ตอนที่ 286: ลงโทษเสี่ยวถู่น้อย
เมื่อสองสาวพี่น้องกลับมาถึงบ้าน พวกเธอก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าพี่ใหญ่เองก็กลับมาเยี่ยมบ้านเหมือนกัน!
“พี่ใหญ่ พี่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่?” ฟู่เซินเป็นคนเดียวที่รู้สึกประหลาดใจมากกว่าคนอื่น เพราะเขาเป็นเพียงผู้ชายคนเดียว และแทบจะถูกสองสาวรังแกจนตายอยู่แล้ว!
“ฉันเพิ่งกลับมาถึงเมื่อครู่นี้เอง พวกนายไปซื้อของมาเหรอ?” ฟู่ซินมองไปยังน้องชายและน้องสาวของเขา หลังจากที่พวกเขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว ทั้งนิสัยและรูปลักษณ์ของทุกคนก็ดูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
แม้แต่ฟู่เซินก็ยังดูเป็นคนเจ้าเล่ห์มากขึ้นกว่าเดิมด้วย ส่วนฟู่เหมี่ยวนั้นเป็นคนที่เด็ดเดี่ยวมาตั้งแต่แรกแล้ว และเมื่อเธอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เธอก็ดูจะมีความมั่นใจมากขึ้น
ทางด้านฟู่เยี่ยน เธอเป็นคนที่มีเอกลักษณ์ทางด้านอารมณ์เป็นของตัวเอง หากจะบอกว่าเธอเปลี่ยนไปเป็นคนละคนก็ไม่ผิด
หลังจากที่ฟู่ซินพูดถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวต่างก็พากันหัวเราะออกมาทันที
“พี่ใหญ่ พี่หมายความว่าอย่างไร ฉันเป็นคนเจ้าเล่ห์มากขึ้นอย่างนั้นเหรอ! แค่ดูก็รู้แล้วว่าฉันแข็งแกร่งขึ้นต่างหากล่ะ!” ฟู่เซินพูดพร้อมกับเกร็งกล้ามแขนของเขา
“ได้เลย ถ้าอย่างนั้นก็มาเปรียบเทียบกล้ามแขนของนายกับไป๋โม่เฉินกันเถอะ!”
“ฉันจะไปเทียบกับเขาได้ไงล่ะ? กล้ามของเขาดูไม่ต่างจากสัตว์ประหลาดเลยนะ! ส่วนฉันแค่มีกล้ามเนื้อเหมือนกับคนทั่วไปเท่านั้นเอง!” ฟู่เซินพูดออกมาด้วยความขมขื่น
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็สังเกตเห็นว่าฟู่เหยานั่งเงียบอยู่ข้างๆ เขาไม่ได้พูดหรือตะโกนเหมือนกับทุกครั้ง ราวกับกลัวคนอื่นจะมองเห็นเขาอย่างไรอย่างนั้น
ฟู่เยี่ยนจึงแอบขยิบตาให้กับฟู่เหมี่ยว และฟู่เหมี่ยวเองก็สังเกตเห็นสิ่งนี้ได้ในทันที ฟู่เหยานั้นเป็นเด็กที่ซื่อมากเกินไป
“พี่ใหญ่ แล้วพ่อกับแม่อยู่ที่ไหนเหรอคะ?” ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ได้ถามถึงเรื่องของเขาแต่อย่างใด
“พ่อกับแม่ออกไปซื้อหม้อไฟเนื้อแกะ ก็เลยขอให้ฉันอยู่ดูแลฟู่เหยาที่บ้านรอพวกเธอกลับมายังไงล่ะ”
ฟู่ซินพูดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับความผิดของฟู่เหยาเลย
“เสี่ยวถู่ บอกพี่มาว่านายไปทำอะไรผิดมาหรือเปล่า?” ฟู่เหมี่ยวนั่งยองลงพร้อมกับลูบไปที่ศีรษะของเขาเบาๆ
ฟู่เหยายังคงไม่พูดอะไร เขาเพียงแค่มองไปที่ฟู่ซินเงียบๆเท่านั้น
“เมื่อตอนบ่าย หากฉันกลับมาช้าอีกสักหน่อย เขาคงจะตกลงมาจากซุ้มประตูหน้าบ้านไปแล้ว ฉันก็เลยตีเขาไปสามที” ฟู่ซินพูดออกมาอย่างใจเย็น
ทันใดนั้นเอง ฟู่เหยาก็รู้สึกได้ในทันทีว่าดวงตาทั้งสี่คู่กำลังจ้องเขม็งมาที่เขา เขาจึงได้มองไปที่พี่ๆของเขาด้วยความสับสน
ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนและคนอื่นต่างก็รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที เด็กคนนี้! เมื่อไรก็ตามที่เขาก่อเรื่องวุ่นวาย เขามักจะมองทุกคนด้วยแววตาที่น่าเวทนาแบบนี้เสมอ
“ลืมมันไปเสียเถอะ ถึงยังไงเขาก็ยังเด็ก” ฟู่เซินเป็นคนแรกที่พูดขึ้นมา
“อืม อีกอย่างพี่ใหญ่ก็ตีเขาไปแล้วด้วย อย่าไปคิดมากเลย” ฟู่เหมี่ยวเองก็พูดขึ้นมาด้วยเช่นกัน
“พี่ใหญ่ ฉันดีใจมากเลยนะที่พี่กลับมา คืนนี้เราคงมีเรื่องให้คุยกันมากมายเลยทีเดียว ส่วนฟู่เหยา นายต้องอดกินขนมหนึ่งเดือน ฉันจะบอกเรื่องนี้กับแม่เอง” ฟู่เยี่ยนใจร้ายที่สุดแล้ว
ฟู่เหยาได้ยินแล้วว่าตัวเองถูกสั่งห้ามไม่ให้กินของว่างเป็นเวลาหนึ่งเดือน แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นเพียงเด็กอายุสามขวบคนหนึ่ง เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็ถึงกับร้องไห้โฮออกมาในทันที!
มันจบแล้ว ตอนนี้พี่ๆทั้งสี่คนต่างก็เย็นชากับเขา! เมื่อครู่นี้ฟู่ซินแค่แสร้งทำเป็นเย็นชาเท่านั้น แต่ตอนนี้เขาเองก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก
ทันใดนั้นเอง ฟู่เซินก็รีบเข้าไปอุ้มน้องชายคนเล็กขึ้นมา แต่ฟู่เหยาก็ยังคงร้องไห้อยู่ ฉะนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้!
จนในที่สุดฟู่เหมี่ยวก็ได้เดินเข้ามา โดยเธอสัญญาว่าจะให้เขางดกินขนมแค่สามวันเท่านั้น ฟู่เหยาจึงหยุดร้องไห้ และยิ้มออกมาอีกครั้ง
ฟู่เยี่ยนพยายามใจเย็นและสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในอนาคตเด็กตัวเหม็นคนนี้จะต้องถูกลงโทษทางวินัยอย่างเคร่งครัด อย่าให้เขาเอานิสัยแย่ๆแบบนี้ไปเอาเปรียบคนอื่นได้อีก!
ขณะที่ทุกคนกำลังเกลี้ยกล่อมฟู่เหยา ฟู่ต้านีและลุงหลิวก็ได้กลับมาพร้อมกับฟู่เวยและฟู่หรง
“โอ้ เสี่ยวถู่ เกิดอะไรขึ้น? มาๆ มาให้อากอดหน่อย ไหนใครรังแกหลาน บอกอามาสิ?” เมื่อเห็นฉากนี้ ฟู่ต้านีก็รีบเข้าไปกอดหลานชายในทันที
“เสี่ยวถู่ เกิดอะไรขึ้นเหรอ? ดูนี่สิ ลุงหลิวซื้อถังหูหลู่ให้กับฉันด้วยล่ะ แต่ฉันไม่อยากกินมัน ก็เลยเอามันกลับมาฝากนายแทน” ฟู่หรงรับมือฟู่เหยาได้เป็นอย่างดี และยังเป็นคนที่รู้จุดอ่อนของฟู่เหยาอีกด้วย
ส่วนฟู่เวยก็ได้หยิบตุ๊กตาตัวเล็กๆหลายตัวออกมา ก่อนจะยื่นมันให้กับฟู่เหยา ซึ่งหนึ่งในนั้นยังมีซุนหงอคงอยู่ด้วย จนในที่สุดฟู่เหยาก็หยุดร้องไห้ ก่อนจะออกไปเล่นกับฟู่เวยและฟู่หรงอย่างมีความสุข
จากนั้น ฟู่ต้านีก็ได้หันกลับมา เธอมองไปที่ฟู่ซินและคนอื่นด้วยความโกรธ
“พวกหลานโตกันแล้วนะ! ทำไมถึงทำให้น้องร้องไห้แบบนี้ ทั้งยังไม่รู้ว่าจะปลอบเขายังไงอีก ฟู่ซิน หากหลานแต่งงานเร็วกว่านี้ ลูกๆของหลานคงจะโตกว่านี้แล้วก็ได้!”
ฟู่เยี่ยนและคนอื่นต่างก็มีสีหน้าที่ไม่พอใจเล็กน้อย
“อาหญิงครับ อายังไม่รู้ว่าเขากล้ามากขนาดไหน วันนี้เขาปีนขึ้นไปบนซุ้มประตูบ้านของเรา แต่ดันลงมาเองไม่ได้ หากผมกลับมาไม่ทัน ผมไม่อยากคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา!” ฟู่ซินพูดออกไปตามตรงว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงบ่ายนี้
ฟู่ต้านีรู้แล้วว่าเธอเข้าใจผิดที่ตำหนิพวกเขาทั้งสี่คน แต่เธอก็ยังคงรู้สึกเสียใจกับการที่ฟู่เหยาต้องร้องไห้แบบนั้นเช่นกัน
“เด็กคนนี้กล้าเกินไปแล้ว! แต่ถึงอย่างนั้นพวกหลานก็ไม่ควรจะทำให้เขากลัวมากขนาดนี้!”
“อาหญิงคะ ที่เสี่ยวถู่ตกใจจนร้องไห้ เป็นเพราะหนูบอกว่าจะไม่ให้เขากินขนมเป็นเวลาหนึ่งเดือนต่างหากล่ะ!” ฟู่เยี่ยนพูดออกไปอย่างช่วยไม่ได้
“อะไรนะ?”
“เอาล่ะ เราอย่าไปถือสาเลย เขายังเด็กอยู่เลยไม่ใช่เหรอ? อีกอย่างฟู่เยี่ยนเองก็เป็นคนที่อ่อนโยนมากๆด้วย เธอก็แค่พูดไปอย่างนั้นแหละ ไม่คิดที่จะทำจริงหรอก!” ลุงหลิวเข้ามาช่วยฟู่เยี่ยนให้พ้นจากวิกฤตินี้
ฟู่ต้านีชำเลืองมองไปที่เขา นี่เขากำลังพยายามช่วยหลานสาวของเธออยู่อย่างนั้นหรือ!
ส่วนฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวก็ได้หันมามองหน้ากัน ดูเหมือนว่าพวกเธอจะมีทางรอดแล้ว! ซึ่งไม่เพียงแค่มีประตูเท่านั้น แต่ยังเป็นประตูบานใหญ่อีกด้วย!
“สวัสดีครับลุงหลิว ผมชื่อฟู่ซิน ผมเพิ่งจะได้ยินแม่ของผมพูดถึงลุงเมื่อครู่นี้เองครับ” ฟู่ซินก้าวไปข้างหน้า ก่อนจะจับมือลุงหลิวพร้อมกับแนะนำตัวเอง
“โอ้ ดีเลย! ช่างเป็นพรจากสวรรค์จริงๆ ที่ทำให้เราได้มาพบกัน!”
ขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่นั้น ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็ได้กลับมาพร้อมกับขาแกะ ทั้งสองเตรียมมันมาย่างในสวนเย็นนี้นั่นเอง
ในเมื่อทุกคนอยู่ที่นี่แล้ว ฟู่เยี่ยนจึงแนะนำให้เชิญผู้เฒ่ามู่และมู่อี้อันมาทานด้วย ดังนั้นหน้าที่นี้จึงตกเป็นของฟู่เซินและฟู่ซิน
ส่วนฟู่ต้าหย่งกับลุงหลิวกำลังเตรียมขาแกะอยู่ในลานบ้าน ขณะที่พวกผู้หญิงนั้นเข้าไปข้างในบ้านเพื่อดูผ้าและเครื่องประดับที่ฟู่เยี่ยนกับฟู่เหมี่ยวเพิ่งซื้อกลับมา
ฟู่เยี่ยนหยิบหยกเขียวจักรพรรดิออกมาโดยตรง นอกจากกำไลข้อมือของหวังซู่เหมยแล้ว เธอก็ได้หยิบสร้อยออกมาสี่เส้น พร้อมกับต่างหูเล็กๆอีกสี่ชิ้น รวมไปถึงจี้รูปทรงต่างๆอีกสี่ชิ้น และพระพุทธรูปหยกแกะสลักอีกสี่องค์
หลังจากที่ให้ของทั้งหมดนี้มา ผู้เฒ่าจูยังคงพิจารณาถึงเรื่องนี้อยู่ และบอกว่าเขามีความคิดบางอย่างอยู่แล้ว
“แม่คิดว่าสร้อยไข่มุกกับต่างหูพวกนี้ดูเข้ากันดีนะ แต่จี้นี่สิ มันดูไม่เข้ากันเสียเลย นี่มันอะไรกัน?” หวังซู่เหมยเอ่ยถามขึ้นมา
“แม่คะ ทั้งหมดนี้ผู้เฒ่าจูเป็นคนทำมันขึ้นมาเอง และยังมีความสำคัญมากอีกด้วย หยกชิ้นนี้เป็นตัวแทนของโชคลาภ และยังมีค้างคาวเกาะอยู่บนต้นกก ซึ่งมันจะอวยพรและเสริมสิริมงคลให้กับเราค่ะ
“ส่วนบริเวณด้านบนนั้นเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ ซึ่งหมายถึงความสงบสุข มันมีลายเส้นที่ละเอียดมากลองมองจากแสงที่ลอดผ่านดูสิคะ นี่เป็นการแกะสลักที่ประณีตที่สุดเท่าที่เคยมีมา และลวดลายเหล่านี้ก็เป็นการอวยพรประเภทหนึ่งด้วยเช่นกัน”
“และนี่คือใบไม้ ใบไม้สีเขียวแสดงถึงความมีชีวิตชีวา”
“ส่วนนี่คือถั่วนำโชค ซึ่งหมายถึงโชคลาภที่กำลังจะเข้ามาค่ะ”
“และพระพุทธรูปเหล่านี้ หนูชื่นชอบเป็นการส่วนตัว หนูจะเก็บเอาไว้องค์หนึ่ง และให้แม่องค์หนึ่ง ส่วนที่เหลือหนูจะให้อาหญิงและอาสะใภ้”
ฟู่ต้านีปฏิเสธที่จะรับสิ่งนี้ในทันที เพราะเธอรู้สึกว่าสิ่งนี้มีราคาแพงเกินไป
“ต้านี ฉันขอพูดอะไรหน่อยได้ไหม หยกพวกนี้มาจากหินที่ใช้ทับโถดองผักจากบ้านเกิดของเรา ฉันคิดว่านี่คือสิ่งที่เธอสมควรจะได้รับ และมันยังเป็นของที่แม่ทิ้งเอาไว้ให้ดูต่างหน้าอีกด้วย”
“นั่นมันหินสีดำไม่ใช่เหรอ?” ฟู่ต้านีรู้สึกประทับใจในสิ่งนี้มากเช่นกัน
“มันเป็นแค่ชิ้นส่วนหนึ่งเท่านั้น เมื่อครอบครัวของเราต้องแยกจากกัน แม่ของเราก็จะเอามันไปด้วย มันมีหลายชิ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นก้อนที่ใช้ขัดประตูหรือก้อนที่กดโถดองผัก” หวังซู่เหมยพยายามอย่างเต็มที่ที่จะพูดโน้มน้าวใจของฟู่ต้านี
“หากไม่ใช่เพราะเสี่ยวฮั่วมองออก ตอนนี้ฉันเองก็คงยังใช้มันกดผักดองอยู่อย่างนั้นแน่นอน!” ฟู่ต้านีพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูภาคภูมิใจ
“อาหญิงเป็นคนเดียวเลยที่ชมหนู! อาหญิงคะ หนูจะเก็บสมบัติในส่วนของเวยเวยและหรงหรงเอาไว้เป็นอย่างดี และจะมอบมันให้กับพวกเธอในอนาคต”
“รักษามันเอาไว้ให้ดีเถอะ หากเธอต้องแต่งงานในอีกไม่นานนี้ ฉันคิดว่าคงจะเร็วเกินไปที่จะมอบมันให้กับพวกเธอ” ฟู่ต้านีลูบไปที่มือของฟู่เยี่ยนด้วยอารมณ์ที่ซาบซึ้ง
“อาหญิง เรามาดูผ้าพวกนี้ก่อนดีกว่า ครั้งนี้อย่าทำเองเลยนะคะ เพราะมันเยอะเกินไป เราหาช่างเย็บผ้ามาช่วยตัดชุดให้กันเถอะ!” ตอนที่ซื้อของพวกนี้ ฟู่เหมี่ยวรู้สึกมีความสุขมากๆ แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านและมองไปที่ข้าวของแหล่านั้น เธอก็รู้สึกว่ามันเยอะเกินกว่าที่เธอจะทำด้วยตัวเองไหวจริงๆ!
“ฉันจะตัดชุดให้กับเธอด้วยตัวเองก่อน ส่วนชุดของผู้ชายทั้งหมดมีสัดส่วนที่คล้ายกัน ดังนั้นให้พวกเขาไปหาช่างเย็บผ้าข้างนอกได้” ฟู่ต้านีคิดและตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
ตอนที่ 287: มื้อเย็นที่ครึกครื้น
มื้อเย็นมื้อนี้ถือว่าเป็นงานเลี้ยงเล็กๆ โดยทั้งแขกและเจ้าบ้านต่างก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งในระหว่างมื้ออาหารนั้น ลุงหลิวยังคงทำหน้าที่ย่างเนื้อ แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะดูแลฟู่ต้านีไปพร้อมๆกัน
เมื่ออาหญิงเข้าไปทำบะหมี่ และทิ้งให้เขาอยู่ตามลำพัง ทันทีที่เขาเห็นว่าอาหญิงเดินออกมาจากในครัว เขาก็รีบอุ่นเนื้อย่างอีกครั้งหนึ่ง ทั้งยังปรุงให้มีรสเผ็ดแบบที่อาหญิงชอบอีกด้วย
ทุกคนในครอบครัวต่างก็เห็นฉากนี้เช่นกัน ซึ่งฟู่เยี่ยนและคนอื่นต่างก็รู้สึกโล่งใจ รวมไปถึงฟู่ต้าหย่งเองก็สังเกตเห็นและรู้สึกประทับใจในตัวว่าที่น้องเขยคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆแล้ว เขาคิดว่าคงต้องหาเวลาเชิญชวนเหล่าญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายมาทานข้าวด้วยกันและทำความรู้จักกันสักหน่อยแล้ว
ผู้เฒ่ามู่เองก็แอบพยักหน้าในใจเช่นกัน ตอนนี้เสี่ยวหลิวรู้แจ้งเรื่องนี้แล้วจริงๆ เด็กทั้งสองได้พบกันในเวลาที่เหมาะสมมาก ตอนนี้ปัญหาของตระกูลมู่ก็ได้รับการแก้ไขแล้ว ฉะนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลและรั้งเสี่ยวหลิวให้อยู่ข้างกายเขาตลอดเวลาอีกต่อไป
แม้ว่าต้านีจะเคยแต่งงานและผ่านการมีลูกมาแล้วก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเลย เราไม่สามารถมองคนอื่นจากมุมมองเดียวได้ ตราบใดที่ทั้งสองเข้ากันได้ดี แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
ผู้เฒ่ามู่มีความปรารถนาอยู่ภายในใจนับหมื่น และคิดอยู่เสมอว่าเสี่ยวหลิวจะมีความเข้าใจในเรื่องนี้หรือเปล่า ไม่รู้ว่างานแต่งงานในครั้งนี้จะต้องใช้เวลาอีกนานมากน้อยแค่ไหนถึงจะประสบความสำเร็จ
ตอนนี้ในตระกูลมู่มีชายโสดถึงสามคน ซึ่งถือว่าเป็นโชคร้ายมาก! ถูกต้องแล้วที่ในอนาคตอันใกล้นี้ หยินและหยางจะได้มาเติมเต็มซึ่งกันและกัน!
ตราบใดที่ตระกูลฟู่เต็มใจ เขาเองก็ไม่ขัดข้องเช่นกัน แม้ว่าเสี่ยวหลิวจะต้องย้ายมาอยู่ที่นี่ก็ตาม! แต่ก็ดูเหมือนว่าความปรารถนานี้จะยังไม่เกิดขึ้นในปีนี้อย่างแน่นอน!
ทันใดนั้นเอง ผู้เฒ่ามู่ก็ได้หันไปมองหลานชายที่ตอนนี้กำลังเพลิดเพลินกับอาหารแสนอร่อย หากเขาฝากความหวังเอาไว้กับเด็กคนนี้ พอจะมีทางเป็นไปได้หรือเปล่านะ?
มู่อี้อันกำลังทานเนื้อแกะย่างพร้อมกับพึมพำออกมาว่าอาหารที่บ้านตระกูลฟู่นั้นอร่อยทุกอย่าง จู่ๆ เขาก็รู้สึกถึงสายตาของคุณปู่ที่กำลังมองฝ่าฝูงชนมาที่เขา
เมื่อรู้สึกถึงสิ่งนี้ เขาก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย เป็นไปได้ไหมที่ปู่ของเขาอยากจะเรียนรู้การย่างเนื้อแกะ เพราะเห็นว่าอาหารของตระกูลฟู่อร่อย! เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาก็รู้สึกหนักใจขึ้นมา
ไม่นะ!
แต่เมื่อมู่อี้อันถูกบีบคั้นจากการจ้องมองของปู่อยู่นาน เขาจึงเดินไปที่เตาปิ้งย่างที่ตอนนี้ฟู่ต้าหย่งกับลุงหลิวนั่งอยู่อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ก่อนจะขอเรียนรู้การย่างแกะจากพวกเขา
“นายอยากเรียนเหรอ? ให้ฟู่เซินสอนสิ เขาย่างได้ดีเลยล่ะ” ฟู่ต้าหย่งรู้สึกเหนื่อยแล้ว ดังนั้นเขาจึงโยนภาระนี้ให้กับลูกชายในทันที
“เอาล่ะ ฉันอิ่มพอดีเลย” ฟู่เซินและฟู่ซินกำลังดื่มเหล้าที่เก็บไว้ก่อนหน้านี้ เมื่อเห็นว่าเขาสู้ฟู่ซินไม่ได้และกำลังจะเมาเพราะถูกพี่ชายแกล้ง เขาจึงรีบปลีกตัวออกมาทันที
“เรื่องนี้มันไม่ได้ยากอะไรเลย แค่ต้องควบคุมแรงไฟให้ดีเท่านั้นเอง!” ฟู่เซินเชี่ยวชาญเรื่องการควบคุมไฟมาก
ลุงหลิวมองไปที่เด็กหนุ่มทั้งสอง ก่อนจะมอบหน้าที่ดูแลเตาย่างให้กับพวกเขา และเดินกลับไปที่โต๊ะกินข้าว ซึ่งทันทีที่เขานั่งลง ฟู่ต้านีก็ได้ยื่นจานเนื้อย่างให้กับเขา
ลุงหลิวหันกลับไปมองฟู่ต้านี ซึ่งตอนนี้เธอกำลังพูดคุยถึงเรื่องการออกแบบชุดกับฟู่เหมี่ยวอยู่ ลุงหลิวจึงรู้สึกร้อนใจขึ้นมาและมุ่งมั่นที่จะทำดีกับเธอให้มากขึ้นกว่านี้
ผู้เฒ่ามู่รู้สึกไม่พอใจกับท่าทีของหลานชายเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินเข้าไปคุยกับฟู่เยี่ยน เขาได้บอกเรื่องทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเสิ่นเฉิงหมิน ซึ่งสิ่งที่เขากำลังจะเล่าต่อไปนี้อยู่เหนือจินตนาการของทุกคนอย่างแน่นอน
ลูกน้องของเสิ่นเฉิงหมินไม่ใช่คนญี่ปุ่น พวกเขาถูกเสิ่นเฉิงหมินใช้ประโยชน์จากอำนาจในมือและเงินทองลากมาเป็นพวก จึงไม่ต่างอะไรจากพวกหัวมังกุท้ายมังกร
ดังนั้น คนของหน่วย753 จึงเลือกสอบปากคำจากคนเหล่านี้ทั้งหมด ซึ่งก็ได้มีชายคนที่ชื่อเว่ยต้าพูดถึงเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งขึ้นมา
เขาได้อธิบายถึงงานของเขา คือการช่วยส่งจดหมายให้กับเสิ่นเฉิงหมินในทุกๆเดือน ทั้งยังส่งไปยังที่อยู่ต่างๆทั่วประเทศอีกด้วย
เว่ยต้าได้บอกที่อยู่หลายแห่งให้พวกเขารู้ และหน่วย753 ก็ได้ติดตามเบาะแสร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่แล้ว ซึ่งในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาได้มีผู้ถูกจับกุมมากกว่าห้าสิบคนเลยทีเดียว และในจำนวนของคนเหล่านั้นยังมีผู้สูงอายุอยู่ด้วย พวกเขามีทั้งพวกที่เป็นผู้สืบทอดตระกูล และบางคนก็รับช่วงมาจากคนรุ่นก่อนนั่นเอง
ทุกครั้งที่เสิ่นเฉิงหมินส่งจดหมาย คนเหล่านี้จะตอบกลับในทันที แต่จะตอบกลับมาเป็นซองจดหมายเปล่าเท่านั้น หากมีเนื้อหาอยู่ด้านใน นั่นหมายความว่ามีเรื่องเกิดขึ้น
ซึ่งจดหมายทั้งหมดถูกพบในห้องใต้ดินของเสิ่นเฉิงหมิน ในตอนแรกหน่วย753 ยังไม่ได้ข้อมูลอะไรมากนัก เพราะเสิ่นเฉิงหมินเก็บพวกมันเอาไว้เป็นอย่างดี
ด้วยเหตุนี้ คนของหน่วย753 จึงต้องใช้เวลาค่อนข้างนานในการจัดการทุกอย่าง
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆมากมาย ตั้งแต่เหตุการณ์ที่บ้านตระกูลมู่ ไปจนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อห้าสิบหรือหกสิบปีก่อนเลยทีเดียว มีคนเสียชีวิตจากเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีคนคอยสืบทอดสิ่งเหล่านี้และรวบรวมข้อมูลในทุกด้านของประเทศเรา ซึ่งเป็นอะไรที่น่าตกใจมากจริงๆ!
แต่ตอนนี้ทุกอย่างได้จบลงแล้ว เมื่อไม่กี่วันก่อนผู้อำนวยการหลี่ก็ได้บอกกับฟู่เยี่ยนแล้วว่าเงินรางวัลของเธอจะได้รับการอนุมัติทันที
แม้ว่าจะนับการใช้ยันต์ของเธอไม่ครบ แต่เธอก็ยังคงจะได้รับค่ายันต์บางส่วน ซึ่งฟู่เยี่ยนไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย สิ่งที่เธอกังวลตอนนี้มีเพียงเรื่องการก่อตั้งหน่วยงานด้านอภิปรัชญาเท่านั้น
“คุณปู่มู่ คุณปู่มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างไหมคะ?” ฟู่เยี่ยนพูดสิ่งที่เธอกำลังเป็นกังวลกับผู้เฒ่ามู่
“แล้วเธอคิดอย่างไรล่ะ? สาวน้อย พูดกับฉันตามตรงเถอะ” ผู้เฒ่ามู่พูด ก่อนจะคีบบะหมี่เข้าปาก
เมื่อเขาอายุมากขึ้น เขาก็เริ่มทานเนื้อแกะย่างและไวน์น้อยลง แต่เขาชอบบะหมี่ที่ฟู่ต้านีทำเองมาก
“ผู้อำนวยการหลี่อยากให้หนูเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งหนูคิดว่าน่าจะเป็นตำแหน่งรองหัวหน้าอะไรสักตำแหน่ง และคนจากหน่วย753 จะเข้ารับตำแหน่งพร้อมกัน แต่หนูยังต้องไปเรียน ดังนั้นหนูจึงแนะนำชื่อคุณปู่ไป”
“สาวน้อย เธอประเมินคนแก่อย่างฉันสูงเกินไปหรือเปล่า! ฉันอายุมากแล้ว ฉันก็แค่อยากจะมีชีวิตที่เรียบง่ายเท่านั้น” ผู้เฒ่ามู่โบกมือและปฏิเสธในทันที หากย้อนเวลากลับไปได้สักสิบปี เขาคงจะยอมรับข้อเสนอนี้ไปแล้ว
“คุณปู่มู่ ฟังหนูก่อนสิคะ! หนูรู้อยู่แล้วว่าคุณปู่จะต้องปฏิเสธอย่างแน่นอน ดังนั้นคุณปู่คงต้องปฏิเสธผู้อำนวยการหลี่ด้วยตัวเองและแนะนำคนที่คุณปู่ไว้วางใจให้มารับหน้าที่นี้แทนแล้วล่ะค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะมองไปยังลุงหลิวที่ตอนนี้กำลังเร่งทำคะแนนเพื่อจะพิชิตความรักในครั้งนี้อยู่
ส่วนผู้เฒ่ามู่เองก็ได้ตอบสนองกับเรื่องนี้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ก่อนจะหัวเราะออกมา
“สาวน้อย! เขาเป็นตัวเลือกที่ดีมากจริงๆ!” ผู้เฒ่ามู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจว่าตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เขาจะผลักดันเสี่ยวหลิว เพราะเสี่ยวอันยังเด็กเกินไป อย่างน้อยๆ ควรจะต้องเก็บประสบการณ์อีกสักสองสามปีก่อน
เสี่ยวหลิวมีทั้งความสามารถและประสบการณ์ ซึ่งในเมืองหลวงมีเพียงฟู่เยี่ยนคนเดียวเท่านั้นที่เอาชนะเขาได้ แล้วทำไมถึงยังไม่ให้เขารับหน้าที่นี้อีกล่ะ?
“หนูเดาว่าหากคุณปู่เสนอชื่อลุงหลิว ผู้อำนวยการหลี่จะต้องไม่ปล่อยคุณปู่ไปง่ายๆแน่นอน ไม่ใช่แค่คุณปู่เท่านั้นนะคะ คุณปู่เยี่ยนและอาจารย์เฉินก็จะเป็นหนึ่งในนั้นด้วยเหมือนกัน หนูไม่รู้ถึงรายละเอียดของตำแหน่งพวกนั้นอย่างเฉพาะเจาะจงเท่าไหร่ แต่หนูคิดว่าเขาน่าจะเป็นที่ปรึกษาได้”
“โอ้? ฉันพอจะรู้จักนิสัยของผู้อำนวยการหลี่ เอาไว้ฉันจะไปคุยกับผู้เฒ่าเยี่ยนเมื่อกลับถึงบ้านก็แล้วกัน เพราะเขาเองก็อาจจะผลักดันเยี่ยนโหลวด้วย” ผู้เฒ่ามู่พูดพร้อมกับลูบเคราของเขา เสี่ยวฮั่ว เด็กผู้หญิงคนนี้อ่านใจผู้อำนวยการหลี่ได้อย่างเฉียบขาดจริงๆ
“สาวน้อย เธอลองเดาทีสิว่าในบรรดานั้นน่าจะมีใครบ้าง”
“ให้หนูเดาเหรอ? งั้นหนูจะพูดแบบไม่เจาะจงแล้วกันนะคะ หากมีผู้คนจากสถานที่ต่างๆมารวมตัวกัน ผู้อำนวยการหลี่อาจจะต้องเผชิญหน้ากับความวุ่นวายอยู่บ้าง แต่ด้วยความแข็งแกร่งของเขา เขาสามารถควบคุมสถานการณ์นี้ได้อยู่แล้ว อีกอย่างยังมีหูจินอยู่อีกคน เธอจะต้องได้เป็นที่ต้องตาอันดับต้นๆแน่นอน ส่วนพี่เริ่นเองก็มีความสามารถเหมือนกัน ดังนั้นเขาเองก็เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว”
“ทางด้านเยี่ยนหวู่โจวก็น่าจะมาด้วยเช่นกัน ผู้เฒ่าเยี่ยนคงจะยังไม่สนับสนุนหลานชายของเขาในตอนนี้ เพราะเยี่ยนโหลวยังเด็กเกินไป หนูจึงคิดว่าเขาจะต้องเสนอชื่อเยี่ยนหวู่โจวแทน สำหรับมู่อี้อัน หนูคิดว่าผู้อำนวยการหลี่อาจจะพูดถึงเขาด้วย แต่หากคุณปู่เสนอชื่อลุงหลิวไปแล้ว เขาก็จะได้รับตำแหน่งที่ต่ำกว่า”
“จริงสิ เขาจะไม่ปล่อยหนูไปอย่างแน่นอน หนูก็เลยตัดสินใจที่จะรับตำแหน่งที่ปรึกษาเหมือนกับคุณปู่มู่ค่ะ”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ผู้เฒ่ามู่ก็หัวเราะเสียงดัง พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูขมขื่น เขาปรายตามองไปข้างๆ และหางตาของเขาก็ได้เห็นหลานชายที่กำลังเพลิดเพลินกับการย่างแกะอยู่ ซึ่งไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาไม่อยากตีหลานชายของตัวเองไปมากกว่านี้อีกแล้ว! หากเขาได้หลานสะใภ้แบบนี้ การที่ตระกูลมู่จะเข้าสู่ยุคที่รุ่งเรืองคงอยู่ใกล้แค่เอื้อม!
มู่อี้อันและฟู่เซินกำลังคุยกันอย่างถูกคอ แต่จู่ๆ พวกเขาก็รู้สึกถึงสายตาอันเฉียบคมที่กำลังมองมา สรุปแล้วคุณปู่มีเจตนาอะไรกันแน่! ทำไมถึงได้เอาแต่มองเขาด้วยสายตาแบบนั้น
คืนนี้เขาควรขอนอนค้างที่บ้านตระกูลฟู่ดีหรือเปล่า? เขาไม่อยากกลับบ้านเลยจริงๆ!
ตอนที่ 288: ผู้มาเยือนจากแดนไกล
วันเวลาได้ผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว และแล้ววันที่ฟู่ต้าอันและหลี่โม่ลี่จะเดินทางมาที่เมืองหลวงก็มาถึง
ทันทีที่ทุกคนตื่นนอนในตอนเช้า หวังซู่เหมยก็ได้เริ่มแบ่งหน้าที่ให้กับพวกเขา โดยให้ทุกคนจัดการเก็บกวาดห้องของตัวเองก่อน และให้ทั้งหมดออกมาช่วยกันทำความสะอาดลานบ้าน
ฟู่เยี่ยนกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้อง จู่ๆ ฟู่เซินก็ได้มาเคาะประตู
“เสี่ยวฮั่วทำอะไรอยู่ เสี่ยวฉุ่ยขอให้พี่มาถามเธอว่าพอจะมียันต์ที่ช่วยทำความสะอาดบ้างหรือเปล่า ช่วยมอบมันให้กับพี่ทีเถอะ แม่สั่งให้พวกเราทำงานหนักเกินไปแล้ว มีใครบ้างที่เขาทำความสะอาดบ้านหลังใหญ่ในฤดูร้อนน่ะ!”
“พี่แค่ไม่อยากทำงานบ้านมากกว่า!” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับพลิกหน้าหนังสือต่ออย่างไม่ใส่ใจ
“เอาน่า เธอเองก็ใช้ยันต์นั่นเหมือนกันไม่ใช่เหรอ? ถ้าฉันมีมัน ฉันก็จะได้มีเวลาไปอ่านหนังสือไม่ดีเหรอ?”
“พี่ใหญ่ไม่ว่าเหรอ?” ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นไปมองเขา
“พี่ใหญ่น่ะร้ายจะตายไป เขาไปที่ลานหน้าแล้ว เขารอให้พี่มาหาเธอเช่นกัน เขาแกล้งทำเป็นปิดตาข้างเดียว ตอนนี้คงกำลังช่วยแม่ของเราทำความสะอาดลานหน้าอยู่!”
“ฉันจะให้ยันต์กับพี่สองแผ่น พี่ใช้มันความสะอาดห้องของพี่ก่อน และเมื่อตอนที่แม่เผลอก็ให้พี่ไปที่ลานหน้าบ้านแล้วใช้มันซะ แต่ยันต์นี้ทำได้เพียงแค่ขจัดฝุ่นเท่านั้นนะ มันไม่สามารถทำความสะอาดกระจกได้ ฉะนั้นพี่ต้องทำความสะอาดกระจกเอง”
ฟู่เยี่ยนหยิบกระดาษยันต์ออกมาสองแผ่น ก่อนจะวางมันลงลงบนโต๊ะ
ฟู่เซินหยิบยันต์ทั้งสองแผ่นขึ้นมา ก่อนจะเดินออกไป หวังซู่เหมยไม่ได้ให้ฟู่เยี่ยนออกไปช่วยทำความสะอาดลานบ้าน เพราะที่ผ่านมาลูกสาวของเธอเหนื่อยมามากพอแล้ว ฟู่เยี่ยนจึงแอบใช้ยันต์ทำความสะอาดห้องของตัวเอง
แม้ว่าพี่รองจะมียันต์ทำความสะอาด แต่เขาก็ยังถูกดุอยู่ดี
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็หัวเราะออกมา เขาควรจะอ่านหนังสือให้มากขึ้น จะได้หลีกเลี่ยงภัยพิบัตินี้ได้!
แน่นอนว่าฟู่เซินได้ใช้ยันต์ทำความสะอาดไปแล้ว และมันก็ดูสะอาดขึ้นมาทันที จากนั้นเขาและฟู่เหมี่ยวก็ได้เริ่มทำความสะอาดกระจก ก่อนจะออกไปที่ลานหน้าบ้านพร้อมกับยันต์ทำความสะอาดที่เหลืออยู่อีกหนึ่งแผ่น
เขาอาศัยจังหวะในตอนที่พี่ใหญ่และแม่ของเขาไม่ทันได้สนใจ รีบแปะยันต์เข้ากับประตูโดยตรง วินาทีต่อมา เศษฝุ่นในลานบ้านก็ได้หายวับไปในทันที รวมไปถึงลานหน้าบ้านที่อาหญิงอาศัยอยู่อีกด้วย
ตอนนี้หวังซู่เหมยและฟู่ซินกำลังวุ่นอยู่ในครัว ทันใดนั้นเองก็ได้มีสายลมพัดผ่านมาเบาๆ และฝุ่นก็ได้หายไปในทันที ฟู่ซินจึงหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน เสี่ยวมู่จะต้องไปขอยันต์จากเสี่ยวฮั่วมาอย่างแน่นอน
หลังจากนั้นหวังซู่เหมยก็ตระหนักถึงสิ่งนี้ขึ้นมา ก่อนที่เธอจะหยิบไม้พายและเดินออกไปข้างนอก
ฟู่เซินรู้สึกประหลาดใจที่แม่ของเขามาเร็วมาก เขามองไปที่กรอบประตูและพบว่าตอนนี้ยันต์หายไปแล้ว บ้าเอ้ย เมื่อครู่นี้มันน่าตื่นเต้นมาก!
“แม่ครับ แม่เช็ดกระจกเสร็จแล้วหรือครับ? ตอนแรกผมตั้งใจจะมาช่วยแม่! แต่ในเมื่อไม่ต้องให้ผมช่วยแล้ว งั้นผมไปดูเสี่ยวถู่ก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะพาน้องออกไปเล่น!”
ฟู่เซินพูดด้วยท่าทีที่ดูร่าเริง ซึ่งเมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสายตาของผู้เป็นแม่ เขาจึงเปลี่ยนอารมณ์โดยรับบทเป็นพี่ชายผู้รักน้องในทันที
แน่นอน สิ่งที่เขาทำนั้นไม่อาจตบตาหวังซู่เหมยได้อยู่แล้ว และด้วยความเป็นคนที่ค่อนข้างหุนหันพลันแล่น ดังนั้นเธอจึงหวดไม่พายในมือออกไปทันที
“คอยดูเถอะ หากลูกยังขี้เกียจแบบนี้ ในอนาคตลูกก็จะเจอกับผู้หญิงที่ขี้เกียจเหมือนกับลูก และเธอคงจะทำอาหารไม่เป็นเสียด้วยซ้ำ มาดูกันว่าลูกจะกินอะไร!”
“แม่ครับ ในอนาคตผมจะไม่ลำบากอย่างแน่นอน หากผมมีเงิน ผมจะหาแม่บ้านสักหนึ่งคนมาทำกับข้าวและทำความสะอาดบ้านแทน ไม่สิ ผมจะหาแม่บ้านสักสองคน คนหนึ่งให้มาทำอาหาร ส่วนอีกคนก็ให้ทำความสะอาดบ้าน”
ฟู่เซินพูดราวกับว่าเขาจะไม่ทำงานบ้านด้วยตัวเองในอนาคตอย่างแน่นอน
“นั่นคือความคิดของลูกเหรอ? ลูกคงจะไม่โชคดีและได้ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายแบบนั้นหรอกนะ หากลูกไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แม่นี่แหละที่จะตีลูก” หวังซู่เหมยพูดออกมาด้วยความโกรธ แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ คนอย่างเสี่ยวมู่จะไม่พบหนทางอย่างแน่นอน
เขากล้าพูดแบบนั้นออกมาได้อย่างไร? คนขี้เกียจไม่มีทางเจริญหรอกนะ!
ฟู่ซินยังคงอยู่ในครัว เขามองไปที่ฟู่เซินพร้อมกับยกนิ้วให้! อย่างน้อยน้องชายของเขาก็ยังมีทักษะในการหลอกลวงแม่ที่ดีขึ้น!
ฟู่เซินยังคงกะพริบตาปริบๆ เขาศึกษาทักษะนี้มานานกว่า20ปี แต่มันช่างดูไม่คุ้มค่าเลยที่จะพูดถึงมัน!
ตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะบ่ายโมงแล้ว เมื่อฟู่ต้าอันและหลี่โม่ลี่มาถึง ทั้งสองได้มาพร้อมกับรถขนเหล้าบ่ม โดยจางเหว่ยเป็นคนขับรถ และได้มาส่งพวกเขาที่หน้าบ้าน
“คุณป้าครับ อาเล็กกับอาสะใภ้เล็กมาถึงแล้วครับ!” จางเหว่ยเคยมาที่นี่อยู่บ่อยๆ ดังนั้นเขาจึงทำราวกับว่าที่นี่เป็นบ้านของเขาเอง โดยการตะโกนอยู่ที่หน้าประตู
ด้วยเสียงตะโกนนี้ จึงเป็นการเรียกทุกคนให้ออกมา
“โอ้ ทั้งสองคนมาถึงกันแล้วเหรอ พวกเรากำลังรออยู่เลย!” หวังซู่เหมยรีบเข้าไปหาหลี่โม่ลี่ ก่อนจะพาเข้าไปในบ้าน ส่วนฟู่ต้านีก็ได้มองไปที่ฟู่ต้าอัน และเข้าไปช่วยถือข้าวของมากมายเดินตามเข้าไปข้างใน
“มาเถอะ ฉันจะช่วยนายขนของเข้าไปข้างในเอง ให้ตายเถอะ นายขนอะไรมาเยอะแยะขนาดนี้?”
“พี่ มันไม่ได้หนักอะไรมากนักหรอก ฉันถือมันมาตลอดทางแล้ว ให้ฉันถือมันเข้าไปข้างในเองเถอะ พี่ไม่ต้องช่วยฉันก็ได้” เมื่อได้พบกับครอบครัวหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาหลายเดือน ฟู่ต้าอันก็รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
ส่วนฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ได้ยินเสียงนี้แล้วเช่นกัน จึงได้ออกมารอที่ลานหน้าบ้านในทันที
ทางด้านจางเหว่ยนั้นก็ยังไม่ได้กลับไป เขาเดินตามทุกคนเข้ามาในบ้าน ก่อนจะขยิบตาให้ฟู่เยี่ยน เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ได้เดินเข้าไปหาเขา
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ? ไม่กลัวตาจะเป็นตะคริวหรือไง!” ฟู่เยี่ยนมองไปที่จางเหว่ยพร้อมกับพูดออกไป
“มีบางอย่างผิดปกติไป เจิ้งหมิงเองก็อยู่ที่นี่ด้วยนะ เขาอยู่ข้างนอก ดูเหมือนว่าเขาจะมีบางในใจ ฉันถามเขาแล้ว แต่เขาก็ไม่ยอมพูดอะไรเลย” จางเหว่ยแอบพูดออกไปด้วยน้ำเสี่ยงที่แผ่วเบา
“เอ๊ะ? เขาบอกว่ามาไม่ได้ไม่ใช่เหรอ? แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหน? ช่วยพาเขาไปที่ลานหน้าบ้านที ฉันขอไปทักทายอาเล็กกับอาสะใภ้เล็กก่อน”
“ได้เลย ฉันจะพาเขาไปรอเธอก็แล้วกัน” จางเหว่ยวางของลง และเดินออกไปในทันที
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนเข้าไปในบ้าน เธอก็เห็นอาเล็กและอาสะใภ้เล็กนั่งอยู่
“อาเล็ก อาสะใภ้เล็ก เป็นอย่างไรบ้างคะ? ที่นี่ดูดีหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม
“มันดีมากเลยล่ะ ฉันชอบมากเลย!”
“เสี่ยวฮั่ว บ้านหลังนี้สวยมาก! และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆก็ดูเข้ากันมากอีกด้วย” หลี่โม่ลี่ชอบเฟอร์นิเจอร์ชุดนี้มากจริงๆ
ฟู่เยี่ยนยิ้มกว้างออกมาทันที เธอรู้ดีว่าอาเล็กเป็นคนที่กระตือรือร้นและปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นมากๆ
“อาสะใภ้เล็กคงจะเหนื่อยกับการเดินทางมากแล้ว แม่คะ แม่พาอาสะใภ้เล็กไปพักผ่อนก่อนเถอะค่ะ ส่วนอาเล็กให้พี่ใหญ่กับพี่รองพาไปก็ได้ เจิ้งหมิงรอหนูอยู่ ดูเหมือนเขามีอะไรที่จะคุยกับหนูเป็นการส่วนตัว หนูขอใช้ห้องนั่งเล่นสักครู่นะคะ”
ฟู่เยี่ยนพูดออกไปตามตรง ซึ่งฟู่ต้าอันเองก็นึกขึ้นมาได้ว่าเจิ้งหมิงดูแปลกไปเล็กน้อยจริงๆ
“จริงด้วย ดูเหมือนเขาจะเป็นกังวลมาตลอดทางเลย เสี่ยวฮั่วไปคุยกับเขาก่อนเถอะ ให้เจ้าใหญ่กับเจ้ารองจัดการทางนี้แทนก็แล้วกัน แล้วพี่ใหญ่กับเสี่ยวถู่อยู่ที่ไหนกันล่ะ? ฉันยังไม่เห็นพวกเขาเลย”
“ลืมเรื่องพี่ใหญ่นายไปก่อนเถอะ เขานัดกับผู้เฒ่าหูจากเฉียนเหมินไปตกปลาที่ทะเลเหนือ ฟู่เหยา ฟู่เวย และฟู่หรงก็ไปกับเขาด้วย เขาไปตั้งแต่เช้าแล้ว อีกเดี๋ยวก็คงกลับมาแล้วล่ะ อย่าไปสนใจเขาเลย ฉันจะพาลี่ลี่ไปดูห้องของพวกนายก่อนแล้วกัน”
หวังซู่เหมยจัดห้องที่ใกล้กับสนามหญ้าให้กับทั้งสอง โดยได้จัดผ้านวมใหม่เอี่ยมให้กับพวกเขา เนื่องจากตอนนี้เป็นช่วงฤดูร้อน ดังนั้นการจัดห้องจึงไม่ต้องเตรียมอะไรมากนัก
เมื่อทุกคนก็ได้ไปที่บ้านของหวังซู่เหมยกันหมดแล้ว ส่วนฟู่เยี่ยนจึงได้ไปที่ห้องนั่งเล่นเพื่อต้มชา
ไม่นานนัก จางเหว่ยก็ได้เดินเข้ามาพร้อมกับเจิ้งหมิง และบนโต๊ะก็เต็มไปด้วยถุงขนาดใหญ่และเล็กเต็มไปหมด ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นของขวัญที่เจิ้งหมิงนำมานั่นเอง
“พี่สุภาพเกินไปแล้ว นั่งก่อนเถอะ พี่จางเหว่ย พี่เองก็นั่งลงด้วย ลองชิมชาที่อาจารย์ของฉันให้มาดูหน่อยสิ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับรินชาสามถ้วย
ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าเจิ้งหมิงดูไม่สบายใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเห็นท่าทางของเขา ฟู่เยี่ยนก็ไม่รีบร้อนอะไร จนสุดท้ายเป็นเขาเองที่ทนไม่ไหวและพูดมันออกมาเอง
“อาจารย์ฟู่ ที่ฉันมาที่นี่ในวันนี้ก็เพราะอยากจะถามเกี่ยวกับพ่อของฉัน” ในที่สุดเจิ้งหมิงก็ยอมพูดสิ่งที่เขาเป็นกังวลมาโดยตลอดออกมา ดูเหมือนว่าเขาจะโล่งใจขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงมีท่าทีที่ดูละอายใจอยู่บ้างเล็กน้อย
“พ่อของพี่อย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนหันไปมองเขา
“ใช่แล้วล่ะ พ่อของฉันถูกจับกุมและนำตัวมาที่เมืองหลวง อีกทั้งตำรวจท้องที่ก็ปฏิเสธที่จะบอกถึงสาเหตุอีกด้วย ดังนั้นทางครอบครัวจึงไม่รู้ถึงสาเหตุใดๆเลย ฉันก็เลยมาถามเธอด้วยตัวเอง”
ฟู่เยี่ยนยังคงไม่พูดอะไร และก็ไม่ได้ใช้เนตรสวรรค์ในการสิ่งนี้ด้วย เพราะเธอรู้ตั้งแต่ที่เจิ้งหมิงเข้ามาแล้ว
“พี่เองก็มีคำตอบอยู่ในใจแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงมาถามฉันล่ะ? พี่ต้องการจะทำอะไรกันแน่?” ฟู่เยี่ยนวางถ้วยชาลง พร้อมกับจ้องไปที่เจิ้งหมิง
เมื่อเห็นเช่นนั้น เจิ้งหมิงก็รู้สึกได้ทันทีว่าเขาถูกมองอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว ทำให้เหงื่อผุดขึ้นมาเต็มใบหน้าของเขา
ตอนที่ 289: เหตุการณ์ไม่คาดฝัน
เจิ้งหมิงเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผากของเขา ก่อนจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดโดยไม่มีการปกปิดใดๆ
เขาไม่รู้จริงๆว่าพ่อของเขาทำอะไรอยู่ ตั้งแต่ตอนที่เจิ้งจื้อไปพบฟู่เยี่ยนเพื่อตามล่าหาสมบัติ เขาคอยจับตาดูพ่อของเขาและเจิ้งจื้ออย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด
จนเขาพบว่าพ่อของเขามักจะได้รับจดหมายในทุกเดือน แต่เขาก็ไม่รู้เนื้อหาด้านในของจดหมายพวกนั้น
และไม่นานหลังจากนั้น เจิ้งจื้อก็ได้พบกับคนที่จะไปล่าสมบัติกับเขา แต่ก็กลับมาพร้อมกับอาการได้รับบาดเจ็บ เขาจึงรู้ได้ทันทีว่าพ่อของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย และเป็นพ่อของเขาเองที่บอกให้เจิ้งจื้อรู้ถึงวิธีที่จะหาฟู่เยี่ยนเจอ
หลังจากที่ถูกฟู่เยี่ยนปฏิเสธ เจิ้งจื้อก็ได้ไปพบอาจารย์เหอ ซึ่งใครจะรู้ว่ามันเกือบทำให้เขาเอาชีวิตไม่รอด
ต่อมา เจิ้งจื้อก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งเขารู้สึกสิ้นหวังเป็นอย่างมาก เจิ้งจงไม่รู้ว่าจะให้ใครช่วย เขาจึงได้ส่งเจิ้งจื้อไปที่โรงพยาบาลอันดับ1 ที่ตั้งอยู่ในเมืองโดยตรง แต่ก็น่าเสียดายที่เจิ้งจื้อทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
จนมาถึงตอนนี้ จู่ๆพ่อของเขาก็ได้ถูกจับโดยที่ตำรวจไม่แจ้งถึงเหตุผล ในตอนแรกพวกเขายังคงไปเยี่ยมผู้เป็นพ่อได้ และทุกคนก็เฝ้าดูทุกการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ซึ่งพ่อของเขาก็ได้จะบอกว่าสบายดีและจะได้กลับบ้านเร็วๆนี้
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้เขาเข้าไปเจอพ่อ ซึ่งเขาก็ได้สอบถามถึงเรื่องนี้ จนได้รู้ว่าพ่อของเขาถูกพาตัวมาที่เมืองหลวงแล้วนั่นเอง
ทันทีที่รู้ข่าว แม่ของเจิ้งจื้อที่อยู่ที่บ้านก็ได้ร้องไห้ออกมาทันที ก่อนจะสร้างปัญหาโดยการข่มขู่ว่าจะผูกคอตาย และยืนกรานที่จะมาที่เมืองหลวงเพื่อสอบถามเรื่องนี้ ซึ่งเธอรู้อยู่แล้วว่าเขามีคนรู้จักอยู่ที่นี่
เขาจึงต้องมาหาคำตอบของเรื่องนี้ ก่อนหน้านี้เขารู้อยู่แล้วว่าพ่อของเขาไม่ใช่คนธรรมดา ทั้งยังแอบทำบางอย่างแบบลับๆอีกด้วย แต่เขาก็ไม่รู้ว่าพ่อทำงานให้กับใคร ตอนนี้พ่อของเขาก็ได้ถูกจับกุมไปแล้ว เขาจึงมีลางสังหรณ์ว่าพ่อของเขาอาจจะไม่ใช่คนบริสุทธิ์จริงๆ
ซึ่งเขาเองก็คิดว่าจะไม่สนใจเรื่องนี้ และใช้ชีวิตตามปกติต่อไป ทว่าฟู่เยี่ยนก็คอยแต่ถามกับตัวเองอยู่หลายครั้งว่าเมื่อไหร่เขาจะมาที่เมืองหลวง เพราะเธอมีบางอย่างที่อยากจะเล่าให้เขาฟัง และเธอก็ไม่สามารถปล่อยเจิ้งจงไปได้อีกด้วย
เจิ้งหมิงบอกทุกอย่างที่เขารู้กับฟู่เยี่ยนโดยไม่พลาดรายละเอียดแม้แต่นิดเดียว
ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปที่เขา พลางคิดอยู่ในใจว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่เจิ้งจงนั้นจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเสิ่นเฉิงหมิน
“แล้วพี่ต้องการอะไร? พี่ต้องการจะรู้รายละเอียด หรือต้องการช่วยเหลือเขา?” ฟู่เยี่ยนไม่ได้ดูถูกเขาแต่อย่างใด แต่มันเป็นเรื่องที่ยากมากหากจะช่วยพ่อของเจิ้งหมิงจากเรื่องนี้ เธอจะช่วยเหลืออาชญากรรมที่ชั่วร้ายและทรยศประเทศชาติได้อย่างไร?
หากเจิ้งหมิงมีความคิดนี้ ฟู่เยี่ยนจะเตะเขาออกจากบ้านของเธอไปทันทีแน่นอน
ในตอนนี้ เจิ้งหมิงก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก จริงอย่างที่เธอพูด แท้จริงแล้วเขาต้องการอะไรกันแน่? เขาต้องการรู้ความจริง? หรือต้องการช่วยพ่อของเขา?
“ตอนนี้แม่ของเจิ้งจื้อ ซึ่งเป็นป้าของฉันกำลังสร้างปัญหาให้กับทุกคนที่บ้าน ฉันจึงต้องมาที่เมืองหลวงเพื่อถามเรื่องนี้ ฉันรู้ดีว่าพ่อของฉันคงไม่สามารถหลุดพ้นจากการจับกุมได้ ดังนั้นฉันจึงแค่อยากจะรู้ความจริง!” เจิ้งหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เขารู้ดีว่าเมื่อเขาพูดออกไปแล้ว มันอาจจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฟู่เยี่ยนก็เป็นได้
“เอาล่ะ คืนนี้พี่พักอยู่ในเมืองหลวงใช่ไหม? แล้วพี่พักอยู่ที่ไหนล่ะ?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามพร้อมกับหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมา
“ฉันพักอยู่ที่บ้านพักของบริษัทขนส่ง หากเธอต้องการที่จะพบฉัน ก็โทรหาฉันได้เลย ฉันจะรอรับโทรศัพท์จากเธออยู่ที่นั่น” เจิ้งหมิงรีบบอกที่อยู่ของเขาออกไปทันที
ฟู่เยี่ยนพยักหน้ารับ ก่อนจะมองไปที่จางเหว่ย โดยที่เจิ้งหมิงเองก็ไม่ได้ปิดบังอะไรกับจางเหว่ยด้วยเช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นแล้วว่าเขายังคงเชื่อใจจางเหว่ยอยู่ แต่จางเหว่ยไม่อยากจะมีส่วนร่วมในเรื่องนี้
“พี่จางเหว่ย หลังจากที่ไปส่งพี่เจิ้งเสร็จ พี่ช่วยกลับมาที่นี่อีกครั้งด้วยนะ ฉันมีเรื่องจะคุยกับพี่นิดหน่อย”
“ได้เลย ฉันจะไปส่งนายที่บ้านพักเอง” จางเหว่ยยืนขึ้นพลางพูดกับเจิ้งหมิง
เจิ้งหมิงเป็นคนที่มีไหวพริบดีอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะปฏิเสธจางเหว่ย และเลือกที่จะกลับเอง เมื่อเดินออกมา เจิ้งหมิงก็ได้มองย้อนกลับไปที่บ้านตระกูลฟู่อีกครั้ง ก่อนจะคิดว่าเขาได้พลาดสิ่งที่ดีที่สุดในโลกนี้ไปแล้ว และสิ่งนั้นมันก็คือ ‘โอกาส’
เพียงแค่ไม่กี่ปี ชื่อเสียงของฟู่เยี่ยนก็ได้โด่งดังไปทั่วประเทศจีนแล้ว เจิ้งหมิงยังคงไม่ลืมเมื่อครั้งที่เขาทำงานให้กับฟู่เยี่ยน และยังคงเก็บไปฝันในตอนกลางดึกอยู่บ่อยครั้ง หากตอนนั้นเขาเลือกที่จะตัดขาดจากตระกูลเจิ้งอย่างเด็ดขาดแล้ว ตอนนี้ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร?
“ฟู่เยี่ยน พ่อของเขา?” จางเหว่ยเอ่ยถามขึ้นมา พร้อมกับหยิบขนมยัดเข้าปากไป
“พี่แน่ใจหรือว่าอยากรู้เรื่องนี้” ฟู่เยี่ยนพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นไปมองเขา เมื่อครู่นี้ชาที่เธอชงไม่มีรสชาติเลยสักนิดไม่ใช่หรือ แต่หลังจากที่ผ่านไปครู่หนึ่ง รสชาติของมันกลับเปลี่ยนไปอย่างน่าอัศจรรย์เสียอย่างนั้น
จางเหว่ยจึงเข้าใจได้ในทันทีว่านี่คือสิ่งที่ไม่สามารถพูดได้! เพราะมันอาจเกี่ยวโยงไปถึงหน่วยงานต่างๆนั่นเอง
“ฉันจะไม่ถามถึงมันอีก ถึงรู้ไปมันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับฉันอยู่แล้ว”
“พ่อของเขาอาจจะมาจากญี่ปุ่น แค่นี้พี่ก็คงพอจะเข้าใจแล้วใช่ไหม?” ฟู่เยี่ยนหยิบกระดาษห่อขนมที่เขาวางบนโต๊ะ ก่อนจะโยนมันลงถังขยะที่อยู่ใต้โต๊ะไป
“หืม? ฟังดูน่าตื่นเต้นดีนี่นา?” จางเหว่ยรีบพูดจนขนมแทบจะกระเด็นออกจากปาก
ฟู่เยี่ยนพยักหน้าเบาๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะเธอเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเจิ้งจงกำลังคิดจะทำอะไร
เธอคงต้องถามเรื่องนี้กับผู้อำนวยการหลี่สักหน่อยแล้ว บางทีนี่อาจเป็นโอกาสที่เธอจะรู้เรื่องราวทั้งหมดก็ได้ ในเมื่อเจิ้งหมิงมาหาเธอถึงที่บ้าน เธอจึงควรที่จะบอกความจริงกับเขา แต่ตั้งแต่ที่เจิ้งหมิงเลือกทางเดินของตัวเองในตอนนั้น เขาก็ไม่ใช่คนของเธออีกต่อไป
“พี่จะอยู่กินข้าวที่บ้านของฉันด้วยหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนถามจางเหว่ยออกไปตามตรง
“แน่นอน! อาเล็กมาที่นี่ทั้งที ฉันจะไม่อยู่คุยกับเขาได้อย่างไร นอกจากนี้ฉันยังคิดถึงรสมือของคุณป้ามากๆอีกด้วย ช่วงนี้ฉันเหนื่อยมากเลยล่ะ หากวันนี้ฉันไม่ได้อยู่กินมื้อเย็นที่นี่ ฉันคงจะเป็นคนที่โง่ที่สุดแล้ว!”
ช่วงนี้จางเหว่ยยุ่งอยู่กับการปรับปรุงร้าน ซึ่งเขาต้องคุมงานทีมตกแต่งภายในด้วยตัวเองทั้งหมด และตอนนี้ยังคงต้องวุ่นอยู่กับการรับสมัครพนักงานในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นช่างไม้ ช่างก่ออิฐ และเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคอื่นๆอีกหลายตำแหน่ง
“ฉันกำลังจะไปที่สวนหลังบ้าน จะไปด้วยกันเลยไหม?” ฟู่เยี่ยนอยากรู้ว่าตอนนี้อาเล็กของเธอและคนอื่นอยู่ที่ไหน
“ไปกันเถอะ!”
ทั้งสองคนเดินผ่านทางเชื่อมเข้าไปยังลานภายในของบ้าน และจากนั้นก็เดินเข้าไปในบ้านจนทะลุออกไปยังสวนหลังบ้าน แน่นอนว่าตอนนี้ทุกคนอยู่ในสวนกันหมดแล้ว ตอนนี้อาเล็กของเธอดูตื่นเต้นกับปลาในสระมาก ทั้งยังกระตือรือร้นที่จะจับมันอีกด้วย
ส่วนอาสะใภ้เล็กก็ดูเหมือนจะชอบดอกบัวมากเป็นพิเศษ และตอนนี้เธอยังได้เก็บฝักบัวขึ้นมาพร้อมกับแกะเมล็ดบัวอยู่!
“เสี่ยวฮั่ว มาสิ เมล็ดบัวพวกนี้อร่อยมากเลยนะ! ทำไมถึงไม่เก็บมันเลยล่ะ ฝักบัวบางฝักก็แก่มากแล้ว!” นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่โม่ลี่เห็นดอกบัวที่สวยสมบูรณ์ขนาดนี้ เธอจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
“อาสะใภ้เล็กคะ ช่วงหน้าหนาว ที่นี่มีรากบัวเยอะมากเลยค่ะ หนูคิดว่าตอนนี้ก็น่าจะมีอยู่บ้าง หากอาสะใภ้เล็กอยากกิน หนูจะลงไปเก็บมาให้เอง”
“รากบัวคืออะไรเหรอ?” ฟู่ต้าอันเอ่ยถามขึ้นมาทันที ซึ่งหวังซู่เหมยและคนอื่นก็ไม่รู้จักเช่นกัน
“มันคือรากอ่อนของบัว จะนำไปปรุงสดหรือนำไปผัดก็ได้ มันอร่อยทั้งสองแบบเลยค่ะ!” ฟู่เยี่ยนเคยกินมันเมื่อชีวิตที่แล้วของเธอ และเธอก็ยังจำได้ว่ารากบัวผัดพริกดองนั้นอร่อยมากแค่ไหน ขณะที่นึกถึงเรื่องนี้ เธอก็น้ำลายสอโดยไม่รู้ตัว!
“เธอพูดจนพี่อยากจะลองกินมันขึ้นมาแล้วสิ เสี่ยวฮั่ว พี่จะลงไปเอง ช่วยบอกพี่หน่อยได้ไหมว่าจะหามันได้จากที่ไหน!” ฟู่เซินและฟู่ซินอาสาที่จะลงไปเก็บมัน พร้อมกับกำลังพับขากางเกงขึ้น! ส่วนจางเหว่ยก็ไม่รอช้าเช่นกัน เขาถลกขากางเกงขึ้น ก่อนจะรีบลงไปในสระอย่างรวดเร็ว ด้วยการทำแบบนี้ จึงทำให้กางเกงของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ยังถือว่าไม่ได้เปียกมากเท่าไหร่นัก!
ทางด้านฟู่ต้าอันก็อยากมีส่วนร่วมกับเด็กๆด้วยเหมือนกัน แต่เขาก็ต้องรักษาภาพลักษณ์ในฐานะผู้อาวุโสต่อหน้าหลานสาวและหลานชายของเขา ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงแค่ยืนอยู่บริเวณขอบสระด้วยความรู้สึกคันไม้คันมือเท่านั้น
“พี่คะ ลองเดินตามรากบัวไปเพื่อหามันดูสิ ด้วยวิธีนี้น่าจะหามันได้ง่ายที่สุดแล้ว” หลังจากถอนต้นบัวออกไปไม่กี่ต้น พวกเขาก็พบกับรากบัวที่แตกแขนงออกไปตามก้นสระ ด้วยความที่สระแห่งนี้ค่อนข้างกว้าง หลังจากที่เก็บรากบัวมาเพียงพอที่จะทำอาหารแล้ว พวกเขาจึงหยุดและขึ้นจากสระ ที่สำคัญพวกเขายังได้เก็บรากบัวที่เป็นรากหลักเอาไว้อีกด้วย
ตอนนี้ทุกคนได้เตรียมรากบัวสดไว้กินตอนมื้อเย็นหนึ่งจาน ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้เริ่มทำพริกดองและเก็บรากบัวเอาไว้หนึ่งจาน โดยตั้งใจว่าจะนำมันไปผัดในวันพรุ่งนี้
ในตอนนั้นเอง ฟู่ต้าหย่งก็ได้กลับมาพร้อมกับลูกชายและหลานๆของเขา แม้ว่าเขาจะดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย แต่ดวงตาของเด็กๆทั้งสามคนกลับยังดูสดใส ซึ่งนั้นแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเพิ่งจะมีช่วงเวลาที่ดีนั่นเอง
เมื่อพี่น้องได้มาพบกัน จึงมีเรื่องราวให้พูดคุยมากมาย และทุกคนก็ได้กินมื้อเย็นกันอย่างมีความสุข
ตอนที่ 290: วอลนัท
หลังจากที่กินมื้อเย็นเสร็จ ฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าอันก็ได้ไปนั่งคุยกันต่อที่ลานบ้าน
ส่วนคนอื่นอยู่ข้างในบ้าน และได้ตกลงกันแล้วว่าพรุ่งนี้พวกเขาจะไปซื้อของและเที่ยวตามสถานที่สำคัญในเมืองหลวง จากนั้นทุกคนจึงได้แยกย้ายกันไปพักผ่อน ส่วนสองพี่น้องกำลังนั่งดื่มเหล้าและพูดคุยกันที่สนามหญ้า โดยพวกเขาได้พูดคุยกันถึงเรื่องต่างๆที่ผ่านมาตลอดช่วงหลายเดือนนั่นเอง
“พี่ใหญ่ จู่จื่อถูกปล่อยตัวออกมาแล้วนะ ครึ่งเดือนก่อนที่ฉันจะมาที่นี่ เขาได้รับการลดโทษและถูกปล่อยตัวก่อนกำหนด” ฟู่ต้าอันพูดก่อนจะจิบเหล้าและหยิบถั่วลิสงที่วางบนโต๊ะขึ้นมากินเป็นกับแกล้ม
“อืม จางเหว่ยบอกเรื่องนี้กับฉันแล้ว มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก แล้วพ่อล่ะ เขาเป็นอย่างไรบ้าง?” ฟู่ต้าหย่งถามถึงฟู่เหล่าชวนพร้อมกับเคี้ยวถั่วลิสงไปด้วย
“ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ ตอนนี้ขาของเขาหายดีแล้ว ฉันได้ยินป้าเหอบอกว่าเขาเหมือนกำลังสานสัมพันธ์กับใครสักคนอีกครั้งด้วยล่ะ” ในตอนแรก ฟู่ต้าอันไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายเขาก็ยอมพูดมันออกมา
ฟู่ต้าหย่งที่ได้ยินเช่นนั้นก็แสยะยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน เราไม่สามารถเปลี่ยนสุนัขที่ชอบกินอาจมได้จริงๆ!
“แล้วหนิวชุ่ยฮวาไม่ตามไประรานเขาเหรอ?”
“ดูเหมือนจะไม่นะ ตอนนี้เธอยังมีสิทธิ์ที่จะสร้างปัญหาอีกเหรอ? เธอสนใจแค่เงินเดือนของชายชราเท่านั้นแหละ เพราะเธอยังต้องหาผู้หญิงให้กับลูกชาย ทั้งยังต้องเลี้ยงดูตัวเองในยามชราอีก”
ฟู่ต้าอันพูดด้วยท่าทางที่ดูประชดประชัน ซึ่งครั้งแรกที่รู้เรื่องนี้ เขารู้สึกอายจนไม่อยากออกไปข้างนอกเลยตลอดทั้งวัน แต่เมื่อมาคิดดูดีๆแล้ว เขาก็ได้รู้สึกโล่งใจจริงๆ แล้วเรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลย แล้วทำไมเขาต้องมารู้สึกแย่ไปกับชายชราคนนั้นด้วย?
นอกจากนี้ เขาเองก็ได้ย้ายไปอยู่ในเมืองแล้ว และก็ไม่ได้ยินข่าวซุบซิบใดอีกด้วย
“หากเขาจะแต่งงานใหม่อีกครั้งก็ปล่อยเขาไปเถอะ ฉันไม่อยากรับรู้อีกแล้ว!” ฟู่ต้าหย่งโยนเรื่องนี้ทิ้งไปในทันที
“แล้วเราทำอะไรได้มากไปกว่านี้อีกอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่ต้าอันพูดพร้อมกับจิบเหล้าอีกครั้ง
“ว่าแต่ตอนนี้นายมีแผนจะทำอะไรต่อไปล่ะ?” ฟู่ต้าหย่งรู้สึกว่าไม่ใช่แค่เมืองหลวงเท่านั้นที่สถานการณ์เริ่มดีขึ้น ตอนนี้สถานการณ์ทั่วประเทศก็กำลังดีขึ้นตามลำดับด้วยเช่นกัน ซึ่งน้องชายของฉันยังอายุน้อย บางทีน้องชายของเขาอาจใช้โอกาสนี้คิดหาทางทำธุรกิจบางอย่างได้
ฟู่ต้าหย่งมักจะได้ยินสิ่งเหล่านี้จากฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวที่บ้านเป็นประจำ ดังนั้นเขาจึงได้รับอิทธิพลจากสิ่งเหล่านั้นไปโดยไม่รู้ตัว เขาจึงลองพิจารณาสถานณ์ต่างๆ และพบว่ามันเป็นแบบนั้นจริง จนตอนนี้เขาเองก็อยากจะพัฒนาธุรกิจเหล้าของเขาด้วยเช่นกัน
“พี่ใหญ่ ผมคิดว่าจะลาออกจากงาน ครั้งล่าสุดที่ผมไปหาโม่ลี่ที่มหาวิทยาลัย หากผมไปขายซาลาเปากับแพนเค้กที่นั่น คงจะขายดีแน่นอน ขอแค่ไม่ขี้เกียจ ทุกอย่างก็เป็นเงินทั้งนั้น”
“ผมคงทำงานที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ตลอดไปไม่ได้หรอก เพราะมันไม่ได้ต่างจากการที่ผมกำลังย่ำอยู่กับที่เลย! นอกจากนี้เราสองคนก็ไม่ต้องอยู่กันคนละที่อีกต่อไปแล้วด้วย”
ฟู่ต้าหย่งพยักหน้ารับเบาๆ ตราบใดที่น้องชายของเขามีความคิดริเริ่มจะทำบางอย่างก็ถือว่าดีมากแล้ว แต่เขาเองก็ยังกลัวว่าน้องชายจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังอยู่!
“นายลองกลับไปยังเมืองที่นายอาศัยอยู่แล้วลองทำมันด้วยตัวเองก่อนเถอะ หากมันไม่ได้ผลก็มาที่เมืองหลวงได้นะ หลังจากที่โม่ลี่เรียนจบ นายยังอยากจะอยู่ที่นั่นอยู่หรือเปล่า?”
“พี่ใหญ่ ที่ฉันมาที่นี่ก็เพื่อจะคุยเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน ฉันอยากซื้อบ้านหลังเล็กๆที่นี่ ไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านหลังใหญ่ เพราะฉันคงมีเงินไม่พอ ขอเพียงเรือนสี่ประสานหลังเล็กๆก็พอแล้ว แม้ว่าจะเก่านิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ขอแค่ใช้มันเป็นที่อยู่อาศัยได้เท่านั้น”
“ตอนนี้พ่อตาของฉันก็อยากมาอยู่ที่นี่ด้วยเหมือนกัน แต่ครอบครัวของเขาไม่ได้มีทรัพย์สินมากมาย ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่เขาจะมาอยู่กับฉันที่นี่ด้วย”
“คุณลุงอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่ต้าหย่งรู้เรื่องของตระกูลหลี่มาพอสมควรเช่นกัน
“ลืมเรื่องนี้ไปเถอะ เราไม่สามารถยึดกำแพงได้ด้วยโคลน” ฟู่ต้าอันดูเหมือนจะไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้มากนัก ดังนั้นฟู่ต้าหย่งจึงไม่ได้ถามอะไรอีก และเลือกที่จะมองข้ามมันไปในที่สุด
“อาจารย์หลี่เป็นคนมีการศึกษา แต่คนที่มีการศึกษาส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยเก่งในการจัดการปัญหาภายในบ้านของตัวเองเท่าไหร่นัก ดังนั้นนายเองก็ต้องอดทนกับบางสิ่งให้มาก อย่าทะนงตนจนเกินไป เพราะมันอาจไปทำร้ายจิตใจของคนอื่นโดยที่เราไม่รู้ตัวได้!”
“พี่ใหญ่ ผมเข้าใจเรื่องนี้ดี”
“พรุ่งนี้ค่อยถามเสี่ยวฮั่วเรื่องบ้านก็แล้วกัน เธอสามารถจัดการเรื่องนี้ให้นายได้ อ้อ มีอีกสิ่งหนึ่งที่นายควรรู้เอาไว้ นั่นคือเรื่องการแต่งงานของน้องสาวนาย” เมื่อพูดถึงเรื่องการแต่งงานของฟู่ต้านี สีหน้าของฟู่ต้าหย่งก็ดูจริงจังขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“พี่ใหญ่ เราอย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องการแต่งงานเลย ฉันมีบางอย่างที่ยังไม่ได้บอกพี่ ให้ตายสิ ฉันลืมมันไปเสียสนิทเลย! เก่อหงจวินเสียชีวิตแล้ว!” คำพูดประโยคนี้ของฟู่ต้าอันทำให้ฟู่ต้าหย่งรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาในทันที
“มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ฉันเองก็ไม่รู้ถึงรายละเอียดเรื่องนี้มากนักหรอกนะ รู้แค่ว่าเป็นฝีมือของเก่อหงปิง พวกเขาน่าจะทะเลาะกัน แต่เป็นเก่อหงจวินที่โชคร้ายถูกน้องชายของเขาแทงเข้าที่คอโดยตรง จนเลือดของเขาไหลนองเต็มไปหมด และฉันยังได้ยินมาอีกว่าไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้องตัวเขาเลยอีกด้วย”
“จนต้องให้ตำรวจมาจัดการเรื่องศพของเขา ส่วนเก่อหงปิงก็ถูกจับกุมแล้วเช่นกัน พี่ใหญ่ พี่จะบอกเรื่องนี้กับพี่เขาด้วยหรือเปล่า?”
“ฉันคิดว่าเราควรจะบอกเธอนะ เพราะถึงอย่างไรต้านีก็เป็นคนตัดสินใจเองทุกอย่างอยู่แล้ว ฉันคิดว่าเมื่อพี่รองของนายมาถึงในวันมะรืนนี้ ฉันจะเรียกเสี่ยวหลิวให้มาพบกับทุกคน ในความคิดของฉัน เขาดีกว่าเก่อหงจวินเป็นไหนๆ”
“และที่สำคัญที่สุด เขายังเป็นคนที่มีบุคลิกที่ดีมากๆด้วย”
“พี่ถามเรื่องนี้กับเสี่ยวฮั่วแล้วหรือยัง?” ฟู่ต้าอันเชื่อในพลังเหนือธรรมชาติที่หลานสาวของเขามีมาโดยตลอด
“เสี่ยวฮั่วเองก็ชอบเขาเหมือนกัน และยอมรับเขาในฐานะลุงแล้วด้วย หากจะพูดถึงผู้เฒ่ามู่ เขาเป็นปู่ของมู่อี้อัน และอีกไม่นาน เขายังจะแนะนำเสี่ยวหลิวให้รับตำแหน่งในหน่วย753ด้วย เสี่ยวหลิวกับฟู่เยี่ยนจะได้ทำงานในหน่วยงานเดียวกันในอนาคตด้วยอย่างไรล่ะ!”
ยิ่งฟู่ต้าหย่งพูดถึงเรื่องนี้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกพอใจมากขึ้นเท่านั้น ฟู่ต้านีต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานมาก่อนและยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด ดังนั้นทันทีที่เขาได้ยินว่าเสี่ยวหลิวมีความสามารถด้านนี้ เขาจึงรู้สึกเห็นด้วยกับเรื่องนี้ขึ้นมา
“ดีแล้ว ฉันจะได้ทำความรู้จักกับเขาด้วย ว่าแต่ฉันยังไม่เคยเห็นลูกแฝดของพี่รองเลย!”
“การคลอดเป็นไปได้ด้วยดี ตอนนี้หลานตัวน้อยของเราเริ่มคลานแล้ว ทั้งยังเป็นเด็กที่น่ารักมากอีกด้วย! เอาไว้เสี่ยวลี่เรียนจบ นายเองก็ควรจะรีบมีลูกได้แล้วนะ”
สองพี่น้องนั่งดื่มเหล้าด้วยกันจนดึก ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน เมื่อฟู่ต้าอันกลับมาถึงห้อง เขาก็พบว่าหลี่โม่ลี่ยังคงรอเขาอยู่
“ทำไมคุณยังไม่ไปนอนอีกล่ะ? ไม่เหนื่อยอย่างนั้นเหรอ?”
“ฉันกำลังรอคุณอยู่! คุณพูดอะไรกับพี่ใหญ่มาเหรอ? ดูเครื่องประดับที่เสี่ยวฮั่วให้ฉันสิ!” หลี่โมลี่รู้สึกตื่นเต้นมากกับเครื่องประดับที่ทำจากหยกจักรพรรดิในมือของเธอ!
“ไม่ได้พูดอะไรมากนักหรอก แค่พูดถึงเรื่องพ่อก็เท่านั้นเอง”
“คุณบอกเรื่องนั้นไปแล้วเหรอ?” หลี่โมลี่รู้เรื่องที่พ่อสามีของเธอที่กำลังมีความสัมพันธ์ครั้งใหม่กับใครสักคนแล้วเช่นกัน
“อืม ผมบอกไปแล้ว พี่ใหญ่บอกว่าอย่าไปสนใจเขาเลย เราไม่ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ไม่ว่าเขาจะทำอะไร มันก็เป็นเรื่องของเขา ตอนนี้ผมไม่ใช่ลูกชายของเขาอีกต่อไปแล้ว!” หลังจากที่พูดจบ ฟู่ต้าอันก็ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าและกำลังจะเข้านอน
“เฮ้ มาดูเครื่องประดับก่อนสิ” หลี่โม่ลี่หยิบมันขึ้นมา ก่อนจะยื่นมันออกไปให้ฟู่ต้าอันดู
ในเวลาเดียวกันนี้ ฟู่ต้าหย่งก็ได้พูดเรื่องราวของฟู่เหล่าชวนให้กับหวังซู่เหมยฟังเช่นกัน
“คุณพูดว่าอะไรนะ มันคือเรื่องจริงเหรอ?” หวังซู่เหมยโพล่งออกมาพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้าง
“ก็คงจะเป็นอย่างนั้น เพราะเป็นแม่ของฟู่เฉิงเป็นคนพูดเรื่องนี้ด้วยตัวเอง และคนทั้งหมู่บ้านก็คงรู้เรื่องนี้กันหมดแล้วเหมือนกัน” ฟู่ต้าหย่งพูดขณะที่นอนอยู่บนเตียง เขาจ้องมองไปบนเพดานด้วยดวงตาที่เหม่อลอย
“ตอนนี้หนิวชุ่ยฮวาคงจะรู้แล้วสินะว่าการโกรธมากๆ แต่ไม่สามารถแสดงท่าทีใดออกมาได้เป็นอย่างไร ฮึ่ม! เธอสมควรที่จะได้รับมันแล้ว!” หวังซู่เหมยไม่รู้สึกเห็นใจเธอเลยแม้แต่น้อย
“มันเป็นความผิดของเธอเอง ฉะนั้นเธอก็ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยตัวเอง ในฐานะลูกชาย เราเองก็ไม่สามารถทำอะไรได้เช่นกัน เราไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเข้าไปแทรกแซงเรื่องนี้ได้เลย” ฟู่ต้าหย่งพูดคล้ายกับจะโน้มน้าวใจของหวังซู่เหมย ก่อนที่เขาจะค่อยๆหลับตาลง และไม่พูดอะไรอีก
ส่วนหวังซู่เหมยเองก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน เธอเข้าใจท่าทางเช่นนี้ของสามีดี เรื่องแม่สามีของเธอนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้ต้าหย่งเจ็บปวดใจมาโดยตลอด ฉะนั้นเธอจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรให้ไปกระทบจิตใจของเขา! ก่อนจะเข้านอนและผล็อยหลับไป
ในเวลานี้ ที่บ้านตระกูลไป๋ ไป๋โม่เฉินกำลังอ่านหนังสืออยู่ และตอนนี้เขาก็เริ่มรู้สึกสนใจหนังสือจิตวิทยามากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ซึ่งวันนี้เขากำลังอ่านหนังสือเกี่ยวกับการสะกดจิต และไป๋โม่เฉินเองก็อยากจะลองดูเหมือนกันว่าการสะกดจิตนั้นสามารถทำได้จริงหรือเปล่า
ส่วนไป๋ซ่งนั้นกำลังโกรธแม่เฒ่าเฉินอยู่ ตอนนี้ดึกมากแล้ว แต่หญิงชรากลับไม่ยอมกินอะไรเลย เธอไม่ยอมกินยาและไม่ยอมเข้านอน ทั้งยังเอาแต่ขอให้เขาไปเอาวอลนัทมาให้อีกด้วย
แต่เนื่องจากที่เธอกำลังป่วย ดังนั้นไป๋ซ่งจึงยอมทำตามอย่างว่าง่าย เมื่อเดินผ่านห้องของหลานชาย เขาก็เห็นว่าไฟภายในห้องยังสว่างอยู่ จึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไป
“นี่มันก็ดึกมากแล้ว ทำไมถึงยังไม่นอนอีกล่ะ?” ไป๋ซ่งไม่รู้เลยว่ากำลังเข้าไปขัดจังหวะความคิดของไป๋โม่เฉิน
“ปู่ครับ ปู่ยังไม่นอนเหรอ? แล้วปู่จะเอาวอลนัทไปทำอะไร?”
“ก็ย่าของหลานน่ะสิ! เธออยากกินมัน”
ไป๋โม่เฉินหยิบวอลนัทขึ้นมาสองสามลูก ก่อนจะออกแรงบีบมันจนแตกออกเป็นชิ้นๆ เมื่อไป๋ซ่งเห็นเช่นนั้น เขาจึงได้ยื่นวอลนัททั้งหมดให้กับหลานชายของเขา
“ย่าของหลานใกล้จะหายดีแล้ว เอาไว้สิ้นเดือนที่จะถึงนี้ เรามาคุยเรื่องการหมั้นของหลานกันดีไหม?”
จบตอน
Comments
Post a Comment