ตอนที่ 271: ชุดใหม่
เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนในตระกูลฟู่ตื่นนอนกันตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนจะแต่งตัวและออกไปที่ลานหน้าบ้านเพื่อทานมื้อเช้า
แม้แต่ฟู่เหยาเองก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยเช่นกัน ขณะที่เด็กน้อยกำลังขยี้ตาด้วยความงัวเงียนั้น หวังซู่เหมยก็ได้สวมชุดใหม่ให้กับเขา ซึ่งหลังจากที่สวมชุดใหม่ เด็กน้อยก็ดูหล่อขึ้นมาทันที และเมื่อฟู่เหยาเห็นพี่สาวทั้งสองสวมกระโปรงแสนสวย เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปพร้อมกับตะโดนเรียกพี่สาวอย่างมีความสุข
วันนี้ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวสวมชุดกระโปรงเหมือนกัน ฟู่เยี่ยนสวมชุดกระโปรงสีเหลือง ส่วนฟู่เหมี่ยวสวมชุดกระโปรงสีขาว
ชุดของฟู่เยี่ยนไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่ฟู่เหมี่ยวได้เปลี่ยนจากทรงแขนเสื้อแบบพับเป็นทรงแขนเสื้อแบบห้อย และยังเปลี่ยนวัสดุผ้าเพิ่มเติมอีกด้วย
ด้วยการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงตัวตนของฟู่เหมี่ยวอย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้เธอเป็นคนที่ดูห้าวมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เมื่อเธอปล่อยผม ภาพของผู้หญิงที่ดูห้าวๆ ก็ได้ดูอ่อนโยนขึ้นมาทันที
ชุดของฟู่เยี่ยนยังคงเป็นแบบแขนพับที่ทำจากวัสดุค่อนข้างแข็ง ซึ่งทำให้ฟู่เยี่ยนดูเป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานมากยิ่งขึ้น
เดิมทีฟู่เยี่ยนเป็นคนที่ค่อนข้างเย็นชา แต่ในช่วงหลังมานี้เธอดูเป็นเด็กสาวที่เด็ดขาด ทว่าเมื่อเธอสวมชุดกระโปรงสีเหลืองสดใส ทำให้เธอดูเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงขึ้น
ส่วนฟู่ต้านีเองก็พอใจกับชุดใหม่ของหลานสาวทั้งสองมาก อย่างที่เธอคิดเอาไว้ หลานสาวทั้งสองคนของเธอเหมาะสมที่จะเป็นนางแบบที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะสวมชุดไหนก็สามารถดึงความงามของชุดนั้นออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“พี่สี่ กระโปรงของพี่สวยมากเลย” ฟู่หรงพูดพร้อมกับวิ่งเข้าไปหาฟู่เยี่ยน เธอจึงก้มลงไปมอง ก่อนจะพบว่าฟู่หรงเองก็สวมชุดคล้ายกับของเธอเช่นกัน เพียงแต่มันเป็นชุดที่เล็กกว่าเท่านั้น
“เด็กคนนี้นี่ ชุดของเธอก็เหมือนกับชุดของพี่สาวเลยไม่ใช่เหรอ?”
“ถ้าอย่างนั้น พี่สาวของหนูกับหนูก็ดูดีเหมือนกันทั้งคู่เลยสิคะ!” ฟู่หรงพูดพร้อมกับแลบลิ้นออกมาด้วยท่าทีที่ทะเล้น
ตอนนี้ฟู่เวยและฟู่หรงได้ลืมเรื่องราวในอดีตของพวกเธอไปแล้ว และเด็กสาวทั้งสองคนก็มีนิสัยที่แตกต่างกันอีกด้วย
ฟู่เวยมีอายุมากกว่าฟู่หรงสองสามปี และเป็นคนที่มีบุคลิกที่สงบมากๆ ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าเธอยังคงคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตอยู่บ้าง ตอนอยู่ที่บ้าน ฟู่เวยจะเป็นคนที่พูดน้อย แต่เธอให้ความสำคัญกับการเรียนมาก หลังเลิกเรียนในแต่ละวัน เธอจะทบทวนและเอาแต่อ่านหนังสือย่างหนัก ทำให้ผลการเรียนของเธอนั้นดีมากๆ ด้วยเหตุนี้เธอจึงมักจะเป็นที่รักของครูประจำชั้นอยู่เสมอ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อก่อนหน้านี้ก็ยังคงมีผลกระทบต่อเธอไม่น้อยเช่นกัน
ส่วนฟู่หรงนั้นอายุน้อยกว่า และเมื่อเธอค่อยๆเติบโตขึ้น ความผูกพันของเธอที่มีต่อตระกูลเก่อก็ค่อยๆจางหายไป โดยมีความรักและความอบอุ่นจากตระกูลฟู่เข้าไปแทนที่นั่นเอง ซึ่งเมื่อใดที่ฟู่เหยาไม่เชื่อฟัง เธอมักจะคอยตักเตือนน้องชายอยู่เสมอ แต่ฟู่เวยนั้นดูจะระมัดระวังเป็นพิเศษ และไม่ค่อยพูดอะไรสักเท่าไหร่
ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็สังเกตเห็นสถานการณ์ของลูกพี่ลูกน้องทั้งสองของเธอเช่นกัน ทั้งยังรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติกับฟู่เวยอีกด้วย
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงชีวิตในโลกก่อนหน้านี้ของเธอขึ้นมา แม่ของเธอเสียชีวิต และพ่อของเธอก็แต่งงานใหม่ อีกทั้งเขายังไม่ยอมรับเธออีกด้วย เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอาศัยอยู่กับปู่และย่า แต่ก็ยังโชคดีที่ปู่ของเธอก็ใจดีกับเธอมาก ส่วนคุณย่าก็ไม่ได้เป็นคนที่มีจิตใจแข็งกระด้างอะไร เพียงแค่คุณย่าไม่ค่อยมีความผูกพันกับหลานสาวที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กเท่านั้น
ชีวิตของเธอในตอนนั้นคล้ายกับฟู่เวยมาก เธอจึงดูจะเข้าใจสิ่งนี้ดี
แต่สถานการณ์ของพวกเธอแตกต่างกันออกไป ฟู่ต้าหย่งรักหลานสาวทั้งสองของเขาอย่างจริงใจ ทั้งยังรู้สึกผิดต่อฟู่ต้านี ที่เขาไม่สามารถปกป้องน้องสาวได้อีกด้วย ส่วนหวังซู่เหมยเองก็ชอบเด็กทั้งสองมากเหมือนกัน รวมไปถึงฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็รู้สึกไม่ต่างกัน เด็กสาวทั้งสองไม่ได้ขาดความรัก และเนื่องจากที่พวกเธออายุน้อยกว่า ดังนั้นจึงได้รับการเอาใจใส่จากทุกคนมากกว่าที่ฟู่เยี่ยนได้รับเสียด้วยซ้ำ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงกวักมือเรียก ฟู่เวยที่เห็นเช่นนั้นก็ได้เดินเข้ามา
“เวยเวย ชุดของเธอก็ดูดีเหมือนกันนะเนี่ย พี่ ดูสิ ชุดของพี่กับเวยเวยเหมือนกันเลยนะ”
“ฟู่เวยดูเหมาะกับชุดนี้มากกว่าฉันเสียอีก เมื่อยืนคู่กับหรงหรง ทั้งสองคนดูสะดุดตามากเลย!” ฟู่เหมี่ยวเองก็ได้พูดชมน้องสาวทั้งสองของเธออย่างจริงใจเช่นกัน
เมื่อได้ยินคำชมจากพี่สาวทั้งสอง ใบหน้าของฟู่เวยก็ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ พร้อมกับดวงตาที่เปล่งประกายของเธอ ซึ่งมีทั้งความประหลาดใจและความตื่นเต้นปะปนกันอยู่ เธอดูเขินเล็กน้อยและไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปมอง ซึ่งทำให้คนรู้สึกงุนงงกับสิ่งนี้
“เอาล่ะเวยเวย เธอต้องเชิดหน้าขึ้นและยืดตัวให้ตรงเข้าไว้ มาดูกระจกนี่สิ เห็นหรือเปล่าว่าเธอสวยมากขนาดไหน?” ฟู่เยี่ยนดึงฟู่เวยไปที่กระจก ก่อนจะใช้มือยืดหลังของน้องสาวให้ตรง พร้อมกับบังคับให้น้องสาวเงยหน้าขึ้น
ฟู่เวยไม่เคยมองดูตัวเองผ่านกระจกจริงจังแบบนี้มาเลย และตอนนี้เธอก็ได้เห็นแล้วว่าตัวเองดูดีมากจริงๆ
“จากนี้เป็นต้นไป เธอต้องส่องกระจกทุกวันเพื่อดูว่าตัวเองมีจุดเด่นตรงไหนบ้าง แล้วค่อยๆศึกษาว่าตัวเองควรจะปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้ดีขึ้นได้อย่างไร ตกลงไหม? ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปที่ฟู่เวย ส่วนฟู่เวยก็พยักหน้าด้วยท่าทีที่เคร่งขรึมเช่นกัน
“พี่สาว พี่สวยขึ้นมากจริงๆ!” ฟู่หรงที่เห็นเช่นนั้นก็ได้พูดออกมาอย่างมีความสุข
ไม่นานนัก ฟู่ต้านีและหวังซู่เหมยก็ได้เดินออกมาพร้อมกับอาหารเช้า และมีความสุขมากที่ได้เห็นฉากนี้ พวกเธอรู้ถึงปัญหาของฟู่เวยมานานแล้ว และพยายามจะทำให้เด็กคนนี้กลับมาร่าเริงสมวัยอีกครั้ง แต่ผลที่ได้กลับไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
“มาทานข้าวกันก่อนเถอะ เสร็จแล้วเราจะได้รีบออกไป เสี่ยวไป๋ ลองทานเกี๊ยวที่อาทำดูสิ” ฟู่ต้านีพูดพร้อมกับยื่นชามให้กับไป๋โม่เฉิน
เมื่อคืนนี้ไป๋โม่เฉินได้นอนที่ห้องของฟู่ซิน และหลังจากที่ตื่นนอน เขาก็ได้ไปช่วยฟู่ต้าหย่งขนเหล้า
“คุณอา อย่าลำบากเลยครับ ให้ผมช่วยถือจะดีกว่า”
เมื่อทุกคนในครอบครัวทานมื้อเช้าเสร็จ ก็ได้ตรงไปที่บ้านของผู้อาวุโสจินในทันที ทั้งยังไม่ลืมที่จะนำเกี๊ยวนึ่งติดไปด้วย ซึ่งพวกเขาคิดว่าผู้เฒ่าทั้งสองก็คงจะยังไม่ได้ทานมื้อเช้าเช่นกัน
ฟู่ต้านีและคนอื่นเดินทางโดยรถยนต์ พร้อมกับพาเด็กๆไปด้วย ส่วนฟู่เยี่ยนและเหล่าพี่น้องของเธอจะเดินไป แต่เมื่อฟู่เยี่ยนมาถึง เธอก็พบว่าไป๋โม่เฉินและคนอื่นกำลังยืนอยู่ที่ประตู
ฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกสงสัยขึ้นมาทันที พวกเขาน่าจะมาถึงตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมถึงยังไม่เข้าไปข้างในกันล่ะ?
แต่ก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปนั้น ก็ได้มีเสียงของคนที่กำลังทะเลาะกันอย่างรุนแรงดังมาจากข้างใน ซึ่งเป็นเสียงของผู้หญิงที่ตะโกนออกมาเสียงดัง
“มันเกิดอะไรขึ้น?” ฟู่เยี่ยนถามไป๋โม่เฉินทันที
“ดูเหมือนว่าลูกสะใภ้ทั้งสองจะมาขอบางอย่างจากผู้เฒ่าทั้งสองนะ เรากลัวว่าผู้อาวุโสจินจะเสียหน้าเลยยังไม่เข้าไป”
ฟู่เยี่ยนฟังเรื่องทั้งหมด ก่อนจะก้มลงไปดูนาฬิกาของตัวเอง หากตอนนี้ไม่รีบเข้าไป อีกไม่นานทุกคนก็จะมากันแล้ว ซึ่งมันจะทำให้อาจารย์ของเธออับอายกว่านี้อย่างแน่นอน
“พี่ไป๋โม่เฉิน พี่ช่วยดูหน่อยได้ไหมว่าแม่ครัวมาถึงหรือยัง ? ฉันจะเข้าไปข้างในก่อน ฉันเดาว่าอาจารย์ทั้งสองยังไม่ได้ทานมื้อเช้าอย่างแน่นอน พ่อคะ พ่อกับแม่พาเด็กๆไปเล่นในสวนสาธารณะที่อยู่ใกล้ๆแถวนี้ก่อนเถอะค่ะ ส่วนพี่รอง พี่กับพี่สามช่วยกันดูความเรียบร้อยของโต๊ะและเก้าอี้ก่อน”
“บ้านของผู้เฒ่ามู่อยู่ใกล้ที่สุด และเขาก็น่าจะมาถึงเร็วๆนี้ ก่อนที่แขกจะมา เราต้องรีบจัดการเรื่องภายในให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด”
“เข้าใจแล้ว ลูกไม่ต้องกังวลนะ รีบเข้าไปดูข้างในเถอะ” ทันทีที่หวังซู่เหมยพูดจบ เธอก็ได้ยินเสียงคนที่อยู่ด้านในทุบชุดน้ำชาดังออกมา
เป็นผู้อาวุโสจินนั่นเองที่พลิกโต๊ะน้ำชาตรงหน้าของเขาล้มลงจนเสียงดังกราว พร้อมกับชุดน้ำชาทั้งหมดที่แตกกระจายไปทั่วพื้น
เมื่อเห็นฉากนี้ สะใภ้ใหญ่อย่างเหอจื่อฮวา และลูกสะใภ้คนเล็กหวังเฟิ่งเซียงต่างก็ชะงักไปด้วยความตกตะลึง
“ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!” ผู้อาวุโสจินอดทนมานานมากแล้ว ในวันนี้จะมีพิธีรับศิษย์คนสำคัญของเขา และเขาไม่อยากทำให้ตัวเองโกรธไปมากกว่านี้นั่นเอง
ทว่าสุดท้ายเขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เพราะสิ่งที่สะใภ้ทั้งสองทำนั้นมันน่ารำคาญมากจริงๆ
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเดินผ่านประตูเข้าไป เธอก็เห็นผู้อาวุโสจินที่กำลังยืนตัวสั่นไปทั้งตัว เธอจึงรีบเข้าไปประคองเขาและพาไปนั่งที่โซฟา จากนั้นฟู่เยี่ยนก็รีบกดลงไปบนจุดฝังเข็มสองสามจุด แล้วถึงนวดให้ผู้อาวุโสจินรู้สึกผ่อนคลายลง
“อาจารย์ สูดหายใจเข้าลึกๆแล้วหายใจออกช้าๆนะคะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับหยิบยาบำรุงร่างกายของเธอออกมา ก่อนจะป้อนมันให้กับผู้อาวุโสจิน
“อาจารย์ ค่อยๆเคี้ยวมันช้าๆ แล้วค่อยกลืนลงไป แบ่งกลืนลงไปประมาณเก้าครั้งนะคะ” ผู้อาวุโสจินเคี้ยวยาช้าๆตามที่เธอบอก
แม่เฒ่าไป๋เองก็โกรธมากเช่นกัน ซึ่งตอนนี้เธอได้เอนหลังพิงโซฟาพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาแล้ว
“อาจารย์หญิง อาจารย์หญิงก็ควรทานยานี้ด้วยเหมือนกันนะคะ ค่อยๆเคี้ยวมันช้าๆค่ะ” ฟู่เยี่ยนป้อนยาอีกเม็ดหนึ่งให้กับแม่เฒ่าไป๋ ก่อนจะหยิบน้ำให้ทั้งสองเฒ่าดื่มน้ำหลังจากทานยาเสร็จ
“เด็กน้อย ขอบคุณมากนะที่เธอมา ไม่อย่างนั้นวันนี้พวกเราทั้งสองคงจะต้องกลับบ้านเก่าไปแล้วแน่ๆ” แม่เฒ่าไป๋จับมือฟู่เยี่ยนเอาไว้ พร้อมกับพูดออกมา
“อาจารย์หญิงคะ อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลย หนูจะจัดการเรื่องนั้นหมดเอง อาจารย์ทั้งสองนั่งพักก่อนนะคะ ยังไม่ได้ได้ทานอะไรเลยใช่ไหม หนูให้อาเล็กของหนูจัดการเรื่องนี้ให้แล้ว อาจารย์ทานอะไรรองท้องสักหน่อย แล้วอาการของอาจารย์ก็จะดีขึ้นเอง ไม่ต้องกังวลนะคะ”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนจัดการเรื่องของผู้เฒ่าทั้งสองเสร็จ เธอก็ได้ตรวจชีพจรของทั้งสอง และพบว่าเป็นเพราะพวกเขาโกรธมากเกินไป หลังจากที่ทานยาบำรุงร่างกายและพักผ่อนสักพัก ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง วันนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว แต่หากในอนาคตพวกเขาโกรธมากขนาดนี้อีกคงไม่ได้แล้ว
ทั้งสองคนมีอายุมากแล้ว จึงไม่สามารถทนต่อความโกรธมากมายขนาดนี้ได้
ฟู่เยี่ยนทำทุกอย่างโดยไม่แม้แต่จะหันไปมองสะใภ้ทั้งสองของพวกเขา ก่อนจะไล่ผู้หญิงสองคนนั้นออกไปจากที่นี่ในทันที
ตอนที่ 272: หลานสาว
“เฮ้ สาวน้อย ทำไมเธอถึงได้หยาบคายขนาดนี้ เธอเป็นใคร? เข้ามายุ่งวุ่นวายในบ้านของคนอื่นแบบนี้ได้อย่างไร!”
เหอจื่อฮวามั่นใจมากว่าตัวเองนั้นเป็นคนที่มีการศึกษา และเธอก็ไม่ชอบที่จะใช้พูดคำหยาบคายอีกด้วย
“ฉันชื่อฟู่เยี่ยน ที่นี่คือบ้านอาจารย์ของฉัน หากคุณคิดจะมาก่อความวุ่นวายที่นี่ก็กรุณากลับบ้านของคุณไปซะ”
ฟู่เยี่ยนไม่เคยเจอกับผู้หญิงตรงหน้ามาก่อน แต่หากพิจารณาดูจากอายุแล้ว เธอคิดว่าผู้หญิงคนนี้น่าจะเป็นสะใภ้ใหญ่ของอาจารย์
“เธอ!”
เหอจื่อฮวาพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง เธอไม่คิดเลยว่าพ่อสามีของเธอจะรับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้เป็นศิษย์ ก่อนหน้านี้เธอได้ยินไม่ค่อยชัดนัก จึงคิดว่าเด็กคนนี้เป็นศิษย์ของตระกูลอื่น
ส่วนหวังเฟิ่งเซียง สะใภ้เล็กก็ไม่ได้มีความเกรงกลัวเช่นกัน ก่อนจะดุฟู่เยี่ยนไปตรงๆ
“ฉันจะบอกอะไรให้นะ ชายชราตรงหน้าเธอแทบจะไม่ต้องการลูกชายของตัวเองเสียด้วยซ้ำ จะมารับศิษย์อย่างเธอได้อย่างไร เธอนี่มันเจ้าเล่ห์เสียจริง ! เธอ…”
ทว่าก่อนที่หวังเฟิ่งเซียงจะพูดจบ เธอก็ถูกฟู่เยี่ยนเตะเข้าอย่างจัง จนหวังเฟิ่งเซียงล้มลงไปบนพื้นในทันที
“เด็กสารเลวคนนี้…”
ฟู่เยี่ยนโยนยันต์ปิดปากออกมาในทันที และยันต์แผ่นนั้นก็ได้ติดอยู่บนหน้าของหวังเฟิ่งเซียง แม้เธอจะปัดยันต์ออกในทันที แต่ทว่าผลของยันต์ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งมันจะทำให้เธอพูดไม่ได้ไปอีกสามวันเลยทีเดียว
“เธอทำอะไรน่ะ?” เหอจื่อฮวาไม่คิดเลยว่าเด็กสาวตรงหน้าจะแข็งแกร่งตั้งแต่อายุยังน้อยแบบนี้ ทั้งยังลงมืออย่างไม่ลังเลอีกด้วย นอกจากนี้เธอยังใช้ยันต์ได้ ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอเป็นสมาชิกของลัทธิเต๋า
“เธอพูดมากเกินไป ฉันก็เลยทำให้เธอหยุดพูดสักพักเท่านั้นเอง” ฟู่เยี่ยนหันไปพูดกับเหอจื่อฮวา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหอจื่อฮวาก็มองไปที่ฟู่เยี่ยนด้วยดวงตาที่เบิกโพลง พร้อมกับสั่นไปทั้งตัวอย่างควบคุมไม่ได้
“ตอนนี้ฉันเป็นศิษย์ของอาจารย์แล้ว ก็ควรจะเรียกคุณว่าพี่สะใภ้ถึงจะถูก พี่สะใภ้ หากมีอะไรเกิดขึ้นไม่สู้ให้พี่ใหญ่จัดการด้วยตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ ทำไมพี่สะใภ้ต้องเป็นคนทำแทนด้วยเขาด้วยล่ะ?”
“เราไม่ควรที่จะทำให้อาจารย์โกรธ ฉะนั้นในอนาคต คุณควรจะหลีกเลี่ยงการมาที่นี่”
ฟู่เยี่ยนพูดออกมาแค่เพียงประโยคสั้นๆ แม้ว่าน้ำเสียงของเธอจะฟังดูอ่อนโยน แต่ก็แฝงไปด้วยความกดดันมหาศาล ซึ่งทำให้เหอจื่อฮวาตกใจเป็นอย่างมาก
สามีของเธอไม่รู้ว่าเธอมาที่นี่ มีเพียงน้องชายของเธอเท่านั้นที่รู้ เธอคิดว่าหากชายชราต้องการรับลูกศิษย์ แล้วเธอไม่รีบมาขัดขวางเอาไว้ บางทีในอนาคตชายชราอาจจะแบ่งทรัพย์สินทุกอย่างให้กับพวกเขาเท่าๆกันก็เป็นได้
แน่นอน ทั้งสองมาที่นี่โดยที่สามีของตัวเองไม่รู้
และทันทีที่พวกเธอมาถึง เพียงแค่พูดคุยกันไม่กี่คำ สะใภ้ทั้งสองก็เริ่มโต้เถียงกันจนทำให้ชายชราโกรธนั่นเอง
แม้ว่าพวกเธอจะสามารถควบคุมสามีได้ แต่มันก็เป็นเรื่องใหญ่ หากสามีไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งพวกเธออีกต่อไป
ตอนที่อยู่ด้านใน เธอรู้สึกเสียใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เมื่อเห็นความแข็งแกร่งของฟู่เยี่ยน เธอก็รู้สึกเสียใจจนท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด และทันทีที่ได้ฟังคำพูดที่ฟู่เยี่ยนพูด ใบหน้าของเธอก็ซีดจนแทบไม่มีเลือดอยู่แม้แต่หยดเดียว
เธอไม่ได้พูดอะไรอีก ก่อนจะหันหลังกลับและเดินจากไปโดยที่ไม่สนว่าเกิดอะไรขึ้นกับหวังเฟิ่งเซียงเลยแม้แต่น้อย
เมื่อหวังเฟิ่งเซียงเห็นพี่สะใภ้ของเธอเดินออกไปแล้ว ทั้งยังไม่สนใจเธออีกด้วย เธอจึงรีบลุกขึ้นจากพื้นพร้อมกับวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว!
ผู้อาวุโสจินและแม่เฒ่าไป๋ที่อยู่ในห้องก็ได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นกัน ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ผู้อาวุโสจินจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน
“ก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าฉันจะเมตตาพวกเธอมากเกินไป เลยทำให้พวกเธอกล้าทำกับเราถึงขนาดนี้!”
“ใช่แล้ว แต่ฟู่เยี่ยนก็ทำได้ดีมากเช่นกัน เธอทำให้ทั้งสองหวาดกลัวจนไม่กล้าพูดอะไรเลย ตาเฒ่า คุณต้องทำหน้าที่อาจารย์กับศิษย์คนนี้ให้ดีที่สุดเลยนะ!”
ผู้อาวุโสจินยังคงหลับตาและนั่งสมาธิอยู่ เพราะเขายังต้อนรับแขกอีกมากมายเลย และทุกคนก็ล้วนเป็นเพื่อนเก่าของเขา ดังนั้นเขาจึงต้องต้อนรับทุกคนเป็นอย่างดี
ฟู่เยี่ยนเดินกลับเข้ามาและตรวจดูชีพจรของผู้เฒ่าทั้งสองอีกครั้ง ชีพจรของทั้งสองยังคงที่ แต่อาการบาดเจ็บครั้งนี้ยังคงร้ายแรงอยู่ ซึ่งคนแก่ไม่ควรโกรธมากแบบนี้ เพราะอาจทำให้อวัยวะภายในได้รับความเสียหายได้
“อาจารย์หญิงคะ นี่คือยาที่หนูทำขึ้นมาเอง อาจารย์ทั้งสองกินมันครั้งละหนึ่งเม็ดก่อนนอนทุกคืน และปฏิบัติตามวิธีที่หนูบอกไปเมื่อครู่นี้ สุขภาพร่างกายของอาจารย์จะได้ดีขึ้นค่ะ”
“อาจารย์ หนูมีเรื่องอยากจะขออาจารย์เรื่องหนึ่งนะคะ ต่อไปนี้อาจารย์ห้ามโกรธใครมากๆแบบนี้อีกเด็ดขาดเลยนะคะ”
ฟู่เยี่ยนแสร้งพูดเหมือนกับเธอกำลังโกรธ จึงทำให้ผู้อาวุโสจินตกตะลึงไปเล็กน้อย
“ใช่ ฉันรู้ ดูหน้าเล็กๆของฉันสิ โอเค ขอฉันทำความสะอาดหน่อย ตาเฒ่าพวกนั้นกำลังจะมาเร็วๆนี้”
“ตอนนี้อาจารย์พักผ่อนก่อนเถอะค่ะ เอาไว้ถ้าแขกเริ่มมาแล้ว หนูจะมาเรียกอีกที”
ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็รีบเก็บข้าวของและจัดชุดน้ำชาชุดใหม่มาวางไว้บนโต๊ะชาที่ทำจากไม้เนื้อแข็งอีกครั้ง ซึ่งมันหนักมาก แต่ชายชราก็ยังยกมันไหว ดูเหมือนเขาจะโกรธมากจริงๆ
หลังจากที่ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวจัดสวนเสร็จ ทั้งสองก็จัดโต๊ะในสวนเพื่อใช้สถานที่นี้เป็นที่กินอาหารกลางวันต่อ
ทางด้านไป๋โม่เฉินก็ได้มาพร้อมกับแม่ครัวแล้วเช่นกัน และวัตถุดิบทั้งหมดก็ได้ถูกเตรียมเอาไว้ในครัวเรียบร้อยแล้ว
จากนั้น ฟู่ต้านีก็ได้เดินเข้ามาพร้อมกับเกี๊ยวสองชาม
“อาจารย์คะ อาจารย์ทั้งสองลองกินดูสิคะ อาเล็กของหนูทำเกี๊ยวอร่อยมากเลยล่ะค่ะ” ฟู่เยี่ยนรับชามมาวางให้กับอาจารย์ของเธอด้วยตัวเอง
“นั่นสิ ฉันลืมไปเลยว่าตัวเองยังไม่ได้กินมื้อเช้า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะสะใภ้ไม่เอาไหนสองคนนั้น เฮ้อ ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วฉันไปทำกรรมอะไรไว้!”
“เหอะ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะลูกชายตัวดีทั้งสองคนของคุณหรอกเหรอ!” ผู้อาวุโสจินที่กำลังกินเกี๊ยวอยู่ก็ตำหนิลูกชายของเขาไปด้วย
“หยุดพูดแล้วรีบกินเถอะ” แม่เฒ่าไป๋ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว
ขณะที่พวกเขาทั้งสองกำลังกินมื้อเช้าอยู่นั้น แขกก็ได้เริ่มทยอยมาที่บ้านแล้ว!
“ผู้อาวุโสจิน กำลังกินอะไรอยู่เหรอ? กลิ่นของมันหอมมากเลย ฉันเองก็ยังไม่ได้กินมื้อเช้ามาเลย ขอฉันสักชามหนึ่งได้หรือเปล่า!”
ผู้อาวุโสจินจึงวางช้อนลง ก่อนจะมองออกไปข้างนอกประตูและพบว่าเป็นผู้เฒ่าเหมี่ยวที่เดินเข้ามา!
“นายมีจมูกเหมือนสุนัขไม่มีผิดเลยนะ แค่เดินเข้ามาก็ได้กลิ่นแล้วอย่างนั้นเหรอ” ผู้เฒ่าทั้งสองพูดคุยกันอย่างคุ้นเคย
“ฮ่าฮ่าฮ่า” ผู้เฒ่าเหมี่ยวเดินเข้ามาพร้อมหลานสาว
“ฟู่เยี่ยน!” ทันใดนั้นเอง เหมี่ยวชานชานก็ตะโกนออกมาด้วยความประหลาดใจ
“ชานชาน ทำไมเธอถึงมาที่นี่ได้ล่ะ?” ฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกันที่พบเธอที่นี่
“เสี่ยวจิน นี่คือศิษย์เอกของนายเหรอ? โอ้ สาวน้อย เธอช่างยอดเยี่ยมจริงๆ! ชานชาน ทั้งสองคนรู้จักกันด้วยเหรอ? เธอจะต้องขอบคุณเสี่ยวเยี่ยนเลยนะ!” ผู้เฒ่าเหมี่ยวเป็นปู่ของเหมี่ยวชานชาน และเป็นผู้นำของตระกูลเหมี่ยวนั่นเอง
ก่อนหน้านี้ ฟู่เยี่ยนได้ช่วยชีวิตเหมี่ยวชานชานเอาไว้ และเหมี่ยวชานชานยังพูดเสริมอีกว่าเธอกับฟู่เยี่ยนอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยด้วยกัน และทั้งสองยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอีกด้วย
ทุกคนต่างก็ถอนหายใจออกมา สิ่งนี้คือโชคชะตาจริงๆ!
“โอ้ จริงสิ แบบนี้ของขวัญชิ้นนั้นคงเหมาะสมแล้วล่ะ ฟู่เยี่ยน เธอจำของขวัญที่เธอเลือกให้ฉันได้หรือเปล่า! ฉันคิดว่ามันดูไม่ค่อยเหมาะสมที่จะใช้เป็นของขวัญเท่าไหร่เลยนะ!” เหมี่ยวชานชานพูดด้วยท่าทีที่ดูหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้ฟู่เยี่ยนได้เลือกขวดยานัตถุ์ให้กับเธอนั่นเอง
“มีอะไรที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเรื่องนั้นกันล่ะ? หากฉันไม่เลือกของชิ้นนั้นให้กับเธอ ฉันก็จะเก็บมันเอาไว้เองอยู่ดี!” ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ผู้อาวุโสจินก็เริ่มสนใจเรื่องนี้ขึ้นมา
“มาเถอะ ขอฉันดูของสิ่งนั้นหน่อยได้ไหม”
“เสี่ยวจิน นี่เป็นของขวัญจากฉัน มันเป็นของแท้ที่รัฐบาลทำขึ้นเลยนะ!” ผู้เฒ่าเหมี่ยวเองก็เป็นคนที่รักในวรรณกรรมและความบันเทิงเช่นกัน
“ฉันเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าสายตาศิษย์ของฉันเป็นอย่างไรบ้าง”
“จะว่าไปแล้ว จากนี้เป็นต้นไปฟู่เยี่ยนเองก็จะเป็นเหมือนหลานสาวของฉันเช่นกัน เข้ามาใกล้ๆสิ ปู่เหมี่ยวเองก็มีของขวัญอวยพรกับเธอด้วยนะ รับรองว่าเธอจะต้องชอบมันอย่างแน่นอน!”
ทันทีที่พูดจบ ผู้เฒ่าเหมี่ยวก็ได้หยิบกล่องใบเล็กออกมาจากกระเป๋าของเขา และมอบมันให้ฟู่เยี่ยนในทันที ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเขินเล็กน้อย ก่อนจะมองไปยังอาจารย์ของเธอ และผู้อาวุโสจินก็พยักหน้าเบาๆ
“ขอบคุณคุณปู่เหมี่ยวมากเลยค่ะ หนูขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆชิ้นนี้มากเลยนะคะ” ฟู่เยี่ยนกล่าวขอบคุณ ก่อนจะรับของสิ่งนั้นมาและถือมันไว้ในมือ
“ฟู่เยี่ยน ลองเปิดมันดูสิ นี่คือของสะสมส่วนตัวของคุณปู่เลยนะ! รีบเปิดดูเร็วเข้า จะได้รู้ว่าเธอชอบมันหรือเปล่า?”
ฟู่เยี่ยนไม่สามารถต้านทานการรบเร้านี้ได้อีกต่อไป ดังนั้นเธอจึงเปิดมันออก ก่อนจะพบว่าด้านในมีกำไลที่ทำจากหินขี้ผึ้ง พร้อมกับมีตราสัญลักษณ์ของศาสนาพุทธห้อยอยู่
“สัญลักษณ์นี้ถูกปลุกเสกโดยอาจารย์จื้อคงในตอนนั้น ซึ่งมันถูกบูชาต่อหน้าพระพุทธรูปเก่าแก่มาเป็นเวลานาน แต่เดิมมันมีไว้เป็นเครื่องรางช่วยยืดอายุขัยให้ชานชาน”
“ในตอนนั้น สุขภาพของชานชานไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นฉันจึงเกิดความคิดนี้ขึ้นมา แต่ก็ไม่เคยใช้มันมาก่อนเลย แต่ตอนนี้ชานชานไม่เป็นอะไรแล้ว ฟู่เยี่ยน ฉันต้องขอบคุณเธอมากจริงๆ! หากไม่ใช่เพราะเธอ ป่านนี้ชานชานคงจะตายไปแล้ว”
ผู้เฒ่าเหมี่ยวพูดออกมาอย่างสะเทือนใจ เพราะในบรรดาลูกหลานในตระกูล มีเพียงชานชานเท่านั้นที่เขาเป็นคนเลี้ยงดูเธอมาด้วยตัวเอง
“คุณปู่เหมี่ยวคะ นี่คือวาสนาของหนูกับชานชาน คุณปู่ไม่จำเป็นต้องขอบคุณหนูเลยค่ะ และเหรียญห้าจักรพรรดิที่คุณปู่ให้หนูมานั้นก็เป็นของดีเช่นกัน”
“มันไม่เหมือนกัน นี่คือของขวัญที่ฉันมอบให้กับเธอในฐานะหลานสาวต่างหากล่ะ!” ทันทีที่ผู้เฒ่าเหมี่ยวพูดประโยคนี้ขึ้นมา ผู้อาวุโสจินก็ตกตะลึงไปเช่นกัน
“ผู้เฒ่าเหมียว นายอย่าเพิ่งขัดจังหวะฉันสิ วันนี้เป็นพิธีรับศิษย์ของฉัน! นายกำลังเอาเปรียบฉันอยู่นะ รู้หรือเปล่า?”
“เราต่างคนต่างก็มีความคิดที่ไม่เหมือนกัน หากนายจะเรียกฉันว่าลุง ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ” ผู้เฒ่าเหมี่ยวพูดออกไปตามตรง ก่อนจะหัวเราะเสียงดังออกมา
“ถ้าอย่างนั้นนายก็มีหลานสาวเพิ่มอีกคนหนึ่งแล้วสินะ เมื่อหลานสาวของนายแต่งงาน นายเองก็อย่าขี้เหนียวก็แล้วกัน!” ในระหว่างการสนทนานั้น ผู้อาวุโสจินก็ได้ตัดสินใจเลือกปู่ให้กับฟู่เยี่ยนเพิ่มอีกคน
ฟู่เยี่ยนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องน้อมรับ ทว่าเหมี่ยวชานชานกลับรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะมีฟู่เยี่ยนเป็นน้องสาว
“ฟู่เยี่ยน เอาไว้หากเธอว่าก็ไปที่บ้านของฉันสิ ฉันจะได้แนะนำเธอให้รู้จักกับครอบครัวของฉัน” ผู้เฒ่าเหมี่ยวพูดออกมาด้วยท่าทีที่จริงจัง ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าไม่ได้ล้อเล่น
“ได้เลยค่ะ คุณปู่เหมี่ยว”
ตอนที่ 273: อาจารย์อา
หลังจากนั้นไม่นาน ผู้เฒ่าเยว่ก็ได้มาถึง และครอบครัวของจางเหว่ยก็มาร่วมงานด้วยเช่นกัน ทันทีที่ผู้เฒ่าเยว่เดินเข้ามาข้างใน เขาก็ได้ยินเรื่องราวทั้งหมด ก่อนจะเรียกผู้เฒ่าเหมี่ยวว่าเป็นขโมย
“ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์! ฉันยังไม่กล้าเอ่ยปาก นายก็มาแย่งคนไปเสียแล้ว ฉันว่านะนายหมายตาเหล้าของตระกูลฟู่มากกว่า!”
ผู้เฒ่าเหมี่ยวยังคงเป็นคนที่เจ้าเล่ห์ไม่น้อย เขาได้ลวงให้คนอื่นตกหลุมพรางของเขา ในตอนนี้เขาไม่อยากจะพูดอะไรมาก แต่หลังจากพิธีการทั้งหมดจบลง ทุกคนจะต้องพูดไม่ออกกับเหตุการณ์นี้อย่างแน่นอน ฮ่าๆ!
“ต้องโทษตัวนายเองแล้วล่ะ ที่พลาดโอกาสนี้ไป!”
ผู้เฒ่าเยว่รู้สึกเสียดายมาก ต้องบอกเลยว่าเขาเองก็พูดถึงเรื่องนี้มานานมากแล้วเช่นกัน เขาไม่คิดว่าฟู่เยี่ยนจะเก่งถึงขนาดนี้ บางทีการได้คนแบบนี้มาเป็นหลานสะใภ้คงจะดีไม่น้อยเลยทีเดียว!
แต่ใครจะไปคิดว่าฟู่เยี่ยนจะมีคนรักอยู่แล้ว หลานชายจอมโง่ของเขาไม่มีทางเด็ดดอกฟ้าดอกนี้ได้หรอก!
หลังจากนั้น ผู้เฒ่าเยว่ก็ได้ลืมความเสียใจในที่กำลังก่อตัวขึ้นมาภายในใจของเขาไป!
ไม่นาน ผู้เฒ่ามู่ก็ได้เดินเข้ามาจับมือทักทายผู้เฒ่าเยี่ยน โดยเขามาพร้อมกับหลานชายของเขา รวมถึงลุงหลิวเองก็มาด้วยเช่นกัน
ทันทีที่เดินผ่านประตูเข้ามา ลุงหลิวก็ได้มองไปรอบๆ ซึ่งหลังจากที่มองหาอยู่นาน แต่ก็ไม่พบใครเลย เขาจึงรู้สึกผิดหวังขึ้นมาเล็กน้อย
“ลุงหลิว ลุงกำลังมองหาใครอยู่เหรอ?” มู่อี้อันเองก็มองไปรอบๆเช่นกัน จนเห็นว่าลุงหลิวกำลังมองหาบางอย่างอยู่?
“ไม่มีอะไรหรอก เข้าไปข้างในกันเถอะ”
เหล่าชายชราทั้งหลายต่างก็เป็นคนที่รู้จักกัน ซึ่งตอนนี้พวกเขากำลังนั่งจิบชาด้วยกันอยู่ ทางเยี่ยนโหลวจึงไม่พลาดโอกาสที่จะตีสนิทกับฟู่เยี่ยน
“พี่สาว ฉันเพิ่งจะพัฒนายันต์อันใหม่ขึ้นมาได้ หากพี่ว่าง ช่วยชี้แนะฉันหน่อยได้หรือเปล่า?”
“โอ้? ได้เลย เอาไว้หลังจากเสร็จพิธีรับศิษย์ ฉันจะลองดูยันต์ให้นะ” ในวันนี้ฟู่เยี่ยนต้องอยู่กับผู้อาวุโสจิน และยังต้องรับหน้าที่คอยรินชาและเสิร์ฟน้ำให้กับแขกที่มาร่วมแสดงความยินดี
ในตอนนี้แขกเริ่มทยอยกันเข้ามาเรื่อยๆแล้ว และไม่นานนักเมิ่งอ้ายชวนก็ได้เดินเข้ามา โดยเขามาพร้อมกับปู่ของเขา ซึ่งก่อนที่ผู้เฒ่าเมิ่งจะเกษียณนั้น เขาเป็นรุ่นพี่ของผู้เฒ่าเหมี่ยว ดังนั้นเมื่อได้พบกันในวันนี้อีกครั้ง ทั้งสองจึงเข้าไปทักทายกัน ก่อนจะนั่งพูดคุยกันด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
ส่วนเหมี่ยวชานชานก็นั่งอยู่ที่โซฟาเงียบๆ เธอรู้สึกเขินเล็กน้อยเมื่อเห็นเมิ่งอ้ายชวนเดินเข้ามา แต่ทว่าเมิ่งอ้ายชวนเป็นคนหน้าหนาอยู่แล้ว เขาจึงเดินเข้ามาพูดคุยกับเหมี่ยวชานชานเอง
ฟู่เยี่ยนมองดูฉากนี้อยู่ข้างๆ และคิดว่าคนอย่างพี่ชวนจื่อช่างเหมาะกับประโยคนี้จริงๆ
ด้านได้ อายอด!
นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เฒ่าเหมี่ยวได้พบกับเมิ่งอ้ายชวน เด็กหนุ่มคนนี้มีรูปร่างหน้าตาดีใช้ได้เลยทีเดียว หลังจากที่ทดสอบโดยถามคำถามไปสองสามคำถาม เขาก็รู้ถึงความคิดและนิสัยของเด็กหนุ่มได้อย่างชัดเจน เมื่อได้ยินว่าเขากำลังทำธุรกิจและเปิดร้าน เขาก็พยักหน้าด้วยความพอใจ ครั้งนี้พ่อของชานชานน่าเชื่อถือได้เสียที
เมิ่งอ้ายชวนนั่งอยู่สักพัก ก่อนจะลุกขึ้นและกำลังจะเดินออกไป โดยที่เหมี่ยวชานชานคงนั่งอยู่ที่นั่น
“พี่ชวนจื่อไปไหนเหรอ?” ฟู่เยี่ยนนั่งลง ก่อนจะคุยกับชานชาน
“เขาบอกว่าจะออกไปรับผู้อาวุโส? ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็แทบจะสำลักน้ำชา เขาจะต้องออกไปรับชายชราทั้งสามคนนั้นอย่างแน่นอน
ใช่แล้ว ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา ช่างจูและช่างหลิวก็ได้เดินเข้ามาอย่างยิ่งใหญ่ อีกทั้งด้านหลังของพวกเขายังมีช่างเก๋อผู้เงียบขรึมเดินตามเข้ามาอีกด้วย
“โอ้ อาจารย์อา มาแสดงความยินดีกับผมถึงที่นี่ด้วยตัวเองเลย ผมต้องขอโทษด้วยจริงๆ อาจารย์อาเดินทางมาลำบากหรือเปล่า?” ผู้อาวุโสจินรีบยืนขึ้น ก่อนจะเดินเข้าไปพยุงช่างจูมานั่งที่โซฟา
“อย่าเกรงใจไปเลย ฉันไม่ได้ลำบากอะไรขนาดนั้นหรอก!” ช่างจูพูดโดยไม่หันไปมอง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการช่วยเหลือจากผู้อาวุโสจิน
“ครับ อาจารย์อา ที่ผ่านมาเด็กๆเป็นคนจัดการเองทุกอย่างเลย” ผู้อาวุโสจินพูดพร้อมกับรอยยิ้ม
“ไม่ ฉันรับเรื่องนั้นไม่ได้หรอกนะ ในตอนนั้นพวกเขาร่วมใจกันไล่ฉันออก แล้วให้นายขึ้นมาแทนฉันไม่ใช่เหรอ? เรียกชื่อของฉันก็พอแล้ว ตอนนี้เราก็เป็นเหมือนพี่น้องกันแล้ว” ช่างจูยังคงโกรธเมื่อเขาพูดถึงเรื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
“อาจารย์อา ผมรู้ว่าที่อาจารย์อามาในวันนี้หมายถึงอะไร ในตอนนั้นผมไม่มีคุณสมบัติที่จะพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเลย แต่ในอนาคตทุกอย่างขึ้นอยู่กับอาจารย์อาแล้ว”
ก่อนหน้านี้ ผู้อาวุโสจินยังไม่กล้าที่จะบอกใครเกี่ยวกับพิธีรับศิษย์ของฟู่เยี่ยน แต่ทันทีที่ช่างจูปรากฏตัวในวันนี้ หากเขาไม่พูดอะไรสักอย่าง มันคงจะเป็นอะไรที่น่าอายมากๆอย่างแน่นอน
“ฮึ่ม! ไม่เป็นไรหรอก หากจะพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้น พวกเขาไม่ได้มีความหมายกับฉันอีกแล้ว และนายก็เป็นคนเดียวในหมู่พวกเขาที่ยังเป็นคนดี มิเช่นนั้นฉันก็คงจะไม่สนใจเหมือนกัน” ทันทีที่พูดจบ ช่างจูก็ได้หันไปมองทางอื่นด้วยท่าทีที่ดูเย่อหยิ่ง ก่อนจะบังเอิญพบกับฟู่เยี่ยนที่กำลังอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจอยู่ข้างๆ
“สาวน้อย เธอเป็นอะไรไป? ไม่ได้เจอกันแค่ครึ่งเดือน จำฉันไม่ได้แล้วหรือ!?”
“ช่างจู ช่างจูทำให้หนูประหลาดใจมากจริงๆ คุณเป็นอาจารย์อาของอาจารย์หนูอย่างนั้นเหรอคะ?” เธอไม่คิดเลยว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้
ครั้งที่แล้วที่ทั้งสองได้พบกันนั้น พวกเขาก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย!
“ฟู่เยี่ยน เธอต้องเรียกฉันว่าลุงแล้วล่ะ!” ผู้อาวุโสจินรีบแก้ไขลำดับผู้อาวุโสให้กับฟู่เยี่ยนได้เข้าใจทันที
“เอาล่ะ อย่าทำให้เด็กๆตกใจเลย! เมื่อก่อนนายเคยเรียกฉันว่ายังไง ตอนนี้ก็เรียกตามเดิมเถอะ” ช่างจูพูดพร้อมกับลูบเคราของตัวเอง
“ครับ ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามที่อาจารย์อาต้องการได้เลย!”
ตอนนี้ผู้เฒ่าเยว่และคนอื่นกำลังจิบชาพร้อมกับทานเมล็ดแตงโมกันอยู่ พวกเขาต่างก็เห็นเหตุการณ์กันพอดี
“หืม? ทั้งสองคนเป็นอาจารย์และลูกศิษย์กันจริงเหรอ?” ผู้เฒ่าเหมี่ยวเอ่ยถามขึ้นมา ส่วนผู้เฒ่ามู่และคนอื่นก็ได้ยืดคอขึ้นเพื่อรอฟัง
“ใช่แล้ว ตอนนั้นเหล่าอาจารย์หลายคนเกิดความขัดแย้งกับผู้อาวุโสท่านนี้ จึงหาข้ออ้างไล่อาจารย์ท่านนี้ออกจากสำนัก แต่แท้จริงแล้วมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย เพราะชื่อเสียงของอาจารย์ผู้นี้ยิ่งใหญ่กว่าชื่อเสียงของทุกคนมาก”
“พวกนายเคยได้ยินเรื่องคำพูดที่ว่า ‘แดนเหนือต้องแซ่จู แดนใต้ต้องแซ่ซ่ง และภูมิภาคกลางต้องต้าหลิว’ มาก่อนหรือเปล่า?”
เหล่าชายชราหลายคนไม่เคยได้ยิน
“แดนเหนือต้องแซ่จู ซึ่งชายผู้มีแซ่จูที่ว่านั้นก็คือผู้อาวุโสท่านนี้เอง ส่วนต้าหลิวแห่งภูมิภาคกลางนั้นก็คือชายผู้มีรูปร่างผอมท่านนั้น ส่วนคนแซ่ซ่งแห่งแดนใต้ได้จากโลกนี้ไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าพวกเขาได้สืบทอดวิชาความรู้ให้กับใครหรือไม่ ก่อนยุคปลดแอก พวกเขาทั้งสามคนคือยอดปรมาจารย์แห่งงานแกะสลัก!” ผู้เฒ่าเยว่พูดพลางยกนิ้วชื่นชม
ในตอนนี้ชายชราหลายคนก็กำลังฟังเรื่องนี้อย่างกระตือรือร้น และแขกก็ค่อยๆทยอยกันเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆแล้ว
ศาสตราจารย์หวงเองก็มาพร้อมกับครอบครัวเช่นกัน และครอบครัวของศาสตราจารย์ฉู่ก็มาร่วมงานกันสามคน ส่วนเพื่อนร่วมงานจากพิพิธภัณฑ์พระราชวัง และเพื่อนจากแวดวงวรรณกรรมการบันเทิงของผู้อาวุโสจินก็เริ่มมาถึงกันแล้ว
หวังอันกั๋วเองก็มากับปู่ของเขาด้วยเช่นกัน ผู้เฒ่าหวังไม่รู้จักใครที่นี่มาก่อนเลย ซึ่งที่เขามาในวันนี้ก็มาเพราะอยากแสดงความยินดีกับฟู่เยี่ยนเท่านั้น และผู้คนมากมายที่อยู่ที่นี่ก็มาเพราะจุดประสงค์เดียวกัน
ส่วนเริ่นเปียวและคนอื่นไม่พลาดที่จะมาแสดงความยินดี เช่นเดียวกับผู้เฒ่าหูและหลานสาวของเขา นอกจากนี้ยังมีสมาชิกของลัทธิเต๋าทั้งหมดที่เคยต่อสู้ร่วมกับฟู่เยี่ยนมาร่วมงานในครั้งนี้อีกด้วย
ไป๋โม่เฉินเดินเข้าไปหาฟู่เยี่ยนเงียบๆ เขารู้สึกได้ทันทีว่าทุกอย่างดูผิดปกติ เพราะก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสจินบอกว่าจะมีโต๊ะสำหรับรองรับแขกเพียง 15โต๊ะเท่านั้น
ขณะที่ทั้งสองกำลังปรึกษากันอยู่นั้น ผู้อำนวยการหลี่ก็มาได้มาพร้อมกับรองผู้อำนวยการหยูและเยี่ยนหวู่โจว
ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นคือเขามาที่นี่พร้อมกับคำสั่งยกย่องจากเบื้องบน มันเป็นการยกย่องการมีส่วนร่วมของฟู่เยี่ยนที่มีต่อสาธารณชน โดยประกอบด้วยประกาศนียบัตรและเงินตอบแทนหนึ่งพันหยวน
ฟู่เยี่ยนที่เห็นพวกเขาจึงรีบเข้าไปต้อนรับอย่างรวดเร็ว ส่วนผู้อาวุโสจินก็ได้มองไปยังคนแปลกหน้ามากมายที่กำลังเดินเข้ามา จึงจะเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้อำนวยการหลี่จึงอธิบายเรื่องนี้ และทุกคนต่างก็ปรบมือชื่นชมฟู่เยี่ยนพร้อมกัน
ฟู่เยี่ยนยังคงรู้สึกเขินอยู่เล็กน้อย พร้อมกับชำเลืองมองไปยังผู้อำนวยการหลี่ ผู้ชายคนนี้ช่างคิดจริงๆ เขาจงใจที่จะพูดเรื่องนี้ในวันนี้ตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม? ถือว่าสิ่งนี้ได้สร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่ให้กับทุกคนเลยทีเดียว และมันก็ยังทำให้ทุกคนรู้ถึงสิ่งที่เธอทำอีกด้วย
อืม ในอนาคตไม่รู้ว่าเธอต้องพยายามอีกมากแค่ไหน! ฟู่เยี่ยนยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ตอนนี้เธอทั้งรู้สึกขมขื่นและดีใจอยู่ภายในใจ เธอยังต้องสร้างชื่อเสียง แม้ว่าจะมีราคาเพียงแค่หนึ่งพันหยวน แต่เธอก็พอใจมากแล้วที่ได้รับประกาศนียบัตรรับรอง
ผู้อำนวยการหลี่ยิ้มอย่างอบอุ่นท่ามกลางสายลมฤดูใบไม้ผลิ พร้อมกับความคิดมากมายที่ตกผลึกอยู่ภายในใจของเขา มันเป็นแผนการที่ยิ่งใหญ่มากๆ!
เมื่อไป๋โม่เฉินเห็นฉากนี้ เขาก็รีบเดินออกไปทันที จากนั้นเขาก็ได้เรียกหวังอันกั๋วและเมิ่งอ้ายชวน ตอนนี้เขาไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก่อน แต่เขาควรจะทำอย่างไรกับคนจำนวนมากขนาดนี้กันล่ะ?
ทางด้านแม่ครัวยังคงทำอาหารไหว แต่วัตถุดิบมีไม่เพียงพอ!
ซึ่งหวังอันกั๋วก็ได้บอกว่าตราบใดที่มีพวกเราอยู่ที่นี่ ขาดเหลืออะไรก็แค่ช่วยกันไปซื้อมาเพิ่มเท่านั้น
ตอนที่ 274: เริ่มพิธีการ
ในเวลานี้ เหอจื่อฮวาก็ได้กลับถึงบ้านแล้ว ก่อนจะนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นด้วยความหดหู่ใจ ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งรู้สึกเสียใจ เธอไม่น่าไปที่บ้านของพ่อแม่สามีในวันนี้เลย!
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะการยุยงจากน้องสะใภ้ตัวดีของเธอ ทำไมเธอถึงเชื่อคำพูดของน้องสะใภ้แล้วไปที่นั่นโดยไม่คิดหน้าคิดหลังแบบนี้!
ก่อนที่เธอจะทันได้ทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ได้มีเสียงเคาะประตูบ้านดังขึ้น เป็นสามีของเธอ จินฮ่วนเซิงที่กลับมา ตอนนี้เหอจื่อฮวากำลังหงุดหงิดและสับสนในเวลาเดียวกัน เธอไม่รู้ว่าควรจะพูดเรื่องนี้กับเขาดีไหม?
“จื่อฮวา คุณอยู่บ้านหรือเปล่า? เตาของพ่อไม่ได้พังแล้วล่ะ เสี่ยวกั๋วเป็นคนซ่อมมันเอง ผมก็เลยกลับมาเก็บของแล้วจะไปที่บ้านพ่อสักหน่อย เมื่อวานนี้ผมไม่ได้ไปช่วยเตรียมงานเลย ซึ่งฮ่วนซินเองก็คงไม่ได้ไปเหมือนกัน ไม่รู้ว่าทำไมพ่อถึงอารมณ์เสียขนาดนั้น”
“หากวันนี้ผมยังไม่ไปอีก คงจะเป็นอะไรที่น่าละอายเกินไป แต่ถ้าคุณไม่อยากไปก็ไม่เป็นไร”
จินฮ่วนเชิงเดินเข้าไปในบ้าน ก่อนจะวางกระเป๋าลง พร้อมกับเปลี่ยนเสื้อผ้าและพูดคุยกับภรรยาของเขา
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เขาก็พบว่าเหอจื่อฮวายังคงนั่งเงียบพร้อมกับมีสีหน้าที่ดูไม่ค่อยสบายใจ
“จื่อฮวา คุณไม่สบายหรือเปล่า? ให้ผมพาคุณไปไปโรงพยาบาลก่อนดีไหม? พ่อต้องเข้าใจอยู่แล้ว”
ทันใดนั้นเอง เหอจื่อฮวาก็รู้สึกราวกับว่ามีกระแสน้ำอุ่นไหลผ่านหัวใจของเธอ จากนั้นเธอจึงสงบสติอารมณ์ลง และบอกความจริงกับเขาไป ถึงอย่างไรชายชราก็คือบิดาผู้ให้กำเนิดของเขา หากเกิดอะไรขึ้น ครอบครัวของเขาอาจจะแตกแยกได้เลย
จินฮ่วนเชิงรู้สึกโกรธมากหลังจากฟังสิ่งที่เธอบอก ที่ผ่านมาเขาเป็นคนอ่อนโยนมาโดยตลอด ประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมานี้ได้ฝึกให้เขาเป็นคนใจเย็น ทำให้เขาแสดงท่าทีโมโหออกมาน้อยมาก แต่ตอนนี้เขาไม่อาจสงบสติอารมณ์ไม่ให้โมโหได้จริงๆ
“ผมเชื่อใจคุณและเชื่อฟังคำพูดของคุณมาโดยตลอด นี่คือวิธีที่คุณตอบแทนผมเหรอ? นั่นคือพ่อของผมนะ! ไม่ใช่ลูกแมวหรือสุนัขที่นอนอยู่ข้างถนน! แค่หวังเฟิ่งเซียงพูดไม่กี่คำ คุณก็ยอมไปที่นั่นกับเธอแล้วเหรอ?”
“สมบัติที่พ่อของผมมีมันเกี่ยวอะไรกับคุณกันล่ะ เหอจื่อฮวา? แล้วเกี่ยวอะไรกับหวังเฟิ่งเซียงด้วย? ผมขอบอกคุณเอาไว้เลยนะว่าหากพ่อของผมเป็นอะไรขึ้นมา เราสองคนได้จบกันเพียงเท่านี้แน่นอน!”
เหอจื่อฮวาไม่สามารถโต้เถียงได้เลย เธอทำได้เพียงแค่นั่งเงียบๆเท่านั้น ทันทีที่จินฮ่วนเชิงเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เขาก็ได้เดินออกไปทันที
“ฮ่วนเชิง คุณจะไปไหน? ฉันจะไปกับคุณด้วย” เหอจื่อฮวารีบตามสามีออกไปทันที ในตอนนี้เธอทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิดเท่านั้น
ส่วนจินฮ่วนเชิงยังคงไม่พูดอะไร ก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เดินเร็วขึ้น ตอนนี้ความเกลียดชังในใจเขากำลังเดือดพล่านไปหมด สิ่งที่เขาเกลียดมากที่สุดก็คือตัวของเขาเอง เขารู้ดีว่าตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ ภรรยาของเขาไม่ค่อยพอใจพ่อของเขาเพราะเรื่องที่ลูกชายถูกเกณฑ์แรงงานไป
แต่เขาไม่คิดเลยว่าเธอจะทำเรื่องบ้าๆ โดยการไปบีบบังคับชายชราแบบนั้น! สำหรับจินฮ่วนซิน เดิมทีหวังเฟิ่งเซียงไม่ได้เป็นคนเจ้าเล่ห์มากนัก ดังนั้นเรื่องทั้งหมดจะต้องเป็นการยุยงจากเขาอย่างแน่นอน!
ทางด้านเหอจื่อฮวาก็ได้รีบตามไปเงียบๆ และไม่กล้าพูดอะไรทั้งนั้น
เมื่อเห็นว่าแขกต่างก็มากันจนแทบจะครบแล้ว ผู้อาวุโสจินจึงได้จัดเตรียมพิธีเล็กๆขึ้นมา
ตอนนี้ทุกคนก็ได้นั่งกันแล้ว และมีโต๊ะเพียงแค่สิบกว่าโต๊ะเท่านั้น ส่วนหวังอันกั๋วและเมิ่งอ้ายชวนก็ได้นำวัตถุดิบต่างๆกลับมา ทั้งยังได้เชิญพ่อครัวมาช่วยอีกด้วย
ฟู่ต้านีที่รู้สึกเป็นกังวลก็ได้เข้าไปช่วยด้วยอีกแรง เธอเข้าไปช่วยตรวจสอบปริมาณของส่วนผสมต่างๆ และเมื่อเธอกลับออกมาอีกครั้งก็บังเอิญเป็นช่วงที่ผู้อาวุโสจินกำลังกล่าวสุนทรพจน์พอดี ตอนนี้มีที่นั่งว่างเพียงแค่โต๊ะของมู่อี้อันเท่านั้น
“คุณอา ทางนี้ครับ มานั่งกับผมก็ได้ครับ” มู่อี้อันยืนขึ้นพร้อมกับกล่าวทักทายฟู่ต้านี
เมื่อเห็นว่าผู้อาวุโสจินกำลังจะพูด ฟู่ต้านีจึงรู้สึกไม่ค่อยดีนักหากเธอยังยืนอยู่ตรงนี้ เธอจึงได้เดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะของมู่อี้อันทันที
แต่ทว่าสิ่งที่มู่อี้อันไม่ทันได้สังเกตก็คือลุงหลิวที่นั่งอยู่ข้างๆนั้นตัวแข็งทื่อไปเสียแล้ว และลุงหลิวยังแอบชำเลืองมองไปที่ฟู่ต้านีเป็นครั้งคราวอีกด้วย
ส่วนผู้เฒ่ามู่เองก็ได้มองไปที่ฟู่ต้านีเช่นกัน จากนั้นก็ได้มองสลับไปที่ลุงหลิว ก่อนจะลูบเคราของตัวเองพร้อมกับพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ และหันกลับไปให้ความสนใจกับผู้อาวุโสจินอีกครั้ง
“ทุกคนที่นี่คือล้วนเป็นสหายของของฉัน และแน่นอนว่ายังมีเพื่อนของฟู่เยี่ยน ศิษย์ของฉันอีกด้วย วันนี้เป็นงานเลี้ยงที่ฉัน จินเหวินจง กำลังจะรับศิษย์ ฉันต้องขอบคุณทุกท่านจากใจจริงที่สละเวลามาร่วมงานเลี้ยงในวันนี้”
“ก่อนอื่นที่ฉันอยากจะบอกก็คือสังคมใหม่ของเรานั้นไม่ได้เหมือนสังคมเก่าอีกต่อไปแล้ว ซึ่งวันนี้ทุกคนอยู่ที่นี่ก็ได้เป็นสักขีพยานว่าฟู่เยี่ยนจะเป็นศิษย์ของฉัน และฉันก็เป็นอาจารย์ของเธอ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ทุกคนรู้ดีว่าฉันก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง แต่วันนี้ฉันสามารถพูดได้เต็มปากแล้วว่าฉันรับเธอเป็นศิษย์แล้ว”
“แต่นี่จะเป็นครั้งเดียวที่ฉันจะรับศิษย์อย่างเป็นทางการแบบนี้!”
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฟู่เยี่ยนจะเป็นศิษย์ของจินเหวินจง หากศิษย์ตัวน้อยของฉันไปทำอะไรที่ไม่เหมาะสมข้างนอก ก็ให้มาคุยกับฉันได้เลย”
“ฟู่เยี่ยน วันนี้ฉันมีคำพูดเล็กๆน้อยๆที่อยากจะพูดกับเธอในฐานะอาจารย์ ฉันอยากจะบอกเรื่องนี้กับเธออย่างจริงจังและหวังว่าเธอจะจดจำมันเอาไว้”
“ประเทศชาติและประชาชนต้องมาก่อนประโยชน์ส่วนตัวเสมอ ฉันได้รับงานจากรัฐ และสังคมก็ได้สอนให้ฉันเติบโตขึ้น หากไม่มีประเทศชาติ ก็คงจะไม่มีพวกเราเช่นกัน”
“ประการที่สอง เธอต้องรักครอบครัวและกตัญญูต่อพ่อแม่ของเธอให้มากๆ แม้ว่าเธอจะประสบความสำเร็จเล็กๆน้อยๆในอนาคต ก็จงอย่าลืมพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเธอมาอย่างเด็ดขาด”
“ประการที่สาม สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด คือเธอต้องรักตัวเอง เธอต้องรักตัวเองให้มากๆก่อน จึงจะสามารถรักผู้อื่นได้”
“ฉันหวังว่าเธอจะจดจำคำสอนสามประการที่ฉันพูดนี้ได้นะ”
หลังจากที่ผู้อาวุโสจินพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้คุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับโค้งคำนับสามครั้ง จากนั้นผู้อาวุโสจินก็ได้รีบดึงเธอให้ลุกขึ้นมา
“เอาเถอะ ในเมื่อศิษย์ได้คำนับอาจารย์แล้ว อาจารย์อย่างฉันก็จะถือโอกาสนี้มอบบางอย่างให้เลยก็แล้วกัน สมุดบันทึกเล่มนี้เป็นสิ่งที่ฉันบันทึกเอาไว้ตลอดทั้งชีวิตของฉัน ฉันหวังว่าเธอจะอ่านและเรียนรู้มันนะ”
ขณะที่เขาพูดนั้น แม่เฒ่าไป๋ก็ได้ยื่นสมุดบันทึกที่หนามากเล่มหนึ่งให้ ซึ่งเนื้อหาด้านในนั้นเป็นบันทึกที่ถูกเขียนโดยผู้อาวุโสจินตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ เหอจื่อฮวาและหวังเฟิ่งเซียงต่างก็ต่อสู้เพื่อที่จะแย่งชิงสมบัติล้ำค่าของผู้อาวุโสจิน โดยพวกเธอคิดว่าผู้อาวุโสจินต้องสะสมของโบราณมาตลอดชีวิตอย่างแน่นอน ซึ่งแท้จริงแล้วสิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือสมุดบันทึกเล่มนี้ต่างหาก
ฟู่เยี่ยนรู้ถึงความสำคัญของสมุดบันทึกเล่มนี้เป็นอย่างดี ก่อนจะรับมันด้วยมือทั้งสองข้างของเธอ
หลังจากที่พิธีเล็กๆได้เสร็จสิ้นลงแล้ว งานเลี้ยงน้ำชาก็ได้เริ่มขึ้นก่อนเป็นอันดับแรก เพราะตอนนี้ทางด้านในครัวยังเตรียมอาหารไม่เสร็จ ซึ่งเดิมทีที่คุยกันเอาไว้จะมีแขกเพียง 5-6โต๊ะเท่านั้น แต่ตอนนี้จำนวนแขกได้เพิ่มขึ้นถึงสองเท่าตัวเลยทีเดียว ดังนั้นในครัวจึงเกิดความโกลาหลขึ้นโดยปริยาย
ในตอนนี้ทุกคนต่างก็เริ่มพูดคุยกัน และหลายคนก็เริ่มจับกลุ่มกันแล้ว
“เด็กผู้หญิงคนนี้มาจากครอบครัวไหน? ทำไมเธอถึงสามารถเป็นศิษย์รักของจินเหวินจงได้ ตอนนี้หลุมศพบรรพบุรุษของจินเหมินจงคงจะเต็มไปด้วยควันแล้วแน่ๆ!”
ทันใดนั้นเอง เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ตระกูลฟู่ที่นั่งอยู่โต๊ะด้านก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา ฟู่ต้าหย่งขมวดคิ้วแน่นพร้อมกับจ้องเขม็งไปยังคนที่พูดเมื่อครู่นี้โดยตรง
“นั่นน่ะสิ ย้อนกลับไปเมื่อก่อนหน้านี้ หลานชายของฉันก็อยากเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสจินเช่นกัน แต่เขากลับปฏิเสธ โดยบอกว่าจะให้แค่คำปรึกษาเท่านั้น จนตอนนี้หลานชายของฉันเปิดร้านของตัวเองอยู่ที่เทียนจิน และเมื่อบอกว่าตัวเองได้เรียนกับจินเหวินจง ธุรกิจโบราณวัตถุในเทียนจินต่างก็ให้ความสนใจกับมาก”
“เฮ้ คุณเคยได้ยินเรื่องนี้หรือเปล่า? เป็นผู้อาวุโสจินต่างหากที่ขอให้เด็กสาวคนนี้มาเป็นศิษย์ เธอไม่ได้ขอเป็นศิษย์ของเขานะ”
“เอ๊ะ? เป็นความจริงเหรอ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้หรือเปล่า ฉันไม่ยักเคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย”
ฟู่ต้าหย่งที่ได้ยินแบบนั้นก็ได้จิบชาอย่างสบายๆ แน่นอนว่าคนพวกนั้นยังไม่รู้ถึงความสามารถที่ลูกสาวของเขามี!
“ดูเหมือนว่าเด็กสาวคนนี้จะมีทักษะที่ยอดเยี่ยมมาก คุณไม่สังเกตเห็นคนแปลกหน้าเหล่านั้นบ้างเลยเหรอ? ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นคนจากลัทธิเต๋านะ และพวกเขาทั้งหมดก็มาที่นี่เพื่อแสดงความยินดีกับเธอ!”
“ฉันไม่รู้เรื่องนี้เลย! แต่หากดูดีๆแล้วมีคนจากหน่วย753หลายโต๊ะเลยนะ! ดูนั่นสิ มีพวกเขาอยู่ตรงนั้นด้วย”
ฟู่ต้าหย่งและทุกคนในตระกูลฟู่ต่างก็มองไปที่คนเหล่านั้นเช่นกัน เพราะพวกเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้เสี่ยวฮั่วรู้จักกับคนเหล่านั้นได้อย่างไร แต่เมื่อเห็นผู้อำนวยการหลี่และคนอื่น พวกเขาก็พอจะเดาได้แล้วว่าคนพวกนั้นเป็นทหาร
“เฮ้ ทำไมวันนี้ลูกชายทั้งสองคนของจินเหวินจงไม่มาเลยล่ะ?”
“ดูเหมือนว่าลูกชายทั้งสองคนของเขาจะทะเลาะกันเรื่องทรัพย์สินอยู่นะ”
“ทำไมคนอย่างผู้อาวุโสจินถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย เขาไปทำกรรมอะไรเอาไว้หนอ!”
“เฮ้ คนที่เดินผ่านประตูเข้ามาคือลูกชายคนเล็กกับลูกสะใภ้เล็กของเขาไม่ใช่เหรอ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ตระกูลฟู่ก็ได้มองไปที่ประตู ก่อนจะเห็นชายคนหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาด้วยท่าทีที่โกรธเกรี้ยว
ทันใดนั้นเอง เมื่อจินฮ่วนซินดึงหวังเฟิ่งเซียงเข้ามา เขาก็ต้องรู้สึกตกตะลึง ทำไมถึงมีคนมากมายขนาดนี้กันล่ะ? ทั้งยังมีแต่คนที่ไม่รู้จักอีกด้วย แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ วันนี้เขาต้องขัดขวางและไม่ยอมให้พ่อของเขารับเด็กสาวคนนั้นเป็นศิษย์!
ตอนที่ 275: พี่ชายคนโตเป็นดั่งพ่อ
เหตุผลที่จินฮ่วนซินต้องการสร้างปัญหานั้นไม่มีอะไรมากเลย ที่ผ่านมาเขาอยากเรียนรู้ทักษะการประเมินวัตถุโบราณมาโดยตลอด แต่พ่อของเขาไม่เห็นด้วย
ซึ่งเขาเคยขอร้องพ่ออยู่หลายครั้ง และครั้งสุดท้ายชายชราก็ได้บอกกับเขาออกไปตามตรงว่าการสอนเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการทำร้ายตัวเขาเองเลย
แต่จินฮ่วนซินก็ยังคงไม่ยอมแพ้ และยังคงกลับมาที่บ้านอีกหลายครั้งเพื่อดูว่าพ่อของเขามีความลับอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังทุกครั้ง
ซึ่งการมาที่นี่ในวันนี้ของหวังเฟิ่งเซียงก็เป็นเขาเองที่ยุยงเธอ โดยจุดประสงค์ก็คือการขัดขวางพิธีรับศิษย์นั่นเอง
โดยไม่คาดคิด หลักจากที่หวังเฟิ่งเซียงมาที่นี่ ไม่เพียงแค่เธอจะล้มเหลวเท่านั้น แต่ยังถูกเด็กผู้หญิงตัวเหม็นคนนี้ทำให้พูดไม่ได้อีกด้วย!
ตอนนี้จินฮ่วนซินจึงเป็นเหมือนกับประทัดที่กำลังจะระเบิด เขาจึงพาภรรยาของเขากลับมาที่นี่ในทันที หากทุกคนรู้เรื่องนี้ จะต้องไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เด็กคนนั้นแน่นอน! แล้วมาดูกันว่าวันนี้พ่อของเขายังจะยอมรับเด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นศิษย์อยู่หรือเปล่า!
ส่วนจินฮ่วนเซิงเองก็มาถึงหน้าประตูบ้านอย่างรวดเร็วเช่นกัน สิ่งที่เขาเห็นก็คือน้องชายของเขาที่กำลังจะสร้างปัญหา เขาจึงรีบเข้าไปคว้าแขนของน้องชายและดึงออกไปด้านนอกประตูโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว
ทางด้านเหอจื่อฮวาเองก็ตามมาอย่างเงียบๆเช่นกัน ส่วนหวังเฟิ่งเซียงนั้นไม่สามารถพูดอะไรได้อยู่แล้ว
ตอนนี้ ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินต่างก็สังเกตเห็นถึงการเคลื่อนไหวนี้แล้วเช่นกัน ตอนนี้ผู้อาวุโสจินกำลังคุยอยู่กับผู้เฒ่าจู ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สังเกตเห็นในตอนที่ลูกชายคนเล็กกำลังจะเข้ามาก่อความวุ่นวายก็ได้ถูกลูกชายคนโตดึงตัวออกไปเสียก่อนเลย
ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง เรื่องนี้จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างสันติ โดยจะให้กระทบต่อจิตใจอาจารย์ไม่ได้เด็ดขาด
หากเกิดอะไรขึ้นนอกเหนือจากสิ่งที่เกิดขึ้นในเมื่อเช้านี้ เธอเดาว่าการกินยาเม็ดบำรุงร่างกายเป็นขวดก็ยังคงไม่สามารถช่วยอะไรได้
ไป๋โม่เฉินพยักหน้ารับเบาๆ เพื่อบ่งบอกว่าเขาจะจัดการเรื่องนี้เอง ก่อนจะดึงเมิ่งอ้ายชวนเดินออกไปเงียบๆ
ฟู่เยี่ยนมองตามเขาเดินออกไปที่ประตู ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ตราบใดที่ได้กินอาหารอย่างสงบและพูดคุยกับแขกที่มาร่วมงานอย่างมีความสุข อาจารย์ก็จะรู้สึกดีขึ้น และเขาก็จะไม่เสียหน้าและศักดิ์ศรีต่อหน้าผู้คนมากมายอีกด้วย
เมื่อฟู่ต้าหย่งเห็นไป๋โม่เฉินเดินออกไป เขาก็ใช้ข้อศอกสะกิดฟู่เซินเบาๆ พร้อมกับขยิบตาให้กับฟู่เซินตามออกไป ส่วนวังจื่อหยวนเองก็คอยจับตาดูอยู่ตลอดเช่นกัน ตอนนี้เขาได้นั่งอยู่กับศาสตราจารย์ฉู่
ไม่นาน เขาก็ตามคนอื่นออกไป เพราะคิดว่าหากมีบางอย่างเกิดขึ้น พวกเขาอาจจะต้องการความช่วยเหลือจากเขาก็เป็นได้
ทางด้านฟู่ต้านีที่เห็นจินฮ่วนซินก็แอบกังวลขึ้นมาเช่นกัน เมื่อเธอเห็นฟู่เซินเดินออกไป เธอจึงพูดบางอย่างกับมู่อี้อัน ก่อนจะขอตัวกลับไปที่โต๊ะของตระกูลฟู่
ในตอนนี้ ลุงหลิวได้มองตามเธอไปอย่างไม่ละสายตา จนกระทั่งเธอเดินไปถึงโต๊ะของตระกูลฟู่
เมื่อมู่อี้อันสังเกตเห็นถึงสายตาของลุงหลิว เขาก็รู้แจ้งขึ้นมาเล็กน้อย ขณะที่เขากำลังจะพูดหยอกลุงหลิวนั้น ผู้เฒ่ามู่ก็ได้ยัดเมล็ดแตงโมจำนวนหนึ่งให้กับเขา
มู่อี้อันจึงหันไปมองทางอื่นอย่างไร้เดียงสา ก่อนจะมองไปที่ปู่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
“กินเมล็ดแตงโมไปเถอะ จะได้พูดให้น้อยลง!” ผู้เฒ่ามู่จ้องเขม็งไปที่เขา เจ้าเด็กโง่คนนี้อยากให้ความรักครั้งนี้เป็นความรักที่ไม่สมหวังอย่างนั้นหรือ! หากลุงจอมซื่อบื้อของเขารู้สึกเขินขึ้นมาเสียก่อน เขาอายุปูนนี้แล้วจะไปหาภรรยาได้จากที่ไหนอีก?
มู่อี้อันพ่นเปลือกเมล็ดแตงโมออกมาเสียงดัง และเริ่มกินเมล็ดแตงโมด้วยความโกรธ เขามองดูท่าทางอันเศร้าสร้อยของลุงหลิว และตัดสินใจที่จะช่วยในทันที
จากนั้นเขาก็แอบหัวเราะอยู่ในใจ โดยรู้สึกว่าทั้งสองดูเหมาะสมกันมาก ถ้าฟู่เยี่ยนรู้เรื่องนี้แล้วล่ะก็ เธอจะต้องตกใจมากแน่ๆ
ใช่แล้ว ฟู่เยี่ยนเองก็กำลังอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงจริงๆ จากจุดที่เธอนั่งอยู่นั้น เธอสามารถมองเห็นศีรษะของมู่อี้อันจากด้านหลัง และเห็นใบหน้าของลุงหลิวได้อย่างชัดเจน ดังนั้นเธอจึงเห็นทุกเหตุการณ์ได้โดยปริยาย
ลุงหลิวแอบชอบอาหญิงของเธอหรือ? ฟู่เยี่ยนไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขาได้พบกับอาหญิงของเธอได้อย่างไร
หลังจากที่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังคิดไม่ออก ดังนั้นเธอจึงเลิกคิดถึงมัน
แต่ฟู่เยี่ยนก็ยังรู้สึกว่าลุงหลิวดูเหมาะสมกับอาหญิงของเธอมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรับผิดชอบหรือความสามารถ เรียกได้ว่าไม่มีที่ติเลย และสิ่งที่ดีที่สุดก็คือเขายังไม่เคยมีภรรยามาก่อนอีกด้วย
นอกจากนี้เธอยังต้องการที่จะผลักดันให้ลุงหลิวเข้าร่วมกับหน่วย753 ในอนาคต ซึ่งหากมองจากมุมนี้ ลุงหลิวจะต้องมีอนาคตที่สดใสอย่างแน่นอน และอาหญิงของเธอก็ไม่ได้มีข้อบกพร่องใดอีกด้วย
ที่สำคัญ เขายังมีความสามารถพอที่จะปกป้องอาหญิงของเธอได้
แต่ติดปัญหาอยู่อย่างเดียว นั่นก็คือฟู่เวยกับฟู่หรง สองพี่น้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของอาหญิงแล้ว และไม่อาจจะละเลยเรื่องนี้ได้
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าเธอกำลังคิดมากเกินไป แม้ว่าลุงหลิวจะเก่งแค่ไหนก็ตาม แต่เธอก็ยังต้องดูว่าอาหญิงมีใจตรงกันกับลุงหลิวหรือเปล่า
ทว่าลุงหลิวเป็นคนดีมากจริงๆ และเหมาะมากที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัวในอนาคต
อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่ไป๋โม่เฉินเดินออกไปข้างนอก เขาก็เห็นเงาของสองพี่น้องที่ตอนนี้อยู่ในสวนสาธารณะจากระยะไกล
แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจมากนัก เพียงแค่แอบฟังอยู่ห่างๆเท่านั้น
จินฮ่วนเซิงคว้าไปที่คอเสื้อของจินฮ่วนซิน ก่อนจะลากเขาเข้าไปในสวนเล็กๆ
“พี่ใหญ่ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ!” จินฮ่วนซินพยายามขัดขืน แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่จริงจังของจินฮ่วนเซิง เขาก็ยังรู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อย เพราะตอนเด็ก เขาเติบโตขึ้นมาในช่วงที่พ่อกับแม่ของเขาต้องทำงาน ดังนั้นพี่ใหญ่จึงเป็นคนคอยดูแลเขาทั้งหมด เรียกได้ว่าพี่ใหญ่เป็นเหมือนพ่อของเขาอีกคนก็ไม่ผิด
“นายยังเห็นฉันเป็นพี่ชายของนายอยู่เหรอ บอกฉันมาว่านายคิดจะเข้าไปทำอะไร นายคิดจะเข้าไปสร้างความวุ่นวายใช่ไหม? ไม่คิดว่าตัวเองกำลังจะทำให้พ่อขายหน้าบ้างเลยหรือไง?” จินฮ่วนเซิงจ้องเขม็งไปที่น้องชายของเขา เขาเกลียดตัวเองที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้าได้!
“ทำไมฉันจะเข้าไปไม่ได้ ที่นั่นก็เป็นบ้านของฉันเหมือนกันนะ!” จินฮ่วนซินตะโกนออกมาพร้อมกับบีบไปที่มือพี่ชายของเขา
“อย่าแม้แต่จะคิดก่อความวุ่นวายขึ้นที่นั่น นายอยากให้ตระกูลจินต้องมาอับอายไปทั่วทั้งเมืองหลวงเลยเหรอ?”
“พวกเขาเป็นใครกัน? ก็แค่พวกคนไม่สำคัญเท่านั้น” จินฮ่วนซินรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“ไม่สำคัญอย่างนั้นเหรอ?” จินฮ่วนเซิงกระชากตัวจินฮ่วนซินเข้ามาใกล้ๆอีกครั้ง
“อย่าอวดดีไปหน่อยเลย ทุกคนที่เดินอยู่บนถนนสายนี้มาจากหน่วย753! หากนายกล้าสร้างปัญหาล่ะก็ พวกเขาจะจับนายทันที!”
“มีสิทธิ์อะไรมาจับฉัน ฉันไม่ได้ทำผิดกฎหมายสักหน่อยไม่ใช่เหรอ?!”
“แค่พวกเขาเห็นว่านายน่าสงสัย พวกเขาก็สามารถคุมตัวนายเอาไว้ได้ถึงสิบวันแล้ว นายอยากถูกจับอย่างอย่างนั้นเหรอ? นายจะบอกเหตุผลกับพวกเขาแบบไหน? นายคิดว่าคนที่สามารถเชิญผู้อำนวยการของหน่วย753 มานั่งอยู่ที่นี่ได้ เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งอย่างนั้นเหรอ?”
“นายโตแล้วนะ นายอายุสามสิบกว่าแล้ว ช่วยคิดให้เยอะกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง?” จินฮ่วนเซิงพูดเตือนสติเขา เพื่อให้เขารู้จักที่จะเติบโตขึ้นให้มากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จินฮ่วนซินก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ และรู้สึกเสียใจขึ้นมาเล็กน้อย
“อีกอย่าง ทำไมนายถึงยุยงให้เมียของนายไปสร้างปัญหาให้กับพ่อ? หากพ่อโกรธแล้วเป็นอะไรไปขึ้นมา มันจะทำให้นายรู้สึกดีขึ้นอย่างนั้นเหรอ?” จินฮ่วนเซิงยังคงตะคอกใส่น้องชายของเขาต่อ!
“ฉันแค่ไม่อยากยอมแพ้เท่านั้นเอง ทำไมพ่อถึงไม่สอนทักษะการประเมินวัตถุโบราณให้กับฉันล่ะ? ทั้งยังบอกอีกว่าการสอนฉันก็เหมือนกับการทำร้ายตัวฉันเอง ฉันดูแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ?” จินฮ่วนซินพูดออกมาด้วยความน้อยใจ
จินฮ่วนเซิงหัวเราะออกมาด้วยความโกรธ ก่อนที่สีหน้าของเขาจะกลับมาดูจริงจังอีกครั้ง
“ฉันจะช่วยบอกเหตุผลกับนายเอง และจะพูดแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น นายช่วยฟังให้ชัดๆ และจำเอาไว้ให้ดีด้วยก็แล้วกัน!”
“นายกล้าถามว่าทำไมอย่างนั้นเหรอ? ทำไมนายไม่ลองมองดูตัวเองก่อนล่ะ? นายคิดว่าตัวเองทำตัวเหมือนลูกชายของจินเหวินจงหรือเปล่า?”
“ตั้งแต่ตอนที่นายยังเด็ก เวลาพ่อขอให้นายตั้งใจเรียน นายกลับทำราวกับว่าเขาจะฆ่านายให้ตายเสียอย่างไรอย่างนั้น พ่อต้องไปขอร้องเพื่อนของเขาเพื่อฝากฝังให้นายเข้าเรียนในวิทยาลัยเทคนิคเพื่อเรียนการปั้นเครื่องปั้นดินเผา แต่นายไปเรียนแค่สามวันก็แอบทำเรื่องขอคืนเงินค่าธรรมเนียม แล้วเอาเงินไปเที่ยวเล่น กินหรูอยู่หลายวัน”
“พอกลับมา พ่อก็ได้ถามว่าทำไมถึงไม่ไปเรียน? นายยังจำสิ่งที่ตัวเองพูดได้หรือเปล่า? นายบอกว่ามันไม่ได้ต่างอะไรกับการเล่นโคลนเลยใช่ไหมล่ะ? ทั้งยังบอกอีกว่านายเคยเล่นโคลนมาตั้งแต่อายุสามขวบแล้ว!”
“ตอนนั้นพ่อโกรธมาก แต่เขาก็ไม่สามารถละเลยนายได้ ด้วยความที่นายเป็นคนฉลาด เขาจึงหาโรงเรียนตำรวจให้กับนายและขอให้นายไปสอบดูก่อน แต่หลังจากที่เข้าเรียนได้เพียงแค่สองสามวัน นายก็ลาออกอีกครั้ง”
“นายเห็นหรือยังว่าพ่อเป็นห่วงนายมากขนาดไหน? เขาปูทางทุกอย่างให้กับนายเพียงเพื่ออยากจะให้นายเป็นผู้สืบทอดแล้ว แต่เป็นนายเองที่ไม่สนใจจะรับมันเอาไว้ไม่ใช่เหรอ?”
“นายรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเฉียนหลง หย่งเจิ้ง และคังซีหรือเปล่า? นายมักจะบอกว่าเฉียนหลงก็เป็นแค่พ่อของหย่งเจิ้งเท่านั้น!”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ไป๋โม่เฉินและคนอื่นก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ เรื่องนี้นี่มันดูตลกเกินไปแล้ว!
“ใครแอบฟังอยู่ที่นั่นกัน?” ทันทีที่จินฮ่วนเซิงที่ได้ยินเสียงหัวเราะ เขาก็ตะโกนออกไป
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋โม่เฉินและคนอื่นจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องออกจากที่หลบซ่อน ซึ่งจินฮ่วนซินและเมิ่งอ้ายชวนนั้นรู้จักกันมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว
“เถ้าแก่เมิ่งงั้นเหรอ?”
จบตอน
Comments
Post a Comment