ตอนที่ 281: ไฟแห่งความรักกำลังลุกโชน
ฟู่เยี่ยนรู้สึกถึงความจริงใจของลุงหลิวได้อย่างชัดเจน อีกอย่างลุงหลิวเองก็เป็นคนที่หน้าตาดี ทั้งยังมีความรับผิดชอบ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไรที่จะให้อาหญิงลองเปิดใจคุยกับเขาดูก่อน
“ส่วนเด็กน้อยสองคนที่เธอเพิ่งจะพูดถึง ฉันชอบเด็กผู้หญิงมาโดยตลอดอยู่แล้ว หากเราได้เป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ ฉันก็พร้อมจะดูแลพวกเธอดั่งแก้วตาดวงใจของฉัน ลูกของต้านีก็คือลูกของฉันเหมือนกัน”
“ตอนนี้ฉันยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านของนายท่าน แต่นายท่านก็ได้ให้บ้านหลังหนึ่งกับฉันมานานแล้ว แม้ว่ามันจะไม่ได้ดีเท่าบ้านตระกูลมู่ และบ้านของเธอก็ตาม แต่มันก็เป็นบ้านทางเข้าสามชั้นที่ดูไม่เลวเลยล่ะ”
“หลังจากที่พ่อผู้ให้กำเนิดของฉันเสียชีวิต เขาก็ยังได้ทิ้งทรัพย์สินจำนวนหนึ่งเอาไว้ให้กับฉันด้วย ดังนั้นอย่ากังวลเรื่องความลำบากเลย”
ลุงหลิวตัดสินใจพูดเรื่องนี้ออกไปตรงๆ และหวังว่าฟู่เยี่ยนจะเห็นถึงความจริงใจของเขาที่มีต่อฟู่ต้านี
ทันใดนั้นเอง ได้มีเสียงผิดปกติดังขึ้นมาจากทางด้านนอกหน้าต่าง ซึ่งหลังจากที่ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปยังทิศทางนั้น แต่ก็ไม่ได้สนใจ
“ลุงหลิว หนูจะจัดการเรื่องนี้ต่อเองค่ะ หนูจะกลับบ้านไปบอกเรื่องนี้กับพ่อและแม่ของหนู แต่กุญแจสำคัญของเรื่องนี้ก็ยังเป็นอาหญิงของหนู หากอาหญิงไม่เต็มใจ ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็คงจะไร้ประโยชน์”
ฟู่เยี่ยนเห็นด้วยกับลุงหลิว แต่ก็ยังอยากจะกลับบ้านไปคุยกับพ่อแม่ของเธอก่อน เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรื่องของอาหญิงยังคงเป็นจุดด่างพร้อยที่เจ็บปวดในใจของพ่อ อารอง และอาเล็กของเธอมาโดยตลอด หากอาหญิงของเธอมีโอกาสเจอกับครอบครัวที่ดี เธอก็อยากให้อาหญิงลองเปิดใจดู
ในตอนนี้ อารองได้เป็นผู้นำทีมออกไปฝึก ดังนั้นอาสะใภ้รองจึงมาไม่ได้ เหากจะพูดถึงเรื่องนี้ เธอยังจำเป็นต้องขอคำปรึกษาจากอารองด้วย ในเมื่อเธอทำอะไรไม่ได้ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพ่อกับแม่แล้วกัน!
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือฟู่ต้านีอยากจะแต่งงานใหม่หรือเปล่ามากกว่า มิเช่นนั้นเรื่องนี้ก็ไม่ต่างไปจากคนตาบอดที่จุดตะเกียง มันจะเสียเวลาเปล่าไม่ใช่หรือ?
“ฉันเข้าใจดี และยินดีที่จะให้ครอบครัวของเธอยินยอมเสียก่อน แล้วค่อยเริ่มเดินหน้าพิชิตใจของต้านี”
ลุงหลิวยังคงมีท่าทีที่ดูเขินอายเล็กน้อย เขาเกาศีรษะของตัวเอง และเมื่อเห็นว่ามีชาอยู่บนโต๊ะ จึงได้รินมันให้กับฟู่เยี่ยนหนึ่งถ้วย
“ถ้าอย่างนั้นรอข่าวจากหนูนะคะ” ฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกเช่นกัน ก่อนที่เธอจะรับถ้วยชามา ส่วนลุงหลิวก็รู้สึกราวกับมีไฟลุกโชนไปทั่วตัว เขาจะไม่ยอมแพ้อย่างเด็ดขาด!
“ได้เลย ฉันจะรอ” ท่าทางของลุงหลิวนั้นดูตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
“ฟู่เยี่ยน เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เลยนะ เพราะหากเธอทำสำเร็จ เราก็จะได้เป็นญาติกัน! ไม่ต้องห่วง หากอาของเธอแต่งงานกับลุงของฉันจริงๆ อาของเธอจะต้องมีความสุขอย่างแน่นอน!” มู่อี้อันพูดด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข พร้อมกับรับถ้วยชามาจากมือของฟู่เยี่ยน
ทั้งสามคนคุยกันอย่างมีชีวิตชีวา ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะก้มลงไปดูนาฬิกา และพบว่าผู้เฒ่ามู่เข้าไปนานมากแล้ว จนตอนนี้ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมืดลงแล้ว แต่ทำไมเธอถึงไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจากด้านนอกเลยล่ะ?
ขณะที่กำลังนึกถึงเรื่องนี้ เยี่ยนหวู่โจวก็ได้เดินเข้ามาพร้อมกับกล่องอาหาร และเชิญให้ทุกคนมาทานอาหารเย็น
“มาทานข้าวกันก่อนเถอะ น้องมู่ อาจารย์ฟู่ อาจารย์หลิว” เยี่ยนหวู่โจวพูดพร้อมกับถือกล่องอาหารเดินเข้ามา
“ตอนนี้คุณปู่เป็นอย่างไรบ้าง? เสิ่นเฉิงหมินยอมพูดอะไรเกี่ยวกับขบวนการของเขาบ้างหรือเปล่า?”
เยี่ยนหวู่โจวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวางกล่องอาหารลงบนโต๊ะ
“ตอนนี้ข้างในดูยุ่งเหยิงนิดหน่อย เอาไว้เราค่อยคุยกันหลังจากทานมื้อเย็นดีกว่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรอเท่านั้น แม้ว่าจะรอมานานจนแทบจะรอไม่ไหวแล้วก็ตาม
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็มาทานข้าวกันก่อนเถอะ” ฟู่เยี่ยนชวนทุกคนให้ไปที่โต๊ะทันที
เมื่อเปิดกล่องอาหารออก เธอก็พบว่ามันเป็นอาหารจากร้านอาหารชื่อดัง มันคือเมนูไส้หมูตุ๋นซอส ซึ่งเป็นอาหารจานพิเศษอีกด้วย
“คุณเยี่ยน อาหารในหน่วย753ของคุณอร่อยมากเลย! ผมเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้ว และก็มักจะทานอาหารที่โรงอาหารอยู่เสมอ โรงอาหารของที่นี่มีคนเต็มไปหมดจนแทบจะไม่มีที่นั่งเลยด้วยซ้ำ ครั้งนี้ผู้อำนวยการหลี่ต้องเสียเงินเยอะมากแน่ๆ เพราะอาหารมื้อนี้ไม่ใช่ราคาถูกๆเลย!” มู่อี้อันพูดด้วยความประหลาด
“เงินที่ซื้ออาหารพวกนี้ไม่ได้มาจากหน่วยของเราหรอก มันเป็นเงินส่วนตัวของฉันเอง ฉันแค่อยากจะเลี้ยงขอบคุณฟู่เยี่ยนเท่านั้น” เยี่ยนหวู่โจวหยิบจานและชามมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะพูดด้วยท่าทีที่เขินอาย
“โอ้? ขอบคุณฉัน? ขอบคุณเรื่องอะไรเหรอ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย
“เธอคงจะคิดไม่ถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้สินะ โจวจื่อผิงเป็นลูกพี่ลูกน้องของฉันเอง” เยี่ยนหวู่โจวพูดออกไปตามตรง
“ลูกพี่ลูกน้องเหรอคะ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาทันที เพราะตอนที่เธอไปที่บ้านตระกูลโจ เธอได้ยินมาว่าไม่มีใครดูแลโจวเคอเลย และตระกูลโจวก็ไม่มีญาติมาเยี่ยมตั้งนานแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าไม่น้อยเลย
“ใช่แล้ว เป็นเพราะแม่ของฉันได้ตัดสัมพันธ์กับครอบครัวของเธอ ดังนั้นถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้อาศัยอยู่ห่างกัน แต่ก็ไม่เคยติดต่อกันเลยสักครั้ง และฉันเองก็ไม่รู้ถึงสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ของเขาเลยอีกด้วย”
“ฉันไม่รู้จนกระทั่งมีบางอย่างเกิดขึ้นกับโจวหยาง ซึ่งเขาเองก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของฉันด้วยเช่นกัน ฉันเพิ่งจะถามเกี่ยวกับเรื่องของเขาและรู้ว่าเขามีสุขภาพที่ดีขึ้นมากแล้ว ส่วนโจวเคอก็ไปโรงเรียนแล้วด้วย”
“ฉันจึงอยากจะขอบคุณเธอ เพียงแค่อาหารเล็กน้อยมื้อนี้ ยังไม่เพียงพอสำหรับความเมตตาที่เธอมีต่อพวกเขาเลย”
“ฉันเริ่มหิวแล้วล่ะ เรามาทานกันก่อนเถอะ ทุกคนรีบหยิบตะเกียบขึ้นมาสิ” ฟู่เยี่ยนชวนให้ทุกคนมาทานพร้อมกัน ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างไม่รอช้า และแจกจ่ายให้กับทุกคน
เธอยื่นตะเกียบให้กับลุงหลิวเป็นคนแรก เพราะถือว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ที่สุด จากนั้นก็ยื่นให้กับมู่อี้อัน แต่ขณะที่เธอกำลังจะยื่นตะเกียบให้กับเยี่ยนหวู่โจวนั้น มู่อี้อันก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ
“อ๊ากกก ตะเกียบนี่มันอะไรกัน? ทำไมถึงได้มีหนอนตัวยาวขนาดนี้อยู่ด้วยล่ะ!!!!”
“เป็นไปได้อย่างไร!?” ลุงหลิวเงยหน้าขึ้นมองในทันที ส่วนฟู่เยี่ยนและเยี่ยนหวู่โจวก็ได้มองไปที่สิ่งนั้นเช่นกัน
ไม่นานนัก ฟู่เยี่ยนและลุงหลิวก็ได้หยิบตะเกียบขึ้นมา ก่อนจะแยกกันแทงไปที่คอและดวงตาของเยี่ยนหวู่โจวตามลำดับ แต่แล้วเยี่ยนหวู่โจวก็เบี่ยงตัวหลบการโจมตีของฟู่เยี่ยนและลุงหลิวได้อย่างสบายๆ
ลุงหลิวยังคงใช้ตะเกียบจัดการจากทั้งสามทางทิศทาง ขณะที่ฟู่เยี่ยนเองก็โจมตีไปที่ร่างกายส่วนบน ส่วนมู่อี้อันนั้นกำลังควานหายันต์ที่อยู่ในกระเป๋าฟู่เยี่ยน
“อยู่ที่ไหน มันอยู่ที่ไหน...” มู่อี้อันพึมพำออกมาพร้อมกับมือที่พยายามควานหาไปด้วย
“มู่อี้อัน รีบหน่อยสิ! มันอยู่ตรงก้นกระเป๋า อันสีแดงนั่นไง!” ฟู่เยี่ยนตะโกนออกมาขณะที่เธอทำการโจมตีไปด้วย
“เจอแล้ว เจอแล้ว! อย่าเร่งฉันสิ!” ในที่สุดมู่อี้อันก็ได้พบกับยันต์บางอย่าง แต่ทว่ามันก็ใช่ใช่ยันต์สีแดงแต่อย่างใด
ฟู่เยี่ยนที่หันกลับไปมอง ก็รู้สึกผวาจนแทบจะหมดสติ!
“ฉันบอกให้นายหยิบยันต์สีแดงไม่ใช่เหรอ! นี่มันยันต์สายฟ้า! วางมันไว้ที่เดิมเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
“เจอแล้ว!” ในที่สุดมู่อี้อันก็ได้พบยันต์สีแดงสองสามแผ่น
ตอนนี้การเคลื่อนไหวของเยี่ยนหวู่โจวนั้นคล่องแคล่วมาก ซึ่งเขาสามารถหลบการโจมตีสองครั้งของฟู่เยี่ยนและลุงหลิวได้อย่างสบายๆ ทั้งยังสามารถหลบยันต์ที่มู่อี้อันขว้างออกไปได้อีกด้วย!
ในระหว่างการต่อสู้กับเขา ฟู่เยี่ยนก็ค่อยๆศึกษาวิธีการของเยี่ยนหวู่โจวไปด้วย แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะโจมตีเขาได้อย่างไร เพราะทั้งหมดนี้เป็นเพราะขาของเขา และการวางตำแหน่งอันประณีตของเขานั่นเอง
ฟู่เยี่ยนแอบสาปแช่งอยู่ในใจ การที่เขาเคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าแบบนั้นเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษอย่างนั้นหรือ? เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้เกิดความคิดที่จะลองโจมตีไปที่ขาของเขาขึ้นมา แล้วมาดูกันว่าเขาจะเคลื่อนไหวได้เร็วแบบนี้อยู่อีกหรือเปล่า!
เมื่อเห็นโอกาส เธอจึงรีบโยนตะเกียบในมือไปที่เข่าของเขาทันที
แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาจะระวังตัวเองเป็นพิเศษ และหลบการโจมตีครั้งแรกไปได้
เมื่อลุงหลิวเห็นเช่นนั้น จึงได้โยนตะเกียบในมือออกไปด้วยเช่นกัน ทว่าด้วยทักษะการเคลื่อนไหวของเขา จึงทำให้เขาขยับขาได้อย่างยอดเยี่ยม และไม่มีข้อบกพร่องใดๆเลย แม้ว่าลุงหลิวจะรีบขว้างตะเกียบอันที่สองตามไปในทันที แต่มันก็ไม่ได้เข้าใกล้เข่าของเขาได้เลยด้วยซ้ำ
เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้าไปต่อสู้ด้วยมือเปล่า ขณะที่ลุงหลิวกำลังเข้าไปต่อสู้นั้น ฟู่เยี่ยนก็พยายามหาโอกาสที่เหมาะสม ก่อนจะขว้างตะเกียบอันที่สองในมือแทงเขาไปตรงใต้กระดูกสะบ้าหัวเข่าของเขาโดยตรง
แน่นอนว่าวินาทีต่อมา เยี่ยนหวู่โจวก็เสียการทรงตัว ก่อนจะใช้เข่าข้างหนึ่งลงไปกับพื้น เมื่อเขากำลังจะลุกขึ้น ลุงหลิวก็ได้ฉวยโอกาสเข้าไปจับเขา และมู่อี้อันก็ได้โยนยันต์ตัวแข็งไปที่เขาในทันที
ทั้งสามคนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เมื่อครู่นี้เป็นอะไรที่อันตรายมาก! พวกเขาเกือบจะตกอยู่ภายใต้แผนชั่วของผู้ชายคนนี้เสียแล้ว
ในตอนนี้ ใบหน้าของเยี่ยนหวู่โจวดูคล้ายจะยิ้ม แต่ก็ไม่ได้ยิ้มเสียทีเดียว ซึ่งทำให้มู่อี้อันรู้สึกอึดอัดจนแทบคลั่ง
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปยังอาหารแต่บนโต๊ะทีละจาน จนในที่สุดเธอก็ได้กลิ่นแปลกๆมาจากจานกะหล่ำปลีเฉียนหลง เมื่อมองด้วยเนตรสวรรค์ เธอก็พบว่าสิ่งที่เล็ดลอดออกมาจากจานใบนั้นคือพลังงานสีดำทะมึน มันควบแน่นจนเป็นสสารที่ซ้อนทับกันไม่รู้กี่ชั้น!
ตอนที่ 282: โดนตลบหลัง
แท้จริงแล้วเมื่อครู่นี้ที่มีเสียงดังอยู่ด้านนอกหน้าต่าง ฟู่เยี่ยนได้หันไปมองและเห็นคนนั่งยองๆอยู่ใต้หน้าต่างแล้ว
ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น เธอก็รู้สึกได้ทันทีว่าในหน่วย753แห่งนี้ได้เงียบสงบลงอย่างน่าประหลาด มันดูแตกต่างไปจากตอนที่เธอเข้ามาก่อนหน้านี้มาก เงียบจนรู้สึกขนลุกเลยก็ว่าได้
วินาทีต่อมา เธอก็ได้ขยิบตาให้กับลุงหลิว ซึ่งโชคดีที่ลุงหลิวเองก็ได้มองมาที่เธออยู่พอดี และเข้าใจได้ในทันทีว่าฟู่เยี่ยนหมายถึงอะไร
เขายังคงพูดคุยกับฟู่เยี่ยนด้วยท่าทีที่สงบ แต่ทว่าดวงตาของเขานั้นกำลังลอบสังเกตดูสิ่งผิดปกติอยู่เงียบๆ ก่อนที่เขาจะเห็นชาที่วางอยู่บนโต๊ะ จึงรินมันให้กับฟู่เยี่ยนอีกครั้ง
ขณะที่เขายื่นชามานั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้รีบเข้ามาใกล้ๆ พร้อมกับกระซิบไปว่า “มีคนแอบอยู่ข้างนอกหน้าต่าง”
ลุงหลิวยังไม่ได้หันกลับไปมองในทันที ก่อนที่ทั้งสองจะมองไปยังมู่อี้อันพร้อมกัน ซึ่งมู่อี้อันก็สังเกตเห็นแล้วว่ามีบางอย่างดูผิดปกติไประหว่างพวกเขาทั้งสอง แต่เขาก็ยังคงไม่เข้าใจ จึงทำได้เพียงแค่มองไปที่ทั้งสองด้วยความสงสัยเท่านั้น
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้เขียนบางอย่างลงไปบนโต๊ะ มู่อี้อันถึงได้เข้าใจสถานการณ์
เขาจึงคว้าถ้วยชาแล้วเขียนบางอย่างลงไปอย่างรวดเร็ว และฟู่เยี่ยนก็ได้ชี้ไปที่กระเป๋าของเขา
และในตอนที่พวกเขาทั้งสามเตรียมความพร้อมหมดแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงแสร้งทำเป็นถอนหายใจออกมาและบอกว่าตอนนี้ก็ค่ำแล้ว ทำไมคุณปู่มู่ถึงยังไม่ออกมาอีก? เธอปรายตามองไปยังชายคนที่แอบอยู่นอกหน้าต่าง และเห็นว่าเขากำลังย่องมาที่โถงทางเดิน
หลังจากนั้นไม่นาน เยี่ยนหวู่โจวก็ได้ปรากฏตัวขึ้นด้านนอกประตู ซึ่งเขายังคงถือกล่องอาหารจากร้านอาหารชื่อดังอยู่ในมือเอาไว้ด้วย
“เธอสงสัยในตัวของฉันตั้งแต่เมื่อไหร่?” เยี่ยนหวู่โจวถามฟู่เยี่ยนด้วยความสงสัย
ซึ่งฟู่เยี่ยนนั้นไม่ได้พูดอะไร ทว่ามู่อี้อันนั้นกลับรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก
“เฮ้ เยี่ยนหวู่โจว เป็นคุณเองอย่างนั้นเหรอ! ฉันรู้ว่าในหน่วย753 มีคนแฝงตัวอยู่ แต่ไม่คิดเลยว่าคนๆนั้นจะเป็นคุณ! คุณใส่ยาพิษอะไรลงไปในอาหาร?”
เยี่ยนหวู่โจวไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่มองไปยังมู่อี้อันที่กำลังโกรธ ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมา
เมื่อเห็นท่าทีที่ยั่วยุนี้ มู่อี้อันก็ยิ่งโกรธมากขึ้นกว่าเดิม! และขณะที่เขากำลังจะก้าวไปข้างหน้า เขาก็ได้ถูกฟู่เยี่ยนหยุดเอาไว้เสียก่อน
“เขากำลังจะตายแล้ว ทำไมนายต้องไปให้ความสนใจเขาด้วย?” ฟู่เยี่ยนหยิบจานกะหล่ำปลีเฉียนหลงขึ้นมา พร้อมกับหยิบตะเกียบที่กระจัดกระจายขึ้นมาด้วย ก่อนจะเตรียมป้อนอาหารแสนอร่อยให้กับเขา
“ใช่แล้ว คงน่าเสียดายหากไม่ได้ลิ้มรสอาหารแสนอร่อยจากร้านอาหารชื่อดัง ฟู่เยี่ยน เธอถือจานเอาไว้แน่นๆล่ะ ฉันจะเป็นคนป้อนเขาเอง” มู่อี้อันพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา
เมื่อเห็นเช่นนั้น ใบหน้าของเยี่ยนหวู่โจวก็ได้เปลี่ยนไปในทันที พร้อมกับร่างกายที่พยายามต่อต้าน เขาปิดปากของตัวเองเอาไว้แน่นจนมู่อี้อันไม่สามารถใช้ตะเกียบสอดเข้าไปได้
ส่วนลุงหลิวก็กำลังฟังเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านนอกอยู่และพบว่ามันดูเงียบมาก ซึ่งเมื่อตอนที่เข้ามาที่นี่เมื่อครู่นี้ เขาสังเกตเห็นว่ามีคนอย่างน้อย30คนอยู่ที่หน่วย753แห่งนี้ และตอนนั้นก็ยังไม่ได้นับรวมผู้อำนวยการหลี่และคนอื่นเลย
“เสี่ยวอัน หยุดเล่นได้แล้ว ฟู่เยี่ยน ตอนนี้สถานการณ์ด้านนอกดูไม่ปกติเลย”
“มันต้องไม่ปกติอยู่แล้ว เขาสามารถออกมาได้และเตรียมวางยาพิษฆ่าเรา เขาก็คงจะควบคุมผู้อำนวยการหลี่และคุณปู่มู่ได้แล้ว สิ่งที่ฉันพูดมาทั้งหมดนี้ถูกต้องหรือเปล่า? ว่าไง เสิ่นเฉิงหมิน?” ฟู่เยี่ยนนั่งคุกเข่าลงพร้อมกับมองไปยังคนที่อยู่ตรงหน้า
“อะไรนะ?? เขาไม่ใช่เยี่ยนหวู่โจวเหรอ? แถมเขายังวางยาพิษจะฆ่าเราด้วย?” มู่อี้อันรู้สึกประหลาดใจมาก ทั้งที่ตรงหน้าเขาคือเยี่ยนหวู่โจว! ส่วนลุงหลิวที่ยืนอยู่ข้างๆก็ได้มองไปยังคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตา
“ฟู่เยี่ยน มีบางอย่างอยู่บนใบหน้าของเขา” ลุงหลิวสังเกตเห็นบางอย่าง เขาชี้ไปยังจุดนั้น แต่ก็ไม่ได้ดึงมันออกแต่อย่างใด
ฟู่เยี่ยนจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ ก่อนจะพบบางอย่างที่ดูผิดปกติไปบริเวณคางของเขา เธอจึงดังมันออกอย่างไม่ลังเล และหน้ากากที่ดูเหมือนกับผิวหนังของมนุษย์ก็ได้ถูกดึงออกมา
จึงทำให้ใบหน้าที่แท้จริงของเขาถูกเปิดเผยในที่สุด และคนๆนั้นก็ได้กลายเป็นเสิ่นเฉิงหมินจริงๆ
“เธอรู้ได้อย่างไร?” เขายังคงหมกมุ่นอยู่กับคำถามนี้
“ทันทีที่นายเดินเข้ามาและพูดกับฉัน ฉันก็รู้แล้วว่านายไม่ใช่เยี่ยนหวู่โจว” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยสีหน้าที่ดูเบื่อหน่าย
“ทำไมล่ะ? ก่อนหน้านี้ฉันได้ลอบสังเกตพวกเธออย่างละเอียดแล้ว เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน!”
“เยี่ยนหวู่โจวไม่เคยเรียกฉันว่าอาจารย์ฟู่ และไม่เรียกมู่อี้อันว่าน้องมู่อีกด้วย มู่อี้อัน นายช่วยบอกเขาทีสิว่าทำไม”
ฟู่เยี่ยนขี้เกียจเกินกว่าที่จะพูดกับเขา เธอไม่อยากจะพูดกับคนที่โง่เขลาแบบนี้ ในเมื่อปลอมตัวเป็นคนอื่นทั้งที ก็ควรให้มันเนียนหน่อย
“ความจริงก็คือ ตามลำดับแล้วเยี่ยนหวู่โจวต้องเรียกฉันว่าอา เพราะเยี่ยนโหลวเรียกฉันว่าน้องชาย และเขาเรียกเยี่ยนโหลวว่า ‘อา’ ดังนั้นเวลาพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว เขามักจะเรียกฉันว่า ‘อาอัน’ อยู่เสมอ”
“เป็นเพราะเหตุนี้เองอย่างนั้นเหรอ?” เสิ่นเฉิงหมินไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เพิ่งจะได้ยิน
“นายคิดว่าเราไม่เคยทานอาหารจากร้านอาหารชื่อดังเหล่านี้มาก่อนเหรอ? รู้หรือเปล่าว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนหากต้องเดินทางจากที่นั่นมาถึงที่นี่ แล้วรู้หรือเปล่าว่าไส้หมูตุ๋นซอสต้องผ่านกรรมวิธีการทำที่ยุ่งยากมากขนาดไหน?”
“ในเวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วโมง เยี่ยนหวู่โจวต้องขับรถกว่าครึ่งชั่วโมงไปที่นั่น แล้วนำไส้หมูตุ๋นซอสที่ใช้เวลาทำถึงสองชั่วโมงกลับมาได้ก็น่าสงสัยพอแล้ว อีกทั้งเมนูนี้ยังต้องสั่งจองล่วงหน้าด้วยไม่ใช่เหรอ?” ฟู่เยี่ยนมองไปที่เขา ราวกับว่ากำลังมองดูคนที่โง่เขลาคนหนึ่ง ทั้งที่เขาพยายามอย่างหนัก แต่กลับไม่ได้ค่าอะไรเลย!
ต้องขอบคุณเมิ่งอ้ายชวนที่เมื่อวานนี้เขาได้อธิบายให้กับฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินฟังว่าเมนูนี้ทำยาก และใช้เวลานานมากขนาดไหน
ซึ่งต้องระบุเวลาที่จะเสิร์ฟด้วยว่าจะเสิร์ฟในตอนเย็น พวกเขาจะได้เริ่มทำในช่วงบ่าย เมื่อมาถึงที่นี่มันจะยังคงอุ่นพอดี
เสิ่นเฉิงหมินไม่อยากพูดอะไรอีกแล้ว เขาไม่มีอะไรต้องพูดเกี่ยวกับความล้มเหลวของตัวเองในครั้งนี้อีก!
“เธอรู้เรื่องหน้ากากผิวหนังมนุษย์บนใบหน้าของฉันได้อย่างไร?” เขายังคงถามคำถามออกมาไม่หยุด!
และตอนนี้ความอดทนของฟู่เยี่ยนก็กำลังจะหมดลงแล้ว
“เหอะ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษชาวจีนของเราพัฒนาขึ้นมา! นายยังกล้ามาถามฉันอีกเหรอ? มีเพียงคนญี่ปุ่นที่ไม่เคยเห็นโลกมาก่อนแบบนายเท่านั้นที่คิดว่าชาติของตัวเอง จิตวิญญาณของตัวเอง และทักษะของตัวเองมีคุณค่าเพียงพอที่จะให้คนทั้งโลกชื่นชม!”
“ที่จริงแล้วพวกนายไม่ได้เรียนรู้เรื่องนี้จากพวกเราเลย นายรู้หรือเปล่าว่าสิ่งที่นายกำลังทำนี้เรียกว่าอะไร? นายกำลังโอ้อวดทักษะการใช้ดาบต่อหน้ากวนกงอย่างไรล่ะ! ยังมีคำเปรียบเปรยอีกสำนวนนะ เขาเรียกว่าสอนหนังสือสังฆราช! ฉันยังมีสำนวนเปรียบเทียบอีกมากมายเลย นายอยากจะฟังไหม?”
ปกติแล้วฟู่เยี่ยนจะไม่ค่อยพูดประชดประชันใคร แต่คนที่อยู่ตรงหน้าเธอในวันนี้ช่างเป็นคนที่น่าขยะแขยงมาก! ส่วนมู่อี้อันและลุงหลิวนั้นพยายามกลั้นหัวเราะจนแทบจะขาดอากาศหายใจอยู่แล้ว พวกเขาไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะไม่อยากทำลายบรรยากาศที่ดูจริงจังและน่าอับอายนี้
“เธอ!” ตอนนี้เสิ่นเฉิงหมินไม่สามารถขยับร่างกายของเขาได้แล้ว เขาทำได้เพียงบ่งบอกอารมณ์ผ่านทางสีหน้าและแววตาเท่านั้น
“หยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว! นายทำอะไรกับคุณปู่มู่และผู้อำนวยการหลี่ บอกฉันมาว่ามีคนสมรู้ร่วมคิดกับนายอีกกี่คน!” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับตบไปที่ใบหน้าของเขาอย่างแรง
“ฮ่าฮ่าฮ่า อีกไม่นานคนของหน่วย753 และหัวขโมยเฒ่ามู่เหวินหรงก็จะต้องตายกลายเป็นศพเฝ้าที่นี่! ฉันขอแนะนำให้เธอปล่อยฉันไปดีกว่า! แล้วฉันจะปล่อยให้เธอมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป!”
เสิ่นเฉิงหมินหัวเราะออกมาด้วยท่าทีที่ดูหยิ่งผยอง และทันใดนั้นเองก็ได้มีคนมาซ่อนตัวอยู่ที่ด้านนอกหน้าต่างมากขึ้น และยังมีเสียงฝีเท้าดังมาตามทางเดินอีกด้วย ซึ่งหากฟังจากเสียงฝีเท้าก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่กำลังเดินเข้ามานั้นมีจำนวนมากมายขนาดไหน
“ได้ยินหรือยัง? มันคือเสียงฝีเท้าแห่งชัยชนะของพวกเราอย่างไรล่ะ! หืม?”
ฟู่เยี่ยนได้ยินเสียงเหล่านั้นแล้ว และลุงหลิวเองก็ตั้งท่าเตรียมตอบโต้แล้วเช่นกัน
เสียงนั้นเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ประตูก็ได้ถูกผลักให้เปิดออก โดยผู้อำนวยการหลี่เป็นผู้นำและเดินเข้ามาเป็นคนแรก ตามมาด้วยผู้เฒ่ามู่และรองผู้อำนวยการหยู ทั้งยังมีทหารยามอีกหลายคนพร้อมกับอาวุธครบมือ โดยพวกเขาได้มายืนเฝ้าที่หน้าประตูเอาไว้
ทันใดนั้นเอง ใบหน้าของเสิ่นเฉิงหมินก็รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมา และเสียงหัวเราที่เย่อหยิ่งนั้นค่อยๆเบาลงพร้อมกับรอยยิ้มที่เหือดหายไปจนหมด ทำเอาฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นรู้สึกสงสารขึ้นมาเล็กน้อย คงจะดีไม่น้อยหากเธอมีโทรศัพท์มือถือ เพราะสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเขานั้นมันช่างน่าถ่ายเก็บไว้ดูจริงๆ!
“แก! พวกแก! แกไม่ได้ถูกวางยาพิษหรอกเหรอ? แล้วคนของฉันอยู่ที่ไหน? แล้วคนที่มาช่วยชีวิตฉันล่ะ อยู่ที่ไหนหมด?” แววตาของเสิ่นเฉิงหมินดูตกใจไม่น้อย
“ถูกพิษงั้นเหรอ?” ผู้อำนวยการหลี่และคนอื่นต่างก็หัวเราะเมื่อได้ยินสิ่งนี้ รวมไปถึงผู้เฒ่ามู่เองก็หัวเราะพลางลูบเคราของตัวเองไปด้วยเช่นกัน
“คนของนายอย่างนั้นเหรอ?? หากนายกำลังพูดถึงลูกแมวและลูกสุนัขหลายสิบตัวที่แอบเข้ามาเมื่อเช้านี้แล้วล่ะก็ พวกเขาทั้งหมดถูกจับแล้ว แต่หากนายกำลังพูดถึงสายลับที่แฝงตัวเข้ามาที่นี่ เขาได้ถูกยิงตายไปแล้วล่ะ!” เป็นเรื่องยากมากสำหรับรองผู้อำนวยการหยูที่ต้องเล่าเรื่องตลกแบบนี้ แต่ทว่าสีหน้าของเสิ่นเฉิงหมินนั้นไม่ได้ดูตลกด้วยเลย
เสิ่นเฉิงหมินถูกควบคุมโดยยันต์ จึงไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังโกรธอยู่หรือเปล่า แต่ใบหน้าของเขาได้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำไปแล้ว! พร้อมกับเหงื่อที่ไหลท่วมตัวไปหมด!
“ไม่นะ เขากำลังจะระเบิดตัวเองแล้ว!” ฟู่เยี่ยนมองเห็นถึงพลังงานที่กำลังพลุ่งพล่านในร่างกายของเขา เขากำลังจะตายพร้อมกับทำให้คนอื่นตายไปด้วย!
เธอจึงรีบพุ่งตัวเข้าไปแตะที่จุดฝังเข็มของเสิ่นเฉิงหมินพร้อมกันหลายจุดในทันที และพลังงานที่พุ่งพล่านภายในร่างกายของเขาก็ถูกปลดปล่อยออกมาโดยตรง ทว่ามันได้เปลี่ยนวิธีการปลดปล่อยไปแล้ว จากเดิมที่เขาจะระเบิดตัวเองตายไปพร้อมกับทุกคน ตอนนี้กลายเป็นว่าพลังงานเหล่านั้นได้ถูกปลดปล่อยออกมาในรูปของการขับถ่ายของเสีย ทำให้เสียงขับถ่ายของเขาดังสนั่นเลือนลั่น!
ทุกคนรีบปิดจมูกของตัวเองโดยไม่รู้ตัว เพราะกลิ่นนั้นค่อนข้างรุนแรงมากเลยทีเดียว!
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้กดจุดฝังเข็มของเขาไปอีกสิบกว่าครั้งเพื่อผนึกเขาเอาไว้ ต่อจากนี้ไปไม่ว่าเขาจะพยายามแค่ไหน มันก็ไม่มีประโยชน์อีกแล้ว!
ตอนที่ 283: ปิดคดี
ตอนนี้ใบหน้าของเสิ่นเฉิงหมินดูสิ้นหวังและยอมรับความพ่ายแพ้ครั้งนี้ไปในที่สุด เขาไม่มีกำลังและเรี่ยวแรงอีกแล้ว ดังนั้นนี่จึงเป็นสิ่งที่เขาทำได้
เขาถูกนำตัวไปคุมขังอย่างรวดเร็ว และเหล่าคนที่ร่วมมือกับเขาทั้งหมดก็ได้ถูกเปิดโปงตามไปด้วยเช่นกัน ตอนนี้ไม่สำคัญว่าเขาจะรับสารภาพหรือไม่ เพราะคนอื่นต่างก็ยอมรับสารภาพไปหมดแล้ว
“ฟู่เยี่ยน ครั้งนี้ลำบากเธอและผู้เฒ่ามู่แล้ว ในที่สุดครั้งนี้ก็ประสบความสำเร็จ!” ผู้อำนวยการหลี่รู้สึกตื่นเต้นมากเมื่อเห็นฉากนี้ ในที่สุดคดีนี้ก็ถูกปิดลงเสียที ตราบใดที่กองกำลังที่อยู่เบื้องหลังของเขาถูกเปิดโปง นั่นก็หมายความว่าทุกอย่างได้สำเร็จลุล่วงโดยสมบูรณ์แล้ว
“มันเป็นเพราะแผนการที่ยอดเยี่ยมของผู้อำนวยการหลี่ต่างหากล่ะ ไม่อย่างนั้นเราก็คงจะทำแบบนี้ไม่ได้” ผู้เฒ่ามู่หัวเราะออกมา แผนการทุกอย่างได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ฟู่เยี่ยนเข้าพิธีรับศิษย์แล้ว
ตอนนี้ทุกคนต่างก็ดีใจที่เยี่ยนหวู่โจวได้รับการช่วยเหลือ เขาไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนเลย เว้นแต่ใบหน้าของเขาที่ตอนนี้ดูเหมือนว่ามีบางอย่างสึกกร่อนไป พร้อมกับมีรอยแดงและม่วงกระจายไปทั่วทั้งใบหน้า
“เสี่ยวเยี่ยน ครีมฟื้นฟูผิวที่พัฒนาโดยผู้เฒ่าเยี่ยนมีคุณภาพที่สูงมากเลยนะ นายควรจะลองใช้มันดู” ผู้เฒ่ามู่ชี้แนะเรื่องนี้กับเขา ก่อนหน้านี้เขาเป็นเด็กที่หน้าตาดี แต่ตอนนี้ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงไปหมดแล้ว
“ขอบคุณผู้เฒ่ามู่สำหรับคำแนะนำมากครับ เอาไว้ผมกลับถึงบ้าน ผมจะลองใช้มันดู” ตอนนี้เยี่ยนหวู่โจวรู้สึกว่าเขาเสียสละกับสิ่งนี้มามากพอแล้ว เขาเกือบจะทำให้ตัวเองเสียโฉมเพราะหน้ากากผิวหนังมนุษย์ไปแล้ว!
จากนั้น คนของหน่วย753ก็ได้ไปส่งฟู่เยี่ยนและผู้เฒ่ามู่กลับบ้าน ระหว่างทาง มู่อี้อันก็ยังคงถามซ้ำๆ ว่าชายชราได้วางแผนกับผู้อำนวยการหลี่เกี่ยวกับเรื่องในวันนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
“จะบอกอย่างไรดีล่ะ เราตกลงกันหลังจากที่เราได้สะกดรอยตามเขาในวันนั้น ปู่รู้สึกว่าเสิ่นเฉิงหมินจะต้องมีแผนสำรองอย่างแน่นอน ดังนั้นก็เลยเตือนผู้อำนวยการหลี่ให้เฝ้าระวังเรื่องนี้”
“และเช้าวันรุ่งขึ้น ตอนไปที่บ้านของผู้อาวุโสจิน ปู่รู้สึกประหลาดใจมากเมื่อได้พบผู้อำนวยการหลี่ที่นั่น ทั้งที่เมื่อวานนี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ยุ่งมากที่สุด ดังนั้นปู่จึงถามกับเขา และผู้อำนวยการหลี่ก็ได้บอกว่าได้จัดเตรียมทุกอย่างเอาไว้แล้ว ซึ่งขณะที่เขาไม่อยู่นั้น เขาได้สร้างสถานการณ์ที่นั่นให้ดูไม่มีคนอยู่อีกด้วย”
“การเดินหมากของผู้อำนวยการหลี่ควรที่จะได้รับการยกย่องจริงๆ เขาทำให้ศัตรูชะล่าใจและคิดว่าเราไม่ได้เฝ้าระวังอย่างเข้มงวดนัก และกำลังยินดีกับความสำเร็จอยู่ เมื่อพวกเขาคิดแบบนี้ พวกเขาก็จะผ่อนคลายความระวังของตัวเองไปด้วย”
“แล้วคุณปู่รู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ? เมื่อวานนี้ผมก็อยู่กับคุณปู่ตลอดเวลาเลยไม่ใช่เหรอ?” มู่อี้อันยังคงรู้สึกสับสน
ผู้เฒ่ามู่จึงเอื้อมมือไปเขกหัวของเขา แต่พอเขกไปแล้ว เขาก็คิดได้ว่าแค่นี้หลานชายก็โง่เขลามากพอแล้ว หากถูกตีอีก มันจะทำให้เขาโง่มากขึ้นหรือเปล่า?
“เขาบอกเรื่องนี้กับฉันล่วงหน้า ตอนที่เราเดินไปยังห้องขัง”
“คุณปู่ครับ แล้วคุณปู่อยู่ที่ไหน เสิ่นเฉิงหมินหนีไปได้อย่างไร? และสายลับที่แฝงตัวเข้ามาในหน่วย753ถูกจับได้หรือเปล่า เขาคือใครกัน?”
“เธอเป็นแม่ครัวในโรงอาหารของหน่วย753 ส่วนอีกคนทำงานเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเยี่ยนหวู่โจว และพวกเขาก็ถูกจับได้อย่างรวดเร็ว”
“ก่อนที่เราจะเข้าไป ผู้อำนวยการหลี่ได้มอบยันต์บางอย่างให้กับฉัน ซึ่งมันคงเป็นยันต์ของฟู่เยี่ยน และไม่นานหลังจากที่เราเข้าไป เราทั้งคู่ก็ได้หมดสติ ซึ่งตอนนั้นเขาคิดว่ากำลังมีคนมาช่วยเหลือเขา ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ตรวจสอบพวกเราทั้งสองคนเลยแม้แต่น้อย”
“อย่างไรก็ตาม พวกหลานก็มีปฏิกิริยาตอบรับที่เร็วมากเหมือนกัน มันเป็นความคิดอย่างกะทันหันของเขาที่จะปลอมตัวเป็นเยี่ยนหวู่โจวเพื่อวางยาพิษพวกหลาน หากวันนี้เขาทำสำเร็จละก็ เราจะต้องพบกับความพ่ายแพ้อย่างราบคาบแน่นอน”
หลังจากที่พูดจบ ผู้เฒ่ามู่ก็มองไปยังทั้งสามคนด้วยสายตาที่ชื่นชม เมื่อเห็นเช่นนั้น มู่อี้อันก็ได้ยืดอกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ใช่แล้ว วันนี้เขากล้าหาญมาก
“คุณปู่ครับ ตอนนั้นเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากเลยล่ะ! ผมถือยันต์เอาไว้ในมือแน่นและไม่กล้าแม้แต่จะโยนมันออกไปเพราะกลัวว่าจะพลาด แต่สุดท้ายผมก็สามารถใช้มันสะกดเขาเอาไว้ได้อย่างแม่นยํา!”
“คุณปู่มู่ วันนี้มู่อี้อันกล้าหาญมากจริงๆค่ะ เขาเกือบจะหยิบยันต์ผิด โดยหยิบยันต์สายฟ้าออกมาเสียแล้ว มันทำให้หนูรู้สึกกลัวแทบตายเลยล่ะค่ะ!”
เมื่อมู่อี้อันที่ได้ยินฟู่เยี่ยนพูดถึงเรื่องราวในก่อนหน้า เขาก็รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อฟังประโยคหลัง เขาก็เริ่มหน้าเจื่อนแทน
“ก็เธอมียันต์เยอะแยะเต็มไปหมดเลยนี่นา ฉันจะรู้จักพวกมันทั้งหมดได้อย่างไร!”
“หลานนี่นะ! ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้หลานก็ไปเรียนกับฟู่เยี่ยนเสียสิ!” ผู้เฒ่ามู่เกลียดความจริงที่ว่าเขาไม่สามารถตีเหล็กธรรมดาให้เป็นเหล็กกล้าได้
“อ๋อ เข้าใจแล้วครับคุณปู่”
“เจอกันพรุ่งนี้นะ!” รถได้มาถึงบ้านของฟู่เยี่ยนก่อน เธอครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องก่อนหน้านี้ จากนั้นก็ได้หันกลับไปพูดบางอย่างกับลุงหลิว
“ลุงหลิว ลุงรอฟังข่าวจากหนูได้เลยค่ะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้เฒ่ามู่ก็ได้มองไปยังลุงหลิวและมู่อี้อัน นี่พวกเขาคุยเรื่องนี้กันไปแล้วอย่างนั้นหรือ?
“เสี่ยวหลิว แน่ใจแล้วใช่ไหม?”
“นายท่านครับ ผมเองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน หากวิธีนี้ไม่ได้ผล ผมจะพยายามเข้าหาเธอด้วยตัวเองอีกครั้ง” ลุงหลิวพูดพลางเกาศีรษะของตัวเองอย่างเก้อเขิน
“ความจริงใจนั้นมีค่ามากกว่าทองคำเสียอีก นายจะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด หากอยากแต่งงานกับผู้หญิง นายก็ควรจะไปหาเธอที่บ้านด้วยตัวเอง!”
“เสี่ยวอันไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแล้ว นายก็อย่าเอาแต่อยู่บ้านแบบนี้ ออกไปพบปะผู้คนบนท้องถนนบ้าง! อาของฟู่เยี่ยนมักจะออกไปซื้อของที่ตลาดขายผักอยู่บ่อยๆไม่ใช่เหรอ?”
ผู้เฒ่ามู่รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาอีกครั้ง! ตอนนี้คนในครอบครัวของเขาดูจะไม่มีใครเป็นกังวลเรื่องนี้เลย ดูเหมือนว่าเขาคงจะต้องลงมือในฐานะพ่อสื่อเองเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นทั้งสองคงไม่มีโอกาสได้แต่งงานอย่างแน่นอน
เมื่อฟู่เยี่ยนกลับมาถึงบ้าน ก็บังเอิญพบว่าฟู่ต้านีเพิ่งจะพาฟู่เวยและฟู่หรงกลับมาทำการบ้านพอดี
“เอ๊ะ? เสี่ยวฮั่ว ทำไมลูกถึงกลับมาที่บ้านล่ะ? ลูกไม่ได้อยู่ที่หอพักหรอกเหรอ?” หวังซู่เหมยเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ
“โอ้ หนูลืมเรื่องนี้ไปเลย ไม่เป็นไรค่ะ เอาไว้หนูค่อยกลับพรุ่งนี้ก็แล้วกัน วันนี้หนูมีเรื่องที่ต้องคุยกับพ่อและแม่ด้วยนะคะ” ฟู่เยี่ยนเดินไปที่โต๊ะ ก่อนจะนั่งลงและหยิบขนมบนโต๊ะขึ้นมากิน
“เด็กคนนี้นี่ เย็นนี้คุณไม่ได้ทำกับข้าวไม่ใช่เหรอ? ออกไปซื้อกับข้าวข้างนอกให้ลูกกินเถอะ” ฟู่ต้าหย่งมองไปที่ฟู่เยี่ยนแค่แวบเดียวก็พอจะรู้แล้วว่าเธอยังไม่ได้กินอะไรมาเลย
“ไม่เป็นไรค่ะพ่อ หนูไม่ได้หิวขนาดนั้น แค่กินขนมพวกนี้ก็อิ่มแล้ว แม่นั่งลงเถอะ หนูมีบางอย่างที่อยากเล่าให้แม่ฟัง” ฟู่เยี่ยนรีบหยุดทั้งสองคนเอาไว้
“มีอะไรสำคัญไปกว่าการที่ลูกได้กินให้อิ่มท้องอีกเหรอ?” หวังซู่เหมยเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นน้ำให้กับฟู่เยี่ยนหนึ่งแก้ว เพราะเมื่อครู่นี้ลูกสาวของเธอกินขนม แต่ยังไม่ได้ดื่มน้ำเลย
“มันคือเรื่องคู่ชีวิตในอนาคตของอาหญิงค่ะ ทีนี้แม่คิดว่ามันสำคัญกว่าการกินข้าวของหนูแล้วหรือยัง?”
“อะไรนะ?” ฟู่ต้าหย่งแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน
“อาหญิงขอให้ลูกมาพูดเรื่องนี้แทนเหรอ?” เขาคิดว่าฟู่ต้านีรู้สึกอายที่ต้องพูดมัน จึงขอให้ฟู่เยี่ยนมาพูดแทน
“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะพ่อ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด คือเรื่องทั้งหมดเป็นแบบนี้ค่ะ……”
ฟู่เยี่ยนเล่าเรื่องราวของลุงหลิวทั้งหมดอย่างละเอียด และแน่นอนว่าเธอได้ช่วยเติมคำพูดที่ทำให้เขาดูดีขึ้นเข้าไปด้วย
ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยต่างก็ตกอยู่ในความเงียบ และกำลังครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ของเรื่องนี้
ฟู่ต้านียังสาว เธอเพิ่งอยู่ในวัยสามสิบต้นๆเท่านั้น ซึ่งในชีวิตนี้ เธอยังมีโอกาสที่จะพบใครสักคนที่ถูกใจอย่างแน่นอน และการที่จะพบคนที่ถูกใจในช่วงวัยนี้ยังง่ายมากอีกด้วย
แต่ก็เป็นอะไรที่ยากมากหากจะพูดถึงเรื่องนี้ หากต้านีรู้สึกประทับใจใครสักคนด้วยตัวของเธอเอง ในฐานะพี่ชายและพี่สะใภ้ ทุกคนก็จะยินดีกับเธอ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้มันแตกต่างออกไป ต้านีกำลังกลัวว่าครอบครัวของฝ่ายชายจะรับในสิ่งที่เธอเป็นไม่ได้
ฟู่ต้าหย่งยังคงนึกถึงชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแซ่หลิวที่คอยเดินตามหลังผู้เฒ่ามู่คนนั้น เขามีหน้าตาและการวางตัวที่ดี และเด็กหนุ่มจากตระกูลมู่คนนั้นก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อฟู่เยี่ยนอีกด้วย ที่สำคัญเขาเองก็รู้สถานการณ์ของตระกูลมู่เป็นอย่างดี
หากต้านีจะแต่งงานอีกครั้ง มันก็ไม่ได้เป็นอะไรที่ผิดเลย เพราะผู้เฒ่ามู่เป็นคนที่ใจดีมาก และนอกจากนี้เขาจะไม่มาก้าวก่ายภรรยาของศิษย์ตัวเองอย่างแน่นอน
เรียกได้ว่าเขาเป็นคนที่ใช้ได้เลยทีเดียว ทั้งยังแอบชอบต้านีมาโดยตลอดอีกด้วย หากผู้ชายเข้าใจในสิ่งนี้ ก็ไม่มีปัญหาอะไรอีกแล้ว
ตอนนี้ขึ้นอยู่กับความคิดของต้านีแล้วว่าจะทำอย่างไรต่อไป และอีกปัญหาหนึ่งก็คือความคิดของหลานสาวทั้งสอง สำหรับฟู่หรงนั้นไม่ใช่เรื่องที่จัดการยาก จะมีก็แค่ฟู่เวยเท่านั้นที่ยังหน้าเป็นห่วง เพราะหากเธอไม่เข้าใจเรื่องนี้ มันคงจะไม่ดีแน่
หวังซู่เหมยรู้สึกเสียใจเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเด็กทั้งสองคนนั้น แต่ไม่ว่าเธอจะทุกข์ใจแค่ไหนก็ตาม เธอก็คิดว่าเรื่องของต้านีนั้นจะรอช้าไม่ได้อีกแล้ว ทั้งนี้ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับการยอมรับของเด็กทั้งสองด้วย แต่หากฟังจากสิ่งที่เสี่ยวฮั่วพูดนั้น เขาเป็นคนดีมากจริงๆ
“ต้าหย่ง ฉันกลัวว่าฟู่เวยกับฟู่หรงจะไม่ยอมรับเรื่องนี้ แต่หลังจากที่ฟังเสี่ยวฮั่วพูดมาทั้งหมดแล้ว ฉันเองก็คิดว่าทั้งสองเหมาะสมกันจริงๆ และเมื่อวานนี้ฉันเองก็สังเกตเห็นเขาแล้วเหมือนกัน เขาเป็นคนดีมาก คงน่าเสียดายหากต้านีพลาดโอกาสนี้ไป”
ฟู่ต้าหย่งพยักหน้าเบาๆ เขาเองก็เห็นด้วยกับสิ่งที่ภรรยาพูดเช่นกัน
“พรุ่งนี้ลูกก็ลองถามอาหญิงดูก่อนแล้วกัน แต่หากเธอยังไม่คิดอยากแต่งงาน เราก็จะไม่บังคับเธอ”
“ได้ค่ะ หนูยังต้องถามความสมัครใจจากอาหญิงก่อน หนูคิดว่าลุงหลิวจะต้องเป็นคนที่อาหญิงชอบแน่ๆ”
ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับรอยยิ้มที่มีความสุข เรื่องของความรักนั้นยากที่จะมองออกจริงๆ
“ทำอย่างกับตัวเองเชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้มากอย่างนั้นแหละ!” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับมองค้อนลูกสาวของเธอ
ตอนที่ 284: พี่ใหญ่
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนไม่ได้สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปแล้ว เพราะเธอยังมีการบ้านอีกมากมายที่ต้องทำ
ฟู่เยี่ยนรีบเตรียมตัวเพื่อศึกษาในคาบเรียนที่เธอไม่เคยเข้าเรียนมาก่อนอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ศาสตราจารย์หวงรู้ว่าเธอกลับมาแล้ว เขาจึงได้ให้รายชื่อหนังสือที่เธอต้องเรียนมาหลายเล่มเลยทีเดียว โดยให้เธอไปหายืมหนังสือด้วยตัวเองก่อน แต่หากยืมไม่ได้จริงๆค่อยมาหาเขา
ภาควิชาโบราณคดีนั้นมีนักศึกษาเพียงไม่กี่คน และทุกคนต่างก็เรียนหนักมาก เพราะในช่วงวันหยุดภาคฤดูร้อนปีหน้า พวกเขาจะต้องไปที่สุสานกับอาจารย์เพื่อลงภาคปฏิบัติแล้ว
ฟู่เยี่ยนจึงต้องตื่นแต่เช้าทุกวัน และไปที่ห้องสมุดเมื่อไม่มีคาบเรียน ส่วนไป๋โม่เฉินที่ไม่มีคาบเรียนก็ตามเธอไปด้วยเช่นกัน หลังจากที่พูดถึงเรื่องของฟู่เวยไปก่อนหน้านี้ ไป๋โม่เฉินก็ได้พบวิธีที่จะช่วยแล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่เหล่าศาสตราจารย์ต่างเห็นด้วย
ตอนนี้สองพี่น้องสามารถอยู่ด้วยกันได้เหมือนเดิม แค่ทุกคนในครอบครัวต้องดูแลพวกเธอให้ดี และพยายามค้นหาความต้องการทางอารมณ์ที่แท้จริงของพวกเธอให้เจอ
หากมีเวลาว่าง ไป๋โม่เฉินก็จะศึกษาเรื่องนี้ต่อในทันที ส่วนฟู่เยี่ยนที่อยู่ข้างๆ ก็กำลังศึกษาเรื่องฮวงจุ้ยของสุสาน ตอนนี้มู่อี้อันก็อยู่กับพวกเขาด้วยเช่นกัน เขากำลังอ่านหนังสือและเรียนรู้ไปพร้อมๆกับทั้งสองคน
วันเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วมากจริงๆ เวลาหนึ่งเดือนผ่านไปเพียงชั่วพริบตา และผลัดเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูร้อนในที่สุด ซึ่งตอนนี้อากาศร้อนมากจนรู้สึกว่าร่างกายกำลังจะเหี่ยวเฉาลงไปอย่างไรอย่างนั้น
ใช่แล้ว วันหยุดฤดูร้อนของฟู่เยี่ยนและทุกคนได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ในขณะเดียวกันนั้นนักศึกษารุ่นต่อไปก็กำลังจะสอบเพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่งแล้ว วันหยุดภาคฤดูร้อนมีความหมายกับทุกคนมาก เพราะพวกเขาจะได้พักถึงหนึ่งเดือน และกลับมาเรียนอีกครั้งในเดือนกันยายน
ไม่รู้ว่าหวังซู่เหมยใช้วิธีไหนในการพูดโน้มน้าวใจของฟู่ต้านี ตอนนี้เธอได้ยอมตกลงที่จะคุยกับลุงหลิวแล้ว ดังนั้นในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา ลุงหลิวจึงมาที่บ้านตระกูลฟู่อยู่บ่อยๆ
เขาได้ไปตลาดกับเธอในทุกเช้า ทั้งยังอยู่ทานมื้อเที่ยงที่บ้านตระกูลฟู่ และช่วยต้านีทำงานบ้านในช่วงบ่าย ก่อนจะกลับบ้านตอนสี่หรือห้าโมงเย็น
ต้านียังคงดำเนินชีวิตตามกิจวัตรประจำวันของเธอ แม้ว่าหวังซู่เหมยอยากจะให้ทั้งสองออกไปเดินเล่นด้วยกันอยู่หลายครั้งก็ตาม แต่ลุงหลิวกลับปฏิเสธ โดยเขามักจะให้ความสำคัญกับความคิดของฟู่ต้านีมาเป็นอันดับแรกเสมอ
ส่วนฟู่ต้าหย่งก็เข้ากับลุงหลิวได้เป็นอย่างดีเช่นกัน และมักจะชวนเขาไปดื่มทุกครั้งที่ว่างอีกด้วย การเปรียบเทียบระหว่าคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่งนั้นจะนำไปสู่ความตาย และการเปรียบเทียบสินค้ากับสินค้าก็จะนำไปสู่การละทิ้งสิ่งที่ด้อยกว่า เห็นได้ชัดเลยว่าเสี่ยวหลิวเป็นคนดีกว่าเก่อหงจวินเป็นหมื่นเท่า!
แต่ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ฟู่เวยและฟู่หรงต่างก็ชอบลุงหลิวมากเช่นกัน และลุงหลิวเองก็ปฏิบัติต่อพวกเธอเป็นอย่างดี ทันทีที่ใกล้จะถึงเวลาเลิกเรียน ลุงหลิวก็จะไปรอรับพวกเธอกลับบ้านเสมอ
ซึ่งขณะที่กลับจากโรงเรียนนั้น ทั้งสองพี่น้องไม่ได้รู้สึกรำคาญเลย และระหว่าทางกลับบ้าน ลุงหลิวยังซื้อขนมตามร้านข้างทางให้กับพวกเธออีกด้วย
เมื่อรู้ว่าฟู่เวยกำลังจะเรียนเขียนอักษรด้วยพู่กัน เขาจึงได้ขอให้ผู้เฒ่ามู่หาซื้อพู่กันดีๆให้ โดยเขาตั้งใจที่จะมอบมันให้กับฟู่เวยเพื่อกระตุ้นให้เธอตั้งใจเรียนนั่นเอง
ฟู่เยี่ยนรับฟังความคิดของไป๋โม่เฉิน ก่อนจะถามฟู่หรงไปว่าเธอต้องการเรียนรู้อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ซึ่งคำตอบของฟู่หรงนั้นเป็นคำตอบที่เหนือความคาดหมายมาก เพราะฟู่หรงต้องการจะเรียนรู้เรื่องจุดฝังเข็ม
เพราะเธอเห็นพี่สาวคนโตของเธอฝึกฝนด้วยตัวเองมาโดยตลอด ทั้งยังทำได้ดีอีกด้วย เธอจึงอยากจะเรียนรู้บางอย่างด้วยตัวเองบ้าง ดังนั้นฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวจึงตกลงกันว่าฟู่เยี่ยนจะกลับบ้านเพื่อมาสอนฟู่หรงเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงทุกวันพุธ ส่วนฟู่เหมี่ยวจะรับหน้าที่สอนในวันเสาร์ โดยทั้งสองคนจะสลับกันสอน
เนื่องจากฟู่หรงมีความตั้งใจที่จะเรียนรู้สิ่งนี้ตั้งแต่แรก ดังนั้นเธอจึงจริงจังกับมันมาก และมีความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว จนตอนนี้เธอรู้จุดฝังเข็มทั้งหมดแล้ว
ตอนนี้ วันหยุดภาคฤดูร้อนของนักเรียนชั้นประถมของทั้งสองก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วเช่นกัน ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้วางแผนที่จะพาพวกเธอทั้งสองให้มาออกกำลังกายร่วมกันในทุกเช้า ฟู่หรงไม่ต้องการที่จะเรียนรู้การเขียนอักษรพู่กัน ดังนั้นแม่เฒ่าไป๋จึงได้บอกว่าเธอสามารถสอนการวาดภาพแบบจีนดั้งเดิมได้ จึงทำให้ฟู่หรงกระตือรือร้นที่จะไปเรียน และมีความสุขกับสิ่งนี้มากขึ้น
การรับส่งเด็กๆ ได้กลายเป็นงานของลุงหลิวไปเสียแล้ว ตั้งแต่เช้าตรู่ เขาจะมาที่บ้านตระกูลฟู่เพื่อพาเด็กๆไปส่ง ก่อนจะกลับไปทำธุระต่างที่บ้านของเขา รอจนกว่าเด็กๆจะเลิกเรียนจึงไปรับพวกเธอกลับบ้านอีกที พร้อมกับทานมื้อเย็นที่บ้านตระกูลฟู่
ในช่วงนี้ หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งก็ค่อนข้างจะยุ่งพอสมควร เพราะฟู่ต้าอันและหลี่โม่ลี่กำลังจะเดินทางมาที่นี่ ทั้งยังต้องเตรียมงานหมั้นของฟู่เหมี่ยวอีกด้วย ดังนั้นทั้งสองจึงต้องทำเหล้าหมักอีกล็อตสำหรับทุกคน
ทุกคนกำลังมาที่นี่เพื่อนร่วมงานหมั้นของฟู่เหมี่ยวที่จะถูกจัดขึ้นในวันที่แปดของเดือนสิงหาคม เป็นช่วงก่อนเปิดเรียนสามวัน พวกเขาไปร่วมงานแล้วค่อยกลับบ้าน และไม่รบกวนเวลาเรียนของพวกเขาด้วย
ตลอดช่วงวันหยุดฤดูร้อน ฟู่เยี่ยน ฟู่เซิน และฟู่เหมี่ยวต่างก็ช่วยกันดูแลเด็กๆ ส่วนไป๋โม่เฉินและวังจื่อหยวนก็ได้มาที่นี่ช่วยพวกเขาดูแลเด็กๆด้วยเช่นกัน
ตอนนี้ฟู่เหยาซนมาก จนปลาทุกตัวในสระต่างก็กลัวเขา รวมไปถึงวั่งไฉและแมวตัวอื่นก็พยายามอยู่ให้ห่างจากเขาด้วยเช่นกัน
ฟู่เยี่ยนครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อนจะสอนให้เขารู้จักวิธีนำพลังปราณเข้าสู่ร่างกาย และปล่อยให้เขาได้ลองฝึกฝนมันด้วยตัวเอง และไม่คาดคิดเลยว่าภายในระยะเวลาครึ่งเดือน เด็กน้อยก็สามารถควบคุมพลังปราณได้แล้ว ทั้งยังค้นพบตำแหน่งของตันเถียนได้สำเร็จอีกด้วย
ซึ่งผลข้างเคียงของสิ่งนี้ทำให้เขามีพละกำลังมากขึ้น และกระโดดโลดเต้นตลอดทั้งวันได้ไม่หยุดหย่อน
เช้าวันหนึ่ง ฟู่เหยาก็ได้กระโดดขึ้นไปบนขอบประตู ซึ่งบังเอิญว่าวันนั้น ฟู่เยี่ยนไปที่บ้านของผู้เฒ่าจู ส่วนฟู่เซินและคนอื่นก็ไม่ได้อยู่ที่บ้าน หวังซู่เหมยที่เห็นเช่นนั้นจึงตะคอกออกไปด้วยความโกรธ
“ทำไมถึงซนแบบนี้ รีบลงมาเดี๋ยวนี้เลยนะ ถ้าพลัดตกลงมาจะทำยังไง! ได้ยินที่แม่พูดหรือเปล่า ต้าหย่ง ต้าหย่ง! คุณมาดูนี่หน่อยสิ!” หวังซู่เหมยตะโกนออกไปจนสุดเสียง แต่ทว่าฟู่ต้าหย่งอยู่ในสวนหลัง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ยิน
แม้ว่าฟู่เหยาจะขึ้นไปบนนั้นได้ แต่เขากลับไม่สามารถลงไปได้ ดังนั้นเขาจึงยืนอยู่บนประตูพร้อมกับสั่นไปทั้งตัว เขาเพิ่งจะอายุเพียงสามขวบ เมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา
เมื่อหวังซู่เหมยฉากนี้ เธอจึงไม่กล้าตะโกนอีกต่อไป เพราะเกรงว่าจะทำให้ฟู่เหยารู้สึกกลัวจนพลาดตกลงมา
ซุ้มประตูนั้นสูงถึงสองเมตรกว่า ทำให้หวังซู่เหมยรู้สึกกลัวไม่น้อย! ส่วนฟู่เหยานั้นก็รู้สึกหวาดกลัวจนพูดอะไรไม่ออกไปแล้ว
ขณะที่เขากำลังพลัดตกลงมานั้น เขาก็รู้สึกว่ามีมือที่แข็งแรงคว้าเข้าที่หน้าอกของเขาเอาไว้ ฟู่เหยาจึงได้ลืมตาขึ้น ก่อนจะพบกับคนๆหนึ่ง
ทันทีที่ฟู่ซินเดินมาที่ประตู เขาก็เห็นฉากนี้เข้าพอดี จึงรีบโยนกระเป๋าเดินทางลงและเข้าไปคว้าตัวฟู่เหยาเอาไว้อย่างรวดเร็ว
“พี่ใหญ่?” ฟู่เหยาพูดพร้อมกับกะพริบตาปริบๆ
“เสี่ยวจิน ลูกกลับมาแล้ว!” หวังซู่เหมยที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักก็ได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก โชคดีจริงๆ เธอคิดว่าลูกชายคนเล็กจะได้รับอันตรายเสียแล้ว!
“เจ้าเด็กโง่ ถ้าวันนี้พี่ไม่มาเห็นเข้า นายคงได้ไปนอนที่โรงพยาบาลแล้ว! ทำไมถึงปีนขึ้นไปสูงขนาดนั้น!” ฟู่ซินอุ้มฟู่เหยาให้หันมามองหน้าเขา ก่อนจะตีไปที่ก้นของน้องชายคนเล็กไปสามครั้ง!
ฟู่เหยาไม่คาดคิดเลยว่าตัวเองจะรอดพ้นจากการพลัดตกจากที่สูงในครั้งนี้ได้ แต่เขาก็ไม่รอดจากฝ่ามือเหล็กของพี่ใหญ่เช่นกัน
“แม่ครับ ทำไมเด็กคนนี้ถึงได้ซนขนาดนี้ล่ะ!” ฟู่ซินรู้จักนิสัยแม่ของเขาเป็นอย่างดี หากเขาไม่ชิงทำโทษน้องชายก่อน น้องชายของเขาคงจะต้องถูกแม่ตีมากกว่านี้อย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้ที่เขาไม่เคยถูกตีมาก่อน เป็นเพราะเขายังเด็ก ตอนนี้เขาได้ก่อเรื่องขึ้นแล้ว หากหวังซู่เหมยไม่ตีเขาอีก นั่นคงจะไม่ใช่นิสัยเธอแล้ว
“เด็กคนนี้นิสัยเหมือนพ่อไม่มีผิดเลย หากลูกไม่ตีเขา แม่นี่แหละจะเป็นคนจัดการเอง! รีบขอบคุณพี่ใหญ่ของลูกเร็วเข้าสิ!”
ฟู่เหยารู้สึกสับสนเล็กน้อย ทั้งที่พี่ใหญ่เป็นคนตีเขา เขายังต้องขอบคุณอีกอย่างนั้นหรือ? ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ?
ฟู่ซินหัวเราะออกมาทันที ก่อนจะวางฟู่เหยาเอาไว้บนไหล่ และเดินเข้าไปข้างใน เมื่อเป็นเช่นนั้น ฟู่เหยาก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุขอีกครั้ง
พี่ใหญ่ของเขาตัวสูงมากเลย!
หวังซู่เหมยจึงเดินออกไปหยิบกระเป๋าเดินทางของเขา ก่อนจะเดินตามเข้าไป เธอไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน ทำไมมันถึงได้หนักมากขนาดนี้ แต่ในที่สุดทั้งสามคนแม่ลูกก็ได้เดินมาถึงในบ้าน
“ลูกได้ลาหยุดอย่างนั้นเหรอ? แล้วครั้งนี้หยุดนานหรือเปล่า?” หวังซู่เหมยวางสัมภาระอันหนักอึ้งลง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความกังวล
“แม่ครับ ผมมีวันหยุด20วัน เดิมที่ผมจะต้องได้หยุดหนึ่งเดือน แต่มีคำสั่งด่วนให้กลับไปฝึกต่อในอีกสิบวันหลัง และในระหว่างฝึกนั้น ผมได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอกแค่สัปดาห์ละหนึ่งครั้งเท่านั้น” เขาพูดพร้อมกับรินน้ำ ก่อนจะดื่มมันเพื่อดับกระหายหลังจากที่เดินกลับมาที่บ้าน!
“เอ๊ะ? พ่ออยู่ไหนเหรอครับ? แล้วอาหญิงล่ะ? เสี่ยวฮั่วและคนอื่นด้วย ทุกคนไปไหนกันหมด?”
“พ่อของลูกอยู่ในสวนหลังบ้าน เขาคงจะตกปลาอยู่นั่นแหละ ทั้งที่ปลาพวกนั้นสามารถจับได้ด้วยมือเปล่าแท้ๆ แม่ไม่รู้เลยว่าเขากำลังพยายามจะทำอะไรอยู่! เสี่ยวฮั่วและคนอื่นออกไปข้างนอก อีกไม่นานก็คงจะกลับมาแล้ว”
ส่วนอาหญิงของลูกกับเสี่ยวหลิวพาฟู่เวยกับฟู่หรงไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ โอ้ ไม่สิ ต้องเรียกว่าลุงหลิวถึงจะถูก”
จากนั้น หวังซู่เหมยก็ได้เล่าเรื่องของฟู่ต้านีให้กับฟู่ซินฟัง ซึ่งฟู่ซินก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย มันถึงเวลาแล้วที่อาหญิงของเขาต้องหาใครสักคนและเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง
“เมื่อไม่นานมานี้ แม่สังเกตเห็นว่าอาหญิงของลูกเริ่มเปิดใจแล้ว ส่วนฟู่เวยและฟู่หรงก็ไม่ได้ปฏิเสธเขาเช่นกัน ปล่อยให้พวกเขาจัดการเรื่องนี้กันเองเถอะ เพราะมีเด็กสองคนนั้นเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่สามารถตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่นได้”
“จริงสิ นี่ก็ใกล้จะถึงวันหมั้นของเสี่ยวฉุ่ยแล้ว ช่างบังเอิญจริงๆ ที่ลูกกลับบ้าน ต้องขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาจริงๆ!”
“งานหมั้นของเสี่ยวฉุ่ยได้ฤกษ์แล้วเหรอครับ?” ฟู่ซินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ได้แล้วล่ะ มันตรงกับวันที่แปดของเดือนสิงหาคม วันนี้เธอก็เลยตามเสี่ยวฮั่วไปที่สหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภค แม่ได้ยินว่าเธออยากไปซื้อผ้ามาตัดชุดเอง”
ตอนที่ 285: เครื่องประดับ
เวลานี้ฟู่เยี่ยนยังคงอยู่ที่บ้านช่างจูกับพี่สาวของเธอ ซึ่งเธอตัดสินใจที่จะมอบเครื่องประดับให้กับพี่สาว โดยเธอได้เลือกเครื่องประดับชุดหนึ่งออกมา
มีทั้งชุดเครื่องประดับหยกจักพรรดิอย่างที่หวังซู่เหมยมี มีทั้งหยกสีเขียวสดใสของปู่หลิว และหยกสีใสอยู่ด้วย ซึ่งทุกชิ้นนั้นถูกแกะสลักโดยช่างเก๋อ
เมื่อเครื่องประดับทั้งหมดถูกนำออกมาให้ฟู่เหมี่ยวเลือก ฟู่เหมี่ยวก็ชะงักไปด้วยเพราะตาลาย
“ไม่ได้ เสี่ยวฮั่ว พี่ตาลายหมดแล้ว! เธอแค่เลือกอันที่เหมาะกับฉันก็พอแล้ว ฉันแค่ต้องการเครื่องประดับที่เหมาะกับฉันเท่านั้น” ด้วยท่าทางของฟู่เหมี่ยว จึงทำให้ชายชราทั้งสองคนหัวเราะออกมาทันที
“สาวน้อย เสี่ยวฮั่วรวยมากเลยนะ เธอสามารถเลือกอะไรก็ตามที่เธอชอบได้เลย ไม่ต้องกังวลไปหรอก!” ปู่จูที่ยืนอยู่ข้างๆเสี่ยวฮั่วได้พูดแทรกขึ้นมา
“ปู่จูพูดถูก น้องสาวของเธอใจดีที่สุดแล้ว!”
“แย่แล้ว หนูคงต้องทำใจยอมรับคำพูดนี้แล้วสินะ” ฟู่เยี่ยนกุมไปที่หัวใจของตัวเอง พร้อมกับแสร้งทำหน้าเศร้า
“เฮ้ หากเธอรู้สึกเจ็บปวดขนาดนั้น มอบมันให้กับฉันแทนก็ได้นะ!” ฟู่เซินเดินเข้ามาพร้อมกับถ้วยชา และเข้าไปร่วมวงในทันที
“พี่รอง ฉันจะให้มันกับพี่ก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าพี่ต้องมีคนรักก่อนนะ พี่มีคนรักเหมือนกับคนอื่นแล้วหรือยัง?” ฟู่เยี่ยนมองไปยังพี่รองของเธอ ตอนนี้เธอยังมองไม่เห็นเลยว่ารักแท้ของเขาอยู่ที่ไหน!
“ฉันเก็บมันเอาไว้ก่อนก็ได้!” ฟู่เซินพูดออกไปโดยไม่รู้สึกอายเลยแม้แต่น้อย
“ลืมมันไปเสียเถอะ เอาไว้หากในอนาคต ฉันค่อยมอบมันให้กับพี่สะใภ้รองด้วยตัวเองดีกว่า หากให้ตอนนี้ พี่สะใภ้รองก็ไม่เห็นถึงความตั้งใจของฉันน่ะสิ?”
ฟู่เยี่ยนแอบคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ในใจ ใครจะไปรู้ว่าเขาจะได้แต่งงานปีไหน?
“เสี่ยวฮั่ว ฉันชอบชิ้นที่ไม่มีสีนั่น มันดูแก่ไปหน่อยหรือเปล่า?”
“พี่สาม หากอยากได้ชิ้นไหน พี่เลือกมันได้ตามที่ต้องการเลย หากพลาดไปก็ไม่มีแล้วนะ!” ฟู่เยี่ยนหยิบกำไลข้อมือขึ้นมา ก่อนจะนำมันมาเทียบขนาดและลองสวมมันให้กับฟู่เหมี่ยว
“ฝีมือของช่างเก๋อช่างน่าทึ่งมากจริงๆ พี่สาม พี่ดูสิ มันสวยมากเลย มันดูโปร่งใสเหมือนแก้ว แต่ก็ดูใสกว่าแก้วเสียอีก!”
ฟู่เหมี่ยวยกข้อมือขึ้นพร้อมกับมองดูมัน ซึ่งมันก็สวยอย่างที่น้องสาวของเธอบอกจริงๆ
ปู่จูและคนอื่นก็รู้สึกว่าหยกที่ไม่มีสีนั้นสวยมากจริงๆ เพียงแต่ว่าตลาดหยกไร้สีนั้นต้องใช้เวลามากกว่าสิบปีในการพัฒนา เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่มักจะชอบหยกที่มีสีมากกว่า
“พี่สาม พี่เลือกจี้อีกสักสองสามชิ้นสิ จะได้ฝังมันลงไปบนกำไลของพี่ ส่วนกำไลหยกสีเขียวสดใสชิ้นนี้ฉันจะซื้อมันเอง ตอนที่ฉันดูกำไลชิ้นนี้ ฉันคิดว่าฉันเองก็ควรจะมีกำไลเหมือนกัน เราจะได้สวมมันเหมือนกันไง!”
ฟู่เหมี่ยวมองดูกำไลหยกชิ้นนั้นด้วยความสนใจ ด้วยความที่พวกเธอทั้งสองมีผิวที่ขาวละเอียดอยู่แล้ว และเมื่อพวกเธอสวมกำไลหยกเข้าไป มันทำให้พวกเธอดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น!
“สีของมันสวยมากเลยนะเสี่ยวฉุ่ย เธอลองดูนี่สิ นี่คือจี้น้ำเต้านำโชคลาภ เป็นเครื่องประดับที่เหมาะกับงานหมั้นที่สุดแล้ว! ดีแล้วที่เธอได้พบกับปู่หลิวคนนี้ ฉันจะจัดเตรียมมันให้เอง และยังจะใส่โซ่ทองเข้าไปด้วย รับรองได้เลยว่าไม่มีใครสามารถหาเจ้าสาวที่สวยเช่นนี้ในเมืองหลวงได้อีกแล้ว!”
“ลองฟังคำแนะนำจากปู่หลิวก่อนเถอะ เขาไม่ได้เชี่ยวชาญทางด้านแกะสลักเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เขายังเป็นมือดีอีกด้วยนะ!” ปู่จูพูดพร้อมกับยกนิ้วเพื่อเป็นการยกย่องปู่หลิว
ฟู่เยี่ยนและพี่สาวของเธอต่างก็หัวเราะออกมา ชายชราทั้งสองเป็นคนช่างพูดเสียจริง!
“ในวันหมั้นของเธอ เราทั้งสามคนก็จะไปร่วมงานด้วยนะ! อย่าลืมเชิญพวกเราด้วยล่ะ ฉันเตรียมชุดเอาไว้แล้ว!” นับตั้งแต่ที่ผู้เฒ่าจูสวมชุดสไตล์ถังครั้งล่าสุดนั้น เขาได้รับคำชมจากผู้คนจำนวนมากเลยทีเดียว จึงทำให้เขาอยากสวมมันอีกครั้ง
โดยพวกเขามักจะเรียกคนจากห้องเสื้อรุ่ยฟู่เซียงมาเดือนละครั้งอีกด้วย แม้แต่ปู่หลิวและช่างเก๋อต่างก็ซื้อเสื้อผ้าใหม่มากมายเลยทีเดียว
“แล้วเธอล่ะ เสี่ยวฮั่ว เมื่อไหร่ตระกูลไป๋จะมาสู่ขอเธอสักที?”
“ตอนนี้คุณปู่และคุณย่าของพี่ไป๋โม่เฉินยังคงมีสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรง คงต้องรอให้พวกเขาอาการดีขึ้นเสียก่อนค่ะ” ฟู่เยี่ยนไม่รีบร้อนในเรื่องนี้
จากที่ทั้งสองตกลงกันครั้งล่าสุด คือพวกเขาจะมาเยี่ยมบ้านตระกูลฟู่ในฐานะแขก แต่ไม่คิดเลยว่าจู่ๆ แม่เฒ่าเฉินกลับมีอาการปวดท้องขึ้นมาเสียก่อน จนถึงขั้นต้องส่งตัวเธอไปโรงพยาบาลและตรวจพบอาการไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งเธอได้รับการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว ด้วยความที่เธอมีอายุมากแล้ว การรักษาบาดแผลของเธอดูจะล่าช้าไปเล็กน้อย แต่ตอนนี้อาการของเธอก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ
“คุณปู่จู หนูคงต้องขอตัวก่อนนะคะ หนูยังต้องไปซื้อของกับพี่สาวต่อค่ะ”
ฟู่เหมี่ยวเลือกจี้สองชิ้น ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้หยิบกำไลหยกสีเขียวสดใสให้กับพี่สาว ทั้งยังมีจี้และแหวนอีกด้วย แต่สองสิ่งนี้ไม่ได้ฝังจี้ลงไป ทุกอย่างที่เลือกนั้นล้วนแล้วขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของฟู่เหมี่ยว
“เธอควรเอาของพวกนี้กลับไปด้วยนะ หากเธอทิ้งมันไว้ที่นี่ พวกเราสามคนคงนอนไม่หลับอย่างแน่นอน! ฉันกลัวว่าพวกเราจะทำมันหาย อีกทั้งมันยังดึงดูดเหล่าขโมยทั้งหลายอีกด้วย!” ปู่จูพูดพร้อมกับผลักถาดที่มีเครื่องประดับหลายชิ้นไปตรงหน้าฟู่เยี่ยน
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นหนูจะเอามันกลับไปด้วยแล้วกัน เอาไว้ตอนร้านเปิดในปีหน้า หนูจะเอามันกลับมาอีกครั้ง ที่จริงแล้วเราสามารถใช้มันเป็นแรงผลักดันได้ดีเลยนะคะ เราให้พี่ชวนวางแผนเรื่องนี้กันดีกว่า”
ฟู่เยี่ยนคิดว่าผลิตภัณฑ์อันประณีตเหล่านี้สามารถส่งเสริมและโปรโมตให้กับกลุ่มคนเล็กๆได้รู้จัก ซึ่งนี่คือสิ่งที่ทุกคนสามารถซื้อหาได้
“เธอพูดถูก เอาไว้ฉันจะพูดเรื่องนี้เมื่อถึงเวลาก็แล้วกัน ด้วยชื่อเสียงของพวกเราทั้งสามคน เธอไม่ต้องกังวลเรื่องยอดขายเลย” ปู่จูพูดด้วยท่าทีที่เย่อหยิ่ง
“ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ คุณปู่คือไพ่ตายของหนู หากผู้คนต่างก็แห่กันมาซื้อมันทั้งหมด เราก็ไม่มีอะไรจะขายน่ะสิคะ! หนูอยากมีของขายยาวไปจนถึงสิ้นปีมากกว่า!”
ฟู่เยี่ยนไม่อยากให้ปู่จูไปที่ร้านทุกวัน เพราะท้ายที่สุดนั้น เขาก็มีอายุมากแล้ว แค่ไปที่นั่นปีละหนึ่งครั้งก็มากเกินพอแล้ว อีกทั้งการสร้างผลงานขึ้นมาสักหนึ่งชิ้นก็ใช้เวลามากกว่าหนึ่งเดือนเสียด้วยซ้ำ เธอไม่อยากให้พวกเขาต้องมาเหนื่อยกับการทำงานเป็นเวลาหลายวัน เธออยากให้ทุกคนพักผ่อนมากกว่า
“ครั้งหน้าหนูคิดว่าจะหาลูกศิษย์มาเพิ่มสักสองสามคนและเซ็นสัญญากับพวกเขา สำหรับหนูแล้ว การที่พวกคุณปู่ต้องเหนื่อยมันไม่คุ้มเลยนะคะ!”
“ฉันยังทำงานได้สบายๆเลยล่ะ” ช่างเก๋อมองไปที่ฟู่เยี่ยน ราวกับจะบอกเธอว่าเขายังสามารถทำงานได้
ฟู่เยี่ยนถึงกับพูดไม่ออก: ......
“เอาล่ะ หนูยังมีหินดิบอีกหลายชิ้นอยู่ หนูจะย้ายพวกมันมาในอีกสองสามวันนี้ ไว้เรามาเปิดมันดูกัน”
“อืม!” ช่างเก๋อพยักหน้า
จากนั้น ทั้งสามพี่น้องก็ได้เดินทางไปยังสหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคพร้อมกับนำเครื่องประดับมากมายออกไปด้วย ทำเอาฟู่เหมี่ยวคอยมองกระเป๋าของฟู่เยี่ยนด้วยความกังวลตลอดทาง
ฟู่เยี่ยนเองก็สังเกตเห็นถึงการมองของพี่สาวเช่นกัน ซึ่งอันที่จริงเธอได้โยนเครื่องประดับเหล่านั้นเข้าไปในดินแดนต่างมิติแล้ว
“พี่สาม หากพี่ยังเอาแต่มองฉันแบบนี้ต่อไป ทุกคนคงจะรู้ว่ามีบางอย่างอยู่ในกระเป๋าของฉันอย่างแน่นอน!”
“ใช่แล้วล่ะ การมองของเธอมันไม่ได้ต่างจากการบอกให้คนอื่นรู้เลยว่าเรามีของมีค่าอยู่กับตัว และเชิญชวนให้พวกเขามาขโมยมันไป!”
หลังจากที่ฟู่เซินพูดเช่นนี้ ฟู่เหมี่ยวก็ได้ตีไปที่แขนของเขาอย่างแรง
“พี่นั่นแหละที่พูดมากกว่าคนอื่น!”
“ไอ้หยา.... จากนี้เป็นต้นไป วังจื่อหยวนคงจะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสแน่ๆ!” หลังจากที่พูดจบ ฟู่เซินก็รีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
ฟู่เยี่ยนมองไปที่ทั้งสองคนพร้อมกับส่ายศีรษะ พวกเขาดูไม่ต่างจากเด็กอายุสามขวบเลย!
วันนี้หวังอันกั๋วเปลี่ยนกะแล้ว แต่ก็ยังคงรอพวกเธออยู่ที่นี่ หลังจากที่พาพวกเธอไปที่เคาน์เตอร์ ทุกคนก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี
“พี่สาว ลองดูของพวกนี้ก่อนสิ ตอนนี้ในโกดังของเราเหลือสินค้าอยู่ไม่มากแล้ว ในโกดังเต็มไปด้วยสินค้าจากฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว มันเป็นสินค้าตามฤดูกาล” พนักงานที่เคาน์เตอร์ดูจะกระตือรือร้นมากเมื่อเห็นว่าหวังอันกั๋วเป็นคนพาพวกเธอเข้ามา
ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวเคยมาซื้อของที่สหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเธอได้รับการปฏิบัติอย่างกระตือรือร้นแบบนี้ จึงทำให้ทั้งคู่รู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย
“คุณผู้หญิง ดูผ้าสีแดงอ่อนนี่สิ หากนำไปตัดเป็นชุดกระโปรงมันต้องดูดีมากแน่ๆ ทุกคนที่มาที่นี่ต่างก็ชอบมัน มันเหมาะกับงานหมั้นมาก อีกอย่างมันจะเสริมให้คุณดูขาวขึ้นจากที่ขาวอยู่แล้ว” หวังหยู่เพิ่งจะมาสมัครเป็นพนักงานขายได้ไม่นานนัก ด้วยความที่เธอเป็นคนที่ดูมีชีวิตชีวามาก จึงทำให้เธอทำยอดขายได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว
“มันดูดีมากจริงๆ ถ้าอย่างนั้นฉันเอาผ้าชุดนี้แหละ เสี่ยวฮั่ว เธอเลือกซื้อผ้าที่ต้องการได้เลย เลือกให้กับแม่และอาหญิงด้วย เราจะตัดชุดใหม่ให้กับทุกคนเลย”
“เป็นความคิดที่ดีเลยทีเดียว ว่าแต่พี่สาม พี่ไม่ตัดชุดให้พี่จื่อหยวนสักชุดเหรอ?” ฟู่เยี่ยนนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามออกไปทันที
“ไม่เห็นมีใครบอกฉันนี่!”
“คุณผู้หญิงคะ หากจะพูดถึงประเพณีหมั้นหมายแล้ว ฝ่ายหญิงต้องให้ชุดกับฝ่ายชายด้วย แต่เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของครอบครัว ตามหลักแล้วแม่สามีของคุณจะต้องให้เงินกับคุณเพื่อที่จะใช้ในการตัดเย็บเสื้อผ้า หรือไม่ก็ให้ผ้าแทนก็ได้” หวังหยู่พูดเกี่ยวกับประเพณีการหมั้นในเมืองหลวง
“ถ้าอย่างนั้น พี่สาวช่วยเลือกผ้าสำหรับตัดชุดผู้ชายอีกผืนหนึ่งให้กับพวกเราด้วยค่ะ!”
“ไม่มีปัญหา ผ้าผืนนี้เป็นยังไงบ้าง มันเป็นสีขาวนวลที่ดูดีมาก เหมาะสำหรับทำเสื้อแขนสั้นที่สุด!”
เหล่าพี่น้องกลับมาที่เคาน์เตอร์พร้อมกับข้าวของเต็มกระเป๋า ทั้งยังซื้อผ้าให้กับทุกคนในครอบครัวอีกด้วย จากนั้นพวกเธอก็ได้ตามหวังอันกั๋วไปยังโกดังเพื่อซื้อผ้าขนสัตว์ โดยเตรียมที่จะใช้มันทำเสื้อกันหนาวในฤดูหนาวนั่นเอง
จบตอน
Comments
Post a Comment