ตอนที่ 276: เมาเกินไป
“ชวนจื่อ นายรู้จักเขาด้วยเหรอ?” ไป๋โม่เฉินหันกลับไปถามเพื่อนของเขาในทันที
เมิ่งอ้ายชวนเองก็จำไม่ค่อยได้เช่นกัน เขารู้สึกคับคล้ายคับคลาว่าคนตรงหน้าดูคุ้นๆ แต่ก็ไม่เป็นไร ถึงแม้จะไม่รู้จักกันก็ยังทำความรู้จักได้ เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาจึงได้ก้าวไปข้างหน้าก่อนจะยื่นมือออกไปเพื่อจับมือกับจินฮ่วนซิน
“โอ้ พี่ชาย ผมไม่คิดเลยว่าจะได้มาพบคุณที่นี่ คุณเป็นลูกของผู้อาวุโสจินใช่ไหม? ผมรู้สึกเคืองเล็กน้อยกับสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งที่แล้ว! แต่เราทุกคนก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน”
“เฮ้ ผมจะเริ่มพูดจากตรงไหนดี ที่จริงราคาที่คุณจ่ายให้ผมเพื่อซื้อวัตถุโบราณชิ้นนั้นมันช่างสูงจริงๆ คุณคือพ่อค้าที่ซื่อตรง”
“อย่าพูดแบบนั้นเลยพี่ชาย เรียกผมว่าชวนจื่อเถอะ!” เมิ่งอ้ายชวนพูดด้วยท่าทีที่ดูสุภาพ
แม้ว่าจินฮ่วนซินจะอายุมากกว่า แต่เขาก็ไม่ได้รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมเท่าไหร่นัก เมิ่งอ้ายชวนจึงสามารถหลอกเขาได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำเท่านั้น ขณะที่จินฮ่วนเซิงที่เฝ้าดูอยู่ข้างๆก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา นี่มันอะไรกัน? แบบนี้น้องชายของเขายังอยากจะเข้าวงการประเมินราคาวัตถุโบราณอยู่อีกอย่างนั้นหรือ?
เห็นได้ชัดเลยว่าเฒ่าแก่เมิ่งคนนี้อายุน้อยกว่าน้องชายของเขาถึงสิบกว่าปี แต่กลับสามารถเอาชนะน้องชายของเขาได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ หากต้องการที่จะหลอกคนแบบนี้จริงๆ ก็เท่ากับว่าคุณกำลังรนหาที่ตายชัดๆ!
ในตอนนี้ เมิ่งอ้ายชวนก็จำเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ได้แล้ว เมื่อประมาณหนึ่งหรือสองเดือนที่แล้ว ผู้ชายคนนี้ได้ถือขวดพร้อมกับเดินไปถามราคาตามบ้าน ซึ่งทั้งถนนไม่มีใครสนใจเลย แม้เขาจะขายในราคาที่ต่ำมากก็ตาม
เมื่อเมิ่งอ้ายชวนเห็น เขาก็รู้สึกว่าขวดนั่นค่อนข้างใช้ได้ เขาจึงได้ซื้อมัน ก่อนจะนำไปวางเอาไว้บนชั้นหนังสือ
ครึ่งเดือนต่อมา ชายชราคนหนึ่งก็ได้มาขอซื้อมันไป ซึ่งเป็นราคาที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว จึงทำให้เขาได้กำไรอยู่เล็กน้อย
ซึ่งราคาที่เขาบอกว่าสูงนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพราะร้านหรงเป่าไจจะรับซื้อวัตถุโบราณในราคาที่สูงกว่าร้านอื่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเมิ่งอ้ายชวนต้องการทำการกุศล แต่เป็นเพราะนี่คือวิธีเอาชนะคู่แข่งของเขา เพื่อให้ของดีๆมาตกอยู่ในมือของเขาให้ได้มากที่สุด
“นี่คือพี่ชายคนโตของพี่ใช่ไหม? ผมเมิ่งอ้ายชวนจากหรงเป่าไจ สวัสดีครับ” เมิ่งอ้ายชวนพูดพร้อมกับยื่นมือออกไป
จินฮ่วนเซิงจับมือกับเขา แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เพราะจินฮ่วนเซิงไม่เคยพบชายที่ยืนตรงหน้ามาก่อนเลย
“คุณคือใครเหรอ?”
“สวัสดีพี่ชาย วันนี้เป็นวันสำคัญของผู้อาวุโสจินที่จัดพิธีรับศิษย์ ผมมาที่นี่พร้อมกับผู้เฒ่าจู และผมก็รู้จักกับฟู่เยี่ยนด้วยเหมือนกัน โอ้ ใช่สิ ตอนนี้เธอนับเป็นศิษย์น้องของคุณแล้ว”
เมื่อจินฮ่วนเซิงได้ยินเช่นนั้น เขาก็ตกใจในทันที
อาจารย์ลุง? เขามาร่วมยินดีกับเด็กผู้หญิงคนนั้นหรือ? ทันใดนั้นเอง เขาก็อดไม่ได้ที่จะตรวจสอบเบื้องลึกเบื้องหลังของลูกศิษย์ที่พ่อของเขารับอีกครั้ง
เมิ่งอ้ายชวนมองไปที่จินฮ่วนเซิง ก่อนจะพบว่าเขาไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากเลย
“มาเถอะครับพี่ใหญ่ พี่ยังไม่ได้ทานอะไรมาเลยใช่ไหม? นี่ก็คงจะได้เวลาแล้ว เราไปทานข้าวกันก่อนเถอะ? วันนี้เป็นโอกาสดีมากจริงๆ ที่เราได้มารวมตัวพี่น้องแบบนี้ เราไปที่ร้านอาหารฝั่งตรงข้ามกันดีกว่าครับ” เมิ่งอ้ายชวนเชิญทุกคนด้วยท่าทีที่ดูกระตือรือร้น
จินฮ่วนซินเองก็เห็นด้วยเช่นกัน ตอนนี้เขาได้พบกับเฒ่าแก่ของร้านหรงเป่าไจแล้ว จึงอยากจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเอาไว้ แม้ว่าพ่อของเขาจะไม่อนุญาตให้เขาเข้าร่วมวงการนี้ก็ตาม แต่เขาก็ยังพอจะมีทักษะอยู่บ้าง
จินฮ่วนเซิงปรายตามองไปยังน้องชายผู้โง่เขลาด้วยความระอา ทำไมถึงได้โง่จนไม่สังเกตเห็นเรื่องนี้เลย เขารู้ว่าเขาสามารถรั้งน้องชายเอาไว้ได้เพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น หากน้องชายของเขาทำขายหน้าขึ้นมาจริงๆ เขาก็คงไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าและเห็นด้วยกับสิ่งนี้
เมิ่งอ้ายชวนขยิบตาให้กับไป๋โม่เฉิน เพื่อทำให้ไป๋โม่เฉินมั่นใจ เมื่อทักทายกับพี่ใหญ่ของตระกูลจินแล้ว เขาก็ได้พาทั้งสี่คนไปที่ชั้นหนึ่งของอาคารฝั่งตรงข้ามถนน ซึ่งหวังอันกั๋วก็ได้ตามมาด้วยเช่นกัน ก่อนที่เขาจะจัดเตรียมสถานที่ให้
ในตอนนี้ เหอจื่อฮวาก็ยังคงเงียบอยู่ ส่วนหวังเฟิ่งเซียงและจินฮ่วนซินนั้นก็ดูโง่เขลาไม่ต่างกันเลย ทั้งสองได้เดินตามไปอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ไป๋โม่เฉินที่อยู่ข้างๆ ก็ได้ถอยไปด้านหลังเพื่อให้ชวนจื่อได้จัดการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ จินฮ่วนเซิงก็จงใจที่จะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกด้วย ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรอีกแล้ว แค่นี้ก็เพียงพอที่จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนกว่างานเลี้ยงจะเลิกแล้ว
จากนั้น เขาก็ได้หันหลังกลับ และเดินเข้าไปในบ้านพร้อมกับฟู่เซินและวังจื่อหยวน
“พี่ชวนจะทำได้หรือเปล่า?” ฟู่เซินเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความกังวลเล็กน้อย
“ไม่มีปัญหา ผู้ชายคนนั้นเก่งมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ ไม่มีใครพูดหว่านล้อมได้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว” ไป๋โม่เฉินตอบกลับด้วยท่าทีที่สบายๆ
ฟู่เซินที่ได้ยินจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขาจะปล่อยให้อะไรเกิดขึ้นไม่ได้ มิเช่นนั้นวันนี้เขาคงจะไม่มีความสุขอย่างแน่นอน
เมื่อเดินกลับเข้ามาด้านในอีกครั้ง งานเลี้ยงก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเห็นไป๋โม่เฉิน เธอก็เดินเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่พบพี่ชวนจื่อเดินตามเข้ามาด้วยเลย
เธอจึงเดาว่าพี่ชวนจื่อเป็นคนรับมือกับคนพวกนั้นให้
แน่นอนว่าไป๋โม่เฉินได้นั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆอย่างเงียบๆ พร้อมกับขยิบตาให้กับฟู่เยี่ยน ซึ่งในเวลานี้ผู้อาวุโสจินก็ได้สังเกตเห็นแล้วว่าไป๋โม่เฉินออกไปข้างนอกและเพิ่งจะกลับมา
“เสี่ยวไป๋ ขอบคุณมากสำหรับเรื่องวันนี้ ให้ฉันดื่มอวยพรให้กับนายสักหน่อยเถอะ!”
“ผู้อาวุโสจิน ผมควรจะเป็นคนอวยพรให้กับคุณมากกว่านะครับ” ไป๋โม่เฉินรีบหยิบแก้วเหล้าขึ้นมา และดื่มอวยพรให้กับผู้อาวุโสจินในทันที
“เฮ้ เสี่ยวไป๋ วันนี้ฉันมีบางอย่างที่ต้องพูดกับนาย ในเมื่อนายกับฟู่เยี่ยนเป็นคู่รักกัน ถ้าอย่างนั้นก็เรียกฉันว่าอาจารย์ แบบนั้นฉันจะมีความสุขมากกว่า!” หลังจากที่ผู้อาวุโสจินดื่มมากขึ้น เขาก็เริ่มพูดคุยมากขึ้นด้วยเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้น ผมจะเรียกคุณว่าอาจารย์ และพร้อมจะทำทุกอย่างที่อาจารย์ต้องการครับ” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับดื่มเหล้าไปสามแก้วติดต่อกัน
ส่วนชายชราที่อยู่รอบโต๊ะต่างก็ยกแก้วให้กับไป๋โม่เฉิน และดื่มกับเขาด้วยเช่นกัน
มีเพียงผู้เฒ่าเหมี่ยวเท่านั้นที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไป๋โม่เฉินกับฟู่เยี่ยน
“นี่คือว่าที่หลานเขยของฉันเหรอ?” เขาเอ่ยถามกับผู้เฒ่าหวังเงียบๆ
“ใช่แล้ว นายคงจะไม่รู้จักเขาสินะ เขาคือหลานชายของไป๋ซ่ง!” ผู้เฒ่าหวังรู้จักไป๋โม่เฉินตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว
“ถึงว่าทำไมฉันถึงรู้สึกคุ้นหน้าของเขามาก! เขาเป็นหลานชายคนโตใช่หรือเปล่า?”
“ใช่แล้ว!”
“ชายชราผู้นั้นมีหน้าตาที่ดูธรรมดามากเลยไม่ใช่เหรอ ไม่คิดเลยว่าลูกชายและหลานชายของเขากลับหล่อเหลาเอาการ”
ทางด้านโต๊ะของตระกูลฟู่ ตอนนี้ฟู่ต้าหย่งก็ได้ถามถึงข้อเท็จจริงว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น เมื่อรู้ว่าเป็นเมิ่งอ้ายชวนที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ครั้งนี้เอาไว้ได้ เขาจึงรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก
หลังจากที่กินอาหารเสร็จ ทั้งแขกและเจ้าของบ้านต่างก็สนุกสนานกับงานเลี้ยง และแม่ครัวก็เก่งมากจริงๆ นอกจากนี้ วัตถุดิบที่หวังอันกั๋วได้จัดเตรียมเอาไว้เป็นพิเศษจากสหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคนั้นก็มีคุณภาพที่ดีมากอีกด้วย
ฟู่เยี่ยนตามผู้อาวุโสจินเพื่อไปส่งแขกที่กำลังทยอยกลับ
ส่วนสมาชิกของลัทธิเต๋าก็ได้เข้ามาแสดงความยินดีกับฟู่เยี่ยนเช่นกัน ทั้งยังมอบของขวัญที่มีค่าของเขาให้กับเธออีกด้วย ฟู่เยี่ยนรับมันเอาไว้ด้วยความซาบซึ้ง และคิดอยู่ในใจว่าในอนาคตเธอต้องตอบแทนพวกเขาเป็นสองเท่าอย่างแน่นอน
คนกลุ่มหนึ่งต่างก็ยกย่องฟู่เยี่ยนสำหรับความสำเร็จขณะที่เธออายุยังน้อย ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้ยกย่องในฐานะที่อาจารย์ฟู่เป็นปรมาจารย์ที่ดี หากไม่มีการจัดการที่ดี พิธีในวันนี้คงจะไม่ประสบความสำเร็จ
ผู้อาวุโสจินเคยได้ยินคำพูดแบบนี้มาเยอะแล้ว และเขาก็กังวลว่าฟู่เยี่ยนจะสูญเสียตัวตนที่แท้จริงของเธอไปอีกด้วย แต่เขาก็สังเกตเห็นว่าแม้ศิษย์ของเขาทักทายทุกคนด้วยรอยยิ้ม ทว่าเห็นได้ชัดเลยว่าเธอไม่ได้จริงจังกับมันมากเท่าไหร่นัก
ตอนนี้แขกส่วนใหญ่ก็ได้กลับไปแล้ว เพลือเพียงแค่ศาสตราจารย์ฉู่และครอบครัวของเธอที่ยังคงอยู่ที่นี่ ไม่นานนัก ฟู่ต้าหย่งก็ได้พาครอบครัวของเขากลับไปก่อน
ส่วนฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินยังคงอยู่ที่บ้านของผู้อาวุโสจิน จนถึงตอนนี้เมิ่งอ้ายชวนก็ยังไม่กลับมา ผู้เฒ่าเมิ่งจึงได้ตามจางเหว่ยและคนอื่นไปที่บ้านของผู้เฒ่าเยว่เพื่อพูดคุยกันอีกครั้ง
“ฉันเห็นแล้วว่าจะมีงานแห่งความสุขเกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอเร็วๆนี้ใช่ไหม?” ผู้อาวุโสจินมีสายตาที่เฉียบคมมาก จึงสังเกตเห็นถึงสิ่งนี้ได้อย่างง่ายดาย
“ใช่แล้วค่ะ พี่สาวของหนูกับลูกชายของศาสตราจารย์ฉู่กำลังจะหมั้นกันเร็วๆนี้ค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับรอยยิ้ม
“หากมีงานเลี้ยงแต่งงาน อย่าลืมเชิญฉันด้วยล่ะ” ผู้อาวุโสจินเองก็เอ็นดูฟู่เหมี่ยวมากเช่นกัน และลูกๆของตระกูลฟู่นั้นก็เป็นเด็กดีมากอีกด้วย ทั้งหมดนี้ก็ล้วนแล้วแต่มาจากการอบรมณ์สั่งสอนที่ดีจากผู้ใหญ่นั่นเอง
“ไม่ต้องห่วงค่ะ อาจารย์ หนูมีเรื่องที่จะเล่าให้อาจารย์ฟังด้วยนะคะ” ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เมิ่งอ้ายชวนและหวังอันกั๋วก็ได้เดินเข้ามาพอดี
“พี่ชวนจื่อ?” ฟู่เยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง ทำไมเขาถึงได้กลับมาเร็วขนาดนี้กันล่ะ?
ส่วนเมิ่งอ้ายชวนเองก็ไม่คาดคิดเหมืนกันว่าทั้งสองคนจะเมามากขนาดนี้ หลังจากที่ดื่มเหล้าเข้าไปสามแก้ว พวกเขาก็ล้มลงไปนอนกับพื้นแล้ว ซึ่งก่อนหน้าเขาได้เตรียมคำเพื่อชักชวนให้เขาดื่มเอาไว้มากมายเลยด้วยซ้ำ แต่กลับไม่ได้ใช้เลยแม้แต่ประโยคเดียว
ดังนั้นเขาและกั๋วจื่อจึงได้กลับมาหลังจากไปส่งพวกเขาทั้งสองกลับบ้าน
“อ่า ไม่ไหวเลยจริงๆ พวกเขาดื่มมากเกินไปหน่อย ฉันก็เลยพากลับไปนอนที่บ้านแล้ว” เมิ่งอ้ายชวนยังคงดูปกติอยู่
จากนั้น ผู้อาวุโสจินก็ได้เดินเข้าไปในห้อง และรอให้ฟู่เยี่ยนเล่าอะไรบางอย่าง
“เสี่ยวฮั่ว?”
“อาจารย์ หนูมาแล้วค่ะ” ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ลืมสิ่งที่เธอพูดเมื่อครู่นี้
แต่ตอนนี้เมิ่งอ้ายชวนได้จัดการเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว และฟู่เยี่ยนเองก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นอีกด้วย เมื่อทั้งสองคนกลับถึงบ้านแล้ว เธอก็ไม่จำเป็นพูดถึงเรื่องนี้อีก
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้เป็นอาจารย์จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมถอดใจจากเรื่องนี้ไป
ตอนที่ 277: หุ้นส่วน
หลังจากที่พูดคุยกับอาจารย์ได้สักพัก สองสามีภรรยาวัยชราที่เหนื่อยมาตลอดช่วงเช้าก็ได้งีบหลับไป ฟู่เยี่ยนจึงได้ออกไปจากที่นี่เงียบๆ
ส่วนเมิ่งอ้ายชวนก็กำลังรอฟู่เยี่ยนอยู่ เขาต้องการที่จะเล่าเรื่องที่ร้านอาหารให้กับเธอฟัง
“เราไปที่หรงเป่าไจกันก่อนดีกว่า ไปดื่มชาสักแก้วแล้วค่อยคุยกัน แล้วชานชานล่ะ เธอกลับไปกับคุณปู่ของเธอแล้วเหรอ?”
“เธอกลับไปที่มหาวิทยาลัยแล้ว เธอบอกว่ายังทำการบ้านไม่เสร็จ เอาไว้ตอนค่ำถ้าพวกเราว่าง ฉันจะพาพี่ไปหาเธอที่มหาวิทยาลัยเอง”
“อืม ถ้าอย่างนั้นเย็นนี้เราไปกินมื้อเย็นด้วยกันดีไหม?”
“ไม่ได้ พี่ชวนจื่อ ตอนนี้ศาสตราจารย์ฉู่และครอบครัวของเธออยู่ที่บ้านของฉัน พี่ไปหาชานชานแล้วชวนเธอไปกินข้าวด้วยกันสองคนเถอะ” ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าหลังจากที่พูดคุยเกี่ยวกับการหมั้นระหว่างพี่สาวของเขากับพี่จื่อหยวนในวันนี้ เธอจะต้องอยู่ร่วมกินมื้อค่ำที่บ้านอย่างแน่นอน
“ถ้าอย่างนั้นเธอสองคนก็ไปจัดการปัญหาที่บ้านก่อนเถอะ ฉันจะพาชานชานไปกินข้าวที่ร้านอาหารเอง บอกเลยว่าเธอจะต้องปนะทับใจอย่างแน่นอน!”
ไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนต่างก็หัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ไม่มีอะไรที่ชวนจื่อทำไม่ได้จริงๆ
ณ เวลานี้ ในย่านโรงงานหลิวหลี่ไม่มีใครอยู่เลย และเหล่าเถ้าแก่แผงลอยก็กำลังคิดที่จะปิดร้านกลับบ้านกันแล้ว
โหวซานอยู่ที่นี่มาสองสามวันแล้ว ซึ่งเขาได้มานั่งรอฟู่เยี่ยนนานกว่าครึ่งเดือนแล้วด้วยซ้ำ เขานั่งพิงต้นไม้ใหญ่พลางชื่นชมร่มเงาของมัน และหันหลังให้กับร้านหรงเป่าไจ พร้อมกับครุ่นคิดถึงเรื่องอนาคตของตัวเองด้วยความวิตกกังวล
นอกจากนี้เขาไม่เพียงแค่มาหางานทำเท่านั้น หากมันไม่ได้ผล เขายังสามารถช่วยรวบรวมโบราณวัตถุได้อีกด้วย! เขาคุ้นเคยกับหมู่บ้านหลายแห่งในเขตชานเมืองของเมืองหลวงเป็นอย่างดีเลยทีเดียว
เมื่อมาถึง เมิ่งอ้ายชวนก็ได้เปิดประตู จากนั้นฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ได้เดินเข้าไปด้านในร้านหรงเป่าไจ เธอไม่ได้มาที่นี่นานแล้ว แต่ก็ยังคงมีความกระตือรือร้นที่จะลอง เธออยากตามหาชิ้นส่วนโบราณวัตถุที่หายไปกลับมาด้วยตัวเอง
คนที่ทำงานด้านนี้จะต้องมีสายตาที่เฉียบแหลม! ซึ่งเธอก็ถือว่าพอจะมีชื่อเสียงด้านนี้อยู่บ้าง เพราะเธอมักจะหาซื้อของที่สวยงามและกล้าได้กล้าเสีย ไม่กลัวที่จะเสียเงิน และหลายคนก็มักจะจำเธอได้
ครั้งนี้เธอได้เดินเล่นไปรอบๆแล้ว แต่ก็ไม่พบอะไรที่น่าสนใจเลย และเมื่อพวกเขาใกล้จะถึงหรงเป่าไจนั้น โหวซานก็ได้สังเกตเห็นฟู่เยี่ยนที่เดินมาพร้อมกับคนอื่น
“สาวน้อย! สาวน้อย! ในที่สุดเธอก็มาสักที ฉันรอเธออยู่ที่นี่นานกว่าครึ่งเดือนแล้ว” โหวซานพูดพร้อมกับเดินเข้ามาด้วยท่าทีที่ตื่นเต้น
ไป๋โม่เฉินที่เห็นเช่นนั้นก็ได้ดึงฟู่เยี่ยนไปหลบด้านหลังโดยไม่รู้ตัว และทุกอย่างก็ได้หยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน
“เอาล่ะน้องชาย อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปเลย ฉันก็แค่ดีใจมากที่ได้พบกับสาวน้อยอีกครั้งเท่านั้นเอง ขอฉันพูดบางอย่างกับเธอหน่อยเถอะ”
“มีอะไรจะพูดก็พูดกับฉันได้เลย” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับมองไปที่เขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ชะโงกออกมาจากด้านหลังของเขา ก่อนจะพบว่าคนๆนั้นคือโหวซาน เธอจึงตบไปที่ไหล่ของไป๋โม่เฉินแล้วบอกว่ากับเขาว่าอย่าทำแบบนี้
“คือว่า สาวน้อย ฉันขอถามเธอหน่อยได้ไหม ตอนนี้ร้านหรงเป่าไจขาดพนักงานชายอยู่หรือเปล่า?”
ทันทีที่เขาพูดเช่นนี้ เถ้าแก่แผงลอยหลายคนที่อยู่บริเวณนั้นก็ได้สาปแช่งโหวซานอยู่ในใจ ใครก็รู้ว่าร้านหรงเป่าไจนั้นมีน้ำใจกับผลิตภัณฑ์ของพวกเขามากแค่ไหน ตั้งแต่เถ้าแก่เมิ่งเข้ามาเมื่อปลายปีที่แล้ว ราคาในการรับซื้อสินค้าก็ได้ดูสมเหตุสมผลมากขึ้น อีกทั้งเขายังเป็นคนดีและมักจะชวนพวกเขาไปนั่งดื่มชาและพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้อยู่เสมอ
มีใครบ้างที่ไม่อยากทำงานที่หรงเป่าไจระยะยาว และตอนนี้โหวซานก็เป็นคนแรกที่ถามแบบนี้
“คุณไม่ได้ตั้งแผงขายของแล้วเหรอ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามด้วยความรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เธอรู้ดีว่าเหล่าเถ้าแก่แผงลอยที่ตั้งแผงลอยอยู่ในย่านโรงงานหลิวหลี่นั้นประมาทไม่ได้ เพราะหากขายของบางชิ้นออกไปได้ พวกเขาสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องเปิดร้านอีกสองสามปีเลยด้วยซ้ำ
มันคงจะเป็นอะไรที่อึดอัดไม่น้อยเลยหากคนที่คุ้นเคยกับเสรีภาพอย่างพวกเขาจะถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆ
“ฉันขอพูดตามตรงเลยก็แล้วกันนะ แม้ว่าตอนนี้ฉันจะหาเลี้ยงชีพตัวเองได้ แต่มันก็ไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่ คนที่อายุเกินยี่สิบปีไปแล้วแต่ยังหาเลี้ยงครอบครัวไม่ได้ มันน่าอับอายมากจริงๆ! หากฉันตั้งแผงลอยต่อไป ในอนาคตคงหาคนแต่งงานด้วยได้ยากแน่ๆ ฉันไม่รู้ว่าจะหาทางออกกับเรื่องนี้อย่างไรแล้ว” โหวซานพูดพร้อมกับรอยยิ้มอันขมขื่นของเขา
สิ่งที่เขาพูดมาก็มีเหตุผล มีใครอยากให้ลูกสาวแต่งงานกับคนเร่ร่อนและว่างงานบ้าง? ในยุคสมัยนี้ ผู้คนยังคงมองกันที่ความมั่นคงในชีวิต แม้ว่าจะหาเงินได้ด้วยการตั้งแผงขายของก็ตาม สุดท้ายมันก็ยังเทียบไม่ได้กับคนที่มีงานทำมั่นคงอยู่ดี
“ถ้าอย่างนั้น คุณก็ไปเก็บของ แล้วตามพวกเราไปที่หรงเป่าไจทีหลังก็แล้วกัน” ไป๋โม่เฉินปรายตามองไปที่เขา ส่วนฟู่เยี่ยนก็พยักหน้าเบาๆ
“ได้เลยๆ! ฉันจะรีบเก็บของเดี๋ยวนี้แหละ!” โหวซานรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จแล้ว!
ตอนนี้หลายคนที่อยู่รอบๆ ต่างก็มองไปที่เขาด้วยความอิจฉา ส่วนอู๋เฟยที่มาตั้งแผงขายของด้วยกันกับเขาก็รู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย
“พี่โหว พี่ขายของได้ดีมากอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงต้องไปทำที่ร้านของคนอื่นด้วย? มันจะไม่เหนื่อยฟรีหรอกเหรอ!”
หลังจากที่ได้ยินสิ่งนี้ โหวซานก็พูดขึ้นมาในใจว่า: ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย! แต่สีหน้าภายนอกของเขายังคงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“น้องชาย ฉันไม่ได้เก่งเท่านายหรอกนะ นายยังมีภรรยาที่คอยสนับสนุนในการตั้งแผงขายของแบบนี้ แต่ฉันยังโสด แม่ของฉันบอกว่าหากฉันยังทำแบบนี้ต่อไป ฉันคงจะหาภรรยาไม่ได้อย่างอย่างแน่นอน ก่อนหน้านี้ครอบครัวของฉันได้แนะนำให้ฉันรู้จักกับผู้หญิงหลายคนแล้ว แต่พวกเธอทั้งหมดต่างก็ดูถูกอาชีพของฉันกันหมดเลย”
โหวซานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่รู้ว่าจะพูดออกไปดีหรือเปล่า? โอกาสดีๆแบบนี้จะหาได้ที่ไหนอีก? หากไม่ใช่เพราะความมีน้ำใจของเขาในครั้งที่แล้ว ที่เขาได้บอกกับฟู่เยี่ยนเกี่ยวกับเด็กชายจากตระกูลโจว พวกฟู่เยี่ยนจะรู้จักได้อย่างไรว่าเขาคือใคร?
อู๋เฟยรู้สึกเห็นใจโหวซานเป็นอย่างมาก เพราะคนที่ยังไม่มีภรรยานั้นมักจะน่าสงสาร เขาจึงได้ตัดสินใจซื้อเป็ดย่างให้ภรรยาของเขาในเย็นวันนี้
โหวซานรีบเก็บข้าวของ ก่อนจะมอบสินค้าหัตถกรรมที่เขาขายอยู่ให้กับอู๋เฟยไป อู๋เฟยจึงรู้สึกชื่นชมพี่โหวอีกครั้ง
อีกไม่กี่ปีข้างหน้า โหวซานจะกลายเป็นเจ้าของร้านรับซื้อขายของเก่า ในขณะที่อู๋เฟยยังคงเป็นเพียงเถ้าแก่แผงลอย เมื่อเวลานั้นมาถึง เขาจะได้ลิ้มรสความขมขื่นที่แท้จริง…..
ขณะที่เดินเข้าไปในร้านนั้น ไป๋โม่เฉินและเมิ่งอ้ายชวนก็ได้พูดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา
“เอาล่ะ ตอนนี้เรายังคงขาดคนที่มีประสบการณ์อยู่พอดี และชื่อเสียงในวงการของโหวซานนั้นค่อนข้างดีเลยทีเดียว แต่ข้อเสียก็คือเขาดูจะหยาบคายเกินไปหน่อย และลูกค้าจำนวนมากก็มันจะหนีไปเพราะความปากไม่ดีของเขา”
“หากจะรับเขามาจริงๆก็ต้องให้เขาปรับปรุงตัวเอง ตอนนี้ลุงโจวคงเตรียมตัวใกล้จะเสร็จแล้ว และพร้อมจะเริ่มงานในเดือนหน้า ให้ลุงโจวช่วยดูแลเขา เพราะถ้าโรงน้ำชาเปิดให้บริการ ยังมีร้านขายเครื่องเขียนพู่กันโบราณอีก จางเหว่ยคงไม่สามารถดูแลร้านทุกร้านได้”
“นอกจากนี้ ลุงโจวก็ยังดูมีวุฒิภาวะมากกว่า เมื่อตอนเรารับซื้อสินค้าต่างๆจะได้ดูสมเหตุสมผลหน่อย ส่วนฉันกับเฉินจื่อยังคงต้องจัดการเรื่องก่อตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้าง และช่วยเหลือทหารผ่านศึก ดังนั้นในอนาคต ฉันคงจะต้องยุ่งมากและไม่สามารถดูแลเรื่องทั้งหมดที่นี่ได้อย่างแน่นอน”
ฟู่เยี่ยนพยักหน้ารับด้วยความเข้าใจ ตอนนี้ทุกคนต่างก็มีหน้าที่ที่ต้องทำ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องรับสมัครคนเพิ่ม และฝึกพวกเขาให้ทำงานได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เธอก็นึกถึงเจิ้งหมิงขึ้นมาได้ จึงตัดสินใจที่จะถามจางเหว่ยในวันพรุ่งนี้
ความสามารถทางด้านธุรกิจของโหวซานนั้นยังจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง จากนั้นเธอก็ได้ถามเกี่ยวกับตระกูลโจว จนได้รู้ว่าโจวเคอไปโรงเรียนแล้ว และโจวจื่อผิงก็อาการดีขึ้นมากแล้วเช่นกัน ฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก
“ส่วนเรื่องค่าตอบแทนนั้นถือว่าเป็นประเด็นหลักเลยนะ ฉันอยากจ่ายให้กับทุกคนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้สมกับความสามารถของทุกคน และเพื่อเป็นกำลังใจในการทำงาน เมื่อธุรกิจของเราโตขึ้นในอนาคต เราก็สามารถแบ่งหุ้นได้ พวกพี่มีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง?”
ไป๋โม่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตระหนักได้ว่าสิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดนั้นเป็นไปได้จริงๆ หากต้องทำหลายอย่างพร้อมกันก็จำเป็นต้องมีคนที่มากพอ และวิธีที่จะควบคุมคนจำนวนมากได้นั้นต้องมีการวางแผนที่ดี
ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันนี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการสร้างแรงจูงใจแล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นทั้งหมด
“ฉันคิดว่าเป็นวิธีที่ดีเลยทีเดียวนะ แต่เราคงต้องพิจารณารายละเอียดกันก่อน ชวนจื่อ เราเองก็สามารถใช้วิธีนี้กับบริษัทรับเหมาก่อสร้างในอนาคตได้เหมือนกันนะ”
“สิ่งที่น้องสาวพูดเป็นความคิดที่ดีมากๆ และเรื่องนี้ก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แล้วเราจะให้ค่าจ้างกับโหวซานเท่าไรดีล่ะ?” เมิ่งอ้ายชวนพูดพร้อมกับมองไปยังพวกเขาทั้งสอง
ซึ่งทั้งไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนต่างก็พูดว่าสิ่งนี้มันขึ้นอยู่กับเขาว่าที่จะตัดสินใจเรื่องนี้อย่างไร
ไม่นานหลังจากนั้น โหวซานก็มาถึง เขามาพร้อมกับของบางอย่าง ซึ่งในกระเป๋าใบนั้นเต็มไปด้วยสิ่งของเหลือๆที่เขาไม่ได้ใช้
ต้องบอกเลยว่าสภาพร้านของเมิ่งอ้ายชวนนั้นดูดีมากจริงๆ อย่างน้อยๆก็ดีกว่าตั้งแผงลอยด้วยตัวเอง โหวซานจึงรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก
เมื่อโหวซานได้ยินว่าพรุ่งนี้จะมีร้านอีกสามร้านเปิดให้บริการ ดวงตาของเขาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง! พวกเขาจัดการสิ่งนี้ได้อย่างชาญฉลาดมากๆ! สามร้านเลยอย่างนั้นหรือ! นี่มันอะไรกัน!
เมื่อเขาได้ยินว่าโจวจื่อผิงถูกเชิญให้มาดูแลที่นี่ด้วย โหวซานก็รู้สึกมั่นใจมากอย่างยิ่ง ชื่อเสียงในวงการโบราณวัตถุของโจวจื่อผิงนั้นดีมาก และมีเถ้าแก่หลายคนพยายามที่จะจ้างเขาด้วยเงินเดือนที่สูงมากอีกด้วย!
กุญแจสำคัญของธุรกิจนี้คือความละเอียดและวิสัยทัศน์ และโจวจื่อผิงก็เป็นคนที่มีความสามารถนั้น! หากได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากเขามาได้สักครึ่งหนึ่ง เท่านั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นแล้ว!
ตอนที่ 278: บทเรียนราคาแพง
ฟู่เยี่ยนค่อนข้างสนใจในสิ่งของที่โหวซานนำมาด้วย
“ฉันขอดูของที่คุณเอามาด้วยได้ไหม?”
“หมายถึงของพวกนี้เหรอ? เชิญดูมันได้ตามสบายเลย ทั้งหมดนี้คือของที่ฉันขายไม่ได้ ช่วงนี้ฉันไม่ได้ไปที่หมู่บ้าน ก็เลยมีของเหลืออยู่เท่านี้ ลองดูก่อนเถอะ หากชอบอะไรก็เอาไปได้เลยนะ!”
ถึงกระนั้น โหวซานก็รู้ดีว่าฟู่เยี่ยนจะไม่ปล่อยให้เขาต้องเสียเปรียบอย่างแน่นอน ต้องบอกว่าเขาเก่งในเรื่องการอ่านใจคนมาก
ฟู่เยี่ยนหลับตาลง เธอต้องการที่จะตัดสินใจด้วยตัวเองก่อน จากนั้นเธอก็ได้ใช้เนตรสวรรค์เพื่อยืนยันความคิดของตัวเอง
โหวซานมีสินค้าประเภทต่างๆมากกว่าสิบรายการ มีทั้งแจกัน พระพุทธรูปและขวดยานัตถุ์
แต่สิ่งที่ดึงดูดฟู่เยี่ยนมากที่สุดคือถ้วยชา แม้ว่ามันจะมีตำหนิอยู่เล็กน้อย แต่มันเป็นถ้วยชาโบราณสีพาสเทลจากสมัยคังซี
“มีชิ้นเดียวเหรอ?” ฟู่เยี่ยนหยิบมันขึ้นมาพร้อมกับถามเขา
“ฉันได้มันมาแค่ชิ้นนี้ชิ้นเดียว ครอบครัวของพวกเขาบอกว่ามันพังไปหมดแล้ว อย่างชิ้นนี้ก็ยังมีรอยแตกอยู่เล็กน้อยด้วย”
ฟู่เยี่ยนมองมันอยู่นาน และรอยแตกเพียงเล็กน้อยนั้นก็ดูน่ารำคาญมากจริงๆ แต่หากซ่อมแซมมัน ก็ยังถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง
“ฉันเอาชิ้นนี้ก็แล้วกัน เอาไว้ฉันจะซ่อมมันแล้วจะมาฝากขายที่ร้าน พี่ชวนจื่อ ถ้าฉันฝากขายที่ร้านของพี่ พี่จะคิดราคาค่าฝากเท่าไหร่?”
เมิ่งอ้ายชวนไม่เคยรับฝากขายสินค้ามาก่อน แต่กฎของร้านอื่นคือจ่ายอย่างน้อยสามส่วนเจ็ดส่วน โดยผู้ขายจะได้รับเงิน70% และมีบางร้านที่เรียกเก็บค่าฝากขายครึ่งหนึ่งของราคาสินค้าเลยก็มี
“เอาล่ะ หากมีคนซื้อมัน เธอรับเงินไป70% จากราคาที่ตั้งเอาไว้ ส่วนทางร้านจะได้รับ30% หากเธอขายมันด้วยตัวเอง เธอจะได้รับเงินส่วนต่างเพิ่มอีกด้วย” ฟู่เยี่ยนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ก่อนจะมองไปที่เขา
ส่วนโหวซานก็แทบจะไม่เชื่อสายตาของตัวเอง เด็กสาวตรงหน้าของเขาน่าทึ่งขนาดนี้เลยเหรอ? แล้วของทุกชิ้นที่เธอขายไปก่อนหน้านี้เป็นของจริงด้วยหรือเปล่า?
ฟู่เยี่ยนยังคงลอบสังเกตเขา และรู้สึกถึงการจ้องมองได้อย่างชัดเจน เธอจึงเงยหน้าขึ้นไปมองโหวซานทันที
“คุณอยากจะถามว่าของหลายชิ้นที่ฉันซื้อไปก่อนหน้านี้เป็นของจริงหรือเปล่าใช่ไหมล่ะ?”
โหวซานที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าอย่างเขินอาย
“มันเป็นของจริงทั้งหมด” หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ เธอก็ได้มองไปยังของพวกนั้นต่อ เมื่อครู่นี้เธอมองไปที่ถ้วยชาโดยใช้เนตรสวรรค์ และพบว่ามันเปล่งแสงที่สว่างมากออกมา ซึ่งบางทีมันอาจจะมีต้นกำเนิดที่น่าสนใจก็เป็นได้!
ทันใดนั้นเอง โหวซานก็รู้สึกทึ่งขึ้นมา เธอคนนี้คือเทพที่ปลอมตัวมาหรือเปล่า?
ฟู่เยี่ยนมองดูของพวกนั้นอยู่นาน ซึ่งของเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของปลอม ทั้งยังเป็นการปลอมที่อุกอาจมากอีกด้วย ฟู่เยี่ยนไม่แน่ใจกับของชิ้นหนึ่ง จนเธอต้องใช้เนตรสวรรค์มองมันเลยทีเดียว
ของสิ่งนั้นคือแจกัน หากมองดูครึ่งล่างและรอยอักษรที่จารึกอยู่นั้น มันดูเหมือนของจริงมาก แต่บริเวณปากแจกันดูผิดปกติไปเล็กน้อย
หลังจากที่มองมันอยู่ครู่หนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็ตระหนักถึงบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนจะถอนหายใจออกมา
“คนที่ทำแบบนี้ได้ช่างเป็นคนที่มีความสามารถจริงๆ!”
ขณะเดียวกันนั้น ไป๋โม่เฉินและเมิ่งอ้ายชวนที่กำลังดื่มชาอยู่ก็ได้ถูกดึงดูดความสนใจไปในทันที
“น้องสาว ของชิ้นนี้เป็นของปลอมใช่หรือเปล่า?” เมิ่งอ้ายชวนมองไปยังของชิ้นนั้นพร้อมกับพูดขึ้นมา
ทำเอาโหวซานที่อยู่ข้างๆถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก เดิมทีเขาอยากจะนำสิ่งนี้กลับบ้าน เพราะตอนที่รับซื้อมา เขาจ่ายเงินไปไม่น้อยเลย
“ดูมันดีๆสิ” ฟู่เยี่ยนบอกเขาอีกครั้ง ซึ่งเมิ่งอ้ายชวนก็มองไปที่ของชิ้นนั้นอย่างละเอียด แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติเลย
“พี่ซาน คุณไปเอามันมาจากที่ไหน? จ่ายไปในราคาเท่าไหร่?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามขึ้นมา เมื่อพิจารณาจากปฏิกิริยาของโหวซาน เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเขาได้สิ่งนี้มาในราคาที่สูงอย่างแน่นอน
“อืม มันเป็นของจริงหรือเปล่า?” เสียงของโหวซานดูสั่นเทาเล็กน้อย
“ครึ่งหนึ่งเป็นของจริง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของปลอม คุณได้มันมาในราคาเท่าไหร่?”
“ห้าร้อยหยวน” ตอนนี้ร่างกายของโหวซานดูเหมือนมะเขือยาวที่เหี่ยวเฉาไปแล้ว
“คิดเสียว่าซื้อบทเรียน จากนี้ไปก็ตั้งใจเรียนรู้จากลุงโจวให้มากๆ คอยหาข้อมูลเพิ่มเติม ฟังให้มากขึ้นและถามคำถามที่ตัวเองไม่เข้าใจ ตอนนี้ธุรกิจของเรากำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก!” ฟู่เยี่ยนพูดเน้นย้ำสั้นๆ
“ฉันคิดว่าสิ่งนี้เป็นของจริงนะ ไม่ว่าจะมองมุมไหนมันก็เป็นของจริง ทั้งขาเหล็กและลายเส้น ทุกอย่างเข้ากันได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่มีอะไรดูผิดปกติเลย!” เมิ่งอ้ายชวนเองก็รู้สึกงุนงงเช่นกัน ส่วนไป๋โม่เฉินไม่มีความรู้ด้านนี้ แต่ก็ยังเข้ามาดูด้วยความตื่นเต้น
“พี่ชวน พี่มีแว่นขยายหรือเปล่า?”
“มี ฉันมีครบทุกอย่างเลย!” ทันทีที่เมิ่งอ้ายชวนพูดจบ เขาก็ได้หยิบอุปกรณ์ต่างๆออกมาจากใต้โต๊ะชา
ฟู่เยี่ยนยื่นแจกันใบนั้นให้กับไป๋โม่เฉิน และขอให้เขาดูมันก่อน
“พี่เห็นอะไรบางอย่างหรือเปล่า?”
“ดูเหมือนว่าจะมีรอยต่อที่ส่วนคอของแจกันนะ มันเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเลย” ไป๋โม่เฉินยังคงมีสายตาที่ยอดเยี่ยม
เมื่อเมิ่งอ้ายชวนและโหวซานได้ยินแบบนั้นก็ได้รีบหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าพวกเขาเห็นรอยกรีดบางๆบริเวณคอของแจกันใบนั้นจริงๆ
เมื่อโหวซานเห็นสิ่งนี้ เขาก็แทบจะโยนมันทิ้ง แต่ฟู่เยี่ยนก็ได้หยุดเขาเอาไว้เสียก่อน
“เก็บมันเอาไว้เถอะ จะได้ใช้มันเตือนตัวเองว่าให้ระวังมากกว่านี้ มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะจ่ายค่าโง่ไปมากมายขนาดไหน แต่จากนี้ไปคุณจะไม่ถูกเอาเปรียบอีกแล้ว”
ฟู่เยี่ยนวางแจกันลงบนชั้นวางโบราณวัตถุอย่างระมัดระวัง โดยเธอได้วางมันเอาไว้ในตำแหน่งกึ่งกลางที่สามารถมองเห็นได้ชัดที่สุด
“เธอพูดถูก พี่ซาน ห้าร้อยหยวนที่เสียไปก็เหมือนกับการจ่ายค่าเล่าเรียน เราทุกคนต่างก็ต้องเรียนรู้อยู่แล้ว!” เมิ่งอ้ายชวนรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ฉลาดมากอยู่แล้ว แต่เพียงแค่ยังไม่มีประสบการณ์มากพอเท่านั้น
“ใช่แล้ว พี่ซาน พี่มาที่ร้านเพื่อทำความคุ้นเคยกับของพวกนี้สักสองสามวันก่อนเถอะ เอาไว้หากมีเวลาเราค่อยออกไปตามหมู่บ้านต่างๆ บางทีเราอาจจะได้ของดีกลับมาตอนที่คนอื่นยังไม่นิยม ซึ่งแบบนั้นเราก็ยังสามารถเก็บมันเอาไว้ได้”
“เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย ฉันรู้จักหมู่บ้านที่มีของดีอยู่สองสามแห่ง แต่ที่นั่นอาจอยู่ห่างไกลสักหน่อยนะ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น โหวซานก็มีท่าทีที่ดูกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น
หลังจากที่ใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายอยู่ที่หรงเป่าไจ เมื่อมองดูนาฬิกาอีกครั้งก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาสี่โมงครึ่งแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงได้ลุกขึ้นเตรียมกลับบ้าน ส่วนเมิ่งอ้ายชวนเองก็ยังต้องไปที่มหาวิทยาลัยตี้ตูเพื่อไปรับเหมี่ยวชานชานไปกินมื้อเย็น
ทางด้านโหวซานก็ได้กลับบ้านเช่นกัน และจะกลับมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ ในช่วงนี้เขาได้รับมอบหมายให้คอยติดตามจางเหว่ยเพื่อดูแลความคืบหน้าในการตกแต่งร้าน โดยค่าจ้างของเขาจะถูกพิจารณาตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป
“เฮ้ พี่สาวของเธอก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเรานี่ เธอกำลังจะหมั้นแล้วเหรอ? แล้วแบบนี้ยังจะเรียนมหาวิทยาลัยต่อไหม?” เมิ่งอ้ายชวนสร่างแล้ว ตอนนี้เขากำลังขับรถอยู่
“ใช่แล้ว บางทีศาสตราจารย์ฉู่อาจกลัวว่าลูกชายของเธอจะขายไม่ออกก็ได้ เลยรู้สึกเป็นกังวลกับเรื่องนี้” ฟู่เยี่ยนพูดติดตลกเล็กน้อย ก่อนจะมองไปที่ไป๋โม่เฉิน
“ชวนจื่อ ฉันกับฟู่เยี่ยนก็ได้คุยเรื่องนี้แล้วเหมือนกันนะ นายเตรียมซองสีแดงได้เลย” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับจับมือฟู่เยี่ยนเอาไว้
“อะไรนะ?” เมิ่งอ้ายชวนตกใจมากจนเกือบลืมหมุนพวงมาลัยรถ
“นายได้ยินไม่ผิดหรอก” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูภาคภูมิใจ
“เหอะ นายนี่มันใจร้ายจริงๆ ฉันคงต้องรอให้แม่ของฉันอาการดีขึ้นก่อน แล้วค่อยคิดถึงเรื่องนี้ หนทางยังอีกยาวไกล!”
ทั้งสามคนคุยกันพลางหัวเราะอย่างสนุกสนาน และไม่นานนักรถก็ได้แล่นมาถึงบ้านตระกูลฟู่แล้ว
เมื่อฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินกลับมาถึงบ้าน ก็ได้ยินเสียงหัวเราะของทุกคนดังออกมาจากด้านในบ้านแล้ว
“ทำไมทุกคนถึงดูมีความสุขขนาดนี้กัน?” ฟู่เยี่ยนเปิดประตูเข้าไป ก่อนจะพบว่าทุกคนกำลังอยู่ในลานหน้าบ้าน
“ฟู่เยี่ยนกลับมาแล้ว? เรากำลังพูดคุยกันถึงเรื่องพี่สาวของเธอกับจื่อหยวนว่าในอนาคตพวกเขาจะมีลูกกี่คนอย่างนั้นเหรอ?” เมื่อเห็นฟู่เยี่ยน ศาสตราจารย์ฉู่ก็รีบพูดขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มที่เบ่งบานบนใบหน้าของเธอ
ฟู่เยี่ยนแอบคิดในใจว่าหากไม่รีบ ทั้งสองจะแต่งงานกันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จากนั้นเธอก็ได้หันไปมองทั้งสองคน ก่อนจะเห็นสีหน้าที่ดูอึดอัดเล็กน้อยของฟู่เหมี่ยว วันนี้เรามาที่นี่เพื่อพูดคุยกันเรื่องการหมั้นเองไม่ใช่หรือ ทำไมจู่ๆถึงได้กลายเป็นเรื่องลูกของเธอไปได้กันล่ะ
ส่วนวังจื่อหยวนก็ดูเขินอายเล็กน้อยเช่นกัน
“พ่อคะ แม่คะ เย็นนี้เราจะกินอะไรกันดี? ให้หนูออกไปสั่งหม้อไฟเนื้อแกะมากินที่บ้านดีไหมคะ?” วันนี้อาหญิงทำกับข้าวมาทั้งวันแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงไม่อยากให้เธอต้องเหนื่อยอีก
“อืม เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย เรายังมีปลาอยู่ในสวนหลังบ้านอีก แม่จะให้พ่อของลูกไปจับมันมาเพิ่มสักสองสามตัวก็แล้วกัน” หวังซู่เหมยรู้ดีว่าฟู่เยี่ยนกำลังหมายถึงอะไร
เมื่อพูดถึงเรื่องตกปลา พ่อของวังจื่อหยวนก็ดูจะสนใจเป็นพิเศษ และอยากจะลองไปตกปลาด้วย ดังนั้นทุกคนจึงได้ย้ายไปตกปลาที่สวนหลังบ้านแทน
ส่วนฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ได้ออกไปข้างนอกอีกครั้งโดยมีฟู่เหยาน้อยตามติดตูดไปด้วย ฟู่เซินเห็นแบบนั้นจึงขอตามออกมาด้วยเช่นกัน
“พี่รอง พี่สามกำลังจะหมั้นแล้วนะ พี่รู้สึกอย่างไรบ้าง?” ฟู่เยี่ยนจับมือฟู่หรงเอาไว้ ส่วนฟู่เหยาก็ได้ขี่คอของไป๋โม่เฉินพร้อมกับตะโกนออกมาอย่างร่าเริง
ซึ่งไป๋โม่เฉินนั้นไม่ได้รู้สึกรำคาญเลย ทั้งยังจับขาของฟู่เหยาและเอนตัวไปมาอย่างมีความสุข ดูไม่ต่างจากเด็กโง่สองคนกำลังเล่นด้วยกัน!
“ฉันไม่ได้คิดอะไรมากนักหรอก ก็แค่รู้สึกแปลกๆเล็กน้อย ฉันก็แค่ต้องเตรียมตัวสำหรับเรื่องนี้! อย่างไรก็ตามแม่จะต้องให้เธอหาวันที่มีฤกษ์ดีในคืนนี้อย่างแน่นอน!”
ตอนที่ 279: ความกังวล
ฟู่เซินพูดถูก หลังจากที่ทานมื้อเย็น และส่งตระกูลหวังกลับบ้านไปแล้ว หวังซู่เหมยก็ได้ขอให้ฟู่เยี่ยนไปที่ห้องของเธอ
“เสี่ยวฮั่ว ช่วยหาวันที่ฤกษ์ดีให้กับเสี่ยวฉุ่ยหน่อยสิ เมื่อเวลานั้นมาถึง แม่จะได้บอกเรื่องนี้กับตระกูลหวัง”
“แม่คะ เอาไว้เราค่อยคุยกันพรุ่งนี้ไม่ดีกว่าเหรอ คืนนี้เราพักผ่อนกันก่อนเถอะ”
“ไม่ได้ นี่เป็นเรื่องการแต่งงานของพี่สาวลูกเลยนะ แม่ขอคุยกับลูกหน่อยได้ไหม?” นี่เป็นครั้งแรกที่หวังซู่เหมยต้องจัดงานแต่งงานให้กับลูกสาวเป็นครั้งแรก ดังนั้นเธอจึงรู้สึกกังวลเล็กน้อย
ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงไม่ขัดผู้เป็นแม่ และฟังหวังซู่เหมยพูด
“ตระกูลหวังบอกว่าพวกเขามีบ้านเรือนสี่ประสานหลังเก่าอยู่หลังหนึ่งที่อาจจะถูกรื้อถอน ดังนั้นพวกเขาจึงอยากเก็บมันเอาไว้ และตอนนี้พวกเขากำลังจะซื้อบ้านอีกหลังใกล้กับบ้านพี่สาวของลูก โดยจะใช้ที่นั่นเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานของพวกเขา ส่วนอาจารย์ทั้งสองคนของลูกยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเดิม เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับชีวิตที่สะดวกสบาย ทั้งยังมีคนรู้จักอาศัยอยู่ที่นั่นอีกด้วย”
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เอาไว้พรุ่งนี้เธอจะถามจางเหว่ยว่ามีบ้านอยู่ใกล้กับแถวนี้หรือเปล่า ให้พี่สาวของเธออยู่ระแวกนี้จะดีที่สุด เพราะครอบครัวของเธอจะได้ไม่ต้องห่างกัน
“ดีแล้วล่ะค่ะ ดูเหมือนว่าศาสตราจารย์ฉู่เองก็ใส่ใจเรื่องนี้มากเหมือนกันนะคะ”
“ใช่แล้ว อย่างที่แม่เคยพูดไป บ้านหลังนี้เป็นของลูก พวกเรามีบ้านอยู่แล้ว และลูกๆก็มีบ้านเป็นของตัวเอง แม่อยากพูดเรื่องนี้ให้จบ อย่าให้คนอื่นคิดว่าบ้านหลังนี้เป็นของแม่กับพ่อเลย จะได้ไม้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต”
“แม่คะ มันไม่ได้เป็นอย่างที่แม่พูดเลย นี่คือบ้านที่หนูซื้อให้แม่กับพ่ออยู่ไงคะ”
“พ่อกับแม่ไม่ได้ขอสินสอดอะไรเลย แต่ศาสตราจารย์ฉู่บอกกับเราว่าเธอจะไม่ทำให้พี่สาวของลูกน้อยหน้าใครอย่างแน่นอน เธอพร้อมที่จะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับพี่สาวของลูก”
“แม่ก็เลยบอกเธอไปว่าพ่อกับแม่จะดูแลเรื่องเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งให้เอง เมื่อถึงเวลานั้น เราค่อยขอให้จางเหว่ยช่วยจัดการซื้อเฟอร์นิเจอร์ให้ แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว”
หวังซู่เหมยรู้สึกถูกชะตากับพ่อแม่สามีของลูกสาวมาก พวกเขาทั้งคู่เป็นคนที่พูดง่าย ยิ่งไปกว่านั้นทั้งสองยังเป็นถึงอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย และจื่อหยวนก็เป็นเด็กหนุ่มที่ดูโดดเด่นมากเช่นกัน
“หนูเชื่อว่าทุกคนจะต้องมีความสุขอย่างแน่นอนค่ะ ศาสตราจารย์ฉู่มีนิสัยที่ดูร่าเริง ทั้งยังดูเด็ก เธอจะต้องเข้ากับพี่สามได้ดีมากแน่ๆ”
“ในวันหมั้นของพี่สาม หนูจะมอบชุดเครื่องประดับให้เธอ หนูเตรียมมันเอาไว้แล้วค่ะ มันคือเครื่องประดับหยกเขียวจักรพรรดิ หนูได้ให้อาจารย์จูทำมันแล้วล่ะค่ะ และหนูยังทำให้แม่อีกชุดหนึ่งด้วยนะคะ” ฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกมีความสุขกับพี่สาวของเธอมากเช่นกัน
“มันคือความรักระหว่างลูกกับพี่สาว แม่ไม่ห้ามหรอก แต่ลูกต้องคิดถึงงานแต่งของพี่ชายและพี่สะใภ้ของลูกในอนาคตด้วยนะ ลูกจะให้ของขวัญกับเขาด้วยหรือเปล่า?”
“แม่คะ หนูมีของพวกนี้เยอะเลย แม่ไม่ต้องห่วง หนูจะมอบมันให้กับทุกคนแน่นอน มันเป็นแค่ของนอกกาย หนูให้ได้อยู่แล้วค่ะ อีกอย่างพี่สามก็ใจดีกับหนูมาตลอด ไม่ว่าจะทำอะไรพี่สามมักจะคิดถึงหนูเสมอ เวลาพี่สามซื้ออะไร เธอก็ซื้อมาเผื่อหนูตลอดเลยด้วย”
“ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นแม่ก็หมดห่วงแล้ว ตอนนี้แม่หวังแค่ว่าปู่กับย่าของเสี่ยวไป๋จะเป็นคนพูดง่ายแบบนี้ด้วยเช่นกัน และแม่เองก็รู้สึกพอใจกับลูกทั้งสองคนมาก อย่างไรก็ตาม นับจากนี้เป็นต้นไปเสี่ยวไป๋ก็สามารถมาอาศัยอยู่ที่บ้านของเราได้แล้ว” พูดถึงสิ่งนี้ มันก็ยิ่งทำให้เธอมีความสุขมากขึ้นไปอีก
“เอาเถอะค่ะ แม่คะ พวกเขาคงไม่ว่าอะไรหรอก เพราะหนูคิดว่าพวกเขาก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” ฟู่เยี่ยนไม่คิดว่าไป๋โม่เฉินจะรังเกียจเลย เพราะครั้งล่าสุดที่เขามอบบ้านของเขาให้กับเธอ เขายังได้บอกอีกว่าเขาอยู่ที่ไหนก็ได้
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเขาเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ดังนั้นจึงไม่สำคัญว่าเขาจะอาศัยอยู่ที่ไหน เพราะไม่ได้มีข้อบังคับว่าหลังจากแต่งงานแล้วพวกเขาต้องไปอาศัยอยู่ที่ไหนนั่นเอง
“เสี่ยวฮั่ว แล้วพรุ่งนี้ลูกจะไปเรียนหรือเปล่า?” หวังซู่เหมยถามขึ้นมาอีกครั้ง
“ไปค่ะแม่ พรุ่งนี้หนูจะไปทานมื้อเช้าที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัย หนูนัดกับพี่ไป๋โม่เฉินเอาไว้แล้ว”
“ไม่ได้ ไม่ได้ ให้พ่อของลูกไปซื้อแพนเค้กให้ดีกว่า แล้วลูกก็เอามันกลับไปด้วย อาหารในโรงอาหารจะอร่อยเหมือนกับที่บ้านได้อย่างไร?” หวังซู่เหมยพูดพลางชำเลืองมองไปที่ฟู่ต้าหย่ง
“ถูกต้องแล้วล่ะ เสี่ยวฮั่ว พรุ่งนี้รอพ่อก่อน พ่อจะไปซื้อให้ลูกเอง”
“ได้เลยค่ะ ขอบคุณพ่อกับแม่มากเลยนะคะ!”
“อืม ดึกแล้ว ลูกไปนอนเถอะ”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนออกมาจากบ้านของพ่อกับแม่ เธอก็กำลังจะเดินไปที่สวนหลังบ้าน แต่กลับเห็นว่าไฟที่ห้องของอาหญิงยังเปิดอยู่ เธอจึงนึกถึงท่าทีของของลุงหลิวขึ้นมา และอดไม่ได้ที่จะเดินข้ามลานบ้านไปยังห้องของอาหญิงในทันที
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆหน้าต่าง ไม่คิดเลยว่าตอนนี้ฟู่เวยยังไม่เข้านอนและกำลังคุยกับอาหญิงของเธออยู่
“แม่คะ หนูไปเรียนเขียนพู่กันกับคุณย่าไป๋ได้จริงๆเหรอคะ?”
ฟู่ต้านีชำเลืองมองไปยังลูกสาวคนโตของเธอ จากนั้นก็มองไปยังลูกสาวคนเล็กที่ตอนนี้ได้หลับไปแล้ว เป็นเรื่องจริงที่ฟู่เวยเป็นเด็กที่ความรู้สึกไวมาก
“แน่นอน คุณย่าไป๋ชอบหนูมากเลยนะ หากหนูไปที่นั่นก็ต้องตั้งใจเรียนรู้สิ่งที่คุณย่าสอนด้วย โอกาสแบบนี้หาได้ยากมากเลย”
ฟู่ต้านีลูบไปที่ศีรษะของฟู่เวยเบาๆ ตั้งแต่เด็กไม่เคยมีใครให้ความสนใจฟู่เวยเลย เธอมักถูกล้อว่าเป็นเด็กขี้แพ้และเด็กเก็บกดมาเสมอ ซึ่งแท้จริงแล้วเธอเป็นคนมีไหวพริบดีมาตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งยังเป็นคนคิดอะไรรอบคอบด้วยซ้ำ
ฟู่เวยมีความสุขที่แม่ของเธอให้แรงบันดาลใจนี้มา และหลังจากนั้นไม่นานนัก เธอก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกับถามออกไปว่า
“แม่คะ แม่จะมีพ่อใหม่ให้กับหนูและน้องหรงหรงหรือเปล่า?”
ฟู่ต้านีตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับไปอย่างรวดเร็ว
“ทำไมลูกถึงถามแม่แบบนั้นล่ะ?”
“คุณป้าก็ยังมีคุณลุง และในอนาคตพี่สาวทั้งสองคน รวมถึงพี่ใหญ่กับพี่รองก็ต้องแต่งงานมีครอบครัวเป็นของตัวเอง”
ฟู่ต้านียังคงตกตะลึง เธอไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าสิ่งเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?
“เมื่อทุกคนมีครอบครัวกันหมด บ้านของเราก็จะเหลือเพียงแค่ลุงกับป้า แล้วถ้าหนูกับน้องสาวของหนูแต่งงาน แม่ก็จะต้องอยู่ตัวคนเดียว”
ฟู่เยี่ยนที่แอบฟังอยู่นอกหน้าต่างก็ตกตะลึงกับคำพูดนี้เช่นกัน เพราะเธอไม่คิดว่าฟู่เวยจะตระหนักถึงเรื่องนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย
“หากลูกกับน้องสาวของลูกแต่งงาน แม่ก็จะดูแลหลานๆต่อ แค่นี้แม่ก็ไม่เหงาแล้ว!”
ฟู่ต้านีพูดพร้อมกับมองไปที่ลูกสาวคนโตของเธอ ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องที่เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลย
“มันไม่เหมือนกันค่ะแม่ หากมีคนที่เหมาะสมกับแม่ หนูก็เต็มใจที่จะมีพ่อใหม่ และน้องสาวของหนูก็เต็มใจด้วยเหมือนกัน”
หลังจากที่พูดจบ ฟู่เวยไม่ได้รอคำตอบจากฟู่ต้านี ก่อนจะนอนลงบนเตียงพร้อมกับหลับตาลงทันที
ฟู่ต้านีทำอะไรไม่ถูกไปครู่หนึ่ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องทำเหมือนเต็มใจรับข้อเสนอนี้เท่านั้น ซึ่งแท้จริงแล้วเธอไม่อยากรับเท่าไหร่ เพราะเธอกลัวว่าจะดูเหมือนทิ้งลูกๆทั้งสองเอาไว้ข้างหลัง
เธอคลุมผ้าห่มให้กับฟู่เวย จากนั้นเธอก็ได้มองไปที่ฟู่หรงอีกครั้ง ก่อนจะปิดไฟและเดินออกไป
หลังจากที่ผู้เป็นแม่เดินออกไป ฟู่เวยก็ลืมตาขึ้นมาในความมืด พร้อมกับหยดน้ำตาที่รินไหลออกมาเป็นสาย เธอไม่อยากให้แม่ของเธอต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในอนาคต แต่ก็ยังคงกลัวว่าแม่จะทิ้งเธอกับน้องสาวไปด้วยเหมือนกัน
ฟู่เยี่ยนยังคงยืนอยู่ที่นั่นเงียบๆโดยไม่ขยับตัว เมื่อเห็นน้ำตาของฟู่เวย เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนี้ค่อนข้างอ่อนไหวมากๆ ซึ่งบางทีอาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ครอบครัวของเธอใส่ใจเธอน้อยเกินไป
จึงทำให้เธอเป็นคนที่มักจะยอมแพ้อะไรง่ายๆ และไม่ค่อยแสดงอารมณ์ใดออกมา ไม่ว่าใครจะพูดอะไร เธอก็มักจะทำเหมือนมีความสุขอยู่เสมอ
และด้วยความที่ฟู่หรงเด็กกว่า ฟู่เวยจึงต้องเป็นคนปกป้องน้องสาวของเธอมาโดยตลอด จึงต้องแบกรับความเจ็บปวดทั้งหมดเอาไว้ด้วยตัวเอง
ดูเหมือนว่าฟู่เยี่ยนต้องพูดคุยเรื่องนี้กับอาหญิงและพ่อแม่ของเธอให้ดีแล้ว แต่ในขณะเดียวกันนั้นเธอก็ยังคงรู้สึกกังวลเล็กน้อย
ความรู้สึกนี้ยังคงอยู่กับเธอตลอดทั้งคืน จนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
ไป๋โม่เฉินมองไปยังฟู่เยี่ยนที่กำลังทานมือเที่ยงด้วยอาการเหม่อลอย ราวกับว่าเธอกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ ทั้งยังดูลำบากใจอีกด้วย
“เสี่ยวฮั่ว เธอเป็นอะไรไปเหรอ? เธอเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เช้าแล้วนะ”
ฟู่เยี่ยนจึงบอกกับไป๋โม่เฉินเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมด
“จริงสิ ในฐานะที่พี่เรียนด้านจิตวิทยา พี่พอจะมีวิธีแนะนำฉันบ้างหรือเปล่า?”
“เอาไว้ฉันจะลองถามอาจารย์ดูนะ ฟู่เวยประพฤติตัวดีเกินไปจริงๆ ตอนที่ไป๋โม่ฉิงอายุเท่ากับฟู่เวย ก็มีหลายคนที่เกลียดเธออยู่เหมือนกัน”
“อืม เมื่อก่อนตอนที่เธอยังเด็ก เธอเห็นพ่อกับย่าของเธอใช้ความรุนแรงกับอาหญิง ด้วยความที่เธอโตกว่าฟู่หรงถึงสองปี ดังนั้นเธอจึงต้องเป็นคนที่คอยปกป้องน้องสาวอยู่เสมอ ต่อมาเมื่อเธอย้ายมาอยู่ที่บ้านของฉัน เธอก็ได้กลายเป็นคนเงียบๆ”
“ซึ่งตอนนั้นทุกคนต่างก็คิดว่านั่นเป็นบุคลิกของเธอ แต่ฉันเองก็สังเกตเห็นอยู่หลายนครั้งแล้ว ฉันเห็นถึงความเย็นชาของเธอ และรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เสี่ยงและละเอียดอ่อนมาก การทำให้เธอมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นคงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว”
“อันที่จริง ฉันคิดว่าการให้เธอได้เรียนรู้ทักษะการเขียนอักษรด้วยพู่กันจากแม่เฒ่าไป๋เป็นความคิดที่ไม่เลวเลยนะ และทางที่ดีที่สุดตอนนี้คือต้องแยกเธอออกจากน้องสาวของเธอก่อน”
“แยกเธอกับฟู่หรงเหรอ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ใช่แล้ว นี่เป็นเพียงความคิดของฉันนะ จากที่ฉันฟังมา เมื่อฟู่เวยอยู่กับฟู่หรง เธอมักจะรู้สึกว่าต้องดูแลน้องสาวโดยไม่รู้ตัว ถ้าหากให้เราให้ทั้งสองแยกจากกัน เธอก็จะได้รู้ว่าฟู่หรงนั้นสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว”
“ฉันเองก็ได้สังเกตมาหลายครั้งแล้วเหมือนกัน และพบว่าฟู่หรงมีฟู่เวยคอยปกป้องอยู่เสมอจริงๆ หากเราลองใช้วิธีนี้ บางทีผลลัพธ์อาจจะออกมาดีกว่าที่เราคิดก็ได้”
“และจากการสังเกตของฉัน ฟู่หรงเป็นคนที่จิตใจเข้มแข็งกว่าฟู่เวย ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่ปัญหาเลย เราสามารถหางานอดิเรกให้กับฟู่หรงทำได้ ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับทุกคนแล้วว่าจะชี้แนะอะไรให้กับเธอ”
“ฉันจะลองไปปรึกษาอาจารย์ดูก่อนว่าวิธีนี้พอจะเป็นไปได้หรือเปล่า”
หลังจากที่ทั้งสองคุยกันจบ ก็ได้แยกย้ายกันไปเรียน
ตอนที่ 280: พรหมลิขิต
แต่ก่อนที่ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินจะได้พบกัน คนจากหน่วย753 ก็ได้มารอฟู่เยี่ยนแล้ว
ซึ่งคนที่มาคือเยี่ยนหวู่โจวนั่นเอง ทันทีที่เธอเลิกเรียก เธอก็เห็นว่าเขามารออยู่ที่ใต้ต้นไม้
“คุณเยี่ยน มีธุระอะไรหรือคะ?”
“อาจารย์ฟู่ ผู้อำนวยการหลี่มีเรื่องด่วนที่ต้องคุยกับเธอ ดังนั้นเขาจึงขอให้ฉันมารับเธอที่นี่”
“เรื่องของเสิ่นเฉิงหมินได้ข้อสรุปแล้วเหรอคะ?”
“ใช่แล้ว หากเธอไปถึงที่นั่นก็จะรู้เรื่องราวทั้งหมดเอง” เยี่ยนหวู่โจวพูดด้วยสีหน้าที่ดูวิตกกังวลเล็กน้อย ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก ก่อนจะขึ้นไปบนรถทันที
จากนั้นรถก็ได้แล่นตรงไปยังหน่วย753โดยตรง เมื่อฟู่เยี่ยนลงจากรถ เธอก็เห็นผู้เฒ่ามู่, มู่อี้อัน และลุงหลิวลงมาจากรถอีกคันด้วยเช่นกัน
“คุณปู่มู่ คุณปู่ก็มาด้วยเหมือนกันเหรอคะ?” ฟู่เยี่ยนกล่าวทักทายในทันที
“เข้าไปข้างในกันก่อนเถอะ ผู้อำนวยการหลี่กำลังรอทุกคนอยู่!” เยี่ยนหวู่โจวพูดเร่งเร้าพวกเขาขึ้นมาอีกครั้ง
ฟู่เยี่ยนและผู้เฒ่ามู่มองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาจึงไม่ได้พูดอะไร และเดินตามเข้าไปข้างในทันที
หลังจากที่เข้ามา พวกเขาก็พบกับผู้อำนวยการหลี่ ทั้งยังได้รู้ข่าวอีกว่ามู่เหวินเหยาได้เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลเมื่อเช้านี้อีกด้วย ซึ่งเขาใช้ประโยชน์ตอนที่ไม่มีหมอและพยาบาลอยู่ พยายามดิ้นและดึงท่อออกซิเจนของเขาออก
เดิมทีเวลาของเขาก็กำลังจะหมดลงอยู่แล้ว แต่หลังจากที่ทำลายค่ายกล หัวใจของเขาก็ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง และอวัยวะส่วนอื่นก็ยังได้รับบาดเจ็บหนักอีกด้วย
ฟู่เยี่ยนไม่คาดคิดเลยว่ามู่เหวินเหยาจะยึดมั่นในอุดมการณ์ของตัวเองจนยอมตายแบบนี้ เขายอมตายดีกว่าเปิดเผยความลับ ช่างเป็นคนที่เด็ดขาดอะไรเช่นนี้
เห็นได้ชัดเลยว่าผู้เฒ่ามู่เองก็ตกใจมากเช่นกันที่มู่เหวินเหยาทำแบบนี้ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ชายคนนี้ยังคงไม่ยอมกลับใจอย่างนั้นสินะ!
“ผู้อำนวยการหลี่ ที่คุณเรียกฉันมาที่นี่เพราะอะไรเหรอ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม!” ผู้เฒ่ามู่พูดขึ้นมาพร้อมกลับมองไปยังผู้อำนวยการหลี่
“เรื่องทั้งหมดมีอยู่ว่าเสิ่นเฉิงหมินได้ขอพบกับตระกูลมู่และฟู่เยี่ยนก่อน มิเช่นนั้นเขาจะไม่ยอมพูดอะไรทั้งนั้น ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ผมเชิญพวกคุณสองมาที่นี่”
“มีคนอยู่เบื้องหลังของมู่เหวินเหยาอีกมากมาย ทั้งยังกระจัดกระจายไปทั่วประเทศของเราอีกด้วย ผมยึดตามข้อมูลที่คุณรวบรวมมา ประกอบกับการสืบสวนของทางกองทัพ ก่อนจะพบว่าพ่อผู้ให้กำเนิดของมูเหวินเหยา เขาคือยาซูชิ นิชิกาวะ และเขาคนนั้นก็ได้เดินทางไปทั่วประเทศจีนของเรา”
“จากข้อมูลของประเทศญี่ปุ่นที่ทางการของเราทิ้งเอาไว้ ยังแสดงให้เห็นว่าบทบาทของตระกูลนิชิคาวะในสงครามนั้นคือการฝึกสายลับอีกด้วย”
“เดิมทีผมอยากจะมาดูว่าวันนี้ผมจะสอบปากคำเขาได้หรือเปล่า แต่กลับเกิดเรื่องนี้ขึ้นเสียก่อน ตอนนี้จึงมีเพียงเสิ่นเฉิงหมินเท่านั้นที่รู้เรื่องราวทั้งหมด”
ฟู่เยี่ยนและผู้เฒ่ามู่ต่างก็ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเรื่องราวต่างๆจะกลายเป็นเช่นนี้ มีคนมากมายเกี่ยวข้องอย่างนั้นหรือ?
“เอาล่ะ ฟู่เยี่ยนกับฉันจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ตราบใดที่เขายอมพูดความจริงออกมา” ผู้เฒ่ามู่พูดขึ้นมาเสียงดัง
“ใช่แล้วค่ะ ลุงหลี่ หนูเองก็จะช่วยอย่างเต็มที่เหมือนกัน”
“ถ้าอย่างนั้นเชิญตามผมมาเถอะครับ ฟู่เยี่ยน เธอรออยู่ที่นี่ก่อนแล้วกันนะ” ผู้อำนวยการหลี่พูดพร้อมกับเดินนำผู้เฒ่ามู่ไปยังห้องสอบสวน
ตอนนี้เหลือเพียงมู่อี้อันและลุงหลิวอยู่ในห้องนี้ เมื่อมู่อี้อันเห็นว่าทุกคนกำลังออกไปแล้ว เขาก็ได้นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ก่อนจะมองมาที่ฟู่เยี่ยนอย่างตื่นเต้น
“เฮ้ ฟู่เยี่ยน ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหม?” มู่อี้อันเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความกระตือรือร้น
ฟู่เยี่ยนไม่อยากเห็นท่าทีแบบนี้ของเขาเลยจริงๆ เพราะจะต้องมีเรื่องที่ยุ่งยากเกิดขึ้นอย่างแน่นอน!
“ถามมาสิ”
ขณะนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้สังเกตผ่านทางหางตา ก่อนจะเห็นท่าทางที่ดูประหม่าของลุงหลิว ทั้งยังมีความคาดหวังปะปนอยู่ในแววตาของเขาเล็กน้อย เธอจึงรู้ได้ทันทีว่าจะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหญิงของเธอแน่ๆ
“เอ่อ คือว่า อาหญิงของเธอน่ะ? มีคู่แล้วหรือยัง?” มู่อี้อันเอ่นถามออกไปตามตรง
ฟู่เยี่ยนสังเกตดูท่าทางของลุงหลิว ก่อนจะพบว่าตอนนี้เหงื่อของเขาได้ผุดขึ้นมาเต็มหน้าผากแล้ว
“นายถามทำไม นายก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าอาหญิงหย่าแล้ว ตอนนี้เธอก็โสดน่ะสิ”
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น ฉันอยากถามเธอว่าตอนนี้อาหญิงของเธอมีคนมาจีบบ้างหรือเปล่าต่างหากล่ะ?” มู่อี้อันดูกังวลเล็กน้อย และนี่ก็เป็นครั้งแรกในรอบสิบกว่าปีเลยที่หัวใจของลุงหลิวเต้นแรงขนาดนี้ ซึ่งเขาได้รับการยืนยันจากคุณปู่แล้ว ดังนั้นการจับคู่ครั้งนี้จะต้องประสบความสำเร็จให้ได้
“ไม่มีนะ หากมีคนมาจีบอาหญิง เธอคงไม่ต้องเหนื่อยมากขนาดนี้หรอก”
“แล้วอาหญิงของเธอมีความต้องการพิเศษอะไรบ้างหรือเปล่า? ฉันหมายถึงหากจะมีครอบครัวอีกครั้ง เธอมีข้อร้องขออะไรบ้างน่ะ?”
“ข้อร้องขอเหรอ? ตอนนี้ฉันคิดว่ามีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นแหละ นั่นคือลูกสาวทั้งสองคนของอาหญิง หากเราจัดการเรื่องนี้ไม่ดีพอ มันอาจเป็นการทำร้ายจิตใจเด็กๆได้” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปที่ลุงหลิว หากเขาสนใจในตัวของอาหญิงจริงๆ เขาก็ควรจะตระหนักถึงเรื่องนี้ด้วย
เพราะถึงอย่างไรอาหญิงของเธอก็มีลูกแล้ว ซึ่งต่างจากลุงหลิวที่ยังไม่เคยมีลูกมาก่อน บางทีสิ่งนี้อาจจะสร้างปัญหามากมายในอนาคตได้ มันไม่ใช่ความรักแบบหนุ่มสาวที่ไม่ต้องกังวลอะไรเลย
ตอนนี้ลุงหลิวยังมีโอกาสเจอกับผู้หญิงที่ยังไม่เคยผ่านการแต่งงานมีลูกมาก่อน แต่อาหญิงของเธอไม่สามารถตัดลูกสาวทั้งสองคนออกจากชีวิตได้ ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงพูดออกไปตามตรง หากเขารับเรื่องนี้ไม่ได้ ก็ยังล้มเลิกความตั้งใจทัน
“อันที่จริง…” มู่อี้อันกำลังจะพูดบางอย่าง ทว่าเขากลับถูกลุงหลิวขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน
“เสี่ยวอัน ให้ฉันพูดเองเถอะ!” ลุงหลิวเข้าใจดีว่าฟู่เยี่ยนกำลังหมายถึงอะไร เธออยากรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่นั่นเอง
“ฟู่เยี่ยน ที่จริงแล้วฉันชอบอาหญิงของเธอ และทั้งหมดนี้ก็คือคำถามที่ฉันอยากถาม” ลุงหลิวไม่เคยมีความสัมพันธ์แบบนี้มาก่อน ดังนั้นเขาจึงดูไร้เดียงสา ไม่ต่างจากเด็กคนหนึ่งเลย
“ลุงรู้จักอาของหนูด้วยเหรอ? ทำไมหนูถึงไม่รู้มาก่อนเลยล่ะ แล้วลุงรู้จักอาของหนูได้อย่างไร?” ฟู่เยี่ยนอยากรู้รายละเอียดของเรื่องนี้ให้มากขึ้น และมู่อี้อันเองก็อยากรู้ด้วยเช่นกัน ตอนอยู่ที่บ้าน พวกเขาทั้งสองไม่ได้คุยกันถึงเรื่องนี้เลย
“ที่จริงแล้วฉันรู้จักอาหญิงของเธอมานานหลายปีแล้ว” ทันทีที่ลุงหลิวพูดประโยคนี้ออกไป มันเหมือนกับระเบิดลูกใหญ่ที่กำลังระเบิดอยู่กลางอากาศอย่างไรอย่างนั้น
“อะไรนะ?” ไม่เพียงแต่มู่อี้อันเท่านั้นที่รู้สึกสับสน แต่ฟู่เยี่ยนก็ยังรู้สึกประหลาดใจด้วยเช่นกัน
“ตอนที่ตาของเสี่ยวอันพาเขาไปอยู่ด้วย นายท่านก็ยังคงรู้สึกเป็นกังวลมากๆ จึงขอให้ฉันตามไปดูแลพวกเขาอย่างลับๆ”
“ฉันจึงแอบตามพวกเขากลับไปยังบ้านเกิด และอาศัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลากว่าครึ่งเดือน ก่อนฉันจะกลับมาเมืองหลวง ซึ่งจากตอนนั้นมันก็ผ่านมานานกว่าสิบปีแล้ว”
“ตอนนั้นฉันไปทานข้าวที่ร้านอาหารของรัฐ แต่กลับไม่มีตั๋วอาหารของท้องถิ่นที่นั่น จึงต้องแลกเปลี่ยนตั๋วก่อน ซึ่งผู้คนต่างก็คิดว่าฉันเป็นชาวต่างถิ่นและไม่มีใครอยากจะแลกตั๋วกับฉันเลย สุดท้ายก็เป็นเธอที่ช่วยเหลือฉัน”
ลุงหลิวนึกถึงเรื่องราวในอดีต ตอนที่เขาได้พบกับฟู่ต้านี เธอก็ได้แต่งงานกับเก่อหงจวินไปแล้ว การปรากฏตัวของเธอราวกับลำแสงที่สอดส่องนำทางชีวิตของเขาในวัยยี่สิบกว่าๆอย่างไรอย่างนั้น สำหรับบางคน การได้พบกันเพียงแค่ครั้งเดียวก็เพียงพอที่จะตราตรึงไปชั่วชีวิตได้แล้ว
แต่น่าเสียดายที่เขามีภารกิจมากมายที่ต้องจัดการ อีกทั้งเธอก็แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ซึ่งเขาก็ไม่อยากทำลายชีวิตรักของใคร
“แล้วลุงเริ่มชอบอาหญิงของหนูตั้งแต่ตอนไหน?” สิ่งนี้ไม่ต่างจากเส้นด้ายพรหมลิขิตที่ยาวนับพันลี้เลยทีเดียว
“ครั้งแรกที่เธอย้ายมาอยู่ที่นี่ ฉันได้แอบตามเสี่ยวอันไปอย่างลับๆ และอาหญิงของเธอก็ได้ออกมาส่งเขาที่หน้าประตู ฉันก็เลยได้เห็นเธออีกครั้ง”
“แม้ว่าจะผ่านมานานหลายปีแล้วก็ตาม แต่เธอกลับไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ต่อมาเมื่อฉันได้มีโอกาสติดตามเสี่ยวอันไปที่นั่นอีกครั้ง ฉันก็รู้สึกสนใจในเรื่องนี้ จนพบว่าเธอหย่ากับสามีแล้วและมีลูกสาวสองคน”
“ฉันแอบมองเธอจนรู้ว่าเธอมักจะไปซื้อของที่ตลาดขายผัก ฉันก็เลยทำเป็นไปซื้อเครื่องปรุงรสทุกชนิด โดยที่ฉันทำกับข้าวไม่เป็นเลยแม้แต่อย่างเดียว”
“ครั้งล่าสุดที่นายท่านบอกว่าฉันควรมีครอบครัวได้แล้ว คนแรกที่ฉันนึกถึงก็คืออาหญิงของเธอ”
ลุงหลิวพูดด้วยท่าทีที่ดูเขินอาย ซึ่งดูไม่เหมือนชายวัยกลางคนผู้แสนเย็นชาในก่อนหน้านี้เลย เห็นได้ชัดเลยว่าชายคนนี้ยังคงมีความอ่อนโยนไม่ต่างจากเด็กหนุ่มเลยก็ว่าได้
เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าอาหญิงของเธออาจจะเสียใจหากพลาดโอกาสนี้ไป เพราะเธอเองก็มองออกว่าลุงหลิวจะเป็นสามีที่ดีได้แน่ๆ อย่างน้อยเขาก็ดูแข็งแกร่งและเป็นคนดีกว่าเก่อหงจวินที่เอาแต่ทำร้ายเธอ
“ลุงรู้ว่าอาหญิงของหนูมีลูกติดสองคน หากในอนาคตลุงกับอาหญิงได้อยู่ด้วยกัน แต่ลุงไม่สามารถมีลูกของตัวเองได้ ลุงจะไม่เสียใจเหรอคะ?”
“ลุงหลิว อาหญิงของหนูจะมีครึ่งแรกของชีวิตที่ยากลำบากมามากพอแล้ว และหนูก็ไม่อยากให้เธอต้องลำบากในบั้นปลายชีวิตอีก ดังนั้นครอบครัวของเราจึงค่อนข้างจะระมัดระวังในเรื่องนี้มากๆ”
“ถ้าลุงชอบอาหญิงของหนูจริงๆ ลุงจะยอมรับได้ไหมกับการที่อาจจะไม่มีลูกเป็นของตัวเองในชีวิตนี้?”
ลุงหลิวยิ้มออกมาทันที เขาคิดถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดที่พวกเขาทั้งสองจะได้อยู่ด้วยกันเอาไว้แล้ว ตราบใดที่เป็นเธอ เขาก็ไม่สนใจอีกแล้วว่าเธอจะมีลูกให้กับเขาได้หรือไม่
“ฉันไม่ได้รังเกียจเลย ลูกของเธอก็คือลูกของฉัน ฉันจะรับพวกเธอเป็นลูกสาวของฉันเอง ฉันรู้ว่ามันอาจจะพูดง่าย แต่ฉันไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรให้เชื่อมั่นกัน แต่นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดจริงๆ”
จบตอน
Comments
Post a Comment