไรเธอได้บ้าง?”
“หนุ่มน้อยตระกูลไป๋ นายมาทันเวลาพอดีเลย นายและเสี่ยวหลิวช่วยไปติดต่อหน่วยงานที่สามารถพาคนออกจากสวนสาธารณะหน่อยก็แล้วกัน เพราะหลังจากที่ค่ายกลทำงาน คนธรรมดาไม่สามารถทนได้อย่างแน่นอน” ผู้เฒ่ามู่เริ่มสั่งการอีกครั้ง
“ได้เลยครับคุณปู่ ผมจะไปเดี๋ยวนี้เลยครับ” ไป๋โม่เฉินพูดพลางมองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง โดยฟู่เยี่ยนเองก็มองไปที่เขาเช่นกัน ซึ่งแววตาของทั้งสองนั้นดูเหมือนจะมีคำพูดมากมายแฝงอยู่
จากนั้น ไป๋โม่เฉินและลุงหลิวก็ได้รีบออกไปทันที ส่วนทุกคนก็ได้พูดคุยถึงวิธีแก้ปัญหาต่อ ตอนนี้ฟู่เยี่ยนได้ค้นพบดวงตาของค่ายกลทั้งหมดแล้ว เมื่อมีคนต้องการที่จะทำร้ายพวกเขา เธอจะวางยันต์พลังชีวิตลงบนตำแหน่งที่เกี่ยวข้องในทันที
ไม่จำเป็นต้องทำลายค่ายกลบางส่วนเลย และวิธีนี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้เป็นอย่างมาก
หลังจากที่พูดคุยกันเสร็จแล้ว พวกเขาได้ก็รอให้ไป๋โม่เฉินและลุงหลิวกลับมา ซึ่งในเวลานี้พวกเขาทั้งสองก็ได้พบคนๆหนึ่งที่มีท่าทางลับๆล่อๆ
ทั้งสองได้นำใบรับรองการทำงานจากหน่วย753 ไปแจ้งกับหน่วยงานบริหารสวนสาธารณะ เพื่อให้ทำการอพยพนักท่องเที่ยวออกจากสวนสาธารณะ
“ลุงหลิวครับ ดูผู้ชายคนที่ถือกระเป๋าอยู่ใต้ต้นหลิวคนนั้นสิ” สัญชาตญาณของไป๋โม่เฉินบอกว่าชายคนนั้นดูมีพิรุธอย่างชัดเจน
“ดูเหมือนว่าชายคนนั้นจะไม่อยากออกไปจากที่นี่นะ ทั้งยังดูเหมือนว่ากำลังมองหาอะไรบางอย่างอยู่ด้วย” ลุงหลิวมองไปที่ชายคนนั้นพร้อมกับพูดขึ้นมา
“ไม่หรอกครับ เขาไม่ได้กำลังมองหาบางอย่างหรอก” ไป๋โม่เฉินตัดสินอย่างรวดเร็ว ไม่มีเวลาที่เขาจะมามัวลังเลอะไรอีกต่อไปแล้ว และรีบคำนวนระยะห่างระหว่างตัวเขากับชายคนนั้นในทันที
“เร็วเข้า ดูเหมือนว่าเขากำลังจะทำอะไรบางอย่างนะ รีบเข้าไปจัดการเขาจากด้านหลังกันเถอะ”
ก่อนที่ลุงหลิวจะทันพูดจบ เขารู้สึกว่ามีบางอย่างพุ่งออกไปจากข้างๆตัวเขาก่อนแล้ว
เขาจึงเงยหน้าขึ้นไปดู ก่อนจะเห็นว่าตอนนี้ไป๋โม่เฉินอยู่ห่างจากชายคนนั้นเพียงแค่ไม่กี่สิบเมตรแล้ว ซึ่งไป๋โม่เฉินเคลื่อนไหวได้เร็วมาก ก่อนจะผลักชายคนนั้นลงไปที่พื้นโดยที่ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตอบโต้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นเช่นนั้น ลุงหลิวจึงรีบตามเข้าไปทันที ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้กระชากกระเป๋ามาจากชายคนนั้น เมื่อเห็นว่าลุงหลิวตามมาแล้ว เขาจึงยื่นมันให้กับลุงหลิวไป
ชายคนนั้นยังคงนอนอยู่บนพื้น และร้องครวญครางออกมาด้วยความเจ็บปวด
เมื่อลุงหลิวเห็นสิ่งที่อยู่ภายในกระเป๋า สีหน้าของเขาก็ได้เปลี่ยนไปในทันที หากไม่เจอสิ่งนี้ จะต้องเกิดหายนะขึ้นอย่างแน่นอน ภายในกระเป๋าใบนั้นมีกล่องอยู่ใบหนึ่ง ทว่าไปวิญญาณชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากในกล่องใบนั้นแข็งแกร่งมาก
สิ่งนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของค่ายกลแห่งนี้ เมื่อคิดได้เช่นนั้น ลุงหลิวจึงตัดสินใจในทันทีว่าสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นคือสิ่งไม่ดี
“เสี่ยวไป๋ คุมตัวเขาไว้ และพาไปหาทุกคนดีกว่า”
“ได้ครับลุงหลิว” จากนั้น ไป๋โม่เฉินก็ค่อยๆดึงกิ่งก้านของต้นหลิวลงมา และมัดชายคนนั้นเอาไว้ ก่อนจะดึงชายคนนั้นขึ้นมาด้วยมือเพียงข้างเดียว พร้อมกับเดินออกไปจากที่นี่
การกระทำนี้ได้ทำให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานบริหารตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก ก่อนจะพยายามอพยพคนออกจากสวนสาธารณะให้เร็วที่สุด เพราะเรื่องที่หน่วย753 ได้รับผิดชอบส่วนใหญ่ หากไม่ใช่เรื่องที่ถึงแก่ชีวิตก็เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก
ดังนั้นการอพยพทุกคนออกไปให้ไกลจากที่นี่โดยเร็วที่สุดนั้นเป็นทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้
ไม่นาน ในสวนสาธารณะก็เหลือเพียงกลุ่มของฟู่เยี่ยนเท่านั้น
จบตอน
Comments
Post a Comment