magic ep266-270

 ตอนที่ 266: งานสัมนาเริ่มขึ้นแล้ว

 

หลังจากนั้นไม่นาน ผู้อำนวยการหลี่ก็ได้เดินออกมา ก่อนจะเชิญทุกคนไปที่ห้องโถง และให้ทุกคนเลือกที่นั่งได้ตามสะดวก

 

ฟู่เยี่ยนนั่งกับผู้เฒ่ามู่ ผู้เฒ่าเยี่ยนและคนอื่นที่เธอรู้จัก วันนี้มีผู้เข้าร่วมงานสัมนาประมาณหนึ่งร้อยคน ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว ยกเว้นผู้ที่มาจากฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน ตัวแทนสมาชิกของลัทธิเต๋าที่เหลือมาจากทั่วประเทศจีนทั้งหมด

 

“ทุกคนในที่นี้ล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกของลัทธิเต๋า เรามาทำความรู้จักกันอีกสักครั้งจะดีกว่า ผมมาจากหน่วย753 แซ่ของผมคือหลี่ ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ในวันนี้ได้พบกับเหล่าปรมาจารย์ทั้งหลาย”

 

“งานสัมมนาของเราในวันนี้ไม่ได้มีอะไรมากนัก เป็นแค่เพียงการหารือเกี่ยวกับการก่อตั้งสาขาด้านอภิปรัชญาภายใต้หน่วย753เท่านั้น ซึ่งจุดประสงค์ของงานสัมมนาก็เป็นไปตามชื่อเลย นั่นก็คือการศึกษาและอภิปราย”

 

“สำหรับลัทธิเต๋าของเรานั้น เราได้จัดตั้งแผนกที่เป็นทางการและเป็นที่ยอมรับจากรัฐบาลขึ้นมาแล้ว มันอาจจะฟังดูไม่ดีนักที่จะบอกว่าฝ่ายบริหารกำลังจะทำการตรวจสอบตัวตนของทุกคน และรับรองในสิ่งที่พวกคุณควรจะได้รับ”

 

“ในอดีต เพื่อนร่วมงานของเราหลายคนอาจจะทำงานเหล่านี้โดยใช้ระบบศักดินา และเชื่อเรื่องโชคลาง แน่นอนว่าด้วยวิธีนั้นมันง่ายต่อการใช้ชื่อของลัทธิเต๋าทำการฉ้อโกงผู้คน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก!”

 

“นอกจากนี้ การกระทำของพวกเขายังส่งผลให้หน่วยของเราเสื่อมเสียชื่อเสียงมากอีกด้วย!”

 

“เหตุผลที่เราก่อตั้งสาขาอภิปรัชญาขึ้นมาก็เพื่อที่จะตรวจสอบและคัดเลือกผู้ที่เต็มใจจะช่วยเหลือลัทธิเต๋าของเราอย่างแท้จริง หลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ผมก็รู้สึกอย่างลึกซึ้งเลยว่าสิ่งที่เราได้เรียนรู้มาทั้งหมดนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้คนมาก! มันจะช่วยปรับเสถียรภาพประเทศของพวกเราได้!”

 

คำพูดเปิดของผู้อำนวยการหลี่นั้นกระตุ้นจิตใจของทุกคน แน่นอนว่าผู้อำนวยการหลี่ยังได้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ด้วย

 

“ต่อไป เรามาช่วยแสดงความคิดเห็นกันสักหน่อยดีกว่า ผมหวังว่าทุกคนจะมีความคิดที่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเราจะช่วยกันสรุปกฎและข้อบังคับนี้ได้”

 

หลังจากที่ผู้อำนวยการหลี่พูดจบ บรรยากาศภายในห้องโถงก็ดูคล้ายกับหม้อที่กำลังระเบิด ทุกคนต่างก็มีเรื่องที่อยากจะพูด และเสนอความคิดเห็นของตัวเองขึ้นมาในทันที ตอนนี้พวกเขาควบคุมตัวเองไม่ได้อีกแล้ว

 

“ผู้เฒ่ามู่ ผู้เฒ่าเยี่ยน ผู้เฒ่าเฉิน ผู้เฒ่าหู พวกคุณพอจะเป็นคนเริ่มได้ไหม?” เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากผลักชายชราเหล่านั้นออกไป และให้พวกเขาเริ่มเสนอแนวทางก่อน

 

“ถ้าอย่างนั้นให้ฉันเป็นคนพูดก่อนดีไหม?” ผู้เฒ่ามู่พูดพร้อมกับยืนขึ้น

 

วินาทีต่อมา ภายในห้องโถงก็กลับสู่ความเงียบอีกครั้ง แม้ว่าผู้เฒ่ามู่จะไม่ได้ออกจากบ้านเลยหลังจากที่ลูกชายของเขาเสียชีวิต และตอนนั้นหลานชายของเขาก็ยังเด็ก แต่ชื่อของมู่เหวินหรงยังคงเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงอภิปรัชญา

 

ซึ่งผู้คนจำนวนมากในลัทธิเต๋านั้นชื่นชมจิตวิญญาณอันกล้าหาญของผู้เฒ่ามู่อยู่แล้ว เมื่อเขายืนขึ้น ทุกคนจึงปรบมือในทันที

 

“ดูเหมือนว่ายังมีคนพอรู้จักคนแก่อย่างฉันอยู่สินะ ทั้งที่ฉันไม่ได้ออกจากบ้านมานานหลายปีแล้ว โชคดีจริงๆที่ยังพอจะมีคนจำฉันได้”

 

ทันทีที่ผู้เฒ่ามู่พูดจบ ก็ได้มีคนตอบกลับมาจากด้านล่าง

 

“ผู้เฒ่ามู่ คุณคือวีรบุรุษของพวกเราเสมอ ตอนที่คุณต่อสู้กับญี่ปุ่น เรายังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ! ผมรู้สึกชื่นชมคุณจากใจจริงๆ!”

 

“ในตอนนั้นฉันเองก็ไม่ได้มีความสามารถอะไรหรอก แค่อยากจะต่อต้านคนที่มารังแกประเทศจีนของเราเท่านั้น! แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ สมาชิกลัทธิเต๋าของเราเริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆแล้ว อีกทั้งหลายคนก็ยังไม่เต็มใจที่จะฝึกฝนอีกด้วย หากจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ด้วยฐานะทางครอบครัวของหลายครอบครัวนั้นดีขึ้น พวกเขาจึงไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน และยังสามารถเลี้ยงดูลูกๆของเขาได้อย่างสบาย”

 

“จึงทำให้แวดวงอภิปรัชญาของเราเสื่อมถอยลงไปมาก และนั่นก็คือความเจ็บปวดของฉัน! ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องกลับมายืนหยัดอีกครั้ง เป็นเรื่องที่ดีหากเราจะมีผู้สืบทอดเพื่อรับใช้ประเทศชาติและประชาชนต่อไป”

 

“แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก นั่นก็คือผู้สืบทอดจะต้องมีจิตใจที่เป็นกลาง เชื่อมั่นในความถูกต้อง! หากในอนาคตฉันก่อตั้งองค์กรของตัวเองขึ้นมา กฎข้อแรกที่ฉันจะตั้งก็คือใครก็ตามที่ทรยศต่อประเทศชาติ คนผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษอย่างไม่มีเงื่อนไขใดทั้งสิ้น!”

 

ทันทีที่ผู้เฒ่ามู่พูดจบ ทุกคนที่อยู่ด้านล่างก็ปรบมืออย่างกระตือรือร้น พวกเขาเห็นด้วยกับคำพูดนี้เป็นอย่างมาก

 

ส่วนคำพูดของผู้เฒ่าเยี่ยนนั้นค่อนข้างกระชับ เขาเพียงแค่แนะนำว่าคนหนุ่มสาวควรจะได้รับโอกาสมากขึ้น เพราะหากคนรุ่นใหม่ไม่ได้รับการฝึกฝน และไม่มีประสบการณ์จากเหตุการณ์จริง พวกเขาจะเติบโตได้อย่างไร

 

ซึ่งผู้เฒ่าเฉินก็เห็นด้วยกับสิ่งนี้เป็นอย่างมาก และแนะนำให้ทุกคนผลัดกันเป็นที่ปรึกษาของสาขาอภิปรัชญา

 

หลังจากที่พูดคุยกันอย่างอย่างจริงจังตลอดช่วงเช้า ทุกคนก็ดูเหนื่อยล้าลงไปอย่างเห็นได้ชัด ผู้อำนวยการหลี่จึงได้เชิญทุกคนให้มากินอาหารร่วมกัน

 

ส่วนฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันก็ได้ถูกผู้อำนวยการหลี่เรียกตัวไปอย่างลับๆ ซึ่งหลายคนที่เห็นฉากนี้ต่างก็คาดเดากันว่าเด็กสาวที่ชื่อฟู่เยี่ยนนั้นเป็นลูกหลานของใคร ทำไมผู้อำนวยการหลี่ถึงได้ให้ความสำคัญกับเธอมากขนาดนั้น เจ้าหนุ่มจากตระกูลมู่ยังพอเข้าใจได้ เพราะถึงอย่างไรก็มาจากตระกูลที่มีภูมิหลัง

 

“ลุงหลี่ เรื่องราวเป็นอย่างไรบ้างคะ?”

 

“เช้านี้ฉันได้รับจดหมายจากกองทัพ โดยพวกเขาบอกว่าเช้าตรู่ของวันนี้ ตระกูลเสิ่นได้ถูกควบคุมตัวแล้ว แม้แต่ผู้เฒ่าเสิ่นก็ถูกคุมตัวไปเช่นกัน เรื่องนี้กำลังสร้างความยุ่งยากครั้งใหญ่ขึ้นแล้ว แต่ฉันคิดว่าเราอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย เราทุกคนควรจะอยู่เฉยๆไปก่อนดีกว่า” ผู้อำนวยการหลี่พูดด้วยสีหน้าที่ดูจริงจัง

 

“ทำไมตระกูลเสิ่นถึงถูกคุมตัวกันล่ะครับ?” มู่อี้อันเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความงุนงง

 

“ฉันเองก็ไม่รู้ถึงรายละเอียดมากนักหรอกนะ รู้แค่ว่าตอนนี้น้องสาวของเสิ่นเฉิงหมิน ผู้เฒ่าเสิ่น และภรรยาของเขาได้ถูกคุมตัวไปแล้วเท่านั้น” ผู้อำนวยการหลี่พูดด้วยความกังวล!

 

ฟู่เยี่ยนเองก็ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน แม่เลี้ยงของไป๋โม่เฉินคือน้องสาวของเสิ่นเฉิงหมินไม่ใช่หรือ? เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกันหรือเปล่านะ?

 

ตอนที่เสิ่นเฉิงหมินถูกจับ ไป๋จวินเองก็รู้เรื่องนี้ด้วยไม่ใช่หรือ แล้วทำไมถึงไม่รีบดำเนินการตอนนั้นเลยล่ะ เขารออะไรอยู่?

 

เป็นไปได้ไหมว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับไป๋โม่เฉิน?

 

“ฟู่เยี่ยน เธอคิดอย่างไรเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้บ้าง?” เมื่อเห็นเธอเงียบไป ผู้อำนวยการหลี่จึงเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความกังวล

 

“ลุงหลี่คะ เมื่อวานนี้หนูได้คุยเกี่ยวกับเรื่องของย่าหลี่ที่อยู่จิงสุ่ยหูท่งคนนั้น ลุงได้ขอให้ใครไปตรวจสอบเรื่องนี้หรือยังคะ?” ฟู่เยี่ยนยังคงให้ความสนใจในเรื่องนี้ เพราะตอนนั้นดูเหมือนว่ามู่อี้หนานจะไม่ได้โกหก โดยเขาได้บอกว่ามู่เฉิงหงคนนี้คือตัวปลอม ซึ่งตอนนั้นเธอไม่เชื่อ แต่ตอนนี้หลังจากที่เธอได้คิดทบทวนดูแล้ว บางทีเขาอาจจะกำลังพยายามสื่ออะไรบางอย่างก็เป็นได้

 

“ฉันส่งคนไปที่นั่นแล้ว และได้สั่งให้คนกลับมาส่งข่าวกับเราด้วย รองผู้อำนวยการหยูเป็นคนดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวเอง”

 

หลังจากนั้นไม่นาน หยูเฉิงหมินก็ได้เดินเข้ามา

 

“เป็นอย่างไรบ้าง เมื่อวานนี้นายไปที่จิงสุ่ยหูท่งมาแล้วใช่ไหม ช่วยรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่นั่นหน่อยสิ”

 

“ผมได้ไปที่นั่นมาแล้ว แต่หลังจากที่ตรวจสอบอย่างละเอียด กลับไม่พบหญิงชราแซ่หลี่อยู่ที่นั่นเลยครับ”

 

“อะไรนะ?” ไม่พบคนๆนั้นอยู่ที่นั่นหรือ?

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้คิดทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง แต่เธอก็ยังคงไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

 

จิงสุ่ยหูท่ง? คุณย่าหลี่?

 

หากมู่เฉิงหงไม่ได้พูดความจริง แล้วความจริงคืออะไรกันล่ะ?

 

“ผู้อำนวยการหลี่คะ แล้วตอนนี้อาการบาดเจ็บของมู่อี้หนานเป็นอย่างไรบ้าง?”

 

“ในบรรดาพวกเขา อาการบาดเจ็บของเขาเบาที่สุดแล้ว ส่วนมู่เฉิงหงนั้นสบายดี และเขาจะได้กลับในช่วงบ่ายของวันนี้”

 

ทันใดนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็ได้แล่นผ่านขึ้นมาในใจของฟู่เยี่ยน

 

“ผู้อำนวยการหลี่คะ อย่าเพิ่งพาพวกเขากลับมา เรามาลองเปิดโอกาสให้เขาหนีไปดูหน่อยเถอะค่ะ”

 

“ทำไมล่ะ?”

 

“มู่อี้หนานบอกว่าเขาคิดว่าพ่อของเขาเป็นตัวปลอม และคุณย่าหลี่ที่อาศัยอยู่ในจิงสุ่ยหูท่งอาจจะเป็นเส้นทางการหลบหนีของพวกเขา เมื่อวานนี้เราไม่เจอคุณย่าหลี่ แต่พรุ่งนี้เราอาจจะเจอก็ได้นะคะ”

 

“หนูกำลังสงสัยว่ามู่เฉิงหงคนปัจจุบันคือเสิ่นเฉิงหมิน หากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือเสิ่นเฉิงหมินสวมรอยเป็นมู่เฉิงหง ดังนั้นคนที่ถูกคุมตัวอยู่ในกองทัพคือมู่เฉิงหงตัวจริง”

 

“ที่พวกเขาให้ความร่วมมือกับทุกการกระทำของพวกเรา ก็เพียงเพื่อให้เสิ่นเฉิงหมินหลบหนีไปได้! เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการตั้งค่ายกลตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รับผลกระทบจากค่ายกลของหนูเลย และเขาก็สามารถใช้ชีวิตของสมาชิกตระกูลมู่เพื่อเปิดทางในการหลบหนีนั่นเอง!”

 

“เป็นไปได้อย่างไร? ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหันมาก แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลเมิ่งล่ะ เป็นหนึ่งในแผนการของพวกเขาหรือเปล่า?” หลายคนยังคงไม่เชื่อเรื่องนี้

 

“เดี๋ยวก่อน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่โดยสัญชาตญาณของหนูแล้ว หนูมักจะรู้สึกแปลกๆอยู่เสมอว่าทำไมตระกูลมู่ถึงอยากจะกำจัดโจวหยาง”

 

“และตอนนี้หนูก็รู้แล้ว นี่เป็นกลอุบายทั้งหมดของมู่เหวินเหยา เขาตั้งใจจะใช้ตระกูลมู่เพื่อเปิดโอกาสให้เสิ่นเฉิงหมินตัวจริงหลบหนีไปได้อย่างถูกกฎหมายนั่นเอง”

 

“หากหนูเดาไม่ผิด มู่เฉิงกงและมู่เฉิงหงจะต้องเป็นคนญี่ปุ่นอย่างแน่นอน! เพราะพวกเขาเชื่อในจิตวิญญาณของบรรพบุรุษมากๆอยู่แล้ว ซึ่งมันแย่มาก พวกเขาสามารถทำได้ทุกอย่างเพียงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตัวเอง!”

 

ผู้อำนวยการหลี่และคนอื่นต่างก็ตกตะลึงเมื่อได้ยินคำพูดนี้ มู่เฉิงหงส่งคนมาคอยจับตาดูพวกเขาตลอดเลยอย่างนั้นหรือ! ทันใดนั้นเอง ผู้อำนวยการก็ได้หลี่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

 

“อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับใครนะคะ! ลุงหลี่ อย่าให้เรื่องที่เราพูดในห้องนี้หลุดออกไปข้างนอกอย่างเด็ดขาดเลยนะคะ!”

 

“เธอหมายความว่าอย่างไร?”

 

“หนูคิดว่าต้องมีคนในหน่วย753 รายงานข่าวนี้ออกไปอย่างแน่นอน!”



ตอนที่ 267: วางค่ายกล

 

คำพูดของฟู่เยี่ยนได้ทำให้ทุกคนตกใจอีกครั้ง แต่พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นคนที่มีประสบการณ์ จึงควบคุมสติของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ผู้อำนวยการหลี่เดินวนไปมารอบๆห้องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจในที่สุด

 

“เรื่องนี้ฉันจะนำไปประชุมในช่วงบ่าย เธอสองคนก็ระวังตัวด้วยล่ะ ตอนนี้มู่เฉิงหงและพวกของเขาอยู่ที่โรงพยาบาลทหาร ฉันจะเขียนที่อยู่ให้กับพวกเธอ และให้เฉิงหมินพาพวกเธอไปที่นั่นอย่างลับๆ”

 

“เฉิงหมิน นายช่วยระดมคนของเราไปล้อมจิงสุ่ยหูท่งเอาไว้ด้วย และรอฟังคำสั่งจากฟู่เยี่ยน”

 

ผู้อำนวยการหลี่ให้ที่อยู่ของคนพวกนั้นกับฟู่เยี่ยนไป พร้อมกับย้ำเตือนเธออีกครั้งว่าความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ เนื่องจากมู่เหวินเหยาเป็นคนที่ยึดมั่นในจิตวิญญาณของบรรพบุรุษมากๆ เขายอมตายดีกว่าต้องมาถูกจับ ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาต้องมีข้อมูลสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับพวกเขาอยู่อย่างแน่นอน

 

“ผู้อำนวยการหลี่ ช่วยบอกคุณปู่ของผมด้วยนะครับ” มู่อี้อันกลัวว่าคุณปู่จะตามหาเขา จึงรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย

 

“ไม่มีปัญหา ฉันไม่ปล่อยให้พวกเธอสองคนไปทำงานอย่างลำบากใจแน่นอน รีบไปเถอะ เรามีเวลาจำกัด และโอกาสแบบนี้ก็หายากมากด้วย!”

 

หลังจากที่ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันเดินออกไป ผู้อำนวยการหลี่ก็ได้สั่งการอย่างละเอียดกับหยูเฉิงหมิน

 

“ฟู่เยี่ยน เราสองคนต้องคอยจับตาดูพวกเขาจริงๆอย่างนั้นเหรอ?” มู่อี้อันยังคงไม่เข้าใจสิ่งนี้

 

“เราไปดูกันก่อนเถอะ หากเป็นนาย ทั้งที่นายรู้ว่าทุกคนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ นายจะไม่รีบฉวยโอกาสดีๆแบบนี้เหรอ?”

 

“คือ? ฉันไม่ได้คิดแบบนั้น จะดีกว่าไหมหากเราเสริมกำลังของเวรยามระหว่างที่มีการประชุม?” มู่อี้อันยังคงรู้สึกสับสนอยู่

 

“ฉันมั่นใจว่าเขาจะทำแบบนั้น เพราะเขามั่นใจในตัวเองมาก ตอนนี้เขากำลังคิดว่าเราคือลูกไก่ในกำมือของเขาต่างหากล่ะ”

 

“เฮ้ ทำไมฉันถึงไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้เลยล่ะ? เธอรู้ได้อย่างไร? เธอเชื่อคำพูดของมู่อี้หนานอย่างนั้นเหรอ?”

 

“ฉันเชื่อเขาแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น อย่างน้อยๆ คำพูดหนึ่งของเขาถูกต้อง ซึ่งนั่นคือมู่เฉิงหงเป็นตัวปลอม แต่เรื่องที่ว่าทำไมเขาถึงทรยศต่อตระกูลมู่นั้นยังคงต้องรอการยืนยัน”

 

“มู่อี้หนานไม่ค่อยคุ้นเคยกับพวกเรามาตั้งแต่ที่เขายังเด็กแล้ว เขาและมู่อี้ตงไม่ค่อยออกไปเล่นข้างนอกเลย ทั้งยังเรียนอยู่ที่บ้านเท่านั้นอีกด้วย ส่วนปู่รองของฉันก็เข้มงวดกับเขามาตั้งแต่เขายังเป็นเด็กแล้ว”

 

“ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยหนีออกจากบ้านอย่างลับๆ ซึ่งตอนนั้นฉันอายุได้7-8ขวบ แต่หลังจากที่ปู่รองพาตัวเขากลับมา เขาก็ถูกกักขังเอาไว้นานกว่าครึ่งปี และเมื่อเขาได้รับการปล่อยตัวอีกครั้ง ฉันก็แทบจะจำเขาไม่ได้ จากเด็กผู้ชายที่ดูอ้วนท้วนสมบูรณ์ ก็ได้กลายเป็นคนตัวผอมแห้งไปเลย”

 

มู่อี้อันพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวัยเด็กของเขา ก่อนหน้านี้พวกเขายังเป็นพี่น้องทางสายเลือด แต่ตอนนี้พวกเขาได้กลายเป็นศัตรูระหว่างประเทศไปเสียแล้ว

 

“นายพูดอะไรของนายกัน?”

 

“ฉันพูดเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว เธอยังไม่รู้อีกอย่างนั้นเหรอ?” มู่อี้อันเอ่ยถามกลับไปในทันที

 

“ไม่ใช่ ฉันหมายถึงคำพูดท้ายประโยคที่นายพูดเมื่อกี้นี้ต่างหาก” ตอนนี้มีบางอย่างแวบขึ้นมาในใจของฟู่เยี่ยนอีกครั้งหนึ่งแล้ว

 

“เรื่องที่เขาผอมมากจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกเลยนั่นน่ะเหรอ?” มู่อี้อันจึงเล่าเรื่องทั้งหมดที่เชื่อมโยงกับตระกูลมู่ให้ฟู่เยี่ยนฟัง จนทำให้เธอต้องตกตะลึงไปครู่หนึ่ง

 

“แบบนี้หมายความว่าเขาไม่ใช่มู่อี้หนานตัวจริงใช่ไหม?”

 

“ตามสามัญสำนึกแล้ว แม้ว่าจะโกรธที่ลูกของตัวเองหนีออกจากบ้านมากแค่ไหนก็ตาม แต่ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากจะทำร้ายลูกของตัวเองหรอก เขายอมปล่อยให้ลูกของตัวเองผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกแบบนั้นได้อย่างไร?”

 

“เป็นไปได้หรือเปล่าที่มู่เหวินเหยาจะขังเขาเอาไว้นานกว่าครึ่งปีก็เพื่อจะสร้างเรื่องตบตาทุกคน? แล้วแม่ของเขาไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยอย่างนั้นเหรอ?”

 

“แม่ของมู่อี้หนานจากไปตอนที่เธอให้กำเนิดเขาแล้ว และตอนนี้มู่เฉิงกงกับมู่เฉิงหงต่างก็มีภรรยาใหม่กันหมดแล้ว”

 

เรื่องนี้เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆแล้ว ทั้งยังมีคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย จนมาถึงตอนนี้ ก็ยังไม่สามารถบอกได้เลยด้วยซ้ำว่าภรรยาของพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่า

 

เรื่องนี้ซับซ้อนมากจนฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันถึงกับต้องครุ่นคิดและเงียบอยู่เป็นเวลานาน

 

“อย่าเพิ่งคิดถึงเรื่องนี้ในตอนนี้เลยดีกว่า เรารีบไปกันก่อนเถอะ ไปให้ถึงที่นั่นก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที” มู่อี้อันสลัดความคิดออกไปอย่างรวดเร็ว

 

“อืม”

 

จากนั้นทั้งสองคนก็เดินทางไปที่โรงพยาบาล และได้เข้าไปข้างในอย่างไม่รอช้า ก่อนจะพบกับคนจากหน่วย753 ที่ตอนนี้สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

 

หนึ่งในคนเหล่านั้นคือเยี่ยนหวู่โจวนั่นเอง ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกเขากำลังมองหาบางอย่างกันอยู่

 

ดูท่าจะไม่ดีแล้ว! ทันใดนั้นเอง หัวใจของฟู่เยี่ยนก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ อย่าบอกนะว่าเสิ่นเฉิงหมินได้หลบหนีไปแล้ว!

 

ฟู่เยี่ยนจึงดึงมู่อี้อันเอาไว้ ก่อนที่ทั้งสองจะหันไปมองในทิศทางเดียวกัน โดยเลือกที่จะยังไม่เข้าไป และซ่อนตัวอยู่ในตรอกข้างๆแทน

 

“ทำไมเราถึงไม่รีบเข้าไปที่นั่น? เราไม่ต้องรีบเฝ้ามู่เฉิงหงหรอกเหรอ?” มู่อี้อันพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

 

“ก็จริงอย่างที่นายพูด”

 

ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบยันต์ล่องหนสองแผ่นออกมาจากกระเป๋า

 

“รับนี่ไป แล้วติดมันซะ เราจะไปที่จิงสุ่ยหูท่งกัน” ฟู่เยี่ยนพูดพลางแปะยันต์ลงไปขนตัวของเธอทันที ก่อนที่วินาทีต่อมา เธอจะหายตัวไปต่อหน้าของมู่อี้อัน

 

มู่อี้อันที่เห็นเช่นนั้นกับแปะยันต์อย่างรวดเร็ว ซึ่งเดิมทีเขาคิดว่าเขาคงจะมองไม่เห็นฟู่เยี่ยน แต่เขากลับมองเห็นเธอในทันทีที่แปะยันต์ลงไป

 

“นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเคยใช้มันเลยนะ ในตอนที่ฉันเห็นเธอใช้มัน ฉันเองก็รู้สึกอยากลองใช้เหมือนกัน ในที่สุดฉันก็ได้ใช้สักที ฉันชอบมันมากจริงๆ”

 

“วันนี้นายจะมีช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างแน่นอน เร็วเข้า เราต้องรีบไปแล้ว” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้นำออกไปอย่างไม่รอช้า

 

ทั้งสองวิ่งเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และมาถึงจิงสุ่ยหูท่งโดยใช้เวลาไปเพียงแค่สิบนาทีเท่านั้น ก่อนที่พวกเขาหยุดอยู่บริเวณทางเข้าเพื่อพักหายใจครู่หนึ่ง

 

“ฉันเหนื่อยมากเลย เขาจะมาที่นี่หรือเปล่า?” มู่อี้อันเป็นคนที่สุขภาพไม่ค่อยดีอยู่แล้ว ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็คิดที่จะให้ยารักษาบำรุงร่างกายกับเขาด้วยเช่นกัน

 

“ตอนนี้เรากำลังเดิมพันกับเขา มาดูกันก่อนดีกว่าว่ามีทางเข้าออกอื่นในตรอกนี้อีกหรือเปล่า” ฟู่เยี่ยนรู้สึกถึงเหตุผลบางอย่างที่เธอต้องเลือกตรอกนี้

 

ทั้งสองเริ่มเดินสำรวจไปรอบๆตรอกแห่งนั้นทันที ซึ่งหลังจากที่เดินไปรอบๆอยู่ครู่หนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็พบปัญหาบางอย่าง

 

ตรอกนี้มีทางเชื่อมกับตรอกอื่น และยังสามารถใช้เป็นทางลัดไปยังทุกทิศทุกทางได้อีกด้วย

 

“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงได้เลือกที่นี่ หากมองดูเผินๆ แล้วมันดูเป็นซอยธรรมดา เราจะทำอย่างไรต่อไปดี?”

 

“เราก็แค่ปิดทางหนีของเขา นี่เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและง่ายที่สุดแล้ว”

 

“ที่นี่มีทางแยกอยู่7-8ทาง แล้วเราจะปิดทางอย่างไรล่ะ?” มู่อี้อันชี้ไปที่ทางแยกมากมายตรงหน้า ก่อนจะกระซิบออกไป

 

“นายศึกษาค่ายกลเขาวงกตมาแล้วไม่ใช่เหรอ? ถึงเวลาที่นายต้องแสดงทักษะที่ศึกษามานานแล้วล่ะ”

 

“เป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว แต่มันจะได้ผลหรือเปล่า?”

 

“ไม่ลองก็ไม่รู้ หากมันไม่ได้ผล เราก็คงต้องใช้กำลังแล้ว” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาอย่างใจเย็น

 

“ใช้กำลังเหรอ? ถ้าอย่างนั้นฉันก็ต้องพึ่งเธอแล้วล่ะ เพราะฉันทำแบบนั้นไม่ได้ เรามามาต่อสู้ด้วยค่ายกลดีกว่า!” หลังจากที่มู่อี้อันพูดจบ เขาก็เริ่มเตรียมตัวทันที ก่อนหน้านี้เขาได้ลองตั้งค่ายกลเขาวงกตเล่นอยู่ที่บ้านบ่อยๆ และตอนนี้เขาก็สามารถทำมันได้โดยใช้แค่เพียงก้อนหินธรรมดาเท่านั้น

 

ฟู่เยี่ยนไม่ได้สนใจมากนัก ก่อนจะเดินออกไปอยู่ตรงทางเข้าตรอกเพื่อดูมู่อี้อันตั้งค่ายกล

 

เสิ่นเฉิงหมินคนนี้เป็นคนที่ซ่อนเก่งมาก และเธอก็ยังสงสัยอีกว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านอภิปรัชญาด้วยหรือเปล่า แต่เธอพนันได้เลยว่าเสิ่นเฉิงหมินจะต้องทำเรื่องนั้นได้อย่างแน่นอน บางทีเขาอาจจะเป็นคนสร้างค่ายกลสังหารเก้าชั้นขึ้นมาเองก็เป็นได้

 

มู่อี้อันรีบตั้งค่ายกลของเขาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

 

“เฮ้ เธอลองเข้าไปเดินสำรวจดูรอบๆก่อนสิ ฉันจะดูเธอจากตรงนี้เอง” มู่อี้อันรู้สึกตื่นเต้นมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเคยตั้งค่ายกลข้างนอก

 

“ได้เลย จับตาดูฉันเอาไว้ให้ดีล่ะ แล้วฉันจะกลับมาอย่างรวดเร็ว”

 

ฟู่เยี่ยนจึงเดินไปตามทาง ก่อนจะพบช่องโหว่อยู่หลายแห่ง เธอจึงช่วยเขาแก้ไขมัน

 

“ค่ายกลนี้ใช้ได้เลยทีเดียว นายลองเข้าไปตรวจสอบดูอีกครั้งเถอะ ฉันเปลี่ยนแปลงบางอย่างไปนิดหน่อย ตอนนี้มีเพียงคนในลัทธิเต๋าเท่านั้นที่จะสังเกตเห็นมัน สำหรับคนธรรมดาแล้ว ไม่มีใครสามารถมองเห็นมันได้อย่างแน่นอน”

 

“อืม” หลังจากที่มู่อี้อันได้เข้าไปสำรวจดู ก็พบว่ามันสมบูรณ์แบบมากขึ้นจริงๆ

 

ตอนนี้ทั้งสองได้เตรียมทุกอย่างเอาไว้พร้อมแล้ว ตอนนี้ตรอกแห่งนี้ได้ถูกเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามา จะเห็นว่ามีแยกหลายแยกอยู่ในที่แห่งนี้

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่รอมาเกือบทั้งวัน กลับไม่มีใครมาที่นี่เลย และตอนนี้ก็เป็นเวลาบ่ายสามโมงแล้ว

 

“ฟู่เยี่ยน เราตัดสินผิดพลาดไปแล้วหรือเปล่า? เธอลองทำนายดวงชะตาดูหน่อยได้ไหม” มู่อี้อันแนะนำให้ฟู่เยี่ยนลองใช้วิธีทำนายดวงชะตาดู

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบก้อนหินบนพื้นขึ้นมา ก่อนจะโยนมันลงไปอย่างไม่ใส่ใจ

 

จากนั้น เธอก็ได้มองลงไปยังสัญลักษณ์เหล่านั้น ก่อนจะพบว่ามันไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่นัก ดูเหมือนโอกาสที่เขาจะมามีเพียง 50%เท่านั้น



ตอนที่ 268: เจอคู่ต่อสู้ที่สูสีแล้ว

 

ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันรอจนกระทั่งถึงเวลาเลิกงานในตอนบ่าย และตอนนี้ในตรอกก็ได้มีคนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ทั้งสองจึงได้เปลี่ยนยันต์ล่องหนอีกครั้ง

 

แม้แต่ฟู่เยี่ยนเองก็ยังไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นซ่อนตัวอยู่ที่ไหน

 

ขณะที่ทั้งสองกำลังรออยู่ในจิงสุ่ยหูท่งนั้น เสิ่นเฉิงหมินก็กำลังใกล้จะถึงจิงสุ่ยหูท่งแล้วเช่นกัน

 

ในตอนเช้า เขาได้จัดการผู้คุมและเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในห้องดับจิตของโรงพยาบาล เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่กำลังเดินเข้ามา เขาจึงขึ้นไปนอนอยู่บนเตียงที่อยู่ภายในห้องดับจิต ก่อนจะควบคุมลมหายใจของตัวเองโดยค่อยๆหายใจช้าๆ

 

หากจะเทียบกับคนที่ตายไปแล้ว คนเป็นน่ากลัวกว่าเยอะ และด้วยวิธีนี้ เขาจึงซ่อนตัวอยู่ในห้องดับจิตได้เป็นเวลานานเลยทีเดียว รอจนกระทั่งคนจากหน่วย753 ออกไปกันหมดแล้ว พร้อมกับท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมืดลง เขาจึงค่อยๆลุกจากเตียง

 

หลังจากที่สวมเสื้อผ้าที่เตรียมเอาไว้และจัดระเบียบตัวเองเล็กน้อย เขาก็ได้กลายเป็นหญิงชราผมขาวไปในทันที

 

เสิ่นเฉิงหมินไม่ได้ใช้ทางเดินหลัก เพราะที่นี่คือโรงพยาบาลทหาร และเขาก็ไม่ต้องการที่จะท้าทายการเฝ้าระวังของทหารยามอีกด้วย เขาจึงเลือกที่จะใช้ประโยชน์จากความมืดและปีนข้ามกำแพงของโรงพยาบาลออกไป

 

ด้วยความมืด เขาจึงได้เดินไปยังตรอกข้างๆอย่างไม่มีใครสังเกตเห็น ซึ่งการเลือกโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้แล้วเช่นกัน

 

เมื่อเดินเข้ามาในตรอก เขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นเป็นอย่างมาก เขาคุ้นเคยกับถนนและตรอกแถวนี้เป็นอย่างดี และสามารถเดินจากที่นี่ไปยังจิงสุ่ยหูท่งได้อย่างสบายๆ

 

เพราะจิงสุ่ยหูท่งนั้นเป็นที่ซ่อนตัวของเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังมีคนมาคอยดูแลเขาอีกด้วย ซึ่งคนอื่นมักจะคิดเสมอว่าเขาคือหญิงชราที่เป็นโรคอัมพาตอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นเพียงลำพังนั่นเอง

 

เขารู้สึกมีความสุขมากเมื่อมองไปข้างหน้าและพบกับทางแยกในจิงสุ่ยหูท่ง เขายังคงเดินไปข้างหน้าพร้อมกับฮัมเพลงงิ้วไปด้วย

 

“ตงกู่ที่หนึ่ง สงครามเกิดขึ้นแล้ว ตงกู่ที่สอง...”

 

ไม่นานนัก เสิ่นเฉิงหมินก็ได้หยุดฮัมเพลงลง ก่อนจะพบว่ามีคนมากมายยืนอยู่ตรงหน้าของเขา มีชาวจีนจำนวนมากที่ดูคล้ายกับทหาร ส่วนทางด้านขวามือก็ยังมีคนจำนวนมากยืนอยู่ เขาคิดว่าคนเหล่านั้นเป็นแค่คนธรรมดา

 

และทางด้านซ้ายมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังยืนอุ้มหลานชายวัยสามขวบเอาไว้ในอ้อมแขนอยู่ด้วย

 

เขาจึงหันหลังกลับเพื่อที่จะไปจากที่นี่ ก่อนจะพบว่าแม่ของเขายืนอยู่ด้านหลัง แม่ของเขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่มองมาที่เขาด้วยแววตาที่เกลียดชังเท่านั้น

 

ถัดจากนั้นยังมีพ่อและแม่บุญธรรมของเขาอยู่ด้วย ซึ่งก็คือชายชราและหญิงชราตระกูลเสิ่นนั่นเอง ทว่าทั้งสองไม่ได้ดูเศร้าหรือมีความสุข แต่กำลังมองมาที่เขาอยู่เงียบๆ

 

เขาจึงรู้ได้ในทันทีว่านี่คือค่ายกล ดูเหมือนหน่วย753 จะมีคนที่มีความสามารถอยู่ พวกเขาสามารถสืบหาจนเจอว่าเขากำลังจะไปที่ไหน ซึ่งแน่นอนว่าเขาคนนั้นอาจจะเป็นเด็กหญิงที่ชื่อฟู่เยี่ยนก็เป็นได้ เสิ่นเฉิงหมินแสยะยิ้มออกมาเล็กน้อย ช่างน่าเสียดายจริงๆ ที่อัจฉริยะอย่างเธอมาอยู่ที่นี่ในวันนี้

 

ดูเหมือนว่าหากวันนี้เขาไม่ใช้ทักษะที่ฝึกฝนมา คงจะหนีไม่พ้นอย่างแน่นอน ทันใดนั้น เสิ่นเฉิงหมินก็เริ่มเคลื่อนไหว

 

เสิ่นเฉิงหมินนั้นได้เรียนรู้รากฐานด้านอภิปรัชญาเป็นระยะ โดยระหว่างที่เขาไปโรงเรียน มู่เหวินเหยามักจะมาดักรอเขาระหว่างทางกลับบ้านเสมอ เพื่อที่จะสอนวิธีเอาชีวิตรอดให้กับเขานั่นเอง ซึ่งเขาเองก็มีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน เพียงแค่สอนไม่กี่ครั้ง เขาก็ทำความเข้าใจได้แล้ว

 

เมื่ออายุครบ 14ปี ความสามารถของเขาก็เทียบเท่ากับมู่เหวินเหยาแล้ว ซึ่งเขาก็รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จเช่นกัน

 

ต่อมาเมื่อเขาเข้ารับราชการทหาร เขายังพยายามที่จะตั้งค่ายกลอีกหลายครั้ง และเริ่มชอบความรู้สึกที่สามารถควบคุมจิตใจของผู้อื่นได้ขึ้นมาทีละน้อย มีอยู่ครั้งหนึ่งในการฝึกซ้อม ค่ายกลของเขาก็ได้จับผู้นำของฝ่ายตรงข้ามได้

 

เมื่อได้รับประสบการณ์เชิงปฏิบัติมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ายกลของเสิ่นเฉิงหมินก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ค่ายกลแบบเรียบง่ายอีกต่อไป เขาเริ่มศึกษาค่ายกลที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้นตามลำดับ

 

ข้อดีของการใช้ทักษะด้านอภิปรัชญานั้นก็คือตำแหน่งที่สูงขึ้นเรื่อยๆของเขานั่นเอง แต่ในทางกลับกัน โอกาสที่เขาจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบก็น้อยลงตามไปด้วย

 

จนในที่สุด กองทัพก็ไม่สามารถสนองความทะเยอทะยานของเขาได้อีกต่อไป ดังนั้นหลังจากความพยายามครั้งสุดท้ายกับไป๋โม่เฉินล้มเหลว เขาจึงยอมถอยออกมา

 

ในตอนนั้น เขาไม่ได้มีความยับยั้งชั่งใจใดเลย ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อกับพ่อของเขาเอง หรือการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เรียกได้ว่าเสิ่นเฉิงหมินทำมันอย่างสบายใจเลยก็ว่าได้

 

เสิ่นเฉิงหมินค่อยๆพัฒนาค่ายกลขนาดใหญ่จำนวนมากขึ้นมา จนเขาได้กลายเป็นเพื่อนกับโจวหยาง และเขาได้สนับสนุนโจวหยางให้ได้รับตำแหน่งสูงสุดในแวดวงอภิปรัชญาของเมืองหลวง

 

ซึ่งด้วยตำแหน่งของโจวหยาง จึงทำให้เขาทำเรื่องต่างๆได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และทักษะการตั้งค่ายกลของเขาก็ชำนาญมากขึ้นเรื่อยๆ

 

แต่มันเป็นเพียงแค่ความคิดที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น เพราะค่ายกลนี้ไม่สามารถตั้งด้านนอกได้นั่นเอง เสิ่นเฉิงหมินจึงรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนกับนกขมิ้นที่ติดอยู่ในกรง

 

ซึ่งในความเป็นจริงนั้น เขาเป็นนกอินทรีที่ต้องการสยายปีกต่างหาก เขาอยากจะโบยบินออกไปเพื่อคอยดูการเปลี่ยนแปลงระหว่างสวรรค์กับมนุษย์บนโลก เขาอยากจะมีอิสระและทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ

 

ดังนั้นหลังจากที่พ่อบอกเขาว่าหลังจากภารกิจนี้เสร็จสิ้น พวกเขาทุกคนจะกลับไปที่ประเทศบ้านเกิดของพวกเขา เขาจึงรู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย

 

แต่แผนของเขานั้นไม่ใช่การกลับไปที่ประเทศบ้านเกิด เขาอยากจะไปที่เกาะฮ่องกง เขาจะใช้ที่นั่นเป็นที่กบดาน เพราะเขาสามารถมองเห็นทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้จากที่นั่นด้วยความสามารถของเขา เมื่อถึงเวลานั้น อภิปรัชญาทั้งโลกก็จะอยู่ในการควบคุมของเขา

 

แต่ใครจะรู้ว่าโจวหยางกลับทำพลาด และถูกพ่อของเขาจับได้เสียก่อน อีกทั้งมู่เหวินหรงยังค้นพบตัวตนของเขาแล้วอีกด้วย

 

ดังนั้นสองพ่อลูกจึงต้องชิงลงมือเริ่มแผนการทั้งหมดล่วงหน้าในทันที และหลังจากนั้นก็ยังมีการวางแผนต่างๆเพิ่มเติมอีกมากมาย โชคดีที่ทุกอย่างดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และทุกอย่างยังคงเป็นไปตามแผนของเขา

 

แต่ก็น่าเสียดายที่ค่ายกลสังหารเก้าชั้นที่เขาสร้างขึ้นมาเป็นเวลาสามปีได้แก้ไขให้เป็นค่ายกลอากาศโดยฟู่เยี่ยนไปเสียแล้ว หากสิ่งนั้นถูกเปิดใช้งาน เมืองหลวงจะต้องพินาศอย่างแน่นอน และทุกคนในตระกูลมู่ยังสามารถใช้ประโยชน์จากความวุ่นวายนี้หลบหนีไปได้อีกด้วย

 

ช่างน่าเสียดายมากจริงๆ!

 

ในวันนั้น เสิ่นเฉิงหมินเห็นว่าผู้คนรอบตัวของเขาที่เกี่ยวข้องกับการตั้งค่ายกลล้วนได้รับบาดเจ็บ เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเคลื่อนไหว แม้ว่ามันจะดูอันตราย แต่นี่อาจจะเป็นการโจมตีครั้งสุดท้ายแล้วก็เป็นได้

 

เมื่อเขาไปถึงเกาะฮ่องกง ค่อยคิดหาวิธีล้างแค้นให้กับครอบครัวทีหลัง!

 

มู่อี้อันก็รู้ได้ในทันทีเช่นกันว่าเสิ่นเฉิงหมินกำลังคิดที่จะต่อสู้กับพวกเขา เขาและฟู่เยี่ยนจึงหันมามองหน้ากันแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

 

กลไกที่มู่อี้อันสร้างขึ้นในค่ายกลเขาวงกตนั้นยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด และความสามารถของเสิ่นเฉิงหมินนั้นก็น่าประทับใจเลยทีเดียว ภายในครึ่งชั่วโมง เขาก็ได้ทำลายกลไกแรกของมู่อี้อันลงไปได้แล้ว

 

“ฉันควรจะทำอย่างไรต่อไปดี?” มู่อี้อันถามฟู่เยี่ยนพร้อมกับมองไปที่เขาอย่างไม่ละสายตา

 

“แค่รอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปก็พอ” ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ได้รีบร้อนอะไร ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้ทำแค่ปิดช่องโหว่ในค่ายกลเท่านั้น แต่เธอยังได้เพิ่มกลไกอื่นๆเอาไว้ด้านนอกอีกด้วย

 

เสิ่นเฉิงหมินพยายามอย่างมากเพื่อที่จะแก้ไขสิ่งนี้ ก่อนจะพบกับค่ายกลสังหารขนาดเล็กรอเขาอยู่ด้วย คิดจะใช้ค่ายกลที่เขาชำนาญมาจัดการกับเขาอย่างนั้นหรือ? คิดอะไรอยู่กันถึงได้ทำแบบนี้? ถ้าอยากจะเล่นนักล่ะก็ เขาจะเล่นด้วยเอง!

 

เสิ่นเฉิงหมินใช้เวลาไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดเขาก็ทำลายค่ายกลประสาทหลอนได้สำเร็จ ก่อนจะยกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน เขาเป็นถึงอัจฉริยะ คิดว่าค่ายกลเขาวงกตเล็กๆแบบนี้จะหยุดเขาได้อย่างนั้นหรือ มันเป็นแค่ค่ายกลของพวกคนขี้ขลาดเท่านั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมาพลาดเพราะค่ายกลแบบนี้

 

แต่เขาก็มีความสุขได้เพียงนาทีเดียวเท่านั้น ก่อนจะพบว่าตัวเองกำลังติดกับดักอีกครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งนี่เป็นค่ายกลสังหารที่เขาคุ้นเคยมากที่สุดนั่นเอง

 

เสิ่นเฉิงหมินก่นด่าอยู่ในใจ ก่อนจะเดินเข้าไปอย่างไม่ลังเล รูปแบบของค่ายกลนี้ได้รับการแก้ไขโดยฟู่เยี่ยน และเขาเองก็ไม่ได้แตะต้องมันมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่มันกลับเป็นความรู้สึกท้าทายที่ไปกระตุ้นจิตสังหารภายในตัวของเขาโดยตรงเลยก็ว่าได้

 

นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้เจอคู่ต่อสู้ที่ฉลาดแบบนี้

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็พบว่าเขาเริ่มเคลื่อนไหวเร็วขึ้น แต่เธอก็ไม่ได้แปลกใจอะไร และตั้งค่ายกลใหม่ขึ้นมาด้านนอกอีกชั้น โดยครั้งนี้เป็นค่ายกลที่ทรงพลังกว่าเดิม ซึ่งก็คือค่ายกลสายฟ้านั่นเอง

 

ค่ายกลนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามยันต์สายฟ้าของเธอ ซึ่งมีอยู่ห้าระดับ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นคำถามแบบเลือกตอบ หากเสิ่นเฉิงหมินเลือกผิด เขาจะถูกฟ้าผ่าในทันที!

 

“ฟู่เยี่ยน สุดยอด! สุดยอดไปเลย! เธอคิดวิธีที่น่าทึ่งนี้ขึ้นมาได้อย่างไร? มันเป็นการตอบคำถามอย่างนั้นเหรอ?” มู่อี้อันรู้สึกว่ามีค่ายกลระดับยากอยู่ถึงสามในห้าชั้น ไม่มีทางที่เสิ่นเฉิงหมินจะรอดจากการถูกฟ้าผ่าไปได้อย่างแน่นอน!



ตอนที่ 269: บดขยี้

 

ฟู่เยี่ยนไม่ได้ตอบคำถามของเขา และยังคงตั้งค่ายกลแบบใหม่ด้านนอกต่อ มันยังคงเป็นค่ายกลสังหารเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือดวงตาของค่ายกลนั่นเอง

 

มู่อี้อันยืนดูเธออยู่ข้างๆ โดยที่ไม่กล้าแม้แต่จะพูดอะไรอีก เขารู้สึกว่าวันนี้ฟู่เยี่ยนดูเคร่งขรึมกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา อีกทั้งแววตาของเธอก็ดูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาเขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับเธอ

 

ซึ่งคำถามแรกในค่ายกลก็คือ คุณมาจากประเทศไหน?

 

ไม่ว่าเขาจะตอบว่า ‘ญี่ปุ่น’ หรือ ‘จีน’ ก็ล้วนเป็นคำตอบที่ผิด เพราะเห็นได้ชัดเลยว่าเขาไม่ได้เป็นคนของทั้งสองประเทศที่กล่าวถึงเลย

 

คำถามที่สอง คุณชอบใครมากที่สุด? โดยมีตัวเลือกที่ตั้งเอาไว้ให้เขาตอบคือ หลานชาย ลูกชาย ภรรยา แต่ใครจะคิดว่าเขากลับรักตัวเองมากที่สุด!

 

คำถามที่สาม คุณคิดว่าอภิปรัชญาคืออะไร? โดยคำตอบที่ให้เลือกก็คือ การทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติหรือประชาชน จากการสังเกตของฟู่เยี่ยนนั้น เสิ่นเฉิงหมินจะไม่เลือก เพราะทั้งสองข้อนี้ไม่ใช่ความตั้งใจที่แท้จริงของเขา

 

คำถามที่สี่ คุณคิดว่าคุณเป็นผู้นำในด้านอภิปรัชญาของจีนหรือไม่ เพราะเหตุใด? คำตอบมีเพียงแค่ ‘ใช่’ หรือ ‘ไม่ใช่’ เท่านั้น แต่เสิ่นเฉิงหมินมีความมั่นใจมาก และแน่นอนว่าเขาจะต้องตอบว่า ‘ใช่’

 

ส่วนคำถามที่ห้าคือ คุณคิดว่าวันนี้คุณจะหนีรอดออกไปจากที่นี่ได้หรือเปล่า? ซึ่งตอบว่าที่มีให้เลือกก็มี ‘ใช่’ หรือ ‘ไม่ใช่’ เหมือนเดิมแต่แนวการตอบก็ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะเสิ่นเฉิงหมินต้องมั่นใจว่าตัวเองจะหนีออกไปได้อย่างแน่นอน แต่ฟู่เยี่ยนก็ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าเขาไม่สามารถทำมันได้

 

แน่นอน ในการทรมานทางจิตวิญญาณเหล่านี้ เสิ่นเฉิงหมินตอบคำถามผิดทุกข้อ และเขาก็ต้องถูกฟ้าผ่าถึงห้าครั้ง ไม่ใช่ว่าเขาไม่สามารถต้านทานการโจมตีทั้งห้าครั้งนี้ได้ แต่เป็นเพราะเขาแค่ไม่ทันได้ระวังตัวเท่านั้น เสิ่นเฉิงหมินจึงโกรธเป็นอย่างมาก

 

จากนั้น ก่อนที่เขาจะทันได้ตอบสนองหลังจากที่ถูกสายฟ้าผ่า เขาก็ได้ก้าวเข้าสู่ค่ายกลสังหารรูปแบบใหม่อีกครั้งหนึ่ง เห็นได้ชัดเลยว่าค่ายกลนี้เหมือนกับค่ายกลครั้งก่อนไม่มีผิด สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปก็คือดวงตาของค่ายกล ซึ่งในความเป็นจริงนี่เป็นเพียงค่ายกลสังหารที่เพิ่มยันต์สายฟ้าลงไป

 

เสิ่นเฉิงหมินเริ่มแก้ไขค่ายกลอย่างไร้การเตรียมตัว ตอนนี้ความโกรธในใจของเขาแทบจะระเบิดออกมาแล้ว ทันใดนั้นเองเขาก็ได้พบกับเงาร่างของฟู่เยี่ยนปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของเขา

 

อย่างที่ทุกคนรู้ดี นี่คือภาพลวงตาที่ฟู่เยี่ยนสร้างขึ้น และแน่นอนว่าเสิ่นเฉิงหมินได้โยนยันต์ในมือของเขาไปที่ร่างนั้นด้วยความโกรธเคืองในทันที

 

และจู่ๆ ค่ายกลทั้งหมดก็ได้เริ่มส่งเสียงนับถอยหลัง: สิบ เก้า แปด เจ็ด... สาม สอง หนึ่ง!

 

เสิ่นเฉิงหมินถูกฟ้าผ่าอีกครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้เขาไม่ทันได้ตั้งตัว จึงกระอักเลือดสีแดงสดออกมา เขายังคงกัดฟันแน่นและเตรียมที่จะทำลายค่ายกลนี้อีกครั้ง แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือก่อนที่ค่ายกลจะถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์ เขาได้เห็นฟู่เยี่ยนปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง

 

คราวนี้เสิ่นเฉิงหมินไม่ได้แตะต้องตัวเธอ โดยเขาได้ทิ้งระยะห่างกับร่างของเธอและค่อยๆมองหาวิธีที่จะทำลายค่ายกลแทน

 

“ฟู่เยี่ยน เธอมียันต์สายฟ้ามากมายขนาดนี้ เธอช่วยฆ่าเขาไปเลยได้ไหม?” มู่อี้อันมองไปที่เขา ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม

 

“ฉันได้เตรียมด่านค่ายกลให้เขาฝ่าฝันอย่างหฤโหดไปถึงสิบแบบ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเขาจะทนได้จนถึงเมื่อไหร่ แต่เขาจะไม่ตายอย่างแน่นอน เพราะเรายังต้องใช้ประโยชน์จากเขาอยู่ หากเขาตาย เราคงไม่สามารถจับพรรคพวกที่เหลือของเขาได้”

 

ฟู่เยี่ยนมองไปยังเสิ่นเฉิงหมินที่อยู่ในค่ายกล พลางคิดว่าสมควรแล้วที่เขาต้องทนทุกข์ทรมานแบบนี้ เพราะหากค่ายกลเมื่อวานนี้ถูกเปิดใช้งาน ไม่รู้ว่าจะต้องมีผู้คนมากน้อยแค่ไหนที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับมัน?

 

การที่เขาต้องทนทุกข์ทรมานแบบนี้เป็นสิ่งที่สมควรแล้ว ให้เขาสนุกกับมันไปสักพักก่อนเถอะ ให้เขาลองสัมผัสมันด้วยตัวเอง จะได้รับรู้ว่าความรู้สึกที่ถูกสวรรค์ทอดทิ้งเป็นอย่างไร!

 

เสิ่นเฉิงหมินยังคงอยู่ในค่ายกล และยังหาดวงตาของค่ายกลไม่พบ ดังนั้นเขาจึงถูกฟ้าผ่าถึงสิบครั้ง ซึ่งตอนนี้เขาเจ็บปวดราวกับว่าอวัยวะภายในของเขากำลังถูกบดขยี้จนแหลกเป็นชิ้นๆไปแล้ว!

 

แต่มันยังไม่จบสิ้นเท่านั้น เพราะเขาได้ยินเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว พร้อมกับสายฟ้าที่ฟาดลงมายังเขาเป็นครั้งที่สิบเอ็ด! ซึ่งครั้งนี้เป็นยันต์สายฟ้าที่ทรงพลังที่สุดของฟู่เยี่ยน

 

เสิ่นเฉิงหมินจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหยิบของบางอย่างออกจากกระเป๋าของเขา

 

“แย่แล้ว ฟู่เยี่ยน เขาหยิบระเบิดออกมาแล้ว เขาคนนี้เลวมากจริงๆ!” มู่อี้อันตะโกนออกมาด้วยความตกใจ

 

เขาตะโกนออกมา พร้อมกับกำลังจะเรียกรองผู้อำนวยการหยู

 

“ไม่เป็นไร หากเขากล้าระเบิดที่นี่ นั่นก็แปลว่าเขาจะต้องตายไปด้วย” ฟู่เยี่ยนเตรียมรับมือกับเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว เนื่องจากยันต์สายฟ้าของเธอได้ถูกเก็บเสียงเอาไว้ มิเช่นนั้นฟ้าผ่าครั้งที่สิบเอ็ดของเธอคงส่งเสียงดังจนทุกคนรับรู้ได้อย่างแน่นอน

 

ใช่แล้ว เสิ่นเฉิงหมินที่อยู่ในค่อยกลไม่กล้าระเบิดมันอยู่แล้ว เขาครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไม่มีวิธีที่จะระเบิดที่นี่ได้โดยไม่ทำลายค่ายกลลงเสียก่อน

 

“อาจารย์ฟู่ เราไม่สามารถปล่อยให้เขาทำลายที่นี่ด้วยระเบิดนั่นได้ หากหน่วยงานระดับสูงสอบสวนเรื่องนี้ เราจะต้องแย่แน่นอน!”

 

ทันทีที่ระเบิดทำงาน ที่แห่งนี้ก็คงจะราบเป็นหน้ากลองอย่างแน่นอน

 

“ฉันรู้” ฟู่เยี่ยนย้ายตำแหน่งอีกสองสามจุด และสร้างค่ายกลเขาวงกตขึ้นมาข้างนอกอีกหนึ่งชั้นในทันที

 

ค่ายกลนี้เป็นค่ายกลที่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยฟู่เยี่ยน ซึ่งเป็นค่ายกลที่มีค่ายกลเขาวงกตที่มู่อี้อันสร้างเป็นต้นแบบ แต่กลไกประสาทหลอนที่อยู่ด้านในนั้นดูแข็งแกร่งกว่าค่ายกลตอนแรกมาก

 

ตามที่คาดไว้ ค่ายกลนี้จะสามารถควบคุมเสิ่นเฉิงหมินได้ ซึ่งเธอมั่นใจวิธีนี้มาก!

 

ฟู่เยี่ยนวางค่ายกลอย่างรอบคอบ กระทั่งสายฟ้าสายสุดท้ายผ่าลงมาในที่สุด ทันใดนั้นเองเส้นผมของเสิ่นเฉิงหมินก็ดูยุ่งเหยิงไปหมด

 

“ฮ่าฮ่าฮ่า” มู่อี้อันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

 

รองผู้อำนวยการหยูที่เห็นเช่นนั้นก็พยายามกลั้นขำอย่างสุดชีวิตเช่นกัน ซึ่งท่าทางของเขาดูตลกมากจนทำให้ฟู่เยี่ยนหัวเราะออกมาในทันที

 

จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ยกมือขึ้นมาดูนาฬิกา ก่อนจะพบว่าตอนนี้เป็นเวลาสามทุ่มแล้ว เธอจึงตัดสินใจที่จะจบเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะพรุ่งนี้เช้าเธอยังมีพิธีรับศิษย์รออยู่ ซึ่งเธอไม่สามารถไปที่นั่นโดยมีรอยคล้ำใต้ตาได้

 

เมื่อสายฟ้าสงบลง เสิ่นเฉิงหมินก็ค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ และในขณะนั้นเอง เขาก็เห็นบันไดที่ทอดยาวเหมือนกับฉากที่จักรพรรดิกำลังจะขึ้นครองบัลลังก์

 

เสิ่นเฉิงหมินจึงเดินขึ้นบันไดไปอย่างช้าๆ ก่อนจะมองไปรอบๆ และเห็นผู้คนมากมายคุกเข่าอยู่บนพื้น ทั้งยังมีเพื่อน และผู้คนจากชั้นเรียนอภิปรัชญาของเขาอยู่ที่นี่อีกด้วย โดยหลายคนเป็นคนรู้จักของเขา รวมไปถึงโจวหยาง มู่เหวินหรง และฟู่เยี่ยนเองก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน

 

ยิ่งเขาเดินขึ้นไปสูงมากเท่าไหร่ ผู้คนที่อยู่รอบตัวก็ยิ่งน้อยลง ที่นี่ยังมีเพื่อนร่วมงาน รวมไปถึงผู้ใต้บังคับบัญชาที่ยกย่องเขา และที่ขาดไม่ได้คือลูกชาย ภรรยา และพ่อแม่บุญธรรมของเขา... ซึ่งในคนเหล่านั้นมีทั้งคนที่เขารู้จักและไม่รู้จักปะปนกันอยู่

 

จนสุดท้าย เขาก็ได้พบกับมู่เหวินเหยา บิดาผู้ให้กำเนิดของเขานั่นเอง

 

จากนั้น มู่เหวินเหยาก็ได้มอบมงกุฎให้กับเขาด้วยท่าทีที่สุขุม เมื่อเขารับมันมา ทุกคนต่างก็ตะโกนสรรเสริญเขา โดยขอให้มีอายุยืนยาว

 

แม้จะรู้ว่ามันเป็นความฝันและภาพลวงตา แต่เสิ่นเฉิงหมินก็ยังคงระเบิดเสียงหัวเราะออกมา และเสียงหัวเราะของเขาก็ยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งคนของรองผู้อำนวยการหยูเข้าไปใส่กุญแจมือและโซ่ตรวนให้กับเขา

 

เขายังคงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ส่วนฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันเพียงแค่มองไปที่เขาเงียบๆเท่านั้น แท้จริงแล้ววิธีการที่เอาชนะเขาได้เป็นเพียงวิธีพื้นๆเท่านั้น นั่นก็คือทำให้เขาตกอยู่ในจินตนาการของตัวเอง

 

ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็คิดขึ้นมาได้ว่าเขาไม่ควรจะมีความสุขมากถึงขนาดนี้ สำไหรับเขา มันควรจะเป็นเรื่องที่ทำให้เขาเสียใจจนต้องร้องไห้มากกว่า

 

“เสิ่นเฉิงหมิน คุณจะต้องถูกคนนับพันดูหมิ่นและถูกทุกคนทรยศ ที่สำคัญในลัทธิเต๋ามีคนที่มีพรสวรรค์อยู่มากมาย แต่คุณเป็นเพียงแค่คนธรรมดาคนหนึ่งในหมู่พวกเราเท่านั้น”

 

คำพูดที่โหดร้ายนี้ได้ทำลายภาพลวงตาของเขาให้แตกสลายลงไปในทันที ก่อนที่เสิ่นเฉิงหมินจะตื่นจากความฝันของเขา และแตะไปที่กุญแจมือบนข้อมือของตัวเอง และเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า

 

เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของคนจากหน่วย753 ที่อยู่รอบตัว ดวงตาที่ดูสดใสในก่อนหน้านี้ของเขาก็ได้หรี่ลง  ราวกับว่าเขาแก่ขึ้นไปเป็นสิบปี ตอนนี้เขารู้สึกไร้เรี่ยวแรงมาก

 

“ทำไมเธอถึงได้ปลุกฉันขึ้นมาล่ะ?” เขามองไปยังฟู่เยี่ยน ก่อนจะพูดโดยไม่ได้แสดงอารมณ์ใดออกมา

 

“คุณไม่สมควรจะมีความสุขแบบนั้น”

 

หลังจากพูดจบ รองผู้อำนวยการหยูก็ได้สั่งให้คนพาเสิ่นเฉิงหมินออกไป ซึ่งการสอบสวนก็จะเริ่มขึ้นในคืนนี้ และผลก็น่าจะออกมาในอีกไม่นาน

 

ฟู่เยี่ยนและมู่อี้อันยืนดูพวกเขาเดินจากไป ในที่สุดมันก็จบลงเสียที!

 

ฟู่เยี่ยนมองไปยังดวงดาวบนท้องฟ้ายามราตรี ค่ำคืนนี้ัมันช่างวิเศษจริงๆ ในที่สุดความยุติธรรมก็สามารถเอาชนะความชั่วร้ายได้!

 

“อาจารย์ฟู่ ฉันคงต้องไปก่อนแล้ว ยินดีล่วงหน้ากับพิธีรับศิษย์ของเธอในวันพรุ่งนี้ด้วย” รองผู้อำนวยการหยูเป็นคนพูดไม่เก่งอยู่แล้ว น้อยครั้งนักที่เขาจะพูดยินดีกับใครแบบนี้

 

หลังจากพูดจบ เขาก็กำลังจะเดินออกไป แต่ฟู่เยี่ยนกลับหยุดเขาเอาไว้เสียก่อน

 

“รองผู้อำนวยการหยู นี่คือยันต์พูดความจริงที่ฉันวาดขึ้นมาเอง ใช้มันแปะไปบนตัวของเสิ่นเฉิงหมินได้เลย แล้วเขาจะบอกทุกอย่างกับคุณอย่างแน่นอน คุณยังสามารถใช้มันกับคนอื่นได้อีกด้วยนะ”

 

เธออธิบายและมอบยันต์สองสามแผ่นให้กับรองผู้อำนวยการหยู ซึ่งเขาก็รับมันไป แต่เธอดูไม่ออกเลยว่าเขากำลังมีความสุขอยู่หรือไม่มีกันแน่ เพราะภายนอกของเขานั้นดูเงียบสงบมากๆ

 

“กลับบ้านกันเถอะ วันนี้สนุกมากเลย! ฉันต้องรีบกลับไปฝึกค่ายกลที่เธอตั้งขึ้นในวันนี้ดูสักหน่อยแล้ว!” มู่อี้อันพูดออกมาด้วยสีหน้าที่มีความสุข

 

“ถ้าอย่างนั้นนายก็ดูแลสมุดบันทึกนั่นให้ดีด้วยล่ะ จะได้ส่งต่อไปยังรุ่นต่อไป หากทำมันหายหรือชำรุดไป คงน่าเสียดายมาก!” ฟู่เยี่ยนพูดติดตลก

 

อย่างไรก็ตาม มู่อี้อันกลับกำลังคิดว่าเขาจะกลับไปติดตั้งกลไกทำลายตัวเองที่สมุดบันทึกเล่มนั้นดีไหม

 

แต่หากในอีกหลายปีข้างหน้า เมื่อลูกหลานของเขาต้องการจะเปิดมัน พวกเขาจะต้องแก้ไขกลไกนี้เสียก่อน หรือไม่ก็ต้องให้เขาคอยช่วยเหลือเปิดกลไกให้ทันเวลา ไม่อย่างนั้น การฝึกอันหนักหน่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็จะสูญเปล่าไปในที่สุด

 

เมื่อเห็นท่าทางแบบนั้น ฟู่เยี่ยนก็หัวเราะเยาะเขาในทันที



ตอนที่ 270: เรื่องในบ้านของผู้อาวุโสจิน

 

“ฟู่เยี่ยน เธอไม่ให้ฉันไปส่งเธอที่บ้านจริงๆเหรอ?”

 

“ไม่เป็นไร ไม่มีใครในเมืองหลวงกล้ามาปล้นฉันหรอก ฉันกลับเองได้ แค่สิบนาทีก็ถึงบ้านแล้ว”

 

มู่อี้อันเห็นว่าเธอไม่ต้องการให้เขาไปส่งจริงๆ จึงได้เดินกลับเข้าไปในบ้าน

 

“เอาไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ!” ทันทีที่พูดจบ มู่อี้อันก็ตั้งท่าที่จะวิ่งกลับเข้าบ้านไป

 

“อืม เจอกันพรุ่งนี้!”

 

ฟู่เยี่ยนมองดูมู่อี้อันที่กำลังวิ่งผ่านประตูบ้านเข้าไป ในตอนนี้บนท้องถนนมีคนอยู่ไม่มากแล้ว มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังไม่กลับบ้าน

 

คืนนี้แสงจันทร์บนท้องฟ้าค่อนข้างสว่าง ฟู่เยี่ยนจึงเดินกลับบ้านอย่างสบายๆ แม้ว่าฤดูร้อนจะมาถึงแล้วก็ตาม แต่ลมที่พัดเข้ามาปะทะร่างกายของเธอก็ยังพอให้รู้สึกหนาวเล็กน้อย

 

ก่อนหน้านี้สภาพอากาศในเมืองหลวงเป็นอากาศที่ค่อนข้างแห้ง แต่ตอนนี้อากาศเริ่มชื้นขึ้นมาบ้างแล้ว ฟู่เยี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพบว่าความรู้สึกแห่งความสำเร็จนี้ช่างดีจริงๆ ไม่มีอะไรจะมาทดแทนมันได้อีกแล้ว

 

ระหว่างทางกลับบ้าน เธอก็ได้คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เมื่อคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เธอก็รู้แล้วว่าสิ่งที่เธอพยายามศึกษามาโดนตลอดนั้นมีประโยชน์มาก มันต่างจากการทำเงินด้วยการวาดยันต์ในก่อนหน้านี้ เพราะครั้งนี้สถานการณ์ต่างๆได้เปลี่ยนไปแล้ว

 

เธอจำได้ว่ามีโบราณวัตถุมากมายที่อยู่ในดินแดนต่างมิติ ซึ่งทั้งหมดนั้นเธอรวบรวมมันมาจากเศษซากต่างๆ เธอไม่ต้องการให้สมบัติเหล่านั้นถูกฝุ่นจับ จึงนำมันไปเก็บเอาไว้ที่นั่นแทน

 

ความคิดของฟู่เยี่ยนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เธอต้องสร้างกองทุนการกุศลของตัวเองให้ได้ ตอนนี้แค่รอให้ผู้นำระดับสูงของประเทศอนุญาตและสภาพแวดล้อมต่างๆเป็นใจเท่านั้น เธอตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้ยากไร้ พร้อมกับทำสิ่งดีให้ประเทศและสังคม ซึ่งนี่ก็เป็นความหมายหนึ่งของการหาเงินด้วยตัวเองเช่นกัน มันเป็นการสะสมบุญกุศลให้กับตัวเธอและครอบครัวของเธอนั่นเอง

 

นอกจากนี้ ฟู่เยี่ยนยังรู้สึกอยู่เสมอว่าเธอมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำให้อภิปรัชญาของจีนพัฒนายิ่งขึ้นไป ตอนนี้สมาชิกของอภิปรัชญายังคงต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่มีผู้สืบทอด

 

หลังจากที่ก่อตั้งสาขาอภิปรัชญาขึ้นมาแล้ว ยังมีอีกหลายอย่างที่เธออยากจะทำ ซึ่งฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าเธอยังคงมีเวลาไม่พอที่จะทำเรื่องต่างๆเหล่านั้น เธอจึงควรจะทำทีละอย่าง นอกเหนือจากนั้น การที่เธอได้ทำสิ่งนี้ยังเป็นเรื่องที่ทำให้เธอมีความสุขอีกด้วย

 

สิบนาทีต่อมา ฟู่เยี่ยนก็ได้กลับถึงบ้านแล้ว แต่เมื่อมาถึงบ้าน เธอกลับพบว่าไม่มีใครอยู่เลย

 

เอ๊ะ? ทำไมถึงไม่มีใครอยู่ที่บ้านเลยล่ะ? หรือว่าทุกคนจะยังอยู่ที่บ้านของอาจารย์กันนะ?

 

ขณะที่เธอกำลังสับสนอยู่นั้น ก็ได้มีเสียงดังขึ้นมาจากประตูบ้านของเธอ พร้อมกับทุกคนที่กำลังเดินเข้ามาจากข้างนอก และไป๋โม่เฉินก็มาที่นี่กับพวกเขาด้วย

 

โดยไป๋โม่เฉินและฟู่เซินต่างก็กำลังแบกบางอย่างเอาไว้บนหลัง ซึ่งหลังจากที่มองชัดๆแล้ว ปรากฏว่าเป็นฟู่หรงกับฟู่เหยาที่กำลังหลับอยู่นั่นเอง

 

“พ่อคะ แม่คะ ทุกคนไปไหนกันมาเหรอ?”

 

หลังจากที่ทุกคนในครอบครัวนั่งลง ฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบกาต้มน้ำขึ้นมาและรินน้ำให้กับทุกคน ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้วางฟู่หรงลงที่โซฟา และฟู่เซินเองก็วางฟู่เหยาลงบนโซฟาด้วยเช่นกัน

 

“อืม พวกเราก็ไปที่บ้านอาจารย์ของลูกมาน่ะสิ อย่าพูดถึงมันเลย วันนี้ช่างเป็นอะไรที่น่าอายมากจริงๆ! หากพ่อกับแม่ไม่ไปที่นั่น วันพรุ่งนี้อาจารย์ของลูกกับลูกจะต้องขายหน้าอย่างแน่นอน!”

 

หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับตีไปที่ไหล่ของลูกสาว โชคดีที่วันนี้พวกเธอไปที่นั่น

 

“มันเกิดอะไรขึ้นกันคะ? แล้วทำไมพี่ไป๋โม่เฉินถึงกลับมาพร้อมกับทุกคนล่ะ?”

 

“อืม ฉันจะเล่าให้เธอฟังเอง…” ฟู่เซินอาสารับหน้าที่นี้ในทันที

 

ในวันนี้ เมื่อหวังซู่เหมยออกไปข้างนอก ไป๋โม่เฉินก็บังเอิญมาที่บ้านของพวกเธอ ก่อนจะได้ยินว่าทุกคนไปที่บ้านของผู้อาวุโสจิน เขาจึงได้ตามไปที่นั่นทันที

 

เดิมทีเขามาที่นี่เพื่อจะไปส่งเธอไปที่หน่วย753 แล้วกะจะแวะที่หรงเป่าไจเพื่อดูความคืบหน้าการปรับปรุงร้าน

 

แต่เมื่อทุกคนมาถึงบ้านของผู้อาวุโสจิน สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดก็คือผู้เฒ่าทั้งสองกำลังช่วยกันเช็ดเก้าอี้และโต๊ะด้วยตัวเองอยู่ ทั้งยังมีของเล็กๆน้อยๆอีกมากมายที่ยังรอให้จัดการ

 

เมื่อเห็นทุกคนจากตระกูลฟู่มาที่นี่ ผู้อาวุโสจินก็รู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย เดิมทีลูกชายคนโตของเขาจะมาช่วย แต่จู่ๆก็มีแค่ของมาส่ง และลูกชายของเขาก็โทรมาบอกว่ามีงานด่วน เลยกลับมาช่วยไม่ได้

 

ดังนั้นทั้งสองจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งขณะที่ทำความสะอาดอยู่นั้น แม่เฒ่าไป๋ก็ได้ดุผู้อาวุโสจินไปด้วย

 

ซึ่งเขาเองก็คิดว่าลูกชายคนโตได้จัดการหาแม่ครัวมาให้แล้ว แต่กลับคิดไม่ถึงเลยว่าลูกชายของเขาจะลืมเรื่องนี้ไป ทำให้ผู้อาวุโสจินโกรธมาก!

 

เมื่อแม่เฒ่าไป๋เห็นครอบครัวฟู่มาที่นี่ เธอจึงรีบเข้าไปต้อนรับทุกคนในทันที และก่อนที่ผู้อาวุโสจินจะทันได้ตอบโต้ แม่เฒ่าไป๋ก็ได้บอกความจริงกับทุกคนไปแล้ว

 

หวังซู่เหมยและฟู่ต้านีทำงานบ้านได้ดีอยู่แล้ว ทันทีที่พูดคุยกันจบ พวกเธอจึงเริ่มทำความสะอาดในทันที โดยบอกให้ผู้เฒ่าทั้งสองไปนั่งพักดื่มชาและเล่นกับเด็กๆก่อน

 

ส่วนเรื่องแม่ครัวนั้นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เช่นกัน ไป๋โม่เฉินและฟู่เซินได้จ้างแม่ครัวที่มีฝีมือดีมาให้แล้ว

 

โดยหวังอันกั๋วเป็นคนรับหน้าที่นั้น เมื่อเขาได้ยินว่าเป็นฟู่เยี่ยนกำลังจะเข้าพิธีรับศิษย์ เรื่องนี้เป็นเรื่องระดับประเทศเลยก็ว่าได้ เขาจึงได้เชิญแม่ครัวฝีมือดีมาให้ และพวกเขาทั้งสองก็ได้ไปซื้อวัตถุดิบที่สหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภค

 

หวังอันกั๋วยังบอกอีกว่าพรุ่งนี้เขาจะมาร่วมงานด้วย และเมื่อรู้ว่าฟู่เซินเป็นพี่ชายของฟู่เยี่ยน เขาจึงได้ให้ผลไม้อบแห้งมา เพื่อให้ฟู่เซินนำมันกลับไปให้เด็กๆ

 

ในตอนเที่ยง ไม่เพียงแต่งานทั้งหมดใกล้จะเสร็จแล้วเท่านั้น ฟู่ต้านียังตรงไปที่ห้องครัวและเตรียมอาหารรสเด็ดพร้อมเสิร์ฟเอาไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว ส่วนฟู่ต้าหย่งและคนอื่นก็ได้ร่วมดื่มกับผู้อาวุโสจิน พร้อมกับพูดคุยกันอย่างมีความสุข

 

ผู้เฒ่าทั้งสองคอยดูแลและเล่นกับเด็กๆตลอดทั้งวัน พวกเขาไม่เพียงแค่สอนฟู่เหยาท่องบทกวีเท่านั้น แต่ยังสอนฟู่เวยและฟู่หรงเขียนหนังสืออีกด้วย

 

ด้วยความที่แม่เฒ่าไป๋ชอบเด็กผู้หญิงตัวเล็กอยู่แล้ว เธอจึงอยากให้ฟู่เวยและฟู่หรงมาเที่ยวหาเธอในช่วงวัดหยุดสุดสัปดาห์วันไหนก็ได้สักวันหนึ่ง เพราะเธอเองก็อยู่บ้านเฉยๆ จึงอยากจะสอนพวกเด็กๆ

 

แน่นอน ฟู่ต้านีแทบรอไม่ไหวที่จะพาเด็กๆมาที่นี่แล้ว เพราะโอกาสที่จะได้อาจารย์ดีๆแบบนี้หายากมาก

 

หลังจากที่ทานมื้อเที่ยงเสร็จแล้ว ทุกคนก็ได้เริ่มทำงานอีกครั้ง พวกเขาช่วยกันจัดโต๊ะ เก้าอี้และม้านั่ง รวมไปถึงทำความสะอาดชุดน้ำชาและถ้วยชามต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมใช้งานในวันพรุ่งนี้

 

ผู้อาวุโสจินมองไปยังเหล้าหมักที่ฟู่ต้าหย่งนำมาเป็นของฝาก โดยเขาไม่อยากจะแบ่งมันให้กับใครเลยด้วยซ้ำ ฟู่ต้าหย่งจึงหัวเราะออกมาในทันที ก่อนจะรับปากว่าในวันรุ่งขึ้นเขาจะนำมันมาเพิ่มอีก ผู้อาวุโสจินที่ได้ยินจึงยิ้มอย่างมีความสุขอีกครั้ง ผู้อาวุโสจินดูเหมือนกับเด็กไม่มีผิด

 

ในตอนเย็น ผู้อาวุโสจินยังคงไม่ยอมให้พวกเขากลับ และยืนกรานที่จะชวนทุกคนออกไปทานข้าวข้างนอก ดังนั้นทุกคนจึงปฏิเสธไม่ได้ ก่อนจะพากันไปยังภัตตาคารเพื่อทานอาหารจากพ่อครัวชั้นเยี่ยม

 

หลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จ พวกเขาก็กลับไปส่งผู้เฒ่าทั้งสองที่บ้าน และด้วยเหตุนี้จึงทำให้พวกเขากลับบ้านช้า ส่วนเด็กๆ ต่างก็ดูตื่นเต้นเป็นอย่างมาก และหลังจากที่เล่นกันมาตลอดทั้งวัน ในที่สุดพวกเขาก็ผล็อยหลับไปตอนอยู่บนรถ

 

ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ดังนั้นไป๋โม่เฉินจึงค้างคืนที่บ้านของฟู่เยี่ยน

 

“แม่คะ อาจารย์ได้บอกหรือเปล่าว่าทำไมศิษย์พี่ใหญ่ถึงมาไม่ได้?” ฟู่เยี่ยนได้ยินข้อแก้ตัวนี้ และคิดว่ามันดูจะซึ่งไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่

 

“อืม แม่เฒ่าได้พูดคุยกับแม่นิดหน่อย ในสมัยนั้น ผู้อาวุโสจินไม่สามารถบังคับลูกชายของตัวเองได้เลย แต่ทว่าผู้อาวุโสจินก็ไม่ได้สนใจ ดังนั้นเขาจึงปล่อยให้ลูกชายคนโตทำตามใจของตัวเอง”

 

“แม้ว่าเขาจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม แต่ภรรยาศิษย์พี่ใหญ่ของลูกก็ไม่สามารถเข้ากับครอบครัวฝั่งสามีได้ ดังนั้นเธอจึงมักจะห้ามศิษย์พี่ใหญ่ของลูกไม่ให้มาเยี่ยมพ่อกับแม่ของเขา”

 

“ส่วนลูกชายคนเล็ก เขาโกรธที่อาจารย์ของลูกไม่มอบมรดกสืบทอดของตระกูลให้กับเขา แต่ไปมอบให้กับพี่ใหญ่แทน ซึ่งต่อมาภรรยาศิษย์พี่ใหญ่กลับบอกว่าของที่พวกเขาได้มาเป็นเพียงสมุดบันทึกของชายชราเท่านั้น ไม่ใช่มรดกสืบทอดของตระกูล ทำให้พี่ใหญ่คิดว่าผู้เป็นพ่อยกสมบัติให้กับน้องชายของเขา ดังนั้นทั้งสองพี่น้องต่างคนต่างก็ไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายพูดความจริง”

 

ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินก็ถึงกับพูดไม่ออก ทุกตระกูลมักจะมีบันทึกลับของตัวเองที่ยากต่อการท่องจำอยู่แล้ว ซึ่งของตระกูลฟู่เองก็ยากมากเหมือนกัน!

 

ใครจะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในพิธีรับศิษย์ครั้งนี้จะทำให้ฟู่เยี่ยนถึงกับต้องเบิกตากว้าง นอกจากนี้ยังทำให้ชื่อเสียงของอาจารย์ฟู่โด่งดังมากขึ้นอีกด้วย

 

ตอนนี้ ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินกำลังนั่งคุยกันอยู่ที่ลานหน้าบ้าน

 

“เป็นเพราะพี่ใช่หรือเปล่า ตระกูลเสิ่นทุกคนถึงได้ถูกคุมตัวไปสวบสวน?” ฟู่เยี่ยนไม่คิดเลยว่าเสิ่นหยูจะกล้าทำแบบนี้ เฮอะ! อันที่จริง เขาควรจะจัดการกับเธอตั้งนานแล้ว

 

“มันเป็นเพราะคำพูดของฉันเองด้วย และนอกจากนี้ยังเป็นเพราะพ่อของฉันไม่อยากเมินเฉยต่อเรื่องนี้อีก เขารู้เกี่ยวกับสิ่งที่เสิ่นหยูทำโดยแอบอ้างชื่อตระกูลไป๋มาสักพักหนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร อย่างมากก็เพียงแค่ตักเตือนเล็กน้อยเท่านั้น บางทีเขาอาจจะคิดว่าเสิ่นหยูแค่ติดต่อกับคนในครอบครัวบ้างเท่านั้น”

 

“แต่ตอนนี้มีเรื่องประเทศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการตำหนิอีกต่อไปแล้ว”

 

“คุณลุงทำถูกแล้วล่ะ เราควรจะจัดการเรื่องนี้ให้จบโดยเร็วที่สุด ฉันจะได้กลับไปเรียนสักที แค่นี้ฉันก็ขาดเรียนมานานมากแล้ว!” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับโบกมือไปมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองดูดวงจันทร์บนท้องฟ้า

 

“ฉันจะไปช่วยเธอทบทวนบทเรียนที่ห้องสมุดเอง เราจะได้ไปทานข้าวด้วยกัน และเดินเล่นด้วยกันเหมือนก่อนหน้านี้ไงล่ะ” ไป๋โม่เฉินเองก็คิดถึงชีวิตที่เรียบง่ายเมื่อก่อนหน้านี้มากเช่นกัน

 

“อืม ฉันขาดเรียนมานานมาก ไม่รู้ว่าชานชานจะคิดถึงฉันหรือแอบบ่นฉันบ้างหรือเปล่า ว่าแต่เรื่องของเธอกับพี่ชวนจื่อเป็นอย่างไรบ้าง?”

 

“เขาดีขึ้นมากแล้วล่ะ หากไม่ใช่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ทั้งสองครอบครัวก็คงจะตกลงกันได้แล้ว และหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นี้ได้ไม่นาน คุณป้าก็อากาศดีขึ้นมากแล้วเช่นกัน พรุ่งนี้ชวนจื่อคงจะมาแล้วล่ะ”

 

“อืม” ฟู่เยี่ยนมองไปที่เขาด้วยรอยยิ้ม หากมองจากภาพรวมแล้ว ไป๋โม่เฉินมีสุนทรียศาสตร์ในตัวเองมากจริงๆ

 

เมื่อไป๋โม่เฉินเห็นฟู่เยี่ยนกำลังยิ้มให้กับเขา หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นมา

 

ตอนนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว แต่ก็ยังคงมีสายลมที่พัดไปทั่วทั้งเมืองหลวงอย่างแผ่วเบา ราวกับสายลมนั้นกลัวว่าตนเองจะไปรบกวนคู่รักอย่างไรอย่างนั้น




จบตอน

Comments