magic ep261-265

 ตอนที่ 261: พร้อมหน้าพร้อมตา

 

บรรยากาศการกินมื้อเย็นในวันนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะที่สนุกสนาน ตอนนี้เด็กๆทุกคนกลับมาพร้อมหน้ากันแล้ว เว้นแต่ลูกชายคนโตเพียงคนเดียว

 

“ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่ของลูกจะมีวันหยุดเมื่อไหร่” จู่ๆ หวังซู่เหมยก็คิดถึงลูกชายคนโตของเธอขึ้นมา

 

“นี่คุณ ลูกชายของคุณไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ ตอนนี้เขาเป็นทหาร เขาชอบอาชีพนี้มาก เมื่อหลายปีก่อนเขาเอาแต่พูดถึงมันอยู่ทุกวัน จนผมขี้เกียจฟังเลยทีเดียว” ฟู่ต้าหย่งบ่นขึ้นมา

 

“แล้วคุณเองไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ด้วยอย่างนั้นเหรอ คุณเอาแต่ถามถึงเรื่องนี้ตลอดทั้งวันตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ว่าทำไมถึงยังไม่ถึงสุดสัปดาห์อีก ทำไมถึงไม่มีใครกลับมาเลย!?”

 

ไม่ว่าใครก็ตามที่พูดขัดใจ หวังซู่เหมยจะเปิดเผยข้อบกพร่องของคนๆนั้นเสมอ

 

“ฉันเองก็มีเหตุผลที่พูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน พวกเราต่างก็รู้สึกเบื่อมากเลยไม่ใช่เหรอ? เสี่ยวถู่เองก็รอพี่ชายและพี่สาวของเขากลับมาที่บ้านไม่ใช่หรือ?”

 

“ใช่แล้ว!” ฟู่เหยาพูดขึ้นมาพร้อมกับกินปลาที่พี่สาวตักให้

 

“เสี่ยวฮั่ว แล้วเธอจะไปมหาวิทยาลัยเมื่อไหร่? เธอขาดเรียนนานกว่าครึ่งเดือนแล้วนะ” ฟู่เซินรู้สึกกังวลว่าการเรียนของน้องสาวจะช้ากว่าคนอื่น

 

“ฉันยังมีบางอย่างที่ต้องจัดการ คิดว่าสัปดาห์หน้าทุกอย่างก็น่าจะคลี่คลายแล้วล่ะ และฉันก็จะกลับไปเรียนตามปกติได้” ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และตระหนักขึ้นมาได้ว่าถึงเวลาที่เธอต้องกลับไปเรียนแล้วจริงๆ

 

“อย่าลืมเรื่องการบ้านด้วยนะ เดี๋ยวจะหมดสิทธิ์สอบปลายภาคเอา!” ในช่วงนี้ ฟู่เซินกำลังถูกทรมานจากการบ้านอยู่ ดังนั้นเขาจึงได้ใช้ประสบการณ์ของตัวเองเตือนน้องสาวในทันที

 

“พี่รอง อย่ากังวลไปเลย! ฉันไม่มีทางสอบตกแน่นอน”

 

“จริงสิ พี่ไป๋ ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าเมื่อเช้านี้พี่ได้ไปที่มหาวิทยาลัยของเราหรือเปล่า?”

 

“นายเห็นฉันด้วยเหรอ?” ไป๋โม่เฉินหยิบก้างปลาออกมาจากปากพร้อมกับถามกลับไป

 

“ฉันเห็นคนที่มีรูปร่างคล้ายกับนายมากๆ”

 

“ใช่แล้ว ฉันไปที่นั่น แต่ก็ไปเพียงครู่เดียวเท่านั้นเอง”

 

“ไม่รู้สิ แต่วันนี้มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นด้วย เมื่อตอนบ่ายมีคนในหอพักชายของเราที่ไม่มีเรียน พวกเขาบอกว่าในช่วงบ่ายนั้นอากาศร้อนมาก แต่ไม่นานนักอากาศก็เย็นสบายขึ้นอย่างน่าแปลกใจ!”

 

“นายช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าเป็นเวลาประมาณกี่โมง?”

 

“ประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง ทุกอย่างก็ได้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เฮ้ ดูเหมือนว่าอากาศในเมืองหลวงจะดีขึ้นด้วยใช่ไหม?” ฟู่เซินพูดขณะที่กำลังแกะเมล็ดแตงโม

 

แต่เขาดูเหมือนคนที่กำลังอยากรู้อยากเห็นเรื่องของชาวบ้านมากกว่า

 

ฟู่เยี่ยนพยักหน้าเบาๆ นั่นเป็นเวลาที่เธอตั้งค่ายกลขึ้นมาทดแทนนั่นเอง

 

“มันอบอ้าวและรู้สึกร้อนอยู่พักหนึ่งจนแม่คิดว่าฝนจะตกอยู่แล้ว แต่ใครจะรู้ว่าไม่นานหลังจากนั้น ท้องฟ้าจะดูแจ่มใส และก็รู้สึกว่าอากาศดีขึ้นกว่าเดิมมาก” หวังซู่เหมยเองก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน

 

“ตอนนั้นอายังบอกกับแม่ของพวกเธอไปว่าฝนยังไม่ทันตก อากาศกลับดูสดชื่นขึ้นแล้ว” ฟู่ต้านีหยิบจานขึ้นมา ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบกับข้าวให้กับฟู่เวย ก่อนจะพูดออกมาด้วยท่าทีที่เรียบเฉย

 

หลังจากที่ได้ยินคำพูดเหล่านี้ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันที เธอได้ทำสิ่งที่น่าทึ่งมากจริงๆ! ก่อนจะแอบมองไปที่ไป๋โม่เฉิน ซึ่งบังเอิญที่เขาเองก็กำลังมองเธออยู่เช่นกัน

 

เมื่อไป๋โม่เฉินเห็นรอยยิ้มที่ดูมีความสุขของเธอ เขาก็ได้ตกอยู่ในภวังค์ความน่ารักของเธอในทันที

 

หวังซู่เหมยยังคงไม่ทราบถึงสาเหตุที่อากาศดีขึ้นว่าเป็นเพราะพลังจากค่ายกลที่เสี่ยวฮั่วลูกสาวของเธอสร้างขึ้นมา เธอจึงได้ถอนหายใจกับตัวเอง ก่อนจะคิดอยู่ในใจว่าคงจะดีไม่น้อยหากมันเป็นแบบนี้ตลอดไป

 

ทุกวันนี้ อากาศในเมืองหลวงนั้นไม่ได้ดีเท่าอากาศที่บ้านเกิดของเธอเลย

 

หลังจากที่กินมื้อเย็นเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้ขอตัวไปที่บ้านของผู้อาวุโสจิน ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็กำลังจะออกไปแล้วเช่นกัน วันนี้เขาจะกลับบ้านในค่ายทหาร

 

“เสี่ยวฮั่ว แม่เตรียมของสำหรับพิธีรับศิษย์ของลูกในสุดสัปดาห์นี้แล้วนะ คราวที่แล้วผู้อาวุโสจินบอกว่าจะจัดที่บ้านของเขา ช่วยถามเขาด้วยว่ามีแขกเยอะหรือเปล่า หากมีแขกเยอะ มาจัดที่บ้านของเราก็ได้”

 

“หนูเข้าใจแล้วค่ะแม่ แต่ที่จริงเราควรจัดขึ้นที่บ้านของอาจารย์ เอาไว้คืนนี้หนูจะถามอาจารย์ดูอีกครั้งก็แล้วกันนะคะ”

 

“เสี่ยวไป๋ อย่าขับรถเร็วนักล่ะ จักรยานยังดูปลอดภัยมากกว่าอีก! บางทีสิ่งที่อำนวยความสะดวกนี้ก็ดูไม่จำเป็นเลย” หวังซู่เหมยบ่นพึมพำเบาๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน

 

“ไปกันเถอะ ฉันจะไปส่งเธอที่บ้านของผู้อาวุโสจิน และกลับมาส่งเธอที่บ้านก่อน แล้วค่อยกลับ” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับจับมือของฟู่เยี่ยนเอาไว้

 

“ถ้าอย่างนั้นพี่ก็ไปพบอาจารย์กับฉันเลยสิ อาจารย์ชอบพี่มากๆเลยนะ” หลังจากการทดสอบครั้งล่าสุด ผู้อาวุโสจินก็รู้สึกว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นคนที่ใช้ได้เลยทีเดียว เขาจึงบอกกับฟู่เยี่ยนว่าเขารู้สึกถูกชะตากับไป๋โม่เฉินมาก

 

“อืม มันคงดูไม่เหมาะหากฉันไม่เข้าไปทักทายเขา”

 

จากนั้น ทั้งสองก็ได้จับมือกันกวัดแกว่งไกวไปมา จนเดินมาถึงลานจอดรถ

 

เมื่อมาถึงบ้านของผู้อาวุโสจิน ในตอนนี้ผู้อาวุโสจินและภรรยากำลังนั่งฟังวิทยุอยู่ พวกเขามีความสุขมากที่ได้พบกับฟู่เยี่ยนอีกครั้ง

 

“ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือเปล่า?” ผู้อาวุโสจินลุกขึ้น ก่อนจะหยิบใบชาชั้นดีออกมา

 

“เรียบร้อยดีค่ะอาจารย์ ที่หนูมาในวันนี้ก็เพื่อจะคุยกับอาจารย์ว่าเราจะจัดพิธีรับศิษย์ที่ไหนดีคะ?”

 

ขณะที่ผู้อาวุโสจินกำลังล้างกาน้ำชาอยู่นั้น เขาก็ได้ขอให้ภรรยาไปเอาน้ำร้อนมาให้

 

ไป๋โม่เฉินจึงรีบอาสาหยิบมัน ก่อนจะส่งให้กับผู้อาวุโสจิน

 

“เราจะจัดที่บ้านของฉันนี่แหละ นอกจากคนในแวดวงโบราณคดีของเราแล้ว ฉันไม่ได้เชิญใครอีกเลย แล้วก็มีคนจากครอบครัวของเธอเท่านั้น”

 

“ตกลงค่ะอาจารย์ หากมีอะไรให้ช่วย พี่รองของหนูอยู่ที่บ้าน อาจารย์สามารถเรียกใช้ให้ไปทำธุระแทนได้เลยนะคะ” พรุ่งนี้ฟู่เยี่ยนยังมีเรื่องที่ต้องทำ จึงไม่สะดวกมาช่วยจัดสถานที่

 

“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เช้าศิษย์พี่ทั้งสองคนของเธอจะกลับมาช่วย เธอแค่มาที่นี่แต่เช้าในวันมะรืนก็พอ” ผู้อาวุโสจินพูดพลางโบกมือไปมา เนื่องจากลูกชายทั้งสองคนของเขาจะกลับมาช่วยเตรียมสถานที่ ปัญหานี้จึงถูกจัดการลงไปในที่สุด

 

“ได้เลยค่ะอาจารย์ หากมีอะไรเพิ่มเติม ให้ส่งคนไปบอกหนูหรือโทรหาหนูก็ได้นะคะ” ฟู่เยี่ยนยังไม่เคยเจอกับลูกชายของผู้อาวุโสจินมาก่อน ซึ่งบางทีเธออาจจะได้พบกับเขาในวันพรุ่งนี้ก็เป็นได้

 

“ไปจัดการเรื่องของเธอให้เสร็จเถอะ สิ่งที่เธอทำในวันนี้ยอดเยี่ยมมากจริงๆ! ฉันได้ยินเรื่องแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ถึงรายละเอียด เธอช่วยเล่าให้ฉันฟังเพิ่มเติมอีกสักหน่อยได้ไหม?” ผู้อาวุโสจินเองก็อยากรู้เรื่องนี้เช่นกัน

 

“ได้เลยค่ะ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว หนูจะเล่าให้อาจารย์ฟังเอง…”

 

อาจารย์และศิษย์คุยกันอย่างมีความสุข ซึ่งแม่เฒ่าไป๋ที่เห็นฉากนี้ก็มีความสุขตามไปด้วยเช่นกัน ตอนนี้ชายชราได้รักและเอ็นดูฟู่เยี่ยนอย่างเต็มเปี่ยมไปแล้ว และเขามักจะมีความสุขมากๆ เมื่อได้พูดคุยกับเธอ

 

“เสี่ยวไป๋ ลองชิมเค้กน้ำตาลนี่ดูสิ ฉันทำเองเลยนะ”

 

“ขอบคุณมากครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอลองชิมดูสักชิ้นหนึ่งนะครับ” ไป๋โม่เฉินหยิบเค้กขึ้นมาหนึ่งชิ้นด้วยความระมัดระวัง

 

“เกิดอะไรขึ้นกับตระกูลมู่อย่างนั้นเหรอ?” หลังจากที่ได้ยินเรื่องราวบางส่วน ผู้อาวุโสจินก็ได้เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความโกรธ

 

“ตอนนี้หนูเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันค่ะ เรื่องมันดูซับซ้อนยุ่งเหยิงไปหมดเลย และพวกเราก็กำลังพยายามจะหาคำตอบร่วมกันอยู่” ฟู่เยี่ยนพูดพลางส่ายศีรษะ

 

“หากได้สรุป ก็ช่วยบอกฉันด้วยแล้วกัน!” ผู้อาวุโสจินพูดพร้อมกับดวงตาที่เปล่งเป็นประกาย

 

“ได้เลยค่ะ!” ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา อาจารย์ของเธอดูเหมือนกับเด็กไม่มีผิด

 

“ฟู่เยี่ยน เธอคุยกับผู้เฒ่ามานานมากแล้ว ลองชิมนี่ดูหน่อยสิ” แม่เฒ่าไป๋พูดพร้อมกับยื่นเค้กน้ำตาลให้กับฟู่เยี่ยน

 

“ขอบคุณค่ะอาจารย์หญิง!” ฟู่เยี่ยนกัดเค้กน้ำตาลเข้าไป ก่อนที่ความหวานละมุนและเหนียวนุ่มจะแผ่ไปทั่วทั้งปากของเธอ

 

“อร่อยมากเลยค่ะอาจารย์!” ฟู่เยี่ยนกินเค้กหมดหนึ่งชิ้นลงไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบอีกชิ้นขึ้นมากินต่อ

 

“ถ้าอร่อยฉันจะไปเอามาให้อีก ค่อยๆกินและจิบชาไปด้วยเถอะ” แม่เฒ่าไป๋ชอบเด็กผู้หญิงมาก แต่เธอกลับไม่มีลูกสาวเลย ทั้งยังไม่มีแม้แต่หลานสาวอีกด้วย

 

หลังจากที่ตัวติดกันกับคนรักมาหลายวัน ในที่สุดฟู่เยี่ยนก็ได้บอกลาไป๋โม่เฉิน

 

“วันนี้พี่จะกลับบ้านใช่หรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นพร้อมกับถามออกไป ซึ่งทันใดนั้นเอง เธอก็สังเกตเห็นบริเวณระหว่างคิ้วของไป๋โม่เฉินดูมืดมนลงเล็กน้อย

 

“ใช่แล้ว ฉันว่าจะกลับไปที่บ้านสักหน่อย พอดีฉันตกลงกับคุณป้าเอาไว้แล้วว่าคุณปู่กับคุณย่าของฉันจะไปเยี่ยมบ้านของเธอในสัปดาห์หน้า” ไป๋โม่เฉินเอียงศีรษะเล็กน้อย พร้อมกับมองไปยังฟู่เยี่ยน

 

“เอ๊ะ? เกิดอะไรขึ้น พี่ไปคุยกันตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องนี้เลยล่ะ?” ดวงตาของฟู่เยี่ยนเบิกกว้างขึ้นมาทันที เป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร?

 

“คุณปู่แอบบอกกับฉันว่าอยากไปเยี่ยมบ้านของเธอ ฉันคิดว่าเขาน่าจะไปสู่ขอเธอให้แต่งงานกับฉันนะ?” ไป๋โม่เฉินพูดพลางจับมือของฟู่เยี่ยนเงียบๆ

 

“มันไม่เร็วไปหน่อยเหรอ?”

 

“ความตั้งใจของคุณปู่คืออยากได้เธอมาเป็นหลานสะใภ้โดยเร็วที่สุดอย่างไรล่ะ เพราะเธอทั้งมีความสามารถ สง่างาม และเป็นคนที่มีเหตุผล…”

 

“หยุดพูดเลย!” ฟู่เยี่ยนใช้มือของเธอปิดปากของไป๋โม่เฉินทันที

 

“หยุดชมฉันได้แล้ว”



ตอนที่ 262: พูดคุยเรื่องการแต่งงาน

 

“บอกฉันมาเดี๋ยวนี้เลยนะ พี่ได้ไปรบเร้าคุณปู่กับคุณย่าหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนมองไปที่เขา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูดุเล็กน้อย

 

“ฉันจะทำแบบนั้นได้อย่างไร เธอคิดว่าฉันจะกล้าทำโดยที่เธอไม่อนุญาตอย่างนั้นเหรอ?”  ไป๋โม่เฉินหัวเราะ

 

ฟู่เยี่ยนยังคงจ้องไปที่เขาอยู่ครู่หนึ่ง โชคดีที่ก่อนหน้านี้เธอเห็นแล้วว่าเขาเป็นคนที่จริงจังมากแค่ไหน

 

“แน่ใจนะว่าไม่ใช่?”

 

“ที่ฉันพูดทั้งหมดคือความจริง แม้ว่าฉันจะอยากแต่งงานกับเธอมากแค่ไหนก็ตาม แต่มันก็ขึ้นอยู่กับเธอว่าจะเต็มใจหรือเปล่าไม่ใช่เหรอ?”

 

ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อนจะตระหนักขึ้นมาได้ว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนอยากจะมีครอบครัวเป็นของตัวเอง แต่เธอเป็นคนสมัยใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังคงต้องรอดูกันต่อไปในอนาคต

 

นอกจากนี้ ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็ยังรู้สึกกังวลเป็นอย่างมากเกี่ยวกับชะตากรรมอาภัพของคนในลัทธิเต๋า

 

และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เธอยินดีที่จะใช้ชีวิตที่เหลือกับไป๋โม่เฉินหรือเปล่า?

 

ฟู่เยี่ยนมองไปยังสีหน้าที่ดูเศร้าเล็กน้อยของคนที่อยู่ตรงหน้า ก่อนที่เธอจะอดยิ้มออกมาไม่ได้ เธอคิดว่าเธอเองก็เต็มใจเช่นกัน ในเมื่อรู้สึกแบบนั้นแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเสแสร้ง! เพราะไม่ช้าก็เร็วเรื่องนี้ก็จะต้องเกิดขึ้นอยู่ดี!

 

“ฉันเต็มใจ”

 

“เธอพูดจริงเหรอ?” เพียงแค่เสี้ยววินาที ดวงตาของไป๋โม่เฉินลุกโชนขึ้นมา และความคับข้องใจที่เขารู้สึกในก่อนหน้านี้ก็ได้หายไปแล้ว ทว่าฟู่เยี่ยนที่เห็นท่าทางแบบนั้นของเขาก็ได้พูดขึ้นมาด้วยเสียงดุอีกครั้ง

 

“คิดว่าฉันพูดเล่นหรือเปล่าล่ะ?” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

 

“อืม ถ้าอย่างนั้นฉันขอกลับบ้านไปเตรียมตัวก่อนนะ!” หลังจากที่พูดจบ เขาก็ได้จับมือฟู่เยี่ยนขึ้นมาจูบเบาๆ

 

“อืม” ฟู่เยี่ยนไม่ได้ขัดขืนและยังคงจับมือของเขาเอาไว้แบบนั้น

 

หลังจากที่ทั้งสองมองตากันอย่างมีความสุขอยู่ครู่หนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็ได้เอ่ยถามขึ้นมาด้วยท่าทีที่ดูเคร่งขรึมอีกครั้ง

 

“ยันต์แคล้วคลาดที่ฉันเคยให้พี่ไปเมื่อครั้งที่แล้วยังอยู่หรือเปล่า?”

 

“อยู่สิ แต่เอ๊ะ? มันควรจะอยู่ในกระเป๋าของฉันไม่ใช่เหรอ? ทำไมฉันถึงหามันไม่เจอล่ะ?” ไป๋โม่เฉินค้นกระเป๋าของเขาจนทั่ว แต่กลับไม่เจอยันต์เลย

 

“พี่ทำมันหายเหรอ?” ฟู่เยี่ยนได้ข้อสรุปบางอย่างในใจอยู่แล้ว เธอจึงไม่ได้มีท่าทีที่ดูแปลกใจเท่าไหร่นัก!

 

“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีฉันอาจทำมันหายไปก็ได้ ไม่เป็นไร ช่วงนี้ฉันไม่ได้ทำอะไรที่เสี่ยงอยู่แล้ว” ตอนนี้ไป๋โม่เฉินกำลังรู้สึกมีความสุข จึงไม่ได้จริงจังกับเรื่องนี้มากนัก

 

“ไม่ได้นะ ฉันมีติดตัวอยู่หนึ่งแผ่นพอดีเลย แต่ฉันจะให้พี่เปลี่ยนวิธีพกมัน ฉันจะห้อยสิ่งนี้ไว้ที่คอของพี่แทน” ฟู่เยี่ยนหยิบยันต์ออกมา พร้อมกับแขวนมันเอาไว้ที่คอของเขา

 

“อืม แบบนี้ฉันค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นหน่อย” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปยังยันต์แคล้วคลาดของเธอ

 

เพียงแค่การกระทำเล็กๆน้อยๆของเธอ กลับทำให้หัวใจของไป๋โม่เฉินรู้สึกเร่าร้อนขึ้นมาอีกครั้ง เขาจึงโอบกอดเธอเอาไว้ในอ้อมแขนด้วยความรักอันบริสุทธิ์ที่มีต่อเธอ หนุ่มสาวจึงกอดกันอยู่ครู่หนึ่ง

 

“เอ่อ คือว่า ฉันคงต้องกลับบ้านก่อนแล้ว”

 

“อืม ฉันจะไปส่งเธอกลับบ้านเอง”

 

ตอนนี้เป็นเวลาสามทุ่มครึ่งแล้ว ซึ่งไป๋โม่เฉินก็ได้มาส่งฟู่เยี่ยนกลังถึงบ้านอย่างปลอดภัย

 

เมื่อเห็นว่าไฟภายในบ้านของฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยยังคงสว่างอยู่ ฟู่เยี่ยนจึงได้เคาะประตูเบาๆ เธอรู้ว่าพ่อกับแม่ของเธอกำลังรอเธออยู่นั่นเอง

 

“พ่อคะ หนูขอเข้าไปได้หรือเปล่า?”

 

“เสี่ยวฮั่ว เข้ามาก่อนสิ!” หวังซู่เหมยเป็นคนตอบกลับมา

 

“พ่อคะ อาจารย์บอกว่าจะจัดพิธีรับศิษย์ขึ้นที่บ้านของเขา พรุ่งนี้เช้าพวกเราไปช่วยเตรียมสถานที่กันนะคะ” ฟู่เยี่ยนอธิบายสั้นๆ

 

“โอ้ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร เรารีบไปช่วยเตรียมสถานที่ตั้งแต่เช้าตรู่เลยดีกว่า ต้าหย่ง พรุ่งนี้คุณช่วยเตรียมเหล้าทั้งหมดไปด้วยนะ เพราะผู้อาวุโสจินชอบดื่มมาก”

 

“ได้เลย ไม่มีปัญหา สงสัยผมต้องทำเพิ่มอีกสักหน่อยแล้ว จริงสิ คุณได้ตัดสินใจแล้วหรือยังว่าจะเอาขาหมูไปด้วยหรือเปล่า?” ฟู่ต้าหย่งคุยกับหวังซู่เหมยถึงเรื่องในวันมะรืนนี้

 

“แม่คะ พี่ไป๋โม่เฉินบอกว่าคุณปู่กับคุณย่าของเขาจะมาที่บ้านเรา แล้วแม่เห็นด้วยกับเขาหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนถามถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทันที

 

“แม่จะไม่ตกลงได้อย่างไร แม่บอกเรื่องนี้กับพ่อของลูกก่อนที่ลูกจะกลับมานี่เอง! ในฐานะที่ผู้เฒ่าไป๋เป็นถึงวีรบุรุษ ทั้งยังเป็นผู้อาวุโส แม่ยังมีเหตุผลที่จะปฏิเสธเขาอีกเหรอ?” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับชำเลืองมองไปยังฟู่เยี่ยน

 

ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่เธอก็ไม่ได้บอกพ่อกับแม่ของเขาเกี่ยวกับข้อเสนอเรื่องการแต่งงานระหว่างเธอกับไป๋โม่เฉิน โดยตั้งใจที่จะปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ!

 

“แม่ของลูกพูดถูก เราต้องปฏิบัติต่อเขาเป็นอย่างดี และนอกจากนี้ ลูกสาวของเราก็เป็นคนที่ไม่ธรรมดาอีกด้วย เราก็เลยไม่สามารถปฏิเสธสิ่งที่เขาต้องการได้” ฟู่ต้าหย่งพูดออกมาอย่างไม่เต็มใจ

 

จู่ๆ ฟู่เยี่ยนก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ ซึ่งเธอจำเป็นต้องบอกเรื่องนี้พ่อและแม่ของเธอก่อน

 

“พ่อคะ แม่คะ คือว่าในวันเกิดของหนู พี่ไป๋โม่เฉินได้ให้ของขวัญกับหนู หนูลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย” ฟู่เยี่ยนเล่าเรื่องทั้งหมดออกมาอย่างกล้าหาญ และเมื่อหวังซู่เหมยได้ยินก็ได้มองไปที่ลูกสาวของเธอ

 

เด็กคนนี้ ทั้งที่ยังไม่ทันได้ทำอะไรก็จะมีบ้านอีกหลังหนึ่งแล้วอย่างนั้นหรือ?

 

“ลูกลืมเล่าเรื่องนี้เหรอ? ทำไมแม่ถึงรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือแบบนี้กันล่ะ?” หวังซู่เหมยมองไปที่ลูกสาวของตัวเองด้วยความสงสัย

 

“แม่คะ ตอนนั้นหนูก็ไม่ได้อยากจะได้มันเท่าไหร่ แต่ต่อมาเขาก็ได้เปลี่ยนชื่อเจ้าของเป็นชื่อของหนูจริงๆ อีกทั้งเขายังขอให้จางเหว่ยตกแต่งภายในบ้านหลังนั้นอีกด้วย และตอนนี้ทุกอย่างก็น่าจะเริ่มดำเนินการแล้ว”

 

“แล้วตอนนี้ครอบครัวของเขาก็กำลังจะมาที่บ้านของเราอีกด้วยไม่ใช่เหรอ?”

 

นี่คือสิ่งที่ฟู่เยี่ยนคิด

 

“เสี่ยวฮั่ว เงินที่เขาใช้ซื้อบ้านคือสินสอดของแม่เขาหรือเปล่า?” หวังซู่เหมยนึกถึงเหตุผลนี้ขึ้นมาทันที

 

“ก็น่าจะเป็นแบบนั้นนะคะ สินสอดที่แม่ของเขามีได้ถูกโอนมาเป็นชื่อของเขาตั้งนานแล้วค่ะ” ฟู่เยี่ยนพึมพำออกมา ทั้งยังครุ่นคิดอยู่ในใจอีกว่า ไป๋โม่เฉินยังพยายามไม่ให้ลุงของเขาได้สินสอดเหล่านั้นไปอีกด้วย

 

“เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ตอนนี้เท่ากับว่าสินสอดทั้งหมดเป็นของเขาเอง หากมันไม่ได้รบกวนใคร ก็วางใจได้เลย เราไม่ได้เป็นฝ่ายขอสิ่งนี้กับเขา หากลูกอยากได้ก็แค่รับมันเอาไว้ แต่ถ้าไม่ต้องการ ก็แค่ปฏิเสธไปก็เท่านั้น”

 

“หากลูกแต่งงานในอนาคต แม่กับพ่อจะกลับไปอยู่ที่บ้านเก่าของพวกเรา พี่ชายทั้งสองคนของลูกจะได้มีบ้านเป็นของตัวเอง แค่นี้ชีวิตที่เหลืออยู่ของพ่อกับแม่ก็มีความสุขมากแล้ว” หวังซู่เหมยวางแผนถึงอนาคตอันใกล้ของตัวเอง

 

“ไม่ได้ค่ะ หลังจากที่หนูแต่งงาน หนูจะอยู่ที่บ้านของเรา และแม่กับพ่อก็ต้องอยู่ที่นี่กับหนู เรายังมีบ้านอยู่อีกตั้งหลายหลังเลย!”

 

“ในอนาคต พี่ใหญ่ก็ต้องอยู่ในเขตทหารอย่างแน่นอน และหนูก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าพี่รองจะแต่งงานเมื่อไหร่ แต่ถ้าหากพี่สามแต่งงาน หนูจะให้พี่สามเลือกด้วยตัวเองว่าอยากจะอยู่ที่ไหน พี่สามสามารถเลือกตามที่ตัวเองต้องการได้เลย”

 

“ลองคิดดูสิคะ หากแม่และพ่อไม่ได้อยู่กับหนู พ่อกับแม่จะเหงาขนาดไหน! นอกจากนี้เมื่อเสี่ยวถู่โตขึ้น หนูยังต้องสอนทักษะต่างๆให้กับเขา แม่เองก็ยังต้องดูแลเรื่องอาหารการกิน รวมถึงเรื่องโรงเรียนของเขาอีก!”

 

“ยังมีอาหญิงด้วยนะคะ! ไหนจะฟู่เวยและฟู่หรงอีก เด็กทั้งสองคนยังอายุน้อยอยู่เลย ดังนั้นการที่เราอยู่ด้วยกันปลอดภัยที่สุดแล้ว!”

 

“และในอนาคต หากหนูมีลูก แล้วใครจะช่วยหนูดูแลลูกล่ะคะ? แม่ของพี่ไป๋โม่เฉินก็ไม่อยู่แล้ว!”

 

หวังซู่เหมยที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “หากพูดถึงลูกๆทุกคนแล้ว! แม่รู้สึกละอายใจมากจริงๆ! อย่างลูกบอกนั่นแหละ หลังจากนี้พ่อกับแม่ยังต้องมีอะไรให้ทำอีกเยอะเลย!”

 

“อย่างไรก็ตาม หนูจะไม่ยอมให้พ่อกับแม่ไปไหนทั้งนั้น อยู่ที่นี่กับหนูเถอะค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับเข้าไปซบที่ไหล่ของหวังซู่เหมย

 

“โอ้ ลูกของแม่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ!” หวังชูเหม่ยพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา เธอมักจะพูดอยู่เสมอว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธอนั้นก็คือเหล่าลูกๆของเธอนั่นเอง

 

“จริงเหรอ? จากที่ฟังเสี่ยวฮั่วพูดมา ผมรู้สึกว่าพวกเรากำลังถูกลูกใช้งานอยู่นะ!” ฟู่ต้าหย่งเองก็พูดพร้อมกับหัวเราะออกมาเช่นกัน ตอนนี้บรรยากาศอันน่าเศร้าที่รู้ว่าลูกสาวของเขากำลังจะแต่งงานก็ได้สลายหายไปจนหมด

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เหยาก็ได้พลิกตัวอยู่บนเตียง ด้วยความกลัวว่าเด็กน้อยจะตื่นขึ้นมา ทั้งสามคนจึงไม่กล้าพูดเสียงดัง เพราะกว่าที่เด็กน้อยจะผล็อยหลับไปได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆ หากเขาตื่นขึ้นมาตอนนี้ ทุกอย่างจะต้องวุ่นวายแน่นอน!

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้โบกมือ ก่อนจะเดินออกไปเงียบๆ

 

หลังจากที่เดินออกจากบ้าน ฟู่เยี่ยนก็ได้เงยหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้าในยามราตรี คืนนี้มีพระจันทร์เสี้ยวดูคล้ายกับรูปเคียว ทั้งยังมีดวงดาวระยิบระยับกระจัดกระจายไปทั่วทั้งท้องฟ้า

 

เมื่อจิตใจของเธอผ่อนคลายลง จึงได้เดินกลับไปที่บ้านของเธอ แต่ขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น เธอก็สังเกตเห็นว่าบ้านของพี่สาวยังคงเปิดไฟอยู่ ด้วยความที่ไม่ได้คุยกับพี่สาวมาเป็นเวลานานแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงได้เดินไปเคาะประตู

 

“พี่สาม พี่นอนหรือยัง?”

 

“เธอกลับมาแล้วเหรอ? ฉันยังไม่นอน เข้ามาก่อนสิ!” ฟู่เหมี่ยวที่ตอนนี้สวมชุดนอนแล้วได้ลุกขึ้นไปเปิดประตู

 

“พี่สาม คืนนี้ฉันขอมานอนกับพี่ได้ไหม?” ฟู่เยี่ยนไม่ได้นอนกับพี่สาวของเธอมานานมากแล้ว

 

“ได้สิ รีบมาเร็วเข้า” ฟู่เหมี่ยวพูดพร้อมกับขึ้นไปบนเตียงเพื่ออ่านหนังสือต่อ

 

“ฉันขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน พี่รอฉันเดี๋ยวนะ!” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็รีบวิ่งกลับไปที่บ้านของเธอ เธออาบน้ำและหยิบชุดนอนมาสวมชุด ก่อนจะวิ่งกลับโดยเร็วที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้

 

“พี่สาม ฉันมาแล้ว” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับกระโดดขึ้นไปบนเตียงที่ทำจากไม้ลวดลายงดงามของฟู่เหมี่ยว ซึ่งสิ่งนี้ถูกจัดแจงขึ้นมาใหม่หลังจากที่พี่สาวของเธอเข้ามาอยู่ที่นี่นั่นเอง

 

แต่สิ่งที่แตกต่างไปจากเตียงของฟู่เยี่ยนก็คือ มีตู้เล็กๆสองตู้อยู่ข้างๆเตียงหลังนี้ด้วย ซึ่งเมื่อเปิดมันออกมาจะพบว่ามีขนมหลากหลายชนิดวางอยู่ด้านใน ส่วนอีกตู้หนึ่งจะเป็นตู้หนังสือ

 

ฟู่เยี่ยนเองก็อยากจะหาหนังสืออ่านด้วยเช่นกัน และเมื่อเธอเปิดตู้ใบเล็กๆนั้นออก ก็บังเอิญมีจดหมายจำนวนมากหล่นลงมา

 

“ถึงเหมี่ยวเหมี่ยวผู้เป็นที่รัก...” ฟู่เยี่ยนมองไปยังจดหมายพวกนั้น และพบว่ามันเป็นจดหมายรักนั่นเอง!

 

“เอ๊ะ มันไม่ได้มีอะไรดีเลย หยุดมองเดี๋ยวนี้เลยนะ” ทันใดนั้นเอง ฟู่เหมี่ยวก็หน้าแดงเป็นลูกตำลึง ก่อนที่เธอจะรีบเก็บจดหมายกองใหญ่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

 

ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นก็ได้ขยับเข้าไปใกล้ๆ และสังเกตเห็นใบหน้าของพี่สาวเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อไปแล้ว ดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งสองกำลังเขียนจดหมายรักโต้ตอบกันอยู่สินะ!  

 

โอ้ มันเป็นอะไรที่คลาสสิคมาก~



ตอนที่ 263: เรื่องไม่คาดฝัน

 

เนื่องจากพวกเธอสองพี่น้องไม่ได้นอนด้วยกันมานานมากแล้ว ดังนั้นจึงมีเรื่องมากมายให้พวกเธอคุยกันอย่างไม่รู้จบ

 

“พี่สาม วันมะรืนนี้ศาสตราจารย์ฉู่จะมาที่บ้านของเรา เธอจะมาสู่ขอพี่หรือเปล่า?” ขณะที่ทั้งสองกำลังนอนอยู่บนเตียงนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เงยหน้าขึ้นพร้อมกับถามออกไป

 

ฟู่เหมี่ยวชำเลืองมองไปที่น้องสาว ก่อนจะพบกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของฟู่เยี่ยน

 

“ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นนะ ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” ฟู่เหมี่ยวยังไม่แน่ใจว่าวังจื่อหยวนต้องการจะทำอะไรให้เธอประหลาดใจหรือเปล่า ซึ่งเธอไม่สามารถคาดเดาได้เลย

 

การแสดงของวังจื่อหยวนนั้นชัดเจนเกินไป เขาดูตื่นเต้นตั้งแต่วันพุธแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้กับเธอเลย ทว่าศาสตราจารย์ฉู่ก็มักจะฝากของอร่อยมาให้กับเธออยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นเธอจึงแค่รู้สึกว่าอาจจะพอมีแนวโน้มเป็นเรื่องนี้

 

“พี่จื่อหยวนไม่พูดเรื่องนี้กับพี่เลยเหรอ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่คิดเลยหรือว่าหากพี่สาวของเธอไม่เห็นด้วย จะทำอย่างไร?

 

“ไม่เลย ที่จริงเราเคยคุยกันมาก่อนแล้ว แต่น่าจะเป็นเพราะฉันไม่ได้แสดงท่าทีที่ดูไม่เต็มใจออกไป นั่นอาจจะทำให้เขาคิดว่าฉันเต็มใจก็ได้” ฟู่เหมี่ยวพูดพร้อมกับกะพริบตาปริบๆ

 

“ถ้าอย่างนั้นพี่เต็มใจหรือเปล่าล่ะ?” ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดถึงเรื่องของตัวเอง หากวันนี้ไป๋โม่เฉินไม่ได้พูดกับเธอ เธอเองก็คงจะรู้สึกเศร้าเช่นกัน

 

พ่อกับแม่ของเธอจะต้องเห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะพวกเขารู้สึกว่าเธอกำลังคบกับไป๋โม่เฉินอยู่ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่ทั้งสองจะไม่ยินดี

 

“เต็มใจสิ กำหนดไว้ให้เรียบร้อยก่อนก็ดี ฉันจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องงานแต่งงานของตัวเอง และจะได้มีสมาธิกับการทำสิ่งที่ฉันอยากทำให้มากขึ้น!” ฟู่เหมี่ยวมองไปที่น้องสาวของตัวเอง แม้ว่าคนอื่นจะเรียกน้องสาวของเธอว่าอาจารย์ฟู่ก็ตาม แต่ในสายตาของเธอ เธอก็ยังคงมองว่าน้องสาวคนนี้เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆอยู่เสมอ

 

“แบบนี้เองหรอกเหรอ?” คำพูดของฟู่เหมี่ยวได้เปิดโลกให้กับฟู่เยี่ยนอีกครั้ง

 

พี่สาวของเธอพูดถูก!

 

“ทำไมล่ะ? ไป๋โม่เฉินกำลังจะขอเธอแต่งงานด้วยเหมือนกันเหรอ?” ทันใดนั้นเอง สมองที่กำลังปลอดโปร่งของฟู่เหมี่ยวก็ถึงกับชะงักไปเสียดื้อๆ

 

“ใช่แล้ว เขาจะมาสัปดาห์หน้า!”

 

“แล้วเธอเต็มใจหรือเปล่า?” น้ำเสียงของฟู่เหมี่ยวดูเคร่งขรึมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

 

“ตอนแรกฉันเองก็คิดว่ามันเร็วเกินไปหน่อย เพราะพวกเรายังไม่เรียนจบ แต่หลังจากที่คิดว่าไม่ช้าก็เร็ว อย่างไรฉันก็ต้องแต่งงานกับเขาอยู่ดี ก็เลยไม่รู้จะรอไปทำไม อีกอย่างครอบครัวของเขาก็จะมีความสุขตามไปด้วย” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนคิดได้ เธอก็ไม่มีท่าทีที่จะปฏิเสธอีกต่อไป

 

“ที่จริงแล้วเธอยังเด็กอยู่เลยนะ หากเทียบกับฉัน หากฉันไม่ได้มาเรียนมหาวิทยาลัยและเรายังอยู่ที่หมู่บ้าน พ่อกับแม่คงจะกังวลเรื่องของฉันมากๆอย่างแน่นอน” ฟู่เหมี่ยวที่เห็นว่าน้องสาวของเธอไม่ได้ปฏิเสธ เธอจึงพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

 

จากนั้น เธอก็ได้ลูบไปที่ศีรษะของฟู่เยี่ยนเบาๆดูสิ น้องสาวตัวเล็กของเธอกำลังจะเข้าพิธีหมั้นหมายแล้ว

 

“จากที่ได้ยินสิ่งที่พี่พูดเมื่อกี้นี้แล้ว ฉันคิดว่ามันฟังดูสมเหตุสมผลดีนะ พี่สาม บอกฉันหน่อยได้ไหมว่าพี่อยากจะทำอะไร?”

 

“ได้สิ เธอคิดอย่างไรบ้างหากฉันจะเปิดโรงงานเสื้อผ้าในอนาคต?” ฟู่เหมี่ยวพูดความฝันของเธอออกมา

 

“พี่สาม พี่มีแผนการอย่างไรบ้าง? ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหม” ฟู่เยี่ยนให้ความสนใจกับเรื่องนี้ สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีเลยทีเดียว เพราะพี่สาวของเธอชอบการเย็บปักถักร้อยเหมือนกับอาหญิงของพวกเธอไม่มีผิด

 

“มีเพื่อนร่วมชั้นของฉันคนหนึ่งมาจากกวางตุ้ง เขาบอกว่าที่นั่นมีร้านตัดเย็บเล็กๆมากมายเลยที่เชี่ยวชาญด้านการตัดเย็บเสื้อผ้า และฉันก็เห็นเสื้อผ้าที่เขาซื้อมาแล้ว มันดูดีกว่าเสื้อผ้าที่นี่มากจริงๆ มีเพื่อนร่วมชั้นหลายคนที่ขอให้เขาซื้อมาให้” ฟู่เหมี่ยวอธิบายถึงต้นเรื่องที่ทำให้เธอเกิดความคิดนี้ขึ้นมา

 

“แล้วเสื้อผ้าของเขาดูดีกว่าที่อาหญิงตัดหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดเกินจริงแต่อย่างใด เพราะเสื้อผ้าที่อาหญิงของเธอตัดนั้นดูทันสมัยมาก เรียกได้ว่ามันจะเป็นแฟชั่นในอีกยี่สิบหรือสามสิบปีข้างหน้าเลยก็ว่าได้

 

“แน่นอนว่ามันเทียบไม่ได้ ฉันจึงเกิดแนวคิดนี้ขึ้นมาไงล่ะ ตอนนี้ประเทศของเรากำลังพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆแล้ว และในอนาคตทุกคนก็จะมีกินมีใช้ ซึ่งการมีชีวิตที่ดีขึ้นนั้น เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายย่อมเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด”

 

“ฉันเองก็คิดแบบนั้นเช่นกัน ภายในสิ้นปีนี้ทุกอย่างคงจะชัดเจนมากขึ้นแล้ว หากนโยบายของทุกภาคส่วนดีขึ้น เราก็จะเป็นคนแรกที่ได้กินปู!” ฟู่เยี่ยนดูกระตือรือร้นที่จะลองทำสิ่งนี้ ในเมื่อเธอรู้ทิศทางของนโยบายในอนาคตอยู่แล้ว ทำไมเธอจะไม่อยากส่งเสริมให้พี่สาวของเธอกลายเป็นผู้นำแห่งแฟชั่นล่ะ?

 

“เธอคิดว่ามันจะเป็นไปได้หรือเปล่า?” ฟู่เหมี่ยวมองไปที่ฟู่เยี่ยนอย่างไม่แน่ใจ

 

“แน่นอน มันเป็นไปได้อยู่แล้ว! ฉันคิดว่าตอนนี้พี่ควรจะหาประสบการณ์ก่อนนะ”

 

“ประสบการณ์เหรอ?” ฟู่เหมี่ยวครุ่งคิดถึงเรื่องนี้ด้วยสีหน้าที่จริงจัง

 

“ใช่แล้ว พี่ลองสังเกตดูผู้คนตามท้องถนนให้มากๆ ดูเสื้อผ้าของพวกเขา หรือไปที่ร้านตัดเสื้อแล้วลองดูแบบเสื้อที่กำลังเป็นที่นิยม พาพี่รองไปด้วยก็ได้ หากเขายังไม่มีความคิดที่จะทำอะไร ก็ให้เขาช่วยพี่ทำสิ่งนี้ไปก่อน!”

 

ฟู่เยี่ยนกำลังเตือนว่า การที่พี่ชายและพี่สาวของเธอทำงานร่วมกันนั้น ย่อมดีกว่าทำงานกับคนนอกอย่างแน่นอน!

 

“พี่สาม หากพี่ต้องการทุน มาหาฉันได้ตลอดเวลาเลยนะ ฉันจะให้เงินลงทุนกับพี่เอง!” ฟู่เยี่ยนพูด ก่อนจะเอนตัวลงไปนอนบนเตียงอีกครั้ง

 

“ไม่ต้องห่วง ฉันยังต้องรบกวนเธออีกเยอะแน่นอน ไปนอนเถอะ!”

 

“อืม!” ฟู่เยี่ยนดึงผ้าห่มขึ้นมา และหลับไปแทบจะในทันทีที่พูดจบ

 

ฟู่เหมี่ยวมองไปยังน้องสาวของเธอ พลางสงสัยว่าหลายวันที่ผ่านมานี้น้องสาวของเธอกำลังยุ่งอยู่กับอะไรกันแน่ เพราะหากเป็นตัวเธอ การที่หลับไปอย่างง่ายดายคือต้องเหนื่อยมากๆเท่านั้น เธอจึงจัดผ้าห่มให้กับฟู่เยี่ยน ก่อนจะปิดไฟและเข้านอนในที่สุด

 

อีกด้านหนึ่ง ในเวลาเดียวกันนี้ ไป๋โม่เฉินก็เพิ่งกลับมาถึงบ้าน ซึ่งเหตุการณ์บนท้องถนนในก่อนหน้านี้ชวนให้ขนลุกมาก หากไม่ใช่เพราะยันต์ที่ฟู่เยี่ยนมอบให้กับเขา ตอนนี้เขาอาจจะนอนอยู่ที่โรงพยาบาลแล้วก็เป็นได้

 

หลังจากที่ไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนแยกกัน เขาก็ได้ขับรถตรงกลับบ้านในทันที ในตอนนั้นบนท้องถนนแทบจะไม่มีคนแล้ว มีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังคงเดินอยู่ ซึ่งค่ายทหารอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก และเขาก็แค่ขับรถในระยะทางสั้นๆเท่านั้น

 

ขณะที่ไป๋โม่เฉินกำลังขับรถอยู่ จิตใจของเขาก็ล่องลอยไปชั่วขณะหนึ่ง

 

จู่ๆเขาก็ต้องตกใจ เมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนจากยันต์ที่ห้อยอยู่ที่คอของเขา จึงทำให้เขาได้สติขึ้นมาทันที พร้อมกับภาพต้นไม้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า เขาจึงรีบเหยียบเบรกอย่างกะทันหัน ทำให้ตัวของเขาไปกระแทกเข้ากับพวงมาลัยอย่างจัง

 

หลังจากที่เขาได้สติกลับมาครบถ้วนแล้ว จึงได้มองออกไปรอบๆ ก่อนจะเห็นว่านี่ไม่ใช่ทางกลับบ้านของเขา

 

เขามาที่นี่ได้อย่างไร?

 

เขาจึงได้ถอยรถ ก่อนจะวนกลับไปทางเดิม หลังจากที่ขับไปได้ไม่ไกลนัก ยันต์ก็เกิดร้อนขึ้นมาอีกครั้ง เขาจึงต้องหันหลังกลับ และพยายามขับรถไปอีกทางแทน

 

หลังจากทำแบบนี้อยู่สี่ห้าครั้ง เขาก็หลุดออกจากสถานที่นั้นมาได้ ก่อนจะขับรถกลับไปยังค่ายทหาร ในตอนนี้ เขาก้มลงไปมองดูนาฬิกาอีกครั้ง และพบว่าเขาใช้เวลาขับรถไปกว่าสามชั่วโมง ซึ่งตอนนี้เป็นเช้าของอีกวันหนึ่งแล้ว

 

เห็นได้ชัดเลยว่าเขาไม่ได้ขับรถไปไกลเลย แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกัน?

 

เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาก็ได้เดินเข้าไปอย่างเงียบๆ โดยคิดว่าคุณปู่และคุณย่าของเขาคงจะหลับไปแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าตอนนี้ไฟในห้องนั่งเล่นจะยังสว่างอยู่ เขาจึงผลักประตูเข้าไป ก่อนที่จะรู้สึกตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง

 

เขาพบว่าคนที่อยู่ภายในห้อง ไม่ได้มีเพียงแค่คุณปู่กับคุณย่าสองคนเท่านั้น

 

ไป๋ซ่งและแม่เฒ่าเฉินนั่งอยู่บนโซฟาด้วยสีหน้าที่ขุ่นเคือง โดยมีไป๋จวินยืนอยู่เบื้องหน้าและกำลังเผชิญหน้ากับเสิ่นหยูอยู่ ไป๋โม่อันยืนอยู่ข้างๆด้วยสีหน้าที่ลำบากใจ และกำลังพยายามห้ามปรามทั้งสองฝ่ายไม่ให้ทะเลาะกัน

 

ไป๋โม่เฉินเปลี่ยนรองเท้า ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น

 

“คุณปู่ คุณย่า ผมกลับมาแล้วครับ นี่ก็ดึกมากแล้ว ทำไมถึงยังไม่เข้านอนอีกล่ะครับ?” ไป๋โม่เฉินไม่ได้สนใจสิ่งที่เกิดขึ้น และถามไป๋ซ่งกับแม่เฒ่าเฉินออกไปตามตรง

 

“ฮึ่ม เสิ่นหยู ทำไมเธอถึงมาที่นี่ดึกๆดื่นๆแบบนี้กันล่ะ” ในตอนนี้ไป๋ซงได้สวมชุดนอนอยู่ ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าเขาได้เข้านอนไปแล้วและเพิ่งจะตื่นขึ้นอีกครั้ง

 

“เสี่ยวจวิน พ่อกับแม่อายุเจ็ดสิบกว่าแล้วนะ มีอะไรก็ค่อยคุยกันพรุ่งนี้ไม่ดีกว่าเหรอ?” เห็นได้ชัดเลยว่าตอนนี้แม่เฒ่าเฉินดูไม่มีความสุขเท่าไหร่นัก ก่อนหน้านี้เธอเคยประนีประนอมครอบครัวของลูกชายและหลานชายของเธอมาโดยตลอด ทั้งยังคอยเอาใจหลานสาวมากอีกด้วย

 

แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดเลยว่าเธอไม่ต้องการที่จะสนใจเสิ่นหยูอีกต่อไปแล้ว

 

“พ่อครับ แม่ครับ ไปพักผ่อนก่อนเถอะ ผมจะพาเธอออกไปเดี๋ยวแหละครับ โม่อัน พาแม่ของลูกกลับบ้านเดี๋ยวนี้” หากดูจากเสื้อผ้าที่ดูยุ่งเหยิงของไป๋จวิน ก็พอจะรู้ว่าก่อนหน้านี้เขาเองก็เข้านอนแล้วเช่นกัน

 

“ในเมื่อมาที่นี่แล้ว ก็มาทำให้ทุกอย่างชัดเจนกันดีกว่า นั่งลงเถอะ เสี่ยวเฉิน ช่วยไปยกชามาให้ปู่หน่อย” ตั้งแต่ที่เข้ามา ไป๋ซ่งยังคงเอาแต่จ้องเขม็งไปที่เสิ่นหยู ลูกสะใภ้ของเขาอย่างไม่ละสายตา

 

ไป๋โม่เฉินที่ได้ยินเช่นนั้นจึงได้ไปเตรียมชาทันที ตอนนี้ภายในห้องนั่งเล่นยังคงเงียบสงบ ส่วนเสิ่นหยูก็ได้ปรายตามองไปที่ไป๋โม่เฉินด้วยความเกลียดชัง รังสีความเกลียดชังของเธอเข้มข้นจนแทบจะควบแน่นกลายเป็นดาบคมกริบและพร้อมจะพุ่งเข้าหาแทงไป๋โม่เฉินได้ทุกเมื่อแล้ว



ตอนที่ 264: ตั้งคำถาม

 

ไป๋โม่เฉินรับรู้ถึงการจ้องมองจากด้านหลังได้อย่างชัดเจน แต่เขาก็ไม่ได้หันกลับไปมอง เพราะรู้อยู่แล้วว่าเป็นเสิ่นหยู

 

“ใครจะเป็นคนเริ่มพูดก่อนดี?” ไป๋ซ่งมองไปมาระหว่างไป๋จวินและเสิ่นหยู

 

ในตอนนี้ทั้งไป๋จวินและเสิ่นหยูยังคงไม่มีใครพูดอะไร โดยเสิ่นหยูยังคงจ้องไปยังไป๋โม่เฉินที่กำลังถือถ้วยชาเดินเข้ามา

 

“ดื่มชาก่อนเถอะครับ ก่อนที่มันจะหายร้อน น้ำเพิ่งจะต้มสุกใหม่ๆเลย พ่อเองก็มาดื่มด้วยกันก่อนดีกว่าครับ” ไป๋โม่เฉินถือถ้วยชามาแค่สี่ถ้วยเท่านั้น เขาไม่คิดที่จะเสิร์ฟชาให้กับเสิ่นหยูตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

 

หลังจากที่เสิร์ฟชาให้กับคุณปู่และคุณย่าแล้ว เขาก็ได้ยื่นถ้วยชาให้กับไป๋จวินและไป๋โม่อันคนละหนึ่งถ้วย ส่วนไป๋โม่เฉินนั้นมีกาน้ำชาอันใหญ่ของตัวเองอยู่แล้ว

 

“เด็กคนนี้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร? ไม่เห็นเหรอว่ามีผู้อาวุโสอยู่ที่นี่?” ทันใดนั้นเอง เสิ่นหยูก็พูดขึ้นมาด้วยความโกรธ

 

“แม่ครับ แม่ดื่มของผมก็ได้” ไป๋โม่อันพูดพร้อมกับยื่นถ้วยชาของเขาให้เสิ่นหยู

 

“นายเห็นสิ่งที่น้องของนายกำลังทำอยู่หรือเปล่า?” เสิ่นหยูมองไปที่ไป๋โม่เฉินอย่างเยาะเย้ย ทว่าไป๋โม่เฉินกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นไปมอง ตอนนี้เขารู้สึกกระหายน้ำมาก และยังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะขับรถกลับบ้านเมื่อครู่นี้อยู่

 

“เสิ่นหยู หากคุณไม่มีอะไรจะพูดก็กลับบ้านได้แล้ว นี่มันเที่ยงคืนแล้วนะ หากไม่ใช่เพราะคุณ ทุกคนก็คงจะหลับกันไปหมดแล้ว” ไป๋จวินพูดพร้อมกับกระแทกถ้วยชาลงไปบนโต๊ะอย่างแรง

 

“ตอนนี้พี่ชายของฉันอยู่ที่ไหน หากคุณปล่อยเขา ฉันคงจะไม่มาวุ่นวายที่นี่หรอก!” เสิ่นหยูจ้องเขม็งไปที่ไป๋โม่เฉินด้วยความเกลียดชัง หากไม่เป็นเพราะเด็กคนนี้ พี่ชายของเธอจะถูกจับได้อย่างไร?

 

“เสิ่นหยู ผมบอกกับคุณแล้วไม่ใช่เหรอว่าพี่ชายของคุณฝ่าฝืนกฎหมายระดับชาติ!” ไป๋จวินตะคอกออกไปทันที หลังจากที่ไป๋โม่เฉินเข้ารับราชการทหาร เขาก็ไม่ได้กลับบ้านและอาศัยอยู่ในค่ายทหาร

 

เสิ่นหยูจึงต้องมาอาศัยอยู่ที่บ้านพ่อแม่ของเขา ในช่วงบ่ายของวันนี้ เขากลับไปเอาของที่บ้านและได้พบกับเสิ่นหยูที่กลับไปที่บ้านเช่นกัน ทั้งสองจึงทะเลาะกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ด้วยความโกรธ เขาจึงไม่กินมื้อเย็นโดยเลือกที่จะกลับไปที่ค่ายทหารในทันที

 

ไม่คิดเลยว่ากลางดึกของคืนนี้ พ่อของเขาจะโทรมาบอกว่าเสิ่นหยูมาวุ่นวายที่บ้าน

 

“ถ้าไม่ใช่เพราะไป๋โม่เฉินและผู้อ้างสิทธิ์คนอื่น พี่ชายของฉันจะถูกจับได้อย่างไร?”

 

เสิ่นหยูรู้เรื่องราวที่พี่ชายของเธอถูกเมิ่งเหอหยูจับกุมแล้ว ทั้งยังมีเรื่องลูกเลี้ยงของเขาอีกด้วย

 

“เสิ่นหยู ผมไม่สามารถปล่อยผ่านสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้ และก็ต้องคิดถึงใจพ่อของผมด้วย”

 

“ในเมื่อคุณยังคงไม่มีความละอายใจ ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องคุยกันสักหน่อยแล้ว”

 

“เมื่อครู่ตอนที่ผมขับรถอยู่ก็เกือบจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว นั่นเป็นความคิดของคุณหรือเปล่า? ถึงอย่างไรพี่ชายของคุณมีรู้จักกับคนที่มีความสามารถมากมาย และหนึ่งในนั้นก็มีคนที่มีความสามารถด้านสิ่งลี้ลับอยู่ด้วย นี่คือสิ่งที่ยืนยันได้ว่ายังมีปลาที่อยู่ด้านนอกอวนอยู่”

 

“พ่อครับ ดูเหมือนว่าพ่อคงจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วว่ามีใครให้ความช่วยเหลือเรื่องนี้กับภรรยาของพ่อหรือเปล่า และเธอได้เข้าไปพัวพันกับสิ่งที่พี่ชายของเธอทำด้วยหรือไม่?”

 

“ในช่วยหลายปีที่ผ่านมานี้ เธอได้แพร่งพรายความลับของพ่อออกไปบ้างไหม?”

 

ไป๋โม่เฉินวางถ้วยชาลงพร้อมกับพูดออกมาช้าๆ และจ้องไปที่เสิ่นหยูอย่างไม่ละสายตา ซึ่งเขากำลังจับพิรุธว่าเธอกำลังตื่นตระหนกอยู่หรือเปล่า

 

“นายพูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน! นายคิดแบบนั้นได้อย่างไร หรือเป็นเพราะนายเคยทำเรื่องเลวร้ายนั่น จนเอาความคิดของตัวเองมาตัดสินคนอื่นแบบนี้” เสิ่นหยูสงบสติอารมณ์ลงไปอย่างรวดเร็ว ตราบใดที่เธอกำจัดเด็กคนนี้ออกไปได้ เธอก็จะไม่ถูกตรวจสอบอย่างแน่นอน

 

แต่เธอไม่ได้สังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของไป๋จวินที่อยู่ข้างๆเลย ตอนนี้ใบหน้าของไป๋จวินเต็มไปด้วยความโกรธและความสงสัย เหตุการณ์ในก่อนหน้านี้ ไป๋จวินเองก็มีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน แต่เขาไม่คิดเลยว่าคนที่เขานอนด้วยกันมานานหลายปีจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

 

“หากจะพูดถึงเรื่องเลวร้าย ผมไม่ได้เก่งเท่ากับตระกูลเสิ่นของคุณ พี่ชายคนโตของคุณ เขาไม่ได้เป็นลูกชายทางสายเลือดของพ่อกับแม่ของคุณ คุณรู้เรื่องนี้บ้างหรือเปล่า ผมคิดว่าเราน่าจะตรวจสอบผู้เฒ่าเสิ่นด้วยอีกคน” ไป๋โม่เฉินยังคงพูดต่อ

 

ในช่วงนี้ ไป๋จวินเอาแต่ยุ่งอยู่กับการให้ความสนใจเสิ่นเฉิงหมิน ซึ่งเขาไม่ได้ตระหนักเลยว่าหากพ่อตาและแม่ยายของเขาไม่รู้เรื่องนี้ พวกเขาจะยอมให้ลูกชายบุญธรรมสืบทอดทรัพย์สมบัติของตระกูลทั้งหมดได้อย่างไร? เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะทำข้อตกลงบางอย่างกับใครสักคน

 

ในทางตรงกันข้าม เสิ่นอีเซิงลูกชายของเขาที่แทบจะไม่ได้รับการศึกษาเลย แต่กลับได้เป็นอาจารย์สอนอยู่ในมหาวิทยาลัย ทำไมถึงเป็นแบบนั้นกันล่ะ?

 

“นายกำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไร!” เสิ่นหยูลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจและความโกรธ ตอนนี้เธอได้ลืมทุกอย่างไปจนหมดแล้ว

 

“คุณไม่ได้เป็นคนที่ทำสร้อยข้อมือและวางแผนระหว่างทางที่ผมกลับมาที่ค่ายทหารเมื่อครู่นี้เหรอ? แต่การสังหารผู้คนในสนามรบในก่อนหน้านี้ คุณกล้าพูดหรือเปล่าว่าเสิ่นเฉิงหมินไม่ได้เป็นคนทำเรื่องนี้โดยอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีของเขา? แล้วทำไมเขาถึงเกษียณจากกองทัพล่ะ? คุณคิดว่าคนอื่นโง่มากเลยหรือ?” ไป๋โม่เฉินพูดออกไปตามตรง

 

“เสี่ยวเฉิน ทุกสิ่งที่ลูกพูดเป็นเรื่องจริงเหรอ?” ไป๋จวินเอ่ยถามขึ้นมาด้วยท่าทีที่ดูตกใจเป็นอย่างมาก เสิ่นเฉิงหมินไม่ได้เกษียณเพราะอาการบาดเจ็บหรอกหรือ?

 

“ผมเองก็เพิ่งจะรู้เมื่อไม่นานมานี้เองครับ เขาบอกว่าที่เขาเกษียณก็เพราะอาการบาดเจ็บ แต่ที่จริงแล้วมีเอกสารจำนวนหนึ่งที่หายไปด้วย เมื่อดูจากเอกสารที่หายไป ก็พอจะเดาเรื่องนี้ได้แล้วล่ะครับ”

 

สิ่งที่ไป๋โม่เฉินพูดนั้นเพิ่งจะได้รับแจ้งมาจากผู้อำนวยการหลี่ ดูเหมือนว่าเสิ่นเฉิงหมินจะมีปัญหาไม่น้อย

 

“ส่วนที่เขาวางแผนกำจัดผม ผมยังไม่มีหลักฐาน แต่คุณก็คงจะรู้อยู่แก่ใจแล้วใช่ไหม! ดั่งคำกล่าวที่ว่าตาข่ายสวรรค์ห่างแต่ไม่รั่ว”

 

ไป๋โม่เฉินมองไปที่เสิ่นหยูพร้อมกับยิ้มออกมา ตอนนี้เป็นโอกาสดีแล้วที่เขาจะยั่วยุเธอ เพราะการที่คนกำลังโกรธมักจะพูดความจริงออกมาอย่างไม่รู้ตัวไม่ใช่หรือ?

 

ไป๋จวินลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินไปที่โทรศัพท์ในทันที


“เสี่ยวจู ส่งคนไปควบคุมตัวสมาชิกครอบครัวของเสิ่นเฉิงหมินเดี๋ยวนี้ และส่งคนอีกสองสามคนไปที่บ้านหลังเก่าของพวกเขาด้วย”

 

“ไป๋จวิน! คุณกล้าดีอย่างไรถึงทำแบบนี้!” ดวงตาของเสิ่นหยูเบิกกว้างจนแทบจะหลุดออกจากเบ้าตา เธอไม่คิดเลยว่าเพียงคำพูดแค่ไม่กี่คำของไป๋โม่เฉินจะทำให้ไป๋จวินเร่งดำเนินการในทันทีแบบนี้

 

“เสิ่นหยู ผมไม่ได้เป็นแค่สามีของคุณนะ แต่ผมยังเป็นทหารและเป็นคนจีนด้วย! ทางที่ดีคุณควรอธิบายเรื่องของคุณให้ชัดเจนจะดีกว่า หากคุณมีส่วนเกี่ยวข้อง ผมหวังว่าคุณจะให้ความร่วมมือกับผม แต่หากคุณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ควรจะบอกเบาะแสที่รู้ทั้งหมดมา เพราะนี่คือหน้าที่ของคุณในฐานะคนจีนคนหนึ่ง!” ไป๋จวินพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม

 

ในตอนนี้ หัวใจของเสิ่นหยูเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เพราะความรักในวัยเด็กของเธอและการแต่งงานที่เธอพยายามอย่างหนักเพื่อให้ตัวเองได้รับชัยชนะนั้นกลับไม่ได้รับผลตอบแทนอย่างที่เธอคาดหวัง ไป๋จวินไม่เคยมีเธออยู่ในใจเลย

 

“อย่าแม้แต่จะคิด!” เสิ่นหยูพูดพร้อมกับกัดฟันแน่น

 

“หากคุณคิดว่าไป๋โม่ฉิงและไป๋โม่อันรับเรื่องนี้ได้ คุณก็ทำทุกอย่างตามที่คุณต้องการเถอะ!” ทันทีที่พูดจบ ไป๋จวินก็ได้หลับตาลงก่อนจะเอนกายไปบนโซฟา

 

ไป๋โม่อันมองไปที่แม่ของเขา ก่อนจะหันกลับไปมองพ่อของเขาอีกครั้งด้วยความงุนงง มันเกิดอะไรขึ้นกัน? พ่อกับแม่ของเขามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

 

เมื่อเสิ่นหยูคิดถึงพี่ชายและลูกๆของเธอ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็เป็นคนสำคัญของเธอทั้งหมด หากจะตัดใครออกไปก็มีแต่จะเจ็บทั้งสองทาง!

 

“พี่ชายคนโตของคุณไม่ใช่พี่ชายแท้ๆของคุณ แต่ลูกๆของคุณพวกเขามีสายเลือดเดียวกันกับคุณไม่ใช่เหรอ?” ไป๋โม่เฉินทนไม่ไหวจึงได้พูดแทรกขึ้นมา แม้ว่าไป๋โม่ฉิงจะไม่ค่อยชอบเขา แต่เธอก็ยังมีพ่อคนเดียวกันกับเขา และคุณปู่กับคุณย่าก็รักเธอมาก ทั้งยังช่วยเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เด็กแล้ว

 

ไป๋โม่อันและไป๋โม่เฉินถอนหายใจออกมาด้วยความระอา หวังว่าเธอจะตัดสินใจได้ว่าควรทำอย่างไร!

 

ในตอนนี้ไป๋ซ่งยังคงไม่พูดอะไร เขาเพียงแค่มองไปที่เสิ่นหยูเงียบๆเท่านั้น ส่วนแม่เฒ่าเฉินกำลังตำหนิตัวเองอย่างหนัก เพราะเธอเป็นคนที่อยากให้ลูกชายมีครอบครัวอีกครั้ง โดยมีผู้หญิงที่เป็นตัวเลือกมากมาย แต่เธอก็เลือกเสิ่นหยู ไม่คิดเลยว่าเธอจะเป็นคนพาหมาป่าเข้ามาสู่ตระกูลไป๋แบบนี้!

 

ตอนนี้เป็นเรื่องที่วัดไม่ได้เลยว่าตระกูลเสิ่นนั้นได้พึ่งพาตระกูลไป๋มามากน้อยเพียงใดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากการตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวนี้ ได้ทำให้ชื่อเสียงของชายชราสูญเสียไปเพราะตระกูลเสิ่นมากแค่ไหน!

 

ไป๋ซงก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที เมื่อนึกถึงเรื่องที่เขาเป็นคนเลือกความวุ่นวายครั้งนี้ให้กับลูกชาย

 

“เสี่ยวจิน พาเธอกลับไปก่อนแล้วค่อยๆคุยกันเถอะ เอาไว้พรุ่งนี้เช้าฉันจะไปลาออกจากตำแหน่งทั้งหมดเอง ฉันรู้สึกละอายใจต่อประเทศของเรามากจริงๆ!”

 

แม้ว่าไป๋ซ่งจะเกษียณไปแล้วก็ตาม แต่เขายังคงดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอยู่ ซึ่งนั่นเป็นเพราะคุณงามความดีที่เขาได้สร้างก่อนจะเกษียณอายุ

 

“เสี่ยวเฉิน มาช่วยพาคุณย่าขึ้นไปนอนชั้นบนที พรุ่งนี้เราจะเก็บของและย้ายไปอยู่ที่บ้านของหลาน! หลานยินดีต้อนรับพวกเราหรือเปล่า?”

 

“คุณปู่!”

 

“คุณ!”

 

หลังจากที่ไป๋ซ่งพูดจบ เขาก็ได้เดินขึ้นไปชั้นบนเงียบๆ และไม่ได้สนใจเสียงตะโกนจากด้านหลังเลยแม้แต่น้อย

 

ไป๋โม่เฉินช่วยพาแม้เฒ่าเฉินเดินตามขึ้นไป แต่ก่อนที่จะขึ้นไปชั้นบนนั้น เขาก็ได้ยินเสียงรถที่แล่นมาจอดข้างนอกประตู

 

หลังจากนั้นไม่นาน เสิ่นหยูก็ถูกพาตัวออกไป

 

เนื่องจากตอนนี้ยังคงเป็นเวลากลางคืน ณ บ้านของตระกูลเสิ่นในเขตทหารที่สองก็ถูกล้อมเอาไว้ด้วยกำลังทหารกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพวกเขากำลังรอให้ถึงรุ่งสางเพื่อจะดำเนินการในขั้นต่อไป



ตอนที่ 265: เกี๊ยวชิ้นเล็ก

 

ฟู่เยี่ยนยังคงไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูลไป๋ เมื่อเธอตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็พบว่าฟู่เหมี่ยวยังคงหลับอยู่

 

เมื่อดูนาฬิกา ก็พบว่าตอนนี้เพิ่งจะตีห้าเท่านั้น เธอจึงค่อยๆลุกจากเตียง ก่อนจะเปิดประตูและกลับไปที่บ้านของตัวเอง เธอไม่ได้เข้าไปในดินแดนต่างมิติมาหลายวันแล้ว และเธอก็อยากเข้าไปดูไข่มังกรด้วย

 

ทันทีที่เข้าไป เธอก็พบว่าพื้นที่ด้านในดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทั้งยังเปลี่ยนไปอย่างเงียบๆอีกด้วย แม้ว่าจะไม่ได้มีอะไรเพิ่มขึ้น แต่น้ำในทะเลสาบก็ดูใสจนมองเห็นปลาที่กำลังแหวกว่ายไปมาได้อย่างชัดเจน มันใสจนสามารถมองเห็นกุ้งและปูที่มีตัวโปร่งใสได้อีกด้วย

 

ส่วนโสมในสวนก็โตขึ้นมากเช่นกัน และโสมดั้งเดิมก็มีอายุมากกว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว ส่วนต้นที่มีอายุน้อยที่สุดอยู่ที่ห้าหกปี ฟู่เยี่ยนจึงได้ดึงมันออกมาสองสามต้น โดยเธอได้วางแผนว่าจะใช้มันทำยาบำรุงร่างกายให้กับชายชราที่มาร่วมงานในวันพรุ่งนี้

 

ฟู่เยี่ยนไม่เข้าใจเลยว่าการเปลี่ยนแปลงในดินแดนต่างมิติครั้งนี้เกิดจากอะไร เป็นไปได้ไหมว่าการที่เธอแก้ไขค่ายกลเมื่อวานนี้ มันจะส่งผลให้ดินแดนต่างมิติมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย?

 

แต่ก็ยังไม่มีคำตอบสำหรับเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนจึงได้เดินไปดูไข่มังกร เมื่อมองดูมันใกล้ๆ ก็พบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดเลย เธอจึงเอื้อมมือเพื่อที่จะสัมผัสมัน และดูเหมือนว่ามันจะสั่นเล็กน้อย เธอจึงวางมือของเธอลงไปอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีอะไรขึ้น จากนั้นเธอจึงได้มองมันอย่างระมัดระวัง ฟู่เยี่ยนรู้สึกสับสนเล็กน้อยว่าทำไมมันถึงยังไม่ยอมออกมาจากเปลือกไข่เสียที

 

จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินไปที่บ้านไม้ เธอเปิดกล่องสมุนไพรก่อนจะเริ่มเตรียมยา ซึ่งส่วนผสมหลักของยาบำรุงร่างกายก็คือโสมนั่นเอง ตราบใดที่มีวัตถุดิบที่ดี คุณภาพของยาก็จะสูงขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง

 

จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้หาเครื่องบดยาอยู่นานแต่ก็ไม่พบ เธอจึงเดินไปยังห้องข้างๆ ซึ่งทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ต้องตกตะลึง เพราะเธอไม่รู้ว่าไฟใต้เตาถูกจุดตั้งแต่เมื่อไหร่?

 

ฟู่เยี่ยนไม่เคยจุดไฟใต้เตานี้ติดมาก่อนเลย ทั้งยังไม่คาดคิดอีกว่าไฟจะติดขึ้นมาเองแบบนี้ มันช่างแปลกมากจริงๆ!

 

ฟู่เยี่ยนมองไปที่เตาหลอมยาตรงหน้า เมื่อเห็นว่าตอนนี้ไฟถูกจุดแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็มาลองดูกันสักหน่อยดีกว่า!

 

หลังจากที่พบเครื่องบดยาแล้ว ฟู่เยี่ยนก็เริ่มบดยาทันที การจะทำยานั้นมีขั้นตอนอะไรบ้างนะ?

 

ว่าแต่ช่างเถอะ แค่โยนมันลงไป แล้วค่อยลองดูผลที่ตามมาก็แล้วกัน

 

จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้บดสมุนไพรและใส่ลงไปในเตาทันที เธอปิดฝาเตาและรออยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

 

เธอจึงได้ออกไปเดินเล่น และนั่งสมาธิบนแผ่นศิลาสีฟ้า

 

ขณะที่พลังหยางอันบริสุทธิ์กำลังค่อยๆไหลเวียนผ่านร่างกายของฟู่เยี่ยนอยู่นั้น จมูกของเธอก็ได้กลิ่นหอมของยาจางๆ เธอจึงรู้ได้ในทันทีว่ายาที่เธอทำนั้นเสร็จแล้วอย่างแน่นอน

 

ฟู่เยี่ยนลืมตาขึ้นมาและรีบกลับไปที่บ้านไม้อีกครั้ง ก่อนจะพบว่าว่าฝาของเตาหลอมยาได้เปิดอยู่ แต่เมื่อมองเข้าไปข้างใน เธอกลับไม่เห็นยาอยู่เลยแม้แต่เม็ดเดียว

 

เธอจึงหันมองไปรอบๆ ก่อนจะสังเกตเห็นว่ามียาอยู่ในกล่องใต้เตา

 

ฟู่เยี่ยนจึงได้หยิบยาขึ้นมาก่อนจะลองดมกลิ่นของมันดู ไม่เลวเลยที่เดียว! ยาของเธอมีกลิ่นที่หอมมาก ทั้งยังดูดีกว่าที่เธอทำเองในก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด

 

ฟู่เยี่ยนหยิบขวดใบเล็กๆขึ้นมาสองสามขวด ก่อนจะใส่ยาทั้งหมดลงไปในนั้น เอาไว้หลังจากที่เธอกลับมาในวันพรุ่งนี้ เธอค่อยหยิบมันออกไป

 

จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ออกมาจากดินแดนต่างมิติและกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า จู่ๆ พี่รองของเธอก็ได้มาเคาะประตู

 

“เสี่ยวฮั่ว รีบออกมากินมื้อเช้าเร็วเข้า วันนี้อาหญิงทำเกี๊ยวด้วยล่ะ” ฟู่เซินเคาะประตูพร้อมกับตะโกนเสียงดัง

 

“พี่รอง พี่ไปก่อนเถอะ ฉันยังเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่เสร็จ แล้วฉันจะรีบตามไป” ฟู่เยี่ยนตอบกลับไปทันที

 

“อืม ถ้าอย่างนั้นรีบหน่อยก็แล้วกัน เดี๋ยวเย็นแล้วจะไม่อร่อยเอานะ!” หลังตากที่พูดจบ ฟู่เซินก็ได้วิ่งออกไปทันที เขายังต้องไปเรียกฟู่เหมี่ยวอีกคน

 

ฟู่เยี่ยนรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบกระเป๋าของเธอขึ้นมา วันนี้เธอต้องไปที่บ้านตระกูลมู่เพื่อคุยกับผู้เฒ่ามู่และมู่อี้อัน โดยเธอจะออกไปหลังจากที่กินมื้อเช้าเสร็จ

 

เมื่อเดินมาถึงลานหน้าบ้าน เธอก็พบว่าอาของเธอได้ทำเกี๊ยวลูกเล็กๆ ซึ่งเป็นของโปรดของเธอเอาไว้รอแล้ว!

 

“อาหญิงคะ หนูขอชามใหญ่เลยได้ไหมคะ!”

 

“อืม ถ้าไม่พอก็เติมเพิ่มได้เลยนะ ยังมีอีกเยอะเลย เติมเครื่องปรุงเองนะ มีทั้งกุ้งแห้งและผักชีอยู่ในชามตรงนั้น” ฟู่ต้านีเดินออกมาพร้อมกับถือชามสองใบ

 

ซึ่งชามใบหนึ่งนั้นถูกยื่นให้กับฟู่เซิน และอีกใบเป็นของฟู่เยี่ยน

 

“อาหญิงรู้ใจหนูที่สุดเลย ไม่ว่าหนูจะชอบกินแบบไหน อาหญิงก็รู้หมด” ชามของฟู่เยี่ยนนั้นมีเกี๊ยวไม่มากนัก แต่จะถูกเพิ่มซุปและสาหร่ายเพิ่มมากกว่าปกติขึ้น พร้อมกับโรยผักชีลงไปเล็กน้อย

 

“อารู้ว่าเธอชอบซุปที่สุดแล้ว เพราะมันจะทำให้ไม่อ้วน รีบกินเข้าเถอะ วันนี้เธอต้องออกไปข้างนอกหรือเปล่า? หากไม่ได้ออกไปไหน อาจะทำขาหมูให้เธอกินเป็นมื้อเที่ยง”

 

“วันนี้หนูยังต้องออกไปข้างนอกอยู่ค่ะ ยังมีบางอย่างที่หนูต้องไปจัดการ ว่าแต่มื้อเย็นเราจะกินอะไรกันดีคะ? เย็นนี้หนูจะกลับมากินข้าวที่บ้าน” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขณะที่กำลังกินเกี๊ยวอยู่

 

“อยากกินอะไรล่ะ อาจะได้เตรียมเอาไว้ให้”

 

“อะไรก็ได้ค่ะ เพราะอาหญิงทำอร่อยทุกอย่างเลย”

 

“เสี่ยวฮั่ว วันนี้แม่กับพ่อจะไปที่บ้านอาจารย์ของลูก ลูกคิดว่าเสื้อชุดนี้เหมาะสมหรือเปล่า?” หวังซู่เหมยพูดขณะที่เดินออกมาจากบ้าน โดยวันนี้เธอเลือกที่จะสวมเสื้อผ้าชุดใหม่

 

“ดีเลยค่ะ พาพี่รองกับพี่สามไปด้วยก็ดีเหมือนกันนะคะ เผื่อว่าอาจารย์ต้องการความช่วยเหลืออะไรเพิ่มเติม ถึงแม้อาจารย์จะบอกว่ามีคนคอยช่วยแล้ว แต่หนูก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี หนูไม่อยากสร้างภาระให้กับอาจารย์หญิง”

 

“หากหนูไม่ติดธุระ คงจะไปที่นั่นด้วยตัวเอง และพ่อกับแม่ก็ไม่ต้องมาเหนื่อยแบบนี้”

 

“อะไรกัน แม่ตั้งใจว่าจะไปดูเรื่องอาหารว่าเรียบร้อยดีหรือเปล่า ต้านีเองก็จะไปที่นั่นด้วยเช่นกัน เผื่อมีอะไรพอช่วยได้จะได้ช่วยกัน”

 

“นั่นเป็นความสัมพันธ์ที่ดีเลยทีเดียว ป้าไป๋เป็นคนที่น่ารักมาก และเค้กน้ำตาลที่ฟู่เยี่ยนเอากลับมาด้วยเมื่อคืนนี้ก็อร่อยมากอีกด้วย ฉันเลยอยากจะไปขอคำแนะนำสักหน่อย แต่หากเราพาเด็กๆไปด้วย จะไม่ดูรบกวนเกินไปหรอกเหรอ?” ฟู่ต้านีพูดด้วยท่าทีที่ดูกังวลเล็กน้อย

 

“ไม่หรอกค่ะ อาจารย์ทั้งสองเป็นคนรักเด็ก พวกท่านจะต้องดีใจมากแน่ๆ ที่ได้เห็นหลานสาวหลายคนแบบนี้” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา

 

“เด็กคนนี้ พูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับตีไปที่แขนของลูกสาวเบาๆ

 

“ถ้าอย่างนั้นผมจะรีบขนส่งเหล้าล่วงหน้าไปก่อนก็แล้วกัน พรุ่งนี้จะได้ไม่ล่าช้า!” ฟู่ต้าหย่งเองก็สวมชุดใหม่ด้วยเช่นกัน

 

“เอาล่ะค่ะ พ่อคะ แม่คะ หนูต้องไปก่อนแล้ว หนูขอไปทำธุระที่บ้านตระกูลมู่ก่อน!” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้ลุกขึ้นพร้อมกับเช็ดปาก

 

“ลูกไม่กินเพิ่มอีกสักหน่อยแล้วค่อยไปเหรอ?” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับเดินตามไปส่งลูกสาวที่ประตู

 

“หนูอิ่มแล้วค่ะแม่ ช่วงบ่ายๆ หนูก็กลับมาแล้ว เราจะได้กินมื้อเย็นด้วยกัน แต่ตอนนี้หนูคงต้องรีบไปก่อนแล้ว!”

 

“อืม ระวังตัวด้วย”

 

เมื่อมาถึงบ้านตระกูลมู่ และได้พบกับผู้เฒ่ามู่พร้อมกับคนอื่นแล้ว พวกเขาก็ได้มุ่งหน้าไปยังหน่วย753ในทันที หลังจากที่ไปถึงหน่วย753ก็พบว่าหลายคนได้อยู่ที่นี่กันแล้ว

 

ทันทีที่ฟู่เยี่ยนปรากฏตัวขึ้น ผู้ที่เข้าร่วมในการทำลายค่ายกลในเมื่อวานนี้ก็ได้เข้ามาทักทายเธอ พวกเขาเข้ามารุมล้อมเธอเอาไว้ ทั้งยังพูดคุยกับเธอด้วยท่าทีที่สุภาพ

 

อาจารย์ฟู่ คุณมาถึงแล้วอย่างนั้นหรือ? คุณกินอะไรมาหรือยัง?

 

ทั้งยังมีคนพูดว่า เป็นเพราะอาจารย์ฟู่ เมื่อวานนี้อากาศจึงดีขึ้นกว่าเดิมมาก! ค่ายกลของเราช่างสุดยอดมากจริงๆ!

 

ทั้งยังมีคนถามอีกว่าอาจารย์ฟู่จะรับศิษย์หรือเปล่าอีกด้วย?

 

ฟู่เยี่ยนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตอบคำถามของทุกคน หากตอนนี้เธอทำตัวเย่อหยิ่ง ความนิยมของเธอจะต้องลดลงไปอย่างแน่นอน

 

เธอจึงตอบกลับไปว่าเธอกินข้าวมาแล้ว และยังถามกลับไปด้วยว่าพวกเขาเคยลองดื่มนมถั่วเหลืองของเมืองหลวงแล้วหรือยัง? ทั้งหมดนี้เป็นผลลัพธ์ของการที่ทุกคนร่วมมือกัน! ส่วนเรื่องการรับศิษย์นั้น ? เธอยังเด็ก และตอนนี้ก็ยังคงเป็นนักศึกษาอยู่ จึงยังไม่คิดที่จะรับศิษย์ในตอนนี้

 

เมื่อเห็นฟู่เยี่ยนจัดการกับเรื่องทั้งหมดด้วยท่าที่ดูสงบ ผู้เฒ่ามู่จึงหันไปมองหลานชายของตัวเอง ก่อนจะบอกไปว่าให้เขาตั้งใจเรียนรู้ให้มากขึ้น มู่อี้อันที่ได้ยินเช่นนั้นจึงคร่ำครวญอยู่ในใจ ทำไมถึงต้องเอาเขาไปเปรียบเทียบกับเธอด้วย คุณปู่กำลังคิดว่าเขาเป็นแค่สิ่งของหรืออย่างไรกัน!

 

มากกว่าครึ่งหนึ่งของคนที่อยู่รอบตัวเขานั้นไม่ได้มีส่วนร่วมในการทำลายค่ายกลเมื่อวานนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้จักฟู่เยี่ยน และหลายคนก็ยังดูถูกเหยียดหยามเธออีกด้วย หลายคนที่เห็นฟู่เยี่ยนอายุยังน้อยแต่กลับได้รับการต้อนรับจากผู้คนจำนวนมาก จึงได้เกิดคำถามว่าเด็กผู้หญิงคนนี้มาจากตระกูลไหน?

 

ซึ่งผลก็คือหลังจากที่ถามกับผู้คนที่อยู่รอบๆ กลับไม่มีใครรู้ที่มาของอาจารย์ฟู่เลยแม้แต่คนเดียว สิ่งนี้จึงทำให้พวกเขารู้สึกไม่พอใจมากยิ่งขึ้น หากเด็กคนนี้สามารถเป็นอาจารย์ได้ พวกเขาก็เป็นได้เช่นกัน?

 

มีคนขอเป็นศิษย์ของเธอด้วยอย่างนั้นหรือ? ช่างน่าขันจริง! เธอหยิ่งผยองและโอหังเกินไปแล้ว!

 

หนึ่งในนั้นคือตระกูลสวีที่มาจากมณฑลมูซาน ตระกูลสวีมีชื่อเสียงทางในด้านการฝังเข็มและทำนายทายทัก พวกเขามาเข้าร่วมงานสัมนาครั้งนี้ก็เพราะต้องการหาตำแหน่งในด้านอภิปรัชญานั่นเอง

 

หากจะพูดกันตามตรงก็คือคนส่วนใหญ่ที่มาที่นี่มีความคิดนี้เหมือนกันหมด หากพวกเขามีตำแหน่งด้านอภิปรัชญา ในอนาคตสำนักของพวกเขาก็จะมีชื่อเสียงโด่งดังตามไปด้วย




จบตอน

Comments