ตอนที่ 291: ชีวิตประจำวัน
ไป๋โม่เฉินไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับความกระตือรือร้นของคุณปู่เลย เพราะตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่ฟู่เยี่ยนได้มอบบันทึกการเล่นหมากรุกให้กับไป๋ซ่ง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไป๋ซ่งก็เอาแต่ถามถึงฟู่เยี่ยนไม่หยุด
แม้แต่แม่เฒ่าเฉินเองก็ยังยกย่องเธอมากเช่นกัน หากไม่มีอาการป่วยเข้ามาแทรกแซง การตกลงเรื่องการหมั้นคงจะผ่านไปด้วยดีแล้ว
“คุณปู่ครับ เราไม่จำเป็นต้องรีบร้อนขนาดนั้นก็ได้ ช่วงปลายเดือนนี้เป็นงานหมั้นของฟู่เหมี่ยว ผมคิดว่าทุกคนในตระกูลฟู่คงจะงานยุ่งอย่างแน่นอน รออีกสักหน่อยเถอะครับ!” ไป๋โม่เฉินคิดถึงเรื่องนี้เอาไว้แล้ว พวกเขายังมีเวลาอีกเยอะ ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไรเลย
“งานหมั้นเหรอ? คงจะไม่เหมาะหากปู่กับย่าของหลานไม่ไปร่วมงาน เอาไว้หลังเสร็จงานหมั้นแล้ว เราค่อยไปเยี่ยมเยียนเธอที่บ้านกัน แค่ได้ยินเสี่ยวฮั่วพูดถึงบ้านของเธอ ปู่ก็อยากจะเยี่ยมดูสักครั้งแล้วล่ะ! เธอบอกว่าบ้านของเธอเป็นเรือนสี่ประสานมีลานกว้างพร้อมทางเข้าถึงห้าชั้น และยังมีสวนหลังบ้านอีกด้วย” ไป๋ซ่งพูดขึ้นมาพร้อมกับดวงตาที่เป็นประกาย
ทันใดนั้นเอง ไป๋โม่เฉินก็ได้นึกถึงบ้านที่เขาให้เป็นของขวัญกับฟู่เยี่ยนขึ้นมา แต่ตอนนี้มันยังไม่ได้รับการตกแต่งภายใน หากตกแต่งเสร็จแล้ว เขาก็คงจะพาคุณปู่ไปดูที่นั่นได้แล้วเช่นกัน
“ปู่ครับ มีบางอย่างที่ผมยังไม่ได้บอกปู่ ผมได้ขอให้ชวนจื่อติดต่อซื้อบ้านทั้งสองหลังมาจากคุณลุง แล้วมอบมันให้กับฟู่เยี่ยน ซึ่งมันอยู่ไม่ไกลจากบ้านที่เธออาศัยอยู่ตอนนี้ หากตกแต่งเสร็จแล้ว ผมจะพาปู่ไปดูที่นั่น”
“ในอนาคตปู่จะเลือกอยู่ที่นั่นหรือที่นี่ก็ตามแต่ความต้องการของปู่ได้เลยครับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋ซ่งก็ได้แต่บ่นในใจว่าหลานชายของเขาชอบตัดสินใจทำเรื่องใหญ่โดยไม่บอกกล่าวใคร! สมัยตอนไปเข้ากองทัพก็เป็นแบบนี้ ไม่มีการบอกกล่าวให้เขาและภรรยารู้ก่อนสักคำก็ชิงเดินเรื่องเสร็จสรรพแล้ว การทำแบบนี้มันทำให้มีทั้งคนรักและคนเกลียดได้เลย!
แม้ว่าเขาจะรู้สึกสนใจ แต่เขาก็ยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ เขาอยู่ที่นี่ดีอยู่แล้ว อย่าสร้างปัญหาให้คนอื่นดีกว่า จริงอยู่ที่การย้ายบ้านไม่ใช่เรื่องยาก แต่การรักษาความปลอดภัยทุกด้านต้องได้รับการตรวจสอบโดยรัฐบาลเพื่อเป็นการรับประกันความปลอดภัยของเขาเอง
“ช่างเถอะ ปู่สามารถไปเที่ยวดูได้ แต่เรื่องย้ายไปอยู่ที่นั่นคงไม่สะดวก มันยุ่งยากเกินไป!”
“เอาไว้ลองไปดูที่นั่นก่อนเถอะครับ ผมเชื่อว่าปู่จะต้องชอบมันอย่างแน่นอน” ไป๋โม่เฉินยังคงชักชวนปู่ของเขาต่อ
“เรื่องนี้ไว้ค่อยคุยทีหลังเถอะ เอาวอลนัทมาให้ปู่ได้แล้ว ปู่จะเอามันไปให้ย่าของหลานแล้ว หากย่าเขากินมันแล้วยังไม่ยอมนอน ปู่คงต้องไปนอนที่ห้องรับแขกแล้ว!” แม้ว่าไป๋ซ่งจะพูดแบบนั้นก็ตาม แต่เขาก็ยังคงรีบกลับไปที่ห้องของเขาพร้อมกับเม็ดวอลนัทอยู่ดี
ไป๋โม่เฉินที่เห็นแบบนั้นก็ได้แอบยิ้มอยู่เงียบๆ แม้ว่าคุณปู่จะเป็นคนพูดจาดูแข็งกร้าว แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยนมาโดยตลอด และการที่คุณย่าไม่สบายในครั้งนี้ เขาก็ตกใจมากจนน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ตอนที่คุณย่าอยู่ในห้องผ่าตัดนั้น เขาก็ยังเอาแต่นั่งมองประตูด้านนอกอย่างไม่ละสายตา นั่นก็เพราะเขากลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณย่านั่นเอง
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เขาก็คิดถึงฟู่เยี่ยนขึ้นมาทันที และเมื่อเขานึกถึงสิ่งที่เธอพูดในวันนั้น วันนี้อาเล็กของเธอน่าจะมาถึงแล้ว ถ้าอย่างนั้นวันพรุ่งนี้เขาจะไปที่บ้านตระกูลฟู่หน่อยดีกว่า! คิดได้เช่นนั้นแล้ว เขาก็ปิดไฟและเข้านอนทันที
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อไป๋โม่เฉินมาถึงที่บ้านตระกูลฟู่ ทุกคนก็กำลังกินมื้อเช้ากันอยู่พอดี
“เสี่ยวไป๋ ทำไมถึงได้มาที่นี่แต่เช้าเลยล่ะ! กินอะไรมาแล้วหรือยัง? เช้านี้อาทำแพนเค้กด้วยนะ มากินก่อนสิ” ฟู่ต้านีค่อนข้างรู้สึกประทับใจในตัวไป๋โม่เฉินมากๆ เด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนหน้าตาดี ทั้งยังชอบช่วยงานบ้านทุกครั้งที่มาที่นี่ แม้เขาจะเป็นคนพูดน้อย แต่เขาก็เป็นคนที่ทำมากกว่าพูด!
ฟู่ต้านีชอบคนที่พูดน้อยอยู่แล้ว เพราะการเป็นคนที่พูดง่ายและขยันทำสิ่งต่างๆ ถือว่าเป็นคุณสมบัติที่มีค่ามากที่สุดสำหรับเธอ
“ผมกินข้าวเช้ามาแล้วครับ แต่หลังจากที่ได้ยินคุณอาพูด ผมก็เริ่มหิวขึ้นมาอีกครั้งแล้วสิ!” ไป๋โม่เฉินรู้จักนิสัยใจคอของทุกคนในตระกูลฟู่เป็นอย่างดีแล้ว และอาหญิงก็ชอบคนที่กินเก่งที่สุด
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ไปล้างมือก่อนเถอะ เสี่ยวฮั่วยังไม่ตื่นเลย! เด็กคนนี้ เป็นสาวเป็นนางทำไมถึงได้ขี้เกียจนักนะ เสี่ยวไป๋ช่วยไปเรียกเธอมากินข้าวด้วยก็แล้วกัน!” ฟู่ต้านีพูดพร้อมกับเดินเข้าไปในครัวอีกครั้ง
ทันใดนั้นเอง หวังซู่เหมยก็ได้เดินออกมา ตามมาด้วยหลี่โม่ลี่ โดยทั้งสองได้ถือชามและตะเกียบออกมาด้วย
“เสี่ยวไป๋ก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ มาๆ มากินข้าวด้วยกันก่อน นี่คืออาสะใภ้เล็กของเสี่ยวฮั่ว เรียกเธอว่าอาสะใภ้เล็กเถอะ! โม่ลี่ นี่คือคนรักของเสี่ยวฮั่ว”
ไป๋โม่เฉินรีบเดินเข้าไปเพื่อช่วยหยิบชามและตะเกียบ ก่อนจะทักทายทั้งสองคนพร้อมกัน
หลี่โม่ลี่มองไปที่ไป๋โม่เฉินอย่างเงียบๆ เธอเคยได้ยินหวังซู่เหมยพูดถึงเขามานานแล้ว และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับเขา ซึ่งเขาเป็นคนที่ดูสุภาพมากจริงๆ!
ฟู่ต้าอันไปที่สวนหลังบ้านตั้งแต่เช้า โดยเขาและฟู่ต้าหย่งได้ตั้งคันเบ็ดเอาไว้ตั้งแต่ตอนห้าโมงเย็นของเมื่อวานแล้ว แต่ทว่าเช้านี้พวกเขากลับไม่ได้ปลาเลยสักตัว
ฟู่ต้าหย่งจึงพึมพำออกมาเบาๆ ปลาพวกนี้ชักจะฉลาดขึ้นไปทุกวันแล้ว คงเป็นเพราะพวกมันเห็นตะขอทุกวัน ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนแผนโดยไปตกปลาที่แม่น้ำแทน เพราะปลาพวกนั้นไม่ฉลาดเท่าปลาในสระแห่งนี้!
เมื่อสองพี่น้องกลับมาถึงบ้าน ไป๋โม่เฉินก็กินข้าวเกือบเสร็จแล้ว
“คุณลุง นี่คือคุณอาใช่ไหมครับ?!” ไป๋โม่เฉินรีบกลืนข้าวลงไป และกล่าวทักทายพวกเขาในทันที
“ต้าอัน นี่คือคนรักของเสี่ยวฮั่ว ตอนนั้นนายคงจะไม่ทันได้พบกับเขาสินะ”
“ฉันเคยได้ยินพี่สะใภ้พูดถึงเขาอยู่หลายครั้งแล้ว! เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ดูดีจริงๆ! ฉันคิดว่าเขาคู่ควรกับครอบครัวของเราแล้ว! นายนั่งลงแล้วกินข้าวต่อเถอะ ไม่ต้องมีสุภาพขนาดนั้นก็ได้”
ขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่นั้น ฟู่เซินและคนอื่นก็ได้เดินเข้ามา
“เสี่ยวไป๋ นายมาแต่เช้าเลยเหรอ! นายกะจะมาแย่งกับข้าวของฉันใช่ไหม?” ฟู่เซินพูดอย่างติดตลก
“ฉันไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวขนาดนั้นสักหน่อย ฉันแค่คิดถึงนายเท่านั้นเอง ไม่เจอนายเพียงแค่วันเดียว มันนานแสนนานราวกับผ่านฤดูใบไม้ร่วงมาแล้วสามครั้งเลยล่ะ!” ไป๋โม่เฉินเองก็พูดหยอกล้อฟู่เซินด้วยเช่นกัน
“พี่ใหญ่ พี่กลับมาแล้วเหรอ?” เขาหันไปมองฟู่ซินพร้อมกับกล่าวทักทาย ส่วนฟู่ซินยังคงไม่พูดอะไรออกมา เขากำลังคิดว่าผู้ชายคนนี้ช่างปรับตัวให้เข้ากับทุกคนได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ตอนเจอกันครั้งแรก พวกเขาทั้งสองเพียงแค่เรียกชื่อกันเฉยๆเองไม่ใช่หรือ!
“เฮ้ ทำไมนายถึงได้เลือกปฏิบัติแบบนี้กันล่ะ ฉันไม่เคยได้ยินนายเรียกฉันว่าพี่รองมาก่อนเลยนะ!” ฟู่เซินท้วงขึ้นมาทันที
“พี่รอง พี่อายุน้อยกว่าพี่ไป๋โม่เฉินอีกนะ พี่ไม่รู้สึกอึดอัดบ้างเลยหรืออย่างไรที่ต้องได้ยินเขาเรียกพี่แบบนั้น?” ฟู่เยี่ยนเดินออกมาจากบ้านและบังเอิญได้ยินการสนทนานี้เข้าพอดี
“ฉันจะรู้สึกแบบนั้นไปทำไม แม้ว่าเขาจะอายุเยอะกว่าฉัน แต่หากนับจากลำดับอาวุโสแล้ว ฉันต้องเป็นพี่รองของเขาสิ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างก็หัวเราะออกมา เขาพอใจที่จะให้ไป๋โม่เฉินเรียกพี่รองจริงๆอย่างนั้นหรือ
“เสี่ยวฮั่ว วันนี้แม่จะพาอาเล็กและอาสะใภ้ไปเที่ยว ลูกจะไปด้วยหรือเปล่า?” หวังซู่เหมยถามความคิดเห็นของฟู่เยี่ยนก่อน
“แม่คะ แม่ไปเที่ยวกันเถอะค่ะ หนูยังมีเรื่องที่ต้องทำ เอาไว้ตอนเที่ยงเราค่อยไปกินข้าวด้วยกันที่ภัตตาคารเฉวียนจวี้เต๋อ หนูจะขอให้พี่รองไปจองที่โต๊ะเอาไว้ก่อน” วันนี้ฟู่เยี่ยนต้องไปที่หน่วย753 เพื่อจัดการทุกอย่างให้เสร็จ
“ได้เลย ไม่มีปัญหา แน่ใจแล้วใช่ไหมว่าลูกจะไม่ไปกับพวกเรา? แล้วเสี่ยวไป๋ล่ะ จะไปกับฟู่เยี่ยนหรือจะไปกับพวกเรา?”
“คุณป้าครับ ผมขออาสาขับรถให้กับคุณป้าก็แล้วกันครับ เพราะที่ที่ฟู่เยี่ยนจะไป ผมตามเข้าไปด้วยไม่ได้อยู่แล้ว” ไป๋โม่เฉินชำเลืองมองไปที่ฟู่เยี่ยน และเขาก็รู้แล้วว่าเธอน่าจะไปที่หน่วย753 เพราะหากเธออยากไปที่อื่น เธอคงจะไม่พูดแบบนั้นอย่างแน่นอน
“ใช่ค่ะ เขาเข้าไปในที่ที่หนูจะไปไม่ได้” ฟู่เยี่ยนเองก็ชำเลืองมองไปที่เขาเช่นกัน เขาเป็นผู้ชายที่เข้าใจเธออย่างลึกซึ้งจริงๆ!
หลังจากที่กินมื้อเช้าเสร็จ พวกเขาก็ได้แยกย้ายกันไปทำธุระ โดยไป๋โม่เฉินได้พาทุกคนไปที่พระราชวังต้องห้ามก่อน เพราะที่นั่นจำเป็นต้องไปเข้าแถวเพื่อรอเข้าชมพระราชวังต้องห้ามตั้งแต่เช้า และอาจกินเวลาไปถึงตอนกลางวันเลยก็ได้ ที่สำคัญสถานที่แห่งนั้นก็อยู่ใกล้เคียงกับภัตตาคารเฉวียนจวี้เต๋อที่สุดอีกด้วย
ทางด้านฟู่เยี่ยนเองก็ได้มาถึงหน่วย753แล้วเช่นกัน นับตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งล่าสุด หน่วย753ก็ได้ย้ายไปตั้งอยู่ในเรือนสี่ประสานหลังหนึ่ง ส่วนห้องสอบสวนจะตั้งอยู่อีกที่ แม้แต่ฟู่เยี่ยนก็ไม่รู้ข้อมูลที่แน่ชัดเช่นกัน เพราะเรื่องนี้เป็นความลับ
ตอนนี้ผู้อำนวยการหลี่กำลังศึกษาสาขาอภิปรัชญากับรองผู้อำนวยการหยู เมื่อได้ยินว่าฟู่เยี่ยนมาที่นี่ เขาจึงรีบสั่งให้เจ้าหน้าที่พาเธอเข้ามาทันที
“อาจารย์ฟู่ ทำไมถึงได้มาที่นี่ได้ล่ะ ตอนนี้สำนักงานของเราเข้มงวดกว่าเดิมมากเลยนะ!” ผู้อำนวยการหลี่พูดออกไปตามตรง
“ลุงหลี่ ทำไมลุงถึงแกล้งหนูแบบนี้กันล่ะ”
“ฮ่าฮ่า เธอคิดอย่างไรกับที่นี่บ้างล่ะ?”
ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ ก่อนจะตระหนักขึ้นมาได้ว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยส่วนตัวมาก่อน และบรรยากาศของที่นี่ก็ดูเรียบง่าย ผู้อำนวยการหลี่ถึงกับวางโซฟาเอาไว้ในบ้านอีกด้วย ทั้งยังมีโต๊ะชาโดยเขาได้ตกแต่งเหมือนกับเป็นห้องนั่งเล่นที่บ้านของเขาอย่างไรอย่างนั้น
“จริงด้วย มันดูไม่เหมือนสำนักงานเลย มันเหมือนกับห้องนั่งเล่นที่บ้านมากกว่า”
“นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการอย่างไรล่ะ เธอไม่สังเกตเหรอว่าฉันลงทุนย้ายโซฟาจากที่บ้านมาเองเลยด้วยซ้ำ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มุมปากของรองผู้อำนวยการหยูก็กระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปที่เขา ก่อนจะแอบหัวเราะอยู่ในใจ!
ตอนที่ 292: การพูดคุยที่เป็นความลับ
“ลุงหลี่คะ ที่หนูมาในวันนี้ หนูมีบางอย่างอยากจะถามค่ะ ในบรรดาคนที่ถูกจับกุม มีคนที่ชื่อเจิ้งซ่งที่เป็นหนึ่งในผู้ใต้บังคับบัญชาของบ้านรองตระกูลมู่หรือเปล่าคะ?” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยสีหน้าที่ดูจริงจัง
ผู้อำนวยการหลี่และรองผู้อำนวยการหยูหันมามองหน้ากัน มีคนชื่อนั้นอยู่จริงๆ
“มีคนชื่อนั้นอยู่จริงๆ เธอรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”
“คือว่า หนูมีเพื่อนคนหนึ่งที่บ้านเกิด เขาเป็นลูกบุญธรรมของเจิ้งซ่ง และเมื่อวานเขาก็ได้มาที่บ้านของหนูเพื่อสอบถามความจริงเกี่ยวกับพ่อของเขา ทันทีที่หนูได้ยินสิ่งที่เขาอธิบาย หนูก็รู้ได้ในทันทีว่าพ่อของเขาเป็นหนึ่งในคนที่เราจับกุม”
ฟู่เยี่ยนเล่าถึงสาเหตุที่เธอมาที่นี่ตามที่เจิ้งหมิงพูดทั้งหมด และขณะที่เธอพูดนั้น สีหน้าของผู้อำนวยการหลี่และรองผู้อำนวยการหยูก็ดูเคร่งขรึมมากขึ้น
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบไปครู่หนึ่ง ผู้อำนวยการหลี่จึงได้พูดขึ้น
“เราได้สอบสวนคนๆนั้นแล้ว แต่ไม่ว่าเราจะถามเขาอย่างไร เขาก็ไม่ยอมพูดว่าเขารู้จักเสิ่นเฉิงหมินเลย เขาบอกแค่ว่าตอนที่เขาเดินทางมาทำธุรกิจที่เมืองหลวง และมีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งได้แนะนำให้เขารู้จักกับใครบางคน โดยคนๆนั้นได้บอกว่าหากเขาช่วยเหลือ คนๆนั้นจะให้ทองคำแท่งเขาหนึ่งแท่ง และจากนั้นจะให้อีกทุกๆห้าปี ตอนนี้เราได้มารวมๆสามแท่งแล้ว”
“เราได้ตรวจสอบแล้ว และพบว่าเขามาที่เมืองหลวงเมื่อสิบห้าปีที่แล้วจริงๆ ตอนนั้นโรงงานที่เขาทำงานอยู่ได้รับซื้อวัสดุและต้องมารับใบเสร็จอยู่เสมอ ดังนั้นเขาจึงได้รับจดหมายจากเสิ่นเฉิงหมินในทุกๆเดือน
ซึ่งเราก็ได้ดูจดหมายทั้งหมดแล้วด้วย แต่ก็ไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลย มันเป็นเพียงจดหมายธรรมดาเท่านั้น”
หลังจากที่ผู้อำนวยการหลี่พูดจบ รองผู้อำนวยการหยูก็ดูจะเป็นกังวลไม่น้อยเช่นกัน
“แต่ตอนที่เราสอบปากคำเขา ฉันรู้สึกได้เลยว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่หลักฐานที่เรามีทั้งหมดยังไม่เพียงพอ เธอบอกว่าเขามีลูกบุญธรรมด้วยเหรอ จากสิ่งที่เธอพูดมันได้เตือนฉันว่าเราควรจะตรวจสอบสถานะทางสังคมของเขา ซึ่งเรายังไม่ได้ตรวจสอบเรื่องนี้มาก่อนเลย ฉันคิดว่าเราควรตรวจสอบความสัมพันธ์ในครอบครัวของเขาอย่างละเอียดนะ”
ฟู่เยี่ยนเห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะมู่เหวินเหยาเองก็ใช้ลูกชายบุญธรรมของตัวเองเป็นคนที่เคลื่อนไหวแทนเช่นกัน ซึ่งมู่เฉิงหงได้ถูกจับกุมในข้อหาที่เสิ่นเฉิงหมินทำทั้งหมด ส่วนมู่เฉิงกงนั้นไม่ได้รู้อะไรด้วยเลย แต่แม้ว่าเขาจะรู้ เขาก็คงจะไม่มีความขุ่นเคืองใดอยู่แล้ว เพราะถึงอย่างไรเขาก็มองว่ามู่เหวินเหยาเป็นพ่อแท้ๆของเขาอยู่ดี
“หนูรู้แค่ว่าเจิ้งจื้อเป็นลูกชายแท้ๆของเขา และเคยทำงานในคณะปฏิวัติตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนคนที่หนูรู้จัก เขาทำงานเกี่ยวกับบริษัทขนส่งและเดินทางไปทั่วประเทศ ทางด้านลูกอีกสองคนของเขานั้นไม่ได้มีอะไรพิเศษนัก พวกเขาทั้งสองเป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น”
“บางที เราควรจะตรวจสอบว่ารุ่นพ่อแม่ของพวกเขาเป็นใครมาจากไหน” รองผู้อำนวยการหยูพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่ดูประหลาดใจเล็กน้อย ส่วนผู้อำนวยการหลี่และฟู่เยี่ยนเองก็ตกตะลึงกับเรื่องนี้เช่นกัน เพราะไม่ได้มีเพียงเจิ้งซ่งเท่านั้น แต่ทุกคนที่ถูกจับกุมมาล้วนยังไม่ได้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ทั้งนั้น
“ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามสิ่งที่นายพูดได้เลย เริ่มจากเจิ้งซ่งเป็นคนแรก ฟู่เยี่ยน เธอช่วยบอกให้เพื่อนของเธอกลับไปก่อนเถอะ หากการสอบสวนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราจะแจ้งให้ครอบครัวของเขาทราบเอง”
“เข้าใจแล้วค่ะ เอาไว้หนูจะไปบอกเรื่องนี้กับเขาเอง”
“ไหนๆเธอก็มาที่นี่แล้ว ถ้าอย่างนั้นเรามาพูดถึงสาขาอภิปรัชญากันหน่อยดีกว่า ฟู่เยี่ยน เธอมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง? เธอช่วยรับตำแหน่งรองผู้อำนวยการของสาขานี้ได้หรือเปล่า?” ในที่สุดผู้อำนวยการหลี่ก็ต้องการที่คาดคั้นให้เธอยอมรับตำแหน่งนี้ เพราะเขาไม่สามารถปล่อยเธอไปได้!
“ลุงหลี่คะ หนูไม่มีเวลาจริงๆ! เพราะหนูเองยังต้องไปเรียน ทั้งยังเรียนหนักมากอีกด้วยค่ะ” ฟู่เยี่ยนเองก็จนปัญญาเช่นกัน
“ไม่เป็นไร เธอทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ ฉันเชื่อว่าเธอจะต้องทำมันได้ดีมากแน่ๆ และฉันก็ไม่คิดว่ามีใครที่เหมาะสมไปกว่าเธออีกแล้วด้วย!” ผู้อำนวยการหลี่พูดด้วยสีหน้าที่ดูเสียใจ นี่มันอะไรกัน! แม้ว่าวิธีการนี้จะดูล้าสมัยไปหน่อย แต่มันก็ยังใช้ได้ผล
“ทำไมลุงไม่ลองถามผู้เฒ่ามู่ดูล่ะคะ? ทั้งในด้านของทักษะและความแข็งแกร่ง ไม่มีใครในวงการอภิปรัชญาของจีนสามารถเอาชนะเขาได้! นอกจากนี้ยังมีผู้เฒ่าเยี่ยนที่เป็นรองแค่ผู้เฒ่ามู่อยู่อีกคน ซึ่งทักษะทางการแพทย์ของเขานั้นดีกว่าผู้เฒ่ามู่เสียด้วยซ้ำ แต่หากทั้งสองยังไม่เหมาะสม ก็ยังมีผู้อาวุโสเฉินอีกคนที่รับตำแหน่งนี้ได้!”
“ผู้เฒ่าทั้งหลายอายุมากแล้ว ฉันคงทนไม่ได้หากต้องปล่อยให้พวกเขาทำงานหนักในอนาคต! แต่หากเธอไม่มีเวลาจริงๆ ฉันคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขอให้พวกเขาช่วยแล้วล่ะ!”
“ลุงหลี่ ลุงเองก็มีแผนการอยู่ในใจมาโดยตลอด แต่ลุงก็ยังคิดที่จะหลอกหนูอยู่อีกเหรอคะ!” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์
“ฉันไม่สามารถปิดบังอะไรจากเธอได้เลยจริงๆ ไม่เป็นไร หากเธอปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ถึงอย่างไรเธอก็ยังต้องช่วยฉันอยู่ดี! ฉันจะให้เธอเธอเป็นที่ปรึกษาพิเศษ! ทางรัฐจะให้เงินเดือนกับเธอ และครอบครัวของเธอจะได้รับสิทธิ์รักษาพยาบาลและสวัสดิการทางด้านอื่นๆ แบบนี้ดีหรือเปล่า?”
หากฟู่เยี่ยนปฏิเสธอีกครั้งคงจะดูไม่เหมาะ ดังนั้นเธอจึงตอบตกลงในทันที และสิ่งนี้ก็เป็นผลลัพธ์ที่เธอคาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วอีกด้วย
“แล้วใครคือผู้อำนวยการที่ลุงหลี่คิดเอาไว้เหรอคะ?” ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“ฉันจะให้รองผู้อำนวยการหยูรับหน้าที่นี้! ส่วนงานที่เหลือของเขา ฉันจะรับผิดชอบเอง สาขาอภิปรัชญานั้นจะมุ่งเน้นไปยังงานที่หน่วย753 จะได้รับในอนาคต ซึ่งเรายังต้องพึ่งพาทุกคนในหลายๆเรื่องเลยทีเดียว”
“ผู้อำนวยการหยู ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับยกถ้วยชาขึ้นมา
ผู้อำนวยการหยูยังคงไม่มีการแสดงออกใด เขาเพียงแค่พยักหน้ารับเท่านั้น
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อวานนี้ฉันเพิ่งจะได้รับข่าวจากเกาะฮ่องกง โดยชุมชนอภิปรัชญาในฮ่องกงนั้นได้เชิญเหล่าผู้มีความรู้ด้านอภิปรัชญาของเราให้เข้าร่วมประชุม”
“แต่โดยส่วนใหญ่นั้น พวกเขาต้องการที่จะทำให้เราขายหน้ามากกว่า เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความรู้ด้านอภิปรัชญาของพวกเขามีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และฉันยังได้ยินมาว่ามีคนหลายคนที่เปิดชั้นเรียนเรื่องพวกนี้ ทั้งยังมีสาวกมากมาย ส่วนบางคนก็ยังได้สอนดูฮวงจุ้ยให้กับเหล่าคนมีฐานะจนสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเลยล่ะ”
“การประชุมจะจัดขึ้นหลังวันชาติพอดี และฉันก็ได้เขียนชื่อของเธอไปแล้ว เธอไม่สามารถปฏิเสธเรื่องนี้ได้ ฉะนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอต้องเริ่มเตรียมตัวแล้ว หากเราไม่สามารถปราบอภิปรัชญาในเกาะฮ่องกงได้ จะต้องเกิดความโกลาหลระหว่างประเทศขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งผลกระทบนั้นย่อมไม่ใช่ผลดีอยู่แล้ว!”
“หนูเข้าใจแล้วค่ะลุงหลี่ หนูจะจำเอาไว้ และจะจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นที่นั่นเอง” คำพูดของผู้อำนวยการหลี่ได้ไปกระตุ้นจิตวิญญาณนักสู้ในใจของฟู่เยี่ยนโดยตรง ไม่ว่าจะมีคนเก่งสักกี่คนที่นั่น แต่คนพวกนั้นจะมาชนะคนจีนทั้งหมดได้อย่างไร!
“ช่วงนี้เธอก็ควรจะรวบรวมข้อมูลของเหล่าปรมาจารย์ที่นั่นก่อนเถอะ แล้วเราค่อยมาหารือและศึกษารายละเอียดด้วยกันอีกที”
“ใช่แล้วค่ะ ผู้ที่มีความสามารถหลายสำนักต่างก็ไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่น ลุงหลี่ หากจะพิจารณาในแง่มุมของมนุษยธรรมแล้ว ลุงหลี่ควรจะพิจารณาผู้สมัครเข้าร่วมสาขาอภิปรัชญาของเราอย่างรอบคอบด้วยนะคะ”
“ฉันไม่ได้เพิกเฉยในสิ่งที่เธอพูดหรอกนะ ช่วงนี้ฉันว่างอยู่พอดีเลย เอาไว้ฉันจะปรึกษากับผู้เฒ่ามู่ดูอีกที และการประชุมก่อตั้งสาขาของเราจะมีขึ้นในวันที่15ของเดือนหน้า เราค่อยมาหารือถึงเรื่องนี้กันอีกทีเถอะ”
“ตกลงค่ะ ลุงหลี่ ถ้าอย่างนั้นหนูคงต้องขอตัวก่อนแล้วล่ะค่ะ หากต้องการอะไรเพิ่มเติม ลุงหลี่สามารถมาหาหนูได้ตลอดเวลาเลยนะคะ” ฟู่เยี่ยนเห็นว่าผู้อำนวยการหลี่มีเรื่องที่ต้องคิด ดังนั้นเธอจึงควรที่จะกลับไป
“เธอกลับก่อนเถอะ ฉันคงไม่ว่างไปส่งนะ ฟู่เยี่ยน เธอมาที่นี่ได้ตลอดเลยนะ ฉันจะขอใบอนุญาตทำงานสำหรับเธอให้”
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนออกจากหน่วย753 เธอก็ได้เดินไปยังที่ทำการไปรษณีย์ ก่อนจะโทรหาเจิ้งหมิงและบอกให้เขากลับไปรอที่บ้าน หากผลการตรวจสอบออกมาแล้ว จะมีคนแจ้งให้เขาทราบในทันที
เจิ้งหมิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้ถามอะไรต่อ เรื่องบางเรื่องนั้นการที่เราไม่รู้อะไรเลยยังรู้สึกสบายใจมากกว่า เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาจึงได้เก็บข้าวของ และติดรถของบริษัทกลับบ้านไป
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ตรงไปที่ภัตตาคารเฉวียนจวี้เต๋อทันที ซึ่งในระหว่างทางนั้น เธอก็ได้พบกันคนรู้จักเข้าโดยบังเอิญ ซึ่งคนๆนั้นก็คือฟางเจาตี้ที่อยู่หอพักเดียวกันกับเธอนั่นเอง
ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังจะเข้าไปทักทายเพื่อนของเธอนั้น เธอก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยื่นอยู่ข้างๆ ฟู่เยี่ยนมองไปที่ชายคนนั้น ก่อนจะเขาคือคนที่พักอยู่หอพักเดียวกับไป๋โม่เฉิน
นี่มันอะไรกัน?
ทั้งสองดูสนิทสนมกันมาก และชายหนุ่มคนนั้นยังลูบไปที่ผมของฟางเจาตี้อีกด้วย ฟู่เยี่ยนจำได้ว่าทั้งสองอาศัยอยู่ในเมืองหลวง และพวกเขาไม่ได้กลับบ้านในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เพราะต้องช่วยจัดหนังสือในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย!
เยี่ยมเลย นี่เขาเรียกว่าเก๋งจีนใกล้น้ำย่อมคว้าจันทร์ได้ก่อนสินะ!
ฟู่เยี่ยนคิดที่จะบอกเรื่องนี้กับไป๋โม่เฉิน แต่เธอก็จำชื่อเพื่อนร่วมห้องของเธอคนนี้ไม่ได้จริงๆ
ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงไม่ได้เดินเข้าไปทักทายทั้งสอง แต่ทว่าทั้งฟางเจาตี้และเหวินเฉียงได้สังเกตเห็นฟู่เยี่ยนแล้ว
“นั่นฟู่เยี่ยนไม่ใช่เหรอ?” ฟางเจาตี้เอ่ยถามขึ้นมาทันที
“เธออาจจะไม่เห็นเราก็ได้ ไม่เป็นไร เอาไว้ฉันจะชวนพวกเขาไปทานข้าวเย็นตอนเปิดเทอมก็แล้วกัน ถึงตอนนั้นเราค่อยบอกกับพวกเขาว่าเราสองคนกำลังคบกันอยู่!” เหวินเฉียงพูดพร้อมกับมองไปที่แฟนสาวของเขา
“นายอย่ามาพูดอะไรบ้าๆแบบนี้นะ!” ฟางเจาตี้ก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย
ตอนที่ 293: วางแผนซื้อบ้าน
ทุกคนต่างก็เพลิดเพลินกับการเที่ยวตลอดทั้งวัน หลังจากที่ย้ายมาอยู่เมืองหลวงเป็นเวลานาน นี่เป็นครั้งแรกที่หวังซู่เหมยและคนอื่นได้ไปเยี่ยมชมพระราชวังต้องห้าม ในช่วงบ่าย พวกเขาก็ได้ไปที่ย่านโรงงานหลิวหลี่และสวนสาธารณะเป่ย์ไห่ ซึ่งฟู่ต้าอันยังได้ซื้อของบางอย่างจากหลิวหลี่ไปฝากพ่อตาของเขาอีกด้วย
เมื่อกลับมาถึงบ้านในตอนเย็น ทุกคนต่างก็เหนื่อยจนแทบไม่อยากขยับตัว ซึ่งหลังจากที่ทานบะหมี่ไปคนละชาม ทุกคนจึงได้แยกย้ายกันไปพักผ่อน และในช่วงบ่ายนั้น เมื่อไป๋โม่เฉินมาส่งทุกคนที่บ้านตระกูลฟู่เสร็จ เขาก็ขอตัวกลับบ้านไป
ทันทีที่หลี่โม่ลี่และฟู่ต้าอันกลับเข้ามาในห้องของพวกเขา เธอก็มีท่าทีที่เหมือนมีบางอย่างอยากจะคุยกับเขา
“ต้าอัน ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณ”
“มีอะไรเหรอ? ทำไมคุณถึงได้ทำท่าทางลึกลับขนาดนั้นล่ะ? หากมีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะ” ฟู่ต้าอันพูดพร้อมกับมองไปยังของที่เขาซื้อมาจากย่านโรงงานหลิวหลี่ในตอนบ่ายอยู่
“ฉัน……”
“พูดมาเถอะ มีอะไรที่คุณไม่สามารถบอกผมได้กัน?” ฟู่ต้าอันเริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย
“มันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรหรอก ตอนนี้คุณเหลือเงินอยู่เท่าไหร่? ฉันคิดว่าเครื่องประดับที่เสี่ยวฮั่วให้ฉันมาดูมีราคาที่ค่อนข้างแพง ฉันก็เลยอยากจะให้ของขวัญกับเธอบ้าง วันนี้ฉันเห็นร้านๆหนึ่งในย่านโรงงานหลิวหลี่ ซึ่งที่นั่นมีหยกที่เหมือนกับของฉันขายอยู่ด้วย! มันมีราคาถึงหนึ่งหมื่นหยวนเลยนะ!”
ในช่วงบ่าย หลี่โม่ลี่และหวังซู่เหมยได้ไปที่ย่านโรงงานหลิวหลี่ ซึ่งมีร้านขายหยกและยังมีกิ๊บติดผมที่ทำจากหยกด้วย แต่มันมีราคาที่สูงมาก ทั้งยังเป็นของโบราณที่ว่ากันว่าถูกนำเข้ามาโดยซูสีไทเฮาอีกด้วย
ตอนนั้นเธอรู้สึกตกใจมาก และทันใดนั้นเอง เธอก็รู้สึกว่าเมื่อวานนี้เธอไม่ควรที่จะรับมันมาเลย ทำให้ตอนนี้เธอเกรงใจมาก
ฟู่ต้าอันยังไงไม่ได้พูดอะไรออกมา เขารู้มานานแล้วว่าเสี่ยวฮั่วเป็นคนใจกว้าง และไม่เคยตระหนี่กับคนในครอบครัวเลย เธอไม่ได้จริงจังกับเรื่องเงินมากนัก ทั้งยังปฏิบัติต่อฟู่ซินและพี่น้องคนอื่นอย่างมีน้ำใจอีกด้วย
ซึ่งทุกคนต่างก็รู้ดีว่าหากตัวเองประสบความสำเร็จในอนาคต คนแรกที่ควรจะขอบคุณก็คือฟู่เยี่ยน เพราะเธอเป็นคนที่แบกรับทุกอย่างในครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อยเสียด้วยซ้ำ
มีบางครั้งที่ฟู่ต้าอันเองก็ถึงกับนอนไม่หลับเช่นกัน เขาสงสัยว่าชะตากรรมของครอบครัวเขาจะเปลี่ยนไปหรือเปล่าหากไม่มีเสี่ยวฮั่ว และคำตอบก็คือ พวกเขาคงจะลำบากมาก บางทีทุกคนอาจต้องทำงานหนักต่อไปอีกสิบหรือยี่สิบปีเลยก็ได้ เพื่อจะมีชีวิตที่สุขสบายอย่างทุกวันนี้
ทว่าคนที่ตระกูลฟู่ทุกคนควรขอบคุณมากที่สุดนั้นคือเสิ่นซู่ฉี ผู้เป็นแม่ของพวกเขา ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือฟู่เยี่ยน หลานสาวของพวกเขา
“ไม่เป็นไรหรอก แค่เก็บมันเอาไว้ให้ดีก็พอ ในเมื่อเสี่ยวฮั่วให้มันกับคุณแล้ว มันก็เป็นของคุณ จากนี้ไปคุณก็เก็บรักษามันให้ดี และส่งต่อให้กับลูกหลานของเราในอนาคต พี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองต่างก็ได้รับมันเหมือนกันไม่ใช่เหรอ เอาไว้ในอนาคตเมื่อเสี่ยวฮั่วแต่งงาน เราค่อยให้ของขวัญชิ้นใหญ่กับเธอก็ได้”
“ไหนๆ เราก็พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ผมก็มีบางอย่างที่จะบอกกับคุณด้วย ที่จริงแล้วมันเป็นเพียงความคิดเล่นๆของผมก่อนที่เราจะมาที่นี่ แต่หลังจากที่ได้คุยกับพี่ใหญ่ไปเมื่อวาน ผมก็ตัดสินใจอะไรบางอย่างได้”
ทันใดนั้นเอง สีหน้าของฟู่ต้าอันก็ดูจริงจังขึ้นมา ซึ่งหลี่โม่ลี่ที่เห็นก็รู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อย เธอมองไปที่เขาและรอฟังสิ่งที่เขาจะพูดอย่างตั้งใจ
“โม่ลี่ ผมอยากลาออกจากงาน”
“ฉันเองก็คิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ที่จริงแล้วต่อให้คุณยังไม่อยากลาออก ฉันก็จะขอให้คุณย้ายมาทำงานอื่นในเมืองแทน เพราะอย่างน้อยคุณก็จะกลับบ้านได้ทุกวันไงล่ะ”
หลี่โม่ลี่ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เธอเห็นแล้วว่าในช่วงหกเดือนที่พี่ชายของเธอย้ายออกไปนั้น ชีวิตของเขาก็ดูเลื่อนลอยราวกับว่าเขาได้สูญเสียจิตวิญญาณไปอย่างไรอย่างนั้น
“เอาไว้กลับไปผมจะไปจัดการเรื่องนี้เอง ผมจะเข้าไปดูในเมืองก่อนว่ามีอะไรที่พอทำได้บ้าง ยังมีอีกเรื่องที่ผมอยากคุยกับคุณ ก่อนหน้านี้แม่ของผมได้ทิ้งเงินเอาไว้ให้พวกเรา ซึ่งตอนนี้มันอยู่กับพี่ใหญ่ของผม เดิมทีผมวางแผนที่จะซื้อบ้านหลังเล็กๆสักหลัง แต่ก็ต้องขายบ้านหลังเดิมของเราก่อน”
“ผมอยากจะได้เรือนสี่ประสานที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก และหากเงินไม่พอ ผมว่าจะขอยืมพี่ใหญ่ก่อน แล้วเราค่อยคืนเขาในอนาคต ดังนั้นผมจึงอยากขายบ้านของเราเพื่อที่จะรวบรวมเงินให้ได้มากที่สุด”
“เมื่อคืนนี้พี่ใหญ่ได้ถามกับผมว่าอยากได้บ้านในเมืองหลวงหรือเปล่า ผมก็เลยตอบเขาไปว่าอยากได้”
“อีกอย่างพ่อของเราก็ไม่อยากอยู่ที่นั่นแล้วไม่ใช่เหรอ? ถึงตอนนั้นก็ให้พ่อย้ายมาอยู่กับเราก็ได้ ตอนนี้พ่อแท้ๆของผมกลับไปเป็นคนเหลวไหลเหมือนเมื่อก่อนอีก และแม่ของผมก็จากไปตั้งแต่ผมยังเด็ก ดังนั้นผมจึงมีความสัมพันธ์กับพ่อและแม่เพียงแค่ช่วงสั้นๆเท่านั้น ในอนาคตเราจะช่วยกันเลี้ยงดูพ่อแม่ของคุณในวัยชรา และหากเรามีลูก มันก็คงจะช่วยได้เยอะเลยทีเดียว ที่สำคัญพ่อของคุณก็เป็นครู เขาเป็นคนที่มีการศึกษา ดังนั้นเขาจะต้องสอนลูกของเราได้ดีมากแน่ๆ!”
คำพูดของฟู่ต้าอันนั้นทำให้หลี่โม่ลี่รู้สึกซาบซึ้งใจและเป็นกังวลในเวลาเดียวกัน การซื้อบ้านนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่เธอก็รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อยที่ต้องหยิบยืมเงินจากคนอื่น
“พี่ใหญ่จะให้เรายืมเงินเหรอ? แล้วเราจะคืนเงินให้กับเขาได้เมื่อไหร่? เพราะคุณเองก็ต้องลาออกจากงาน คงจะไม่มีรายได้ไปอีกระยะหนึ่งเลยนะ”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาเลย เรามีเศรษฐีอย่างเสี่ยวฮั่วอยู่ทั้งคน หากเราจะซื้อก็คงต้องรีบหน่อยแล้ว เพราะฉันได้ยินพี่ใหญ่พูดว่าตอนนี้ราคาซื้อขายบ้านนั้นเริ่มสูงขึ้นกว่าตอนที่เขาย้ายมาที่นี่มากแล้ว”
“จริงเหรอ? ถ้าอย่างนั้นเราควรจะรีบซื้อเอาไว้ก่อนอย่างนั้นเหรอ! หรือเราต้องกลับไปถามพ่อกับแม่ก่อน?”
“ไม่จำเป็นหรอก ในอนาคตผมจะทำให้คุณมีชีวิตที่ดีจนใครๆ ต่างก็อิจฉาอย่างแน่นอน!” ฟู่ต้าอันปฏิเสธคำพูดนี้โดยตรง
ท้ายที่สุดแล้ว หลี่โม่ลี่ก็เห็นด้วยกับฟู่ต้าอัน ก่อนที่ทั้งสองจะมีค่ำคืนอันแสนหวานร่วมกัน
หลังจากที่ทุกอย่างเงียบสงัดลง ฟู่ต้าอันก็ได้แอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก บ้านหลังนี้เขาตกลงกับเสี่ยวฮั่วตั้งแต่มาก่อนที่จะมาเมืองหลวงแล้ว แต่เธอก็ไม่เคยเปิดเผยเรื่องนี้เลย และที่สำคัญเสี่ยวฮั่วไม่ได้ถามเขาอีกด้วย ดังนั้นเขาจึงได้ลืมเรื่องนี้ไป
เขายังคงจำสิ่งที่พี่ใหญ่พูดเมื่อวานนี้ได้ และได้ถามกับฟู่เยี่ยนอย่างลับๆเมื่อตอนกลางวันไปแล้ว ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็ได้บอกว่าเธอเก็บมันเอาไว้ให้เขามาโดยตลอด
ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะปิดบังความจริงนี้กับหลี่โม่ลี่ เพียงแต่ว่าพี่ชายคนโตของเธอเป็นคนที่สุรุ่ยสุร่ายมาก ถ้าเธอรู้เรื่องนี้ แม่ของเธอก็ต้องรู้ด้วย ซึ่งไม่ว่าแม่ยายของเขาจะรักลูกสาวมากขนาดไหนก็ตาม แต่ก็คงจะไม่ใจร้ายกับลูกชายของตัวเองอย่างแน่นอน
หากมีการเปิดเผยเรื่องนี้ คงต้องมีการฟ้องร้องเกี่ยวกับเรื่องทองคำแท่งและบ้านของเขาอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงต้องบอกไปว่าเขายืมเงินจากพี่ใหญ่เพื่อไม่ให้ภรรยาของเขาสงสัย วิธีนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนแล้ว
ส่วนเหตุผลที่เขาเสนอให้ขายบ้านหลังเล็กของเขานั้น ก็แค่บอกว่าจะย้ายที่อยู่ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บบ้านหลังนั้นเอาไว้ หากเขาไม่ทำแบบนี้ บางทีพี่ชายคนโตของภรรยาอาจย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนั้นก็ได้ สู้เขาขายมันตอนนี้ไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?
หากพี่ชายคนโตของภรรยาเขาเป็นคนดีก็คงจะไม่เป็นไร แต่ฟู่ต้าอันรับไม่ได้จริงๆ กับสิ่งที่หลี่ซ่งไป่ทำในอดีต!
พรุ่งนี้เขาจะไปดูบ้าน และเตือนเสี่ยวฮั่วอีกครั้ง ว่าอย่าเพิ่งเปิดเผยเรื่องนี้! หากคิดจะปิดบัง ก็ต้องทำมันให้สุด!
ต้องบอกเลยว่าฟู่ต้าอันต้องใช้ความอดทนมากที่ต้องรอจนกว่าเขากับหลี่โม่ลี่จะกลับไปยังเมืองที่พวกเขาอยู่อีกครั้งและพูดถึงเรื่องบ้าน เมื่อถึงตอนนั้น ไฉเฉี่ยวเหออาจจะมีความคิดหลายความคิดแวบขึ้นมา เพราะหากเธอย้ายมาอยู่ที่เมืองหลวง แล้วลูกชายของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป?
ฟู่ต้าอันเพียงแค่รอให้หลี่โม่ลี่ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับครอบครัวของเธอ โดยที่เขาไม่ได้พูดหรือเข้าไปก้าวก่ายใดๆเลย
เอาไว้คิดเรื่องนี้กันทีหลังจะดีกว่า ตอนนี้ทุกคนต่างก็กำลังมีความสุข ที่แรกที่เขาไปดูคือบ้านของฟู่ซิน ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากบ้านที่ทุกคนอาศัยอยู่ตอนนี้ไม่มากนัก และใช้เวลาเดินเพียงแค่สิบนาทีเท่านั้น
“เสี่ยวฮั่ว อาเองก็อยากหาบ้านที่อยู่ใกล้กับทุกคนด้วยเหมือนกัน หากเราอยู่ใกล้กัน ในอนาคตเราก็จะสามารถมาเยี่ยมกันได้บ่อยๆ” หลี่โม่ลี่เป็นคนที่มีจิตใจดีอยู่แล้ว
ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปที่อาเล็กของเธอ เมื่อตอนเช้า เขาก็พูดแบบนี้เหมือนกัน แต่หากจะให้ย้ายมาอยู่ใกล้กันจริงๆ คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะตอนนี้มีเพียงบ้านที่อยู่ห่างจากบ้านของเธอไปประมานสิบนาทีหรือไม่ก็ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งก็ยังถือว่าไม่ไกลกันเท่าไหร่นัก
“อาสะใภ้คะ แถวนี้ไม่มีบ้านเหลืออยู่แล้วค่ะ พี่สาวของหนูกำลังจะหมั้น ดังนั้นบ้านหลังสุดท้ายในละแวกนี้จึงถูกขายให้กับพี่จื่อหยวน แต่ก็ยังมีอีกหลังหนึ่งที่อยู่ใกล้แถวนี้ มันห่างออกไปประมาณ 35นาทีค่ะ แต่ถ้าปั่นจักรยานก็น่าจะเร็วกว่านั้นนิดหน่อย”
“ในเมืองหลวงเต็มไปด้วยตรอกซอกซอยซับซ้อน ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาในการเดินทางนานกว่าเล็กน้อยค่ะ” ฟู่เยี่ยนพูกโกหกออกไปโดยที่สีหน้าของเธอยังคงเดิม
“ไม่เป็นไร เสี่ยวฮั่ว ถ้าอย่างนั้นเธอช่วยพาอากับอาสะใภ้ของเธอไปดูที่นั่นหน่อยสิ” ฟู่ต้าอันโอบไปที่ไหล่ของหลี่โม่ลี่พร้อมกับพูดออกไป เสี่ยวฮั่วเป็นคนที่มีวาทะศิลป์อยู่แล้ว และสิ่งนี้ก็สามารถพบเจอได้อยู่บ่อยครั้งอีกด้วย
“เอาไว้หนูจะให้จางเหว่ยพาเราไปที่นั่นเองค่ะ เพราะที่นั่นคือบ้านที่เขาซื้อเอาไว้ อาเล็ก หากอาเล็กต้องการจะซื้อมันจริงๆ ก็สามารถเจรจาซื้อขายกับจางเหว่ยได้โดยตรงเลย ด้วยความที่พวกเราเป็นคนกันเองอยู่แล้ว ฉะนั้นราคาของมันก็คงไม่น่าจะสูงเท่าไหร่”
ตอนที่ 294: บ้านหลังใหม่
จางเหว่ยรีบมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเขาเดินทางมาที่นี่ด้วยจักรยาน ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงซ้อนท้ายเขา ส่วนหลี่โม่ลี่ก็ซ้อนท้ายฟู่ต้าอัน
“จางเหว่ย เราไปดูบ้านหลังใหม่หลังนั้นกันดีกว่า” จางเหว่ยที่ได้ยินก็รู้ได้ในทันทีว่าฟู่เยี่ยนหมายถึงบ้านหลังไหน
ก่อนหน้านี้เขาได้ซื้อบ้านเอาไว้หลายหลัง และราคาที่เขาต้องจ่ายนั้นก็ไม่ใช่น้อยๆเลย แต่ในช่วยหกเดือนที่ผ่านมานี้ ราคาของมันก็ได้ดีดตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก เขาซื้อบ้านมาขายไปเพื่อเก็งเงินกำไรครั้งแล้วครั้งเล่า และเงินส่วนต่างที่ได้นั้นก็มากพอที่จะนำไปซื้อบ้านหลังอื่นต่อ
ฟู่เยี่ยนกำลังพูดถึงบ้านที่มีทางเข้าสามทาง แต่ตอนนี้มันใช้ได้พียงแค่สองทางเท่านั้น ส่วนทางเข้าที่สามได้ถูกทำเป็นลานฝึกกีฬาของเจ้าของบ้านคนเก่า แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะที่นั่นยังสามารถปรับปรุงให้เป็นสวนขนาดใหญ่ได้
“เอาล่ะ เชิญเข้ามาได้เลย!” ด้วยภาษาถิ่นของจางเหว่ย ทำให้ฟู่ต้าอันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
เมื่อมาถึง พวกเขาก็ได้เห็นว่าบ้านหลังนี้ดูค่อนข้างใหม่มาก ซึ่งสามารถย้ายเข้ามาอยู่ได้โดยไม่ต้องซ่อมแซมอะไรมากนักอีกด้วย จะขาดก็เพียงแค่เฟอร์นิเจอร์เท่านั้น แต่หลังจากที่มองผ่านประตูที่สามเข้าไปนั้น พวกเขาก็พบว่าไม่มีอะไรอยู่ข้างในเลย
“โม่ลี่ ที่นี่ดูดีมากเลยนะ! ด้านหน้าเหมาะกับการทำเป็นสวนขนาดใหญ่มากๆ เราสามารถทำสระน้ำและเอาปลามาเลี้ยงได้อีกด้วย แค่คิดก็รู้แล้วว่ามันจะสวยขนาดไหน!” เรียกได้ว่าฟู่ต้าอันรู้สึกพอใจกับที่นี่ตั้งแต่แรกเห็นเลยก็ว่าได้ รวมไปถึงเสี่ยวฮั่วเองก็รู้สึกสนใจที่นี่ด้วยเช่นกัน
“มันไม่ดูเล็กไปหน่อยเหรอ? ในอนาคตหากพ่อกับแม่ย้ายมาอยู่ด้วยจะมีพื้นที่เพียงพอหรือเปล่า?” หลี่โมลี่เป็นคนซื่อ คิดอย่างไรก็พูดออกมาแบบนั้น เธอจึงค่อนข้างพูดจาอย่างเปิดเผยเมื่ออยู่กับฟู่เยี่ยน
“เล็กไปเหรอ? เสี่ยวฮั่ว เหว่ยจื่อ พอจะมีหลังอื่นอีกไหม?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จางเหว่ยก็ได้แสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าโดยไม่ได้พูดอะไร
“อาเล็กไม่ต้องเลือกแล้วค่ะ อันที่จริงเราสามารถสร้างบ้านอีกหลังเองได้นะคะ! มันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรอยู่แล้ว! แล้วจะรอช้าอยู่ทำไมกัน อีกอย่างพวกเราก็คนกันเองทั้งนั้น ดังนั้นหนูต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับอาเล็กอยู่แล้ว!”
“แต่ถ้าอาเล็กไม่ต้องการมัน พรุ่งนี้หนูจะขายมันให้กับคนอื่นแล้วนะคะ”
จางเหว่ยสังเกตเห็นสิ่งนี้แล้ว และเขารู้แล้วด้วยว่าเธอกำลังพยายามกดดันอาสะใภ้ของเธออยู่! ซึ่งเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมมากเลยทีเดียว
“โม่ลี่ คุณยังอยากได้บ้านหลังนี้อยู่หรือเปล่า?” ฟู่ต้าอันทำท่าราวกับว่าเขาต้องรีบตัดสินใจแล้ว
“อยากสิ!” หลี่โม่ลี่เองก็กลัวว่าจะพลาดโอกาสดีๆเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจในทันที
หลังจากที่ดูบ้านเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้ขอแยกตัวกลับบ้านก่อน ส่วนฟู่ต้าอันก็พาหลี่โม่ลี่ไปซื้อของต่อ
จางเหว่ยรอจนกระทั่งสองคนเดินออกไป จึงได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งหลังจากที่ฟู่เยี่ยนอธิบายถึงเรื่องนี้ จางเหว่ยก็ตระหนักขึ้นมาได้ในทันที นี่คือคำโกหกที่ทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างนั้นสินะ!
เมื่อฟู่เยี่ยนกลับมาถึงบ้าน หวังซู่เหมยก็กำลังตัดชุดอยู่กับฟู่เหมี่ยว เธออยากจะตัดชุดให้กับวังจื่อหยวนนั่นเอง
“เสี่ยวฮั่ว เป็นอย่างไรบ้าง? แล้วอาเล็กกับอาสะใภ้อยู่ที่ไหนกันล่ะ?”
“เรียบร้อยดีค่ะ ตอนนี้ทั้งสองคนออกไปเดินเล่นข้างนอก น่าจะไปซื้อของฝากให้กับเพื่อนๆของอาสะใภ้นะคะ” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม เนื่องด้วยอากาศที่ร้อนจัด จึงทำให้เธอรู้สึกกระหายน้ำมาก
เมื่อมองขึ้นไปยังกลุ่มเมฆที่ลอยคว้างอยู่บนท้องฟ้า ประกอบกับอากาศที่ร้อนจัดในตอนนี้ คืนนี้คงมีฝนตกหนักแน่นอน!
“สรุปแล้วเลือกบ้านหลังไหน? อยู่ใกล้กับบ้านของเราหรือเปล่า?” หวังซู่เหมยถามขึ้นมาขณะกำลังที่ช่วยจับผ้า และฟู่เหมี่ยวเองก็ดูจะอยากรู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
“มันอยู่ในตรอกเหมาเยี่ยนค่ะ อยู่ห่างจากที่นี่ประมาณครึ่งชั่วโมง และอยู่ห่างจากบ้านของพี่สามประมาณ 20นาที” ฟู่เยี่ยนมองดูนาฬิกาของเธอ พร้อมกับประมาณเวลา
“ทำไมลูกถึงให้พวกอาไปอยู่ไกลขนาดนั้นล่ะ? ก่อนหน้านี้ลูกบอกว่าบ้านที่อยู่ติดกับบ้านของพี่สาวมีคนประกาศขายไม่ใช่เหรอ?” หวังซู่เหมยเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสับสน
ฟู่เยี่ยนจึงได้บอกหวังซู่เหมยถึงสิ่งที่อาเล็กพูดกับเธอในตอนเช้าของวันนี้ไป
“อะไรนะ? เขาต้องดูแลพ่อกับแม่ของภรรยาด้วยเหรอ?”
“อาเล็กบอกว่าพี่ชายคนโตของอาสะใภ้มักสร้างความวุ่นวายในบ้านอยู่บ่อยๆ และพ่อกับแม่ของอาสะใภ้ก็อายุเยอะแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงจะย้ายเข้ามาในเมืองกับอาเล็ก และยกบ้านหลังเก่าให้กับลูกชาย”
“เขาบอกว่าอยากจะรอจนกว่าอาสะใภ้จะเห็นเอง ดังนั้นเมื่อเขาจะซื้อบ้านหลังใหม่ จึงอยากได้บ้านหลังที่มีห้องเยอะหน่อย”
“ทำไมไฉเฉี่ยวเหอถึงได้ทำแบบนั้นกันล่ะ หากเป็นห่วงลูกชาย แต่ทำไมต้องให้ลูกสาวมาแบกรับภาระอะไรแบบนี้ด้วย? ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นตอนลูกไปขอทะเบียนบ้านให้พวกเขาก็ให้เขียนชื่อเจ้าบ้านเป็นอาเล็กของลูก ไม่ก็เขียนเป็นชื่อของลูกก่อน จะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลัง”
“แม่คะ พวกเขายังจะกล้าปล้นสมบัติของอาสะใภ้ไปอีกเหรอคะ? แม่คิดมากเกินไปหรือเปล่า?” ฟู่เหมี่ยวเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ และรู้สึกว่าแม่ของเธอพูดเกินความจริงไปหน่อย!
“รู้อะไรไหม? ของแบบนี้ไม่มีอะไรแน่นอนหรอก หากเขาไม่ยอมย้ายออกไปล่ะ อาเล็กของลูกจะไปบังคับให้เขาออกไปได้อย่างไร? คิดดูว่าถ้าเกิดต้องคอยดูแม่ยายทำหน้าปั้นปึ่งทั้งวัน พอร้องไห้ทีก็วุ่นวายที! แล้วแบบนี้อาเล็กของลูกจะมีชีวิตที่สงบสุขไหม? หากเป็นแบบนั้นคงจะเป็นอะไรที่อึดอัดมากๆเลยไม่ใช่เหรอ?”
ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวยังคงอ่อนประสบการณ์ในเรื่องนี้ สามารถทำแบบนี้ได้ด้วยอย่างนั้นหรือ?
“ลูกทั้งสองถือว่าโชคดีมากแล้ว จื่อหยวนเป็นลูกชายเพียงคนเดียวในครอบครัว แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร แต่พ่อแม่ของเขาก็เป็นคนที่มีการศึกษาและยังเป็นคนที่ปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ดีมากอีกด้วย ส่วนเสี่ยวไป๋ แม้ว่าพ่อของเขาจะไม่ค่อนสนใจเขามากนัก แต่ปู่ย่าตายายของเขาก็ยังเป็นคนที่มีเหตุผล โชคดีแล้วล่ะที่ลูกทั้งสองได้เจอกับคนรักที่ดี แม่คิดว่าลูกทั้งสองคนจะต้องมีชีวิตคู่ที่ดีอย่างแน่นอน!” หวังซู่เหมยมองไปยังลูกสาวทั้งสองที่กำลังจะมีครอบครัวที่ดีในอนาคต ซึ่งเธอไม่ต้องการอะไรไปมากกว่านี้อีกแล้ว!
ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวหันมามองหน้ากัน ทั้งสองรู้สึกว่าแม่ของพวกเธอสามารถบอกถึงความจริงบนโลกใบนี้ได้มากมายเสมอมาเลยทีเดียว พวกเธอไม่ได้รู้สึกอะไรมากนักเมื่อได้ยินคำพูดนี้เป็นครั้งแรก แต่ยิ่งคิดถึงมันมากขึ้นเท่าไร พวกเธอก็ยิ่งรู้สึกว่ามันดูสมเหตุสมผลมากขึ้นเท่านั้น!
หวังซู่เหมยเองก็คิดแบบนั้นเช่นกัน เธอได้พบลูกเขยที่ดีมากถึงสองคนในเวลาเดียวกัน! อารมณ์ที่ปลื้มปริ่มนี้ยังคงอยู่จนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น โดยวังจื่อหยวนและไป๋โม่เฉินก็ได้มาถึงที่นี่พร้อมกัน
เมื่อเห็นเช่นนั้น หวังซู่เหมยก็ดูจะกระตือรือร้นมากกว่าก่อนหน้านี้เป็นหมื่นเท่า ซึ่งทำให้ทั้งคู่รู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย เกิดอะไรขึ้นกับว่าที่แม่ยายของพวกเขา? เธอทานยาผิดหรือเปล่า?
ส่วนฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ก็หัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่ได้ แม่ของเธอกระตือรือร้นจนพวกเขาไปไม่เป็นแล้ว!
วันนี้เป็นวันที่ครอบครัวของฟู่ต้าจวงจะมาที่นี่เช่นกัน หลังจากที่เขาต้องเข้าร่วมการฝึกอยู่หลายเดือน เขาก็ได้มีวันหยุดกลับบ้านเสียที
ตอนนี้ลูกฝาแฝดของเขาก็เริ่มหัดเดินแล้ว แต่เด็กน้อยทั้งสองยังเดินไม่คล่องเท่าไหร่นัก ทันทีที่พวกเขาเข้ามาในบ้าน ทุกคนต่างก็ให้ความสนใจกับพวกเขาทันที
ส่วนฟู่เจี๋ยฟ่างเองก็กำลังหลงน้องๆของเขาด้วยเช่นกัน ในตอนแรกเขารู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยที่ต้องมาที่นี่ในช่วงวันหยุดฤดูร้อนถึงสามวัน ซึ่งเขาอยากจะอยู่เล่นกับน้องชายและน้องสาวของเขาที่บ้านมากกว่า
ตอนนี้ฉือหมิ่นน้ำหนักลงไปเล็กน้อย ช่วงนี้แม่ของเธอมาจากเซี่ยงไฮ้ และมาช่วยดูแลเธอกับลูกๆกว่าครึ่งเดือน แม้ว่าเธอจะจ้างผู้ช่วยแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงเหนื่อยจนน้ำหนักของเธอลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วคุณป้าไม่ได้มาด้วยเหรอ?” หวังซู่เหมยถามขณะที่กำลังหยอกเด็กทั้งสอง
“แม่ของฉันบอกว่าอยากจะพักอยู่ที่บ้าน ก็เลยไม่ได้มาด้วย” ฉือหมิ่นพูดตามที่แม่ได้บอกกับเธอ
“อืม ดูน่องของฟู่ปันสิ เธอพยายามที่จะลุกขึ้นยืนแล้วเหรอ! ฟู่ปังเองก็ยืนได้แล้วเหมือนกัน! น่องของเขาแข็งแรงมากๆเลยด้วย!” ทั้งสองเป็นฝาแฝด ซึ่งเด็กหญิงมีชื่อว่าฟู่ปัน และเด็กชายชื่อฟู่ปัง
“พวกเขาซนมาก ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาก็เอาแต่เล่นไม่หยุดเลย ตอนที่ยังเด็ก เจี๋ยฟ่างยังเลี้ยงง่ายกว่าพวกเขาอีก!” ฉือหมิ่นพูดถึงลูกๆของเธออย่างมีความสุข!
“ความคิดของคนโบราณคือ ในอดีตผู้หญิงอย่างเราไม่สามารถทำอะไรได้เลย เราไม่ต่างจากนางห้องที่ต้องอยู่แต่บ้านแต่เรือนไม่ใช่เหรอ? แต่ดูตอนนี้สิ ผู้หญิงสามารถทำอะไรได้หลายอย่างแล้วนะ ดูเสี่ยวฉุ่ยกับเสี่ยวฮั่วสิ พวกเธอสามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้แล้ว ทั้งยังทำได้ดีไม่แพ้เด็กผู้ชายเลยด้วย!”
“สังคมในปัจจุบันนี้เปิดกว้างกับผู้หญิงอย่างเรามากแล้วจริงๆ!” หวังซู่เหมยพูดขึ้นมา โดยเธอไม่ชอบที่สังคมเอนเอียงไปทางเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง!
“ไม่ใช่แบบหรอกค่ะ ผู้หญิงอย่างเราก็ทำได้ดีเหมือนกัน! บางครอบครัวที่มีแต่ลูกชาย มันเป็นบรรยากาศที่ดูอึดอัดมาก! ฉันคิดว่าลูกสาวนี่แหละที่จะช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ของคนในบ้านได้!” ฉือหมิ่นพูดช่วงท้ายของประโยคด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา เพราะเธอกลัวว่าเจี๋ยฟ่างจะได้ยินและรู้สึกเสียใจ
“ใช่แล้ว พี่สะใภ้รองพูดถูก! ลูกผู้หนึ่งน่ะน่ารักที่สุดแล้ว!” ฟู่ต้านีเห็นด้วยกับเรื่องนี้ และเธอเองก็เข้าใจสิ่งนี้อย่างลึกซึ้งอีกด้วย!
“พี่สาว ฉันต้องขอแสดงความยินดีกับพี่ด้วยนะ! พี่หลิวดูเป็นคนที่น่าเชื่อถือตั้งแต่แรกเห็นเลยจริงๆ!”
วันนี้ลุงหลิวเองก็มาที่นี่ด้วยเช่นกัน และด้วยความที่เขาเองก็สนิทสนมกับคนในครอบครัวบ้างแล้ว ดังนั้นตอนนี้เขาจึงกำลังพูดคุยกับเหล่าพี่น้องตระกูลฟู่อยู่!
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้านีก็รู้สึกเขินเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีเด็กๆอยู่ด้วย เธอจึงได้พูดบางอย่างที่อยู่ภายในใจของเธอออกมา
“ฉันขอพูดตามตรงเลยนะ ตอนแรกที่พี่สะใภ้ใหญ่แนะนำฉันในเรื่องนี้ ฉันเองก็รู้สึกลังเลอยู่เหมือนกัน! ฉันกลัวว่าลูกสาวทั้งสองจะเป็นเด็กมีปัญหา ก็เลยไม่กล้าตัดสินใจ แต่ต่อมาฟู่เวยกับฟู่หรงก็เข้ากับเขาได้เป็นอย่างดี ตอนนี้ไม่ได้เจอเขาหนึ่งวัน เด็กทั้งสองก็เอาแต่ถามถึงเขาอย่างไม่ขาดปาก”
“เห็นแบบนี้ฉันก็รู้สึกสบายใจขึ้นมากแล้วล่ะ! เขาเป็นคนดี ทั้งยังปฏิบัติต่อฉันเป็นอย่างดีอีกด้วย หากลูกสาวทั้งสองคนของฉันโตขึ้น ก็คงถึงเวลาที่เราทั้งสองจะพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของเราได้แล้ว”
ตอนที่ 295: ภูมิหลังครอบครัว
หวังซู่เหมยรู้สึกสบายใจขึ้นมาไม่น้อยเมื่อได้ยินว่าในที่สุดฟู่ต้านีก็ยอมรับเรื่องนี้แล้ว เพราะก่อนหน้านี้เธอกลัวว่าต้านีจะไม่ยอมเปิดใจ
“อืม เธอพูดถูกแล้ว เสี่ยวหลิวเป็นคนที่มีน้ำใจมากเลยนะ ตอนที่อากาศร้อนๆ เขากลัวว่าเด็กๆจะร้อนจนทนไม่ไหว ดังนั้นเขาจึงคอยใช้พัดอันใหญ่ช่วยพัดให้กับเด็กๆ อีกทั้งตอนที่อยู่บนรถ เขายังซื้อน้ำโซดาให้กับเด็กทั้งสองอีก ทำให้เด็กทั้งสองไม่ได้ร้อนอะไรมากนัก และกลับมาถึงบ้านด้วยความสดชื่น!”
“จะหาผู้ชายแบบนี้ได้จากที่ไหนอีก? รีบแต่งงานกันให้เร็วที่สุดเถอะ จะได้หลุดพ้นจากฝันร้ายอันยาวนานเสียที!”
ตอนนี้ฟู่ต้านีเองยังคงมีท่าทีที่ดูสงบ ในใจของเธอต้องการที่จะรอจนกว่าฟู่เวยเรียนจบชั้นมัธยมต้นเสียก่อน ซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องรออีกสองปีเลยทีเดียว
“พี่สะใภ้ ฉันคิดว่าตอนนี้เรามาทำเรื่องสำคัญของเราก่อนดีกว่า แล้วค่อยมาพูดถึงเรื่องของฉันทีหลังก็ได้”
“เธอต้องระวังหน่อยนะ เพราะคนดีอย่างเสี่ยวหลิวเป็นที่ต้องการของสาวๆเลยล่ะ!” หวังซู่เหมยพูดเตือนออกไป
ซึ่งฟู่ต้านีเองก็พยักหน้ารับเช่นกัน เธอรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว
จากนั้นทุกคนก็ได้เปลี่ยนหัวข้อมาพูดคุยถึงเรื่องบ้านที่ฟู่ต้าอันซื้อ หลี่โม่ลี่ที่นั่งฟังทุกคนคุยกันมาตลอด คำพูดของพี่สะใภ้ใหญ่ทำให้เธอต้องกลับมาครุ่นคิดกับตัวเอง และอดนึกถึงท่าทีที่แม่มีต่อเธอไม่ได้
เธอเป็นคนฉลาด แต่คนฉลาดก็กลัวที่จะหลงทางเช่นกัน หากคุณไม่สามารถละทิ้งความผูกพันภายในของคุณได้ คุณก็จะทำร้ายทั้งผู้อื่นและตัวคุณเองในที่สุด
ตั้งแต่ตอนที่ยังเด็ก หลี่โม่ลี่เรียนเก่งกว่าและฉลาดกว่าพี่ชายคนโตของเธอมาตลอด ซึ่งในทางกลับกัน พี่ชายคนโตของเธอถูกคุณย่าเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก และแม่ของเธอเองก็มักจะมอบของดีๆให้กับพี่ชายคนโตเพื่อแลกกับการให้เขาเรียกว่า “แม่” อยู่เสมอ
แม้ว่าพ่อของเธอจะเป็นคนที่มีความยุติธรรม และแม่ของเธอเองก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะให้ความรักกับลูกทั้งสองคนเท่าๆกัน แต่ทุกคนต่างก็มีความลำเอียงในตัวเองทั้งนั้น และน่าเสียดายที่ความลำเอียงนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อเธอ
หลี่โม่ลี่มาที่ตระกูลฟู่ และได้พบกับเหล่าพี่น้องตระกูลฟู่ ซึ่งทุกคนต่างก็เอาใจใส่กันและรักใคร่กลมเกลียวกันมาก ซึ่งเธอไม่เคยรู้สึกมีความสุขมากขนาดนี้มาก่อน หลังจากที่พี่สะใภ้รองของเธอได้ให้กำเนิดลูกฝาแฝด เธอยังได้ยินมาว่าเจี๋ยฟ่างรู้สึกไม่พอใจ เพราะแม่ของเขาดูจะสนใจลูกสาวมากเกินไปอีกด้วย
และเมื่อเธอได้ยินสิ่งที่พี่สะใภ้ใหญ่พูดว่าผู้หญิงอย่างพวกเธอมีประโยชน์และเท่าเทียมกับผู้ชาย ซึ่งตอนนี้เธอเองก็เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ใช่มหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าก็ตาม แต่เธอก็มีผลการเรียนที่ดี และดูเหนือกว่าพี่ใหญ่ของเธอเป็นร้อยเท่าเลยก็ว่าได้
ด้วยวิธีนี้ของหวังซู่เหมย เธอได้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งอิสรภาพ ประชาธิปไตย และความเท่าเทียมเอากันไว้ในใจของหลี่โม่ลี่โดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว ซึ่งมันจะค่อยๆแตกหน่อและเติบโตจนกลายเป็นต้นไม้ที่สูงตระหง่านในที่สุด!
เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวใหญ่ต่างก็กำลังสนุกสนานเฮฮาไปด้วยกัน และสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในตอนนี้ก็คือการหมั้นหมายของฟู่เหมี่ยว
“พี่สะใภ้ใหญ่ แผนการของเราในวันนั้นมีอะไรบ้างเหรอคะ?” ฉือหมิ่นให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะนี่เป็นงานมงคลครั้งแรกสำหรับลูกหลานรุ่นที่สามของตระกูลฟู่ และยังเป็นคนแรกในครอบครัวของพี่ใหญ่ที่จะเข้าพิธีหมั้นหมาย!
“มันไม่ได้มีอะไรซับซ้อนหรอก คนจากตระกูลหวังที่จะมาร่วมงานมีเพียงจื่อหยวนและครอบครัวคุณปู่ของเขาเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็มีครอบครัวของเราและเพื่อนสนิทบางคนจากทั้งสองฝ่าย ฉันคิดว่าน่าจะมีแขกประมาณสิบโต๊ะ”
“เราจึงตัดสินใจที่จะทำพิธีที่บ้าน และจ้างพ่อครัวฝีมือดีมาทำอาหารให้ ซึ่งจื่อหยวนอาสาที่จะดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ดังนั้นฉันจึงไม่ได้กังวลเรื่องนี้ ถึงตอนนั้นเราแค่รอทานอาหารอร่อยๆก็พอแล้ว” หวังซู่เหมยพูดชมวังจื่อหยวนโดยไม่ได้ตั้งใจ
“เห็นป้าบอกว่าพ่อกับแม่ของผมเชิญเพื่อนร่วมงานมาด้วย ส่วนครอบครัวของเราก็ไม่ได้มีคนมากมายอะไร มีแค่ปู่ย่า ครอบครัวอาเล็ก น่าจะประมาณห้าถึงหกโต๊ะ”
“ส่วนเรื่องพ่อครัว ยังคงเป็นพ่อครัวหนิวเหมือนเดิม และเราก็ได้นัดกับเขาเอาไว้แล้ว โดยให้เขาจัดการเรื่องวัตถุดิบด้วยตัวเอง แล้วเราจะจ่ายเงินให้กับเขาหลังเสร็จงาน!”
วังจื่อหยวนเป็นคนที่มีระเบียบมาก และเขายังจัดการทุกอย่างโดยไม่มีข้อบกพร่องอีกด้วย
“ดีแล้วล่ะ แล้วมีใครอีกไหมที่ลูกยังไม่ได้เชิญ? รีบคิดเสียตั้งแต่ตอนนี้ อย่าให้ใครมองว่าเราหยาบคายต่อพวกเขาได้!” ฟู่ต้าหย่งพูดเตือนลูกสาวของเขา
“พ่อคะ เดิมทีหนูอยากชวนเพื่อนร่วมชั้นของหนูและจื่อหยวนด้วย แต่ก็อยากจะมาถามพ่อก่อน ถ้ามันไม่เหมาะ หนูค่อยไปเลี้ยงข้าวพวกเขาทีหลังก็ได้ค่ะ” ฟู่เหมี่ยวพูดออกไปตามตรง ตอนนี้เพื่อนร่วมชั้นหลายคนก็ได้รู้ว่าเธอกับวังจื่อหยวนกำลังคบกันอยู่แล้ว
“ทำไมกันล่ะ? เชิญพวกเขามาได้เลย มีคนมาร่วมงานเยอะๆ สนุกดีออก!” หลังจากที่ฟู่ต้าหย่งดื่มเหล้าไปสองแก้ว เขาก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาเล็กน้อย และยังพูดมากขึ้นอีกด้วย
“คุณลุง คุณป้าครับ วันนั้นปู่กับย่าของผมไม่ได้มาร่วมงานด้วยนะครับ ทั้งสองบอกว่าไม่อยากจะมาขโมยจุดเด่นของตัวเอกในงานวันนี้ และไม่อยากทำให้ทุกคนวุ่นวายครับ เอาไว้หลังจากที่งานครั้งนี้เสร็จสิ้นลง คุณปู่กับคุณย่าจะมาเยี่ยมคุณลุงกับคุณป้าทีหลังครับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็เข้าใจถึงความหมายนี้ดี และพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโล่งใจขึ้นมา หากทั้งสองมาร่วมงานในวันนี้ พวกเขาไม่รู้เลยจริงๆ ว่าใครคือตัวเอกของงานกันแน่!
“แต่พ่อของผมจะมาร่วมแสดงความยินดีด้วยครับ เพราะเร็วๆนี้เขาต้องเดินทางไปที่หนานจิงเพื่อตรวจสอบบางอย่าง จึงไม่สะดวกที่จะมาพร้อมกับคุณปู่กับคุณย่า ก็เลยถือโอกาสนี้มาทำความรู้จักกับคุณลุงและคุณป้าก่อน”
“เสี่ยวไป๋ พ่อของนายคือใครเหรอ?” ฟู่ต้าจวงไม่เคยรู้จักภูมิหลังครอบครัวของไป๋โม่เฉินมาก่อน เขาจึงรู้สึกสับสนเล็กน้อยที่เมื่อครู่นี้ไป๋โม่เฉินบอกว่าหากชายชรามาที่นี่ จะทำให้เกิดความโกลาหลขึ้น
ซึ่งคนอื่นในตระกูลฟู่เองก็อยากรู้เรื่องนี้มากเช่นกัน มีเพียงแค่ครอบครัวของฟู่ต้าหย่งเท่านั้นที่รู้ภูมิหลังของ ไป๋โม่เฉิน แต่ฟู่ซินเท่านั้นที่ไม่รู้รายละเอียดของเรื่องนี้ เพราะเขาไม่เคยถามถึงมันเลย
“อารองครับ พ่อของผมชื่อไป๋จวิน อารองน่าจะรู้จักเขานะครับ”
ทันใดนั้นเอง หัวใจของฟู่ต้าจวงก็ถึงกับสั่นเทาไปในทันที นี่มันอะไรกัน? หลานสาวของเขากำลังจะกลายเป็นสะใภ้ของผู้บังคับบัญชาของเขาเหรอ! ถ้าอย่างนั้นปู่ของเด็กหนุ่มคนนี้ก็เป็น…?
ในตอนที่อยู่ทางเขตตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เขายังสงสัยอยู่เลยว่าใครกันที่สามารถปลูกฝังเด็กหนุ่มที่ดีถึงขนาดนี้ได้! ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครบอกเขาเลยว่าไป๋โม่เฉินมีภูมิหลังครอบครัวที่แข็งแกร่งมากขนาดไหน
ต่อมาเขาก็ได้รู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของไป๋โม่เฉินกับครอบครัวของเขา และยังได้รู้ถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างไป๋โม่เฉินกับหลานสาวของเขาอีกด้วย เมื่อพวกเขากำลังจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน เขาจึงบอกกับหลานสาวของตัวเองไปว่าเธอได้พบสมบัติล้ำค่าแล้ว!
“เรารู้จักกัน พ่อของนายเป็นผู้บังคับบัญชาของฉันเอง! ทำไมนายถึงเพิ่งจะบอกเรื่องนี้กับฉันล่ะ! มาเถอะ มาดื่มกับอารองหน่อย!” ฟู่ต้าจวงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหยิบแก้วขึ้นมาเพื่อปกปิดความลำบากใจของตัวเองเอาไว้!
“พ่อของผมยังไม่รู้ว่าอารองเป็นอาของฟู่เยี่ยน ผมคิดว่าวันนี้เขาคงจะต้องตกใจมากแน่ๆเลยล่ะครับ!” ไป๋โม่เฉินพูดออกมาด้วยรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์! เพราะด้วยสาเหตุนี้ เขาจึงไม่บอกเรื่องนี้ให้ไป๋จวินรู้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าจวงก็หัวเราะออกมาด้วยความขบขัน! เด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนที่มีพรสวรรค์! ช่างน่าเสียดายมากจริงๆ หากยังอยู่ในกองทัพ เขาจะต้องเป็นเด็กหนุ่มที่มีอนาคตไกลอย่างแน่นอน
“ตอนนั้นในเขตตะวันตกเฉียงใต้ ที่นายสามารถหลบหนีจากภัยพิบัติครั้งนั้นได้ เป็นเพราะยันต์ของเสี่ยวฮั่วใช่หรือเปล่า?” ฟู่ต้าจวงเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“ตอนนั้นอารองเองก็อยู่ที่นั่นด้วยเหรอครับ?” ไป๋โม่เฉินจำอะไรไม่ได้เลย เพราะตอนนั้นเขาได้หมดสติไปแล้ว
“ใช่แล้ว ตอนนั้นฉันประจำการอยู่ในเขตทหารทางตะวันตกเฉียงใต้ และเมื่อเห็นสิ่งที่นายกำลังนั่งมองอยู่ ฉันก็พอจะเดาออกว่านายอาจจะรู้จักกับเสี่ยวฮั่ว แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ถามอะไร ก็ได้มีภารกิจด่วนที่ฉันต้องออกไปจัดการเสียก่อน”
“และเมื่อฉันกลับมาอีกครั้ง ก็ได้ข่าวว่านายได้รับบาดเจ็บสาหัส และหลังจากที่พักฟื้นจนอาการหายดี นายก็ได้กลับมาที่เมืองหลวงเสียแล้ว ฉันไม่คิดเลยว่าเราจะมีวาสนาต่อกันแบบนี้!”
“อารองครับ ให้ผมดื่มอวยพรให้กับอารองเถอะ ตอนนั้นผมหมดสติและจำใครไม่ได้เลย” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับหยิบแก้วเหล้าขึ้นมา ก่อนที่ชายทั้งสองจะได้ดื่มเหล้าด้วยกัน
อีกด้านหนึ่ง ฟู่ต้าอันก็กำลังพูดคุยกับลุงหลิวอย่างถูกคอ และเขาก็พบว่าพี่หลิวนั้นเป็นคนที่มีความรู้มากๆ ซึ่งทั้งสองยังได้พูดคุยกันเกี่ยวกับดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์อีกด้วย จึงทำให้เขารู้สึกค่อนข้างพอใจ และยังคงเชื่อในสายตาของพี่ใหญ่เขา
ระหว่างมื้ออาหาร ทุกคนต่างก็พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งคนที่ฟังอยู่ก็ฟังด้วยท่าทีที่กระตือรือร้น นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ทุกคนได้รู้ถึงภูมิหลังครอบครัวของไป๋โม่เฉิน ซึ่งครอบครัวของเขานั้นเป็นครอบครัวที่ดีมากๆ
“เฮ้ พี่ใหญ่ ครอบครัวของไป๋โม่เฉินแข็งแกร่งมากเลยเหรอ?” ฟู่เซินแอบถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“ครอบครัวของเขายอดเยี่ยมมากเลยล่ะ นายจำคนที่ออกรายการวิทยุอยู่บ่อยๆได้หรือเปล่า” ฟู่ซินตอบน้องชายของเขาเบาๆ ซึ่งเขาเองก็ได้ศึกษาการต่อสู้แบบคลาสสิกของผู้เฒ่าไป๋ในมหาวิทยาลัยอีกด้วย และยังไม่คาดคิดว่าจะได้พบกับไป๋ซ่งตัวเป็นๆในชีวิตนี้อีกด้วย
ทันใดนั้นเอง เขาก็ได้กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะบอกกับตัวเองว่าต้องพยายามให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อที่จะได้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อที่จะเป็นความภาคภูมิใจของเสี่ยวฮั่วด้วยอีกคน!
จบตอน
Comments
Post a Comment