ตอนที่ 256: ค่ายกลสังหารเก้าชั้น
ไป๋โม่เฉินและลุงหลิวพาคนๆนั้นเดินขึ้นไปยังเนินเขา ซึ่งตอนนี้ชายคนนั้นยังคงร้องครวญครางราวกับว่าเขาถูกทุบตีและได้รับบาดเจ็บจริงๆ
เมื่อฟู่เยี่ยนและคนอื่นเห็นว่าทั้งสองคนจับกุมใครคนหนึ่งได้ พวกเขาจึงเข้าไปดูทันที
“เสี่ยวไป๋ เกิดอะไรขึ้น? ชายคนนี้คือใครเหรอ?”
“เสี่ยวหลิว มันเกิดอะไรขึ้น?”
จากนั้น ลุงหลิวก็ได้ยื่นกล่องใบนั้นให้กับมู่อี้อัน ก่อนจะเล่าให้กับผู้เฒ่ามู่และคนอื่นฟังว่าเกิดอะไรขึ้น
“นายท่านครับ สิ่งที่อยู่ด้านในกล่องใบนี้เต็มไปด้วยพลังชั่วร้ายที่แข็งแกร่ง ผมคิดว่ามันจะต้องเป็นของที่ใช้กระตุ้นค่ายกลอย่างแน่นอน”
มู่อี้อันหยิบกล่องใบนั้นมาอย่างระมัดระวัง และทันทีที่แตะมัน เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังที่เย็นสบายขึ้นมา แต่ขณะที่เขากำลังจะเปิดมันนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้วางมือลงบนฝาของมันเสียก่อน
“อย่าเพิ่งเปิดมัน เจ้าสิ่งนี้เป็นสิ่งชั่วร้าย เรามาลองถามชายคนนั้นดูก่อนดีกว่า”
ทันใดนั้นเอง สายตาของทุกคนก็ได้หันไปมองที่ไป๋โม่เฉิน ซึ่งตอนนี้เขาได้จับชายคนนั้นโดยใช้กิ่งก้านของต้นหลิวมัดเอาไว้
“บอกฉันมา นายคิดจะเอาสิ่งนี้ไปไว้ที่ไหน?” ผู้เฒ่ามู่พูดพร้อมกับกระทุ้งไม้เท้าลงไปบนพื้น
ซึ่งทันทีที่ชายคนนั้นเห็นทุกคน เขาก็ได้หลับตาลงอย่างไม่ลังเล ก่อนจะแกล้งตายในที่สุด
“ไม่เป็นไร หากเขาไม่ยอมพูดอะไร เราก็แค่สอนให้เขาประพฤติตัวดีๆก็ได้นี่นา” ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ไป๋โม่เฉินก็เข้าใจโดยปริยาย
เขาคลายมัดที่แขนของชายคนนั้นออก ก่อนที่ชายคนนั้นก็กรีดร้องออกมาอีกครั้ง
“พวกเราไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้นหรอกนะ ทางที่ดีคุณควรรีบพูดความจริงออกมาจะดีกว่า” ทันใดนั้นเอง มู่อี้อันที่เดินเข้ามาก็พูดเสริมขึ้น
“ฉัน……ฉันก็แค่ทำตามคำสั่งที่หัวหน้าของฉันมอบหมายเท่านั้น เขาบอกให้ฉันนำสิ่งนั้นไปวางบนเรือในทะเลสาบ” ชายคนนั้นพูดพร้อมกับกลอกตาไปมา ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าเขาไม่ได้พูดความจริง
“หากนายยังไม่ยอมพูดความจริง ฉันจะยัดสิ่งนั้นเข้าไปในปากของนาย” ไป๋โม่เฉินก้มลงไปกระซิบกับชายคนนั้นเบาๆ
เมื่อเห็นถึงท่าทีที่ดูจริงจังและเยือกเย็นของเขา บนหน้าผากของชายคนนั้นก็มีเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาเต็มไปหมด
ฟู่เยี่ยนไม่เคยเห็นไป๋โม่เฉินในมุมโหดแบบนี้มาก่อน เพราะก่อนหน้านี้เขาปฏิบัติต่อเธอเป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นที่อารมณ์ดีอยู่เสมออีกด้วย แต่ตอนนี้ท่าทีของเขาสามารถทำให้เด็กที่เห็นร้องไห้ได้อย่างง่ายดายเลยด้วยซ้ำ
แต่เธอก็ยังคงรู้สึกดีมากๆ ก่อนจะอดยิ้มให้กับเขาไม่ได้
เมื่อชายคนนั้นเห็นรอยยิ้มของฟู่เยี่ยน ด้วยเหตุผลบางอย่าง อาการตัวสั่นก็ได้แพร่กระจายจากหัวใจไปยังทั้งร่างกายของเขาในทันที
ทำไมคนพวกนี้ถึงดูโหดร้ายขนาดนี้กันนะ?
“ฉัน... ฉันมาที่นี่เพื่อเอาของสิ่งนั้นมาวางเอาไว้เฉยๆจริงๆ หากไม่เชื่อก็ดูแผนที่ในกระเป๋าของฉันได้ หัวหน้าของฉันสั่งให้ฉันมา” ชายคนนั้นพูดพลางก้มหน้าลงเล็กน้อย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินจึงได้ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า ก่อนจะพบว่ามีแผนที่อยู่ในนั้นจริงๆ และผู้เฒ่ามู่ก็ได้หยิบมันไปดู
“ใครคือหัวหน้าของนาย?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามออกไป ขณะที่เธอเองก็ได้คาดเดาคำตอบเอาไว้ในใจอยู่แล้ว
“เขาคือเสิ่นเฉิงหมิน” ใช่แล้ว คำตอบเป็นไปตามที่เธอคิดเอาไว้ไม่มีผิด
“เขาได้ออกคำสั่งนี้กับนายตั้งแต่เมื่อไหร่?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามพร้อมกับจ้องเขม็งไปที่ดวงตาของเขา
“เมื่อเช้านี้ เขาโทรมาที่ทำงานของฉัน” ชายคนนั้นยังคงพูดโดยที่ก้มหน้าอยู่
“แล้วนายชื่ออะไร?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง ไม่มีทางที่เสิ่นเฉิงหมินจะโทรหาเขาได้อย่างแน่นอน
“ฉันชื่อหวังจื้อ เป็นเลขาของเขา”
“นายรู้หรือเปล่าว่าสิ่งนี้ใช้ทำอะไร?” ฟู่เยี่ยนคิดว่าชายคนนี้จะต้องเป็นคนทำเครื่องมืออย่างแน่นอน
“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสั่งให้ฉันทำสิ่งนี้”
ฟู่เยี่ยนมองไปที่เขา ก่อนจะขอให้ไป๋โม่เฉินลากเขาออกไปข้างๆ
ผู้เฒ่ามู่ยังคงดูแผนที่อยู่ และพบว่ามันคือตำแหน่งดวงตาของค่ายกลจริงๆ ในตอนนี้ชายคนนั้นก็ได้นอนอยู่บนพื้น ไม่สามารถหนีไปไหนได้แล้ว ที่สำคัญชายคนนั้นยังไม่ใช่สมาชิกของลัทธิเต๋าอีกด้วย
“เรายังคงจะทำตามแผนเดิม แต่ควรทำอย่างไรกับกล่องใบนี้ดีล่ะ?”
“คุณปู่มู่ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหนูเอง หนูอยากจะเล่นกับมันสักหน่อย และระเบิดมันทิ้งด้วยยันต์สายฟ้า” ฟู่เยี่ยนรับกล่องใบนั้นมา ซึ่งสิ่งนี้ทรงพลังมากๆ ดังนั้นเธอจะต้องทำลายมันให้สิ้นซาก
ตามข้อตกลงก่อนหน้านี้ มู่อี้อันและฟู่เยี่ยนจึงได้ลงมือซ่อมแซมและอุดช่องโหว่ทั้งหมด ในขณะที่คนอื่นก็ได้โยนยันต์สายฟ้าไปยังตำแหน่งที่กำหนดเอาไว้
ทุกคนดำเนินการตามแผนที่วางไว้ทันที ซึ่งเนินเขาแห่งนี้เป็นที่แรกที่ได้รับการซ่อมแซม ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะขอให้เหล่าชายชราสองสามคนอยู่ที่นี่และคอยจัดตั้งแนวป้องกันเล็กๆขึ้นมา
“สาวน้อย หากมีอะไรผิดพลาด ให้รีบทำลายค่ายกลทันทีเลยนะ อย่าฝืนตัวเองอย่างเด็ดขาด ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด” ผู้เฒ่ามู่พูดด้วยสีหน้าที่จริงจัง
ฟู่เยี่ยนรู้สึกซาบซึ้งใจ แต่เธอก็ตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วที่จะทำแบบนี้
“คุณปู่มู ท่านผู้เฒ่าทั้งหลาย รอฟังข่าวดีได้เลยค่ะ!”
ไป๋โม่เฉินเองก็ตามฟู่เยี่ยนไปด้วยเช่นกัน แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจเรื่องอภิปรัชญาก็ตาม แต่เขาก็ยังมีความรู้ด้านอาวุธ และให้การสนับสนุนเธอได้ ทั้งยังอาสาที่จะถือกระเป๋าใบนั้นให้อีกด้วย
“เมื่อเราทุกคนไปถึงยังตำแหน่งที่กำหนด ให้รอรับสัญญาณในมือของทุกคนได้เลย” ฟู่เยี่ยนเตือนความจำของทุกคนอีกครั้ง
“พี่ฟู่ อย่ากังวลไปเลย!” เยี่ยนโหลวซึ่งรับหน้าที่ไปยังค่ายกลชั้นที่ห้าพยักหน้าด้วยความมุ่งมั่น แม้ว่าเขาจะยังเด็ก แต่เขาก็มีความสามารถที่โดดเด่นมาก เรียกได้ว่าความสามารถของเขาเทียบเท่ากับมู่อี้อันเลยก็ว่าได้
ฟู่เยี่ยนอยู่กับไป๋โม่เฉิน โดยมีมู่อี้อันล่วงหน้าไปถึงชั้นที่สี่แล้ว ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ควบคุมแผนการโดยรวมอยู่ด้านหลัง
สิบนาทีต่อมา สัญญาณก็ได้ดังขึ้นทางทิศตะวันออก และอีกไม่กี่นาทีให้หลัง ทุกคนก็ได้เข้าประจำตำแหน่งกันหมดแล้ว
เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นว่าทุกคนเข้าประจำที่ เธอจึงส่งสัญญาณออกไปในทันที จากนั้นก็ได้มีเสียงดังขึ้นมาจากค่ายกลชั้นแรก ซึ่งเป็นป่าบริเวณขอบด้านนอกสุดของสวนสาธารณะ มันเป็นเสียงคล้ายกับการจุดประทัดเท่านั้น
ใช่แล้ว มันคือยันต์สายฟ้าที่ฟู่เยี่ยนพัฒนาขึ้นมา โดยประสิทธิภาพของมันนั้นยังคงรุนแรงเหมือนเดิม แต่เสียงของมันเบาลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเห็นสัญญาณนี้ มู่อี้อันจึงได้ฝังยันต์พลังชีวิตลงในตำแหน่งที่กำหนดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปล่อยสัญญาณในมือของเขาทันที
จากนั้น เขาก็รีบวิ่งไปยังทิศตะวันออก และขณะที่เขากำลังวิ่งอยู่นั้น ยันต์สายฟ้าแผ่นที่สองก็ถูกใช้งาน
ด้วยวิธีนี้ ค่ายกลชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สี่ได้รับการแก้ไขสำเร็จแล้ว และคนที่ทำภารกิจสำเร็จก็รีบวิ่งขึ้นไปบนเนินเขาทันที
ส่วนมู่อี้อันยังคงเดินต่อไปยังค่ายกลชั้นที่ห้า เพราะเขายังต้องตามไปช่วยฟู่เยี่ยน
เมื่อยันต์สายฟ้าในค่ายกลชั้นที่ห้าดังขึ้น ซึ่งครั้งนี้ดูเหมือนจะมีบางอย่างที่ผิดปกติไป และอีกไม่กี่วินาทีต่อมาก็ได้มีเสียงอื่นดังขึ้น
ฟู่เยี่ยนจึงได้มองไปยังทิศทางนั้นในทันที เธอเกรงว่าจะมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับเยี่ยนโหลว เพราะการใช้ยันต์สายฟ้าของเธอนั้นไม่ใช่เรื่องตลกเลย!
แต่ยังโชคดีที่อีกไม่กี่วินาทีต่อมา เยี่ยนโหลวก็ได้ส่งสัญญาณกลับมาที่เธอ ค่ายกลชั้นที่ห้านั้นมีความซับซ้อนกว่าชั้นอื่นเล็กน้อย ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงใช้ยันต์พลังชีวิตถึงสามแผ่นเพื่อสร้างค่ายกลทับชั้นที่ห้า
เมื่อมู่อี้อันมาถึง ไป๋โม่เฉินก็ได้ส่งสัญญาณว่าชั้นที่ห้าจัดการสำเร็จแล้วออกไปทันที
ทว่าหลังจากที่รออยู่นานหลายนาที กลับไม่มีเสียงของยันต์สายฟ้าในชั้นต่อไปดังขึ้นเลย จึงทำให้มู่อี้อันและฟู่เยี่ยนรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อย
ชั้นที่หกคือชั้นที่ลุงหลิวรับผิดชอบ มันเกิดอะไรขึ้นกัน?
“ฟู่เยี่ยน เราไปดูลุงหลิวหน่อยดีกว่า บางทีอาจมีความผิดพลาดบางอย่างเกิดขึ้นกับเขาก็ได้นะ?”
“ฉันเดาว่าลุงหลิวน่าจะมาถึงก่อนเวลา และรอที่จะทำลายค่ายกลแล้วนะ ระวังตัวด้วยล่ะ พกยันต์สายฟ้าพวกนี้ไปด้วย” ฟู่เยี่ยนพูดเตือนขึ้นมา
จากนั้น พวกเขาทั้งสามก็ได้วิ่งไปหาลุงหลิวโดยเร็วที่สุด ตอนนี้สภาพร่างกายของไป๋โม่เฉินเริ่มดีขึ้นมามากแล้ว แต่ทว่ามู่อี้อันนั้นยังคงวิ่งและสลับกับเดินเป็นระยะ
“ฉันจะไปเอง นายอยู่กับฟู่เยี่ยนที่นี่เถอะ” หลังจากที่พูดจบ ไป๋โม่เฉินก็วิ่งออกไปทันที
ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะทันได้พูด เขาก็วิ่งออกไปเสียแล้ว
“นายช่วยเอายันต์พลังชีวิตไปฝังแทนก็แล้วกัน รอสัญญาณจากฉัน หากมันไม่ได้ผล ก็ให้โยนยันต์สายฟ้าเหล่านี้ทั้งหมดออกไปทันที และจัดกลุ่มตามแผนการเดิม”
ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้รีบตามไป๋โม่เฉินไปทันที เนื่องจากเขาไม่มีความสามารถทางอภิปรัชญา ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์พวกนี้ได้
ส่วนมู่อี้อันก็รีบเดินไปยังตำแหน่งที่กำหนดเอาไว้ และรอให้ยันต์สายฟ้าของฟู่เยี่ยนดังขึ้น
ไป๋โม่เฉินวิ่งมายังชั้นที่หก แต่ก็ยังไม่เจอลุงหลิว ทันใดนั้น สัญชาตญาณก็ได้เตือนเขาว่ามีบางอย่างอยู่ที่นี่
ไป๋โม่เฉินจึงรีบเข้าไปซ่อนตัวข้างๆ ก่อนจะเห็นแมลงตัวใหญ่กำลังตรงมาทางเขา
และก่อนที่เขาจะทันได้โต้ตอบ แมลงจำนวนมากก็ได้บินเข้ามาแล้ว
“พี่ไป๋โม่เฉิน! หมอบลง”
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเข้ามา เธอก็เห็นแมลงจำนวนมากล้อมรอบเขาอยู่ แม้ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงภาพลวงตา แต่หากถูกแมลงเหล่านั้นกัดเข้า พิษของมันจะแพร่กระจายในร่างกายอย่างรวดเร็ว
เธอจึงได้โยนยันต์สายฟ้าออกไปเพื่อทำลายภาพมายาเหล่านี้ทันที
ฟู่เยี่ยนไม่มีเวลาพูดอะไรทั้งนั้น ก่อนจะรีบโยนยันต์ไปอีกหนึ่งแผ่น และค่ายกลชั้นที่หกก็ได้ถูกทำลายไปในที่สุด
หลังจากที่โยนยันต์อีกหนึ่งแผ่นออกไป และเห็นว่าตัวค่ายกลทั้งค่ายกลเกือบจะถูกทำลายแล้ว เธอจึงได้ส่งสัญญาณออกไป
จากนั้น ทั้งสองก็สังเกตเห็นว่าลุงหลิวได้นอนหมดสติอยู่ที่ใต้ต้นไม้!
ตอนที่ 257: ร่างวิญญาณ
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนจับชีพจรของเขา เธอก็รู้ว่าเขาถูกแมลงพิษเหล่านั้นกัด จึงได้รีบหยิบกาต้มน้ำออกมาพร้อมกับโบกมือให้ไป๋โม่เฉินรินน้ำใส่แก้วให้ลุงหลิวดื่มมันเข้าไป หลังจากนั้นไม่นานนัก ลุงหลิวก็ได้ฟื้นขึ้นมา
“อะแฮ่ม ช่างน่าอายมากจริงๆ เมื่อฉันมาถึงที่นี่ก็โดนแมลงพวกนั้นกัดเข้า ทีแรกฉันก็ไม่ใส่ใจหรอกนะ”
“ตอนนี้มู่อี้อันยังไม่ส่งสัญญาณกลับมาเลย ลุงหลิว ลุงรีบไปช่วยเขาก่อนเถอะค่ะ หนูจะไปที่ค่ายกลชั้นเจ็ดเอง”
เนื่องจากเวลานี้เป็นเวลาเร่งด่วน ดังนั้นทั้งสามจึงได้แยกกันทันที โดยฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินวิ่งตรงไปยังทิศทางหนึ่ง ขณะที่วิ่งนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ถามขึ้นมา
“พี่ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
“ฉันไม่เป็นไร ดีที่เมื่อกี้ฉันซ่อนตัวทัน” ปกติไป๋โม่เฉินมีความคล่องตัวสูงมากอยู่แล้ว
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็คอยสังเกตรอบๆให้ดีด้วยนะ เพราะอาจมีบางอย่างรอเราอยู่ที่ค่ายกลชั้นที่เจ็ดก็ได้”
หลังจากที่ลุงหลิวตามไปช่วยมู่อี้อันได้ไม่นาน สัญญาณก็ได้ดังขึ้น
“มู่อี้อันทำสำเร็จแล้ว เรารีบไปกันเถอะ” ทันใดนั้น ทั้งสองก็ได้เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
และแล้วก็เป็นไปตามที่คาดการเอาไว้ เธอไม่ได้ยินเสียงยันต์สายฟ้าจากค่ายกลชั้นที่เจ็ด ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับเริ่นเปียวอีกแล้วสินะ
เมื่อฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินมาถึง ก็พบว่าเริ่นเปียวกำลังถูกกระดาษจำนวนมากพันตามตัวอยู่ ดูเหมือนจะเป็นการต่อสู้ระยะประชิด และเริ่นเปียวยังดูจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบอีกด้วย
“อาจารย์เริ่น รีบหลบเร็วเข้า” ฟู่เยี่ยนตะโกนก่อนจะโยนยันต์ออกไป
ตอนนี้มีเวลาไม่มากแล้ว จึงจำเป็นต้องหาวิธีแก้ไขอย่างรวดเร็ว ซึ่งทักษะของเริ่นเปียวก็ไม่ได้ธรรมดาเลย เขาเบี่ยงตัวหลบได้อย่างง่ายดาย และมนุษย์กระดาษก็ได้ถูกไฟจากยันต์ของฟู่เยี่ยนเผาจนกลายเป็นขี้เถ้าในทันที
“อาจารย์เริ่น อาจารย์ทำลายค่ายกลนี้เถอะค่ะ แล้วหนูจะจัดการเรื่องตั้งค่ายกลทับที่นี่เอง”
“อืม วางใจได้เลย ให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง!”
เมื่อพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็วิ่งออกไปทันที และไป๋โม่เฉินเองก็ได้ตามเธอไปติดๆ อย่างไม่ยอมให้คลาดสายตา
หลังจากที่วิ่งไปได้ประมาณสองร้อยเมตร ฟู่เยี่ยนก็ได้ยินเสียงดังขึ้นมาจากด้านหลังเขา ทั้งสองจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น และเมื่อมาถึงยังตำแหน่งที่กำหนด สัญญาณก็ได้ดังขึ้นมาพอดี
ฟู่เยี่ยนหยิบยันต์พลังชีวิตออกมา ก่อนจะฝังมันลงไปตามตำแหน่งที่กำหนด และในเวลาเดียวกันนั้น เธอก็ได้ใส่ยันต์หยกเข้าไปด้วย
ด้วยการเสริมพลังของยันต์หยกนั้น จะทำให้ทุกอย่างราบรื่น ไม่นานนักมู่อี้อันก็ได้มาถึง หลังจากที่ฟู่เยี่ยนส่งสัญญาณไป เริ่นเปียวก็ได้วิ่งเข้ามาเช่นกัน
“อาจารย์ฟู่ รีบตรงไปยังจุดกำเนิดของค่ายกลนี้เร็วเข้าเถอะ ฉันจะไปดูที่ค่ายกลชั้นแปดเอง”
ทุกคนดำเนินการตามแผนอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่ฟู่เยี่ยนและคนอื่นจะไปที่นั่น พวกเขาก็ได้ยินเสียงยันต์สายฟ้าดังขึ้น และมีเพียงแค่เสียงเดียวเท่านั้น
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็เห็นสัญญาณปรากฏขึ้นมา
“เด็กสาวจากตระกูลหูคนนั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ! ฉันจะรีบไปยังค่ายกลชั้นที่เก้าเดี๋ยวนี้เลย เพราะฉันคิดว่าเด็กสาวจากตระกูลหูก็กำลังจะไปที่นั่นเหมือนกัน”
“ไม่ อาจารย์เริ่น คุณไปยังสถานที่ที่เราจะตั้งค่ายกลเถอะ ฉันจะไปที่ค่ายกลชั้นเก้าเอง มู่อี้อัน นายเองก็ไปตั้งค่ายกลช่วยอาจารย์ด้วยก็แล้วกัน เอายันต์หยกนี่ไป เมื่อนายไปถึงชั้นสุดท้าย ให้นำยันต์พลังชีวิตที่เหลือทั้งหมดใส่เข้าไป ภารกิจครั้งนี้จะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว มันขึ้นอยู่กับสิ่งนี้แล้วล่ะ!”
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเธอก็ระวังตัวด้วยล่ะ!” มู่อี้อันพูดเตือนออกไป
“ฉันรู้แล้ว นายเองก็เหมือนกัน!”
หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็วิ่งตรงไปที่ทะเลสาบ ซึ่งที่นั่นมีดวงตาของค่ายกลสังหารเก้าชั้นอยู่ นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นจุดศูนย์กลางของค่ายกลอากาศเก้าชั้นของเธอด้วยเช่นกัน
ไป๋โม่เฉินเดินตามไปโดยไม่พูดอะไร ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็ยังนึกไม่ออกเช่นกันว่ามีอะไรรอเธออยู่ที่ค่ายกลชั้นเก้า แต่เธอก็ยังคงก้าวต่อไปอย่างกล้าหาญ แม้จะมีอาการตัวสั่นอยู่เล็กน้อยก็ตาม!
แต่ยิ่งเดินเข้าไปมากเท่าไร ฟู่เยี่ยนก็ยิ่งรู้สึกถึงความกดดันที่ทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ
“พี่ไป๋โม่เฉิน ระวังตัวด้วย ฉันเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรเหมือนกัน อย่าอยู่ห่างจากฉันเด็ดขาดเลยนะ”
เมื่อเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น ความกดดันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ฟู่เยี่ยนเดินไปที่ขอบของค่ายกลชั้นที่เก้า ก่อนจะพบว่ามีเงาขนาดใหญ่อยู่ด้านใน
มันคืออะไร?
ยิ่งฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าเลือดในร่างกายของเธอกำลังวิ่งพล่านไปหมด ซึ่งเป็นอาการที่เธอไม่เคยเป็นมาก่อนเลย
แต่เมื่อมองย้อนกลับไปที่ไป๋โม่เฉิน เธอก็เห็นว่าเขายังคงสบายดี
ฟู่เยี่ยนจึงระงับความประหม่าของเธอลง ก่อนจะเดินต่อไปข้างหน้า จนในที่สุด เธอก็ได้ก้าวเข้าสู่อาณาเขตของค่ายกลชั้นที่เก้า
ทันทีที่เธอเข้าไป ในลำคอของเธอก็รู้สึกถึงกลิ่นคาวจางๆ ก่อนจะมีเลือดพุ่งออกมาเต็มปาก
“ฟู่เยี่ยน เกิดอะไรขึ้น?” ไป๋โม่เฉินที่อยู่ข้างๆ เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความกังวล และรีบเข้าไปประคองฟู่เยี่ยนเอาไว้
“ฉันไม่เป็นไร พี่ไม่รู้สึกถึงแรงกดดันเหล่านั้นบ้างเลยเหรอ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ทำไมเขาถึงดูไม่เป็นอะไรเลยล่ะ?
ไป๋โม่เฉินส่ายศีรษะ ตอนนี้เขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลย
“นั่งก่อนเถอะ ฉันไม่รู้สึกอะไรนะ แค่รู้สึกหนาวนิดหน่อยเท่านั้น”
ฟู่เยี่ยนมองไปยังพื้นที่รอบๆในค่ายกลชั้นที่เก้า พลางรู้สึกราวกับว่ามีบางอย่างอยู่ที่นี่ เธอจึงได้เพ่งสายตามองไปข้างหน้า เมื่อเห็นถึงบางอย่าง เธอก็ต้องตกใจขึ้นมาทันที! เพราะเงาดำที่เธอเห็นนั้นกลายเป็นคนหลายพันคนเลยทีเดียว
ไม่สิ เงาเหล่านั้นไม่สามารถเรียกว่าคนได้ เงาพวกนั้นคือกลุ่มทหารที่สวมชุดทหารของญี่ปุ่น ทั้งยังมีสภาพที่น่าสังเวชมาก! ในตอนนี้ฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!?
“พี่ไป๋โม่เฉิน พี่มองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นข้างหน้าเลยอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนที่เห็นว่าไป๋โม่เฉินไม่ได้มีอาการผิดปกติใดเลยจึงได้ถามขึ้นมา
“ข้างหน้าเหรอ ก็มีแค่ทะเลสาบ นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรเลย!” ไป๋โม่เฉินมองไม่เห็นอะไรเลยในตอนนี้
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็เข้าใจว่าทำไมความกดดันเหล่านี้ถึงไม่ส่งผลกระทบต่อไป๋โม่เฉินเลย จะต้องเป็นเพราะเขาเคยเป็นทหารมาก่อน และยังมีรังสีของอำนาจทหารหลงเหลืออยู่บนตัวเขาเป็นแน่
ฟู่เยี่ยนมองไปที่ไป๋โม่เฉิน และแน่นอนเธอมองเขาโดยใช้เนตรสวรรค์ ก่อนจะพบว่ามีแสงสีทองจางๆ ปกคลุมร่างกายของเขาอยู่
“ที่จริงแล้วสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยทหารญี่ปุ่นจำนวนมาก” ฟู่เยี่ยนยิ้มออกมาอย่างขมขื่น เธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะฝ่าวงล้อมเข้ามาที่นี่ หากไม่มีไป๋โม่เฉินคอยปกป้องเธอแล้วล่ะก็ แม้ว่าเธอจะไม่ถึงขั้นต้องตาย แต่ก็คงจะสูญเสียพลังชีวิตไปกว่าครึ่งอย่างแน่นอน
“อะไรนะ?” ไป๋โม่เฉินที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกงุนงงขึ้นมาเล็กน้อย มันเป็นเรื่องตลกที่ไม่ได้ตลกเลยสักนิด บริเวณนี้มีคนอยู่ที่ไหนกัน?
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอมีความคิดที่จะมอบพลังเนตรสวรรค์ของเธอไปที่ดวงตาของไป๋โม่เฉิน เพื่อให้เขาสามารถมองเห็นเงาเหล่านั้นได้
“พี่อยากจะเห็นสิ่งเหล่านั้นหรือเปล่า?” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนคิดแบบนั้น เธอจึงได้ถามขึ้นมา
“เธอสามารถทำให้ฉันมองเห็นได้ด้วยเหรอ?” ความคิดในตอนนี้ของไป๋โม่เฉินก็คือไหนๆเขาก็มาถึงที่นี่แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องลองสักตั้ง
“อืม แต่มันคงอยู่ได้ไม่นานหรอกนะ” ฟู่เยี่ยนทำให้เขามองเห็นได้เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น
“อืม ฉันเองก็อยากเห็นเหมือนกัน”
“ถ้าอย่างนั้นพี่ช่วยก้มหัวลงมาหน่อย” ฟู่เยี่ยนใช้นิ้วแตะไปที่หน้าผากของเขาทันที
ทันใดนั้นเอง ไป๋โม่เฉินก็รู้สึกถึงความเย็นที่ไหลผ่านปลายนิ้วของเธอไปยังดวงตาของเขา เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็ต้องชะงักไป...
“นี่… นี่คือผีอย่างนั้นเหรอ?” นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋โม่เฉินได้เห็นร่างวิญญาณ
“หากจะพูดตามหลักแล้ว ที่นี่ไม่มีผีหรอกนะ พวกเขาคือร่างวิญญาณ ซึ่งก็คือเศษเสี้ยววิญญาณหลังความตายของมนุษย์ โดยปกติแล้วพวกเขาจะสลายไปหลังจากที่ตายไปแล้วประมาณ 80-90วัน”
“แต่พวกเขาน่าจะถูกฝึกให้กลายเป็นหุ่นเชิด จึงทำให้วิญญาณมากมายเหล่านี้ไม่ขยับเลย เนื่องจากพวกเขามีจำนวนที่เยอะเกินไป จึงทำให้แรงกดดันนั้นสูงมาก ซึ่งหากคนในลัทธิเต๋าที่มีทักษะไม่มากพอ จะต้องทนแรงกดดันนี้ไม่ไหวอย่างแน่นอน”
“แล้วทำไมฉันถึงไม่เป็นอะไรเลยล่ะ?” ไป๋โม่เฉินครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้
“เพราะพี่เป็นทหาร พี่เคยฆ่าคนในสนามรบมาก่อนใช่ไหม?” ฟู่เยี่ยนมองไปยังแสงสีทองบนร่างกายของเขา ซึ่งคนที่เขาฆ่านั้นจะต้องเป็นคนที่ชั่วร้ายมากๆ อย่างแน่นอน
“ใช่แล้ว ฉันฆ่าพวกเขา แต่พวกเขาล้วนเป็นคนที่ทำเรื่องชั่วร้ายทั้งนั้น ซึ่งการฆ่าพวกเขาสามารถช่วยเหลือคนได้เป็นจำนวนมากเลยด้วย” แม้ว่าไป๋โม่เฉินจะปลดประจำการจากกองทัพแล้วก็ตาม แต่เขาก็พูดอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ มิเช่นนั้นจะมีกฎระเบียบการรักษาความลับเอาไว้เพื่ออะไร
“แสดงว่านั่นคือที่มาของแสงสีทองจางๆ บนร่างกายของพี่ และนอกจากนี้พี่ไม่ได้เป็นสมาชิกของลัทธิเต๋า ดังนั้นแรงกดดันของที่นี่จึงไม่ส่งผลใดต่อพี่เลย ยิ่งไปกว่านั้นฉันคิดว่าพวกเขาน่าจะกลัวแสงสีทองบนร่างกายของพี่เสียด้วยซ้ำ พี่ลองเดินไปข้างหน้าดูสิ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินก็ได้ก้าวออกไปข้างหน้าสองสามก้าว ใช่แล้ว เมื่อใดก็ตามที่เขาสัมผัสกับร่างวิญญาณเหล่านั้น พวกมันก็จะสลายไปในทันที
ไป๋โม่เฉินรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก มันเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร?
“พี่ไป๋โม่เฉิน สิ่งที่พี่พูดก่อนหน้านี้ถูกต้องทั้งหมด ตอนนี้พี่กำลังปกป้องฉันอยู่” ตอนนี้ฟู่เยี่ยนถูกแรงกดดันจากวิญญาณเหล่านั้นเล่นงานอย่างหนัก และเธอก็กระอักเลือดออกมาอีกครั้ง ใครจะรู้ว่ายิ่งเธอรับแรงกดดันเหล่านั้นมากเท่าไร เธอก็ยิ่งทำร้ายตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
ฟู่เยี่ยนก้มหน้าลง ก่อนจะกระอักเลือดสีแดงสดออกมา
ตอนที่ 258: แก้ไขค่ายกลได้สำเร็จ
“ฟู่เยี่ยน เธอเป็นอะไรหรือเปล่า?” ไป๋โม่เฉินกังวลจนเขาแทบลืมหายใจ
“ฉันสบายดี รีบถอยออกมาจากตรงนั้นหน่อยได้ไหม? ฉันจะโยนยันต์สายฟ้าเข้าไป” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เธอก็กระอักเลือดออกมาอีกครั้ง
“เอายันต์สายฟ้ามาให้ฉันเถอะ ฉันจะเป็นคนโยนมันแทนเธอเอง” ไป๋โม่เฉินไม่อยากให้ฟู่เยี่ยนต้องเอาตัวเองมาเสี่ยงอันตรายแบบนี้อีกแล้ว
“พี่ช่วยแบกฉันเอาไว้บนหลังหน่อยได้ไหม ด้วยแสงสีทองบนร่างกายของพี่ มันจะช่วยส่งเสริมพลังให้ยันต์ของฉันเป็นสองเท่า รีบลงมือกันเถอะ!” เธอไม่รู้ว่าข้างในนั้นมีอะไรซ่อนอยู่ และไป๋โม่เฉินก็ไม่มีทักษะด้านอภิปรัชญาเลย หากให้เขาทำแทนเธอ เขาไม่มีทางที่จะจัดการสิ่งเหล่านั้นได้อย่างแน่นอน
“เอาล่ะ ถ้าเธอรู้สึกไม่สบาย ให้รีบบอกฉันทันทีเลยนะ ฉันจะได้พาเธอออกมา เธอเตรียมยันต์สายฟ้าพร้อมแล้วใช่ไหม?” ไป๋โม่เฉินนั่งยองๆ เพื่อจะให้ฟู่เยี่ยนขึ้นมาบนหลังของเขา
“ฉันยังพอมียันต์สายฟ้าเหลืออยู่บ้าง เราจะใช้มันแค่เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันวาดมันในสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้ รีบไปกันเถอะ” ฟู่เยี่ยนพูดพลางขึ้นไปบนหลังของเขา
จากนั้น ไป๋โม่เฉินก็ได้เริ่มเดินไปข้างหน้าช้าๆ และแน่นอนว่าตอนนี้ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยแสงสีทองบนร่างกายของไป๋โม่เฉิน เหล่าร่างวิญญาณที่เข้ามาสัมผัสเขาจะต้องสลายไปทันที
“รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือเปล่า? เธอทนได้ใช่ไหม?” ไป๋โม่เฉินเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ฉันยังไหว รีบเข้าไปเร็วเข้าเถอะ ฉันสบายดี เรารีบจัดการเรื่องนี้ให้จบดีกว่า!” ตราบใดที่ฟู่เยี่ยนยังคงโชคดีพอ จะไม่มีปัญหาใดตามมาอย่างแน่นอน
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะเร่งฝีเท้าแล้วนะ หากเธอรู้สึกไม่สบายก็บอกฉันได้เลย” ไป๋โม่เฉินแบกฟู่เยี่ยนไว้บนหลัง ก่อนจะเดินฝ่าเข้าไปใน ‘ฝูงร่างวิญญาณ’
ในความเป็นจริงนั้น ดวงตาของค่ายกลไม่ได้อยู่ไกลเลย แต่เนื่องมีร่างวิญญาณจำนวนมากกีดขวางอยู่ ทั้งสองจึงใช้เวลานานกว่าปกติถึงสามเท่าในการเดินไปที่นั่น
“เอาล่ะ หยุดตรงนี้แหละ ฉันจะโยนยันต์สายฟ้าที่นี่ และหลังจากที่ฉันนับหนึ่งถึงสาม พี่จะต้องถอยหลังไปสิบก้าว เพื่อให้ที่เราทั้งคู่ปลอดภัย” ฟู่เยี่ยนพูดขณะที่อยู่บนหลังของไป๋โม่เฉิน
“ไม่มีปัญหา”
ก่อนที่จะโยนยันต์ออกไป ฟู่เยี่ยนก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบกริชที่มีพลังชั่วร้ายอาบไว้อย่างแน่นหนาออกมาจากดินแดนต่างมิติ และถือมันเอาไว้ในมือ
โชคดีที่เธอโยนยันต์สายฟ้าเพียงครั้งเดียวก็สามารถโจมตีเข้าไปยังจุดกึ่งกลางของดวงตาค่ายกลได้แล้ว แต่หลังจากที่ยันต์สายฟ้าถูกโยนออกไป กลับไม่มีเสียงใดเกิดขึ้นเลย อีกทั้งมันยังจมลงไปท่ามกลางร่างวิญญาณเหล่านั้นด้วย
แย่แล้ว ! ยันต์สายฟ้าแผ่นนั้นใช้ไม่ได้ผล ดูเหมือนว่าเธอต้องเดินเข้าไปที่นั่นด้วยตัวเองเสียแล้ว
“ฟู่เยี่ยน ทำไมถึงไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยล่ะ?”
“มีร่างวิญญาณคอยปิดกั้นดวงตาของค่ายกลนี้หนาแน่นเกินไป มันจึงไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ ลองมองย้อนกลับไปด้านหลังของเราดูสิ!”
ไป๋โม่เฉินจึงได้หันกลับไป ก่อนจะพบว่าทางที่พวกเขาเดินเข้ามานั้น ตอนนี้ได้เต็มไปด้วยร่างวิญญาณนับพันมาปิดกั้นเอาไว้อีกครั้งแล้ว...
“ตอนนี้เราจะทำอย่างไรต่อไปดี?”
“สิ่งที่เราทำได้ มีเพียงแค่ต้องสู้เพื่อหาทางออกเท่านั้น! พี่ช่วยปล่อยฉันลงที”
ฟู่เยี่ยนถือกริชในมือเอาไว้แน่น และพลังหยินที่อัดแน่นโดยรอบก็ได้ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดขึ้นมาในทันที แต่โชคยังดีที่เมื่อร่างวิญญาณเหล่านั้นรู้สึกถึงลมหายใจของกริชที่เธอถือ พวกมันก็ได้ถอยออกไปกว่าสิบเมตร
ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อยเช่นกัน จากนั้นเธอก็ได้ลงมือทำในสิ่งที่ต้องทำ โดยเธอได้วิ่งไปข้างหน้าพร้อมกับถือกริชเล่มนั้นเอาไว้ในมือ
ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้รีบวิ่งตามหลังฟู่เยี่ยนไปโดยไม่พูดอะไร เธอยกกริชขึ้นมา และฟันไปในอากาศสองสามครั้ง ซึ่งผลลัพธ์นั้นก็ดีขึ้นอย่างไม่คาดคิดเลยทีเดียว
ในตอนนี้ ร่างวิญญาณจำนวนมากได้ถูกคอมกริชฟันจนขาดครึ่งและสลายไปในทันที จึงทำให้ไป๋โม่เฉินกระตือรือร้นที่จะลองทำแบบนั้นดูบ้าง
“ฟู่เยี่ยน ฉันขอยืมกริชของเธอหน่อยสิ ฉันอยากลองทำดูบ้าง”
ด้วยรูปร่างของไป๋โม่เฉิน ฟู่เยี่ยนจึงยื่นกริชให้กับเขาไปในที่สุด ทว่าตอนนี้ ไป๋โม่เฉินไม่สามารถมองเห็นร่างวิญญาณเหล่านั้นได้อีกต่อไป นั่นเป็นเพราะผลของพลังที่ฟู่เยี่ยนมอบให้กับเขาหายไปแล้วนั่นเอง
“ฟันไปทางซ้าย ใช่แล้ว ต่อด้วยทางขวา ใช่ๆ!” ฟู่เยี่ยนมองไปยังทิศทางที่ร่างวิญญาณอยู่ ก่อนจะบอกให้ไป๋โม่เฉินใช้กริชฟันไปยังทิศทางดังกล่าว และในไม่ช้า ทั้งสองก็ได้มาถึงดวงตาของค่ายกลแล้ว
จากนั้น ทั้งสองก็ได้ใช้กริชกำจัดร่างวิญญาณที่ปกคลุมรอบๆ ดวงตาของค่ายกลออกไป และฟู่เยี่ยนก็ได้โยนยันต์สายฟ้าไปพร้อมกันถึงสามแผ่น
ทั้งสองรีบก้าวถอยหลังกว่ายี่สิบก้าวไปอย่างรวดเร็ว และยังคงสัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนบนพื้นดินได้อย่างชัดเจน ทันทีที่ยันต์สายฟ้าระเบิดออกนั้น ร่างวิญญาณทั้งหมดก็ได้กระจัดกระจายกันออกไป ก่อนที่ค่ายกลชั้นที่เก้าจะพังทลายลง ไม่มีช่วงเวลาไหนจะดีไปกว่าตอนนี้อีกแล้ว!
“รีบส่งสัญญาณเร็วเข้า!” ฟู่เยี่ยนตะโกนขณะที่ดึงไป๋โม่เฉินวิ่งไปยังจุดก่อตัวตรงกลาง
“สัญญาณถูกส่งมาแล้ว รีบตั้งค่ายกลเร็วเข้าเถอะ” มู่อี้อันและเริ่นเปียวได้รับสัญญาณแล้ว และมู่อี้อันก็ได้ฝังยันต์พลังชีวิตลงไปทันที แต่ขณะที่ค่ายกลกำลังก่อตัวจนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์นั้น ก็ได้มีพลังต้านที่แข็งแกร่งก่อตัวขึ้นมาด้วย พลังนั้นพยายามจะต่อต้าน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
มีเสียงฟ้าร้องเบาๆ และเสียงนั้นก็ได้คำรามไปทั่วท้องฟ้าบริเวณนั้น
“ดูเหมือนว่าค่ายกลของเรากำลังจะเสร็จสมบูรณ์แล้วสินะ ได้ยินเสียงฟ้าร้องนั่นหรือเปล่า เราแค่รอเวลาให้ขบวนการทุกอย่างสำเร็จเท่านั้น” ผู้เฒ่ามู่พูดพลางทอดสายตามองไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้มตรงหน้า
“ใช่แล้วล่ะ ช่างน่าทึ่งมากจริงๆ ความสำเร็จของเราในวันนี้สามารถบันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ได้เลย! และฟู่เยี่ยนก็สมควรจะได้รับการยกย่องในการมีส่วนร่วมครั้งแรกของเธอ! เพราะเมฆฝนนี้คงไม่ได้สร้างขึ้นมาได้ง่ายๆหรอกใช่ไหม?” ผู้เฒ่าเยี่ยนมั่นใจกับสิ่งนี้เป็นอย่างมาก เธอสามารถทำแบบนี้ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งความสำเร็จนี้จะต้องส่งผลให้เธอแข็งแกร่งขึ้นไปเรื่อยๆอย่างแน่นอน! ดูเหมือนว่าต่อไปนี้เขาจะต้องบอกกับหลานชายว่าควรจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับฟู่เยี่ยนเอาไว้
คนแบบฟู่เยี่ยน ทางที่ดีอย่ามีปัญหาด้วยจะดีที่สุด!
ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินมองไปยังใจกลางของค่ายกล และเห็นท้องฟ้าที่มืดครึ้มพร้อมกับเสียงฟ้าร้องนั้นด้วยเช่นกัน
“มู่อี้อัน รีบใช้ยันต์หยกเร็วเข้า โยนยันต์ทั้งหมดเข้าไปเลย” ฟู่เยี่ยนพูดพลางมอบยันต์ทั้งหมดที่เธอมีให้กับเขา
มู่อี้อันชำเลืองมองไปที่เธอ หากค่ายกลนี้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แล้ว จะถือว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว และฟู่เยี่ยนเองก็ได้ให้เขามีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ด้วย มันจึงทำให้เขารู้สึกถึงความสำเร็จ และดีใจมากที่มีเพื่อนดีๆแบบนี้ และที่สำคัญความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ยังช่วยเติมพลังให้กับเมืองหลวงได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย
“เอาล่ะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมเอง!” มู่อี้อันโยนยันต์หยกและยันต์อื่นๆ เข้าไปพร้อมกันทันที
วินาทีต่อมา ทุกคนที่อยู่ในค่ายกลก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งมันทำให้พวกเขาทั้งหมดมีความกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
จากนั้น ทุกคนก็ได้เริ่มนั่งสมาธิพร้อมๆกัน ดูเหมือนว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการฝึกสมาธิที่สุดแล้ว
ในเวลานี้ สายฟ้าบนท้องฟ้าก็ได้มารวมตัวกันได้สำเร็จแล้วเช่นกัน ทั้งยังส่งเสียงคำรามที่ดังกึกก้องและน่ากลัวออกมา
ส่วนฟู่เยี่ยนเองก็เริ่มนั่งสมาธิด้วยเช่นกัน ซึ่งเธอไม่ได้สนใจเสียงคำรามของท้องฟ้าเหนือศีรษะของเธอเลยแม้แต่น้อย เพราะเธอเชื่อว่าสวรรค์มีความยุติธรรมอยู่แล้ว แต่หากไม่มีความยุติธรรมอยู่จริงๆ และฟ้าจะฝ่าลงมาที่เธอ เธอก็จะยอมรับสิ่งนี้!
ในตอนนี้ ได้มีกระแสลมที่รุนแรงพัดมา และฟ้าร้องก็เริ่มเบาลงจนแทบจะไม่ได้ยินเสียงแล้ว ทุกคนจึงลืมตาและเงยหน้าขึ้นไปมอง ก่อนจะพบว่าไม่มีกลุ่มเมฆที่ก่อตัวอยู่ที่นี่แล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าเมฆกลุ่มนั้นกำลังลอยไปยังตำแหน่งที่ฟู่เยี่ยนอยู่
เมื่อเห็นเช่นนั้น เริ่นเปียวก็ไม่ได้ไปจากที่นี่แต่อย่างใด ส่วนหูจินเองก็ได้โน้มตัวเข้าไปใกล้ๆฟู่เยี่ยนมากขึ้นเช่นกัน และทุกคนต่างก็มารวมตัวกันอยู่รอบๆฟู่เยี่ยน
รวมไปถึงเหล่าชายชราหลายคนที่อยู่บนเนินเขาก็ได้สนับสนุนเรื่องนี้เช่นกัน พวกเขาต่างก็พากันเดินลงมาจากเนินเขาอย่างเร่งรีบ ผู้เฒ่ามู่กัดฟันแน่น นี่สวรรค์กำลังจะทดสอบอะไรพวกเราอีก!
ไป๋โม่เฉินไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น เขาไม่รู้ว่าทำไมทุกคนถึงเริ่มทำสมาธิ และเมฆฝนก็ได้ก่อตัวอยู่เหนือศีรษะของฟู่เยี่ยนแล้ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินก็ได้เข้าไปยืนอยู่ด้านหลังของฟู่เยี่ยน ก่อนจะโน้มตัวไปบังศีรษะของเธอเอาไว้อย่างไม่ลังเล
ฟู่เยี่ยนไม่ได้รับรู้อะไรเลย เธอยังคงจมอยู่ในภวังค์
ตอนนี้ท้องฟ้าได้มืดสนิทและเสียงฟ้าร้องก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดสายฟ้าก็ได้ฟาดลงมาบนดินอย่างรุนแรง จนพื้นสั่นสะเทือนไปหมด
เพียงครู่เดียว ท้องฟ้าที่มืดครึ้มก็ได้สลายไปกับสายลม
หลังจากนั้นไม่กี่นาที ท้องฟ้าก็กลับมาแจ่มใสอีกครั้ง พร้อมกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาจนเกิดเป็นสายรุ้งที่สดใสฉาบขึ้นมาบนท้องฟ้า
ทันใดนั้นเอง ทุกคนที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ก็ได้ลืมตาขึ้นมา ก่อนจะมองไปยังฟู่เยี่ยนที่นั่งอยู่ตรงกลาง
ตอนนี้ร่างกายของเธอถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีทอง และสิ่งที่สะดุดตาที่สุดก็คือไป๋โม่เฉิน ซึ่งเขากำลังใช้ตัวของเขาบังศีรษะของฟู่เยี่ยนเอาไว้อยู่
ฟู่เยี่ยนค่อยๆลืมตาขึ้น ก่อนจะรู้สึกถึงบางอย่างที่อยู่เหนือศีรษะของเธอ เธอจึงเงยหน้าขึ้นไปมอง และเห็นไป๋โม่เฉินยืนอยู่เหนือศีรษะของเธอ
ฟู่เยี่ยนมองไปที่ไป๋โม่เฉิน ก่อนจะพูดออกมาเบาๆ
“พี่ไป๋โม่เฉิน?”
“ฟู่เยี่ยน เมื่อกี้นี้ฟ้าร้องรุนแรงมาก แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติแล้ว” ไป๋โม่เฉินยังคงขมวดคิ้วแน่น และดวงตาของเขาดูมีพลังวิเศษที่น่าดึงดูดเป็นอย่างมาก
ฟู่เยี่ยนจึงได้ยืนขึ้น ก่อนจะเข้าไปสวมกอดไป๋โม่เฉินในทันที ตอนนี้เธอรู้สึกอยากจะกอดเขามากๆ
“เอาล่ะ เอาล่ะ เราไปหาสถานที่เงียบๆ คุยกันดีกว่า ตอนนี้ทุกคนกำลังมองเราอยู่นะ!” ไป๋โม่เฉินกอดฟู่เยี่ยนพร้อมกับลูบไปที่หลังของเธอเบาๆ
แต่ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ ฟู่เยี่ยนจะกระอักเลือดออกมาจำนวนมาก
“ฟู่เยี่ยน!”
“เสี่ยวฟู่!”
ตอนที่ 259: ผลกระทบจากค่ายกล
เมื่อเห็นฟู่เยี่ยนกระอักเลือดออกมา ทุกคนต่างก็ตกใจ
“อาจารย์ฟู่ เป็นอะไรหรือเปล่า?” ในตอนนี้ทุกคนต่างก็มองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยความวิตกกังวล
“ฟู่เยี่ยน ดื่มน้ำสักหน่อยเถอะ” ไป๋โม่เฉินพูดพลางยื่นแก้วน้ำให้กับเธอ
ฟู่เยี่ยนจิบน้ำ ก่อนจะสงบสติอารมณ์ของตัวเองลง
“คุณปู่มู่ หนูสบายดีคะ เลือดพวกนี้เกิดจากแรงกดดันที่หนูได้รับตอนอยู่ในค่ายกลชั้นที่เก้าเมื่อกี้นี้ พอได้กระอักมันออกมา หนูก็รู้สึกดีขึ้นมากเลยค่ะ” ตอนนี้ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าไม่มีอวัยวะภายในส่วนใดของเธอได้รับผลกระทบเลย
“ผู้เฒ่าเยี่ยน คุณลองตรวจชีพจรของเธอดูหน่อยเถอะ จะได้แน่ใจว่าเธอไม่เป็นอะไรจริงๆ” ผู้เฒ่ามู่พูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่เป็นกังวลเล็กน้อย
“มาเถอะ สาวน้อย เราไปหาที่นั่งพักกันก่อนดีกว่า ฉันจะได้ลองตรวจดูชีพจรของเธอด้วย” ผู้เฒ่าเยี่ยนเชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์แผนจีนมาก ที่ผ่านมามีผู้คนมากมายอยากให้เขาช่วยรักษาให้
จากนั้น ทั้งสองก็ได้ไปนั่งที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ก่อนที่ผู้เฒ่าเยี่ยนจะจับชีพจรของฟู่เยี่ยนอย่างระมัดระวัง โดยเขาได้ตรวจทั้งมือซ้ายและมือขวา
“ผู้เฒ่าเยี่ยน เป็นอย่างไรบ้าง ? รีบบอกผลตรวจมาได้แล้ว!” ผู้เฒ่ามู่พูดขึ้นมาอย่างเป็นกังวล
“ใจเย็นๆก่อนสิ ให้ฉันตรวจอย่างละเอียดก่อน จะรีบไปทำไมกัน?” ผู้เฒ่าเยี่ยนค่อยๆขยับมือช้าๆ
“สาวน้อย เธอปกติดี นี่คงจะเป็นพรที่เธอได้รับ ก่อนหน้านี้อาการของเธอดูไม่ค่อยดีนัก แต่ตอนนี้เมื่อเธอได้กระอักเลือดพวกนั้นออกมา ลมปราณและการไหลเวียนของเลือดก็ดีขึ้น”
“แต่ในช่วงเวลานี้ เธอต้องระวังเรื่องการฝึกของเธอ อย่าเพิ่งหักโหมเกินไป” ผู้เฒ่าเยี่ยนให้คำแนะนำกับเธอ
“ขอบคุณผู้เฒ่าเยี่ยนมากเลยค่ะ” ฟู่เยี่ยนกล่าวขอบคุณเขาด้วยความจริงใจ โดยเธอเองก็รู้ถึงสภาพร่างกายของตัวเองดีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และยังไม่เคยรู้สึกผ่อนคลายแบบนี้มาก่อนอีกด้วย
“อย่ามองว่าฉันเป็นคนอื่นเลย ถ้าเธอไม่รังเกียจ เรียกฉันว่าปู่เยี่ยนเถอะ” ผู้เฒ่าเยี่ยนพูดพลางลูบไปเคราของเขา
“ค่ะคุณปู่เยี่ยน หนูต้องขอบคุณในความเมตตาครั้งนี้ด้วยนะคะ!” ในเมื่อผู้เฒ่าเยี่ยนพูดถึงขนาดนี้แล้ว หากฟู่เยี่ยนไม่ตอบรับ มันก็คงจะเป็นการเสียมารยาทเอามากๆ
“เหอะ ให้เธอเรียกคุณว่าปู่เยี่ยน แล้วคุณมีของขวัญให้กลับหลานสาวคนนี้แล้วหรือยัง?” ผู้เฒ่ามู่ทำเสียงไม่พอใจออกมาเบาๆ
“แน่นอน ผมได้ยินมาว่าวันนี้จะมีพิธีรับศิษย์ของเธอ แต่ตอนนี้มันคงจะถูกเลื่อนออกไปเสียแล้ว เอาไว้หากกำหนดวันได้ ฉันขอไปร่วมงานด้วยได้หรือเปล่า?” ตอนนี้ผู้เฒ่าเยี่ยนแค่อยากทำความรู้จักกับฟู่เยี่ยน เพื่อที่จะให้เธอคอยช่วยชี้แนะหลานชายของเขาในอนาคตนั่นเอง
ทันใดนั้น ฟู่เยี่ยนก็นึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้เป็นวันที่6 ของเดือนมิถุนายน แต่ตอนนี้เธอไม่สามารถทำอะไรได้เลย ที่จริงหลังจากที่เรื่องนี้จบลงแล้ว ในช่วงบ่าย เธอจะไปพบอาจารย์ของเธอ
“คุณปู่เยี่ยนมาได้เลยค่ะ หนูดีใจมากที่คุณปู่อยากไปร่วมงานนี้ ไม่ต้องเตรียมของขวัญอะไรมาให้มันยุ่งยากก็ได้ค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ ตอนนี้เธอรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ก่อนจะเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับค่ายกลชั้นที่เก้าให้ทุกคนฟัง
เมื่อผู้เฒ่ามู่ที่ได้ยินรายละเอียดเรื่องร่างวิญญาณของทหารเหล่านั้นก็รู้สึกโกรธมาก
“เรารีบกลับไปที่หน่วย753กันดีกว่า ฉันอยากถามเรื่องนี้กับน้องชายที่แสนดีของฉันเสียหน่อย”
“คุณปู่ครับ ฟู่เยี่ยน ผู้อำนวยการหลี่มาแล้ว!” ทันใดนั้นเอง มู่อี้อันก็ได้เดินเข้ามาพร้อมกับผู้อำนวยการหลี่และคนอื่น
“ผู้เฒ่ามู่ ผู้เฒ่าเยี่ยน คุณทำงานหนักมาก! ผมต้องขอบคุณทุกคนสำหรับการทำงานหนักในครังนี้ด้วย ผมมาที่นี่ในนามของผู้นำหมายเลขสอง และเขายังขอให้ผมมาทักทายพวกคุณทุกคนในนามของเขาครับ!” ผู้อำนวยการหลี่พูดพร้อมกับทำความเคารพทุกคนอย่างไม่ลังเล
เมื่อเห็นเช่นนั้น ทุกคนต่างก็รู้สึกงุนงงขึ้นมาเล็กน้อย มันเกิดอะไรขึ้นกัน? ผู้นำหมายเลขสองรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ?
ผ่านไปครู่หนึ่ง ทุกคนก็มีความสุขจนทำอะไรไม่ถูก
“หมายความว่าท่านผู้นำรู้เรื่องที่พวกเราทำด้วยอย่างนั้นเหรอ?” เริ่นเปียวพูดพร้อมกับถูมือของเขาไปมา
เยี่ยมไปเลย! อย่างน้อยการเดินทางมายังเมืองหลวงในครั้งนี้ของพวกเขาก็ไม่สูญเปล่าแล้ว
“ทันทีที่ทุกคนเริ่มเคลื่อนไหว ผู้นำระดับสูงก็รู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน พวกเขาได้ถามผมเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ และทันทีที่ผมเล่าทุกอย่างให้พวกเขาฟัง เหล่าผู้นำระดับสูงต่างก็ซาบซึ้งที่เหล่าคนที่มีความรู้ด้านอภิปรัชญาต่างก็เป็นคนที่รักชาติ”
“ต่อมาในระหว่างการสนทนานั้น ค่ายกลก็ได้ก่อตัวจนเสร็จสมบูรณ์ และทั่วทั้งเมืองหลวงก็สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกนี้ได้ ซึ่งหลังจากที่ได้รับรายงานจากหน่วยงานต่างๆ ท่านผู้นำก็ดูจะมีความสุขเป็นอย่างมาก!”
“ก่อนจะสั่งให้ผมมาแสดงความขอบคุณกับทุกคน วันนี้ทุกคนเหนื่อยมามากแล้ว กลับไปพักผ่อนกันก่อนเถอะครับ เอาไว้พรุ่งนี้เราค่อยมาประชุมกันที่หน่วย753 พื่อพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ และถือโอกาสนี้จัดงานสัมมนาขึ้นด้วยเลย”
หลังจากที่ผู้อำนวยการหลี่พูดจบ สีหน้าของทุกคนก็ดูมีความสุขขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนี่ถือเป็นเกียรติสำหรับพวกเขา! ทุกคนในลัทธิเต๋าไม่เคยรู้สึกถึงความรุ่งโรจน์มาก่อนเลย และทุกคนต่างก็พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตลอด
“มันเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ!”
“ใช่แล้ว ฉันไม่คิดเลยว่าพวกเราชาวลัทธิเต๋าจะมีวันนี้ได้”
“ต้องขอบคุณอาจารย์ฟูสำหรับเรื่องทั้งหมดนี้!”
“ถูกต้องแล้ว! อาจารย์ฟู่ต้องใช้พละกำลังมหาศาล จนตัวเองได้รับบาดเจ็บอีกด้วย!”
“ใช่แล้ว ผู้อำนวยการหลี่ คุณต้องรายงานเรื่องนี้ให้ชัดเจนด้วยนะ ทั้งแผนการทั้งหมด รวมไปถึงยันต์ต่างๆ ล้วนแล้วแต่มาจากอาจารย์ฟู่ตั้งแต่ต้น!”
“ใช่ๆ เราจะต้องบอกเรื่องนี้ให้กับทุกคนได้รู้ ไม่ว่าใครก็ตามจะต้องรับรู้ถึงสิ่งที่อาจารย์ฟู่ทำ และนั่นคือสิ่งที่อาจารย์ฟู่สมควรจะได้รับ!”
นี่เป็นครั้งแรกในช่วงหลายปีที่เหล่าสมาชิกในลัทธิเต๋าจะมารวมตัวกันแบบนี้ ซึ่งครั้งสุดท้ายที่พวกเขามารวมตัวกันนั้นคือช่วงที่ทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่น แน่นอนการที่ต้องต่อต้านศัตรูต่างเชื้อชาตินั้นสามารถทำให้ทุกคนทำงานร่วมกันได้นั่นเอง
“ผมเข้าใจสิ่งที่ทุกคนพูดแล้ว และอาจารย์ฟู่ก็สมควรที่จะได้รับการยกย่องมากที่สุด อย่างกังวลไปเลยครับ ตราบใดที่ทุกคนทำงานร่วมกัน ในอนาคตศาสตร์อภิปรัชญาของพวกเราจะต้องเปล่งประกายอย่างแน่นอน!”
ผู้อำนวยการหลี่รู้อยู่แล้วว่านี่คือผลงานของฟู่เยี่ยน แผนการในวันนี้อาจารย์ฟู่ช่างไร้เทียมทานจริงๆ แบบนี้จะมีใครกล้ามารุกรานบุคคลที่ทรงพลังเช่นนี้อีก?
ก่อนที่จะสายเกินไป ตอนนี้ทุกคนต่างก็อยากจะเข้าไปทำความรู้จักกับสาวน้อยคนนี้แล้ว และบางคนยังเริ่มคิดถึงลูกๆของตัวเอง หากฟู่เยี่ยนยอมรับศิษย์ พวกเขาจะส่งลูกๆให้มาเป็นศิษย์ของเธออย่างแน่นอน
หลังจากที่ผู้อำนวยการหลี่พูดจบ ทุกคนก็ได้แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน ตอนนี้เหล่าชายชราก็เหนื่อยกันมากแล้ว จึงตัดสินใจที่จะคุยกันในวันพรุ่งนี้แทน
จากนั้น ผู้อำนวยการหลี่พาฟู่เยี่ยนไปคุยกันตามลำพัง โดยเขาต้องการพูดคุยกับเธอเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลมู่นั่นเอง
“ฟู่เยี่ยน เมื่อเธอเริ่มลงมือทำลายค่ายกล ทุกคนในตระกูลมู่ยกเว้นมู่เหวินเหยาต่างก็ได้รับบาดเจ็บ”
“แต่สิ่งที่แปลกก็คือมู่เฉิงหงกลับยังคงสบายดี ซึ่งหมอได้ตรวจอย่างละเอียดแล้ว และพบว่าหลอดเลือดในหัวใจของคนอื่นได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก และพวกเขาจะเสียชีวิตในอีกไม่ช้า แม้ว่าเขาจะหมดสติไป แต่ก็พอจะเดาออกว่าเขาแสร้งทำ เขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย”
ฟู่เยี่ยนหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน แม้ว่าเขาจะซ่อนมันเอาไว้ลึกแค่ไหนก็ตาม แต่เขาก็สามารถรู้ได้ในทันทีที่เธอทำลายค่ายกลนั้น มู่เฉิงหงระมัดระวังตัวมานานมากแล้ว ดังนั้นเขาจะไม่ยอมรับง่ายๆอย่างแน่นอน บางทีเสิ่นเฉิงหมินเองก็อาจจะถูกเขาหลอกด้วยก็เป็นได้
“ลุงได้ติดต่อกับกองทัพบ้างหรือเปล่าคะ? เกิดอะไรขึ้นกับเสิ่นเฉิงหมินบ้างไหม?”
“ฉันได้ถามพวกเขาแล้ว เสิ่นเฉิงหมินยังคงสบายดี และเสิ่นอี้จือเองก็สบายดีเช่นกัน หลังจากที่จับพวกเขาได้ กลุ่มคนที่ให้ความช่วยเหลือเสิ่นเฉิงหมินก็ได้พยายามลักลอบข้ามชายแดน แต่ทุกคนก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้ และตามจับกุมพวกเขากลับมาได้ทุกคน ฟู่เยี่ยน ลำพังแค่พวกมู่เฉิงกงจะสามารถสร้างค่ายกลที่ใหญ่ขนาดนี้ได้เชียวเหรอ?”
ผู้อำนวยการหลี่รู้สึกสับสนกับเรื่องนี้มาก หากมู่เหวินเหยาเป็นคนลงมือทำเรื่องนี้ก็คงพอจะเป็นอะไรที่เข้าใจได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกคนในตระกูลมู่เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งเท่านั้น
“ลุงหลี่ ช่วยส่งใครสักคนไปที่ตระกูลโจวเพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหวด้วยนะคะ รวมถึงคุณย่าหลี่ที่มู่อี้หนานพูดถึงด้วย เราจำเป็นต้องตรวจสอบคนเหล่านั้น หนูคิดว่ามันต้องเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย และต้องมีบางอย่างผิดปกติอย่างแน่นอน นอกจากนี้ควรสอบสวนโจวหยางอีกครั้ง เราอาจจะรู้อะไรดีๆเพิ่มเติมจากเขาก็ได้ค่ะ”
“ก็อาจจะเป็นไปได้ ลูกชายของเขาออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าแล้ว ดังนั้นเธอไม่จำเป็นต้องรีบไปหาเขาก็ได้”
“ไปข้างนอกอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เธอครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง สำหรับอาการบาดเจ็บอย่างสาหัสของเขานั้น แม้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะหายขาด
“ใช่แล้ว ภรรยาของโจวหยางได้ไปยังสถานีตำรวจ และบอกว่าเธอต้องการจะแจ้งความ ซึ่งในตอนนี้ฉันเพิ่งได้รับคำสั่งให้ไปพบกับหัวหน้า เลยให้หยูเฉิงหมินไปทำเรื่องนี้แทน”
“ลุงหลี่คะ มู่เฉิงกงไม่ได้เป็นคนมีความสามารถอะไรมากนัก เขาไม่ใช่คนตั้งค่ายกล เขาทำได้เพียงแค่ช่วยเตรียมการเท่านั้น เรามารอดูกันก่อนดีกว่าว่าภรรยาของโจวหยางจะพูดอะไร”
ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนคาดเดาบางอย่างอยู่ในใจแล้ว แต่เธอก็ยังต้องการทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดเสียก่อน
“เธอไม่ได้กลับบ้านมาหลายวันแล้ว กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องเร่งด่วนอะไร ถึงอย่างไรค่ายกลก็ถูกทำลายไปแล้ว ตอนนี้ให้เป็นเรื่องของเวลาจะดีกว่า ไม่ช้าก็เร็วเราจะต้องสามารถหาข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน”
ตอนที่ 260: ชีวิตประจำวันในครอบครัว
การสรุปผลขั้นตอนสุดท้ายนั้น หน่วย753จะเป็นผู้รับผิดชอบ และหลายวันที่ผ่านมาเธอก็เหนื่อยมาก เนื่องจากหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนเธอแทบจะไม่มีเวลาได้พักหายใจเลยก็ว่าได้
จากนั้น ไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนก็ได้กลับบ้านไปพร้อมกัน ทั้งคู่ต่างก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อย จึงไม่ได้พูดอะไรกันเลยตลอดทาง
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ฟู่ต้าหย่งกำลังตกปลาอยู่กับฟู่เหยาในสวนหลังบ้าน ส่วนหวังซู่เหมยและฟู่ต้านีนั้นกำลังเก็บผักเพื่อเตรียมทำมื้อเย็นอยู่
“แม่คะ หนูกลับมาแล้วค่ะ” ฟู่เยี่ยนเปิดประตูก่อนจะวิ่งเข้าไปในสนาม
“โอ้ กลับมาแล้วเหรอ เราไม่ได้เจอกันตั้งหลายวันแล้ว ลูกไปทำอะไรมา ทำไมเสื้อผ้าของลูกถึงมีคราบเลือดติดอยู่แบบนี้กันล่ะ? ลูกได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ไหนขอแม่ดูหน่อยสิ”
หวังซู่เหมยวางจานลงก่อนจะรีบเดินเข้าไปหาลูกสาวทันที รวมไปถึงฟู่ต้านีก็ตามมาด้วยเช่นกัน
“เสี่ยวฮั่ว ดูรอยคล้ำใต้ตาของลูกสิ หลายวันที่ผ่านมานี้ลูกได้นอนพักบ้างหรือเปล่า? แน่ใจใช่ไหมว่าลูกสบายดี รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แม่เพิ่งตัดชุดใหม่ให้กับลูกและพี่สาวของลูกด้วยนะ ลองสวมมันดูก่อนสิว่ามันพอดีหรือเปล่า!”
“หนูไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนเลยค่ะ ดูสิ หนูสบายดี แค่ช่วงนี้หนูมีเวลานอนน้อยไปหน่อยเท่านั้นเอง และหนูก็คิดถึงแม่มากๆเลยด้วย” ฟู่เยี่ยนไม่ได้ตอบอะไรมากนัก ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปซบตรงไหล่ของหวังซู่เหมย
“อย่ามาทำเป็นดีหน่อยเลย ฮ่าๆ แล้วเลือดนี้คืออะไร? ลูกโตเป็นสาวแล้วนะ ไม่กลัวว่าเสี่ยวไป๋จะหัวเราะเยาะเอาเหรอ ! รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว หากพ่อของลูกมาเห็นเข้า ลูกคงจะรู้นะว่าสิ่งนี้จะทำให้เขาปวดใจแค่ไหน”
หวังซู่เหมยรู้ดีว่าหากเธอยังคงถามฟู่เยี่ยนอยู่แบบนี้ คงจะไม่ได้อะไรอย่างแน่นอน ดังนั้นเธอจึงวางแผนเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ไป๋โม่เฉินแทน
ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินจึงได้เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเชื่อฟัง แต่ก่อนที่จะเดินเข้าห้องไปนั้น เธอก็ได้มองไปที่ไป๋โม่เฉินพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูทะเล้น!
“เสี่ยวไป๋ นั่งลงก่อนสิ” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับหยิบเก้าอี้ขนาดเล็กส่งให้กับไป๋โม่เฉินนั่ง
“ไม่เป็นไรครับคุณป้า ผมทำเอง อย่าทำให้ตัวเองลำบากเลยครับ” ไป๋โม่เฉินนั่งลง ก่อนจะช่วยเตรียมผักไว้ทำกับข้าว
“เสี่ยวไป๋ ช่วยบอกความจริงกับป้าหน่อยได้ไหม คราบเลือดบนเสื้อของเสี่ยวฮั่วมาจากไหน? ก่อนหน้านี้เธอไปทำอะไรมา?” หวังซู่เหมยถามออกมาตามตรง
“คุณป้าครับ ผมจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณป้าฟังเอง เรื่องทั้งหมดมีอยู่ว่า...” ไป๋โม่เฉินเล่าทุกอย่างที่เขาพอจะเล่าได้เกี่ยวกับเรื่องนี้
“คุณป้า ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะครับ หลังจากที่จัดการเรื่องราวทั้งหมดลงได้ เสี่ยวฮั่วก็ได้รับพรจากสวรรค์ และอาการบาดเจ็บที่เกิดจากการภารกิจ รวมไปถึงการฝึกฝนในก่อนหน้านี้ได้รับการรักษาจนหายเป็นปลิดทิ้งแล้ว อีกทั้งผู้นำหมายเลขสองยังรับรู้ถึงเรื่องนี้ด้วยนะครับ”
“จริงเหรอ? แล้วเสี่ยวฮั่วไม่ได้เป็นอะไรใช่ไหม?” หวังซู่เหมยยังคงกังวลเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของฟู่เยี่ยนอยู่
“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลยครับ ผู้เฒ่าเยี่ยนได้ตรวจดูชีพจรของเธอแล้ว แม้ว่าจะยังต้องพักฟื้นอีกสักระยะหนึ่งก็ตาม แต่โดยรวมก็ถือว่าดีครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วล่ะ แม้ว่าเราจะอยากห้ามไม่ให้เสี่ยวฮั่วทำเรื่องแบบนั้นมากขนาดไหนก็ตาม แต่เราก็ไม่สามารถทำได้ จากนี้ไปก็คุยกับเธอให้มากขึ้นและบอกให้เธอดูแลตัวเองดีๆด้วยก็แล้วกัน ป้าแค่กลัวว่าหากป้าพูดมากเกินไป จะทำให้เสี่ยวฮั่วรู้สึกหนักใจเท่านั้นเอง”
หวังซู่เหมยเป็นแม่ที่ใจดีมาก ทั้งยังรู้ถึงความสามารถของฟู่เยี่ยนเป็นอย่างดีอีกด้วย ดังนั้นเวลาที่ฟู่เยี่ยนไม่กลับบ้าน พ่อแม่อย่างพวกเขาจะไม่รู้สึกวิตกกังวลได้อย่างไร?
“เข้าใจแล้วครับคุณป้า ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากถามความคิดเห็นจากคุณป้าครับ หากคุณปู่กับคุณย่าของผมจะมาเยี่ยมคุณลุงกับคุณป้า ไม่รู้ว่าคุณป้าจะสะดวกเวลาไหนอย่างนั้นเหรอครับ?” จู่ๆ ไป๋โม่เฉินก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ซึ่งทำให้หวังซู่เหมยรู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย
“คุณปู่และคุณย่าของนายอย่างนั้นเหรอ? มันจะดูไม่เหมาะหรือเปล่า ป้าคิดว่าพวกเราควรจะเป็นฝ่ายไปเยี่ยมผู้เฒ่าทั้งสองมากกว่า จะให้ผู้อาวุโสเป็นฝ่ายมาหาพวกเราได้อย่างไร?”
แม้ว่าในอนาคตพวกเขาจะเป็นญาติผู้ใหญ่ฝั่งสะใภ้ก็ตาม แต่ด้วยสถานะของชายชรา เธอจะปล่อยให้ผู้ที่อาวุโสกว่าเป็นฝ่ายมาเยี่ยมได้อย่างไร?
“พ่อของผมก็คงจะมาด้วยเหมือนกัน ที่จริงแล้วคุณปู่กับคุณย่าของผมได้ยินจากฟู่เยี่ยนว่าที่นี่มีสวนที่กว้างขวาง พวกท่านจึงอยากจะมาดูด้วยตัวเอง ผมคงต้องรบกวนคุณป้าแล้วล่ะครับ!” ไป๋โม่เฉินกัดฟันพูดคำพูดของไป๋ซ่งออกมา
“ไม่เป็นไร หากท่านผู้เฒ่าต้องการแบบนั้น พวกเราก็ยินดีต้อนรับ! ถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แล้วเขาจะมาเมื่อไหร่กันล่ะ?” หวังซู่เหมยพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าที่มีความสุข ก่อนหน้านี้เธอมักจะได้ยินชื่อของชายชราผ่านทางวิทยุอยู่บ่อยๆ
“สุดสัปดาห์นี้ดีไหมครับ?” ไป๋โม่เฉินคาดเดาว่าฟู่เยี่ยนน่าจะเข้าพิธีรับศิษย์ในสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ และวันนี้ก็เป็นวันศุกร์แล้ว
“เอาล่ะ! คงจะมีคนมากมายมาร่วมพิธีรับศิษย์ของฟู่เยี่ยนในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เอาเป็นสุดสัปดาห์หน้าดีกว่าไหม เราจะได้เตรียมตัวให้พร้อมด้วย ว่าแต่ ท่านผู้เฒ่าชอบทานอะไรอย่างนั้นเหรอ?”
“คุณป้าแค่เตรียมเหล้าหมักที่คุณป้าทำให้กับคุณปู่ของผมก็พอแล้วครับ” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมรอยยิ้ม
“เด็กคนนี้นี่ นายกำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน” หวังซู่เหมยยิ้มอย่างมีความสุข ในตอนนี้ยิ่งเธอมองเสี่ยวไป๋มากเท่าไร เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาเหมาะที่จะเป็นลูกเขยของเธอมากขึ้นเท่านั้น
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เธอก็ได้ตรงไปที่สวนหลังบ้านในทันที เพราะเมื่อครู่นี้หวังซู่เหมยได้บอกว่าพ่อกับน้องชายของเธอกำลังตกปลาอยู่
ทันใดนั้นเอง ก่อนที่เธอจะไปถึง ก็ได้ยินเสียงของฟู่เหยาตะโกนขึ้นมา
“พ่อครับ มีปลากำลังกินเบ็ดแล้ว! รีบดึงเชือกเร็วเข้า!”
ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินก็ยิ้มขึ้นมาทันที ตอนนี้น้องชายของเขาพูดชัดแล้ว ดูเหมือนว่าพัฒนาการทางด้านภาษาของเขาจะดีกว่าเด็กในวัยเดียวกันหลายเท่า ทั้งยังเป็นเด็กที่เรียนรู้ได้เร็วอีกด้วย
“เฮ้ เสี่ยวถู่ อย่าตะโกนสิ! หากลูกตะโกน จะทำให้ปลาหนีไปนะ” สุดท้าย ฟู่ต้าหย่งก็ไม่สามารถจับปลาตัวนั้นขึ้นมาได้ เพราะปลาต่างก็ตกใจกลัวและว่ายหนีไปจนหมด เนื่องจากปลาที่ได้ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้นฉลาดกว่าปลาทั่วไปนั่นเอง
“พี่สี่!” เมื่อเห็นฟู่เยี่ยนเดินเข้ามา ฟู่เหยาก็ได้โยนเบ็ดตกปลาในมือแล้ววิ่งไปหาพี่สาวในทันที
ฟู่เยี่ยนเห็นว่าฟู่เหยากำลังจะล้ม เธอจึงเข้าไปอุ้มฟู่เหยาเอาไว้ เด็กคนนี้ช่างไม่ระวังเอาเสียเลย
“พ่อคะ หนูกลับมาแล้วค่ะ”
“กินอะไรมาหรือยังล่ะ? พ่อจะไปบอกให้แม่ของลูกทำกับข้าวให้กิน”ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับถือถังใส่ปลาเดินตรงไปในครัว
“พ่อคะ แม่รู้ว่าหนูกลับมาแล้วล่ะค่ะ ตอนนี้แม่กำลังคุยกับพี่ไป๋โม่เฉินที่ลานหน้าบ้าน”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ วันนี้พี่สาวและพี่ชายของลูกก็น่าจะกลับมาด้วยเหมือนกัน ไปบอกแม่ให้ทำกับข้าวเพิ่มกันก่อนดีกว่า”
“ไปเล่นที่ลานหน้าบ้านกันเถอะ” ฟู่เยี่ยนกอดฟู่เหยาเอาไว้ ก่อนจะเดินไปหน้าบ้าน
ตอนนี้ไป๋โม่เฉินและหวังซู่เหมยอยู่ในครัว ซึ่งทั้งสองยังไม่รู้เลยว่าจะทำเมนูอะไร
ส่วนฟู่ต้านีก็ได้หยิบเสื้อที่เธอตัดออกมา มันคือชุดกระโปรงลายจุดสีเหลืองและสีขาว
“เธอชอบสีไหนเหรอ? เลือกก่อนได้เลย ส่วนอีกชุดก็ให้พี่สาวของเธอ” ฟู่ต้านีพูดติดตลกเล็กน้อย
ฟู่เยี่ยนยังคงกอดฟู่เหยาเอาไว้ เธอมีเสื้อผ้าสีขาวสวยๆหลายชุดแล้ว ดังนั้นครั้งนี้เธอจึงอยากได้ชุดสีเหลืองบ้าง ก็เลยตัดสินใจเลือกชุดกระโปรงสีเหลืองด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข
“ถ้าอย่างนั้นหนูขอเลือกชุดสีเหลืองก็แล้วกันค่ะ หากพี่สามได้สวมชุดกระโปรงสีขาวชุดนี้ เธอจะต้องดูดีมากๆอย่างแน่นอน!”
“ดูดีอะไรอย่างนั้นเหรอ?” ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินก็เดินเข้ามา
“พี่สาม! มาดูนี่สิ อาเล็กตัดชุดกระโปรงให้กับพวกเราด้วย” ฟู่เยี่ยนตะโกนออกไปอย่างมีความสุข เธอไม่ได้เจอพี่สาวกับพี่รองมาหลายวันแล้ว
“ทั้งสองคนกลับมาแล้วอย่างนั้นเหรอ? แล้วจื่อหยวนมาด้วยหรือเปล่า?”
“เขาไม่ได้มาด้วยค่ะ พิธีฝึกรับศิษย์ของเสี่ยวฮั่วจะจัดขึ้นวันมะรืนนี้ใช่ไหมคะ? ในวันนั้นพ่อกับแม่ของเขาจะมาร่วมด้วย วันนี้เขาก็เลยรีบกลับบ้านเพื่อไปเตรียมตัว”
ฟู่เหมี่ยวพูดด้วยท่าทีที่ดูเขินอายเล็กน้อย พร้อมกับใบหน้าของเธอที่ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อไปแล้ว
“พ่อกับแม่ของเขาจะมาทำอะไรที่นี่เหรอ?” หวังซู่เหมยเอ่ยถามออกไป ทั้งที่เธอก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว
“แม่ครับ แม่คุยกับจื่อหยวนเรื่องนี้แล้วไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงต้องแกล้งจนเธอเขินถึงขนาดนี้อีกล่ะ?” ฟู่เซินทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว จึงได้พูดแทรกขึ้นมา
แม้ว่าเขาจะทะเลาะกับฟู่เหมี่ยวอยู่เป็นประจำก็ตาม แต่เขาก็ยังคงปกป้องน้องสาวในช่วงเวลาวิกฤติอยู่เสมอ
“ใช่แล้วค่ะแม่ ดูสิ หน้าของพี่สามแดงไปหมดแล้ว!” ฟู่เยี่ยนเองก็รู้เรื่องนี้แล้วเช่นกัน
“มากินปาท่องโก๋เกลียวทอดสดใหม่กันก่อนเถอะ!” ไป๋โม่เฉินถือจานปาท่องโก๋เกลียวทอดจานใหญ่ที่หวังซู่เหมยเพิ่งทอดเมื่อครู่นี้ออกมา
“แม่ครับ นี่ยังไม่ถึงเทศกาลสำคัญเลยไม่ใช่เหรอ ทำไมแม่ถึงได้ทอดปาท่องโก๋เกลียวกันล่ะ?” ฟู่เซินพูดพลางหยิบปาท่องโก๋เกลียวโยนเข้าไปในปาก
“หยุดเลยนะ ฉันทอดให้เสี่ยวไป๋ต่างหาก” หวังซู่เหมยรีบหยุดลูกชายของเธอเอาไว้ทันที
“ไม่ได้นะครับ ประเทศของเราไม่ได้สนับสนุนพฤติกรรมการได้ลูกเขยแล้วลืมลูกชายของตัวเองหรอกนะครับ!”
ฟู่เซินพูดพลางหยิบปาท่องโก๋เกลียวอีกชิ้นขึ้นมาทาน!
เมื่อฟู่เหยาเห็นว่ามีของอร่อยอยู่ตรงหน้า เขาจึงค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบมันด้วยท่าทีที่ดูกังวลเล็กน้อย
“พี่จะวางนายลงเดี๋ยวนี้ล่ะ เลิกบิดตัวไปมาได้แล้ว!” ฟู่เยี่ยนวางฟู่เหยาลง ก่อนที่เขาจะรีบเข้าไปหยิบปาท่องโก๋เกลียวอย่างรวดเร็ว
“พี่สี่ มากินด้วยกันเถอะ!” ฟู่เหยาพูดพร้อมกับหยิบอีกชิ้นหนึ่งยื่นให้กับฟู่เยี่ยน
“ทำไมพี่ถึงไม่ได้บ้างล่ะ?” ฟู่เหมี่ยวนั่งยองลง พร้อมกับถามฟู่เหยา
ฟู่เหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ได้ยื่นชิ้นที่เขากัดไปแล้วให้กับฟู่เหมี่ยว ก่อนจะวิ่งไปหยิบปาท่องโก๋มาอีกหนึ่งกำมือ
“เด็กคนนี้ ช่างเจ้าเล่ห์มากจริงๆ!”
จบตอน
Comments
Post a Comment